การศึกษาผลของความร้อนและแคลเซียมคลอไรด์ที่มีต่อคุณภาพและอายุการเก็บรักษามะละกอดิบเส้นพร้อมปรุง
[ โดย kruinfo ชม 364 ]
การศึกษาผลของความร้อนและแคลเซียมคลอไรด์ที่มีต่อคุณภาพและอายุการเก็บรักษามะละกอดิบเส้นพร้อมปรุง เป็นโครงงานวิจัยที่มีวัตถุประสงค์เพื่อทำการศึกษาการยืดอายุการเก็บรักษา และคุณภาพของมะละกอดิบเส้นพร้อมปรุงโดยใช้ความร้อนร่วมกับการใช้แคลเซียมคลอไรด์ โดยทำการศึกษาการยืดอายุการเก็บรักษามะละกอดิบเส้นพร้อมบริโภคโดยใช้ความร้อนร่วมกับการใช้แคลเซียมคลอไรด์ และศึกษาคุณภาพของมะละกอดิบเส้นพร้อมบริโภคที่ใช้ความร้อนร่วกับการใช้แคลเซียมคลอไรด์ ซึ่งจากการศึกษาพบว่าความร้อนทำให้มะละกอดิบเส้นพร้อมปรุงมีสีที่เข้มขึ้น (ค่าความขาวลดลง) ทำให้ปริมาณของแข็งที่ละลายได้ลดลง ทำให้ค่าความหนาแน่นเนื้อลดลง และทำให้มีการสูญเสียน้ำหนักเพิ่มมากขึ้น และการใช้ความร้อนร่วมกับแคลเซียมคลอไรด์ มีผลทำให้มะละกอดิบเส้นพร้อมปรุงมีสีที่เข้มขึ้น (ค่าความขาวลดลง) ทำให้ปริมาณของแข็งที่ละลายได้ลดลง แต่สามารถคงความแน่นเนื้อของมะละกอดิบเส้นได้ และทำให้มีการสูญเสียน้ำหนักเพิ่มมากขึ้น
หุ่นยนต์หลบหลีกสิ่งกีดขวาง
[ โดย kruinfo ชม 322 ]
ในระบบหุ่นยนต์เคลื่อนที่อัตโนมัติ (Autonomous Mobile Robot) นั้นระบบที่สำคัญระบบหนึ่งคือการหลบหลีกสิ่งกีดขวาง เพื่อให้หุ่นยนต์สามารถปฏิบัติงานได้สำเร็จโดยไม่เกิดความเสียหายแก่ตัวหุ่น
งานวิจัยชิ้นนี้เป็นการศึกษาเกี่ยวกับการหลบหลีกสิ่งกีดขวางโดยใช้ Fuzzy Logic มาช่วยในการลดปัญหาที่เกิดขึ้นจากความไม่แน่นนอนของ sensor ที่ใช้ และความแปรปรวนของสภาพแวดล้อมในการปฏิบัติงานจริง รวมทั้งศึกษาเปรียบเทียบการควบคุมใช้ Fuzzy Logic กับการควบคุมแบบอื่น ๆ เพื่อศึกษาถึงจุดเด่นและจุดด้อยของระบบควบคุมต่าง ๆ
Fuzzy Logic เป็นการเพิ่มเติมขอบเขตของ Boolean Logic ซึ่ง Boolean Logic นี้จะ
สามารถจัดการค่าความจริงได้เพียงสองระดับคือ จริง (1) และเท็จ (0) เท่านั้น ส่วน Fuzzy Logic นั้นสามารถจัดการค่าความจริงได้ในช่วงระหว่าง จริง (1) และเท็จ (0) จากข้อนี้จะทำระบบที่ใช้ Fuzzy Logic สามารถแยกแยะและตัดสินใจได้ยืดหยุ่นกว่าระบบที่ใช้ Boolean Logic ซึ่งจากคุณสมบัติที่มีความยืดหยุ่นนี้ทำให้การใช้ Fuzzy Logic ในการแก้ปัญหาที่ไม่มีลักษณะแน่นอน (มีลักษณะเป็นธรรมชาติ)ได้ดีจึงเหมาะกับการใช้เพื่อการควบคุมข้อมูลที่มีความคลาดเคลื่อน แต่ระบบการควบคุมโดยใช้ Fuzzy Logic นี้จะทำให้เกิดผลด้านลบคือทำให้ output ที่ออกจากระบบควบคุมมีความไม่เที่ยงตรงตามไปด้วย
ในการทดลองนั้นได้แบ่งออกเป็น 3 ส่วนคือการจำลองเหตุการณ์ (simulation) และการสร้างหุ่นยนต์ต้นแบบใช้งานกับ mobile robot และการเปรียบเทียบข้อมูลที่ได้จาก 2 ส่วนแรก
1. การจำลองเหตุการณ์ (simulation) ดำเนินการสร้างสภาพแวดล้อมและตัวหุ่นยนต์จำลองขึ้นในคอมพิวเตอร์และสร้างโปรแกรมเพื่อทดสอบการทำงาน โดยการจำลองเหตุการณ์นี้จะดำเนินการจำลองระบบที่ใช้ Fuzzy Logic และระบบที่ใช้ Artificial Potential Field และนำมาเปรียบเทียบในการทำงานภายใต้ตัวแปรต่าง ๆ และเก็บข้อมูลเพื่อใช้เปรียบเทียบประสิทธิภาพหรือข้อดีข้อเสียต่อไปนี้
2. การสร้างและใช้งานกับ mobile robot จัดสร้าง Hardware โดยสร้างหุ่นยนต์ที่ควบคุมด้วย Fuzzy Logic โดยให้หุ่นมีเป้าหมายในการวิ่งเข้าหาจุดที่กำหนดด้วยรีโมทอินฟราเรดและระหว่างทางสู้เป้าหมายจะหลบหลีกสิ่งกีดขวางไปด้วย ระหว่างการวิ่งจะเก็บข้อมูลเกี่ยวกับทิศทาง และอัตราส่วนการเข้าถึงเป้าหมายต่อการวิ่งทั้งหมด
3. การเปรียบเทียบข้อมูลที่ได้จากการจำลองเหตุการณ์และการใช้งานสภาพแวดล้อมจริงเพื่อนำมาเปรียบเทียบผลที่เกิดจากความไม่แน่นอนของ sensor และผลจากสภาพแวดล้อมที่มีต่อการทำงานหุ่นยนต์ เมื่อเทียบกับการจำลองเหตุการณ์ในคอมพิวเตอร์ที่ค่าทุกค่าเป็นค่าที่แน่นอนไม่มีความคลาดเคลื่อนเลย
สุขอนามัยของร้านที่มีผลต่อเชื้อ Sraphylococcuc aureaus
[ โดย kruinfo ชม 166 ]
เชื้อ Staphylococcuc aureus เป็นเชื้อแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดโรคในมนุษย์ที่สำคัญชนิดหนึ่ง เพราะสามารถทำให้เกิดโรคอาหารเป็นพิษรุนแรง ซึ่งอาจเป็นเชื้อที่ทำให้เกิดโรคร้ายแรงมากที่สุดใน family เดียวกันก็เป็นได้ นอกจากนี้ยังสร้าง toxin ที่อาจทำให้ผู้ป่วยมีอันตรายถึงชีวิตได้
S.aureus นั้นเป็นเชื้อที่สามารถถูกทำลายได้ด้วยความร้อนตั้งแต่ ดังนั้น การติดเชื้อจะปนเปื้อนมาก็ไม่ใช่มาจากตัวอาหาร ต้องขึ้นอยู่กับอุปกรณ์และกระบวนการบรรจุอาหารเท่านั้น
ลักษณะของอาหารที่ได้ไปสำรวจมี 3 ร้านด้วยกันคือร้านข้าวมันไก่ที่ตลาดสามย่าน ร้าข้าวมันไก่ที่โรงพยาบาลรามาธิบดี ร้านข้าวมันไก่ที่โรงอาหาร ศช. ซึ่งทั้ง 3 ร้านเป็นร้านที่มีคนพลุกพล่าน ทดสอบโดยแยกเชื้อมาเลี้ยงใน TSB ที่มี 10% Nacl เลือกหลอดที่ขุ่นเขี่ยเชื้อใน Bained Parker ใช้การ Streak plate เมื่อมีเชื้อก็เก็บไว้ใน Stant ของ TSB ทำการย้อม gram และ Coagulase test เพื่อ confirm เชื้อ
การหลอมโปรโตพลาสต์ ของพืชตระกูลแตง และการศึกษาวิธีการจำแนกพันธุ์ ด้วยเทคนิคทางโครโมโซมและดีเอนเอ
[ โดย kruinfo ชม 213 ]
ในการศึกษาปัจจัยที่สำคัญในการผลิตลูกผสมพืช ระหว่างพืชตระกูลแตงในตระกูล Cucurbitaceae ด้วย และเทคโนโลยีด้านการหลอมโปรโตพลาสต์ โดยใช้ตำลึงและแตงกวาเป็นต้นแบบในการศึกษา พบว่าปัจจัยที่สำคัญที่จะทำให้ได้โปรโตพลาสต์ ที่มีปริมาณพอเพียง และได้โปรโตพลาสต์ที่มีคุณภาพดีไม่แตกง่าย แหล่งของเนื้อเยื่อที่ใช้ในการย่อยโปรโตพลาสต์ในพืชแต่ละชนิด จะมีความเหมาะสมแตกต่างกัน โปรโตพลาสต์ของแตงกวาสามารถย่อยได้จากทั้งเอมบริโอเจนิคแคลลัส เซลล์แขวนลอย และใบเลี้ยง ในขณะที่การย่อยโปรโตพลาสต์จากแคลลัสของตำลึงจะได้จะได้จำนวนโปรโตพลาสต์ไม่สูง เนื่องจาก แคลลัสของตำลึงที่ชักนำได้มีลักษณะฉ่ำน้ำ ไม่เหมาะต่อการนำมาใช้ย่อยโปรโตพลาสต์แต่สามารถย่อยได้ดีจากเนื้อเยื่อใบอ่อน ทั้งที่เพาะในหลอดทดลอง หรือที่ตัดมาจากต้นที่โตในแปลง ส่วนเนื้อเยื่อใบเลี้ยงที่เพาะจากเมล็ดของตำลึงที่มีขนาดเล็ก ไม่เหมาะสมต่อการนำมาใช้ย่อยโปรโตพลาสต์ เมื่อทดสอบหลอดโซมาติก โปรโตพลาสต์ที่ได้จากแคลลัสของแตงกวาเข้ากับโซมาติกโปรโตพลาสต์จากใบของตำลึงโยการใช้สาร Polyethyleneglycol รวมกับสภาพที่มีความเข้มข้นของแคลเซียมไอออน และความเป็นกรดด่างที่สูง พบว่า อัตราการหลอมของโปรโตพลาสต์ตำลึงและแตงกวา ด้วยวิธีดังกล่าวยังไม่สูงมาก ประมาณ 0.68 % ส่วนการหลอมเซลล์ด้วยวิธี Electrofusion จะให้อัตราการหลอมที่สูงกว่า ในการศึกษาวิธีการจำแนกเอกลักษณ์ของพันธุ์ เพื่อใช้รองรับการจำแนกพันธุ์ลูกผสมที่เกิดการหลอมโปรโตพลาสต์นั้น ได้ศึกษาเทคนิคการวิเคราะห์ดีเอนเอพืชด้วยโมเลกุลเครื่องหมาย (molecular marker) ที่ใช้ PCR (Polymerase Chain Reaction) เป็นพื้นฐาน คือวิธี RAPD (Random Amplified Polymorphic DNA) เมื่อทำการ screen หา primer ที่เหมาะสมจาก Operon kit ชุดต่างๆ พบว่าสามารถใช้ Operon A ชนิด A3 และ A10 มาใช้ในการจำแนกให้เห็นความแตกต่างของรูปแบบ (pattern) ของ DNA band ระหว่างแตงกวา และตำลึงได้ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการนำไปใช้ในการจำแนกลูกผสมที่ได้ระหว่างพืชทั้งสองชนิดนี้ต่อไป นอกจากนี้ยังสามารถใช้วิธีการวิเคราะห์ จำนวน และรูปร่างของโครโมโซมที่ปลายรากพืชมาพิสูจน์ลักษณะทางพันธุกรรมของพืชทั้งสองชนิดได้เช่นกัน
ความสัมพันธ์ระหว่างความเค็มกับอัตราการเจริญเติบโตของ Pedinomonas noctilucae ที่มีและไม่มีความสัมพันธ์แบบภาวะอาศัยร่วมกับ Noctiluca scintillans
[ โดย kruinfo ชม 159 ]
Pedinomonas noctilucae เป็นสาหร่ายสีเขียวขนาดเล็กที่พบว่าในเขตร้อนจะมีความสัมพันธ์แบบภาวะอาศัยร่วมโดยการอาศัยอยู่ภายในแวคิวโอลของเซลล์ Noctiluca scintillans ซึ่งเป็นไดโนแฟลกเจลเลตชนิดที่เป็นสาเหตุหลักของการเกิดปรากฏการณ์น้ำทะเลเปลี่ยนสี (Red Tide) ในชายฝั่งทะเลและบริเวณปากแม่น้ำของประเทศไทย โดยพบความถี่ของการเกิดปรากฏการณ์น้ำทะเลเปลี่ยนสีจาก N.scintillans บ่อยที่สุดชนิดหนึ่ง
ในโครงงานวิจัยนี้ได้ศึกษาผลของความเค็มที่มีต่ออัตราการเจริญเติบโตของ P.noctilucae ในกลุ่มที่มีและไม่มีความสัมพันธ์แบบภาวัอาศัยร่วมกับ N.scintillans โดยทากรเลี้ยงเซลล์ของ N.scintillans ที่เป็น Monoclonal culture ซึ่งได้จากการเก็บตัวอย่างจากบริเวณอ่างศิลา จังหวัดชลบุรี ในตู้บ่มเลี้ยงเชื้อด้วยอาหาร 2 สูตร คือ Erdschreiber Medium (ESM) และ Daigo ที่อุณหภูมิ 27 1 องศาเซลเซียส ความเข้มแสง 5,000 ลักซ์ และอัตราส่วนช่วงเวลามืดต่ออัตราส่วนช่วงเวลาสว่าง (D : L Cycle) เท่ากับ 12: 12 ชั่วโมง เท่ากันตลอดทุกชุดการทดลองทั้ง 3 ระดับ ความเค็มคือ 20,28 และ 35 ส่วนในพันส่วน แล้วทำการแยกเซลล์ของ P.noctilucae จากเซลล์ของ N.scintillans ที่มีความสัมพันธ์แบบภาวะอาศัยร่วมอยู่ แล้วจึงนำมาเลี้ยงในอาหารสูตร Modified ESM ใน 3 ระดับความเค็ม และสภาวะทางกายภาพแบบเดียวกับกลุ่มของ N.scintillans โดยทุกชุดการทดลองได้ทำซ้ำจำนวน 3 ครั้ง
แต่ละชุดการทดลองจะเริ่มต้นที่ความหนาแน่นของเซลล์เท่ากับ 1 cell/ml และมีการติดตามการเปลี่ยนแปลงความหนาแน่นเซลล์ที่เพาะเลี้ยงทุกชุดการทดลอง ซึ่งเป็นตัวแทนของอัตราการเจริญเติบโตโดยการสุ่มวัดด้วย Hemacytometer ในช่วงระยะเวลาเดียวกันของทุกวัน เป็นระยะเวลาต่อเนื่องกัน 30 วัน
ความเข้าใจถึงกระบวนความสัมพันธ์แบบภาวะอาศัยร่วมกันของ P.noctilucae และ N.scintillans จะเป็นข้อได้เปรียบที่ดีในการเข้าใจถึงชีววิทยาพื้นฐานของความสัมพันธ์ดังกล่าวของสิ่งมีชีวิตทั้งสองนี้เพื่อที่จะสามารถนำผลที่ได้ไปประยุกต์ใช้ในการลดระดับความรุนแรงจากปรากฏการณ์น้ำทะเลเปลี่ยนสีได้ต่อไป
กาวจากเปลือกพืชป่าชายเลน
[ โดย kruinfo ชม 347 ]
ประเทศไทยมีพื้นที่ป่าชายเลนมากประเทศหนึ่งในเขตร้อนแถบเอเชีย ป่าชายเลนมีประโยชน์ในทางระบบนิเวศมากมายและยังมีระโยชน์ต่อมนุษย์เราอีกด้วย ชายประมงได้ใช้ประโยชน์จากพืชป่าชายเลน และเป็นภูมิปัญญาชาวบ้านที่สำคัญคือการนำเปลือกมาย้อมแหอ้วน เพื่อให้เหนียวและทนทานต่อแสงแดงเมื่อออกทะเล และจากการศึกษาเอกสารต่าง ๆ พบว่าในเปลือกพืชป่าชายเลนมีสารแทนนินซึ่งมีสมบัติเป็นกาวสามารถติดวัสดุได้
โครงงานเรื่องนี้แบ่งการทดลองออกเป็น 2 ตอน คือ ตอนที่ 1 ศึกษาหาชนิดของเปลือกพืชป่าชายเลนที่ให้สารสกัดมีสมบัติเป็นกาวมากที่สุด โดยศึกษาชนิดของเปลือกไม้ป่าชายเลน ทั้ง 4 ชนิด คือเปลือกโกงกาง ตะบูน ลำแพน และแสม จากนั้นสารสกัดที่ได้มาทดสอบการติดพื้นผิวชนิดต่าง ๆ ตอนที่ 2 เปรียบเทียบประสิทธิภาพกาวจากเปลือกไม้ป่าชายเลน กับกาวที่มีขายทั่วไป คือ กาวลาเท็กซ์ จากการทดลองพบว่า เอทานอลสามารถใช้สกัดโปรแอนโทรไซยานิดินแทนนินจากเปลือกพืชป่าชายเลนได้ เมื่อทดสอบโดยใช้เกลือเฟอร์ริก ทำให้สารละลายเปลี่ยนสีเกลือเฟอร์ริกเป็นสีเขียว คือกาวจากเปลือกโกงกางติดเหล็กได้ดีรองจากกาวลาเท็กซ์ กาวจากเปลือกลำแพนติดไม้อัดได้ดีรองจากกาวลาเท็กซ์ กาวจากเปลือกลำแพนติดกระดาษรองปกได้ดีรองจากกาวลาเท็กซ์ กาวจากเปลือกโกงกางติดกระดาษแข็งได้ดีรองจากกาวลาเท็กซ์ กาวจากเปลือกโกงกางติดไม้ได้ดีรองจากกาวลาเท็กซ์ ซึ่งสารส่วนใหญ่จะให้ความแข็งแรงในการยึดติดน้อยกว่ากาวลาเท็กซ์ แต่กาวจากเปลือกพืชป่าชายเลนเป็นกาวที่ได้จากธรรมชาติไม่ได้เจือปนสารเคมี มีการผลิตที่ไม่วุ่นวาย ไม่อันตราย และเป็นการอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่นด้วย
สารออกฤทธิ์ทางชีวภาพจากเชื้อรา Aschersonia samoensis l 6001
[ โดย kruinfo ชม 290 ]
โครงงานนี้มีจุดประสงค์ในการสกัดและแยกสารเคมีจากเซลล์ของเชื้อรา Aschersonia samoensis l 6001 ในส่วนตัวทำละลายที่ไม่มีขั้ว และทดสอบฤทธิ์ทางชีวภาพของสารเคมีที่สกัดได้ต่อเชื้อที่ก่อให้เกิดโรคมาลาเรีย วัณโรค และเซลล์มะเร็ง โดยนำเซลล์ของเชื้อรา Aschersonia samoensis l 6001 มาสกัดด้วยเมทานอล ไดคลอโรมีเทน น้ำ และเอทิลอะซิเตตตามลำดับ และนำสิ่งสกัดเอทิลอะเตตไปแยกด้วยวิธีคอลัมน์โครมาโตกราฟฟี ขณะนี้สามารถแยกได้สารบริสุทธิ์ 2 ชนิด ซึ่งสามารถวิเคราะห์หาสูตรโครงสร้างได้โดยอาศัยข้อมูลทางสเปกโทสโคปี สารนั้นคือ rugulosin และ skyrin
จากนั้นนำสารที่แยกได้ทั้ง 2 ชนิด ส่งไปทดสอบฤทธิ์ทางชีวภาพ ณ ห้องปฏิบัติการทดสอบฤทธิ์ทางชีวภาพ ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ พบว่า สารrugulosin แสดงฤทธิ์ยับยั้งเชื้อที่เกิดจากโรคมาลาเรีย วัณโรคและเซลล์มะเร็งได้ดีปานกลาง และสาร skyrin แสดงฤทธิ์ยับยั้งเชื้อที่ก่อให้เกิดโรคมาลาเรีย วัณโรค ได้ดีปานกลาง แต่ประสิทธิภาพในการแสดง
ฤทธิ์ยับยั้งต่อเซลล์มะเร็ง
การจำแนกและศึกษาสรรพคุณของบัวหิมะ
[ โดย kruinfo ชม 161 ]
Saussurea laniceps and S.involucrate หรือ บัวหิมะเป็นพืชชนิดหนึ่งที่รู้จักกันดีในรูปแบบของผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ โดยเฉพาะครีมกระปุก ที่มีสรรพคุณในการรักษาแผลอันเกิดจากไฟไหม้ น้ำร้อนลวก แผลพุพอง และแมลงสัตว์กัดต่อย แต่บัวหิมะที่ข้าพเจ้าทำการศึกษานั้นเป็นคนละชนิดกับที่กล่าวมาข้างต้น เนื่องจากบัวหิมะที่ข้าพเจ้าทำการศึกษานี้ เชื่อกันว่ามีที่มาจากนายแพทย์ชาวโปแลนด์ท่านหนึ่งที่ป่วยเป็นโรคมะเร็ง แต่หลังจากรักษาด้วยบัวหิมะร่างกายก็หายเป็นปกติ ท่านจึงทำการเผยแพร่บัวหิมะไปยังบุคคลอื่น บัวหิมะดังกล่าวมีลักษณะเป็นก้อนปุยสีขาวขนาดเล็ก เมื่อแช่น้ำนมทิ้งไว้ 1 คืน บัวหิมะจะทำปฏิกิริยากับนม ทำให้นมเกิดรสและมีกลิ่นเปรี้ยว และการทำเช่นนี้ยังสามารถทำให้บัวหิมะเพิ่มจำนวนได้อีกด้วย หลังจากที่ข้าพเจ้าได้ศึกษาเบื้องต้นทำให้ทราบว่าปัจจุบันบัวหิมะดังกล่าวนี้ได้แพร่กระจายไปยังส่วนต่าง ๆ ของประเทศไทย และมีคนจำนวนมากรับประทานน้ำนมที่กรองได้จากบัวหิมะ เพราะเชื่อว่ามีผลดีต่อสุขภาพในหลาย ๆ ด้าน เช่น ช่วยป้องกันโรคหัวใจ ช่วยการทำงานของตับและม้าม ป้องกันโรคนิ่วในถุงน้ำดี ช่วยในการทำงานของระบบขับถ่าย ขจัดเชื้อโรคที่เข้าสู่ร่างกาย สร้างภูมิคุ้มกันโรค ลดความดันโลหิตรวมถึงช่วยระงับการแพร่กระจายของโรคมะเร็ง ซึ่งเป็นเหตุผลหลักในการบริโภคน้ำนมที่กรองได้จากบัวหิมะ โดยสรรพคุณที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ยังไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่อ้างอิงชัดเจน หากบัวหิมะมีสรรพคุณดังกล่าวจริงจักเกิดประโยชน์อย่างยิ่งแก่วงการแพทย์และผู้บริโภค แต่ในขณะเดียวกันก็อาจก่อให้เกิดโทษได้ เนื่องจากการรับประทานน้ำนมที่ได้จากบัวหิมะนั้นจะต้องเป็นบัวหิมะที่เป็นสารตั้งจ้นปะปนมากับน้ำนมอย่างแน่นอน ทำให้เกิดการสะสมในร่างกาย อันอาจส่งผลเสียทั้งทางตรงและทางอ้อม
Effect of nutrients inputs on growth , chiorophyl and tissue nutrients concentration of Ulva sp.
[ โดย kruinfo ชม 183 ]
Excess nutrient loads human activities lead to algal bloom, the world wide problem, by increasing production of algae. When those algae occur in dense blooms, they can cause fish and invertebrate killed because dissolved oxygen is consumed when the bloom decomposes and it also degrade the recreation amenity of the beaches.
The growth of macroalgae is controlled, in large part, by nutrients as well as salinity, light and temperature. N and P are the two most common nutrients that limit macroalgal growth.(Kamer and Schiff.,2002)For the majority of algal species, ammonium is the most easily assimilated type of Dissolved Inorganic Nitrogen(DIN), although some species may prefer nitrate, nitrite or and organic form such as urea. (Jones.,1993) Oppotunistic macroalgae can uptake, assimilate and store a large amount of nutrients, resulting in low nutrients concentration in the water column, even in the area of high loading (Valiela et al.,1992;Peckol et al., 1994) thus, they are allowed to grow at maximal rates for several days without nutrients supplies.
Ulva spp.,also known as sea lettuce, are a common fast-growing macroalgae of the littoral zone and are generally known as one of the species forming
การศึกษาราทำลายแมลงในสกุล Metarhizium ที่มีประสิทธิภาพเพื่อใช้ในการกำจัดแมงสาบอเมริกัน ( Periplaneta americana)
[ โดย kruinfo ชม 224 ]
ศึกษาราทำลายแมลงในสกุล Metarhizium ถึงประสิทธิภาพของการก่อให้เกิดโรคในแมลงสาบสายพันธุ์ Periplaneta americana โดยคัดเลือกรา 7 สายพันธ์ที่มีการสารสปอร์ที่มีปริมาณมากจาก 10 สายพันธุ์ที่เลือกไว้ โดยทำสายละลายสปอร์ที่ความเข้ม 1.5 x 107 conidia/ml ใช้ 0.05% Triton x -100เป็นตัวทำละลาย แบ่งแมลงสาบออกเป็น 8 กลุ่มกลุ่มละ 6 ตัว 7 กลุ่มแรกได้รับสารละลายสปอร์ที่เตรียมไว้ 1 กลุ่มที่เหลือใช้ 0.05% Triton x -100 ด้วยวิธีการทาบนผิวด้วยพู่กันเลี้ยงแมลงสาบในกล่องระบายอากาศ ที่มีความชื้นของอาหารเพียงพอในตู้ควบคุมอุณหภูมิที่ 200c เป็นเวลา 14 วัน พบว่า มีการตายองแมลงสาบที่ได้รับสปอร์ 6 กลุ่ม และไม่มีการตายในกลุ่มที่ได้รับสารละลายสปอร์ NHJ-10580 และในกลุ่มที่ได้รับ 0.05% Triton x -100 โดยการตายสูงสุด 2 กลุ่ม ร้อยละ 83.33 ของจำนวนที่เลี้ยงอยู่ในกลุ่ม NHJ-11572 และตายร้อยละ 50 ในกลุ่ม NHJ-12066 นำซากแมลงสาบที่ได้รับไปบ่มที่อุณหภูมิ 20^0C มีความชื้น พบว่าใยราเจริญออกมาจากตัวแมลง
ผลของสารสกัดจากรากต้นโลดทะนงต่อพิษงูเห่าไทย Interaction between thai cobra venom (Naja kaouthia) and the principle components from Lodthanong extract (Trigonostmon reidioides (Kurz) Creib)
[ โดย kruinfo ชม 159 ]
ในปัจจุบันปัญหางูกัดเป็นปัญหาทางด้านสาธารณสุขที่สำคัญปัญหาหนึ่งของประเทศไทย ถึงแม้ว่าในสมัยนี้จะมีเซรุ่มแก้พิษงูแล้วก็ตาม แต่เซรุ่มเหล่านี้มักจะมีอยู่ตามโรงพยาบาลใหญ่ ๆ หรือในเมืองเท่านั้น ทำให้เวลาชาวบ้านที่อยู่ตามชนบทห่างไกลถูกงูพากัดมักจะถูกส่งโรงพยาบาลไม่ทัน ผลก็คืออาการเข้าขั้นรุนแรง และอาจเสียชีวิตได้ ดังนั้นการใช้สมุนไพรไทยเป็นแนวทางหนึ่งในการช่วยบรรเทาอาการจากการถูกงูพิษกัดหรือช่วยในการยืดอายุเวลาในการออกฤทธิ์หรือช่วยไปยับยั้งประสิทธิภาพในการทำงานของพิษงู จึงเป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจ โลดทะนงเป็นสมุนไพรชนิดหนึ่งที่ถูกบันทึกไว้ในตำรายาสมุนไพรว่ามีสรรพคุณแกพิษงูได้ โครงงานนี้จึงได้นำสาระสำคัญจากรากต้นโลดทะนงที่ได้เคยมีรายงานการค้นพบโครงสร้างสารมา docking กับพิษงูเห่าในส่วนที่เป็น neurotoxin 3 ซึ่งออกฤทธิ์ต่อระบบประสาท โดยสารเคมีที่ได้นำมา docking คือ RediocideA , RediocideB,RediocideC,RediocideD, RidiocideE, Lotthanongine และ Afzelechib - ( ) - afzelechin ซึ่งผลที่ได้ออกมาพบว่าพลังงานในกานจับกันของสารเคมีกับ neurontoxin3 อยู่ที่ -8.17 ถึง -10.5 ตำแหน่งกรดอะมิโนของ neurotoxin3 ที่ไปจับกับสาระสำคัญจากรากต้นโลด คือ TYR21 , THR24 , LYS23 , TRP25 , และ LYS35 โดยมีระยะห่างของการจับระหว่าง 1.6 - 4.0 A และตำแหน่งของกรดอะมิโนใน neurontoxin3 ที่จับกับ acetylcholine receptor ก็มีบางบริเวณที่เป็นบริเวณเดียวกันกับที่สาระสำคัญจากรากสมุนไพรโลดทะนงไปจับด้วย ซึ่งผลที่ได้จากการ docking ทำให้สามารถอธิบายกลไลการแก้พิษงูของสมุนไพรโลดทะนงในระดับโมเลกุลได้ว่า สารเคมีในรากต้นโลดทะนงไปจับกับ neurotoxin3 ในบริเวณ bindind site จับกับ actyleholine receptor ทำให้ neurotoxin3 ที่เข้าสู่ร่างกายมนุษย์ไม่สามารถไปจับกับ acetylcholine receptor ได้ ผลก็คือสารเคมีจากรากต้นโลดทะนงสามารถไปยับยั้งประสิทธิภาพการทำงานของพิษงูเห่าได้ นอกจากนี้โครงงานนี้ยังได้ทำการสกัดสารจากรากต้นโลดทะนงและนำไปทดสอบประสิทธิภาพในการทำงานของพิษงูเห่าในหลอดทดลอง (in vitro) โดยใช้เทคนิค SDS - PAGE เพื่อสนับสนุนการทดลองที่ได้จากการ docking อีกด้วย
การบำบัดนำเสียจากสีย้อมผ้าโดยใช้ต้นธูปฤาษีเป็นตัวดูดซับ
[ โดย kruinfo ชม 232 ]
โครงงานเรื่อง การบำบัดน้ำเสียจากสีย้อมผ้าโดยใช้ต้นธูปฤาษีเป็นตัวดูดซับ เพื่อศึกษาถึงประสิทธิภาพในการดูดซับของต้นธูปฤาษี และสภาวะแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโต โดยการแช่ต้นธูปฤาษีในสีย้อมผ้า 1 ชุด ต้นธูปฤาษีในสีย้อมผ้าใส่ปุ๋ยเพื่อเพิ่มธาตุอาหาร 1 ชุด ต้นธูปฤาษีในสีย้อมผ้าใส่ทรายเพื่อให้รากยึดเกาะ 1 ชุด และต้นธูปฤาษีในสีย้อมผ้าใส่ปุ๋ยและทราย 1 ชุด เป็นเวลา 7 วัน พบว่าต้นธูปฤาษีต้นใส่ปุ๋ยและทรายนั้นสามารถตะเจริญเติมโตมีชีวิตอยู่ได้นานกว่าชุดอื่นและมีรากงอกใหม่ การทดลองทุกชุดการทดลองพบว่าความเข้มข้นของสีน้ำเจือจางกว่าตอนเริ่มการทดลอง แสดงให้เป็นว่าต้นธูปฤาษีนั้นสามารถช่วยลดปริมาณสารตกค้างในน้ำได้ ดังนั้นแสดงว่าต้นธูปฤาษีจึงสามารถช่วยดูดสีตกค้างในน้ำ จึงเป็นการช่วยบำบัดน้ำ
ศึกษาอายุขัยเม็ดเลือดแดง เศษเซลล์ชองเม็ดเลือดแดงที่แตกตัว (Vesicles) และเกร็ดเลือดของหนูปกติและหนูธาลัสซีเมีย
[ โดย kruinfo ชม 156 ]
โรคธาลัสซีเมีย (Thalasemia disease) เป็นโรคพันธุกรรมที่พบมากที่สุดในประเทศไทยและพบได้ทั่วโลก ในประเทศไทยมีคนเป็นโรคธาลัสซีเมียมากถึงร้อยละ 1 ของประชากร หรือประมาณ 6 แสนคน และพบผู้ที่มียีนแฝง (พาหะ) ประมาณร้อยละ 40 ของประชากรและโรคธาลัสซีเมีย มัแนโน้มที่จะเพิ่มจำนวนผู้ป่วยมากขึ้นทุกปี
โรคธาลัสซีเมีย คือ โรคพันธุกรรมที่สามารถถ่ายทอดจากพ่อและแม่สู่ลูก ผู้ที่เป็นโรคนี้เม็ดเลือดแดงจะผิดปกติและแตกง่าย อายุของเม็ดเลือดแดงสั้นลง ด้วยความก้าวหน้าของการวิจัยในโรคธาลัสซีเมีย ปัจจุบันได้มีการสร้างหนูทดลองที่มีลักษณะของโรคธาลัสซีเมียเบต้า ซึ่งมีการขาดหายไปของยีนเบต้าโกลบินข้างหนึ่งของหนูไป ดังนั้น ข้าพเจ้าจึงต้องการที่จะตรวจวัดอายุขัย (life span) ของเม็ดเลือดแดงของหนูทดลองชนิดนี้ โดยข้าพเจ้าจะตรวจวัดเม็ดเลือดแดงของหนู ทั้งหนูปกติและหนูที่เป็นโรคธาลัสซีเมีย โดยใช้วิธีการย้อมเม็ดเลือดแดงทั้งหมดในกระแสเลือดของทั้งหนูปกติและหนูธาลัสซีเมียด้วยสารไบโอติน (biotin) แล้วเก็บเลือดมาตรวจหาจำนวนเม็ดเลือดแดงของหนูทั้งหนูปกติและหนูธาลัสซีเมีย โดยใช้เครื่องโฟลไซโทมิทรี (Flow cytometry) ตรวจหาและติดตามทุก ๆ สัปดาห์ แล้วคอยดูแนวโน้มของจำนวนเม็ดเลือดแดงว่าจะมีอัตราลดลงมากน้อยเพียงใด และเปรียบเทียบอัตราการลดลงของจำนวนเม็ดเลือดแดงในหนูปกติและหนูที่เป็นโรคธาลัสซีเมีย
Anti-inflammatory activity of extract from Caesalpinia mimosoides Lamk.
[ โดย kruinfo ชม 214 ]
เป็นที่น่าสังเกตว่า ในการปรุงอาหารพื้นบ้านทางภาคเหนือที่ใช้หน่อไม้เป็นส่วนประกอบ มักรับประทานผักหนามปู่ย่าเป็นผักแนมน้ำพริกด้วยเสมอ และจากการหาข้อมูลเกี่ยวกับหน่อไม้ พบว่า หน่อไม้นั้นมีกรดยูริก (uricacid) ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้เกิดการอักเสบ และอาการปวดตามข้อต่างๆ ของร่างกาย ดังนั้นผักหนามปู่ย่านี้ จึงน่าจะมีฤทธิ์ในการต้านการอักเสบ ผู้คนในภาคเหนือจึงนำผักหนามปู่ย่ามารับประทานกับหน่อไม้เพื่อเป็นการป้อกัน นอกจากนี้ยังพบว่าไม่มีงานวิจัยใดเกี่ยวกับการทดสอบฤทธิ์ทางชีวภาพของผักหนามปู่ย่าเลยทั้งในประเทศและต่างประเทศ ดังนั้นจึงได้สนใจที่จะทำการทดสอบคุณสมบัติดั่งกล่าว
ตอนที่ 1 แบบจำลอง EPP-induced ear edema ในหนูขาว เป็นแบบจำลองการอักเสบเฉียบพันที่ใช้สำหรับการทดสอบสารที่มีฤทธิ์ต้านการอักเสบ โดยมีฤทธิ์ยับยั้งอาการบวมที่มีสาเหตุมาจากการเพิ่มขึ้นของการรั่วไหลของเหลวจากหลอมเลือด (vascular permeability) ซึ่งในการทดลองจะใช้สาร EPP เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดอาการบวมของหนู โดยแบ่งการทดลองเป็น 3 กลุ่ม คือ 1. กลุ่มควบคุม ได้รับ สารทำละลาย 2. กลุ่มยามาตรฐาน คือ Phenylbutazone 3. กลุ่มที่ได้รับสารสกัดจากผักหนามปู่ย่า วัดความหนาของหูหนูก่อนทดลอง จากนั้นทาสารทดสอบบนใบหูหนูทั้งด้านในและด้านนอก ตามด้วย EPP ทันทีเพื่อชักนำให้เกิดการบวมขึ้น วัดความหนาของใบหูหนูที่เวลา 15, 30, 60 และ 120 นาที คำนวณหาเปอร์เซ็นต์ยับยั้งการบวมของใบหูหนูที่เวลาต่าง ๆ ผลการทดลองพบว่าสารสกัดจากผักหนามปู่ย่ามีฤทธิ์ลดการบวมของหูหนูได้ดีพอ ๆ กับยามาตรฐาน
ตอนที่ 2 Carragenine-induced hind paw edema ในหนูขาว เป็นแบบจำลองการอักเสบเฉียบพลันที่ใช้สำหรับทดสอบสารที่มีฤทธิ์ต้านการอักเสบ โดยมีฤทธิ์ยับยั้งอาการบวมที่มีสาเหตุมาจาก Arachidonic acid metabolism ผ่าน Cyclopoxygenase pathway โดย Carragenine เป็นตัวทำให้เกิดการบวมของอุ้งเท้าหนู แบ่งการทดลองเป็น 3 กลุ่ม คือ 1. กลุ่มควบคุม ได้รับน้ำ 2. กลุ่มยามาตรฐาน ได้รับ lndomethacin 3. กลุ่มทดสอบ ได้รับสารสกัดจากผักหนามปู่ย่า วัดปริมาณอุ้งเท้าหนูด้านขาวด้วยเครื่อง Plethysmometer ให้ยาและสารทดลองตามกลุ่มจากนั้นฉีด Carragenine เพื่อเหนี่ยวนำให้เกิดการบวมของอุ้งเท้า วัดปริมาตรอุ้งเท้าด้วย Plethysommeter ที่เวลา 1 , 3 และ 5 ชั่วโมง คำนวณหาเปอร์เซ็นต์การยับยั้งการบวมของอุ้งเท้าหนู ที่เวลาต่าง ๆ ผลการทดลองคือ สารสกัดจากผักหนามปู่ย่ามีฤทธิ์ยับยั้งการบวมของอุ้งเท้าหนูได้ปานกลางเมื่อเทียบกับยามาตรฐาน
ตอนที่ 3 Arachidon acid-induced hind paw edema ในหนูขาว เป็นแบบจำลองการอักเสบเฉียบพลันที่ใช้สำหรับทดลองสารที่มีฤทธิ์ต้านการอักเสบ โดยมีฤทธิ์ยับยั้งอาการบวมที่มีสาเหตุมาจาก Arachidonic acid metabolism ผ่าน Lipoxygenase pathway ซึ่งจะใช้ Arachidonic acid เป็นตัวทำให้เกิดการบวมของอุ้งเท้าหนูโดยแบ่งการทดลองออกเป็น 3 กลุ่ม คือ 1. กลุ่มควบคุม ได้รับน้ำ 2. กลุ่มยามาตรฐาน ได้รับ Phenidone ขนาด 3. กลุ่มยามาตรฐาน lndomethacin 4. กลุ่มทดสอบ ได้รับสารสกัดจากผักหนามปู่ย่า ทำการทดลองโดยวัดอุ้งเท้าหนูด้านขาวด้วยเครื่อง Plethysommeter ให้ยาและสารทดสอบตามกลุ่ม จากนั้นฉีด Arachidonic acid เพื่อเหนี่ยวนำให้เกิดการบวมของอุ้มเท้า วัดปริมาตรของอุ้งเท้าด้วย Plethysmometer ที่เวาล 1 ชั่วโมง คำนวณหาเปอร์เซ็นต์ยับยั้งการบวมของอุ้มเท้าหนู ที่เวลาต่าง ๆ ผลการทดลอง คือ สารสกัดจากผักนามปู่ย่ามีฤทธิ์ยับยั้งการบวมของอุ้งเท้าหนูน้อยมากเมื่อเทียบกับยามมาตรฐาน
Humanoid ขนาดเล็กกับการรักษาสมดุลโดยส่วนบนของหุ่นยนต์
[ โดย kruinfo ชม 221 ]
หุ่นยนต์ humanoid ไม่ว่าจะตัวเล็กหรือใหญ่สิ่งที่สำคัยของการเคลื่อนที่ คือ การรักษาสมดุลของหุ้นยนต์นั้นมีอยู่หลายรูปแบบ แต่ละรูปแบบจะมีข้อดีและข้อเสียอยู่ในรูปแบบนั้น ๆ เช่น การรักษาสมดุลใช้การเอียงตัวโดยขา ซึ่งในรูปแบบนี้ จะมีหลายขั้นตอนในการที่จะย้ายจุดศูนย์กลางมวลไปไว้ที่เท้าด้านใดด้านหนึ่งเพื่อรักษาสมดุล เป็นต้น
หุ่นยนต์ช่วยการทำงานในที่สูง
[ โดย kruinfo ชม 171 ]
ปัจจุบันนี้ การเดินทางคมนาคมของประเทศไทยได้เจริญไปอย่างรวดเร็ว มีการสร้างถนนเพื่อสนับสนุนโครงข่ายการคมนาคม ถนนเหล่านี้จำเป็นต้องมีการติดตั้งไฟส่องสว่างเป็นจำนวนมากเพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นแก่ผู้ใช้ถนน เสาไฟที่ติดตั้งนั้น ส่วนใหญ่ค่อนข้างสูง ซึ่งเมื่อเกิดชำรุดขึ้น การซ่อมแซมก็ทำได้ยากและอาจเกิดอันตรายต่อช่างที่ขึ้นไปซ่อมได้ คือ ช่างซ่อมอาจพลัดตกลงมาซึ่งเป็นการสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สิน ดังนั้น แนวความคิดในการประดิษฐ์หุ่นยนต์เพื่อช่วยทำงานในที่สูงนี้จึงเกิดขึ้นมาเพื่อใช้ตรวจสอบและซ่อมแซมสายไฟ และอุปกรณ์บนเสาไฟ เพื่อเพิ่มความปลอดภัยในการทำงานซ่อมบำรุงให้แก่ผู้ปฏิบัติงาน รวมทั้งช่วยเหลือการทำงานให้มีความรวดเร็วและมีประสิทธิ์ภาพเพิ่มขึ้น ทั้งนี้หุ่นยนต์ที่ได้ออกแบบขึ้นนั้นจะมีความสามารถในการเคลื่อนที่ในแนวดิ่ง ขึ้นลงบนเสา รวมทั้งมีการติดตั้งกล้องบนตัวหุ่นยนต์ ซึ่งนอกจากจะใช้ในการตรวจสอบ ซ่อมแซมเสาไฟได้ตามคุณสมบัติที่กล่าวมาข้างต้นนั้นยังสามารถนำไปใช้ในด้านอื่น ๆ ได้ อาทิเช่นการตรวจดูสภาพการจราจรในท้องถนน ทั้งในเวลากลางวันและกลางคืน ตลอดจนตรวจสอบอุบัติเหตุหรือเหตุการณ์อันตรายต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้ หรือใช้ในการถ่ายภาพ Panorama ในแนวดิ่งเพื่อใช้ถ่ายภาพรายละเอียดทางสถาปัตยกรรมของอาคารได้อีกด้วย
หุ่นยนต์ชาร์จแบตเตอรี่อัตโนมัติ
[ โดย kruinfo ชม 177 ]
เทคโนโลยีมีความสำคัญและจำเป็นมากในปัจจุบัน วิ่งจะเห็นได้จากการนำมาประยุกต์ใช้ ในด้านต่าง ๆ มากมาย โดยเฉพาะเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับคอมพิวเตอร์ ซึ่งจะเห็นได้จากการสร้างสิ่งประดิษฐ์ใหม่ ๆ เช่น หุ่นยนต์ทำความสะอาด หุ่นยนต์ดูแลต้นไม้ ฯลฯ หุ่นยนต์เหล่านี้แม้จะสามารถอำนวยความสะดวก รวมไปถึงตอบสนองความต้องการของมนุษย์ และมีประสิทธิภาพในการทำหน้าที่ตามประเภทของงานที่มันรับผิดชอบได้อย่างเต็มที่แล้วก็ตามแต่ก็ยังต้องมีข้อจำกัดในเรื่องของแบตเตอรี่ และนี่ก็เป็นสาเหตุสำคัญอีกประการหนึ่งที่ทำให้หุ่นยนต์ไม่สามารถตอบสนอง ความต้องการและอำนวยความสะดวกแก่มนุษย์ได้อย่างเต็มที่ แถมยังเป็นการเพิ่มภาระการดูแลให้กับมนุษย์มากขึ้นอีก เพราะต้องคอยนำหุ่นยนต์ไปชาร์จไฟตามเวลาที่กำหนด เพื่อให้ใช้งานได้ต่อไป ด้วยเหตุนี้ผู้จัดทำจึงได้คิดที่จะทำให้หุ่นยนต์ชาร์จไฟเองได้ เมื่อแบตเตอรี่ใกล้หมด โดยทำการเขียนโปรแกรม และทดลองใช้ กับหุ่นยนต์ ET-ROBOT RD2 เพื่อให้ความเป็นไปได้และความสารถในการตอบสนองต่อโปรแกรมที่ป้อนเข้าไป โดยผลที่ได้จากการศึกษาจะมีประโยชน์อย่างมาก ต่อบริษัทและผู้ผลิตหุ่นยนต์ วิ่งจะเป็นแนวทางและข้อมูลเบื้องต้นในการศึกษาหรือการประยุกต์ใช้ในเชิงอุตสาหกรรมรมต่อไป
หุ่นยนต์ตรวจสอบโลหะ
[ โดย kruinfo ชม 183 ]
ในการทำโครงงานเรื่องหุ่นยนต์ตรวจสอบโลหะครั้งนี้ เพื่อนำไปสู่การพัฒนาของมนุษย์สำหรับการแยกโลหะ เนื่องจากขีดความสามารถของมนุษย์ที่ยังไม่สามารถแยกดลหะได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยที่มนุษย์จะใช้ประสาทสัมผัส และความรู้สึกในการแยก แต่ถ้าใช้หุ่นยนต์ ซึ่งมีอุปกรณ์ และการตัดสินใจของโปรแกรมที่แน่นอน ซึ่งจะสามารถทำให้การแยกโลหะมีประสิทธิภาพสูง สำหรับหุ่นยนต์ตัวนี้ มีขีดความสามารถและกลไกในการแยกโลหะ อยู่ที่สามารถแยกโลหะสีต่าง ๆ ที่ตั้งไว้แบบ Random ไปไว้ในที่ที่ต้องการ และถ้าหากหุ่นยนต์ตรวจสอบโลหะตัวนี้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ 100 % ก็จะสามารถนำหลักการที่ใช้ในครั้งนี้ ไปพัฒนาประยุกต์ให้กับหุ่นยนต์กู้ระเบิดและหุ่นยนต์แยกขยะรีไซเคิลได้ในอนาคต
The Study of Complexation Properties of Caesalpinia mimosoides Lamk. Extracted
[ โดย kruinfo ชม 226 ]
การศึกษาปฏิกิริยาระหว่างสารสกัดจากผักหนามปู่ย่า (Caesalpinia mimosoides Lamk.) ชั้น Methanol กับ สารละลายในน้ำ (Aqueous Solution) ความเข้มข้น 0.10M ของ ไซยาไนด์ไอออน;CN- และ ไอร์ออน (III) ไอออน ;Fe 3 + พบว่า สารสกัดจากผักหนามปู่ย่าชั้น Methanol สามารถเกิดปฏิกิริยากับ ไซยาไนด์ไอออน ได้สารละลาย สีส้มและเกิดปฏิกิริยากับ ไอร์ออน (III) ไอออน ได้สารละลายสีน้ำเงิน
จึงทำการแยกต่อด้วยเทคนิคทาง โครมาโตกราฟี (Chromatography) จนได้สารบริสุทธิ์ที่เกิดปฏิกิริยากับไอร์ออน (III) ไอออน ขณะนี้อยู่ในระหว่างการตรวจสอบโครงสร้างและองค์ประกอบของสารดังกล่าว โดยใช้เทคนิคทางสเปกโตรสโคปี (Spectroscopy) และศึกษาความสามารถในการเป็นรีเอเจนต์เพื่อเกิดสารเชิงซ้อนในการวิเคราะห์หาปริมาณเหล็กโดยใช้เทคนิคทาง สเปกโตรโฟโตเมตรี (Spectrophotometry) ซึ่งเป็นการศึกษาความเป็นไปได้ในการนำไปใช้ในทางเคมีวิเคราะห์ของเหล็ก และยังไม่มีรายงานการนำผักหนามปู่ย่ามาใช้ประโยชน์ในลักษณะนี้
การเข้ารหัสด้วยเสียง
[ โดย kruinfo ชม 263 ]
ในสังคมโลกยุคปัจจุบัน เครื่องมือเครื่องใช้มีความก้าวหน้าล้ำยุคอยู่เสมอ ซึ่งล้วนแล้วแต่ให้ความสะดวกสบายแก่มนุษย์เราทั้งสิ้น อาทิ คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ เป็นต้น แต่ทว่าอยู่ที่มนุษย์เองที่จะเป็นผู้ใช้ว่าจะนำไปใช้ประโยชน์ หรือนำไปใช้ให้เกิดโทษได้ รวมไปถึงการริดรอนสิทธิส่วนบุคคลของคนอื่น ที่แอบลักลอบใช้งานของผู้อื่น ทั้งที่ไม่ใช่ของตน แต่ก็สามารถนำไปใช้จากความรู้ที่เขามีอยู่นั่นเอง ดังนั้นโครงงานวิทยาศาสตร์นี้จึงเกิดขึ้น ด้วยการเห็นว่าในการที่จะทำให้เครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์เหล่านี้ สามารถทราบได้ว่าผู้ใช้นั้นเป็นเจ้าของที่แท้จริง จึงได้เกิดแนวความคิดที่ว่ามีวิธีการใดบ้างที่จะสามารถบ่งบอกได้ว่าผู้นั้นเป็นเจ้าของอุปกรณ์ หรือข้อมูลนั้นๆ นั่นก็ คือ การใช้เสียงของเขานั่นเอง เนื่องจากว่าเสียงของเราแตกต่างกัน ซึ่งทำให้สามารถนำมาใช้ในการเข้ารหัสได้ จึงได้ทำการศึกษาคุณสมบัติของเสียงว่า ในเสียงของคนเรา มีความเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร โดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่จะเขียนขึ้นเอง และในขณะนี้ยังไม่เสร็จสิ้นสมบูรณ์
การดูดซับพลังงานเสียงของวัสดุธรรมชาติ
[ โดย kruinfo ชม 411 ]
ธรรมชาตอกับเสียง 2 สิ่งนี้มีความสัมพันธ์กันอยู่มากมาย หนึ่งในความสัมพันธ์เหล่านั้น คือ การที่สิ่งต่างๆในธรรมชาติสามารถดูดซับเสียงได้ ทำให้เสียงเกิดการหายไป ไม่สะท้อนไป
การประยุกต์ใช้กรวยรวมแสงอาทิตย์
[ โดย kruinfo ชม 228 ]
ในปัจจุบันนี้ โลกได้เข้าไปสู่ยุคของการพัฒนาทางเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมอย่างเต็มตัวพลังงานจึงเป็นปัจจัยสำคัญเป็นอย่างยิ่งในการดำรงชีวิต อย่างไรก็ตามพลังงานน้ำมันอันเป็นพลังงานหลักนั้นก็มีแนวโน้มที่จะหมดไปเรื่อยๆ จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งในการมองหาพลังงานทดแทนใหม่ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพลังงานแสงอาทิตย์ซึ่งได้รับการจับตามองเป็นอย่างมาก
ในโครงงานนี้ เราจะมุ่งเป้าหมายไปยังการศึกษาเรื่องการนำความร้อนและแสงสว่างจากพลังงานแสงอาทิตย์มาใช้ ซึ่งมีขั้นตอนที่ง่ายและมีราคาถูกกว่าการใช้เซลล์สุริยะมาก ทั้งนี้จะศึกษาการรวมแสงอาทิตย์เพื่อให้ได้ความร้อนที่มากขึ้น ซึ่งส่วนให่จะใช้เลนส์นูนหรือกระจกเว้นในการรวมแสง ซึ่งมีราคาสูงเมื่อทเยบกับปริมาณพลังงานความร้อนที่ได้รับ ดังนั้น โครงงานนี้จึงได้นำเสนออีกทางเลือกหนึ่ง คือ กระจกราบ โดยใช้วัสดุสะท้อนแสงที่สะท้อนแสงที่สามารถดัดงอ ทำให้เป็นลักษณะแบบกรวย ทำการศึกษาถึงผลกระทบของตัวแปรต่างๆ ที่ศึกษาต่อค่าพลังงานที่จะสามารถส่งไปถึงปลายสุดของกรวย ซึ่งโครงงานนี้ได้แบ่งขั้นตอนในการศึกษาเป็น 3 ขั้นตอน คือ 1) ศึกษาถึงความสัมพันธ์ของวัสดุที่ใช้ในการสะท้อนแสงกับความสามารถในการรวมแสงของกรวย 2) ศึกษาถึงผลของรัศมีที่ฐานกรวยและความยาวของกรวยต่อความสามารถในการรวมแสง และขั้นตอนที่ 3 ซึ่งเป็นส่วนที่สำคัญที่สุดจะเป็นการศึกษาในระดับที่สูงขึ้นถึงขอบเขตของความสามารถในการรวมแสงของกรวย และเป็นการศึกษาถึงขีดจำกัดของจำนวนครั้งที่สะท้อนซึ่งจะสามารถส่งผ่านพลังงานไปยังปลายสุดของกรวยได้ อันจะทำให้ทราบถึงขีดจำกัดความสามารถในการรวมแสงของกรวยรูปแบบต่างๆ ได้เป็นอย่างดี ซึ่งจากผลการศึกษาในเบื้องต้นก็พบว่าเป็นไปตามสมมุติฐานที่ตั้งไว้ในระดับหนึ่ง แต่ยังพบว่ามีข้อคลาดเคลื่อนบางส่วน ซึ่งได้สันนิษฐานว่าอาจเป็นผลมาจากการมีแสงภายนอกเข้ามาส่งผลต่อการทดลองทำให้ผลที่ได้มีความคลาดเคลื่อนไปเล็กน้อย
อย่างไรก็ตาม จากการศึกาข้างต้น สามารถนำไปประยุกต์ในการสร้างกรวยที่มีความรวมแสงอาทิตย์ได้ดีจากวัสดุสะท้อนแสงราบได้ ซึ่งจะสามารถประหยัดงบประมาณเป็นการนำเสนออีกทางเลือกหนึ่งที่จะนำพลังงานแสงอาทิตย์มาใช้ได้เป็นอย่างดี
การพัฒนารูปแบบการส่งสัญญาณโดยใช้เลเซอร์
[ โดย kruinfo ชม 234 ]
โครงงานเรื่อง การพัฒนารูปแบบการส่งสัญญาณโดยใช้เลเซอร์มีแนวความคิดมาจากการสื่อสารในปัจจุบันที่มีข้อจำกัดด้านการติดตั้งอุปกรณ์ ระยะทางในการส่งสัญญาณและความปลอดภัยของการส่งข้อมูลที่เป็นความลับ ผู้ทำโครงงานจึงต้องการสร้างอุปกรณ์ที่สามารถติดตั้งสะดวก ระยะทางการส่งสัญญาณพอสมควร มีความปลอดภัยของข้อมูลในระดับหนึ่ง และที่สำคัญที่สุดสามารถสร้างได้โดยอาศัยหลักการอย่างง่าย เมื่อพิจารณาคุณสมบัติของเลเซอร์ก็พบว่า เลเซอร์เป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่มีความเข้มสูง เดินทางได้ไกลพอประมาณและเป็นเส้นตรง ซึ่งสอดคล้องกับคุณสมบัติของอุปกรณ์ที่ต้องการสร้าง โครงงานนี้จึงเป็นการสร้างชุดทดลองที่มีแสงเลเซอร์เป็นส่วนประกอบหลัก โดยอาศัยหลักการทางกลศาสตร์และทัศนศาสตร์อย่างง่าย ชุดทดลองประกอบด้วยภาคส่งสัญญาณและภาครับสัญญาณ ลักษณะการทำงานของชุดทดลองคือแสงเลเซอร์จากเลเซอร์ไดโอดจะตกกระทบกับแผ่นกระจกเงาที่ติดไว้ที่กรวยลำโพง เมื่อกรวยลำโพงสั่นจากการจ่ายสัญญาณ Input แสงเลเซอร์ที่สะท้อนออกมาจากแผ่นกระจกเงา จะมีทิศทางเบี่ยงเบนตามจังหวะการสั่นของแผ่นกระจก เมื่อแสงเลเซอร์ที่มีจังหวะการเบี่ยงเบนนั้นตกกระทบกับตัวรับสัญญาณที่ยู่ในภาครับสัญญาณ ภาครับสัญญาณก้จะจ่ายสัญญาณ Output ที่มีแนวโน้มตามจังหวะการเบี่ยงเบนของแสงที่ตกกระทบ นั่นคือ สัญญาณ Output จะคล้ายกับสัญาณ input นั่นเอง
การแยกและการพิสูจน์ โครงสร้างสารจากต้นสังหยูดอกแดง
[ โดย kruinfo ชม 182 ]
จากการศึกษาส่วน stem ของพืชใน genus Polyalthia cinnamomea หรือต้นสังหยูดอกแดง ซึ่งพบว่าส่วนสกัดเมทานอลสามารถยับยั่งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งด้วยค่า ED50 8.04 µg/mL ใน P-388, 10.93 µg/mL ใน KB, 17.20 µg/mL ใน Col-2, >20 µg/mL ใน BCA-1, 15.07 µg/mL ใน Lu-1 และ >20 µg/mL ใน ASK และพบว่าไม่มีฤทธิ์ต้านเชื้อเอชไอวี-1 ได้นำส่วนสกัดเมทานอลมาทำการแยกเบื้องต้นโดยละลายใน 50% เมทานอล-ไดคลอโรมีเธน หลังจากทำการระเหยแห้งแล้วได้เป็นส่วนสกัดย่อย 2 ส่วน คือ ส่วนที่ละลายใน 50% เมทานอล-ไดคลอโรมีเธน และส่วนที่ไม่ละลายใน 50% เมทานอล-ไดคอลโรมีเธน จากนั้นได้นำส่วนสกัดที่ละลายใน 50% เมทานอล-ไดคลอโรมีเธนซึ่งออกฤทธิ์ยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งมาทำการแยกสารองค์ประกอบโดยวิธีทาง chromato-graphy สามารถแยกเป็นส่วนแยกย่อย (fractions) ได้ทั้งหมด 7 ส่วน และได้ทดสอบฤทธิ์ในส่วนแยกย่อยเหล่านั้น ได้ผลดังแสดงไว้ในตารางที่ 1 และ 2 จากนั้นได้ทำการตกผลึก fraction 2 พบว่าสามารถแยกสารได้ 1 ตัว คือ stigmasterol ได้ทำการพิสูจน์โครงสร้างสารโดยวิธีทาง spectroscopy และขณะนี้ได้พยายามทำการแยกสารจาก fractions 3 และ 4 ต่อ คาดว่าจะสามารถแยกสารได้ และจะได้ส่งไปทดสอบฤทธิ์ในการยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งและฤทธิ์ต้านเชื้อ HIV-1 ต่อไป
การลดปริมาณการใช้พลังงานของยานพาหนะด้วยการลดแรงดันอากาศ Aerodynamic DragReduction by Boundary Layer Disturbance For Energy Conservation
[ โดย kruinfo ชม 159 ]
การเคลื่อนที่ของยานพาหนะผ่านอากาศนั้นจะเกิดแรงต้านอากาศที่เกิดจากแรงเสียดทานระหว่างอากาศกับผิวตัวยานและแรงต้านอากาศที่เกิดจากความแตกต่างของแรงดันอากาศบริเวณหน้ายานพาหนะกับท้ายยานพาหนะซึ่งแรงต้านอากาศที่เกิดขึ้นจากทั้งสองปัจจัยนี้ทำให้เกิดการสูญเสียพลังงานที่ใช้ในการเคลื่อนที่ไป ทำให้ประสิทธิภาพในการเคลื่อนที่ของยานพาหนะลดลง ซึ่งรูปทรงของยานพาหนะส่วนใหญ่ที่ใช้กันอยู่บนท้องถนนนั้นมักเกิดการสูญเสียพลังงานไปกับแรงต้านอากาศที่เกิดจากความแตกต่างของแรงดันบริเวณหน้ายานพาหนะกับท้ายยานพาหนะ เนื่องจากยาพาหนะที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันมีข้อจำกัดในเรื่องของที่ว่างภายในเพื่อใช้เป็นห้องโดยสารและที่สำหรับเก็บสัมภาระต่างๆ ทำให้ตัวยานต้องมีความสูงมากพอสมควร ทำให้ไม่สามารถออกแบบตัวยานให้ลานเอียงและลดความสูงของตัวยานลงได้ไม่มากเหมือนยานพาหนะที่ใช้ในการแข่งขัน ซึ่งแรงต้านอากาศชนิดนี้เกิดจากอากาศที่ไหลผ่านตัวยานเกิดการแยกตัวขึ้นที่ท้ายของตัวยาน ทำให้เกิดระลอกอากาศ (Wake) ที่ทำให้แรงดันอากาศท้ายยานน้อยกว่าหน้ายาน ส่งผลให้เกิดแรงต้านการเคลื่อนที่ขึ้น
โครงงานนี้จึงเกิดขึ้น เพื่อลดค่าแรงต้านอากาศของยานพาหนะที่เกิดจากความแตกต่างกันของแรงดันอากาศบริเวณหน้ายานพาหนะกับท้ายยานพาหนะ โดยการทดลองแบ่งการทดลองออกเป็น 3 รูปแบบ คือ การทดลองกับแบบจำลองชนิดแผ่นบาง (Plate) การทดลองกับแบบจำลองที่มีความหนารูปทรงอย่างง่ายและการทดลองกับแบบจำลองที่มีรูปน่างคล้ายยานพาหนะ
โดยการทดลองได้ศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อแรงต้านการเคลื่อนที่ทั้งหมด 3 ตัวแปร คือ ขนาดของหลุม จำนวนหลุม มุมปะทะลม โดยปัจจัยเหล่านี้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงรูปร่างการไหลของอากาศ จากการไหลที่เป็นระเบียบ(Laminar) เป็นการไหลแบบอลวน (Turbulent) ทำให้จุดที่การไหลของอากาศแยกจากกันนั้นเลื่อนไปด้านหลัง ทำให้ชั้นของอากาศใกล้ผิวยานพาหนะ (Boundary layer) นั้นยังคงสัมผัสกับพื้นผิวในระยะที่มากขึ้น ทำให้ระลอกอากาศ (Wake) ที่เกิดขึ้นด้านหลังยานพาหนะนั้นลดลง ทำให้การไหลของอากาศไหลตามรูปของตัวยานมากขึ้น ส่งผลให้เกิดแรงต้านการเคลื่อนที่น้อยลง
ผลการทดลองที่ได้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าสามารถลดแรงต้านอากาศโดยเปลี่ยนทิศทางการไหลของอากาศได้ ดังผลการทดลองหนึ่งคือ สามารถลดการต้านทานอากาศลงไปได้ 22.6 % จากการออกแบบจำลองที่มีรูปร่างคล้ายยานพาหนะที่มีหลุมรัศมี 4.7 mm อยู่บริเวณค่อนไปท้ายยาน จำนวนหลุม 2 แถว เมื่อเทียบกับแบบจำลองที่ไม่ได้รับการพัฒนา ที่ความเร็วลมเดียวกันคือ 17 m/s
โครงงานเรื่องการวัดปริมาณแสงจากดวงอาทิตย์ ที่ถูกดูดกลืนโดยชั้นบรรยากาศและ พื้นผิวของโลกโดยวิธีการวัดความเข้มแสงจากภาพถ่ายดวงจันทร์
[ โดย kruinfo ชม 237 ]
โครงงานเรื่องการวัดปริมาณแสงจากดวงอาทิตย์ที่ถูกดูดกลืนโดยชั้นบรรยากาศและพื้นผิวของโลกโดยวิธีการวัดความเข้มแสงจากภาพถ่ายดวงจันทร์ เป็นโครงงานที่ทำการศึกษาความเข้มแสงของดวงอาทิตย์ที่เปลี่ยนไปเทียบกับเวลาโดยการคำนวณจากกฎของเบียร์
การสกัดสารจากพืชมีพิษเพื่อหาสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพที่มีผลต่อเซลล์มะเร็งและแบคทีเรียดื้อยา
[ โดย kruinfo ชม 213 ]
โดยวัตถุประสงค์ที่ต้องการหาพืชสมุนไพรที่เป็นพืชมีพิษซึ่งหาได้ง่าย ปลูกขึ้นและเจริญเติบโตได้ง่ายในประเทศไทยมาทำการศึกษาถึงสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพที่มีผลต่อเซลล์มะเร็งและแบคทีเรียดื้อยา ซึ่งหากประสบความสำเร็จแล้วจะเป็นประโยชน์มากต่อการพัฒนายาต้านมะเร็งและยาต้านเชื้อแบคทีเรียก่อโรคชนิดดื้อยาขึ้นใช้เองในประเทศ ในการศึกษาครั้งนี้ผู้จัดทำโครงงานได้สนใจที่นำส่วนของเปลือกจิกทะเล, ใบจิกทะเลและใบกระทิงซึ่งมีสารพิษกลุ่ม saponin ที่ก่อให้เกิดการทำลายเซลและเนื้อเยื่อมาศึกษาหาฤทธิ์ในการต้านเชื้อแบคทีเรียดื้อยา, ต้านเซลมะเร็งและต้านแบคทีเรียชนิดก่อโรคอื่นๆ รวมทั้งสนใจที่จะศึกษาหาสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพและสูตรโครงสร้างอย่างง่ายของสารออกฤทธิ์ที่มีผลต่อเซลล์มะเร็งและแบคทีเรียดื้อยาจากพืชมีพิษที่นำมาศึกษานั้น จากผลการศึกษาครั้งนี้พบว่าเมื่อนำสารสกัดชนิด crude extract ที่ได้จากเปลือกจิกทะเลและใบกระทิงที่สกัดด้วย Methanol, n-Hexane และ Dichloromethane มาทำการทดสอบฤทธิ์ต้านเชื้อก่อโรคชนิดดื้อยา Staphyllococcus aureus และ Salmonella typhi โดยวิธี Disc Diffusion พบว่าสารสกัดชนิด crude extract ของเปลือกจิกทะเลที่สกัดด้วย n-Hexane และ Dichloromethane ในความเข้มข้น 5 ม.ก. และ 10 ม.ก. แสดงศักยภาพสูงในการต้านเชื้อก่อโรคดื้อยาที่ก่อปัญหามากในปัจจุบันคือ Staphylococus aureus ในขณะที่สารสกัดชนิด crude extract ทั้ง Methanol , n-Hexane และ Dichloromethane ของใบจิกทะเลในความเข้มข้นอย่างละ 10 ม.ก. แสดงฤทธิ์ต้านเชื้อในระดับปานกลาง และเฉพาะสารสกัดชนิด crude extract ของใบกระทิงที่สกัดด้วย Methanol เท่านั้นที่แสดงฤทธิ์ต้านเชื้อในระดับปานกลางสำหรับเชื้อ Samonella typhi ที่มีปัญหาดื้อยาในบางพื้นที่พบว่าสารสกัด Methanol. ชนิด crude extract ของใบกระทิง ในความเข้มข้น 10 ม.ก. เท่านั้นที่แสดงฤทธิ์ต้านเชื้อ Samonella typhi ในระดับปานกลาง และสารสกัด Methanol ชนิด crude extract ของเปลือกจิกทะเล , ใบจิกทะเล ในความเข้มข้นอย่างละ 10 ม.ก. เท่านั้นที่แสดงฤทธิ์ต้านเชื้อ Samonella typhi เพียงเล็กน้อยส่วนสารสกัดอื่นๆ ไม่แสดงฤทธิ์ต้านเชื้อเลย ในขณะที่ผลการทดสอบซึ่งห้องปฏิบัติการทดสอบฤทธิ์ชีวภาพ ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพช่วยทดสอบให้พบว่าการทดสอบฤทธิ์ต้านเชื้อรา In Vitro Antifungal Activity against Candida albican ที่ดำเนินการโดยวิธี Colorimetric Method 2,3-bis-(2-methoxy-4-nitro-5-[(phenylamine)carbonyl]-2H-tetra-zolium hydroxide(XTT) assayแสดงผลว่า crude extract ของสารสกัด จากเปลือกจิกทะเล ใบจิกทะเลและใบกระทิงที่นำมาศึกษาทุกตัวในชุดนี้ไม่มีฤทธิ์ต้านเชื้อราชนิด Candida albican ในความเข้มข้นของสารสกัด 50 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตร ส่วนผลการทดสอบหาฤทธิ์ต้านเชื้อวัณโรคที่ดำเนินการโดยวิธี Micro;late alamar Blue Assay (MABA) พบว่า crede extract ของสารสกัดจากเปลือกจิกทะเล ใบจิกทะเลและใบกระทิงที่สะกัดด้วย n-Hexane และ Dichloromethane ทุกตัวและสารสกัด Methanol ชนิด crede extract จากใบจิกทะเลเท่านั้นที่แสดงฤทธิ์ต้านเชื้อวัณโรคหรือ TB ที่ความเข้มข้นของสารสกัดเป็น 200ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตร ในขณะที่การทดสอบฤทธิ์ต้านคือ มะเร็งปอด Anti-NCL-H187 ชนิด Human ,small cell lung cancer ทดสอบโดยวิธี Colorimetric Method;3- ,5-dimethylthiazol2-yl) -2,5-diphenyltetrazoliumbromide (MTT) Assay พบว่าสารสกัด Hexane และ Dichloromethane ของใบจิกทะเลและใบกระทิงให้ผล Weakly active และมะเร็งเยื่อบุช่องปาก Anti-cancer ชนิด Oral human epidermal carcinoma: KB และ มะเร็งเต้านม Anti-cancer ชนิด Breast cancer : BC พบว่าสารสกัดจากใบกระทิงแสดงศักยภาพสูงในการต้านเซลมะเร็ง โดยครั้งนี้ไม่สามารถหาสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพของเปลือกจิกทะเลที่ตั้งใจทำการศึกษาได้และเป็นผลทำให้ไม่สามารถหาสูตรโครงสร้างอย่างง่ายของสารออกฤทธิ์นั้นได้ครบถ้วนตามวัตถุประสงค์ของโครงการที่ตั้งไว้ เนื่องจากสารสกัดตั้งต้นของเปลือกจิกทะเลที่เตรียมไว้ใช้ในการศึกษาครั้งนี้มีปริมาณน้อย จึงไม่พอเพียงกับการหาสารออกฤทธิ์ประกอบกับมีเวลามีจำกัด ส่วนการหาสูตรโครงสร้างของสารสกัดบริสุทธิ์จากใบกระทิงยังอยู่ในระหว่างการดำเนินงาน ถึงอย่างไรก็ตามผู้นำเสนอโครงงานยังมีความสนใจที่อยากจะทำการศึกษาต่อเพื่อให้ทราบถึงฤทธิ์และสารออกฤทธิ์ต้านเชื้อก่อโรคดื้อยาและต้านเซลมะเร็งของพืชมีพิษที่ทำการศึกษาคือกระทิงและจิกทะเลเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของโครงงานที่ตั้งไว้ในโอกาสต่อไป
การสังเคราะห์อนุพันธ์ของคาลิกซ์[4]คริปแทนด์-แอนทราซีนเพื่อใช้เป็น fluorescent sensor
[ โดย kruinfo ชม 149 ]
โครงงานนี้ได้จัดทำขึ้นโดยมีจุดประสงค์เพื่อสังเคราะห์อนุพันธ์ของคาลิกซ์[4]ซารีนที่มีลักษณะคล้ายคริปแทนด์โดยมีแอนทราซีนเป็นฟลูออโรฟอร์ เพื่อนำไปใช้เป็นฟลูออเรสเซนส์เซนเซอร์ โดยนำ 4-hydroxybenzaldehyde มาทำปฏิกิริยากับ 1,2-Dibromoethane ได้ 4-(2
แขนกล
[ โดย kruinfo ชม 223 ]
โครงงานชินนี้เป็นโครงงานที่จัดทำในเรื่องของแขนกลโดยมีแนวคิดที่จะได้แขนกลโดยมีแนวคิดที่จะได้แขนกลในโรงงานอุตสาหกรรมแต่ทีจุดประสงค์เพื่อจะนำมาใช้งานในพื้นที่ของเกษตรกรรมได้โดยปกติแล้วแขนกลส่วนใหญ่แล้วที่เราจะได้พบเห็นในที่เป็นโรงงานอุตสาหกรรมน้อยมากที่เราจะได้พบเห็นในส่วนที่เป็นพื้นที่เกษตรกรรม ซึ่งงานชิ้นนี้ยังคงเป็นเพียงโมเดลเราะด้วยความไม่พร้อมทางด้านงบประมาณและวัตถุดิบในงานำการจัดทำจึงทำให้สามารถทำเพียงแค่ในโมเดลเท่านั้นและมี 4 ข้อต่อเช่นกัน โดยแบ่งการทำงานออกเป็นส่วน ดังนี้ ส่วนฐานของหุ่นยนต์ ส่วนข้อต่อบริเวณฐาน ส่วนของข้อสอบ และในส่วนของจับมือ นอกจากนี้ยังตงมีส่วนของวงจรอีก 2 วงจรคือ วงจรไมโครคอนโทลเลอร์จะเป็นวงจรควบคุมการทำงานหลักของแผลงวงจร และอีกส่วนหนึ่งคือวงจรส่งสัญญาณคือวงจรที่จะส่งสัญญาณจากจอยสติก แขนกลชิ้นนี้จะประมวลผลและควบคุมการทำงานของวงจรได้ก็ต่อเมื่อเราเขียนโปรแกรมที่แล้วนำไปสู่รันสู่ไมโครคอนโทลเลอร์ ซึ่งจะทำให้มีการประมาณผลเกิดขึ้นทำให้วงจรต่างๆทำงานของส่วนนั้นๆ ดังนั้นเมื่อต้องการที่นำทุกส่วนมาใช้ให้เกิดประโยชน์ร่วมกันคือมีการทำงานที่สอดคล้องกันจัดว่าเป็นสิ่งที่ทำได้ยากมากเนื่องจากในตอนที่จัดทำได้ทดลองนั้นจะทดลองแค่ส่วนนั้นส่วนเดียวมิได้มีการลองใช้งานร่วมกันมาก่อนทำให้มีการแก้ไขอยู่หลายครั้งและเมื่อมีข้อผิดพลาดเกิดขึ้นทำให้ต้องมีแก้ไขและตรวจสอบแบบลูกโซ่เช่นกันจึงทำให้ขั้นตอนนี้ซึ่งเป็นขั้นตอนนี้ซึ่งเป็นขั้นตอนสุดท้ายเป็นไปอย่างช้าและลำบากกว่าแขนกลจะมีการทำงานได้เป็นที่พึงพอใจแขนกลชิ้นนี้น่าที่จะทำให้ตัวผู้จัดทำเองมีความรู้ของชุมชนอีกด้วยเพราะน้อยคนที่จะมีโอกาสได้ทำโครงงานในลักษณะซึ่งอาจจะเป็นแรงจูงใจของน้องรุ่นต่อไปให้มีการสนใจในเรื่องนี้เช่นกันเพราะว่างานชิ้นนี้จะมีคุนค่ามากขึ้นหากมีผู้พัฒนาจาสามารถนำมาใช้ได้จึงตามจุดประสงค์ที่กล่าวมาข้างต้น
สารสกัดสารสมุนไพรต้านเชื้อ Trichophyton mentagrophytes ที่ก่อโรคผิวหนังในคน
[ โดย kruinfo ชม 171 ]
สมุนไพรเป็นสิ่งใกล้ตัว และใช้เป็นยารักษาโรคของบรรพบุรุษมาช้านาน แต่ช่วงเวลาหนึ่งระบบการแพทย์และสาธารณสุขของรัฐได้ทอดทิ้งไม่เห็นคุณค่าของสมุนไพรทำให้สมุนไพรขาดการพัฒนาอย่างต่อเนื่องมาเป็นเวลานาน ปัจจุบันรัฐมีนโยบายเร่งรัฐประเทศให้พึ่งพาตนเองในด้านสาธารณสุขมากขึ้นในขณะที่สารเคมีที่ใช้เป็นยารักษาโรคในระบบการแพทย์และสาธารณสุขแผนปัจจุบันยังสั่งซื้อของต่างประเทศ มีราคาสูงขึ้นเรื่อยๆ และอาจประสบปัญหาขาดแคลนในอนาคต นอกจากนั้นสมุนไพรยังใช้เป็นแหล่งวัตถุดิบของยาใหม่ที่ระบบการแพทย์แผนปัจจุบันต้องการนำมาใช้ประโยชน์ในทุกทางโดยเร็วที่สุด
ผู้ศึกษาโครงการนี้จึงมีวัตถุประสงค์ที่จะเปรียบเทียบความสามารถของสมุนไพรชนิดต่างๆในการต้านเชื้อ Trichophyton mentagrophytes นอกจากนี้ยังศึกษา solvent ที่เหมาะสมกับการสกัดสมุนไพรต้านเชื้อ Trichophyton mentagrophytes โดยทำการสกัดชุมเห็ดเทศและทองพันชั่งด้วย , Absolute methanol , Hexane และ Acetoneแล้วนำสารสกัดในความเข้มข้นต่างๆมาทดสอบการยับยั้งการเจริญของเชื้อ Trichophyton mentagrophytes ซึ่งเป็นเชื้อราที่ทำให้เกิดโรคกลาก
จากการทดลองพบว่า สารสกัดจากชุมเห็ดเทศมีผลในการยับยั้งได้ดีกว่าสารสกัดจากทองพันชั่ง และใกล้เคียงกับยาแผนปัจจุบัน ที่มีค่าเฉลี่ย 2.38โดยสารสกัดจากชุมเห็ดเทศที่ได้จากการสกัดด้วย Absolute methanolความสามารถในการยับยั้ง 2.16ที่เป็นเช่นนี้อาจเป็นเพราะว่าสารสกัดสมุนไพรด้วย Absolute methanolทำให้ได้สารที่มีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญของเชื้อมากกว่าการสกัดด้วย solventอื่นๆ ส่วน solventที่ใช้สกัดแล้วให้สารที่มีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญของเชื้อ รองลงมาได้แก่ Hexane , Acetoneและ ตามลำดับ
สำหรับแนวทางในการดำเนินการในอนาคตที่น่าสนใจคือ การศึกษาว่า Chemical(s)ใดในสารสกัดรวมนี้ ที่มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อซึ่งอาจหาคำตอบได้โดยวิธี Chromatography
การตรวจสอบการกินเชื้อมาลาเรีย Plasmodium falciparum โดยเม็ดเลือดขาวชนิดMONOCITE ในเม็ดเลือดแดงที่มี Hp ชนิดA ในยา artemisinin
[ โดย kruinfo ชม 171 ]
มาลาเรียเป็นโรคเขตร้อน ซึ่งเป็นปัญหาในประเทศไทยของเรา เราต้อนำยาเข้าจากต่างประเทศ อันเป็นสาเหตุให้เงินตรารั่วไหล และยังมีราคาแพง และยาที่เราใช้อยู่ในปัจจุบัน ก็มีผลข้างเคียงต่อร่างกายของมนุษย์เรา และจากปัจจัยข้างต้นทำให้เกิดแนวความคิดที่ว่า หากเราใช้กลไกทางชีวภาพของร่างกายทำลายเชื้อมาลาเรียนี้แล้ว ผลข้างเคียงก็อาจจะลดน้อยลงได้ โครงงานที่ว่า
โปรแกรมแปลภาษา
[ โดย kruinfo ชม 263 ]
วัตถุประสงค์ของโปรแกรมนี้ เพื่อที่จะแปลข้อความภาษาอังกฤษซึ่งเป็นภาษาสากลที่ใช้ทั่วโลกเป็นภาษาไทย โดยศึกษาไวยากรณ์ของภาษาไทยและภาษาอังกฤษ และนำหลักการที่ได้มาเขียนโปรแกรมโดยใช้ Visual Basic และใช้ Microsoft Accress ทำข้อมูลในพจนานุกรมที่ใช้สำหรับแปล จากการทดลองแปลประโยคที่เตรียมมาพบว่าสามารถแปลบางประโยคได้ถูกต้อง แปลบางประโยคผิด และบางประโยคไม่สามารถแปลได้เลย (เพราะทำให้เกิดวงวน) จึงมีความคิดที่จะพยายามแก้ไขโปรแกรมให้สามารถแปลให้ได้โดยสมบูรณ์ต่อไป
Fitting Spacecraft Data Solar on Cosmic Rays
[ โดย kruinfo ชม 209 ]
โครงงานนี้เป็นการศึกษาอนุภาคของรังสีคอสมิกที่มีการประทุมาจากดวงอาทิตย์ ซึ่งในที่นี้จากการดูข้อมูลของ ไอออนของ Fe โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อทำให้ข้อมูลจำลองซึ่งได้จากการคำนวณด้วยโปรแกรม VARWIND ให้กราฟการปลดปล่อยอนุภาคใกล้เคียงกับกราฟของข้อมูลจริงมากที่สุด เพื่อนำมาหารายละเอียดเกี่ยวกับการเกิด solar flare ซึ่งจะมีผลต่อการนำมาทำนายช่วงการปลดปล่อยอนุภาคจากดวงอาทิตย์ที่จะส่งผลกระทบต่อโลกในอนาคต โดยการศึกษานี้เราศึกษาจากการนำข้อมูลการปลดปล่อย อนุภาคที่ได้จากยานอวกาศ ACE มาจัดเป็นไฟล์ fitdata.dat และจัดช่วงเวลาใน skeleton.dat ให้สอดคล้องกับใน fitdata ข้อมูลอีกส่วนหนึ่งนำมาจากผลของการรันค่าจำลองต่างๆ ในโปรแกรม VARWIND ซึ่งจะได้ออกมาเป็นไฟล์ count.dat กำหนดช่วงเวลาการปลดปล่อยอนุภาคที่จะนำมาฟิตกราฟไว้ใน injtimes.dat แล้วนำไฟล์ทั้ง 4 ไฟล์มาทำการรันโปรแกรม EYEPIECE ซึ่งผลที่ได้คือจำนวนอนุภาคที่ถูกปลดปล่อยออกมาจากบริเวณใกล้ดวงอาทิตย์ในช่วงเวลาต่างๆ ทำการรันจนได้ค่าที่ดีที่สุด โดยการเปลี่ยนช่วงเวลาใน injtimes.dat ซึ่งเราพยายามทำให้มีแบบแผนในการปรับเปลี่ยน เพื่อให้ได้ผลดีที่สุดมาทำการฟิตกราฟต่อไป
Map learning
[ โดย kruinfo ชม 243 ]
ปัจจุบันนี้ Mobile robot ได้ถูกนำมาใช้งานเพิ่มมากขึ้น โดยแตกต่างกันไปตามลักษณะของงาน แต่สิ่งที่เป็นปัญหาสำหรับหุ่นยนต์อยู่เสมอคือ เมื่อสิ่งแวดล้อมเปลี่ยนแปลงไป ก็อาจเกิดข้อบกพร่องในการปฏิบัติงานได้ จากการศึกษาพบว่า การทำให้หุ่นยนต์มีความสามารถในการสร้างแผนที่ทำการรับค่า ของอุปกรณ์รับข้อมูลนั้น เป็นทางหนึ่งที่ช่วยแก้ปัญหานั้นได้ โดยหลักการคือ การติด sensor ที่ตัวหุ่นยนต์อันได้แก่ sonar sensor ซึ่งจะส่งคลื่นเสียงออกไป เมื่อกระทบสิ่งกีดขวางก็จะสะท้อนกลับ จากนั้นจึงนำมาแปลความหมาย และ stereo camera ซึ่งจะใช้ในการวิเคราะห์ระดับที่ต่างกัน ของขอบสิ่งกีดขวาง แต่ทั้งสองก็มีข้อจำกัดในการทำงานคือ sonar camera ไม่สามารถใช้กลับวัตถุที่ดูดกลืนเสียง ในทำนองเดียวกัน Stereo camera ก็ไม่สามารถใช้กลับวัตถุที่ไม่มีเหลี่ยมได้ สิ่งนี้จึงเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำต้องมีการนำ sensor มาใช้งานร่วมกันเพื่อให้ได้แผนที่ที่ถูกต้องและแม่นยำมากที่สุด
MELODY RETRIEVAI SYSTEM
[ โดย kruinfo ชม 237 ]
เนื่องจาก ในปัจจุบันการเก็บข้อมูลเกี่ยวกับเพลงด้วยสื่ออิเล็กทรอนิกส์กำลังได้รับความนิยมเป็นอันมาก จึงควรมีระบบที่จะช่วยค้นหาข้อมูลเหล่านั้นได้ง่ายและสะดวกยิ่งขึ้น โครงงานนี้ได้จัดทำขึ้นเพื่อศึกษาวิจัยและสร้างระบบการค้นหาข้อมูลเชิงเสียงเพลง อันประกอบด้วยสองส่วนคือ 1) เนื้อเพลง และ 2) เสียงเพลง
เป้าหมายสูงสุดของโครงงานนี้คือการสร้างระบบที่สามารถค้นหาข้อมูลได้ใน 4 ลักษณะคือ 1) ค้นหาเนื้อเพลงด้วยเนื้อเพลง 2) และค้นหาเสียงเพลงด้วยเสียงเพลง 3) ค้นหาเนื้อเพลงด้วยเสียงเพลงและ 4) ค้นหาเสียงเพลงด้วยเนื้อเพลง โดยในการค้นหาทุกแบบจะต้องมีความสามารถในการวิเคราะห์ความคล้ายกันของข้อมูลได้ (ยอมให้ข้อมูลที่ค้นหามีความผิดพลาดได้เล็กน้อย ไม่จำเป็นต้องเหมือนกันทุกประการ) และที่สำคัญคือต้องสามารถรองรับภาษาไทย
อย่างไรก็ตาม เนื่องด้วยระยะเวลาอันจำกัดผู้วิจัยจึงกำหนดขอบเขตของโครงงานนี้อยู่ที่การศึกษาระบบดังกล่าวในเบื้องต้น กล่าวคือจะมุ่งศึกษาแต่เพียงส่วนของเนื้อเพลง และการค้นหาข้อมูลเนื้อเพลงในเนื้อเพลงเท่านั้น
ผู้วิจัยได้ตระหนักดีถึงความสำคัญของภาษาไทย ในการศึกษาระบบการค้นหาเนื้อเพลงดังกล่าว จึงคำนึงถึงลักษณะพิเศษและปัญหาต่างๆ ของภาษาไทยเป็นสำคัญ หัวข้อที่ทำการศึกษาไปบ้างแล้วได้แก่ 1) การตัดคำภาษาไทย 2) คำพ้องเสียงภาษาไทย ทั้งนี้เพราะผู้วิจัยเห็นว่า 2 ส่วนดังกล่าวถือเป็นส่วนสำคัญของเรื่องนี้ กล่าวคือการจดจำเนื้อเพลงของมนุษย์นั้นมักจดจำจากการฟังเสียงเพลง ซึ่งข้อมูลที่จำได้อาจไม่ใช่ข้อมูลที่แท้จริง แต่การออกเสียงของข้อมูลนั้นก็ต้องพ้องหรือใกล้เคียงกับข้อมูลจริงและการตรวจสอบคำพ้องเสียงนั้นจะทำได้ยากหากไม่ระบบอีกระบบหนึ่งมาช่วยในการตัดคำ ดังนั้นผู้วิจัยจึงเห็นว่าควรศึกษาในเรื่องทั้งสองไปด้วยกัน ก่อนที่จะทำการศึกษาในส่วนอื่นต่อไป
ในส่วนของการตัดคำ ผู้วิจัยได้ทดลองสร้างโปรแกรมที่สามารถัดคำภาษาไทยได้ในเบื้องต้นคือสามารถตัดคำในประโยคสั้นๆได้ โดยใช้เทคนิคของ Digital Tree (ต้นไม้เชิงหลัก) ในการเก็บข้อมูลของพจนานุกรม และเทคนิค Backtracking (การย้อนรอย) ในการตัดคำทุกรูปแบบที่เป็นไปได้ ข้อจำกัดของโปรแกรมตัดคำที่สร้างขึ้นนี้คือ 1) คำทุกคำในประโยคจะต้องมีอยู่ในพจนานุกรม และ 2) การตัดคำยังไม่คำนึงถึงความหมายและความหมายและความถูกต้องทางไวยากรณ์
ในเรื่องของคำพ้องเสียง ผู้วิจัยได้คิดวิธีที่จะสามารถสร้างรหัสการออกเสียง (Soundex Code) สำหรับคำในภาษาไทย โดยใช้เทคนิค Backtracking (การย้อนรอย) ในการค้นหาขอบเขตของพยางค์ แล้วแปลงพยางค์โดดที่ได้เป็นรหัสการออกเสียงโดยใช้กฎการออกเสียงพยางค์ตามหลักไวยากรณ์ไทย สำหรับรหัสการออกเสียงนั้นผู้วิจัยได้ใช้รหัสในรูปแบบเดียวกับระบบของ [Thep97] ซึ่งมีข้อดีคือสามารถจัดกลุ่มคำที่มีการออกเสียงคล้ายกันไว้ด้วยกันได้ โดยไม่คำนึงถึงเสียงวรรณยุกต์และเสียงควบกล้ำระบบที่ผู้วิจัยได้พัฒนาขึ้นขึ้นนั้นให้ผลที่น่าพอใจในระดับหนึ่ง อย่างไรก็ดียังคงมีข้อจำกัดบางประการ คือ 1) ยังไม่รองรับกฎการออกเสียงบางกฎที่ค่อนข้างซับซ้อน รวมถึงกรณีของคำยกเว้นบางคำ 2) ยังทำงานได้ไม่รวดเร็วเท่าที่ควร และ 3) การสร้างกฎการออกเสียงเพิ่มเติมกระทำได้ไม่สะดวกนัก เพราะผู้วิจัยได้ออกแบบกฎลงไปในรหัสต้นแบบ ( Source Code) ของโปรแกรม มิได้แยกออกมาไว้ต่างหาก
ระบบการค้นหาข้อมูลเชิงเสียงนั้นถือว่าเป็นระบบที่น่าสนใจอย่างยิ่งต่อการศึกษาวิจัยและมีประโยชน์มากเพราะสามารถนำไปใช้ได้จริง ในโครงงานนี้ผู้วิจัยเพียงแต่ได้ศึกษาส่วนของการค้นหาข้อมูลเนื้อเพลงในเบื้องต้นเท่านั้น (เพียงแค่การตัดคำและการตรวจสอบคำพ้องเสียง) แต่ในอนาคตนั้นควรมีการพัฒนาต่อไปทั้งในส่วนที่ได้ศึกษาแล้วรวมทั้งส่วนอื่นๆ (โดยเฉพาะเทคโนโลยีที่เกี่ยวกับภาษาไทย และเทคโนโลยีเกี่ยวกับเสียงเพลง) เพื่อให้บรรลุเป้าหมายสูงสุดของโครงงานดังที่ได้กล่าวแล้วในตอนต้นต่อไป
Software เดินหมากฮอร์สไทยอัจริยะ
[ โดย kruinfo ชม 219 ]
ซอฟท์แวร์เกม เป็นซอฟท์แวร์ที่ได้รับความนิยมอย่างมากในประเทศไทย แต่เกมส์ที่ได้รับความนิยมในประเทศไทยกลับเป็นของต่างประเทศส่วนใหญ่ การวิจัยเพื่อพัฒนาซอฟท์แวร์เกมจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นต่อการพัฒนาซอฟท์แวร์เกมเพื่อให้คนไทยและคนต่างประเทศนิยมเล่นเกมไทยมากขึ้น สำหรับโปรแกรมเดินหมากฮอร์สไทยเป็นโปรแกรมที่มีเอกลักษณ์ความเป็นไทยเพราะโปรแกรมที่ช่วยฝึกสมองไหวพริบ เชาว์ปัญญา สมาธิความรอบคอบ ฯลฯ ให้แก่ผู้เล่น การพัฒนาโปรแกรมเดินหมากรุกไทยสามารถช่วยให้คนเล่นหมากฮอร์สไทยคนเดียวได้ ผู้เล่นสามารถฝึกทักษะการเดินหมาก ไปตามขั้นตอนเพราะโปรแกรมสามารถรับความฉลาดได้ ผู้เล่นสามารถเรียนรู้กลยุทธ์การเดินหมาก จากโปรแกรมได้เพราะโปรแกรมสามารถแสดงวิธีคิดและเหตุผลอย่างเป็นขั้นตอนได้ และการพัฒนาโปรแกรมเดินหมากฮอร์สไทยสามารถช่วยเผยแพร่เกมหมากฮอร์สไทยสู่คนต่างประเทศและคนไทยได้ง่าย เช่น การเผยแพร่ผ่านอินเตอร์เน็ต
ต่างประเทศได้มีการพัฒนาโปรแกรมเดินหมากรุกสากลที่สามารถเอาชนะแชมป์โลกสำเร็จแล้ว
ดังนั้นประเทศไทยควรมีโปรแกรมเดินหมากประสิทธิภาพสูงเช่นกัน จุดประสงค์หลักในการวิจัยโปรแกรมเดินหมากฮอร์สไทยครั้งนี้คือ เพื่อพัฒนาโปรแกรมเดินหมากฮอร์สไทยประสิทธิภาพสูงที่สามารถเอาชนะแชมป์หมากฮอร์สไทยระดับมือ ก ได้ และเพื่อหาอัลกอลิทึมและวิธีการพัฒนาโปรแกรมที่สามารถใช้พัฒนาโปรแกรมเดินหมากกระดานได้ทุกหมากซึ่งช่วยให้ ในอนาคตไม่ต้องวิจัยโปรแกรมเดินหมากกระดานอื่นๆอีก หรือวิจัยต่อเพียงเล็กน้อย
การวิจัยครั้งนี้ ได้เน้นในส่วนอัลกอลิทึมที่ไม่ขึ้นต่อกติกาหมากฮอร์สไทยเป็นหลัก เช่น อัลกอลิทึมในการสืบค้นวิธีการเดินหมากที่ดีที่สุด เทคนิคการลดทอนปัญหา เทคนิคช่วยให้ใช้เวลาเดินหมากอย่างคุ้มค่า ฯลฯ ซึ่งไม่ขึ้นต่อกติกาหมากรุกไทยจึงสามารถใช้อัลกอลิทึมเดียวกันนี้กับหมากกระดานอื่นได้ แต่ทั้งที่พัฒนาโปรแกรมด้วยอัลกอลิทึมดังกล่าวทั้งหมดรวมกันแล้ว โปรแกรมก็ยังไม่สามารถเอาชนะแชมป์หมากฮอร์สไทยระดับมือ ข จึงต้องวิจัยเทคนิคที่ขึ้นต่อกติกาควบคู่กันไป เช่น การให้น้ำหนักหรือการวิเคราะห์ข้อดีข้อเสียของรูปแบบกระดานหนึ่งๆเพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจขณะเดินหมาก เทคนิคการขึ้นกระดาน ฯลฯ
อัลกอลิทึมสำคัญที่ศึกษาจากเอกสารอ้างอิงก่อนการวิจัยได้แก่ Minimax Search Algorithm
เป็นอัลกอลิทึมในการสืบค้นหาคำตอบโดยการลองเดินล่วงหน้าไปหลายๆตา เพื่อพิจารณารูปแบบที่เป็นไปได้ทุกลักษณะและให้คะแนนหรือน้ำหนัก หรือข้อดีข้อเสียของแต่ละแบบ แล้วเลือกทางที่ดีที่สุดมาเดินจริงๆ กล่าวคือใน search tree1 ถ้าเป็นฝ่ายเราเดินจะต้องเลือกค่า cost ที่สูงที่สุด แต่ถ้าเป็นฝ่ายตรงข้ามเดินจะต้องเลือกค่า cost ที่ต่ำที่สุดมาเป็นค่า cost ของ parent node Alpha & Beta Pruning เป็นเทคนิคการปรับปรุง Minimax Search ให้ search node ลดลงโดยไม่มีผลข้างเคียง คือใน search tree สมมติว่าชั้นที่ n ต้องหา max cost ชั้นที่ n+1 หา min cost ในขณะที่กำลัง search ชั้นที่ n+1 อยู่ถ้า min cost เท่าที่หาได้มีค่าน้อยกว่า max cost ของชั้นที่ n จะสรุปได้ว่าไม่มีทางที่ min cost ของชั้นที่ n+1 จะมีผลต่อ max cost ของชั้นที่ n ดังนั้นจึงหยุด search ชั้นที่ n+1 ทันที
อัลกอลิทึมและเทคนิคสำคัญที่พบว่าสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับการวิจัยครั้งนี้ได้ ได้แก่Memorized Algorithm เป็นการเก็บค่า cost และ deep search ของกระดานที่ search แล้วไว้ในตาราง เพื่อจะได้ไม่ต้อง search ซ้ำในรูปแบบที่กระดานนั้นเคย search ด้วย deep ที่มากกว่าหรือเท่ากับ deep ที่อยู่ในตาราง แต่เนื่องจากรูปแบบของกระดานมีมากเกินไปจึงต้อง encode กระดานเป็นเลข n bit แล้วเก็บใน hash table จากการทดลองมากกว่า 100 ครั้งพบว่า Memorized Algorithm ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้กับโปรแกรมได้มากกว่า Alpha Bata Pruning มาก DFID เป็นเทคนิคที่ประยุกต์ใช้ในระหว่างทำ Minimax Search เพื่อLimit เวลาแทนการ Limit จำนวนตาที่จะมองล่วงหน้า สำหรับรูปแบบกระดานต่างกันเวลาที่ใช้ในการมองล่วงหน้าไปเป็นจำนวนตาคงที่นั้นจะมีความแตกต่างกันอย่างมากในการเดินหมากจริงจะ Limit ไม่ให้ตาที่คิดนานนั้น นานเกินไป ซึ่งทำให้ตาอื่นๆมีเวลาเหลือมากเกินไป แต่ถ้าให้โปรแกรมคิดเต็มเวลาทุกครั้งจะทำให้ประสิทธิภาพรวมสูงขึ้น Preprocessing คือการเก็บ search tree ของตาแรกไว้ก่อนแล้วนำมาใช้เดินจริงๆในตาแรก เพราะสามารถหา search ของตาแรกไว้ก่อน แล้วนำมาใช้เดินจริงๆในตาแรก เพราะสามารถหา search tree ล่วงหน้าสามารถใช้เวลาได้นานกว่าและ search ได้ลึกถึง 17 ตาเป็นอย่างต่ำ และสามารถเพิ่มได้ถึง 30 ตา หากทำ Preprocessing บนเครื่องคอมพิวเตอร์ประสิทธิภาพสูง เทคนิคการขึ้นกระดาน เนื่องจากโปรแกรมยังไม่สามารถมองล่วงหน้าจากตาแรกๆได้ไกลมากนัก ประกอบกับการขึ้นกระดานมีเพียง 1-2 รูปแบบ จึงควรใส่วิธีการขึ้นกระดานที่ดีไว้เป็นสูตรให้กับโปรแกรม ไม่หยุด search ในตาที่มีการกิน เนื่องจากในตาที่ตัวหมากกำลังจะโดนกิจอย่างแน่นอน ถ้าหยุด search ที่แล้วให้คะแนน โดยการนับจำนวนตัวหมากที่เหลืออยู่ในตานั้น จะทำให้คะแนนที่ได้ไม่ตรงกับสภาพสถานการณ์จริง เทคนิคการคิด cost function เช่นการให้คะแนนรูปแบบกระดาษที่มีการเดินเกาะกลุ่มและอยู่บริเวณกระดาษมากขึ้น ฯลฯ จะเป็นการเพิ่มเซ้นส์ในการตัดสินใจให้กับโปรแกรม Pruning อื่นๆ เช่นการหยุด search ต่อในแนวลึกเมื่อค่า cost มากหรือน้อยจนคิดว่าน่าจะเดาผลแพ้ชนะได้ แต่คำตอบที่ได้จะเป็นคำตอบแบบ near optimal แทนที่จะเป็นแบบ optimal ซึ่งอาจทำให้ผลการเดินผิดพลาดมากในบางครั้ง ซึ่งต้องทำการทดลองจริงเพื่อหาประสิทธิภาพของแต่ละเทคนิคว่าคุ้มค่าหรือไม่ และนำเฉพาะเทคนิคที่สามารถเพิ่มประสิทธิภาพรวมของโปรแกรมได้จริงมาใช้งาน
มีอุปสรรคในการพัฒนามาก เนื่องจากเป็นโปรแกรมที่ต้องใช้อัลกอลิทึมขั้นสูงในการทำให้
คอมพิวเตอร์คิดเป็นและมีความสามารถในการเดินหมากสูง และทั้งที่ใช้อัลกอลิทึมหลายอย่างร่วมกันแล้วยังเดินหมากฮอร์สไทยแพ้แชมป์ระดับมือ ข อยู่ จึงต้องคิดค้นและประยุกต์ใช้อัลกอลิทึมเพิ่มอีก ซึ่งการหาอัลกอลิทึมแต่ละอย่างนั้นทำได้อย่างยากลำบากมาก โดยเฉพาะการหาอัลกอลิทึมเพิ่มเติมสำหรับโปรแกรมมีอัลกอลิทึมอยู่แล้วยิ่งทำได้ยากเพิ่มขึ้นอีกเป็นเท่าตัว และเนื่องจากเป็นปัญหาที่มีขนาดปัญหาใหญ่มากจึงต้องการเครื่องคอมพิวเตอร์ประสิทธิภาพสูงในการทำ Preprocessing ซึ่งหากทำได้ถึง 30 ตา เทคนิคนี้จะกลายเป็นเทคนิคที่สำคัญที่สุด แต่ไม่สามารถหาคอมพิวเตอร์ดังกล่าวในบริเวณที่ใกล้ที่พักได
The Search for Woodlice is Home Sweet Home Project
[ โดย kruinfo ชม 187 ]
เนื่องด้วยปัจจุบันนี้ ตัวกะปิ woodlice มีส่วนสำคัญในการนำมาเป็นตัวอย่างในการศึกษาวิจัยหลายๆด้านด้วยกัน ที่สำคัญคือการศึกษาพฤติกรรมของสิ่งมีชีวิต(ซึ่งในประเทศไทยยังเป็นสาขาที่ยังไม่แพร่หลายมากนัก) ด้วยเพราะตัวกะปิเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีขนาดเล็ก ใช้เนื้อที่ในการดูแลน้อย และหาได้ไม่ยาก แต่ตัวกะปิเป็นสิ่งมีชีวิตที่ต้องการสภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัยที่เฉพาะเจาะจงจึงทำให้บางครั้งเราต้องสูญเสียตัวอย่างในการวิจัยไปมาก เพราะไม่เคยมีประสบการณ์ในด้านการดูแลตัวกะปิมาก่อน และเนื่องจากตัวกะปิสายพันธุ์นี้ (Armadillidium vulgare) เรายังไม่มีข้อมูลด้านสภาพที่อยู่อาศัยที่เหมาะสมสำหรับการเพาะเลี้ยงดูแล ผู้วิจัยจึงได้ทำการศึกษา โดยศึกษาในด้าน 1. อุณหภูมิ 2. ความเข้มแสง 3. ปริมารความชื้นของวัสดุที่ใช้รองพื้น (ไม่ใช่ของบรรยากาศ) ผลการปฏิบัติงานพบว่าจะมีโอกาสพบตัวกะปิมากในช่วงอุณหภูมิประมาณ 20 − 25 แสงมืด และเมื่อวัสดุที่ใช้รองมีความชื้นมาก แต่สภาพความชื้นอากาศค่อนข้างสูง
จากข้อมูลที่ได้รับ จะสามารถนำไปใช้ในการเพาะเลี้ยงดูแลตัวกะปิได้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
ซึ่งทำให้สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้หลายทางอาทิเช่น ใช้ในการศึกษาพฤติกรรม บางสายพันธุ์ที่สวยงามและหายาก หรืออาจใช้ในการขยายพันธุ์ปริมาณมากๆ เพื่อช่วยในการผลิตปุ๋ยหมักทางการเกษตร และยังทำให้อาจใช้ตัวกะปิเป็นแรงจูงใจให้เด็กรักและสนใจธรรมชาติได้ ซึ่งจะส่งผลให้เด็กเหล่านั้นมีความเข้าใจในธรรมชาติ และไม่คิดทำลายธรรมชาติ เมื่อเด็กเหล่านี้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ในวันข้างหน้า
การแกว่งแบบฮาร์โมนิกใน 3 มิติ
[ โดย kruinfo ชม 195 ]
ศึกษารูปแบบการแก่งแบบฮาร์โมนิกใน 3 มิติ เพื่อหาค่าอัตราส่วนของความถี่เชิงมุมที่ทำให้รูปแบบการแก่วงเป็นแบบเปิด โดยทำการสุ่มกลุ่มตัวอย่างอัตราส่วนต่าง โดยแบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือกลุ่มที่เป็นจำนวนเต็ม กลุ่มที่เป็นจำนวนตรรกยะที่ไม่ใช่จำนวนเต็ม และกลุ่มที่เป็นจำนวนอตรรกยะ จากนั้น ทำการตรวจสอบกลุ่มตัวอย่างที่ได้ทำการสุ่มไว้โดยใช้โปรแกรมการคำนวณทางคณิตศาสตร์ Mathematica V.3.0 แล้ววิเคราะห์ผล จากการทดลองพบว่า ถ้าค่าอัตราส่วนเป็นจำนวนอตรรกยะแล้ว การแก่วงจะเป็นแบบเปิด
การคัดเลือกสายพันธุ์สาหร่ายที่มีความทนทานต่อโลหะหนักแคดเมียมจากแหล่งน้ำและกำแพงทาสีบางแห่งในเขตจังหวัดเชียงใหม่และลำพูน
[ โดย kruinfo ชม 164 ]
โครงงานมีวัตถุประสงค์ศึกษาสายพันธุ์และทำการคัดเลือกสาหร่ายขนาดเล็กจากแหล่งน้ำและพื้นที่ผิวบางบนบกยางแห่งในเขตจังหวัดเชียงใหม่และลำพูนที่มีความทนทานต่อแดคเมียมความเข้มข้นต่าง ๆ โดยเลือกสถานที่ทำการศึกษาดังนี้ คูเมืองหน้าตลาดสมเพชร คลองแม่ข่าบริเวณใกล้โรงแรมเพชซซิเดนท์ อ่างเก็บน้ำเกษตร (กาแล) อ่างเก็บน้ำอ่างแก้ว กำแพงหน้าวัดมหาวัน และกำแพงตึกชีววิทยามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ส่วนความเข้มข้นของแคดเมียมในอาหารเหลวที่ทำการทดลองคือ 0.05 , 0.08 , 0.2 , 0.5 , 1 , 2.5 และ 5 ppm รวมถึงการแยกสาหร่ายเหล่านี้ให้บริสุทธิ์และเพาะขยายเพาะขยายปริมาณเพื่อการศึกษาประสิทธิภาพและรูปแบบกระบวนการหลักที่สาหร่ายเหล่านั้นใช้ในการลดปริมาณแคดเมียมจากสิ่งแวดล้อมรอบข้าง
จนถึงขณะนี้สามารถดำเนินงานจนพบสาหร่ายขนาดเล็กที่มีความทนทานแคดเมียมที่ความเข้มข้นต่าง ๆ อยู่ใน 4 divisions , 7 orders , 12 families , 17 genera ซึ่งชนิดที่เด่นได้แก่ Chlorella sp. Monorphidium sp. , Scenedesmus sp. , Navicula sp. , และ Nitzschia sp. , สามารถแยกสาหร่ายที่มีความทนทานต่อแดคเมียมเหล่านี้ให้บริสุทธิ์ได้แล้ว 3 ชนิด จากสาหร่ายที่ทำการคัดเลือกไว้ 11 ชนิด และในจำนวน 3 ชนิดนี้ สามารถเพาะเลี้ยงขยายปริมาณในอาหารเหลว จนปริมาตร 100 ml ได้แล้ว 1 ชนิด
ในการปฏิบัติงานในโครงงานชิ้นนี้ประสบอุปสรรคหลายประการด้วยกัน เช่น อุปสรรคด้านความห่างไกลกับนักวิทยาศาสตร์พี่เลี้ยงหลัก ด้านเทคนิคทางจุลชีววิทยา และ ในเรื่องของมลพิษที่อาจเกิดขึ้นจากการทดลอง เป็นต้น ซึ่งเหล่านี้ส่งผลให้การดำเนินงานติดขัดและล่าช้าออกไปจนกระทั่งไม่สามารถดำเนินงานให้ได้บรรลุวัตถุประสงค์ทั้งหมด แต่ถึงกระนั้นผู้ปฏิบัติงานยังสนใจที่จะทำการศึกษางานชิ้นนี้ต่อเนื่องในช่วงที่เหลือ เพราะผู้ปฏิบัติงานเห็นว่าเหล่านั่นเป็นภาคประยุกต์ที่น่าสนใจที่จะทำการศึกษาสารที่มีประสิทธิภาพในการลดปริมาณแคดเมียมที่เป็นพิษ ที่ได้จกสาหร่ายอันก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดด้านชีวเคมีและพันธุ์วิศวกรรมในระดับสูงต่อไป
การทดสอบพิษของสารสกัดจากกลีบดอกกุหลาบสีแดงพันธุ์กาล่าและกลีบดอกกุหลาบสีขาวพันธุ์ขาวมะลิ ต่อ Vero cell line
[ โดย kruinfo ชม 153 ]
การทดสอบพิษของสารสกัดจากกลีบดอกกุหลาบสีแดงพันธุ์กาล่าและกลีบดอกกุหลาบสีขาวพันธุ์ขาวมะลิ มีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาและเปรียบเทียบความเป็นพิษของสารสกัดจากกลีบดอกกุหลาบสีแดงพันธ์กาล่าและกลีบกุหลาบสีขาวพันธุ์ขาวมะลิ โดยใช้น้ำและเอทิอะซิเตตเป็นตัวทำละลาย ต่อVero cell line ซึ่งอาศัยหลักการวัดเซลล์ที่ยังคงมีชีวิตเหลืออยู่ ในสภาวะที่มีสารตัวอย่างด้วย โดยใช้ Ellipticine เป็น Positive control พบว่าสารสกัดจากกลีบดอกกุหลาบสีแดงพันธ์กาล่าและกลีบกุหลาบสีขาวพันธุ์ขาวมะลิทั้ง 4 ตัวอย่าง ที่ความเข้มข้น 0.03125 , 0.0625 , 0.125 , 0.25 0.5 และ 1.0 มิลลิกรัมต่อมิลลิลิตร ยังไม่ปรากฏค่าความเป็นพิษที่ 50%
โดยพบว่าสารสกัดจากกลีบดอกกุหลาบสีแดงในเอทิลอะซิเตตทำทำให้เซลล์มีความผิดปกติมากที่สุด รองลงมาคือ สารสกัดจากกลีบดอกกุหลาบสีขาวในน้ำ โดยทุกสารสกัดต้องเพิ่มความเข้มข้นให้มากขึ้นจึงจะปรากฏค่าความเป็นพิษที่ 50%
การปรับสภาวะการเพาะเลี้ยงให้เหมาะสมสำหรับการผลิตรงควัตถุสีส้มโดย Halobacteria sp.HM 13
[ โดย kruinfo ชม 162 ]
เชื้อแบคทีเรียในวงศ์ Halobacteriaceae ได้ถูกคัดแยกจากอาหารหมักดองของไทยชนิดต่าง ๆ คือ ปลาร้า ปูเค็ม และกะปิเพื่อศึกษาคัดเลือกเชื้อแบคทีเรียที่สามารถผลิตรงควัตถุสีส้ม จากการศึกษา พบว่า Halobacteria sp. HM 13 ซึ่งมีโคโลนีสีส้ม แยกได้จาก ปูเค็ม ให้ปริมาณ total carotenoid สูงที่สุด ประมาณ และเมื่อทำการศึกษาสภาวะการเพาะเลี้ยงที่เหมาะสมในการผลิตรงควัตถุสีส้ม (Carotenoid intracellular pigment : Astaxanthin) โดย Halobacteria sp. HM 13 พบว่าเมื่อเพาะเลี้ยงเชื้อแบคทีเรียนี้ที่อุณหภูมิ 37 องศาเซลเซียส และมี pH เริ่มต้น 7.0 โดยใช้ Halophilic Broth (HB) เป็นอาหารซึ่งมีความเข้มข้นของรงควัตถุซึ่งดูดกลืนแสงที่มีความยาวคลื่น 474 nm เป็นปริมาณมากที่สุด นอกจากนี้ยังพบว่าปริมาณเซลล์มีมากที่สุดในช่วง Stationary phase (ระยะคงที่) คือ วันที่ 6-9 ของการเพาะเลี้ยง โดยที่ปริมาณรงควัตถุแปรผันโดยตรงกับปริมาณเซลล์ จากผลการทดลอง Halobacteria sp. HM 13 มีความเป็นได้สูงในการเป็นแหล่งผลิต Cartenoid pigment โดยเฉพาะพวก Astaxanthin จากธรรมชาติ เพื่อใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมอาหาร (เนื้อปลา และ เนื้อไก่)
การเปรียบเทียบความสามารถของสารสกัดจากใบทับทิม (Punica graatum L.) ในการยับยั้งการเจริญของเชื้อแบคทีเรีย Escherichia coli และ Staphyllococcus aureus
[ โดย kruinfo ชม 193 ]
ทับทิมเป็นพืชสมุนไพรที่ปลูกกันโดยทั่วไป นอกจากสามารถนำผลมารับประทานแล้วยังมีการนำเปลือกของผล เปลือกของลำต้น เปลือกของราก สำหรับโครงงานนี้มีจุดประสงค์เพื่อมุ่งเน้นศึกษาสารสกัดจากส่วนใบของทับทิม โดยศึกษาความสามารถในการยับยั้งการเจริญของเชื้อแบคทีเรียด้วยสารสกัดจากใบทับทิม เพื่อหาแนวทางในการนำใบทับทิมมาใช้ประโยชน์ และอาจสามารถนำไปสูการพัฒนาเป็นสมุนไพรสำหรับระชาชน โดยทั่วไปได้ ในการทดลองนี้ ทำโดยการนำเอาใบอ่อนและใบแก่ของทับทิมมาบดให้ละเอียด สกัดด้วยเมทานอล เอทานอล กรดอะซีติก น้ำ เฮกเซน และเอทิลอะซิเตต จากนั้นนำสารสกัดที่ได้ไปเก็บไว้ที่อุณหภูมิ 4, 30 และ 100 เป็นเวลา 1,2 และ 3 วันตามลำดับ จากนั้นไปทดสอบฤทธิ์ทางชีวภาพเบื้องต้นกับเชื้อแบคทีเรียแกรมลบคือ Escherichia coliและแกรมบวกคือ Staphyllococcus aureusซึ่งเป็นแบคทีเรียมาตรฐานที่นิยมใช้ในการทดสอบความสามารถในการยับยั้งการเจริญของเชื้อแบคทีเรีย โดยสารปฏิชีวนะพบว่า สารสกัดจากใบแก่ของทับทิมมีฤทธิ์ในการยับยั้งการเจริญของเชื้อแบคทีเรียดีกว่าดีกว่าใบอ่อน อุณหภูมิที่เหมาะในการเก็บทับทิมเป็นเวลา 2 ชั่วโมง ก่อนการสกัดคือ 30 สารสกัดจากสารละลายเมทานอล เอทานอล กรดอะซีติกและน้ำมีฤทธิ์ดีกว่าเข้มข้นเล็กน้อย แต่กรดอะซีติก 5% ดีกว่า 10% และ 2.5% อุณหภูมิที่มีเหมาะในเก็บสารสกัดเป็นเวลา 20นาที ก่อนนำไปเก็บที่ 4 คือ 4 และสารสกัดจากใบทับทิมที่มีน้ำเป็นตัวทำละลายคงสภาพได้ดีเป้นเวลานานกว่าสารละลายชนิดอื่น ซึ่งเป็นไปได้ว่า ควรสกัดสารยับยั้งการเจริญของแบคทีเรียด้วยน้ำกลั่นเพราะมีฤทธิ์ยับยั้งมากและไม่มีสารตกค้างเหมือนตัวทำละลายชนิดอื่นๆ และเหมาะที่จะนำเผยแพร่แก่ประชาชนทั่วไป หากศึกษาฤทธิ์ข้างเคียงอื่นๆ เรียบร้อยแล้ว