เลือกห้อง >>

ทั้งหมด

รายงานการพัฒนาแบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความสำคัญภาษาไทย ชั้น ป.5
[ โดย kruinfo ชม 525 ]
บทคัดย่อ ชื่อเรื่อง รายงานการพัฒนาการอ่านจับใจความสำคัญ โดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ชื่อผู้ศึกษา นายอภิรักษ์ อุ่นรักษา ปีที่เผยแพร่ 2553 บทคัดย่อ การศึกษาเรื่องการพัฒนาการอ่านจับใจความสำคัญ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความภาษาไทย มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความภาษาไทย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านการอ่านจับใจความสำคัญของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ก่อนและหลังเรียน โดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความภาษาไทย เปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนกับเกณฑ์มาตรฐานที่ร้อยละ 80 และศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนต่อการใช้แบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความ ประชากรได้แก่นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนท่าแสงวิทยายน อำเภอเมืองกาฬสินธุ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2552 จำนวน 24 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ประกอบด้วย แบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความภาษาไทย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษา ปีที่ 5 จำนวน 12 เล่ม แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความภาษาไทย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 12 แผน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนการอ่านจับใจความสำคัญและแบบสอบถามความคิดเห็นของนักเรียนต่อการใช้แบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความภาษาไทย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษา ปีที่ 5 ทำการวิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการศึกษาพบว่า 1. ประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความภาษาไทย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนท่าแสงวิทยายน อำเภอเมืองกาฬสินธุ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ โดยภาพรวมเฉลี่ยเท่ากับ 87.95 / 85.97 สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ที่ 80 / 80 2. คะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนและหลังเรียน เมื่อเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความภาษาไทย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนท่าแสงวิทยายน อำเภอเมืองกาฬสินธุ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ ได้คะแนนทดสอบหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญที่ ระดับ 0.01 3. ความคิดเห็นของนักเรียนต่อการใช้หนังสือส่งเสริมการอ่านจับใจความสำคัญ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนท่าแสงวิทยายน อำเภอเมืองกาฬสินธุ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ เท่ากับ 4.48 ในภาพรวมพบว่าอยู่ในระดับมาก
เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
[ โดย kruinfo ชม 191 ]
ชื่อเรื่อง รายงานการพัฒนาชุดการเรียน เรื่อง จำนวนเชิงซ้อน รายวิชาคณิตศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ผู้ศึกษา นางสาวสายใจ ธีรพงศ์วิษณุพร ปีที่ศึกษา 2553 บทคัดย่อ การศึกษาผลการใช้ชุดการเรียน เรื่อง จำนวนเชิงซ้อน รายวิชาคณิตศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างและพัฒนาชุดการเรียนเรื่อง จำนวนเชิงซ้อน รายวิชาคณิตศาสตร์ ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 75/75 เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังการศึกษาจากชุดการเรียน เรื่อง จำนวนเชิงซ้อน รายวิชาคณิตศาสตร์ และเพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่มีต่อชุดการเรียน เรื่อง จำนวนเชิงซ้อน รายวิชาคณิตศาสตร์ กลุ่มตัวอย่างในการศึกษาเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนโชคชัยสามัคคี อำเภอโชคชัย จังหวัดนครราชสีมา ปีการศึกษา 2553 จำนวน 44 คน ที่ได้มาจากการสุ่มแบบเฉพาะเจาะจง ใช้ระยะเวลาในการศึกษาตั้งแต่วันที่ 30 พฤศจิกายน 2552 ถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2553 กระบวนการศึกษาโดยให้นักเรียนทำแบบทดสอบก่อนเรียน เรื่อง จำนวนเชิงซ้อน ศึกษาเนื้อหาและทำกิจกรรมจากชุดการเรียน 12 ชุด ทดสอบหลังเรียน และนำข้อมูล ที่ได้จากการศึกษามาวิเคราะห์หาประสิทธิภาพของชุดการเรียน เปรียบเทียบคะแนน การทดสอบ ก่อนเรียนและหลังเรียนและประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อชุดการเรียน เรื่องจำนวนเชิงซ้อน ค่าสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ค่าเฉลี่ย ( ) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D) ค่าสัมประสิทธิ์ความแปรปรวน (C.V) และการทดสอบค่าที (t - test) ผลการศึกษาพบว่า 1. ประสิทธิภาพของชุดการเรียน เรื่อง จำนวนเชิงซ้อน รายวิชาคณิตศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โดยเฉลี่ยเท่ากับ 84.36 / 81.69 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 75 / 75 ที่ตั้งไว้ 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน เรื่อง จำนวนเชิงซ้อน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05 3. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 มีความพึงพอใจต่อชุดการเรียน เรื่อง จำนวนเชิงซ้อน รายวิชาคณิตศาสตร์ อยู่ในระดับมาก คิดเป็นค่าเฉลี่ย 4.68
การพัฒนาเอกสารประกอบการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (งานประดิษฐ์) สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6
[ โดย kruinfo ชม 412 ]
บทคัดย่อ การรายงานในครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อ (1) เพื่อพัฒนาเอกสารประกอบการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (งานประดิษฐ์) สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 (2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนได้รับการสอนโดยใช้เอกสารประกอบการเรียนรู้กับหลังการได้รับการสอนโดยใช้ด้วยเอกสารประกอบการเรียนรู้ (3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการใช้เอกสารประกอบการเรียนรู้ ซึ่งการวิจัยในครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ดำเนินการตามลักษณะของวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi Experimental Research) มี 2 ขั้นตอน ดังนี้ ขั้นตอนที่ 1 การพัฒนาเอกสารประกอบการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (งานประดิษฐ์) สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ได้ให้ผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 5 ท่าน ตรวจสอบความเหมาะสมของเอกสารประกอบการเรียนรู้ ในด้านต่างๆ กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2551 โรงเรียนอนุบาลบึงสามัคคี จำนวน 42 คน เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วย เอกสารประกอบการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (งานประดิษฐ์) สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 10 เรื่อง ประกอบด้วย(1) งานประดิษฐ์ใบตอง (2) วัสดุ อุปกรณ์และเครื่องมือที่ใช้ในงานประดิษฐ์ใบตอง (3) การห่อขนมด้วยใบตอง (4) ถาดใบตอง (5) แจกันใบตอง (6) ซองใบตอง (7) กระทงกรวยดอกไม้ใบตอง (8) กระทงลอยใบตอง (9) บายศรีปากชาม และ (10) พานพุ่มผ้า และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จำนวน 40 ข้อ สถิติที่ใช้ คือ , S.D. และหาประสิทธิภาพโดยใช้สูตร E1/E2 ขั้นตอนที่ 2 การทดลองใช้เอกสารประกอบการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (งานประดิษฐ์) กลุ่มทดลองเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2552 โรงเรียนอนุบาลบึงสามัคคี จำนวน 34 คน เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วย เอกสารประกอบการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (งานประดิษฐ์) สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 10 เรื่อง ประกอบด้วยเรื่อง (1) งานประดิษฐ์ใบตอง (2) วัสดุ อุปกรณ์และเครื่องมือที่ใช้ในงานประดิษฐ์ใบตอง (3) การห่อขนมด้วยใบตอง (4) ถาดใบตอง (5) แจกันใบตอง (6) ซองใบตอง (7) กระทงกรวยดอกไม้ใบตอง (8) กระทงลอยใบตอง (9) บายศรีปากชาม (10) พานพุ่มผ้า และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จำนวน 40 ข้อ สถิติที่ใช้ คือ t-test Dependent ผลการศึกษารายงานปรากฏว่า 1. เอกสารประกอบการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (งานประดิษฐ์) สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 83.35/81.17 2. นักเรียนที่เรียนด้วยเอกสารประกอบการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (งานประดิษฐ์) มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 3. นักเรียนมีความพึงพอใจต่อเอกสารประกอบการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (งานประดิษฐ์) อยู่ในระดับมาก โดยมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.39
รายงานการพัฒนาแบบฝึกทักษะการเขียนคำที่มีตัวสะกดไม่ตรงมาตราจากบทร้อยกรอง กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 2
[ โดย kruinfo ชม 256 ]
ชื่อผลงาน รายงานการพัฒนาแบบฝึกทักษะการเขียนคำที่มีตัวสะกดไม่ตรงมาตราจากบทร้อยกรอง กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ชื่อผู้ศึกษา นางนงเยาว์ แสงราวี โรงเรียนวัดผาสุกาวาส (พิศิษฎ์พิทยา) ปีที่ศึกษา 2552 บทคัดย่อ รายงานการพัฒนาแบบฝึกทักษะการเขียนคำที่มีตัวสะกดไม่ตรงมาตราจากบทร้อยกรอง กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1)เพื่อสร้างแบบฝึกทักษะการเขียนคำที่มีตัวสะกดไม่ตรงมาตราจากบทร้อยกรอง กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการเขียนคำที่มีตัวสะกดไม่ตรงมาตราจากบทร้อยกรอง กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะการเขียนคำที่มีตัวสะกดไม่ตรงมาตราจากบทร้อยกรอง กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ประชากรที่ใช้ในการศึกษาเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ปีการศึกษา 2552 โรงเรียนวัดผาสุกาวาส (พิศิษฎ์พิทยา) จำนวนนักเรียน 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาประกอบด้วย แบบฝึกทักษะการเขียนคำที่มีตัวสะกดไม่ตรงมาตราจากบทร้อยกรอง ซึ่งประกอบไปด้วย แบบฝึกที่จัดแบ่งเป็นคำที่มีตัวสะกดไม่ตรงมาตราตัวสะกดจากบทร้อยกรอง มาตราละ 1 ชุด รวมจำนวน 4 ชุด แต่ละชุดประกอบด้วยแบบฝึกชุดละ 15 แบบฝึก รวมทั้งสิ้น 60 แบบฝึก แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนมีลักษณะเป็นแบบทดสอบปรนัย 3 ตัวเลือก จำนวน 40 ข้อ แผนการจัดการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 เรื่องการเขียนคำที่มีตัวสะกดไม่ตรงมาตรา มีจำนวน 4 แผน และแบบสอบถามความพึงพอใจ มีลักษณะเป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน 10 ข้อ ผลการศึกษา พบว่า แบบฝึกทักษะการเขียนคำที่มีตัวสะกดไม่ตรงมาตราจาก บทร้อยกรอง กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 มีค่าประสิทธิภาพ 84.16/82.77 แสดงว่าสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนด้วยแบบฝึกทักษะการเขียนคำที่มีตัวสะกดไม่ตรงมาตราจากบทร้อยกรอง กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05 นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการเขียนคำที่มีตัวสะกดไม่ตรงมาตราจากบทร้อยกรอง กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 มีค่าเฉลี่ย ( ) 4.16 และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) 0.45 แสดงว่าความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการใช้แบบฝึกทักษะการเขียนคำที่มีตัวสะกดไม่ตรงมาตราจากบทร้อยกรอง กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 อยู่ในระดับมาก
การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้เเบบฝึกทักษะคณิตเรื่องการคูณ
[ โดย kruinfo ชม 159 ]
ชื่อเรื่อง : การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยใช้แบบฝึกทักษะ คณิตศาสตร์ เรื่องการคูณ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษา ปีที่ 3 โรงเรียนบ้านจิจิก ชื่อผู้ศึกษา : นางสุขใจ สุริยกาญจน์ โรงเรียน : บ้านจิจิก สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตรัง เขต 2 ปีที่ทำการศึกษา : ปีการศึกษา 2552 บทคัดย่อ การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์เรื่องการคูณ ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80 / 80 และเพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่องการคูณ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านจิจิก ประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือนักเรียนที่กำลังเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2552 ของโรงเรียนบ้านจิจิก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตรัง เขต 2 จำนวน 12 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 17 แผน, แบบฝึกทักษะเรื่องการคูณ จำนวน 4 เล่มและแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนจำนวน 20 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและสถิติหาคุณภาพเครื่องมือ ผลการศึกษาพบว่าแบบฝึกทักษะมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ (E1/E2) 80 / 80 โดยมีประสิทธิภาพ 82.20/81.33 มีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านจิจิก หลังการทดลองใช้แบบฝึกทักษะ( = 16.25) สูงกว่าการทดลองใช้ ( = 6.92) ซึ่งมีค่าความแตกต่าง 9.33 ข้อเสนอแนะ ควรมีการแบ่งเนื้อหาให้สั้นและกระชับมากที่สุด โดยใช้ภาษาที่เข้าใจง่ายและควรจัดสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมกับเนื้อหาสาระที่จะสอน
รายงานผลการใช้เอกสารประกอบการเรียนวิชาดอกไม้สด 1 รหัสวิชา 2403
[ โดย kruinfo ชม 273 ]
การศึกษาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างเอกสารประกอบการเรียนวิชาดอกไม้สด 1 รหัสวิชา 2403
รายงานการพัฒนาสื่อมัลติมีเดีย (Multimedia) ชุดการ์ตูน CAI ช่วยสอน (บวก ลบ คูณ หารและระคน) เพื่อพัฒนาทักษะการคิด กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2
[ โดย kruinfo ชม 255 ]
การศึกษาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อพัฒนาสื่อมัลติมีเดีย (Multimedia) ชุดการ์ตูน CAI ช่วยสอน (บวก ลบ คูณ หารและระคน) เพื่อพัฒนาทักษะการคิด กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 (2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนและหลังการเรียนด้วยสื่อมัลติมีเดีย (Multimedia) ชุดการ์ตูน CAI ช่วยสอน (บวก ลบ คูณ หารและระคน) เพื่อพัฒนาทักษะการคิด กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 (3) เพื่อศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อสื่อมัลติมีเดีย (Multimedia) ชุดการ์ตูน CAI ช่วยสอน (บวก ลบ คูณ หารและระคน) เพื่อพัฒนาทักษะการคิด กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2/2 โรงเรียนเทศบาลอินทปัญญา วัดใหญ่อินทาราม ที่เรียนในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2552 ที่เลือกมาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) โดยจับฉลากเลือกห้องเรียนมา 1 ห้องเรียน จาก 5 ห้องเรียน ได้นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2/2 จำนวนนักเรียนทั้งหมด 36 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่ 1) สื่อมัลติมีเดีย (Multimedia) ชุดการ์ตูน CAI ช่วยสอน (บวก ลบ คูณ หารและระคน) เพื่อพัฒนาทักษะการคิด กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 5 ชุด 2) หนังสือการ์ตูนเสริมทักษะการคิดวิเคราะห์ เรื่อง บวก ลบ คูณ หาร ระคน กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 5 ชุด 3) แบบทดสอบวัดผลการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ จำนวน 1 ฉบับ 20 ข้อ 4) แบบสอบถามความคิดเห็นของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ที่มีต่อสื่อมัลติมีเดีย (Multimedia) ชุดการ์ตูน CAI ช่วยสอน (บวก ลบ คูณ หารและระคน) เพื่อพัฒนาทักษะการคิด กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 1 ฉบับ 10 ข้อ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ t-test แบบ Dependent ค่าเฉลี่ย ( ) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ผลการศึกษาพบว่า 1. ผลการหาค่าประสิทธิภาพสื่อมัลติมีเดีย (Multimedia) ชุดการ์ตูน CAI ช่วยสอน (บวก ลบ คูณ หารและระคน) เพื่อพัฒนาทักษะการคิด กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 มีค่าประสิทธิภาพ เท่ากับ 84.78/84.72 2. ความสามารถในการเรียนรู้คณิตศาสตร์ของนักเรียนหลังการเรียนด้วย สื่อมัลติมีเดีย (Multimedia) ชุดการ์ตูน CAI ช่วยสอน (บวก ลบ คูณ หารและระคน) เพื่อพัฒนาทักษะการคิด กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 สูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 3. ความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อสื่อมัลติมีเดีย (Multimedia) ชุดการ์ตูน CAI ช่วยสอน (บวก ลบ คูณ หารและระคน) เพื่อพัฒนาทักษะการคิด กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 อยู่ในระดับมาก
การพัฒนากระบวนการเรียนวิชาดนตรี นาฏศิลป์ โดยใช้หลักการจัดการเรียนการสอนแบบผู้เรียนเป็นสำคัญ : โมเดลซิปปา ( CIPPA MODEL) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนหนองเหล็กศึกษา จังหวัดมหาสารคาม
[ โดย kruinfo ชม 1,461 ]
การศึกษาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนากระบวนการเรียน พัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชาดนตรี นาฏศิลป์ เรื่อง ดนตรีไทยและสากล ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 และเพื่อประเมินความพึงพอใจของนักเรียนต่อการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ:โมเดลซิปปา กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการศึกษาเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/3 โรงเรียนหนองเหล็กศึกษา อำเภอโกสุม จังหวัดมหาสารคาม ประจำภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2553 จำนวน 34 คน เครื่องที่ใช้ในการศึกษาได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้รายวิชา ดนตรี นาฏศิลป์ จำนวน 12 แผน 2) แบบบันทึกผลการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน 3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 4) แบบประเมินความพึงพอใจ และ 5) แบบสัมภาษณ์ รูปแบบที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้เป็นลักษณะของการวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียน(Classroom Action Research) ซึ่งได้นำหลักการและขั้นตอนของวิจัยเชิงปฏิบัติการ(Action Research)มาใช้ในการศึกษา โดยแบ่งเป็น 3 วงจรปฏิบัติ ได้แก่ วงจรปฏิบัติที่ 1 ประกอบด้วยแผนการสอนที่ 2-4 วงจรปฏิบัติที่ 2 ประกอบด้วยแผนการสอนที่ 5-8 และวงจรปฏิบัติที่ 3 ประกอบด้วยแผนการสอนที่ 9-12 การวิเคราะห์ข้อมูลแบ่งเป็น 2 แบบ คือ การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพโดยการนำข้อมูลมาตีความ แปลความ แล้วรายงานผลในลักษณะการบรรยาย และการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ โดยการหาค่าเฉลี่ยเลขคณิตและหาค่าร้อยละ ผลการศึกษาพบว่า การใช้โมเดลซิปปาในกิจกรรมการเรียนรู้วิชาดนตรีและนาฏศิลป์ เป็นกิจกรรมที่ทำให้นักเรียนได้มีส่วนร่วมในการเรียน นักเรียนแต่ละคนมีบทบาทหน้าที่ในการปฏิบัติงานมีความสำคัญเท่าเทียมกันและมีความรับผิดชอบ ในกิจกรรมการเรียนการสอนนักเรียนเป็นผู้ลงมือปฏิบัติด้วยตนเองและมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับบุคคลอื่น เกิดการเรียนรู้ร่วมกัน สร้างองค์ความรู้ร่วมกัน อีกทั้งการนำเสนอผลงานทำให้นักเรียนได้เกิดทักษะการพูดการนำเสนอ เกิดความภาคภูมิใจในผลงานของตนและกลุ่ม ทำให้เกิดความรักความสามัคคี ส่งเสริมบรรยากาศของการทำงานแบบประชาธิปไตย การแข่งขันทำให้เกิดความกระตือรือร้นในการทำงาน ผู้เรียนได้พัฒนาทั้งในด้านร่างกาย สติปัญญา สังคมและอารมณ์ไปพร้อมกัน โดยภาพรวมนักเรียนมีความกระตือรือร้นให้ความสนใจในการเรียน มีความสุขสนุกสนานกับการเรียน บรรลุจุดประสงค์ทั้งในด้านความรู้ความเข้าใจ ด้านทักษะกระบวนการและด้านคุณลักษณะอันพึงประสงค์ มีความพึงพอใจในรูปแบบการจัดการเรียนการสอน และสามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้กับสถานการณ์ในชีวิตประจำวันได้ เมื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียน พบว่า นักเรียนมีคะแนนเฉลี่ยร้อยละ 82.21 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้คือ ร้อยละ 75 และร้อยละของนักเรียนที่มีคะแนนผ่านเกณฑ์ คือ 82.35 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ คือ ร้อยละ 80
รายงานผลการใช้เอกสารประกอบการเรียน สาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา
[ โดย kruinfo ชม 146 ]
ชื่อเรื่อง รายงานผลการใช้เอกสารประกอบการเรียน สาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา หน่วยการ เรียนรู้ที่ 3 สุขภาพดีชีวีมีสุข ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ผู้รายงาน นางขวัญยืน ชินพิเศษ หน่วยงาน โรงเรียนบ้านสะพานหิน ปีการศึกษา 2552 บทคัดย่อ การศึกษาผลการใช้เอกสารประกอบการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา หน่วยการเรียนรู้ที่ 3 สุขภาพดีชีวีมีสุข สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีวัตถุประสงค์ เพื่อสร้างและพัฒนาเอกสารประกอบการเรียนให้มีประสิทธิภาพ ตามเกณฑ์กระบวนการ/ผลลัพธ์ 80/80 เพื่อเปรียบเทียบคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ก่อนและหลังเรียนด้วยเอกสารประกอบการเรียน และเพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่เรียนด้วยเอกสารประกอบการเรียน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2552 โรงเรียนบ้านสะพานหิน จังหวัดชัยนาท จำนวน 20 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ประกอบด้วยเอกสารประกอบการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา หน่วยการเรียนรู้ที่ 3 สุขภาพดีชีวีมีสุข ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จำนวน 35 ข้อ และแบบสอบถามความพึงพอใจในการเรียนด้วยเอกสารประกอบการเรียน ดำเนินการทดลองใช้เอกสารประกอบการเรียนในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2552 เป็นระยะเวลา 11 ชั่วโมง วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาประสิทธิภาพ(E1/E2)ของเอกสารประกอบการเรียน เปรียบเทียบความแตกต่างคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนและหลังการได้รับการสอนด้วยเอกสารประกอบ การเรียน ด้วยสถิติทดสอบ t แบบ dependent และหาค่าเฉลี่ยของคะแนนความพึงพอใจ สรุปผลการศึกษาได้ ดังนี้ 1. เอกสารประกอบการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา หน่วยการเรียนรู้ที่ 3สุขภาพดีชีวีมีสุข มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ความสัมพันธ์ ระหว่าง กระบวนการ (E1) และผลลัพธ์ (E2) เท่ากับ 84.36 / 81.14 2. คะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา หน่วยการเรียนรู้ที่ 3 สุขภาพดีชีวีมีสุข มีค่าแตกต่างจากคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียน 3. นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนด้วยเอกสารประกอบการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้ สุขศึกษาและพลศึกษา หน่วยการเรียนรู้ที่ 3 สุขภาพดีชีวีมีสุข อยู่ในระดับมาก
การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์เรื่องเซลล์และกระบวนการ
[ โดย kruinfo ชม 191 ]
ชื่อเรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์เรื่องเซลล์และกระบวนการ ดำรงชีวิตของพืชโดยใช้บทเรียนสำเร็จรูปสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนท่าตูมประชาเสริมวิทย์ อ.ท่าตูม จังหวัดสุรินทร์ ผู้ศึกษา นางอัญชลี มะลิหวล สถานศึกษา โรงเรียนท่าตูมประชาเสริมวิทย์ อำเภอท่าตูม จังหวัดสุรินทร์ สำนักงานเขตพื้นที่ การศึกษาสุรินทร์ เขต 2 ปีการศึกษา ภาคเรียนที่ 1 / 2551 บทคัดย่อ การศึกษาการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์เรื่องเซลล์และกระบวนการดำรงชีวิตของพืชโดยใช้บทเรียนสำเร็จรูปสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1โรงเรียนท่าตูมประชาเสริมวิทย์ อำเภอท่าตูม จังหวัดสุรินทร์ ครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ1) เพื่อพัฒนาบทเรียนสำเร็จรูปวิชาวิทยาศาสตร์ เรื่องเซลล์และกระบวนการดำรงชีวิตของพืชสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่มีเกณฑ์ประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/3 ก่อนและหลังการใช้บทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง เรื่องเซลล์และกระบวนการดำรงชีวิตของพืช 3)เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนต่อการใช้บทเรียนสำเร็จรูปวิชาวิทยาศาสตร์ เรื่องเซลล์และกระบวนการดำรงชีวิตของพืช สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/3 ประชากรที่ใช้ในการศึกษาสำหรับทดสอบประสิทธิภาพของบทเรียนสำเร็จรูป และทดสอบแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/1 นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่1/5 นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/7 นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/9 และนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/10 โรงเรียนท่าตูมประชาเสริมวิทย์ อำเภอท่าตูม จังหวัดสุรินทร์ ภาคเรียนที่ 1 ประจำปีการศึกษา 2551 จำนวน 63 คนและกลุ่มตัวอย่างคือนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/3 จำนวน 41 คน เป็นนักเรียนชาย 16 คน และเป็นนักเรียนหญิง 25 คน ซึ่งได้มาโดยการเลือกตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลครั้งนี้ คือ แผนจัดการเรียนรู้ จำนวน 10 แผน บทเรียนสำเร็จรูป จำนวน 10 เล่ม แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบปรนัย ชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 40 ข้อ และแบบวัดความพึงพอใจของนักเรียนต่อการจัดการเรียนรู้ จำนวน 30 ข้อ แบบแผนของการศึกษาคือรูปแบบกลุ่มเดียววัดก่อนและหลังการทดลอง(One Group Pre-test post-test Design) ผลการศึกษาพบว่า 1. ประสิทธิภาพของบทเรียนสำเร็จรูปวิชาวิทยาศาสตร์ เรื่องเซลล์และกระบวนการดำรงชีวิตของพืชสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 อยู่ในเกณฑ์ประสิทธิภาพ 80/80 คือ 81.18 / 82.05 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนบทเรียนสำเร็จรูปวิชาวิทยาศาสตร์ เรื่องเซลล์และกระบวนการดำรงชีวิตของพืชสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/3 มีคะแนนวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนมีค่าเฉลี่ย ( ) เท่ากับ 31.12 และคะแนนทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนมีค่าเฉลี่ย ( ) เท่ากับ 34.07 โดยมีคะแนนรวมของผลต่าง ( ) มีค่าเท่ากับ 86 และมีค่า t
การพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่องเวลา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3
[ โดย kruinfo ชม 201 ]
ชื่อเรื่อง : การพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน กลุ่มสาระ การเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง เวลา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ชื่อผู้วิจัย : นางสาวพนิดา ไชยชุน สาขาวิชา : กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ปีที่ศึกษา : 2552 บทคัดย่อ การศึกษาวิจัยครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง เวลา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ก่อนเรียนและหลังเรียน โดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน และศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียน โดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง เวลา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาวิจัยครั้งนี้ เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2552 โรงเรียนวัดศรีสวัสดิ์ อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปราจีนบุรี เขต 2 จำนวน 32 คน ได้มาจากการสุ่มแบบเจาะจง (Purposive sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาวิจัย ประกอบด้วย (1) บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง เวลา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 (2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง เวลา มีค่าความยากง่ายอยู่ระหว่าง 0.20
ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่องกำเนิดและการเคลื่อนที่ของแสง
[ โดย kruinfo ชม 253 ]
เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ นางจริยา นิตยา ตำแหน่งครู วิทยฐานะ ชำนาญการ โรงเรียนอนุบาลภูเวียง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาขอนแก่น เขต 5 ได้จัดทำผลงานทางวิชาการ เรื่อง
รายงานผลการใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง ระบบจำนวนเต็ม กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
[ โดย kruinfo ชม 205 ]
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์การศึกษา เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง ระบบจำนวนเต็ม กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน และศึกษาความคิดเห็นของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่มีต่อการเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนรักไทยร่มเกล้าอุปถัมภ์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาพิษณุโลก เขต 2 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2552 จำนวน 25 คน ซึ่งได้มา โดยการสุ่มแบบเจาะจง (Purposive Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง ระบบจำนวนเต็ม แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบสอบถามความคิดเห็นของนักเรียน สถิติที่ใช้ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ t-test ผลการศึกษา พบว่า 1.แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง ระบบจำนวนเต็ม กลุ่มสาระการเรียนรู้ คณิตศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่ผู้รายงานสร้างขึ้นมีประสิทธิภาพ 82.78/81.87 สูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ 2.คะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง ระบบจำนวนเต็ม ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 3.ความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ด้วยแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง ระบบจำนวนเต็ม กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีความคิดเห็นอยู่ในระดับมากที่สุด
รายงานผลการใช้ชุดกิจกรรมวิทยาศาสตร์ เรื่อง การดำรงพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5
[ โดย kruinfo ชม 297 ]
การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความพึงพอใจ โดยใช้ชุดกิจกรรมวิทยาศาสตร์ เรื่อง การดำรงพันธุ์ของสิ่งมีชีวิต กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 การศึกษาค้นคว้าครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมวิทยาศาสตร์ เรื่อง การดำรงพันธุ์ของสิ่งมีชีวิต ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนและหลังการใช้ชุดกิจกรรมวิทยาศาสตร์ เรื่อง การดำรงพันธุ์ของสิ่งมีชีวิต ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 และเพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อ การจัดการเรียนรู้โดยการใช้ชุดกิจกรรมวิทยาศาสตร์ เรื่อง การดำรงพันธุ์ของสิ่งมีชีวิต ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โดยผู้ศึกษาได้ดำเนินการสอนด้วยตนเอง ใช้เวลาสอน 24 แผนการจัดการเรียนรู้ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2553 โรงเรียนบ้านเขาไคร สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสตูล จำนวน 22 คนโดยการสุ่มแบบเฉพาะเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ ชุดกิจกรรมวิทยาศาสตร์ เรื่อง การดำรงพันธุ์ของสิ่งมีชีวิต ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 9 กิจกรรม แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การดำรงพันธุ์ของสิ่งมีชีวิต กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 30 ข้อ และแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนรู้ด้วยชุดกิจกรรมวิทยาศาสตร์ เรื่อง การดำรงพันธุ์ของสิ่งมีชีวิต ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 เป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) จำนวน 10 ข้อคำถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เปรียบเทียบความแตกต่างความคิดสร้างสรรค์ก่อนและหลังเรียน โดยใช้ t-test (Dependent Samples) ผลการศึกษาค้นคว้า ปรากฏผลดังนี้ 1. ชุดกิจกรรมวิทยาศาสตร์ เรื่อง การดำรงพันธุ์ของสิ่งมีชีวิต ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 มีประสิทธิภาพ 80.86 /84.53 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ที่ตั้งไว้ 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ก่อนและหลังการใช้ชุดกิจกรรมวิทยาศาสตร์ เรื่อง การดำรงพันธุ์ของสิ่งมีชีวิต ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 พบว่า หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 3. ความพึงพอใจของนักเรียน ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยการใช้ชุดกิจกรรมวิทยาศาสตร์ เรื่อง การดำรงพันธุ์ของสิ่งมีชีวิต ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 อยู่ในระดับมาก
รายงานการใช้ชุดการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ที่ส่งเสริมทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์
[ โดย kruinfo ชม 162 ]
บทคัดย่อ การศึกษาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของชุดการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ที่ส่งเสริมทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังและก่อนเรียนด้วยชุดการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ที่ส่งเสริม ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ สำหรับนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 และ3) เพื่อประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อชุดการสอนแบบ สืบเสาะหาความรู้ที่ส่งเสริมทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ประชากรที่ใช้ในการศึกษา คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษา ปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2552 โรงเรียนชุมชนประชาสามัคคี จำนวน 25 คน เครื่องมือที่ใช้ ในการศึกษา คือ 1) ชุดการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ที่ส่งเสริมทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 สิ่งมีชีวิตกับกระบวน การดำรงชีวิต และหน่วยการเรียนรู้ที่ 3 พลังงานและสสาร 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ 3) แบบสอบถามความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลใช้ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติทดสอบ t
รายงานผลการใช้ชุดการสอน เรื่อง สิ่งมีชีวิต กลุ่มสาระการเรียนรู้ วิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
[ โดย kruinfo ชม 193 ]
บทคัดย่อ ชื่อผลงาน : รายงานผลการใช้ชุดการสอน เรื่อง สิ่งมีชีวิต กลุ่มสาระการเรียนรู้ วิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ชื่อผู้รายงาน : นายบรรเจิด โรงคำ รายงานผลการใช้ชุดการสอนครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของชุดการสอน เรื่อง สิ่งมีชีวิต กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ตามเกณฑ์มาตรฐานร้อยละ 80/80 (2) เพื่อศึกษาเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ เรื่อง สิ่งมีชีวิต ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ในก่อนเรียนและหลังเรียน (3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการใช้ชุดการสอน เรื่อง สิ่งมีชีวิต กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2550 โรงเรียนบ้านใหม่ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาน่าน เขต 1 อำเภอนาน้อย จังหวัดน่าน จำนวน 16 คน โดยการคัดเลือกสุ่มแบบเจาะจง จากประชากรทั้งหมด เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ (1) ชุดการสอน เรื่อง สิ่งมีชีวิต กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 4 ชุด (2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง สิ่งมีชีวิต กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 30 ข้อ (3) แบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อชุดการสอน เรื่อง สิ่งมีชีวิต กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ จำนวน 10 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ ค่าร้อยละ ค่าคะแนนเฉลี่ย ( ) และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ผลการศึกษาพบว่า 1. ชุดการสอน เรื่อง สิ่งมีชีวิต กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 4 ชุด มีประสิทธิภาพ 91.42/ 88.67 แสดงว่า ชุดการสอน ที่ผู้รายงานสร้างขึ้น มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 2. นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังการใช้ชุดการสอน เรื่อง สิ่งมีชีวิต กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ผ่านเกณฑ์ที่กำหนดไว้ทุกคน โดยมีคะแนนเฉลี่ยคิดเป็นร้อยละ 88.67 3. นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนโดยใช้ชุดการสอน เรื่อง สิ่งมีชีวิต กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 อยู่ในระดับพอใจมากที่สุด
การจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะการอ่าน คิดวิเคราะห์ โดยใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นล้านนา สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๕
[ โดย kruinfo ชม 292 ]
บทคัดย่อ ชื่อ รายงานการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะการอ่าน คิดวิเคราะห์โดยใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นล้านนา สำหรับนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๕ ชื่อผู้รายงาน นางสายตา ปาลี ครูชำนาญการ โรงเรียนพุทธิโศภน อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ การรายงานครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างและใช้กิจกรรมพัฒนาทักษะการอ่าน คิดวิเคราะห์โดยใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นล้านนา สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาไทยด้านการอ่าน คิดวิเคราะห์ โดยใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นล้านนา กลุ่มประชากรที่ใช้ในการดำเนินงานครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๕/๒ ภาคเรียนที่ ๒ ปีการศึกษา ๒๕๕๑ โรงเรียนพุทธิโศภน อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ จำนวน ๔๐ คน เป็นกลุ่มทดลองใช้เครื่องมือ โดยเป็นนักเรียนในชั้นเรียนที่ผู้รายงานเป็นครูผู้สอนภาษาไทย เครื่องมือที่ใช้ในการดำเนินงาน ประกอบด้วย ๑)แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะการอ่าน คิดวิเคราะห์และเขียน โดยใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นล้านนา ด้านการใช้ปริศนาคำทาย สุภาษิต นิทานพื้นบ้าน เพลงพื้นบ้าน การละเล่นพื้นบ้าน และวัฒนธรรมล้านนา จำนวน ๖ ชุดกิจกรรม/หน่วยการเรียนรู้ รวม ๓๓ แผน ๒) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์การเรียนภาษาไทยด้านการอ่าน คิดวิเคราะห์เป็นแบบทดสอบก่อนและหลังเรียนแบบปรนัยเลือกตอบ จำนวน ๑ ฉบับ มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ ๐.๘๓ และ ๓) แบบสอบถามความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อการเรียนรู้จากการจัดกิจกรรมพัฒนาทักษะการอ่าน คิดวิเคราะห์ โดยใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นล้านนา การนำกิจกรรมพัฒนาทักษะการอ่าน คิดวิเคราะห์ โดยใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นล้านนา ไปใช้เพื่อพัฒนาทักษะการอ่าน คิดวิเคราะห์ ของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๕/๒ ภาคเรียนที่ ๑ ปีการศึกษา ๒๕๕๒ จำนวน ๓๖ คน เป็นกลุ่มขยายผลการดำเนินงาน(ปีที่สอง) การนำเสนอข้อมูลกระทำในรูปของคำบรรยายประกอบตาราง สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที (t
รายงานการพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ หน่วยการเรียนรู้ : สารและสมบัติของสารชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านผาตูบ อำเภอเมือง จังหวัดน่าน
[ โดย kruinfo ชม 242 ]
บทคัดย่อ ในการศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์คือ1) เพื่อหาประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ หน่วยการเรียนรู้ : สารและสมบัติของสาร ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ใช้เกณฑ์มาตรฐาน 80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ เรื่อง สารและสมบัติของสาร ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ในก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ หน่วยการเรียนรู้ : สารและสมบัติของสาร ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1. 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนการสอนโดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ หน่วยการเรียนรู้ : สารและสมบัติของสาร ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ประชากรที่ใช้ในการศึกษาคือนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านผาตูบ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาน่าน เขต 1 กำลังเรียนภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2552 จำนวน 25 คน โดยการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้า ได้แก่ 1) ชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ หน่วยการเรียนรู้ : สารและสมบัติของสาร ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 4 ชุด 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ เป็นแบบทดสอบชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ 3) แบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ หน่วยการเรียนรู้ : สารและสมบัติของสาร ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีแบบแผนการทดลองเป็นแบบกลุ่มเดี่ยว วิธีทดลองที่มีการประเมินผล ก่อนและหลังเรียน (One Group Pretest-posttest Design) ในการเรียนรู้ วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าเฉลี่ย (X) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD) และการทดสอบค่าที (t – test) แบบ Dependent Sampling) ผลการศึกษา พบว่า 1) ชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ หน่วยการเรียนรู้ : สารและสมบัติของสาร นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีค่าประสิทธิภาพ E1/E2 เท่ากับ 85.07/87.07 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ก่อนเรียนกับหลังเรียน โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ หน่วยการเรียนรู้ : สารและสมบัติของสาร หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.05 ตามสมมติฐานที่ตั้งไว้ 3) ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ หน่วยการเรียนรู้ : สารและสมบัติของสาร ภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด สูงกว่าสมมติฐานที่ตั้งไว้
รายงานผลการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดการสอนแบบกลุ่มกิจกรรม เรื่องการสังเคราะห์ด้วยแสง วิชาชีววิทยา 4 รหัสวิชา ว40244 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5
[ โดย kruinfo ชม 228 ]
เรื่อง ผลการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดการสอนแบบกลุ่ม กิจกรรม เรื่องการสังเคราะห์ด้วยแสงวิชา ชีววิทยา 4 รหัสวิชา ว40244 กลุ่มสาระการเรียนรู้ วิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ผู้รายงาน นางนิศากร นนท์เทศา ปีที่ศึกษา 2552 บทคัดย่อ การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาประสิทธิภาพของชุดการสอนแบบกลุ่มกิจกรรม เรื่องการสังเคราะห์ด้วยแสง วิชาชีววิทยา 4 รหัสวิชา ว40244 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ตามเกณฑ์ 80/80 2) ศึกษาดัชนีประสิทธิผลของชุดการสอนแบบกลุ่มกิจกรรม เรื่อง การสังเคราะห์ด้วยแสง วิชาชีววิทยา 4 รหัสวิชา ว40244 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 3) เปรียบเทียบผลการทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนมัธยมศึกษา ปีที่ 5 จากการเรียนด้วยชุดการสอนแบบกลุ่มกิจกรรม เรื่องการสังเคราะห์ด้วยแสง วิชาชีววิทยา 4 รหัสวิชา ว40244 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ 4) ศึกษาความคงทนในการเรียนรู้ของนักเรียนจากการเรียนด้วยชุดการสอนแบบกลุ่มกิจกรรม เรื่องการสังเคราะห์ด้วยแสง วิชาชีววิทยา 4 รหัสวิชา ว40244 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/1 โรงเรียนไพรบึงวิทยาคม จังหวัดศรีสะเกษ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2552 จำนวน 41 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) วิธีการวิจัยเป็นการวิจัยเชิงการทดลองเบื้องต้น (Pre-experimental Design) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) ชุดการสอนแบบกลุ่มกิจกรรมเรื่องการสังเคราะห์ด้วยแสง จำนวน 10 ชุด มีประสิทธิภาพเบื้องต้นจากการทดลองภาคสนาม เท่ากับ 81.68/80.71 2) แผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 10 แผน มีคุณภาพด้านความเหมาะสมอยู่ในระดับเหมาะสมมากที่สุด (ค่าเฉลี่ย 4.58) 3) แบบทดสอบก่อนเรียนและแบบทดสอบหลังเรียน จำนวน 60 ข้อ มีค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.97 สถิติในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ 1) ใช้ค่าร้อยละเพื่อวิเคราะห์ประสิทธิภาพและดัชนีประสิทธิผลของชุดการสอนแบบกลุ่มกิจกรรม 2) ใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และใช้สถิติ t-test แบบ Dependent Sample ในการเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของคะแนนจากการทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน 3) ใช้สถิติ t-test แบบ Dependent Sample ในการเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของคะแนนจากการทดสอบหลังเรียน และคะแนนจากการทดสอบภายหลังการทดสอบหลังเรียน 14 วัน เพื่อศึกษาความคงทนในการเรียนรู้
การสร้างและพัฒนาชุดกิจกรรมฝึกทักษะการอ่านและการเขียนคำที่สะกด
[ โดย kruinfo ชม 144 ]
การรายงานการสร้างและพัฒนาชุดกิจกรรมฝึกทักษะการอ่านและการเขียนคำที่สะกด ไม่ตรงมาตรา กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 วัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาชุดกิจกรรมฝึกทักษะการอ่านและการเขียนคำที่สะกดไม่ตรงมาตรา กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านนาเคียน ให้มีประสิทธิภาพ ตามเกณฑ์ 80/80 และเพื่อศึกษาระดับความพึงพอใจในการใช้ชุดกิจกรรมฝึกทักษะการอ่าน และการเขียนคำที่สะกดไม่ตรงมาตรา สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านนาเคียน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยคือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านนาเคียน อำเภอเวียงสา จังหวัดน่าน ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2552 จำนวน 8 คน ชาย 5 คน หญิง 3 คน โดยผู้วิจัยได้เลือกวิธีการแบบเฉพาะเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ ชุดกิจกรรมฝึกทักษะ การอ่านและการเขียนคำที่สะกดไม่ตรงมาตรา จำนวน 4 หน่วย แบบวัดผลสัมฤทธิ์หลังเรียน 30 ข้อ แบบวัดความพึงพอใจจำนวน 1 ชุด จำนวน 15 ข้อ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน ซึ่งสรุปผลได้ดังนี้ 1. ชุดกิจกรรมฝึกทักษะการอ่านและการเขียนคำที่สะกดไม่ตรงมาตรา กลุ่มสาระ การเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 86.99 /82.50 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่ตั้งไว้คือ 80/80 2. ผลการศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย โดยใช้ชุดกิจกรรมฝึกทักษะการอ่านและการเขียนคำ ที่สะกดไม่ตรงมาตรา นักเรียนมีความพึงพอใจอยู่ในระดับความพึงพอใจมาก
รายงานผลการใช้บทเรียนโปรแกรมชุดเพชรบูรณ์บ้านเรา ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4
[ โดย kruinfo ชม 162 ]
ชื่อเรื่อง : รายงานผลการใช้บทเรียนโปรแกรมชุดเพชรบูรณ์บ้านเรา ของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาที่ 4 ผู้วิจัย : เจริญ ชัยสา ตำแหน่ง ครู วิทยฐานะครูชำนาญการ โรงเรียนบ้านน้ำอ้อย ปีที่วิจัย : 2551 บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยมีจุดมุ่งหมายเพื่อ 1) เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของบทเรียนโปรแกรมชุดเพชรบูรณ์บ้านเรา โดยเทียบกับเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้บทเรียนโปรแกรมชุดเพชรบูรณ์บ้านเรา 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้บทเรียนโปรแกรมชุดเพชรบูรณ์บ้านเรา กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านน้ำอ้อย อำเภอหล่มเก่า จังหวัดเพชรบูรณ์ ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2551 จำนวนนักเรียน 8 คน ผู้วิจัยใช้วิธีการเลือกแบบเจาะจง เนื่องจากโรงเรียนบ้านน้ำอ้อย มีนักเรียนระดับชั้นประถมปีที่ 4 จำนวน 1 ห้องเรียน มีนักเรียน 8 คน และเป็นนักเรียนที่ผู้วิจัยได้รับมอบหมายให้จัดการเรียนการสอน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) เครื่องมือที่ใช้ ในการทดลอง คือ บทเรียนโปรแกรมชุดเพชรบูรณ์บ้านเรา จำนวน 10 เรื่อง มีประสิทธิภาพ 86.13 / 83.93 2) เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง ได้แก่ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หน่วยการเรียนรู้ที่ 3 ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษาศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม จำนวน 30 ข้อ เป็นแบบทดสอบที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น สำหรับใช้ทดสอบก่อนและหลังเรียนด้วยบทเรียนโปรแกรมจำนวน 10 เรื่อง มีค่าความเชื่อมั่น 0.91 และแบบวัดความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนด้วยการใช้บทเรียนโปรแกรมชุดเพชรบูรณ์บ้านเรา จำนวน 10 ข้อ มีค่าความเชื่อมั่น 0.63 วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าเฉลี่ย ( ) ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ( S.D. ) หาค่าประสิทธิภาพ (E1 / E2 ) และการทดสอบ ( t
รูปแบบการพัฒนาโรงเรียนวิถีพุทธวิถีธรรม โรงเรียนวัดศรีบุญเรือง สังกัดสำนักงานการศึกษากรุงเทพมหานคร
[ โดย kruinfo ชม 180 ]
การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวทางโรงเรียนวิถีพุทธวิถีธรรม เป็นการพัฒนาการศึกษาตามกรอบการพัฒนาหลักเป็นระบบการศึกษา 3 ประการ เรียกว่า ไตรสิกขา ได้แก่ อธิสีลสิกขา อธิจิตตสิกขา และอธิปัญญาสิกขา เรียกสั้น ๆ ว่า ศีล สมาธิ ปัญญา (ไตรสิกขา) เป็นการศึกษาที่ครอบคลุมการดำเนินชีวิตของบุคคลในทุกด้าน และทุกวัย การศึกษาครั้งนี้ มีจุดมุ่งหมายเพื่อการพัฒนาครูด้านการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนตามแนวทางโรงเรียนวิถีพุทธวิถีธรรมโรงเรียนวัดศรีบุญเรือง ซึ่งเป็นโรงเรียนหนึ่งที่เข้าร่วมโครงการโรงเรียนวิถีพุทธ จากการสรุปผลการดำเนินการจัดการศึกษาตามแนวทางโรงเรียนวิถีพุทธวิถีธรรม พบว่า ปัญหาสำคัญ คือ บุคลากรในโรงเรียนส่วนมากยังขาดความรู้ ความเข้าใจ และแนวปฏิบัติที่ถูกต้องเกี่ยวกับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามนแนวทางโรงเรียนวิถีพุทธวิถีธรรม ผู้ศึกษาจึงได้ดำเนินการพัฒนาครูด้านการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวทางโรงเรียนวิถีพุทธวิถีธรรม เพื่อพัฒนาครูให้มีความรู้ ความเข้าใจ และสามารถจัดทำแผนการจัดการเรียนรู้ที่บูรณาการตามหลักไตรสิกขา ตามแนวทางโรงเรียนวิถีพุทธวิถีธรรม กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้เป็นบุคลากรครูในโรงเรียน จำนวน 35 คน ผลการศึกษาพบว่า จากการศึกษาสภาพปัจจุบันที่เป็นจริงในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวทางโรงเรียนวิถีพุทธวิถีธรรมของโรงเรียน จากการสัมภาษณ์ผู้ร่วมศึกษาพบว่า ก่อนการพัฒนาผู้ร่วมศึกษายังขาดความรู้ ความเข้าใจในหลักไตรสิกขาอย่างถ่องแท้ว่าคืออะไร พฤติกรรมใดบ้างที่ครอบคลุมในหลักไตรสิกขา อีกทั้งยังมีความเข้าใจว่าเรื่องของไตรสิกขานั้นนิยมใช้ และการเรียนรู้ในวิชาพระพุทธศาสนาเท่านั้น ผู้ที่ใช้หลักของไตรสิกขาโดยตรง คือ พระสงฆ์ และผู้ที่ศึกษาเรื่องพระพุทธศาสนา และผู้ประพฤติธรรมที่เข้มงวดในพระพุทธศาสนาเท่านั้น หลังจาก ผู้ร่วมศึกษาได้ผ่านการประชุมเชิงปฏิบัติการ เพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับการจัดกิจกรรมโดยบูรณาการเข้าในกลุ่มสาระการเรียนรู้ โดยมีการนิเทศติดตามผลการจัดทำแผนการจัดการเรียนรู้ โดยศึกษานิเทศก์ผู้มีความเชี่ยวชาญ มีการเก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบนิเทศ แบบประเมินการจัดทำแผนการจัดการเรียนรู้ และแบบประเมินการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน พบว่า กลุ่มผู้ร่วมศึกษามีความรู้ ความเข้าใจ และสามารถจัดทำแผนการจัดการเรียนรู้ตามหลักไตรสิกขาได้เป็นอย่างดี ส่วนผู้ร่วมศึกษาในช่วงชั้นที่ 1 ด้านการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ และการวัดและประเมินผลควรมีการพัฒนาในวงรอบที่ 2 โดยใช้กลยุทธ์การนิเทศ พบว่า ครูในช่วงชั้นที่ 1 มีความรู้ ความเข้าใจ และสามารถจัดทำแผนการจัดการเรียนรู้ที่บูรณาการหลักไตรสิกขาตามแนวทางการดำเนินงานโรงเรียนวิถีพุทธวิถีธรรมได้เป็นอย่างดี โดยสรุป การพัฒนาครูด้านการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนตามแนวทางโรงเรียนวิถีพุทธวิถีธรรม ทำให้ครูมีความรู้ ความเข้าใจ และสามารถจัดทำแผนการเรียนรู้แบบบูรณาการตามหลักไตรสิกขา เป็นการเพิ่มศักยภาพของครูในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนตามหลักไตรสิกขา ตามแนวทางโรงเรียนวิถีพุทธวิถีธรรม เพื่อแก้ปัญหาที่เกี่ยวกับพฤติกรรมอันไม่พึงประสงค์ของผู้เรียน ให้ผู้เรียนมีคุณภาพมีความรู้ควบคู่คุณธรรม
บทบาทของผู้บริหารในการที่พึงประสงค์ของนักเรียนในโรงเรียนวัดศรีบุญเรืองพัฒนาคุณธรรม จริยธรรม และคุณลักษณะ
[ โดย kruinfo ชม 179 ]
การวิจัยครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาบทบาทของผู้บริหารในการพัฒนาคุณธรรม จริยธรรม และคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของนักเรียนโรงเรียนวัดศรีบุญเรือง ด้านบทบาทการเป็นแบบอย่างที่ดี ด้านการส่งเสริมการอบรมสั่งสอน และด้านการติดตามประเมินผล จากความคิดเห็นของครู ผู้ปกครอง และนักเรียนที่มีต่อบทบาทของผู้บริหารในการพัฒนา โดยมีกลุ่มตัวอย่างจำนวน 316 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ วิเคราะห์ผลข้อมูลด้วยสถิติค่าความถี่ ค่าร้อยละ และค่าคะแนนเฉลี่ย ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบความแตกต่างของข้อมูลด้วยค่าที และการวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบทางเดียว และการทดสอบรายคู่ด้วยวิธีการของเชฟเฟ่ ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. การศึกษาบทบาทของผู้บริหารในการพัฒนาคุณธรรมจริยธรรม และคุณลักษณะ ที่พึงประสงค์ของนักเรียนโรงเรียนวัดศรีบุญเรือง 3 ด้าน พบผลดังนี้ 1.1 ด้านการเป็นแบบอย่างที่ดี พบว่า ผู้บริหารสถานศึกษามีบทบาทในการพัฒนาคุณธรรมจริยธรรม และคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของนักเรียน โดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ ผู้บริหารมีบทบาทอยู่ในระดับมากที่สุด จำนวน 4 ข้อ ได้แก่ ผู้บริหารปฏิบัติตัวไม่เกี่ยวข้องกับสิ่งเสพติดและอบายมุข ผู้บริหารปฏิบัติตามหลักศาสนาที่ตนนับถือ ผู้บริหารปฏิบัติตัว เป็นแบบอย่างที่ดีในการแต่งกายสุภาพเรียบร้อยเหมาะสมกับวิชาชีพ และผู้บริหารแสดงออกถึงความภาคภูมิใจ และศรัทธาในความเป็นไทยและระบอบประชาธิปไตยตามลำดับ ส่วนข้ออื่น ๆ มีบทบาทในระดับมาก 1.2 ด้านการส่งเสริมอบรมสั่งสอน พบว่า ผู้บริหารมีบทบาทในการพัฒนาคุณธรรมจริยธรรม และคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของนักเรียน โดยรวมอยู่ในระดับมากและเมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ มีข้อที่มีบทบาทระดับมากที่สุด จำนวน 3 ข้อ ได้แก่ ผู้บริหารให้การสนับสนุนการจัดกิจกรรมโครงการวิถีพุทธ ผู้บริหารให้การยกย่องชมเชยแก่นักเรียนที่ประพฤตตนดีงามสม่ำเสมอ และผู้บริหารสนับสนุนให้นักเรียนเข้าร่วมปฏิบัติกิจกรรมต่าง ๆ ในวันสำคัญทางศาสนากับชุมชน ส่วนข้ออื่น ๆ มีบทบาทในระดับมาก 1.3 ด้านการติดตามประเมินผล พบว่า ผู้บริหารมีบทบาทในการพัฒนาคุณธรรม จริยธรรม และคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของนักเรียนโดยรวมอยู่ในระดับมาก และเมื่อพิจารณาเป็นรายข้อผู้บริหารมีบทบาทอยู่ในระดับมากทุกข้อเช่นกัน 2. เปรียบเทียบบทบาทของผู้บริหารในการพัฒนาคุณธรรม จริยธรรม และคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของนักเรียน จำแนกตามสถานภาพด้านความเกี่ยวข้องกับโรงเรียนเป็นครู ผู้ปกครอง และนักเรียน พบว่ามีความคิดเห็นต่อบทบาทของผู้บริหารโดยรวม และรายด้านแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3. เปรียบเทียบบทบาทของผู้บริหารในการพัฒนาคุณธรรม จริยธรรม และคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของนักเรียน จำแนกตามสถานภาพด้านการมีประสบการณ์ในการเข้าร่วมกิจกรรมส่งเสริมคุณธรรมของโรงเรียน พบว่าโดยรวม และรายด้านแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ
รายงานการสร้างหนังสือเสริมประสบการณ์ เรื่อง มาตราตัวสะกด กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3
[ โดย kruinfo ชม 390 ]
ผู้รายงาน นางจิตฒิกาญจน์ ชมชาติ เรื่อง รายงานการสร้างหนังสือเสริมประสบการณ์ เรื่อง มาตราตัวสะกด กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 บทคัดย่อ การรายงานี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อสร้างหนังสือเสริมประสบการณ์พร้อมทั้งหาประสิทธิภาพของหนังสือเสริมประสบการณ์ เรื่อง มาตราตัวสะกด กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถม ศึกษาปีที่ 3 เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ก่อนและหลังการใช้หนังสือเสริมประสบการณ์ และศึกษาความพึงพอใจของครูที่มีต่อหนังสือเสริมประสบการณ์ เรื่องมาตราตัวสะกด กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 กลุ่มตัวอย่าง เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 7 คน โดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ หนังสือเสริมประสบการณ์เรื่องมาตราตัวสะกด แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียน สถิติที่ใช้ คือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าความตรงเชิงเนื้อหาโดยใช้สูตรดัชนีความสอดคล้อง IOC ค่าความยากง่าย และค่าอำนาจจำแนก ค่าความเชื่อมั่น โดยใช้สูตร KR 20 ค่าประสิทธิภาพ E1, E2 และค่าสถิติทดสอบ t-test dependent ผลการศึกษา พบว่า ได้หนังสือเสริมประสบการณ์ เรื่อง มาตราตัวสะกด กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 9 ชุด ได้แก่ ชุดที่ 1 มาตราตัวสะกดแม่ก กา ชุดที่ 2 มาตราตัวสะกดแม่กก ชุดที่ 3 มาตราตัวสะกดแม่กง ชุดที่ 4 มาตราตัวสะกดแม่กด ชุดที่ 5 มาตราตัวสะกดแม่กน ชุดที่ 6 มาตราตัวสะกดแม่กบ ชุดที่ 7 มาตราตัวสะกดแม่กม ชุดที่ 8 มาตราตัวสะกดแม่เกย และชุดที่ 9 มาตราตัวสะกดแม่เกอว ซึ่งหนังสือเสริมประสบการณ์ เรื่อง มาตราตัวสะกด กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 โดยผลการเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยหลังการได้รับการสอนโดยใช้หนังสือเสริมประสบการณ์สูงกว่าก่อนการได้รับการสอนโดยใช้หนังสือเสริมประสบการณ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 พร้อมทั้งทำการการศึกษาความพึงพอใจของนักเรียน พบว่า โดยภาพรวมแล้วครูมีความคิดเห็นต่อหนังสือเสริมประสบการณ์ เรื่องมาตราตัวสะกดที่สร้างขึ้นนี้อยู่ในระดับมาก
รายงานการใช้แบบฝึกเสริมทักษะการอ่าน การเขียนคำที่ประสม สระเปลี่ยนรูปลดรูป กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑
[ โดย kruinfo ชม 238 ]
การศึกษาค้นคว้าครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อ ๑) พัฒนาแบบฝึกเสริมทักษะ การอ่านการเขียนคำที่ประสมสระเปลี่ยนรูปลดรูป กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ ให้ประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน ๘๐/๘๐ ๒) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนและหลังการใช้แบบฝึกเสริมทักษะ ประชากรที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้า คือนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ โรงเรียนวัดดอย จำนวน ๕ คน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุตรดิตถ์ เขต ๑ เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ (๑) แบบฝึกเสริมทักษะการอ่าน การเขียนคำ ที่ประสมสระเปลี่ยนรูปลดรูป กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย (๒) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการอ่าน การเขียนคำที่ประสมสระเปลี่ยนรูปลดรูป ผลจากการศึกษาค้นคว้า พบว่า ๑. แบบฝึกเสริมทักษะการอ่าน การเขียนคำที่ประสมสระเปลี่ยนรูปลดรูป ที่ผู้ศึกษาค้นคว้าสร้างขึ้นมีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่ตั้งไว้ (๘๐/๘๐) ได้ค่าประสิทธิภาพเท่ากับ ๘๕.๖๑/๘๐.๐๐ ๒. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนโดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะ การอ่าน การเขียนคำที่ประสมสระเปลี่ยนรูปลดรูป สูงกว่าก่อนใช้แบบฝึกเสริมทักษะ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .๐๕
การศึกษาคุณธรรมของนักศึกษา ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ในสังกัดศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอพระทองคำ จังหวัดนครราชสีมา
[ โดย kruinfo ชม 230 ]
บทคัดย่อ ชื่อเรื่องศึกษา : การศึกษาคุณธรรมของนักศึกษา ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ในสังกัด ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอพระทองคำ จังหวัดนครราชสีมา ชื่อผู้ศึกษา : นางพิมพ์สุดา สุราวุธ ปี พ.ศ. : 2553 การศึกษาค้นคว้าครั้งนี้เป็นการศึกษาที่มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาคุณธรรมของนักศึกษา ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ในสังกัดศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอพระทองคำ จังหวัดนครราชสีมา เพื่อเปรียบเทียบคุณธรรมของนักศึกษา ในสังกัดศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอพระทองคำ จังหวัดนครราชสีมา จำแนกตามเพศ อายุ และอาชีพ และเพื่อศึกษาแนวทางการปลูกฝังคุณธรรมของนักศึกษา ในสังกัดศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอพระทองคำ จังหวัดนครราชสีมา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่ นักศึกษาศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอพระทองคำ จังหวัดนครราชสีมา ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2553 ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย จำนวน 168 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาเป็นแบบสอบถาม ซึ่งผ่านการตรวจสอบความเที่ยงตรงตามเนื้อหา ภาษา ผ่านการทดสอบหาค่าสัมประสิทธิ์ความเชื่อมั่น ซึ่งได้ค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .91 แล้วนำข้อมูลจากแบบสอบถามที่ได้มาทำการวิเคราะห์ ในการวิเคราะห์ข้อมูลใช้โปรแกรมสำเร็จรูป SPSS for Windows version 16.0 สถิติที่ใช้ ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน จำแนกตามเพศ ใช้การวิเคราะห์ข้อมูลโดยการทดสอบค่าที (t-test) และการวิเคราะห์เปรียบเทียบจำแนกอายุ อาชีพ ใช้การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One-Way Analysis of Variance,F-Test) ถ้าพบความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 จึงนำไปเปรียบเทียบหาค่าคะแนนเฉลี่ยเป็นรายคู่ โดยวิธีการของ LSD (Least Significant Difference) ของ Fisher ผลการวิจัยพบว่า 1. คุณธรรมของนักศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ในสังกัดศูนย์การศึกษา นอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอพระทองคำ จังหวัดนครราชสีมา สรุปได้ว่าโดยภาพรวมและรายด้าน ด้านความสะอาด ความสุภาพ ความกตัญญูกตเวที ความซื่อสัตย์ ความสามัคคี และด้านความมีน้ำใจ อยู่ในระดับมาก ส่วนด้านความขยัน ความประหยัด และด้านความมีวินัย อยู่ในระดับปานกลาง 2. ผลการเปรียบเทียบคุณธรรมของนักศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ในสังกัดศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอพระทองคำ จังหวัดนครราชสีมา ที่มีเพศต่างกัน สรุปได้ว่า โดยภาพรวมและรายด้าน ด้านความสะอาด ความสุภาพ ความขยัน ความประหยัด ความซื่อสัตย์ ความสามัคคี ความมีน้ำใจ และด้านความมีวินัย มีคุณธรรมไม่แตกต่างกัน ส่วนด้านความกตัญญูกตเวที มีคุณธรรมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 3. ผลการเปรียบเทียบคุณธรรมของนักศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ในสังกัดศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอพระทองคำ จังหวัดนครราชสีมา ที่มีอายุแตกต่างกัน สรุปได้ว่า คุณธรรมจะแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ซึ่งได้แก่ ด้านความซื่อสัตย์ และด้านความสามัคคี โดยพบว่า ช่วยอายุที่ต่างกันคือ อายุ 26-30ปี กับอายุ 15-20 ปี กับอายุ 21-25 ปี กับอายุ 31-35 ปี และอายุ 41 ปีขึ้นไป กับอายุ 21-25 ปี มีค่าเฉลี่ยต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และด้านความสามัคคี ช่วงอายุที่ต่างกันคือ อายุ 41 ปีขึ้นไป กับอายุ 21-25 ปี และอายุ 31-35 ปี มีค่าเฉลี่ยต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 4. ผลการเปรียบเทียบคุณธรรมของนักศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ในสังกัดศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอพระทองคำ จังหวัดนครราชสีมา ที่มีอาชีพแตกต่างกัน สรุปได้ว่า มีความคิดเห็นเกี่ยวกับคุณธรรมไม่แตกต่างกัน 5. ข้อเสนอแนะแนวทางการปลูกฝังคุณธรรมของนักศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ในสังกัดศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอพระทองคำ จังหวัดนครราชสีมา สรุปได้ว่า 5.1 สถานศึกษาควรเป็นศูนย์รวมในการจัดกิจกรรมและศูนย์เรียนรู้เกี่ยวกับคุณธรรม 5.2 ไม่ควรเปลี่ยนครูผู้จัดกิจกรรมบ่อย ทำให้เกิดปัญหาในการประสานงานการจัดกิจกรรมและส่งผลให้การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนไม่ต่อเนื่อง 5.3 สถานศึกษาควรจักกิจกรรมเข้าค่ายคุณธรรมทุกภาคเรียน เพื่อเป็นการกระตุ้น สร้างเจตคติที่ดีเกี่ยวกับคุณธรรมให้แก่นักศึกษา 5.4 สถานศึกษาควรจัดกิจกรรมเข้าค่ายคุณธรรมสำหรับนักศึกษาที่จะจบหลักสูตร 5.5 สถานศึกษาควรจัดกิจกรรมคุณธรรมบ่อยๆ 5.6 สถานศึกษาควรจัดกิจกรรมคุณธรรมในวัด 5.7 สถานศึกษาควรส่งเสริมการปลูกฝังคุณธรรมในทุกด้าน
รายงานการดำเนินงานส่งเสริมสุขภาพนักเรียนของโรงเรียนลำปางกัลยาณี สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาลำปาง เขต 1
[ โดย kruinfo ชม 241 ]
รายงานการดำเนินงานส่งเสริมสุขภาพนักเรียนของโรงเรียนลำปางกัลยาณี สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาลำปาง เขต 1 มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างหลักสูตรการอบรมผู้นำนักเรียนส่งเสริมสุขภาพของโรงเรียนลำปางกัลยาณี สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาลำปาง เขต 1 และรายงานการดำเนินงานส่งเสริมสุขภาพนักเรียนของโรงเรียนลำปางกัลยาณี สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาลำปาง เขต 1 ประชากรที่ใช้ในการรายงานครั้งนี้ รวมทั้งสิ้น จำนวน 310 คน ได้แก่ ผู้บริหารโรงเรียน จำนวน 5 คน ครูผู้สอน จำนวน 161 คน และผู้นำนักเรียนส่งเสริมสุขภาพ จำนวน 144 คน ได้มาโดยการคัดเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล แบ่งได้ดังนี้ (1) หลักสูตรการอบรมผู้นำนักเรียนส่งเสริมสุขภาพของโรงเรียนลำปางกัลยาณี สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาลำปาง เขต 1 (2) แบบสอบถามความพึงพอใจในการอบรมผู้นำนักเรียนส่งเสริมสุขภาพตามหลักสูตรการอบรมผู้นำนักเรียนส่งเสริมสุขภาพของโรงเรียนลำปางกัลยาณี สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาลำปาง เขต 1 (3) แบบสอบถามการดำเนินงานส่งเสริมสุขภาพนักเรียนของโรงเรียนลำปางกัลยาณี สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาลำปาง เขต 1 การเก็บรวบรวมข้อมูล ดำเนินการดังนี้ (1) สร้างแบบสอบถามการดำเนินงานส่งเสริมสุขภาพนักเรียนของโรงเรียนลำปางกัลยาณี สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาลำปาง เขต 1 เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 255/ (2) นำแบบสอบถามไปให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบและนำมาปรับปรุงแก้ไขตามคำแนะนำ (3) นำแบบสอบถามไปทดลองใช้กับประชากรที่มีบริบทที่คล้ายคลึงกัน จำนวน 50 คน ที่โรงเรียนบุญวาทย์วิทยาลัย อำเภอเมืองลำปาง จังหวัดลำปาง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาลำปาง เขต 1 เพื่อหาค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามด้วยวิธีการหาค่าสัมประสิทธิ์แอลฟ่า (Alpha) ของครอน บาค (Cronbach) (4) ทำการสำรวจการดำเนินงานส่งเสริมสุขภาพนักเรียนของโรงเรียนลำปางกัลยาณี สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาลำปาง เขต 1 ในปีการศึกษา 2551 เมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ. 2552 โดยใช้แบบสอบถามการดำเนินงานส่งเสริมสุขภาพนักเรียนของโรงเรียนลำปางกัลยาณี สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาลำปาง เขต 1 (5) สร้างหลักสูตรการอบรมผู้นำนักเรียนส่งเสริมสุขภาพของโรงเรียนลำปางกัลยาณี สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาลำปาง เขต 1 ในช่วงเดือนมีนาคม
รายงานผลการใช้แบบฝึกทักษะการคิดคำนวณ ชุด ยอดอัจฉริยะคูณหาร กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4
[ โดย kruinfo ชม 272 ]
ชื่อเรื่อง : รายงานผลการใช้แบบฝึกทักษะการคิดคำนวณ ชุด ยอดอัจฉริยะคูณหาร กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ชื่อผู้ศึกษา : นางสาวผกาวรรณ เอกวัฒน์ ปีที่ศึกษา : 2552 บทคัดย่อ รายงานผลการใช้แบบฝึกทักษะการคิดคำนวณ ชุด ยอดอัจฉริยะคูณหาร กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 มีวัตถุประสงค์ในการจัดทำขึ้นเพื่อ 1) เพื่อพัฒนาแบบฝึกทักษะการคิดคำนวณ ชุด ยอดอัจฉริยะคูณหาร กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75 2) เพื่อเปรียบเทียบทักษะการคิดคำนวณของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะการคิดคำนวณ ชุด ยอดอัจฉริยะคูณหาร 3) เพื่อศึกษา ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการใช้แบบฝึกทักษะการคิดคำนวณ ชุด ยอดอัจฉริยะคูณหาร กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 การศึกษาครั้งนี้ใช้กลุ่มประชากรเป็นกลุ่มตัวอย่างของการศึกษา คือ นักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 4 ปีการศึกษา 2552 ของโรงเรียนบ้านเขาเตียน มิตรภาพที่ 134 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาลพบุรี เขต 1 จำนวน 21 คน เครื่องมือที่ใช้ในการทดลองและเก็บรวบรวมข้อมูลประกอบด้วย 1) แบบฝึกทักษะการคิดคำนวณ ชุด ยอดอัจฉริยะคูณหาร กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ประกอบด้วยแบบฝึก จำนวน 8 เล่ม คือ เล่มที่ 1 การคูณจำนวนที่มีหลักเดียวกับจำนวนที่มีหลายหลัก เล่มที่ 2 แบบรูปการคูณที่เป็นพหุคูณของ 10, 100, 1,000 เล่มที่ 3 การคูณจำนวนที่มีหลายหลัก เล่มที่ 4 คิดสนุกกับโจทย์ปัญหาการคูณ เล่มที่ 5 การหารที่มีตัวตั้งหลายหลัก ตัวหารหลักเดียว เล่มที่ 6 การหารที่มีตัวตั้งหลายหลัก ตัวหารสองหลัก เล่มที่ 7 แบบรูปการหารที่มีตัวตั้งเป็นพหุคูณของ 10, 100, 1,000 เล่มที่ 8 คิดสนุกกับโจทย์ปัญหาการหาร 2) แผนการจัดการเรียนรู้ ประกอบการใช้แบบฝึกทักษะการคิดคำนวณ ชุด ยอดอัจฉริยะคูณหาร กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 22 แผน แผนละ 1 ชั่วโมง รวมทั้งสิ้น 22 ชั่วโมง 3) แบบทดสอบวัดทักษะการคิดคำนวณ เรื่อง การคูณการหาร ซึ่งใช้เป็นแบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน มีลักษณะเป็นข้อสอบแบบปรนัย ชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ 4) แบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการใช้แบบฝึกทักษะการคิดคำนวณ ชุด ยอดอัจฉริยะคูณหาร กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ สถิติร้อยละ, ค่าเฉลี่ย , ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสถิติ Dependent Sample t
รายงานผลการพัฒนาเอกสารประกอบการเรียนการสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ (ทัศนศิลป์) เรื่อง การเขียนภาพด้วยสีน้ำ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2
[ โดย kruinfo ชม 363 ]
รายงานผลการพัฒนาเอกสารประกอบการเรียนการสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ (ทัศนศิลป์) เรื่อง การเขียนภาพด้วยสีน้ำ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ปีการศึกษา 2551 โดยมี วัตถุประสงค์ 3 ประการ 1) เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของเอกสารประกอบการเรียนการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ (ทัศนศิลป์) เรื่อง การเขียนภาพด้วยสีน้ำ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนระหว่างก่อนและหลังเรียน จากการใช้เอกสารประกอบการเรียนการสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ (ทัศนศิลป์) เรื่อง การเขียนภาพด้วยสีน้ำ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่เรียนโดยใช้เอกสารประกอบการเรียนการสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ (ทัศนศิลป์) เรื่อง การเขียนภาพด้วยสีน้ำ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ปรากฏผลการทดลอง ดังนี้ 1. ผลการหาประสิทธิภาพของเอกสารประกอบการเรียนการสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ (ทัศนศิลป์) เรื่อง การเขียนภาพด้วยสีน้ำ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 จากการเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยร้อยละของคะแนนการปฏิบัติกิจกรรมระหว่างเรียน และคะแนนเฉลี่ยร้อยละจาก การทดสอบหลังเรียนหลังจากที่ใช้เอกสารประกอบการเรียนการสอนแต่ละเล่มแล้วโดยภาพรวมแล้วเอกสารประกอบการเรียนการสอนมีประสิทธิภาพอยู่ต่ำสุดอยู่ที่ 81.36/83.63 สูงสุดอยู่ที่ 86.81/82.27โดยรวมสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดไว้ 80/80 2. ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนจากการทดสอบก่อนและหลังเรียน จากการใช้เอกสารประกอบการเรียนการสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ (ทัศนศิลป์) ทั้ง 6 เล่มแล้ว โดยภาพรวม มีผลคะแนนการทดสอบก่อนเรียนในเรื่อง การเขียนภาพด้วยสีน้ำ มีค่าคะแนนนักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยมีค่าเฉลี่ย ( ) ก่อนเรียนมีค่าเท่ากับ 12.45 (X ) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) เท่ากับ 1.84 ค่าเฉลี่ย (X) หลังเรียน เท่ากับ 16.73 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) เท่ากับ 1.12 3. นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการใช้เอกสารประกอบการเรียนการสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ (ทัศนศิลป์) เรื่อง การเขียนภาพด้วยสีน้ำ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ในระดับมาก
การพัฒนาบทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง สมบัติของสารละลายกรด-เบส วิชาวิทยาศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
[ โดย kruinfo ชม 669 ]
การพัฒนาบทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง สมบัติของสารละลายกรด-เบส วิชาวิทยาศาสตร์ สำหรับ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีวัตถุประสงค์ เพื่อหาประสิทธิภาพของบทเรียนสำเร็จรูป เรื่องสมบัติของสารละลายกรด-เบส ตามเกณฑ์ 80/80 และเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน กลุ่มตัวอย่างได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/3 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2551 ที่ได้จากการสุ่มอย่างง่าย จำนวน 38 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ ค่า I O C ของแบบทดสอบ ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D) ค่าเฉลี่ย ( ) ค่าประสิทธิภาพของสื่อ (E1/ E2) การทดสอบค่าที (t-test) ผลการวิจัยพบว่า 1. บทเรียนสำเร็จรูป วิชาวิทยาศาสตร์ เรื่อง สมบัติของสารละลายกรด-เบส มีประสิทธิภาพ ตามเกณฑ์ 80/80 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนโดยใช้บทเรียนสำเร็จรูป อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ .05
โครงงาน เปลือกไข่ไล่มด
[ โดย kruinfo ชม 141 ]
บทคัดย่อ ที่มาและความสำคัญของโครงงาน เนื่องจากการทำอาหารที่ไข่เป็นส่วนประกอบของมื้อนั้นๆและก็ทิ้งเปลือกไข่ไป พวกเราจึงศึกษาเกี่ยวกับประโยชน์ของเปลือกไข่ และจึงเป็นที่มาของโครงงานนี้ วัตถุประสงค์ 1. เพื่อนำเอาสิ่งที่เหลือใช้
โครงงาน เปลือกไข่ไล่มด
[ โดย kruinfo ชม 546 ]
บทคัดย่อ ที่มาและความสำคัญของโครงงาน เนื่องจากการทำอาหารที่ไข่เป็นส่วนประกอบของมื้อนั้นๆและก็ทิ้งเปลือกไข่ไป พวกเราจึงศึกษาเกี่ยวกับประโยชน์ของเปลือกไข่ และจึงเป็นที่มาของโครงงานนี้ วัตถุประสงค์ 1. เพื่อนำเอาสิ่งที่เหลือใช้
ธูปกันยุงสมุนไพร
[ โดย kruinfo ชม 183 ]
ชื่อโครงงาน
การพัฒนาการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2
[ โดย kruinfo ชม 155 ]
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อสร้างและพัฒนาแบบฝึกเสริมทักษะการอ่าน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบกรอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจของนักเรียนขั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ก่อนและหลังการเรียนโดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะการอ่านและ 3) เพื่อศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่มีต่อการเรียนโดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะการอ่าน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา2552 โรงเรียนเทศบาล5(พหลโยธินรามินทรภักดี) อำเภอเมือง จังหวัดราชบุรี จำนวน 36 คนที่ได้มาจากการสุ่มแบบกลุ่ม(Cluster Random Sampling) โดยใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยสุ่ม ใช้ระยะเวลาในการทดลอง 18 ชั่วโมง เครื่องมือที่ใช้ในการทดลองได้แก่ 1) แบบฝึกเสริมทักษะการอ่านสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่2 2) แผนการจัดการเรียนรู้ 3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและแบบสอบถามความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะการอ่าน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าทีแบบกลุ่มไม่อิสระ (t- test for Dependent Samples) ผลการวิจัยพบว่า 1. แบบฝึกเสริมทักษะการอ่าน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 84.44/86.94 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 ที่กำหนดไว้ 2. การอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 หลังการทดลองใช้แบบฝึกเสริมทักษะการอ่านสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.01 3. ความคิดเห็นของนักเรียนชั้นมัธมศึกษาปีที่2 ที่มีต่อการเรียนโดยใฃ้แบบฝึกเสริมทักษะการอ่านอยู่ในระดับมากทุกด้าน
แบบฝึกทักษะเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ เรื่ององค์ประกอบศิลป์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
[ โดย kruinfo ชม 1,036 ]
บทคัดย่อ ชื่อรายงาน แบบฝึกทักษะเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ เรื่ององค์ประกอบศิลป์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ชื่อผู้ศึกษา นางสุภัคลัทธิ์ บุญชัยเกียรติ หน่วยงาน โรงเรียนปราจีนกัลยาณี ปีการศึกษา 2552 การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนาแบบฝึกทักษะเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ เรื่อง องค์ประกอบศิลป์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ให้มีประสิทธิภาพผ่านเกณฑ์ 80/80 เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน หลังจากได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ เรื่ององค์ประกอบศิลป์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 และเพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนหลังจากได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ เรื่ององค์ประกอบศิลป์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 กลุ่มตัวอย่างคือ นักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/1 โรงเรียนปราจีนกัลยาณี ปีการศึกษา 2552 จำนวน 44 คน ได้มาจากการสุ่มแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูลคือ แบบฝึกทักษะเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ เรื่ององค์ประกอบศิลป์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 แบบทดสอบ เรื่ององค์ประกอบศิลป์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 แผนการจัดการเรียนรู้ เรื่ององค์ประกอบศิลป์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 และแบบวัดความพึงพอใจ แบบฝึกทักษะเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ เรื่ององค์ประกอบศิลป์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 รายงานผลการศึกษาด้วย ประสิทธิภาพ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติทดสอบทีแบบรายคู่ ผลการศึกษาพบว่า ประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ เรื่อง องค์ประกอบศิลป์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 พบว่ามีค่าเท่ากับ 85.19/83.48 เป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ การเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยคะแนนแบบทดสอบเรื่ององค์ประกอบศิลป์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ก่อนเรียนและหลังเรียนต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 และนักเรียนมีระดับความพึงพอใจในแบบฝึกทักษะเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ เรื่ององค์ประกอบศิลป์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 อยู่ในระดับมาก
การพัฒนาครูและนักเรียนเกี่ยวกับการสร้างนิสัยรักการอ่าน โรงเรียนวัดบ้านกุดสังข์
[ โดย kruinfo ชม 160 ]
การวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมาย เพื่อพัฒนาครูและนักเรียนโรงเรียนวัดบ้านกุดสังข์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากาฬสินธุ์ เขต 2 ให้มีนิสัยรักการอ่าน และยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนให้สูงขึ้น โดยนำหลักการวิจัยปฏิบัติการเป็นรูปแบบในการดำเนินงานมี 4 ขั้นตอน คือ ขั้นวางแผน ขั้นปฏิบัติ ขั้นสังเกต และขั้นสะท้อนผล กลยุทธ์ที่ใช้ในการพัฒนา คือ การประชุม เชิงปฏิบัติการแนวทางการจัดกิจกรรมส่งเสริมนิสัยรักการอ่านในโรงเรียน การจัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่าน และ การนิเทศภายใน มีกลุ่มผู้ร่วมวิจัย จำนวน 5 คน ประกอบด้วย ครูประจำชั้นประถมศึกษาปีที่ 1
เกษตรพอเพียง ตามแนวพระราชดำรัส
[ โดย kruinfo ชม 167 ]
บทคัดย่อ โครงงานการงานอาชีพเรื่อง เกษตรพอเพียง ตามแนวพระราชดำรัส มีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาเรื่องเกี่ยวกับเกษตรต่าง ๆ เพื่อที่จะสามารถนำมาใช้กับชีวิตประจำวันและสอดคล้องกับแนวพระราดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยคณะผู้จัดทำได้ออกศึกษาค้นคว้าจากอินเทอร์เน็ต และศึกษาจากหนังสือเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี คณะผู้จัดทำได้ความรู้เรื่องเกษตรต่าง ๆแล้ว ก็มีแนวความคิดจัดทำขึ้นเป็นโครงงาน เพื่อให้นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๔ มีความรู้เรื่องเกษตรต่าง ๆ และเมื่อได้ความรู้แล้วก็สามารถที่จะนำไปประยุกต์ใช้กับชีวิตประจำวันได้ เมื่อนำไปประยุกต์ใช้ก็ทำให้เกิด ความพอเพียง พอมี พอกิน ผลการศึกษาโครงงาน โครงงานพบว่ามีเกษตรต่าง ๆหลายประเภททั้งจากอินเทอร์เน็ตและจากการศึกษาจากหนังสือเรียน เช่น ผักกาด ผักหอม เป็นต้น เราสามารถนำมาปลูกและประยุกต์ใช้กับเศรษฐกิจพอเพียงได้ โดยสรุป โครงงานเรื่องเกษตรพอเพียงตามแนวพระราชดำรัส เป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการนำมาใช้เพื่ออาหาร และสามารถนำความรู้ที่ได้ไปเผยแพร่ ให้นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๔ เพื่อประยุกต์ใช้กับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
เกษตรพอเพียง ตามแนวพระราชดำรัส
[ โดย kruinfo ชม 144 ]
บทคัดย่อ โครงงานการงานอาชีพเรื่อง เกษตรพอเพียง ตามแนวพระราชดำรัส มีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาเรื่องเกี่ยวกับเกษตรต่าง ๆ เพื่อที่จะสามารถนำมาใช้กับชีวิตประจำวันและสอดคล้องกับแนวพระราดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยคณะผู้จัดทำได้ออกศึกษาค้นคว้าจากอินเทอร์เน็ต และศึกษาจากหนังสือเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี คณะผู้จัดทำได้ความรู้เรื่องเกษตรต่าง ๆแล้ว ก็มีแนวความคิดจัดทำขึ้นเป็นโครงงาน เพื่อให้นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๔ มีความรู้เรื่องเกษตรต่าง ๆ และเมื่อได้ความรู้แล้วก็สามารถที่จะนำไปประยุกต์ใช้กับชีวิตประจำวันได้ เมื่อนำไปประยุกต์ใช้ก็ทำให้เกิด ความพอเพียง พอมี พอกิน ผลการศึกษาโครงงาน โครงงานพบว่ามีเกษตรต่าง ๆหลายประเภททั้งจากอินเทอร์เน็ตและจากการศึกษาจากหนังสือเรียน เช่น ผักกาด ผักหอม เป็นต้น เราสามารถนำมาปลูกและประยุกต์ใช้กับเศรษฐกิจพอเพียงได้ โดยสรุป โครงงานเรื่องเกษตรพอเพียงตามแนวพระราชดำรัส เป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการนำมาใช้เพื่ออาหาร และสามารถนำความรู้ที่ได้ไปเผยแพร่ ให้นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๔ เพื่อประยุกต์ใช้กับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
เกษตรพอเพียง ตามแนวพระราชดำรัส
[ โดย kruinfo ชม 123 ]
บทคัดย่อ โครงงานการงานอาชีพเรื่อง เกษตรพอเพียง ตามแนวพระราชดำรัส มีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาเรื่องเกี่ยวกับเกษตรต่าง ๆ เพื่อที่จะสามารถนำมาใช้กับชีวิตประจำวันและสอดคล้องกับแนวพระราดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยคณะผู้จัดทำได้ออกศึกษาค้นคว้าจากอินเทอร์เน็ต และศึกษาจากหนังสือเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี คณะผู้จัดทำได้ความรู้เรื่องเกษตรต่าง ๆแล้ว ก็มีแนวความคิดจัดทำขึ้นเป็นโครงงาน เพื่อให้นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๔ มีความรู้เรื่องเกษตรต่าง ๆ และเมื่อได้ความรู้แล้วก็สามารถที่จะนำไปประยุกต์ใช้กับชีวิตประจำวันได้ เมื่อนำไปประยุกต์ใช้ก็ทำให้เกิด ความพอเพียง พอมี พอกิน ผลการศึกษาโครงงาน โครงงานพบว่ามีเกษตรต่าง ๆหลายประเภททั้งจากอินเทอร์เน็ตและจากการศึกษาจากหนังสือเรียน เช่น ผักกาด ผักหอม เป็นต้น เราสามารถนำมาปลูกและประยุกต์ใช้กับเศรษฐกิจพอเพียงได้ โดยสรุป โครงงานเรื่องเกษตรพอเพียงตามแนวพระราชดำรัส เป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการนำมาใช้เพื่ออาหาร และสามารถนำความรู้ที่ได้ไปเผยแพร่ ให้นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๔ เพื่อประยุกต์ใช้กับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

ยอดนิยม