เลือกห้อง >>

ทั้งหมด

การรวบรวมข้อมูลงานระบบไฟฟ้า
[ โดย kruinfo ชม 172 ]
ปรับปรุงใหม่ครับ
รายงานผลการใช้และพัฒนาชุดฝึกกิจกรรมศิลปะฯป.2 ร.ร.เสนารัฐวิยาคาร
[ โดย kruinfo ชม 212 ]
ชื่อเรื่องที่ศึกษา : รายงานผลการใช้และพัฒนาชุดฝึกกิจกรรมศิลปะ เพื่อพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ชื่อผู้รายงาน : นางรัตติกาล ทับขุนทด (ครูชำนาญการ) โรงเรียนเสนารัฐวิทยาคาร นครราชสีมา เขต 4 วิชา : กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ ชื่อผู้ทรงคุณวุฒิที่ปรึกษา : นายเดชา ขาลฉนวน (ผู้อำนวยการโรงเรียนเสนารัฐวิทยาคาร) ปีการศึกษา : 2552 บทคัดย่อ การศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษาการใช้และพัฒนาชุดฝึกกิจกรรมศิลปะเพื่อพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ โรงเรียนเสนารัฐวิทยาคาร อำเภอปากช่อง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 4 วัตถุประสงค์ของการศึกษา คือ 1) เพื่อสร้างและพัฒนาชุดฝึกกิจกรรมศิลปะเพื่อพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ให้มีประสิทธิภาพ 80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบผลคะแนนความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยชุดฝึกกิจกรรมศิลปะเพื่อพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 3) เพื่อศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนเกี่ยวกับชุดฝึกกิจกรรมศิลปะเพื่อพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเสนารัฐวิทยาคาร สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา นครราชสีมาเขต 4 ประชากร นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเสนารัฐวิทยาคาร ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2551 จำนวน 30 คน และนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเสนารัฐวิทยาคาร ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2552 จำนวน 27 คน รวม 57 คน กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเสนารัฐวิทยาคาร ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2552 จำนวน 27 คน ได้มาโดยวิธีการสุ่มแบบเจาะจง ทดลองใช้และพัฒนาชุดฝึกกิจกรรมศิลปะเพื่อพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2551-2552 ระยะเวลาที่ใช้สอนเรื่องละ 60 นาที เครื่องมือที่ใช้คือ ชุดฝึกกิจกรรมศิลปะเพื่อพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ จำนวน 7 เรื่อง แบบฝึกกิจกรรมระหว่างเรียน แบบฝึกก่อนเรียนและหลังเรียน แบบสอบถามความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อชุดฝึกกิจกรรมศิลปะเพื่อพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ( X-) ค่าร้อยละ ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และค่า t-test ผลการศึกษาพบว่า ชุดฝึกกิจกรรมศิลปะเพื่อพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเสนารัฐวิทยาคาร มีประสิทธิภาพ 81.06/85.61 ผลคะแนนของความคิดสร้างสรรค์หลังการเรียนด้วยชุดฝึกกิจกรรมศิลปะเพื่อพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ความคิดเห็นของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ที่มีต่อชุดฝึกกิจกรรมศิลปะเพื่อพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ ที่ผู้รายงานสร้างขึ้นอยู่ในระดับมากในทุกด้าน ค่าเฉลี่ย ( X-) = 4.31)
การพัฒนาทักษะการจำแนกชนิดของคำไทยในประโยค
[ โดย kruinfo ชม 176 ]
ชื่อเรื่อง รายงานผลการใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยพัฒนาทักษะการจำแนกชนิดของคำไทยในประโยค ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ผู้รายงาน นายชาญชัย ไผ่ล้อม ตำแหน่ง ครู วิทยฐานะครูชำนาญการ โรงเรียนบ้านดงแขวน อำเภอปากพลี สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครนายก ปีการศึกษา 2552 บทคัดย่อ การศึกษาค้นคว้าครั้งนี้ เพื่อสร้างบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่องการพัฒนาทักษะ การจำแนกชนิดของคำไทยในประโยค สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนรวมทั้งศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน โดยกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ปีการศึกษา 2552โรงเรียนบ้านดงแขวน อำเภอปากพลี จังหวัดนครนายก จำนวน 15 คน โดยเครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่องการพัฒนาทักษะการจำแนกชนิดของคำในประโยค แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนและแบบสอบถามความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ในการ วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ สูตรการหาประสิทธิภาพของบทเรียน E1/E2 ค่าเฉลี่ย ( ) ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ( S.D ) และทดสอบความแตกต่างของค่าเฉลี่ย ก่อนเรียนและหลังเรียน ด้วยค่า t
การใช้บทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง จังหวัดลำพูน กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5
[ โดย kruinfo ชม 181 ]
การศึกษาการใช้บทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง จังหวัดลำพูน กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพการใช้บทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง จังหวัดลำพูน กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่ผู้ศึกษาสร้างขึ้นมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 (2) เพื่อวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังใช้บทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง จังหวัดลำพูน กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 (3) เพื่อวัดความพึงพอใจของนักเรียนหลังใช้บทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง จังหวัดลำพูน กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2552 โรงเรียนวัดวังหลวง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาลำพูน เขต 2 จำนวน 13 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวมรวบข้อมูลได้แก่ บทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง จังหวัดลำพูน กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 7 เล่ม แผนการจัดการเรียนรู้ประกอบการใช้บทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง จังหวัดลำพูน กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 16 แผน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์เรื่อง จังหวัดลำพูน กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 เป็นแบบปรนัยชนิดเลือกตอบ จำนวน 40 ข้อ และแบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อบทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง จังหวัดลำพูน กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 เป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน 10 ข้อผลการศึกษา พบว่า ประสิทธิภาพของบทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง จังหวัดลำพูน กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่จัดทำขึ้น 7 เล่ม ตามเกณฑ์มาตรฐานที่ตั้งไว้ 80/80 พบว่า มีประสิทธิภาพ E1/E2 เท่ากับ 88.73/89.34 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ แสดงว่า บทเรียนสำเร็จรูป ที่จัดทำขึ้นมีประสิทธิภาพเชื่อถือได้ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนวัดวังหลวง หลังจากเรียนด้วยบทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง จังหวัดลำพูน กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ทั้ง 7 เล่ม พบว่า นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงกว่า ก่อนเรียน โดยมีคะแนนความความก้าวหน้าร้อยละ 52.31 แสดงว่า นักเรียนมีความรู้ความเข้าใจเรื่อง จังหวัดลำพูน สูงขึ้น และความพึงพอใจของนักเรียนโรงเรียนวัดวังหลวงที่มีต่อบทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง จังหวัดลำพูน กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ทั้ง 7 เล่ม มีระดับความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด
นวัตกรรมการศึกษาหนังสืออ่านเพิ่มเติม เรื่อง คำควบกล้ำ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3โรงเรียนเทศบาล 3 (เทศบาลสงเคราะห์) เทศบาลเมืองราชบุรี จังหวัดราชบุรี.
[ โดย kruinfo ชม 710 ]
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อ พัฒนาหนังสืออ่านเพิ่มเติม เรื่อง คำควบกล้ำ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 และศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยใช้หนังสืออ่านเพิ่มเติม รวมทั้งศึกษาความพึพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนการสอนด้วยหนังสืออ่านเพิ่มเติม กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3โรงเรียนเทศบาล 3 (เทศบาลสงเคราะห์) เทศบาลเมืองราชบุรี จำนวน 30 คน ได้มาโดยการสุ่มอย่างง่าย ด้วยวิธีการจับสลาก เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ หนังสืออ่านเพิ่มเติม เรื่อง คำควบกล้ำ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบสอบถามความพึงพอใจ ผลการศึกษา พบว่า หนังสืออ่านเพิ่มเติม เรื่อง คำควบกล้ำ มีประสิทธิภาพ 82.22/82.50 เป็นไปตามเกณฑ์ และเมื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่ได้รับการสอนโดยใช้ หนังสืออ่านเพิ่มเติม เรื่อง คำควบกล้ำ หลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และความพึงพอใจของนักเรียนอยู่ในระดับมาก
รายงานการพัฒนาแบบฝึกทักษะ สาระการเรียนรู้เพิ่มเติม รายวิชา โปรแกรม ไมโครซอฟท์ เวิร์ด 2007 (ง 31201) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
[ โดย kruinfo ชม 310 ]
ชื่อรายงาน การพัฒนาแบบฝึกทักษะ สาระการเรียนรู้เพิ่มเติม รายวิชา โปรแกรม ไมโครซอฟท์ เวิร์ด 2007 (ง 31201) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ผู้รายงาน ทรงชัย คงเงิน ปีที่รายงาน 2552 บทคัดย่อ การรายงานในครั้งนี้ มีความมุ่งหมายเพื่อพัฒนาแบบฝึกทักษะสาระการเรียนรู้เพิ่มเติม รายวิชา โปรแกรม ไมโครซอฟท์ เวิร์ด 2007 (ง 31201) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ก่อนการเรียนและหลังการเรียนด้วยแบบฝึกทักษะ สาระการเรียนรู้เพิ่มเติม รายวิชา โปรแกรม ไมโครซอฟท์ เวิร์ด 2007 (ง 31201) ชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 1 สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนด้วยแบบฝึกทักษะ สาระการเรียนรู้เพิ่มเติม รายวิชา โปรแกรม ไมโครซอฟท์ เวิร์ด 2007 (ง 31201) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการศึกษา คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านโคกสั้น อำเภอกบินทร์บุรี สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปราจีนบุรี เขต 2 ปีการศึกษา 2552 จำนวน 19 คน เครื่องมือที่ใช้ในการรายงาน ครั้งนี้ แบ่งออกเป็น 2 ชนิด ดังนี้ เครื่องมือที่ใช้ใน การทดลอง ได้แก่ แบบฝึกทักษะ สาระการเรียนรู้เพิ่มเติม รายวิชา โปรแกรม ไมโครซอฟท์ เวิร์ด 2007 (ง 31201) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 10 เล่ม เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เป็นแบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ และแบบประเมินความพึงพอใจที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ เป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating scales) 5 ระดับ จำนวน 10 ข้อ สถิติที่ใช้คือ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานร้อยละและการทดสอบสมมติฐาน ใช้ t-test for dependent sample ผลการศึกษาพบว่า 1. แบบฝึกทักษะ สาระการเรียนรู้เพิ่มเติม รายวิชา โปรแกรม ไมโครซอฟท์ เวิร์ด 2007 (ง 31201) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีประสิทธิภาพ เท่ากับ 85.05/84.68 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่ตั้งไว้ 2. นักเรียนที่เรียนโดยแบบฝึกทักษะ สาระการเรียนรู้เพิ่มเติม รายวิชา โปรแกรม ไมโครซอฟท์ เวิร์ด 2007 (ง 31201) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงกว่า ก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 แสดงว่า หลังจากการเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะ สาระการเรียนรู้เพิ่มเติม รายวิชา โปรแกรม ไมโครซอฟท์ เวิร์ด 2007 (ง 31201) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 นักเรียนมีความรู้เพิ่มขึ้นเชื่อมั่นได้ 99% ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้ 3. นักเรียนที่เรียนโดยแบบฝึกทักษะ สาระการเรียนรู้เพิ่มเติม รายวิชา โปรแกรม ไมโครซอฟท์ เวิร์ด 2007 (ง 31201) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีความพึงพอใจต่อการจัดกิจกรรม การเรียนรู้ ในระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ย 4.53 ซึ่งสูงกว่าสมมติฐานที่ตั้งไว้ โดยสรุป แบบฝึกทักษะ สาระการเรียนรู้เพิ่มเติม รายวิชา โปรแกรม ไมโครซอฟท์ เวิร์ด 2007 (ง 31201) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีประสิทธิภาพเพียงพอที่จะนำไปใช้พัฒนาการเรียนการสอนให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ดีขึ้น นักเรียนมีความสุขและพึงพอใจต่อการเรียนอย่างแท้จริง
ประวัติวรรณคดีและวรรณกรรมไทย
[ โดย kruinfo ชม 157 ]
รวบรวมจากที่ต่างๆ เพื่อความสะดวกของทุกคน ต้องขอโทษด้วยหากไม่สมบูรณ์
ผลการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะ เรื่อง สารที่ใช้ในชีวิตประจำวัน
[ โดย kruinfo ชม 154 ]
บทคัดย่อ : ชื่องานวิจัย ผลการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะ เรื่อง สารที่ใช้ในชีวิตประจำวัน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนเทศบาลบ้านสุขสำราญ สังกัดกองการศึกษา เทศบาลเมืองวารินชำราบ อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี ผู้วิจัย นายจรัส หาคำ บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาประสิทธิภาพของเอกสารประกอบ การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะ เรื่อง สารที่ใช้ในชีวิตประจำวัน ตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 (2) ศึกษาดัชนีประสิทธิผลของการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะ เรื่อง สารที่ใช้ในชีวิตประจำวัน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 (3) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ก่อนเรียนและหลังเรียน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่เรียนโดยการใช้การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะ เรื่อง สารที่ใช้ในชีวิตประจำวัน (4) ศึกษาความสามารถด้านการคิดวิเคราะห์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่เรียนโดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะ เรื่อง สารที่ใช้ในชีวิตประจำวัน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2553 โรงเรียนเทศบาลบ้านสุขสำราญ สังกัดกองการศึกษา เทศบาลเมืองวารินชำราบ อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี จำนวน 37 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจงห้องเรียน (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ เอกสารประกอบการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะ เรื่อง สารที่ใช้ในชีวิตประจำวัน แบบทดสอบท้ายกิจกรรม 6 ชุด มีค่าอำนาจจำแนก (r) ระหว่าง 0.60 - 0.70 ค่าความยากง่าย (P) ระหว่าง 0.63 - 0.77 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ก่อนเรียน ค่าอำนาจจำแนก มีค่า 0.70 ค่าความยากง่าย มีค่าตั้งแต่ 0.73 ถึง 0.77 ค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบทั้งฉบับเท่ากับ 0.84 แบบทดสอบหลังเรียนค่าอำนาจจำแนก มีค่าตั้งแต่ 0.60 ถึง 0.70 ค่าความยากง่าย มีค่าตั้งแต่ 0.63 ถึง 0.77 ค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบทั้งฉบับเท่ากับ 0.80 วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหา ค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบสมมติฐานใช้ t-test (Dependent Samples) ผลการวิจัยพบว่า 1. เอกสารประกอบการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะ เรื่อง สารที่ใช้ในชีวิตประจำวัน มีประสิทธิภาพ 89.19/85.08 สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด 2. ดัชนีประสิทธิผลของการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะ เรื่อง สารที่ใช้ในชีวิตประจำวัน ของนักเรียนชั้นประถมปีที่ 6 มีค่าเท่ากับ 0.7463 แสดงว่า นักเรียนมีความก้าวหน้าในการเรียนรู้ ร้อยละ 74.63 3. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะ เรื่อง สารที่ใช้ในชีวิตประจำวัน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 4. นักเรียนที่เรียนโดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะ เรื่อง สารที่ใช้ในชีวิตประจำวัน มีความสามารถด้านการคิดวิเคราะห์ร้อยละ 86.17 สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด
ไฟล์สำหรับพิมพ์แบบ ปพ.1 : ป และ ปพ.3 : ป ระดับประถมศึกษา หลักสูตร 2551
[ โดย kruinfo ชม 354 ]
ใช้ได้กับทั้ง Microsoft Excel 2003 และ Microsoft Excel 2007 และสามารถสั่งพิมพ์บนกระดาษ A4 ธรรมดาได้เลย เพราะมีส่วนหัวครุฑไว้ให้เรียบร้อยแล้ว โหลดได้ตามลิงก์ครับ http://www.4shared.com/get/aNamVj2u/__13___2551_____20012011_2.html หรือ http://pp2551.4shared.com
รายงานการใช้แบบฝึกทักษะ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 เรื่อง การบวกและการลบจำนวนนับที่มีผลลัพธ์และตัวตั้งไม่เกิน 100,000
[ โดย kruinfo ชม 338 ]
บทคัดย่อ รายงานการใช้แบบฝึกทักษะ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 เรื่อง การบวกและการลบจำนวนนับที่มีผลลัพธ์และตัวตั้งไม่เกิน 100,000 ครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ เพื่อ 1) สร้างแบบฝึกทักษะ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 เรื่อง การบวกและการลบจำนวนนับที่มีผลลัพธ์และตัวตั้งไม่เกิน 100,000 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) ศึกษาดัชนีประสิทธิผลของแบบฝึกทักษะ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 เรื่อง การบวกและการลบจำนวนนับที่มีผลลัพธ์และตัวตั้งไม่เกิน 100,000 3) ศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังการใช้แบบฝึกทักษะ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 เรื่อง การบวกและการลบจำนวนนับที่มีผลลัพธ์และตัวตั้งไม่เกิน 100,000 และ 4) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อแบบฝึกทักษะ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 เรื่อง การบวกและการลบจำนวนนับที่มีผลลัพธ์และตัวตั้งไม่เกิน 100,000 กลุมตัวอย่าง ได้แก่นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3/1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2552 โรงเรียนบ้านภูมิซรอล สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาศรีสะเกษ เขต 4 จำนวน 26 คน ซึ่งได้มาโดยการสุ่มอย่างง่าย (Simple Random Sampling) โดยใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยสุ่มแบบยกชั้น เครื่องมือที่ใช้ได้แก่ แบบฝึกทักษะ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 เรื่อง การบวกและการลบจำนวนนับที่มีผลลัพธ์และตัวตั้งไม่เกิน 100,000 จำนวน 17 ชุด แผนการจัดการเรียนรู้ประกอบ การใช้แบบฝึกทักษะ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 เรื่อง การบวกและการลบจำนวนนับที่มีผลลัพธ์และตัวตั้งไม่เกิน 100,000 จำนวน2 เล่ม รวม 21 แผน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เป็นแบบทดสอบปรนัยชนิดเลือกตอบ 3 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ ซึ่งมีค่าความยาก (p) รายข้อ ระหว่าง .20 ถึง .77 ค่าอำนาจจำแนก (B) ระหว่าง .41 ถึง .58 และค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ .87 และแบบวัดความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อแบบฝึกทักษะ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 เรื่อง การบวกและการลบจำนวนนับที่มีผลลัพธ์และตัวตั้งไม่เกิน 100,000 ซึ่งมีลักษณะเป็นแบบมาตรวัด 3 ระดับ จำนวน 10 ข้อ มีค่าอำนาจจำแนกระหว่าง .47 ถึง .59 และค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ .96 วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าเฉลี่ย ค่าเฉลี่ยร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ประสิทธิภาพของแบบฝึกเสริมทักษะ ดัชนีประสิทธิผล และการทดสอบ t (t-test for Dependent Sample) ผลการศึกษาสรุปได้ดังนี้ 1. แบบฝึกทักษะ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 เรื่อง การบวกและการลบจำนวนนับที่มีผลลัพธ์และตัวตั้งไม่เกิน 100,000 ที่ผู้ศึกษาสร้างขึ้นมีประสิทธิภาพเท่ากับ 81.37/81.03 สูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ที่ตั้งไว้ 2. ดัชนีประสิทธิผลของแบบฝึกทักษะ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 เรื่อง การบวกและการลบจำนวนนับที่มีผลลัพธ์และตัวตั้งไม่เกิน 100,000 มีค่าดัชนีประสิทธิผลเท่ากับ 0.7213 แสดงว่า นักเรียนมีความก้าวหน้าทางการเรียนคิดเป็นร้อยละ 72.13 3. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ก่อนเรียนและหลังเรียนมีความแตกต่างกัน โดยที่หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 4. ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อแบบฝึกทักษะ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 เรื่อง การบวกและการลบจำนวนนับที่มีผลลัพธ์และตัวตั้งไม่เกิน 100,000 หลังได้รับการสอน พบว่า ในภาพรวมมีความพึงพอใจในระดับมาก ( = 2.63 , S.D. = .48)
รายงานผลการพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้ลูกเสือ - เนตรนารี เรื่อง เงื่อนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โดยใช้เอกสารประกอบการสอน
[ โดย kruinfo ชม 297 ]
ชื่อผลงาน รายงานผลการพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้ลูกเสือ - เนตรนารี เรื่อง เงื่อน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โดยใช้เอกสารประกอบการสอน ผู้ศึกษาค้นคว้า นายอำพล ทองเนื้องาม ตำแหน่ง ครู โรงเรียนวัดปากแพรก สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครศรีธรรมราช เขต 3 ปีการศึกษา 2551 บทคัดย่อ การศึกษาค้นครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ คือ (1) เพื่อสร้างและพัฒนาเอกสารประกอบการสอนกิจกรรมลูกเสือ - เนตรนารี เรื่อง เงื่อน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 (2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกิจกรรมลูกเสือ - เนตรนารี เรื่อง เงื่อน ของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่เรียนโดยใช้เอกสารประกอบการสอน ที่ผู้ศึกษาค้นคว้าสร้างขึ้นหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน และ (3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่มีต่อกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้เอกสารประกอบการสอนกิจกรรมลูกเสือ - เนตรนารี เรื่อง เงื่อน กลุ่มตัวอย่างในการค้นคว้าคือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่เรียนกิจกรรมลูกเสือ - เนตรนารี ปีการศึกษา 2551 โรงเรียนวัดปากแพรก สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครศรีธรรมราช เขต 3 จำนวน 15 คน เครื่องมือที่ใช้ในการค้นคว้าครั้งนี้คือ เอกสารประกอบการสอน เรื่อง เงื่อน จำนวน 2 ชุด แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ลูกเสือ - เนตรนารีสามัญ จำนวน 19 แผนการเรียนรู้ แบบทดสอบ วัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียน เป็นแบบทดสอบแบบปรนัย ชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 20 ข้อ แบบบันทึกผลการปฏิบัติกิจกรรม และแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อ การเรียน เรื่อง เงื่อน โดยใช้เอกสารประกอบการสอน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลใช้ ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าความเชื่อมั่นโดยใช้วิธีหาสัมประสิทธิ์แอลฟา ( - Coefficient ) และทดสอบสมมติฐานโดยใช้ t-test ( Dependent Sample) ผลการศึกษาค้นคว้าพบว่า 1. เอกสารประกอบการสอนกิจกรรมลูกเสือ - เนตรนารี เรื่อง เงื่อน ชั้นประถมศึกษา ปีที่ 5 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 91.04/85.33 สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดไว้ 80/80 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกิจกรรมลูกเสือ - เนตรนารี เรื่อง เงื่อนของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่เรียนโดยใช้เอกสารประกอบการสอนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติที่ระดับ .01 3. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 มีความพึงพอใจต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้เอกสารประกอบการสอนกิจกรรมลูกเสือ - เนตรนารี เรื่อง เงื่อน โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด
แบบฝึกชุดการพัฒนาการอ่านภาษาอังกฤษ
[ โดย kruinfo ชม 200 ]
บทคัดย่อ รายงานครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1. เพื่อหาประสิทธิภาพของแบบฝึกชุดการพัฒนาการอ่านภาษาอังกฤษ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ ( ภาษาอังกฤษ) 2. เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านทักษะการอ่านออกเสียงภาษาอังกฤษ ของ 3.เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนต่อแบบฝึกชุดการพัฒนาการอ่านภาษาอังกฤษ กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2552 โรงเรียนบ้านน้ำหมีใหญ่(ประชาชนอุทิศ) อำเภอทองแสนขัน จังหวัดอุตรดิตถ์ จำนวน 15 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเฉพาะเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ศึกษา คือ แบบฝึกชุดการพัฒนาการอ่านภาษาอังกฤษ , แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านทักษะการอ่านออกเสียงภาษาอังกฤษ, แบบวัดความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูป โดยการหาค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบสมมติฐานด้วยการทดสอบที ( t-test ) ผลการวิจัยพบว่า 1. แบบฝึกชุดการพัฒนาการอ่านภาษาอังกฤษ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 มีประสิทธิภาพ โดยเฉลี่ยร้อยละ85.00/82.00 ซึ่ง เป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่ได้รับการเรียนด้วยแบบฝึกชุดการพัฒนาการอ่านภาษาอังกฤษ หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 3. นักเรียนมีความพึงพอใจต่อแบบฝึกชุดการพัฒนาการอ่านภาษาอังกฤษ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ในภาพรวม อยู่ในระดับมากที่สุด ABSTRACT Academic achievement title: The Exercise Package of English Reading Development for Grade 5 Students of Foreign Language Learning Essential Group Reporter : Wirasak Promma, the expert teacher of Ban Nammeeyai school (Prachachon
แบบฝึกทักษะการเขียนคำที่มีตัวสะกดไม่ตรงมาตราจากบทร้อยกรอง กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 2
[ โดย kruinfo ชม 249 ]
ชื่อผลงาน แบบฝึกทักษะการเขียนคำที่มีตัวสะกดไม่ตรงมาตราจากบทร้อยกรอง กลุ่มสาระ การเรียนรู้ภาษาไทย ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ชื่อผู้ศึกษา นางนงเยาว์ แสงราวี โรงเรียนวัดผาสุกาวาส (พิศิษฎ์พิทยา) ปีที่ศึกษา 2552 บทคัดย่อ รายงานการพัฒนาแบบฝึกทักษะการเขียนคำที่มีตัวสะกดไม่ตรงมาตราจากบทร้อยกรอง กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 มีวัตถุประสงค์เพื่อหาประสิทธิภาพ เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน และศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนรู้โดยใช้ด้วยแบบฝึกทักษะการเขียนคำที่มีตัวสะกดไม่ตรงมาตราจากบทร้อยกรอง กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย กลุ่มตัวอย่างที่ใช้เป็นนักเรียน ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ปีการศึกษา 2552 โรงเรียนวัดผาสุกาวาส (พิศิษฎ์พิทยา) โดยวิธีการเลือกแบบเจาะจง จำนวนนักเรียน 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาประกอบด้วย แบบฝึกทักษะการเขียนคำที่มีตัวสะกดไม่ตรงมาตราจากบทร้อยกรอง กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ซึ่งประกอบไปด้วย แบบฝึกที่จัดแบ่งเป็นคำที่มีตัวสะกดไม่ตรงตามตามมาตราตัวสะกดจากบทร้อยกรอง มาตราละ 1 ชุด รวมจำนวน 4 ชุด แต่ละชุดประกอบด้วยแบบฝึกชุดละ 15 แบบฝึก รวมทั้งสิ้น 60 แบบฝึก แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนมีลักษณะเป็นแบบทดสอบปรนัย 3 ตัวเลือก จำนวน 40 ข้อ แผนการจัดการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 เรื่องการเขียนคำที่มีตัวสะกดไม่ตรงมาตรา มีจำนวน 4 แผน และแบบสอบถามความพึงพอใจ มีลักษณะเป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน 10 ข้อ ผลการวิจัย พบว่า ประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะ ที่สร้างขึ้นมีค่าเท่ากับ 82.00/80.25 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ คือ 80/80 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนด้วยแบบฝึกทักษะ อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05 เมื่อพิจารณาคะแนนเฉลี่ยจะเห็นว่าคะแนนเฉลี่ยของผู้เรียนจากการทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์หลังเรียนมีค่าเท่ากับ 32.10 สูงกว่าคะแนนเฉลี่ยของผู้เรียนจากการทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ก่อนเรียนซึ่งมีค่าเท่ากับ 18.73 ซึ่งแสดงให้เห็นว่า แบบฝึกทักษะการเขียนคำที่มีตัวสะกดไม่ตรงมาตราจากบทร้อยกรอง ทำให้ผู้เรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น และพบว่านักเรียนมีความพอใจต่อแบบฝึกทักษะ มีค่าเฉลี่ย 4.16 และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.45 แสดงว่าความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการใช้แบบฝึกทักษะการเขียนคำที่มีตัวสะกดไม่ตรงมาตราจากบทร้อยกรอง กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 อยู่ในระดับมาก
การพัฒนาเอกสารประกอบการเรียนรู้ เกษตรพื้นบ้าน(ภูธร)
[ โดย kruinfo ชม 200 ]
บทคัดย่อ การพัฒนาเอกสารประกอบการเรียน เกษตรพื้นบ้าน ปลูกผักต้านโรคเพื่อสุขภาพ เรื่อง การผลิตหัวเชื้อ EM การผลิตปุ๋ยชีวภาพ การปลูกผักพื้นบ้านในกระถาง ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (งานเกษตร) โรงเรียนบ้านหมีใหญ่ (ประชาชนอุทิศ) อำเภอทองแสนขัน จังหวัดอุตรดิตถ์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุตรดิตถ์ เขต 1 สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของเอกสารประกอบการเรียนรู้ เกษตรพื้นบ้าน ปลูกผักต้านโรคเพื่อสุขภาพ เรื่อง การผลิตหัวเชื้อ EM การผลิตปุ๋ยชีวภาพ การปลูกผักพื้นบ้านในกระถาง เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนด้วยเอกสารประกอบการเรียนรู้ เกษตรพื้นบ้าน ปลูกผักต้านโรคเพื่อสุขภาพ เรื่อง การผลิตหัวเชื้อ EM การผลิตปุ๋ยชีวภาพ การปลูกผักพื้นบ้านในกระถาง และเพื่อศึกษาความพึงพอใจที่มีต่อเอกสารประกอบการเรียนรู้ เกษตรพื้นบ้าน ปลูกผักต้านโรคเพื่อสุขภาพ เรื่อง การผลิตหัวเชื้อ EM การผลิตปุ๋ยชีวภาพ การปลูกผักพื้นบ้านในกระถาง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ปีการศึกษา 2552 โรงเรียนบ้านหมีใหญ่ (ประชาชนอุทิศ) อำเภอทองแสนขัน จังหวัดอุตรดิตถ์ จำนวน 18 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่ 1) เอกสารประกอบการเรียนรู้ เกษตรพื้นบ้าน ปลูกผักต้านโรคเพื่อสุขภาพ เรื่อง การผลิตหัวเชื้อ EM การผลิตปุ๋ยชีวภาพ การปลูกผักพื้นบ้านในกระถาง 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เกษตรพื้นบ้าน ปลูกผักต้านโรคเพื่อสุขภาพเรื่อง การผลิตหัวเชื้อ EM การผลิตปุ๋ยชีวภาพ การปลูกผักพื้นบ้านในกระถาง 3) แบบสอบถามระดับความพึงพอใจ ที่มีต่อการใช้เอกสารประกอบการเรียนรู้ เกษตรพื้นบ้าน ปลูกผักต้านโรคเพื่อสุขภาพ เรื่อง การผลิตหัวเชื้อ EM การผลิตปุ๋ยชีวภาพ การปลูกผักพื้นบ้านในกระถาง ผลการศึกษาพบว่า 1. ประสิทธิภาพของเอกสารประกอบการเรียนรู้ เกษตรพื้นบ้าน ปลูกผักต้านโรคเพื่อสุขภาพ เรื่อง การผลิตหัวเชื้อ EM การผลิตปุ๋ยชีวภาพ การปลูกผักพื้นบ้านในกระถาง มีค่าประสิทธิภาพระหว่างเรียนและหลังเรียนเป็น 86.92/85.19 จึงมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ 80/80 2. การวิเคราะห์ข้อมูลเปรียบเทียบจากผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนหลังเรียน ด้วยเอกสารประกอบการเรียนรู้ เกษตรพื้นบ้าน ปลูกผักต้านโรคเพื่อสุขภาพ เรื่อง การผลิตหัวเชื้อ EM การผลิตปุ๋ยชีวภาพ การปลูกผักพื้นบ้านในกระถาง ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านหมีใหญ่ (ประชาชนอุทิศ) อำเภอทองแสนขัน จังหวัดอุตรดิตถ์ จำนวน 18 คน มีคะแนนก่อนเรียนเฉลี่ยเท่ากับ 17.66 คะแนนหลังเรียนเฉลี่ยเท่ากับ 25.55 และตรวจสอบค่า T-test สรุปได้ว่า คะแนนก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 แสดงว่า นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น 3. ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่มีต่อการใช้เอกสารประกอบ การเรียนรู้ เกษตรพื้นบ้าน ปลูกผักต้านโรคเพื่อสุขภาพ เรื่อง การผลิตหัวเชื้อ EM การผลิตปุ๋ยชีวภาพ การปลูกผักพื้นบ้านในกระถาง คิดเป็นค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.30 อยู่ในระดับพึงพอใจมาก
ผลงาวิชาการ
[ โดย kruinfo ชม 130 ]
ชื่อเรื่อง การพัฒนาความมีวินัยในตนเองโดยใช้ชุดกิจกรรมการละเล่นแบบไทยและ ตอบคำถามปลายเปิด ของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2 โรงเรียนวัดเกษตรนิคม ผู้ศึกษาค้นคว้า นางนงนภัส หลงแก้ว ครูชำนาญการ โรงเรียนวัดเกษตรนิคม ปีที่ศึกษา 2552 บทคัดย่อ การพัฒนาความมีวินัยในตนเองโดยใช้ชุดกิจกรรมการละเล่นแบบไทยและตอบคำถามปลาย เปิด ของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2 โรงเรียนวัดเกษตรนิคม การศึกษาค้นคว้าครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อพัฒนา ชุดกิจกรรมการละเล่นแบบไทยและตอบคำถามปลายเปิดของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2โรงเรียน วัดเกษตรนิคม ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75 และเพื่อเปรียบเทียบความมีวินัยในตนเองของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน โดยผู้ศึกษาได้ดำเนินการสอนด้วยตนเอง ใช้เวลาสอน 21 แผนการจัดประสบการณ์ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าครั้งนี้ เป็น นักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2552โรงเรียนวัดเกษตรนิคม สังกัดเขตพื้นที่การศึกษาพัทลุง เขต 1 จำนวน 21 คนโดยการสุ่มแบบเฉพาะเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ 1. ชุดกิจกรรมการละเล่นแบบไทยและตอบคำถามปลายเปิด ที่ผู้ศึกษาสร้างขึ้น จำนวน 21 การละเล่น 2. แผนการจัดประสบการณ์ประกอบการใช้ชุดกิจกรรมการละเล่นแบบไทยและตอบคำถามปลาย เปิด ที่ผู้ศึกษาสร้างขึ้น จำนวน 21 แผนการจัดประสบการณ์ 3. แบบประเมินความมีวินัยในตนเอง จำนวน 2 ชุด สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เปรียบเทียบความแตกต่างความมีวินัยในตนเองก่อนและหลังเรียน โดยใช้ t-test (Dependent Samples) ผลการศึกษาค้นคว้า ปรากฏผลดังนี้ 1. ชุดกิจกรรมการละเล่นแบบไทยและตอบคำถามปลายเปิด ของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2 มีประสิทธิภาพ 75.28/80.95 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 75/75 ที่ตั้งไว้ 2. ความมีวินัยในตนเองโดยใช้ชุดกิจกรรมการละเล่นแบบไทยและตอบคำถามปลายเปิดของ นักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2พบว่า หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
รายงานผลการใช้แบบฝึกทักษะการคิดวิเคราะห์พัฒนาการอ่านเพื่อความเข้าใจของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนยะหริ่ง
[ โดย kruinfo ชม 160 ]
ชื่องานที่ศึกษา รายงานผลการใช้แบบฝึกทักษะการคิดวิเคราะห์พัฒนาการอ่านเพื่อความเข้าใจ ของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนยะหริ่ง ผู้ศึกษา นางกัลยา เสนพรหม ตำแหน่ง ครู โรงเรียนยะหริ่ง ปีที่ศึกษา 2551 บทคัดย่อ การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาแบบฝึกทักษะการคิดวิเคราะห์พัฒนาการอ่านเพื่อความเข้าใจ ของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนยะหริ่ง ให้มีประสิทธิภาพ 80/80 และเพื่อเปรียบเทียบความสามารถทางการเรียนในเรื่องการอ่านเพื่อความเข้าใจ ก่อนและหลังการใช้แบบฝึกการอ่านเพื่อพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ ของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนยะหริ่ง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ ในการศึกษาครั้งนี้เป็นนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/1 โรงเรียนยะหริ่ง จำนวน 35 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ แบบฝึกทักษะการอ่านเพื่อพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ จำนวน 6 เล่ม แผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 12 แผน แบบทดสอบวัดความสามารถในการอ่านเพื่อความเข้าใจ (แบบเลือกตอบ ก ข ค ง) และแบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน ของแบบฝึกทักษะแต่ละเล่ม จำนวน 12 ชุดๆ ละ 20 ข้อเป็นแบบเลือกตอบ (4 ตัวเลือก ก ข ค ง) มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.73 ค่าความเที่ยงตรง (IOC) ค่าความยากง่าย (P) ค่าอำนาจจำแนก (D) สถิติที่ใช้ในการศึกษา คือ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าร้อยละ การทดสอบค่าที (t
การประดิษฐ์ ดอกไม้จากวัสดุเหลือใช้ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนวัดเกษมบำรุง
[ โดย kruinfo ชม 507 ]
การทดลองครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและหาประสิทธิภาพของหนังสืออ่านเพิ่มเติมสาร ะการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (งานประดิษฐ์) เรื่องการประดิษฐ์ดอกไม้จากวัสดุ- เหลือใช้ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนวัดเกษมบำรุง ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 เพื่อวิเคราะห์หาดัชนีประสิทธิผลของหนังสืออ่านเพิ่มเติมสาระการเรียนรู้การงานอาชีพแล ะเทคโนโลยี (งานประดิษฐ์) เรื่องการประดิษฐ์ดอกไม้จากวัสดุเหลือใช้ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนวัดเกษม-บำรุง เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โดยใช้ผลการทดสอบก่อนและหลังการใช้หนังสือ อ่านเพิ่มเติมสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (งานประดิษฐ์) เรื่องการประดิษฐ์ดอกไม้จากวัสดุเหลือใช้ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 จากนักเรียนกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 19 คน โดยใช้หนังสืออ่านเพิ่มเติมสาระการงานอาชีพและเทคโนโลยี (งานประดิษฐ์) เรื่องการประดิษฐ์ดอกไม้จากวัสดุเหลือใช้ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ขึ้นเพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน ให้มีจำนวนไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของจำนวนนักเรียนทั้งหมด ให้มีคะแนนร้อยละ 80 ขึ้นไป เครื่องมือที่ใช้ในการทดลองคือ 1.หนังสืออ่านเพิ่มเติมสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (งานประดิษฐ์) เรื่องการประดิษฐ์ดอกไม้จากวัสดุเหลือใช้ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 2. แผนการจัดการเรียนรู้ 3. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ผลการทดลองพบว่า 1. ประสิทธิภาพของหนังสืออ่านเพิ่มเติมสาระการเรียนรู้การงานอาชีพ และเทคโนโลยี (งานประดิษฐ์) เรื่องการประดิษฐ์ดอกไม้จากวัสดุเหลือใช้ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนวัดเกษม- บำรุง มีประสิทธิภาพ 89.20/92.47 2. ดัชนีประสิทธิผลของหนังสืออ่านเพิ่มเติมสาระการเรียนรู้การงานอาชีพ และเทคโนโลยี (งานประดิษฐ์) เรื่องการประดิษฐ์ดอกไม้จากวัสดุเหลือ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5โรงเรียนวัดเกษม- บำรุง มีค่าเท่ากับ 0.7830 3. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนกลุ่มตัวอย่างก่อนเรียนและหลังเรียน โดยใช้หนังสืออ่านเพิ่มเติมสาระการเรียนรู้การงานอาชีพ และเทคโนโลยี (งานประดิษฐ์) เรื่องการประดิษฐ์ดอกไม้จากวัสดุเหลือใช้ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5โรงเรียนวัดเกษมบำรุง มีค่าเท่ากับ 19.60 และ 27.74 ตามลำดับ
รายงานการพัฒนาทักษะการเขียนภาษาอังกฤษ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนวัดทุ่งรี โดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะการเขียนภาษาอังกฤษชุด English is easy
[ โดย kruinfo ชม 128 ]
บทคัดย่อ ในการศึกษาทดลองครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) สร้างและหาประสิทธิภาพของแบบฝึกส่งเสริมทักษะการเขียนภาษาอังกฤษ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 8 เล่ม ให้มีประสิทธิภาพเป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้คือ 80 / 80 (2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ) ของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่ได้รับการสอนโดยใช้แบบฝึกส่งเสริมทักษะการเขียนภาษาอังกฤษ ก่อนเรียนและหลังเรียน (3) เพื่อศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่มีต่อการใช้แบบฝึกส่งเสริมทักษะการเขียนภาษาอังกฤษ ประกอบการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ประชากรที่ใช้ในการศึกษาทดลองคือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนวัดทุ่งรี สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครปฐม เขต 1 อำเภอเมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐม จำนวน 1 ห้องเรียนรวม 24 คน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาทดลองในครั้งนี้ได้แก่นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนวัดทุ่งรี ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2553 จำนวน 1 ห้องเรียนรวม 24 คน ที่ได้มาด้วยวิธีการสุ่มอย่างง่าย (Simple Random Sampling) ด้วยวิธีการสุ่มแบบเจาะจง (Purposive Sampling) จากกลุ่มประชากร แบบแผนในการศึกษาทดลองในครั้งนี้คือแบบ One Group Pretest
ายงานการพัฒนาชุดกิจกรรมวิทยาศาสตร์บูรณาการ ที่ส่งเสริมทักษะการคิดวิเคราะห์ เรื่อง สารในชีวิตประจำวัน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนวัดทองย้อย (วุฒิกรประชานุกูล)
[ โดย kruinfo ชม 220 ]
ชื่อเรื่อง รายงานการพัฒนาชุดกิจกรรมวิทยาศาสตร์บูรณาการ ที่ส่งเสริมทักษะการคิดวิเคราะห์ เรื่อง สารในชีวิตประจำวัน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนวัดทองย้อย (วุฒิกรประชานุกูล) ผู้ศึกษา นายกิตติ สังข์ทองโรจน์ ปีที่พิมพ์ 2553 บทคัดย่อ การศึกษาครั้งนี้ มีความมุ่งหมายเพื่อสร้างและพัฒนาชุดกิจกรรมวิทยาศาสตร์บูรณาการ ที่ส่งเสริมทักษะการคิดวิเคราะห์ เรื่อง สารในชีวิตประจำวัน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนวัดทองย้อย (วุฒิกรประชานุกูล) และความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อชุดกิจกรรมวิทยาศาสตร์บูรณาการที่ส่งเสริมทักษะการคิดวิเคราะห์ กลุ่มตัวอย่าง ที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 / 2 โรงเรียนวัดทองย้อย (วุฒิกรประชานุกูล) สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา นครนายก เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ ชุดกิจกรรมวิทยาศาสตร์บูรณาการที่ส่งเสริม ทักษะการคิดวิเคราะห์ เรื่อง สารในชีวิตประจำวัน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 8 กิจกรรม แบบทดสอบ ก่อนเรียนและหลังเรียน แบบสอบถามความพึงพอใจ ของนักเรียน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย (Mean) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) t - test แบบ Dependent Sample ค่าเกณฑ์มาตรฐาน 80 / 80 (E1 / E2) และค่าดัชนีประสิทธิผล (E.I) ผลการศึกษา พบว่า 1. ประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมวิทยาศาสตร์บูรณาการที่ส่งเสริมทักษะการคิดวิเคราะห์ เรื่อง สารในชีวิตประจำวัน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีค่า E1 / E2 เท่ากับ 86.88 / 84.65 แสดงว่าเป็นสื่อที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80 / 80 2. ดัชนีประสิทธิผล (E.I) ของชุดกิจกรรมวิทยาศาสตร์บูรณาการที่ส่งเสริม ทักษะการคิดวิเคราะห์ เรื่อง สารในชีวิตประจำวัน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีค่าเท่ากับ 0.6452 แสดงว่า นักเรียนมีความรู้เพิ่มขึ้นร้อยละ 64.52 3. ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียน - หลังเรียน พบว่า นักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่เรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมวิทยาศาสตร์บูรณาการที่ส่งเสริมทักษะ การคิดวิเคราะห์ เรื่อง สารในชีวิตประจำวัน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษา ปีที่ 6 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 4. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่เรียนด้วยชุดกิจกรรมวิทยาศาสตร์บูรณาการ ที่ส่งเสริมทักษะการคิดวิเคราะห์ เรื่อง สารในชีวิตประจำวัน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีความพึงพอใจโดยรวมอยู่ในระดับความพึงพอใจมากที่สุด
การพัฒนาการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของโรงเรียนบ้านพระม่วง
[ โดย kruinfo ชม 245 ]
ชื่อผลงานวิจัย การพัฒนาการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของโรงเรียนบ้านพระม่วง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตรัง เขต 2 ด้วยกระบวนการ ดำเนินงานตามระบบช่วยเหลือนักเรียน 5 องค์ประกอบ ลักษณะผลงาน การวิจัยเชิงปฏิบัติการ ผู้วิจัย นายกำจัด จังเม่ง ปีที่วิจัย ปีการศึกษา 2552 บทคัดย่อ การศึกษาการพัฒนาการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของโรงเรียนบ้านพระม่วง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา ตรัง เขต 2 ด้วยกระบวนการดำเนินงานตามระบบช่วยเหลือนักเรียน 5 องค์ประกอบครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับการดําเนินงานระบบดูแลชวยเหลือนักเรียนของโรงเรียนบ้านพระม่วง เพื่อเปรียบเทียบการพัฒนาการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของโรงเรียนบ้านพระม่วง ก่อนและหลังใช้กระบวนการกระบวนการดำเนินงานตามระบบช่วยเหลือนักเรียน 5 องค์ประกอบ และเพื่อศึกษาปญหาและขอเสนอแนะในการพัฒนาการดําเนินงานระบบดูแลชวยเหลือนักเรียน ของโรงเรียนบ้านพระม่วง กลุ่มประชากรคือบุคลากรโรงเรียนบ้านพระม่วงปีการศึกษา 2552 จำนวน 11 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) มี 5 ระดับ เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยวิธีการสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการหาค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าร้อยละ ค่าสถิติทดสอบของวิลคอกซอน(Wilcoxon Match-Pairs Signed-Ranks Test) โดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูป ผลการประเมิน และข้อเสนอแนะสรุปได้ดังนี้ สรุปผลการวิจัย 1. การดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนโรงเรียนบ้านพระม่วง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตรัง เขต 2 ด้วยกระบวนการตามระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน 5 องค์ประกอบ พบว่า ในภาพรวมมีการดำเนินงานอยู่ในระดับปานกลาง และเมื่อพิจารณารายด้านพบว่าการดำเนินงาน 3 ด้าน มีการดำเนินการอยู่ในระดับมากที่สุด คือ ด้านการรู้จักนักเรียนเป็นรายบุคคล ด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหา และด้านการคัดกรองนักเรียน ส่วนการดำเนินงานในอีก 2 ด้าน มีการดำเนินการอยู่ในระดับปานกลาง คือ ด้านการส่งต่อนักเรียนผานงานความรวมมือระหวางงานปกครองและงานแนะแนว และด้านการส่งเสริมนักเรียน 2. การดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน ด้วยกระบวนการตามระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน 5 องค์ประกอบ ในภาพรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.01 และเมื่อเปรียบเทียบในรายด้านก็พบว่ามีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.01 นั่นคือ การดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของโรงเรียนบ้านพระม่วง หลังใช้กระบวนการดำเนินงานตามระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน 5 องค์ประกอบ สูงกว่าก่อนใช้ 3. ปัญหาและขอเสนอแนะในการพัฒนาการดําเนินงานระบบการดูแลชวยเหลือนักเรียนโรงเรียนบ้านพระม่วง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตรัง เขต 2 พบว่า ด้านการรู้จักนักเรียนเป็นรายบุคคล ผูปฏิบัติยังขาดความเขาใจการใชเครื่องมือ นักเรียนมีจํานวนมาก ทําให้ การดูแลไมทั่วถึง จึงควรให้ครูทํางานเปนทีมและมีระบบในการทํางานที่สมบูรณ ควรพัฒนาบุคลากรใหมีความรูและเขาใจ ในการใชเครื่องมือไดอยางถูกตอง ด้านการคัดกรองนักเรียนนั้น ยังขาดการประชุมกันอยางตอเนื่อง ครูแนะแนวไมรูภูมิหลังนักเรียนเทากับครูประจําชั้น จึงควรให้มีผลสรุปการคัดกรองที่เป็นระบบและมีการดูแลอยางตอเนื่อง ควรใหครูประจําชั้นคัดกรองนักเรียน ด้านการส่งเสริมนักเรียน พบว่า การจัดกิจกรรมการแนะแนวนักเรียนยังมีน้อย นักเรียนช่วงชั้นที่ 2 เป็นวัยเริ่มเข้าสู่วัยรุนมักแสดงพฤติกรรมกาวราว ครูผูสอนจึงควรสงเสริมนักเรียนใหทํากิจกรรมตางๆ เกี่ยวกับการแนะแนวเพิ่มมากขึ้น ควรพัฒนาดําเนินการเชิงระบบ PDCA ด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหาพบว่าการศึกษาปญหา ยังไมมีความชัดเจนไมเปนระบบ นักเรียนแตละชวงชั้นมีปญหาตามวัย จึงควรมีการประชุมรวมกันเพื่อแกไขปญหาและวางแผนการปองกันปญหาที่เกิดขึ้น ครูทุกคนควรชวยปองกันและแกไขปญหา และด้านการส่งต่อนักเรียนผ่านงานความร่วมมือระหว่างงานปกครองและงานแนะแนว พบว่านักเรียนมีปญหาซับซอนเกินความสามารถที่จะชวยเหลือได้ ความรวมมือในทีมงานมีนอย จึงควรหาเทคนิควิธีการในการชวยเหลือและสงตออยางเปนระบบและมีประสิทธิภาพ และควรลดบทบาทหนาที่ครูแนะแนวในดานอื่นๆลง เป็นต้น ข้อเสนอแนะ 1. ผู้บริหารสถานศึกษาควรให้การส่งเสริม สนับสนุนดานงบประมาณ สรางขวัญกําลังใจในการปฏิบัติงานของครู พัฒนาความรู้ของครูที่จำเป็นต่อการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน เช่น ความรู้ในเชิงจิตวิทยา วิธีการปฏิบัติงาน เป็นต้น 2. ผู้บริหารสถานศึกษาควรส่งเสริมการดำเนินงานแบบมีส่วนร่วม เช่นนําผลการศึกษาเขารวมการประชุม รวมทําแผนพัฒนาการดําเนินงานระบบการดูแลชวยเหลือนักเรียน 3. ควรทําการศึกษา ผลการดําเนินงานระบบการดูแลชวยเหลือนักเรียน ของโรงเรียนบ้านพระม่วง ดวยวิธีการสัมภาษณเพราะจะไดคนพบขอมูลในเชิงลึกมากขึ้น 4. ควรศึกษาวิจัยหลักสูตรการพัฒนาการดําเนินงานระบบการดูแลชวยเหลือนักเรียน เพื่อนำผลการวิจัยมาเป็นแนวทางในเสริมสร้างและพัฒนาการดำเนินงานต่อไป 5. ควรมีการเพิ่มหรือใช้ตัวแปรอื่นในการศึกษาวิจัยให้มีความชัดเจนและสมบูรณ์ยิ่งขึ้น
ชื่อผลงานวิจัย การพัฒนาการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของโรงเรียนบ้านพระม่วง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตรัง เขต 2 ด้วยกระบวนการ ดำเนินงานตามระบบช่วยเหลือนักเรียน 5 องค์ประกอบ
[ โดย kruinfo ชม 250 ]
ชื่อผลงานวิจัย การพัฒนาการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของโรงเรียนบ้านพระม่วง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตรัง เขต 2 ด้วยกระบวนการ ดำเนินงานตามระบบช่วยเหลือนักเรียน 5 องค์ประกอบ ลักษณะผลงาน การวิจัยเชิงปฏิบัติการ ผู้วิจัย นายกำจัด จังเม่ง ปีที่วิจัย ปีการศึกษา 2552 บทคัดย่อ การศึกษาการพัฒนาการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของโรงเรียนบ้านพระม่วง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา ตรัง เขต 2 ด้วยกระบวนการดำเนินงานตามระบบช่วยเหลือนักเรียน 5 องค์ประกอบครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับการดําเนินงานระบบดูแลชวยเหลือนักเรียนของโรงเรียนบ้านพระม่วง เพื่อเปรียบเทียบการพัฒนาการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของโรงเรียนบ้านพระม่วง ก่อนและหลังใช้กระบวนการกระบวนการดำเนินงานตามระบบช่วยเหลือนักเรียน 5 องค์ประกอบ และเพื่อศึกษาปญหาและขอเสนอแนะในการพัฒนาการดําเนินงานระบบดูแลชวยเหลือนักเรียน ของโรงเรียนบ้านพระม่วง กลุ่มประชากรคือบุคลากรโรงเรียนบ้านพระม่วงปีการศึกษา 2552 จำนวน 11 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) มี 5 ระดับ เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยวิธีการสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการหาค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าร้อยละ ค่าสถิติทดสอบของวิลคอกซอน(Wilcoxon Match-Pairs Signed-Ranks Test) โดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูป ผลการประเมิน และข้อเสนอแนะสรุปได้ดังนี้ สรุปผลการวิจัย 1. การดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนโรงเรียนบ้านพระม่วง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตรัง เขต 2 ด้วยกระบวนการตามระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน 5 องค์ประกอบ พบว่า ในภาพรวมมีการดำเนินงานอยู่ในระดับปานกลาง และเมื่อพิจารณารายด้านพบว่าการดำเนินงาน 3 ด้าน มีการดำเนินการอยู่ในระดับมากที่สุด คือ ด้านการรู้จักนักเรียนเป็นรายบุคคล ด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหา และด้านการคัดกรองนักเรียน ส่วนการดำเนินงานในอีก 2 ด้าน มีการดำเนินการอยู่ในระดับปานกลาง คือ ด้านการส่งต่อนักเรียนผานงานความรวมมือระหวางงานปกครองและงานแนะแนว และด้านการส่งเสริมนักเรียน 2. การดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน ด้วยกระบวนการตามระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน 5 องค์ประกอบ ในภาพรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.01 และเมื่อเปรียบเทียบในรายด้านก็พบว่ามีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.01 นั่นคือ การดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของโรงเรียนบ้านพระม่วง หลังใช้กระบวนการดำเนินงานตามระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน 5 องค์ประกอบ สูงกว่าก่อนใช้ 3. ปัญหาและขอเสนอแนะในการพัฒนาการดําเนินงานระบบการดูแลชวยเหลือนักเรียนโรงเรียนบ้านพระม่วง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตรัง เขต 2 พบว่า ด้านการรู้จักนักเรียนเป็นรายบุคคล ผูปฏิบัติยังขาดความเขาใจการใชเครื่องมือ นักเรียนมีจํานวนมาก ทําให้ การดูแลไมทั่วถึง จึงควรให้ครูทํางานเปนทีมและมีระบบในการทํางานที่สมบูรณ ควรพัฒนาบุคลากรใหมีความรูและเขาใจ ในการใชเครื่องมือไดอยางถูกตอง ด้านการคัดกรองนักเรียนนั้น ยังขาดการประชุมกันอยางตอเนื่อง ครูแนะแนวไมรูภูมิหลังนักเรียนเทากับครูประจําชั้น จึงควรให้มีผลสรุปการคัดกรองที่เป็นระบบและมีการดูแลอยางตอเนื่อง ควรใหครูประจําชั้นคัดกรองนักเรียน ด้านการส่งเสริมนักเรียน พบว่า การจัดกิจกรรมการแนะแนวนักเรียนยังมีน้อย นักเรียนช่วงชั้นที่ 2 เป็นวัยเริ่มเข้าสู่วัยรุนมักแสดงพฤติกรรมกาวราว ครูผูสอนจึงควรสงเสริมนักเรียนใหทํากิจกรรมตางๆ เกี่ยวกับการแนะแนวเพิ่มมากขึ้น ควรพัฒนาดําเนินการเชิงระบบ PDCA ด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหาพบว่าการศึกษาปญหา ยังไมมีความชัดเจนไมเปนระบบ นักเรียนแตละชวงชั้นมีปญหาตามวัย จึงควรมีการประชุมรวมกันเพื่อแกไขปญหาและวางแผนการปองกันปญหาที่เกิดขึ้น ครูทุกคนควรชวยปองกันและแกไขปญหา และด้านการส่งต่อนักเรียนผ่านงานความร่วมมือระหว่างงานปกครองและงานแนะแนว พบว่านักเรียนมีปญหาซับซอนเกินความสามารถที่จะชวยเหลือได้ ความรวมมือในทีมงานมีนอย จึงควรหาเทคนิควิธีการในการชวยเหลือและสงตออยางเปนระบบและมีประสิทธิภาพ และควรลดบทบาทหนาที่ครูแนะแนวในดานอื่นๆลง เป็นต้น ข้อเสนอแนะ 1. ผู้บริหารสถานศึกษาควรให้การส่งเสริม สนับสนุนดานงบประมาณ สรางขวัญกําลังใจในการปฏิบัติงานของครู พัฒนาความรู้ของครูที่จำเป็นต่อการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน เช่น ความรู้ในเชิงจิตวิทยา วิธีการปฏิบัติงาน เป็นต้น 2. ผู้บริหารสถานศึกษาควรส่งเสริมการดำเนินงานแบบมีส่วนร่วม เช่นนําผลการศึกษาเขารวมการประชุม รวมทําแผนพัฒนาการดําเนินงานระบบการดูแลชวยเหลือนักเรียน 3. ควรทําการศึกษา ผลการดําเนินงานระบบการดูแลชวยเหลือนักเรียน ของโรงเรียนบ้านพระม่วง ดวยวิธีการสัมภาษณเพราะจะไดคนพบขอมูลในเชิงลึกมากขึ้น 4. ควรศึกษาวิจัยหลักสูตรการพัฒนาการดําเนินงานระบบการดูแลชวยเหลือนักเรียน เพื่อนำผลการวิจัยมาเป็นแนวทางในเสริมสร้างและพัฒนาการดำเนินงานต่อไป 5. ควรมีการเพิ่มหรือใช้ตัวแปรอื่นในการศึกษาวิจัยให้มีความชัดเจนและสมบูรณ์ยิ่งขึ้น
รายงานการพัฒนาบทเรียนสำเร็จรูป วิชาพระพุทธศาสนา ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๕
[ โดย kruinfo ชม 201 ]
สุขสวัสดิ์ ศิริสุนทรกมล. (๒๕๕๔). รายงานการพัฒนาบทเรียนสำเร็จรูป วิชาพระพุทธศาสนา กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๕. บทคัดย่อ การศึกษาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและหาประสิทธิภาพของบทเรียนสำเร็จรูป วิชาพระพุทธศาสนา กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๕ ให้มีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์ ๘๐ / ๘๐ เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนที่เรียนโดยใช้บทเรียนสำเร็จรูป วิชาพระพุทธศาสนา และ เพื่อศึกษาความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้บทเรียนสำเร็จรูป วิชาพระพุทธศาสนา กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้เรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๕ โรงเรียนวัดสันติวิหาร (ขันธสาประชานุเคราะห์) อำเภอหนองแค สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสระบุรี เขต ๒ ภาคเรียนที่ ๒ ปีการศึกษา ๒๕๕๒ จำนวน ๒๕ คน ระยะเวลาในการทดลอง ๓๘ ชั่วโมง ใช้รูปแบบการวิจัยเชิงทดลอง (Experimental Research Design)โดยใช้การศึกษาชนิดกลุ่มทดลองกลุ่มเดียววัดผลก่อนและหลังการทดลอง (One Group Pretest Posttest Design) วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย (X) ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ค่าสัมประสิทธิ์การกระจาย (C.V.) และสถิติทดสอบ t
รายงานการพัฒนาการอ่านจับใจความสำคัญของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2
[ โดย kruinfo ชม 215 ]
ชื่อเรื่อง รายงานการพัฒนาการอ่านจับใจความสำคัญของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้หนังสือส่งเสริมการอ่านจับใจความสำคัญ ชื่อผู้ศึกษา นางจันทร์หอม วังมณี ปีที่เผยแพร่ 2551 บทคัดย่อ การศึกษาเรื่องการพัฒนาการอ่านจับใจความสำคัญ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้หนังสือส่งเสริมการอ่านจับใจความสำคัญ มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของหนังสือส่งเสริมการอ่านจับใจความสำคัญ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านการอ่านจับใจความสำคัญของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ก่อนและหลังเรียนโดยใช้หนังสือส่งเสริมการอ่านจับใจความสำคัญและเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนกับเกณฑ์มาตรฐานที่ร้อยละ80 และศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนต่อการใช้หนังสือส่งเสริมการอ่านจับใจความสำคัญ ประชากรได้แก่นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนอนุบาลเวียงชัย อำเภอเวียงชัย จังหวัดเชียงราย ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2550 จำนวน 19 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ประกอบด้วย หนังสือส่งเสริมการอ่านจับใจความสำคัญ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 12 เล่ม แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้หนังสือส่งเสริมการอ่านจับใจความสำคัญ จำนวน 12 แผน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนการอ่านจับใจความสำคัญและแบบสอบถามความคิดเห็นของนักเรียนต่อการใช้หนังสือส่งเสริมการอ่านจับใจความสำคัญ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ทำการวิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการศึกษาพบว่า 1. ประสิทธิภาพของหนังสือส่งเสริมการอ่านจับใจความสำคัญของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โดยภาพรวมเฉลี่ยเท่ากับ 81.67/85.48 สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ที่ร้อยละ 80/80 2. คะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนและหลังเรียน เมื่อเรียนโดยใช้หนังสือส่งเสริมการอ่าน จับใจความสำคัญ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนอนุบาลเวียงชัย อำเภอเวียงชัย จังหวัดเชียงราย พบว่ามีคะแนนเฉลี่ยหลังเรียน(=25.16) สูงกว่าคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียน (=15.26) และคะแนนเฉลี่ยหลังเรียน (ร้อยละ 83.86) สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่ตั้งไว้ที่ร้อยละ 80 3. ความคิดเห็นของนักเรียนต่อการใช้หนังสือส่งเสริมการอ่านจับใจความสำคัญ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนอนุบาลเวียงชัย อำเภอเวียงชัย จังหวัดเชียงราย ในภาพรวมพบว่าอยู่ในระดับมาก (= 2.75)
รายงานการพัฒนาการอ่านจับใจความสำคัญของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2
[ โดย kruinfo ชม 112 ]
ชื่อเรื่อง รายงานการพัฒนาการอ่านจับใจความสำคัญของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้หนังสือส่งเสริมการอ่านจับใจความสำคัญ ชื่อผู้ศึกษา นางจันทร์หอม วังมณี ปีที่เผยแพร่ 2551 บทคัดย่อ การศึกษาเรื่องการพัฒนาการอ่านจับใจความสำคัญ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้หนังสือส่งเสริมการอ่านจับใจความสำคัญ มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของหนังสือส่งเสริมการอ่านจับใจความสำคัญ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านการอ่านจับใจความสำคัญของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ก่อนและหลังเรียนโดยใช้หนังสือส่งเสริมการอ่านจับใจความสำคัญและเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนกับเกณฑ์มาตรฐานที่ร้อยละ80 และศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนต่อการใช้หนังสือส่งเสริมการอ่านจับใจความสำคัญ ประชากรได้แก่นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนอนุบาลเวียงชัย อำเภอเวียงชัย จังหวัดเชียงราย ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2550 จำนวน 19 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ประกอบด้วย หนังสือส่งเสริมการอ่านจับใจความสำคัญ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 12 เล่ม แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้หนังสือส่งเสริมการอ่านจับใจความสำคัญ จำนวน 12 แผน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนการอ่านจับใจความสำคัญและแบบสอบถามความคิดเห็นของนักเรียนต่อการใช้หนังสือส่งเสริมการอ่านจับใจความสำคัญ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ทำการวิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการศึกษาพบว่า 1. ประสิทธิภาพของหนังสือส่งเสริมการอ่านจับใจความสำคัญของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โดยภาพรวมเฉลี่ยเท่ากับ 81.67/85.48 สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ที่ร้อยละ 80/80 2. คะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนและหลังเรียน เมื่อเรียนโดยใช้หนังสือส่งเสริมการอ่าน จับใจความสำคัญ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนอนุบาลเวียงชัย อำเภอเวียงชัย จังหวัดเชียงราย พบว่ามีคะแนนเฉลี่ยหลังเรียน(=25.16) สูงกว่าคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียน (=15.26) และคะแนนเฉลี่ยหลังเรียน (ร้อยละ 83.86) สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่ตั้งไว้ที่ร้อยละ 80 3. ความคิดเห็นของนักเรียนต่อการใช้หนังสือส่งเสริมการอ่านจับใจความสำคัญ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนอนุบาลเวียงชัย อำเภอเวียงชัย จังหวัดเชียงราย ในภาพรวมพบว่าอยู่ในระดับมาก (= 2.75)
รายงานผลการพัฒนาชุดกิจกรรมฝึกเสริมทักษะการวิเคราะห์เชิงเปรียบเทียบเศษส่วนที่มี ตัวส่วนเท่ากัน กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4
[ โดย kruinfo ชม 115 ]
ชื่อเรื่อง รายงานผลการพัฒนาชุดกิจกรรมฝึกเสริมทักษะการวิเคราะห์เชิงเปรียบเทียบเศษส่วนที่มี ตัวส่วนเท่ากัน กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ชื่อผู้จัดทำ พรรณี ศรีประสงค์ ปีที่พิมพ์ 2554 บทคัดย่อ บทคัดย่อ การศึกษาครั้งนี้มีจุดมุ่งหมาย (1) เพื่อสร้างและพัฒนาชุดกิจกรรมฝึกเสริมทักษะการวิเคราะห์เชิงเปรียบเทียบเศษส่วนที่มีตัวส่วนเท่ากัน กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 (2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังการใช้ชุดกิจกรรมฝึกเสริมทักษะการวิเคราะห์เชิงเปรียบเทียบเศษส่วนที่มีตัวส่วนเท่ากัน กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 (3) เพื่อศึกษาค่าดัชนีประสิทธิผลที่เรียนด้วยชุดกิจกรรมฝึกเสริมทักษะการวิเคราะห์เชิงเปรียบเทียบเศษส่วนที่มีตัวส่วนเท่ากัน กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 (4) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อชุดกิจกรรมฝึกเสริมทักษะการวิเคราะห์เชิงเปรียบเทียบเศษส่วนที่มีตัวส่วนเท่ากัน กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 กลุ่มตัวอย่างได้แก่นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4/1 โรงเรียนอนุบาลวัดกลางดอนเมืองชลบุรี ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2553จำนวน 35 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ประกอบด้วย (1) ชุดกิจกรรมฝึกเสริมทักษะการวิเคราะห์เชิงเปรียบเทียบเศษส่วนที่มีตัวส่วนเท่ากัน กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 15 ชุด (2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเป็นแบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 40 ข้อ ที่มีค่าความยากง่ายตั้งแต่ 0.20 – 0.80 ค่าอำนาจจำแนกรายข้อตั้งแต่ 0.20 ขึ้นไป ค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบทั้งฉบับ 0.8695 (3) แผนการจัดการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่องการวิเคราะห์เชิงเปรียบเทียบเศษส่วนที่มีตัวส่วนเท่ากัน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 (4)แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนด้วยชุดกิจกรรมฝึกเสริมทักษะการวิเคราะห์เชิงเปรียบเทียบเศษส่วนที่มีตัวส่วนเท่ากัน กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 เป็นมาตราส่วนประมาณค่า 3 ระดับ จำนวน 10 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบสมมุติฐานด้วย t-test (Dependent Samples)
รายงานผลการพัฒนาหนังสืออ่านเพิ่มเติม กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม สาระหน้าที่พลเมือง วัฒนธรรม และการดำเนินชีวิตในสังคม ชุด วัยสดใสกับกฎหมายที่น่ารู้ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3
[ โดย kruinfo ชม 312 ]
ในการรายงานครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของหนังสืออ่านเพิ่มเติม กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม สาระหน้าที่พลเมือง วัฒนธรรม และการดำเนินชีวิตในสังคม ชุด วัยสดใสกับกฎหมายที่น่ารู้ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 10 เล่ม ตามเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนด 80/80 เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน และเพื่อศึกษา ความพึงพอใจของนักเรียน ที่มีต่อหนังสืออ่านเพิ่มเติม ชุด วัยสดใสกับกฎหมายที่น่ารู้ ชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2552 โรงเรียนบ้านโคกสั้น สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปราจีนบุรี เขต 2 จำนวน 1 ห้องเรียน จำนวนนักเรียน 32 คน เครื่องมือที่ใช้ในการรายงานคือ แผนการจัดการเรียนรู้ หนังสืออ่านเพิ่มเติม กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม สาระหน้าที่พลเมือง วัฒนธรรม และการดำเนินชีวิตในสังคม ชุด วัยสดใสกับกฎหมายที่น่ารู้ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 10 เล่ม แบบทดสอบหลังเรียน ประจำเล่มๆละ 10 ข้อ จำนวน 10 เล่ม รวม 100 ข้อ และแบบประเมินความพึงพอใจ จำนวน 10 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ t - test ผลการรายงานพบว่า 1. ประสิทธิภาพของหนังสืออ่านเพิ่มเติม กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม สาระหน้าที่พลเมือง วัฒนธรรมและการดำเนินชีวิตในสังคม ชุด วัยสดใสกับกฎหมายที่น่ารู้ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ทั้ง10 เล่ม มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนด 80/80 โดยจำแนกแต่ละเล่ม ดังนี้ เล่มที่ 1 เรื่อง ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับกฎหมาย มีประสิทธิภาพ 82.03/85.00 เล่มที่ 2 เรื่อง กฎหมายปกครอง มีประสิทธิภาพ 81.41/81.88 เล่มที่ 3 เรื่อง กฎหมายเกี่ยวกับศาล มีประสิทธิภาพ 80.63/84.06 เล่มที่ 4 เรื่อง กฎหมายเกี่ยวกับชื่อบุคคล มีประสิทธิภาพ 82.97/84.38 เล่มที่ 5 เรื่อง กฎหมายเกี่ยวกับความสามารถของผู้เยาว์และมรดก มีประสิทธิภาพ 81.56/83.75 เล่มที่ 6 เรื่อง กฎหมายเกี่ยวกับการหมั้นและการสมรส มีประสิทธิภาพ 81.09/83.75 เล่มที่ 7 เรื่อง กฎหมายเกี่ยวกับการเช่าทรัพย์ เช่าซื้อ และการกู้ยืมเงิน มีประสิทธิภาพ 81.25/83.44 เล่มที่ 8 เรื่อง กฎหมายเกี่ยวกับการจราจรทางบก มีประสิทธิภาพ 81.56/84.06 เล่มที่ 9 เรื่อง กฎหมายเกี่ยวกับการส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม มีประสิทธิภาพ 81.09/85.00 และเล่มที่ 10 เรื่อง กฎหมายเกี่ยวกับโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ มีประสิทธิภาพ 81.88/84.69 ตามลำดับ หนังสืออ่านเพิ่มเติม ชุดวัยสดใส กับกฎหมายที่น่ารู้ รวมทั้ง 10 เล่ม มีประสิทธิภาพเฉลี่ยรวม 81.55/84.00 สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานกำหนด 80/80 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนเมื่อทดสอบความแตกต่างของคะแนนพบว่า แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 แสดงว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงกว่าก่อนเรียน 3.นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/1ที่เรียนโดยใช้หนังสืออ่านเพิ่มเติมที่ผู้รายงานสร้างขึ้นมีความพึงพอใจต่อการเรียนรู้หนังสืออ่านเพิ่มเติม กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม สาระหน้าที่พลเมือง วัฒนธรรมและการดำเนินชีวิตในสังคม ชุด วัยสดใสกับกฎหมายที่น่ารู้ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ย 4.52 ซึ่งสูงกว่าสมมติฐานที่ตั้งไว้ โดยสรุป หนังสืออ่านเพิ่มเติมที่ผู้รายงานสร้างขึ้นมีความพึงพอใจต่อการเรียนรู้หนังสืออ่านเพิ่มเติม กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม สาระหน้าที่พลเมือง วัฒนธรรมและการดำเนินชีวิตในสังคม ชุด วัยสดใสกับกฎหมายที่น่ารู้ มีประสิทธิภาพเพียงพอที่จะนำไปใช้พัฒนาการเรียนการสอนให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ดีขึ้น นักเรียนมีความสุขและพึงพอใจต่อการเรียนอย่างแท้จริง
รายงานผลการใช้ชุดการสอนแบบศูนย์การเรียนรายวิชา ศ31101 ศิลปะพื้นฐาน เรื่อง การปฏิบัติขลุ่ยเพียงออเบื้องต้น สำหรับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
[ โดย kruinfo ชม 248 ]
บทคัดย่อ ชื่อเรื่อง รายงานผลการใช้ชุดการสอนแบบศูนย์การเรียนรายวิชา ศ31101 ศิลปะพื้นฐาน เรื่อง การปฏิบัติขลุ่ยเพียงออเบื้องต้น สำหรับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ผู้ศึกษา วัลลภ ชุ่มโชคดี ระยะเวลาดำเนินการ ปีการศึกษา 2552 ------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาและหาประสิทธิภาพของชุดการสอนแบบศูนย์การเรียน รายวิชา ศ31101 ศิลปะพื้นฐาน เรื่อง การปฏิบัติขลุ่ยเพียงออเบื้องต้น สำหรับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนและหลังการใช้ชุดการสอนแบบศูนย์การเรียน รายวิชา ศ31101 ศิลปะพื้นฐาน เรื่อง การปฏิบัติ ขลุ่ยเพียงออเบื้องต้น สำหรับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 และ 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่เรียนโดยใช้ชุดการสอนแบบศูนย์การเรียน รายวิชา ศ31101 ศิลปะพื้นฐาน เรื่อง การปฏิบัติขลุ่ยเพียงออเบื้องต้น สำหรับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้เป็นนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ปีการศึกษา 2552 ของโรงเรียนลาดบัวหลวงไพโรจน์วิทยา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต 2 จำนวน 128 คน เลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง ได้กลุ่มตัวอย่าง เป็นนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/2 จำนวน 40 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ แบบทดสอบก่อนเรียน-หลังเรียน แบบสอบถามความพึงพอใจ โดยใช้แบบแผนการทดลอง แบบ One Group Pretest-Posttest Design วิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติ t-test แบบ Dependent Sample ผลการศึกษา สรุปได้ดังนี้ 1. ชุดการสอนแบบศูนย์การเรียน รายวิชา ศ31101 ศิลปะพื้นฐาน เรื่อง การปฏิบัติ ขลุ่ยเพียงออเบื้องต้น สำหรับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่ผู้ศึกษาพัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพเท่ากับ 84.58/85.67 แสดงว่าชุดการสอนแบบศูนย์การเรียนที่ผู้ศึกษาสร้างขึ้นมีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์ 80/80 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนโดยใช้ชุดการสอนแบบศูนย์การเรียน รายวิชา ศ31101 ศิลปะพื้นฐาน เรื่อง การปฏิบัติขลุ่ยเพียงออเบื้องต้น สำหรับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 พบว่า คะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยคะแนนเฉลี่ยหลังเรียน ( = 26.12) สูงกว่าคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียน ( = 15.00) 3. ผลการศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่เรียนโดยใช้ชุดการสอนแบบศูนย์การเรียน รายวิชา ศ31101 ศิลปะพื้นฐาน เรื่อง การปฏิบัติขลุ่ยเพียงออเบื้องต้น สำหรับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 พบว่า ในภาพรวมของการเรียนที่เรียนโดยใช้ชุดการสอนแบบศูนย์การเรียน รายวิชา ศ31101 ศิลปะพื้นฐาน เรื่อง การปฏิบัติขลุ่ยเพียงออเบื้องต้น ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 นักเรียนมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด ( =4.70, S.D.=0.46)
รายงานผลการใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ วิชาวิทยาศาสตร์ เรื่อง สารในชีวิต ประจำวัน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
[ โดย kruinfo ชม 207 ]
บทคัดย่อ การศึกษาครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อ 1) เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมการเรียนรู้ วิชาวิทยาศาสตร์ เรื่อง สารในชีวิตประจำวัน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ วิชาวิทยาศาสตร์ เรื่อง สารในชีวิตประจำวัน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 3) เพื่อศึกษาระดับความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ วิชาวิทยาศาสตร์ เรื่อง สารในชีวิต ประจำวัน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 สมมติฐาน คือ 1) ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ วิชาวิทยาศาสตร์ เรื่อง สารในชีวิตประจำวัน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ วิชาวิทยาศาสตร์ เรื่อง สารในชีวิตประจำวัน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 สูงกว่าก่อนเรียน 3) นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีความพึงพอใจต่อการใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ วิชาวิทยาศาสตร์ เรื่อง สารในชีวิตประจำวัน อยู่ในระดับมากที่สุด ประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2552 โรงเรียนบ้านแม่ต๋ำ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาพะเยา เขต 2 จำนวน 22 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาประกอบด้วย 1) ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ผู้ศึกษาสร้างขึ้น จำนวน 5 ชุด 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ 3) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อชุดกิจกรรมการเรียนรู้ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ คือ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการศึกษาพบว่า 1) ชุดกิจกรรมการเรียนรู้มีประสิทธิภาพโดยภาพรวม 84.57/85.40 เป็นไปตามสมมติฐานข้อที่ 1 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่ใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน โดยมีค่าเฉลี่ยก่อนเรียนร้อยละ 41.37 ค่าเฉลี่ยหลังเรียนร้อยละ 85.80ค่าเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนร้อยละ 44.43 เป็นไปตามสมมติฐานข้อที่ 2 3) ผลการหาระดับความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อชุดกิจกรรมการเรียนรู้ มีระดับความพึงพอใจโดยภาพรวมอยู่ในเกณฑ์มากที่สุด เป็นไปตามสมมติฐานข้อที่ 3 โดยมีค่าเฉลี่ย 4.83 ความเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.03
การพัฒนาหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Book) เรื่องมหาชาติหรือมหาเวสสันดรชาดก
[ โดย kruinfo ชม 306 ]
บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้เป็นการพัฒนาหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Book) เรื่องมหาชาติ หรือมหาเวสสันดรชาดก สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๔ โรงเรียนปลายพระยาวิทยาคม จังหวัดกระบี่ ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ มีวัตถุประสงค์เพื่อ พัฒนาและหาประสิทธิภาพของหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Book) เรื่องมหาชาติหรือมหา เวสสันดรชาดก สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๔ ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน ๘๐/๘๐ เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างคะแนนหลังเรียนด้วยหนังสือ อิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Book) เรื่องมหาชาติหรือมหาเวสสันดรชาดก กับเกณฑ์ที่กำหนด ร้อยละ ๘๐ เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างคะแนนก่อนเรียนและหลังเรียน ด้วยหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Book) เรื่องมหาชาติหรือมหาเวสสันดรชาดก เพื่อประเมิน ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๔ ที่มีต่อหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Book) เรื่องมหาชาติหรือมหาเวสสันดรชาดก โดยมีประชากรคือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๔ โรงเรียน ปลายพระยาวิทยาคม อำเภอปลายพระยา จังหวัดกระบี่ จำนวน ๑๕๐ คน กลุ่มตัวอย่าง สำหรับ ทดลองใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Book) เรื่องมหาชาติหรือมหาเวสสันดรชาดกคือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๔ โรงเรียนปลายพระยาวิทยาคม อำเภอปลายพระยา จังหวัดกระบี่ จำนวน ๒๐ คน กลุ่มเป้าหมาย เพื่อการใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Book) เรื่องมหาชาติ หรือมหาเวสสันดรชาดก คือนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๔ โรงเรียนปลายพระยาวิทยาคม อำเภอ ปลายพระยา จังหวัดกระบี่ จำนวน ๓๗ คน ซึ่งได้มาจากการเลือกแบบเฉพาะเจาะจง วิเคราะห์ ข้อมูลหาค่าประสิทธิภาพของหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Book) เรื่องมหาชาติหรือมหา เวสสันดรชาดก โดยใช้ค่าร้อยละ เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างคะแนนหลังเรียน ด้วยหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Book) เรื่องมหาชาติหรือมหาเวสสันดรชาดก กับเกณฑ์ที่ กำหนดร้อยละ ๘๐ โดยใช้การทดสอบค่าทีแบบ One sample (t-test ; One sample) เปรียบเทียบ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างคะแนนก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ ก (Electronic Book) เรื่องมหาชาติหรือมหาเวสสันดรชาดก โดยใช้การทดสอบ ค่าทีแบบ Dependent (t-test ; Dependent sample หรือ t-pair) และหาค่าระดับความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ ๔ ที่มีต่อหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Book) เรื่องมหาชาติหรือมหาเวสสันดรชาดก โดยใช้ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน แล้วแปลผลเป็นระดับความพึงพอใจแบบความเรียง ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ ๑. หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Book) เรื่องมหาชาติหรือมหาเวสสันดรชาดก สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๔ มีประสิทธิภาพ ๘๓.๔๕/๘๕.๖๘ สูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ ๘๐/๘๐ โดยคะแนนเฉลี่ยของนักเรียนจากการใช้แบบฝึกในแต่ละกัณฑ์ คิดเป็นร้อยละ ๘๓.๔๕ และคะแนนเฉลี่ยจากการทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนคิดเป็นร้อยละ ๘๕.๖๘ ๒. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๔ มีคะแนนเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนด้วย หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Book) เรื่องมหาชาติหรือมหาเวสสันดรชาดก เมื่อเปรียบเทียบ กับเกณฑ์ร้อยละ ๘๐ ของคะแนนเต็ม สูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ ๘๐ ของคะแนนเต็ม อย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติที่ระดับ .๐๑ ๓. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๔ มีคะแนนเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนด้วย หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Book) เรื่องมหาชาติหรือมหาเวสสันดรชาดก สูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .๐๑ ๔. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๔ มีความพึงพอใจต่อการเรียนด้วยหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Book) เรื่องมหาชาติหรือมหาเวสสันดรชาดก เฉลี่ยโดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อแยกพิจารณาแต่ละรายการประเมิน พบว่า ทุกรายการประเมินมีระดับความพึงพอใจ อยู่ใน ระดับมากที่สุด ซึ่งการอธิบายเนื้อหาอ่านแล้วเข้าใจง่ายมีค่าเฉลี่ยมากที่สุด รองลงมาได้แก่ ประโยชน์ของกิจกรรมเสริม/คำถามชวนคิด ความง่ายในการเปิดอ่านโดยการคลิก ขนาดของ ตัวหนังสือที่ใช้ รูปแบบตัวหนังสือที่ใช้อ่านง่าย ความสะดวกในการใช้ปุ่มคำสั่งโดยการคลิก ความ สะดวกในการทำแบบทดสอบโดยการคลิก ความชัดเจนของรูปภาพที่ใช้ และขนาดของรูปภาพ ที่ใช้ ตามลำดับ
รายงานผลการใช้ชุดฝึกปฏิบัติการทดลอง หน่วยการเรียนรู้ เสียงกับการได้ยิน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5
[ โดย kruinfo ชม 209 ]
บทคัดย่อ การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของชุดฝึกปฏิบัติการทดลอง กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ หน่วยการเรียนรู้ เสียงกับการได้ยิน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้ชุดฝึกปฏิบัติการทดลอง หน่วยการเรียนรู้ เสียงกับการได้ยิน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 3) เพื่อศึกษาระดับความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อชุดฝึกปฏิบัติการทดลอง หน่วยการเรียนรู้ เสียงกับการได้ยิน สมมติฐานในการศึกษา คือ ชุดฝึกปฏิบัติการทดลอง หน่วยการเรียนรู้ เสียงกับการได้ยิน กลุ่มสาระ การเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐานร้อยละ 80/80 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนโดยใช้ชุดฝึกปฏิบัติการทดลอง หน่วยการเรียนรู้ เสียงกับการได้ยิน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 สูงกว่าก่อนเรียน นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการใช้ชุดฝึกปฏิบัติการทดลอง หน่วยการเรียนรู้ เสียงกับการได้ยิน กลุ่มสาระ การเรียนรู้วิทยาศาสตร์ อยู่ในระดับมากที่สุด ประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2552 โรงเรียนบ้านแม่ต๋ำ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาพะเยา เขต 2 จำนวน 23 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาประกอบด้วย 1) ชุดฝึกปฏิบัติการทดลอง กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ หน่วยการเรียนรู้ เสียงกับการได้ยิน จำนวน 5 เรื่อง 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ หน่วยการเรียนรู้ เสียงกับการได้ยิน 3) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อชุดฝึกปฏิบัติการทดลอง หน่วยการเรียนรู้ เสียงกับการได้ยิน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ คือ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการศึกษาพบว่า 1) ชุดฝึกปฏิบัติการทดลองมีประสิทธิภาพโดยรวม 84.78/85.48 สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดไว้ร้อยละ 80/80 ทั้ง 5 เรื่อง 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่ใช้ชุดฝึกปฏิบัติการทดลองก่อนเรียนมีค่าเฉลี่ยร้อยละ 42.61 คะแนนทดสอบหลังเรียนมีค่าเฉลี่ยร้อยละ 88.12 คะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน คิดเป็นร้อยละ 45.51 3) ผลการหาระดับความพึงพอใจของนักเรียนที่ใช้ชุดฝึกปฏิบัติการทดลองมีระดับความพึงพอใจโดยภาพรวมอยู่ในเกณฑ์มากที่สุด โดยมีค่าเฉลี่ย 4.82 ความเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.11
รายงานผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่อง คำและชนิดของคำ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านตาเปาว์ โดยใช้ชุดการเรียน
[ โดย kruinfo ชม 157 ]
ชื่อเรื่อง รายงานผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่อง คำและชนิดของคำ ของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านตาเปาว์ โดยใช้ชุดการเรียน ผู้รายงาน นางประไพ ธุรานุช ตำแหน่ง ครูชำนาญการ สังกัด โรงเรียนบ้านตาเปาว์ อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุรินทร์ เขต 1 ปีที่พิมพ์ 2553 บทคัดย่อ รายงานผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่อง คำและชนิดของคำ ของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านตาเปาว์ โดยใช้ชุดการเรียน มีวัตถุประสงค์ดังนี้ (1) เพื่อพัฒนาชุดการเรียน เรื่อง คำและชนิดของคำ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย นักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ปีการศึกษา 2553 โรงเรียนบ้านตาเปาว์ อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 (2) เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง คำและชนิดของคำ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ปีการศึกษา 2553 โรงเรียนบ้านตาเปาว์ อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ โดยใช้ชุดการเรียน (3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจในการเรียนรู้ เรื่อง คำและชนิดของคำ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ปีการศึกษา 2553 โรงเรียนบ้านตาเปาว์ อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ โดยใช้ชุดการเรียน ประชากรเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ปีการศึกษา 2552 โรงเรียนบ้านตาเปาว์ อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ จำนวน 19 คน ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) ใช้เวลาในการทดลอง 18 ชั่วโมง (ไม่รวมเวลา ที่ใช้ในการทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน) เครื่องมือ ที่ใช้ ได้แก่ ชุดการเรียน เรื่อง คำและชนิดของคำ จำนวน 7 ชุด แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 1 ฉบับ 40 ข้อ ซึ่งมีค่าความยากตั้งแต่ 0.20 ถึง 0.80 ค่าอำนาจจำแนกตั้งแต่ 0.20 ถึง 0.86 และค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.9045 และแบบสอบถาม ความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดการเรียน จำนวน 15 ข้อ มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.8897 สถิติที่ใช้ ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติที่ใช้วิเคราะห์ความแตกต่างระหว่างคะแนนก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนที่เรียนโดยใช้ชุดการเรียนหาค่าร้อยละ ผลการศึกษาสรุปได้ดังนี้ 1. ชุดการเรียน เรื่อง คำและชนิดของคำ มีประสิทธิภาพ 82.14/81.18 ตามเกณฑ์ที่ตั้งไว้ และมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ที่ตั้งไว้ทั้ง 7 ชุด ดังนี้ คำและชนิดของคำ มีประสิทธิภาพ 82.34/81.45 ตามเกณฑ์ที่ตั้งไว้ และมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ที่ตั้งไว้ทั้ง 7 ชุด ดังนี้ ชุดการเรียนที่ 1 เรื่อง คำนาม มีประสิทธิภาพ 81.14/80.00 ชุดการเรียนที่ 2 เรื่อง คำสรรพนาม มีประสิทธิภาพ 82.71/80.00 ชุดการเรียนที่ 3 เรื่อง คำกริยา มีประสิทธิภาพ คะแนน 82.28/82.11 ชุดการเรียนที่ 4 เรื่อง คำบุพบท มีประสิทธิภาพ 84.04/83.16 ชุดการเรียนที่ 5 เรื่อง คำสันธาน มีประสิทธิภาพ 81.93/81.58 ชุดการเรียนที่ 6 เรื่อง คำวิเศษณ์ มีประสิทธิภาพ 83.33/82.63 และชุดการเรียนที่ 7 เรื่อง คำอุทาน มีประสิทธิภาพ 83.51/81.58 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่อง คำและชนิดของคำ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านตาเปาว์ หลังเรียนตามแผนการจัดการเรียนรู้วิชาภาษาไทย โดยใช้ชุดการเรียน พบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนจากคะแนนของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเมื่อเรียนโดยใช้ชุดการเรียน เรื่อง คำและชนิดของคำ มีค่าคะแนนเฉลี่ย 32.58 ( =32.58 , = 2.39) จำนวนนักเรียนผ่านเกณฑ์ร้อยละ 80 จำนวน 12 คน คิดเป็นร้อยละ 63.16 3. ความพึงพอใจของนักเรียนที่เรียนโดยใช้ชุดการเรียน เรื่อง คำและชนิดของคำ อยู่ในระดับมาก ( = 4.36 , = 0.62)
รายงานผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่อง คำและชนิดของคำ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านตาเปาว์ โดยใช้ชุดการเรียน
[ โดย kruinfo ชม 138 ]
ชื่อเรื่อง รายงานผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่อง คำและชนิดของคำ ของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านตาเปาว์ โดยใช้ชุดการเรียน ผู้รายงาน นางประไพ ธุรานุช ตำแหน่ง ครูชำนาญการ สังกัด โรงเรียนบ้านตาเปาว์ อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุรินทร์ เขต 1 ปีที่พิมพ์ 2553 บทคัดย่อ รายงานผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่อง คำและชนิดของคำ ของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านตาเปาว์ โดยใช้ชุดการเรียน มีวัตถุประสงค์ดังนี้ (1) เพื่อพัฒนาชุดการเรียน เรื่อง คำและชนิดของคำ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย นักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ปีการศึกษา 2553 โรงเรียนบ้านตาเปาว์ อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 (2) เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง คำและชนิดของคำ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ปีการศึกษา 2553 โรงเรียนบ้านตาเปาว์ อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ โดยใช้ชุดการเรียน (3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจในการเรียนรู้ เรื่อง คำและชนิดของคำ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ปีการศึกษา 2553 โรงเรียนบ้านตาเปาว์ อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ โดยใช้ชุดการเรียน ประชากรเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ปีการศึกษา 2552 โรงเรียนบ้านตาเปาว์ อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ จำนวน 19 คน ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) ใช้เวลาในการทดลอง 18 ชั่วโมง (ไม่รวมเวลา ที่ใช้ในการทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน) เครื่องมือ ที่ใช้ ได้แก่ ชุดการเรียน เรื่อง คำและชนิดของคำ จำนวน 7 ชุด แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 1 ฉบับ 40 ข้อ ซึ่งมีค่าความยากตั้งแต่ 0.40 ถึง 0.67 ค่าอำนาจจำแนกตั้งแต่ 0.20 ถึง 0.73 และค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.9106 และแบบสอบถาม ความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดการเรียน จำนวน 15 ข้อ มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.8897 สถิติที่ใช้ ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติที่ใช้วิเคราะห์ความแตกต่างระหว่างคะแนนก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนที่เรียนโดยใช้ชุดการเรียนหาค่าร้อยละ ผลการศึกษาสรุปได้ดังนี้ 1. ชุดการเรียน เรื่อง คำและชนิดของคำ มีประสิทธิภาพ 82.14/81.18 ตามเกณฑ์ที่ตั้งไว้ และมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ที่ตั้งไว้ทั้ง 7 ชุด ดังนี้ คำและชนิดของคำ มีประสิทธิภาพ 82.34/81.45 ตามเกณฑ์ที่ตั้งไว้ และมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ที่ตั้งไว้ทั้ง 7 ชุด ดังนี้ ชุดการเรียนที่ 1 เรื่อง คำนาม มีประสิทธิภาพ 81.14/80.00 ชุดการเรียนที่ 2 เรื่อง คำสรรพนาม มีประสิทธิภาพ 82.71/80.00 ชุดการเรียนที่ 3 เรื่อง คำกริยา มีประสิทธิภาพ คะแนน 82.28/82.11 ชุดการเรียนที่ 4 เรื่อง คำบุพบท มีประสิทธิภาพ 84.04/83.16 ชุดการเรียนที่ 5 เรื่อง คำสันธาน มีประสิทธิภาพ 81.93/81.58 ชุดการเรียนที่ 6 เรื่อง คำวิเศษณ์ มีประสิทธิภาพ 83.33/82.63 และชุดการเรียนที่ 7 เรื่อง คำอุทาน มีประสิทธิภาพ 83.51/81.58 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่อง คำและชนิดของคำ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านตาเปาว์ หลังเรียนตามแผนการจัดการเรียนรู้วิชาภาษาไทย โดยใช้ชุดการเรียน พบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนจากคะแนนของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเมื่อเรียนโดยใช้ชุดการเรียน เรื่อง คำและชนิดของคำ มีค่าคะแนนเฉลี่ย 32.58 ( =32.58 , = 2.39) จำนวนนักเรียนผ่านเกณฑ์ร้อยละ 80 จำนวน 12 คน คิดเป็นร้อยละ 63.16 3. ความพึงพอใจของนักเรียนที่เรียนโดยใช้ชุดการเรียน เรื่อง คำและชนิดของคำ อยู่ในระดับมาก ( = 4.36 , = 0.62)
การพัฒนาชุดฝึกทักษะการอ่าน การเขียน เรื่องมาตราตัวสะกด กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านศาลาสามัคคี สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์ เขต 3
[ โดย kruinfo ชม 205 ]
บทคัดย่อ อัจฉราภรณ์ ประสานรัตน์: การพัฒนาชุดฝึกทักษะการอ่าน การเขียน เรื่องมาตราตัวสะกด กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านศาลาสามัคคี สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์ เขต 3 การศึกษาค้นคว้าในครั้งนี้ มีความมุ่งหมายเพื่อสร้างและพัฒนาชุดฝึกทักษะการอ่าน การเขียน เรื่องมาตราตัวสะกด กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านศาลาสามัคคี สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์ เขต 3 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ก่อนเรียนและหลังเรียน โดยใช้ชุดฝึกทักษะการอ่าน การเขียน เรื่องมาตราตัวสะกด และเพื่อศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ชุดฝึกทักษะการอ่าน การเขียน เรื่องมาตราตัวสะกด กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าในครั้งนี้ เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านศาลาสามัคคี สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุรินทร์ เขต 3 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2553 จำนวนทั้งสิ้น 28 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้า ได้แก่ ชุดฝึกทักษะการอ่าน การเขียน เรื่องมาตราตัวสะกด กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านศาลาสามัคคี สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์ เขต 3 จำนวน 8 ชุดฝึก แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ก่อนเรียนและหลังเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 30 ข้อ คะแนนเต็ม 30 คะแนน และแบบสอบถามความคิดเห็นของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ชุดฝึกทักษะการอ่าน การเขียน เรื่องมาตราตัวสะกด กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย จำนวน 10 ข้อ คะแนนเต็ม 30 คะแนน การวิเคราะห์ข้อมูล ในการหาค่าประสิทธิภาพของชุดฝึกทักษะการอ่าน การเขียน เรื่องมาตราตัวสะกด กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านศาลาสามัคคี สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุรินทร์ เขต 3 ตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 คำนวณจากสูตร E1/ E2 การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ก่อนเรียนและหลังเรียน วิเคราะห์โดยการหาค่า t-test (Dependent) การศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านศาลาสามัคคี สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุรินทร์ เขต 3 ที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ชุดฝึกทักษะการอ่าน การเขียน เรื่องมาตราตัวสะกด กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าร้อยละ (%) ค่าเฉลี่ย ( ) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และการตรวจสอบคุณภาพของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ก่อนเรียนและหลังเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าความยาก (p) ค่าอำนาจจำแนก( r ) และค่าความเชื่อมั่น (rtt ) ผลการศึกษาค้นคว้า พบว่า 1) ชุดฝึกทักษะการอ่าน การเขียนคำ ตามมาตรตัวสะกด กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ที่ผู้ศึกษาค้นคว้าสร้างขึ้น มีประสิทธิภาพเท่ากับ 85.13/86.79 สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 2) นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ที่เรียนโดยใช้ชุดฝึกทักษะการอ่าน การเขียน เรื่องมาตราตัวสะกด กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 3) นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ที่เรียนโดยใช้ชุดฝึกทักษะการอ่าน การเขียน เรื่องมาตราตัวสะกด กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย มีความคิดเห็นต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ใช้ชุดฝึกทักษะการอ่าน การเขียน เรื่องมาตราตัวสะกด กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย มีความคิดเห็น โดยเฉลี่ยอยู่ในระดับ เห็นด้วยมาก (ค่าเฉลี่ย=2.72 )
การพัฒนาเอกสารประกอบการเรียน ชุด
[ โดย kruinfo ชม 196 ]
บทคัดย่อ การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1). เพื่อพัฒนาเอกสารประกอบการเรียนชุด
การพัฒนาเอกสารประกอบการเรียน ชุด
[ โดย kruinfo ชม 183 ]
ชื่อเรื่อง การพัฒนาเอกสารประกอบการเรียน ชุด
รายงานผลการใช้หนังสือส่งเสริมการอ่านวิทยาศาสตร์ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านโต๊ะตีเต
[ โดย kruinfo ชม 206 ]
บทคัดย่อ การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) สร้างหนังสือส่งเสริมการอ่านวิทยาศาสตร์ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้หนังสือส่งเสริมการอ่านวิทยาศาสตร์ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 และ 3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่เรียนโดยใช้หนังสือส่งเสริมการอ่านวิทยาศาสตร์ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ประชากร คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ปีการศึกษา 2550 โรงเรียนบ้านโต๊ะตีเต อำเภอยะหริ่ง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาปัตตานี เขต 1 จำนวน 20 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา คือ 1) หนังสือส่งเสริมการอ่านวิทยาศาสตร์ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 2) แบบประเมินความพึงพอใจของครูวิทยาศาสตร์และผู้ทรงคุณวุฒิต่อหนังสือส่งเสริมการอ่านวิทยาศาสตร์สำหรับนักเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 3) แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้หนังสือส่งเสริมการอ่านวิทยาศาสตร์ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 4) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 5) แบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนของหนังสือส่งเสริมการอ่านวิทยาศาสตร์ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 6 เรื่อง และ 6) แบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่เรียนโดยใช้หนังสือส่งเสริมการอ่านวิทยาศาสตร์ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ ค่าอำนาจจำแนก ค่าความยากง่าย ค่าความเชื่อมั่น ค่าประสิทธิภาพตามเกณฑ์ มาตรฐาน 80/80 และการทดสอบค่าที (t
รายงานผลการพัฒนาและใช้หนังสืออ่านเพิ่มเติม ชุดประวัติศาสตร์สมัยสุโขทัย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑
[ โดย kruinfo ชม 216 ]
ชื่อเรื่อง รายงานผลการพัฒนาและใช้รายงานผลการพัฒนาและใช้หนังสืออ่านเพิ่มเติม ชุดประวัติศาสตร์สมัยสุโขทัย กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และ วัฒนธรรม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ผู้วิจัย นายสมเดช กลิ่นหอม ตำแหน่ง ครู วิทยฐานะชำนาญการ หน่วยงาน โรงเรียนวัดจรเข้เผือก อำเภอด่านมะขามเตี้ย จังหวัดกาญจนบุรี สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาญจนบุรี เขต 1 บทคัดย่อ การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1. เพื่อพัฒนาหนังสืออ่านเพิ่มเติม ชุดประวัติศาสตร์สมัยสุโขทัย ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 2. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนวัดจรเข้เผือก ก่อนและหลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้หนังสืออ่านเพิ่มเติม ชุด ประวัติศาสตร์สมัยสุโขทัย กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และ วัฒนธรรม 3. เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1ที่มีต่อการเรียนโดยใช้หนังสืออ่านเพิ่มเติม ชุดประวัติศาสตร์สมัยสุโขทัย เครื่องมือที่ใช้ในการพัฒนา 1. หนังสืออ่านเพิ่มเติม ชุดประวัติศาสตร์สมัยสุโขทัย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 2. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และ วัฒนธรรม เรื่อง ประวัติศาสตร์สมัยสุโขทัย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 เป็นแบบปรนัย 4 ตัวเลือก จำนวน 40 ข้อ 3. แบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1โรงเรียนวัดจรเข้เผือก จังหวัดกาญจนบุรี ผลการพัฒนาพบว่า 1. ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของหนังสืออ่านเพิ่มเติม กลุ่มสาระสังคมศึกษา ศาสนา และ วัฒนธรรม ชุด ประวัติศาสตร์สมัยสุโขทัย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ก่อนการทดลองและหลังการทดลองแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยค่าเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์การเรียนหลังการทดลองสูงกว่าก่อนทดลอง 2. การพัฒนาหนังสืออ่านเพิ่มเติม ชุดประวัติศาสตร์สมัยสุโขทัย กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และ วัฒนธรรม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดไว้ (80/80) 90.10/86.56 3. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่เรียนโดยใช้หนังสืออ่านเพิ่มเติม ชุดประวัติศาสตร์สมัยสุโขทัย กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และ วัฒนธรรม มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด
รายงานผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่อง คำและชนิดของคำ ของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านตาเปาว์ โดยใช้ชุดการเรียน
[ โดย kruinfo ชม 149 ]
ชื่อเรื่อง รายงานผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่อง คำและชนิดของคำ ของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านตาเปาว์ โดยใช้ชุดการเรียน ผู้รายงาน นางสาวประไพ ธุรานุช ตำแหน่ง ครูชำนาญการ สังกัด โรงเรียนบ้านตาเปาว์ อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุรินทร์ เขต 1 ปีที่พิมพ์ 2553 บทคัดย่อ รายงานผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่อง คำและชนิดของคำ ของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านตาเปาว์ โดยใช้ชุดการเรียน มีวัตถุประสงค์ดังนี้ (1) เพื่อพัฒนาชุดการเรียน เรื่อง คำและชนิดของคำ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย นักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ปีการศึกษา 2553 โรงเรียนบ้านตาเปาว์ อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 (2) เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง คำและชนิดของคำ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ปีการศึกษา 2553 โรงเรียนบ้านตาเปาว์ อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ โดยใช้ชุดการเรียน (3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจในการเรียนรู้ เรื่อง คำและชนิดของคำ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ปีการศึกษา 2553 โรงเรียนบ้านตาเปาว์ อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ โดยใช้ชุดการเรียน ประชากรเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ปีการศึกษา 2552 โรงเรียนบ้านตาเปาว์ อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ จำนวน 19 คน ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) ใช้เวลาในการทดลอง 18 ชั่วโมง (ไม่รวมเวลา ที่ใช้ในการทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน) เครื่องมือ ที่ใช้ ได้แก่ ชุดการเรียน เรื่อง คำและชนิดของคำ จำนวน 7 ชุด แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 1 ฉบับ 40 ข้อ ซึ่งมีค่าความยากตั้งแต่ 0.40 ถึง 0.67 ค่าอำนาจจำแนกตั้งแต่ 0.20 ถึง 0.73 และค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.9106 และแบบสอบถาม ความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดการเรียน จำนวน 15 ข้อ มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.8897 สถิติที่ใช้ ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติที่ใช้วิเคราะห์ความแตกต่างระหว่างคะแนนก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนที่เรียนโดยใช้ชุดการเรียนหาค่าร้อยละ ผลการศึกษาสรุปได้ดังนี้ 1. ชุดการเรียน เรื่อง คำและชนิดของคำ มีประสิทธิภาพ 82.14/81.18 ตามเกณฑ์ที่ตั้งไว้ และมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ที่ตั้งไว้ทั้ง 7 ชุด ดังนี้ คำและชนิดของคำ มีประสิทธิภาพ 82.34/81.45 ตามเกณฑ์ที่ตั้งไว้ และมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ที่ตั้งไว้ทั้ง 7 ชุด ดังนี้ ชุดการเรียนที่ 1 เรื่อง คำนาม มีประสิทธิภาพ 81.14/80.00 ชุดการเรียนที่ 2 เรื่อง คำสรรพนาม มีประสิทธิภาพ 82.71/80.00 ชุดการเรียนที่ 3 เรื่อง คำกริยา มีประสิทธิภาพ คะแนน 82.28/82.11 ชุดการเรียนที่ 4 เรื่อง คำบุพบท มีประสิทธิภาพ 84.04/83.16 ชุดการเรียนที่ 5 เรื่อง คำสันธาน มีประสิทธิภาพ 81.93/81.58 ชุดการเรียนที่ 6 เรื่อง คำวิเศษณ์ มีประสิทธิภาพ 83.33/82.63 และชุดการเรียนที่ 7 เรื่อง คำอุทาน มีประสิทธิภาพ 83.51/81.58 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่อง คำและชนิดของคำ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านตาเปาว์ หลังเรียนตามแผนการจัดการเรียนรู้วิชาภาษาไทย โดยใช้ชุดการเรียน พบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนจากคะแนนของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเมื่อเรียนโดยใช้ชุดการเรียน เรื่อง คำและชนิดของคำ มีค่าคะแนนเฉลี่ย 32.58 จำนวนนักเรียนผ่านเกณฑ์ร้อยละ 80 จำนวน 12 คน คิดเป็นร้อยละ 63.16 3. ความพึงพอใจของนักเรียนที่เรียนโดยใช้ชุดการเรียน เรื่อง คำและชนิดของคำ อยู่ในระดับมาก
การพัฒนาแบบฝึกที่เป็นกระบวนการแก้ปัญหา เรื่องโจทย์ปัญหาร้อยละ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6
[ โดย kruinfo ชม 143 ]
การพัฒนาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของแบบฝึกที่เป็นกระบวนการแก้ปัญหา เรื่องโจทย์ปัญหาร้อยละ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้แบบฝึกที่เป็นกระบวนการแก้ปัญหา เรื่องโจทย์ปัญหาร้อยละ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการใช้แบบฝึกที่เป็นกระบวนการแก้ปัญหา เรื่องโจทย์ปัญหาร้อยละ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการพัฒนาเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/3 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2552 โรงเรียนอนุบาลปัตตานี อำเภอเมืองปัตตานี จังหวัดปัตตานี สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาปัตตานี เขต 1 จำนวน 43 คน ได้มาจากการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการพัฒนาประกอบด้วยแบบฝึกที่เป็นกระบวนการแก้ปัญหา เรื่องโจทย์ปัญหาร้อยละ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 9 ชุด แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องโจทย์ปัญหาร้อยละ ชั้นประถมศึกษา ปีที่ 6 จำนวน 30 ข้อ แบบทดสอบก่อนและหลังเรียนแบบฝึกแต่ละชุด จำนวน 9 ฉบับ ฉบับละ 10 ข้อ และแบบประเมินความพึงพอใจที่มีต่อการใช้แบบฝึกที่เป็นกระบวนการแก้ปัญหา เรื่องโจทย์ปัญหาร้อยละ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และใช้ค่าสถิติ t-test ผลการพัฒนาพบว่า 1. แบบฝึกที่เป็นกระบวนการแก้ปัญหา เรื่องโจทย์ปัญหาร้อยละ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่สร้างมีประสิทธิภาพ ได้ค่า E1/E2 เท่ากับ 82.51/84.81 สูงกว่าเกณฑ์ 80/80 2. ผลสัมฤทธิ์หลังเรียนโดยใช้แบบฝึกที่เป็นกระบวนการแก้ปัญหา เรื่องโจทย์ปัญหาร้อยละ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 สูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีความพึงพอใจต่อการใช้แบบฝึกที่เป็นกระบวนการแก้ปัญหา เรื่องโจทย์ปัญหาร้อยละ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ระดับมาก เครื่องมือ แจกแบบฝึกรวมเล่ม (ไฟล์ที่ 1 math6.pdf) พร้อมเฉลย (ไฟล์ที่ 2 ansmath6.pdf) ไฟล์ละ 9 เรื่อง พร้อมแบบทดสอบ หรือโหลดจาก http://gotoknow.org/blog/trattana หรือ http://gotoknow.org/file/tsunan/list หรือ http://mis-oas.oas.psu.ac.th/~nratata/ หรือ http://www.schuai.net/ratana/
การพัฒนารูปแบบการประกันคุณภาพภายในโรงเรียนเทศบาล 3 วัดสหมิตรมงคล ตั้งตรงจิตร 6 เทศบาลตำบลหนองแค อำเภอหนองแค จังหวัดสระบุรี ด้วยวิธีเทียบเคียงสมรรถนะ
[ โดย kruinfo ชม 151 ]
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างรูปแบบการประกันคุณภาพภายในโรงเรียนเทศบาล 3 วัดสหมิตรมงคล ตั้งตรงจิตร 6 เทศบาลตำบลหนองแค อำเภอหนองแค จังหวัดสระบุรี ด้วยวิธีการเทียบเคียงสมรรถนะ เพื่อทดลองใช้รูปแบบการประกันคุณภาพภายในโรงเรียนเทศบาล 3 วัดสห-มิตรมงคล ตั้งตรงจิตร 6 เทศบาลตำบลหนองแค อำเภอหนองแค จังหวัดสระบุรี ด้วยวิธีการเทียบเคียงสมรรถนะและเพื่อประเมินรูปแบบการประกันคุณภาพภายในโรงเรียนเทศบาล 3 วัดสห-มิตรมงคล ตั้งตรงจิตร 6 เทศบาลตำบลหนองแค อำเภอหนองแค จังหวัดสระบุรี ด้วยวิธีการเทียบเคียงสมรรถนะ กลุ่มผู้ให้ข้อมูลในขั้นสร้างรูปแบบเป็นหัวหน้ากลุ่มส่งเสริมพัฒนาระบบประกันคุณภาพการศึกษา ศึกษานิเทศก์ ผู้บริหารและคณะครู ส่วนขั้นทดลองและประเมินรูปแบบ เป็นผู้บริหารและคณะครูในสถานศึกษาที่ร่วมทดลอง จำนวน 3โรงเรียน ในเขตเทศบาลตำบลหนองแค ได้ทำการทดลองในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2552 เก็บรวบรวมข้อมูลทั้งเชิงปริมาณ และเชิงคุณภาพด้วยวิธีการสัมภาษณ์ การเขียนสะท้อนความรู้สึก และตอบแบบสอบถาม ผลวิจัยพบว่า รูปแบบการประกันคุณภาพภายในโรงเรียนเทศบาล 3 วัดสหมิตรมงคล ตั้งตรงจิตร 6 เทศบาลตำบลหนองแค อำเภอหนองแค จังหวัดสระบุรี ด้วยวิธีการเทียบเคียงสมรรถนะ มีลักษณะเป็นแผนภูมิโครงสร้างหลัก และโครงสร้างเสริม โดยโครงสร้างหลัก เป็นขั้นตอนการดำเนินงานประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา ประกอบด้วย 2 ส่วนคือโครงสร้างหลัก และโครงสร้างเสริมโดยโครงสร้างหลัก เป็นขั้นตอนการดำเนินงานประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา ประกอบด้วย 6 ขั้น ได้แก่ 1) ขั้นสร้างเป้าหมายร่วมกัน 2) ขั้นเตรียมการเทียบเคียง 3) ขั้นดำเนินการเทียบเคียง 4) ขั้นปรับปรุงเปลี่ยนแปลงการทำงาน 5) ขั้นทบทวนและตรวจสอบการทำงาน และ 6) ขั้นประเมินภายในและจัดทำรายงานการประเมินตนเอง โดยแต่ละขั้นใช้การดำเนินงานตามวงจรคุณภาพ PDCA ส่วนโครงสร้างเสริม เป็นส่วนสนับสนุนส่งเสริมให้การดำเนินงานของโครงสร้างหลักเป็นไปได้ อย่างราบรื่น สมบูรณ์ และมีความเป็นไปได้ที่จะประสบความสำเร็จ ประกอบด้วย 2 ฝ่าย ได้แก่ 1) ฝ่ายสนับสนุน อันได้แก่บุคคลหรือกลุ่มของบุคคลที่มีส่วนช่วยส่งเสริมและสนับสนุนโดยให้เวลา งบประมาณ แนวคิด การติดต่อประสานงาน แรงงานและอื่นๆ เพื่อเอื้ออำนวยความสะดวกให้กับสถานศึกษาดำเนินงานตามโครงสร้างหลักได้อย่างราบรื่น จนครบกระบวนการประกอบด้วยบุคคลหรือกลุ่มบุคคล ได้แก่ ผู้บริหาร คณะทำงาน ชุมชน และหน่วยงาน ต้นสังกัด และ 2) ฝ่ายติดตามและประเมินคุณภาพ ประกอบด้วย กลุ่มติดตามคุณภาพ และกลุ่มประเมินคุณภาพ รูปแบบการประกันคุณภาพภายในโรงเรียนเทศบาล 3 วัดสหมิตรมงคล ตั้งตรงจิตร 6 -เทศบาลตำบลหนองแค อำเภอหนองแค จังหวัดสระบุรี ด้วยวิธีการเทียบเคียงสมรรถนะ นี้สามารถนำไปใช้ได้จริงในสถานศึกษา โดยทั้ง 3 โรงเรียน มีคุณภาพการจัดการศึกษาเพิ่มขึ้น ผู้บริหารและคณะครูที่ร่วมทดลองใช้รูปแบบเห็นด้วยว่ารูปแบบการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาฯที่พัฒนาขึ้นมา มีความเหมาะสม และเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาระบบการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา
รายงานการใช้แบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียนสะกดคำเพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่๑
[ โดย kruinfo ชม 140 ]
ชื่อเรื่อง รายงานการใช้แบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียนสะกดคำ เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ชื่อผู้รายงาน สุเพ็ญศรี วิชัยดิษฐ สถานศึกษา โรงเรียนบ้านวังพลาย ตำบลย่านยาว อำเภอคีรีรัฐนิคม จังหวัดสุราษฎร์ธานี ปีการศึกษา 2552 บทคัดย่อ รายงานการใช้แบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียนสะกดคำ เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาแบบฝึกทักษะให้มีประสิทธิภาพ 80/80 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังใช้แบบฝึกทักษะ 3) ศึกษาค่าดัชนีประสิทธิผลของแบบฝึกทักษะ และ 4) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อแบบฝึกทักษะ โดยนำไปทดลองกับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านวังพลาย สังกัดศูนย์เครือข่ายการศึกษาที่ 1 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 2 ซึ่งกำลังเรียนในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2552 จำนวน 7 คน ซึ่งได้มาโดยวิธีการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ประกอบด้วย แบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียนสะกดคำจำนวน 9 ชุด แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จำนวน 30 ข้อ ซึ่งมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.75 และแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อแบบฝึกทักษะ จำนวน 10 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที (t-test) ผลการศึกษาพบว่า 1. แบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียนสะกดคำ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 9 ชุด มีประสิทธิภาพโดยเฉลี่ย 83.65/86.67 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ 80/80 ทุกชุด โดยชุดที่ 1 สระอา มีประสิทธิภาพ 82.86/85.71 ชุดที่ 2 สระอู มีประสิทธิภาพ 84.29/88.57 ชุดที่ 3 สระอี มีประสิทธิภาพ 82.86/84.29 ชุดที่ 4 สระใอ ไอ โอ มีประสิทธิภาพ 81.43/85.71 ชุดที่ 5 สระเอ มีประสิทธิภาพ 87.14/90.00 ชุดที่ 6 สระอะ มีประสิทธิภาพ 84.29/85.71 ชุดที่ 7 สระอิ มีประสิทธิภาพ 85.71/87.14 ชุดที่ 8 สระออ มีประสิทธิภาพ 82.86/87.14 และชุดที่ 9 สระอัว มีประสิทธิภาพ 81.43/85.71 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังใช้แบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียนสะกดคำ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 สูงกว่าก่อนใช้แบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียนสะกดคำ มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 3. ค่าดัชนีประสิทธิผลของแบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียนสะกดคำ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 มีค่าเท่ากับ 0.7945 หมายความว่า นักเรียนมีความรู้เพิ่มมากขึ้น 0.7945 หรือคิดเป็นร้อยละ 79.45 4. ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อแบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียนสะกดคำ มีคะแนนเฉลี่ยรวม ( ) เท่ากับ 4.50 และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) เท่ากับ 0.60 เมื่อเปรียบเทียบกับเกณฑ์การพิจารณาระดับความพึงพอใจ พบว่านักเรียนมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากต่อแบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียนสะกดคำ
การประเมินโครงการการจัดบรรยากาศและสิ่งแวดล้อมเพื่อพัฒนาแหล่งเรียนรู้ ในโรงเรียนชุมชนบ้านละหารมิตรภาพที่ 113
[ โดย kruinfo ชม 345 ]
บทสรุปการประเมินโครงการ การประเมินโครงการการจัดบรรยากาศและสิ่งแวดล้อมเพื่อพัฒนาแหล่งเรียนรู้ในโรงเรียนครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินบริบทของโครงการ ประเมินปัจจัยนำเข้าของโครงการ ประเมินกระบวนการดำเนินโครงการ และประเมินผลผลิตของโครงการ การประเมินใช้รูปแบบการประเมินแบบซิปป์ (CIPP Model) กลุ่มตัวอย่าง มีจำนวนทั้งสิ้น 240 คน แบ่งเป็นผู้ทรงคุณ จำนวน 5 คน กรรมการสถานศึกษา จำนวน 13 คน ครูจำนวน 17 คน นักเรียน108 คน และผู้ปกครองนักเรียนจำนวน 97 คน เครื่องมือที่ใช้ในการประเมิน ประกอบด้วย แบบสอบถามจำนวน 5 ฉบับ คือ ฉบับที่ 1 แบบสอบถามความคิดเห็นของผู้ทรงคุณวุฒิด้านบริบท ฉบับที่ 2 แบบสอบถามความคิดเห็นของครูที่รับผิดชอบโครงการด้านปัจจัยนำเข้า ฉบับที่ 3 แบบสอบถามความคิดเห็นของครูด้านกระบวนการ ฉบับที่ 4 แบบสอบถามความพึงพอใจของครู นักเรียนและผู้ปกครองนักเรียนด้านผลผลิต ฉบับที่ 5 แบบบันทึกจำนวนกิจกรรม โดยมีค่าความเชื่อมั่นได้ .88 เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยวิธีการสอบถาม และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ยและค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการประเมินโครงการ สรุปได้ดังนี้ 1. ผลการประเมินประเด็นบริบทของโครงการโดยการประเมิน 3 ตัวชี้วัด คือ ความจำเป็นของโครงการ ความเหมาะสมของวัตถุประสงค์ และความเป็นไปได้ของวัตถุประสงค์ พบว่า ทุกตัวชี้วัด ผ่านเกณฑ์การประเมินและอยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ย ( = 4.13 ) 2. ผลการประเมินประเด็นปัจจัยนำเข้าของโครงการโดยการประเมิน จำนวน 4 ตัวชี้วัด คือ ความเหมาะสมของคณะกรรมการฝ่ายต่าง ๆ ความเพียงพอของงบประมาณ ความเพียงพอของวัสดุและอุปกรณ์ ความเหมาะสมของสถานที่ พบว่า ทุกตัวชี้วัด ผ่านเกณฑ์การประเมินและอยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ย ( = 4.15 ) 3. ผลการประเมินประเด็นกระบวนการดำเนินโครงการโดยการประเมิน 5 ตัวชี้วัด คือ การจัดกิจกรรมห้องเรียนน่าอยู่ การจัดกิจกรรมห้องสมุดพร้อมใช้ การจัดกิจกรรมสวนหย่อมมีชีวิต การจัดกิจกรรมต้นไม้พูดได้ การจัดกิจกรรมสวนสมุนไพร พบว่า ทุกตัวชี้วัด ผ่านเกณฑ์การประเมินและอยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ย ( = 4.22 ) 4. ผลการประเมินประเด็นผลผลิตของโครงการ 4.1 ประเมินจากจำนวนกิจกรรมที่ได้ดำเนินการตามโครงการ ซึ่งได้ดำเนินทั้ง 5 กิจกรรม ได้แก่กิจกรรมห้องเรียนน่าอยู่ กิจกรรมห้องสมุดพร้อมใช้ กิจกรรมสวนหย่อมมีชีวิต กิจกรรมต้นไม้พูดได้ และกิจกรรมสวนสมุนไพร 4.1.1 ประเมินจากตัวชี้วัด ทั้ง 4 ตัวชี้วัด คือ ความพึงใจของคณะกรรมการสถานศึกษาความพึงใจของครู ความพึงใจของผู้ปกครอง ความพึงใจของนักเรียนเกี่ยวกับผลที่ได้รับจากการดำเนินงานตามโครงการ พบว่าผ่านเกณฑ์อยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ย ( = 4.19 ) ผลการประเมินโครงการในภาพรวมของโครงการการจัดบรรยากาศและสิ่งแวดล้อมเพื่อพัฒนาแหล่งเรียนรู้ในโรงเรียน พบว่า ผ่านเกณฑ์การประเมินและอยู่ในระดับมาก ประเมินการทั้ง 4 ประเด็น พบว่า ผ่านเกณฑ์การประเมินและอยู่ในระดับทั้ง 4 ประเด็น คือ ประเด็นด้านบริบทของโครงการ ประเด็นปัจจัยของโครงการ ประเด็นกระบวนการดำเนินโครงการ และประเด็นผลผลิตของโครงการ และตัวชี้วัดทั้ง 14 ตัวชี้วัด พบว่า ผ่านเกณฑ์การประเมินและอยู่ในระดับมากทั้ง 14 ตัวชี้วัด
การพัฒนาการเรียนด้วยแบบฝึกเสริมทักษะ เรื่อง อสมการ โดยใช้วิธีการสอน
[ โดย kruinfo ชม 365 ]
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเพื่อการพัฒนาการเรียนด้วยแบบฝึกเสริมทักษะ เรื่อง อสมการโดยใช้วิธีการสอนแบบร่วมมือกันเรียนรู้ เทคนิค STAD ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยมีวัตถุประสงค์ คือ 1)เพื่อศึกษาผลการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนด้วยแบบฝึกเสริมทักษะ เรื่อง อสมการ โดยใช้วิธีการสอนแบบร่วมมือกันเรียนรู้ เทคนิค STAD ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 2)เพื่อพัฒนาแบบฝึกเสริมทักษะ เรื่อง อสมการ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 3)เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยแบบฝึกเสริมทักษะ เรื่อง อสมการ โดยใช้วิธีการสอนแบบร่วมมือกันเรียนรู้ เทคนิค STAD 4)เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน และต่อแบบฝึกเสริมทักษะ เรื่อง อสมการ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2553 โรงเรียนสุราษฎร์ธานี ๒ ตำบลมะขามเตี้ย อำเภอเมืองฯ จังหวัดสุราษฎร์ธานี จำนวน 52 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเฉพาะเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ได้แก่ 1)แผนการจัดการเรียนรู้ โดยใช้วิธีการสอนแบบร่วมมือกันเรียนรู้ เทคนิค STAD เรื่อง อสมการ จำนวน 18 ชั่วโมง 2)แบบฝึกเสริมทักษะ เรื่อง อสมการ จำนวน 19 ชุด 3)แบบทดสอบย่อยท้ายวงจรการทดลองที่ 1-5 เป็นแบบปรนัย 4 ตัวเลือก รวมจำนวน 50 ข้อ 4)แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง อสมการ แบบปรนัย 4 ตัวเลือก จำนวน 20 ข้อ 5)แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน และต่อแบบฝึกเสริมทักษะ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การหาประสิทธิภาพ (E1/E2) และการทดสอบสมมติฐานใช้ t

ยอดนิยม