เลือกห้อง >>

ทั้งหมด

รายงานการศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่องความน่าจะเป็น ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้ชุดการเรียนแบบ STAD
[ โดย kruinfo ชม 249 ]
บุษกร วงศ์สมุทร. (2553). รายงานการศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง ความน่าจะเป็น ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้ชุดการเรียนแบบ STAD. ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2552 โรงเรียนโรงเรียนชุมชนวัดหนองรี สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาชลบุรี เขต 1. การศึกษาในครั้งนี้ มีความมุ่งหมายของการศึกษาเพื่อพัฒนาชุดการเรียนแบบ STAD วิชาคณิตศาสตร์ เรื่องความน่าจะเป็น ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2552 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 และเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่องความน่าจะเป็น ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2552 ระหว่าง ก่อนการสอนและหลังการสอน โดยชุดการเรียนแบบ STAD โดยมีกลุ่มตัวอย่าง เป็นนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/2 โรงเรียนชุมชนวัดหนองรี ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2552 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาชลบุรีเขต 1 จำนวนห้องเรียน 1 ห้องเรียน รวมจำนวนนักเรียนทั้งหมด 27 คน ซึ่งได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดการเรียนแบบ STAD ชุดการเรียนแบบ STAD แบบทดสอบย่อยประจำชุดการเรียน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชาคณิตศาสตร์ โดยใช้เวลาจำนวน 18 ชั่วโมง โดยแบ่งเป็นการทดสอบก่อนเรียน 1 ชั่วโมง การจัดกิจกรรมการเรียนการสอน 16 ชั่วโมง ทดสอบหลังเรียน 1 ชั่วโมง แบบแผนที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้เป็นแบบ One-Group Pretest-Posttest Design สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ การหาค่าประสิทธิภาพของชุดการเรียนตามเกณฑ์ E1/E2 และ t-test for Dependent ผลการศึกษา สามารถสรุปได้ ดังนี้ 1. ชุดการเรียนแบบ STAD วิชาคณิตศาสตร์ เรื่องความน่าจะเป็น ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2552 มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่องความน่าจะเป็น ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2552 ระหว่างก่อนกับหลังได้รับการสอนโดยใช้ ชุดการเรียนแบบ STAD มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ของนักเรียนหลังการสอนโดยใช้ชุดการเรียนแบบ STAD สูงกว่า ก่อนการสอน
ประเมินโครงการระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน
[ โดย kruinfo ชม 208 ]
บทสรุปผู้บริหาร ชื่อเรื่อง : รายงานการประเมินโครงการระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนโรงเรียนบ้านใหม่สุขสันต์ อำเภอพญาเม็งราย จังหวัดเชียงราย สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเชียงราย เขต 4 ชื่อผู้ประเมิน : นายพล ฐานะกอง ตำแหน่ง : ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านใหม่สุขสันต์ รายงานการประเมินโครงการระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนโรงเรียนบ้านใหม่สุขสันต์ อำเภอพญาเม็งราย จังหวัดเชียงราย ในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินโครงการระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนโรงเรียนบ้านใหม่สุขสันต์ อำเภอพญาเม็งราย จังหวัดเชียงราย ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ประกอบด้วย ผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 5 คน ครู 7 คน กรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน 7 คน นักเรียน 53 คน และผู้ปกครองนักเรียน 53 คน รวม 125 คน เครื่องมือที่ใช้ เป็นแบบสอบถามชนิดมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ (Rating Scale) ใช้กรอบการประเมินแบบซิปป์ (CIPP Model) โดยทำการประเมินด้านสภาพแวดล้อม ปัจจัยนำเข้า กระบวนการ ผลผลิต ประเมินความพึงพอใจนักเรียนและผู้ปกครองนักเรียนที่มีต่อโครงการ รวม 6 ฉบับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน มีผลการประเมินโครงการ ดังนี้
รายงานการใช้แบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนเทศบาลวัดแหลมสุวรรณาราม (วัฒนรวมวิทยา) สังกัดเทศบาลนครสมุทรสาคร
[ โดย kruinfo ชม 227 ]
การวิจัยครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อ 1) เพื่อพัฒนาและหาประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนเทศบาลวัดแหลมสุวรรณาราม (วัฒนรวมวิทยา) สังกัดเทศบาลนครสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 2) เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยการใช้แบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนเทศบาลวัดแหลมสุวรรณาราม (วัฒนรวมวิทยา) สังกัดเทศบาลนครสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียน ที่เรียนโดยการใช้แบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนเทศบาลวัดแหลมสุวรรณาราม (วัฒนรวมวิทยา) สังกัดเทศบาลนครสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการทดลองครั้งนี้ เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4/1โรงเรียนเทศบาลวัดแหลมสุวรรณาราม(วัฒนรวมวิทยา) สังกัดเทศบาลนครสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร ที่เรียนภาคเรียนที่1 ปีการศึกษา 2551จำนวน1 ห้องเรียนรวม 30 คน ซึ่งได้มาโดยวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ 1)แผนการจัดการเรียนรู้ โดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความ 2) แบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความภาษาไทย และแบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความโดยใช้แผนภาพโครงเรื่องที่เขียนบนแผ่น CD-ROM 3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนแบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความ ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นมีค่าความเชื่อมั่น 0.86 4) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียน ที่เรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความโดยภาพรวมอยู่ในระดับเห็นด้วยมาก การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ค่าร้อยละ (%) ค่าเฉลี่ย ( ) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และการทดสอบหาค่า (t-test) แบบ Dependent ผลการวิจัยพบว่า 1. ประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนเทศบาลวัดแหลมสุวรรณาราม (วัฒนรวมวิทยา) สังกัดเทศบาลนครสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาครให้มีประสิทธิภาพ 85.95 / 89.44 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ 2. เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนเทศบาลวัดแหลมสุวรรณาราม (วัฒนรวมวิทยา) สังกัดเทศบาลนครสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร ก่อนและหลังการใช้แบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความ แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยผลสัมฤทธิ์หลังการใช้แบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความสูงกว่าก่อนการใช้แบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความ 3. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 มีความพึงพอใจต่อการใช้แบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความ อยู่ในระดับเห็นด้วยมากที่สุด โดยนักเรียนพอใจในเนื้อหาที่เรียน การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ มีความสนุกสนาน ได้ร่วมทำงานเป็นกลุ่ม นักเรียนพึงพอใจกับคะแนนแบบทดสอบย่อยหลังเรียนและแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์หลังเรียนซึ่งแสดงว่านักเรียนเข้าใจวิธีการอ่านจับใจความและจับใจความได้ดีขึ้น และสามารถนำความรู้ที่ได้ไปใช้ในการเรียนและการแสวงหาความรู้ได้
รายงานการพัฒนาการอ่านภาษาไทย โดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะการอ่านจับใจความ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเทศบาลวัดช่องลม (เปี่ยมวิทยาคม)
[ โดย kruinfo ชม 305 ]
การรายงานผลการพัฒนาการอ่านภาษาไทยโดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะการอ่านจับใจความ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเทศบาลวัดช่องลม (เปี่ยมวิทยาคม) ครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ดังนี้ 1) เพื่อสร้างและพัฒนาแบบฝึกเสริมทักษะการอ่านจับใจความ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ด้านการอ่านจับใจความระหว่างก่อนและหลังการใช้แบบฝึกเสริทักษะการอ่านจับใจความ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 3) เพื่อประเมินความคิดเห็นของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ที่มีต่อการใช้แบบฝึกเสริมทักษะการอ่านจับ-ใจความ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2/2 โรงเรียนวัดช่องลม(เปี่ยมวิยาคม) สังกัดเทศบาลนครสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร ปีการศึกษา 2552 ภาคเรียนที่ 2 จำนวนนักเรียน 28 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มแบบเจาะจงเฉพาะนักเรียนที่ผู้รายงานเป็นครูประจำชั้น เนื้อหาที่ใช้ในการทำแบบฝึกเสริมทักษะเป็นเนื้อหาที่เกี่ยวกับจังหวัดสมุทรสาคร เครื่องมือที่ใช้ในการรายงานประกอบด้วยแบบฝึกเสริมทักษะการอ่านจับใจความจำนวน 5 ชุดแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ด้านการอ่านจับใจความ เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับจังหวัดสมุทรสาคร ซึ่งมีลักษณะเป็นปรนัยชนิดเลือกตอบมี 3 ตัวเลือกและแบบสอบถามความคิดเห็นของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ที่มีต่อการเรียน โดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะการอ่านจับใจความ ซึ่งมีลักษณะเป็นมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือ ค่าเฉลี่ย, ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน, ค่าความเชื่อมั่น, ค่าความยากง่าย, ค่า-อำนาจจำแนกและการทดสอบค่าที ( t
รายงานผลการพัฒนาแบบฝึกเสริมทักษะการอ่านการเขียนและหาความหมายคำควบกล้ำ
[ โดย kruinfo ชม 255 ]
บทคัดย่อ รายงานผลการพัฒนาแบบฝึกเสริมทักษะการอ่าน การเขียนและหาความหมาย คำควบกล้ำ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนวัดทุ่งคอก (สุวรรณสาธุกิจ)มีวัตถุประสงค์ 3 ประการ คือ (1) เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของแบบฝึกเสริมทักษะการอ่าน การเขียน และหาความหมายคำควบกล้ำ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 (2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียนโดยใช้แบบฝึก เสริมทักษะการอ่าน การเขียนและหาความหมายคำควบกล้ำ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 (3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่มีต่อการใช้แบบฝึกเสริมทักษะการอ่าน การเขียนและหาความหมายคำควบกล้ำ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ผู้รายงานได้สร้างแบบฝึกเสริมทักษะ จำนวน 15 เล่ม เพื่อพัฒนาทักษะการอ่าน การเขียน การฟัง การดูและการพูด แบบฝึกเสริมทักษะการอ่าน การเขียนและหาความหมาย คำควบกล้ำ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีการพัฒนาโดยการนำไปทดลองหาประสิทธิภาพกับกลุ่มตัวอย่าง ซึ่งเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนวัดทุ่งคอก (สุวรรณสาธุกิจ) โดยทำการทดลองออกเป็น 3 ขั้นตอน การทดลองแบบกลุ่มเดี่ยว (1:1) และแบบกลุ่ม(1:10) ทดลองนักเรียน จำนวน 3 คน และ 9 คน ตามลำดับ จากนั้นไปทดลองภาคสนาม (1:100) กับนักเรียนชั้นประถม ศึกษาปีที่ 3/2 โรงเรียนวัดทุ่งคอก(สุวรรณสาธุกิจ) จำนวน 35 คน เครื่องมือที่ใช้ในการรายงาน คือ แบบฝึกเสริมทักษะการอ่าน การเขียนและหาความหมายคำควบกล้ำ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 15 เล่ม แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จำนวน 30 ข้อ แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะการอ่าน การเขียนและหาความหมายคำควบกล้ำ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 10 ข้อ ผู้รายงานได้นำข้อมูลมาวิเคราะห์หาประสิทธิภาพของแบบฝึกแบบฝึกเสริมทักษะการอ่าน การเขียนและหาความหมาย คำควบกล้ำ โดยใช้ ค่าสถิติ E1/E2 ค่า E.I. ค่า t- test ค่าเฉลี่ย ค่าเฉลี่ยร้อยละ ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าความยากง่าย (P) 0.20 – 0.80 และค่าอำนาจจำแนก ( r) 0.20 ขึ้นไป ผลการดำเนินการพบว่า 1. ผลการใช้แบบฝึกเสริมทักษะการอ่าน การเขียนและหาความหมายคำควบกล้ำ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่ผู้รายงานสร้างขึ้นมีประสิทธิภาพ E1/E2 เท่ากับ 85.01/85.90 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน(80/80) ค่าดัชนีประสิทธิผลเท่ากับ 0.74 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียนโดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะการอ่าน การเขียนและหาความหมายคำควบกล้ำ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียนแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 3. ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่มีต่อการใช้แบบฝึกเสริมทักษะการอ่าน การเขียนและหาความหมายคำควบกล้ำ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 อยู่ในระดับมากที่สุด นางบุญเรือน เดชาวิชิตเลิศ
รายงานผลการใช้คู่มือฝึกอบรม ICT เพื่อการเรียนการสอน ในการพัฒนาความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับ ICT เพื่อการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน
[ โดย kruinfo ชม 161 ]
บทคัดย่อ ชื่อเรื่อง : รายงานผลการใช้คู่มือฝึกอบรม ICT เพื่อการเรียนการสอน ในการพัฒนาความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับ ICT เพื่อการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ครูโรงเรียนในโครงการหนึ่งอำเภอหนึ่งโรงเรียนในฝัน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาลำพูน เขต 2 ชื่อผู้ศึกษา : นายประสิทธิ์ ภูมาศ การศึกษาในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพ คู่มือฝึกอบรม ICT เพื่อการเรียนการสอน ในการพัฒนาความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับ ICT เพื่อการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ครูโรงเรียนในโครงการหนึ่งอำเภอหนึ่งโรงเรียนในฝัน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาลำพูน เขต 2 ตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 ศึกษาผลสัมฤทธิ์ของการฝึกอบรม ICT โดยใช้คู่มือฝึกอบรม ICT เพื่อการเรียนการสอน และศึกษาความพึงพอใจของครูที่มีต่อการใช้คู่มือฝึกอบรม ICT เพื่อการเรียนการสอน ประชากรที่ศึกษาเป็นครูโรงเรียนในโครงการหนึ่งอำเภอหนึ่งโรงเรียนในฝัน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาลำพูน เขต 2 ปีการศึกษา 2550 ที่สมัครเข้ารับการฝึกอบรม ICT โดยใช้คู่มือฝึกอบรม ICT เพื่อการเรียนการสอน จำนวน 56 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ประกอบด้วย คู่มือฝึกอบรม ICT เพื่อการเรียนการสอน แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ของการฝึกอบรม ICT โดยใช้คู่มือฝึกอบรม ICT เพื่อการเรียนการสอน แบบสอบถามความพึงพอใจของครูที่มีต่อการใช้คู่มือฝึกอบรม ICT เพื่อ การเรียน การสอน วิเคราะห์ข้อมูล โดยหาค่าเฉลี่ย () และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน () ผลการศึกษาพบว่า 1. ได้คู่มือฝึกอบรม ICT เพื่อการเรียนการสอน จำนวน 5 หน่วย แต่ละหน่วย มีประสิทธิภาพ ตามเกณฑ์ ดังนี้ หน่วยที่ 1 เรื่อง ICT กับการเรียนรู้ มีประสิทธิภาพ 86.82/84.32 หน่วยที่ 2 เรื่อง แผนการจัดการเรียนรู้ที่บูรณาการด้วย ICT มีประสิทธิภาพ 87.73/85.91 หน่วยที่ 3 เรื่อง การเรียนรู้และสร้างผลงานด้วย ICT มีประสิทธิภาพ 88.18/84.55 หน่วยที่ 4 เรื่อง การวัดและประเมินผล มีประสิทธิภาพ 87.61/83.48 หน่วยที่ 5 เรื่อง ปฏิบัติการสร้างแผนการจัดการเรียนรู้ที่มีการใช้ ICT มีประสิทธิภาพ 86.70/84.24 2. ผลการหาประสิทธิภาพของ คู่มือฝึกอบรม ICT เพื่อการเรียนการสอน ปรากฏว่า คู่มือฝึกอบรม ICT เพื่อการเรียนการสอน ทั้ง 5 หน่วย ครูทำคะแนนแบบทดสอบระหว่างการฝึกอบรมได้ถูกต้อง โดยเฉลี่ยร้อยละ 87.41 และค่าเฉลี่ยของคะแนนแบบทดสอบหลังอบรม โดยเฉลี่ยร้อยละ 84.50 แสดงว่า คู่มือฝึกอบรม ICT เพื่อการเรียนการสอน ที่สร้างขึ้นมีประสิทธิภาพ 87.41/84.50 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่ตั้งไว้ 3. ผลการวิเคราะห์ข้อมูลจากการทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ของการฝึกอบรม ICT โดยใช้คู่มือฝึกอบรม ICT เพื่อการเรียนการสอน ก่อนและหลังการฝึกอบรม พบว่า ครูสามารถทำคะแนนหลังการอบรมได้คะแนนสูงกว่าก่อนการอบรม ดังต่อไปนี้ หน่วยที่ 1 เรื่อง ICT กับการเรียนรู้ ก่อนการฝึกอบรม ได้คะแนนเฉลี่ย 12.11 คะแนน จากคะแนนเต็ม 20 คะแนน หลังการฝึกอบรม ได้คะแนนเฉลี่ย 19.41 คะแนน จากคะแนนเต็ม 20 คะแนน โดยมีคะแนนความก้าวหน้าของผลสัมฤทธิ์ของการฝึกอบรม เฉลี่ย 7.30 คะแนน หน่วยที่ 2 เรื่อง แผนการจัดการเรียนรู้ที่บูรณาการด้วย ICT ก่อนการฝึกอบรม ได้คะแนนเฉลี่ย 11.13 คะแนน จากคะแนนเต็ม 20 คะแนน หลังการฝึกอบรม ได้คะแนนเฉลี่ย 19.02 คะแนน จากคะแนนเต็ม 20 คะแนน โดยมีคะแนนความก้าวหน้าของผลสัมฤทธิ์ของการฝึกอบรม เฉลี่ย 7.89 คะแนน หน่วยที่ 3 เรื่อง ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการเรียนรู้และสร้างผลงานด้วย ICT ก่อนการฝึกอบรม ได้คะแนนเฉลี่ย 13.30 คะแนน จากคะแนนเต็ม 50 คะแนน หลังการฝึกอบรม ได้คะแนนเฉลี่ย 41.38 คะแนน จาก คะแนนเต็ม 50 คะแนน โดยมีคะแนนความก้าวหน้า ของผลสัมฤทธิ์ของการฝึกอบรม เฉลี่ย 28.08 คะแนน หน่วยที่ 4 เรื่อง การวัดผลประเมินผลการเรียนรู้ ก่อนการฝึกอบรมได้คะแนนเฉลี่ย 11.23 คะแนน จากคะแนนเต็ม 20 คะแนน หลังการฝึกอบรม ได้คะแนนเฉลี่ย 19.14 คะแนน จากคะแนนเต็ม 20 คะแนน โดยมีคะแนนความก้าวหน้าของผลสัมฤทธิ์ของการฝึกอบรม เฉลี่ย 7.91 คะแนน หน่วยที่ 5 เรื่อง ปฏิบัติการสร้างแผนการจัดการเรียนรู้ที่มีการใช้ ICT ก่อนการฝึกอบรม ได้คะแนนเฉลี่ย 7.75 คะแนน จากคะแนนเต็ม 15 คะแนน หลังการฝึกอบรม ได้คะแนนเฉลี่ย 14.93 คะแนน จากคะแนนเต็ม 15 คะแนน โดยมีคะแนนความก้าวหน้า ของผลสัมฤทธิ์ของการฝึกอบรม เฉลี่ย 7.18 คะแนน แสดงว่าครูที่ได้รับการฝึกอบรม ICT โดยใช้คู่มือฝึกอบรม ICT เพื่อการเรียนการสอน มีพัฒนาการด้านความรู้ความเข้าใจในการใช้ ICT เพื่อการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ทุกหน่วยสูงขึ้น 4. ผลการวิเคราะห์ข้อมูลจากแบบสอบถามความพึงพอใจของครูที่มีต่อการใช้คู่มือฝึกอบรม ICT เพื่อการเรียนการสอน พบว่า ครูมีความพึงพอใจต่อการใช้คู่มือฝึกอบรม ICT เพื่อการเรียนการสอน อยู่ในระดับมากที่สุด
การสร้างบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่องการดูแลอวัยวะของตนเองสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่1
[ โดย kruinfo ชม 186 ]
ชื่อเรื่อง การสร้างบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่องการดูแลอวัยวะของตนเอง สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่1 ผู้ศึกษา งามนิตย์ พรหมวรรณ ปีที่ศึกษา ปีการศึกษา 2553 บทคัดย่อ การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อหาประสิทธิภาพของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนโดยใช้เกณฑ์80/80และเพื่อหาค่าดัชนีประสิทธิผลความก้าวหน้าของนักเรียน ที่เรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ประชากรที่ใช้ในการพัฒนาครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านม่วงพี่น้อง อำเภอสันป่าตอง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต4 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2553 จำนวน 8 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาได้แก่ บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่องการดูแลรักษาอวัยวะของตนเอง จำนวน 10 บทเรียน และแบบทดสอบวัดผมสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่อง การดูแลรักษาอวัยวะของตนเอง จำนวน 30 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าร้อยละค่าเฉลี่ย ( μ ) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน(σ ) และ ค่า E1/E2 ผลการศึกษาพบว่า 1. บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่องการดูแลรักษาอวัยวะของตนเอง สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 88.50/91.25ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ 80/80เมื่อพิจารณาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนทั้ง 10 บทเรียน พบว่ามีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์ทั้ง 10 บทเรียน 2. ค่าดัชนีประสิทธิผลของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนเรื่อง การดูแลรักษาอวัยวะของตนเอง สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 มีค่าเท่ากับ 0.8073 ซึ่งแสดงว่า นักเรียนมีความรู้เพิ่มขึ้นหลังเรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนเรื่องการดูแลรักษาอวัยวะของตนเองร้อยละ 80.73
รายงานการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้บทเรียนเลิร์นนิ่งอ็อบเจกต์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ การงานอาชีพและเทคโนโลยี เรื่อง ฉลาดเลือกฉลาดซื้อ วิชาการประกอบอาหารจานเดียว สำหรับ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2
[ โดย kruinfo ชม 194 ]
บทคัดย่อ รายงานการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้บทเรียนเลิร์นนิ่งอ็อบเจกต์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ การงานอาชีพและเทคโนโลยี เรื่องฉลาดเลือกฉลาดซื้อ วิชาการประกอบอาหารจานเดียว สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเสริมงามวิทยาคม อำเภอเสริมงาม จังหวัดลำปาง ครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของบทเรียนเลิร์นนิ่งอ็อบเจกต์ กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี เรื่อง ฉลาดเลือกฉลาดซื้อ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์80/80 2)เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ก่อนและหลังการใช้บทเรียนเลิร์นนิ่งอ็อบเจกต์ กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี เรื่องฉลาดเลือกฉลาดซื้อ 3) เพื่อศึกษาเจตคติ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ต่อการเรียนโดยบทเรียนเลิร์นนิ่งอ็อบเจกต์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ การงานอาชีพและเทคโนโลยี เรื่องฉลาดเลือกฉลาดซื้อกลุ่มเป้าหมายได้แก่กลุ่มตัวอย่างนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2553 โรงเรียนเสริมงามวิทยา จำนวน 31 คน สำนักงานเขตพื้นที่ที่ศึกษาลำปาง ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง(Purposive Sampling)ระยะเวลาในการพัฒนาครั้งนี้ ดำเนินการในปีการศึกษา 2553 ภาคเรียนที่ 1 จำนวน 15 ชั่วโมงทั้งนี้ไม่รวมถึงเวลาที่ใช้ในการทดสอบก่อนเรียน(Pre-test)และหลังเรียน(Post-test) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาผลการพัฒนาได้แก่ 1)แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาการประกอบอาหารจานเดียวเรื่องฉลาดเลือกฉลาดซื้อ จำนวน 30 ข้อ 2) บทเรียนเลิร์นนิ่งอ็อบเจกต์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ การงานอาชีพและเทคโนโลยี เรื่อง ฉลาดเลือกฉลาดซื้อ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 5 เรื่อง
รายงานการจัดทำและการใช้เอกสารประกอบการสอน เรื่อง
[ โดย kruinfo ชม 222 ]
บทคัดย่อ การศึกษาค้นคว้าครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาเอกสารประกอบการเรียนการสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 2) เพื่อศึกษาความก้าวหน้าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ 3) เพื่อพัฒนาเจตคติที่ดีให้เกิดแก่นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่มีต่อการใช้เอกสารประกอบการสอน เรื่อง เรียนรู้เรื่องสัตว์ กลุ่มประชากรที่ใช้ศึกษาในครั้งนี้ เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนหนองโสนวิทยา อำเภอสังขะ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุรินทร์ เขต 3 ปีการศึกษา 2552 จำนวน 20 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ประกอบด้วย เอกสารประกอบการสอน เรื่อง เรียนรู้เรื่องสัตว์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 8 ชุด แบบทดสอบก่อนเรียน
เผยเพร่ผลงานทางวิชาการ
[ โดย kruinfo ชม 165 ]
ชื่อรายงาน รายงานการจัดทำและการใช้เอกสารประกอบการเรียนการสอน รื่องเรียนรู้เรื่องสัตว์ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและเจตคติของนักเรียนชั้นประถมศึกษา ปีที่ 6โรงเรียนหนองโสนวิทยา ปีการศึกษา 2552 บทคัดย่อ การศึกษาค้นคว้าครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาเอกสารประกอบการรเรียน การสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 2) เพื่อศึกษาความก้าวหน้าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ 3) เพื่อพัฒนาเจตคติที่ดีให้เกิดแก่นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่มีต่อการใช้เอกสารประกอบการสอน เรื่อง เรียนรู้เรื่องสัตว์ กลุ่มประชากรที่ใช้ศึกษาในครั้งนี้ เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนหนองโสนวิทยา อำเภอสังขะ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุรินทร์ เขต 3 ปีการศึกษา 2552 จำนวน 20 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ประกอบด้วย เอกสารประกอบการสอน เรื่อง เรียนรู้เรื่องสัตว์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 8 ชุด แบบทดสอบก่อนเรียน
เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
[ โดย kruinfo ชม 202 ]
บทคัดย่อ การศึกษาค้นคว้าครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาเอกสารประกอบการรเรียน การสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 2) เพื่อศึกษาความก้าวหน้าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ 3) เพื่อพัฒนาเจตคติที่ดีให้เกิดแก่นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่มีต่อการใช้เอกสารประกอบการสอน เรื่อง เรียนรู้เรื่องสัตว์ กลุ่มประชากรที่ใช้ศึกษาในครั้งนี้ เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนหนองโสนวิทยา อำเภอสังขะ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุรินทร์ เขต 3 ปีการศึกษา 2552 จำนวน 20 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ประกอบด้วย เอกสารประกอบการสอน เรื่อง เรียนรู้เรื่องสัตว์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 8 ชุด แบบทดสอบก่อนเรียน
เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
[ โดย kruinfo ชม 215 ]
บทคัดย่อ การศึกษาค้นคว้าครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาเอกสารประกอบการรเรียน การสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 2) เพื่อศึกษาความก้าวหน้าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ 3) เพื่อพัฒนาเจตคติที่ดีให้เกิดแก่นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่มีต่อการใช้เอกสารประกอบการสอน เรื่อง เรียนรู้เรื่องสัตว์ กลุ่มประชากรที่ใช้ศึกษาในครั้งนี้ เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนหนองโสนวิทยา อำเภอสังขะ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุรินทร์ เขต 3 ปีการศึกษา 2552 จำนวน 20 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ประกอบด้วย เอกสารประกอบการสอน เรื่อง เรียนรู้เรื่องสัตว์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 8 ชุด แบบทดสอบก่อนเรียน
การพัฒนาท่ารำประกอบการเรียนชุดระบำลีลาทักษิณสัมพันธ์
[ โดย kruinfo ชม 241 ]
ชื่องานวิจัย การพัฒนาท่ารำประกอบการเรียนชุดระบำลีลาทักษิณสัมพันธ์ โดยใช้เอกสารการสอนประกอบการจัดกิจกรรมกระบวนการกลุ่มสัมพันธ์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนเทศบาล 1 บ้านจะบังติกอ สังกัดเทศบาลเมืองปัตตานี จังหวัดปัตตานี ผู้วิจัย นางณัฐกานต์ นฤมล ปีการศึกษา 2552 บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของเอกสารการสอนประกอบกิจกรรมกระบวนการกลุ่มสัมพันธ์ เรื่อง การพัฒนาท่ารำประกอบการเรียนชุดระบำลีลาทักษิณสัมพันธ์ โดยใช้เอกสารการสอนประกอบการจัดกิจกรรมกระบวนการกลุ่มสัมพันธ์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนเทศบาล 1 บ้านจะบังติกอ สังกัดเทศบาลเมืองปัตตานี จังหวัดปัตตานี (2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ทั้งก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้เรื่องการพัฒนาท่ารำประกอบการเรียนชุดระบำลีลาทักษิณสัมพันธ์ โดยใช้เอกสารการสอนประกอบการจัดกิจกรรมกระบวนการกลุ่มสัมพันธ์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนเทศบาล 1 บ้านจะบังติกอ สังกัดเทศบาลเมืองปัตตานี จังหวัดปัตตานี (3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจผลของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่เรียนรู้เรื่องการพัฒนาท่ารำประกอบการเรียน ชุดระบำลีลาทักษิณสัมพันธ์ โดยใช้เอกสารการสอนประกอบการจัดกิจกรรมกระบวนการกลุ่มสัมพันธ์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนเทศบาล 1 บ้านจะบังติกอ สังกัดเทศบาลเมืองปัตตานี จังหวัดปัตตานี กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 33 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย (1) เอกสารการสอนประกอบกิจกรรมกระบวนการกลุ่มสัมพันธ์ เรื่อง การพัฒนาท่ารำประกอบการเรียนชุดระบำลีลาทักษิณสัมพันธ์ โดยใช้เอกสารการสอนประกอบ การจัดกิจกรรมกระบวนการกลุ่มสัมพันธ์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนเทศบาล 1 บ้านจะบังติกอ สังกัดเทศบาลเมืองปัตตานี จังหวัดปัตตานี (2) แผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 8 แผน (3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง ระบำลีลาทักษิณสัมพันธ์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ใช้ค่าเฉลี่ย (Mean) ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และค่า t (t-test) ผลการวิจัยพบว่า 1. ประสิทธิภาพของเอกสารการสอนประกอบการจัดกิจกรรมกระบวนการกลุ่มสัมพันธ์ เรื่อง การพัฒนาท่ารำประกอบการเรียนชุดระบำลีลาทักษิณสัมพันธ์ โดยใช้เอกสารการสอนประกอบการจัดกิจกรรมกระบวนการกลุ่มสัมพันธ์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนเทศบาล 1 บ้านจะบังติกอ สังกัดเทศบาลเมืองปัตตานี จังหวัดปัตตานี มีค่าประสิทธิภาพด้านกระบวนการเท่ากับ 82.33 และด้านผลลัพธ์เท่ากับ 81.23 ดังนั้นจึงได้ค่าประสิทธิภาพของเอกสารการสอนประกอบการจัดกิจกรรมกระบวนการกลุ่มสัมพันธ์ เรื่อง การพัฒนาท่ารำประกอบการเรียนชุดระบำลีลาทักษิณสัมพันธ์ โดยใช้เอกสารการสอนประกอบการจัดกิจกรรมกระบวนการกลุ่มสัมพันธ์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนเทศบาล 1 บ้านจะบังติกอ สังกัดเทศบาลเมืองปัตตานี จังหวัดปัตตานี (E / E ) เท่ากับ 82.33/81.23 2. นักเรียนที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้การพัฒนาท่ารำประกอบการเรียนชุดระบำลีลาทักษิณสัมพันธ์ โดยใช้เอกสารการสอนประกอบการจัดกิจกรรมกระบวนการกลุ่มสัมพันธ์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนเทศบาล 1 บ้านจะบังติกอ สังกัดเทศบาลเมืองปัตตานี จังหวัดปัตตานี มีคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนเท่ากับ 14.00 คิดเป็นร้อยละ 46.67 และคะแนนหลังเรียนเฉลี่ยเท่ากับ 23.18 คิดเป็นร้อยละ 77.27 และเมื่อพิจารณานักเรียนผ่านเกณฑ์การประเมินที่กำหนดไว้ที่ร้อยละ 70 ของคะแนนเต็ม พบว่า นักเรียนมีคะแนนผ่านเกณฑ์จำนวน 33 คน คิดเป็นร้อยละ 100 ของนักเรียนทั้งหมด เมื่อเปรียบเทียบคะแนนก่อนและหลังเรียน พบว่า มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยคะแนนหลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้สูงกว่าก่อนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ 3. ผลการศึกษาความพึงพอใจการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน เรื่อง การพัฒนาท่ารำประกอบการเรียนชุดระบำลีลาทักษิณสัมพันธ์ โดยใช้เอกสารการสอนประกอบการจัดกิจกรรมกระบวนการกลุ่มสัมพันธ์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนเทศบาล 1 บ้านจะบังติกอ สังกัดเทศบาลเมืองปัตตานี จังหวัดปัตตานี พบว่า ความพึงพอใจโดยภาพรวมเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.38 เมื่อพิจารณารายด้านพบว่า อยู่ในระดับมากทุกด้าน โดยด้านการเตรียม การจัดการเรียนรู้มีความพึงพอใจสูงสุด ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.42 รองลงมา คือ การสรุปและประเมิน ผลการเรียนรู้ ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.38 และ ด้านการสรุปและประเมินผลการเรียนรู้ ค่าเฉลี่ย 4.35 ตามลำดับ
การประเมินโครงการพัฒนาทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณ
[ โดย kruinfo ชม 195 ]
บทคัดย่อ ชื่อเรื่อง การประเมินโครงการพัฒนาทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณ โดยใช้แผนผังโครงข่ายงาน (network) เพื่อพัฒนาทักษะการคิด โรงเรียนวัดบุญลือ ปีการศึกษา 2552 ผู้ประเมิน นายศิริเดช ศรีสร้อย ตำแหน่ง ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดบุญลือ (อุเทสประชาสรรค์) ปีการศึกษา 2552 จุดมุ่งหมาย การประเมินโครงการครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อประเมินผลโครงการพัฒนาทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณโดยใช้แผนผังโครงข่ายงาน (network) เพื่อพัฒนาทักษะการคิดของโรงเรียนวัดบุญลือ (อุเทสประชาสรรค์) ปีการศึกษา 2552 โดยใช้แบบจำลอง CIPP MODEL ใน 4 ด้าน ได้แก่ 1. ด้านบริบท (Context Evaluation) 2. ด้านปัจจัยนำเข้า (Input Evaluation) 3. ด้านกระบวนการ (Process Evaluation) 4. ด้านผลผลิต (Product Evaluation) วิธีดำเนินการประเมิน 1. การประเมินด้านบริบท , ด้านปัจจัยนำเข้า และด้านกระบวนการ โดยถามระดับความคิดเห็นจากคณะครู คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน และเครือข่ายพัฒนาคุณภาพสถานศึกษาจำนวน 52 คน ที่มีต่อการดำเนินโครงการ ด้วยแบบสอบถามที่ผู้ประเมินสร้างขึ้น มี 2 ตอน ตอนที่ 1 ถามสถานภาพผู้ตอบแบบสอบถาม ตอนที่ 2 เป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับถามระดับความคิดเห็นที่มีต่อการดำเนินโครงการ 2. การประเมินด้านผลผลิต โดยเปรียบเทียบทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณก่อนดำเนินโครงการและหลังดำเนินโครงการของนักเรียนช่วงชั้นที่ 2 จำนวน 46 คน ซึ่งวัดผลจากการใช้แบบทดสอบวัดทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณที่ผู้ประเมินได้อำนวยการให้คณะครูสร้างขึ้นโดยยึดแบบวัดการคิดอย่างมีวิจารณญาณของชาลินี เอี่ยมศรี ที่ดำเนินการตามแนวทฤษฏีของ Noriss และ Ennis (1989) อิงรูปแบบลักษณะแบบสอบวัดจาก Cornell Critical Thinking Test,Level X ( อ้างถึงใน ทิศนา แขมมณี. 2544 : 176) ซึ่งประกอบด้วยองค์ประกอบของการคิดอย่างมีวิจารณญาณ 4 ด้าน คือ ด้านที่ 1 ความสามารถในการพิจารณาความน่าเชื่อถือของแหล่งข้อมูและการสังเกต (credibility of sources and observation) ด้านที่ 2 ความสามารถในการนิรนัย (deduction) ด้านที่ 3 ความสามารถในการอุปนัย (indiction) ด้านที่ 4 ความสามารถในการระบุข้อตกลงเบื้องต้น (assumption indentification) การวิเคราะห์ข้อมูล 1. ข้อมูลเกี่ยวกับสถานภาพผู้ตอบแบบสอบถาม โดยการแจกแจงความถี่ และหาค่าร้อยละ 2. ข้อมูลเกี่ยวกับระดับความคิดเห็นต่อการดำเนินโครงการ โดยคำนวนค่าเฉลี่ย และ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 3. เปรียบเทียบทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณก่อนดำเนินโครงการและหลังดำเนินโครงการของนักเรียน โดยเปรียบเทียบค่าที ใช้สูตร t
รายงานการพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน วิชาคอมพิวเตอร์
[ โดย kruinfo ชม 269 ]
บทคัดย่อ ชื่อเรื่อง รายงานการพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน วิชาคอมพิวเตอร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 เรื่อง โปรแกรมไมโครเวิลด์ โปร ชื่อผู้วิจัย นายวีรพันธ์ วิชญาปกรณ์ ครูโรงเรียนจ่าการบุญ การศึกษาวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อหาประสิทธิภาพของบทเรียนคอมพิวเตอร์ ช่วยสอน เพื่อศึกษาเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน และเพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อบทเรียนคอมพิวเตอร์ ช่วยสอน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ปีการศึกษา 2552 โรงเรียนจ่าการบุญ อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก จำนวน 29 คน ใช้รูปแบบการวิจัย The Single Group, Pretest-Posttest Designs ใช้เวลาในการทดลอง 16 ชั่วโมง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน วิชาคอมพิวเตอร์ เรื่อง โปรแกรมไมโครเวิลด์ โปร แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบฝึกจากใบงานและแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียน ที่มีต่อบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ผลการศึกษาวิจัยพบว่า บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน วิชาคอมพิวเตอร์ เรื่อง โปรแกรมไมโครเวิลด์ โปร หน่วยการเรียนรู้ที่ 7 เต่าวิเศษ มีประสิทธิภาพ เท่ากับ 84.40/89.43 หน่วยการเรียนรู้ที่ 8 ภาพแสนสวย มีประสิทธิภาพ เท่ากับ 84.96/88.97 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด นอกจากนี้ยังพบว่าหลังการใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน วิชาคอมพิวเตอร์ เรื่อง โปรแกรมไมโครเวิลด์ โปร นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงกว่าก่อนการใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน วิชาคอมพิวเตอร์ เรื่อง โปรแกรมไมโครเวิลด์ โปร อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 สำหรับความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน วิชาคอมพิวเตอร์ เรื่อง โปรแกรมไมโครเวิลด์ โปร โดยรวมอยู่ในระดับพึงพอใจมาก
การพัฒนาแบบฝึกทักษะภาษาอังกฤษ เรื่อง Pronouns สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
[ โดย kruinfo ชม 456 ]
บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้เป็นการพัฒนาแบบฝึกทักษะภาษาอังกฤษ เรื่อง Pronouns สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและหาประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะภาษาอังกฤษ เรื่อง Pronouns สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างคะแนนหลังเรียนด้วยแบบฝึกทักษะภาษาอังกฤษเรื่อง Pronouns กับเกณฑ์ที่กำหนดร้อยละ 80 เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างคะแนนก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยแบบฝึกทักษะภาษาอังกฤษเรื่อง Pronouns และเพื่อประเมินความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่มีต่อแบบฝึกทักษะภาษาอังกฤษ เรื่อง Pronouns โดยมีประชากรคือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนปลายพระยาวิทยาคม อำเภอปลายพระยา จังหวัดกระบี่ กลุ่มตัวอย่างสำหรับทดลองใช้แบบฝึกทักษะภาษาอังกฤษ เรื่อง Pronouns คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนปลายพระยาวิทยาคม อำเภอปลายพระยา จังหวัดกระบี่ จำนวน 20 คน และกลุ่มเป้าหมายสำหรับใช้แบบฝึกทักษะภาษาอังกฤษ เรื่อง Pronouns คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนปลายพระยาวิทยาคม อำเภอปลายพระยา จังหวัดกระบี่ จำนวน 40 คน ซึ่งได้มาจากการเลือกแบบเฉพาะเจาะจง วิเคราะห์ข้อมูลหาค่าประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะภาษาอังกฤษ เรื่อง Pronouns โดยใช้ค่าร้อยละ เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างคะแนนหลังเรียนด้วยแบบฝึกทักษะภาษาอังกฤษ เรื่อง Pronouns กับเกณฑ์ที่กำหนดร้อยละ 80 โดยใช้การทดสอบค่าทีแบบ One sample (t-test ; One sample) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างคะแนนก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยแบบฝึกทักษะภาษาอังกฤษ เรื่อง Pronouns โดยใช้การทดสอบ ค่าทีแบบ Dependent (t-test ; Dependent sample หรือ t-pair) และหาค่าระดับความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่มีต่อแบบฝึกทักษะภาษาอังกฤษเรื่อง Pronouns โดยใช้ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน แล้วแปลผลเป็นระดับความพึงพอใจแบบความเรียงผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. แบบฝึกทักษะภาษาอังกฤษเรื่อง Pronouns สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีประสิทธิภาพ 84.59 / 85.67 สูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ 80 / 80 โดยคะแนนเฉลี่ยของนักเรียนจากการใช้แบบฝึกทักษะคิดเป็นร้อยละ 84.59 และคะแนนเฉลี่ยจากการทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนคิดเป็นร้อยละ 85.67 2. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีคะแนนเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนด้วยแบบฝึกทักษะภาษาอังกฤษ เรื่อง Pronouns เมื่อเปรียบเทียบกับเกณฑ์ร้อยละ 80 ของคะแนนเต็ม สูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 80 ของคะแนนเต็ม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 3. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีคะแนนเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนด้วยแบบฝึกทักษะภาษาอังกฤษ เรื่อง Pronouns สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 4. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีความพึงพอใจต่อการเรียนด้วยแบบฝึกทักษะภาษาอังกฤษ เรื่อง Pronouns เฉลี่ยโดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อแยกพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านผลผลิตมีค่าเฉลี่ยมากที่สุด รองลงมาได้แก่ ด้านกระบวนการ และด้านปัจจัยนำเข้า ตามลำดับ
รายงานการพัฒนาแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่องการแก้โจทยืปัญหาการบวกและการลบ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่1
[ โดย kruinfo ชม 189 ]
ชื่อเรื่อง รายงานการพัฒนาแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่องการแก้โจทย์ปัญหาการบวก และการลบ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ชื่อผู้วิจัย นางปรียา นิ่มชนะ ปีที่ทำการวิจัย ปีการศึกษา 2551 บทคัดย่อ รายงานการพัฒนาแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่องการแก้โจทย์ปัญหาการบวกและการลบ ของ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะ คณิตศาสตร์ เรื่อง การแก้โจทย์ปัญหาการบวกและการลบ และศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง การแก้โจทย์ปัญหาการบวกและการลบ กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนอนุบาลป่าพะยอม จำนวนนักเรียน 31 คน โดยวิธีเลือกแบบ เจาะจง ใช้เวลาในการฝึก 20 ชั่วโมง ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2551 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วยแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่องการแก้โจทย์ปัญหาการบวกและการลบ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 3 ชุด 27 แบบฝึก แผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 20 แผน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ 1 ฉบับ จำนวน 20 ข้อ และแบบทดสอบหลังเรียน จำนวน 3 ชุด ชุดละ 10 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือ ค่าเฉลี่ย ( ) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และการทดสอบค่าที (t-test) ผลการวิจัยพบว่า แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่องการแก้โจทย์ปัญหาการบวกและการลบ ของชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ที่สร้างขึ้นมีประสิทธิภาพ 83.33/81.13 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ประสิทธิภาพ 80/80 ตามที่กำหนดไว้ และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ เรื่อง การแก้โจทย์ปัญหาการบวกและการลบ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1/1 ภายหลังการใช้แบบฝึกทักษะ สูงกว่าก่อนการเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 สอดคล้องกับสมมติฐานที่ตั้งไว้
ชุดการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ เรื่อง ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับจำนวนจริงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2
[ โดย kruinfo ชม 231 ]
ชุดการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ เรื่อง ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับจำนวนจริง ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ชุดที่ 2 เรื่อง จำนวนอตรรกยะ เวลา 3 ชั่วโมง โดย นางวิไล รัตนากร ครู ชำนาญการ โรงเรียนรัตนราษฎร์บำรุง อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
รายงานการพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้โครงงาน เรื่อง สิ่งแวดล้อมในชุมชน
[ โดย kruinfo ชม 219 ]
ชื่อเรื่อง รายงานการพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้โครงงาน เรื่อง สิ่งแวดล้อมในชุมชน กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ผู้รายงาน นางอุษา คูเจริญทรัพย์ ปีการศึกษา 2552 บทคัดย่อ การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนแบบโครงงานเป็นกิจกรรมการจัดการเรียนรู้ ที่เปิดโอกาส ให้ผู้เรียนได้ศึกษา ค้นคว้าและลงมือปฏิบัติด้วยตนเองตามความสามารถ ความถนัด และความสนใจโดยมีผู้สอนคอยกระตุ้น แนะนำ และให้คำปรึกษาแก่ผู้เรียน เป็นกระบวนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ซึ่งจะส่งผลให้ผลการเรียนรู้และทักษะกระบวนการกลุ่มได้รับการพัฒนาขึ้นโดยเร็ว การพัฒนาครั้งนี้จึงมีความมุ่งหมายเพื่อพัฒนาแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ โดยใช้โครงงาน เรื่องสิ่งแวดล้อมในชุมชน กลุ่มสาระสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 เพื่อหาดัชนีประสิทธิผลของนักเรียนที่เรียนด้วยแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ และเพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่มีต่อการพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้โครงงาน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนวัดหุบกระทิง อำเภอบ้านโป่งจังหวัดราชบุรี ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2552 จำนวน 28 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้โครงงาน เรื่อง สิ่งแวดล้อมในชุมชน กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 10 แผน ทำการสอนแผนละ 1 ชั่วโมง แบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เป็นแบบปรนัยชนิด 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ ซึ่งมีค่าอำนาจจำแนกตั้งแต่ 0.20 ถึง 0.89 ค่าความยากตั้งแต่ 0.20 ถึง 0.57 และค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.86 แบบประเมินโครงงาน แบบวัดความพึงพอใจในการเรียนรู้โดยโครงงาน ใบงานและแบบสังเกตพฤติกรรมระหว่างเรียนในแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ 1 ถึง 5 และแบบสำรวจข้อมูลในแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ 6 ถึง 10 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการพัฒนาพบว่า 1. แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยโครงงาน เรื่อง สิ่งแวดล้อมในชุมชน กลุ่มสาระ การเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีประสิทธิภาพเท่ากับร้อยละ 94.08/90.61 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ 2. ค่าดัชนีประสิทธิผลของแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยโครงงาน เรื่อง สิ่งแวดล้อมใน ชุมชน กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีค่าเท่ากับ 0.7140 หรือคิดเป็นร้อยละ 71.40 3. นักเรียนที่เรียนด้วยโครงงาน เรื่อง สิ่งแวดล้อมในชุมชน กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 นักเรียนมีความพึงพอใจโดยรวมเท่ากับ 4.24 ซึ่งแสดงว่านักเรียนมีความพึงพอใจอยู่ในระดับพึงพอใจมาก โดยสรุป แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้โครงงาน เรื่อง สิ่งแวดล้อมในชุมชน กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีประสิทธิภาพเหมาะสม ส่งผลให้ผู้เรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น จึงสมควรนำไปใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนให้กับนักเรียน
การพัฒนาแบบฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 นางพรรษพร เพ็งศิริ ตำแหน่ง ครูชำนาญการ โรงเรียนวัดท่าโรงตะวันตก อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก
[ โดย kruinfo ชม 213 ]
การพัฒนาแบบฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อหาประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาคณิตสาสตร์ ตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 และเพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังการใช้แบบฝึกทักษะ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการพัฒนา เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนวัดท่าโรงตะวันตก ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2551 จำนวนนักเรียน 12 คน เครื่องมือที่ใช้ในได้แก่ แบบฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ จำนวน 2 ชุด ชุดที่ 1 หน่วยการเรียนรู้ที่ 9 เรื่อง การแก้โจทย์ปัญหาการหาร จำนวน 7 เล่ม และชุดที่ 2 หน่วยการเรียนรู้ที่ 12 เรื่อง การแก้โจทย์ปัญหาการบวก ลบ คูณ หารระคน จำนวน 7 เล่ม และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จำนวน 2 ชุด ชุดที่ 1 หน่วยการเรียนรู้ที่ 9 เรื่อง การแก้โจทย์ปัญหาการหาร และชุดที่ 2 หน่วยการเรียนรู้ที่ 12 เรื่อง การแก้โจทย์ปัญหาการบวก ลบ คูณ หารระคน ผลการพัฒนา พบว่า แบบฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ ชุดที่ 1 หน่วยการเรียนรู้ที่ 9 เรื่อง การแก้โจทย์ปัญหาการหาร มีประสิทธิภาพ 87.09 / 85.85 แบบฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ ชุดที่ 2 หน่วยการเรียนรู้ที่ 12 เรื่อง การแก้โจทย์ปัญหาการบวก ลบ คูณ หารระคน มีประสิทธิภาพ 86.91 / 86.65 สรุปว่ามีประสิทธิภาพเป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 เรื่อง การแก้โจทย์ปัญหาการหาร และ การแก้โจทย์ปัญหาการบวก ลบ คูณ หารระคน หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
รายงานการพัฒนาชุดการสอน เรื่อง อสมการ
[ โดย kruinfo ชม 368 ]
ชื่อเรื่อง รายงานผลการพัฒนาชุดการสอน เรื่อง อสมการ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ชื่อผู้รายงาน นางฟองนวล ยันตรวัฒนา โรงเรียนชุมชนบ้านฟ่อนวิทยา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลำปาง เขต 1 ปีการศึกษา 2553 บทคัดย่อ รายงานผลการพัฒนาชุดการสอน เรื่อง อสมการ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของชุดการสอนเรื่อง อสมการ เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียนโดยใช้ชุดการสอน เรื่องอสมการ เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อชุดการสอน เรื่อง อสมการ และเพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง อสมการ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ปีการศึกษา 2553 ที่เรียนโดยใช้ชุดการสอน เรื่อง อสมการ ให้สูงขึ้นจากปีการศึกษา 2550 – 2552 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/2 โรงเรียนชุมชนบ้านฟ่อนวิทยา ปีการศึกษา 2553 จำนวน 30 คนได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาประกอบด้วยชุดการสอน เรื่อง อสมการ จำนวน 8 ชุด แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนกับหลังเรียนเป็นแบบเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ แบบประเมินความความพึงพอใจที่นักเรียนมีต่อชุดการสอนเรื่อง อสมการ เป็นแบบมาตราประมาณค่า จำนวน 10 ข้อ นำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์หาประสิทธิภาพ ค่าสถิติ t – test ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าความยาก ค่าอำนาจจำแนก นำเสนอข้อมูลในรูปตารางประกอบคำบรรยาย ผลการศึกษาพบว่า ชุดการสอน เรื่อง อสมการ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่ผู้รายงานสร้างขึ้น มีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่ตั้งไว้ คือ83.31/82.17 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนโดยใช้ชุดการสอน เรื่อง อสมการ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ของนักเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ผลการประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อชุดการสอน เรื่อง อสมการ มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุดและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องอสมการ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ปีการศึกษา 2553 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 85.44 สูงขึ้นจากปีการศึกษา 2550 - 2552
การประเมินโครงการระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนโรงเรียนศรีไผทสมันต์ อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์
[ โดย kruinfo ชม 180 ]
การประเมินครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อประเมินโครงการระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนในโรงเรียนศรีไผทสมันต์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุรินทร์ เขต 1 โดยใช้ CIPP Model กลุ่มตัวอย่าง ที่ใช้ในการประเมินครั้งนี้คือ คณะกรรมการดูแลช่วยเหลือนักเรียนจำนวน 35 คน และนักเรียนในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 - 6 จำนวน 225 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล มีความเชื่อมั่นของเครื่องมือแบบสอบถามความคิดเห็นและแบบปลายเปิด สำหรับคณะกรรมการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนที่ระดับ 0.95 และมีความเชื่อมั่นของแบบสอบถามสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาชั้นปีที่ 1
การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์เรื่องอัตราส่วนและร้อยละโดยใช้ ชุดการเรียนรู้ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2
[ โดย kruinfo ชม 185 ]
บทคัดย่อ การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์เรื่องอัตราส่วนและร้อยละโดยใช้ชุดการเรียนรู้ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ของโรงเรียนลับแลศรีวิทยา อำเภอ ลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์มีวัตถุประสงค์ คือ สร้างและพัฒนาชุดการเรียนรู้เรื่องอัตราส่วนและร้อยละ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ของโรงเรียนลับแลศรีวิทยา อำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 2 โรงเรียนลับแลศรีวิทยา อำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ก่อนและหลังใช้ชุดการเรียนรู้เรื่องอัตราส่วนและร้อยละ ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการใช้ชุดการเรียนรู้เรื่องอัตราส่วนและร้อยละ โรงเรียนลับแลศรีวิทยา อำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ กลุ่มตัวอย่างในการศึกษาคือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 แผนการเรียนวิทยาศาสตร์- คณิตศาสตร์ ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2550 โรงเรียนลับแลศรีวิทยา อำเภอลับแล สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุตรดิตถ์ เขต 1 จังหวัดอุตรดิตถ์ จำนวน 35 คน1 ห้องเรียนโดยเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา คือ ชุดการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์เรื่องอัตราส่วนและร้อยละ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 40 ข้อซึ่งมีค่าความยากง่ายอยู่ระหว่าง 0.20 ถึง 0.80 ค่าอำนาจจำแนกมากกว่า 0.20 และค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบเท่ากับ 0.82 แบบวัดความพึงพอใจของนักเรียนหลังการใช้ชุดการเรียนรู้ เรื่องอัตราส่วนและร้อยละ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 อยู่ในระดับมาก สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบก่อนเรียนหลังเรียนโดยใช้ t-test (dependent samples) ผลการศึกษาพบว่า ชุดการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์เรื่องอัตราส่วนและร้อยละ สำหรับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนลับแลศรีวิทยา ที่ผู้ศึกษาได้สร้างขึ้นมีประสิทธิภาพ 83.75/82.37 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ที่กำหนด นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่องอัตราส่วนและร้อยละ หลังใช้ชุดการเรียนรู้เรื่องอัตราส่วนและร้อยละสูงกว่าก่อนใช้ชุดการเรียนรู้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 นักเรียนที่เรียนโดยใช้ชุดการเรียนรู้เรื่องอัตราส่วนและร้อยละ มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก สรุปผลการศึกษาชุดการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์เรื่องอัตราส่วนและร้อยละสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด สามารถนำไปใช้ในการจัดกระบวนการเรียนรู้ แล้วส่งผลให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น มีความพึงพอใจต่อการเรียนโดยใช้ชุดการเรียนรู้อยู่ในระดับมาก ดังนั้นชุดการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์เรื่องอัตราส่วนและร้อยละ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เป็นแนวทางในการจัดการเรียนรู้ในเนื้อหาสาระคณิตศาสตร์เรื่องอื่น และกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่นๆ ต่อไป
การแพทย์แผนไทย
[ โดย kruinfo ชม 170 ]
ชื่อผลงาน การพัฒนาการจัดการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 เรื่อง การแพทย์แผนไทย โดยการจัดกิจกรรม การเรียนรู้ที่เน้นทักษะกระบวนการ ผู้จัดทำ นางธัชตะวัน ศิริวิชัย สถานศึกษา โรงเรียนพล อำเภอพล จังหวัดขอนแก่น สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาขอนแก่น เขต 3 ปีที่ทำการศึกษา ปีการศึกษา 2552 บทคัดย่อ การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาแผนการเรียนรู้ที่เน้นทักษะกระบวนการ กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 เรื่อง การแพทย์แผนไทย ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การแพทย์แผนไทย กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน 3) ศึกษาดัชนีประสิทธิผลของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่เน้นทักษะกระบวนการ และ 4) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่เน้นทักษะกระบวนการ เรื่อง การแพทย์แผนไทย ประชากร ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ภาคเรียนที่ 2 ประจำปีการศึกษา 2552 โรงเรียนพล อำเภอพล จังหวัดขอนแก่น จำนวน 6 ห้องเรียน จำนวนนักเรียนทั้งหมด 234 คน กลุ่มตัวอย่าง เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6/6 ภาคเรียนที่ 2 ประจำปีการศึกษา 2552 โรงเรียนพล อำเภอพล จังหวัดขอนแก่น จำนวน 34 คน ได้มาจากการสุ่มอย่างง่าย (Simple Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ได้แก่ 1) แบบฝึกเสริมทักษะเรื่องการแพทย์แผนไทย จำนวน 15 เล่ม 2) แผนการเรียนรู้ที่เน้นทักษะกระบวนการ จำนวน 15 แผน ใช้เวลาในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ 15 ชั่วโมง ระดับความเหมาะสม จากการประเมินของผู้เชี่ยวชาญมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.53 มีความเหมาะสม มากที่สุด 3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียน จำนวน 30 ข้อ มีค่า IOC ตั้งแต่ 0.66 -1.00 มีค่าอำนาจจำแนก ตั้งแต่ 0.20 ถึง 0.41 และมีค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบทั้งฉบับเท่ากับ 0.75 และ 4) แบบวัดความพึงพอใจของนักเรียน ที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่เน้นทักษะกระบวนการ จำนวน 20 ข้อ มีค่าอำนาจจำแนก เท่ากับ 0.38
ผลการใช้แบบฝึกทักษะปฏิบัติการเป่าขลุ่ยรีคอร์เดอร์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนแพ่งพิทยาภูมิ
[ โดย kruinfo ชม 357 ]
บทคัดย่อ ชื่อรายงานการศึกษา : รายงานการพัฒนานวัตกรรมทางการศึกษา เรื่องผลการใช้ แบบฝึกทักษะปฏิบัติการเป่าขลุ่ยรีคอร์เดอร์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนแพ่งพิทยาภูมิ จังหวัดฉะเชิงเทรา ชื่อผู้เขียนรายงาน : ประมวล ศิริวรรณ ครูชำนาญการ โรงเรียนแพ่งพิทยาภูมิ ปีการศึกษา : 2553 การศึกษาวิจัยเชิงทดลอง (Experimental Research) ครั้งนี้ใช้รูปแบบกลุ่มเดียวทดสอบ 2 ครั้ง มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างแบบฝึกทักษะปฏิบัติการเป่าขลุ่ยรีคอร์เดอร์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 หาประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมที่สร้างขึ้นตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 และเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ก่อนเรียน-หลังเรียน โดยใช้แบบฝึกทักษะ กลุ่มตัวอย่างที่นำมาศึกษาครั้งนี้คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนโรงเรียนแพ่ง-พิทยาภูมิ ที่กำลังศึกษาอยู่ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2553 จำนวน 15 คน (1 ห้องเรียน) เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบฝึกทักษะปฏิบัติการเป่าขลุ่ยรีคอร์เดอร์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 มีทั้งหมด 5 ชุด, แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนชนิดปรนัย 4 ตัวเลือก, และแบบวัดทักษะภาคปฏิบัติ ดำเนินการทดลองกับนักเรียนกลุ่มตัวอย่างที่เรียนเรื่อง การปฏิบัติการเป่าขลุ่ยรีคอร์เดอร์ จากแบบฝึกทักษะที่ผู้รายงานสร้างขึ้นจำนวน 5 ชุด นำคะแนนที่ได้จากแบบวัดผลสัมฤทธิ์ก่อนและหลังเรียนมาหาค่าเฉลี่ยของคะแนนและวิเคราะห์เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยใช้สูตร T-test dependent samples ผลการศึกษาพบว่า แบบฝึกทักษะปฏิบัติการเป่าขลุ่ยรีคอร์เดอร์มีค่าประสิทธิภาพรวมเท่ากับ 81.81/81.07 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนของนักเรียนที่เรียนเรื่องการปฏิบัติการเป่าขลุ่ยรีคอร์เดอร์จากชุดแบบฝึกทักษะสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และนักเรียนร้อยละ 66.67 มีทักษะการเป่าขลุ่ยรีคอคอร์เดอร์สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้
รายงานการพัฒนาแบบฝึกทักษะ วิชา ท ๓๓๑๐๑ ภาษาไทย เรื่อง ภาษาต่างประเทศในภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓
[ โดย kruinfo ชม 203 ]
รายงานการพัฒนาแบบฝึกทักษะวิชา ท 33101 ภาษาไทย เรื่อง ภาษาต่างประเทศ ในภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ชื่อเรื่อง : รายงานการพัฒนาแบบฝึกทักษะวิชา ท 33101 ภาษาไทย เรื่อง ภาษาต่างประเทศ ในภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ชื่อผู้ศึกษา : นางธีรกานต์ ขะชาตย์ โรงเรียนอยุธยาวิทยาลัย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ปีการศึกษา : 2553 การศึกษาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อหาประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะวิชา ท 33101 ภาษาไทย เรื่อง ภาษาต่างประเทศในภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางด้านการเรียนของนักเรียน ก่อนและหลังเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะวิชา ท 33101 ภาษาไทย เรื่อง ภาษาต่างประเทศในภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียน มีต่อการเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะวิชา ท 33101 ภาษาไทย เรื่อง ภาษาต่างประเทศในภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/5 โรงเรียนอยุธยาวิทยาลัย อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่เรียนวิชา ท 33101 ภาษาไทย จำนวน 52 คน โดยการใช้วิธีสุ่มอย่างง่าย (Simple Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา คือ 1. แบบฝึกทักษะวิชา ท 33101 ภาษาไทย เรื่อง ภาษาต่างประเทศในภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 2. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียน วิชา ท 33101 ภาษาไทย เรื่อง ภาษาต่างประเทศในภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ซึ่งเป็นข้อสอบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 50 ข้อ 3. แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อแบบฝึกทักษะวิชา ท 33101 ภาษาไทย เรื่อง ภาษาต่างประเทศในภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ผลการศึกษาพบว่า 1. ประสิทธิภาพของแบบแบบฝึกทักษะวิชา ท 33101 ภาษาไทย เรื่อง ภาษาต่างประเทศ ในภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 เท่ากับ 88.54 / 86.77 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 หลังเรียนด้วยแบบแบบฝึกทักษะ วิชา ท 33101 ภาษาไทย เรื่อง ภาษาต่างประเทศในภาษาไทย สูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .01 3. ผลการวิเคราะห์ความความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะ วิชา ท 33101 ภาษาไทย เรื่อง ภาษาต่างประเทศในภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 อยู่ในระดับมากที่สุด
รายงานผลการใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เรื่อง เศษส่วน
[ โดย kruinfo ชม 171 ]
บทคัดย่อ รายงานผลการใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เรื่อง เศษส่วน มีวัตถุประสงค์ในการจัดทำขึ้นเพื่อ 1) เพื่อศึกษาประสิทธิภาพแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เรื่อง เศษส่วน ตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังการใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เรื่อง เศษส่วน 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ ชั้นประถม ศึกษาปีที่ 6 เรื่อง เศษส่วน การศึกษาครั้งนี้ใช้กลุ่มประชากรเป็นกลุ่มตัวอย่างของการทดลอง คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ปีการศึกษา 2552 ของโรงเรียนพิบูลปัทมาคม สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาลพบุรี เขต 1 จำนวน 7 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ แบ่งออกเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง และเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง ประกอบด้วยแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เรื่อง เศษส่วน จำนวน 2 เล่ม แผนการจัดการเรียนรู้ ประกอบการใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เรื่อง เศษส่วน จำนวน 22 แผน รวมทั้งสิ้น 22 ชั่วโมง เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ประกอบด้วย แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องเศษส่วน เป็นข้อสอบแบบปรนัย แบบเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ แบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เรื่อง เศษส่วน จำนวน 11 ข้อ ประกอบการสอน ข้อมูลที่ได้นำมาวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที ( t
รายงานการพัฒนาและผลการใช้หนังสืออ่านเพิ่มเติมกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา
[ โดย kruinfo ชม 163 ]
เรื่องที่รายงาน : รายงานการพัฒนาและผลการใช้หนังสืออ่านเพิ่มเติมกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม เรื่อง นครปฐมบ้านเรา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ชื่อผู้รายงาน : นางปทิน มีกุล ปีที่พัฒนา : 2552 บทคัดย่อ รายงานการพัฒนาและผลการใช้หนังสืออ่านเพิ่มเติมกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษาศาสนาและวัฒนธรรม เรื่อง นครปฐมบ้านเรา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ปีการศึกษา 2552 มีวัตถุประสงค์ 3 ประการคือ 1)เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพหนังสืออ่านเพิ่มเติมกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม เรื่อง นครปฐมบ้านเรา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนระหว่างก่อนเรียนและ หลังเรียนโดยใช้หนังสืออ่านเพิ่มเติมกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม เรื่อง นครปฐมบ้านเรา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้หนังสืออ่านเพิ่มเติมกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม เรื่อง นครปฐมบ้านเรา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3/2 โรงเรียนวัดพระปฐมเจดีย์ ปีการศึกษา 2552 จำนวน 45 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาประกอบด้วย หนังสืออ่านเพิ่มเติมกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษาศาสนาและวัฒนธรรม เรื่อง นครปฐมบ้านเรา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่สร้างขึ้นจำนวน 5 เล่ม ได้แก่ เล่ม 1 รอบรู้เรื่องเมืองนครปฐม เล่ม 2 ชวนชื่นชมสถานที่สำคัญ เล่ม 3 ผลิตภัณฑ์และอาชีพในชุมชน เล่ม 4 เชิดชูบุคคลผลงานดีศรีนคร เล่ม 5 ประเพณีย้อนวิถีชีวีไทย แบบทดสอบก่อนและหลังเรียนแบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก และแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนด้วยหนังสืออ่านเพิ่มเติมกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษาศาสนาและวัฒนธรรม เรื่อง นครปฐมบ้านเรา การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ค่าสถิติร้อยละ (%) ค่าเฉลี่ย ( ) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และ t
การพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ เพื่อพัฒนาการเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษ
[ โดย kruinfo ชม 299 ]
บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมาย 1) เพื่อพัฒนาทักษะการฟัง พูด อ่านและเขียนคำศัพท์ภาษาอังกฤษ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ให้สูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 80 2) เพื่อพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ เรื่อง การพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ เพื่อพัฒนาการเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษโดยใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่มีประสิทธิภาพ ตามเกณฑ์ 80/80 3) เพื่อศึกษาดัชนีประสิทธิผลของหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ เรื่อง การพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ เพื่อพัฒนาการเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษโดยใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 4) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ เพื่อพัฒนาการ เรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษ ระหว่างก่อนเรียน และหลังเรียนโดยใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ กลุ่มสาระ การเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 5) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของ นักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนดงสมบูรณ์ประชารัฐ อำเภอท่าคันโท สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากาฬสินธุ์ เขต 2 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2552 จำนวนนักเรียน 23 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ (1) หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ จำนวน 7 ชุด (2) แผนการจัดการเรียนรู้ประกอบการใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ จำนวน 18 แผน (3) แบบทดสอบ วัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ชนิดเลือกตอบ 3 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ มีค่าความยากง่าย ตั้งแต่ 0.30 ถึง 0.65 มีค่าอำนาจจำแนกรายข้อตั้งแต่ 0.35 ถึง 0.80 และ ค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.81 (4) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) 5 ระดับ จำนวน 15 ข้อ มีค่าอำนาจจำแนกรายข้อตั้งแต่ 0.64 ถึง 0.87 และ ค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ เท่ากับ 0.83 สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ การทดสอบสมมุติฐานใช้การทดสอบค่าที t-test แบบ Dependent Samples ผลการวิจัย พบว่า 1. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 มีทักษะการเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ) เท่ากับ 83.81 สูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 80 ที่ตั้งไว้ 2. การจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 83.81 / 82.86 สูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ที่ตั้งไว้ 3. ค่าดัชนีประสิทธิผลของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 มีค่าเท่ากับ 0.7262 หมายความว่า การจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ทำให้นักเรียนมีความรู้เพิ่มขึ้นเท่ากับ 0.7262 หรือ คิดเป็นร้อยละ 72.62 4. นักเรียนที่เรียนด้วยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์มีคะแนนเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ เพื่อพัฒนาการเรียนรู้คำศัพท์ ภาษาอังกฤษหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 5.นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนด้วยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ เรื่อง การพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ เพื่อพัฒนาการเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษโดยใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด โดยสรุป การจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ เรื่อง การพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ เพื่อพัฒนาการเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษโดยใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 มีประสิทธิภาพ และเกิดประสิทธิผลผู้เรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนอยู่ในระดับมากที่สุด ดังนั้นจึงควรนำหนังสืออิเล็กทรอนิกส์มาใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อพัฒนาการเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษของนักเรียนให้สูงขึ้น
รายงานการพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง การออกแบบภาพกราฟิกด้วยโปรแกรม Adobe Photoshop CS4 วิชาคอมพิวเตอร์กราฟิก ง40244
[ โดย kruinfo ชม 370 ]
การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่องการออกแบบภาพกราฟิกด้วยโปรแกรม Adobe Photoshop CS4 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนเมื่อใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนเรื่องการออกแบบภาพกราฟิกด้วยโปรแกรม Adobe Photoshop CS4 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่องการออกแบบภาพกราฟิกด้วยโปรแกรม Adobe Photoshop CS4 วิชาคอมพิวเตอร์กราฟิก ง40244 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนพิบูลมังสาหาร อำเภอพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2551 จำนวน 1 ห้องเรียนจำนวน 35 คน ที่ได้มาด้วยวิธีการสุ่มอย่างง่าย (Simple Random Sampling) โดยวิธีการจับสลากเป็นห้อง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ 1) บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่องการออกแบบภาพ กราฟิกด้วยโปรแกรม Adobe Photoshop CS4 วิชาคอมพิวเตอร์กราฟิก ง40244 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 2) แผนการจัดการเรียนรู้จำนวน 7 แผน 3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จำนวน 30 ข้อ 4) แบบสอบถามวัดความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่องการออกแบบภาพกราฟิกด้วยโปรแกรม Adobe Photoshop CS4 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป ค่าสถิติที่ใช้ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าที (t-test) ผลการศึกษาพบว่า 1. บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่องการออกแบบภาพกราฟิกด้วยโปรแกรม Adobe Photoshop CS4 วิชาคอมพิวเตอร์กราฟิก ง40244 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 พบว่ามีประสิทธิภาพเท่ากับ 82.20/87.63 ซึ่งมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนพบว่าหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนเมื่อนักเรียนใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่องการออกแบบภาพกราฟิกด้วยโปรแกรม Adobe Photoshop CS4 วิชาคอมพิวเตอร์กราฟิก ง40244 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3. ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนเรื่องการออกแบบภาพกราฟิกด้วยโปรแกรม Adobe Photoshop CS4 วิชาคอมพิวเตอร์กราฟิก ง40244 โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (X-Bar=4.56 , S.D.=0.49 )
รายงานผลการใช้แบบฝึกความเข้าใจในการอ่านภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย
[ โดย kruinfo ชม 175 ]
ชื่อเรื่อง : รายงานผลการใช้แบบฝึกความเข้าใจในการอ่านภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชื่อผู้รายงาน : นางปราณี ราชิวงศ์ ปีการศึกษา : 2552 บทคัดย่อ การ ศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของแบบฝึกความเข้าใจ ในการอ่านภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 เพื่อเปรียบเทียบความเข้าใจในการอ่านภาษาไทย ก่อนและหลังเรียนด้วยแบบฝึกความเข้าใจในการอ่านภาษาไทย และศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนด้วยแบบฝึกความเข้าใจในการ อ่านภาษาไทย ประชากรที่ใช้ในการศึกษา ครั้งนี้ เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนอนุบาลบ้านนา (วัดช้าง) อำเภอบ้านนา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครนายก จำนวน 3 ห้องเรียน มีนักเรียนจำนวน 115 คน ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2552 กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนอนุบาลบ้านนา(วัดช้าง) จำนวน 1 ห้องเรียน นักเรียนจำนวน 32 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง ใช้ระยะเวลาในการฝึก จำนวน 14 ชั่วโมง เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่ แบบฝึกความเข้าใจในการอ่านภาษาไทย จำนวน 7 เล่ม และแบบทดสอบวัดความเข้าใจในการอ่านภาษาไทย วิเคราะห์ข้อมูลโดยการทดสอบค่า t - test แบบ Dependent ผลการศึกษาพบว่า 1. แบบฝึกความเข้าใจในการอ่านภาษาไทย มีประสิทธิภาพ 86.33/85.58 2. นักเรียนที่เรียนด้วยแบบฝึกความเข้าใจในการอ่านภาษาไทยมีความเข้าใจในการ อ่านภาษาไทยหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 3. นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนด้วยแบบฝึกความเข้าใจในการอ่านภาษาไทย อยู่ในระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ย 3.62
รายงานการสร้างและการใช้เอกสารประกอบการเรียน เรื่อง การทอผ้ากะเหรี่ยง ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6
[ โดย kruinfo ชม 186 ]
ผู้รายงานได้จัดทำเอกสารประกอบการเรียน มีวัตถุประสงค์เพื่อ1) เพื่อรายงานผลการสร้างและการใช้เอกสารประกอบการเรียน เรื่อง การทอผ้ากะเหรี่ยง ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 2) เพื่อหาประสิทธิภาพของเอกสารประกอบการเรียน เรื่อง การทอผ้ากะเหรี่ยง 3) เพื่อรายงานความพึงพอใจในการเรียนรู้ของนักเรียนที่มีต่อเอกสารประกอบการเรียน เรื่อง การทอผ้ากะเหรี่ยง ประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 20 คน ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2552 โรงเรียนบ้านโป่งแดง อำเภอทุ่งหัวช้าง จังหวัดลำพูนสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลำพูน เขต 2 เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาประกอบด้วยแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ จำนวน 17 กิจกรรม ใช้เวลาสอนจำนวน 24 ชั่วโมง เอกสารประกอบการเรียน เรื่อง การทอผ้ากะเหรี่ยง จำนวน 5 เล่ม แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน จำนวน 20 ข้อ และแบบวัดความพึงพอใจต่อการเรียน จำนวน 20 ข้อ แล้ววิเคราะห์ข้อมูลหาค่าร้อยละค่าเฉลี่ย( ) ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน( S.D. ) และค่า t
รายงานการพัฒนาบทเรียนสำเร็จรูปเรื่องภูมิศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้
[ โดย kruinfo ชม 284 ]
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) สร้างบทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง ภูมิศาสตร์เอเชียตะวันออก เฉียงใต้ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม สาระภูมิศาสตร์ ให้มีประสิทธิภาพ 80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน กลุ่มตัวอย่างในการทดลอง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2552 โรงเรียนบ้านป่างาม อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา จำนวน 16 คน และนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2552 โรงเรียนในกลุ่มเครือข่ายอำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา จำนวน 14 คน ได้มาโดยการสุ่มตัวอย่างจากนักเรียนที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนไม่ผ่านเกณฑ์การประเมิน (ต่ำกว่าร้อยละ 50) ในวิชา ส 31102 เรื่องเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รวมนักเรียนที่ใช้เป็นกลุ่มทดลองทั้งหมด จำนวน 30 คน ดำเนินการทดลองโดยใช้แบบแผน THE ONE GROUP PRETEST - POSTTEST DESIGN เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ บทเรียนสำเร็จรูปเรื่อง ภูมิศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าความแปรปรวน ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบค่าที ผลการทดลองใช้บทเรียนสำเร็จรูปพบว่า 1. บทเรียนสำเร็จรูปที่สร้างขึ้นมีประสิทธิภาพ 83.00/81.55 ซึ่งสูงกว่าประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 ที่กำหนดไว้ 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหลังเรียนด้วยบทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
รายงานผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่อง คำและชนิดของคำ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านตาเปาว์ โดยใช้ชุดการเรียน
[ โดย kruinfo ชม 205 ]
ชื่อเรื่อง รายงานผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่อง คำและชนิดของคำ ของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านตาเปาว์ โดยใช้ชุดการเรียน ผู้รายงาน นางสาวประไพ ธุรานุช ตำแหน่ง ครูชำนาญการ สังกัด โรงเรียนบ้านตาเปาว์ อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุรินทร์ เขต 1 ปีที่พิมพ์ 2553 บทคัดย่อ รายงานผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่อง คำและชนิดของคำ ของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านตาเปาว์ โดยใช้ชุดการเรียน มีวัตถุประสงค์ดังนี้ (1) เพื่อพัฒนาชุดการเรียน เรื่อง คำและชนิดของคำ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย นักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ปีการศึกษา 2552 โรงเรียนบ้านตาเปาว์ อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 (2) เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง คำและชนิดของคำ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ปีการศึกษา 2552 โรงเรียนบ้านตาเปาว์ อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ โดยใช้ชุดการเรียน (3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจในการเรียนรู้ เรื่อง คำและชนิดของคำ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ปีการศึกษา 2552 โรงเรียนบ้านตาเปาว์ อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ โดยใช้ชุดการเรียน ประชากรเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ปีการศึกษา 2552 โรงเรียนบ้านตาเปาว์ อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ จำนวน 19 คน ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) ใช้เวลาในการทดลอง 18 ชั่วโมง (ไม่รวมเวลา ที่ใช้ในการทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน) เครื่องมือ ที่ใช้ ได้แก่ ชุดการเรียน เรื่อง คำและชนิดของคำ จำนวน 7 ชุด แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 1 ฉบับ 40 ข้อ ซึ่งมีค่าความยากตั้งแต่ 0.40 ถึง 0.67 ค่าอำนาจจำแนกตั้งแต่ 0.20 ถึง 0.73 และค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.9106 และแบบสอบถาม ความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดการเรียน จำนวน 15 ข้อ มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.8897 สถิติที่ใช้ ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติที่ใช้วิเคราะห์ความแตกต่างระหว่างคะแนนก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนที่เรียนโดยใช้ชุดการเรียนหาค่าร้อยละ ผลการศึกษาสรุปได้ดังนี้ 1. ชุดการเรียน เรื่อง คำและชนิดของคำ มีประสิทธิภาพ 82.14/81.18 ตามเกณฑ์ที่ตั้งไว้ และมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ที่ตั้งไว้ทั้ง 7 ชุด ดังนี้ คำและชนิดของคำ มีประสิทธิภาพ 82.34/81.45 ตามเกณฑ์ที่ตั้งไว้ และมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ที่ตั้งไว้ทั้ง 7 ชุด ดังนี้ ชุดการเรียนที่ 1 เรื่อง คำนาม มีประสิทธิภาพ 81.14/80.00 ชุดการเรียนที่ 2 เรื่อง คำสรรพนาม มีประสิทธิภาพ 82.71/80.00 ชุดการเรียนที่ 3 เรื่อง คำกริยา มีประสิทธิภาพ คะแนน 82.28/82.11 ชุดการเรียนที่ 4 เรื่อง คำบุพบท มีประสิทธิภาพ 84.04/83.16 ชุดการเรียนที่ 5 เรื่อง คำสันธาน มีประสิทธิภาพ 81.93/81.58 ชุดการเรียนที่ 6 เรื่อง คำวิเศษณ์ มีประสิทธิภาพ 83.33/82.63 และชุดการเรียนที่ 7 เรื่อง คำอุทาน มีประสิทธิภาพ 83.51/81.58 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่อง คำและชนิดของคำ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านตาเปาว์ หลังเรียนตามแผนการจัดการเรียนรู้วิชาภาษาไทย โดยใช้ชุดการเรียน พบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนจากคะแนนของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเมื่อเรียนโดยใช้ชุดการเรียน เรื่อง คำและชนิดของคำ มีค่าคะแนนเฉลี่ย 32.58 จำนวนนักเรียนผ่านเกณฑ์ร้อยละ 80 จำนวน 12 คน คิดเป็นร้อยละ 63.16 3. ความพึงพอใจของนักเรียนที่เรียนโดยใช้ชุดการเรียน เรื่อง คำและชนิดของคำ อยู่ในระดับมาก
การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความสามารถในการทำโครงงานโดยใช้ชุดกิจกรรมโครงงานขนมไทยจากธัญพืช
[ โดย kruinfo ชม 234 ]
ชื่อเรื่อง การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความสามารถในการทำโครงงานโดยใช้ชุดกิจกรรมโครงงานขนมไทยจากธัญพืช ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ชื่อผู้ศึกษา นางสาวอำพันธ์ เรือแก้ว ตำแหน่ง ครู วิทยฐานะชำนาญการ โรงเรียนเวียงเจดีย์วิทยา ปีที่ศึกษา 2552 บทคัดย่อ การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) สร้างและหาประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมโครงงานขนมไทยจากธัญพืช ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เปรียบเทียบ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียน ด้วยชุดกิจกรรมโครงงานขนมไทยจากธัญพืช ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 3) ศึกษาความสามารถในการทำโครงงานของนักเรียนที่เรียนด้วยชุดกิจกรรมโครงงานขนมไทยจากธัญพืช ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 และ 4) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่เรียนด้วยชุดกิจกรรมโครงงานขนมไทยจากธัญพืช ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ประชากรที่ใช้ในการศึกษา ครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเวียงเจดีย์วิทยา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาลำพูน เขต 2 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2552 จำนวน 20 คน ที่ลงทะเบียนเรียนวิชาขนมไทยเป็นรายวิชาเพิ่มเติม เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาได้แก่ 1) ชุดกิจกรรมโครงงานขนมไทยจากธัญพืช จำนวน 7 ชุด 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เป็นแบบปรนัย ชนิด 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0 .72 3 ) แบบประเมินความสามารถในการทำโครงงานของนักเรียน และ4) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียน เป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) จำนวน 20 ข้อ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ / หาค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการศึกษาพบว่า 1. ประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมโครงงานขนมไทยจากธัญพืช ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 7 ชุด มีประสิทธิภาพเท่ากับ 86.90/82.50 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ คือ 80/80 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนด้วยชุดกิจกรรมโครงงานขนมไทยจากธัญพืช ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน มีผลการพัฒนา 8.2 3. ความสามารถในการทำโครงงานของนักเรียนที่เรียนด้วยชุดกิจกรรมโครงงานขนมไทยจากธัญพืช ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยภาพรวมอยู่ในระดับคุณภาพดี 4. นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนด้วยชุดกิจกรรมโครงงานขนมไทยจากธัญพืช ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยภาพรวมมีความพึงพอใจอยู่ในระดับ มาก (μ = 4.16 ) สรุปได้ว่าชุดกิจกรรมโครงงานขนมไทยจากธัญพืช ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่ได้รับการสร้างและหาประสิทธิภาพตามลำดับขั้น ผ่านการกลั่นกรองจากผู้เชี่ยวชาญ ส่งผลให้ครูสามารถจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่สนองต่อความต้องการของผู้เรียนได้ และช่วยให้ผู้เรียนมีความสามารถในการทำโครงงานในระดับดี ทำให้ผู้เรียนเกิดความพึงพอใจและเต็มใจมีส่วนร่วมในการจัดการเรียนรู้ ให้บรรลุตามเจตนารมณ์ของหลักสูตร
รายงานการใช้แบบฝึกทักษะ เรื่อง เลขยกกำลัง รายวิชาคณิตศาสตร์พื้นฐาน (ค31101) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยใช้การเรียนรู้แบบ 4 MAT
[ โดย kruinfo ชม 485 ]
การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะ เรื่อง เลขยกกำลัง รายวิชาคณิตศาสตร์พื้นฐาน (ค31101) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยใช้การเรียนรู้ แบบ 4 MAT ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75 2) ศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน ที่เรียนรู้ด้วยแบบฝึกทักษะ เรื่อง เลขยกกำลัง รายวิชาคณิตศาสตร์พื้นฐาน (ค31101) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยใช้การเรียนรู้แบบ 4 MAT ที่มีจำนวนนักเรียนร้อยละ 80 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนไม่น้อยกว่าร้อยละ 75 3) ศึกษาพฤติกรรมการเรียนของนักเรียนที่มีต่อการเรียนการสอนด้วยแบบฝึกทักษะ เรื่อง เลขยกกำลัง รายวิชาคณิตศาสตร์พื้นฐาน (ค31101) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยใช้การเรียนรู้ แบบ 4 MAT 4) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนการสอนด้วยแบบฝึกทักษะ เรื่อง เลขยกกำลัง รายวิชาคณิตศาสตร์พื้นฐาน (ค31101) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยใช้การเรียนรู้ แบบ 4 MAT กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/1 โรงเรียนเนินพิทยาคม สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเพชรบูรณ์เขต 1 ที่กำลังศึกษาในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2552 จำนวน 34 คน โดยการสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ 1) แผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง เลขยกกำลัง รายวิชาคณิตศาสตร์พื้นฐาน (ค31101) ชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 1 โดยใช้การเรียนรู้แบบ 4 MAT จำนวน 8 แผนการจัดการเรียนรู้ 2) แบบฝึกทักษะ เรื่อง เลขยกกำลัง รายวิชาคณิตศาสตร์พื้นฐาน (ค31101) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยใช้การเรียนรู้ แบบ 4 MAT จำนวน 4 เล่ม และ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลคือ 1) แบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาคณิตศาสตร์พื้นฐาน (ค31101) เรื่อง เลขยกกำลัง ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยใช้การเรียนรู้แบบ 4 MAT เป็นแบบทดสอบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 40 ข้อ 2) แบบสังเกตพฤติกรรมการเรียนของนักเรียนที่มีต่อการเรียนการสอนด้วยแบบฝึกทักษะ เรื่อง เลขยกกำลัง รายวิชาคณิตศาสตร์พื้นฐาน (ค31101) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยใช้การเรียนรู้ แบบ 4 MAT เป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) 5 ระดับ จำนวน 25 ข้อ 3) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนการสอนด้วยแบบฝึกทักษะ เรื่อง เลขยกกำลัง รายวิชาคณิตศาสตร์พื้นฐาน (ค31101) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1โดยใช้การเรียนรู้ แบบ 4 MAT เป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) 5 ระดับ จำนวน 25 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการศึกษาพบว่า 1. ประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะ เรื่อง เลขยกกำลัง รายวิชาคณิตศาสตร์พื้นฐาน (ค31101) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยใช้การเรียนรู้แบบ 4 MAT ที่มีประสิทธิภาพ 84.04/79.05 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 75/75 ที่กำหนดไว้ 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนรู้ด้วยแบบฝึกทักษะ เรื่อง เลขยกกำลัง รายวิชาคณิตศาสตร์พื้นฐาน (ค31101) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยใช้การเรียนรู้แบบ 4 MAT มีจำนวนนักเรียนที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนตั้งแต่ร้อยละ 75.0
นวัตกรรมแบบฝึกเสริมทักษะคณิตศาสตร์
[ โดย kruinfo ชม 236 ]
ชื่อผลงาน : การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องการคูณ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ด้วยแบบฝึกเสริมทักษะคณิตศาสตร์ ประกอบการ จัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ ผู้จัดทำ : นางยุพิน รัตนาธรรมวัฒน์ หน่วยงาน : โรงเรียนบ้านไร่บน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประจวบคีรีขันธ์ เขต 2 ปีการศึกษา: 2552 บทคัดย่อ การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องการคูณ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ด้วยแบบฝึกเสริมทักษะคณิตศาสตร์ ประกอบการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อ 1) เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของแบบฝึกเสริมทักษะคณิตศาสตร์ เรื่องการคูณ 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ก่อนและหลังการเรียน ด้วยแบบฝึกเสริมทักษะคณิตศาสตร์ ประกอบการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ต่อการเรียนโดยแบบฝึกเสริมทักษะคณิตศาสตร์ กลุ่มเป้าหมายได้แก่นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านไร่บน ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2552 จำนวน 13 คน ผ่านการพัฒนาด้วยแบบฝึกเสริมทักษะคณิตศาสตร์ ประกอบการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ ระยะเวลา 4 สัปดาห์ จำนวน 20 ชั่วโมง เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบประเมินความพึงพอใจต่อการเรียน โดยแบบฝึกเสริมทักษะคณิตศาสตร์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าเฉลี่ย ( ) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD) ร้อยละความก้าวหน้า (d%) และทดสอบค่าที่ (t - test) ผลการศึกษา 1. แบบฝึกเสริมทักษะคณิตศาสตร์ เรื่องการคูณ จากการทดลองกลุ่มใหญ่ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2551 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 84.71 / 82.43 มีค่าดัชนีประสิทธิผลเท่ากับ 0.67 และจากการทดลองกับกลุ่มเป้าหมายในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2552 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 87.30/85.36 ค่าดัชนีประสิทธิผลเท่ากับ 0.72 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนด คือ 80 / 80 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องการคูณ ของนักเรียนหลังเรียนด้วยแบบฝึกเสริมทักษะคณิตศาสตร์ ประกอบการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือสูงกว่าก่อนเรียน และแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .01 และมีความก้าวหน้าโดยรวมร้อยละ 36.66 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด (ร้อยละ 25) 3. ความพึงพอใจต่อการเรียนโดยแบบฝึกเสริมทักษะคณิตศาสตร์ของนักเรียน อยู่ในระดับมากที่สุด
แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง การบวก การลบ การคูณทศนิยม สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5
[ โดย kruinfo ชม 500 ]
บทคัดย่อ พยอม ชูมณี ชื่อเรื่อง ผลของการสอนโดยใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง การบวก การลบ การคูณทศนิยม ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ชื่อผู้วิจัย นางพยอม ชูมณี ชื่อสถานศึกษา โรงเรียนบ้านคลองหิน อำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี ปีที่ทำการวิจัย ปีการศึกษา 2552 บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง การบวก การลบ การคูณทศนิยม ตามเกณฑ์มาตรฐาน 75/75 เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนกับหลังเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง การบวก การลบ การคูณทศนิยม มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01และเพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง การบวก การลบ การคูณทศนิยม กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านคลองหิน สังกัดศูนย์เครือข่าย ดอกประดู่ อำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี สำนักงาน เขตพื้นที่การศึกษาปัตตานี เขต 2 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2552 จำนวน 1 ห้องเรียน มีนักเรียนจำนวน 16 คน ซึ่งได้มาโดยการสุ่มอย่างง่ายเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบสอบถามความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที (t-test) ผลการวิจัยพบว่า 1. ประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง การบวก การลบ การคูณทศนิยม เท่ากับ 77.50/76.88 2. นักเรียนที่ได้รับการสอนโดยใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง การบวก การลบ การคูณทศนิยม มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .01 3. นักเรียนที่ได้รับการสอนโดยใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง การบวก การลบ การคูณทศนิยม มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก
การทำน้ำดื่มสมุนไพรจากผักและผลไม้ในท้องถิ่น ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านโคกกระเพอ อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ ปีการศึกษา 2552 โดยใช้ชุดปฏิบัติการ
[ โดย kruinfo ชม 181 ]
ชื่อวิจัย : การศึกษาผลการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี เรื่อง การทำน้ำดื่มสมุนไพรจากผักและผลไม้ในท้องถิ่น ของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3โรงเรียนบ้านโคกกระเพอ อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ โดยใช้ชุดปฏิบัติการ ผู้ศึกษา : กิตติยา เสียงสนั่น ปีที่ศึกษา : 2552 บทคัดย่อ การศึกษาผลการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยีเรื่องการทำน้ำดื่มสมุนไพรจากผักและผลไม้ท้องถิ่น ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านโคกกระเพอ อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ โดยใช้ชุดปฏิบัติการ มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) เพื่อหา ประสิทธิภาพของชุดปฏิบัติการ เรื่องการทำน้ำดื่มสมุนไพรจากผักและผลไม้ในท้องถิ่น กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (2) เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้ การงานอาชีพและเทคโนโลยีชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านโคกกระเพอ อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ (3) เพื่อศึกษาทักษะการทำงานกลุ่มในการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี เรื่องการทำน้ำดื่มสมุนไพรจากผักและผลไม้ในท้องถิ่น ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านโคกกระเพอ อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ (4) เพื่อศึกษาความมีวินัยในการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยีเรื่องการทำน้ำดื่มสมุนไพรจากผักและผลไม้ในท้องถิ่น ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านโคกกระเพอ อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ (5) เพื่อศึกษาความพึงพอใจในการเรียนรู้ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านโคกกระเพอ อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ ที่มีต่อการเรียนด้วยชุดปฏิบัติการ เรื่องการทำน้ำดื่มสมุนไพรจากผักและผลไม้ในท้องถิ่น กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี เป้าหมาย คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านโคกกระเพอ อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ ปีการศึกษา 2552 จำนวน 11 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) การออกแบบการศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษาเชิงทดลอง ใช้กับนักเรียนกลุ่มเดียวกัน โดยมีการทดสอบก่อนเรียน หลังเรียน ระยะเวลา ที่ใช้ในการทดลองภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2552 จำนวน 18 ชั่วโมง เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ประกอบด้วย (1) ชุดปฏิบัติการจำนวน 9 ชุด (2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนจำนวน 30 ข้อ (3) แบบประเมินพฤติกรรมการทำงานกลุ่ม 1 ฉบับ จำนวน 3 ข้อ (4) แบบประเมินความมีวินัย 1 ฉบับ จำนวน 5 ข้อ และ (5) แบบประเมินความพึงพอใจ 1 ฉบับ จำนวน 20 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบสมมติฐานใช้ t-test (Dependent Samples) ผลการศึกษาพบว่า 1. ผลการหาประสิทธิภาพของชุดปฏิบัติการเรื่อง การทำน้ำดื่มสมุนไพรจากผักและผลไม้ในท้องถิ่น พบว่า ชุดปฏิบัติการ เรื่อง การทำน้ำดื่มสมุนไพรจากผักและผลไม้ในท้องถิ่น มีประสิทธิภาพเท่ากับ 93.33/83.64 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ที่ตั้งไว้ 2. ผลการศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี เรื่องการน้ำดื่มสมุนไพรจากผักและผลไม้ในท้องถิ่น โดยใช้ชุดปฏิบัติการ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านโคกกระเพอ อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ ปีการศึกษา 2552 โดยใช้ชุดปฏิบัติการ พบว่า ก่อนเรียนนักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนผ่านเกณฑ์การประเมิน คิดเป็นร้อยละ 27.27 และไม่ผ่านเกณฑ์การประเมิน คิดเป็นร้อยละ 72.73 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนอยู่ในระดับต่ำ ( = 14.09, S.D = 2.95) ส่วนหลังเรียนมีนักเรียนผ่านเกณฑ์ คิดเป็นร้อยละ 100 ไม่ผ่านเกณฑ์การประเมินคิดเป็นร้อยละ 0.00 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนอยู่ในระดับสูง ( = 23.27, SD = 2.41) และเมื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยีเรื่องการทำน้ำดื่มสมุนไพรจากผักและผลไม้ในท้องถิ่น ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านโคกกระเพอ อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ ปีการศึกษา 2552 ก่อนและหลังได้รับการสอนโดยใช้ชุดปฏิบัติการ พบว่า นักเรียนมีความสามารถในการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี เรื่องการทำน้ำดื่มสมุนไพรจากผักและผลไม้ในท้องถิ่น หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 3. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีทักษะการทำงานกลุ่มจากการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดปฏิบัติการ เรื่องการทำน้ำดื่มสมุนไพรจากผักและผลไม้ในท้องถิ่นโดยรวมอยู่ในระดับสูง ( = 8.64, S.D = 0.36) 4. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีวินัยในการเรียนรู้ จากการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดปฏิบัติการ เรื่องการทำน้ำดื่มสมุนไพรจากผักและผลไม้ในท้องถิ่น กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยีโดยรวมอยู่ในระดับสูง ( = 8.67, S.D = 0.31) 5. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีความพึงพอใจภายหลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ชุดปฏิบัติการ เรื่องการทำน้ำดื่มสมุนไพรจากผักและผลไม้ในท้องถิ่น กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี อยู่ในระดับมากที่สุดทุกด้าน โดยด้านที่มีความพึงพอใจมากที่สุดคือด้านรูปแบบ ( = 4.82, S.D = 0.23) รองลงมาคือ ด้านการจัดกิจกรรมการเรียน ( = 4.80, S.D = 0.25) ด้านการวัดผลประเมินผล ( = 4.80, S.D = 0.25) ด้านสื่อการเรียนรู้ ( = 4.77, S.D = 0.24) และ ด้านเนื้อหา ( = 4.52, S.D = 0.34) และเมื่อพิจารณาภาพรวมพบว่า นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีความพึงพอใจภายหลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ชุดปฏิบัติการ เรื่องการทำน้ำดื่มสมุนไพรจากผักและผลไม้ในท้องถิ่น กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี อยู่ในระดับมากที่สุด ( = 4.74, S.D = 0.22) โดยสรุป การศึกษาผลการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี เรื่องการทำน้ำดื่มสมุนไพรจากผักและผลไม้ในท้องถิ่น ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านโคกกระเพอ อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ โดยใช้ชุดปฏิบัติการ มีประสิทธิภาพส่งผลให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น นักเรียนมีทักษะการทำงานกลุ่มและมีวินัยในการเรียนรู้สูงสามารถนำไปใช้ประกอบในการจัดการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ยอดนิยม