เลือกห้อง >>

ทั้งหมด

รายงานการพัฒนาและผลการใช้เอกสารประกอบการเรียน ชุดสร้างสรรค์งานประดิษฐ์ กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (งานประดิษฐ์)
[ โดย kruinfo ชม 375 ]
ชื่อรายงาน : รายงานการพัฒนาและผลการใช้เอกสารประกอบการเรียน ชุดสร้างสรรค์งานประดิษฐ์ กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (งานประดิษฐ์) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนวัดศรีสำราญราษฎร์บำรุง(แช่มประชาอุทิศ) สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสมุทรสาคร ชื่อผู้รายงาน : นางสาวสุรีย์ เพ็งรักษา ปีการศึกษา : 2552 การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างเอกสารประกอบการเรียน ชุด สร้างสรรค์งานประดิษฐ์ กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี(งานประดิษฐ์)ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โดยการหาคุณภาพจากผู้เชี่ยวชาญและประสิทธิภาพของเอกสารประกอบการเรียน เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และความพึงพอใจของนักเรียนต่อเอกสารประกอบการเรียน ชุด สร้างสรรค์งานประดิษฐ์ กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (งานประดิษฐ์) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนวัดศรีสำราญราษฎร์บำรุง(แช่มประชาอุทิศ) สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสมุทรสาคร ประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 188 คน กลุ่มตัวอย่างคือนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4/2 โรงเรียนวัดศรีสำราญราษฎร์บำรุง(แช่มประชาอุทิศ) สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสมุทรสาคร ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2552 จำนวน 35 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ เอกสารประกอบการเรียน ชุดสร้างสรรค์งานประดิษฐ์ กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (งานประดิษฐ์) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4จำนวน 9 เล่ม ซึ่งได้รับการประเมินคุณภาพจากผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 5 ท่าน โดยภาพรวมมีความเหมาะสมในระดับมากที่สุดมีค่าเฉลี่ย (= 4.64) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน มีค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) อยู่ระหว่าง 0.80-1.00 มีค่าความยากง่ายอยู่ระหว่าง 53 - 0.70 มีค่าอำนาจจำแนก 0.27-0.47 มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.92 แบบวัดความพึงพอใจของนักเรียนต่อการเอกสารประกาอบการเรียน จำนวน 10 รายการ ผลการศึกษาพบว่า เอกสารประกอบการเรียน ชุดสร้างสรรค์งานประดิษฐ์ กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (งานประดิษฐ์ )ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนวัดศรีสำราญราษฎร์บำรุง(แช่มประชาอุทิศ) สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสมุทรสาคร ทั้งหมด 9 เรื่อง ผ่านการประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 5 ท่าน ตามแบบประเมินคุณภาพของเอกสารประกอบการเรียนมีคะแนนเฉลี่ยในภาพรวมมีคุณภาพอยู่ในระดับมากที่สุดมีค่าเฉลี่ย (= 4.64) แสดงว่าเอกสารประกอบการเรียนมีคุณภาพสามารถใช้เป็นสื่อประกอบการเรียนการสอนได้ เอกสารประกอบการเรียนมีประสิทธิภาพเท่ากับ 84.91/ 84.50 สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนด 80/80 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 เรื่อง สร้างสรรค์งานประดิษฐ์ ที่เรียนโดยใช้เอกสารประกอบการเรียน ชุดสร้างสรรค์งานประดิษฐ์ กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (งานประดิษฐ์) หลังเรียนสูกว่าก่อนเรียน โดยมีคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนเรียนเท่ากับ 40.63 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 81.26 คะแนนก่อนเรียนเฉลี่ย 21.71 คะแนน คิดเป็นร้อยละ43.43 คะแนน เฉลี่ยคะแนนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน 18.91 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 37.83 จากคะแนนเต็ม 50 คะแนน ผลการวัดความพึงพอใจของนักเรียนที่เรียนด้วยเอกสารประกอบการเรียนในภาพรวมนักเรียนมีความพึงพอใจอยู่ในระดับพึงพอใจมากที่สุดมีค่าเฉลี่ย(= 4.81)
การพัฒนาแบบฝึกทักษะการจัดประสบการณ์การเรียนรู้โดยใช้นิทานส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม ประกอบภาพ สำหรับชั้นอนุบาลปีที่ 2 โรงเรียนบ้านเล้าข้าว ตำบลราม อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์
[ โดย kruinfo ชม 225 ]
บทคัดย่อ บุญโฉม สายแก้ว : การพัฒนาแบบฝึกทักษะการจัดประสบการณ์การเรียนรู้โดยใช้นิทานส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม ประกอบภาพ สำหรับชั้นอนุบาลปีที่ 2 โรงเรียนบ้านเล้าข้าว ตำบลราม อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงคเพื่อพัฒนาแบบฝึกทักษะการจัดประสบการณ์การเรียนรู้โดยใช้นิทานส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม ประกอบภาพ สำหรับชั้นอนุบาลปีที่ 2 โรงเรียนบ้านเล้าข้าว ตำบลราม อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ เพื่อศึกษาดัชนีประสิทธิผลของแบบฝึกทักษะการจัดประสบการณ์การเรียนรู้โดยใช้นิทานส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมประกอบภาพ สำหรับชั้นนักเรียนอนุบาลปีที่ 2 โรงเรียนบ้านเล้าข้าว ตำบลราม อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์และเพื่อศึกษาความพึงพอใจต่อการเรียนของนักเรียน หลังจากเรียนตามแบบฝึกทักษะการจัดประสบการณ์การเรียนรู้โดยใช้นิทานส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมประกอบภาพ สำหรับนักเรียน ชั้นอนุบาลปีที่ 2 โรงเรียนบ้านเล้าข้าว ตำบลรามอำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ ประชากรที่ใช้การวิจัยครั้งนี้ได้แก่ นักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2 ปีการศึกษา 2552 ภาคเรียนที่ 2 โรงเรียนบ้านเล้าข้าว ตำบลราม อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ จำนวน 1 ห้องเรียน จำนวนนักเรียน 14 คน เครื่องมือที่ใชในการศึกษาค้นคว้าประกอบดวย แผนการสอนแบบการจัดกิจกรรมเลานิทานประกอบภาพแบบฝึกประสบการณ์ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบประเมินความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลที่ใช้ คือ (1) ค่าเฉลี่ย (Arithmetic Mean) (2) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) (3) ร้อยละ (Percentage) (4) หาความเที่ยงตรง (Validity) โดยใช้สูตรดัชนีค่าความสอดคล้อง IOC การคำนวณหาประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะ ตามเกณฑ์ 80/80 หาค่าความยาก (P) ของแบบทดสอบวัดผลการเรียนรู้แต่ละข้อ โดยใช้สูตรของคูเดอร์ริชาร์ด หาค่าอำนาจจำแนก (B) ของแบบทดสอบวัดผลการเรียนรู้ แต่ละข้อ โดยใช้สูตรของ Brennan หาค่าความเชื่อมั่น (Reliability) ของแบบทดสอบวัดผลการเรียนรู้ แต่ละข้อโดยใช้สูตรของ Lovett วิเคราะห์ค่าดัชนีประสิทธิผล โดยใช้วิธีของกูดแมน,เฟลคเทอร์ และชไนเดอร์ (Goodman , Flecther and Schneider) วิเคราะห์หาค่าความเชื่อมั่นตามวิธีของ Cronbach การวิจัยครั้งนี้สรุปผลการศึกษาได้ คือ ผลการใช้แบบฝึกทักษะการจัดประสบการณ์การเรียนรู้โดยใช้นิทานส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมประกอบภาพ ที่ผู้ศึกษาค้นคว้าสร้างขึ้น ปรากฏผลดังนี้ 1. แบบฝึกทักษะการจัดประสบการณ์การเรียนรู้โดยใช้นิทานส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมประกอบภาพ สำหรับนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2 โรงเรียนบ้านเล้าข้าว ตำบลราม อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ ที่ผู้ศึกษาค้นคว้าพัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพ 80.43/82.56 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ที่ตั้งไว้ 2. ดัชนีประสิทธิผลของการเรียนรู้จากแบบฝึกทักษะการจัดประสบการณ์การเรียนรู้โดยใช้นิทานส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมประกอบภาพ สำหรับนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2 โรงเรียนบ้านเล้าข้าว ตำบลราม อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ มีค่าเท่ากับ 0.51 แสดงว่า หลังเรียนนักเรียนมีความรู้เพิ่มขึ้นจากก่อนเรียนร้อยละ 51 3. นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนหลังจากเรียนตามแบบฝึกทักษะการจัดประสบการณ์การเรียนรู้โดยใช้นิทานส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมประกอบภาพ สำหรับนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2 โรงเรียนบ้านเล้าข้าว ตำบลราม อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ ทั้งโดยรวมและรายด้านในระดับมาก โดยเรียงลำดับจากค่าเฉลี่ยมากไปหาน้อย คือ นักเรียนมีความสุขและสนุกสนานกับการเรียน ( = 4.46)นักเรียนสนุกกับการฟังนิทาน ( =4.34) มีความเพลิดเพลินในการร่วมกิจกรรม ( =4.25)
การประเมินโครงการพัฒนาบรรยากาศและสิ่งแวดล้อม โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย นนทบุรี สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานนทบุรี เขต 2
[ โดย kruinfo ชม 185 ]
การประเมินโครงการครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินโครงการพัฒนาบรรยากาศ และสิ่งแวดล้อมโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัยนนทบุรี สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานนทบุรี เขต 2 ในด้านสภาพแวดล้อม ปัจจัยเบื้องต้น กระบวนการดำเนินงานและผลผลิตของโครงการ กลุ่มตัวอย่างได้แก่ ผู้อำนวยการ รองผู้อำนวยการ ครูผู้สอน คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน คณะกรรมการนักเรียน ผู้ปกครองนักเรียน และลูกจ้างในโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย นนทบุรี สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานนทบุรี เขต 2 ปีการศึกษา 2551 จำนวนทั้งสิ้น 191 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถามมีลักษณะเป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) 5 ระดับ ตามมาตรวัดของลิเคิร์ท (Likert
รายงานการพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง หน้าที่และการปฏิบัติตนของ คนไทยตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านไร่ใหญ่ อำเภอรัษฎา จังหวัดตรัง
[ โดย kruinfo ชม 161 ]
รายงานการพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง หน้าที่และการปฏิบัติตนของ คนไทยตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านไร่ใหญ่ อำเภอรัษฎา จังหวัดตรัง มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและหาประสิทธิภาพของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง หน้าที่และการปฏิบัติตนของคนไทยตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่จัดทำขึ้นตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง หน้าที่และการปฏิบัติตนของคนไทยตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ก่อนและหลังการใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน และเพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านไร่ใหญ่ ปีการศึกษา 2553 จำนวน 13 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา คือ บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ผลการศึกษาพบว่า บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง หน้าที่และการปฏิบัติตนของคนไทยตาม แนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีประสิทธิภาพ 87.69/84.62 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง หน้าที่และการปฏิบัติตนของคนไทยตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง หลังการใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีความพึงพอใจต่อการเรียนโดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง หน้าที่และการปฏิบัติตนของคนไทยตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ระดับมากที่สุด
ผลของการสอนโดยใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง การบวก การลบ
[ โดย kruinfo ชม 217 ]
บทคัดย่อ พยอม ชูมณี ชื่อเรื่อง ผลของการสอนโดยใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง การบวก การลบ การคูณทศนิยม ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ชื่อผู้วิจัย นางพยอม ชูมณี ชื่อสถานศึกษา โรงเรียนบ้านคลองหิน อำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี ปีที่ทำการวิจัย ปีการศึกษา 2552 บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง การบวก การลบ การคูณทศนิยม ตามเกณฑ์มาตรฐาน 75/75 เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนกับหลังเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง การบวก การลบ การคูณทศนิยม มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01และเพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง การบวก การลบ การคูณทศนิยม กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านคลองหิน สังกัดศูนย์เครือข่าย ดอกประดู่ อำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี สำนักงาน เขตพื้นที่การศึกษาปัตตานี เขต 2 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2552 จำนวน 1 ห้องเรียน มีนักเรียนจำนวน 16 คน ซึ่งได้มาโดยการสุ่มอย่างง่ายเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบสอบถามความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที (t-test) ผลการวิจัยพบว่า 1. ประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง การบวก การลบ การคูณทศนิยม เท่ากับ 77.50/76.88 2. นักเรียนที่ได้รับการสอนโดยใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง การบวก การลบ การคูณทศนิยม มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .01 3. นักเรียนที่ได้รับการสอนโดยใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง การบวก การลบ การคูณทศนิยม มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก
รายงานการพัฒนาแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่องการหาร สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนวัดหัวสะแกตก สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอ่างทอง
[ โดย kruinfo ชม 250 ]
รายงานการวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมายของการวิจัย เพื่อ 1) พัฒนาแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่องการหาร สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนวัดหัวสะแกตก สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอ่างทอง ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80 / 80 2) ศึกษาดัชนีประสิทธิผลของแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่องการหาร สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนวัดหัวสะแกตก สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอ่างทอง 3) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่องการหาร ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนวัดหัวสะแกตก ก่อนและหลังเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่องการหาร และ 4) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนวัดหัวสะแกตก ที่มีต่อการเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่องการหาร กลุ่มตัวอย่างที่ใช้การวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนวัดหัวสะแกตก สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอ่างทอง ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2552 จำนวน 14 คน ที่เลือกมาโดยวิธีการสุ่มแบบเจาะจง (Purposive sampling)เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่องการหาร จำนวน 4 เล่ม 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่องการหาร จำนวน 1 ฉบับ จำนวน 30 ข้อ และ 3) แบบสอบถามวัดความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่มีต่อการเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่องการหาร จำนวน 1 ฉบับ จำนวน 10 ข้อ ข้อมูลที่ได้จากการวิจัยครั้งนี้ นำมาวิเคราะห์โดย 1) หาประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่องการหาร โดยใช้สูตร E1 / E2 2) หาดัชนีประสิทธิผลของแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่องการหาร โดยใช้วิธีของ Goodman Fletcher and Schneider 3) เปรียบเทียบความแตกต่างคะแนนเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่องการหาร ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ก่อนและหลังเรียนโดยใช้แบบฝึก โดยใช้สถิติ t
การพัฒนาหนังสืออ่านเพิ่มเติม ชุดทันตกรรมวัยซน เพื่อเสริมสร้างพฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปากแก่นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านลำชี (วุฒิวงษ์ราษฎร์สงเคราะห์) จังหวัดสุรินทร์ ปีการศึกษา 2552
[ โดย kruinfo ชม 233 ]
ชื่อผู้วิจัย : นายสุชาติ คิดกล้า ชื่อวิจัย : การพัฒนาหนังสืออ่านเพิ่มเติม ชุดทันตกรรมวัยซน เพื่อเสริมสร้างพฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปาก แก่นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านลำชี (วุฒิวงษ์ราษฎร์สงเคราะห์) จังหวัดสุรินทร์ ปีการศึกษา 2552 ปีที่วิจัย : ปีการศึกษา 2552 สถานที่วิจัย : โรงเรียนบ้านลำชี (วุฒิวงษ์ราษฎร์สงเคราะห์) บทคัดย่อ รายงานการวิจัยนี้กำหนดวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนาหนังสืออ่านเพิ่มเติม ชุดทันตกรรม วัยซน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านลำชี (วุฒิวงษ์ราษฎร์สงเคราะห์) จังหวัดสุรินทร์ ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การดูแลสุขภาพช่องปาก ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านลำชี (วุฒิวงษ์ราษฎร์สงเคราะห์) จังหวัดสุรินทร์ ก่อนและหลังได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน โดยใช้หนังสืออ่านเพิ่มเติม ชุดทันตกรรมวัยซน และ 3) เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบพฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปากของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านลำชี (วุฒิวงษ์ราษฎร์สงเคราะห์) จังหวัดสุรินทร์ ก่อนและหลังการเสริมสร้างพฤติกรรมโดยใช้หนังสืออ่านเพิ่มเติม ชุดทันตกรรม วัยซน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้วิจัย คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4/2 โรงเรียนบ้านลำชี (วุฒิวงษ์ราษฎร์สงเคราะห์) ปีการศึกษา 2552 จังหวัดสุรินทร์ จำนวน 21 คน ซึ่งได้โดยการเลือกแบบเจาะจง ตัวแปรในการวิจัยครั้งนี้ คือ 1) ตัวแปรต้น ได้แก่ การพัฒนาหนังสืออ่านเพิ่มเติม ชุดทันตกรรมวัยซน เพื่อเสริมสร้างพฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปากแก่นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4/2 โรงเรียนบ้านลำชี (วุฒิวงษ์ราษฎร์สงเคราะห์) จังหวัดสุรินทร์ และ 2) ตัวแปรตาม ได้แก่ (1) ประสิทธิภาพของหนังสืออ่านเพิ่มเติม ชุดทันตกรรมวัยซน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านลำชี (วุฒิวงษ์ราษฎร์สงเคราะห์) จังหวัดสุรินทร์ (2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องการดูแลสุขภาพช่องปาก ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านลำชี (วุฒิวงษ์ราษฎร์สงเคราะห์) จังหวัดสุรินทร์ ก่อนและหลังได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยใช้หนังสืออ่านเพิ่มเติม ชุดทันตกรรมวัยซน และ (3) พฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปากของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านลำชี (วุฒิวงษ์ราษฎร์สงเคราะห์) จังหวัดสุรินทร์ ปีการศึกษา 2552 ก่อนและหลังได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยใช้หนังสืออ่านเพิ่มเติม ชุดทันตกรรมวัยซน โดยระยะเวลาที่ใช้ในการวิจัย คือ วันที่ 7 เดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2552 ถึงวันที่ 1 เดือนกันยายน พ.ศ. 2552 ผลการวิจัย พบว่า 1. หนังสืออ่านเพิ่มเติม ชุดทันตกรรมวัยซน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านลำชี (วุฒิวงษ์ราษฎร์สงเคราะห์) จังหวัดสุรินทร์ มีค่าประสิทธิภาพเท่ากับ 84.92/83.02 ผ่านเกณฑ์มาตรฐาน โดยมีค่าสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดไว้ คือ 80/80 2. ก่อนได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ โดยใช้หนังสืออ่านเพิ่มเติม โดยใช้หนังสือ อ่านเพิ่มเติม ชุดทันตกรรมวัยซน นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยรวมเท่ากับ 331 คะแนน ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 15.76 คะแนน ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เท่ากับ 1.41 คิดเป็นร้อยละ 52.54 ทั้งนี้เมื่อพิจารณาทั้งโดยภาพรวมและรายบุคคล พบว่า นักเรียนไม่ผ่านเกณฑ์การประเมิน และภายหลังได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ โดยใช้หนังสืออ่านเพิ่มเติม ชุดทันตกรรมวัยซน นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยรวมเท่ากับ 523 คะแนน ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 24.90 คะแนน ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 2.14 คิดเป็นร้อยละ 83.02 เมื่อพิจารณาโดยรวม นักเรียนผ่านเกณฑ์การประเมิน แต่เมื่อพิจารณาเป็นรายบุคคล พบว่า นักเรียนจำนวน 18 คน ผ่านเกณฑ์การประเมิน คิดเป็นร้อยละ 85.71 และมีนักเรียนเพียงจำนวน 3 คน ไม่ผ่านเกณฑ์เกณฑ์การประเมิน คิดเป็นร้อยละ 14.29 และเมื่อนำผลสัมฤทธิ์ดังกล่าวมาเปรียบเทียบกัน พบว่า ภายหลังได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยใช้หนังสืออ่านเพิ่มเติม ชุดทันตกรรมวัยซน นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านลำชี (วุฒิวงษ์ราษฎร์สงเคราะห์) จังหวัดสุรินทร์ มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การดูแลสุขภาพช่องปาก สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 3. ภายหลังได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยใช้หนังสืออ่านเพิ่มเติม ชุดทันตกรรมวัยซน นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านลำชี (วุฒิวงษ์ราษฎร์สงเคราะห์) จังหวัดสุรินทร์ มีพฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปาก สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
บทเรียนวีดิทัศน์ วิชาศิลปะ ศ32101 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เรื่อง การเขียนลายเบญจรงค์
[ โดย kruinfo ชม 260 ]
ชื่อเรื่อง : รายงานผลการพัฒนาบทเรียนวีดิทัศน์ วิชาศิลปะ ศ32101 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เรื่อง การเขียนลายเบญจรงค์ ชื่อผู้รายงาน : นพดล สกุลเหลืองอร่าม ตำแหน่ง ครู วิทยฐานะ ครูชำนาญการ โรงเรียนไผ่ดำพิทยาคม รัชมังคลาภิเษก สำนักงานการศึกษา มัธยมศึกษา เขต 6 ปีที่รายงาน : ปี 2551-2552 บทคัดย่อ การทดลองครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อสร้างและพัฒนาบทเรียนวีดิทัศน์ วิชาศิลปะ ศ32101 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เรื่อง การเขียนลายเบญจรงค์ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การเขียนลายเบญจรงค์ของนักเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน และเพื่อศึกษาเจตคติของนักเรียนที่มีต่อบทเรียนวีดิทัศน์ ประชากรที่ใช้ในการทดลองเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนไผ่ดำพิทยาคม รัชมังคลาภิเษก จำนวน 2 ห้อง นักเรียน 59 คน ปีการศึกษา 2551-2552 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ทดลองครั้งนี้ได้มาจากการสุ่มตัวอย่างแบบง่าย (Simple Random Sampling) โดยการจับฉลาก ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/1 จำนวน 24 คน ใช้เวลาปฏิบัติกิจกรรม 9 ชั่วโมง เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง คือ บทเรียนวีดิทัศน์ วิชาศิลปะ ศ32101 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เรื่อง การเขียนลายเบญจรงค์ จำนวน 4 ตอน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ภาคความรู้ 1 ฉบับ จำนวน 40 ข้อ แบบสังเกตวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ภาคปฏิบัติและแบบสอบถามวัดเจตคติของนักเรียนที่มีต่อบทเรียนวีดิทัศน์ จำนวน 15 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าเฉลี่ย (x) ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) การหาประสิทธิภาพ E / E และเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้โดยการทดสอบค่าที ( t-test) แบบ Dependent Samples ผลการทดลองพบว่า บทเรียนวีดิทัศน์ วิชาศิลปะ ศ32101 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เรื่อง การเขียนลายเบญจรงค์ จำนวน 4 ตอน มีประสิทธิภาพ 83.93/80.90 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนด 80/80 นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การเขียนลายเบญจรงค์ หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ซึ่งเป็นไปตามมาตรฐานที่ตั้งไว้ และมีเจตคติต่อบทเรียนวีดิทัศน์อยู่ในระดับดีมากที่สุด
การพัฒนาแบบฝึกเสริมทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง การคูณ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านโคกระเวียง
[ โดย kruinfo ชม 386 ]
การพัฒนาแบบฝึกเสริมทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง การคูณ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านโคกระเวียง จากการประเมินคุณภาพของนักเรียน พบว่า นักเรียนโรงเรียนบ้านโคกระเวียงในระดับ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์อยู่ในระดับที่ ไม่น่าพอใจและนักเรียนส่วนใหญ่มีปัญหาเรื่องการคูณ ผู้วิจัยจึงได้พัฒนาแบบ¬ฝึกเสริมทักษะ เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว ซึ่งในการวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อพัฒนาแบบฝึกเสริมทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง การคูณ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านโคกระเวียง 2) เพื่อหาประสิทธิภาพแบบฝึกเสริมทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง การคูณ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษา ปีที่ 2 โรงเรียนบ้านโคกระเวียง ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75 3) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การคูณ โดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะคณิตศาสตร์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านโคกระเวียง หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน 4) เพื่อศึกษาความพึงพอใจต่อการเรียนหลังเรียนด้วยแบบฝึกเสริมทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง การคูณ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียน บ้านโคกระเวียง วิธีการวิจัยเป็นการวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียนที่ได้ประยุกต์ใช้แบบแผนการวิจัยเชิงทดลองเบื้องต้น (Pre-experimental design) แบบที่มีกลุ่มตัวอย่างกลุ่มเดียว และมีการทดสอบก่อนและ หลังการทดลอง (One group pretest-posttest design) โดยใช้การทดสอบค่าทีแบบกลุ่มไม่อิสระ (กลุ่มสัมพันธ์) Dependent Sample t-test หรือ Paired - Samples t-test ประชากรที่เป็นกลุ่มเป้าหมายในการวิจัยครั้งนี้คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านโคกระเวียง ปีการศึกษา 2552 จำนวนทั้งหมด 9 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยคือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านโคกระเวียง และโรงเรียนบ้านขุนหาญ ปีการศึกษา 2551 เป็นกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ทดลองหาประสิทธิภาพของแบบฝึกเสริมทักษะ ได้มาจาก การสุ่มแบบง่าย (Simple Random Sampling) ได้แก่ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการทดลองหาประสิทธิภาพของชุดแบบฝึกเสริมทักษะโดยการทดลองแบบเดี่ยว จำนวน 3 คน การทดลองแบบกลุ่มเล็ก จำนวน 10 คน และการทดลองภาคสนาม จำนวน 30 คน ได้มาจากสุ่มแบบง่าย เครื่องมือการวิจัยได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง การคูณ จำนวน 14 แผน 2) แบบฝึกเสริมทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง การคูณ จำนวน 14 ชุด 3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนแบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 3 ตัวเลือก จำนวน 1 ฉบับ มีข้อสอบ 30 ข้อ 4) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียน แบบมาตรฐานส่วนประมาณค่า จำนวน 1 ฉบับ มีข้อคำถาม 10 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ใช้ค่าร้อยละ (Percentage) และค่าเฉลี่ย (Mean) เพื่อตรวจสอบประสิทธิภาพของของแบบฝึกเสริมทักษะ เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้การทดสอบค่าทีแบบกลุ่มไม่อิสระ (กลุ่มสัมพันธ์) Dependent Sample t-test หรือ Paired - Samples t-test และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) โดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป SPSS วิเคราะห์ระดับความพึงพอใจของนักเรียนด้วยค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยปรากฏผลดังนี้ 1. แบบฝึกเสริมทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง การคูณ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านโคกระเวียง จำนวน 14 ชุด มีคุณภาพและประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนด โดยมีค่าดัชนีประสิทธิผลจากการทดลองแบบเดี่ยว (0.5117) แบบกลุ่ม (0.5946) ภาคสนาม (0.5946) และประชากรกลุ่มเป้าหมาย (0.6608) ซึ่งในการทดลองทุกครั้งมีค่าเท่ากับ 0.50 แสดงว่า แบบฝึกเสริมทักษะมีผลทำให้นักเรียนมีความก้าวหน้าในการเรียนรู้และมีความก้าวหน้าในการเรียนรู้เพิ่มขึ้น 2. ประสิทธิภาพของของแบบฝึกเสริมทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง การคูณ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 จากการทดลองภาคสนามมีประสิทธิภาพเท่ากับ 80.21/80.11เป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดคือ 75/75 และค่าดัชนีประสิทธิผล (E.I.) เท่ากับ 0.5946 และผลจากการวิจัยกับประชากรกลุ่มเป้าหมาย มีค่าประสิทธิภาพเท่ากับ 81.11/84.07 และค่าดัชนีประสิทธิผล (E.I.) เท่ากับ 0.6608 3. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนมี ค่าคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนเท่ากับ 25.22 และค่าคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนเท่ากับ 15.89 จากคะแนนเต็ม 30 คะแนน 4. นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนโดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง การคูณ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 อยู่ในระดับมากที่สุดมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.56 คิดเป็นค่าเฉลี่ยร้อยละเท่ากับ 91.11 สรุปได้ว่า ผลการวิจัยครั้งนี้เป็นไปตามสมมติฐานของการวิจัยที่ตั้งไว้ทั้ง 4 ข้อ
การศึกษาผลการเรียนรู้โดยใช้ชุดกิจกรรมตามกระบวนการสืบเสาะหาความรู้ เรื่องระบบนิเวศ วิชาวิทยาศาสตร์ รหัส ว31201 สำหรับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนศรีไผทสมันต์ จังหวัดสุรินทร์
[ โดย kruinfo ชม 248 ]
การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาชุดกิจกรรมตามกระบวนการสืบเสาะหาความรู้ 5 E ใช้เกณฑ์มาตรฐานประสิทธิภาพ 80/80 เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างผลทดสอบก่อนเรียนกับผลการทดสอบหลังเรียนและเพื่อศึกษาความพึงพอใจของ นักเรียนที่มีต่อชุดกิจกรรมตามกระบวนการสืบเสาะหาความรู้ 5 E ประชากรที่ใช้เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ปีการศึกษา 2552 โรงเรียนศรีไผทสมันต์ จังหวัดสุรินทร์ จำนวน 30 คน ได้จากการเลือกแบบเจาะจง (Purpose Sampling) เนื้อหาที่ใช้ใน การทดลองเรื่องระบบนิเวศ เครื่องมือวิจัยแยกเป็น 1) เครื่องมือทดลอง ได้แก่ ชุดกิจกรรมการเรียน และแผนการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5 E) จำนวน 9 แผน 20 ชั่วโมง 2) เครื่องมือ เก็บข้อมูล ได้แก่ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน แบบประเมินชิ้นงาน แบบสังเกตประเมินพฤติกรรม แบบปะเมินการปฏิบัติงานกลุ่ม แบบประเมิน ทักษะการทดลอง แบบประเมินการนำเสนอรายงาน แบบประเมินการทำงานเป็นรายบุคคล และ แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ (%) ค่าเฉลี่ย ( ) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) t-test Dependent โดยมีระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ .05 ผลการวิจัยพบว่า 1. ชุดกิจกรรมตามกระบวนการสืบเสาะหาความรู้ 5 E มีประสิทธิภาพเท่ากับ 80.5 / 81.2 สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนด 80 / 80 2. การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างผลการทดสอบก่อนเรียนกับการทดสอบหลังเรียน ผลการทดสอบหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .05 3. ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อชุดกิจกรรมตามกระบวนการสืบเสาะหาความรู้ 5 E โดยภาพรวมนักเรียนมีความพึงพอใจอยู่ในระดับ
การพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ สาระการเรียนรู้หน้าที่พลเมือง วัฒนธรรมและการดำเนินชีวิตในสังคม กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษาศาสนาและวัฒนธรรม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โดยใช้หนังสืออ่านเพิ่มเติม
[ โดย kruinfo ชม 204 ]
การพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้หนังสืออ่านเพิ่มเติมเป็นรูปแบบของการจัดการเรียนรู้แบบหนึ่งซึ่งสามารถพัฒนาการเรียนรู้โดยเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้ตามความสามารถของตนเองและสนองความแตกต่างระหว่างบุคคล ดังนั้นการศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) สร้างหนังสืออ่านเพิ่มเติม สาระการเรียนรู้หน้าที่พลเมือง วัฒนธรรมและการดำเนินชีวิตในสังคม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ให้มีประสิทธิภาพ (2) ศึกษาดัชนีประสิทธิผลของการจัดการเรียนรู้โดยใช้หนังสืออ่านเพิ่มเติม สาระการเรียนรู้หน้าที่พลเมือง วัฒนธรรมและการดำเนินชีวิตในสังคม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 (3) ศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนโดยใช้หนังสืออ่านเพิ่มเติม สาระการเรียนรู้หน้าที่พลเมือง วัฒนธรรมและการดำเนินชีวิตในสังคม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ระหว่างคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนกับคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียน (4) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษา ปีที่ 1 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้หนังสืออ่านเพิ่มเติม สาระการเรียนรู้หน้าที่พลเมือง วัฒนธรรมและการดำเนินชีวิตในสังคม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา ครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2552 โรงเรียนบ้านอาพืด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุรินทร์ เขต 2 จำนวน 20 คน ซึ่งได้มาโดยวิธีการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษามี 4 ชนิด คือ (1) หนังสืออ่านเพิ่มเติมจำนวน 10 เล่ม (2) แผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 12 แผน (3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ชนิดเลือกตอบ 3 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ ซึ่งมีค่าอำนาจจำแนกตั้งแต่ 0.21 ถึง 0.79 ค่าความยากง่ายตั้งแต่ 0.19 ถึง 0.86 และค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.95 (4) แบบสอบถามความ พึงพอใจของนักเรียน ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้หนังสืออ่านเพิ่มเติมเป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) 5 ระดับ จำนวน 16 ข้อ มีค่าอำนาจจำแนกตั้งแต่ 0.46 ถึง 0.71 มีค่าความเชื่อมั่น ทั้งฉบับเท่ากับ 0.92 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ดัชนีประสิทธิผล และการทดสอบสมมติฐาน ใช้ t-test (Dependent Samples) ผลการศึกษาปรากฏ ดังนี้ 1. หนังสืออ่านเพิ่มเติม สาระการเรียนรู้หน้าที่พลเมือง วัฒนธรรมและการดำเนินชีวิต ในสังคม กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษาศาสนาและวัฒนธรรม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 มีประสิทธิภาพของกระบวนการและประสิทธิภาพของผลลัพธ์ (E1/ E2) เท่ากับ 84.75 /89.83 ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ที่กำหนดไว้ 2. ดัชนีประสิทธิผลของหนังสืออ่านเพิ่มเติม สาระการเรียนรู้หน้าที่พลเมือง วัฒนธรรมและการดำเนินชีวิตในสังคม กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษาศาสนาและวัฒนธรรม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 มีค่าเท่ากับ 0.6702 3. นักเรียนที่เรียนโดยใช้หนังสืออ่านเพิ่มเติม สาระการเรียนรู้หน้าที่พลเมือง วัฒนธรรมและการดำเนินชีวิตในสังคม กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษาศาสนาและวัฒนธรรม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 4. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ที่เรียนโดยใช้หนังสืออ่านเพิ่มเติม สาระการเรียนรู้หน้าที่พลเมือง วัฒนธรรมและการดำเนินชีวิตในสังคม กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษาศาสนาและวัฒนธรรม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 มีความพึงพอใจในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้หนังสืออ่านเพิ่มเติมโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ผลการศึกษาครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าหนังสืออ่านเพิ่มเติม สาระการเรียนรู้หน้าที่พลเมือง วัฒนธรรมและการดำเนินชีวิตในสังคม กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษาศาสนาและวัฒนธรรม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 มีประสิทธิภาพทำให้การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ประสบผลสำเร็จ บรรลุเป้าหมายของหลักสูตร สามารถนำไปใช้เป็นสื่อนวัตกรรมเพื่อใช้ในการแก้ปัญหาการจัดการเรียนการสอนได้ ดังนั้น ครูผู้สอนควรมีการพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้หนังสืออ่านเพิ่มเติมในสาระการเรียนรู้อื่น ๆ เพื่อส่งเสริมให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนสูงขึ้นและทำให้นักเรียนมีเจตคติที่ดีต่อการเรียน
รายงานการศึกษาเอกสารประกอบการเรียนหน่วยการเรียนรู้ที่ 2
[ โดย kruinfo ชม 133 ]
รายงานการศึกษาเอกสารประกอบการเรียน หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 เรื่อง เพื่อนรักของเรา กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 มีจุดมุ่งหมายเพื่อ 1. สร้างและหาประสิทธิภาพเอกสารประกอบการเรียน หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 เรื่อง เพื่อนรักของเรา กลุ่มสาระ การเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาที่ 1 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 2. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ของนักเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนที่เรียนด้วย เอกสารประกอบการเรียน หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 เรื่อง เพื่อนรักของเรา กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาที่ 1 3. เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อเอกสารประกอบการเรียน หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 เรื่อง เพื่อนรักของเรา กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาที่ 1 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ่อวิทยบางระกำ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิษณุโลกเขต 1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2553 จำนวน 35 คน ได้มาโดยการการสุ่มอย่างง่าย (วิธีจับสลาก) เครื่องมื่อที่ใช้ ได้แก่ เอกสารประกอบการเรียน หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 เรื่อง เพื่อนรักของเรา แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน เรื่อง เพื่อนรักของเรา กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาที่ 1 และแบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อเอกสารประกอบการเรียน หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 เรื่อง เพื่อนรักของเรา กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาที่ 1 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานการทดสอบ (t-test) และการหาค่าประสิทธิภาพ E1/ E2 กำหนดไว้ที่ 80/80 ผลการศึกษาปรากฏดังนี้ 1. เอกสารประกอบการเรียน หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 เรื่อง เพื่อนรักของเรา กลุ่มสาระ การเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาที่ 1 มีประสิทธิภาพ 89.84/91.62 สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่ตั้งไว้ 80/80 2. นักเรียนที่เรียนโดยเอกสารประกอบการเรียน หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 เรื่อง เพื่อนรักของเรา กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาที่ 1 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่า ก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3. นักเรียนชั้นประถมศึกษาที่ 1 มีความพึงพอใจต่อการเรียนด้วยเอกสารประกอบการเรียน หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 เรื่อง เพื่อนรักของเรา กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ อยู่ในระดับมากที่สุด
การศึกษาผลการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาประกอบการเรียนรู้
[ โดย kruinfo ชม 198 ]
บทคัดย่อ การศึกษาผลการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาประกอบการเรียนรู้ แบบมีส่วนร่วม กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เรื่อง บทประยุกต์ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะ การแก้โจทย์ปัญหาประกอบการรู้ เรื่อง บทประยุกต์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียน สนมศึกษาคาร ปีการศึกษา 2550 2) พัฒนาแบบฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาประกอบการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม เรื่อง บทประยุกต์ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 3) หาดัชนีประสิทธิผลของแบบฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาประกอบการเรียนรู้แบบ มีส่วนร่วม เรื่อง บทประยุกต์ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 และ 4) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนสนมศึกษาคาร ปีการศึกษา 2550 ที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาประกอบการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม เรื่อง บทประยุกต์ ประชากรในการศึกษาครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนสนมศึกษาคาร อำเภอสนม จังหวัดสุรินทร์ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2550 จำนวน 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาในครั้งนี้ประกอบด้วย 1) แบบฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาประกอบการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เรื่อง บทประยุกต์ จำนวน 17 ชุด 2) แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ประกอบการใช้แบบฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาที่สร้างขึ้น จำนวน 17 แผน 3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ และ 4 ) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหา เรื่อง บทประยุกต์ ผลการศึกษาพบว่า 1. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาประกอบ การจัดการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม เรื่อง บทประยุกต์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 สูงกว่าก่อนเรียนรู้ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับนัยสำคัญ 0.01 2. แบบฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาประกอบการจัดการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม เรื่อง บทประยุกต์ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีประสิทธิภาพ 92.89/ 84.11 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 ที่ตั้งไว้ 3. ดัชนีประสิทธิผลของแบบฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาประกอบการจัดการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม เรื่อง บทประยุกต์ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีค่าเท่ากับ 0.7843 ซึ่งแสดงว่านักเรียนที่เรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาที่ผู้ศึกษาสร้างขึ้นมีความรู้เพิ่มขึ้น ร้อยละ 78.43 4. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านสนมศึกษาคาร อำเภอสนม จังหวัดสุรินทร์ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2550 ที่เรียนรู้ เรื่อง บทประยุกต์ โดยใช้แบบฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาประกอบการจัดการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมที่ผู้ศึกษาสร้างขึ้น มีความพึงพอใจโดยภาพรวมต่อการเรียนรู้ ในระดับมากที่สุด
การศึกษาผลการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์
[ โดย kruinfo ชม 241 ]
บทคัดย่อ การศึกษาผลการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 เรื่อง พื้นที่ เงิน และเวลา ประกอบวิธีการเรียนรู้แบบ 5E มีวัตถุประสงค์ เพื่อ 1) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง พื้นที่ เงิน และเวลา ประกอบวิธีการเรียนรู้แบบ 5E ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านโนนเปือย อำเภอสนม จังหวัดสุรินทร์ ปีการศึกษา 2550 2) พัฒนาแบบฝึกเสริมทักษะสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 เรื่อง พื้นที่ เงิน และเวลา ประกอบวิธีการเรียนรู้แบบ 5E ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 3) หาดัชนีประสิทธิผลของแบบฝึกเสริมทักษะสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 เรื่อง พื้นที่ เงิน และเวลา ประกอบวิธีการเรียนรู้แบบ 5E และ 4) ศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านโนนเปือย ปีการศึกษา 2550 ที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง พื้นที่ เงิน และเวลา ประกอบวิธีการเรียนรู้แบบ 5E ประชากรในการศึกษาครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านโนนเปือย อำเภอสนม จังหวัดสุรินทร์ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2550 จำนวน 18 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาในครั้งนี้ประกอบด้วย 1) แบบฝึกเสริมทักษะสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 เรื่อง พื้นที่ เงิน และเวลา ประกอบวิธีการเรียนรู้แบบ 5E 2) แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ประกอบการใช้แบบฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาที่สร้างขึ้น จำนวน 24 แผน 3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ และ 4 ) แบบสอบถามความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 เรื่อง พื้นที่ เงิน และเวลา ประกอบวิธีการเรียนรู้แบบ 5E ผลการศึกษาพบว่า 1. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 เรื่อง พื้นที่ เงิน และเวลา ประกอบวิธีการเรียนรู้แบบ 5E สูงกว่าก่อนการเรียนรู้ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับนัยสำคัญ 0.01 2. แบบฝึกเสริมทักษะสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 เรื่อง พื้นที่ เงิน และเวลา ประกอบวิธีการเรียนรู้แบบ 5E ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 มีประสิทธิภาพ 95.16/ 83.52 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 ที่ตั้งไว้ 3. ดัชนีประสิทธิผลของแบบฝึกเสริมทักษะสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษา ปีที่ 4 เรื่อง พื้นที่ เงิน และเวลา ประกอบวิธีการเรียนรู้แบบ 5E มีค่าเท่ากับ 0.7500 ซึ่งแสดงว่านักเรียนที่เรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาที่ผู้ศึกษาสร้างขึ้นมีความรู้เพิ่มขึ้นร้อยละ 75.00 4. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านโนนเปือย อำเภอสนม จังหวัดสุรินทร์ ที่เรียนรู้ เรื่อง พื้นที่ เงิน และเวลา โดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ประกอบวิธีการเรียนรู้แบบ 5E ที่ผู้ศึกษาสร้างขึ้น มีความพึงพอใจในระดับมากที่สุดด้วยค่าเฉลี่ย 4.63
รายงานการศึกษาเอกสารประกอบการเรียนหน่วยการเรียนรู้ที่ 2ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1
[ โดย kruinfo ชม 190 ]
บทคัดย่อ รายงานการศึกษาเอกสารประกอบการเรียน หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 เรื่อง เพื่อนรักของเรา กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 มีจุดมุ่งหมายเพื่อ 1. สร้างและหาประสิทธิภาพเอกสารประกอบการเรียน หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 เรื่อง เพื่อนรักของเรา กลุ่มสาระ การเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาที่ 1 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 2. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ของนักเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนที่เรียนด้วย เอกสารประกอบการเรียน หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 เรื่อง เพื่อนรักของเรา กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาที่ 1 3. เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อเอกสารประกอบการเรียน หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 เรื่อง เพื่อนรักของเรา กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาที่ 1 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ่อวิทยบางระกำ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิษณุโลกเขต 1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2553 จำนวน 35 คน ได้มาโดยการการสุ่มอย่างง่าย (วิธีจับสลาก) เครื่องมื่อที่ใช้ ได้แก่ เอกสารประกอบการเรียน หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 เรื่อง เพื่อนรักของเรา แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน เรื่อง เพื่อนรักของเรา กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาที่ 1 และแบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อเอกสารประกอบการเรียน หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 เรื่อง เพื่อนรักของเรา กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาที่ 1 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานการทดสอบ (t-test) และการหาค่าประสิทธิภาพ E1/ E2 กำหนดไว้ที่ 80/80 ผลการศึกษาปรากฏดังนี้ 1. เอกสารประกอบการเรียน หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 เรื่อง เพื่อนรักของเรา กลุ่มสาระ การเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาที่ 1 มีประสิทธิภาพ 89.84/91.62 สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่ตั้งไว้ 80/80 2. นักเรียนที่เรียนโดยเอกสารประกอบการเรียน หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 เรื่อง เพื่อนรักของเรา กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาที่ 1 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่า ก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3. นักเรียนชั้นประถมศึกษาที่ 1 มีความพึงพอใจต่อการเรียนด้วยเอกสารประกอบการเรียน หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 เรื่อง เพื่อนรักของเรา กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ อยู่ในระดับมากที่สุด
การพัฒนาแบบฝึกทักษะการเขียนภาษาอังกฤษ เรื่อง Tense รายวิชาวิชาภาษาอังกฤษพื้นฐาน รหัสวิชา อ33101 นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3
[ โดย kruinfo ชม 339 ]
การศึกษาค้นคว้าครั้งนี้ มีความมุ่งหมายของการศึกษาค้นคว้า 3 ประการ คือ 1) เพื่อสร้างและพัฒนาแบบฝึกทักษะการเขียนภาษาอังกฤษ เรื่อง Tense ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 2) เพื่อหาประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะการเขียนภาษาอังกฤษที่สร้างขึ้นตามเกณฑ์ 80/80 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่เรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการเขียนภาษาอังกฤษ เรื่อง Tense ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านบัวโคก จังหวัดสุรินทร์ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านบัวโคก อำเภอท่าตูม จังหวัดสุรินทร์ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2551 ได้มาจากการสุ่มอย่างง่าย (Simple Random Sampling) โดยใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยในการสุ่ม จำนวน 1 ห้องเรียน ซึ่งมีนักเรียนจำนวน 31 คน เครื่องมือที่ใช้ คือ แบบฝึกทักษะการเขียนภาษาอังกฤษ จำนวน 6 ชุด แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จำนวน 40 ข้อ มีค่าความยากอยู่ระหว่าง 0.35 ถึง 0.73 มีค่าอำนาจจำแนกอยู่ระหว่าง 0.35 ถึง 0.85 ค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.89 และแบบสอบถามความพึงพอใจ จำนวน 20 ข้อ มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.905 สถิติที่ใช้ คือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ประสิทธิภาพ E1/E2 การหาค่า ความยาก (P) ค่าอำนาจจำแนก (r) ค่าความเชื่อมั่น (rtt) และการทดสอบค่า t (t-test) ผลการศึกษาพบว่า 1. ประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะการเขียนภาษาอังกฤษ เรื่อง Tense เท่ากับ 84.09/89.92 นั่นคือ แบบฝึกทักษะการเขียนภาษาอังกฤษ เรื่อง Tense มีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ที่ตั้งไว้ 2. การเปรียบเทียบผลการเรียนรู้ของนักเรียนหลังการเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะ การเขียนภาษาอังกฤษ เรื่อง Tense ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน พบว่า หลังเรียนมีผลการเรียนรู้สูงกว่าก่อนเรียน แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3. นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนการสอนโดยใช้แบบฝึกทักษะการเขียนภาษาอังกฤษ เรื่อง Tense โดยรวมและเป็นรายด้านทั้ง 5 ด้านอยู่ในระดับมาก
รายงานการพัฒนาหนังสือส่งเสริมการอ่านพัฒนาทักษะทางภาษา
[ โดย kruinfo ชม 180 ]
บทคัดย่อ รายงานการศึกษาฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและหาประสิทธิภาพของหนังสือส่งเสริมการอ่านพัฒนาทักษะทางภาษา กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษา ปีที่ 4 เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนและหลังการเรียน เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อหนังสือส่งเสริมการอ่านพัฒนาทักษะทางภาษา กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โดยกลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านหนองนากวางอั้น สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิษณุโลก เขต 1 ปีการศึกษา 2552 จำนวน 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ หนังสือส่งเสริมการอ่านพัฒนาทักษะทางภาษา กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านทักษะทางภาษา แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียน และแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้หนังสือส่งเสริมการอ่านพัฒนาทักษะทางภาษา สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ paired-samples t-test ผลการศึกษาพบว่า 1. หนังสือส่งเสริมการอ่านพัฒนาทักษะทางภาษา กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 81.83 / 80.89 ตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนแตกต่างกัน โดยมีคะแนนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3. นักเรียนมีความพึงพอใจหนังสือส่งเสริมการอ่านพัฒนาทักษะทางภาษา กลุ่มสาระ การเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โดยเฉลี่ยอยู่ในระดับมากที่สุด
รายงานผลการพัฒนาและใช้แบบฝึกเสริมทักษะชุดการอ่านและเขียนสะกดคำ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1
[ โดย kruinfo ชม 149 ]
การพัฒนาแบบฝึกเสริมทักษะ ชุดการอ่านและเขียนสะกดคำ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 มีวัตถุประสงค์ ในการศึกษา 1) เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพ ของแบบฝึกเสริมทักษะ ชุดการอ่านและเขียนสะกดคำ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษา ปีที่ 1 ใช้เกณฑ์มาตรฐานร้อยละ 80/80 2) เพื่อศึกษาเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านทักษะ การอ่าน และการเขียนสะกดคำของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ก่อนเรียนกับหลังเรียน และหลังเรียนกับความคงทนในการเรียนรู้ 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียน ที่มีต่อการใช้ แบบฝึกเสริมทักษะ ชุดการอ่านและเขียนสะกดคำ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ประชากร คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนตาลชุมศึกษาลัย อำเภอ เวียงสา จังหวัดน่าน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาน่าน เขต 1 ที่กำลังศึกษาในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2550 จำนวน 4 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive) เครื่องมือที่ใช้ในการพัฒนา ได้แก่ 1) แบบฝึกเสริมทักษะ ชุดการเขียนสะกดคำ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องการอ่านและเขียนสะกดคำ และ3) แบบสอบถาม ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ที่มีต่อการสอนซ่อมเสริมประกอบการใช้แบบฝึก เสริมทักษะ ชุด การอ่านและเขียนสะกดคำ แบบแผนการทดลองเป็นแบบกลุ่มเดี่ยว วิธีทดลองที่มี การประเมินผล ก่อน- หลังเรียน (One Group Pretest-posttest Design) และประเมินความคงทนในการเรียนรู้ วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าเฉลี่ย ( ) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และการทดสอบค่าที (t
รายงานการใช้แบบฝึกเสริมทักษะคณิตศาสตร์ เรื่องการบวกและการลบ ที่มีผลสัมฤทธิ์ต่อการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1
[ โดย kruinfo ชม 206 ]
การศึกษาค้นคว้าครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างแบบฝึกเสริมทักษะคณิตศาสตร์ เรื่องการบวกและการลบ มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 ศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่องการบวกและการลบ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ก่อนเรียน และหลังเรียน โดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะคณิตศาสตร์ และเพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อแบบฝึกเสริมทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง การบวกและการลบ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนวัดทุ่งคอก (สุวรรณสาธุกิจ) ปีการศึกษา 2552 จำนวน 36 คน นวัตกรรมที่ใช้เป็นแบบฝึกเสริมทักษะคณิตศาสตร์ มีขั้นตอนการดำเนินการ คือ เลือกเนื้อหา วิเคราะห์เนื้อหา กำหนดผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง สร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน การบวกและการลบจำนวน 30 ข้อ เพื่อใช้หาประสิทธิภาพของแบบฝึกเสริมทักษะคณิตศาสตร์ ได้ค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) อยู่ระหว่าง 0.80 - 1.00 เรื่องการบวก ค่าดัชนีความยากง่ายของแบบทดสอบ (P) อยู่ระหว่าง 0.57 - 0.77 ค่าอำนาจจำแนกของแบบทดสอบ (r) อยู่ระหว่าง จำแนก 0.46 - 0.73 และค่าความเชื่อมั่น ของแบบทดสอบมีค่าเท่ากับ 0.89 เรื่องการลบ ค่าดัชนีความยากง่ายของแบบทดสอบ (P) อยู่ระหว่าง 0.57 - 0.73 ค่าอำนาจจำแนกของแบบทดสอบ (r) อยู่ระหว่าง จำแนก 0.46 - 0.73 และ ค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบมีค่าเท่ากับ 0.88 ผลการศึกษาพบว่า 1. แบบฝึกเสริมทักษะคณิตศาสตร์ เรื่องการบวก มีประสิทธิภาพเท่ากับ 85.67/89.07 เรื่องการลบ มีประสิทธิภาพเท่ากับ 87.50/86.20 ทั้งนี้เป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้ 2. ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคะแนนทดสอบหลังเรียนและคะแนนทดสอบก่อนเรียน มีความแตกต่าง โดยคะแนนหลังเรียนสูงกว่าคะแนนก่อนเรียน ทั้งนี้เป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้ 3. ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อแบบฝึกเสริมทักษะคณิตศาสตร์ เรื่องการบวก และการลบ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนวัดทุ่งคอก (สุวรรณสาธุกิจ) โดยรวมอยู่ในระดับมาก ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้
การศึกษาผลการใช้ Space Jam มัลติมีเดียเพื่อพัฒนาทักษะการอ่านจับใจความ ภาษาอังกฤษ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนเชียงแสนวิทยาคม
[ โดย kruinfo ชม 135 ]
การศึกษาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อหาประสิทธิภาพ Space Jam มัลติมีเดียเพื่อพัฒนาทักษะการอ่านจับใจความภาษาอังกฤษ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนเชียงแสนวิทยาคม เกณฑ์ประสิทธิภาพที่ 80/80 เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหลังเรียน Space Jam มัลติมีเดียเพื่อพัฒนาทักษะการอ่านจับใจความภาษาอังกฤษ และเพื่อศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนต่อการเรียนโดยใช้ Space Jam มัลติมีเดียเพื่อพัฒนาทักษะการอ่านจับใจความภาษาอังกฤษ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนเชียงแสนวิทยาคม ประชากรในการศึกษาครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 แผนกศิลป์ภาษา ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2552 จำนวน 2 ห้องเรียน รวมจำนวนนักเรียนทั้งสิ้น 70 คน ของโรงเรียนเชียงแสนวิทยาคม อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา คือ Space Jam มัลติมีเดียเพื่อพัฒนาทักษะการอ่านจับใจความภาษาอังกฤษ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน และแบบสอบถามความคิดเห็นของนักเรียนต่อการเรียนโดยใช้ Space Jam มัลติมีเดียเพื่อพัฒนาทักษะการอ่านจับใจความภาษาอังกฤษ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนเชียงแสนวิทยาคม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลประกอบด้วย ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การศึกษาค้นพบ ดังนี้ 1. ประสิทธิภาพ Space Jam มัลติมีเดียเพื่อพัฒนาทักษะการอ่านจับใจความภาษาอังกฤษชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนเชียงแสนวิทยาคม เท่ากับ 84.43/81.33 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหลังเรียนSpace Jam มัลติมีเดียเพื่อพัฒนาทักษะการอ่านจับใจความภาษาอังกฤษชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนเชียงแสนวิทยาคม มีค่าเฉลี่ยร้อยละเท่ากับ 81.33 และเมื่อเปรียบเทียบความแตกต่างของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนพบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหลังเรียน Space Jam มัลติมีเดียเพื่อพัฒนาทักษะการอ่านจับใจความภาษาอังกฤษชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนเชียงแสนวิทยาคม สูงกว่าก่อนเรียนเท่ากับ 43.43 3. นักเรียนที่เรียน Space Jam มัลติมีเดียเพื่อพัฒนาทักษะการอ่านจับใจความภาษาอังกฤษ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนเชียงแสนวิทยาคม มีความคิดเห็นต่อการเรียนโดยใช้ Space Jam มัลติมีเดียเพื่อพัฒนาทักษะการอ่านจับใจความภาษาอังกฤษชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนเชียงแสนวิทยาคม ในระดับเหมาะสมมาก ( = 4.14 = 0.75)
รายงานการพัฒนาทักษะการใช้แบบฝึกเสริมทักษะแก้โจทย์ปัญหาการบวกและการลบ
[ โดย kruinfo ชม 267 ]
ชื่อเรื่อง การพัฒนาทักษะการใช้แบบฝึกเสริมทักษะแก้โจทย์ปัญหาการบวกและการลบ จำนวนนับที่มีผลลัพธ์และตัวตั้งไม่เกิน 100,000 ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านกรอบ ชื่อผู้ศึกษา นางกิ่งกาญจน์ ตันชะโล ปีที่ศึกษา ปีการศึกษา 2552 บทคัดย่อ การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของแบบฝึกเสริมทักษะแก้โจทย์ปัญหาการบวกและการลบจำนวนนับที่มีผลลัพธ์และตัวตั้งไม่เกิน 100,000 ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านกรอบ ตามเกณฑ์มาตรฐาน 75/75 และเพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านกรอบ ก่อนและหลังการใช้แบบฝึกเสริมทักษะการแก้โจทย์ปัญหาการบวกและการลบจำนวนนับที่มีผลลัพธ์และตัวตั้งไม่เกิน 100,000 ประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านกรอบ อำเภอควนเนียง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสงขลา เขต 2 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2552 จำนวน 20 คน ได้ทำการศึกษาในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2552 เป็นระยะเวลา 3 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 6 ครั้ง ครั้งละ 60 นาที ในช่วงกิจกรรมสร้างสรรค์ โดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะการแก้โจทย์ปัญหา จำนวน 3 ชุด ผลการศึกษาพบว่า 1. ผลการทดสอบประสิทธิภาพของแบบฝึกเสริมทักษะการแก้โจทย์ปัญหาการบวกและการลบจำนวนนับที่มีผลลัพธ์และตัวตั้งไม่เกิน 100,000 ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 พบว่า มีประสิทธิภาพ E1/E2 = 87.16/80.33 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ (E1/E2 = 75/75) 2. ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ก่อนและ หลังการใช้แบบฝึกเสริมทักษะการแก้โจทย์ปัญหาการบวกและการลบจำนวนนับที่มีผลลัพธ์และตัวตั้งไม่เกิน 100,000 พบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 หลังใช้สูงกว่าก่อนใช้แบบฝึกเสริมทักษะการแก้โจทย์ปัญหาการบวกและการลบจำนวนนับที่มีผลลัพธ์และตัวตั้งไม่เกิน 100,000 เป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้
รายงานการใช้แบบฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน 8 ทักษะกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4
[ โดย kruinfo ชม 346 ]
การใช้แบบฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน 8 ทักษะ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ประถมศึกษาปีที่ 4 มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างแบบฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน 8 ทักษะ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 แหล่งข้อมูลได้จากผู้เชี่ยวชาญด้านเนื้อหาทางทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน 8ทัักษะ จำนวน 5 ท่านและนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านบึงพิไกร สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากำแพงเพชรเขต 1 จังหวัดกำแพงเพชร ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2552 จำนวน 30 คนเป็นนักเรียนเก่ง จำนวน 10 คน ปานกลาง จำนวน 10 คนและนักเรียนอ่อน จำนวน 10 คน เพื่อหาประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน 8 ทักษะ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ประถมศึกษาปีที่ 4 ตามเกณฑ์ 80/80 เครื่องมือที่ใช้ในการสร้างและหาประสิทธิภาพแบบฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน 8 ทักษะ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ประถมศึกษาปีที่ 4 คือ แบบประเมินความสอดคล้องระหว่างองค์ประกอบของแบบฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน 8 ทักษะ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ประถมศึกษาปีที่ 4 แบบทดสอบ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าร้อยละและค่าดัชนีความสอดคล้อง ขั้นการทดลองใช้แบบฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน 8 ทักษะ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ประถมศึกษาปีที่ 4 กลุ่มเป้าหมายได้จากการสุ่มแบบเจาะจง (Purposive Random Sampling) โดยเลือกจากนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านบึงพิไกร จากจำนวน 1 ห้องเรียนได้นักเรียนจำนวน 27 คน ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2553 แบบแผน การทดลองครั้งนี้ใช้กลุ่มเดียวทดสอบก่อนและหลังเรียน (One - Group Pretest-Postest Desing) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาได้แก่แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียน จำนวน 40 ข้อ แบบฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน 8 ทักษะ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ประถมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 8 เล่ม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าร้อยละและการทดสอบ (t-test Dependent) และศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อแบบฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน 8 ทักษะ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ประถมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 27 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาได้แก่ แบบประเมินความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือ ค่าเฉลี่ยและค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการรายงาน 1. ผลการสร้างแบบฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน 8 ทักษะ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ประถมศึกษาปีที่ 4 เมื่อนำไปทดลองใช้กับนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2552 จำนวน 30 คน พบว่ามีประสิทธิภาพ 83.04/82.08 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ (80/80) 2. คะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนด้วยแบบฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน 8 ทักษะ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ประถมศึกษาปีที่ 4 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 3. ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อแบบฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน 8 ทักษะ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ประถมศึกษาปีที่ 4 ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก (X = 4.50) และเมื่อพิจารณาเป็นรายการประเมินทุกรายการนักเรียนมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด 5 รายการ
รายงานผลการใช้แบบฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์สำหรับ นักเรียนชาวเขา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6
[ โดย kruinfo ชม 253 ]
ชื่อเรื่องการวิจัย รายงานผลการใช้แบบฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์สำหรับ นักเรียนชาวเขา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ผู้ศึกษา นางกฤษนา มีเพ็งจันทร์ หน่วยงาน โรงเรียนบ้านโป่งสา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาแม่ฮ่องสอน เขต1 ปีที่ทำการวิจัย 2552 บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ สร้างแบบฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์สำหรับนักเรียนชาวเขา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์การแก้โจทย์ปัญหาของนักเรียนที่เรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ก่อนและหลังเรียน และเพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการใช้แบบฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ โดยอ้างทฤษฎีการแก้โจทย์ปัญหา 4 ขั้นตอนของโพลยา ประชากรคือ นักเรียนชาวเขาโรงเรียนบ้านโป่งสา อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน ในปีการศึกษา 2552 จำนวน 11 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาประกอบด้วย แบบฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์สำหรับนักเรียนชาวเขา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 5 เล่ม แบบทดสอบการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ แบบปรนัยจำนวน 40 ข้อ แบบทดสอบอัตนัยจำนวน 6 ข้อ และแบบสอบถามความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยการใช้แบบฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ สำหรับนักเรียนชาวเขาชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 แผนการจัดการเรียนรู้จำนวน 20 แผน แผนการเรียนรู้ละ 1ชั่วโมง รวมใช้เวลาฝึกทั้งสิ้น 20 ชั่วโมง วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาประสิทธิภาพของแบบฝึก วิเคราะห์ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และวิเคราะห์หาค่าความพึงพอใจ หาค่าเฉลี่ย(Mean) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) ผลการศึกษาพบว่า 1. ประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ สำหรับนักเรียนชาวเขา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่จัดทำขึ้นทั้ง 5 เล่ม ตามเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดไว้ 80/80 ปรากฏว่า ได้ค่าเฉลี่ยของเกณฑ์มีประสิทธิภาพมีเท่ากับ 82.12 / 81.94 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ แสดงว่าแบบฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาที่จัดทำขึ้นมีประสิทธิภาพเชื่อถือได้ 2. คะแนนเฉลี่ยของการทดสอบก่อนเรียนกับหลังเรียน โดยใช้แบบฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์สำหรับนักเรียนชาวเขา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 พบว่าคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน มีค่าน้อยลงกว่าเดิม มีช่วงประมาณของคะแนนความแตกต่างหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน 17.72 คะแนน 3. ความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อการใช้แบบฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์สำหรับนักเรียนชาวเขา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีระดับความคิดเห็นโดยภาพรวมนักเรียนมีความพึงพอใจต่อแบบฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ อยู่ระดับมาก มีค่าเฉลี่ย 4.07
การพัฒนาแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ ประกอบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ 5E
[ โดย kruinfo ชม 343 ]
บทคัดย่อ การศึกษาในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ ประกอบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ 5E เรื่อง ความสัมพันธ์และฟังก์ชัน ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้สาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 เรื่อง ความสัมพันธ์และฟังก์ชัน โดยใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ ประกอบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ 5E และเพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียน ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ โดยใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ ประกอบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ 5E เรื่อง ความสัมพันธ์และฟังก์ชัน กลุ่มตัวอย่างในการศึกษาครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนรัตนบุรี อำเภอรัตนบุรี จังหวัดสุรินทร์ ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2551 จำนวน 50 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ประกอบด้วย แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ ประกอบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ 5E เรื่อง ความสัมพันธ์และฟังก์ชัน พร้อมแผนการจัดการเรียนรู้ประกอบการใช้แบบฝึก แบบทดสอบย่อยจำนวน 19 ชุด ชุดละ 5 ข้อ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จำนวน 30 ข้อ ซึ่งมีค่าอำนาจจำแนกรายข้อตั้งแต่ 0.20 ถึง 0.70 และมีค่า ความเชื่อมั่นทั้งฉบับ 0.71 และแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ ประกอบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ 5E เรื่อง ความสัมพันธ์และฟังก์ชัน สถิติที่ใช้ คือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบสมมติฐานโดยใช้ t-test ผลการวิจัยพบว่า 1. แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ ประกอบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ 5E เรื่อง ความสัมพันธ์และฟังก์ชัน ที่ผู้ศึกษาสร้างขึ้นมีประสิทธิภาพ 85.66/86.13 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่ตั้งไว้ 2. นักเรียนที่ผ่านการจัดกิจกรรมการเรียนการรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ ประกอบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ 5E เรื่อง ความสัมพันธ์และฟังก์ชัน มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 3. นักเรียนมีความพึงพอใจโดยรวมต่อการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ ประกอบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ 5E เรื่อง ความสัมพันธ์และฟังก์ชัน อยู่ในระดับมาก
รายงานการใช้แบบฝึกทักษะการอ่านเพื่อความเข้าใจ เรื่อง Free Times
[ โดย kruinfo ชม 303 ]
การศึกษาการใช้แบบฝึกทักษะการอ่านเพื่อความเข้าใจ เรื่อง Free Times กลุ่มสาระ- การเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยมีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาประสิทธิภาพแบบฝึกทักษะการอ่านเพื่อความเข้าใจ เรื่อง Free Times กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ตามเกณฑ์ที่กำหนด 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ก่อนเรียนและหลังเรียนโดยการใช้แบบฝึกทักษะการอ่านเพื่อความเข้าใจ เรื่อง Free Times กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 3) เพื่อวิเคราะห์ระดับความคิดเห็นความพึงพอใจของนักเรียน ที่มีต่อการใช้แบบฝึกทักษะการอ่านเพื่อความเข้าใจ เรื่อง Free Times กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/1 โรงเรียนไทยรัฐวิทยา ๑ (บ้านหัวช้าง) เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลพบุรี เขต 1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2552 จำนวน 30 คน ได้มาโดยวิธีเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ประกอบด้วย 1) ประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะการอ่านเพื่อความเข้าใจ เรื่อง Free times 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน ที่ใช้แบบฝึกทักษะการอ่านเพื่อความเข้าใจ เรื่อง Free times 3) ระดับความพึงพอใจของนักเรียน ต่อแบบฝึกทักษะการอ่านเพื่อความเข้าใจ เรื่อง Free times สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ สูตรการหาค่า / สูตรการหาค่าเฉลี่ย ( ) สูตรการหาค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และสถิติ t
ผลสัมฤทธิ์ทักษะการอ่านภาษาอังกฤษโดยใช้การจัดการเรียนรู้
[ โดย kruinfo ชม 264 ]
บทคัดย่อ การศึกษาในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทักษะการอ่าน โดยใช้การเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิค TGT และศึกษาผลความพึงพอใจของนักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิค TGT กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการศึกษาคือนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5/3 โรงเรียนเทศบาล 3 ศรีทรายมูล เทศบาลนครเชียงราย จำนวน 32 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิค TGT แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทักษะการอ่านภาษาอังกฤษ และแบบวัดผลความพึงพอใจของนักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิค TGT ผลการศึกษาพบว่า 1. ผลสัมฤทธิ์ทักษะการอ่านภาษาอังกฤษ โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิค TGT มีนักเรียนจำนวน 28 คน คิดเป็นร้อยละ 87.50 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังจากได้รับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิค TGT เฉลี่ย 22.88 คิดเป็นร้อยละ 76.25 ของคะแนนเต็ม ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้คือ มีจำนวนนักเรียนผ่านเกณฑ์ คะแนนรวมเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า ร้อยละ 70 2. ความพึงพอใจของนักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิค TGT อยู่ในระดับความพึงพอใจมากมีคะแนนเฉลี่ย 4.40 เมื่อพิจารรารายด้านพบว่า นักเรียนมีความพึงพอใจอยู่ในระดับความพึงพอใจมากทุกด้านโดยเรียงตามลำดับ คือด้านการวัดผลประเมินผล ด้านกิจกรรมการเรียนรู้ ด้านสื่อการเรียนการสอน และด้านสาระการเรียนรู้
การพัฒนาแบบฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นบูรณาการ หน่วยการเรียนรู้เรื่องสารและการเปลี่ยนแปลง สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 และตัวอย่างแบบฝึกทักษะชุดที่ 1
[ โดย kruinfo ชม 296 ]
บทคัดย่อ การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ (1)เพื่อพัฒนาแบบฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นบูรณาการ หน่วย การเรียนรู้ เรื่อง สารและการเปลี่ยนแปลง สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 (2)เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หน่วยการเรียนรู้ เรื่อง สารและการเปลี่ยนแปลง ก่อนเรียนและหลังเรียน โดยใช้แบบฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ขั้นบูรณาการ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 (3)พื่อเปรียบเทียบทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ขั้นบูรณาการ ก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 (4เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 หลังการเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ขั้นบูรณาการ หน่วยการเรียนรู้ เรื่อง สารและการเปลี่ยนแปลง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2553 โรงเรียนเทศบาล 3 ศรีทรายมูล สังกัดเทศบาลนครเชียงราย จำนวน 42 คน โดยวิธีสุ่มตัวอย่างแบบกลุ่ม (Cluster sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ แบบฝึกทักษะและคู่มือครู จำนวน 9 ชุด แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จำนวน40 ข้อ มีอำนาจจำแนกอยู่ระหว่าง 0.30 -0.80 ความยากง่ายอยู่ระหว่าง 0.50
การพัฒนาการเขียนของนักเรียน
[ โดย kruinfo ชม 167 ]
หัวข้อศึกษาค้นคว้า การพัฒนาการเขียนของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านมะพริกดู่โพนสิม สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษายโสธร เขต 1 โดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะการเขียนสะกดคำยาก ประกอบแผนการจัดการเรียนรู้ภาษาไทย ผู้รายงาน นางชุตยาวดี กงเงิน ปีการศึกษา 2551 การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างและพัฒนาแบบฝึกเสริมทักษะการเขียนสะกด คำยาก ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อแบบฝึกเสริมทักษะการเขียนสะกดคำยาก กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ศึกษาคือประชากรนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ปีการศึกษา 2551 โรงเรียนบ้านมะพริกดู่โพนสิม สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษายโสธร เขต 1 จำนวน 32 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ แบบฝึกเสริมทักษะการเขียนสะกดคำยาก แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียน ที่มีต่อแบบฝึกเสริมทักษะการเขียนสะกดคำยาก กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที สรุปผลการศึกษา 1. แบบฝึกเสริมทักษะการเขียนสะกดคำยาก กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 92.11/88.12 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนและหลังการเรียนด้วยแบบฝึก เสริมทักษะการเขียนสะกดคำยาก กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติที่ระดับ .05 3. ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อแบบฝึกเสริมทักษะการเขียนสะกดคำยาก กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด
ปัญหาการใช้คอมพิวเตอร์ในการบริหารงานโรงเรียน
[ โดย kruinfo ชม 170 ]
49950375 : สาขาบริหารการศึกษา : กศ.ม. (การบริหารการศึกษา) คำสำคัญ : ปัญหาการใช้คอมพิวเตอร์ในการบริหารโรงเรียน สังกัดเทศบาล จังหวัดจันทบุรี วราภรณ์ เหมือนแตง : ปัญหาการใช้คอมพิวเตอร์ในการบริหารโรงเรียน สังกัดเทศบาล จังหวัดจันทบุรี (PROBLEMS OF COMPUTER USAGE IN SCHOOL ADMINISTRATION OF MUNIOIPAL SCHOOLS IN CHANTHABURI PROVINCE) อาจารย์ผู้ควบคุมงานนิพนธ์ : ดร. เจริญวิชญ์ สมพงษ์ธรรม การวิจัยครั้งนี้ มุ่งศึกษาปัญหาการใช้คอมพิวเตอร์ในการบริหารโรงเรียน สังกัดเทศบาลจังหวัดจันทุบรี จำแนกตามสังกัดเทศบาลตำบล เทศบาลเมือง และขนาดโรงเรียน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ ได้แก่พนักงานครูสังกัดเทศบาล จังหวัดจันทบุรี จำนวน 152 คน เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถามแบบมาตรตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความเชื่อมั่น .99 สถิติที่ใช้ได้แก่ ค่าความถี่ (Frequency) ร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย (Mean) ความเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD) และการทดสอบค่าวิกฤติที (t-test) ผลการวิจัยปรากฏดังนี้ 1. ปัญหาการใช้คอมพิวเตอร์ในการบริหารงานโรงเรียนสังกัดเทศบาล จังหวัดจันทบุรี โดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง 1.1 ด้านการบริหารงานวิชาการ, การบริหารงานกิจการนักเรียน และ การบริหารงานธุรการการเงินพัสดุ พบว่ามีปัญหาการใช้คอมพิวเตอร์ในการบริหารงานโดยรวมอยู่ในระดับ ปานกลาง ส่วนปัญหาการบริหารงานบุคลากร และการบริหารงานอาคารสถานที่ พบว่ามีปัญหาการใช้คอมพิวเตอร์ในการบริหารงานโรงเรียน โดยรวมอยู่ในระดับน้อย 2. ปัญหาการใช้คอมพิวเตอร์ในการบริหารงานโรงเรียนสังกัดเทศบาล จังหวัดจันทบุรี จำแนกตาม เทศบาลตำบล และเทศบาลเมือง ของพนักงานครู มีดังนี้ 2.1 ปัญหาการใช้คอมพิวเตอร์ในการบริหารงานโรงเรียน ตามความคิดเห็นของพนักงานครู เทศบาลตำบล โดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง และเทศบาลเมืองอยู่ในระดับน้อย เปรียบเทียบปัญหาการใช้คอมพิวเตอร์ในการบริหารงานโรงเรียน โดยรวมและรายด้านจำแนกตามเทศบาลตำบล และเทศบาลเมือง แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ ระดับ 0.5 โดยเทศบาลตำบล จะมีปัญหาการใช้คอมพิวเตอร์มากกว่าเทศบาลเมือง 3. ปัญหาการใช้คอมพิวเตอร์ในการบริหารงานโรงเรียนสังกัดเทศบาล จังหวัดจันทบุรี จำแนกตาม ขนาดโรงเรียน ของพนักงานครู มีดังนี้ 3.1 ปัญหาการใช้คอมพิวเตอร์ของโรงเรียนสังกัดเทศบาล ตามความคิดเห็นของพนักงานครู โรงเรียนขนาดเล็ก โดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง และขนาดใหญ่อยู่ในระดับน้อยโดยรวมและรายด้านจำแนกตามขนาดโรงเรียน แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P < .05) โดยโรงเรียนขนาดเล็กมีปัญหาการใช้คอมพิวเตอร์ในการบริหารงานมากกว่าโรงเรียนขนาดใหญ่
รายงานการสร้างและผลการใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่องการคูณ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3
[ โดย kruinfo ชม 222 ]
บทคัดย่อ การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่องการคูณ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 (2) เพื่อศึกษาประสิทธิผลของแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง การคูณ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 (3) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง การคูณ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 (4) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่มีต่อ การเรียนคณิตศาสตร์โดยใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่องการคูณ ประชากรที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2550 โรงเรียนบ้านบางลาด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากำแพงเพชร เขต 1 จำนวน 24 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้า มี 4 ชนิดคือ (1) แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่องการคูณชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่สร้างขึ้นทั้งหมด 5 เรื่อง ประกอบด้วยแบบฝึกทักษะจำนวน 20 ชุด (2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ก่อนเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง การคูณ จำนวน 5 ฉบับ ฉบับละ 10 ข้อ มีค่าความยากง่ายระหว่าง 0.50-0.70 มีค่าอำนาจจำแนกระหว่าง 0.33 - 0.73 และค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.81 และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง การคูณ เป็นแบบทดสอบคู่ขนาน มีเนื้อหาและความยากง่ายใกล้เคียงกัน จำนวน 5 ฉบับ ฉบับละ 10 ข้อ (3) คู่มือการใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่องการคูณ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3ใช้เป็นแนวทางจัดกิจกรรมการเรียนรู้ในหน่วย การเรียนรู้ที่ 7 ประกอบด้วย คำชี้แจงสำหรับครู ลำดับขั้นตอนในการใช้และแนวการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่องการคูณ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 20 แผนใช้เวลาในการสอน 20 ชั่วโมง (4) แบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียนต่อการเรียนคณิตศาสตร์โดยใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่องการคูณ ผ่านการตรวจโดยผู้เชี่ยวชาญได้ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.48 และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.54 มีความเหมาะสมระดับมาก ค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามทั้งฉบับ โดยใช้สัมประสิทธิ์แอลฟา ( - Coefficient) มีค่าเท่ากับ 0.84 ค่าสถิติที่ใช้ทดสอบสมมุติฐาน คือ คะแนนเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สูตรการหาประสิทธิภาพของนวัตกรรม ดัชนีประสิทธิผล และการทดสอบสมมุติฐานใช้ t &#8211; test ผลการศึกษาค้นคว้าปรากฏดังนี้ แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่องการคูณ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 82.78 / 81.67 สูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ มีประสิทธิผล เท่ากับ ร้อยละ 69 สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่องการคูณ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีคะแนนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และความพึงพอใจของนักเรียนต่อการเรียนคณิตศาสตร์โดยใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่องการคูณ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ในระดับมากที่สุด และมีความคิดเห็นสอดคล้องกัน ผ่านเกณฑ์การคาดหวังที่กำหนด สรุปได้ว่า แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง การคูณ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่สร้างขึ้น มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลเพียงพอที่ครูสามารถนำไปใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของการเรียนได้
หนังสือส่งเสริมทักษะการอ่าน
[ โดย kruinfo ชม 186 ]
หนังสือส่งเสริมทักษะการอ่าน ชุด
หนังสือส่งเสริมทักษะการอ่าน
[ โดย kruinfo ชม 190 ]
หนังสือส่งเสริมทักษะการอ่าน ชุด
รายงานการพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง การดำรงชีวิตของสัตว์ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6
[ โดย kruinfo ชม 219 ]
ชื่อเรื่อง รายงานการพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง การดำรงชีวิต ของสัตว์ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษา ปีที่ 6 ผู้รายงาน นางพิมพ์พร ชำนาญ ตำแหน่ง ครู วิทยฐานะชำนาญการ โรงเรียนชุมชนบ้านบวกโป่ง อำเภอสูงเม่น จังหวัดแพร่ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาแพร่ เขต 2 ปีที่รายงาน 2553 บทคัดย่อ การศึกษาครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 เพื่อศึกษาดัชนีประสิทธิผลของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน และเพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง การดำรงชีวิตของสัตว์ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านบวกโป่ง อำเภอสูงเม่น จังหวัดแพร่ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาแพร่ เขต 1 จำนวน 10 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ได้แก่ แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ จำนวน 7 แผน ใช้เวลาแผนละ 2 ชั่วโมง แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ มีค่าความยากง่ายตั้งแต่ 0.26 ถึง 0.98 และค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ เท่ากับ 0.81 แบบวัดความพึงพอใจของนักเรียน ที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน แบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน 15 ข้อ มีค่าอำนาจจำแนกตั้งแต่ 0.33 ถึง 0.88 และค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ เท่ากับ 0.91 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการศึกษาปรากฏดังนี้ 1. ผลการสร้างและหาประสิทธิภาพบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ที่มีประสิทธิภาพ ตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 เรื่อง การดำรงชีวิตของสัตว์ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 พบว่า ประสิทธิภาพของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เท่ากับ 84.57/81.10 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ 2. ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน ระหว่างคะแนนก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง การดำรงชีวิตของสัตว์ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 พบว่า คะแนนสอบหลังเรียนของนักเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3. ผลการศึกษาระดับความพึงพอใจของนักเรียน ที่มีต่อการใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ ช่วยสอน เรื่อง การดำรงชีวิตของสัตว์ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 พบว่าอยู่ในระดับมาก ทั้งนี้เป้นเพราะบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนนี้นักเรียนสามารถใช้ได้สะดวก มีรูปแบบการนำเสนอที่มีความเหมาะสม เช่น รูปภาพ ขนาดตัวอักษร พื้นหลัง ภาพเคลื่อนไหว เสียงประกอบ และเวลาในการนำเสนอไม่นานเกินไปทำให้นักเรียนไม่เกิดความเบื่อหน่าย นอกจากนี้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนยังได้เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้เรียนตามความสามารถของตนเองอย่างอิสระ จึงทำให้ผู้เรียนได้ทราบความก้าวหน้าของตนเอง จึงส่งผลให้นักเรียนมีความพึงพอใจบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนอยู่ในระดับมาก ผลการศึกษาบ่งชี้ว่า บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง การดำรงชีวิตของสัตว์ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่มีประสิทธิภาพและ ประสิทธิผล จะช่วยพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนให้ดีขึ้น สามารถนำไปใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ให้บรรลุตามผลการเรียนรู้ที่คาดหวังได้ หรือนำไปประยุกต์ใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ในเนื้อหาหรือกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่น ๆ ได้ ดังนั้นครูผู้สอนควรได้รับการสนับสนุนส่งเสริมและนำไปใช้ในกิจกรรมการเรียนรู้ต่อไป
การสร้างชุดการสอนเรื่องตัวสะกดไม่ตรงมาตรา กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3
[ โดย kruinfo ชม 357 ]
ชื่อเรื่อง การสร้างชุดการสอน เรื่องตัวสะกดไม่ตรงมาตรา กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ชื่อผู้วิจัย นางสาวเขมพร พงษ์อุดทา โรงเรียนบ้านหนองไผ่ล้อม ตำบลนาหนองทุ่ม อำเภอแก้งคร้อ จังหวัดชัยภูมิ บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของชุดการสอน เรื่องตัวสะกด ไม่ตรงมาตรา..กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน (80/80)..และมีค่าดัชนีประสิทธิผลที่ไม่ต่ำกว่า 0.50 และเพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน ของนักเรียนที่เรียนโดยใช้ชุดการสอน เรื่องตัวสะกดไม่ตรงมาตรา กลุ่มเป้าหมายในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนที่กำลังศึกษาอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2552 โรงเรียนบ้านหนองไผ่ล้อม สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิ เขต 2 จำนวน 30 คน รูปแบบการวิจัย เป็นการวิจัยเชิงทดลองแบบกลุ่มเดียวในรูปแบบที่เรียกกว่า One group Pretest-Posttest Design เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้ ได้แก่ (1) ชุดการสอน เรื่องตัวสะกดไม่ตรงมาตรา กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย จำนวน.4.ชุด ได้ค่าประสิทธิภาพ.(E1/E2) เท่ากับ 83.41/84.78 และ ได้ค่าดัชนีประสิทธิผลเท่ากับ 0.69 (2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ซึ่งมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.83 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและสถิติที่ใช้ทดสอบสมมติฐาน คือ t-test ผลการวิจัย.พบว่า.ชุดการสอนที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นมีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่ตั้งไว้ (80/80) คือ ได้ค่าประสิทธิภาพ(E1/E2) เท่ากับ 83.41/84.78 ค่าดัชนีประสิทธิผลเท่ากับ 0.69 และการศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน ของนักเรียนที่เรียนโดยใช้ชุดการสอน เรื่องตัวสะกดไม่ตรงมาตรา พบว่า.คะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน.อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ..05 หมายความว่า การเรียนโดยใช้ชุดการสอน.เรื่องตัวสะกดไม่ตรงมาตราทำให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น
การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะกระบวนการ ทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 สาระที่ 2 ชีวิตกับสิ่งแวดล้อม หน่วยการเรียนรู้ที่ 3 สิ่งมีชีวิตกับสิ่งแวดล้อม
[ โดย kruinfo ชม 250 ]
บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อหาประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 สาระที่ 2 ชีวิตกับสิ่งแวดล้อม หน่วยการเรียนรู้ที่ 3 สิ่งมีชีวิตกับสิ่งแวดล้อม ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) หาดัชนีประสิทธิผลของการจัดการเรียนรู้ 3) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อน และหลังเรียน 4) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการวิจัยเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านขะยูง(โนนเจริญศึกษา) สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาศรีสะเกษ เขต 3 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2552 จำนวน 30 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลได้แก่ แบบฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 สาระที่ 2 ชีวิตกับสิ่งแวดล้อม หน่วยการเรียนรู้ที่ 3 สิ่งมีชีวิตกับสิ่งแวดล้อม จำนวน 12 เล่ม แผนประกอบการใช้แบบฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 สาระที่ 2 ชีวิตกับสิ่งแวดล้อม หน่วยการเรียนรู้ที่ 3 สิ่งมีชีวิตกับสิ่งแวดล้อม จำนวน 12 แผน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เป็นแบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก มีค่าความยาก (p) ระหว่าง 0.47 ถึง 0.72 ค่าอำนาจจำแนก (B) ระหว่าง 0.21 ถึง 0.54 และมีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ 0.5917 แบบสอบถามความพึงพอใจนองนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน เป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ สถิติที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบวิลคอกซอลซายน์แรงค์ (The Wilcoxon Signed Ranks Test) ผลการวิจัยพบว่า 1. แบบฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 สาระที่ 2 ชีวิตกับสิ่งแวดล้อม หน่วยการเรียนรู้ที่ 3 สิ่งมีชีวิตกับสิ่งแวดล้อม มีประสิทธิภาพ 83.29/80.89 สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ 2. ดัชนีประสิทธิผลของการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 สาระที่ 2 ชีวิตกับสิ่งแวดล้อม หน่วยการเรียนรู้ที่ 3 สิ่งมีชีวิตกับสิ่งแวดล้อม เท่ากับ 0.6064 แสดงว่าผู้เรียนมีความก้าวหน้าทางการเรียนเพิ่มขึ้น คิดเป็นร้อยละ 60.64 3. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 สาระที่ 2 ชีวิตกับสิ่งแวดล้อม หน่วยการเรียนรู้ที่ 3 สิ่งมีชีวิตกับสิ่งแวดล้อม หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 4. ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 สาระที่ 2 ชีวิตกับสิ่งแวดล้อม หน่วยการเรียนรู้ที่ 3 สิ่งมีชีวิตกับสิ่งแวดล้อม โดยรวม อยู่ในระดับมาก ( = 4.48) โดยสรุปผลการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 สาระที่ 2 ชีวิตกับสิ่งแวดล้อม หน่วยการเรียนรู้ที่ 3 สิ่งมีชีวิตกับสิ่งแวดล้อม นักเรียนได้เรียนรู้จากสิ่งแวดล้อมใกล้ตัว ได้วางแผน ลงมือปฏิบัติ มีการคิดวิเคราะห์ แก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ เกิดประสบการณ์ตรง ความรู้ที่คงทน และเรียนรู้อย่างมีความสุข แบบฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐานจึงเป็นนวัตกรรมที่ส่งผลให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนสูงขึ้น นักเรียนเกิดความพึงพอใจ และมีเจตคติที่ดีต่อวิชาวิทยาศาสตร์
โครงการส่งเสริมสุขภาพอนามัยนักเรียน โรงเรียนวัดใหม่บำเพ็ญผล
[ โดย kruinfo ชม 450 ]
บทคัดย่อ การประเมินโครงการส่งเสริมสุขภาพอนามัยนักเรียน โรงเรียนวัดใหม่บำเพ็ญผล จัดทำขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อประเมินโครงการส่งเสริมสุขภาพอนามัยนักเรียน 2) เพื่อประเมินผลการดำเนินกิจกรรมตามโครงการส่งเสริมสุขภาพอนามัยนักเรียน และ3) เพื่อประเมินความพึงพอใจของครู ผู้ปกครอง และนักเรียนที่มีต่อการดำเนินโครงการส่งเสริมสุขภาพอนามัยนักเรียน รูปแบบของการประเมินโครงการ ใช้รูปแบบจำลอง CIPP Model ซึ่งเป็นการประเมิน 4 ด้าน ได้แก่ ประเมินในด้านสภาพแวดล้อม (Context) ด้านปัจจัย (Input) ด้านกระบวนการ (Process) และด้านผลผลิต (Product) สำหรับผลกระทบผู้รายงานประเมินพฤติกรรมสุขภาพของนักเรียนโรงเรียนวัดใหม่บำเพ็ญผลตามสุขบัญญัติแห่งชาติ 10 ประการ และประเมินความพึงพอใจของครู ผู้ปกครอง และนักเรียนที่มีต่อการการดำเนินโครงการส่งเสริมสุขภาพอนามัยนักเรียนโรงเรียนวัดใหม่บำเพ็ญผล ประชากรและกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการประเมินโครงการ ได้แก่ ข้าราชการครู ลูกจ้าง และครูอัตราจ้าง จำนวน 6 คน นักเรียน 19 คน และผู้ปกครองนักเรียน 19 คน เครื่องมือที่ใช้ในการประเมินโครงการ มีจำนวน 4 ฉบับ ดังนี้ แบบประเมินโครงการส่งเสริมสุขภาพอนามัยนักเรียนโรงเรียนวัดใหม่บำเพ็ญผล ฉบับที่ 2 แบบประเมินกิจกรรมตามโครงการส่งเสริมสุขภาพอนามัยนักเรียน ฉบับที่ 3 แบบประเมินพฤติกรรมสุขภาพของนักเรียนโรงเรียนวัดใหม่บำเพ็ญผล ฉบับที่ 4 ความพึงพอใจของครู ผู้ปกครอง และนักเรียนที่มีต่อการดำเนินโครงการส่งเสริมสุขภาพอนามัยนักเรียนโรงเรียนวัดใหม่บำเพ็ญผล ทั้ง 4 ฉบับ เป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ที่ผู้รายงานสร้างขึ้น การวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ซึ่งเปรียบเทียบกับเกณฑ์เฉลี่ย ซึ่งผลการประเมินโครงการส่งเสริมสุขภาพอนามัยนักเรียนโรงเรียนวัดใหม่บำเพ็ญผล สรุปได้ ดังนี้ 1. การประเมินโครงการส่งเสริมสุขภาพอนามัยนักเรียนโรงเรียนวัดใหม่บำเพ็ญผลผลการประเมินด้านสภาพแวดล้อม ด้านปัจจัย ด้านกระบวนการ และด้านผลผลิต ที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมสุขภาพอนามัยนักเรียน และการสอนสุขศึกษา มีผลการประเมินโดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลางทุกด้าน เมื่อประเมินผลกระทบพฤติกรรมสุขภาพของนักเรียน ตามสุขบัญญัติแห่งชาติ 10 ประการ (ก่อนการดำเนินการ) พบว่า โดยภาพรวมมีผลการประเมินอยู่ในระดับปานกลาง และประเมินผลกระทบพฤติกรรมสุขภาพของนักเรียน ตามสุขบัญญัติแห่งชาติ 10 ประการ (หลังการดำเนินการ) พบว่า โดยภาพรวมมีผลการประเมินอยู่ในระดับมาก 2. การประเมินกิจกรรมตามโครงการส่งเสริมสุขภาพอนามัยนักเรียน จำนวน 25 กิจกรรม สรุปได้ว่า กิจกรรมที่มีผลการประเมินอยู่ในระดับมากที่สุดมี 2 กิจกรรม ได้แก่ กิจกรรมที่ 10 การแข่งขันกีฬากลุ่มโรงเรียนดงละคร- ศรีจุฬา และกิจกรรมที่ 16 นม 1 กล่อง กล้วย 1 ใบ ไข่ 1 ฟอง นอกนั้นมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก 3. การประเมินความพึงพอใจ สรุปได้ว่า ทั้งครู ผู้ปกครอง และนักเรียนมีความพึงพอใจต่อการดำเนินโครงการส่งเสริมสุขภาพอนามัยนักเรียนโรงเรียนวัดใหม่บำเพ็ญผล ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก

ยอดนิยม