หนังสือนิทานประกอบแบบฝึกทักษะการอ่านและเขียนสะกดคำ
[ โดย วีอา ชม 273 ]
หนังสือนิทานประกอบแบบฝึกทักษะการอ่านและเขียนสะกดคำ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนชุมชนบ้านเมืองงาย จังหวัดเชียงใหม่
ชุดพัฒนาการสอนด้วยแบบฝึกทักษะกระบวนการ การงานอาชีพและเทคโนโลยี
[ โดย kruinfo ชม 999 ]
การศึกษาค้นคว้าคร้งนี้มีจุดมุ่งหมาย
1.เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของแบบฝึกหัดทักษะกระบวนการ การงานอาชีพและเทคโนโลยีเรื่อง ช่างปักด้วยมือสำหรับนัก
เรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ตามเกณฑ์ 80/80
2. เพื่อเปรียบเทียบทักษะกระบวนการ การงานอาชีพและเทคโนโลยีของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่2 ระหว่างก่อนเรียนและหลัง
เรียนด้วยแบบทดสอบวัดทักษะกระบวนการ การงานอาชีพ เรื่อง การปักด้วยมือ
3. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่2 ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยแบบทดสอบวัดผล
สัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่อง ช่างปักด้วยมือ
ซึ่งการศึกษาครั้งนี้แบ่งออกเป็น 2 ขั้นตอน
ขั้นตอนที่1 การสร้างและหาประสิทธิภาพของแบบฝึกหัดทักษะกระบวนการ การงาน
อาชีพและเทคโนโลยีจำนวน 5 หน่วยย่อยคือ
หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 เรื่อง วัสดุ อุปกรณ์เย็บผ้า
หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 เรื่อง ชนิดการปักด้วยมือ
หน่วยการเรียนรู้ที่ 3 เรื่อง การเลือกลาย
หน่วยการเรียนรู้ที่ 4 เรื่อง วิธีการปักด้วยมือตอนที่1
หน่วยการเรียนรู้ที่ 5 เรื่อง วิธีการปักด้วยมือตอนที่2
ได้นำแบบฝึกทักษะกระบวนการ การงานอาชีพและเทคโนโลยีที่สร้างขึ้นโดยอ้างอิงเนื้อหาสาระไปให้ผู้เชี่ยวชาญด้านการสอนด้านการงานอาชีพและเทคโนโลยี รายวิชา ช่างปักด้วยมือ
จำนวน 7 คน ตรวจสอบสอบความเหมาะสมของแบบฝึกหัดในด้านต่างๆนำไปทดลองครั้งที่1 กับนักเรียนจำนวน 3 คน นำไปทดลองครั้งที่2กับนักเรียนจำนวน 9 คน ครั้งที่ 3 จำนวน 38 คน และนำไปใช้กับกลุ่มตัวอย่าง 38 คน สถิติที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้า คือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่า ( S.D. )
ขั้นตอนที่ 2 การทดลองใช้แบบฝึกทักษะกระบวนการ การงานอาชีพและเทคโนโลยี นะแบบฝึกทักษะกระบวนการ การงานอาชีพและเทคโนโลยีไปใช้กับนักเรียนกลุ่มตัวอย่าง โรงเรียนทุ่งสุขลาพิทยา "กรุงไทยอนุเคราะห์" อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี สำนักงานเขตพื้นที่ การศึกษาชลบุรี เขต 3 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2551-2552 1 ห้องเรียน จำนวน 38 คนสถิติที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้า t- test
ผลการศึกษาค้นคว้า พบว่า
1. แสดงว่าการใช้สื่อวีดีทัศน์ประกอบการสอนมีความเหมาะสม และมีประสิทธิภาพ 81.9/84.74
2.ทักษะกระบวนการทางด้านการงานอาชีพและเทคโนโลยีหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01
3.ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01
รายงานการพัฒนาและการใช้สื่อประสม เรื่อง คอมพิวเตอร์เบื้องต้น
[ โดย kruinfo ชม 219 ]
บทคัดย่อ
วัตถุประสงค์ในการศึกษาค้นคว้าครั้งนี้ คือ เพื่อพัฒนาสื่อประสม เรื่อง คอมพิวเตอร์เบื้องต้น กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (คอมพิวเตอร์) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้สื่อประสม และเพื่อศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่มีต่อการเรียนโดยใช้สื่อประสม กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการ ศึกษาค้นคว้าเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนชุมชนนาสีนวล อำเภอพยัคฆภูมิพิสัย สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษมหาสารคาม เขต 2 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2551 จำนวน 29 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้า ได้แก่ สื่อประสม เรื่อง คอมพิวเตอร์เบื้องต้น กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (คอมพิวเตอร์) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ซึ่งประกอบไปด้วยวีดิทัศน์เพื่อการศึกษา จำนวน 1 หน่วยการเรียนรู้ เอกสารประกอบการเรียน จำนวน 4 หน่วยการเรียนรู้ และหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (e-Book) จำนวน 4 หน่วยการเรียนรู้ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (คอมพิวเตอร์) ชั้นประถมศึกษา ปีที่ 4 จำนวน 40 ข้อ และแบบสอบถามความคิดเห็นของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่มีต่อการเรียนโดยใช้สื่อประสม จำนวน 10 ข้อ การหาค่าประสิทธิภาพของสื่อประสมตามเกณฑ์ 80/80 คำนวณจากสูตร E1 / E2 การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ก่อนเรียนและหลังเรียน วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่า t-test (Dependent) การศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้สื่อประสม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าร้อยละ (p) ค่าเฉลี่ย ( X) และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และการตรวจสอบคุณภาพของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ค่าความยาก (p) ค่าอำนาจจำแนก (r) และค่าความเชื่อมั่น (rtt)
ผลการศึกษาค้นคว้า พบว่า
1. สื่อประสม เรื่อง คอมพิวเตอร์เบื้องต้น กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (คอมพิวเตอร์) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 87.54/86.12 สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ 80/80
2. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่เรียนโดยใช้สื่อประสม มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
3. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 มีความคิดเห็นต่อการเรียนโดยใช้สื่อประสมโดยเฉลี่ยอยู่ในระดับเห็นด้วยมากที่สุด (X= 4.73)
การพัฒนาสื่อตัวเลขดิจิตอลเรื่องการประมาณค่าที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์
[ โดย kruinfo ชม 164 ]
การวิจัยครั้งนี้ เป็นการวิจัยแบบกึ่งทดลอง (Quasi experimental design) ชนิด One group pretest-posttest design เพื่อพัฒนาชุดการสอนสื่อตัวเลขดิจิตอล เรื่องการประมาณค่าและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ ประชากรที่ศึกษาในการวิจัยครั้งนี้เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนเทศบาล ๕ (บ้านตลาดเก่า) อำเภอเมือง จังหวัดยะลา จำนวน 32 คน ซึ่งใช้เป็นกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1)ชุดการสอนสื่อตัวเลขดิจิตอลสื่อตัวเลขดิจิตอล 2) สื่อตัวเลขดิจิตอลที่พัฒนาขึ้น และผ่านการตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญและมีประสิทธิภาพ 80/80 3)แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องการประมาณค่า ซึ่งผู้วิจัยสร้างขึ้นและตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาจากผู้ทรงคุณวุฒิทั้ง 3 ท่าน และหาความเที่ยงของแบบทดสอบ โดยใช้สูตรคูเดอร์ ริชาร์ดสัน 20 (KR-20) ซึ่งมีค่าความเที่ยงของแบบทดสอบเท่ากับ0.79 และ 4) แบบประเมินความพึงพอใจมีค่าความเที่ยงสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แอลฟาของครอนบาค เท่ากับ 0.84 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ คะแนนเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและการทดสอบค่าที (T-test)
ผลการวิจัยพบว่า
1.ชุดการสอนสื่อตัวเลขดิจิตอลและสื่อตัวเลขดิจิตอลที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น มีประสิทธิภาพ 80/80 เป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้
2.การ เปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ในเรื่องการประมาณค่าก่อนและหลังการสอน แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานที่วางไว้ โดยคะแนนเฉลี่ยภายหลังการสอนสูงกว่าก่อนการสอน
3.คะแนนเฉลี่ยความพึงพอใจโดยรวมทุกด้านอยู่ในระดับ ดี
ข้อเสนอแนะ : ควรศึกษาผลการใช้ชุดการสอนและสื่อตัวเลขดิจิตอลในการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและทักษะในสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ในเรื่องอื่น ๆ
คำสำคัญ : ชุดการสอน สื่อตัวเลขติจิตอล การประมาณค่า
รายงานผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
[ โดย kruinfo ชม 172 ]
บทคัดย่อ
รายงานผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง เวลา ของผู้เรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่เรียนโดยใช้บทเรียนโปรแกรมกับการเรียนแบบปกติ เป็นการวิจัยเชิงทดลอง (Experimental Research) มีวัตถุประสงค์ คือ
(1) เพื่อหาประสิทธิภาพของบทเรียนโปรแกรม เรื่อง เวลา ของผู้เรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนด 80 / 80
(2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง เวลา ของผู้เรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่เรียนโดยใช้บทเรียนโปรแกรมกับการเรียนแบบปกติ
กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการทดลองเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยใช้ บทเรียนโปรแกรมกับการเรียนแบบปกติ เป็นผู้เรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3/4 ได้มาด้วย วิธีการเลือกแบบเจาะจง เป็นห้องเรียนที่ผู้รายงานได้รับมอบหมายให้ดำเนินการสอน เป็นครูประจำชั้น เป็นกลุ่มทดลองเรียนโดยใช้บทเรียนโปรแกรม และผู้เรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3/5 ได้มาโดย การสุ่มแบบง่าย (Sample Random Sampling) เพื่อเป็นกลุ่มควบคุมที่เรียนแบบปกติ
ผลการทดลอง พบว่า
(1) บทเรียนโปรแกรมกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง เวลา ของผู้เรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 85.83 / 81.50
(2) ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของกลุ่มทดลองที่เรียนโดยใช้บทเรียนโปรแกรมกับกลุ่มควบคุมที่เรียนด้วยการ เรียนแบบปกติ พบว่าแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
ที่ระดับ .05 โดยที่ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของกลุ่มทดลองที่เรียนโดยใช้บทเรียนโปรแกรมสูงกว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่เรียนปกติ
กิตติกรรมประกาศ
รายงานผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง เวลา ของผู้เรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่เรียนโดยใช้บทเรียนโปรแกรมกับการเรียนแบบปกติ ฉบับนี้สำเร็จได้ด้วยความอนุเคราะห์ ของนางพรมภัทร์ อุดมนิธิภัคนนท์ รองผู้อำนวยการโรงเรียน วิทยฐานะชำนาญการพิเศษ โรงเรียนวัดใต้ (ราษฎรนิรมิต) สำนักงานเขตสวนหลวง กรุงเทพมหานคร นางรัชนี สมดี ครู วิทยฐานะครูชำนาญการพิเศษ นางปรียาวรรณ ปานธรรม ครู วิทยฐานะครูชำนาญการพิเศษ นางกาญจนา บุญแช่ม ครู วิทยฐานะครูชำนาญการ และนางสาวกชกร ขบวนแก้ว ครู วิทยฐานะครูชำนาญการ โรงเรียนบางชัน (ปลื้มวิทยานุสรณ์) สำนักงานเขตคลองสามวา กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญให้คำแนะนำ และติดตามความก้าวหน้ามาโดยตลอด ผู้วิจัยรู้สึกซาบซึ้งและขอขอบคุณไว้ ณ โอกาสนี้ ขอขอบคุณนางวราภรณ์ กันทาแก้ว ครู วิทยฐานะครูชำนาญการ นางสาวรจนา พันธุ์นิล ครู วิทยฐานะครูชำนาญการ โรงเรียนบางชัน (ปลื้มวิทยานุสรณ์) สำนักงานเขตคลองสามวา กรุงเทพมหานคร ที่เสียสละเวลาอันมีค่าในการพิมพ์และออกแบบรูปเล่มบทเรียนโปรแกรมจนสำเร็จ ขอขอบคุณ ผู้อำนวยการเกื้อ พันพึ่ง รองผู้อำนวยการทุกท่าน และคณะครูโรงเรียนบางชัน (ปลื้มวิทยานุสรณ์) สำนักงานเขตคลองสามวา กรุงเทพมหานคร ที่ได้ให้ความร่วมมือในการทดลองใช้เครื่องมือ เก็บรวบรวมข้อมูล ให้การสนับสนุน ช่วยเหลือและให้กำลังใจด้วยดีตลอดมาท้ายที่สุดขอขอบคุณสมาชิกในครอบครัวทุกคนที่ดูแล ช่วยเหลือ ให้กำลังใจเสมอมา จึงทำให้รายงานผลฉบับนี้สำเร็จลุล่วงด้วยดี
รายงานผลการใช้และพัฒนาเพลงประกอบการสอน เรื่อง ชนิดของคำและประโยค เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
[ โดย kruinfo ชม 727 ]
บทคัดย่อ
การ วิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ
1) สร้างและพัฒนาเพลงประกอบการสอน เรื่องชนิดของคำและประโยค กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80
2) ศึกษาผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนของนักเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยการใช้เพลงประกอบการสอน
3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนด้วยการใช้เพลงประกอบการสอน
กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนเทศบาลวัดชัยชุมพล เทศบาลเมืองทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช จำนวน 34 คน ซึ่งได้มาโดยการสุ่มอย่างง่าย
เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูลมี 3 ชนิด ได้แก่
(1) เพลงประกอบการสอน เรื่องชนิดของคำและประโยค กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย
(2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน เรื่องชนิดของคำและประโยค ซึ่งผ่านการหาคุณภาพของข้อสอบและได้ค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.89
(3) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนด้วยการใช้เพลงประกอบการส อน เป็นแบบประมาณค่า (Rating Scales) จำนวน 20 ข้อ
ผลจากการวิจัย พบว่า
1. เพลงประกอบการสอน เรื่องชนิดของคำและประโยค ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นมีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่ตั้งไว้ (80/80) ได้ค่าประสิทธิภาพเท่ากับ 87.03 /86.69
2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนด้วยการใช้เพลงประกอบการสอน เรื่องชนิดของคำและประโยค สูงกว่าก่อนเรียนมีค่าเฉลี่ย เท่ากับ 34.76 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เท่ากับ 2.0009 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
3. ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนด้วยการใช้เพลงประกอบการสอน เรื่องชนิดของคำและประโยค มีค่าเฉลี่ยรวม 4.65 และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน เท่ากับ 0.18 อยู่ในระดับ มากที่สุด
รายงานผลการประเมินโครงการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม
[ โดย kruinfo ชม 484 ]
บทคัดย่อ
การประเมินในครั้งนี้เป็นการประเมินผลการดำเนินงานโครงการส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมนักเรียนโรงเรียนบ้านวังรี
ปีการศึกษา 2552 โดยใช้รูปแบบจำลองซิปป์ (CIPP Model ) มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินโครงการส่งเสริมและพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมของนักเรียนโรงเรียนบ้านวังรี
ปีการศึกษา 2552 ในด้านบริบทหรือสภาพแวดล้อม ด้านปัจจัยหรือตัวป้อน ด้านกระบวนการ และด้านผลผลิตหรือผลการดำเนินงาน เพื่อนำผลการประเมินที่ได้ไปใช้ประกอบ การตัดสินใจในการบริหารงานโครงการในปีการศึกษาต่อไป ให้มีประสิทธิภาพเกิดประสิทธิผล บรรลุถึงเป้าหมายและวัตถุประสงค์ของโครงการที่กำหนด
กลุ่มตัวอย่าง ประกอบด้วย ครู จำนวน 4 คน คณะกรรมการสถานศึกษา จำนวน 6 คน นักเรียนปีการศึกษา 2549 จำนวน 30 คน คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 6 คน ผู้ปกครองนักเรียน จำนวน 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการประเมินเป็นแบบสอบถามจำนวน 5 ฉบับ วิเคราะห์โดยใช้ โดยใช้ค่าเฉลี่ยร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
(S.D.) และ การทดสอบค่าที (t-test)มีผลการประเมินดังนี้
ผลการประเมินด้านบริบทของโครงการ กลุ่มตัวอย่างมีความเห็นว่าวัตถุประสงค์องโครงการมีความสอดคล้องกับพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติพ.ศ. 2542
และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545 วัตถุประสงค์ของโครงการ/กิจกรรมสอดคล้องกับนโยบายของโรงเรียนและจุดหมายของหลักสูตร วัตถุประสงค์ของโครงการ/กิจกรรมสอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการและเหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน โรงเรียนต้องการที่จะพัฒนานักเรียนให้มีคุณลักษณะตามที่กำหนด ความคาดหวังของสังคมและชุมชนว่าโครงการสามารถพัฒนานักเรียนให้มีคุณลักษณะตามวัตถุประสงค์ของโครงการ วัตถุประสงค์ของโครงการใช้เป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาของชุมชนได้ตามสภาพจริง
ชุมชนและผู้ปกครองให้ความร่วมมือสนับสนุนโครงการ โดยภาพรวมมีความเหมาะสม ความสอดคล้อง อยู่ในระดับมาก
ผลการประเมินความพร้อมของปัจจัยในการดำเนินโครงการ กลุ่มตัวอย่างมีความเห็นว่าปัจจัยเบื้องต้นของโครงการส่งเสริมและพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมนักเรียน เกี่ยวกับความเหมาะสมของแผนงานโครงการ บุคลากร งบประมาณ วัสดุอุปกรณ์ ระยะเวลาในการดำเนินโครงการ สถานที่ ระบบการบริหารภายในโรงเรียน การเห็นความสำคัญและให้การสนับสนุนการดำเนินกิจกรรมของผู้ปกครองนักเรียน ความสนใจในการร่วมกิจกรรมของนักเรียน โดยภาพรวม มีความเหมาะสม อยู่ในระดับมาก
ผลการประเมินกระบวนการดำเนินงาน ตามโครงการ กลุ่มตัวอย่างมีความเห็นว่า การกำหนดนโยบายและแนวทางในการพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมนักเรียน
การวางแผนการดำเนินงานโครงการ การประชาสัมพันธ์โครงการ การแต่งตั้งมอบหมายงานบุคลากร การดำเนินงานเป็นไปตามแผนที่กำหนด ความร่วมมือของ ครู นักเรียน ผู้ปกครอง การนิเทศ กำกับ ติดตาม ประเมินผล การสรุปและจัดทำรายงานผลการดำเนินงานโครงการ โดยภาพรวมมีความเหมาะสม อยู่ในระดับมาก
ผลการประเมิน ด้านพฤติกรรมความมีคุณธรรม จริยธรรมของนักเรียน กลุ่มตัวอย่างมีความเห็นว่า นักเรียนมีพฤติกรรมเป็นผู้มีคุณธรรมจริยธรรม ด้านความมีวินัย ความรับผิดชอบ ความซื่อสัตย์สุจริต ความกตัญญูกตเวที ความเมตตากรุณา ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่และเลียสละเพื่อส่วนรวม ความประหยัดรู้จักใช้สิ่งของอย่างคุ้มค่า ความขยันหมั่นเพียร และความสามัคคี โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก
ผลการประเมิน ด้านความพึงพอใจ ที่มีต่อการดำเนินงานโครงการ พบว่า กลุ่มตัวอย่างมีความพึงพอใจ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก
จากข้อค้นพบนำสู่การเสนอแนะ
1.โรงเรียนควรนำจุดเด่นหรือความสำเร็จของการดำเนินงานไปใช้เป็นแนวทางใน การพัฒนาโครงการและรักษามาตรฐานการปฏิบัติงานของโครงการไว้อย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งเสริมและพัฒนานักเรียนให้มีคุณลักษณะที่พึงประสงค์ต่อไป
2.โรงเรียนควรสนับสนุนให้ ครู คณะกรรมการสถานศึกษา ผู้ปกครอง และชุมชน มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องกระบวนการส่งเสริมและพัฒนาคุณธรรมจริยธรรม ให้เกิดขึ้นในครอบครัว ชุมชน และสังคมเพื่อให้ทุกส่วนของสังคมมีส่วนร่วมและมีกระบวนการพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมที่ต่อเนื่องและอยู่ในวิถีชีวิตของเด็กและเยาวชนทุกคน
ผลการพัฒนาทักษะการอ่านสะกดคำโดยใช้ชุดฝึกทักษะและวิธีการเรียนรู้แบบร่วมมือ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนเทศบาล ๕ (บ้านตลาดเก่า) เทศบาลนครยะลา จังหวัดยะลา
[ โดย kruinfo ชม 183 ]
บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้ เป็นการวิจัยแบบกึ่งทดลอง (Quasi experimental design) ชนิด One group pretest-posttest design เพื่อพัฒนาชุดฝึกทักษะการอ่านสะกดคำโดยวิธีการเรียนรู้แบบร่วมมือ ประชากรที่ศึกษาในการวิจัยครั้งนี้เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนเทศบาล ๕ (บ้านตลาดเก่า) เทศบาลนครยะลา จังหวัดยะลา จำนวน 41 คน ซึ่งใช้เป็นกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วยชุดฝึกทักษะการอ่านสะกดคำที่พัฒนาขึ้นผ่านการตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญและมีประสิทธิภาพ 80/80 แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องการอ่านสะกดคำ ซึ่งผู้วิจัยสร้างขึ้นและตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาจากผู้ทรงคุณวุฒิทั้ง 5 ท่าน และหาความเที่ยงของแบบทดสอบ โดยใช้สูตรคูเดอร์ ริชาร์ดสัน 20 (KR-20) ซึ่งมีค่าความเที่ยงของแบบทดสอบ เท่ากับ 0.81 แบบประเมินทักษะการอ่านสะกดคำและแบบประเมินความพึงพอใจซึ่งมีค่าความเที่ยงสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แอลฟาของครอนบาค เท่ากับ 0.78 และ 0.84 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ คะแนนเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและการทดสอบค่าที (T-test)
ผลการวิจัยพบว่า
1.ชุดฝึกทักษะการอ่านสะกดคำ ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น มีประสิทธิภาพ 80/80 เป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้
2. การเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ในเรื่องการอ่านสะกดคำก่อนและหลังการ สอน แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานที่วางไว้ โดยคะแนนเฉลี่ยภายหลังการสอนสูงกว่าก่อนการสอน
3. คะแนนเฉลี่ยทักษะการอ่านสะกดคำโดยรวมทุกด้านอยู่ในระดับ ดี
4. คะแนนเฉลี่ยความพึงพอใจโดยรวมทุกด้านอยู่ในระดับ ดี
ข้อเสนอแนะ : ควรศึกษาผลการใช้ชุดฝึกทักษะการอ่านสะกดคำโดยวิธีการเรียนรู้แบบร่วมมือเพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์และทักษะการเรียนสาระการเรียนรู้ภาษาไทยด้านอื่น ๆ
คำสำคัญ : ชุดฝึกทักษะ การอ่านสะกดคำ การเรียนรู้แบบร่วมมือ
การพัฒนาการอ่านจับใจความกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนวัดดุสิตาราม โดยใช้หนังสือนิทานประกอบภาพ เรื่อง นิทานสอนใจ
[ โดย kruinfo ชม 886 ]
วัตถุประสงค์ของการวิจัย
1.) เพื่อพัฒนาหนังสือนิทานประกอบภาพ เรื่อง นิทานสอนใจ สำหรับการอ่านจับใจความ ให้มีคุณภาพอยู่ในระดับดีขึ้นไป โดยวัดผลจากการประเมินของผู้เชี่ยวชาญ
2.) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน การอ่านจับใจความ จากหนังสือนิทานประกอบภาพ เรื่อง นิทานสอนใจ ของกลุ่มตัวอย่าง
กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนวัดดุสิตาราม
สำนักงานเขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2551 ที่ยังไม่เคยอ่าน
จับใจความ จากหนังสือนิทานประกอบภาพ เรื่อง นิทานสอนใจ โดยใช้เทคนิคการสุ่มตัวอย่างที่ไม่คำนึงถึงความน่าจะเป็นในการสุ่ม (non-probability sampling) แบบการสุ่มอย่างเฉพาะเจาะจง (purposive sampling) ได้กลุ่มตัวอย่างมาจำนวน 29 คน เครื่องที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้เป็นหนังสือนิทานประกอบภาพ เรื่อง นิทานสอนใจ สำหรับการอ่านจับใจความ จำนวน 10 เรื่อง
แบบประเมินคุณภาพหนังสือนิทานประกอบภาพ เรื่อง นิทานสอนใจ แบบทดสอบก่อนเรียน (pre-test) และ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน (post-test) เป็นแบบทดสอบแบบปรนัย ชนิด 3 ตัวเลือก จำนวน 50 ข้อ เป็นแบบทดสอบคู่ขนาน โดยผ่านการทดสอบ และ ตรวจสอบ-ประเมินผลจากผู้เชี่ยวชาญ และผู้ทรงคุณวุฒิในแต่ละด้าน
ผลการวิจัย
พบว่า หนังสือนิทานประกอบภาพ เรื่อง นิทานสอนใจ สำหรับการอ่านจับใจความ ที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้นมามีคุณภาพอยู่ในระดับดี โดยผลการประเมินคุณภาพจากผู้ทรงคุณวุฒิที่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการผลิตสื่อ จำนวน 3 ท่าน มีค่าคะแนนระดับความคิดเห็นเฉลี่ยอยู่ที่ 4.31 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานมีค่าเท่ากับ 0.22 การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนการอ่านจับใจความจากหนังสือนิทานประกอบภาพ เรื่อง นิทานสอนใจ ของกลุ่มตัวอย่าง ผลปรากฎว่ากลุ่มตัวอย่างมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
รายงานการพัฒนาชุดกิจกรรมวิทยาศาสตร์ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์
[ โดย kruinfo ชม 297 ]
บทคัดย่อ
กระทรวงศึกษาธิการได้ดำเนินการปฏิรูปการศึกษาให้สอดคล้องกับพระราชบัญญัติ
การศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช 2542 เพื่อให้ผู้เรียนทุกคนมีความสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ การผลิตสื่อการจัดการเรียนรู้จึงเป็นสิ่งจำเป็นที่ผู้สอนต้องพัฒนาให้ดีขึ้น ดังนั้นการพัฒนา
ชุดกิจกรรมวิทยาศาสตร์ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่องบรรยากาศ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ครั้งนี้จึงมีความมุ่งหมายของการศึกษา คือ 1) เพื่อหาประสิทธิภาพ ชุดกิจกรรมวิทยาศาสตร์
กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80
2) เพื่อหาดัชนีประสิทธิผลของชุดกิจกรรมวิทยาศาสตร์ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 3) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ก่อนและหลังการเรียนด้วยชุดกิจกรรมวิทยาศาสตร์ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 4) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมวิทยาศาสตร์ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
ประชากรที่ใช้ในการศึกษาเป็นนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/1
รายงานการพัฒนาแบบฝึกเสริมสร้างสมรรถภาพทางกาย สำหรับนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3
[ โดย kruinfo ชม 334 ]
บทคัดย่อ
รายงานการศึกษานี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนาและหาประสิทธิภาพของแบบฝึกเสริมสร้างสมรรถภาพทางกาย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ตามเกณฑ์ 80/80 เพื่อเพื่อเปรียบเทียบสมรรถภาพทางกายก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 และเพื่อศึกษาความพึงพอใจต่อการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยใช้แบบฝึกเสริมสร้างสมรรถภาพทางกาย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนวัดจอมแจ้ง อำเภอบ้านโคก จังหวัดอุตรดิตถ์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุตรดิตถ์ เขต 2 ปีการศึกษา 2552 จำนวน 14 คน โดยใช้วิธีการสุ่มแบบเจาะจง เปนนักเรียนที่คละความสามารถ ในระดับเก่ง ปานกลาง และระดับอ่อน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา คือ
แบบฝึกเสริมสร้างสมรรถภาพทางกาย แบบประเมินแบบฝึกเสริมสร้างสมรรถภาพทางกายโดยผู้เชี่ยวชาญ และแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนต่อการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยใช้แบบฝึกเสริมสร้างสมรรถภาพทางกาย สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ยความเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติทดสอบ t
ผลการศึกษา
พบว่า แบบฝึกเสริมสร้างสมรรถภาพทางกาย สำหรับนักเรียน
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่ผู้ศึกษาสร้างขึ้นมีประสิทธิภาพ 87.96 / 82.86 สำหรับผลการทดสอบสมรรถภาพทางกายของนักเรียน หลังเรียนโดยใช้แบบฝึกเสริมสร้างสมรรถภาพทางกาย สูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และนักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยใช้แบบฝึกเสริมสร้างสมรรถภาพทางกายอยู่ในระดับมาก
การสร้างแบบฝึกทักษะการคูณ กลุ่มสาระการเรียนรู้ คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4
[ โดย kruinfo ชม 193 ]
บทคัดย่อ
การศึกษาค้นคว้าครั้งนี้มีวัตถุประสงค์
1) เพื่อสร้างแบบฝึกทักษะการคูณ กลุ่มสาระ การเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75
2) เพื่อเปรียบเทียบ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องการคูณ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่4ก่อนและ หลังเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการคูณ
3)เพื่อสำรวจความพึงพอใจของนักเรียนต่อการเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการคูณ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4
กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการทดลองจริง ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4โรงเรียนบ้านทุ่งมน (ริมราษฎร์นุสรณ์) สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุรินทร์ เขต 3 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2552 จำนวน 34 คน
เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูลมีดังต่อไปนี้
1) แผนการจัดการเรียนรู้ทักษะการคูณ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4
2) แบบฝึกทักษะการคูณ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4
3)แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องการคูณ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4
4) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนต่อ การเรียนด้วยแบบฝึกทักษะการคูณ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่4 สถิติ ที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐานและ t-test Dependent
ผลการศึกษาค้นคว้าพบว่า
1. แบบฝึกทักษะการคูณกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 มีประสิทธิภาพ 79.94/76.32
2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องการคูณ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษา
ปีที่ 4 หลังเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการคูณ สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
3. นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการคูณ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ในระดับมาก
การประเมินโครงการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน โรงเรียนวัดศรีสำราญราษฎร์บำรุง (แช่มประชาอุทิศ)
[ โดย kruinfo ชม 607 ]
บทคัดย่อ
การประเมินนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินด้านบริบท ด้านปัจจัย ด้านกระบวนการ และด้านผลผลิตของโครงการระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนโรงเรียนวัดศรีสำราญราษฎร์บำรุง (แช่มประชาอุทิศ) สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสมุทรสาคร ประชากรประกอบด้วย ครูที่ปฏิบัติงานในปีการศึกษา 2551 จำนวน 57 คน นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-6 ปีการศึกษา 2551 จำนวน 1,641 คน และผู้ปกครองนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-6 ปีการศึกษา 2551 จำนวน 1,641 คน กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วย ครูที่ปฏิบัติงานในปีการศึกษา 2551 ที่ทำหน้าที่ครูประจำชั้น จำนวน 32 คน นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4-6 ปีการศึกษา 2551 จำนวน 791 คน และผู้ปกครองนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4-6 ปีการศึกษา 2551 จำนวน 791 คน ซึ่งกลุ่มตัวอย่างทั้งหมดได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการประเมินประกอบด้วย เครื่องมือประเมินด้านบริบท คือแบบสอบถามที่ใช้สอบถามครูประจำชั้น จำนวน 12 ข้อ เครื่องมือประเมินด้านปัจจัย คือ แบบสอบถามที่ใช้สอบถามครู จำนวน 12 ข้อ เครื่องมือประเมินด้านกระบวนการ คือ แบบสอบถามที่ใช้สอบถามครูในขั้นตอนการรู้จักนักเรียนเป็นรายบุคคล 6 ข้อ การคัดกรองนักเรียน 4 ข้อ การส่งเสริมพัฒนานักเรียน 6 ข้อ การป้องกันและช่วยเหลือ 6 ข้อ และการส่งต่อ 5 ข้อและเครื่องมือประเมินด้านผลผลิต คือแบบสอบถามที่ใช้สอบถามนักเรียน 14 ข้อ และสอบถามผู้ปกครอง 11 ข้อ เก็บรวบรวมโดยตรงจากครูประจำชั้น และให้ครูประจำชั้นเก็บรวบรวมข้อมูลจากนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4-6 และผู้ปกครองแล้วส่งกลับคืน วิเคราะห์ข้อมูลเพื่อหาค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานโดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูป SPSS ผลการประเมินสรุปได้ ดังนี้
1. ผลการประเมินด้านบริบทอยู่ในระดับมาก
2. ผลการประเมินด้านปัจจัยอยู่ในระดับมาก
3. ผลการประเมินด้านกระบวนการในขั้นตอนการรู้จักนักเรียนเป็นรายบุคคล การคัดกรองนักเรียน การส่งเสริมพัฒนานักเรียน การป้องกันช่วยเหลือและการส่งต่ออยู่ในระดับมาก
4. ผลการประเมินด้านผลผลิตตามความคิดเห็นของนักเรียนอยู่ในระดับมากที่สุด และผลผลิตตามความคิดเห็นของผู้ปกครองอยู่ในระดับมาก
ผลการใช้การเรียนรู้ความหมายคำศัพท์ภาษาอังกฤษจากโครงสร้างและบริบทโดยใช้แนวคิด ทฤษฎีการสร้างสรรค์ความรู้(Constructivism)ที่มีต่อความสามารถในการพัฒนาทักษะการใช้ คำศัพท์ภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนวัดบวรมงคล กรุงเทพมหานคร
[ โดย kruinfo ชม 360 ]
บทคัดย่อ
วัตถุประสงค์ของการดำเนินเงาน เพื่อตรวจสอบผลการเรียนรู้ความหมายคำศัพท์ภาษาอังกฤษโดยใช้แนวคิดทฤษฎีการ สร้างสรรค์ความรู้(Constructivism) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนจากการเรียนรู้ความหมายคำ ศัพท์ภาษาอังกฤษที่ใช้วิธีการเรียนรู้แบบทั่วไปและการเรียนรู้โดยใช้แนวคิด ทฤษฎีการสร้างสรรค์ความรู้(Constructivism) และเพื่อศึกษาความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของนักเรียนจากการเรียนรู้ความหมายคำ ศัพท์ภาษาอังกฤษโดยใช้แนวคิดทฤษฎีการสร้างสรรค์ความรู้(Constructivism) วิธีดำเนินการ ศึกษาประสิทธิภาพของสื่อ นวัตกรรม และแผนการจัดการเรียนรู้ความหมายคำศัพท์ภาษาอังกฤษโดยใช้แนวคิดทฤษฎีการ สร้างสรรค์ความรู้(Constructivism) การทดสอบความมีนัยสำคัญทางสถิติจากความก้าวหน้าของนักเรียน การวิเคราะห์ประสิทธิภาพการสอนของครู การศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อกลวิธีและเทคนิคการเรียนรู้ความหมาย คำศัพท์ภาษาอังกฤษ และที่มีต่อแบบฝึกการเรียนรู้ความหมายคำศัพท์ภาษาอังกฤษโดยใช้แนวคิดทฤษฎี การสร้างสรรค์ความรู้(Constructivism) การสังเกตพฤติกรรมระหว่างเรียนภาษาอังกฤษ การสัมภาษณ์นักเรียนเรื่องการเรียนรู้ความหมายคำศัพท์ภาษาอังกฤษ การบันทึกหลังการเรียนรู้ของนักเรียนและการบันทึกหลังการสอนของครู เครื่องมือที่ใช้คือแบบทดสอบ แบบสอบถาม แบบสังเกต แบบสัมภาษณ์ บันทึกหลังการเรียนรู้ของนักเรียนและบันทึกหลังการสอนของครู และทำการวิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าร้อยละ ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ความแตกต่างระหว่างกลุ่มด้วยค่าที(t-test)
ผลการดำเนินงาน
1. การหาประสิทธิภาพของสื่อ นวัตกรรม และแผนการจัดการเรียนรู้ความหมายคำศัพท์ภาษาอังกฤษโดยใช้แนวคิดทฤษฎีการ สร้างสรรค์ความรู้(Constructivism)มีประสิทธิภาพอยู่ในระดับ 83.60/82.20 ซึ่งอยู่สูงกว่าเกณฑ์ 80/80
2. ความก้าวหน้าในการเรียนของนักเรียนระหว่างคะแนนก่อนเรียนและหลังเรียนมีความ แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01
3. ประสิทธิภาพการสอนของครูมีระดับคุณภาพการสอนดี
4. ความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อกลวิธีและเทคนิคการเรียนรู้ความหมายคำศัพท์ ภาษาอังกฤษมีระดับการปฏิบัติโดยเฉลี่ยรวมอยู่ในระดับน้อย
5. ความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อแบบฝึกการเรียนรู้ความหมายคำศัพท์ภาษาอังกฤษ โดยใช้แนวคิดทฤษฎีการสร้างสรรค์ความรู้(Constructivism)โดยเฉลี่ยทุกข้ออยู่ ในระดับมาก
6. พฤติกรรมระหว่างเรียนภาษาอังกฤษของนักเรียนกลุ่มทดลองเรื่องการเรียนรู้ความ หมายคำศัพท์ภาษาอังกฤษโดยเฉลี่ยอยู่ในระดับปานกลาง
7. ผลการสัมภาษณ์นักเรียนกลุ่มทดลองเรื่องการเรียนรู้ความหมายคำศัพท์ภาษา อังกฤษสรุปว่า การเรียนรู้ความหมายคำศัพท์ภาษาอังกฤษโดยใช้แนวคิดทฤษฎีการสร้างสรรค์ความ รู้จะช่วยให้นักเรียนมีหลักการและวิธีเดาความหมายคำศัพท์ได้ง่ายและแม่นยำ โดยไม่จำเป็นต้องเปิดพจนานุกรมมากนัก และหากได้ฝึกฝนมากขึ้นจะทำให้เรียนรู้คำศัพท์ได้ดี
8. ผลจากการบันทึกหลังการเรียนรู้ของนักเรียนและบันทึกหลังการสอนของครูสรุปได้ ว่า ทั้งครูและนักเรียนต่างเชื่อว่า การเรียนรู้ความหมายคำศัพท์ภาษาอังกฤษโดยใช้แนวคิดทฤษฎีการสร้างสรรค์ความ รู้(Constructivism)ที่ให้เทคนิคและหลักการจะนำไปสู่แนวทางการสร้างองค์ความ รู้เพื่อไปศึกษาเรื่องการอ่านและการวิเคราะห์ประเด็นอื่นๆได้เป็นอย่างดี
การพัฒนาแบบฝึกเสริมทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง โจทย์ปัญหาการคูณและการหารชั้นประถมศึกษาปีที่ 2
[ โดย kruinfo ชม 177 ]
วัตถุประสงค์การพัฒนา
1. เพื่อสร้างแบบฝึกเสริมทักษะคณิตศาสตร์เรื่องโจทย์ปัญหาการคูณและการหารให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80
2. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์เรื่องโจทย์ปัญหาการคูณและการหาร ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2/1 ก่อนเรียนและหลังเรียน โดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะคณิตศาสตร์
3. เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2/1 โรงเรียนวัดปากน้ำฝั่งเหนือที่มีต่อแบบฝึกเสริมทักษะคณิตศาสตร์ เรื่องโจทย์ปัญหาการคูณและการหาร
กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการพัฒนาครั้งนี้เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2/1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2551
เครื่องมือที่ใช้ในการพัฒนาคือ แบบฝึกเสริมทักษะคณิตศาสตร์เรื่องโจทย์ปัญหาการคูณและการหาร จำนวน 8 เล่ม และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงแบนมาตรฐาน และทดสอบสมมุติฐานโดยใช้ T-test (Dependent Sample)
ผลการพัฒนาพบว่า
1. แบบฝึกหัดเสริมทักษะคณิตศาสตร์เรื่องโจทย์ปัญหาการคูณและการหาร ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 มีประสิทธิภาพ 90.00 / 82.80 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 80 / 80 ที่ตั้งไว้
2. การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ก่อนและหลังการเรียนโดย ใช้แบบฝึกเสริมทักษะคณิตศาสตร์ พบว่า หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
3. ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 / 1
โรงเรียนวัดปากน้ำฝั่งเหนือ สำนักงานเขตตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร มีความพึงพอใจต่อแบบฝึกเสริมทักษะคณิตศาสตร์ เรื่องโจทย์ปัญหาการคูณและการหาร อยู่ในระดับมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 95.60 ระดับมากคิดเป็นร้อยละ 4.4
การพัฒนาแบบฝึกเสริมทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง โจทย์ปัญหาการคูณและการหารชั้นประถมศึกษาปีที่ 2
[ โดย kruinfo ชม 939 ]
วัตถุประสงค์การพัฒนา
1. เพื่อสร้างแบบฝึกเสริมทักษะคณิตศาสตร์เรื่องโจทย์ปัญหาการคูณและการหารให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80
2. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์เรื่องโจทย์ปัญหาการคูณและการหาร ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2/1 ก่อนเรียนและหลังเรียน โดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะคณิตศาสตร์
3. เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2/1 โรงเรียนวัดปากน้ำฝั่งเหนือที่มีต่อแบบฝึกเสริมทักษะคณิตศาสตร์ เรื่องโจทย์ปัญหาการคูณและการหาร
กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการพัฒนาครั้งนี้เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2/1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2551
เครื่องมือที่ใช้ในการพัฒนาคือ แบบฝึกเสริมทักษะคณิตศาสตร์เรื่องโจทย์ปัญหาการคูณและการหาร จำนวน 8 เล่ม และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงแบนมาตรฐาน และทดสอบสมมุติฐานโดยใช้ T-test (Dependent Sample)
ผลการพัฒนาพบว่า
1. แบบฝึกหัดเสริมทักษะคณิตศาสตร์เรื่องโจทย์ปัญหาการคูณและการหาร ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 มีประสิทธิภาพ 90.00 / 82.80 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 80 / 80 ที่ตั้งไว้
2. การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ก่อนและหลังการเรียนโดย ใช้แบบฝึกเสริมทักษะคณิตศาสตร์ พบว่า หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
3. ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 / 1
โรงเรียนวัดปากน้ำฝั่งเหนือ สำนักงานเขตตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร มีความพึงพอใจต่อแบบฝึกเสริมทักษะคณิตศาสตร์ เรื่องโจทย์ปัญหาการคูณและการหาร อยู่ในระดับมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 95.60 ระดับมากคิดเป็นร้อยละ 4.4
การพัฒนาเอกสารประกอบการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้ การงานอาชีพ และเทคโนโลยี ( งานบ้าน ) เรื่องงานบ้าน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5
[ โดย kruinfo ชม 338 ]
บทคัดย่อ
การพัฒนาเอกสารประกอบการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี( งานบ้าน ) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 มีความมุ่งหมายเพื่อ พัฒนาเอกสารประกอบการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ( งานบ้าน ) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์80/80 เพื่อหาค่าดัชนีประสิทธิผลบทเรียนสำเร็จรูป กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ( งานบ้าน ) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่เรียนด้วยเอกสารประกอบการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ( งานบ้าน ) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 และเพื่อประเมินพฤติกรรมนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 หลังการใช้เอกสารประกอบการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ( งานบ้าน) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ทดลองใช้เอกสารประกอบการเรียน การงานอาชีพและเทคโนโลยี ( งานบ้าน ) ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2551 โรงเรียน
ไทยรัฐวิทยา๙(วัดใหม่ราษฎร์นุกูล) อำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสมุทรสาคร จำนวน 25 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา คือ เอกสารประกอบการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ( งานบ้าน ) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 แบบ ทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบสังเกตพฤติกรรมนักเรียนสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบสมมติฐานการเปรียบเทียบความแตกต่างใช้ t- test dependent sample
ผลการศึกษาพบว่า
1. เอกสารประกอบการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้ การงานอาชีพและเทคโนโลยี ( งานบ้าน )เรื่อง งานบ้าน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ประสิทธิภาพเท่ากับ 85.74/80.63 ( E1 /E2 ) เท่ากับเกณฑ์ที่ตั้งไว้
2.ดัชนีประสิทธิผลของเอกสารประกอบการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้ การงานอาชีพและเทคโนโลยี ( งานบ้าน ) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 เท่ากับ 0.5734 แสดงว่า หลังการใช้เอกสารประกอบการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้ การงานอาชีพและเทคโนโลยี ( งานบ้าน ) ผู้เรียนมีคะแนนเพิ่มขึ้นร้อยละ 57.34
3.คะแนนเฉลี่ยของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน ด้วยเอกสารประกอบการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้ การงานอาชีพและเทคโนโลยี ( งานบ้าน ) เรื่อง งานบ้าน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 แตกต่างกันมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
4. พฤติกรรมของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่เรียนด้วยการใช้เอกสารประกอบการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ( งานบ้าน ) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โดยรวมนักเรียนมีพฤติกรรมอยู่ในระดับดี
การพัฒนาชุดฝึกกิจกรรม กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ เรื่อง ทัศนศิลป์สร้างสรรค์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6
[ โดย kruinfo ชม 1,495 ]
วัตถุประสงค์
1. เพื่อหาประสิทธิภาพของชุดฝึกกิจกรรม กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะเรื่อง ทัศนศิลป์สร้างสรรค์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนเสนานิคม สำนักงานเขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80
2. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยชุดฝึกกิจกรรม เรื่อง ทัศนศิลป์สร้างสรรค์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนเสนานิคม สำนักงานเขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร
3. เพื่อศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อการเรียนด้วยชุดฝึกกิจกรรม เรื่อง ทัศนศิลป์สร้างสรรค์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนเสนานิคม สำนักงานเขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร
สมมติฐานของการศึกษา
1.ชุดฝึกกิจกรรมกลุ่มสาระการเรียนรู้ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่สร้างขึ้นมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80
2.ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนหลังการเรียนด้วยชุดผึกกิจกรรมที่สร้างขึ้นสูงกว่าก่อนเรียน
วิธีดำเนินการ
กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้เป็นนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนเสนานิคม สำนักงานเขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร จำนวน 45 คน โดยการสุ่มแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่ ชุดฝึกกิจกรรม กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ เรื่อง ทัศนศิลป์สร้างสรรค์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบวัดความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อชุดกิจกรรม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
ผลการศึกษา
ผลการศึกษาพบว่าผลการหาประสิทธิภาพของชุดฝึกกิจกรรม กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ เรื่องทัศนศิลป์
สร้างสรรค์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีประสิทธิภาพ 89.26 / 87.78 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ที่กำหนดไว้ ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนเสนานิคม สำนักงานเขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร ก่อนและหลังการทดลองใช้ ชุดฝึกกิจกรรม กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ เรื่อง ทัศนศิลป์สร้างสรรค์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 หลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลอง แสดงว่า นักเรียนมีความรู้เพิ่มขึ้น โดยภาพรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้ ความคิดเห็นของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่มีต่อการเรียนด้วยชุดฝึกกิจกรรม กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ เรื่อง ทัศนศิลป์สร้างสรรค์ ปรากฎว่า ความคิดเห็นของผู้เรียนโดยภาพรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก
รายงานการพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน สาระหน้าที่พลเมือง วัฒนธรรมและการดำเนินชีวิตในสังคม กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5
[ โดย kruinfo ชม 334 ]
บทเรียนคอมพิวเตอร์เป็นรูปแบบหนึ่งของบทเรียนสำเร็จรูป ที่จะช่วยในการเสริมแรงทำให้ผู้เรียนมีความสนใจในการเรียนมากขึ้น ส่งผลให้การเรียนดีขึ้น ครูผู้สอนจำเป็นต้องใช้สื่อที่ทันสมัยและตอบสนองต่อศักยภาพของผู้เรียน ผู้ศึกษาจึงเล็งเห็นประโยชน์และความสำคัญของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน โดยได้นำบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนมาช่วยในการจัดการเรียนการสอนสำหรับนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
การศึกษาค้นคว้าครั้งนี้ มีความมุ่งหมาย 1) เพื่อพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ เรื่อง หน้าที่พลเมือง วัฒนธรรมและการดำเนินชีวิตในสังคม กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) ศึกษาดัชนีประสิทธิผลของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ที่พัฒนาขึ้น 3) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ของนักเรียนโดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง หน้าที่พลเมือง วัฒนธรรมและการดำเนินชีวิตในสังคม กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน 4) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้า คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านหนองแวง
แบบฝึกทักษะเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ เรื่ององค์ประกอบทัศนศิลป์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
[ โดย kruinfo ชม 502 ]
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนาแบบฝึกทักษะเพื่อพัฒนาการเรียนรู้
เรื่อง องค์ประกอบทัศนศิลป์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ให้มีประสิทธิภาพผ่านเกณฑ์ 80/80
เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน หลังจากได้รับ
การจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ เรื่ององค์ประกอบทัศนศิลป์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 และเพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนหลังจากได้รับ
การจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ เรื่ององค์ประกอบทัศนศิลป์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 กลุ่มตัวอย่างคือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/1 โรงเรียนปราจีนกัลยาณี ปีการศึกษา 2552 จำนวน 44 คน ได้มาจากการสุ่มแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูลคือ แบบฝึกทักษะเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ เรื่ององค์ประกอบทัศนศิลป์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 แบบทดสอบ เรื่ององค์ประกอบทัศนศิลป์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 แผนการจัดการเรียนรู้ เรื่ององค์ประกอบทัศนศิลป์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 และแบบวัดความพึงพอใจ แบบฝึกทักษะเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ เรื่ององค์ประกอบทัศนศิลป์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 รายงานผลการศึกษาด้วย ประสิทธิภาพ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติทดสอบทีแบบรายคู่
ผลการศึกษาพบว่า ประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะเพื่อพัฒนาการเรียนรู้
เรื่อง องค์ประกอบทัศนศิลป์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 พบว่ามีค่าเท่ากับ 85.19/83.48 เป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ การเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยคะแนนแบบทดสอบเรื่ององค์ประกอบทัศนศิลป์
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ก่อนเรียนและหลังเรียนต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.0และ
นักเรียนมีระดับความพึงพอใจในแบบฝึกทักษะเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ เรื่ององค์ประกอบทัศศิลป์ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 อยู่ในระดับมาก
การพัฒนาความสามารถในการคิดวิเคราะห์และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การรักษาดุลยภาพของสิ่งมีชีวิต ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โดยใช้รูปแบบการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ (5Es)
[ โดย kruinfo ชม 482 ]
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสามารถในการคิดวิเคราะห์และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชาวิทยาศาสตร์พื้นฐาน (ชีววิทยา) เรื่อง การรักษาดุลยภาพของสิ่งมีชีวิต ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โดยใช้รูปแบบการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ (5Es) โดยกำหนดเกณฑ์ผ่านคือ ให้มีจำนวนนักเรียนร้อยละ 70 มีคะแนนผ่านเกณฑ์ร้อยละ 70 ขึ้นไป
รูปแบบในการใช้ศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษาแบบยังไม่เข้าขั้นการทดลอง(Pre
การพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ เรื่อง ทัศนศิลป์และหลักการเขียนภาพ
[ โดย kruinfo ชม 179 ]
บทคัดย่อ
บทเรียนคอมพิวเตอร์เป็นนวัตกรรมทางและเทคโนโลยีการศึกษา ที่สามารถส่งผ่านเนื้อหาวิชาไปยังผู้เรียนได้ดีอย่างหนึ่ง เป็นการเรียนการสอนที่นำคอมพิวเตอร์ไปช่วยจัดกิจกรรมการเรียน
การสอนที่นำเสนอบทเรียนแทนผู้สอนสนองความแตกต่างระหว่างบุคคลผู้เรียนสามารถเรียนรู้ด้วยตนเองได้ไม่จำกัด การศึกษาค้นคว้าในครั้งนี้ มีความมุ่งหมาย ที่จะพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ สาระทัศนศิลป์และหลักการเขียนภาพ กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ให้ได้ประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80 /80 หาดัชนีประสิทธิผลจากการเรียนโดยใช้ บทเรียนคอมพิวเตอร์ ศึกษาตรวจสอบความพึงพอใจของผู้เรียนที่ผ่านการเรียน บทเรียนคอมพิวเตอร์ เรื่องทัศนศิลป์และหลักการเขียนภาพ กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ ประชากรและกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้า ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านสะแร อำเภอบัวเชด จังหวัดสุรินทร์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุรินทร์ เขต 3 ซึ่งเรียนในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2551 จำนวน 1 ห้องเรียน จำนวนนักเรียน 21 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (purposive sampling ) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าได้แก่ 1)บทเรียนคอมพิวเตอร์ เรื่องหลักการเขียนภาพ 2) แบบประเมินบทเรียนคอมพิวเตอร์ 3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 4) แบบฝึกหัดท้ายหน่วย 5) แบบวัดความพึงพอใจสถิติใช้ในการวิเคราะห์ ข้อมูล คือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
ผลการศึกษาค้นคว้าพบว่า
บทเรียนคอมพิวเตอร์ เรื่องหลักการเขียนภาพ สาระทัศนศิลป์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีประสิทธิภาพ เป็นไปตามเกณฑ์ 80/80 ที่ตั้งไว้และค่าดัชนีประสิทธิผล 85.30 / 80.16 แสดงว่าหลังจากเรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ เรื่องทัศนศิลป์และหลักการเขียนภาพ นักเรียนมีความรู้เพิ่มขึ้นร้อยละ 80.16 และนักเรียนมีความพึงพอในต่อบทเรียนคอมพิวเตอร์ เรื่อง ทัศน ศิลป์และหลักการเขียนภาพ สาระการเรียนรู้ศิลปะ สรุปเป็นภาพรวมอยู่ในระดับมากทุกรายการ เป็นสื่อการสอนที่ดีมีประสิทธิภาพนำไปใช้ในการเรียนการสอนได้
บทเรียนคอมพิวเตอร์ เรื่องหลักการเขียนภาพสาระทัศนศิลป์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ที่ตั้งไว้ และนักเรียนมีความพึงพอใจต่อบทเรียนคอมพิวเตอร์อยู่ในระดับมาก จึงสมควรส่งเสริมสนับสนุนให้ครูและผู้ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการเรียนการสอนได้พัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์สาระการเรียนรู้ต่างๆ เพื่อนำไปพัฒนาการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นไป
รายงานการพัฒนาและผลการใช้ชุดการสอนแบบสื่อประสม สาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง กราฟ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนกำแพงดินพิทยาคม
[ โดย kruinfo ชม 284 ]
บทคัดย่อ
รายงานการพัฒนาและผลการใช้ชุดการสอนแบบสื่อประสม สาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง กราฟ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนกำแพงดินพิทยาคม มีจุดมุ่งหมายเพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของชุดการสอนแบบสื่อประสม เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และเพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนด้วยชุดการสอนแบบสื่อประสม
กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนกำแพงดินพิทยาคม จังหวัดพิจิตร 2 กลุ่ม กลุ่มที่ 1 เป็นนักเรียนในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2550 จำนวน 26 คน และ กลุ่มที่ 2 เป็นนักเรียนในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2551 จำนวน 32 คน เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วยชุดการสอนแบบสื่อประสม แบบประเมินคุณภาพชุดการสอนแบบสื่อประสมของผู้เชี่ยวชาญ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อชุดการสอนแบบสื่อประสม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย( ) ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน(S.D.) และค่าที(t - test)
ผลการพัฒนาครั้งนี้ มีดังนี้
1. ชุดการสอนแบบสื่อประสม สาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง กราฟ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่สร้างขึ้น มีประสิทธิภาพเป็น 85.54/81.23 ซึ่งเชื่อถือได้ตามเกณฑ์ 80/80
2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง กราฟ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่เรียนด้วยชุดการสอนแบบสื่อประสม หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
3. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีความพึงพอใจต่อการเรียนด้วยชุดการสอนแบบสื่อประสม สาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง กราฟ อยู่ในระดับมาก
รายงานการพัฒนาบทเรียนออนไลน์ (e-learning) กลุ่มสาระการเรียนรู้ วิทยาศาสตร์ เรื่อง สารในชีวิตประจำวัน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6
[ โดย kruinfo ชม 194 ]
บทคัดย่อ
ในการพัฒนาบทเรียนออนไลน์กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่อง สารในชีวิตประจำวัน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ให้มีประสิทธิภาพต้องอาศัยเทคนิคและรูปแบบการสอนที่ต่างกัน บทเรียนออนไลน์จัดเป็นเทคโนโลยีทางการศึกษาอย่างหนึ่งซึ่งช่วยให้การเรียน การสอนมีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น การศึกษาค้นคว้าและพัฒนาในครั้งนี้มีความมุ่งหมาย ดังนี้
1. เพื่อสร้างและพัฒนาบทเรียนออนไลน์ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่อง สาร
ในชีวิตประจำวัน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 85/85
2. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้เรียนบทเรียนออนไลน์ผ่าน
เครือข่ายอินเทอร์เน็ตกับการเรียนปกติ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่อง สารในชีวิตประจำวัน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6
3. เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนต่อการเรียนบทเรียนออนไลน์ผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่อง สารในชีวิตประจำวัน ชั้นประถมศึกษา ปีที่ 6
กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาและพัฒนาในครั้งนี้ เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ปี การศึกษา 2550 ภาคเรียนที่ 2 จำนวน 60 คน โดยขอความอนุเคราะห์จากโรงเรียนบ้านม่วงตึ๊ด จำนวน 24 คน โรงเรียนบ้านท่าล้อ จำนวน 6 คน รวมเป็น 30 คน ใช้เป็นกลุ่มทดลอง และโรงเรียนบ้านไชยสถาน จำนวน 30 คน ใช้เป็นกลุ่มควบคุม เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาและพัฒนาในครั้งนี้ คือ บทเรียนออนไลน์กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่อง สารในชีวิตประจำวัน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบประเมินความพึงพอใจของผู้เรียนบทเรียนออนไลน์ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่อง สารในชีวิตประจำวัน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การหาค่าเฉลี่ยหรือมัชฌิมเลขคณิต ( ) และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.)ตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาโดยใช้ดัชนีความสอดคล้องระหว่างข้อ ทดสอบกับจุดประสงค์ เชิงพฤติกรรม IOC (Index of Concordance) ตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาโดยใช้ดัชนีความสอดคล้องระหว่างข้อทดสอบกับ จุดประสงค์เชิงพฤติกรรม IOC การหาค่าความยาก - ง่าย (Difficulty : P) หาค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยวิธี คูเดอร์ ริชาร์ดสัน (Kuder Richardson Method) ใช้สูตร KR 20วิเคราะห์ความเที่ยงตรงของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จากการหาค่าดัชนีความสอดคล้องของข้อคำถามกับวัตถุประสงค์ (Index of Concordance)เปรียบเทียบความแตกต่างของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลัง เรียน(Posttest) ระหว่างกลุ่มทดลองที่เรียนจากบทเรียนออนไลน์ผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตและ กลุ่มควบคุมที่เรียนแบบปกติ โดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป SPSS 9.0 for Windows ใน การวิเคราะห์หาค่าเฉลี่ย ความเบี่ยงเบนมาตรฐานและ การทดสอบนัยสำคัญของ t-test Independent หาค่าความเชื่อมั่นสัมประสิทธิ์แอลฟา (Alpha Coefficient) ของแบบประเมินความพึงพอใจ ของครอนบาค (Cronbach )
ผลการศึกษาค้นคว้าและพัฒนา ปรากฏผลดังนี้
1.บทเรียนออนไลน์ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่องสารในชีวิตประจำวัน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ทดลองกับกลุ่มเป้าหมาย เพื่อหาประสิทธิภาพ พบว่าบทเรียนออนไลน์ที่พัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพเท่ากับ 89.13/88.11 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 85/85 แสดงว่าบทเรียนออนไลน์นี้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ที่ตั้งไว้
2. การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดย การเรียนจากบทเรียนออนไลน์ผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตกับการเรียนแบบปกติพบ ว่ามีผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 แสดงให้เห็นว่าบทเรียนออนไลน์ผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตที่ได้พัฒนาขึ้น สามารถใช้เป็นสื่อการเรียน การสอนได้เป็นอย่างดีและมี ความเหมาะสม เพราะหลังจากที่ผู้เรียนได้ศึกษาเนื้อหาสาระและทำกิจกรรมจนจบขั้นตอนและทำ แบบทดสอบหลังเรียน ปรากฏว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนสองกลุ่มแตกต่างกัน
3. การศึกษาความพึงพอใจต่อการเรียนของนักเรียน ที่เรียนจากบทเรียนออนไลน์ผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต พบว่า นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่เรียนจากบทเรียนออนไลน์ผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่อง สารในชีวิตประจำวัน มี ความพึงพอใจต่อการเรียนในระดับมากที่สุด ( = 4.98)
การสร้างแบบฝึกทักษะการคูณกลุ่มสาระการเรียนรู้ คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4
[ โดย kruinfo ชม 146 ]
บทคัดย่อ
การศึกษาค้นคว้าครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อสร้างแบบฝึกทักษะการคูณ กลุ่มสาระ การเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75 2) เพื่อเปรียบเทียบ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องการคูณ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่4ก่อนและ หลังเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการคูณ 3)เพื่อสำรวจความพึงพอใจของนักเรียนต่อการเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการคูณ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4
กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการทดลองจริง ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4โรงเรียนบ้านทุ่งมน (ริมราษฎร์นุสรณ์) สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุรินทร์ เขต 3 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2552 จำนวน 34 คน
เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูลมีดังต่อไปนี้
1) แผนการจัดการเรียนรู้ทักษะการคูณ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4
2) แบบฝึกทักษะการคูณ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4
3)แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องการคูณ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4
4) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนต่อ การเรียนด้วยแบบฝึกทักษะการคูณ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่4 สถิติ ที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐานและ t-test Dependent
ผลการศึกษาค้นคว้าพบว่า
1. แบบฝึกทักษะการคูณกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 มีประสิทธิภาพ 79.94/76.32
2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องการคูณ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 หลังเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการคูณ สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
3. นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการคูณ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ในระดับมาก
ความคิดเห็นเกี่ยวกับความรับผิดชอบในกิจกรรมการเรียนรู้ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนแม่แตง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเชียงใหม่ เขต 2 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2552
[ โดย kruinfo ชม 174 ]
บทคัดย่อ
การวิจัย เรื่อง ความคิดเห็นเกี่ยวกับความรับผิดชอบในกิจกรรมการเรียนรู้ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนแม่แตง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเชียงใหม่ เขต 2
ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2552 มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความคิดเห็นเกี่ยวกับความรับผิดชอบในกิจกรรมการเรียนรู้ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนแม่แตง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเชียงใหม่ เขต 2 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2552 เพื่อเปรียบเทียบความคิดเห็นเกี่ยวกับความรับผิดชอบในกิจกรรมการเรียนรู้ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนแม่แตง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเชียงใหม่ เขต 2 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2552 ที่มีเพศต่างกัน เพื่อเปรียบเทียบความคิดเห็นเกี่ยวกับความรับผิดชอบในกิจกรรมการเรียนรู้ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนแม่แตง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเชียงใหม่ เขต 2 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2552 ที่จบการศึกษาระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จากสถานศึกษาต่างประเภทกัน เพื่อเปรียบเทียบความคิดเห็นเกี่ยวกับความรับผิดชอบในกิจกรรมการเรียนรู้ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนแม่แตง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเชียงใหม่ เขต 2 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2552 ที่พักอาศัยอยู่ในครอบครัวที่มีลักษณะแตกต่างกัน และเพื่อเปรียบเทียบความคิดเห็นเกี่ยวกับความรับผิดชอบในกิจกรรมการเรียนรู้ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนแม่แตง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเชียงใหม่ เขต 2 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2552 ที่ผู้ปกครองมีอาชีพแตกต่างกัน ผู้วิจัยได้ศึกษาจากประชากร คือ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 1 โรงเรียนแม่แตง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเชียงใหม่ เขต 2 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2552 จำนวน 163 คน ได้ผลการวิจัยดังนี้
1. นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนแม่แตง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเชียงใหม่ เขต 2 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2552 มีความคิดเห็นเกี่ยวกับความรับผิดชอบในกิจกรรม การเรียนรู้ โดยภาพรวมอยู่ในระดับ มาก และรายด้าน ด้านความรับผิดชอบต่อตนเองอยู่ในระดับ มาก ความรับผิดชอบตามบทบาทหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย อยู่ในระดับ ปานกลาง
ความรับผิดชอบในการปฏิบัติกิจกรรมร่วมกับกลุ่ม อยู่ในระดับ มาก และความสำเร็จในกิจกรรมแต่ละประเภทที่ครูจัดขึ้น อยู่ในระดับ มาก
2. ผลการเปรียบเทียบความคิดเห็นของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1โรงเรียนแม่แตง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเชียงใหม่ เขต 2 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2552 ที่มีเพศต่างกัน
มีความคิดเห็นเกี่ยวกับความรับผิดชอบในกิจกรรมการเรียนรู้ โดยภาพรวมและรายด้าน
มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 เมื่อพิจารณารายด้าน ได้ผลดังนี้
2.1 ด้านความรับผิดชอบต่อตนเอง ด้านความรับผิดชอบต่อตนเอง เพศหญิง มีค่าเฉลี่ย 3.73 เพศชาย มีค่าเฉลี่ย 3.38
2.2 ด้านความรับผิดชอบตามบทบาทหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย เพศหญิง มีค่าเฉลี่ย 3.69 เพศชาย มีค่าเฉลี่ย 3.22
2.3 ด้านความรับผิดชอบในการปฏิบัติกิจกรรมร่วมกับกลุ่ม เพศหญิง มีค่าเฉลี่ย 3.87 เพศชายมีค่าเฉลี่ย 3.57
2.4 ด้านความสำเร็จในกิจกรรมแต่ละประเภทที่ครูจัดขึ้น เพศหญิง มีค่าเฉลี่ย 3.83
เพศชาย มีค่าเฉลี่ย 3.45
3. ผลการเปรียบเทียบความคิดเห็นของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนแม่แตง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเชียงใหม่ เขต 2 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2552 ที่จบการศึกษาระดับ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จากโรงเรียนต่างประเภทกัน มีความคิดเห็นเกี่ยวกับความรับผิดชอบในกิจกรรมการเรียนรู้ โดยภาพรวมและรายด้าน ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
4. ผลการเปรียบเทียบความคิดเห็นของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1โรงเรียนแม่แตง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเชียงใหม่ เขต 2 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2552 ที่พักอาศัยอยู่ในครอบครัวที่มีลักษณะต่างกันระหว่างที่กำลังศึกษาอยู่ มีความคิดเห็นเกี่ยวกับความรับผิดชอบในกิจกรรมการเรียนรู้ โดยภาพรวม ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และด้านความรับผิดชอบตามบทบาทหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย ด้านความรับผิดชอบในการปฏิบัติกิจกรรมร่วมกับกลุ่ม และด้านความสำเร็จในกิจกรรมแต่ละประเภทที่ครูจัดขึ้น ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 แต่ด้านความรับผิดชอบต่อตนเอง มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 จึงได้ทดสอบความแตกต่างเป็นรายคู่ด้วยวิธีของ Scheffe พบว่า กลุ่มนักเรียนที่พักอาศัยอยู่กับทั้งบิดา และมารดา มีความรับผิดชอบมากกว่านักเรียนที่พักอาศัยในหอพัก บ้านเช่า บ้านพัก หรือมูลนิธิ
5. ผลการเปรียบเทียบความคิดเห็นของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนแม่แตง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเชียงใหม่ เขต 2 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2552 ที่ผู้ปกครองมีอาชีพแตกต่างกัน มีความคิดเห็นเกี่ยวกับความรับผิดชอบในกิจกรรมการเรียนรู้โดยภาพรวมและรายด้าน ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
การจัดการเรียนรู้โดยใช้เอกสารประกอบการเรียนรู้รูปแบบนิทาน เรื่อง การประดิษฐ์ดอกไม้จากวัสดุที่ย่อยสลายและสะท้อนเอกลักษณ์ไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5
[ โดย kruinfo ชม 268 ]
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพเอกสารประกอบการเรียนรู้รูปแบบนิทาน เรื่อง การประดิษฐ์ดอกไม้จากวัสดุที่ย่อยสลายและสะท้อนเอกลักษณ์ไทย กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การประดิษฐ์ดอกไม้จากวัสดุที่ย่อยสลายและสะท้อนเอกลักษณ์ไทยของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่เรียนด้วยเอกสารประกอบการเรียนรู้รูปแบบนิทาน เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่เรียนโดยเอกสารประกอบการเรียนรู้รูปแบบนิทาน ประชากรที่ใช้ในการศึกษา คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านแฮะ อำเภอปง จังหวัดพะเยา จำนวน 11 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ เอกสารประกอบการเรียนรู้รูปแบบนิทาน แบบประเมินเอกสารประกอบการเรียนรู้ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบสอบถามความคิดเห็นเกี่ยวกับความพึงพอใจของนักเรียนต่อเอกสารประกอบการเรียนรู้ ผู้วิจัยได้นำข้อมูลที่ได้จากการทดลองมาวิเคราะห์โดยหา ค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
ผลการศึกษาพบว่า เอกสารประกอบการเรียนรู้รูปแบบนิทาน เรื่อง การประดิษฐ์ดอกไม้จากวัสดุที่ย่อยสลาย และสะท้อนเอกลักษณ์ไทย กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 5 เรื่อง มีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ 80/80
กล่าวคือ เอกสารประกอบการเรียนรู้รูปแบบนิทาน เรื่อง การประดิษฐ์ดอกไม้จากวัสดุที่ย่อยสลาย และสะท้อนเอกลักษณ์ไทย กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5
เล่มที่ 1 ตอน การฟอกขาวและการย้อมสีเปลือกข้าวโพด มีประสิทธิภาพ 84.00/83.00
เล่มที่ 2 ตอน การประดิษฐ์ดอกไม้จากเปลือกข้าวโพด มีประสิทธิภาพ 84.00/83.00
เล่มที่ 3 ตอน การประดิษฐ์กระทงจากเปลือกข้าวโพด มีประสิทธิภาพ 84.00/85.00
เล่มที่ 4 ตอน การประดิษฐ์ถาดสามเหลี่ยมจากเปลือกข้าวโพด มีประสิทธิภาพ 85.00/ 85.00
เล่มที่ 5 ตอน การประดิษฐ์มาลัยเกลียวจากเปลือกข้าวโพด มีประสิทธิภาพ 86.00/87.00
นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน นักเรียนมีความพึงพอใจต่อเอกสารประกอบการเรียนรู้รูปแบบนิทาน อยู่ในระดับมากที่สุด ทั้งนี้เป็นการจัดการเรียนการสอนที่นำเสนอเนื้อหาในรูปแบบนิทาน ทำให้นักเรียนสนุกสนาน เกิดความเพลิดเพลิน
ปัญหาการจัดการเรียนการสอนรูปแบบโครงงานที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่ม สาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ของนักเรียนโรงเรียนเทศบาล 5 วัด เกาะกลาง สังกัดเทศบาลตำบลหนองแค จังหวัดสระบุรี
[ โดย kruinfo ชม 265 ]
วัตถุประสงค์ของการวิจัย
เพื่อศึกษาปัญหาการจัดการเรียนการสอนรูปแบบโครงงานที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ของนักเรียนโรงเรียนเทศบาล 5 วัดเกาะกลาง สังกัดเทศบาลตำบลหนองแค จังหวัดสระบุรี ในขอบข่าย 4 ปัญหา ซึ่งประกอบด้วยปัญหาเกี่ยว กับสภาพทั่วไปของโรงเรียน ปัญหาทั่วไปเกี่ยวกับตัวผู้เรียน ปัญหาทั่วไปเกี่ยวกับครูผู้สอน ปัญหาด้านการจัดการเรียนการสอนสื่อและวัสดุอุปกรณ์ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ทั้งหมดจำนวน 198 คน ของโรงเรียนเทศบาล 5 วัดเกาะกลาง ในปีการศึกษา 2551
ผลการวิจัย
พบว่า ปัญหาการจัดการเรียนการสอนรูปแบบโครงงานที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่ม สาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ของนักเรียนโรงเรียนเทศบาล 5 วัดเกาะกลาง สังกัดเทศบาลตำบลหนองแค จังหวัดสระบุรี พบว่า
1) ปัญหาเกี่ยวกับสภาพทั่วไปของโรงเรียน มีปัญหามากถึงมากที่สุด คือ ขาดการจัดทำเอกสารตำราประกอบการเรียนการสอนแจกจ่ายนักเรียนรองลงมาคือ ขาดการนำโสตทัศนอุปกรณ์มาใช้ประกอบการเรียนการสอน
2) ปัญหาทั่วไปเกี่ยวกับตัวผู้เรียน มีปัญหามากที่สุดใกล้เคียงกันคือ นักเรียนขาดการศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับขั้นตอนการทำโครงงาน เมื่อมีปัญหาในการทำโครงงานนักเรียนไม่กล้าปรึกษาครูผู้สอน นักเรียนขาดระเบียบวินัย ความรับผิดชอบและไม่ตรงต่อเวลา
3) ปัญหาทั่วไปเกี่ยวกับครู ผู้สอน มีปัญหาอยู่ในระดับมากถึงมากที่สุด คือ ครูผู้สอนไม่มีวิธีการวัดประเมินผลที่หลากหลายและให้โอกาสนักเรียนที่ ปฏิบัติไม่ผ่านตามเกณฑ์เสมอ รองลงมาคือ ครูผู้สอนไม่นำเทคนิควิธีสอนแนวใหม่ที่เปลี่ยนแปลงมาใช้ในการเรียนการสอน เช่น อุปกรณ์ต่างๆ
4) ปัญหาด้านการจัดการเรียนการสอนสื่อและวัสดุอุปกรณ์ มีปัญหาอยู่ในระดับมากที่สุด คือ ไม่มีการใช้สื่อการเรียนการสอนชนิดต่างๆ ที่หลากหลายอยู่เสมอ รองลงมาคือ ครูผู้สอนไม่มีแบบฝึกปฏิบัติให้นักเรียนทุกคน
รายงานผลการใช้ชุดการเรียน เรื่องการประดิษฐ์ดอกไม้จากเศษวัสดุ ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
[ โดย kruinfo ชม 382 ]
รายงานศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อหาประสิทธิภาพของชุดการเรียน เรื่องการประดิษฐ์ดอกไม้จากเศษวัสดุ เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ก่อนการเรียนและหลังการเรียน โดยใช้ชุดการเรียน เรื่องการประดิษฐ์ดอกไม้จากเศษวัสดุ และศึกษาความพึงพอใจของนักเรียน ที่เรียนโดยใช้ชุดการเรียนเรื่องการประดิษฐ์ดอกไม้จากเศษวัสดุ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าครั้งนี้คือ นักเรียนของโรงเรียนเทศบาล 5 วัดเกาะกลาง ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2552 จำนวน 33 คน เครื่องมือที่ใช้เพื่อการศึกษาค้นคว้า ประกอบด้วยแผนการจัดการเรียนรู้รายชั่วโมงวิชาช่างประดิษฐ์ดอกไม้ (ง 31201) ชุดการเรียนเรื่องการประดิษฐ์ดอกไม้จากเศษวัสดุ จำนวน 6 ชุด แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องการประดิษฐ์ดอกไม้จากเศษวัสดุ และแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่เรียนโดยชุดการเรียน เรื่องการประดิษฐ์ดอกไม้จากเศษวัสดุ ทำการสอนกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ชุดการเรียนเรื่องการประดิษฐ์ดอกไม้จากเศษวัสดุ เป็นเวลา 26 ชั่วโมง เก็บข้อมูลด้วยการวัดผลสัมฤทธิ์ก่อนการเรียนและหลังการเรียนโดยชุดการเรียน เรื่องการประดิษฐ์ดอกไม้จากเศษวัสดุ และประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่เรียน โดยชุดการเรียน เรื่องการประดิษฐ์ดอกไม้จากเศษวัสดุ
ผลการศึกษาค้นคว้า
พบว่า ชุดการเรียน เรื่องการประดิษฐ์ดอกไม้จากเศษวัสดุ ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีประสิทธิภาพ 85.08/84.09 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ 80/80 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 หลังการเรียนโดยใช้ชุดการเรียน เรื่องการประดิษฐ์ดอกไม้จากเศษวัสดุ มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับความเชื่อมั่น .01 ความพึงพอใจของนักเรียนที่เรียนโดยชุดการเรียน เรื่องการประดิษฐ์ดอกไม้จากเศษวัสดุ ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ผลการประเมินมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.26 อยู่ในระดับมาก
การพัฒนาชุดการเรียนภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร เกี่ยวกับสถานที่ท่องเที่ยว ในอำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3
[ โดย kruinfo ชม 499 ]
บทคัดย่อ
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ
1) สร้างและหาประสิทธิภาพของ ชุดการเรียนภาษาอังกฤษ
เพื่อการสื่อสาร เกี่ยวกับสถานที่ท่องเที่ยวในอำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3
2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ระหว่างก่อนเรียนและหลังการเรียนโดยใช้ชุดการเรียน
3) ศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่มีต่อชุดการเรียนภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร เกี่ยวกับสถานที่ท่องเที่ยวในอำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์ กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/3 โรงเรียนประจวบวิทยาลัย ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2550 จำนวน 47 คน
เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ประกอบด้วย
1) แผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 18 แผน
2) ชุดการเรียนภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร เกี่ยวกับสถานที่ท่องเที่ยวในอำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 4 ชุด
3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 40 ข้อ 4) แบบสอบถามความคิดเห็นของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่มีต่อการเรียนโดยใช้ชุดการเรียน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน t - test แบบ Dependent Sample
ผลการศึกษาพบว่า
1. ชุดการเรียนภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร เกี่ยวกับสถานที่ท่องเที่ยวในอำเภอเมืองประจวบ-
คีรีขันธ์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 80.76/79.26 มีดัชนีประสิทธิผลเท่ากับ 0.59
2. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/3 ที่เรียนโดยใช้ชุดการเรียนภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร เกี่ยวกับสถานที่ท่องเที่ยวในอำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์ นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .01
3. นักเรียนมีความคิดเห็นต่อการเรียนโดยใช้ชุดการเรียนภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อ สาร เกี่ยวกับสถานที่ท่องเที่ยวในอำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์ ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก
รายงานการใช้เอกสารประกอบการเรียนเพื่อพัฒนาการเรียนรู้คอมพิวเตอร์ กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (สาระเทคโนโลยีสารสนเทศ) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4
[ โดย kruinfo ชม 250 ]
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ
1. สร้างและศึกษาประสิทธิภาพของเอกสารประกอบการเรียนเพื่อพัฒนาการเรียนรู้คอมพิวเตอร์ กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (สาระเทคโนโลยีสารสนเทศ) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80
2. ศึกษาและเปรียบเทียบผลการสอบก่อนเรียนและหลังเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (สาระเทคโนโลยีสารสนเทศ) ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่เรียนโดยใช้เอกสารประกอบการเรียนเพื่อพัฒนาการเรียนรู้คอมพิวเตอร์
3. เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (สาระเทคโนโลยีสารสนเทศ) ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน ที่เรียนโดยใช้เอกสารประกอบการเรียนเพื่อพัฒนาการเรียนรู้คอมพิวเตอร์
4. วัดเจตคติของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่มีต่อการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (สาระเทคโนโลยีสารสนเทศ)
กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4/2 โรงเรียนอนุบาลเพชรบูรณ์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 1 ปีการศึกษา 2550 จำนวน 1 ห้องเรียน จำนวนนักเรียน 48 คน โดยการสุ่มตัวอย่างแบบง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ แบบทดสอบ วัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เอกสารประกอบการเรียนเพื่อพัฒนาการเรียนรู้คอมพิวเตอร์ จำนวน 5 เล่ม แบบสอบถามเจตคติของนักเรียนที่มีต่อการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (สาระเทคโนโลยีสารสนเทศ) สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ คะแนนเฉลี่ย ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสถิติ t-test แบบ Dependent
ผลการศึกษาพบว่า
1. ประสิทธิภาพของเอกสารประกอบการเรียนเพื่อพัฒนาการเรียนรู้คอมพิวเตอร์ กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (สาระเทคโนโลยีสารสนเทศ) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 เท่ากับ 81.99 / 81.56 สูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้
2. ผลการสอบกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (สาระเทคโนโลยีสารสนเทศ) ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 หลังเรียนที่เรียนโดยใช้เอกสารประกอบการเรียนเพื่อพัฒนาการเรียนรู้คอมพิวเตอร์ สูงกว่าก่อนเรียนโดยใช้เอกสารประกอบการเรียนเพื่อพัฒนาการเรียนรู้คอมพิวเตอร์
3. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (สาระเทคโนโลยีสารสนเทศ) ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนที่เรียนโดยใช้เอกสารประกอบการเรียนเพื่อพัฒนาการเรียนรู้คอมพิวเตอร์
4. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 มีเจตคติที่ดีต่อการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (สาระเทคโนโลยีสารสนเทศ) อยู่ในระดับมากที่สุด
การพัฒนาชุดการสอน เรื่อง การประดิษฐ์ของที่ระลึกจากแป้งข้าวเหนียว สาระการงานอาชีพ และ เทคโนโลยี สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5
[ โดย kruinfo ชม 364 ]
การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนาชุดการสอน เรื่อง การประดิษฐ์ของที่ระลึกจากแป้งข้าวเหนียว สาระการงานอาชีพและเทคโนโลยี สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านโป่งนก ระหว่างคะแนนทดสอบก่อนเรียน และหลังเรียนโดยใช้ชุดการสอน เพื่อศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อการเรียนด้วยชุดการสอน และเพื่อศึกษาผลการสังเกตพฤติกรรมทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนโดยใช้ชุดการสอน
กลุ่มประชากรที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้ คือนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่กำลังศึกษาในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2551 โรงเรียนบ้านโป่งนก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเชียงใหม่ เขต 3 จำนวน 23 คน จำนวน 1 ห้องเรียน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ประกอบด้วย ชุดการสอน เรื่อง การประดิษฐ์ของที่ระลึกจากแป้งข้าวเหนียว สาระการงานอาชีพและเทคโนโลยี สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบสอบถามความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อการเรียนด้วยชุดการสอน และแบบสังเกตพฤติกรรมทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนโดยใช้ชุดการสอน
แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น มีค่าความยากง่ายตั้งแต่ 0.41- 0.60 ค่าอำนาจ
จำแนกตั้งแต่ 0.25 ขึ้นไป ได้ค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .78 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่า t
ผลการวิจัยพบว่า
1. ชุดการสอน เรื่อง การประดิษฐ์ของที่ระลึกจากแป้งข้าวเหนียว สาระการงานอาชีพและเทคโนโลยี สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 มีจำนวน 5 ชุด พบว่ามีประสิทธิภาพ 82.46/83.20 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่ตั้งไว้
2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การประดิษฐ์ของที่ระลึกจากแป้งข้าวเหนียว สาระการงานอาชีพและเทคโนโลยี สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 หลังเรียนด้วยชุดการสอนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01
3. นักเรียนมีความคิดเห็นต่อการเรียนด้วยชุดการสอน อยู่ในระดับเห็นด้วยมากที่สุด
4. ผลการสังเกตพฤติกรรมทางการเรียนโดยใช้ชุดการสอน อยู่ในระดับ ดีมาก
การเปรียบเทียบผลการเรียนรู้จากบทเรียนคอมพิวเตอร์การประดิษฐ์ท่ารำ เรื่องฟ้อนชานุมาน 3 เผ่า กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ สาระนาฏศิลป์
[ โดย kruinfo ชม 245 ]
บทคัดย่อ
บทเรียนคอมพิวเตอร์การประดิษฐ์ท่ารำ เรื่องฟ้อนชานุมาน 3 เผ่า เป็นนำเทคโนโลยีมาใช้ในการจัดการศึกษาในสาระการเรียนรู้ศิลปะ สาระนาฏศิลป์ การวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อประดิษฐ์ท่ารำ เรื่องฟ้อนชานุมาน 3 เผ่า สาระการเรียนรู้ศิลปะ สาระนาฏศิลป์ ช่วงชั้นที่ 2 เพื่อพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ การประดิษฐ์ท่ารำ เรื่องฟ้อนชานุมาน 3 เผ่า กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ สาระนาฏศิลป์ ช่วงชั้นที่ 2 เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของบทเรียนคอมพิวเตอร์การประดิษฐ์ท่ารำ เรื่องฟ้อนชานุมาน 3 เผ่า กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ สาระนาฏศิลป์ ช่วงชั้นที่ 2 เพื่อศึกษาดัชนีประสิทธิผลของบทเรียนคอมพิวเตอร์การประดิษฐ์ท่ารำ เรื่องฟ้อนชานุมาน 3 เผ่า กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ สาระนาฏศิลป์ ช่วงชั้นที่ 2 เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์การประดิษฐ์ท่ารำ เรื่องฟ้อนชานุมาน 3 เผ่า กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ สาระนาฏศิลป์ ช่วงชั้นที่ 2 และเพื่อศึกษาความพึงพอใจหลังเรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ การประดิษฐ์ท่ารำ เรื่องฟ้อนชานุมาน 3 เผ่า กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ สาระนาฏศิลป์ ช่วงชั้นที่ 2 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ได้แก่ นักเรียนช่วงชั้นที่ 2 โรงเรียนนิคมชานุมานสงเคราะห์ 3 อำเภอชานุมาน จังหวัดอำนาจเจริญ จำนวน 27 คน ระยะเวลาที่ใช้ในการทดลอง คือ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2551 ระหว่างวันที่ 10-28 พฤศจิกายน 2551 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ บทเรียนคอมพิวเตอร์การประดิษฐ์ท่ารำ เรื่องฟ้อนชานุมาน 3 เผ่า แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบวัดทักษะปฏิบัติการฟ้อนชานุมาน 3 เผ่า แบบประเมินคุณภาพบทเรียนคอมพิวเตอร์ และแบบสอบถามวัดความพึงพอใจต่อการเรียน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบสมมุติฐานใช้ t-test
ผลการวิจัย ปรากฏดังนี้
1. บทเรียนคอมพิวเตอร์ที่พัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพ เท่ากับ 88.12/84.59 สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้
2. บทเรียนคอมพิวเตอร์ที่พัฒนาขึ้นมีดัชนีประสิทธิผล เท่ากับ 0.75 ซึ่งแสดงว่าบทเรียนนี้ทำให้นักเรียนมีความรู้เพิ่มขึ้นร้อยละ 75
3. นักเรียนช่วงชั้นที่ 2 มีผลสัมฤทธิ์ในการเรียนรู้ และการปฏิบัติฟ้อนชานุมาน 3 เผ่า หลังเรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์เพิ่มมากขึ้น
โดยสรุปบทเรียนคอมพิวเตอร์การประดิษฐ์ท่ารำ เรื่องฟ้อนชานุมาน 3 เผ่า กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ สาระนาฏศิลป์ ของนักเรียนช่วงชั้นที่ 2 มีประสิทธิภาพเหมาะสม ควรนำมาใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน เพื่อให้ผู้เรียนบรรลุตามจุดมุ่งหมายของการเรียน
รายการพัฒนาและการใช้แบบฝึกทักษะการบวก ลบ คูณ หารระคน กลุ่มสาระการ เรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2
[ โดย kruinfo ชม 343 ]
ในการศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์คือ 1) เพื่อสร้างและพัฒนาแบบฝึกทักษะการบวก ลบ คูณ หารระคน กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน เมื่อจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะ การบวก ลบ คูณ หารระคน กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 3) เพื่อศึกษาดัชนีประสิทธิผลของแบบฝึกทักษะการบวก ลบ คูณ หารระคน กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โดยตั้งสมมุติฐานว่า 1) แบบฝึกทักษะการบวก ลบ คูณ หารระคน กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75 2) นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่อง การบวก ลบ คูณ หารระคน สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดคือร้อยละ 75 และมีคะแนนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 กลุ่มประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ เป็นนักเรียนที่กำลังศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2551 โรงเรียนวัดยอดพระพิมล ตำบลขุนศรี อำเภอไทรน้อย สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานนทบุรี เขต 2 จำนวน 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลได้แก่แบบฝึกทักษะการบวก ลบ คูณ หารระคน กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 12 ชุด คู่มือการใช้แบบฝึกทักษะการบวก ลบ คูณ หารระคน กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การบวก ลบ คูณ หารระคน กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ชนิดเลือกตอบ 3 ตัวเลือก จำนวน 25 ข้อ มีค่าความยาก (p) ระหว่าง 0.53
รายงานการประเมินโครงการพัฒนาสภาพแวดล้อมให้ได้รับรางวัลโรงเรียน พระราชทานโดยกระบวนการสร้างความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง
[ โดย kruinfo ชม 183 ]
บทคัดย่อ
การประเมินโครงการพัฒนาสภาพแวดล้อมโดยกระบวนการสร้างความสำเร็จอย่างต่อ เนื่อง โรงเรียนบ้านหนองแต้พัฒนา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาบุรีรัมย์ เขต 1 ปีการศึกษา 2550 ครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินบริบทของโครงการเกี่ยวกับความต้องการจำ เป็นของโครงการ ความเหมาะสมของโครงการ ความเป็นไปได้ของโครงการ และความเหมาะสมของกระบวนการทำงาน เพื่อประเมินปัจจัยนำเข้าของโครงการการที่เกี่ยวกับงบประมาณ ปริมาณและความเหมาะสมของบุคลากร และแนวทางการดำเนินงานโครงการ เพื่อประเมินกระบวนการของโครงการที่เกี่ยวกับกระบวนการสร้างความสำเร็จอย่าง ต่อเนื่อง และกระบวนการสร้างความสำเร็จระยะสั้นภาคปฏิบัติ เพื่อประเมินผลผลิตของโครงการการที่เกี่ยวกับการส่งผลต่อการประเมินโรงเรียน รางวัลพระราชทาน ความพึงพอใจที่มีต่อโครงการ และจำนวนโครงการ/กิจกรรมที่ได้รับรางวัล และเพื่อเปรียบเทียบความพึงพอใจที่มีต่อโครงการของนักเรียน ก่อนและหลังการดำเนินโครงการ โดยศึกษาจากประชากรครู จำนวน 4 คน กรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 8 คน และกลุ่มตัวอย่างนักเรียน 62 คน และกลุ่มตัวอย่างผู้ปกครอง จำนวน 65 คน เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วย แบบสอบถามจำนวน 5 ฉบับ แบบสังเกต จำนวน 1 ฉบับ และการประชุมสนทนากลุ่ม 1 ครั้ง สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือ สถิติบรรยาย ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสถิติสหสัมพันธ์แบบเปียร์สัน และการทดสอบค่า t-test โดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูป
ผลการประเมินพบว่า
1. ผลการประชุมสนทนากลุ่มเพื่อกำหนดค่าน้ำหนักของตัวชี้วัดแต่ละประเด็น พบว่า ที่ประชุมให้น้ำหนักคะแนนประเด็นการประเมินด้านบริบท ด้านปัจจัย ด้านกระบวนการ และด้านผลผลิต ที่ร้อยละ 30, 15, 25 และ 30 ตามลำดับ
2. ผลการประเมินด้านบริบทโครงการพัฒนาสภาพแวดล้อมโดยกระบวนการสร้างความสำเร็จ อย่างต่อเนื่อง โรงเรียนบ้านหนองแต้พัฒนา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาบุรีรัมย์ เขต 1 ปีการศึกษา 2550 พบว่าโครงการมีบริบทผ่านเกณฑ์การประเมินในระดับมาก โดยตัวชี้วัดความต้องการจำเป็นของโครงการ ความเหมาะสมของโครงการ และความเป็นไปได้ของโครงการ ผ่านเกณฑ์การประเมินในระดับมากทุกตัวบ่งชี้
3. ผลการประเมินด้านปัจจัยโครงการพัฒนาสภาพแวดล้อมโดยกระบวนการสร้างความสำเร็จ อย่างต่อเนื่อง โรงเรียนบ้านหนองแต้พัฒนา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาบุรีรัมย์ เขต 1 ปีการศึกษา 2550 พบว่ามีความพร้อมด้านปัจจัยนำเข้าผ่านเกณฑ์การประเมินในระดับมาก โดยตัวชี้วัดด้านงบประมาณ และบุคลากร และตัวชี้วัดด้านแนวทางการดำเนินโครงการต่างผ่านเกณฑ์การประเมินในระดับมาก
4. ผลการประเมินด้านกระบวนการดำเนินโครงการพัฒนาสภาพแวดล้อมโดยกระบวนการสร้าง ความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง โรงเรียนบ้านหนองแต้พัฒนา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาบุรีรัมย์ เขต 1 ปีการศึกษา 2550 พบว่าผ่านเกณฑ์การประเมินในระดับมาก โดยตัวชี้วัดด้านกระบวนการสร้างความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง และตัวชี้วัดด้านกระบวนการสร้างความสำเร็จอย่างต่อเนื่องภาคปฏิบัติต่างผ่าน เกณฑ์การประเมินในระดับมากทั้งสองตัวชี้วัด
5. ผลการประเมินด้านผลผลิต พบว่าผลผลิต (Output) โดยรวมอยู่ในระดับมาก โดยทั้งตัวชี้วัดด้านการส่งผลต่อการประเมินโรงเรียนรางวัลพระราชทาน และตัวชี้วัดด้านความพึงพอใจที่มีต่อโครงการล้วนอยู่ในระดับมาก มีจำนวนโครงการ/กิจกรรมที่ได้รับรางวัลทั้งสิ้น 31 โครงการ/กิจกรรม จากที่ดำเนินการจำนวน 31 โครงการ/กิจกรรม คิดเป็นร้อยละ100 และได้รับรางวัลชนะเลิศโรงเรียนรางวัลพระราชทาน (สถานศึกษาขนาดเล็ก) จังหวัดบุรีรัมย์
6. ความพึงพอใจของนักเรียนต่อโครงการพัฒนาสภาพแวดล้อมโดยกระบวนการสร้างความ สำเร็จอย่างต่อเนื่อง โรงเรียนบ้านหนองแต้พัฒนา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาบุรีรัมย์ เขต 1 ปีการศึกษา 2550 ก่อน และหลังการดำเนินโครงการแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยหลังดำเนินการมีค่าเฉลี่ยสูงกว่าก่อนดำเนินโครงการ
ข้อเสนอแนะในการนำไปใช้
1. จากผลการประเมินที่พบว่า ตัวบ่งชี้ด้านบริบทผ่านเกณฑ์การประเมินในระดับมาก ดังนั้นจึงควรมีการวางแผนการประเมินบริบทของโครงการให้รัดกุม ควรดำเนินการก่อนเริ่ม ลงมือปฏิบัติการตามโครงการ
2. ควรมีการวางแผนเตรียมวัสดุ อุปกรณ์ หรือให้ความรู้ความเข้าใจกับทั้งครู และนักเรียนล่วงหน้า จะเป็นการรับประกันความสำเร็จของผลโครงการได้
3. จากผลการประเมินที่พบว่า ตัวบ่งชี้ด้านกระบวนการผ่านเกณฑ์การประเมินในระดับมาก ควรนำไปประยุกต์กับโครงการอื่น ๆ ที่มีลักษณะการดำเนินงานระยะยาวคล้ายกัน
4. การนำไปใช้กับโรงเรียนที่มีขนาด และจำนวนบุคลากรแตกต่างกัน ควรกำหนดขอบเขตของงานให้เหมาะสมก่อนดำเนินการ
ข้อเสนอแนะนำการประเมินครั้งต่อไป
1. ควรทำการประเมินเกี่ยวกับศักยภาพของชุมชนในการพัฒนา เพื่อเป็นข้อมูลเพิ่มเติมด้านบริบทให้โครงการมีความเป็นไปได้เพิ่มขึ้น
2. ควรพัฒนาตัวชี้วัดด้านสมรรถนะด้านเทคโนโลยีต่อการดำเนินโครงการเพิ่มเติม
3. ควรทำการประเมินเกี่ยวกับวิธีการทำงานอื่น ๆ ประกอบการดำเนินโครงการตามปกติ เพื่อให้การส่งเสริมให้มีการจัดทำนวัตกรรมด้านการประเมินโครงการ
4. ควรทำวิจัยเกี่ยวกับปัจจัยที่มีผลต่อการพัฒนาสภาพแวดล้อมให้มีความยั่งยืน
5. ควรพัฒนาเครื่องมือวัดที่เหมาะสมให้สามารถวัดข้อมูลให้ครอบคลุมนักเรียนทุกคน
รายงานผลการพัฒนาการจัดการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษาโดยใช้หนังสืออ่านเพิ่มเติม ชุด พัฒนาคนใกล้ชิดด้วย สุขบัญญัติแห่งชาติชั้นประถมศึกษาปีที่ 4
[ โดย kruinfo ชม 344 ]
การศึกษาครั้งนี้ มีความมุ่งหมายเพื่อ
1) เพื่อพัฒนาหนังสืออ่านเพิ่มเติม ชุด พัฒนาคนใกล้ชิดด้วยสุขบัญญัติแห่งชาติชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80
2) เพื่อศึกษาเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่เรียนโดยใช้หนังสืออ่านเพิ่มเติม ชุด พัฒนาคนใกล้ชิดด้วยสุขบัญญัติแห่งชาติ
3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่มีต่อกิจกรรมการเรียนโดยใช้หนังสืออ่านเพิ่มเติม ชุด พัฒนาคนใกล้ชิดด้วยสุขบัญญัติแห่งชาติที่สร้างขึ้น
กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านนาดินจี่แสงตะวัน (รวมธรรมราษฎร์บำรุง) สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสกลนคร เขต 2 ปีการศึกษา 2550 จำนวน 25 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล เป็น แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและแบบทดสอบวัดความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านนาดินจี่แสงตะวัน (รวมธรรมราษฎร์บำรุง) ที่มีต่อกิจกรรมการเรียนโดยใช้หนังสืออ่านเพิ่มเติม ชุด พัฒนาคนใกล้ชิดด้วยสุขบัญญัติแห่งชาติ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ค่าร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย ( ) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ค่า E1/E2 และค่า t-test
ผลการศึกษาพบว่า
1. หนังสืออ่านเพิ่มเติม ชุด พัฒนาคนใกล้ชิดด้วยสุขบัญญัติแห่งชาติ
กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษาของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 มีประสิทธิภาพ (E1/E2) เท่ากับ 83.09/87.12 เพราะนักเรียนมีคะแนนเฉลี่ย ( ) จากการทำหนังสืออ่านเพิ่มเติมชุด พัฒนาคนใกล้ชิดด้วยสุขบัญญัติแห่งชาติของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ทั้งหมด 10 เล่ม เท่ากับ 365.60 คะแนน จากคะแนนเต็ม (N) เท่ากับ 440 คะแนน ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) เท่ากับ 4.97 คะแนนเฉลี่ยคิดเป็นร้อยละ 83.09 (E1) และมีคะแนนเฉลี่ย ( ) จากการทำแบบทดสอบหลังการฝึกทักษะ ชุด พัฒนาคนใกล้ชิดด้วยสุขบัญญัติแห่งชาติของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 เท่ากับ 26.14 จากคะแนนเต็ม (N) เท่ากับ 30 คะแนน ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) เท่ากับ 1.08 คะแนนเฉลี่ยคิดเป็นร้อยละ 87.12 (E2) ดังนั้น หนังสืออ่านเพิ่มเติม ชุด พัฒนาคนใกล้ชิดด้วยสุขบัญญัติแห่งชาติ กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษาของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 มีประสิทธิภาพ (E1/E2) เท่ากับ 83.09/87.12
2. นักเรียนมีคะแนนเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังการใช้หนังสืออ่านเพิ่มเติม ชุด พัฒนาคนใกล้ชิดด้วยสุขบัญญัติแห่งชาติของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยที่คะแนนเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังการใช้หนังสืออ่านเพิ่มเติมสูงกว่าคะแนนเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนการใช้หนังสืออ่านเพิ่มเติม ซึ่งจะเห็นได้จากค่า t ที่ได้จากการคำนวณมีค่าเท่ากับ 27.94 ส่วนค่า t ที่ได้จากตารางที่ระดับ .01 df = 24 (df=n-1) มีค่าเท่ากับ 2.831 (วาโร เพ็งสวัสดิ์. 2547 : 585) ซึ่งค่า t จากการคำนวณ (27.94) มากกว่าค่า t จากตาราง (2.831) นั่นเอง
3. ระดับความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่มีต่อกิจกรรมที่มีต่อกิจกรรมการเรียนโดยใช้หนังสืออ่านเพิ่มเติม ชุด พัฒนาคนใกล้ชิดด้วยสุขบัญญัติแห่งชาติโรงเรียนบ้านนาดินจี่แสงตะวัน (รวมธรรมราษฎร์บำรุง) สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสกลนคร เขต 2 โดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อจำแนกเป็นรายด้านพบว่า อยู่ในระดับมากทุกด้าน เรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อยดังนี้ คือ ด้านการพัฒนาตนเองและการนำไปประยุกต์ใช้ ด้านกิจกรรมการเรียนการสอน ด้านการวัดผลและประเมินผล ด้านสื่ออุปกรณ์และแหล่งเรียนรู้และด้านเนื้อหาและภาษา
รายงานการพัฒนาแบบฝึกทักษะการเขียนเชิงสร้างสรรค์โดยใช้คำคุณศัพท์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4
[ โดย kruinfo ชม 290 ]
บทคัดย่อ
รายงานการพัฒนาแบบฝึกทักษะการเขียนเชิงสร้างสรรค์โดยใช้คำคุณศัพท์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนศรีสงครามวิทยา อำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย
ในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์
1) เพื่อพัฒนาแบบฝึกทักษะการเขียนเชิงสร้างสรรค์โดยใช้คำคุณศัพท์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80
2) เพื่อศึกษาดัชนีประสิทธิผลของแบบฝึกทักษะการเขียนเชิงสร้างสรรค์โดยใช้คำ คุณศัพท์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4
3) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะ การเขียนเชิงสร้างสรรค์โดยใช้คำคุณศัพท์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4
4) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อแบบฝึกทักษะการเขียนเชิงสร้าง สรรค์โดยใช้คำคุณศัพท์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4
กลุ่มตัวอย่างในการศึกษาครั้งนี้ เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/6 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2552 โรงเรียนศรีสงครามวิทยาอำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง จำนวน 45 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาประกอบด้วย แบบฝึกทักษะการเขียนเชิงสร้างสรรค์โดยใช้คำคุณศัพท์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ จำนวน 8 เล่ม แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียน จำนวน 40 ข้อ เป็นข้อสอบแบบปรนัย ชนิด 4 ตัวเลือก และแบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วย แบบฝึกทักษะ เป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) จำนวน 15 ข้อ สถิติที่ใช้คือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบสมมติฐานใช้สถิติทดสอบที (t-test)
ผลการศึกษาปรากฏ ดังนี้
1. แบบฝึกทักษะการเขียนเชิงสร้างสรรค์โดยใช้คำคุณศัพท์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 83.50/82.66 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้
2. ดัชนีประสิทธิผลของแบบฝึกทักษะการเขียนเชิงสร้างสรรค์โดยใช้คำคุณศัพท์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 มีค่าเท่ากับ 0.5411 หมายความว่า นักเรียนมีความรู้เพิ่มขึ้น ร้อยละ 54.11
3. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหลังเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการเขียนเชิง สร้างสรรค์โดยใช้คำคุณศัพท์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 สูงขึ้นกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
4. นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะการ เขียนเชิงสร้างสรรค์โดยใช้คำคุณศัพท์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด
การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหา เรื่อง ระบบสมการเชิงเส้น
[ โดย kruinfo ชม 282 ]
บทคัดย่อ
ในการศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์
1) เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหา เรื่อง ระบบสมการเชิงเส้น กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80
2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะ การแก้โจทย์ปัญหา เรื่อง ระบบสมการเชิงเส้น กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3
3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึก ทักษะการแก้โจทย์ปัญหา เรื่อง ระบบสมการเชิงเส้น ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3
กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/1 จำนวน 43 คน โรงเรียนเวียงเจดีย์วิทยา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาลำพูนเขต 2 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2551 โดยการสุ่มตัวอย่างแบบง่าย (Simple Random Sampling) โดยวิธีการจับฉลาก เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาประกอบด้วย 1) แบบฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ จำนวน 7 ชุด
2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง ระบบสมการเชิงเส้น เป็นแบบเลือกตอบชนิด 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.83
3) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่ต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะ การแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ เป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) มี 5 ระดับ ประกอบด้วยรายการที่สอบถาม 2 ด้าน จำนวน 20 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล โดยการหาค่าเฉลี่ย ( ) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) แล้วทำการทดสอบค่าที (t-test)
ผลการศึกษา สรุปได้ดังนี้
1. ได้แบบฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหา เรื่อง ระบบสมการเชิงเส้น กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ จำนวน 7 ชุด ที่มีประสิทธิภาพ 85.23 / 82.33 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 ที่กำหนดไว้
2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน ที่เรียนโดยแบบฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหา
เรื่อง ระบบสมการเชิงเส้น กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 หลังเรียน
สูงกว่าก่อนเรียน แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
3. ความพึงพอใจของนักเรียน ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาโดยรวมทุกด้านอยู่ในระดับมาก
การพัฒนาแบบฝึกทักษะ เรื่อง คำควบกล้ำ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยชั้นประถมศึกษาปีที่ ๒
[ โดย kruinfo ชม 404 ]
การศึกษาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ
(๑) หาประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะ เรื่อง คำควบกล้ำ ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๒ โรงเรียนสามแยกพิทักษ์ อำเภอบ้านม่วง จังหวัดสกลนคร ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ ๘๐/๘๐
(๒) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะ เรื่อง คำควบกล้ำ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๒ โรงเรียนสามแยกพิทักษ์ อำเภอบ้านม่วง จังหวัดสกลนคร
(๓) เพื่อหาค่าดัชนีประสิทธิผล แบบฝึกทักษะ เรื่อง คำควบกล้ำ ของนักเรียนกลุ่มตัวอย่าง ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๒ โรงเรียนสามแยกพิทักษ์ อำเภอบ้านม่วง จังหวัดสกลนคร จำนวน ๒๕ คน ภาคเรียนที่ ๒ ปีการศึกษา ๒๕๕๑ ได้มาโดยใช้วิธีการสุ่มแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลข้อมูลได้แก่ แบบฝึกทักษะ คำควบกล้ำ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ผลการวิจัยพบว่า
๑. ประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะเรื่องคำควบกล้ำ มีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน ๘๐/๘๐ โดยมีประสิทธิภาพเท่ากับ ๘๒.๔๐ / ๘๙.๐๖ เป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้
๒. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๒ โรงเรียนสามแยกพิทักษ์ อำเภอบ้านม่วง จังหวัดสกลนคร หลังการใช้แบบฝึกทักษะทักษะเพิ่มสูงขึ้นกว่าก่อนใช้แบบฝึกทักษะอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .๐๑ เป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้
๓. ค่าดัชนีประสิทธิผลของการใช้แบบฝึกทักษะเรื่อง คำควบกล้ำ ผู้เรียนมีความรู้เพิ่มขึ้น มีค่าเท่ากับ .๘๙ คิดเป็นร้อยละ ๘๙.๐๖
การพัฒนาบทเรียนออนไลน์ เรื่อง การนำเสนอข้อมูลด้วยโปรแกรม Microsoft PowerPoint เบื้องต้น รายวิชาเพิ่มเติม ง13201 เทคโนโลยีสารสนเทศ
[ โดย kruinfo ชม 257 ]
บทคัดย่อ
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและหาประสิทธิภาพของบทเรียนออ นไลน์ เรื่อง การนำเสนอข้อมูลด้วยโปรแกรม Microsoft PowerPoint เบื้องต้น รายวิชาเพิ่มเติม ง13201 เทคโนโลยีสารสนเทศ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 เพื่อเปรียบเทียบผลการประเมินทักษะ การนำเสนอข้อมูลด้วยโปรแกรม Microsoft PowerPoint เบื้องต้น และเพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการใช้บทเรียนออนไลน์ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาโรงเรียนเทศบาล ๓ (ยมราชสามัคคี) ประกอบด้วย กลุ่มตัวอย่างในการหาประสิทธิภาพของบทเรียนออนไลน์ เป็นนักเรียนที่กำลังเรียนอยู่ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2552 จำนวน 43 คน ซึ่งมี 3 ขั้นตอน คือ ขั้นทดสอบแบบหนึ่งต่อหนึ่ง ขั้นทดสอบกลุ่มเล็ก และขั้นทดสอบภาคสนาม และกลุ่มตัวอย่างในการทดลองเพื่อเปรียบเทียบผลการประเมินทักษะ การนำเสนอข้อมูลด้วยโปรแกรม Microsoft PowerPoint เบื้องต้น เป็นนักเรียนที่กำลังเรียนอยู่ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2553 จำนวน 40 คน เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูล คือ แบบประเมินทักษะการนำเสนอข้อมูลด้วยโปรแกรม Microsoft PowerPoint เบื้องต้น และแบบสอบถามความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อการใช้บทเรียนออนไลน์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และการทดสอบค่าที
ผลการศึกษา พบว่า
1. ประสิทธิภาพของบทเรียนออนไลน์ เรื่อง การนำเสนอข้อมูลด้วยโปรแกรม
Microsoft PowerPoint รายวิชาเพิ่มเติม ง13201 เทคโนโลยีสารสนเทศ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่ผู้รายงานพัฒนาขึ้น มีประสิทธิภาพเท่ากับ 82.13 / 83.44 สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ 80 / 80
2. ผลการเปรียบเทียบผลการประเมินทักษะการนำเสนอข้อมูลด้วยโปรแกรม Microsoft PowerPoint เบื้องต้น รายวิชาเพิ่มเติม ง13201 เทคโนโลยีสารสนเทศ
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ทักษะการนำเสนอข้อมูลด้วยโปรแกรม Microsoft PowerPoint เบื้องต้น ของกลุ่มเป้าหมายที่เรียนด้วยบทเรียนออนไลน์หลังเรียน สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
3. นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการใช้บทเรียนออนไลน์ อยู่ในระดับมากที่สุด
รายงานผลการพัฒนาเอกสารประกอบการเรียน วิชางานบ้าน เรื่องอาหารสมุนไพรจานเดียว ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี
[ โดย kruinfo ชม 263 ]
บทคัดย่อ
การรายงานผลการพัฒนาเอกสารประกอบการเรียน วิชางานบ้าน เรื่องอาหารสมุนไพร จานเดียว ของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนชุมชนวัดไทยงาม มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาประสิทธิภาพ ของเอกสารประกอบการเรียน วิชางานบ้าน เรื่องอาหารสมุนไพรจาน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน ที่เรียนโดยใช้เอกสารประกอบการเรียน วิชางานบ้าน เรื่องอาหารสมุนไพรจานเดียว ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 และเพื่อศึกษา ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ โดยใช้เอกสารประกอบการเรียน วิชางานบ้าน เรื่องอาหารสมุนไพรจานเดียว ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6
ประชากรที่ใช้ ในการศึกษาครั้งนี้ เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนชุมชนวัดไทยงาม สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสระบุรี เขต 2 ที่เรียนในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2551 ซึ่งใช้วิธีการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) จำนวน 26 คน เครื่องมือที่ใช้ในการดำเนินการครั้งนี้ได้แก่ เอกสารประกอบการเรียนวิชางานบ้านเรื่องอาหารสมุนไพรจานเดียว ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 สาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี จำนวน 2 เล่ม ได้แก่ เล่มที่ 1 อาหารสมุนไพรจานเดียวประเภทข้าว และเล่มที่ 2 อาหารสมุนไพรจานเดียว ประเภทเส้น นอกจากนี้ยังจัดสร้างแบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบทดสอบก่อน-หลังเรียนของแต่ละเรื่องและแบบสอบถามความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสถิติทดสอบที (t-test)
ผลการศึกษาพบว่า
1. เอกสารประกอบการเรียนวิชางานบ้านเรื่องอาหารสมุนไพรจานเดียวของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 6 ที่สร้างขึ้นมีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด (80/80)คือมีคะแนนเฉลี่ยระหว่างเรียนและหลังเรียน คิดเป็นร้อยละ 85.35 / 80.65
2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนโดยใช้เอกสารประกอบการเรียน วิชางานบ้าน เรื่องอาหารสมุนไพรจานเดียว ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนตามสมมติฐานที่ตั้งไว้ และแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .05
3.ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้เอกสารประกอบการ เรียน วิชางานบ้าน เรื่องอาหารสมุนไพรจานเดียว ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 พบว่า มีค่าคะแนนเฉลี่ยที่ 3.95 ซึ่งอยู่ในระดับมาก
รายงานผลการพัฒนาเอกสารประกอบการเรียน งานประดิษฐ์จากเศษวัสดุชั้นประถมศึกษาปีที่ 3
[ โดย kruinfo ชม 291 ]
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างเอกสารประกอบการเรียน เรื่อง การประดิษฐ์จากเศษวัสดุ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 เพื่อหาประสิทธิภาพเอกสารประกอบการเรียน ตามเกณฑ์ 80/80 เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยใช้เอกสารประกอบการเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านช้างสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุดรธานี เขต 1 ปีการศึกษา 2551 จำนวน 5 คน เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วย เอกสารประกอบการเรียน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จำนวน 30 ข้อสถิติที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้า ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ t-test
ผลการพัฒนาพบว่า
1. เอกสารเอกสารประกอบการเรียน เรื่อง การประดิษฐ์จากเศษวัสดุ มีประสิทธิภาพ เฉลี่ย 89.33/88.00 สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนด
2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3. หลังการใช้เอกสารประกอบการเรียน มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงกว่าก่อนการใช้อกสารประกอบการเรียน เรื่อง งานประดิษฐ์จากเศษวัสดุ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01