โครงงาน » ทั้งหมด

เลือกห้อง >>

ทั้งหมด

โครงงานจัดทำโปรแกรมช่วยในการแต่งและแก้ไขกลอน (Poetry)
[ โดย kruinfo ชม 168 ]
กลอนเป็นความงามทางภาษาที่มีความประณีตงดงามซึ่งมีมาแต่โบราณ การแต่งกลอนนั้นไม่เพียงแต่อาศัยความรู้ แต่ต้องอาศัยความเชี่ยวชาญ และฐานความรู้มากมายอีกด้วย เพื่อที่จะสรรคำให้มาสอดคล้องในสัมผัสอย่างลงตัวและสละสลวย แต่สภาพสังคมในปัจจุบันที่มีข้อจำกัดหลายด้านกำลังบีบบังคับให้กลอนเลือนหายไปจากสังคมไทยอย่างน่าเสียดาย โครงงานนี้จัดทำขึ้นโดยมีความมุ่งหมายเพื่อเพิ่มโอกาสให้บุคคลทั่วไปในใจกลอนมากขึ้น โดยทดแทนปัจจัยสำคัญในการแต่งกลอนที่ถูกจำกัดไปคือ ความรู้ ความเชี่ยวชาญและ ฐานความรู้ ทางด้านความรู้นั้นโดยการเก็บข้อมูลฉันทลักษณ์อันเป็นลักษณะบังคับที่จำเป็นต้องใช้ในการแต่งกลอนไว้เป็นระบบกฎที่จะแนะนำผู้ใช้อัตโนมัติขณะที่พิมพ์ทำให้บุคคลทั่วไปไม่จำเป็นต้องมีความรู้เรื่องฉันทลักษณ์มาก่อนสามารถแต่งกลอนได้ ทางด้านความเชี่ยวชาญนั้นโดยระบบเชื่อมโยงสัมผัสซึ่งจะแสดงให้ผู้ใช้เห็นความสัมพันธ์ในเชิงเสียงของแต่ละพยางค์ และระบบช่วยแนะนำคำแทนเพื่อสัมผัสภายใน หลากคำ ด้านฐานความรู้โดยการเก็บข้อมูลคำมาจัดระบบให้ส่วนอื่นๆ ของโปรแกรมสามารถเรียกใช้ได้ รวมทั้งระบบอรรถาภิธาน ทำให้โปรแกรมสามารถเลือกสรรคำเพื่อใช้งานได้อย่างครอบคลุม โปรแกรมต้นแบบที่ต้องการออกแบบในโครงการนี้ได้นำฉันทลักษณ์ของกลอนสี่สุภาพมาใช้เป็นหลัก เนื่องจากเป็นฉันทลักษณ์ที่มีความซับซ้อนน้อยเหมาะสำหรับเป็นต้นแบบของโปรแกรม อีกทั้งยังง่ายต่อการแต่งและการอ่านกลอนอีกด้วย ในโครงงานนี้ได้วางเป้าหมายที่จะออกแบบโครงของระบบต่างๆ ในโปรแกรมรวมทั้งสร้างฐานข้อมูล กฎ และฐานข้อมูลคำขนาดเล็ก เพื่อประกอบการศึกษาทดลอง จากการทำโครงงานที่ได้ดำเนินมานั้นยังไม่สามารถให้ผลในทางรูปธรรมที่สามารถใช้งานจริงได้ เนื่องจากผู้ทำยังไม่มีความรู้ความเชี่ยวชาญในระบบประมวลผลภาษาธรรมชาติมากเพียงพอ อีกทั้งความรู้ทางด้านนี้ยังต้องได้รับความสนใจและพัฒนาอีกมาก ผลจึงได้แค่แนวคิด แผนงาน และกฎฉันทลักษณ์ บางส่วนเท่านั้น หากสามารถดำเนินการศึกษาโครงงานนี้ต่อจนสำเร็จแล้ว จะได้โปรแกรมต้นแบบ ซึ่งมีระบบย่อยซึ่งสามารถนำไปพัฒนาต่อใช้ได้อย่างมากมาย อาทิเช่น ระบบตัดคำ (เดิมได้นำแนวคิดการตัดต่อคำแบบฮิวริสติกมาดัดแปลง) ระบบวิเคราะห์องค์ประกอบเสียงจากข้อความ ระบบประมวลผลทางด้านเสียงสำหรับกลอน เป็นต้น ความรู้ทางด้านการประมวลผลภาษาธรรมชาติยังจำเป็นที่ต้องได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องจะเป็นองค์ประกอบหนึ่งที่ทำให้ระบบปัญญาประดิษฐ์ก้าวเข้าใกล้ความจริงได้อย่างสมบูรณ์แบบมากขึ้นทำให้มนุษย์สามารถใช้ประโยชน์จากคอมพิวเตอร์ได้ง่ายและหลากหลายกว่าเดิม
โปรแกรมแปลภาษาอังกฤษ-ไทย (English
[ โดย kruinfo ชม 205 ]
ในปัจจุบันภาษาอังกฤษเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันมากขึ้น เราสามารถพบข้อความ และเอกสารที่เป็นภาษาอังกฤษได้มากขึ้น โดยเฉพาะนักศึกษา และคนทำงานย่อมต้องพบเอกสารที่เป็นภาษาอังกฤษเป็นประจำ การแปลโดยใช้คนนั้นทำให้เกิดความล่าช้า และเกิดข้อผิดพลาดได้ ทำให้คอมพิวเตอร์เข้ามามีบทบาทในการเป็นเครืองมือในการแปลภาษามากขึ้น ในปัจจุบันโปรแกรมที่ช่วยในการแปลภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทยนั้นเริ่มพบบ่อยมากขึ้น แต่การแปลยังคงทำได้ไม่สมบูรณ์นัก โปรแกรมยังคงมีปัญหาในการแปลข้อความที่เป็นสำนวน และ วลี อยู่ เช่น คำว่า
การจำลองการแสดงผลสามมิติด้วยวิธีการทำงานแบบขนาบบนระบบเครือข่าย
[ โดย kruinfo ชม 263 ]
โครงงานนี้ทำการจำลองการทำงานแบบขนาน (Parallel Processing) ให้สามารถทำงานบนระบบเครือข่ายและอุปกรณ์ที่มีอยู่ในปัจจุบัน เพื่อให้เห็นภาพการทำงานได้ชัดเจนขึ้น โครงงานนี้จึงนำระบบดังกล่าวมาใช้ในการพัฒนาระบบการประมวลผลงานสามมิติ เนื่องจากการพัฒนาระบบการแสดงผล 3D กำลังเป็นที่สนใจอย่างยิ่งและเป็นงานที่ต้องการระบบการประมวลผลขั้นสูง จึงเหมาะที่จะนำมาใช้ในการทดสอบ และในโครงงานนี้นำเสนอเทคนิค multiple Rendering ที่จะทำให้ระบบการทำงานแบบขนานทำงานได้ดี บนระบบเครือข่าย อีกทั้งโครงงานนี้ยังสามารถที่จะทำงานได้กับทุกระบบปฏฺบัติการ และเปิดโอกาสให้สามารถพัฒนาต่อได้ง่าย
การหาปริมาณและการสกัดสารสีที่ละลายน้ำได้จากแก่นต้นขนุน
[ โดย kruinfo ชม 204 ]
โครงงานนี้เกิดจากการที่ผู้จัดทำได้ทราบว่าในอดีตมีการนำแก่นต้นขนุน(Artocarpus heterophyllus) มาย้อมสีผ้าเพื่อถวายเป็นจีวรสงฆ์ แม้ว่าปัจจุบันวิธีการดังกล่าวจะไม่เป็นที่นิยมหรือพบได้น้อย แต่หากมีการศึกษารูปแบบการสกัดสีและพัฒนาวิธีการย้อมสีอย่างเหมาะสมแล้ว อาจทำให้พืชดังกล่าวถูกนำมาใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่และช่วยลดการใช้สีสังเคราะห์ลง ด้วยเหตุนี้ผู้จัดทำจึงทำการสกัดและวัดประมาณสารสีที่ละลายน้ำได้จากไม้ขนุน ซึ่งเป็นการดำเนินงานเบื้องต้นของการศึกษารุปแบบการสกัดสี โดยเริ่มจากการต้มไม้ขนุนบดในน้ำเพื่อให้สารสีละลายออกมาต่อจากนั้นกรองแยกกากทิ้งและแบ่งสารละลายออกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนที่ 1 นำไประเหยแห้ง จะได้สารสีและสารอื่นๆ ที่ละลายน้ำได้ ส่วนที่ 2 นำไปผ่านกระบวนการอิเล็กโทรไลซิสโดยมีอะลูมิเนียมเป็นขั้วไฟฟ้า จะ เกิดสารอะลูมิเนียมไฮดรอกไซด์ ซึ่งมีลักษณะเป็นเจลที่สามารถดักจับสารสีในสารละลายได้ ทำการกรองแยกออกมา แล้วใช้กรดไฮครอริกละลายเจลและใช้บิวทานอลละลายสารสี นำส่วนที่เป็นบิวทานอลไประเหยแห้งจะเหลือสารสีที่ละลายน้ำได้และเมื่อนำสารละลายที่แยกสารสีออกมาแล้วไประเหยแห้ง พบว่าจะมีสารอื่นๆ ที่ละลายน้ำได้เหลืออยู่ จากการทดลองสามารถหาประมาณสารสีได้ 2 วิธี คือ วัดจากปริมาณสารสีที่แยกออกมาได้จริง ซึ่งคิดเป็น 6.4 % ของแก่นขนุนหรือคำนวณจากปริมาณสารต่างๆ ที่ละลายน้ำได้ลบด้วยปริมาณสารอื่นๆ ที่ไม่มีสีและลายน้ำได้ซึ่งคิดเป็น 3.1%
การศึกษาโครงสร้างและคุณสมบัติของ Cyclohexanone monooxygenase เพื่อประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ทางการแพทย์
[ โดย kruinfo ชม 269 ]
โครงงานนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อทำการศึกษาโครงสร้างสามมิติของ Cyclohexanone Monooxygenase (CHMO) ซึ่งประกอบด้วยโครงสร้างภายนอกคือรูปร่างผลึก และโครงสร้างภายในคือระดับโมเลกุลว่ามีการจัดเรียง Atom ของโครงสร้าง Molecule ในแต่ละ Unit cell อย่างไร พร้อมทั้งศึกษาคุณสมบัติบางประการของ Enzyme CHMO ที่มีผลต่อการรักษาโรคที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียที่เกี่ยวข้องกับ Enzyme CHMO โดยศึกษาจากแบคทีเรีย 3 สายพันธุ์ที่สามารถสังเคราะห์ CHMO ได้ ได้แก่ Acinetobacter sp. Xanthobacter sp. และ Nocardia sp. โดยทำการ Crystalization (ตกผลึก) Protein CHMO จาก CHMO commercial grade โดยวิธี Hanging drop method และ Microbatch method จากนั้นจึงนำ Protein ที่ทำการ Set Crystallization ไปทำการ Incubate โดยควบคุมที่ 4 องศาเซลเซียส และอุณหภูมิห้อง ตรวจสอบการโตของผลึกโดยใช้กล้องจุลทรรศน์แล้วนำข้อมูลที่ได้ไปหา Electron map (Electron properties) ของโปรตีนนั้นๆโดยเอ็กซ์เรย์ Crystals แล้วทำการแปลงข้อมูลที่ได้มาด้วยคอมพิวเตอร์กราฟฟิค จากนั้นจึงทำการศึกษาผลของ Enzyme ที่มีต่อโรคที่เกิดกับคน ด้วยการสังเกตว่าในกลไกขั้นใดของโรคที่มี Enzyme หรือ Substrates หรือสารที่มีโครงสร้างสามมิติของโมเลกุลที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับ Substrates ของ Enzyme CHMO เข้าไปเกี่ยวข้อง แล้วหาวิธีป้องกัน แก้ไขหรือยับยั้งไม่ให้เกิดโรคดังกล่าวด้วย Enzyme Cyclohexanone Monooxygenase (CHMO)
การปรับปรุงการย้อมสีไหมโดยอาศัยปฏิกิริยารีดอกซ์
[ โดย kruinfo ชม 246 ]
ผ้าไหมนับเป็นสินค้าส่งออกที่สำคัญ คุณภาพจึงเป็นตัวที่กำหนดถึงราคา ปัญหาของผ้าไหมคือ ในการซักผ้าไหมมักประสบปัญหาการตกของสีเนื่องมาจากการย้อม อีกทั้งปัจจุบันได้มีการอาศัยปฏิกิริยารีดอกซ์ใช้ในการย้อมสีไนลอน ผู้จัดทำจึงสนใจที่จะนำมาใช้ในการย้อมสีไหม ซึ่งสีที่ใช้เป็นสีกลุ่มเดียวกันคือ สีแอซิด เป็นสีจำพวก Triphenylmethane เฉดสีเขียว คือ สี Acid green 16 เพื่อหาสภาวะที่เหมาะสมที่สุดในการย้อมและพัฒนาการย้อมให้ดีขึ้นโดยศึกษาถึงความเข้มข้นที่เหมาะสมของสารละลายที่ใช้ ความคงทนต่อการซัก ความแข็งแรงต่อแรงดึง การละลายใน NaOCI การหดตัวของผ้า พบว่า การย้อมสีไหมโดยอาศัยปฏิกิริยารีดอกซ์โดยสารกลุ่มที่ 1 คือ ที่ความเข้มข้น 20 mM กลุ่มที่ 2 คือ ที่ความเข้มข้น 40 mM กลุ่มที่ 3 คือ ที่ความเข้มข้น 30 mM มีค่าการดูดกลืนแสงเปลี่ยนแปลงและลดลงมากที่สุดในแต่ละกลุ่มและมากกว่าสภาวะย้อมที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ซี่งเมื่อนำทุกกลุ่มมาเปรียบเทียบกันจะพบว่า กลุ่มที่ 1 คือ ที่ความเข้มข้น 20 mM ค่าการดูดกลืนแสงเปลี่ยนแปลงและลดลงมากที่สุด ความคงทนของสีต่อการซัก ความแข็งแรงต่อแรงดึง สูงที่สุด การละลายใน NaOCI ต่ำที่สุด เพราะฉะนั้นกลุ่มที่ 1 ที่ความเข้มข้น 20 mM มีสภาวะที่เหมาะสมที่สุด
การเปรียบเทียบผลการวิเคราะห์ด้วยเทคนิค FlA แบบต่างๆ กับผลที่ได้จากวิธีทั่วไป
[ โดย kruinfo ชม 246 ]
โครงงานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบผลการวิเคราะห์ด้วยเทนนิค FIA กับวิธีทั่วไป โดยงานวิเคราะห์ที่เลือกมานี้จะเป็นงานวิเคราะห์ไม่ซับซ้อนมากนัก อันได้แก่ การหาปริมาณกรดแอซิติกในตัวอย่างน้ำส้มสายชูจากท้องตลาดด้วยระบบ simple FI-titration, การหาปริมาณกรดแอสคอร์บิกในตัวอย่างยาเม็ดวิตามินซีจากท้องตลาดด้วยระบบ Fl-spectrophotometry, การหาปริมาณแคลเซียมไอออนในน้ำตัวอย่างจากแหล่งต่างๆ ด้วยระบบ FI-AAS, การหาอันดับของปฏิกิริยาของฟอสเฟสกับโมลิบเดทที่มีกรดแอสคอร์บิก โดยถือเอาฟอสเฟตเป็นหลัก (ใช้ระบบ stopped Flow) และการหาอันดับของปฏิกิริยาระหว่างไอโอไดด์ไอออนกับโบรเมทไอออนในสารละลายกรด จากการทดลองพบว่าเทคนิค FIA ให้ผลการทดลองที่ใกล้เคียงกับวิธีวิเคราะห์โดยทั่วไป แต่เทคนิค FIA ได้เปรียบในแง่ของความปลอดภัย ปริมาณสารเหลือทิ้งและเวลาที่ใช้ในการวิเคราะห์
การพัฒนาการวิเคราะห์หาปริมาณเหล็กโดยใช้น้ำ สกัดใบฝรั่งเป็น reagent ในระบบ Flow injection
[ โดย kruinfo ชม 257 ]
ปัญหาที่พบมากในธรรมชาติปัญหาหนึ่งคือ การเกิดสนิมในน้ำอันเนื่องมากจากการปนเปื้อนของเหล็กมากกว่าระดับปกติ ซึ่งมักสังเกตได้ง่ายจากการเกิดแผ่นฟิลม์วาวบนผิวน้ำบริเวณที่สัมผัสกับอากาศ เมื่อใช้น้ำสนิมในการชะล้างมักจะไม่เกิดฟองและทำให้เกิดรอยหมองคล้ำบนเสื้อผ้า นอกจากนี้ยังทำให้เกิดรอยสนิมติดบริเวณภาชนะที่ใช้บรรจุ จากการสังเกตของผู้จัดทำพบว่าชาวบ้านในแถบชนบทสามารถตรวจสอบน้ำจากแหล่งน้ำว่าเป็นน้ำสนิมหรือไม่โดยการฉีกใบฝรั่งใส่ลงไปในน้ำ หากในน้ำมีเหล็กละลายอยู่ จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสีของน้ำเป็นสีน้ำเงินแกมม่วง ซึ่งเป็นวิธีการง่ายๆที่จะสามารถตรวจสอบได้ว่าน้ำนั้นเหมาะแก่การอุปโภคบริโภคหรือไม่ วิธีการวิเคราะห์สารที่ผู้จัดทำเลือกศึกษาคือเทคนิค Flow Injection Analysis (FIA) ซึ่งเป็นเทคนิคการวิเคราะห์สารเคมีที่ไม่ซับซ้อน ราคาถูก มีประสิทธิภาพและความถูกต้องแม่นยำสูง สามารถประยุกต์และพัฒนาได้อย่างต่อเนื่อง โดยใช้วัสดุที่หาได้ง่ายในประเทศ ผู้จัดทำจึงมีแนวความคิดที่จะรวมเอาภูมิปัญญาชาวบ้านในการทดสอบน้ำสนิมเข้ากับเทคนิค Flow injection Analysis เพื่อที่จะสามารถวิเคราะห์หาประมาณเหล็กที่ละลายในน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพและถูกต้องแม่นยำมากขึ้นอีกทั้งยังเป็นการลด ปริมาณการใช้สารเคมีในการวิเคราะห์อีกด้วย
ศึกษาองค์ประกอบทางเคมีของกิ่งต้นอัคนีทวาร
[ โดย kruinfo ชม 295 ]
อัคคีทวาร (Clerodendrum serratum (Linn.) Moon)) เป็นพืชวงศ์ Verbenaceae มีสรรพคุณในการรักษาโรคริดสีดวงทวาร โครงงานนี้เป็นการศึกาวิธีการสกัด แยกสารจากกิ่งและลำต้นอัคคีทวาร (จากส่วนสกัดหยาบเมธานอล) โดยได้นำส่วน TS115 - 7 - F12 มาแยกด้วยวิธีคอมลัมน์โครมาโทกราฟีแบบธรรมดา โดยเริ่มชะด้วยตัวเคลื่อนที่ 100% ไดคลอโรมีเทน, 2% เมธานอล : ไดคลอโรมีเทน เพิ่มขั้วจนถึง 100% เมธานอล สามารถรวมสารส่วนที่เหมือนกันได้ 10 ส่วน คือจากส่วน TS18 - F1 ถึง TS18 - F10 มีส่วนสกัดที่น่าสนใจนำมาแยกให้บริสุทธิ์แต่ยังไม่ได้ทำการศึกษาและจากส่วนสกัดหยาบไดคลอโรมีเทนหลักจากแยกด้วยวิธีคอลัมน์โครมาโทหราฟี ได้สาร 500 ส่วน อยู่ในขั้นตอนการรวมส่วนที่เหมือนกันเข้าด้วยกัน บางส่วนที่รวมได้แล้ว คือส่วนที่ 77
การศึกษาปัจจัยต่างๆ ที่เกี่ยวกับต้นแสม
[ โดย kruinfo ชม 169 ]
เนื่องจากปัจจุบันนี้สภาพของป่าชายเลยที่เคยอุดมสมบูรณ์กลับเสื่อมโทรมลงอย่างมาก ซึ่งเกิดจากน้ำมือของมนุษย์ต่างๆ มากมาย เช่น การเลี้ยงกุ้งกุลาดำ การลุกล้ำพื้นที่ป่าชายเลนต่างๆ ดิฉันคิดว่าหากเราทราบสภาพของป่าชายเลนว่าเป็นเช่นไร เราก็จะสามารถแก้ปัญหาเหล่านั้นได้ ดิฉันจึงคิดโครงงานนี้ขึ้นเพื่อที่จะศึกษาสภาพต่างๆ ที่ป่าชายเลนเป็นอยู่โดยเลือกต้น แสมขาว เนื่องจากมีต้นแสมขาวภายในบริเวณชุมชนจึงเลือกใช้ทำการทดลอง
การทดสอบฤทธิ์และการศึกษาองค์ประกอบทางเคมีของเปลือกผลสารภี
[ โดย kruinfo ชม 373 ]
การศึกษาองค์ประกอบทางเคมีของส่วนสกัด BuOH ของเปลือกผลสารภี (Mammea siamensis) ;วงศ์ guttiferrae ซึ่งมีฤทธิ์ anti TB, anti-cancer พบสาร 17 ตัว อยู่ในระหว่างการวิจัยหาโครงสร้างของส่วนประกอบที่มีฤทธิ์ต้านTB
การศึกษาอิทธิพลของหมู่แทนที่รอบวงเบนซีนต่อแถบพลังงานในโพลีเฟนิลีนไวนิลีน
[ โดย kruinfo ชม 219 ]
โครงงานนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสมบัติทางโครงสร้างที่สัมพันธ์กับสภาพการนำ ไฟฟ้าของโพลีเฟนิลีน ไวนิลีน (Polyphenylene vinylene, PPV) โดยใช้วิธีเพิ่มหมู่แทนที่ชนิดต่างๆ เข้าไปรอบวงเบนซีน แล้วทำการคำนวณความกว้างของแถบพลังงาน (ซึ่งแปรผกผันกับสภาพการนำไฟฟ้า) โดยวิธีทางเคมีควอนตัม
การศึกษาองค์ประกอบทางเคมีของกิ่งข้าวหลามดงในส่วนสกัดหยาบเฮกเซน
[ โดย kruinfo ชม 183 ]
การแยกองค์ประกอบทางเคมีของกิ่งข้าวหลามดงในส่วนสกัดหยาบเฮกเซนที่มีฤทธิ์ในการต้านเชื้อวัณโรค ที่ค่า MIC = 25 ug/ml และเซลล์มะเร็งชนิด KB (Oral human epidermal Carcinoma) ที่ค่า = 1.65 ug/ml ด้วยเทคนิคคอลัมน์โครมาโทรกราฟี ได้สารบริสุทธิ์ 2 สาร คือ B-sitosterol และกรดไขมันสายโซ่ยาวสำหรับส่วนที่เหลืออยู่ระหว่างการแยกให้บริสุทธิ์
การสังเคราะห์อีพอกซีพอลิเมอร์ทนความร้อนด้วยปฏิกิริยาเชื่อมขวางของสารเชื่อมขวางที่มีโลหะอินเดียมเป็นส่วนประกอบ
[ โดย kruinfo ชม 174 ]
ปัจจุบันนี้ พลาสติกและผลิตภัณฑ์สังเคราะห์ต่างๆ ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในชีวิตประจำวันมากขึ้นโดยเฉพาะอีพอกซีโพลิเมอร์ซึ่งได้มีการพัฒนาสมบัติขอบงความเสถียรที่อุณหภูมิสูงโดยการใส่โลหะลงไปในโครงสร้างของโพลีเมอร์ทำให้โพลิเมอร์มีความแข็งแรงทนต่ออุณหภูมิสูงได้ดี ซึ่งสมบัติของอีพอกซีโพลิเมอร์นั้นขึ้นอยู่กับ ชนิดของลิแกนด์ ไอออนบวกของโลหะ และอัตราส่วนระหว่างสารประกอบเชิงซ้อนของโลหะและ DGEBA ที่ใช้งานวิจัยนี้ เป็นการสังเคราะห์อีพอกซีโพลิเมอร์ที่มีโลหะอินเดียมเป็นส่วนประกอบโดยทำปฏิกิริยาเชื่อมขวางของ DGEBA ด้วยเกลืออะมิโนเบนโซเอทของอินเดียม (InL) อีพอกซีโพลิเมอร์ที่ได้จากปฏิกิริยาเชื่อมขวางนี้จะมีพันธะโควาเลนต์ระหว่างลิแกนด์และอะตอมของคาร์บอนในอีพอกซีโพลิเมอร์ ซึ่งช่วยยืดอะตอมของโลหะให้อยู่ในโครงสร้างของโพลิเมอร์ได้ดีขึ้นการคงอยู่ของโลหะในโครงสร้างของโพลิเมอร์จะช่วยส่งผลให้สมบัติของโพลิเมอร์มีความแข็งแรงเพิ่มขึ้น และมีความเสถียรต่อการเกิดออกซิเดชันมาก กลไกการเกิดปฏิกิริยาคือ สารประกอบเชิงซ้อนของโลหะสามารถทำหน้าที่เป็นนิวคลีโอไฟล์เข้าทำปฏิกิริยาเปิดวงอีพอกไซด์ของ DGEBA และเกิดปฏิกิริยาต่อไปจนได้โพลิเมอร์ที่มีโครงสร้างเป็นร่างแห (network)
แฟรกทัล
[ โดย kruinfo ชม 275 ]
โครงงานนี้เป็นการศึกษาเกี่ยวกับ แฟรกทัล หรือ ส่วนที่เป็นเรขาคณิตที่มีโครงสร้าง ที่ไม่แน่นอนใน Euclidien geometry หรือมีมิติที่ไม่เป็นจำนวนเต็ม (สามารถสังเกตเห็นได้ในปรากฏการณ์ต่างๆที่ไม่ได้เกิดขึ้นที่จุดสมดุล) โดยเฉพาะการศึกษารูปร่าง และรูปแบบการจำลองตัวเองซึ่งเป็น Nonlinear Phenomenon จากการทดลองในห้องปฏิบัติการ คือ การทดลอง Electrodeposition และเพื่อศึกษาการจัดเรียงตัวของ ไอออนจนเกิดกิ่งของโลหะทองแดง ในสารละลายคอปเปอร์ซัลเฟต ที่มีความเข้มข้นต่างกันดังนี้ คือ ความเข้มข้น 0.4, 0.8 และ 1.2 เมื่อให้ความต่างศักย์แก่ระบบ จะเกิดจากจำลองตัวเองเป็นกิ่งก้าน(dendrite) ต่อกันเป็นทองแดงสายยาวและมีลักษณะสูงๆ ต่ำๆ (
การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างค่าดัชนีหักเหและความหนาแน่นของสาร
[ โดย kruinfo ชม 189 ]
การอธิบายปรากฏการณ์ธรรมชาติต่างๆนั้น ย่อมต้องอาศัยการนำข้อมูลทั้งหมดเท่าที่มีอยู่มารวมกัน แล้วนำไปวิเคราะห์เพื่อหาข้อสรุปอย่างถูกต้อง ซึ่งจะเห็นว่าการเชื่อมโยงข้อมูลต่างๆเข้าด้วยกันเป็นสิ่งสำคัญ อันจะนำไปสู่คำตอบที่ถูกต้องดังนั้นโครงงานชิ้นนี้จึงมีจุดมุ่งหมายที่จะศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างค่าดัชนีหักเหและความเข้มข้นของสารซึ่งเป็นปริมาณพื้นฐานสองอย่างที่มีความเกี่ยวข้องกับการเกิดปรากฏการณ์ต่างๆเป็นจำนวนมาก โดยปริมาณทั้งสองนี้สามารถทำการวัดได้โดยเครื่องมือที่มีอยู่ในปัจจุบัน การหาความสัมพันธ์ของปริมาณทั้งสองจะนำไปสู่การอธิบายการเคลื่อนที่ของแสงผ่านตัวกลางได้ดียิ่งขึ้น อีกทั้งยังช่วยในการบ่งบอกถึงลักษณะแนวโน้มของปริมาณหนึ่งจากการวัดอีกปริมาณหนึ่งแทน ซึ่งจะทำให้เพิ่มความสะดวกในการระบุคุณสมบัติของสารในกรณีที่เราไม่สามารถวัดปริมาณใดปริมาณหนึ่งได้ ขอบเขตของการศึกษาอยู่ที่สารละลายที่หาได้ทั่วไปในชีวิตประจำวันและสามารถปรับความเข้มข้นได้ง่าย สำหรับวิธีการศึกษานั้น ใช้การปรับความเข้มข้นของสารละลายตัวอย่างในระดับต่างๆ แล้ววัดค่าดัชนีหักเหแล้วจึงนำผลที่ได้มาวาดกราฟเพื่อหาความสัมพันธ์และนำความสัมพันธ์ดังกล่าวไปวิเคราะห์หาข้อสรุป ซึ่งได้ใช้วิธีการวัดค่าดัชนีหักเหที่แตกต่างกันวิธีเพื่อนำมาเปรียบเทียบความถูกต้องของผลการวัด ได้แก่วิธีการวัดการกระจัดแล้วนำไปแทนในสมการที่นำไปสู่ค่าดัชนีหักเห และวิธีการวัดค่ามุมเบี่ยงเบนน้อยสุดแล้วนำไปแทนนสมการเพื่อหาค่าดัชนีหักเหเช่นเดียวกันซึ่งเมื่อนำค่าที่ได้จากการวัดทั้งสองวิธีมาวิเคราะห์แล้วจึงบันทึกเป็นผลการทดลอง ผลการศึกษาพบว่าแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของค่าดัชนีหักเหเป็นไปในทิศทางเดียวกับการเปลี่ยนแปลงของความเข้มข้น โดยลักษณะความสัมพันธ์เป็นแบบเชิงเส้นซึ่งอัตราการเปลี่ยนแปลงของค่าดัชนีหักเหจะใกล้เคียงกันจนกระทั่งสารละลายมีสภาพอิ่มตัว หลังจากนั้นการเปลี่ยนแปลงจะไม่คงที่ ซึ่งอธิบายได้ว่ามีโมเลกุลของตัวถูกละลายที่ไม่ละลายน้ำอยู่ในสารละลาย ส่งผลให้การเคลื่อนที่ผ่านตัวกลางของสารไม่เป็นไปในลักษณะเดิม สำหรับกรณีปกติซึ่งความสัมพันธ์เป็นแบบเชิงเส้นนั้น อธิบายได้ว่าค่าดัชนีหักเหที่เพิ่มขึ้นเกิดจากอัตราเร็วของแสงที่ช้าลงเมื่อผ่านตัวกลางจาก snell
ศึกษาลักษณะของสนามแม่เหล็กของแท่งแม่เหล็กหมุนด้วยอัตราหมุนคงที่
[ โดย kruinfo ชม 202 ]
โครงงานการทดลองนี้เป็นส่วนหนึ่งของวิทยาศาสตร์สาขาฟิสิกส์แม่เหล็ก ข้าพเจ้ามีความสนใจเกี่ยวกับรูปแบบของสนามแม่เหล็กของแท่งแม่เหล็กหมุนด้วยอัตราหมุนคงที่ เพราะข้าพเจ้าคิดว่า การหมุนด้วยอัตราคงที่ น่าจะมีการไปรบกวนการสปินของอิเล็กตอนทำให้รูปแบบของสนามเปลี่ยนไป ทั้งการทำโครงงานแนวนี้นั้นมีคนทำน้อยเพราะเป็นโครงงานที่มองถึงประโยชน์ในการนำไปใช้โดยตรงได้ยาก เป็นโครงงานที่เป็นประโยชน์ในแง่เสริมองค์ความรู้ อาจจะนำไปประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ได้ จากการทดลองที่ได้ทดลองแล้วนั้น ผลการทดลองคุณสมบัติของแท่งแม่เหล็กหมุน ปรากฏว่าคุณสมบัติของการดูดสารแม่เหล็กนั้นหายไป แต่มีผลกับเข็มทิศ เบี่ยงเบนเข็มทิศในลักษณะที่น่าสนใจ น่าแปลกตรงที่ว่าทิศของเข็มทิศมันปกติบริเวณรอบนอก แต่การวางตัวผิดกับตอนแรก เพราะวางไว้หัวกับท้ายแทงแม่เหล็ก แต่พอหมุนแล้วจะเห็นว่าเหมือนวางไว้ข้างๆ แล้วแบ่งเป็น 2 โซน ตอนในพอใช้เข็มทิศดูทิศทางของสนามแม่เหล็กปรากฏว่ามีทิศทางพุ่งเข้า เลยกวาดผลตะไบเหล็กไปรวมกัน แล้วจุดศูนย์กลางพอวางเข็มทิศ เข็มทิศมันหมุนไปตามแท่งแม่เหล็กตอนนี้ยังสรุปไม่ได้ว่าปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นได้อย่างไร
การศึกษามวลตกค้างเปรียบเทียบกับปริมาณทางฟิสิกส์
[ โดย kruinfo ชม 199 ]
โครงงานนี้จัดทำขึ้นเพื่อหาปริมาณทางฟิสิกส์ที่มีความสัมพันธ์กับมวลตกค้าง ซึ่งคือ มวลของของเหลวที่เหลือจากการเทของเหลวนั้นๆลงในภาชนะแล้วเททิ้ง ซึ่งได้ตั้งเป้าหมายไว้ที่ความสัมพันธ์กับปริมาณทางฟิสิกส์สองชนิดก็คือ ความหนาแน่นของของเหลวและสัมปสิทธิ์ความหนืดของของเหลว โดยได้ทำการทดลองหาความสัมพันธ์ระหว่างความหนาแน่นของของเหลวกับมวลตกค้าง โดยใช้สารละลายคอปเปอร์ II ซัลเฟต (สารละลายจุนสีสะตุ) ละลายในน้ำกลั่นเพื่อให้มีความหนาแน่นต่างๆกัน โดยความหนาแน่นที่ใช้ทดลองคือ 1025, 1050, 1075, 1100, 1125 และ 1150 kg/m3 และการทดลองหาความสัมพันธ์ระหว่างสัมประสิทธิ์ของความหนืดกับมวลตกค้าง โดยใช้สารเคมีทั่วไปที่มีขายตามท้องตลาดคือ น้ำหวานตราเฮลบลูลอย, น้ำมันรำข้าว ตราชิม, น้ำยาปรับผ้านุ่ม ตรา Hygiene, น้ำยารีดผ้าเรียบ Fine line, น้ำกลั่น ซึ่งจากการทดลองบว่าสารเคมีทั้ง 5 มีความหนืดคือ 0.0623, 0.0537, 0.0353, 0.0295, 0.001 Pas ตามลำดับ จากผลการทดลองที่ได้ทำให้สรุปได้ว่าไม่สามารถหาความสัมพันธ์ระหว่างความหนาแน่นของของเหลวกับมวลตกค้างได้ และมวลตกค้างกับสัมประสิทธิ์ของความหนืดมีความสัมพันธ์กันแบบเชิงเส้น โดยมีค่า linear regression = 0.875 โครงงานนี้มีข้อจำกัดคือ ไม่ได้ทำการทดลองกับสารเคมีที่หลากหลาย รวมทั้งเครื่องชั่งที่ใช้วัดมีความละเอียดไม่มากพอ (4 ตำแหน่ง) ซึ่งโครงงานนี้สามารถทำการศึกษาต่อได้โดยศึกษาเพิ่มเติมกับปริมาณทางฟิสิกส์ที่คิดว่าน่าจะมีผลต่อมวลตกค้างเช่น พื้นที่ผิวของภาชนะ เป็นต้น ประโยชน์ที่ได้รับคือมีความเข้าใจในเรื่องของสถิติมากขึ้นสามารถใช้เครื่องชั่งและวัดได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และทำให้ทราบว่าระหว่างมวลตกค้างกับสัมประสิทธิ์ของความหนืด มีความสัมพันธ์แบบเชิงเส้น
การศึกษาองค์ประกอบทางเคมีของกิ่งข้าวหลามดงในส่วนสกัดหยาบเฮกเซน
[ โดย kruinfo ชม 158 ]
การแยกองค์ประกอบทางเคมีของกิ่งข้าวหลามดงในส่วนสกัดหยาบเฮกเซนที่มีฤทธิ์ในการต้านเชื้อวัณโรค ที่ค่า MIC = 25 ug/ml และเซลล์มะเร็งชนิด KB (Oral human epidermal Carcinoma) ที่ค่า = 1.65 ug/ml ด้วยเทคนิคคอลัมน์โครมาโทรกราฟี ได้สารบริสุทธิ์ 2 สาร คือ B-sitosterol และกรดไขมันสายโซ่ยาวสำหรับส่วนที่เหลืออยู่ระหว่างการแยกให้บริสุทธิ์
ผลของพื้นที่ผิวสัมผัสที่มีต่อแรงต้านการเคลื่อนที่ (Effect of surface area on drag force)
[ โดย kruinfo ชม 280 ]
การเคลื่อนที่ของพาหนะต่างๆ ในของเหลวจะเกิดแรงต้านขึ้น ซึ่งมีผลต่อความเร็วและการสูญเสียพลังงานในการขับเคลื่อน ดังนั้น หากสามารถลดแรงต้านนี้ลงได้ จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเคลื่อนที่ และลดการสูญเสียพลังงานไปโดยเปล่าประโยชน์ โครงงานวิทยาศาสตร์เรื่องนี้ มุ่งเน้นที่จะลดอุปสรรคในการเคลื่อนที่ของเรืออันเกิดจากความเสียดทาน หรือแรงต้านที่ผิวของเรือ ซึ่งมีแนวคิดมากจากเรือโฮเวอร์คราฟท์ อันสามารถเคลื่อนที่ได้อย่างรวดเร็วเพราะมีเบาะอากาศที่ทำให้ตัวยานไม่สัมผัสกับผิวน้ำโดยตรง โดยการออกแบบลักษณะผิวเรือ ให้ชั้นบาวดารีเลเยอร์มีการไหลแบบลามินาร์ และเปลี่ยนแปลงไปเป็นการไหลแบบเทอร์บิสเลนท์น้อยที่สุด เพื่อให้ความเค้นเฉือนมีค่าลดต่ำลง และแรงต้านที่ผิวเรือมีค่าลดต่ำลงตามลำดับ เพิ่มประสิทธิภาพในการเคลื่อนที่ของเรือ ให้สามารถเคลื่อนที่ได้เร็วขึ้นเมื่อใช้แรงขับเคลื่อนเท่าเดิมและนำผลการศึกษาไปประยุกต์ใช้งานกับเรือจริง ให้สามารถเคลื่อนที่ได้เร็วขึ้นเมื่อใช้สัมผัสกันของผิวเรือและน้ำในการศึกษานี้ผู้ศึกษาได้ให้ความสนใจแก่ลักษณะของผิวสัมผัสที่มีผลต่อแรงต้านที่ผิวของเรือเป็นสำคัญ จากการทดลองสามารถสรุปผลเบื้องต้นที่ได้ว่า เมื่อสร้างผิวสัมผัสให้มีช่องว่างของอากาศแทรกอยู่สามารถลดแรงต้านที่ผิวของเรือลงได้ และจากการทำการทดลองพบว่าปัจจัยที่ทำให้เกิดความผิดพลาดมาจากการวัดเวลาและความไม่สมบูรณ์ของทรงกลมในช่วงปฏิบัติการทดลอง
การสร้างแบบจำลองเพื่อศึกษาการเคลื่อนที่แบบสุ่ม
[ โดย kruinfo ชม 185 ]
ในปัจจุบันนี้การใช้ความรู้ในสาขาวิชาฟิสิกส์ของอนุภาคมีความสำคัญมากขึ้น เพราะมีการนำความรู้ในสาขาวิชานี้มาคิดเป็นเทคโนโลยีต่างๆ อย่างแพร่หลายตั้งแต่ในการสร้างระเบิด นิวเคลียร์ , เตาปฏิกรณ์, โทรทัศน์, เครื่องปรับอากาศ, เครื่องกรองน้ำไปจนถึงเลเซอร์ที่เด็กๆใช้ส่องเล่น สิ่งเราจะเห็นว่ามันมีความเกี่ยวข้องกับชีวิตของเราอย่างไม่น่าเชื่อ แต่ความรู้ในสาขาวิชานี้เป็นสิ่งที่ทำความเข้าใจได้ยาก โดยเฉพาะกับผู้คนที่ไม่ได้เรียนในสาขาฟิสิกส์โดยตรง เนื่องด้วยผู้ปฏิบัติโครงงานเองก็เป็นหนึ่งในผู้ที่ยังไม่มีความรู้พอที่จะเข้าใจหลักการและวิธีทางคณิตศาสตร์ ที่ยากของควอนตัมฟิสิกส์ ผู้ปฏิบัติจึงคิดที่จะสร้างแบบจำลองที่ทำให้สามารถเข้าใจได้โดยใช้หลักการของกลศาสตร์อย่างง่าย (CLASSICAL MECHANICS) และหลักของการเคลื่อนที่แบบสุ่ม (RANDOM MOTION) มาใช้ในการสร้างแบบจำลองโดยใช้ภาษา C เป็นหลักโดยมุ่งหวังว่าจะสามารถอธิบายให้ง่ายและถูกต้องที่สุด และสามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้บ้างไม่มากก็น้อย
การศึกษา themoacoustic effect เบื้องต้น
[ โดย kruinfo ชม 211 ]
ปรากฏการณ์ thermo acoustic นี้ค้นพบครั้งแรกเมื่อปี 1850 โดยคนเป่าแก้วสังเกตพบว่าหลอดแก้วให้กำเนิดเสียง เมื่อให้ความร้อน แก่หลอดแก้ว แบบที่ทำให้เกิดเกรเดียนต์อุณหภูมิสูงมากมาก ซึ่งเป็นที่มาของการศึกษาปรากฏการณ์นี้ต่อมา ปรากฏการณ์ thermo acoustic เป็นการเปลี่ยนพลังงานความร้อนกับพลังงานเสียงซึ่งพลังงานเสียงนี้เป็นพลังงานกลรูปหนึ่ง และในปรากฏการณ์นี้นอกจากอากาศที่เคลื่อนที่แล้วส่วนอื่นอยู่กับที่ พลังงานที่ให้ออกมาเป็นพลังงานเสียงจึงไม่สูญเสียไปกับแรงเสียดทานมากนัก ปรากฏการณ์นี้จึงน่าเป็นทางเลือกหนึ่งที่ใช้แทนการต้มน้ำในการขับไดนาโมได้ ในโครงงานจึงต้องทำชุดต้นแบบของเครื่องกำเนิดเสียงจากปรากฏการณ์ thermo acoustic จากข้อมูลที่ได้จากการศึกษาโดยอาศัยการกำทอนในหลอดแก้ว ที่ใช้ระดับน้ำเป็นตัวปรับความยาวหลอดกำทอน เพื่อจะได้วัดเสียงที่เกิดขึ้น เนื่องจากปรากฏการณ์นี้จะทำการเปลี่ยนพลังงานความร้อนมาเป็นพลังงานเสียง ดังนั้นเราจึงวัดความดังของเสียงและความถี่ของเสียง เพื่อหาความสัมพันธ์กับตัวแปรต่างๆ เช่น กำลังความร้อนที่ให้ ความยาวหลอดกำทอนความยาวแท่ง catalyte ขนาดหลอดกำทอน และ แท่ง catalytic เป็นต้น ซึ่งจากผลการทดลองทำให้ทราบว่าถ้าเพิ่มกำลังความร้อนที่ให้จะได้เสียงที่ดังขึ้นการกำทอนเกิดขึ้นในช่วงความยาว ไม่ใช่ที่ตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่ง ของหลอดกำทอนทำให้ทราบว่าเสียงที่เกิดจากปรากฎการณ์นี้ มีความถี่เป็นช่วง ไม่มีมีเป็นเฉพาะค่าใดค่าหนึ่งเท่านั้น และจากที่ทำโครงงานพลังงานเสียงที่ได้ มีค่าประมาณ 1% เมื่อเทียบกับพลังงานที่ใส่เข้าไปจากการทดลองจะเห็นว่าประสิทธิภาพการแปลงรูปพลังงานต่ำมาก ดังนั้นในอนาคต การเพิ่มประสิทธิภาพ จึงเป็นสิ่งที่น่าสนใจอย่างมาก ซึ่งสามารถทำได้โดยการเปลี่ยนลักษณะอุปกรณ์ ให้เหมาะสมกับลักษณะการเกิดเสียง เช่น การให้ส่วนร้อนของแท่ง catalytic อยู่ด้านบน การใช้ฉนวนกันความร้อน การตัดแท่ง catalytic ให้เต็มพื้นที่หน้าตัดของท่อ การเปลี่ยนแก๊สในท่อให้มีความจุความร้อนที่เหมาะสม เป็นต้น
กระดาษพูดได้ (talking paper)
[ โดย kruinfo ชม 306 ]
ทำการทดลองเกี่ยวกับการสร้างลำโพงโดยใช้แนวความคิดใหม่ โดยใช้หลักการเบื้องต้นทางฟิสิกส์ คือ เมื่อมีขดลวดวางผ่านสนามแม่เหล็ก และเมื่อมีกระแสไฟฟ้าไหลผ่าน จะเกิดแรงมากกระทำต่อขดลวด จากข้างต้นผู้ทำการทดลองจึงใช้กระดาษฟอยล์ซึ่งมีคุณสมบัติเช่นเดียวกับขดลวดคือ สามารถนำไฟฟ้าได้มาวางผ่านสนามแม่เหล็กในระนาบที่สามารถเกิดแรงกระทำต่อฟอยล์ได้ ซึ่งเมื่อปล่อยกระแสไฟฟ้าเข้าไปก็จะเกิดแรงกระทำต่อกระดาษฟอยล์ และเนื่องจากกระดาษฟอยล์มีคุณสมบัติอีกอย่างคือ เบา ดังนั้นเมื่อกระดาษฟอยล์เกิดการสั่นขึ้นลงจึงไปกระทบกับโมเลกุลของอากาศที่อยู่รอบๆกระดาษฟอยล์ ทำให้เกิดเสียงดังขึ้น ในลักษณะเดียวกันถ้าเราให้กระแสไฟฟ้าที่เป็นฟังก์ชั่นคลื่นเสียงเข้าไปก็จะทำให้กระดาษฟอยล์สั่นตามจังหวะคลื่นเสียงที่ให้เข้าไป และจะกระทบกับโมเลกุลของอากาศทำให้เกิดเป็นเสียงดังขึ้นตามสัญญาณที่ให้เข้าไปนั่นเอง
ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างลักษณะของการกระพือปีกต่อแรงยกตัวของหุ่นยนต์บินได้คล้ายแมลง
[ โดย kruinfo ชม 168 ]
ในปัจจุบันหุ่นยนต์บินได้คล้ายแมลงอาศัยหลักแรงยกตัวเพื่อช่วยในการลอยตัว โครงงานนี้จัดทำขึ้นเพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างลักษณะของการกระพือปีก ต่อแรงยกตัวของหุ่นยนต์บินได้คล้ายแมลง โดยศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความถี่และมุมของการกระพือปีกต่อแรงยกตัว และวิเคราะห์ผลโดยการวิเคราะห์การไหลของอากาศ โดยการศึกษาครั้งนี้จะนำไปประยุกต์ใช้ใน Flying Robot ของหุ่นยนต์ที่มีลักษณะคล้ายแมลง
การใช้ sensor วัดระยะทางการควบคุมการเคลื่อนที่ของหุ่นยนต์
[ โดย kruinfo ชม 185 ]
โครงงานนี้จัดทำขึ้นเพื่อประดิษฐ์หุ่นยนต์ที่เคลื่อนที่ด้วยมอเตอร์ลักษณะคล้ายรถพร้อมติดตั้ง sensor วัดระยะทาง(distance measuring senso GP2D02 by sharp) โดยได้กำหนดให้การเคลื่อนที่ของหุ่นยนต์ถูกควบคุม sensor วัดระยะทาง โปรแกรมที่ใช้ในโครงงาน คือ BASIC STAMP EDITOR และใช้ MICROCONTROLLER i-stam ดังนั้นจึงได้แบ่งการทดลองเป็น 3 ตอน ตอนที่ 1 การสร้างหุ่นยนต์ที่ติดตั้ง sensor วัดระยะทางและวิเคราะห์ข้อมูล พบว่าหุ่นยนต์สามารถเคลื่อนที่ได้ตามลักษณะของ dual bridge driver TA7279 และช่วงระยะทางที่ sensor สามารถวัดได้คือตั้งแต่ 10-60 ซม. ตอนที่ 2 การควบคุมความเร็วของหุ่นยนต์แบ่งเป็น 2 ขั้นตอน 2.1 การออกแบบโปรแกรมที่สามารถใช้ pulse width modulation ควบคุมความเร็วของมอเตอร์พบว่าถ้าจ่ายไฟให้แก่มอเตอร์เป็นเวลาตั้งแต่ 20%-100% ของคาบมอเตอร์ของหุ่นยนต์จะมีความเร็วต่ำสุดเท่ากับ 0.72 ซม./วินาที ความเร็วสูงสุดเท่ากับ 48.74 ซม./วินาที 2.2 การใช้ sensor วัดระยะทางควบคุมการเคลื่อนที่ของหุ่นยนต์ ตอนที่ 3 การใช้ sensor วัดระยะทางคำนวณหามุมระหว่างหุ่นยนต์กับระนาบของสิ่งกีดขวาง
การศึกษาการเพิ่มขอบเขตการรับรู้ของสวิตช์ของหุ่นยนต์เบสิกแสตมป์2
[ โดย kruinfo ชม 262 ]
โครงงานนี้เป็นการศึกษาลักษณะทำงานของสวิตช์ของหุ่นยนต์เบสิกแสตมป์2 และการศึกษาถึงปัญหาเรื่องการรับรู้ของสวิตช์ว่าควรจะเพิ่มขอบเขตการรับรู้ได้ดียิ่งขึ้น โดยจะศึกษาการอบรมแบบรูปร่างหรือการต่อเติมสวิชต์ของหุ่นยนต์ให้มีขอบเขตมากขึ้น ทั้งนี้ข้าพเจ้าก็ได้แนวคิดจากหนวดแมลงซึ่งอาจจะเพิ่มประสิทธิภาพของการรับรู้ให้ดียิ่งขึ้นได้โดยบางครั้ง อาจช่วยเราแก้สถานการณ์ในสนามการแข่งเขียนโปรแกรมบังคับหุ่นยนต์ได้ เช่น การที่กว่าสวิชต์จะชนกับกำแพงนั้น เมื่อชนแล้วอาจต้องถอยหลังหรือหมุนตัวซึ่งทำให้เสียเวลาขึ้นได้ การแก้ไขหรือปรับปรุงรูปแบบของสวิชต์นี้จะทำให้หุ่นยนต์ไม่จำเป็นต้องเข้าไปทั้งตัว แต่เพียงแค่สัมผัสโดยมีส่วนที่ต่อเติมเข้าไปหุ่นยนต์อาจไม่จำเป็นต้องเข้าไป และถึงแม้การปรับปรุงสวิชต์จะทำให้ประสิทธิภาพดีขึ้น แต่สำหรับบางสนามแล้วสวิชต์พวนนี้อาจไม่มีประโยชน์หรือช่วเหลืออะไรได้ ซึ่งก็ควรจะศึกษารูปแบบอื่นๆต่อไป
การตัดต่อยีนและเปรียบเทียบการตัดต่อยีนและเปรียบเทียบความสามารถในการละลายของ Plasmepsin I ที่ผ่านการตัดต่อยีน เข้ากับGreen Fluorescence Protien กับ Plasmepsin Iที่ไม่ได้รับการตัดต่อยีนความสามารถในการละลายของ Plasmepsin I ที่ผ่านการตัดต่เข้ากับGreen Fluores
[ โดย kruinfo ชม 189 ]
Plasmepsin I (PM I) เป็นโปรติเอสเอ็นไซม์ชนิดหนึ่งของซึ่งมีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตของเชื้อมาลาเรียเนื่องจาก PMI มีหน้าที่สลายฮีโมโกลบินในเม็ดเลือดแดงเพื่อเป็นนำมาเป็นอาหารและใช้ในกระบวนการ metabolism ของเชื้อมาลาเรีย ดังนั้น PM I จึงเป็นโปรตีนที่เป็นเป้าหมายที่น่าสนใจของยารักษามาลาเรีย และโครงสร้างสามมิติของ PMI จะเป็นเครื่องมือที่สำคัญในการออกแบบยา จากการศึกษาเบื้องต้นพบว่าการผลิต PMI ในแบคทีเรียชนิดอีโคไล (E.coli) จะได้โปรตีนในปริมาณมาก แต่มีความสามารถในการละลายตำ จึงได้โปรตีนที่อยู่ในรูป inclusion body ซึ่งยากต่อการทำให้บริสุทธ์เพื่อนำมาศึกษาคุณสมบัติต่อไป ในการศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อที่จะปรับปรุงความสามารถในการละลายของ PMI โดยนำยีนของโปรตีน PMI ต่อเข้ากับยีน Green Fluorescence Protien (GFP) เนื่องจากมีรายงานว่า GFP เป็นโปรตีนที่มีความสามารถในการละลายดี จึงอาจมีส่วนช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการปรับปรุงความสามารถในการละลายของโปรตีน PM I และนอกจากนั้นยังสามารถใช้แสงสีเขียวของ GFP เป็นเครื่องตรวจสอบการแสดงออกของ PMI ได้ ขอบเขตของการศึกษาเริ่มจากการโคลนยีน PMI โดยวิธี PCR และนำยีน PMI ที่ได้มาต่อเข้ากับยีน GFP ที่อยู่ในพลาสมิต pET17b เมื่อได้โคลน PMI-GFP ที่ต้องการแล้ว จึงได้นำไปแสดงออกในเซลล์อีโคไลชนิด BL-21 และทำการเปรียบเทียบความสามารถในการละลายของ PMI สายพันธุ์เดิมกับสายพันธุ์ที่ได้รับการตัดต่อโดยใช้ SDS-PAGE เมื่อเปรียบเทียบสัดส่วนของ PMI ทั้งสองชนิดที่ถูกสร้างในส่วนที่ละลายน้ำได้ในเซลล์ (soluble fraction)แล้ว พบว่า GFP ช่วยให้ประสิทธิภาดการละลายของ PMI เพิ่มขึ้นจาก 1% เป็น 6% และทำให้ผลิตผลของโปรตีนเพิ่มขึ้นอีกด้วย
ผลของอบเชยที่มีต่อการเจริญของเชื้อราในถั่ว
[ โดย kruinfo ชม 244 ]
อบเชย เป็นเครื่องเทศที่นำมาใช้ปรุงแต่งอาหารหลายชนิด นอกจากนี้อบเชยยังมีสารที่สามารถยับยั้งการเจริญของจุลินทรีย์ได้ จึงได้นำอบเชยต่างชนิดกัน เพื่อนำมาศึกษาถึงประสิทธิภาพที่เหมาะสมในการยับยั้งเชื้อรา โดยใช้ทดลองกับถั่วลิสงคั่ว ซึ่งเป็นอาหารที่มักขึ้นราง่าย และผู้ประกอบการมักมิได้คำนึงถึงผลเสียต่อร่างกาย เมื่อได้รับประทานถั่วที่ขึ้นรานั้นเป็นเวลานาน การทดสอบประสิทธิภาพของผงอบเชยนั้นได้มุ่งสนใจอบเชยไทย อบเชยเทศและอบเชยญวณ เนื่องจากมักถูกนำมาใช้ปรุงแต่งอาหารกันมาก และหาง่ายในท้องถิ่น โดยทดสอบที่ปริมาณ 50 mg 100 mg และ 300 mg ในผงอบเชยแต่ละชนิด แยกการทดลองเป็น 2 สภาวะ คือถั่วที่เปิดฝา และถั่วที่ปิดฝา โดยผลการทดสอบสรุปได้ว่าผงอบเชยไทยที่ปริมาณ 100 mg ต่อน้ำหนักถั่ว 5 g มีประสิทธิภาพยับยั้งเชื้อราในถั่วได้ดีที่สุด โดยทำให้เกิดเชื้อราในปริมาณน้อยเมื่อเทียบกับผลการทดลองอื่นๆ แต่อาจมีข้อผิดพลาดของข้อมูลได้ เนื่องจากปริมาณความชื้นและอุณหภูมิในแต่ละวันที่ไม่เท่ากัน จากผลการทดลองในขั้นต้นนี้ อาจนำไปใช้ในการศึกษาและค้นคว้าแนวทางในกรประยุกต์ผงอบเชยในการถนอมอาหารต่อไป
การศึกษาการเจริญเติบโตของเซลล์สืบพันธุ์เพศผู้ของส้มโชกุน (Citrus reticulate Blanco) โดยวิธีพาราฟิน
[ โดย kruinfo ชม 183 ]
การศึกษาการเจริญของเซลล์สืบพันธุ์เพศผู้ของดอกส้มโชกุนระยะที่ 5 ด้วยวิธีพาราฟิน โดยการนำเอาเกสรตัวผู้ของดอกส้มโชกุนที่เจริญเติบโตในระยะที่ 5 (จากดอกส้มโชกุนที่เจริญตั้งแต่ดอกตูมไปจนถึงติดผลมีอยู่ 9 ระยะด้วยกัน) แล้วนำสไลด์ถาวรที่ได้จากการเตรียมตัวอย่างนี้มาศึกษาเป็นช่วงระยะเวลาตั้งแต่ 8.00 น.
การศึกษาการย่อยซากสิ่งมีชีวิตโดยแมลง
[ โดย kruinfo ชม 177 ]
จากอดีตจนถึงปัจจุบันนั้น การแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นกันเพื่อที่จะได้อำนาจและสิ่งที่ตนเองพอใจมีทุกที่ทุกสังคมทั่วโลกไม่ว่าในอดีตเช่นการฆาตกรรมเพื่อแย่งชิงสมบัติ ราชบัลลังก์ ยศถาบรรดาศักดิ์ แก้แค้น หรือการรบราฆ่าฟันเพื่อล่าอาณานิคม จนถึงปัจจุบันเช่น การฆาตกรรมเพื่อแย่งชิงคนรัก มกดกทรัพย์สิน ลบล้างความผิด ได้มีการพัฒนาทั้งทางด้านวิธีการ และด้านการปกปิดความผิด เช่นเดียวกันกับวิธีการทางวิทยาศาสตร์ที่จะหาตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษก็ได้เจริญควบคู่กันมาเช่นกัน ในปัจจุบันการพยายามที่จะหาตัวผู้กระทำผิดในคดีทั้งทางด้านอาชญากรรมและฆาตกรรมนั้นมีหลายวิธีมากมาย เช่น การตรวจลายนิ้วมือ DNA คราบน้ำลาย สถานที่เกิดเหตุ การสือบสวนสอบสวนพยาน แต่วิธีที่จะตรวจสอบได้แน่นอนอีกวิธีก็คือการตรวจสอบ จากสภาพศพที่ถูกฆาตกรรมนั้น โดยอาจดูจากรอยบาดแผล สภาพศพและลักษณะอื่นๆ แต่อย่าลืมว่ากลไกธรรมชาตินั้นในระบบนิเวศถ้ามีการตายก็ต้องมีผู้ย่อยสลยเพื่อที่จะได้มีการหมุนเวียนสารในระบบนิเวศ ซึ่งอาจจะได้แก่ แบคทีเรีย และแมลง ซึ่งแมลงนี้แหละเป็นจุดสำคัญที่สามารถบอกเราได้ถึงสิ่งต่างๆที่เกี่ยวกับคดีไม่ว่าจะเป็นระยะเวลาที่ผ่านมาตั้งแต่เกิดเหตุโดยดูจากลักษณะของแมลงในระยะต่างๆ เช่น ระยะตัวหนอน ระยะดักแด้ นอกจากนี้ยังสามารถบอกเราได้ถึงสถานที่เกิดเหตุเนื่องจากแมลงในแต่ละท้องถิ่นนั้นย่อมไม่เหมือนกัน ด้วยตระหนกถึงความสำคัญนี้ข้าพเจ้าจึงได้จัดทำโครงงานวิทยาศาสตร์เรื่อง
การผลิตแก๊สชีวภาพโดยใช้อาหารต่างกัน
[ โดย kruinfo ชม 198 ]
โครงงานนี้เป็นการศึกษาการผลิตแก๊สชีวภาพโดยใช้อาหารที่ต่างกัน เพื่อเปรียบเทียบปริมาณแก๊สชีวภาพและประสิทธิภาพในการบำบัดของเสียในอาหารแต่ละชนิด อาหารที่ใช้มี 3 ชนิด คือ เศษอาหารจากโรงอาหาร มูลสุกร และมูลไก่ โครงงานนี้ศึกษาการย่อยสลายอาหารของอาหารที่มีปริมาณของแข็ง 4% (g/l) ในถังหมัก 2 แบบ คือ ถังหมักไร้อากาศแบบสองเฟสชนิดอัตราการกำจัดต่ำ (ไม่มีการกวน) ขนาดความจุถังกรด 1.22 ลิตร และถังแก๊ส 4.30 ลิตร และถังหมักไร้อากาศแบบธรรมดาชนิดอัตรากำจัดสูงปริมาตรความจุ 13.04 ลิตร ปริมาตรการหมัก 9.63 ลิตร โดยมีระยะเวลาการกักเก็บ (HRT) 30 วัน ปัจจัยที่สำคัญคือค่า COD pH และปริมาณแก๊สที่เกิดขึ้น จากผลการศึกษาพบว่า ในถังหมักไร้อากาศแบบสองเฟสชนิดอัตราการกำจัดต่ำมีประสิทธิภาพในการกำจัดอินทรียสารต่ำในทุกชนิดของอาหาร และปริมาณแก๊สในถังที่เติมด้วยมูลสุกรเกิดขึ้นน้อยมากในขณะที่อีกสองถังไม่สามารถวัดปริมาณแก๊สได้ ค่า pH ของทั้งสองถังลดลง และจากการสังเกตพบว่าถังหมักทั้งสามไม่เป็นถังหมักไร้อากาศแบบสองเฟส เนื่องจากมีการไหลถึงกันของของเหลวในถังกรดและถังแก๊ส จึงไม่สามารถเก็บผลทดลองด้จนหมดระยะเวลากักเก็บ ส่วนผลการทดลองในถังหมักไร้อากาศแบบธรรมดาชนิดอัตราการกำจัดสูงยังอยู่ระหว่างการทดลอง
การศึกษาและสำรวจแมงมุมในถิ่นอาศัยย่อยต่างๆในมหาวิทยาลัยมหิดล วิทยาเขตศาลายา
[ โดย kruinfo ชม 164 ]
แมงมุมเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีความหลากหลายสูง สามารถสร้างเส้นใยที่มีคุณสมบัติเหนียวแน่นและทนทานต่อความร้อนสูง ในต่างประเทศมีการศึกษาและจัดจำแนกแมงมุม แต่ในประเทศไทยมีผู้สนใจและทำการศึกษาแมงมุมน้อยมากจึงจำเป็นต้องเริ่มศึกษาและทำความรู้จักเบื้องต้นทางด้านลักษณะรูปร่างภายนอกและจัดจำแนกแมงมุม ในเขตมหาวิทยาลัยมหิดล วิทยาเขตศาลายา เป็นพื้นที่กว้างมีความแตกต่างของพื้นที่แต่ละบริเวณชัดเจน เหมาแก่การสำรวจและเก็บตัวอย่างโดยทำการสำรวจระหว่างเดือนกรกฎาคม-เดือนพฤศจิกายน 2545 การศึกษาทำได้โดยแบ่งเขตสำรวจออกเป็น 4 จุดใหญ่ๆ คือ บริเวณโรงเรียนมหิดลวิทยา นุสรณ์, บริเวณสวนสมุนไพร, บริเวณตึกอธิการบดี และสนามกีฬา(เทนนิสและสนามเปตอง) ของมหาวิทยาลัยมหิดล วิทยาเขตศาลายา จากนั้นลงสำรวจและเก็บตัวอย่างของแมงมุมโดยการจับตรงใส่ขวดแก้วแล้วเก็บรักษาตัวอย่างในแอลกอฮอล์ 70% เพื่อให้ตัวอย่างคงสภาพ จากนั้นนำตัวอย่างมาศึกษาภายใต้กล้อง stereo แล้วจัดจำแนกโดยใช้คู่มือจดบันทึกและทำประวัติแมงมุม ผลการศึกษาพบว่า แมงมุมเป็นสัตว์ที่มีเปลือกแข็งหุ้มลำตัว ร่างกายแบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกประกอบด้วยส่วนหัวและอกที่รวมกันเป็นส่วนเดียว มีเปลือกแข็งหุ้มทั้งด้านบนและล่าง เป็นที่ตั้งของตา (มี 3-4 คู่) เขี้ยว (Fang) ปากและขา 8 ขา แต่ละขาเป็นข้อต่อกัน ส่วนที่สองคือท้อง ไมแบ่งเป็นปล้อง มีลักษณะเป็นถุงนิ่ม ไม่มีเปลือกแข็งหุ้ม ส่วนท้อง (Spinnerates) ส่วนหัว อกต่อด้วยท่อแคบๆกับส่วนท้อง (Pedicel) แมงมุมแต่ละชนิดมีถิ่นอาศัยย่อย แตกต่างกันไปบาง family พบได้หลายถิ่นที่อยู่ บาง family พบเพียงแหล่งที่อยู่เดียว จากการเก็บตัวอย่างแมงมุมทั้งหมด 25 ตัวอย่าง เมื่อจัดจำแนกแล้วได้แมงมุม 12 families ดังนี้คือ Family Pholcidae (Genus Pholeus, Genus Psilochorus) ซึ่งพบมากที่สุด, Family Prodidomiidae, Family Solicidae (Genus Habronuttus, Genus Sarinda, Genus Metacybra), Family Araneidae (Genus Neosconella, Genus Nuctenea), Family Sparassidae (Genus Heteropoda), Family Theridiidae (Genus Achaearanea), Family Anyphaenidae, Family Lycocidae, Family Mimetidae (Genus Mimetus), Family Oxiopidae (Genus Oxyopes), Family Caponiidae
การทดสอบประสิทธิภาพการถ่ายยีนด้วยเชื้ออะโกรแบคทีเรียม ในการผลิตพันธุ์แตงกวาที่ต้านทานยากำจัดวัชพืช
[ โดย kruinfo ชม 285 ]
ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีพื้นฐานด้านการกสิกรรม ผลผลิตการเกษตรคือหัวใจของเศรษฐกิจของชาติ อย่างไรก็ตามประเทศไทยยังคงประสบปัญหา ในด้านการจัดการกระบวนการต่างๆ ที่ใช้ผลิตและการจัดการผลผลิตให้มีประสิทธิภาพ จึงมีความต้องการที่จะพัฒนาวิทยาการหรือเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพสูงและมีความเหมาะสมเพื่อใช้ในการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในประเทศ ในด้านของผลผลิตจากพืชนั้น ปัญหาเรื่องโรค แมลง วัชพืช รวมทั้งปัญหาด้านสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม การปรับปรุงพันธุ์พืชแบบดั้งเดิม (Conventional breeding) ด้วยการผสมเกสรและการคัดเลือกลูกผสมนั้นมีข้อจำกัดหลายประการ และต้องใช้เวลานานในการผลิตและคัดเลือกพันธุ์ ในปัจจุบันการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืชร่วมกับการใช้เทคโนโลยีชีวภาพเป็นแนวทางหนึ่งที่มีประสิทธิภาพสูง ในการนำมาใช้เพื่อการปรับปรุงพันธุ์ให้ได้ลักษณะตามต้องการอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อใช้ร่วมกับวิทยาการด้านอณูพันธุศาสตร์ แต่เนื่องจากพืชแต่ละชนิดมีการตอบสนองในหลอดทดลองที่แตกต่างกัน ประกอบกับเทคนิคดังกล่าวต้องใช้ทั้งความรู้และความชำนาญในการทำ จึงจำเป็นต้องมีการศึกษามากขึ้น การศึกษาการใช้เทคโนโลยีการถ่ายยีนเข้าสู่แตงกวา (Cucumis sativus Linn.) เพื่อผลิตพืชดัดแปรพันธุกรรม (Genetically Modified Plant) ที่มีคุณสมบัติต้านต่อยากำจัดวัชพืช โดยการใช้เชื้อ Agrobacterium ซึ่งจะมีความสามารถในการสอดแทรกชิ้นส่วนดีเอนเอเข้าไปในจีโนมพืช โดยงานวิจัยจะทำการทดสอบปัจจัยต่างๆได้แก่ การเลือกใช้เนื้อเยื่อพืชที่เหมาะสมต่อการถ่ายยีน การทดสอบประสิทธิภาพของเชื้อสายพันธุ์ต่างๆ ทั้งที่เป็นระบบ Ti plasmid เช่น A. tumefaciens และที่เป็นระบบ Ri plasmid เช่น A. rhizogenes และหาวิธีที่ช่วยส่งเสริมและอัตราการถ่ายยีน รวมทั้งการตรวจสอบยืนยันการถ่ายยีนด้วยวิธีต่างๆ เนื้อเยื่อแตงกวาที่ผ่านการถ่ายยีนด้วยเชื้อ Agrobacterium สายพันธุ์ LBA4404 pTOK233 มีเปอร์เซ็นต์การรอดชีวิตและมีเปอร์เซ็นต์การเกิดแคลคูลัสสูงกว่าการเลี้ยงร่วมกับ Agrobacterium สายพันธุ์อื่นๆ ซึ่งเมื่อตรวจสอบผลของการถ่ายยีนด้วยวิธี Histochemical ของ gus gene ในเนื้อเยื่อแตงกวาที่รอดชีวิตบนอาหารคัดเลือก จะพบการแสดงออกของ gus spot มากที่สุด ส่วนในการเปรียบเทียบเชื้อที่มีพลาสมิดที่ต้านทานต่อยากำจัดวัชพืชนั้น พบว่าการใช้ A. tumefaciens มีประสิทธิภาพในการถ่ายยีนเข้าสู่เนื้อเยื่อแตงกวามากกว่าการใช้ A. rhizogenes
การศึกษาพฤติกรรม และศักยภาพในการเป็นพาหะนำโรคพยาธิหัวใจสุนัข ของ Culex quinquefasciatusและ Culex gelidus
[ โดย kruinfo ชม 168 ]
เนื่องด้วยในขณะนี้โรคพยาธิหัวใจสุนัข (Canine Heartworm Disease) กำลังเป็นปัญหาสำคัญของวงการสัตวแพทย์ในประเทศหลายประเทศ อีกทั้งปัจจุบันการป้องกันโรคนี้ ยังคงเป็นวิธีที่ทำได้ยาก มีข้อจำกัดหลายประการเสียค่าใช้จ่ายสูง และเกิดผลเสียหายแก่ประเทศเป็นอย่างมาก สาเหตุของโรคนี้เกิดจากเชื้อ Dirofilaria immitis และมียุงเป็นพาหะ โดยหนึ่งในพาหะสำคัญคือ Cx. Quinquefasciatus ซึ่งจะพบได้ในแหล่งน้ำสกปรก เช่น ชานเมือง แต่ในการสำรวจยุงในเขตตปรากฏโรคแถบชานเมือง กลับพบสายพันธุ์มีจำนวนมากที่สุดคือ Cx. Gelidus จึงเป็นไปได้อีกเช่นกันว่า Cx. Gelidus จะเป็นพาหะอีกชนิดหนึ่งของโรคพยาธิหัวใจสุนัข งานวิจัยนี้จึงทำการศึกษาพฤติกรรมและศักยภาพในการเป็นพาหะนำโรคของยุง Cx. Gelidus และ Cx. Quinquefasciatus ด้านความหนาแน่นของประชากรยุงในช่วงเวลาล่าเหยื่อ (18.00-06.00 น.) โดยใช้การเก็บตัวอย่างจากดับดักแสงไฟ (Light trap) , วงจรการดูดกินเลือด (biting cycle)ในเวลาครึ่งคืน (18.00-24.00น.) โดยการ Landing Catch เพื่อเก็บข้อมูลในแต่ละชั่วโมง, พฤติกรรมการพักตัว (resting behavior) โดยการวิเคราะห์ระยะยุงเพศเมียที่เข้ามาเกาะพักในกล่องที่กำหนด และความเหมาะสมของสภาพพื้นที่ในการดำรงชีวิต จากการวิเคราะห์อัตราส่วนยุงเก่า (parous) ต่อยุงใหม่ (nulliparous) ผลการปฏิบัติงานโดยพิจารณาจากเฉลี่ยค่า ทางสถิติของข้อมูลจากการทดลองแต่ละครั้งตั้งแต่เดือนมิถุนายนถึงเดือนกันยายนที่ทำการทดลองสรุปได้ว่าช่วงต้นฤดูฝน Cx. Quinquefasciatus มีความหนาแน่นของประชากรยุง 56 ตัวต่อกับดักต่อคืน , มีวงจรการดูดกินเลือด โดยจะเริ่มเข้าหาเหยื่อตั้งแต่ช่วงเวลา 18.30
Cloning and sequencing of the Quorum sensing Autoinducer synthase gene in Burkholderia mallei
[ โดย kruinfo ชม 188 ]
โรคแกลนเดอร์ส (Glander) เกิดจากเชื้อแบคทีเรียแกรมลบ Burkholderia mallie เชื้อนี้ก่อโรคในสัตว์พบมากในสัตว์จำพวกม้าและลา แต่พบได้น้อยในคน แพร่กรายในทวีปเอเชีย บางส่วนของแอฟฟริกา และตะวันออกกลาง จากการศึกษาทางด้านพันธุศาสตร์โมเลกุลพบว่าเชื้อนี้มีพันธุกรรมใกล้เคียงอย่างมากกับเชื้อ B. psuedomallei ซึ่งก่อให้เกิดโรคเมลิออยโดซิส (Melioidosis) โรคนี้มีความสำคัญเป็นอย่างมากในประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โดยเฉพาะในประเทศไทย เมลิออยโดซิสพบได้มากในเกษตรกร โดยเฉพาะชาวนา เนื่องจากแบคทีเรียชนิดนี้อาศัยอยู่ในดินและแหล่งน้ำนิ่ง ความแตกต่างที่เห็นได้ชัดสำหรับเชื้อสองชนิดนี้คือ B. mallei ไม่สามารถเคลื่อนที่ได้เพราะไม่มีแฟลกเจลลา และความรุนแรงของโรคที่เกิดจากเชื้อ 2 ชนิดนี้ก็มีความแตกต่างกัน ปัจจุบันนี้ทราบกันว่ามีแบคทีเรียแกรมลบหลายชนิดที่สามารถก่อโรคโดยการควบคุมการ สร้างปัจจัยก่อโรคซึ่งอาศัยกลไกจากจำนวนของเชื้อ เรียกกลไกนี้ว่า Quorum sensing และมียีนที่ควบคุมการสร้างสาร N-acylated homoserine lactone (AHL) โดยเป็นโมเลกุลที่สามารถผ่านเข้าออกเซลล์ได้ เรียกว่า Autoinducer จากการสืบค้นฐานข้อมูลของ NIH ของเชื้อ B. psuedomallei strain 844 พบยีน autoinducer synthase (Bpsl) ในการศึกษาวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์ในการสืบหาว่าในเชื้อ B. mallei มีระบบ Quorum sensing เช่นเดียวกับใน B. psuedomallei หรือไม่ ซึ่งขณะที่ทำการศึกษาวิจัยนี้ ฐานข้อมูลยีนของ B. mallei ยังไม่ปรากฏดังนั้น จึงได้ตั้งสมมติฐานว่า B. mallei น่าจะมีระบบ Quorum sensing เช่นเดียวกัน จากการทำ PCR ในเชื้อ B. mallei พบยีนเหมือนกับระบบ Quorum sensing ของ B. psuedomallei โดยยีน Bpsl ได้ถูกนำมาเปรียบเทียบกับยีน Bml จากเชื้อ B. mallei ซึ่งได้จากการทำ PCR โคลนนิ่ง และหาลำดับเบสที่ถูกต้อง จากผลการถอดรหัสกรดอะมิโนพบว่า โปรตีนของ Bpsl คล้ายกับ Bml 99% โดยแตกต่างกัน 2 ตำแหน่งคือตำแหน่งที่ 24 และ 181 ซึ่งแตกต่างกันที่คุณสมบัติความเป็นประจุของกรดอะมิโน และอาจมีผลต่อการม้วนตัวของโปรตีนก็ได้ เป็นไปได้ว่า B. mallei ก็มีระบบ Quorum sensing เช่นเดียวกันและอาจสร้าง AHL ที่มีโครงสร้างคล้ายกันกับ B. psuedomallei ดังนั้น Quorum sensing ระบบนี้จึงไม่น่าจะทำให้เกิดความแตกต่างของความรุนแรงของโรคทั้งสองได้
การศึกษาผลของน้ำหมักชีวภาพในการปลูกผักไร้ดิน
[ โดย kruinfo ชม 304 ]
จากการศึกษาผลของน้ำหมักชีวภาพในการปลูกผักกาดหอมพันธุ์
พืชสกุล Spindaceae และสกุลใกล้เคียงช่วยเศรษฐกิจไทย
[ โดย kruinfo ชม 180 ]
การศึกษาผลของสารสกัดจากพืชสกุล Spindaeeae และสกุลใกล้เคียงต่อการเจริญเติบโตของพืช โดยใช้เมล็ดเงาะและเมล็ดลำไยเป็นตัวแทน ซึ่งเราใช้เมล็ดแก่เพราะเป็นลักษณะของเมล็ดทั่วไปที่คนนิยมรับประทาน จากผลการทดลองปรากฏว่าสารสกัดจากเมล็ดเงาะ และเมล็ดลำไยมีปริมาณฮอร์โมนจิบเบอเรลลินอยู่ 40.5 และ 34.9 ng/gFW ตามลำดับ ซึ่งมากกว่าปริมาณฮอร์โมนไซโตไคนินที่มีอยู่ 2.4 และ 2.1 ng/gFW ตามลำดับ จึงศึกษาเฉพาะฮอร์โมนจิบเบอเรลลินในเมล็ดเงาะพันธุ์โรงเรียน และเมล็ดลำไยพันธุ์อีดอ เปรียบเทียบกับฮอร์โมนเบอเรลลินในเมล็ดเงาะ และเมล็ดลำไยที่ศึกษามีปริมาณความเข้มข้นระหว่างร้อยละ 202.9 และร้อยละ 194.6 เมื่อเทียบกับฮอร์โมนมาตรฐาน ความเข้มข้น 0 ppm ตามลำดับ และเทียบเป็นความเข้มข้นในช่วง 0.1
การศึกษาฟอสซิลมูลสัตว์โบราณที่ บ.ทิกแล้ง อ.เกษตรสมบูรณ์ จ.ชัยภูมิ
[ โดย kruinfo ชม 176 ]
การศึกษาฟอสซิลไม่ว่าของพืชหรือสัตว์ทำให้ทราบวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตโครงงานนี้จึงได้ทำการศึกษาฟอสซิลจากบ้านทิกแล้ง อ.เกษตรสมบูรณ์ จ.ชัยภูมิ โดยศึกษาขนาดรูปร่าง ศึกษาธาตุองค์ประกอบรวมถึงการเกิดและอายุของฟอสซิลเพื่อระบุชนิดของฟอสซิลนี้ ทำการทดลองโดยการเก็บตัวอย่างฟอสซิลจากบ้านทิกแล้ง อ.เกษตรสมบูรณ์ จ.ชัยภูมิมาศึกษาและเปรียบเทียบกับข้อมูลที่มีอยู่ ปรากฏว่าฟอสซิลที่ศึกษานี้คือ Coprolite ซึ่งเมื่อสัตว์ขับถ่ายออกมาก็จะถูกทับถมมีอายุประมาณ 270 ล้านปี
Padthai : Web-based Virtual Conferencing
[ โดย kruinfo ชม 291 ]
ในปัจจุบันการนำเสนอผลงานและแลกเปลี่ยนข่าวสารเป็นที่จำเป็นและบางครั้งสถานที่การประชุมอยู่ห่างไกล เกิดการสูญเสียเวลา ค่าใช้จ่าย และทรัพยากรอื่นๆ เป็นอย่างมาก จึงได้มีแนวคิดในการจัดทำ Padthai:Web-based Virtual Conferencing ขึ้นโดยใช้ภาษา Java นาการพัฒนา มีวัตถุประสงค์เพื่อจัดทำระบบงานประเภท Client/Server ที่ไม่ขึ้นต่อระบบปฏิบัติการ เพื่อในการประชุมและการนำเสนอผลงานผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ผู้ใช้สามารถเข้าสู้ระบบงานโดยผ่านโปรแกรมประเภท Wed browser โดยไม่จำเป็นต้องเดินทางมาพบกัน ระบบที่นำเสนอสามารถแบ่งเป็น 3 ส่วนหลักคือ 1)โปรแกรมสำหรับผู้เข้าร่วม 2)โปรแกรมสำหรับผู้นำเสนอ 3)ส่วนควบคุมหลัก (Server) โดยผู้นำเสนอสามารถใช้ระบบงานนี้ในการนำเสนอรูปภาพที่กำหนดและ สนทนากับผู้ใช้อื่นๆในระบบงานที่ผ่านแป้นพิมพ์และจากการทดลองพบว่าสามารถใช้งานระบบปฏิบัติการ Microsoft Windows 98 และ บนระบบปฏิบัติการ Linux Redhat 7.0 โดยสามารถเข้าสู้ระบบงานผ่านโปรแกรม Microsoft Internet Explorer 5.0 ( บน Windows 98) และ Netscape 4.7 ( บน Windows 98 / Linux)
การหาเส้นทางสำหรับเครือข่ายการจราจรทางบก ( Routing of road networks)
[ โดย kruinfo ชม 271 ]
เนื่องจากปัจจุบันปัญหาการจราจรทางบกในกรุงเทพมหานครเป็นปัญหาที่สำคัญมากปัญหาหนึ่งซึ่งควรได้รับการแก้ไข โปรแกรมนี้จึงเป็นโปรแกรมช่วยวางแผนการเดินทางของผู้ใช้รถใช้ถนนในกรุงเทพมหานครเพื่อช่วยประหยัดเวลาและพลังงานในการเดินทาง ซึ่งเป็นการประยุกต์กระบวนการหาเส้นทางเข้ากับเครือข่ายการจราจรทางบก วิธีการใช้ที่เป็นการหาเส้นทางที่ใช้เวลาในการเดินทางน้อยที่สุด ซึ่งเขียนด้วยภาษา Delphi โดยมีการจัดเก็บข้อมูลต่างๆเพื่อใช้หลักฐานข้อมูล ในการคำนวณ เช่น ชื่อถนน ชื่อสี่แยก เวลาในการเดินทางเฉลี่ยเวลาในการอสัญญาณไฟ เป็นต้น การใช้งานโปรแกรมนี้จะใช้ผ่านแผ่น CD ผู้เข้ามาใช้งานต้องระบุจุดเริ่มต้น ปลายทาง ช่วงเวลาที่จะเดินทาง การแสดงผลจะแสดงเส้นทางให้ดูบนแผนที่ พร้อมทั้งบอกเวลาที่ต้องใช้เดินทางโดยประมาณด้วย โดยได้จัดทำขอบเขตเฉพาะบริเวณโรงเรียนศรีบุณยานนท์เท่านั้น นอกจากนี้ยังสามารถคันหาข้อมูลเกี่ยวกับรถประจำทาง และแผนที่ในกรุงเทพมหานครได้อีกด้วย
เหมืองข้อมูล ( Data Mining )
[ โดย kruinfo ชม 189 ]
KDD ( Knowledge Discovery in Database ) เป็นกระบวนการที่สำคัญของการค้นหาความรู้ ( Knowledge) ใหม่ที่เป็นประโยชน์จากข้อมูลที่มีอยู่ ความรู้ที่จะระบุขึ้นมานั้น จะนำมาใช้เพื่ออธิบายข้อมูลเก่าที่มีอยู่ และช่วยในการติดสินใจ หรือแยกประเภทข้อมูลใหม่ที่เข้ามา รวมทั้งช่วยในการสรุป content ของฐานข้อมูลขนาดใหญ่ เพื่อช่วยในการตัดสินใจทำได้ง่ายขึ้นหรือเพื่อเสริมความรู้เดิมที่มีอยู่ เพื่อที่จะนำไปพัฒนาต่อไป ซึ่งสามารถที่จะนำไปประยุกต์ใช้ได้กับข้อมูลแทบทุกชนิดที่เราต้องการไม่ว่าจะเป็นงานเกี่ยวกับทางด้านธุรกิจ การเกษตร อุตสาหกรรม การแพทย์ หรือวิทยาศาสตร์ ขึ้นอยู่กับผู้ใช้ว่าต้องการจะนำเอาไปประยุกต์ใช้กับอะไรซึ่งการดึงเอาองศ์ความรู้ออกมาจากฐานข้อมูลที่มีอยู่นั้นอาจจะแบ่งลักษณะของการวิเคราะห์ได้หลายแบบโดยแบ่งออกเป็นหัวข้อหลักๆ คือ Associations , Classifications , Clusters , Sequence และ Text Mining ซึ่งการวิเคราะห์แต่ละอย่างนั้นก็จะให้ข้อมูลที่ต่างกันด้วยเช่นกันซึ่งการที่เราเลือกใช้วิเคราะห์แบบไหนก็ขึ้นอยู่กับความต้องการของผู้ใช้และข้อมูลที่จะนำเอาวิเคราะห์ว่าเป็นข้อมูลอย่างไร และอยากได้ผลลัพธ์แบบไหน ผู้วิจัยจึงได้พัฒนาเทคนิคที่จะนำมาใช้ในการหารูปแบบของข้อมูล ( Pattern and Rule ) ที่ใช้การวิเคราะห์แบบ Association และ Classification และยังพัฒนาให้ใช้สำหรับข้อมูลที่เกี่ยวกับตัวเลข ( Numeric ) ได้อีกด้วย ในโครงสร้างข้อมูลแบบ Decision Tree เหตุที่ผู้วิจัยได้พัฒนาการวิเคราะห์ข้อมูลที่เป็น Numeric ก็เพราะว่าข้อมูลต่างๆ ที่เราพบกันส่วนมากมักจะเป็นข้อมูลที่เป็นตัวเลขไม่ใช้ข้อมูลที่เป็นแค่ข้อความ เช่น รายการซื้อของ ( ราคาสินค้า ) การพยากรณ์อากาศ ( ค่าอุณหภูมิ ) เป็นต้น เทคนิคที่วิจัยได้ใช้ในการจัดหมวดหมู่ข้อมูลที่จะนำมาวิเคราะห์ คือ Decision Tree และเทคนิคที่ผู้วิจัยได้นำเอามาประยุกต์ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลก็คือ Machine Learning ซึ่งจะช่วยให้ผลลัพธ์ที่ได้นั้นมีความถูกต้องและตรงความต้องการของผู้ใช้ โดยจะใช้ในการลด Noise ที่มีอยู่ในฐานข้อมูลที่ได้นำเอามาทดสอบ เช่น ข้อมูลจำพวก Numeric attributes, Missing values , Error rate เป็นต้น
ขั้นตอนวิธีการทำให้บางสำหรับอักษรไทย
[ โดย kruinfo ชม 223 ]
การทำให้บาง ( Thinning ) เป็นกระบานการสำคัญอย่างหนึ่งในการประมวลผลรูปภาพ ( Image Processing ) มีวิธีการหลายอย่างถูกคิดคันขึ้นมาเพื่อหาโครงสร้างหรือแกน ( Skeleton ) ของรูปภาพเพื่อจุดประสงค์ต่างๆ กัน โครงงานนี้ได้ทำการคิดค้นวิธีการสำหรับการทำให้บางเพื่อช่วยในการรู้จำตัวอักษรภาษาไทย โดยการตรวจสอบจุดทุกจุดในรูปภาพเพื่อหาจุดที่ไม่ใช่ข้อมูลสำคัญของรูปภาพ แล้วลบออก และทำการทดลองเปรียบเทียบผลลัพธ์ที่ได้จากการทำให้บางโดยวิธีการที่คิดค้นขึ้นกับวิธีการที่มีแนวคิดใกล้เคียงกัน โดยเน้นที่การประมวลผลรูปภาพตัวอักษรภาษาไทยเป็นหลัก
การศึกษาองค์ประกอบทางเคมีของ Adina Cordifolia Hook.f. (ต้นเกว้า)
[ โดย kruinfo ชม 362 ]
ได้ทำการสกัดเปลือกของต้นกว้าว Adina cordifolia Hook.f.) ด้วย หลังจากที่ละลายสารสกัดส่วนของ ด้วย hexane ซึ่งจะละลายส่วนของสารที่ไม่มีขั้วออกไป จะได้ส่วนที่ไม่ละลาย (reidue) ซึ่งนำไปตกผลึกได้สารบริสุทธิ์ หลังจากการพิสูจน์โครงสร้างทางเคมีแล้ว พบว่า สารบริสุทธิ์นั้นคือ Umbelliferone (7 - hydroxycoumarin)
การสกัด การแยก และทดสอบสารออกฤทธิ์จาก ดอกจอก เชื้อ Mycobaterium tuberculosi
[ โดย kruinfo ชม 307 ]
ต้นจอก เป็นพืชลอยน้ำ มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Pistia stratiotes Linn. วงศ์ ARACEAE ซึ่งเป็นวัชพืชที่พบทั่วไปตามบึง หนองน้ำหรือนาข้าว มีอายุหลายฤดู และขยายพันธุ์ได้รวดเร็ว มีสรรพคุณตามแพทย์แผนโบราณว่ารักษาโรคได้ โครงงานนี้เป็นการสกัดและแยกสารจากต้นจอกเพื่อไปทดสอบการออกฤทธิ์ฆ่าเชื้อ Mycobacterium tuberculosis โดยใช้วิธิสกัดแบบร้อนโดยใช้เครื่องสกัดซอคเลทใช้ตัวทำละลาย ( Sovent) คือคลอโรฟอร์ม และส่งไปทดสอบ Anti Mycobacterium tuberculosis หลังจากนั้นทำการแยกสารเป็นส่วนๆ (Fraction ) โดยใช้ Quick Column Chromatography นำส่วนที่ได้มาตรวจสอบด้วยวิธี Thin Layer Chromatography จากนั้นนำส่วนที่คล้ายกันรวมกัน ได้ทั้งหมด 11 ส่วน (Q1-Q11) จากนั้นนำ Fraction (Q1 และ Q3) ที่ได้จาก Quick Column Chromatography มาแยกสารบริสุทธิ์ต่อด้วยวิธี Flash Column Chromatography และจะนำส่วนที่แยกได้มาทดสอบการออกฤทธิ์ในลำดับต่อไป
Model Study Gnididons Synthesis
[ โดย kruinfo ชม 268 ]
งานวิจัยนี้เป็นการศึกษาหาวิธีสังเคราะห์โมเลกุลซึ่งมีสูตรโครงสร้างหลักเป็น Seven

ยอดนิยม