เลือกห้อง >>

ทั้งหมด

รายงานผลการพัฒนาเอกสารประกอบการเรียน วิชางานบ้าน เรื่องอาหารสมุนไพรจานเดียว ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี
[ โดย kruinfo ชม 446 ]
บทคัดย่อ การรายงานผลการพัฒนาเอกสารประกอบการเรียน วิชางานบ้าน เรื่องอาหารสมุนไพร จานเดียว ของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนชุมชนวัดไทยงาม มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาประสิทธิภาพ ของเอกสารประกอบการเรียน วิชางานบ้าน เรื่องอาหารสมุนไพรจาน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน ที่เรียนโดยใช้เอกสารประกอบการเรียน วิชางานบ้าน เรื่องอาหารสมุนไพรจานเดียว ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 และเพื่อศึกษา ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ โดยใช้เอกสารประกอบการเรียน วิชางานบ้าน เรื่องอาหารสมุนไพรจานเดียว ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ประชากรที่ใช้ ในการศึกษาครั้งนี้ เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนชุมชนวัดไทยงาม สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสระบุรี เขต 2 ที่เรียนในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2551 ซึ่งใช้วิธีการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) จำนวน 26 คน เครื่องมือที่ใช้ในการดำเนินการครั้งนี้ได้แก่ เอกสารประกอบการเรียนวิชางานบ้านเรื่องอาหารสมุนไพรจานเดียว ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 สาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี จำนวน 2 เล่ม ได้แก่ เล่มที่ 1 อาหารสมุนไพรจานเดียวประเภทข้าว และเล่มที่ 2 อาหารสมุนไพรจานเดียว ประเภทเส้น นอกจากนี้ยังจัดสร้างแบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบทดสอบก่อน-หลังเรียนของแต่ละเรื่องและแบบสอบถามความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสถิติทดสอบที (t-test) ผลการศึกษาพบว่า 1. เอกสารประกอบการเรียนวิชางานบ้านเรื่องอาหารสมุนไพรจานเดียวของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 6 ที่สร้างขึ้นมีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด (80/80)คือมีคะแนนเฉลี่ยระหว่างเรียนและหลังเรียน คิดเป็นร้อยละ 85.35 / 80.65 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนโดยใช้เอกสารประกอบการเรียน วิชางานบ้าน เรื่องอาหารสมุนไพรจานเดียว ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนตามสมมติฐานที่ตั้งไว้ และแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .05 3.ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้เอกสารประกอบการ เรียน วิชางานบ้าน เรื่องอาหารสมุนไพรจานเดียว ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 พบว่า มีค่าคะแนนเฉลี่ยที่ 3.95 ซึ่งอยู่ในระดับมาก
รายงานผลการพัฒนาเอกสารประกอบการเรียน งานประดิษฐ์จากเศษวัสดุชั้นประถมศึกษาปีที่ 3
[ โดย kruinfo ชม 579 ]
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างเอกสารประกอบการเรียน เรื่อง การประดิษฐ์จากเศษวัสดุ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 เพื่อหาประสิทธิภาพเอกสารประกอบการเรียน ตามเกณฑ์ 80/80 เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยใช้เอกสารประกอบการเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านช้างสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุดรธานี เขต 1 ปีการศึกษา 2551 จำนวน 5 คน เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วย เอกสารประกอบการเรียน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จำนวน 30 ข้อสถิติที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้า ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ t-test ผลการพัฒนาพบว่า 1. เอกสารเอกสารประกอบการเรียน เรื่อง การประดิษฐ์จากเศษวัสดุ มีประสิทธิภาพ เฉลี่ย 89.33/88.00 สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนด 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3. หลังการใช้เอกสารประกอบการเรียน มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงกว่าก่อนการใช้อกสารประกอบการเรียน เรื่อง งานประดิษฐ์จากเศษวัสดุ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
การพัฒนาและหาประสิทธิภาพเอกสารประกอบการเรียน เรื่อง ชีวิตที่พอเพียง ไม่เสี่ยงความยากจน
[ โดย kruinfo ชม 438 ]
บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อหาประสิทธิภาพเอกสารประกอบการเรียน เรื่อง ชีวิตที่พอเพียงไม่เสี่ยงความยากจน กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ที่กำหนด 80/80 เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนที่ใช้เอกสารประกอบการเรียน เรื่อง ชีวิตที่พอเพียงไม่เสี่ยงความยากจน และเพื่อศึกษาความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อการใช้เอกสารประกอบการเรียน เรื่อง ชีวิตที่พอเพียงไม่เสี่ยงความยากจน ประชากรที่ใช้ในการวิจัย คือ ผู้เรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2552 จำนวน 35 คน ใช้เป็นกลุ่มตัวอย่าง ได้มาโดยการสุ่มอย่างง่ายแบบเฉพาะเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย เอกสารประกอบการเรียน เรื่อง ชีวิตที่พอเพียงไม่เสี่ยงความยากจน ประกอบกับแผนการจัดการเรียนรู้จำนวน 11 ชุด แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียนโดยใช้เอกสารประกอบการ เรียน เรื่อง ชีวิตที่พอเพียงไม่เสี่ยงความยากจน และแบบสอบถามความพึงพอใจที่มีต่อเอกสารประกอบการเรียน เรื่อง ชีวิตที่พอเพียงไม่เสี่ยงความยากจน วิธีการดำเนินการวิจัย ใช้เครื่องมือที่มีประสิทธิภาพใช้สอนจริงในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2552 เวลาดำเนินการสอน 8 สัปดาห์ โดยให้ผู้เรียนทดสอบก่อนเรียน และทดสอบระหว่างเรียนแต่ละกิจกรรมการเรียนรู้ เก็บคะแนนเป็นรายบุคคล และเมื่อเรียนจบบทเรียน เรื่อง ชีวิตที่พอเพียงไม่เสี่ยงความยากจน ตามแผนการจัดการเรียนรู้แล้วให้ผู้เรียนทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลัง เรียนและตอบแบบสอบถามความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้เอกสาร ประกอบการเรียน เรื่อง ชีวิตที่พอเพียงไม่เสี่ยงความยากจน ผลการวิจัย พบว่า เอกสารประกอบการเรียน เรื่อง ชีวิตที่พอเพียงไม่เสี่ยงความยากจน กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 มีประสิทธิภาพ E1/E2 โดยรวมเท่ากับ 80.02/81.48 เป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนดและสอดคล้องกับสมมุติฐานที่ตั้งไว้ผู้เรียนมีผล สัมฤทธิ์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 สอดคล้องกับสมมุติฐานที่ตั้งไว้ และผู้เรียนมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด จึงเป็นที่ยืนยันได้ว่าเอกสารประกอบการเรียน เรื่อง ชีวิตที่พอเพียงไม่เสี่ยงความยากจนกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 มีประสิทธิภาพและผู้เรียนมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด สามารถใช้พัฒนาการเรียนการสอนได้
การใช้หนังสือเรียนเล่ม เล็ก วิชาคณิตศาสตร์ ที่เรียนโดยใช้กิจกรรมกลุ่มเรื่อง การประยุกต์สมการเชิงเส้นตัวแปรเดียว ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2
[ โดย kruinfo ชม 703 ]
การวิจัยครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อ 1) สร้างและหาประสิทธิภาพของหนังสือเรียนเล่มเล็ก วิชาคณิตศาสตร์ ที่เรียนโดยใช้กิจกรรมกลุ่มเรื่อง การประยุกต์สมการเชิงเส้นตัวแปรเดียว 2) เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ ที่เรียนโดยใช้กิจกรรมกลุ่ม เรื่อง การประยุกต์สมการเชิงเส้นตัวแปรเดียว ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ก่อนและหลังได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ 3) เพื่อศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อหนังสือ เรียนเล่มเล็ก วิชาคณิตศาสตร์ ที่เรียนโดยใช้กิจกรรมกลุ่ม เรื่อง การประยุกต์สมการเชิงเส้นตัวแปรเดียว ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนไชยาวิทยาวิทยา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 11 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2552 จำนวน 1 ห้องเรียน จำนวนนักเรียน 42 คน ได้มาจากการสุ่มอย่างง่าย (Simple Random Sampling) โดยให้ห้องเรียนเป็นหน่วยของการสุ่ม จากจำนวนนักเรียน 8 ห้องเรียน ที่มีนักเรียนแบบคละความสามารถ ดำเนินการทดลองโดยใช้หนังสือ เรียนเล่มเล็ก วิชาคณิตศาสตร์ ที่เรียนโดยใช้กิจกรรมกลุ่ม เรื่อง การประยุกต์สมการเชิงเส้นตัวแปรเดียว ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2โดยผู้วิจัยเป็นผู้ดำเนินการทดลองด้วยตนเอง ใช้เวลา 18 ชั่วโมง โดยใช้แบบแผนการทดลองแบบ One-Group Pretest–Posttest Design และวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การทดสอบค่าสถิติ t–test Dependent ผลการวิจัยพบว่า 1.หนังสือ เรียนเล่มเล็ก วิชาคณิตศาสตร์ ที่เรียนโดยใช้กิจกรรมกลุ่มเรื่อง การประยุกต์สมการเชิงเส้นตัวแปรเดียว ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2.ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง การประยุกต์สมการเชิงเส้นตัวแปรเดียว ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 หลังได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ หนังสือเรียนเล่มเล็ก วิชาคณิตศาสตร์ ที่เรียนโดยใช้กิจกรรมกลุ่ม สูงกว่าก่อนได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 3.ความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อหนังสือ เรียนเล่มเล็ก วิชาคณิตศาสตร์ ที่เรียนโดยใช้กิจกรรมกลุ่ม เรื่อง การประยุกต์สมการเชิงเส้นตัวแปรเดียว ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 อยู่ในระดับสูงกว่าเกณฑ์ปานกลาง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
รายงานการประเมินโครงการหลักสูตรการพัฒนาบุคลิกภาพของ โรงเรียนพระราม ๙ กาญจนาภิเษก ปีการศึกษา 2552
[ โดย kruinfo ชม 247 ]
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินโครงการหลักสูตรการพัฒนา บุคลิกภาพของโรงเรียนพระราม ๙ กาญจนาภิเษก ปีการศึกษา 2552 โดยใช้รูปแบบการประเมินแบบซิปป์ (CIPP Model) ตามแนวคิดของสตัฟเฟิลบีม (Stufflebeam,1983) โดยทำการประเมิน 4 ด้าน คือ 1) ด้านบริบท (Context) 2) ด้านปัจจัย (Input) 3) ด้านกระบวนการ (Process) และ 4) ด้านผลผลิต (Product) กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ ครูและบุคลากรของโรงเรียนพระราม ๙ กาญจนาภิเษก นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4- 6 ผู้ปกครองนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 - 6 เครื่องมือที่ใช้ในการประเมินมี 3 ฉบับ เป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ( ) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ( S.D.) ผลการประเมินโครงการหลักสูตรการพัฒนาบุคลิกภาพของโรงเรียนพระราม ๙ กาญจนาภิเษก พบว่า 1. การประเมินด้านบริบท (Context) ในภาพรวมโครงการมีความสอดคล้องกับบริบทอยู่ในระดับมากเมื่อพิจารณาเป็นราย ข้อพบว่า รายการที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดได้แก่ โครงการมีความสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของโรงเรียน อยู่ในระดับมากที่สุด รองลงมาได้แก่โครงการมีความสอดคล้องกับเป้าหมายของโรงเรียน อยู่ในระดับมาก ส่วนรายการที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุดได้แก่ โครงการมีความสอดคล้องกับความต้องการของชุมชน อยู่ในระดับมาก ผลการประเมินด้านบริบทสูงกว่าเกณฑ์การประเมินที่ตั้งไว้ 2. การประเมินด้านปัจจัย (Input) ในภาพรวมผลการประเมินอย่ในระดับมากรายการที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดได้แก่ ด้านบุคลากร อยู่ในระดับมาก รองลงมาได้แก่ด้านวัสดุอุปกรณ์และสถานที่ อยู่ในระดับมาก ส่วนรายการที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุดได้แก่ด้านงบประมาณ อยู่ในระดับมาก ผลการประเมินด้านปัจจัยสูงกว่าเกณฑ์การประเมินที่ตั้งไว้ 3. การประเมินด้านกระบวนการ (Process) ในภาพรวมมีการปฏิบัติ อยู่ในระดับมาก และเมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่ารายการที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด ได้แก่ ด้านการวางแผน (Plan) อยู่ในระดับมากที่สุด รองลงมาคือด้านการตรวจสอบ (Check) อยู่ในระดับมากที่สุด ส่วนรายการที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด ได้แก่ด้านการปรับปรุงแก้ไข อยู่ในระดับมาก ผลการประเมินด้านกระบวนการ สูงกว่าเกณฑ์การประเมินที่ตั้งไว้ 4. การประเมินด้านผลผลิต (Product) ในภาพรวมมีผลสำเร็จอยู่ในระดับ มากที่สุด และเมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่า รายการที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด ได้แก่ ด้านโรงเรียน อยู่ในระดับมากที่สุด รองลงมาได้แก่ ด้านนักเรียน อยู่ในระดับมากที่สุด ส่วนรายการที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด ได้แก่ ด้านผู้ปกครองและชุมชน อยู่ในระดับมาก ผลการประเมินด้านผลิตสูงกว่าเกณฑ์การประเมินที่ตั้งไว้ ผลที่ได้รับจากโครงการหลักสูตรการพัฒนาบุคลิกภาพของโรงเรียนพระราม ๙ กาญจนาภิเษก ปีการศึกษา 2552 นักเรียนได้รับการคัดเลือกให้ร่วมกิจกรรมสำคัญที่กรุงเทพมหานครจัดขึ้น โดยทำหน้าที่นักข่าวน้อย มัคคุเทศก์น้อย และฝ่ายต้อนรับ เช่น งานมหกรรมการศึกษากรุงเทพมหานคร กีฬาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกรุงเทพเกมส์ ครูและบุคลากรได้รับเชิญเป็นพิธีกรและฝ่ายต้อนรับในงานที่กรุงเทพมหานครจัด ในโอกาสต่างๆ ทำให้โรงเรียนพระราม ๙ กาญจนาภิเษก มีผลงานดีเด่นด้านการพัฒนาบุคลิกภาพ
การสร้างและใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง Past Simple Tense
[ โดย kruinfo ชม 766 ]
วัตถุประสงค์ของการศึกษานี้ เพื่อ 1) สร้างบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง Past Simple Tense ให้มีประสิทธิภาพ 80/80 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนระดับประกาศนียบัตรชั้นปีที่ 2 วิทยาลัยการอาชีพนครปฐม ด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนเรื่อง Past Simple Tenseในรายวิชาการสนทนาภาษาอังกฤษ 1 โดยพิจารณาเปรียบเทียบจากคะแนนแบบทดสอบก่อนเรียนกับคะแนนแบบทดสอบหลังเรียน 3) เพื่อศึกษาค่าดัชนีประสิทธิผลของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง Past Simple Tense ในวิชาการสนทนาภาษาอังกฤษ 1 รหัสวิชา 2000-1221 4) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ที่ 2 วิทยาลัยการอาชีพนครปฐม ที่มีต่อบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง Past Simple Tense กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาเป็นนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ชั้นปีที่ 2 แผนกช่างอิเล็กทรอนิกส์ ที่ได้จากการสุ่มตัวอย่างอย่างง่าย (simple sampling random) ด้วยวิธีการจับฉลาก จำนวน 32 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง Past Simple Tense แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย t-test และค่าดัชนีประสิทธิผล ผลการศึกษาปรากฏว่า 1) บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง Past Simple Tense มีประสิทธิภาพ 82.16 /81.06 สูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังจากเรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนของนักเรียนสูงกว่าคะแนนจากการทำแบบทดสอบก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) บทเรียนคอมพิวเตอร์ที่สร้างขึ้นมีดัชนีประสิทธิผล 0.58 4) ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนอยู่ในระดับ มาก
การพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้ หน่วยประวัติศาสตร์อยุธยา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5
[ โดย kruinfo ชม 421 ]
การวิจัยครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อ (1) พัฒนาและหาประสิทธิภาพของชุดกิจกรรม การเรียนรู้ หน่วยประวัติศาสตร์อยุธยา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โดยใช้เกณฑ์มาตรฐาน 80/80 (2) ศึกษาดัชนีประสิทธิผลของชุดกิจกรรมการเรียนรู้ หน่วยประวัติศาสตร์อยุธยา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 (3) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนของ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่เรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ หน่วยประวัติศาสตร์อยุธยา (4) ศึกษาเจตคติของผู้เรียนต่อการเรียนรู้ด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้ หน่วยประวัติศาสตร์อยุธยา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5/5 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2549 โรงเรียนอนุบาลสกลนคร สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา สกลนครเขต 1 จำนวน 50 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบแบ่งกลุ่ม และการวิจัยครั้งนี้ใช้ แบบแผนการวิจัย One Group Pretest Posttest Design เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย (1) ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ หน่วยประวัติศาสตร์ อยุธยา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 6 ชุด (2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ที่มีค่าความเชื่อมั่น 0.92 (3) แบบวัดเจตคติต่อการใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ หน่วยประวัติศาสตร์ อยุธยา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่มีค่าความเชื่อมั่น 0.91 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ การทดสอบค่าที (t
รายงานการพัฒนาการใช้หนังสือการ์ตูนส่งเสริมการอ่านกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาไทย)
[ โดย kruinfo ชม 270 ]
การรายงานครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาหนังสือการ์ตูนส่งเสริมการอ่าน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนโดยใช้หนังสือการ์ตูนส่งเสริมการอ่านระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน และเพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่เรียนด้วยหนังสือการ์ตูนส่งเสริมการอ่าน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 1 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านท่าอ่าง อำเภอโชคชัย สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครราชสีมา เขต 2 ปีการศึกษา 2550 จำนวน 38 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่ หนังสือการ์ตูนส่งเสริมการอ่าน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 10 เรื่อง แบบทดสอบก่อนเรียนหลังเรียนของหนังสือการ์ตูนส่งเสริมการอ่าน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 10 เรื่อง เรื่องละ 10 ข้อ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 แบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ และแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อหนังสือการ์ตูนส่งเสริมการอ่าน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่า t
การประเมินผลการนิเทศภายในเพื่อพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้วิชาภาษาอังกฤษ โรงเรียนหนองพอกพัฒนาประชานุสรณ์
[ โดย kruinfo ชม 234 ]
บทคัดย่อ การศึกษาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาปฏิกิริยาของผู้รับการนิเทศ 2) เพื่อศึกษาผลการเรียนรู้ของผู้รับการนิเทศ 3) เพื่อศึกษาพฤติกรรมการนำความรู้จากการนิเทศไปใช้ของผู้รับการนิเทศ และ 4) เพื่อศึกษาผลลัพธ์ที่เกิดกับผู้เรียน เครื่องมือที่ใช้ได้แก่ แบบทดสอบก่อนและหลังการอบรม แบบสอบถาม แบบประเมินผลการอบรม และแบบวัดเจตคติของผู้เรียน การประเมินแบ่งเป็น 2 ระยะ คือ เมื่อสิ้นสุดกระบวนการอบรม และหลังจากที่ผู้เข้ารับการอบรมกลับไปปฏิบัติงานแล้ว 3 เดือน ดำเนินการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณา ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยก่อนและหลังการอบรม ใช้สถิติ Dependent Sample t-test ผลการศึกษาพบว่า 1. ผลการประเมินปฏิกิริยาของผู้เข้ารับการนิเทศ 1.1 ผู้เข้ารับการอบรมมีความคิดเห็นว่าการฝึกอบรมมีความเหมาะสมโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (=3.86, =0.50) 1.2 ผู้เข้ารับการนิเทศมีความคิดเห็นต่อกระบวนการนิเทศ ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก (=4.06, =0.41) 2. ผลการประเมินการเรียนรู้ของผู้เข้ารับการนิเทศ 2.1 ผู้เข้ารับการนิเทศมีคะแนนเฉลี่ยการทดสอบวัดความรู้หลังเข้ารับการอบรม มากกว่าก่อนเข้ารับการอบรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2.2 ผลการประเมินความสามารถในการจัดกระบวนการเรียนรู้ พบว่า ครูผู้สอนมีความสามารถในการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับหลักสูตรสถาน ศึกษาโดยรวมอยู่ในระดับดี (=4.08, =0.40) 3. ผลการประเมินพฤติกรรมการนำความรู้จากการนิเทศไปใช้ 3.1 ผู้รับการนิเทศมีการนำความรู้จากการนิเทศไปใช้ในชั้นเรียน โดยรวมอยู่ในระดับมาก (=3.95, =0.40) 4. ผลการประเมินผลลัพธ์ที่เกิดกับนักเรียน โดยภาพรวมนักเรียนมีทักษะการใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารอยู่ในระดับ ปานกลาง (=2.48, =0.45) และโดยภาพรวมนักเรียนมีเจตคติต่อการเรียนรู้ภาษาอังกฤษอยู่ในระดับมาก (=2.56, =0.41)
รายงานการพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์มัลติมีเดีย เรื่อง คำศัพท์ภาษาอังกฤษน่ารู้
[ โดย kruinfo ชม 242 ]
บทคัดย่อ การทดลองครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อ 1) พัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์มัลติมีเดีย เรื่อง คำศัพท์ภาษาอังกฤษน่ารู้ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ให้มีประสิทธิภาพตามตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 และ 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อน และหลังเรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์มัลติมีเดีย เรื่อง คำศัพท์ภาษาอังกฤษน่ารู้ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการทดลองครั้งนี้ เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1/4 โรงเรียนวัดหงส์ปทุมาวาส อำเภอเมือง จังหวัดปทุมธานี จำนวน 37 คน ดำเนินการทดลองทั้งหมด 3 ครั้ง ครั้งที่ 1 ทดลองกับนักเรียน จำนวน 2 คน เพื่อหาข้อบกพร่องของบทเรียนคอมพิวเตอร์มัลติมีเดีย แล้วนำข้อมูลไปปรับปรุงแก้ไข ครั้งที่ 2 ทดลองกับนักเรียน จำนวน 5 คน เพื่อหาแนวโน้มประสิทธิภาพของบทเรียนคอมพิวเตอร์มัลติมีเดีย และครั้งที่ 3 เป็นการทดลองเพื่อหาประสิทธิภาพของบทเรียนคอมพิวเตอร์มัลติมีเดียกับนัก เรียน จำนวน 30 คน ผลการทดลองพบว่า 1) บทเรียนคอมพิวเตอร์มัลติมีเดีย เรื่อง คำศัพท์ภาษาอังกฤษน่ารู้ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ที่พัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพ 83.77/84.85 ตามเกณฑ์ 80/80 ผลการประเมินคุณภาพบทเรียนคอมพิวเตอร์มัลติมีเดียจากผู้เชี่ยวชาญด้าน เนื้อหา และด้านเทคโนโลยีทางการศึกษา บทเรียนโดยรวมมีคุณภาพอยู่ในระดับดี โดยมีค่าเฉลี่ย 4.44 และ 4.32 ตามลำดับ 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1/4 หลังเรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์มัลติมีเดีย เรื่อง คำศัพท์ภาษาอังกฤษน่ารู้ สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
การพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง น้ำใน บรรยากาศ กับอากาศเปลี่ยนแปลงและภาวะโลกร้อน กลุ่มสาระการเรียนรู้ วิทยาศาสตร์ของนักเรียนช่วงชั้นที่ 2 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5
[ โดย kruinfo ชม 299 ]
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่อง น้ำในบรรยากาศกับอากาศเปลี่ยนแปลงและภาวะโลกร้อน ของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่เรียนโดยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน กับการเรียนตามคู่มือครู กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนฤทธิยะวรรณาลัย สำนักงานเขตสายไหม กรุงเทพมหานคร จำนวนนักเรียน 2 ห้องเรียน ห้องเรียนละ 40 และ 40 คน รวม 80 คน ซึ่งได้มาจากการเลือกนักเรียนที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ไม่แตกต่างกัน โดยพิจารณาจากการวิเคราะห์ค่าความแปรปรวนแบบทางเดียว และใช้วิธีการสุ่มอย่างง่าย โดยจับฉลากเป็นกลุ่มทดลอง 1 ห้องเรียน กลุ่มควบคุม 1 ห้องเรียน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ประกอบด้วยแผนการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ โดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทาง การเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ซึ่งมีค่าความเชื่อมั่น0.89 และบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน แบบแผนการทดลองครั้งนี้ คือ Nonrandomized Control Group Pretest
ผลการจัดการเรียนรู้ด้วย เทคนิคการสอนแบบ 6S
[ โดย kruinfo ชม 242 ]
บทคัดย่อ การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของเทคนิคการสอนแบบ6S เรื่อง การสังเคราะห์ด้วยแสง ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ตามเกณฑ์ 80/80 (2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียน ระหว่างก่อนและหลังการจัดการเรียนการสอนด้วยเทคนิคการสอนแบบ6S (3) เพื่อสำรวจความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อการจัดการเรียนการสอน ด้วยเทคนิคการสอนแบบ6S ประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่5 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2552 โรงเรียนวังประจบวิทยาคม อำเภอเมือง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตาก เขต 1 จำนวน 14 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยและพัฒนา ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ที่เขียนขึ้นโดยใช้เทคนิคการสอนแบบ6S จำนวน 5 แผนการเรียนรู้ ซึ่งมีขั้นตอนในการจัดการเรียนการสอน6ขั้นตอน ได้แก่ประกอบด้วยการเรียนรู้ 6 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นที่ 1 ทบทวนความรู้เก่า (Scan) ขั้นที่ 2 เล่าเรียนเพียรศึกษา (Study) ขั้นที่ 3 แสวงหาข้อมูลเพิ่ม (Search) ขั้นที่ 4 ต่อเติมประสบการณ์ (Share) ขั้นที่ 5 ใช้วิจารณญาณสรุปความ (Summarize)และ ขั้นที่ 6 ซักถามทดสอบตัวเอง (Self -test) , แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบประเมินความพึงพอใจของผู้เรียน ผลการศึกษาพบว่า เทคนิคการสอนแบบ6S เรื่อง การสังเคราะห์ด้วยแสง ชั้นมัธยมศึกษาปีที่5 ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นมีประสิทธิภาพ 86.29 / 81.20 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ เมื่อใช้เทคนิคการสอนดังกล่าวทำให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนหลัง เรียนสูงกว่าก่อนเรียน โดยแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และนักเรียนมีความพึงพอใจต่อกิจกรรมการเรียนรู้ ผลการเรียนรู้ของตนเอง และองค์ประกอบของเทคนิคการสอนแบบ6Sในระดับมาก
การรายงานการใช้แบบฝึกเสริมสร้างคุณธรรม จริยธรรม เพื่อพัฒนาทักษะคณิตศาสตร์ เรื่องสัดส่วน โดยใช้เกม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2
[ โดย kruinfo ชม 296 ]
การศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษาการใช้แบบฝึกเสริมสร้างคุณธรรม จริยธรรม เพื่อพัฒนาทักษะคณิตศาสตร์ เรื่องสัดส่วน โดยใช้เกม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีวัตถุประสงค์เพื่อจัดทำแบบฝึกเสริมสร้างคุณธรรม จริยธรรม เพื่อพัฒนาทักษะคณิตศาสตร์ เรื่องสัดส่วน โดยใช้เกม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 หาประสิทธิภาพของแบบฝึกเสริมสร้างคุณธรรม จริยธรรม โดยใช้เกณฑ์มาตรฐาน 75/75 ศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ศึกษาด้านคุณธรรม จริยธรรมและคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของนักเรียนระหว่างก่อนและหลังการใช้ แบบฝึกเสริมสร้างคุณธรรมจริยธรรม ประชากรที่ใช้ในการศึกษา คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านโคกยาง จำนวน 14 คน ซึ่งเป็นกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2549 เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา เป็นเครื่องมือที่ผู้ศึกษาได้จัดทำขึ้น ได้แก่ แบบฝึกเสริมสร้างคุณธรรมจริยธรรม เพื่อพัฒนาทักษะคณิตศาสตร์ เรื่องสัดส่วน โดยใช้เกม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 7 ชุด และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จำนวน 30 ข้อ การวิเคราะห์ข้อมูล โดยหาค่าเฉลี่ยค่าร้อยละ ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบค่าแตกต่างของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยการหาค่า t
การพัฒนาทักษะการบวก การลบ และการคูณทศนิยม โดยใช้แบบฝึกทักษะ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6
[ โดย kruinfo ชม 285 ]
บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้ มีจุดมุ่งหมายเพื่อพัฒนาทักษะการบวก การลบ และการคูณ โดยใช้แบบฝึกทักษะสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2552 จำนวนนักเรียน 10 คน ระยะเวลาที่ใช้ในการวิจัยทั้งสิ้น 3 เดือน โดยเริ่มทำการวิจัยตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน ธันวาคม มกราคม 2553 โดยมีการทดสอบก่อนใช้แบบฝึกทักษะและหลังการใช้แบบฝึกทักษะอีกครั้ง นำคะแนนทั้งก่อนและหลังการใช้แบบฝึกทักษะมาเปรียบเทียบ พบว่าค่าเฉลี่ยของคะแนนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน
รายงานการพัฒนาทักษะการอ่านภาษาอังกฤษโดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6
[ โดย kruinfo ชม 280 ]
การจัดกิจกรรมการอ่านภาษาอังกฤษโดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือ ถือว่าเป็นวิธีการหนึ่งเพื่อแก้ปัญหาการเรียนการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ) และสอดคล้องกับพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช 2542 ที่เน้นให้ผู้เรียนมีส่วนร่วม และลงมือปฏิบัติจริงทุกขั้นตอนจนเกิดการเรียนรู้ด้วยตนเอง โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อ (1) พัฒนาแผนการเรียนรู้ที่พัฒนาทักษะการอ่านภาษาอังกฤษโดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือ (2) เพื่อหาประสิทธิผลทางการเรียนที่พัฒนาทักษะการอ่านภาษาอังกฤษโดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือ (3) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่พัฒนาทักษะการอ่านภาษาอังกฤษโดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน (4) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่มีต่อการพัฒนาทักษะการอ่านภาษาอังกฤษโดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือ ทำการศึกษากับกลุ่มตัวอย่างคือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2551 โรงเรียนบ้านหนองหว้าหนองแคนดอนบาก สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามหาสารคาม เขต 1 จำนวนนักเรียน 20 คน ได้มาโดยการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้ามี 3 ชนิด คือ แผนการจัดการเรียนรู้ที่พัฒนาทักษะการอ่านภาษาอังกฤษโดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือ ที่มีประสิทธิภาพเท่ากับ 84.00/76.63 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเป็นแบบปรนัย 4 ตัวเลือก จำนวน 40 ข้อ ซึ่งมีค่าอำนาจจำแนก (B) ตั้งแต่ 0.22 ถึง 0.84 และมีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.88 แบบวัดความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ซึ่งเป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 อันดับ จำนวน 15 ข้อ มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ .79 สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบสมมติฐานใช้ t-test (Dependent Samples) ผลการค้นคว้าปรากฏดังนี้ 1. แผนการจัดการเรียนรู้ที่พัฒนาทักษะการอ่านภาษาอังกฤษโดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 84.00/76.63 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ 75/75 2. แผนการจัดการเรียนรู้ที่พัฒนาทักษะการอ่านภาษาอังกฤษโดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีค่าดัชนีประสิทธิผล เท่ากับ 0.5720 แสดงว่านักเรียนมีความก้าวหน้าในการเรียน หรือมีคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเพิ่มขึ้น คิดเป็นร้อยละ 57.20 3. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่พัฒนาทักษะการอ่านภาษาอังกฤษโดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือ มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 4. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีความพึงพอใจต่อการพัฒนาทักษะการอ่านภาษาอังกฤษโดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือ โดยรวมเป็นรายข้อทุกข้ออยู่ในระดับมาก โดยสรุป การพัฒนาทักษะการอ่านภาษาอังกฤษโดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือ สามารถสนับสนุนและเสริมสร้างคุณภาพการเรียนภาษาอังกฤษ โดยเฉพาะทักษะการอ่านให้สูงขึ้นซึ่งมีปัจจัยสำคัญในการเรียนรู้คือการฝึกทักษะทางภาษา นับว่าเป็นวิธีการเรียนที่สอดคล้องกับแนวคิดการเรียนภาษาอังกฤษเพื่อการอ่านสำหรับนักเรียนที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่สอง และสามารถประยุกต์กระบวนการเรียนรู้ดังกล่าวไปปรับใช้ในบริบทที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของนักเรียนได้เป็นอย่างดี
รายงานผลการประเมินแผนปฎิบัติการ ปีการศึกษา 2549 ของโรงเรียนบ้านห้วย สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสระแก้ว เขต 1
[ โดย kruinfo ชม 218 ]
การบริหารการศึกษาในโรงเรียนบ้านห้วย สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสระแก้ว เขต 1 ดําเนินการโดยใช้แผนปฏิบัติราชการ ประจําปีการศึกษา 2549 ซึ่งประกอบด้วยโครงการต่าง ๆ สำหรับเป็นแนวทางในการดําเนินการในขั้นตอนต่าง ๆ ของการบริหารโครงการเหล่านี้ว่าได้มีการ ดําเนินการอย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพเพียงพอที่จะทําให้ได้ผลการดำเนินการมีคุณภาพสามารถ นําไปใช้ประโยชน์ ได้เพียงใด โดยมีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อรายงานผลการวิเคราะห์แผนและโครงการในแผนปฎิบัติการ ประจำปีการศึกษา 2549 ของโรงเรียนบ้านห้วย สังกัดสำนักเขตพื้นที่การศึกษาสระแก้ว เขต 1 ในด้านคุณลักษณะของผู้ประเมินแผนและโครงการ ด้านกระบวนการและระบบการดำเนินการตามแผนและโครงการ ด้านความชัดเจนและเอื้อต่อการดำเนินการของส่วนต่างๆ ที่เป็นสาระ สําคัญของแผนและโครงการ และ ด้านการนำแผนและโครงการไปใช้ประโยชน์ 2) เพื่อเปรียบเทียบระบบและกระบวนการดำเนินการตามแผนและโครงการของโรงเรียนบ้านห้วยที่ปฏิบัติอยู่จริงกับสภาพที่พึงประสงค์ตามความคาดหวังของครู/ครูผู้รับผิดชอบโครงการ ศึกษานิเทศก์ และคณะกรรมการสถานศึกษา โรงเรียนบ้านห้วย และ 3) เพื่อรายงานผลสภาพการนําผลการดำเนินการตามแผนและโครงการใน โรงเรียนไปใช้ประโยชน์ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการรายงานผลเป็น ครู ศึกษานิเทศก์ และคณะกรรมการสถานศึกษา จำนวน 21 คน เครื่องมือที่ใช้ในการรายงานผลเป็นแบบสอบถามแบบมาตราประมาณค่า (Rating scale) 5 อันดับ แต่ละข้อกําหนดให้ตอบ 2 ส่วนคือ ส่วนที่เป็นสภาพที่เป็นจริง และส่วนที่เป็นความคาดหวังของผู้ตอบแบบสอบถาม มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.93 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบสมมติฐสนใช้ t
ลการใช้แบบฝึกและรูปแบบการเรียนการสอนโมเดลซิปปา ที่มีต่อทักษะ การอ่านและการเขียน
[ โดย kruinfo ชม 413 ]
บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สาระการอ่านและสาระการเขียนคำมาตราตัวสะกด ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนเทศบาล ๓ (วัดพุทธภูมิ) สำนักการศึกษา เทศบาลนครยะลา (2) เพื่อศึกษาระดับความสามารถทักษะกระบวนการ 2 ด้าน ได้แก่ ทักษะการแสวงหาความรู้ และทักษะการทำงานกลุ่ม ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนเทศบาล ๓(วัดพุทธภูมิ)สำนักการศึกษา เทศบาลนครยะลา (3) เพื่อศึกษาคุณลักษณะอันพึงประสงค์ด้านความรับผิดชอบต่อการเรียนภาษาไทย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนเทศบาล ๓ (วัดพุทธภูมิ) สำนักการศึกษา เทศบาลนครยะลา กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนเทศบาล ๓(วัดพุทธภูมิ) สำนักการศึกษา เทศบาลนครยะลา ปีการศึกษา 2552 จำนวน 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ (1) แบบฝึกเพื่อพัฒนาทักษะการอ่านและการเขียน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 16 ชุด ค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) เท่ากับ 0.81 ประสิทธิภาพ E1/ E2เเท่ากับ 80.46 /85.08 (2) แผนการจัดการเรียนรู้ เพื่อพัฒนาทักษะการอ่านและการเขียน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้รูปแบบการเรียนการสอนโมเดลซิปปา จำนวน 16 แผน ค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) เท่ากับ 0.84 (3 ) แบบทดสอบหลังเรียน จำนวน 16 ฉบับ ค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) เท่ากับ 0.79 ค่าความยากง่ายของแบบทดสอบหลังเรียน (P) อยู่ระหว่าง 0.57 – 0.67 ค่าอำนาจจำแนก (r) อยู่ระหว่าง 0.60 – 0.67ค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบหลังเรียน (Rtt) อยู่ระหว่าง 0.75 – 0.79 (4) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนท้ายวงจรปฏิบัติการวิจัย วงจรที่ 1 – วงจรที่ 4 ค่าดัชนีความสอดคล้องอยู่ ระหว่าง 0.90 – 0.95 ค่าความยากง่ายของแบบทดสอบ (P)) อยู่ระหว่าง 0.58 - 0.59 ค่าอำนาจจำแนก (r) อยู่ระหว่าง 0.57 – 0.61 ค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนท้ายวงจร (Rtt) อยู่ระหว่าง 0.86 - 0.89 (5) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) เท่ากับ 0.82 ค่าความยากง่ายของข้อสอบ (P) เท่ากับ 0.56 ค่าอำนาจจำแนก (r) เท่ากับ 0.33 ค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน (Rtt) เท่ากับ 0.84 (6 ) แบบประเมินด้านทักษะการแสวงหาความรู้ ค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) เท่ากับ 0. 80 แบบประเมินด้านการทำงานกลุ่ม ค่าดัชนีความสอดคล้อง เท่ากับ 0. 80 (7) แบบประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์ด้านความรับผิดชอบ ค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) เท่ากับ 0. 80 ผลการวิจัยพบว่า (1) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สาระการอ่านและสาระการเขียน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนเทศบาล ๓ (วัดพุทธภูมิ) สำนักการศึกษา เทศบาลนครยะลา อยู่ในระดับมากที่สุด ( )เท่ากับ 4.33 คิดเป็นร้อยละ 86.67 (2) ระดับความสามารถ ทักษะการแสวงหาความรู้ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนเทศบาล ๓ (วัดพุทธภูมิ) อยู่ในระดับมากที่สุด ( ) เท่ากับ 4.35 คิดเป็นร้อยละ 81.50 ทักษะการทำงานกลุ่ม ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนเทศบาล ๓ (วัดพุทธภูมิ) สำนักการศึกษา เทศบาลนครยะลา อยู่ในระดับมากที่สุด ( ) เท่ากับ 4.14 คิดเป็นร้อยละ 81.00 (3) ความรับผิดชอบ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนเทศบาล ๓ (วัดพุทธภูมิ) สำนักการศึกษา เทศบาลนครยะลา อยู่ในระดับมากที่สุด( )เท่ากับ 4.39 คิดเป็นร้อยละ 81.42
รายงานการพัฒนาทักษะการอ่านภาษาอังกฤษโดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6
[ โดย kruinfo ชม 413 ]
การจัดกิจกรรมการอ่านภาษาอังกฤษโดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือ ถือว่าเป็นวิธีการหนึ่งเพื่อแก้ปัญหาการเรียนการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ) และสอดคล้องกับพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช 2542 ที่เน้นให้ผู้เรียนมีส่วนร่วม และลงมือปฏิบัติจริงทุกขั้นตอนจนเกิดการเรียนรู้ด้วยตนเอง โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อ (1) พัฒนาแผนการเรียนรู้ที่พัฒนาทักษะการอ่านภาษาอังกฤษโดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือ (2) เพื่อหาประสิทธิผลทางการเรียนที่พัฒนาทักษะการอ่านภาษาอังกฤษโดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือ (3) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่พัฒนาทักษะการอ่านภาษาอังกฤษโดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน (4) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่มีต่อการพัฒนาทักษะการอ่านภาษาอังกฤษโดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือ ทำการศึกษากับกลุ่มตัวอย่างคือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2551 โรงเรียนบ้านหนองหว้าหนองแคนดอนบาก สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามหาสารคาม เขต 1 จำนวนนักเรียน 20 คน ได้มาโดยการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้ามี 3 ชนิด คือ แผนการจัดการเรียนรู้ที่พัฒนาทักษะการอ่านภาษาอังกฤษโดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือ ที่มีประสิทธิภาพเท่ากับ 84.00/76.63 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเป็นแบบปรนัย 4 ตัวเลือก จำนวน 40 ข้อ ซึ่งมีค่าอำนาจจำแนก (B) ตั้งแต่ 0.22 ถึง 0.84 และมีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.88 แบบวัดความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ซึ่งเป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 อันดับ จำนวน 15 ข้อ มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ .79 สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบสมมติฐานใช้ t-test (Dependent Samples) ผลการค้นคว้าปรากฏดังนี้ 1.แผนการจัดการเรียนรู้ที่พัฒนาทักษะการอ่านภาษาอังกฤษโดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 84.00/76.63 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ 75/75 2. แผนการจัดการเรียนรู้ที่พัฒนาทักษะการอ่านภาษาอังกฤษโดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีค่าดัชนีประสิทธิผล เท่ากับ 0.5720 แสดงว่านักเรียนมีความก้าวหน้าในการเรียน หรือมีคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเพิ่มขึ้น คิดเป็นร้อยละ 57.20 3.นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่พัฒนาทักษะการอ่านภาษาอังกฤษโดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือ มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 4. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีความพึงพอใจต่อการพัฒนาทักษะการอ่านภาษาอังกฤษโดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือ โดยรวมเป็นรายข้อทุกข้ออยู่ในระดับมาก โดยสรุป การพัฒนาทักษะการอ่านภาษาอังกฤษโดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือ สามารถสนับสนุนและเสริมสร้างคุณภาพการเรียนภาษาอังกฤษ โดยเฉพาะทักษะการอ่านให้สูงขึ้นซึ่งมีปัจจัยสำคัญในการเรียนรู้คือการฝึกทักษะทางภาษา นับว่าเป็นวิธีการเรียนที่สอดคล้องกับแนวคิดการเรียนภาษาอังกฤษเพื่อการอ่านสำหรับนักเรียนที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่สอง และสามารถประยุกต์กระบวนการเรียนรู้ดังกล่าวไปปรับใช้ในบริบทที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของนักเรียนได้เป็นอย่างดี
รูปแบบการพัฒนาทักษะการเรียนการสอนวิชาคณิตศาสตร์ในระดับประถมศึกษาของโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร
[ โดย kruinfo ชม 246 ]
บทคัดย่อ การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ของการศึกษา (1) เพื่อหาประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์พื้นฐาน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 (2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์พื้นฐาน (3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ที่มีต่อการเรียนด้วยแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์พื้นฐาน กลุ่มตัวที่ศึกษาในครั้งนี้คือนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนวัดแสนสุข ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2552 จำนวนนักเรียน 35 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive Sampling) ซึ่งเครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้แบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ เครื่องมือที่ใช้ในการทดลองประกอบด้วยแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์พื้นฐาน และแผนการจัดการเรียนรู้ด้วยแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์พื้นฐาน ชั้นประถมศึกษาปีที่1, เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลประกอบด้วยแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้คณิตศาสตร์พื้นฐาน ชั้นประถมศึกษาปีที่1, แบบประเมินความพึงพอใจ ของนักเรียนที่มีการเรียนต่อด้วยแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์พื้นฐานและสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ครั้งนี้ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบที แบบกลุ่มตัวอย่างขึ้นต่อกัน (dependent t-test) ผลการศึกษาพบว่า 1. ประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์พื้นฐาน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ที่สร้างขึ้นโดยภาพรวมมีประสิทธิภาพของกระบวนการ (E1) และสิทธิภาพของผลลัพธ์ (E2) เท่ากับ82.21/85.52 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนด 80/80 เป็นไปตามสมมุติฐานการวิจัยข้อที่ 1 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์พื้นฐาน ได้ค่าสถิติที เท่ากับ 18.33 โดยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 เป็นไปตามสมมุติฐานการวิจัยข้อที่ 2 3. นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนด้วยแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์พื้นฐาน ของนักเรียนโรงเรียนวัดแสนสุข โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก ( = 4.40, S.D. = 0.14) เป็นไปตามสมมุติฐานการวิจัยข้อที่ 3
หนังสืออ่านเพิ่มเติมส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมตามแนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียง เรื่อง
[ โดย kruinfo ชม 228 ]
การศึกษาครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อพัฒนาหนังสืออ่านเพิ่มเติมส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมตามแนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียง เรื่อง
รายงานการใช้แบบฝึกทักษะการอ่านและเขียนสะกดคำ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษา ปีที่ 3
[ โดย kruinfo ชม 251 ]
การพัฒนาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ 1. เพื่อสร้างและพัฒนาแบบฝึกทักษะการอ่านและเขียนสะกดคำให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 2. เพื่อพิจารณาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในการอ่านและเขียนสะกดคำให้สูงขึ้นร้อยละ 75 กลุ่มประชากรที่ใช้ในการพัฒนาครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ปีการศึกษา 2550 โรงเรียนขจรทรัพย์อำรุง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาปทุมธานีที เขต 1 จำนวน 33 คน ผู้รายงาน ได้สร้างแบบฝึกทักษะการอ่านและเขียนสะกดคำ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 8 เล่ม เครื่องมือที่ใช้ในการหาประสิทธิภาพของแบบฝึกคือ แบบทดสอบวัดความรู้ความเข้าใจ ซึ่งเป็นแบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ ผลการดำเนินการพบว่า 1. แบบฝึกทักษะการอ่านและเขียนสะกดคำ กลุ่มสาระการเรียนภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีค่าประสิทธิภาพเท่ากับ 92.98/83.71 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด คือ 80/80 2. ผลสัมฤทธิ์ด้านการอ่านและเขียนสะกดคำ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 หลังจากที่เรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านและเขียนสะกดคำ มีค่าเฉลี่ยคิดเป็นร้อยละ 80.20 ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายที่กำหนดคื ร้อยละ 75
รายงานผลการพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนประเภทแบบฝึกหัด เพื่อพัฒนาทักษะการเขียนภาษาอังกฤษ เรื่อง Daily Routine สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนเทพศาลาประชาสรรค์ จังหวัดนครสวรรค์
[ โดย kruinfo ชม 375 ]
รายงานผลการพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนประเภทแบบฝึกหัด เพื่อพัฒนาทักษะการเขียนภาษาอังกฤษ เรื่อง Daily Routine สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนเทพศาลาประชาสรรค์ จังหวัดนครสวรรค์ ผู้ศึกษามีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาผลการพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนประเภทแบบฝึกหัด เพื่อพัฒนาทักษะการเขียนภาษาอังกฤษ เรื่อง Daily Routine สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ตามเกณฑ์ประสิทธิภาพ (E1/E2) ที่ตั้งไว้คือ 75/75 เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ด้านการเขียนภาษาอังกฤษก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน และเพื่อประเมินความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน โดยเปรียบเทียบกับเกณฑ์ที่ได้กำหนดไว้ คือ X>=3.50 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/3 และ 1/5 โรงเรียนเทพศาลาประชาสรรค์ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2550 จำนวน 74 คน ระยะเวลาที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ใช้เวลาทั้งสิ้น 8 ชั่วโมง เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลประกอบด้วย บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนประเภทแบบฝึกหัด เพื่อพัฒนาทักษะการเขียนภาษาอังกฤษ เรื่อง Daily Routine สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ซึ่งมีทั้งหมด 3 ชุด แบบทดสอบทักษะการเขียนภาษาอังกฤษ เรื่อง Daily Routine ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 และแบบสอบถามความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ผลการศึกษาพบว่า 1. บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนประเภทแบบฝึกหัด เพื่อพัฒนาทักษะการเขียนภาษาอังกฤษ เรื่อง Daily Routine สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีค่าประสิทธิภาพเท่ากับ 77.84/75.36 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ที่ตั้งไว้คือ 75/75 2. นักเรียนที่เรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนประเภทแบบฝึกหัด เพื่อพัฒนาทักษะการเขียนภาษาอังกฤษ เรื่อง Daily Routine สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีผลสัมฤทธิ์ด้านการเขียนภาษาอังกฤษหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3. ความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนประเภทแบบฝึกหัด เพื่อพัฒนาทักษะการเขียนภาษาอังกฤษ เรื่อง Daily Routine สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยภาพรวมอยู่ในเกณฑ์ระดับมาก (X>=3.50) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
การประเมินโครงการโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพของโรงเรียนบ้านหาดงิ้ว
[ โดย kruinfo ชม 231 ]
การประเมินโครงการโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพของโรงเรียนบ้านหาดงิ้ว อำเภอเมือง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุตรดิตถ์ เขต 1 มีวัตถุประสงค์ เพื่อประเมินผลการดำเนินโครงการโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพของโรงเรียนบ้านหาดงิ้ว อำเภอเมือง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุตรดิตถ์ เขต 1 ด้านบริบท (Context) ด้านปัจจัยเบื้องต้น (Input) ด้านกระบวนการ (Process) และด้านผลผลิต (Product) ของโครงการโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพ และเพื่อประเมินความพึงพอใจ ที่มีต่อการดำเนินงานโครงการโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพ ของโรงเรียนบ้านหาดงิ้ว ประชากรและกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในประเมินโครงการโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพของโรงเรียนบ้านหาดงิ้ว ได้แก่ ครูผู้สอนโรงเรียนบ้านหาดงิ้ว ปีการศึกษา 2552 จำนวน 5 คน คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน โรงเรียนบ้านหาดงิ้ว จำนวน 8 คน นักเรียน ชั้นประถมศึกษา ปีที่ 2 ถึง ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านหาดงิ้ว ปีการศึกษา 2552 จำนวน 31 คน ผู้ปกครองนักเรียน จำนวน 31 คน เครื่องมือที่ใช้ในการประเมินโครงการโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพของโรงเรียนบ้านหาดงิ้วอำเภอเมือง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุตรดิตถ์ เขต 1 จำนวน 5 ฉบับ ได้แก่ แบบสอบถาม ความสอดคล้องและความเหมาะสมของโครงการโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพ แบบสำรวจ ความเพียงพอ ของปัจจัยเบื้องต้นสำหรับใช้ในการดำเนินงานของโครงการโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพ แบบสอบถามสภาพปัญหากระบวนการบริหารการดำเนินงานของโครงการโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพ แบบประเมินผลการดำเนินงานโครงการโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพ และแบบประเมินความพึงพอใจที่มีต่อการดำเนินงานโครงการโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพ แบบสอบถามทั้งหมด มีค่าดัชนีความตรง (Validity) เชิงเนื้อหาอยู่ระหว่าง 0.80 - 1.00 และแบบประเมินความพึงพอใจมีค่าความเชื่อมั่น (Reliability) โดยการหาสัมประสิทธิ์อัลฟา (-Coefficient)) ของครอนบัค (Cronbach) ได้ค่าความเชื่อมั่น .8440 สถิติที่ใช้ในการประเมินคือ ค่าเฉลี่ย () ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (σ) วิเคราะห์ข้อมูลด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูป ผลการประเมิน พบว่า 1. การดำเนินโครงการโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพของโรงเรียนบ้านหาดงิ้ว อำเภอเมือง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุตรดิตถ์ เขต 1 ในด้านต่าง ๆ มี ดังนี้ ด้านบริบท อยู่ในระดับ มากที่สุด โดยมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.63 และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.52 ด้านปัจจัยเบื้องต้น ไม่เพียงพอ ร้อยละ 56.84 ด้านกระบวนการ อยู่ในสภาพเป็นปัญหาค่อนข้างน้อย ร้อยละ 38.28 ด้านผลผลิต อยู่ในระดับ มาก โดยมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.36 และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เท่ากับ 0.47 2. ความพึงพอใจ ที่มีต่อการดำเนินงานโครงการโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพของโรงเรียน บ้านหาดงิ้ว อำเภอเมือง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุตรดิตถ์ เขต 1 โดยภาพรวม อยู่ในระดับ มาก โดยมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.82 และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เท่ากับ 0.56
การพัฒนาการจัดการเรียนรู้ประกอบบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง บุคคลสำคัญของไทยชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม โรงเรียนบ้านดงยาง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุดรธานี เขต 1
[ โดย kruinfo ชม 220 ]
การศึกษาครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อ 1) เพื่อพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม เรื่อง บุคคลสำคัญของไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80 / 80 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน ด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม เรื่อง บุคคลสำคัญของไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านดงยาง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุดรธานี เขต 1 ที่กำลังศึกษาในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2550 จำนวน 1 ห้องเรียน จำนวน 21 คน ซึ่งได้มาโดยวิธีเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ คือ บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม เรื่อง บุคคลสำคัญของไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ซึ่งสร้างจากโปรแกรมสำเร็จรูป After effect, Ulead Video Studio, Adobe Photoshop และ Adobe Premier Pro Cs3 จำนวน 5 เรื่อง แผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 5 แผน และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบปรนัยชนิดเลือกตอบ จำนวน 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ สถิติที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้า ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ ค่า t-test ผลการศึกษาพบว่า 1) บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 85.66/84.60 และ 2) นักเรียนที่เรียนโดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนมีคะแนนทดสอบหลังเรียนสูงกว่าคะแนนทดสอบ ก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
รายงานการใช้เอกสารประกอบการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา (สุขศึกษา) เรื่อง สวัสดิภาพในชีวิต ของชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2
[ โดย kruinfo ชม 1,691 ]
บทคัดย่อ การศึกษาครั้งนี้ มีจุดประสงค์เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของเอกสารประกอบการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพละศึกษา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเมืองยาววิทยา อำเภอห้างฉัตร จังหวัดลำปาง เรื่อง สวัสดิภาพในชีวิต ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2550 และเพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพละศึกษา เรื่อง สวัสดิภาพในชีวิต ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเมืองยาววิทยา โดยใช้เอกสารประกอบการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษา ประชากรที่ศึกษาได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2550โรงเรียนเมืองยาววิทยา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาลำปาง เขต 1 จำนวน 25 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาประกอบด้วย 1. เอกสารประกอบการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพละศึกษา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เรื่อง สวัสดิภาพในชีวิต จำนวน 3 เล่ม ได้แก่ เล่มที่ 1 เรื่อง เฉียดความเสี่ยง เล่มที่ 2 เรื่อง หลีกเลี่ยงอันตราย เล่มที่ 3 เรื่อง สุขภาพกับสารเสพติด 2.. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กลุ่มสาระสุขศึกษา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เรื่อง สวัสดิภาพในชีวิต เป็นแบบปรนัย ชนิด 4 ตัวเลือก จำนวน 20 ข้อ ที่ผ่านการตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญและมีความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.91 การเก็บรวบรวมข้อมูล ผู้ศึกษาได้ดำเนินการทดสอบเพื่อวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนเรื่อง สวัสดิภาพในชีวิต ที่ผู้ศึกษาสร้างขึ้น จำนวน 20 ข้อ และดำเนินการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่จัดทำขึ้น ควบคู่กับเอกสารประกอบการเรียน เรื่อง สวัสดิภาพในชีวิต ที่ผู้ศึกษาสร้างขึ้นจำนวน 3 เล่ม 3 เรื่อง และหลังจากนั้นจึงทดสอบหลังเรียนโดยใช้แบบทดสอบชุดเดิม เสร็จแล้วนำมาวิเคราะห์หาประสิทธิภาพของเอกสารประกอบการเรียน ผลการวิจัยพบว่า 1. เอกสารประกอบการเรียนสาระการเรียนรู้สุขศึกษา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เรื่องสวัสดิภาพในชีวิต มีประสิทธิภาพโดยรวมเท่ากับ 82.00/87.40 มีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดไว้คือ 80/80 2. นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังใช้เอกสารประกอบการเรียนสูงกว่าก่อนใช้ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05
การประเมินโครงการส่งเสริมนิสัยรักการอ่าน โรงเรียนหอพระ ปีการศึกษา 2551
[ โดย kruinfo ชม 306 ]
การประเมินโครงการส่งเสริมนิสัยรักการอ่าน โรงเรียนหอพระ ปีการศึกษา 2551 มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาความคิดเห็นของคณะกรรมการดำเนินโครงการและนักเรียนโรงเรียนหอพระ ปีการศึกษา 2551 ที่มีต่อโครงการในด้านสภาพแวดล้อมโครงการ ด้านปัจจัยโครงการ ด้านกระบวนการดำเนินโครงการ ด้านผลผลิตโครงการ เพื่อศึกษาแนวทางในการพัฒนาโครงการส่งเสริมนิสัยรักการอ่านและศึกษาลักษณะการแสดงพฤติกรรมการอ่านของนักเรียน ประชากรที่ใช้ในการประเมินครั้งนี้ ได้แก่ คณะกรรมการดำเนินโครงการส่งเสริมนิสัยรักการอ่าน จำนวน 30 คน และกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการดำเนินการประเมินครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนโรงเรียนหอพระ ปีการศึกษา 2551 ทุกระดับชั้น จำนวน 360 คน ระดับชั้นละ 60 คน การคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างใช้วิธีสุ่มแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการประเมินครั้งนี้ มีจำนวน 3 รายการ คือ แบบสอบถามความคิดเห็นของคณะกรรมการดำเนินโครงการส่งเสริมนิสัยรักการอ่าน และนักเรียนโรงเรียนหอพระ ปีการศึกษา 2551 ที่มีต่อการดำเนินโครงการส่งเสริมนิสัยรักการอ่าน ในด้านสภาพแวดล้อมโครงการ ด้านปัจจัยโครงการ ด้านกระบวนการดำเนินโครงการ และด้านผลผลิตโครงการ แบบประเมินตนเองเกี่ยวกับลักษณะการแสดงพฤติกรรมการอ่านของนักเรียนโรงเรียนหอพระ ปีการศึกษา 2551 มีลักษณะเป็นแบบประมาณค่าและปลายเปิด และแบบบันทึกข้อมูลการใช้บริการการอ่านและสืบค้น การใช้บริการยืมหนังสือ สื่อสิ่งพิมพ์ และการใช้บริการตอบคำถามช่วยการค้นคว้าของห้องสมุดโรงเรียนและการใช้บริการสืบค้นข้อมูลทางอินเทอร์เน็ตจากห้องสมุดอิเล็กทรอนิกส์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการดำเนินงาน 1. ผลการศึกษาความคิดเห็นของคณะกรรมการดำเนินโครงการและนักเรียนโรงเรียนหอพระ ปีการศึกษา 2551 ปรากฏผลดังนี้ 1.1 ด้านสภาพแวดล้อมโครงการ พบว่าผลการประเมินโดยรวมอยู่ในระดับความพึงพอใจมากที่สุด รายการประเมินที่มีระดับความพึงพอใจสูงสุดตามความคิดเห็นของคณะกรรมการดำเนินโครงการและนักเรียนโรงเรียนหอพระ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 - 6 คือ การกำหนดโครงการไว้ในแผนปฏิบัติการของโรงเรียน การกำหนดวัตถุประสงค์ของโครงการมีความชัดเจนและสอดคล้องกับนโยบาย วิสัยทัศน์ของโรงเรียน ชุมชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรมและโรงเรียนมีนโยบายให้มีการอ่านมาใช้ในการจัดการเรียนการสอน 1.2 ด้านปัจจัยโครงการ พบว่าผลการประเมินโดยรวมอยู่ในระดับความพึงพอใจมากที่สุด รายการประเมินที่มีระดับความพึงพอใจสูงสุด ตามความเห็นของคณะกรรมการดำเนินโครงการและนักเรียนโรงเรียนหอพระ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 - 6 คือ คณะครูมีความตระหนักและเห็นความสำคัญของการอ่านและให้ความร่วมมือในการจัดกิจกรรมตามโครงการอย่างต่อเนื่อง คณะกรรมการดำเนินโครงการปฏิบัติหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมายอย่างเต็มความสามารถ ห้องสมุดมีลักษณะและบรรยากาศที่ส่งเสริมการอ่าน วัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการจัดกิจกรรมมีความเหมาะสมและมีความเพียงพอ 1.3 ด้านกระบวนการดำเนินโครงการ พบว่าผลการประเมินโดยรวมอยู่ในระดับความพึงพอใจมากที่สุด รายการประเมินที่มีระดับความพึงพอใจสูงสุด ตามความคิดเห็นของคณะกรรมการดำเนินโครงการและนักเรียนโรงเรียนหอพระ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 - 6 คือ โรงเรียนมีการประเมินความก้าวหน้าของโครงการอย่างสม่ำเสมอ แล้วสรุปรายงานผลการดำเนินโครงการให้ผู้เกี่ยวข้องทราบ รวมทั้งมีการนำผลที่ได้จากการประเมินความก้าวหน้าของโครงการมาปรับปรุงแก้ไขการดำเนินโครงการในปีการศึกษาต่อไป โรงเรียนมีการประชาสัมพันธ์โครงการอย่างต่อเนื่อง และครูมีการจัดกิจกรรมส่งเสริมนิสัยรักการอ่านอย่างต่อเนื่อง 1.4 ด้านผลผลิตโครงการ พบว่าผลการประเมินโดยรวมอยู่ระดับความพึงพอใจมากที่สุด รายการประเมินที่มีระดับความพึงพอใจสูงสุด ตามความคิดเห็นของคณะกรรมการดำเนินโครงการ และนักเรียนโรงเรียนหอพระ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 - 6 คือ นักเรียนมีความตระหนักและเห็นความสำคัญของการอ่าน รู้จักเสาะแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง ตลอดจนสามารถนำความรู้ที่ได้รับจากการอ่านไปพัฒนาด้านสติปัญญา ความรู้ ความสามารถและพฤติกรรมต่างๆ รวมทั้งนักเรียนรู้จักใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์จากการอ่าน และสามารถนำความรู้ที่ได้จากการอ่านไปเผยแพร่ในรูปแบบต่างๆ อย่างสร้างสรรค์ นอกจากนี้โรงเรียนยังได้รับความร่วมมือจากชุมชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้การส่งเสริมสนับสนุนให้นักเรียนมีนิสัยรักการอ่าน 2. ผลการศึกษาแนวทางในการพัฒนาโครงการส่งเสริมนิสัยรักการอ่าน พบว่าคณะกรรมการดำเนินโครงการและนักเรียนโรงเรียนหอพระ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 - 6 มีข้อเสนอแนะให้มีการพัฒนาห้องสมุดด้วยการติดเครื่องปรับอากาศภายในห้องสมุด จัดหาบุคลากรช่วยงานห้องสมุดเพิ่มเติม ขยายพื้นที่ให้บริการอ่านให้กว้างขวางขึ้น จัดหาเครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีประสิทธิภาพให้บริการสืบค้นข้อมูลในห้องสมุดอิเล็กทรอนิกส์ จัดหาหนังสือใหม่ๆ และหนังสือประเภทต่างๆ ให้เหมาะสมตามความสนใจของนักเรียน ให้ปรับปรุงระบบการให้ยืมโดยเพิ่มจำนวนหนังสือที่ให้ยืมและขยายเวลาในการยืมให้นานขึ้น สำหรับการจัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่านนั้น มีข้อเสนอแนะให้เปิดสอนรายวิชาการใช้ห้องสมุด ให้มีการอบรมมารยาทการใช้ห้องสมุดให้แก่นักเรียน และครูควรให้นักเรียนได้มีการอ่านออกเสียง 3. ผลการศึกษาลักษณะการแสดงพฤติกรรมการอ่าน พบว่าผลการประเมินการแสดงพฤติกรรมการอ่านโดยรวมอยู่ในระดับการปฏิบัติมากที่สุด โดยมีรายการที่มีการปฏิบัติสูงสุดตามความเห็นของนักเรียนโรงเรียนหอพระ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
รายงานการพัฒนาการใช้บทเรียนสำเร็จรูปกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรมสาระหน้าที่พลเมือง วัฒนธรรมและการดำเนินชีวิตในสังคม ชุด สังคมวัฒนธรรม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4
[ โดย kruinfo ชม 1,075 ]
การรายงานครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ พัฒนาบทเรียนสำเร็จรูป กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม สาระหน้าที่พลเมือง วัฒนธรรมและการดำเนินชีวิตในสังคม ชุด สังคมวัฒนธรรม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ให้มีประสิทธิภาพ ตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน และศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่เรียนด้วยบทเรียนสำเร็จรูป กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/2 โรงเรียนท่าช้างราษฎร์บำรุง อำเภอเฉลิมพระเกียรติ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครราชสีมา เขต 2 ในปีการศึกษา 2550 จำนวน 27 คน ซึ่งได้มาโดยการสุ่มแบบเฉพาะเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ บทเรียนสำเร็จรูป กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม สาระหน้าที่พลเมือง วัฒนธรรมและการดำเนินชีวิตในสังคม ชุด สังคมวัฒนธรรม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบประเมินบทเรียนสำเร็จรูปโดยผู้เชี่ยวชาญ แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่เรียนด้วยบทเรียนสำเร็จรูป การวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการหาค่า ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที (t
ผลการใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน (CAI)เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่อง เครื่องดนตรีไทย ของนักเรียนช่วงชั้นที่ 3 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1โรงเรียนท่าเกษมพิทยา อำเภอเมืองสระแก้ว จังหวัดสระแก้ว
[ โดย kruinfo ชม 362 ]
การศึกษาในครั้งนี้ มีความมุ่งหมายเพื่อพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน (CAI) เรื่อง เครื่องดนตรีไทย สำหรับนักเรียนช่วงชั้นที่ 3 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน ความคงทนในการเรียนรู้และศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน (CAI) เรื่อง เครื่องดนตรีไทย กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนช่วงชั้นที่ 3 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2550 โรงเรียนท่าเกษมพิทยา อำเภอเมืองสระแก้ว จังหวัดสระแก้ว จำนวน 34 คน โดยการสุ่มแบบเจาะจง และใช้รูปแบบการศึกษาแบบ One-Group Pretest-Posttest Design เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาคือบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน(CAI) เรื่อง เครื่องดนตรีไทย แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบประเมินประสิทธิภาพบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน(CAI) สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบสมมติฐานการเปรียบเทียบความแตกต่างใช้ Dependent Sample t-test ผลการศึกษาปรากฏดังนี้ 1. บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน (CAI) เรื่อง เครื่องดนตรีไทย ของนักเรียนช่วงชั้นที่ 3 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1โรงเรียนท่าเกษมพิทยา อำเภอเมืองสระแก้ว จังหวัดสระแก้ว มีประสิทธิภาพ สูงกว่าเกณฑ์ประสิทธิภาพ 80/80 ที่กำหนดไว้ 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน (CAI) เรื่อง เครื่องดนตรีไทย โดยมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน ซึ่งแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 3. คะแนนเฉลี่ยของการทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์หลังเรียนและติดตามผล จากการเรียน โดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน (CAI) เรื่องเครื่องดนตรีไทย ของนักเรียนช่วงชั้นที่ 3 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 แตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ แสดงว่านักเรียนมีความคงทน ในการเรียนรู้ สามารถจำชื่อและเสียงของเครื่องดนตรีไทยประเภทต่างๆ ได้ 4. ความพึงพอใจของนักเรียนต่อการเรียนโดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน(CAI) เรื่องเครื่องดนตรีไทย โดยรวมและรายข้ออยู่ในระดับดีมาก
รายงานการพัฒนาการใช้บทเรียนสำเร็จรูปกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรมสาระหน้าที่พลเมือง วัฒนธรรมและการดำเนินชีวิตในสังคมชุด สังคมวัฒนธรรมไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4
[ โดย kruinfo ชม 690 ]
การรายงานครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ พัฒนาบทเรียนสำเร็จรูป กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม สาระหน้าที่พลเมือง วัฒนธรรมและการดำเนินชีวิตในสังคม ชุด สังคมวัฒนธรรมไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ให้มีประสิทธิภาพ ตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนระหว่างก่อนเรียนและ หลังเรียน และศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่เรียนด้วยบทเรียนสำเร็จรูป กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/2 โรงเรียนท่าช้างราษฎร์บำรุง อำเภอเฉลิมพระเกียรติ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครราชสีมา เขต 2 ในปีการศึกษา 2550 จำนวน 27 คน ซึ่งได้มาโดยการสุ่มแบบเฉพาะเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ บทเรียนสำเร็จรูป กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม สาระหน้าที่พลเมือง วัฒนธรรมและการดำเนินชีวิตในสังคม ชุด สังคมวัฒนธรรมไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบประเมินบทเรียนสำเร็จรูปโดยผู้เชี่ยวชาญ แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่เรียนด้วยบทเรียนสำเร็จรูป การวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการหาค่า ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที (t
รายงานการใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน สาระศาสนา ศีลธรรมและจริยธรรม เรื่องหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา
[ โดย kruinfo ชม 246 ]
บทคัดย่อ การศึกษาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อหาประสิทธิภาพของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน สาระศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม เรื่องหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1โรงเรียนบ้านป่าลาน อำเภอสะเมิง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเชียงใหม่ เขต 2 ตามเกณฑ์ที่กำหนด 80/80 (2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนและหลังเรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน สาระการเรียนรู้ศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม เรื่องหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านป่าลาน อำเภอสะเมิง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเชียงใหม่ เขต 2 (3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน สาระการเรียนรู้ศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม เรื่องหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านป่าลาน อำเภอสะเมิง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเชียงใหม่ เขต 2 ประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1โรงเรียนบ้านป่าลาน อำเภอสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่ ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2552 จำนวน 17 คน เป็นนักเรียนชายจำนวน 8 คน นักเรียนหญิงจำนวน 9 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ (1) บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนสาระศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม เรื่องหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 (2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา จำนวน 40 ข้อ (3) แบบทดสอบระหว่างเรียน เรื่องหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา 4 ตัวเลือก จำนวน 8 หน่วย จำนวน 100 ข้อ (4) แบบสอบถามความพึงพอใจในการใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน จำนวน 14 ข้อ การวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ (1) การหาประสิทธิภาพของบทเรียนคอมพิวเตอร์ ช่วยสอน สาระการเรียนรู้ศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม เรื่องหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา (2) การเปรียบเทียบผลต่างของคะแนนผลสัมฤทธิ์ก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนแต่ละคน โดยใช้ค่าที (t-test) (3) การวิเคราะห์ความพึงพอใจของนักเรียนต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน สาระการเรียนรู้ศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม เรื่องหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา โดยใช้ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการศึกษาพบว่า ประสิทธิภาพของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนสาระการเรียนรู้ศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม เรื่องหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา มีประสิทธิภาพ / เท่ากับ 82/83 สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดไว้ 80/80 ผล สัมฤทธิ์ทางการเรียน สาระการเรียนรู้ศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม เรื่องหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ความพึงพอใจของนักเรียนต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน
ผลของการใช้กิจกรรมแนะแนวเพื่อพัฒนาความรับผิดชอบต่อการแก้ปัญหาทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนสตรีชัยภูมิ
[ โดย kruinfo ชม 286 ]
การศึกษาวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของกิจกรรมแนะแนวเพื่อพัฒนาความรับผิดชอบต่อการแก้ปัญหาทางการเรียน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 และ เพื่อสำรวจความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อกิจกรรมแนะแนว โดยมีสมมติฐานว่า นักเรียนที่เข้าร่วมกิจกรรมแนะแนวเพื่อพัฒนาความรับผิดชอบต่อการแก้ปัญหาทางการเรียน จะมีความรับผิดชอบสูงกว่าก่อนเข้าร่วมกิจกรรมแนะแนวอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 กลุ่มตัวอย่าง คือ กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ปีการศึกษา 2551 ที่มีปัญหาทางการเรียนมีผลการเรียน 0, ร, ม.ส. จำนวน 48 คน เป็นกลุ่มทดลอง โดยกลุ่มทดลอง เข้าร่วมโปรแกรมกิจกรรมแนะแนวเพื่อพัฒนาความรับผิดชอบต่อการแก้ปัญหาทางการเรียน สัปดาห์ละ 1 ครั้ง ครั้งละ 1 คาบ คาบละ 50 นาที รวม 12 ครั้ง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย (1) โปรแกรมกิจกรรมแนะแนวเพื่อพัฒนาความรับผิดชอบต่อการแก้ปัญหาทางการเรียน (2 ) แบบทดสอบความรับผิดชอบทางการเรียน โดยมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .7675 และ (3) แบบสำรวจความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อกิจกรรมแนะแนว สถิติที่ใช้การวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที (t-test) ผลการวิจัยพบว่า (1) นักเรียนที่เข้าร่วมกิจกรรมแนะแนวเพื่อ พัฒนาความรับผิดชอบต่อการแก้ปัญหาทางการเรียน มีความรับผิดชอบสูงกว่าก่อนเข้าร่วมกิจกรรมแนะแนวอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 (2) นักเรียนมีความคิดเห็นต่อกิจกรรมแนะแนวมีความพึงพอใจโดยรวมในระดับมากที่สุด
รายงานการพัฒนาแบบฝึกเสริมการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4
[ โดย kruinfo ชม 254 ]
รายงานการพัฒนาเรื่องการพัฒนาแบบฝึกเสริมการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างแบบฝึกเสริมการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ที่มีประสิทธิภาพไว้ใช้พัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ของโรงเรียนวัดกุฏีเตี้ย ปีการศึกษา 2550 ตามเกณฑ์มาตรฐาน 75/75 เพื่อให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ของโรงเรียนวัดกุฏีเตี้ย ปีการศึกษา 2550 สาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ สูงขึ้นและเพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่มีต่อแบบฝึก เสริมการแก้โจทย์ปัญหา กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ปีการศึกษา 2550 โรงเรียนวัดกุฎีเตี้ย สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครนายก จำนวน 13 คน ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ แบบฝึกเสริมการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์4 ชุด จำนวน 15 เล่ม แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเป็นแบบปรนัย จำนวน 20 ข้อ และแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อแบบฝึกเสริมการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ ผลการวิจัยพบว่า 1. การหาประสิทธิภาพของแบบฝึกเสริมการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนวัดกุฎีเตี้ย พบว่าแบบฝึกเสริมการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ มีค่าประสิทธิภาพเท่ากับ 77.95/76.82 ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ 2. เปรียบเทียบคะแนนระหว่างคะแนนเฉลี่ยของการทดสอบก่อนการเรียนรู้และหลังการเรียน เพื่อทดสอบนัยสำคัญโดยอาศัยการแจกแจงความถี่ ( t-test) โดยที่มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 พบว่านักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนวัดกุฎีเตี้ย สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครนายก ปีการศึกษา 2550 จำนวน 13 คน มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หลังการใช้ แบบฝึกเสริมการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ สูงกว่าผลสัมฤทธิ์ก่อนการใช้แบบฝึกแสดงว่า หลังจากนักเรียนเรียนโดยใช้แบบฝึกที่ผู้รายงานสร้างขึ้นแล้ว นักเรียนมีความก้าวหน้าทางการเรียนมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 3. ผลการประเมินความพึงพอใจจากการใช้แบบสอบถามความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อการใช้แบบฝึกเสริมการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 13 คน พบว่าครูมีความพึงพอใจอยู่ในระดับดี มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.32
นวัตกรรมยางล้อสปริง เพื่อพัฒนาทักษะ การวิ่งกระโดดพุ่งม้วนหน้าวิชายิมนาสติกขั้นพื้นฐาน
[ โดย kruinfo ชม 742 ]
ความเป็นมาและความสำคัญ การเล่นกีฬาทุกประเภทจะก่อให้เกิดการพัฒนาทั้งทางด้านร่างกายจิตใจ อารมณ์ และสังคมได้ถ้าผู้เล่นเล่นกีฬาด้วยความเหมาะสมกับสภาพร่ากาย โอกาสและกาลเทศะแล้ว ผู้เล่นกีฬาก็จะได้รับประโยชน์จากการเล่นอย่างเต็มที่ แต่อย่างไรก็ตามการเล่นกีฬาที่ไม่เหมาะกับสภาพร่างกายของตนเองก็อาจก่อให้ เกิดโทษต่อร่างกายได้เช่นเดียวกันวิชายิมนาสติกจัดเป็นกีฬาประเภทหนึ่งที่ ผู้เล่นสามารถเล่นได้ทุกเพศทุกวัย อีกทั้งยังจะช่วยให้ร่างกายของผู้เล่นมี ความอ่อนตัว มีความคล่องแคล่วว่องไว มีการทรงตัว มีความอดทน มีพลัง ตลอดจนทำให้มีจิตใจเข้มแข็ง มีความสุขุมรอบคอบ มีความคิดริเริ่มกล้าตัดสินใจอย่างมีเหตุผลเป็นต้น อันจะทำให้ผู้เล่นมีสมรรถภาพทางกายและจิตที่ดี สามารถประกอบกิจวัตรประจำวันได้อย่างมีประสิทธิภาพ การ จัดการเรียนการสอนวิชายิมนาสติก จะต้องจัดการเรียนการสอนให้นักเรียนเกิดความรู้สึกว่า ผู้เรียนสามารถนำความรู้และทักษะไปใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวันได้อย่างแท้ จริง และต้องเป็นสิ่งที่นักเรียนสามารถฝึกปฏิบัติได้ นอกจากนี้แล้วการจัดเตรียมอุปกรณ์ในการเรียนการสอน การป้องกันอันตรายต่าง ๆที่อาจจะเกิดขึ้นจากการเล่นที่เหมาะสมสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้จะทำให้นักเรียนมีความสนใจตระหนักถึงความสำคัญและความกล้าที่จะ กระทำ อันจะทำให้การเรียนการสอนประสบผลสำเร็จได้ ในการจัดการเรียนการสอนวิชายิมนาสติกในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 นั้น ผู้เรียนทุกคนมีทักษะพื้นฐานในการเรียนวิชายืดหยุ่นผ่านมาแล้ว และ เมื่อมาเรียนในวิชายิมนาสติกนั้น เป็นทักษะที่ต่อจากยืดหยุ่นเช่น การม้วนหน้า การม้วนหลัง การพุ่งม้วน การวิ่งกระโดดพุ่งม้วนหน้า โดยเฉพาะการวิ่งกระโดดพุ่งม้วนหน้าที่เกณฑ์การปฏิบัติของนักเรียนอยู่ในขั้น ต่ำ ผู้สอนได้วิเคราะห์ถึงปัญหาที่เกิดขึ้นกับผู้เรียนพอสรุปได้ คือ 1.ผู้เรียนยังมีทักษะการวิ่งกระโดดพุ่งม้วนหน้า ที่ไม่ดีพอ 2.ผู้เรียนไม่กล้าที่จะกระโดดพุ่งม้วนหน้า เพราะไม่มีอุปกรณ์ในการช่วยฝึก 3. เนื่องจากผู้เรียนมีความสามารถที่แตกต่างกันโดยเฉพาะเพศหญิงและชาย 4.มีข้อจำกัดในเรื่องของเวลาในการเรียนรู้ตามโครงสร้างของหลักสูตรสถานศึกษา 5.ผู้เรียนขาดอุปกรณ์ในการฝึกทักษะอย่างต่อเนื่อง ขาดความสนใจ และไม่กระตือรือร้นในการทักษะปฏิบัติ จากปัญหาจึงมีผลที่ตามมา คือ 1. ท่าทางการวิ่งกระโดดพุ่งม้วนหน้าที่ไม่ถูกต้อง 2.คาดคะเนจุดกระโดดลงเท้าคู่ตัวไม่ได้ จากปัญหาดังกล่าว ผู้สอนจึงหาวิธีแก้ปัญหาด้วยการประดิษฐ์นวัตกรรมยางล้อสปริงเพื่อพัฒนาทักษะ การวิ่งกระโดดพุ่งม้วนหน้า วิชายิมนาสติกขั้นพื้นฐาน ร่วมกับแบบฝึก ผู้เรียนสามารถใช้ฝึกได้ด้วยตนเอง ทั้งในเวลาเรียน นอกเวลาเรียน กระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดความสนใจ สนุกสนาน กระตือรือร้นในการฝึกปฏิบัติ อยากเรียนกับสื่อการเรียนแบบใหม่ ยังเป็นการท้าทายความสามารถของผู้เรียนที่ต้องมีความปฏิสัมพันธ์กับอุปกรณ์ ด้วยตนเอง นักเรียนมีโอกาสฝึกได้ตามเวลาที่ต้องการเป็นการเสริมสร้างความมีระเบียบวินัยการเคารพกฎ กติกาให้แก่ผู้เรียน และเป็นแนวทางในการพัฒนาทักษะในขั้นสูง ต่อไป วัตถุประสงค์ 1.เพื่อประดิษฐ์ยางล้อสปริง พัฒนาทักษะการวิ่งกระโดดพุ่งม้วนหน้า วิชายิมนาสติกขั้นพื้นฐาน นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านแม่งูด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเชียงใหม่ เขต 5 2.เพื่อศึกษาความพึงพอใจในการใช้ นวัตกรรมยางล้อสปริง พัฒนาทักษะการวิ่งกระโดดพุ่งม้วนหน้า วิชายิมนาสติกขั้นพื้นฐาน นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1โรงเรียนบ้านแม่งูด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเชียงใหม่ เขต 5 ลักษณะเด่นของนวัตกรรม 1.เป็นอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับฝึกทักษะยิมนาสติกขั้นพื้นฐาน 2.สามารถเคลื่อนย้ายได้สะดวก 3.ผู้เรียนสามารถใช้ฝึกทักษะได้ด้วยตนเอง ทั้งในเวลาเรียนและนอกเวลาเรียน 4.นำไปใช้กับแบบฝึกต่าง ๆ ในวิชายิมนาสติกได้ 5.ราคาประหยัดกว่าอุปกรณ์ยิมนาสติกที่มีขายในท้องตลาด 6. นำวัสดุที่ไม่ใช้มาดัดแปลงให้เกิดประโยชน์
รายงานการสร้างและผลการใช้แบบฝึกเสริมทักษะเพื่อแก้ปัญหาการอ่านออก เสียงคำควบกล้ำ ร ล ว สาระวิชาภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ปีการศึกษา 2551
[ โดย kruinfo ชม 730 ]
บทคัดย่อ รายงานการสร้างและผลการใช้แบบฝึกเสริมทักษะเพื่อแก้ปัญหาการอ่านออกเสียงคำควบกล้ำ ร ล ว สาระวิชาภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ปีการศึกษา 2551 มีวัตถุประสงค์ 3 ประเด็น คือ . ประสิทธิภาพของแบบฝึกเสริมทักษะการอ่านออกเสียง คำควบกล้ำ ร ล ว โดยเทียบเกณฑ์มาตรฐาน 75/75 และประสิทธิภาพของแบบฝึกเสริมทักษะการอ่านออกเสียงคำควบกล้ำจากการทดสอบ ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน 2. เพื่อหาแนวทางในการพัฒนาการเรียนการสอนให้ดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพ กลุ่มตัวอย่างในการดำเนินการทดลอง เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 /4 โรงเรียนระหานวิทยา ปีการศึกษา 2551 จำนวน 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการทดลองประกอบด้วย แบบฝึกเสริมทักษะการอ่านออกเสียงคำควบกล้ำ ร จำนวน 10 แบบฝึก แบบฝึกทักษะการอ่านออกเสียงคำควบกล้ำ ล จำนวน 10 แบบฝึก และ แบบฝึกทักษะการอ่านออกเสียงคำควบกล้ำ ว จำนวน 10 แบบฝึก และแผนการจัดการเรียนรู้จำนวน 12 แผน เพื่อใช้ประกอบการใช้แบบฝึกทักษะการอ่านออกเสียงคำควบกล้ำ ร ล ว 3. เพื่อสำรวจเจตคติของนักเรียนที่มีต่อแบบฝึกเสริมทักษะการอ่านออกเสียงคำควบ กล้ำ ร ล ว ปรากฏผลดังนี้ 1. ประสิทธิภาพ ของแบบฝึกทักษะการอ่านออกเสียงคำควบกล้ำ ร ล ว กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่ผลิตและพัฒนาขึ้นใช้มีค่าประสิทธิภาพของกระบวนการ : ประสิทธิภาพของผลลัพธ์ สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดในระดับ 94.80 / 96.88 2. การจัดการเรียนการสอน โดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านออกเสียงคำควบกล้ำ ร ล ว ที่ผู้รายงานจัดทำขึ้น ช่วยให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ 0.5 3. นักเรียนมีเจตคติที่ดีต่อชุดฝึกเสริมทักษะการอ่านออกเสียงคำควบกล้ำ ร ล ว ในระดับค่าเฉลี่ยที่ 4.71 เป็นค่าระดับความพอใจอยู่ในเกณฑ์มาก
ผลการพัฒนาชุดการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ โดยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ 5E เรื่องความน่าจะเป็น ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความพึงพอใจ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนเดชะปัตตนยานุกูล อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี
[ โดย kruinfo ชม 313 ]
บทคัดย่อ การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อพัฒนาชุดการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ เรื่อง ความน่าจะเป็น สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนเดชะปัตตนยานุกูล อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75 2)เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ของผู้เรียนก่อนการทดลองและ หลังการทดลอง 3) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังได้รับการสอนโดยใช้ชุดการเรียน คณิตศาสตร์ กับเกณฑ์ และ4) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์โดย ใช้ชุดการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6/3 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2551 โรงเรียนเดชะปัตตนยานุกูล อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี จำนวน 36 คน ที่ได้มาโดยการสุ่มอย่างง่าย (Sample Random Sampling) แบบแผนการวิจัยครั้งนี้เป็นแบบ One-Group Pretest-Posttest Design วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย( ) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน(S) สถิติทดสอบ t-test Dependent และค่าสถิติ t-test One Sample เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาประกอบด้วยชุดการเรียนการสอนคณิตศาสตร์จำนวน 11 ชุด แผนการจัดการเรียนรู้ที่จัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ 5E แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียน ผลการวิจัยพบว่า 1. ประสิทธิภาพของชุดการเรียนการสอนคณิตศาสตร์เรื่องความน่าจะเป็น ของผู้เรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 มีค่าประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์ 75/75 โดยมีค่า 80.18/79.20 2. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ที่ได้รับการสอนโดยใช้ชุดการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ เรื่อง ความน่าจะเป็น โดยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ 5E มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์สูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 3. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ที่ได้รับการสอนโดยใช้ชุดการเรียนคณิตศาสตร์ โดยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ 5E เรื่องความน่าจะเป็น มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ผ่านเกณฑ์ ร้อยละ 70 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 4. นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์โดยใช้ชุดการ เรียนการสอนคณิตศาสตร์เรื่องความน่าจะเป็น โดยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ 5E อยู่ในระดับมาก
การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ โดยใช้ชุดการสอน บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่องความน่าจะเป็น ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6
[ โดย kruinfo ชม 321 ]
การศึกษาค้นคว้านี้มีวัตถุประสงค์เพื่อการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ โดยใช้ชุดการสอน เรื่องความน่าจะเป็น ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 และศึกษา ความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อชุดการสอนที่ผู้ศึกษาค้นคว้าสร้างขึ้น โดยประชากร เป็นนักเรียน ที่กำลังศึกษาอยู่ในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2551 โรงเรียนดอนตาลวิทยา อำเภอดอนตาล จังหวัดมุกดาหาร ทั้งหมด 5 ห้องเรียน จำนวน 180 คน กลุ่มตัวอย่าง เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 6 ภาคเรียนที่ 1 ปการศึกษา 2551 โรงเรียนดอนตาลวิทยา อําเภอดอนตาล จังหวัดมุกดาหาร 2 ห้องเรียน จํานวน 60 คน เครื่องมือการศึกษา ได้แก่ ชุดการสอนเรื่องความน่าจะเป็น จำนวน 15 ชุด แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์เรื่องความน่าจะเป็น ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 30 ข้อ และแบบสอบถามความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อชุดการสอนที่ผู้ศึกษาสร้างขึ้น ผลการศึกษาค้นคว้าสรุปได้ดังนี้ 1. ชุดการสอนเรื่องความน่าจะเป็นที่ผู้ศึกษาสร้างขึ้น สําหรับชั้นมัธยมศึกษาปที่ 6 โรงเรียนดอนตาลวิทยา อําเภอดอนตาล จังหวัดมุกดาหาร มีประสิทธิภาพสูงกวาเกณฑ 80/80 ที่ตั้งไว้ทุกชุด 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนคณิตศาสตร เรื่องความน่าจะเป็นโดยใชชุดการสอนมีจำนวนนักเรียนที่ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 80 ของคะแนนเต็ม จำนวน 52 คน คิดเป็นร้อยละ 86.67 3. ความพึงพอใจของนักเรียนต่อชุดการสอนเรื่องความน่าจะเป็น มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.57 แปลความได้ว่า ผู้เรียนมีความคิดเห็นในระดับดีมากต่อชุดการสอนที่ผู้ศึกษาสร้างขึ้น และค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.67 แสดงว่านักเรียนส่วนใหญ่มีความคิดเห็นค่อนข้างสอดคล้องกัน โดย 3 อันดับแรก ที่มีความคิดเห็นว่าดีมากคือ เวลาที่ใช้ในการเรียนแต่ละเนื้อหา( = 4.89) การจัดการเรียนรู้เป็นไปตามลำดับเนื้อหาและความยากง่าย( = 4.89)มีความน่าสนใจในการเรียนรู้ ( = 4.80)
รายงานการพัฒนานวัตกรรมหนังสืออ่านเพิ่มเติม ชุดห้องเรียนหรรษา จำนวน 5 เรื่อง
[ โดย kruinfo ชม 296 ]
การพัฒนานวัตกรรมหนังสืออ่านเพิ่มเติม ชุดห้องเรียนหรรษา ประกอบด้วย 5 เรื่องด้วยกัน เรื่องที่ 1 เป็นเรื่องเกี่ยวกับขั้นตอนการวาดภาพระบายสีต้นไม้ เรื่องที่ 2 เป็นเรื่องเกี่ยวกับการสังเกตและการวาดภาพรบายสีภาพธรรมชาติ เรื่องที่ 3 เป็นเรื่องเกี่ยวกับนักเรียนสร้างองค์ความรู้การพิมพ์ภาพ เรื่องที่ 4 เป็นเรื่องเกี่ยวกับการสร้างสรรค์ผลงานจากเยื่อกระดาษที่เหลือใช้ เรื่องที่ 5 เป็นเรื่องเกี่ยวกับการนำเสนอและการวิจารณ์ผลงาน ในการสร้างนวัตกรรมครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาข้อมูลพื้นฐานสำหรับการพัฒนาการเรียนรู้ของนักเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ ( สาระทัศนศิลป์ ) 2) เพื่อทดลองใช้หนังสืออ่านเพิ่มเติม ชุดห้องเรียนหรรษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 3) ประเมินผลการทดลองใช้หนังสืออ่านเพิ่มเติม ชุดห้องเรียนหรรษา ประชากรที่ใช้ในการทดลองใช้ นวัตกรรมชุดห้องเรียนหรรษา คือนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4/2 โรงเรียนวัดปากน้ำฝั่งเหนือ เครื่องมือที่ในการพัฒนา ประกอบด้วยแบบแบบประเมินผลการปฏิบัติกิจกรรม นวัตกรรมชุดห้องเรียนหรรษา แบบวัดเจตคติต่อหนังสืออ่านเพิ่มเติมของนักเรียน แบบประเมินความสอดคล้องเบื้องต้นของนวัตกรรม จากผู้เชี่ยวชาญ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิเคราะห์ข้อมูลโดย หาค่าดัชนีความสอดคล้อง ค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า ผลงานทางวิชาการ นวัตกรรมหนังสืออ่านเพิ่มเติม ชุดห้องเรียนหรรษามีองค์ประกอบเหมาะสมและสอดคล้องทุกประเด็นที่จะนำไปใช้ในการจัดการเรียนรู้ การศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมจากนวัตกรรมชุดนี้ จากการทดลองใช้กับกลุ่มเป้าหมาย ปรากฏว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนจากการทดสอบหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน การประเมินผลการปฏิบัติกิจกรรมอยู่ในระดับดีและผลการสอบถามความคิดเห็นของนักเรียน ผู้บริหารสถานศึกษา ผู้ปกครอง ครูผู้สอนจากโรงเรียนต่าง ๆ ที่นำนวัตกรรมไปใช้ อยู่ในระดับมากและมากที่สุด
ายงานผลการพัฒนาบทเรียนสำเร็จรูป กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 เรื่อง หลักธรรมนำสุข
[ โดย kruinfo ชม 493 ]
บทคัดย่อ รายงาน ผลการพัฒนาบทเรียนสำเร็จรูป กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 เรื่องหลักธรรมนำสุข นี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่เรียนโดยใช้บทเรียนสำเร็จรูป นักเรียนไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของนักเรียนทั้งหมด มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนผ่านเกณฑ์การเรียนร้อยละ 80 ของคะแนนเต็ม 2) เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของบทเรียนสำเร็จรูป ตามเกณฑ์มามาตรฐาน 80/80 และ 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้บท เรียนสำเร็จรูป กลุ่มเป้าหมายในครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านโนนม่วง ตำบลศิลา อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น ภาค เรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2550 จำนวน 39 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ บทเรียนสำเร็จรูป กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 เรื่อง หลักธรรมนำสุข จำนวน 7 เล่ม แผน การจัดการเรียนรู้จำนวน 7 แผน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนจำนวน 40 ข้อ ซึ่งมีค่าความยากง่ายตั้งแต่ 0.30 ถึง 0.80 มีค่าอำนาจจำแนกตั้งแต่ 0.27 ถึง 0.83 และมีค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบทั้งฉบับเท่ากับ 0.76 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การหาค่าประสิทธิภาพ E1/E2 และ การหาค่าดัชนีประสิทธิผล E.I. ผลการวิจัยพบว่า 1) นักเรียนที่เรียนโดยใช้บทเรียนสำเร็จรูป กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 เรื่อง หลักธรรมนำสุข จำนวนร้อยละ 84.62 ของนักเรียนทั้งหมด ผ่านเกณฑ์ที่ตั้งไว้ร้อยละ 80 ของคะแนนเต็ม โดยคะแนนเฉลี่ยของนักเรียนเท่ากับ 33.72 คิดเป็น 84.29 ของคะแนนเต็ม 2) บทเรียนสำเร็จรูปกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 เรื่อง หลักธรรมนำสุข ที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้นพัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพเท่ากับ 81.50/84.29 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดคือ 80/80 และมีค่าดัชนีประสิทธิผลเท่ากับ 0.630 หมายความว่านักเรียนมีความรู้เพิ่มขึ้นร้อยละ 63 จากก่อนเรียน 3) นักเรียนมีความพึงพอใจหลังการเรียนรู้ โดยใช้บทเรียนสำเร็จรูป ในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด คิดเป็นค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.18 โดย สรุป การจัดการเรียนรู้โดยใช้บทเรียนสำเร็จรูป กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่มีประสิทธิภาพ ช่วยให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และความพึงพอใจของนักเรียนเพิ่มขึ้น มีพัฒนาการทางการเรียนดีขึ้น ดังนั้นบทเรียนสำเร็จรูปนี้จึงมีความเหมาะสมในการนำไปใช้ในการจัดการเรียน รู้ต่อไป
การแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์โดยใช้แบบฝึกคำกลอนประกอบภาพเน้นกระบวนการ สำหรับชั้น ประถมศึกษาปีที่ 4
[ โดย kruinfo ชม 920 ]
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อสร้างและพัฒนาแบบฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์โดยใช้แบบฝึกคำกลอนประกอบภาพเน้นกระบวนการ สำหรับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 เพื่อศึกษาผลการใช้แบบฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์โดยใช้แบบฝึกคำกลอนประกอบภาพเน้นกระบวนการ สำหรับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ให้สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานเกินร้อยละ 80 และเพื่อประเมินผลการใช้แบบฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์โดยใช้แบบฝึกคำกลอนประกอบภาพเน้นกระบวนการ สำหรับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 กลุ่มเป้าหมายเพื่อหาคุณภาพของแบบทดสอบคือนักเรียนโรงเรียนบ้านควนอินนอโม กำลังศึกษาอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 20 คน กลุ่มทดลองเพื่อหาคุณภาพของแบบฝึกเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปี่ที่ 4 ห้อง 4/1 จำนวน 9 คน และกลุ่มเป้าหมายเพื่อใช้นวัตกรรมเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ห้อง 4/2 จำนวน 24 คน เป็นการสุ่มแบบเฉพาะเจาะจง ( Purposive ) และกำลังเรียนอยู่ในปีการศึกษา 2551 ใช้เวลาในการฝึก 36 ชั่วโมง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แบบฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์โดยใช้แบบฝึกคำกลอนประกอบภาพเน้นกระบวนการ สำหรับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 4 ชุด แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน คณิตศาสตร์ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นผ่านการหาประสิทธิภาพแล้วเป็นแบบทดสอบแบบปรนัย ชนิด 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อและแบบประเมินการหาค่าความพึงพอใจของนักเรียน ในการใช้แบบฝึกโดยการหาค่าเฉลี่ย ( ) ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) การหาค่าประสิทธิภาพ ( E1/E2 ) และทดสอบค่า t test แบบ one sample ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. การพัฒนาแบบฝึกพบว่า นักเรียนได้พัฒนาการใช้ทักษะ/กระบวนการคิดวิเคราะห์ ครบทั้ง 4 ขั้นคือ การคิดวิเคราะห์ การวางแผนแก้ปัญหา การดำเนินการแก้ปัญหา และการตรวจคำตอบอยู่ในระดับดีถึงดีมาก 2. การตรวจสอบการใช้นวัตกรรมพบว่า 2.1 ประสิทธิภาพด้านกระบวนการ E1/E2 = 83/94 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนด 80/80 2.2 ประสิทธิภาพของผลลัพธ์คือคะแนนรวมของผลสัมฤทธิ์แล้วหาค่าเฉลีร้อยละ 80 เป็นไปตามเกณฑ์ที่ตั้งไว้คือ 94.03ค่า t จากการคำนวณเท่ากับ 12.028 สูงกว่าค่า t จากตาราง 1.714 ที่ 0.05 2.3 นักเรียนมีความพึงพอใจในการใช้แบบฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ โดยใช้แบบฝึกคำกลอนประกอบภาพสำหรับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 อยู่ในระดับพอใจมากที่สุด
รายงานผลการใช้ชุดแบบฝึกความคล่องแคล่วว่องไว กีฬาเซปักตะกร้อ
[ โดย kruinfo ชม 381 ]
บทคัดย่อ การศึกษาค้นคว้าครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาผลการใช้แบบฝึกเพื่อเพิ่มความคล่องแคล่วว่องไว กีฬาเซปักตะกร้อ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านป่ากะพี้ จังหวัดอุตรดิตถ์ 2) เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยความคล่องแคล่วว่องไวก่อนการฝึก (Pre-test) กับ หลังการฝึกครบ 4 สัปดาห์ (Post-test 4 wk.) ก่อนการฝึก (Pre-test) กับ หลังการฝึกครบ 6 สัปดาห์ (Post-test 6 wk.) และหลังการฝึกครบ 4 สัปดาห์กับหลังการฝึกครบ 6 สัปดาห์ กลุ่มตัวอย่างได้แก่นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านป่ากะพี้ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุตรดิตถ์ เขต 1 ปีการศึกษา 2551 จำนวน 17 คน เครื่องมือ ที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ ชุดแบบฝึกความคล่องแคล่วว่องไว กีฬาเซปักตะกร้อ แบบทดสอบวัดทดสอบความคล่องแคล่วว่องไว (Semo Agility Test) นำข้อมูลมาวิเคราะห์โดยหาค่าเฉลี่ย ( ) ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และใช้การทดสอบแบบ t – test ผลการศึกษา สรุปได้ดังนี้ 1. ผลการทดสอบความคล่องแคล่วว่องไวก่อนทำการทดสอบการฝึก 1 วัน (Pre-test) เวลาเฉลี่ยของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ทั้งหมดทำได้คือ 24.88 1.8070 วินาที ผลการทดสอบหลังจากการทำการฝึกไปได้ 4 สัปดาห์ (Post-test 4 wk) เวลาเฉลี่ยที่นักเรียนทั้งหมดทำได้คือ 23.751.7344 วินาที เวลาลดลง 1.33 วินาที คิดเป็นร้อยละ 5.35 2. ผลการทดสอบความคล่องแคล่วว่องไวก่อนทำการทดสอบการฝึก 1 วัน (Pre-test) เวลาเฉลี่ยของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ทั้งหมดทำได้คือ 24.88 1.8070 วินาที ผลการทดสอบหลังจากการทำการฝึกไปได้ 6 สัปดาห์ (Post-test 6 wk) เวลาเฉลี่ยที่นักเรียนทั้งหมดทำได้คือ 22.62  1.7819 วินาที เวลาลดลง 2.26 วินาที คิดเป็นร้อยละ 9.08 3. ผลการทดสอบความคล่องแคล่วว่องไวหลังจากการทำการฝึกไปได้ 4 สัปดาห์ (Post-test 4 wk) เวลาเฉลี่ยที่นักเรียนทั้งหมดทำได้คือ 23.751.7344 วินาที ผลการทดสอบหลังจากการทำการฝึกไปได้ 6 สัปดาห์ (Post-test 6 wk) เวลาเฉลี่ยที่นักเรียนทั้งหมดทำได้คือ 22.62  1.7819 วินาที เวลาลดลง 1.13 วินาที คิดเป็นร้อยละ 4.76 3. ผลการเปรียบเทียบความคล่องแคล่วว่องไว 3.1 ผลการทดสอบความคล่องแคล่วว่องไวก่อนฝึก (Pre-test) กับผลการทดสอบหลังจากทำการฝึกไปได้ 4 สัปดาห์ (Post-test 4 wk.) ปรากฏว่า มีความความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับความเชื่อมั่น 99% (p
การพัฒนาหลักสูตรท้องถิ่น ดนตรีพื้นเมือง สะล้อ ซอ ปิน เรื่อง การดีดปิน สีสะล้อ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านซาวหลวง ตำบลสวก อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน
[ โดย kruinfo ชม 520 ]
การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ สร้าง พัฒนา และหาประสิทธิภาพหลักสูตรท้องถิ่น ดนตรีพื้นเมือง สะล้อ ซอ ปิน เรื่อง การดีดปิน สีสะล้อ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ประชากรกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านซาวหลวง ตำบลสวก อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2550 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้คือ หลักสูตรท้องถิ่น ดนตรีพื้นเมือง สะล้อ ซอ ปิน เรื่อง การดีดปิน สีสะล้อ สำหรับนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 และแบบประเมินโครงร่างหลักสูตรท้องถิ่น ดนตรีพื้นเมือง สะล้อ ซอ ปิน เรื่อง การดีดปิน สีสะล้อ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ( S.D.) และค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ในการหาประสิทธิภาพของหลักสูตรท้องถิ่น ดนตรีพื้นเมือง สะล้อ ซอ ปิน เรื่อง การดีดปิน สีสะล้อ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านซาวหลวง พบว่า 1. ผลการหาประสิทธิภาพของหลักสูตรท้องถิ่น ดนตรีพื้นเมือง สะล้อ ซอ ปิน จากการประเมินความเหมาะของโครงร่างหลักสูตรมีความเหมาะสมกับจุดมุ่งหมายของหลักสูตร โดยรวม อยู่ระดับมาก มีค่าเฉลี่ย 3.91 , มีความเหมาะสมด้านเนื้อหาของหลักสูตร โดยรวม อยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ย 3.73 , มีความเหมาะสมของกิจกรรมการเรียนรู้ โดยรวม อยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ย 3.55 , มีความเหมาะสมของสื่อและแหล่งเรียนรู้ โดยรวมอยู่ในระดับ มาก มีค่าเฉลี่ย 3.91 , มีความเหมาะสมของการวัดผลและประเมินผล โดยรวม อยู่ในระดับ มาก มีค่าเฉลี่ย 3.72 แสดงว่าโครงร่างของหลักสูตรมีความเหมาะสม ผู้เชี่ยวชาญมีความคิดเห็นว่าส่วนใหญ่หลักสูตรท้องถิ่นดนตรีพื้นเมืองสะล้อ ซอ ปิน มีความสอดคล้องกับองค์ประกอบต่างๆของหลักสูตร มีค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) อยู่ระหว่าง 0.57
รายงานการพัฒนาบทเรียนสำเร็จรูปสาระที่ 1 : ศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2
[ โดย kruinfo ชม 247 ]
การรายงานครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาบทเรียนสำเร็จรูป กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม สาระที่ 1 : ศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่มีประสิทธิภาพ ตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน เมื่อใช้บทเรียนสำเร็จรูป และศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่เรียนด้วยบทเรียนสำเร็จรูป กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/4 โรงเรียนโชคชัยสามัคคี อำเภอโชคชัย สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครราชสีมา เขต 2 ปีการศึกษา 2551 จำนวน 1 ห้องเรียน รวมทั้งสิ้น 43 คน ซึ่งได้จากการสุ่มแบบเฉพาะเจาะจงเครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ประกอบด้วย บทเรียนสำเร็จรูปสาขา กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม สาระที่ 1 : ศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 แบบทดสอบก่อนเรียนหลังเรียน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่เรียนด้วยบทเรียนสำเร็จรูปสถิติที่ใช้คือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที (t - test) ผลการศึกษาพบว่า 1. การหาประสิทธิภาพของบทเรียนสำเร็จรูป กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม สาระที่ 1 : ศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่สร้างขึ้นมีประสิทธิภาพเท่ากับ 82.12/82.48 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดไว้ 80/80 2. การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนโดยใช้บทเรียนสำเร็จรูป กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม สาระที่ 1 : ศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 พบว่า คะแนนการทดสอบหลังเรียนสูงกว่าคะแนนการทดสอบก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3. การวิเคราะห์ความพึงพอใจของนักเรียนที่เรียนด้วยบทเรียนสำเร็จรูป กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม สาระที่ 1 : ศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีความคิดเห็นอยู่ในระดับมาก
ผลการใช้คู่มือการจัดการเรียนรู้โดยใช้สมองเป็นฐาน (BBL) เพื่อพัฒนาทักษะคณิตศาสตร์พื้นฐาน เรื่องการบวกและการลบ
[ โดย kruinfo ชม 473 ]
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเรื่องการพัฒนาคู่มือการจัดการเรียนรู้โดยใช้สมองเป็นฐาน (BBL) เพื่อพัฒนาทักษะคณิตศาสตร์พื้นฐาน เรื่องการบวกและการลบ เป็นการวิจัยโดยใช้รูปแบบกลุ่มเดียวซึ่งทำการทดสอบหลังเรียน (One group pretest posttest design) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาคู่มือการจัดการเรียนรู้โดยใช้สมองเป็นฐาน (BBL) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและศึกษาความพึงพอใจของผู้เรียนด้วยคู่มือการจัดการเรียนรู้โดยใช้สมองเป็นฐานวิชาคณิตศาสตร์ของผู้เรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย เป็นผู้เรียนโรงเรียนบ้านในยวน ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ปีการศึกษา 2550 จำนวน 20 คน ซึ่งเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ 1) คู่มือการจัดการเรียนรู้โดยใช้สมองเป็นฐาน (BBL) 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ระยะเวลาที่ใช้ในการทดลอง 25 คาบ ๆ ละ 60 นาที สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ร้อยละและค่าที (t
รายงานการพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่องการใช้โปรแกรม ไมโครซอฟต์เอ็กเซล 2003 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านโคกรัมย์ อำเภอสังขะ จังหวัดสุรินทร์
[ โดย kruinfo ชม 306 ]
บทคัดย่อ การรายงานครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อหาประสิทธิภาพบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง การใช้โปรแกรมไมโครซอฟต์เอ็กเซล 2003 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านโคกรัมย์ อำเภอสังขะ จังหวัดสุรินทร์ 2) เพื่อหาดัชนีประสิทธิผลบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน กลุ่มสาระ การเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี เรื่องการใช้โปรแกรมไมโครซอฟต์เอ็กเซล 2003 สำหรับนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านโคกรัมย์ อำเภอสังขะ จังหวัดสุรินทร์ 3) เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่องการใช้โปรแกรมไมโครซอฟต์เอ็กเซล 2003 4) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อบทเรียนคอมพิวเตอร์ ช่วยสอน เรื่อง การใช้โปรแกรมไมโครซอฟต์เอ็กเซล 2003 กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านโคกรัมย์ อำเภอสังขะ จังหวัดสุรินทร์ ปีการศึกษา 2551 จำนวน 16 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเฉพาะเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้คือ 1)เครื่องมือที่ใช้ในการสอน ได้แก่ บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่องการใช้โปรแกรมไมโครซอฟต์เอ็กเซล 2003 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 2) เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน แบบทดสอบระหว่างเรียน และแบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนด้วยบทเรียน คอมพิวเตอร์ช่วยสอน ผลการศึกษา พบว่า 1)บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่องการใช้โปรแกรมไมโครซอฟต์เอ็กเซล 2003 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีประสิทธิภาพ เท่ากับ 81.88/85.83 2)ค่าดัชนีประสิทธิผล ของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่องการใช้โปรแกรมไมโครซอฟต์เอ็กเซล 2003 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีค่าเท่ากับ 0.6807 3) นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 4) นักเรียนมีความพึงพอใจ ต่อการเรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่องการใช้โปรแกรมไมโครซอฟต์เอ็กเซล 2003 ชั้นประถมศึกษา ปีที่ 6 โดยรวมอยู่ในระดับมาก
การเขียนประโยคตามโครงสร้างไวยากรณ์ วิชา อ33101 ภาษาอังกฤษ 303 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3
[ โดย kruinfo ชม 519 ]
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ ดังนี้ (1) เพื่อสร้างบทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง การเขียนประโยคตามโครงสร้างไวยากรณ์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 (2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้บทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง การเขียนประโยคตามโครงสร้างไวยากรณ์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 และ (3) เพื่อประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้บทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง การเขียนประโยคตามโครงสร้างไวยากรณ์ กลุ่มตัวอย่างของการวิจัยคือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ห้อง ม.3/7 โรงเรียนจักรคำคณาทร จังหวัดลำพูน ที่เรียนวิชา อ33101 ภาษาอังกฤษ 303 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2551 จำนวน 46 คน ได้มาโดยวิธีการการเลือกแบบเฉพาะเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เป็นบทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง การเขียนประโยคตามโครงสร้างไวยากรณ์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวนทั้งหมด 4 เรื่อง แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน ซึ่งครอบคลุมเนื้อหาบทเรียนสำเร็จรูป ทั้ง 4 เรื่อง เป็นข้อสอบแบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 40 ข้อ ให้ทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน และแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนด้วยบทเรียนสำเร็จรูป สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การหาค่าร้อยละ(Percentage) ค่าเฉลี่ย (X) ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ค่า IOC การหาค่าอำนาจจำแนก (B) ค่าประสิทธิภาพ (E1 / E2) และ t-test (Dependent samples) ผลการวิจัยพบว่า ผลจากการหาประสิทธิภาพของบทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง การเขียนประโยคตามโครงสร้างไวยากรณ์ วิชา อ33101 ภาษาอังกฤษ 303 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีค่า E1/E2 ดังนี้ เรื่อง Present Simple Tense เท่ากับ 82.00/84.66 เรื่อง Past Simple Tense เท่ากับ 82.66/84.33 เรื่อง Present Perfect Tense เท่ากับ 81.66/83.00 และเรื่อง Past Continuous Tense มีประสิทธิภาพ เท่ากับ 83.33/84.00 แสดงว่า บทเรียนสำเร็จรูปทั้ง 4 เรื่องที่ผู้รายงานสร้างขึ้น มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 ส่วนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนมีคะแนนเฉลี่ย 20.00 ส่วนคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนมีคะแนนเฉลี่ย 29.98 สรุปได้ว่า นักเรียนที่เรียนโดยใช้บทเรียนสำเร็จรูป ที่ผู้รายงานสร้างขึ้นมีคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้บทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง การเขียนประโยคตามโครงสร้างไวยากรณ์ พบว่านักเรียนส่วนใหญ่ มีความพึงพอใจที่ดีต่อการใช้บทเรียนสำเร็จรูปในระดับมาก (X= 4.33, S.D. = 0.68)

ยอดนิยม