เลือกห้อง >>

ทั้งหมด

ผลการใช้บทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง สิ่งมีชีวิตกับกระบวนการดำรงชีวิต กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
[ โดย kruinfo ชม 321 ]
ชื่อรายงาน ผลการใช้บทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง สิ่งมีชีวิตกับกระบวนการดำรงชีวิต กลุ่มสาระการวิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ผู้ศึกษา นางกิตติยา พรหมมินทร์ หน่วยงาน โรงเรียนเทศบาล ๒ (วัดกะพังสุรินทร์) ปีที่ทำการศึกษา พ.ศ. 2552 บทคัดย่อ การศึกษาในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) สร้างและหาประสิทธิภาพของผลการใช้บทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง สิ่งมีชีวิตกับกระบวนการดำรงชีวิต กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ตามมาตรฐาน E1 / E2 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางเรียนของนักเรียนก่อนและหลังเรียนด้วยด้วยบทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง สิ่งมีชีวิตกับกระบวนการดำรงชีวิต กลุ่มสาระ การเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/3 โรงเรียนเทศบาล ๒ (วัดกะพังสุรินทร์) จังหวัดตรัง ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2552 ซึ่งในการศึกษาครั้งนี้ผู้ศึกษาได้ศึกษาจากกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด จำนวน 28 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาได้แก่ บทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง สิ่งมีชีวิตกับกระบวนการดำรงชีวิต กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 1 ชุด แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้บทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง สิ่งมีชีวิตกับกระบวนการดำรงชีวิต กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 20 แผนการจัดการเรียนรู้ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนประกอบการเรียนด้วยบทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง สิ่งมีชีวิตกับกระบวนการดำรงชีวิต กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 แบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ แบบวัดความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่มีต่อการสอนโดยใช้บทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง สิ่งมีชีวิตกับกระบวนการดำรงชีวิต ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 15 ข้อ แบบแผนการศึกษาที่ใช้คือ One – Group Pretest – Posttest Design สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและเปรียบเทียบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยโดยการทดสอบค่าที (t – test dependent) ผลการศึกษาพบว่า 1. ประสิทธิภาพของผลการใช้บทเรียนสำเร็จรูป กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่อง สิ่งมีชีวิตกับกระบวนการดำรงชีวิต ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 85.20/84.17 ซึ่ง สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 80 / 80 ที่ตั้งไว้ 2. ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้ของนักเรียน หลังเรียนด้วยบทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง สิ่งมีชีวิตกับกระบวนการดำรงชีวิต กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 สูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ซึ่งเป็นไป ตามสมมติฐานที่ตั้งไว้ ซึ่งจากการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน โรงเรียนเทศบาล ๒ (วัดกะพังสุรินทร์)โดยวิเคราะห์จากคะแนนแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและคะแนนแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนด้วยบทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง สิ่งมีชีวิตกับกระบวนการดำรงชีวิต กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 พบว่า มีคะแนนเฉลี่ยแบบทดสอบหลังเรียน ( = 26.21 S.D. = 1.73) สูงกว่าคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียน ( = 14.75 S.D. = 2.72) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้ 3. ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อบทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง สิ่งมีชีวิตกับกระบวนการดำรงชีวิต กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีค่าเฉลี่ยโดยรวมอยู่ในเกณฑ์พอใจระดับมาก โดยมีค่าเฉลี่ย ( = 4.22)
รายงานการพัฒนาชุดการเรียนที่เน้นการเรียนรู้แบบเรียนรู้ ร่วมกัน (LT) ร่วมกับแบบวัฏจักรการเรียนรู้ 4 MAT รายวิชาสังคมศึกษา เรื่อง วิกฤตการณ์ ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5
[ โดย kruinfo ชม 253 ]
บทคัดย่อ การศึกษาค้นคว้าครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาชุดการเรียนที่เน้นการเรียนรู้แบบเรียนรู้ร่วมกัน (LT) ร่วมกับแบบวัฏจักรการเรียนรู้ 4 MAT รายวิชาสังคมศึกษา เรื่อง วิกฤตการณ์ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 และมีค่าดัชนีประสิทธิผล .50 ขึ้นไป 2) พัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนโดยชุดการเรียนที่เน้นการเรียนรู้แบบเรียนรู้ร่วมกัน (LT) ร่วมกับแบบวัฏจักรการเรียนรู้ 4 MAT รายวิชาสังคมศึกษา เรื่อง วิกฤตการณ์ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้มีจำนวนไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของจำนวนนักเรียนทั้งหมด ผ่านเกณฑ์ร้อยละ70 ของคะแนนเต็ม 3) พัฒนาทักษะการทำงานกลุ่มของนักเรียนที่เรียนโดยชุดการเรียนที่เน้นการเรียนรู้แบบเรียนรู้ร่วมกัน (LT) ร่วมกับแบบวัฏจักรการเรียนรู้ 4 MAT รายวิชาสังคมศึกษา เรื่อง วิกฤตการณ์ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมและ 4) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนหลังการใช้ชุดการเรียนที่เน้นการเรียนรู้แบบเรียนรู้ร่วมกัน (LT) ร่วมกับแบบวัฏจักรการเรียนรู้ 4 MAT รายวิชาสังคมศึกษา เรื่อง วิกฤตการณ์ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/1 – 5/7 โรงเรียนบัวใหญ่ อำเภอบัวใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา จำนวน 282 คน กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/1โรงเรียนบัวใหญ่ อำเภอบัวใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา จำนวน 42 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มอย่างง่าย (Simple Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 5 แผน ชุดการเรียนที่เน้นการเรียนรู้แบบเรียนรู้ร่วมกัน (LT) ร่วมกับแบบวัฏจักรการเรียนรู้ 4 MAT จำนวน 5 ชุด แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จำนวน 40 ข้อ แบบประเมินทักษะ การทำงานกลุ่มของนักเรียน จำนวน 20 ข้อ และแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนหลังการใช้ชุดการเรียน จำนวน 20 ข้อ โดยใช้แบบแผนการทดลองแบบ One Group Pretest – Posttest Design สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการศึกษาพบว่า 1. ชุดการเรียนที่เน้นการเรียนรู้แบบเรียนรู้ร่วมกัน (LT) ร่วมกับแบบวัฏจักรการเรียนรู้ 4 MAT รายวิชาสังคมศึกษา เรื่อง วิกฤตการณ์ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 โดยมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 85.88 / 84.58 และค่าดัชนีประสิทธิผลเท่ากับ .73 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนภายหลังได้รับการสอนโดยชุดการเรียนที่เน้นการเรียนรู้แบบเรียนรู้ร่วมกัน (LT) ร่วมกับแบบวัฏจักรการเรียนรู้ 4 MAT รายวิชาสังคมศึกษาเรื่อง วิกฤตการณ์ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 95.24 ของนักเรียนทั้งหมด ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้คือ มีจำนวนไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของจำนวนนักเรียนทั้งหมด ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 70 ของคะแนนเต็ม 3. ผลการประเมินทักษะการทำงานกลุ่มของนักเรียนโดยใช้ชุดการเรียนที่เน้นการเรียนรู้แบบเรียนรู้ร่วมกัน (LT) ร่วมกับแบบวัฏจักรการเรียนรู้ 4 MAT รายวิชาสังคมศึกษา เรื่อง วิกฤตการณ์ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด โดยมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.58 และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.31 4. ความพึงพอใจของนักเรียนหลังการใช้ชุดการเรียนที่เน้นการเรียนรู้แบบเรียนรู้ร่วมกัน (LT) ร่วมกับแบบวัฏจักรการเรียนรู้ 4 MAT รายวิชาสังคมศึกษา เรื่อง วิกฤตการณ์ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด โดยมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.53 และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.73
การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการสอนแบบร่วมมือกันเรียนรู้เทคนิค เอส ที เอ ดี (STAD) เพื่อส่งเสริมทักษะการทำงานกลุ่มของนักเรียน หน่วยการเรียนรู้เรื่อง การเงิน การธนาคาร และการคลังสาธารณะ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5
[ โดย kruinfo ชม 230 ]
บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนากิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการสอนแบบร่วมมือกันเรียนรู้เทคนิค เอส ที เอ ดี (STAD) หน่วยการเรียนรู้เรื่อง การเงิน การธนาคาร และการคลังสาธารณะ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 2) พัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนโดยใช้รูปแบบการสอนแบบร่วมมือกันเรียนรู้เทคนิค เอส ที เอ ดี (STAD) หน่วยการเรียนรู้เรื่อง การเงิน การธนาคาร และการคลังสาธารณะ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ให้มีจำนวนไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของนักเรียนทั้งหมดมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนร้อยละ 70 ขึ้นไป 3) พัฒนาทักษะการทำงานกลุ่มของนักเรียนที่เรียนโดยใช้รูปแบบการสอนแบบร่วมมือกันเรียนรู้เทคนิค เอส ที เอ ดี (STAD) หน่วยการเรียนรู้เรื่อง การเงิน การธนาคาร และการคลังสาธารณะ และ 4) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่เรียนโดยใช้รูปแบบการสอนแบบร่วมมือกันเรียนรู้เทคนิคเอส ที เอ ดี (STAD) หน่วยการเรียนรู้เรื่อง การเงิน การธนาคาร และการคลังสาธารณะ กลุ่มเป้าหมายในการวิจัยเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/2 โรงเรียนบัวใหญ่ อำเภอบัวใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา จำนวน 41 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการสอนแบบร่วมมือกันเรียนรู้เทคนิค เอส ที เอ ดี (STAD) จำนวน 13 แผน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จำนวน 40 ข้อ และแบบประเมินทักษะการทำงานกลุ่มของนักเรียน และแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า 1. การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการสอนแบบร่วมมือกันเรียนรู้ เทคนิค เอส ที เอ ดี (STAD) เรื่อง การเงิน การธนาคาร การคลังสาธารณะและเศรษฐกิจระหว่างประเทศ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 เป็นรูปแบบการสอนที่ดีมีประสิทธิภาพและเหมาะกับการเรียนวิชาสังคมศึกษาเป็นอย่างยิ่ง ประกอบด้วย 4 ขั้นตอน คือ 1) ขั้นนำเสนอบทเรียนต่อทั้งชั้น เป็นการนำเสนอเนื้อหาใหม่ที่น่าสนใจและทำให้ผู้เรียนกระตือรือร้นอยากเรียนรู้ โดยใช้วิธีการที่หลากหลาย เช่น การทบทวนความรู้เดิม การซักถาม การสนทนา การสาธิต การนำเสนอข้อมูลโดยใช้แผ่นภาพ และข่าวสารประกอบการอธิบาย 2) ขั้นการศึกษากลุ่มย่อย เป็นขั้นที่ให้นักเรียนแบ่งกลุ่ม ๆ ละประมาณ 4 – 5 คน ประกอบด้วยนักเรียนเก่ง ปานกลางและเรียนอ่อน โดยให้แต่ละกลุ่มศึกษาใบความรู้ แผ่นภาพ แผ่นโปร่งใสแล้วอภิปรายแสดงความคิดเห็นในกลุ่มอย่างสร้างสรรค์โดยมีผู้วิจัยคอยสังเกตอย่างใกล้ชิด 3) ขั้นสรุป เป็นการสรุปเนื้อหาที่ได้จากการศึกษาและการอภิปรายในกลุ่ม โดยเป็นการสรุปร่วมกันระหว่างนักเรียนและครู เพื่อให้นักเรียนมีความรู้ความเข้าใจที่ชัดเจนและเกิดความคิดรวบยอดในเรื่องที่เรียน 4) ขั้นวัดผล/ขั้นทดสอบย่อย เป็นขั้นที่นักเรียนทุกคนจะต้องทำแบบฝึกหัดและทำการทดสอบหลังสิ้นสุดแต่ละวงจร ในการทดสอบแต่ละครั้งทุกคนจะต้องใช้ความสามารถของตนเองไม่ให้ช่วยเหลือกัน เมื่อสอบเสร็จนำคะแนนแต่ละกลุ่มไปเทียบกับเกณฑ์ เพื่อหาระดับความก้าวหน้าของแต่ละกลุ่ม เพื่อรับรอง ยกย่องชมเชยและให้กำลังใจแก่นักเรียน ซึ่งจะทำให้นักเรียนมีเจตคติที่ดีต่อวิชาสังคมศึกษาและต่อครูผู้สอนมากขึ้น 2. นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเฉลี่ยเท่ากับ 33.39 คิดเป็นร้อยละ 83.48 และมีนักเรียนจำนวน 41 คน คิดเป็นร้อยละ 100.00 ที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงกว่าร้อยละ70 ของคะแนนทั้งหมด ซึ่งเป็นไปตามวัตถุประสงค์ข้อที่ 2 3. ผลการประเมินทักษะการทำงานกลุ่มของนักเรียนที่เรียนเรื่อง การเงิน การธนาคาร และการคลังสาธารณะโดยใช้รูปแบบการสอนแบบร่วมมือกันเรียนรู้โดยรวมมีความเหมาะสมอยู่ ในระดับมากที่สุด โดยมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.62 และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.65 4. ผลการศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่เรียนโดยใช้รูปแบบการสอนแบบร่วมมือกันเรียนรู้เทคนิค เอส ที เอ ดี (STAD) หน่วยการเรียนรู้เรื่อง การเงิน การธนาคาร และการคลังสาธารณะ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 พบว่านักเรียนมีความพึงพอใจ อยู่ในระดับมากที่สุด โดยมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.62 และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.31
บทคัดย่อ เรื่องรายงานการประเมินโครงการเพศศึกษารอบด้านแบบมีส่วนร่วมในสถานศึกษา
[ โดย kruinfo ชม 165 ]
บทคัดย่อ ชื่อเรื่อง รายงานการประเมินโครงการเพศศึกษารอบด้านแบบมีส่วนร่วมในสถานศึกษา ผู้รับผิดชอบ นายเศรษฐ์ ยงพะวิสัย ระยะเวลาการประเมินโครงการ ตุลาคม 2552
บทคัดย่อ เรื่อง การประเมินโครงการเพศศึกษารอบด้านแบบมีส่วนร่วมในสถานศึกษา
[ โดย kruinfo ชม 195 ]
บทคัดย่อ ชื่อเรื่อง รายงานการประเมินโครงการเพศศึกษารอบด้านแบบมีส่วนร่วมในสถานศึกษา ผู้รับผิดชอบ นายเศรษฐ์ ยงพะวิสัย ระยะเวลาการประเมินโครงการ ตุลาคม 2552
รายงานการพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง การออกแบบและเทคโนโลยี ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2
[ โดย kruinfo ชม 167 ]
บทคัดย่อ รายงานพัฒนาการใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง การออกแบบและเทคโนโลยี มีวัตถุประสงค์ คือ 1. เพื่อสร้างบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน (CAI) เรื่อง การออกแบบและเทคโนโลยีกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 2. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน(CAI) เรื่อง การออกแบบและเทคโนโลยี กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี 3. เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่ที่เรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน (CAI) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ประชากร คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนสันกำแพง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเชียงใหม่ เขต 1 จำนวน 40 คนที่กำลังศึกษาในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2551 เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา คือ บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง การออกแบบและเทคโนโลยี ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2551 การวิเคราะห์ข้อมูลโดยหาประสิทธิภาพของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เปรียบเทียบคะแนนก่อนและหลังเรียนใช้การทดลองค่าที (t-test) และความพึงพอใจของนักเรียน สรุปผลการศึกษามีดังนี้ 1. ประสิทธิภาพของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่องการออกแบบและเทคโนโลยี กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 พบว่า มีประสิทธิภาพ(E1 / E2) เท่ากับ 83.81/84.88 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ที่ 80/80
การพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน วิชาประวัติศาสตร์เรื่องความเป็นไทยสมัยกรุงรัตนโกสินทร์
[ โดย kruinfo ชม 203 ]
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ดังนี้ 1) เพื่อพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน วิชาประวัติศาสตร์ เรื่องความเป็นไทยสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ 2)เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของนักเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน และ3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนวิชาประวัติศาสตร์ เรื่องความเป็นไทยสมัยกรุงรัตนโกสินทร์โดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ประชากรที่ใช้ในการวิจัย คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนเทศบาลบ้านคูหาสวรรค์ สังกัดเทศบาลเมืองพัทลุง จังหวัดพัทลุง ปีการศึกษา 2552 จำนวน 774 คน จาก 18 ห้องเรียน กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/4 จำนวน 40 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random sampling) แบบแผนการวิจัยเป็นแบบกลุ่มทดลองกลุ่มเดียววัดผลก่อนและหลังการทดลอง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1)แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน วิชาประวัติศาสตร์ เรื่องความเป็นไทยสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง ความเป็นไทยสมัยกรุง รัตนโกสินทร์ 3)แบบทดสอบย่อยหลังบทเรียน และ4) แบบสอบถามความพึงพอใจต่อการเรียนวิชาประวัติศาสตร์ เรื่องความเป็นไทยสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ โดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที ผลการวิจัยพบว่า 1) บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน วิชาประวัติศาสตร์ เรื่อง ความเป็นไทยสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ มีประสิทธิภาพ 86.50 / 81.60 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ตามที่คาดหวังไว้ คือ 80/80 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาประวัติศาสตร์เรื่องความเป็นไทยสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ โดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ของนักเรียนหลังเรียนค่าเฉลี่ย (40.80) สูงกว่าก่อนเรียน (28.30) 3) นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียน วิชาประวัติศาสตร์ เรื่อง ความเป็นไทยสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ โดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนอยู่ในระดับมากที่สุด
เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ_ครูมณทิรา เข็มทอง
[ โดย kruinfo ชม 127 ]
ชื่อเรื่อง การพัฒนาการจัดประสบการณ์การเรียนรู้แบบหมวกหกใบตามแนวคิดของ เดอโบโนที่มีต่อความสามารถในการแก้ปัญหาของเด็กชั้นอนุบาลปีที่ 2 โดย การวาดภาพ ผู้ศึกษาค้นคว้า นางมณทิรา เข็มทอง สถานศึกษา โรงเรียนบ้านสตึก อำเภอสตึก สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาบุรีรัมย์ เขต 4 ปีที่พิมพ์ 2553 บทคัดย่อ การศึกษาค้นคว้าครั้งนี้ มีความมุ่งหมายเพื่อ ศึกษาความสามารถในการแก้ปัญหาของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดประสบการณ์การเรียนรู้แบบหมวกหกใบตามแนวคิดของเดอโบโน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ศึกษาค้นคว้าครั้งนี้ เป็นเด็กชั้นอนุบาลปีที่ 2 โรงเรียนบ้านสตึก อำเภอสตึก สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาบุรีรัมย์ เขต 4 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2553 จำนวน 37 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบง่าย (Simple random Sampling ) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้า ได้แก่ แผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้แบบหมวกหกใบตามแนวคิดของเดอโบโน และแบบประเมินความสามารถในการแก้ปัญหาของเด็กปฐมวัยโดยการวาดภาพ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ t-test แบบ Dependent sample ผลการศึกษาค้นคว้า พบว่า เด็กชั้นอนุบาลปีที่ 2 หลังได้รับการจัดประสบการณ์ การเรียนรู้แบบหมวกหกใบตามแนวคิดของเดอโบโน มีค่าคะแนนเฉลี่ยของความสามารถในการแก้ปัญหาโดยรวมและรายด้านสูงขึ้น และแตกต่างจากก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .05
รายงานการจัดกิจกรรมเสริมประสบการณ์เพื่อพัฒนาความคิดสร้างสรรค์และสติปัญญาของเด็กปฐมวัย ชั้นอนุบาลปีที่ 1 ปีการศึกษา 2552
[ โดย kruinfo ชม 381 ]
รายงานการจัดกิจกรรมเสริมประสบการณ์เพื่อพัฒนาความคิดสร้างสรรค์และสติปัญญาของเด็กปฐมวัย ชั้นอนุบาลปีที่ 1 ปีการศึกษา 2552 มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลการจัดกิจกรรมเสริมประสบการณ์เพื่อพัฒนาความคิดสร้างสรรค์และสติปัญญาของ เด็กปฐมวัย ชั้นอนุบาลปีที่ 1 ปีการศึกษา 2552 ประชากรที่ใช้ ได้แก่ นักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 1 ที่ศึกษาอยู่ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2552 ของโรงเรียนเทศบาลพิรามอุทิศ เทศบาลพรหมพิราม อำเภอพรหมพิราม จำนวน 83 คน กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียน ชั้นอนุบาลปีที่ 1.1 ที่ศึกษาอยู่ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2552 ของโรงเรียนเทศบาลพิรามอุทิศ เทศบาลตำบลพรหมพิราม อำเภอพรหมพิราม จังหวัดพิษณุโลก จำนวน 28 คน เครื่องมือที่ใช้ในรายงาน ได้แก่ แผนการจัดประสบการณ์ กิจกรรมเสริมประสบการณ์เพื่อพัฒนาความคิดสร้างสรรค์และสติปัญญา แบบประเมินความคิดสร้างสรรค์ (กิจกรรมศิลปะ) แบบทดสอบวัดความคิดสร้างสรรค์ของทอแรนซ์ หนังสือกิจกรรมเสริมประสบการณ์ และแบบสัมภาษณ์ความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ได้แก่ การหาค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และ ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการศึกษา พบว่า 1. จากการจัดกิจกรรมเสริมประสบการณ์เพื่อพัฒนาความคิดสร้างสรรค์และสติปัญญาของเด็กปฐมวัย ชั้นอนุบาลปีที่ 1 ปีการศึกษา 2552 ด้านคะแนนความคิดสร้างสรรค์ ของแต่ละองค์ประกอบ พบว่า ในภาพรวมทั้ง 3 องค์ประกอบมีคะแนนเฉลี่ยอยู่ในเกณฑ์ดี เมื่อพิจารณาแต่ละองค์ประกอบ พบว่า ด้านการคิดคล่อง มีคะแนนเฉลี่ยอยู่ในเกณฑ์ดี ด้านการความคิดริเริ่ม มีคะแนนเฉลี่ยอยู่ในเกณฑ์ดี และด้านความคิดละเอียดลออ มีคะแนนเฉลี่ยอยู่ในเกณฑ์ดี 2. จากการประเมินความคิดสร้างสรรค์ (กิจกรรมศิลปะ) ของเด็กปฐมวัย ชั้นอนุบาลปีที่ 1 ปีการศึกษา 2552 จำแนกตามแบบประเมินกิจกรรม ทั้ง 10 กิจกรรม พบว่า ในภาพรวมทั้ง 3 องค์ประกอบมีคะแนนเฉลี่ยอยู่ในเกณฑ์ดี เมื่อพิจารณาแต่ละองค์ประกอบ ด้านการคิดคล่อง มีคะแนนเฉลี่ยอยู่ในเกณฑ์ดี ด้านการความคิดริเริ่ม มีคะแนนเฉลี่ยอยู่ในเกณฑ์ดี และ ด้านความคิดละเอียดลออ มีคะแนนเฉลี่ยอยู่ในเกณฑ์ดี 3. ผลการเปรียบเทียบคะแนนการวัดความคิดสร้างสรรค์ ของเด็กปฐมวัย ชั้นอนุบาลปีที่ 1 ปีการศึกษา 2552 โดยใช้แบบทดสอบวัดความคิดสร้างสรรค์ของทอแรนซ์ พบว่า ทั้งด้านความคิดคล่อง ด้านการคิดริเริ่ม และด้านการคิดละเอียดลออ มีคะแนนประเมินหลังจัดกิจกรรมสูงกว่าก่อนจัดกิจกรรม 4. ผลการสัมภาษณ์ความพึงพอใจของเด็กปฐมวัย ชั้นอนุบาลปีที่ 1 ปีการศึกษา 2552 ที่มีต่อผลงานของตนเอง พบว่า ในการสัมภาษณ์ทั้ง 10 ฉบับส่วนใหญ่ตอบว่าใช่ร้อยละ 80 ขึ้นไป
การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องการอ่านและการเขียนคำในมาตราตัวสะกดโดยใช้แบบฝึกทักษะ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนทีโอเอวิทยา (เทศบาล 1)
[ โดย kruinfo ชม 218 ]
บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลองแบบแผนการวิจัยเป็นแบบ One Group Pre-test Post-test Design โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อ 1) หาประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียนคำ ในมาตราตัวสะกด กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชันประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนทีโอเอวิทยา (เทศบาล 1) ตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 2) เปรียบเทียบความแตกต่างของคะแนนก่อนเรียนและหลังเรียนเรื่องการอ่านและการเขียนคำในมาตราตัวสะกด กลุ่มสาระ การเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนทีโอเอวิทยา (เทศบาล 1) 3) ศึกษาค่าดัชนีประสิทธิผลการเรียนด้วยแบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียนคำในมาตราตัวสะกด 4) ศึกษาความพึงพอใจ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนทีโอเอวิทยา (เทศบาล 1) ที่มีต่อการเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะเรื่องการอ่านและการเขียนคำในมาตราตัวสะกด กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2553 โรงเรียนทีโอเอวิทยา (เทศบาล 1) เทศบาลเมืองนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์ ได้มาโดยวิธีการเลือกแบบเจาะจงจำนวน 38 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1) แบบฝึกทักษะเรื่องการอ่านและการเขียนคำในมาตราตัวสะกด 2) แผนการจัดการเรียนรู้เรื่อง การอ่านและการเขียนคำในมาตราตัวสะกด ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่อง การอ่านและการเขียนคำในมาตราตัวสะกด 4) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่เรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน ด้วยการทดสอบค่า t-test แบบ Dependent ผลการวิจัยพบว่า 1. ประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะเรื่อง การอ่านและการเขียนคำในมาตราตัวสะกด กลุ่มสาระ การเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๒ โรงเรียนทีโอเอวิทยา (เทศบาล 1) มีประสิทธิภาพ 91.57/87.73 สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 ที่ตั้งไว้ 2. คะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่เรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียนคำ ในมาตราตัวสะกด กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่าง มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3. ดัชนีประสิทธิผลการเรียนรู้ด้วยแบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียนคำในมาตราตัวสะกด มีค่าเท่ากับ 0.6067 คิดเป็นร้อยละ 60.67 4. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนทีโอเอวิทยา (เทศบาล 1) มีความพึงพอใจต่อการเรียน เรื่องการอ่านและการเขียนคำในมาตราตัวสะกด โดยใช้แบบฝึกทักษะ มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.80 และมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด
การพัฒนาทักษะการแก้โจทย์ปัญหาการบวกและการลบ โดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะ การแก้โจทย์ปัญหาการบวกและการลบ สาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเทศบาลวัดใหญ่ จังหวัดนครศรีธรรมราช
[ โดย kruinfo ชม 312 ]
การพัฒนาทักษะการแก้โจทย์ปัญหาการบวกและการลบ โดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะ การแก้โจทย์ปัญหาการบวกและการลบ สาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเทศบาลวัดใหญ่ จังหวัดนครศรีธรรมราช มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและหาประสิทธิภาพของแบบฝึกเสริมทักษะการแก้โจทย์ปัญหาการบวกและการลบ สาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ที่จัดทำขึ้นตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การแก้โจทย์ปัญหาการบวกและการลบ ก่อนและหลังการใช้แบบฝึกเสริมทักษะ และเพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีการเรียนโดยแบบฝึกเสริมทักษะ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2/1 โรงเรียนเทศบาลวัดใหญ่ ปีการศึกษา 2553 จำนวน 38 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบฝึกเสริมทักษะการแก้โจทย์ปัญหาการบวกและการลบ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การแก้โจทย์ปัญหาการบวกและการลบ และแบบประเมินความพึงพอใจ ผลการวิจัยพบว่า 1. แบบฝึกเสริมทักษะการแก้โจทย์ปัญหาการบวกและการลบ สาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 มีประสิทธิภาพ 93.42/89.21 สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด (80/80) 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง การแก้โจทย์ปัญหาการบวกและ การลบ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 หลังเรียนโดยแบบฝึกเสริมทักษะการแก้โจทย์ปัญหาการบวกและการลบ สาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 สูงกว่าก่อนเรียน 3. ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะการแก้โจทย์ปัญหาการบวกและการลบ สาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 อยู่ในระดับมากที่สุด
รายงานการพัฒนาเอกสารประกอบการเรียนลูกเสือสำรอง ชุดลูกเสือสำรองทำดี
[ โดย kruinfo ชม 244 ]
บทคัดย่อ การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของเอกสารประกอบการเรียนลูกเสือสำรอง ชุดลูกเสือสำรองทำดี ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนและหลังการเรียนโดยใช้เอกสารประกอบการเรียนลูกเสือสำรอง ชุดลูกเสือสำรองทำดี 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่มีต่อการเรียนการสอนโดยใช้เอกสารประกอบการเรียนลูกเสือสำรอง ชุดลูกเสือสำรองทำดี ประชากรที่ใช้ เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3โรงเรียนวัดพิกุลเงิน ปีการศึกษา 2552 จำนวน 150 คน และกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3/2 โรงเรียนวัดพิกุลเงิน สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรี ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2552 จำนวน 37 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาประกอบด้วย 1) เอกสารประกอบการเรียนลูกเสือสำรอง ชุดลูกเสือสำรองทำดี จำนวน 8 เล่ม 2) แผนการจัดการเรียนรู้ 3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และ4) แบบสอบถามความพึงพอใจนักเรียนที่มีต่อการเรียนการสอนโดยใช้เอกสารประกอบการเรียนลูกเสือสำรอง ชุดลูกเสือสำรองทำดี วิเคราะห์ข้อมูล โดยหาค่าเฉลี่ยร้อยละ ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าที (t- test) และหาประสิทธิภาพโดยใช้เกณฑ์มาตรฐาน 80/80 ผลการศึกษา สรุปได้ดังนี้ 1. ประสิทธิภาพของเอกสารประกอบการเรียนลูกเสือสำรอง ชุดลูกเสือสำรองทำดี สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีประสิทธิภาพ 82.83 / 82.16 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ 2. การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้เอกสารประกอบการเรียนลูกเสือสำรอง ชุดลูกเสือสำรองทำดี ก่อนเรียนและหลังเรียนแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 3. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีความพึงพอใจต่อการเรียนการสอนโดยใช้เอกสารประกอบการเรียนลูกเสือสำรอง ชุดลูกเสือสำรองทำดี อยู่ในระดับ มาก
การประเมินโครงการพัฒนาแหล่งเรียนรู้เพื่อเสริมสร้างคุณภาพผู้เรียน โรงเรียนสุขไพบูลย์วิริยะวิทยา
[ โดย kruinfo ชม 301 ]
บทสรุปสำหรับผู้บริหาร การวิจัยครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อประเมินโครงการพัฒนาแหล่งเรียนรู้เพื่อเสริมสร้างคุณภาพผู้เรียน โรงเรียนสุขไพบูลย์วิริยะวิทยา อำเภอเสิงสาง จังหวัดนครราชสีมา มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินบริบทโครงการเกี่ยวกับความต้องการจำเป็น ความสอดคล้องและความเหมาะสมของวัตถุประสงค์ของโครงการ เพื่อประเมินปัจจัยนำเข้าของโครงการ เกี่ยวกับความพร้อมของผู้รับผิดชอบโครงการ ความพร้อมของอาคารสถานที่ ความเพียงพอของงบประมาณ และความเหมาะสมของปัจจัยที่ใช้ในการดำเนินงาน เพื่อประเมินกระบวนการของโครงการ เกี่ยวกับการมีส่วนร่วมในการวางแผน การมีส่วนร่วมในการพัฒนา การมีส่วนร่วมในการใช้แหล่งเรียนรู้ของนักเรียน ครู และการนิเทศ ติดตามโครงการ แลพเพื่อประเมินผลผลิตของโครงการ เกี่ยวกับปริมาณของแหล่งเรียนรู้ที่ได้รับการพัฒนาทักษะการใช้แหล่งเรียนรู้เพื่อเสริมสร้างคุณภาพของผู้เรียน ทักษะการใช้แหล่งเรียนรู้เพื่อจัดการเรียนการสอนของครู ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความพึงพอใจของผู้เกี่ยวข้องที่มีต่อโครงการ กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนโรงเรียนสุขไพบูลย์วิริยะวิทยา จำนวน 201 คน ครู จำนวน 18 คน และคณะกรรมการสถานศึกษา จำนวน 13 คน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามชนิดมาตรส่วนประมาณค่า 5 ระดับจำนวน 7 ฉบับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการประเมินโครงการสรุปได้ ดังนี้ ผลการประเมินโดยภาพรวม พบว่า ผ่านเกณฑ์การประเมิน เมื่อพิจารณาเป็นรายประเด็น พบว่า ผ่านเกณฑ์การประเมินทุกประเด็น เรียงตามลำดับจากมากไปหาน้อย ได้แก่ ผลผลิต บริบท ปัจจัยนำเข้าและกระบวนการ ซึ่งสรุปได้ดังนี้ 1. ผลการประเมินบริบท พบว่าโดยภาพรวม มีความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก และผ่านเกณฑ์การประเมิน เมื่อพิจารณาเป็นรายตัวชี้วัด พบว่า ทุกตัวชี้วัดมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากและผ่านเกณฑ์การประเมิน เรียงลำดับจากมากหาน้อย คือ ความเหมาะสมของวัตถุประสงค์ความสอดคล้องของวัตถุประสงค์ และความต้องการจำเป็นของโครงการ 2. ผลการประเมินปัจจัยนำเข้า พบว่า โดยภาพรวมผ่านเกณฑ์การประเมิน เมื่อพิจารณาเป็นรายตัวชี้วัด พบว่า ทุกตัวชี้วัดผ่านเกณฑ์การประเมิน คือ ความพร้อมของผู้รับผิดชอบของโครงการ มีความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก ผ่านเกณฑ์การประเมิน ความพร้อมของสถานที่ มีความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก ผ่านเกณฑ์การประเมิน เงินงบประมาณที่ได้รับการสนับสนุนโครงการ มีเพียงพอคิดเป็นร้อยละ 100 ผ่านเกณฑ์การประเมิน และปัจจัยที่ใช้ในการดำเนินการ มีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากและผ่านเกณฑ์การประเมิน 3. ผลการประเมินกระบวนการ พบว่า โดยภาพรวม มีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากและผ่านเกณฑ์การประเมิน เมื่อพิจารณาเป็นรายตัวชี้วัดพบว่า ทุกตัวชี้วัดอยู่ในระดับมากและผ่านเกณฑ์การประเมิน เรียงตามลำดับจากมากไปน้อยคือ การมีส่วนร่วมของนักเรียนเกี่ยวกับการวางแผนดำเนินงาน การพัฒนาแหล่งเรียนรู้และใช้แหล่งเรียนรู้ในโรงเรียน การนิเทศ ติดตามโครงการ และการมีส่วนร่วมของครู เกี่ยวกับการวางแผนดำเนินการ การพัฒนาแหล่งเรียนรู้และใช้แหล่งเรียนรู้ในโรงเรียน 4. ผลการประเมินผลผลิต พบว่า โดยภาพรวมผ่านเกณฑ์การประเมิน เมื่อพิจารณาเป็นรายตัวชี้วัด พบว่า ทุกตัวชี้วัดผ่านเกณฑ์การประเมิน ได้แก่ ปริมาณแหล่งเรียนรู้ที่ได้รับการพัฒนาอย่างหลากหลายตามความต้องการของนักเรียน ครูและผู้ปกครอง คิดเป็นร้อยละ 98 และผ่านเกณฑ์การประเมิน ตัวชี้วัดทักษะการใช้แหล่งเรียนรู้เพื่อเสริมสร้างคุณภาพของผู้เรียน พบว่า มีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากและผ่านเกณฑ์การประเมิน ตัวชี้วัดทักษะการใช้แหล่งเรียนรู้ของครู ในการจัดการเรียนการสอน พบว่า มีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากและผ่านเกณฑ์การประเมิน ส่วนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเฉลี่ยคิดเป็นร้อยละ 77 .80 ผ่านเกณฑ์การประเมินและสำหรับตัวชี้วัดความพึงพอใจ มีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากและผ่านเกณฑ์การประเมิน ซึ่งมีผลการประเมินตัวชี้วัดย่อยสรุปได้ดังนี้ 4.1 ความพึงพอใจของนักเรียน พบว่า มีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากและผ่านเกณฑ์การประเมิน เมื่อพิจารณาเป็นรายการ พบว่าการใช้สื่อประกอบการสอนที่นักเรียนจัดทำขึ้นเองมีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมาคือ การใช้ห้องสมุด และการใช้ห้องวิทยาศาสตร์มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด ซึ่งทุกรายการผ่านเกณฑ์การประเมิน 4.2 ความพึงพอใจครู พบว่า โดยภาพรวมมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุดและผ่านเกณฑ์การประเมิน เมื่อพิจารณาเป็นรายการ พบว่า ความสะอาด ความสวยงาม เป็นสัดส่วนของแหล่งการเรียนรู้มีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมาคือ การบริการแหล่งเรียนรู้ของผู้รับผิดชอบ และผลการเรียนของนักเรียนสูงขึ้นเนื่องจากการใช้แหล่งเรียนรู้มีค่าเฉลี่ยต่ำ ซึ่งปรากฏว่าทุกรายการผ่านเกณฑ์การประเมิน 4.3 ความพึงพอใจของผู้ปกครองนักเรียน พบว่า โดยภาพรวมมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุดและผ่านเกณฑ์การประเมิน เมื่อพิจารณาเป็นรายการพบว่า แหล่งเรียนรู้ภายในโรงเรียนสะอาดสวยงามเป็นสัดส่วนมีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมาคือ การใช้บริการแหล่งเรียนรู้ภายในโรงเรียน และผลการเรียนของเด็กสูงขึ้นเนื่องมาจากการใช้แหล่งเรียนรู้มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด ทุกรายการผ่านเกณฑ์การประเมิน ข้อเสนอแนะ การพัฒนาแหล่งเรียนรู้ภายในโรงเรียนเป็นสิ่งที่สถานศึกษาควรให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก เพราะแหล่งเรียนรู้จะสามารถพัฒนากระบวนการในการศึกษาหาความรู้ของนักเรียน กระตุ้นให้เกิดความอยากรู้อยากเรียน และยังสามารถพัฒนาให้นักเรียนสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเองอย่างมีประสิทธิภาพ การจัดทำโครงการพัฒนาแหล่งเรียนรู้เพื่อเสริมสร้างคุณภาพผู้เรียน โรงเรียนสุขไพบูลย์วิริยะวิทยา พบว่าทุกตัวชี้วัดผ่านเกณฑ์การประเมินที่ตั้งไว้ จึงควรดำเนินโครงการนี้ต่อไปและผู้เกี่ยวข้องควรนำผลการประเมินไปใช้ในการพัฒนาปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ดังนี้ 1. การกำหนดวัตถุประสงค์ของโครงการให้สอดคล้องและเหมาะสมกับสภาพแวดล้อมจะเป็นเข็มทิศชี้นำทาง การปฏิบัติให้ไปสู่ความสำเร็จได้ดี จึงควรกำหนดวัตถุประสงค์ของโครงการให้สอดคล้องกับพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ และเหมาะสมกับบริบทของสถานศึกษา ให้มากขึ้นเพื่อนำไปสู่การพัฒนาแหล่งเรียนรู้ในโรงเรียน ให้มีความหลากหลายตามความต้องการของนักเรียน ครูและผู้ปกครองนักเรียน และเปิดโอกาสให้ผู้ปกครอง ได้มีส่วนร่วมในการพัฒนาแหล่งเรียนรู้ภายในโรงเรียน เป็นการสนองความต้องการจำเป็นของนักเรียน ครูและผู้ปกครอง อย่างแท้จริง 2. ปัจจัยที่ใช้ในการดำเนินงาน เป็นทรัพยากรที่สำคัญในการขับเคลื่อนโครงการไปสู่ความสำเร็จ ควรสนับสนุนวัสดุอุปกรณ์ เครื่องมือและเทคโนโลยี ที่ใช้ในการดำเนินโครงการให้เหมาะสมกับการทำกิจกรรม และควรพัฒนาบุคลากรผู้รับผิดชอบ ให้พร้อมก่อนที่จะปฏิบัติงาน เพื่อให้ผู้ปฏิบัติสามารถปฏิบัติได้อย่างถูกต้อง บรรลุอย่างมีประสิทธิภาพและตามวัตถุประสงค์ที่ วางไว้ และควรร่วมกันจัดเตรียมสถานที่ภายในอาคารให้พร้อมอย่างพอเพียง เพื่อให้การจัดกิจกรรมพัฒนาแหล่งเรียนรู้ภายในโรงเรียนเกิดประสิทธิผลสูงสุด 3. การปฏิบัติงานตามกิจกรรมของโครงการพัฒนาแหล่งเรียนรู้ มีหลายวิธีกิจกรรมที่ต้องอาศัยผู้ปฏิบัติงานที่มีความรู้และทักษะเฉพาะด้าน เช่น การพัฒนาแหล่งเรียนรู้ในห้องพิเศษ จึงควรให้ผู้รับผิดชอบโครงการและครูที่มีความรู้ความสามารถปรับปรุงการพัฒนาแหล่งเรียนรู้ในห้องพิเศษและส่งเสริมการใช้แหล่งเรียนรู้ในห้องพิเศษให้เหมาะสมยิ่งขึ้น และควรสนับสนุนให้ครู นักเรียน มีโอกาสใช้สื่อและนวัตกรรมต่างๆในห้องพิเศษให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น และควรสนับสนุนให้มีการประสานงานการปฏิบัติงานระหว่างผู้รับผิดชอบโครงการ ครูและผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง อย่างเหมาะสมและสม่ำเสมอ เพื่อให้การดำเนินโครงการพัฒนาแหล่งเรียนรู้ ดำเนินไปได้อย่างคล่องตัวไม่ติดขัดบรรลุตามวัตถุประสงค์อย่างมีประสิทธิภาพ 4. ผลผลิตของโครงการคือ สิ่งที่ต้องการให้เกิดขึ้นตามวัตถุประสงค์ จากผลการประเมินโครงการพัฒนาแหล่งเรียนรู้ด้านผลผลิต พบว่า ความพึงพอใจของครูและผู้ปกครองนักเรียนที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนมีค่าเฉลี่ยต่ำสุด จึงควรมีการเร่งรัดให้ครูพัฒนาการเรียนการสอนโดยการใช้แหล่งการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอและเกิดประสิทธิภาพ เพื่อส่งผลให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนดีขึ้น เป็นการสร้างความพึงพอใจให้แก่ผู้เรียน ครู และผู้ปกครองและผู้ที่เกี่ยวข้อง และควรจัดกิจกรรมส่งเสริมให้ผู้เรียน ได้เรียนรู้โดยใช้ห้องวิทยาศาสตร์อย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้นักเรียนได้เรียนรู้ตามศักยภาพ ด้วยสื่อการเรียนรู้ที่หลากหลายอย่างมีประสิทธิภาพ ในการสร้างความพึงพอใจแก่นักเรียน ครู และผู้เกี่ยวข้องให้มากยิ่งขึ้น
การพัฒนาระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน เพื่อเสริมสร้างความมีวินัย ของนักเรียนโรงเรียนโคกก่อพิทยาคม จังหวัดมหาสารคาม
[ โดย kruinfo ชม 264 ]
การศึกษาวิจัย เรื่องการพัฒนาระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน เพื่อเสริมสร้างความมีวินัย ของนักเรียนโรงเรียนโคกก่อพิทยาคม จังหวัดมหาสารคาม ปีการศึกษา 2553 ในครั้งนี้ มีความ มุ่งหมายเพื่อ 1) เพื่อศึกษาและพัฒนาระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน เพื่อเสริมสร้างความมีวินัยของนักเรียนโรงเรียนโคกก่อพิทยาคม ปีการศึกษา 2553 2) เพื่อเปรียบเทียบพฤติกรรมความมีวินัยของนักเรียนจากการพัฒนาระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน เพื่อเสริมสร้างความมีวินัยของนักเรียนโรงเรียนโคกก่อพิทยาคม ระหว่างหลังการพัฒนาวงรอบที่ 1 กับวงรอบที่ 2 และ 3) เพื่อเปรียบเทียบความ พึงพอใจของครูและนักเรียนที่มีต่อการพัฒนาระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน เพื่อเสริมสร้างความมีวินัยของนักเรียน ระหว่างหลังการพัฒนาวงรอบที่ 1 กับวงรอบที่ 2 ทั้งนี้เพื่อให้ครูสามารถจัดกิจกรรม การเรียนการสอนพัฒนาผู้เรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ นักเรียนมีคุณภาพมีวินัยด้านความรับผิดชอบต่อตนเองและส่วนรวม และสามารถอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ เป็นครูสายปฏิบัติการสอนโรงเรียนโคกก่อพิทยาคม ปีการศึกษา 2553 จำนวน 28 คน และนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1- 6 ปีการศึกษา 2553 จำนวน 222 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาแบ่งเป็น 4 ประเภท คือ แบบสัมภาษณ์ แบบสังเกต แบบบันทึกการประชุม และแบบสอบถาม ผลการศึกษาพบว่า 1. หลังจากการพัฒนาวงรอบที่ 2 สามารถวิเคราะห์สรุปผลและสะท้อนผลจากการพัฒนา เป็นรายด้านทั้ง 5 ด้าน ดังนี้ 1) ผลการพัฒนาด้านการรู้จักนักเรียนเป็นรายบุคคล คือ มีข้อมูลนักเรียนจากผู้ปกครองนักเรียนที่ทำงานในต่างจังหวัด และมีข้อมูลเพิ่มเติมจากโครงการออกเยี่ยมบ้านนักเรียน มีคณะกรรมการเครือข่ายผู้ปกครองนักเรียนให้ข้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรมนักเรียน ส่งผลให้วินัยด้านความรับผิดชอบต่อตนเองและส่วนรวมมีการพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้น 2) ผลการพัฒนาด้านการคัดกรองนักเรียน คือ ครูมีความรู้ความเข้าใจในการคัดกรองนักเรียนจากแบบ SDQ ระเบียนสะสม จากการจัดโครงการประชุมเชิงปฏิบัติการแก่ครูที่ปรึกษา ทำให้มีข้อมูลนักเรียนที่สามารถจำแนกเป็นกลุ่มปกติมาพัฒนาให้ต่อเนื่อง และสามารถแก้ไขนักเรียนกลุ่มเสี่ยงให้มีจำนวนลดลง และสามารถส่งเสริมพัฒนานักเรียนกลุ่มปกติและกลุ่มที่มีความสามารถพิเศษให้มีความรับผิดชอบต่อตนเองและส่วนรวมมากขึ้น 3) ผลการพัฒนาด้านการส่งเสริมและพัฒนานักเรียน คือ มีงบประมาณสำหรับการจัดกิจกรรมห่างไกลสารเสพติด หลีกเลี่ยงการติดเอดส์ จากชุมชน มีการให้ความรู้ด้านอาชีพจากชุมชน มีข้อมูลจากเครือข่ายผู้ปกครองนักเรียนในชุมชนในการช่วยกำกับดูแลพฤติกรรมด้านความมีวินัยของนักเรียน ส่งผลให้นักเรียนมีวินัยและมีความรับผิดชอบสูงขึ้น 4) ผลการพัฒนาด้านการป้องกันช่วยเหลือและแก้ไขปัญหานักเรียน คือ มีชมรมต่างๆ ที่นักเรียนสนใจเกิดขึ้น เช่น ชมรมเพื่อนเตือนเพื่อน ชมรมพัฒนาจิต ชมรมรักกีฬา ชมรมคอมพิวเตอร์ รวมทั้งมีคณะกรรมการเครือข่ายผู้ปกครองนักเรียน เป็นต้น มีนักเรียนแกนนำที่สนใจดำเนินกิจกรรมเพื่อให้ห่างไกลจากสารเสพติดและเอดส์ ส่งผลให้นักเรียนมีวินัยและมีความรับผิดชอบต่อตนเองและส่วนรวมเพิ่มมากขึ้น 5) ผลการพัฒนาด้านการส่งต่อนักเรียน คือ มีสถานที่รองรับในการดูแลนักเรียนทั้งด้านสุขภาพและด้านอื่นๆ เพื่อช่วยเหลือนักเรียน และมีระบบกำกับดูแลรับส่งในการบำบัดรักษานักเรียนที่ติดสารเสพติด มีวิทยากรที่สามารถให้การอบรมอบรมพัฒนาจิตและวินัยความรับผิดชอบต่อตนเองและส่วนรวมแก่นักเรียนทั้งกลุ่มปกติและกลุ่มเสี่ยง มีระบบข้อมูลที่ฉับไวและมีการประสานงานที่ทันเหตุการณ์ ส่งผลให้นักเรียนมีความรู้และปฏิบัติตามระเบียบวินัยเคร่งครัดมากขึ้น 2. ผลการเปรียบเทียบความแตกต่างของระดับคะแนนเฉลี่ยการพัฒนาระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน เพื่อเสริมสร้างความมีวินัยของนักเรียนโรงเรียนโคกก่อพิทยาคม ปีการศึกษา 2553 โดยรวม ระหว่างการพัฒนาวงรอบที่ 1 กับวงรอบที่ 2 พบว่า หลังการพัฒนาวงรอบที่ 2 มีระดับคะแนนเฉลี่ยมากกว่าหลังการพัฒนาวงรอบที่ 1 ( 2= 3.80, 1 = 3.08) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ซึ่งจำแนกเป็นรายด้านเรียงลำดับจากมากไปหาน้อย คือ (1) ด้านการรู้จักนักเรียนรายบุคคล ( 2= 3.88) (2) การป้องกันช่วยเหลือและแก้ไขปัญหานักเรียน ( 2= 3.86) (3) การคัดกรองนักเรียน ( 2= 3.84) (4) การส่งต่อนักเรียน ( 2= 3.64) และด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ ด้านการส่งเสริมและพัฒนา ( 2= 3.61) 3. ผลการเปรียบเทียบระดับคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมความมีวินัยของนักเรียนโรงเรียน โคกก่อพิทยาคม ปีการศึกษา 2553 โดยรวม ระหว่างการพัฒนาวงรอบที่ 1 กับวงรอบที่ 2 พบว่า หลังการพัฒนาวงรอบที่ 2 มีระดับคะแนนเฉลี่ยมากกว่าหลังการพัฒนาวงรอบที่ 1 ( 2 = 3.95, 1 = 2.95) และข้อที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดเรียงลำดับจากมากไปหาน้อย คือ (1) วินัยด้านการแสดงความเคารพ ( 2= 4.00) (2) วินัยด้านการแต่งกาย ( 2= 3.99) (3) วินัยด้านความสะอาด ( 2= 3.98) และข้อที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ วินัยด้านการตรงต่อเวลา ( 2= 3.92) 4. ผลการเปรียบเทียบระดับคะแนนเฉลี่ยความพึงพอใจของนักเรียนต่อการพัฒนาระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน เพื่อเสริมสร้างความมีวินัยของนักเรียนโรงเรียนโคกก่อพิทยาคม ปีการศึกษา 2553 โดยรวม พบว่า หลังการพัฒนาวงรอบที่ 2 มีคะแนนเฉลี่ยความพึงพอใจของนักเรียนมากกว่าหลังการพัฒนาวงรอบที่ 1 ( 2 = 3.90, 1 = 2.93) และข้อที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดเรียงลำดับจากมากไปหาน้อยคือ คือ (1) โรงเรียนดำเนินการติดตามผลการการพัฒนาระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนอย่างสม่ำเสมอ ( 2 = 3.98) (2) ครูมีความเอาใจใส่ต่อการพัฒนาระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนอย่างจริงจัง (3) โรงเรียนได้รับคำยกย่องชมเชยจากหน่วยงานใกล้เคียงและจากผู้ปกครองชุมชนอยู่เสมอในการดำเนินงานกิจกรรมการพัฒนาระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน และข้อที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุดคือ โรงเรียนมีการประชาสัมพันธ์การดำเนินงานโครงการอย่างต่อเนื่องและทั่วถึง ( 2 = 3.80)
การศึกษาและพัฒนาการปฏิบัติงานวิชาการ เพื่อพัฒนาคุณภาพนักเรียน โรงเรียนโคกก่อพิทยาคม จังหวัดมหาสารคาม
[ โดย kruinfo ชม 218 ]
การศึกษาและพัฒนาการปฏิบัติงานวิชาการ เพื่อพัฒนาคุณภาพนักเรียนโรงเรียน โคกก่อพิทยาคม จังหวัดมหาสารคาม ในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาและพัฒนาการปฏิบัติงานวิชาการเพื่อพัฒนาคุณภาพนักเรียน ปีการศึกษา 2553 2) เพื่อเปรียบเทียบความพึงพอใจของนักเรียนต่อพฤติกรรมการพัฒนาการปฏิบัติงานวิชาการของครู ระหว่างก่อนกับหลังการพัฒนา ปีการศึกษา 2553 3) เพื่อเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนโรงเรียนโคกก่อพิทยาคม ระหว่างก่อนการพัฒนา (ปีการศึกษา 2552) กับหลังการพัฒนา (ปีการศึกษา 2553) ทั้งนี้เพื่อให้ครูสามารถจัดกิจกรรมการเรียนการสอนพัฒนาผู้เรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ นักเรียนมีคุณภาพตามเกณฑ์มาตรฐานของหลักสูตร เป็นคนดี คนเก่ง และสามารถอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ เป็นครูสายปฏิบัติการสอนโรงเรียนโคกก่อพิทยาคม จังหวัดมหาสารคาม ปีการศึกษา 2552 และปีการศึกษา 2553 จำนวน 28 คน และนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 2, 3, 5 และ 6 ปีการศึกษา 2553 ที่เลื่อนชั้นมาจากปีการศึกษา 2552 จำนวน 357 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาเป็นแบบสอบถาม จำนวน 2 ชุด ประกอบด้วย 1) แบบสอบถามการพัฒนาการปฏิบัติงานวิชาการเพื่อพัฒนาคุณภาพนักเรียน 6 ด้าน จำนวน 6 ฉบับ 2) แบบสอบถามความ พึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการพัฒนาการปฏิบัติงานวิชาการเพื่อพัฒนาคุณภาพนักเรียน จำนวน 1 ฉบับ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ( ) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ( S) การเปรียบเทียบความแตกต่างของคะแนนเฉลี่ยระดับการพัฒนาการปฏิบัติงานวิชาการโดยใช้สูตร t - test แบบ Dependent Sample วิเคราะห์โดยใช้เครื่องไมโครคอมพิวเตอร์ ผลการศึกษาพบว่า 1. ผลการเปรียบเทียบระดับการพัฒนาการปฏิบัติงานงานวิชาการโดยรวมทั้ง 5 ด้าน ระหว่างก่อนกับหลังการพัฒนา ปีการศึกษา 2553 พบว่า หลังการพัฒนา ครูมีระดับการพัฒนาการปฏิบัติงานวิชาการโดยรวม มากกว่าก่อนการพัฒนา ( 2= 4.05, 1= 3.26 ) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า มีการปฏิบัติงานอยู่ในระดับมากทุกด้าน ด้านที่มีคะแนนเฉลี่ยการพัฒนาการปฏิบัติงานอยู่ในระดับสูงสุดเรียงลำดับจากมากไปหาน้อย คือ (1) การวัดผลและประเมินผลการเรียน ( 2= 4.23) (2) การนิเทศงานวิชาการภายในโรงเรียน ( 2= 4.14) (3) การผลิตสื่อและการใช้สื่อการการเรียนการสอน ( 2= 4.07) (4) การจัดกิจกรรมทางวิชาการ ( 2= 4.06) (5) การวางแผนงานวิชาการ ( 2= 3.97) และด้านที่มีคะแนนเฉลี่ยการพัฒนาการปฏิบัติงานอยู่ในระดับต่ำสุด คือ หลักสูตรและการจัดการเรียนการสอน ( 2= 3.94) 2. ผลการเปรียบเทียบระดับความพึงพอใจของนักเรียนต่อพฤติกรรมการปฏิบัติงานวิชาการของครู โรงเรียนโคกก่อพิทยาคม ระหว่างก่อนกับหลังการพัฒนาปีการศึกษา 2553 พบว่า หลังการพัฒนามีระดับคะแนนเฉลี่ยความพึงพอใจมากกว่าก่อนการพัฒนา ( 2= 3.83, 1= 3.19) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่า ข้อที่มีคะแนนเฉลี่ยการพัฒนาการปฏิบัติงานอยู่ในระดับสูงสุดเรียงลำดับจากมากไปหาน้อย คือ (1) ครูแนะนำวิธีการเรียนที่ดีให้กับนักเรียน ( 2= 4.52) (2) ครูมีสื่อ วัสดุ อุปกรณ์ บทความเอกสารประกอบอื่นๆ ( 2= 4.51) (3) ครูสอบถามปัญหาในการเรียนของนักเรียนทุกคน ( 2= 3.26) และข้อที่ที่มีคะแนนเฉลี่ยระดับความพึงพอใจอยู่ในระดับต่ำสุดคือ ครูจัดกิจกรรมการเรียนการสอนสอดคล้องกับเนื้อหาและผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง ( 2= 3.51) 3. ผลการเปรียบเทียบระดับคะแนนเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน ระหว่างก่อนพัฒนาปีการศึกษา 2552 กับหลังการพัฒนาในปีการศึกษา 2553 พบว่า หลังการพัฒนา ปีการศึกษา 2553 มีระดับคะแนนเฉลี่ยผลการเรียนทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้มากกว่าปีการศึกษา 2552 ( 2.= 2.83, 1= 2.53) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 เมื่อพิจารณารายกลุ่มสาระการเรียนรู้ พบว่า พบว่า หลังการพัฒนาปีการศึกษา 2553 นักเรียนมีคะแนนเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ใน 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ เรียงลำดับจากสูงไปหาต่ำ คือ สุขศึกษาและพลศึกษา ศิลปะ การงานอาชีพและเทคโนโลยี สังคมศึกษาศาสนาและวัฒนธรรม ภาษาต่างประเทศ วิทยาศาสตร์ ภาษาไทย และคณิตศาสตร์ ตามลำดับ
การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความคงทนในการเรียนรู้ โดยใช้ ชุดการเรียน สาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2
[ โดย kruinfo ชม 164 ]
บทคัดย่อ ชื่อเรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความคงทนในการเรียนรู้ โดยใช้ ชุดการเรียน สาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ชื่อผู้วิจัย นายอรรถพล การดี หน่วยงาน โรงเรียนเทศบาลวัดมเหยงคณ์ สำนักการศึกษา เทศบาลนครนครศรีธรรมราช อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช ปีที่ดำเนินการ 2552 การศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษาเชิงทดลอง (Experimental Research) มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) พัฒนาประสิทธิภาพของชุดการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ตามเกณฑ์ 80/80 (2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ก่อนเรียนหลังเรียน (3) ศึกษาความคงทน ในการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โดยการใช้ชุดการเรียน หลังจากเรียนจบแล้ว 3 เดือน ประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ปีการศึกษา 2552 โรงเรียนเทศบาลวัดมเหยงคณ์ เทศบาลนครนครศรีธรรมราช จำนวน 220 คน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2/3 ปีการศึกษา 2552 จำนวน 50 คน ได้มาโดยการสุ่มอย่างง่าย (simple random sampling) ใช้การจับฉลาก โดยกำหนดให้ชั้นเรียนเป็นหน่วยการสุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ประกอบด้วย (1) ชุดการเรียนรู้ จำนวน 7 ชุด (2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม จำนวน 30 ข้อ (3) แผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 7 แผน เวลา 14 ชั่วโมง สถิติที่ใช้ได้แก่ค่าเฉลี่ย ( ) ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD) ค่าร้อยละ และการทดสอบค่าทีแบบไม่อิสระจากกัน (Dependent t – test) ผลการวิจัยพบว่า 1. ชุดการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 มีประสิทธิภาพ 86.78/91.67 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ที่กำหนดไว้ 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ของนักเรียนที่เรียนด้วยชุดการเรียน หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 3. ความคงทนในการเรียนรู้ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ที่ได้รับการจัดกิจกรรม การเรียนรู้โดยใช้ชุดการเรียน มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังจากเรียนจบแล้ว 3 เดือน สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน คือ ร้อยละ 70
รายงานการพัฒนาชุดฝึกเสริมประสบการณ์ทางภาษากลุ่มสาระการเรียนรู้ ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ ) เรื่อง Easy Questions ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6
[ โดย kruinfo ชม 138 ]
บทคัดย่อ ชื่อเรื่อง รายงานการพัฒนาชุดฝึกเสริมประสบการณ์ทางภาษากลุ่มสาระการเรียนรู้ ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ ) เรื่อง Easy Questions ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ผู้วิจัย นายสุวิทย์ ยอดระบำ ปีที่วิจัย 2551 การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์1) เพื่อสร้างพัฒนาชุดฝึกเสริมประสบการณ์ทางภาษากลุ่มสาระการเรียนรู้ ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ ) เรื่อง Easy Questions ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ) ของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ก่อนและหลังการใช้ชุดฝึกเสริมประสบการณ์ทางภาษากลุ่มสาระการเรียนรู้ ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ ) เรื่อง Easy Questions ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อการใช้ชุดฝึกเสริมประสบการณ์ทางภาษากลุ่มสาระการเรียนรู้ ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ )เรื่อง Easy Questions ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ห้อง 1 โรงเรียนเทศบาลวัดศาลามีชัย สังกัดเทศบาลนครนครศรีธรรมราช อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2551 จำนวน 42 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มอย่างง่ายโดยการจับสลาก เครื่องมือที่ใช้ในการทดลองได้แก่ชุดฝึกเสริมประสบการณ์ทางภาษา กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ ) เรื่อง Easy Questions ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 แผนจัดการเรียนรู้หน่วยการเรียนรู้เรื่อง Easy Questions แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบประเมินความสอดคล้องของชุดฝึกเสริมประสบการณ์ทางภาษา แบบประเมินความสอดคล้องของแผนจัดการเรียนรู้ และแบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติ SPSS for Windows Version 11.0 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ใช้ค่าร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบสมมติฐานโดยใช้ค่าสถิติt-test แบบสองกลุ่มสัมพันธ์ ผลการวิจัยพบว่า 1. ผลการหาประสิทธิภาพของชุดฝึกเสริมประสบการณ์ทางภาษา กลุ่มสาระการเรียนรู้ ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ ) เรื่อง Easy Questions ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 พบว่า ประสิทธิภาพ ของชุดฝึกเสริมประสบการณ์ทางภาษา กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ ) เรื่อง Easy Questions ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยภาพรวมมีประสิทธิภาพ 83.65/81.97 ซึ่งได้ตาม เกณฑ์มาตรฐาน 80/80 และเมื่อพิจารณารายเรื่อง ทั้ง 2 เรื่องมีประสิทธิภาพเป็นไปตามเกณฑ์ที่ กำหนด 2. ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ก่อนเรียน หลังเรียนโดยการใช้ชุดฝึกเสริมประสบการณ์ ทางภาษา กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ ) เรื่อง Easy Questions ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 พบว่า ในภาพรวมผลสัมฤทธิ์ของนักเรียนก่อนและหลังใช้ชุดฝึกเสริมทักษะ แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และเมื่อพิจารณารายเรื่องพบว่าผลสัมฤทธิ์ของ นักเรียนก่อนและหลังใช้ชุดฝึกเสริมทักษะแตกต่างกันทุกเรื่องอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3. ผลการศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อชุดฝึกเสริมประสบการณ์ทางภาษา กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ )เรื่อง Easy Questions ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 พบว่า ระดับความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อชุดฝึกเสริมประสบการณ์ทางภาษา กลุ่มสาระ การเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ(ภาษาอังกฤษ ) เรื่อง Easy Questions ชั้นประถมศึกษาปีที่6 โดยรวมอยู่ระดับในระดับมาก ( = 4.48,S.D. = 0.21)เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ผู้เรียนมีความ พึงพอใจด้านภาพประกอบในระดับมากที่สุด( = 4.57,S.D. = 0.30) รองลงมาพึงพอใจในด้านการพิมพ์ ในระดับมากที่สุด ( = 4.55,S.D. = 0.50) ส่วนด้านรูปเล่มชุดฝึกเสริมทักษะผู้เรียนพึงพอใจในระดับมาก ( = 4.25,S.D. = 0.41)
รายงานผลการพัฒนาชุดการเรียนคณิตศาสตร์เรื่องโจทย์ปัญหา การบวกและโจทย์ปัญหาการลบ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเทศบาลวัดศาลามีชัย
[ โดย kruinfo ชม 153 ]
บทคัดย่อ ชื่อเรื่อง รายงานผลการพัฒนาชุดการเรียนคณิตศาสตร์เรื่องโจทย์ปัญหา การบวกและโจทย์ปัญหาการลบ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเทศบาลวัดศาลามีชัย ผู้ศึกษา ชมนาด บัวหอม ปี พ.ศ. 2552 การศึกษาครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อพัฒนาชุดการเรียนคณิตศาสตร์เรื่องโจทย์ปัญหาการบวกและโจทย์ปัญหาการลบ เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังใช้ชุดการเรียนคณิตศาสตร์ ความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อชุดการเรียน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ประชากรในการศึกษาคือนักเรียนชั้นประถมศึกษาปืที่ 2 กลุ่มตัวอย่าง ที่ใช้เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาาปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2552 โรงเรียนเทศบาลวัดศาลามีชัย จำนวน 2 ห้องเรียน จำนวนนักเรียน 60 คน ดำเนินการทดลองโดยใช้แบบแผนการวิจัยแบบ one group pretest posttest design เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย ชุดการเรียนคณิตศาสตร์เรื่องโจทย์ปัญหาการบวกและโจทย์ปัญหาการลบ จำนวน 4 ชุดการเรียน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องโจทย์ปัญหาการบวกและโจทย์ปัญหาการลบจำนวน 30 ข้อ และแบบสอบถามความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อชุดการเรียน สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าร้อยละเพื่อหาประสิทธิภาพของชุดการเรียนเทียบกับเกณฑ์ 80/80 ค่าทดสอบค่าที เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ก่อนเรียนและหลังเรียน สถิติพื้นฐานเพื่อวิเคราะห์ความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อชุดการเรียน ผลการศึกษาพบว่า 1. ชุดการเรียนคณิตศาสตร์ เรื่องโจทย์ปัญหาการบวกและโจทย์ปัญหาการลบ มีประสิทธิภาพโดยเฉลี่ย 83.81/ 85.50 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 80/80 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ของนักเรียนภายหลังได้รับการทดลองโดยใช้ชุดการเรียนสูงกว่าก่อนได้รับการทดลอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 3. ความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อชุดการเรียนคณิตศาสตร์เรื่องโจทย์ปัญหาการบวกและโจทย์ปัญหาการลบ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 อยู่ในระดับเฉลี่ย 4.06 คือเหมาะสมมาก และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เท่ากับ 0.68 คือมีความคิดเห็นสอดคล้องกัน
โปรแกรม ปพ1
[ โดย kruinfo ชม 301 ]
เผยแพร่ให้เพื่อนๆ ครูนำไปลองใช้นะครับ เป็นโปรแกรมที่ทำขึ้นจาก Access 2007 ครับ แต่เนื่องด้วยการกรอกคะแนนทำได้ช้ามากจึงสร้าง Excel เพื่อใช้ ในการกรอกคะแนนคู่มาด้วย (โรงเรียนไหนมีนักเรียนน้อย ก็กรอกหน้าฟอร์ม เอาเลยก็ได้ครับ) Excel ที่แนบ ให้นำเข้าข้อมูลโดย Excel แล้วเลือก Room1-7 เพื่อนำเข้าเป็นรายห้องนะครับ Access 2007 ที่ทำขึ้นเป็นของโรงเรียนผม ต้องการเปลี่ยนแปลงอย่างไร ลองแกะดูก็ได้ครับ แต่ผมสร้างหน้าฟอร์มให้กรอกง่ายเพื่อความสะดวกแล้ว อื่นๆ ดูจากตัวโปรแกรมเองเลยได้ครับ ส่วน ที่เปิดเป็นคิวรี่ ให้เพื่อง่ายต่อการกรอกครับ ไฟล์เป็น Rar นะครับต้องมีโปรแกรม unzip ครับ ขออนุญาต ลิงค์หน้าเว็บไซค์นะครับ http://aod3000.com/phpbb3/viewtopic.php?f=14&t=368&sid=0eb0fc877917df903b2a2761be40f55a
โปรแกรม ปพ1
[ โดย kruinfo ชม 307 ]
เผยแพร่ให้เพื่อนๆ ครูนำไปลองใช้นะครับ http://aod3000.com/phpbb3/viewtopic.php?f=14&t=368&sid=0eb0fc877917df903b2a2761be40f55a ตามนี้เลยครับ
รายงานการพัฒนาชุดการเรียนโดยเน้นการแก้โจทย์ปัญหาวิชาฟิสิกส์ หน่วยการเรียนรู้ เรื่อง โมเมนตัมและการชน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4
[ โดย kruinfo ชม 338 ]
บทคัดย่อ การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อพัฒนาชุดการเรียนโดยเน้นการแก้โจทย์ปัญหาวิชาฟิสิกส์ หน่วยการเรียนรู้ เรื่อง โมเมนตัมและการชน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังการใช้ชุดการเรียนโดยเน้นการแก้โจทย์ปัญหาวิชาฟิสิกส์ เรื่อง โมเมนตัมและการชน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อชุดการเรียนโดยเน้นการแก้โจทย์ปัญหาวิชาฟิสิกส์ หน่วยการเรียนรู้ เรื่อง โมเมนตัมและการชน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 กลุ่มตัวอย่างในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2552 โรงเรียนบัวใหญ่ อำเภอบัวใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา จำนวน 42 คน ซึ่งได้มาโดยการสุ่มแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เนื่องจากโรงเรียนบัวใหญ่ได้จัดแบ่งห้องเรียนคละตามความสามารถ นักเรียนทุกห้องมีความคล้ายคลึงกัน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ ชุดการเรียนโดยเน้นการแก้โจทย์ปัญหาวิชาฟิสิกส์ หน่วยการเรียนรู้ เรื่อง โมเมนตัมและการชน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 5 ชุด แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนจำนวน 30 ข้อ และแบบประเมิน ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการใช้ชุดการเรียน การวิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที ผลการศึกษาพบว่า 1. ชุดการเรียนโดยเน้นการแก้โจทย์ปัญหาวิชาฟิสิกส์ หน่วยการเรียนรู้ เรื่อง โมเมนตัมและการชน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่ผู้ศึกษาได้สร้างขึ้นนั้น มีประสิทธิภาพ (E1/E2) เท่ากับ 84.90/82.62 ซึ่งมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ คือ 80/80 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่ได้รับการสอนโดยใช้ ชุดการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .05 3. นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการใช้ชุดการเรียนโดยเน้นการแก้โจทย์ปัญหาวิชาฟิสิกส์ หน่วยการเรียนรู้ เรื่อง โมเมนตัมและการชน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 อยู่ในระดับความพึงพอใจมากที่สุด
การพัฒนาสภาพแวดล้อมเพื่อเป็นต้นแบบโรงเรียนในฝัน (โรงเรียนดีใกล้บ้าน) โรงเรียนมัธยมวิชราลงกรณวราราม อำเภอปากช่อง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครราชสีมา เขต 4
[ โดย kruinfo ชม 147 ]
บทสรุปสำหรับผู้บริหาร รายงานการประเมินโครงการครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อรายงานการประเมิน ด้านสภาวะแวดล้อม ด้านปัจจัยเบื้องต้น ด้านกระบวนการ ด้านผลผลิต และรายงานผลที่เกิดขึ้นและระดับความพึงพอใจต่อผลที่เกิดขึ้นจากการดำเนินโครงการพัฒนาสภาพแวดล้อมเพื่อเป็นต้นแบบ โรงเรียนในฝัน (โรงเรียนดีใกล้บ้าน) โรงเรียนมัธยมวิชราลงกรณวราราม อำเภอปากช่อง สำนักงาน เขตพื้นที่การศึกษานครราชสีมา เขต 4 ประชากรและกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการประเมินโครงการครั้งนี้ ประกอบด้วย ครูและบุคลากร นักเรียน และคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน โรงเรียนมัธยมวิชราลงกรณวราราม อำเภอปากช่อง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครราชสีมา เขต 4 จำนวน 831 คน เครื่องมือที่ใช้ในการประเมินเป็นแบบประเมินมาตราส่วนประมาณค่า (Rating scale) ชนิด 5 อันดับ ที่ผู้รายงานสร้างขึ้น สำหรับประเมินโครงการ จำนวน 4 ฉบับ และประเมินระดับ ความพึงพอใจต่อผลที่เกิดขึ้นจาการดำเนินโครงการ จำนวน 7 ฉบับ สถิติที่ใช้ คือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ( ) ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป ผลการประเมินโครงการ พบว่า การประเมินโครงการพัฒนาสภาพแวดล้อมเพื่อเป็นต้นแบบ โรงเรียนในฝัน (โรงเรียนดีใกล้บ้าน) โรงเรียนมัธยมวิชราลงกรณวราราม อำเภอปากช่อง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครราชสีมา เขต 4 เฉลี่ยโดยรวมทุกด้านตามความคิดเห็นของนักเรียน ครูและ บุคลากร และคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน อยู่ในระดับมาก และเมื่อจำแนกเป็นรายด้าน พบว่า อยู่ในระดับมากทุกด้าน โดยด้านที่โรงเรียนมีการดำเนินการสูงที่สุด คือ ด้านสภาวะแวดล้อม รองลงมา คือ ด้านผลผลิต รองลงมา คือ ด้านปัจจัยเบื้องต้น และด้านที่โรงเรียนมีการดำเนินการน้อยที่สุด คือ ด้านกระบวนการ โดยในการประเมินด้านสภาวะแวดล้อม ด้านปัจจัยเบื้องต้น และด้านกระบวนการ ไม่ได้เก็บข้อมูลจากนักเรียน เนื่องจากนักเรียนส่วนมากยังไม่เข้าใจรายละเอียด ในการดำเนินงานด้านดังกล่าวเท่าที่ควร อาจทำให้ข้อมูลที่ได้รับมีความคลาดเคลื่อนไม่ตรงกับความเป็นจริง ซึ่งสามารถสรุปผลเป็นรายด้าน ได้ดังนี้ 1. ด้านสภาวะแวดล้อม พบว่า ครูและบุคลากร และคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน มีความคิดเห็นตรงกันว่า โรงเรียนมีการดำเนินการโดยรวมและรายข้อ อยู่ในระดับมาก 2. ด้านปัจจัยเบื้องต้น พบว่า ครูและบุคลากร และคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน มีความคิดเห็นตรงกันว่า โรงเรียนมีการดำเนินการโดยรวมและรายข้อ อยู่ในระดับมาก เช่นกัน 3. ด้านกระบวนการ พบว่า ครูและบุคลากร และคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน มีความคิดเห็นตรงกันอีกว่า โรงเรียนมีการดำเนินการโดยรวมและรายข้อ อยู่ในระดับมาก เช่นกัน 4. ด้านผลผลิต พบว่า ครูและบุคลากร มีความคิดเห็นว่า โรงเรียนมีการดำเนินการโดยรวมและรายด้านย่อย อยู่ในระดับมาก สำหรับรายข้อ อยู่ในระดับปานกลาง 4 ข้อ นอกนั้นอยู่ในระดับมาก สำหรับคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน มีความคิดเห็นว่า โรงเรียนมีการดำเนินการโดยรวมและรายด้านย่อย อยู่ในระดับมาก สำหรับรายข้อ อยู่ในระดับมากที่สุด 3 ข้อ ระดับปานกลาง 2 ข้อ นอกนั้นอยู่ในระดับมาก และนักเรียน มีความคิดเห็นว่า โรงเรียนมีการดำเนินการโดยรวม รายด้านย่อย และรายข้อ อยู่ในระดับมาก สำหรับผลการประเมินระดับความพึงพอใจต่อผลที่เกิดขึ้นจากการดำเนินโครงการ พบว่า ความพึงพอใจของนักเรียน ครูและบุคลากรและคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ที่มีต่อผลที่เกิดขึ้นจากการดำเนินโครงการทั้ง 6 โครงการย่อย อยู่ในระดับมากทุกโครงการ และความพึงพอใจ ในภาพรวมทั้งโรงเรียน โดยรวมและรายด้านย่อย อยู่ในระดับมาก เช่นกัน สำหรับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนตามกลุ่มสาระการเรียนรู้ทั้ง 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ โดยรวม ของนักเรียนปีการศึกษา 2551 - 2552 พบว่า มีคะแนนเฉลี่ยร้อยละสูงกว่าเป้าหมายของโรงเรียน ที่กำหนดไว้ทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ปีการศึกษา 2552 มีคะแนนเฉลี่ย สูงกว่า ปีการศึกษา 2551
การพัฒนาแบบฝึกพัฒนาการด้านสติปัญญาและภาษาสำหรับเด็กปฐมวัย
[ โดย kruinfo ชม 428 ]
ชื่อเรื่อง รายงานผลการใช้แบบฝึกพัฒนาการด้านภาษาและสติปัญญาเพื่อส่งเสริมพัฒนาการ ด้านภาษาและสติปัญญาสำหรับเด็กชั้นอนุบาลปีที่ 2 ผู้ศึกษา นางละอองทิพย์ พวงศรีเคน ตำแหน่ง ครู วิทยฐานะครูชำนาญการ โรงเรียนบ้านขามป้อม สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 2 ที่ปรึกษา นายประพนธ์ ศรีแก่นจันทร์ ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านขามป้อม สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 2 ปีที่ศึกษา ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2552 บทคัดย่อ การจัดประสบการณ์ที่ส่งเสริมพัฒนาการด้านภาษาและสติปัญญา เป็นการสนับสนุนให้เด็กได้เรียนรู้สิ่งต่าง ๆ รอบตัว ผ่านประสาทสัมผัสทั้งห้า ผู้เรียนได้สร้างความคิดรวบยอด ค้นพบความรู้ด้วยตนเอง จัดกิจกรรมที่หลากหลายท้าทายความคิด ผู้เรียนได้มีส่วนร่วมทั้งทางร่างกาย ความคิด สติปัญญา อารมณ์ ความรู้สึก การมีปฏิสัมพันธ์กับสภาพแวดล้อม ซึ่งเป็นแหล่งความรู้ เช่น บุคคลแวดล้อม สภาพแวดล้อมทางกาย สภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ เด็กได้รับประสบการณ์จากสื่อต่าง ๆ เพื่อเสริมสร้างให้เกิดความรู้ความเข้าใจ และมีเหตุผล เด็กได้ฝึกการสังเกต จัดประเภท จำแนกหมวดหมู่ของสิ่งต่าง ๆ จนเกิดความคิดสร้างสรรค์การใช้แบบฝึกพัฒนาการด้านภาษาและสติปัญญา เพื่อส่งเสริมพัฒนาการด้านภาษาและสติปัญญาสำหรับเด็กชั้นอนุบาลปีที่ 2 มีความมุ่งหมายของการศึกษาเพื่อ 1) หาประสิทธิภาพของแบบฝึกพัฒนาการด้านภาษาและสติปัญญาเพื่อส่งเสริมพัฒนาการด้านภาษาและสติปัญญาสำหรับเด็กชั้นอนุบาลปีที่ 2 ตามเกณฑ์ 80/80 2) หาค่าดัชนีประสิทธิผลของแบบฝึกพัฒนาการด้านภาษาและสติปัญญาเพื่อส่งเสริมพัฒนาการด้านภาษาและสติปัญญาสำหรับเด็กชั้นอนุบาลปีที่ 2 3) เปรียบเทียบพัฒนาการด้านภาษาและสติปัญญาของเด็ก ชั้นอนุบาลปีที่ 2 ก่อนและหลังการจัดประสบการณ์โดยใช้แบบฝึกพัฒนาการด้านภาษาและสติปัญญาเพื่อส่งเสริมพัฒนาการด้านภาษาและสติปัญญาสำหรับเด็กชั้นอนุบาลปีที่ 2 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ เด็กชั้นอนุบาลปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2552 โรงเรียนบ้านขามป้อม สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 2 ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) จำนวน 12 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ แบบฝึกพัฒนาการด้านภาษาและสติปัญญา จำนวน 9 ชุด แผนการจัดประสบการณ์กิจกรรมเสริมประสบการณ์โดยใช้แบบฝึกพัฒนาการ ด้านภาษาและสติปัญญาจำนวน 45 แผน และ แบบประเมินวัดพัฒนาการด้านภาษาและสติปัญญา จำนวน 20 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติทดสอบสมมุติฐาน t
รายงานการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกเสริมประสบการณ์ การคิดอย่างสร้างสรรค์ เรื่อง ความปลอดภัยในชีวิต กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2
[ โดย kruinfo ชม 143 ]
ประวัติ เพียสมนา. 2553. รายงานการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกเสริมประสบการณ์การคิดอย่างสร้างสรรค์ เรื่อง ความปลอดภัยในชีวิต กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนพระธาตุขามแก่นพิทยาลัย สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดขอนแก่น ที่ปรึกษา ดร.สมปอง ชาสิงห์แก้ว นายบัณดิษฐ์ กองจันทา และนายจงศักดิ์ ขามธาตุ บทคัดย่อ การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาประสิทธิภาพ และเพื่อเปรียบเทียบคะแนนผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกเสริมประสบการณ์การคิดอย่างสร้างสรรค์ เรื่อง ความปลอดภัย ในชีวิต กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการศึกษาเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ปีการศึกษา 2553 โรงเรียนพระธาตุขามแก่นพิทยาลัย สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดขอนแก่น จำนวน 23 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ แบบฝึกเสริมทักษะการคิดอย่างสร้างสรรค์ เรื่อง ความปลอดภัยในชีวิต และแบบทดสอบวัดผลการเรียนรู้ จำนวน 40 ข้อ มีค่าความยากรายข้อตั้งแต่ .40 ถึง .67 ค่าอำนาจจำแนกรายข้อตั้งแต่ .20 ถึง .48 และค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ .96 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าเฉลี่ย (Mean) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) ค่าร้อยละ (Percentage) สัมประสิทธิ์การกระจาย (C.V.) และการทดสอบค่าที (t-test) ผลการศึกษาพบว่า 1. แบบฝึกเสริมประสบการณ์การคิดอย่างสร้างสรรค์ เรื่อง ความปลอดภัยในชีวิต กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 83.26/85.98 2. การวัดผลการเรียนรู้ทางการเรียนของนักเรียน โดยใช้แบบทดสอบวัดผลการเรียนรู้ทางการเรียน นักเรียนมีคะแนนผลการเรียนรู้เฉลี่ย 34.39 คะแนน คิดเป็น 85.98 สูงกว่าเกณฑ์ของคะแนนผลการเรียนรู้ที่กำหนดเอาไว้ (80/80) และคะแนนผลการทดสอบการเรียนรู้ก่อนเรียนและหลังเรียนแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนเทศบาลวัดทรงธรรม ที่เรียนรู้ด้วยหนังสืออ่านประกอบ เรื่อง ชนิดของคำในภาษาไทย
[ โดย kruinfo ชม 198 ]
รายงานฉบับนี้ มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนเทศบาลวัดทรงธรรม สังกัดเทศบาลเมืองพระประแดง ปีการศึกษา 2550 ที่เรียนรู้ด้วยหนังสืออ่านประกอบ เรื่อง ชนิดของคำในภาษาไทย (2) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนเทศบาลวัดทรงธรรม สังกัดเทศบาลเมืองพระประแดง ปีการศึกษา 2550 ที่มีต่อหนังสืออ่านประกอบ เรื่อง ชนิดของคำในภาษาไทย กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนเทศบาลวัดทรงธรรม สังกัดเทศบาลเมืองพระประแดง ปีการศึกษา 2550 ที่เรียนโดยใช้หนังสืออ่านประกอบ เรื่อง ชนิดของคำในภาษาไทย จำนวน 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ (1) หนังสืออ่านประกอบ เรื่อง ชนิดของคำในภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 (2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และ (2) แบบสอบถามความพึงพอใจ ผลการการศึกษา ปรากฏผลดังนี้ 1. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนเทศบาลวัดทรงธรรม สังกัดเทศบาลเมืองพระประแดง ปีการศึกษา 2550 ที่เรียนรู้ด้วยหนังสืออ่านประกอบ เรื่อง ชนิดของคำในภาษาไทย แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 2. ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนเทศบาลวัดทรงธรรม สังกัดเทศบาลเมืองพระประแดง ปีการศึกษา 2550 ที่มีต่อหนังสืออ่านประกอบ เรื่อง ชนิดของคำในภาษาไทย มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก เท่ากับ 4.21
รายงานผลการพัฒนาและทดลองใช้บทเรียนสำเร็จรูปแบบเส้นตรง ด้วยการเรียนแบบร่วมมือ สาระที่ 2 หน้าที่พลเมือง วัฒนธรรมและการดำเนินชีวิตในสังคม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
[ โดย kruinfo ชม 223 ]
บทคัดย่อ บทเรียนสำเร็จรูปแบบเส้นตรงมีความสำคัญมากต่อการจัดการเรียนรู้เพื่อให้การจัดกิจกรรมการเรียนรู้มีประสิทธิภาพจึงต้องมีการพัฒนาบทเรียนสำเร็จรูปแบบเส้นตรง การศึกษาค้นคว้าครั้งนี้ มีความมุ่งหมายเพื่อพัฒนา และทดลองใช้บทเรียนสำเร็จรูปแบบเส้นตรงด้วยการเรียนแบบร่วมมือ สาระที่ 2 หน้าที่พลเมือง วัฒนธรรมและการดำเนินชีวิต ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 เพื่อหาค่าดัชนีประสิทธิผลของการพัฒนา และทดลองใช้บทเรียนสำเร็จรูปแบบเส้นตรงด้วยการเรียนแบบร่วมมือ เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนและหลังเรียนด้วยบทเรียนสำเร็จรูปแบบเส้นตรงด้วยการเรียนแบบร่วมมือและเพื่อศึกษาความพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้บทเรียนสำเร็จรูปแบบเส้นตรง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าคือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/2 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2553 ของโรงเรียนเทศบาล 1 วัดศรีเมือง สังกัดเทศบาลเมืองนครนายก จำนวน 1 ห้องเรียน มีนักเรียนจำนวน 20 คนซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) ใช้เวลาในการทดลอง 15 ชั่วโมง (ไม่รวมเวลาที่ใช้ในการทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน) เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 15 แผน บทเรียนสำเร็จรูป จำนวน 15 เล่ม แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 1 ฉบับ 40 ข้อ ซึ่งมีค่าความยากง่าย (P) 0.23 ถึง 0.79 และค่าอำนาจจำแนก (B) ตั้งแต่ 0.24 ถึง 1.00 และมีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.95 สถิติที่ใช้ ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบสมมติฐานใช้ t-test (Dependent Samples) ผลการศึกษาค้นคว้าพบว่า บทเรียนสำเร็จรูปแบบเส้นตรง สาระที่ 2 หน้าที่พลเมือง วัฒนธรรมและการดำเนินชีวิตในสังคม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ค่าประสิทธิภาพ 90.47/94.13 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ที่ตั้งไว้ ค่าดัชนีประสิทธิผลของบทเรียนสำเร็จรูปแบบเส้นตรง สาระที่ 2หน้าที่พลเมือง วัฒนธรรมและการดำเนินชีวิตในสังคม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 เท่ากับ 0.8374 แสดงว่า นักเรียนมีความรู้เพิ่มขึ้นร้อยละ 83.74 นักเรียนมีความพึงพอใจในการเรียนโดยใช้บทเรียนสำเร็จรูปแบบเส้นตรง สาระที่ 2 หน้าที่พลเมือง วัฒนธรรม และการดำเนินชีวิตในสังคม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยรวมและเป็นรายข้ออยู่ในระดับมาก โดยสรุปการพัฒนาบทเรียนสำเร็จรูปแบบเส้นตรง สาระที่ 2 หน้าที่พลเมือง วัฒนธรรม และการดำเนินชีวิตในสังคม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีประโยชน์ต่อการพัฒนาการเรียนรู้ของครู และส่งผลให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนดีขึ้น และช่วยให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ร่วมกัน มีปฏิสัมพันธ์ต่อกัน มีการช่วยเหลือซึ่งกันและกันระหว่างสมาชิกภายในกลุ่มที่นักเรียนแต่ละคนมีความแตกต่างกัน ไม่เห็นแก่ตัว โดยครูจะเป็นผู้คอยให้คำแนะนำปรึกษาในการเรียนอย่างใกล้ชิด นักเรียนจึงเกิดการเรียนรู้ที่ดีและมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนดีขึ้นด้วย
รายงานผลการใช้ชุดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่อง บรรยากาศ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
[ โดย kruinfo ชม 218 ]
บทคัดย่อ รายงานผลการใช้ชุดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่อง บรรยากาศ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 1 มีวัตถุประสงค์ดังนี้ 1) เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของชุดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่อง บรรยากาศ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 และค่าดัชนีประสิทธิผล 0.5 ขึ้นไป 2) เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง บรรยากาศ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้ชุดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่องบรรยากาศ กลุ่มเป้าหมายคือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/2 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2552 ของโรงเรียนเทศบาล 1 วัดศรีเมือง สังกัดเทศบาลเมืองนครนายก อำเภอเมืองนครนายก จังหวัดนครนายก จำนวน 39 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 11 แผน 2) ชุดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่อง บรรยากาศ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 5 ชุด 3)แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง บรรยากาศ เป็นข้อสอบแบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ มีค่าอำนาจจำแนก (B) อยู่ระหว่าง .22 ถึง 1.00 มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ .89 สถิติที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติทดสอบที (t-test) ผลการศึกษาปรากฏดังนี้ 1. ชุดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่องบรรยากาศ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีประสิทธิภาพโดยรวมเท่ากับ 84.73/83.18 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ที่ตั้งไว้ และค่าดัชนีประสิทธิผลของชุดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่อง บรรยากาศ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีค่าเท่ากับ 0.69 2. นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนจากการเรียนโดยใช้ชุดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่อง บรรยากาศ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยมีคะแนนหลังเรียนเพิ่มขึ้นจากก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
การสร้างและพัฒนาหนังสืออ่านเพิ่มเติม กลุ่มสาระการเรียนรู้ สุขศึกษาและพลศึกษา เรื่อง การสร้างเสริมสุขภาพ สำหรับนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3
[ โดย kruinfo ชม 389 ]
ชื่อเรื่องวิจัย : การสร้างและพัฒนาหนังสืออ่านเพิ่มเติม กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา เรื่อง การสร้างเสริมสุขภาพ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านขะเนก สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุรินทร์ เขต 1 ชื่อผู้วิจัย : นางฉวีวรรณ สมแสง ปีที่ทำการวิจัย : 2551 บทคัดย่อ การวิจัยเรื่องนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลอง มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนาและหาประสิทธิภาพของหนังสืออ่านเพิ่มเติม กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา เรื่อง การสร้างเสริมสุขภาพ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านขะเนก สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุรินทร์ เขต 1 มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80 / 80 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2551 โรงเรียนบ้านขะเนก สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุรินทร์ เขต 1 ก่อนเรียนด้วยหนังสืออ่านเพิ่มเติม กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา เรื่อง การสร้างเสริมสุขภาพ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 กับหลังเรียน และ 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2551 โรงเรียนบ้านขะเนก สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุรินทร์ เขต 1 ที่มีต่อการใช้หนังสืออ่านเพิ่มเติม กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา เรื่อง การสร้างเสริมสุขภาพ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ประชากรและกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการทดลองครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ของโรงเรียนบ้านขะเนก สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุรินทร์ เขต 1 ที่กำลังเรียนอยู่ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2551 จำนวน 15 คน ซึ่งได้มาโดยวิธีเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ 1) หนังสืออ่านเพิ่มเติม กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและ พลศึกษา เรื่อง การสร้างเสริมสุขภาพ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 5 เล่ม 2) แผนการจัดการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา เรื่อง การสร้างเสริมสุขภาพ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่สอดคล้องกับหนังสืออ่านเพิ่มเติมที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น จำนวน 10 แผน 3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน เรื่อง การสร้างเสริมสุขภาพ กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่ผู้วิจัยได้สร้างขึ้น เป็นแบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ และ 4) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการใช้หนังสืออ่านเพิ่มเติม กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา เรื่อง การสร้างเสริมสุขภาพ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 เป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบ ค่าที (t – test) ผลการวิจัยพบว่า 1. หนังสืออ่านเพิ่มเติม กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา เรื่อง การสร้างเสริมสุขภาพ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นมีค่าประสิทธิภาพเท่ากับ 83.33 / 82.67 2. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านขะเนก สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุรินทร์ เขต 1 ที่เรียนด้วยหนังสืออ่านเพิ่มเติม กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา เรื่อง การสร้างเสริมสุขภาพ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน สูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 3. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านขะเนก สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุรินทร์ เขต 1 มีความพึงพอใจต่อหนังสืออ่านเพิ่มเติม กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา เรื่อง การสร้างเสริมสุขภาพ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก
รายงานการพัฒนาเอกสารประกอบการเรียนวิชาสุขศึกษาและพลศึกษา รหัสวิชา พ32101 (มวยสากลสมัครเล่น) ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนโพธิ์ทอง
[ โดย kruinfo ชม 225 ]
ชาติชาย บุญฉ่ำ. (2552). รายงานการพัฒนาเอกสารประกอบการเรียนวิชาสุขศึกษาและพลศึกษา รหัสวิชา พ32101 (มวยสากลสมัครเล่น) ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนโพธิ์ทอง
รายงานการสร้างชุดกิจกรรม เพื่อพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐานสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนราชานุบาล จังหวัดน่าน
[ โดย kruinfo ชม 339 ]
บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1) เพื่อสร้างชุดกิจกรรมพัฒนาทักษะกระบวนการ ทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน สำหรับผู้เรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังการใช้ชุดกิจกรรมพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 3) เพื่อประเมินความพึงพอใจของนักเรียน ที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยใช้ชุดกิจกรรมพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3/2 ปีการศึกษา 2551 โรงเรียนราชานุบาล จังหวัดน่าน จำนวน 1 ห้องเรียน จำนวน 42 คน โดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย ชุดกิจกรรมพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน สำหรับผู้เรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 แบบทดสอบวัดทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน จำนวน10 ฉบับ แผนการจัดการเรียนรู้ประกอบการใช้ชุดกิจกรรมพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 9 แผน แผนละ 3 ชั่วโมง และแบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียน ที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน โดยใช้ชุดกิจกรรมพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ขั้นพื้นฐาน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 10 ข้อ ผลการศึกษาพบว่า 1. ชุดกิจกรรมพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่สร้างขึ้นมีประสิทธิภาพเท่ากับ 85.86 /85.79 สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังการใช้ชุดกิจกรรมพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 3. ความพึงพอใจของนักเรียน ที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยใช้ ชุดกิจกรรมพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3โรงเรียนราชานุบาล จังหวัดน่านโดยภาพรวม มีความพึงพอใจในระดับมากที่สุด
รายงานการพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง เครื่องมือและวัสดุอุปกรณ์ช่างเดินสายไฟฟ้าในอาคาร สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3
[ โดย kruinfo ชม 145 ]
บทคัดย่อ การศึกษาค้นคว้าครั้งนี้มีจุดมุ่งหมาย 1) เพื่อพัฒนาและหาประสิทธิภาพของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง เครื่องมือและวัสดุอุปกรณ์ช่างเดินสายไฟฟ้าในอาคาร สำหรับนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80 /80 2) เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน หลังเรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง เครื่องมือและวัสดุอุปกรณ์ช่างเดินสายไฟฟ้าในอาคาร สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 และ 3)เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนเรื่อง เครื่องมือและวัสดุอุปกรณ์ช่างเดินสายไฟฟ้าในอาคาร สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าได้แก่นักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนดอนไพลพิทยาคม ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2553 จำนวน 32 คน ได้มาจากการสุ่มแบบแบ่งกลุ่ม (Cluter Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา คือ บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนเรื่อง เครื่องมือและวัสดุอุปกรณ์ช่างเดินสายไฟฟ้าในอาคาร สำหรับนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 5 เรื่อง แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบสอบถามความพึงพอใจ ของนักเรียนที่มีต่อบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ผลการศึกษาพบว่า 1. บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง เครื่องมือและวัสดุอุปกรณ์ช่างเดินสายไฟฟ้า ในอาคารสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 85.69/84.06 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ ที่กำหนดไว้คือ 80/80 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง เครื่องมือและวัสดุอุปกรณ์ช่างเดินสายไฟฟ้าในอาคารหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติที่ระดับ .01 3. ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนเรื่อง เครื่องมือและวัสดุ อุปกรณ์ช่างเดินสายไฟฟ้าในอาคารมีค่าเฉลี่ย 4.61 ซึ่งนักเรียนมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด กิตติกรรมประกาศ รายงานการพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนเรื่อง เครื่องมือและวัสดุอุปกรณ์ช่างเดินสายไฟฟ้าในอาคาร สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 เล่มนี้ สำเร็จได้ด้วยดีเพราะได้รับ การสนับสนุนอย่างดียิ่ง จากท่านผู้อำนวยการสกฤต เศรษฐชัย ผู้อำนวยการชำนาญพิเศษโรงเรียน ดอนไพลพิทยาคม ขอขอบคุณคุณครูทิชานนท์ คนรู้ ครูชำนาญการพิเศษโรงเรียนครบุรี ซึ่งเป็นผู้ให้ความรู้ ในเรื่องการศึกษาค้นคว้า ให้คำแนะนำ ช่วยเหลือ และสนับสนุนผู้รายงานมาตลอด อีกทั้งยังสละเวลาตรวจสอบเครื่องมือ ให้ข้อเสนอแนะในการแก้ไขข้อบกพร่องต่าง ๆ ในการจัดทำการศึกษาในครั้งนี้ จึงขอขอบพระคุณอย่างสูงไว้ ณ ที่นี้ ขอขอบคุณคุณครูราตรี พิชัยพงค์ ครูชำนาญการ โรงเรียนครบุรี คุณครูพิทักษ์ เพียงกระโทก ครูชำนาญการพิเศษ โรงเรียนครบุรี คุณครูมานพ นุชนงค์ ครูชำนาญการพิเศษ โรงเรียนจระเข้หินสังฆกิจวิทยา และคุณครูนิพนธ์ ซาสำโรง ครูชำนาญการพิเศษโรงเรียนบ้านใหญ่พิทยาคม ที่ให้ความอนุเคราะห์ในการตรวจสอบเครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าในครั้งนี้ และขอขอบคุณนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3โรงเรียนดอนไพลพิทยาคม ปีการศึกษา 2553 ทุกคนที่ให้ความร่วมมือในการศึกษาค้นคว้า จนทำให้รายงานเล่มนี้สำเร็จลุล่วงด้วยดี ขอบคุณเพื่อนครูโรงเรียนดอนไพลพิทยาคมทุกคน ครูสุภาพร แสงภารา ครูโรงเรียนครบุรี และครูประนอม หมอกกระโทก ครูโรงเรียนบ้านใหม่พิทยาคม ที่ช่วยเหลือ สนับสนุนให้คำแนะนำ ช่วยเหลือ และสนับสนุนผู้รายงาน ด้านอุปกรณ์เทคโนโลยี เป็นกำลังใจ ให้ความร่วมมือแก่ผู้รายงานในการดำเนินการศึกษาค้นคว้าครั้งนี้ ท้ายนี้ผู้รายงานขอกราบขอบพระคุณบิดา มารดา และบุคคลในครอบครัวของผู้รายงาน ทุกคนที่ช่วยเหลือ สนับสนุน เป็นกำลังใจแก่ผู้รายงานเสมอมา ขอรำลึกถึงพระคุณของคุณพ่อ คุณแม่ ที่อบรมเลี้ยงดู สนับสนุนให้ได้รับการศึกษาและสร้างโอกาสอันดีให้แก่ผู้รายงานมาตลอด และขอรำลึกถึงพระคุณของครู
การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่องทศนิยมและเศษส่วน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่1 โดยใช้รูปแบบซิปปา (CIPPA MODEL)
[ โดย kruinfo ชม 230 ]
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนากิจกรรมการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่องทศนิยมและเศษส่วน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยใช้รูปแบบซิปปา (CIPPA MODEL) 2) พัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ให้ผู้เรียนอย่างน้อยร้อยละ 70 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนตั้งแต่ร้อยละ 70 ขึ้นไป และ 3) ศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนต่อการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญโดยใช้รูปแบบซิปปา (CIPPA MODEL) กลุ่มเป้าหมายเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/3 โรงเรียนเทศบาล 3 บ้านเหล่า อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี ประจำภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2553 จำนวน 41 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญที่ใช้รูปแบบซิปปา (CIPPA MODEL) จำนวน 21 แผน และเครื่องมือที่ใช้ในการสะท้อนผลการปฏิบัติ ทำการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณโดยใช้ค่าสถิติร้อยละ (%) ค่าเฉลี่ย ( ) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ โดยการแจกแจงข้อค้นพบที่สำคัญในเชิงอธิบายความหมาย ผลการวิจัย พบว่า กิจกรรมการเรียนรู้ ในกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง ทศนิยมและเศษส่วน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่ใช้รูปแบบซิปปา (CIPPA MODEL) ประกอบด้วยขั้นตอนที่สำคัญ คือ 1) ขั้นการทบทวนความรู้เดิม 2) ขั้นแสวงหาความรู้ใหม่และทำความเข้าใจข้อมูล เชื่อมโยงความรู้ใหม่กับความรู้เดิม 3) ขั้นการแลกเปลี่ยนความรู้ความเข้าใจกับกลุ่ม 4) ขั้นการสรุปและการจัดระเบียบความรู้ 5) ขั้นแสดงผลงาน และ 6) ขั้นการประยุกต์ใช้ความรู้ การนำรูปแบบการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญโดยใช้รูปแบบซิปปา (CIPPA MODEL) มาใช้ในการสอน 3 วงจร ทำให้นักเรียนมีการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์สูงขึ้น โดยวงจรที่ 1 มีคะแนนเฉลี่ยคิดเป็นร้อยละ 69.76 วงจรที่ 2 มีคะแนนเฉลี่ยคิดเป็นร้อยละ 71.22 และวงจรที่ 3 มีคะแนนเฉลี่ยคิดเป็นร้อยละ 72.20 นักเรียนร้อยละ 78.05 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนตั้งแต่ร้อยละ 70 ขึ้นไป โดยนักเรียนทั้งชั้นมีคะแนนเฉลี่ยคิดเป็นร้อยละ 76.67 คะแนนอยู่ในเกณฑ์ดี ซึ่งผ่านเกณฑ์ที่กำหนดไว้คือร้อยละ 70 ของคะแนนเต็ม นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่ผ่านการเรียนคณิตศาสตร์ เรื่องทศนิยมและเศษส่วน โดยใช้รูปแบบซิปปา (CIPPA MODEL) มีความคิดเห็นต่อตัวบ่งชี้บทบาทในการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ โดยใช้รูปแบบซิปปา (CIPPA MODEL) ทั้งด้านผู้เรียนและด้านผู้สอน อยู่ในระดับมากทุกตัวบ่งชี้ โดยในด้านผู้เรียน บทบาทและพฤติกรรมที่ผู้เรียนแสดงออกมากที่สุด คือ เก็บใจความสำคัญและสรุปข้อความรู้ได้ คิดเป็นร้อยละ 78.05 ส่วนด้านผู้สอน บทบาทและพฤติกรรมที่ผู้สอนแสดงออกมากที่สุด คือ อธิบายและสื่อความหมายได้ชัดเจน คิดเป็นร้อยละ 82.93
การพัฒนาแบบฝึกเสริมทักษะการคิด กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๒
[ โดย kruinfo ชม 141 ]
บทคัดย่อ การศึกษาค้นคว้าครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างและพัฒนาแบบฝึกเสริมทักษะการคิด กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๒ เพื่อหาประสิทธิภาพของแบบฝึก ๘๐/๘๐ และเพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องทักษะการคิด กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๒ ที่ได้รับการสอนโดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะการคิดก่อนและหลังเรียน เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อแบบฝึกเสริมทักษะการคิด กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาคือนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๒ โรงเรียนเทศบาลวัดเสมาเมือง อำเภอเมือง สำนักการศึกษาเทศบาลนคร นครศรีธรรมราช ภาคเรียนที่ ๒ ปีการศึกษา ๒๕๕๒ จำนวน ๔๔ คน ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาประกอบด้วย แบบฝึกเสริมทักษะการคิด ๕ ชุด มีชุดละ ๑๐ แบบฝึกรวม ๕๐ แบบฝึก คู่มือการพัฒนาการใช้แบบฝึกเสริมทักษะการคิด ๒๕ แผนใช้สอนแผนละ ๑ ชั่วโมง แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องทักษะการคิด ๑ ชุด มี ๒๕ ข้อ แบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อแบบฝึกเสริมทักษะการคิด ๑ ฉบับ ทำการวิเคราะห์ ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่า (t-test ) ผลการศึกษาปรากฏดังนี้ ๑. แบบฝึกเสริมทักษะการคิด กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๒ ที่สร้างขึ้น ๕ ชุดฝึกมีประสิทธิภาพ ตามเกณฑ์มาตรฐาน ๘๐.๑๘/๘๓.๒๗ ๒. หลังการใช้แบบฝึกเสริมทักษะการคิด นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องทักษะการคิดสูงกว่าก่อนใช้แบบฝึกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .๐๑ ๓. ระดับความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อแบบฝึกเสริมทักษะการคิด กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๒ เมื่อพิจารณาโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยมีค่าเฉลี่ย ๔.๐๙ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ ๐.๒๙ และเมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ ปรากฏว่านักเรียนมีความพึงพอใจมากที่สุดในข้อที่ ๑๖ กิจกรรมการเรียนรู้ช่วยให้เกิดความรู้ความเข้าใจในบทเรียนมากขึ้น โดยมีค่าเฉลี่ย ๔.๖๐ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ ๐.๕๐ รองลงมาคือ ข้อสอบครอบคลุมเนื้อหาสาระ และกิจกรรมการเรียนรู้เร้าความสนใจของผู้เรียน โดยมีค่าเฉลี่ย ๔.๔๐ และ ๔.๒๕ ตามลำดับ
รายงานผลการพัฒนาเกมการสอน ชุดท่องแดนคนดี กลุ่มสาระการเรียนรู้ สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1
[ โดย kruinfo ชม 161 ]
บทคัดย่อ การศึกษาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) สร้างและพัฒนาประสิทธิภาพของเกมการสอน ชุดท่องแดนคนดี กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 (2) ศึกษาเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม โดยใช้เกมการสอน ชุดท่องแดนคนดี สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ก่อนเรียนและหลังเรียน (3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ต่อการเรียนด้วยเกมการสอน ชุดท่องแดนคนดี กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1/4 โรงเรียนเทศบาลวัดเสมาเมือง สังกัดเทศบาลนครนครศรีธรรมราช ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2552 จำนวน 36 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบเจาะจง (Purposive Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาประกอบด้วย (1) เกมการสอน ชุดท่องแดนคนดี กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 3 เรื่อง ได้แก่ เรื่องท่องแดนโอวาท 3 ท่องแดนชาดก และท่องแดนวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา (2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบเลือกตอบ มี 3 ตัวเลือก จำนวน 20 ข้อ (3) แผนการจัดการเรียนรู้ ชุดท่องแดนคนดี จำนวน 6 แผน เวลา 12 ชั่วโมง (4) แบบประเมินความพึงพอใจ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ต่อการเรียนด้วยเกมการสอน ชุดท่องแดนคนดี กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โดยให้นักเรียนทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียน จำนวน 20 ข้อ ทดสอบย่อยหลังเรียน และเมื่อเรียนจบทั้ง 3 เรื่อง ให้นักเรียนทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน จำนวน 20 ข้อ ซึ่งเป็นชุดเดียวกับแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ก่อนเรียน หลังจากนั้นให้นักเรียนทำแบบประเมินความพึงพอใจที่มีต่อการเรียนด้วยเกมการสอน ชุดท่องแดนคนดี จำนวน 15 ข้อ วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าเฉลี่ย ( ) ค่าร้อยละ ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD) และค่าที (t-test) ผลการศึกษาพบว่า 1. ผลการหาประสิทธิภาพของเกมการสอน ชุดท่องแดนคนดี กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 เรื่องทองแดนโอวาท 3 ท่องแดนชาดก และท่องแดนวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา มีประสิทธิภาพ 88.70/94.31 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 ที่ตั้งไว้และเป็นไปตามสมมุติฐานที่กำหนด 2. ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยใช้เกมการสอน ชุดท่องแดนคนดี กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 3. ผลการศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ที่เรียนด้วยเกมการสอน ชุดท่องแดนคนดี กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม มีความพึงพอใจในภาพรวมอยู่ในระดับพึงพอใจมากที่สุด มีค่าเฉลี่ย ( ) เท่ากับ 4.63 เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อพบว่า มีความพึงพอใจตั้งแต่ระดับมาก ถึงระดับมากที่สุดทุกข้อ ( = 4.42 – 4.80)
รายงานผลการใช้หนังสืออ่านประกอบ ชุดส่งเสริมการดำเนินชีวิตแบบพอเพียง กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2
[ โดย kruinfo ชม 202 ]
บทคัดย่อ การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) สร้างและพัฒนาหนังสืออ่านประกอบ ชุดส่งเสริมการดำเนินชีวิตแบบพอเพียง กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 (2) ศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังใช้หนังสืออ่านประกอบ ชุดส่งเสริมการดำเนินชีวิตแบบพอเพียง กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ก่อนเรียนและหลังเรียน (3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้หนังสืออ่านประกอบ ชุดส่งเสริมการดำเนินชีวิตแบบพอเพียง สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 (4) ศึกษาค่านิยมเศรษฐกิจพอเพียง ด้านความประหยัด ความพอเพียง ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ หลังจากใช้หนังสืออ่านประกอบ ชุดส่งเสริมการดำเนินชีวิตแบบพอเพียง กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 กลุ่มตัวอย่างได้แก่นักเรียนชั้นประถม ศึกษาปีที่ 2/1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2552 โรงเรียนเทศบาลวัดท่าโพธิ์ สังกัดเทศบาลนครนครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราช จำนวน 35 คน ได้มาโดยการสุ่มอย่างง่าย (Simple Random Sampling) ด้วยวิธีการจับฉลากมา 1 ห้องเรียน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ประกอบด้วย หนังสืออ่านประกอบ ชุดส่งเสริมการดำเนินชีวิตแบบพอเพียง จำนวน 3 เรื่อง ได้แก่ เรื่อง ครอบครัวพอเพียง หมู่บ้านพึ่งตนเอง ออมไว้ไม่ขัดสนแผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 7 แผน รวม 13 ชั่วโมง แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ชุดส่งเสริมการดำเนินชีวิตแบบพอเพียง แบบเลือกตอบชนิด 3 ตัวเลือก จำนวน 25 ข้อ แบบวัดความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ที่มีต่อการเรียนโดยใช้หนังสืออ่านประกอบ ชุดส่งเสริมการดำเนินชีวิตแบบพอเพียง และแบบประเมินค่านิยมเศรษฐกิจพอเพียงในด้านความประหยัด ความพอเพียง และความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ จำนวน 13 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ( ) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และการทดสอบสมมติฐานใช้ ผลการศึกษาปรากฏดังนี้ 1. ประสิทธิภาพหนังสืออ่านประกอบ ชุดส่งเสริมการดำเนินชีวิตแบบพอเพียงทั้ง 3 เรื่อง กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 มีประสิทธิภาพ 88.67/85.37 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ที่ตั้งไว้ 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังใช้หนังสืออ่านประกอบ ชุดส่งเสริมการดำเนินชีวิตแบบพอเพียง กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3. ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ที่มีต่อการเรียนด้วยหนังสืออ่านประกอบ ชุดส่งเสริมการดำเนินชีวิตแบบพอเพียง ทั้ง 3 เรื่อง กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม พบว่าเป็นไปในทางบวกระดับมากและมากที่สุด ( = 4.20 – 4.80) นั่นคือมีความพึงพอใจในภาพรวมอยู่ในระดับพึงพอใจมากที่สุด ( = 4.56) 4. ผลการประเมินค่านิยมเศรษฐกิจพอเพียง ด้านความประหยัด ความพอเพียง ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 พบว่าเป็นไปในทางบวกระดับมากที่สุด ( = 4.52) จากผลการศึกษาแสดงว่า หนังสืออ่านประกอบ ชุดส่งเสริมการดำเนินชีวิตแบบพอเพียง สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ส่งผลให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้มากขึ้น นั่นคือมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในเรื่องที่เรียนจากการใช้สื่อดังกล่าวสูงกว่าก่อนเรียน มีความสุขเพลิดเพลิน เกิดความพึงพอใจในการเรียน เพราะเรียนได้ตามความสามารถ ความสนใจของแต่ละบุคคล และมีพฤติกรรมที่ดีขึ้น แสดงว่าหนังสืออ่านประกอบที่ได้สร้างขึ้นประกอบในแผนการจัดการเรียนรู้ เป็นแนวทางที่เหมาะสมและมีสื่อการเรียนรู้ที่สอดคล้องและสนองแนวนโยบายปฏิรูปการเรียนรู้ได้เป็นอย่างดี ทั้งยังมีความเหมาะสมที่จะนำไปใช้พัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียนเป็นอย่างยิ่ง
รายงานการสร้างและพัฒนาแบบฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนเทศบาล 1 สว่างวิทยา
[ โดย kruinfo ชม 370 ]
การศึกษาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของ แบบฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ สำหรับนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนเทศบาล 1 สว่างวิทยา ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 และ เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน ให้นักเรียนจำนวนตั้งแต่ร้อยละ 70 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเฉลี่ยร้อยละ 70 ขึ้นไป กลุ่มเป้าหมายในการศึกษา เป็นนักเรียนชั้นชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/1 โรงเรียนเทศบาล 1 สว่างวิทยา สังกัดสำนักการศึกษา เทศบาลเมืองหนองคาย จังหวัดหนองคาย ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2553 จำนวน 34 คน ซึ่งได้มาจากการได้จากการสุ่มอย่างง่ายด้วยวิธีจับสลากห้องเรียนมาเป็นกลุ่มทดลอง เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาประกอบด้วย 1) แบบฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ขั้นพื้นฐาน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนเทศบาล 1 สว่างวิทยา จำนวน 8 ชุด ได้ค่าประสิทธิภาพ E1/E2 คือ 88.75/84.80 2) แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐานสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 8 แผน 3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน เป็นข้อสอบแบบปรนัย 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ ที่ผ่านการวิเคราะห์ข้อสอบ ระยะเวลาในการรวบรวมข้อมูลคือภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2553 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าสถิติ ค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ ผลการศึกษาพบว่า 1)แบบฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนเทศบาล 1 สว่างวิทยา ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น มีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่ตั้งไว้ คือ 80/80 จากการทดลองพบว่านักเรียนกลุ่มเป้าหมายได้ค่าประสิทธิภาพ E1/ E2 เท่ากับ 83.96/85.22 2)ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเฉลี่ยคิดเป็นร้อยละ 84.89 และมีผู้ผ่านเกณฑ์รอบรู้ จำนวน 28คน จากจำนวนนักเรียน 34 คน คิดเป็นร้อยละ 82.35
การออกแบบหน่วยการเรียนรู้ตามแนวทางของ Backward Design โรงเรียนวัดสามง่าม
[ โดย kruinfo ชม 174 ]
การออกแบบหน่วยการเรียนรู้ตามแนวทางของ Backward Design โรงเรียนวัดสามง่าม กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน (กิจกรรมแนะแนว) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2553 หน่วยการเรียนรู้ เรื่อง การรู้จักเข้าใจและเห็นคุณค่าในตนเองและผู้อื่น สัปดาห์ที่ 1 ครั้งที่ 1 ใช้สอนวันพฤหัสบดี ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2553 1. มาตรฐานการเรียนรู้/ตัวชี้วัด มาตรฐานที่ 1 : รู้จัก เข้าใจ และเห็นคุณค่าในตนเองและผู้อื่น หมายถึง มีความสามารถในการรู้จักและเข้าใจตนเอง ทั้งในด้านความถนัด ความสนใจ ความสามารถ จุดเด่น จุดด้อย นิสัย อารมณ์ ความภูมิใจ และเห็นคุณค่าในตนเองและผู้อื่น ตัวชี้วัด สามารถบอกความต้องการของตนเองได้ 2. จุดประสงค์การเรียนรู้สู่ตัวชี้วัด เพื่อให้นักเรียนสามารถบอกความต้องการของตนเองได้ 3. สาระสำคัญ การรับรู้และเข้าใจความต้องการและความรู้สึกของตนเอง 4. สาระการเรียนรู้ 4.1 ความรู้ รู้จักเข้าใจและเห็นคุณค่าในตนเองและผู้อื่น การรับรู้และความเข้าใจความ ต้องการและความรู้สึกของตนเอง 4.2 ทักษะ/กระบวนการ/กระบวนการคิด จัดระบบความคิดเกี่ยวกับตัวฉัน เป็นแผนผังความคิดวิเคราะห์ การให้เหตุผล การสรุป 4.3 คุณลักษณะอันพึงประสงค์ นักเรียนเห็นคุณค่าในตนเอง มีความซื่อสัตย์ สุจริตต่อตนเองและผู้อื่น 5. ความเข้าใจที่คงทน (Enduring understanding) นักเรียนมีการคิดวิเคราะห์ถึงเหตุผลที่แสดงออกทางอารมณ์ต่อผู้อื่นได้ถูกต้องเหมาะสม 6. ชิ้นงานหรือภาระงาน (หลักฐาน ร่องรอยแสดงความรู้) แบบฟอร์มอัตชีวประวัติ แบบที่ 1 7. คำถามท้ายบท
การออกแบบหน่วยการเรียนรู้ตามแนวทางของ Backward Design โรงเรียนวัดสามง่าม
[ โดย kruinfo ชม 126 ]
การออกแบบหน่วยการเรียนรู้ตามแนวทางของ Backward Design โรงเรียนวัดสามง่าม กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน (กิจกรรมแนะแนว) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2553 หน่วยการเรียนรู้ เรื่อง การรู้จักเข้าใจและเห็นคุณค่าในตนเองและผู้อื่น สัปดาห์ที่ 1 ครั้งที่ 1 ใช้สอนวันพฤหัสบดี ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2553 1. มาตรฐานการเรียนรู้/ตัวชี้วัด มาตรฐานที่ 1 : รู้จัก เข้าใจ และเห็นคุณค่าในตนเองและผู้อื่น หมายถึง มีความสามารถในการรู้จักและเข้าใจตนเอง ทั้งในด้านความถนัด ความสนใจ ความสามารถ จุดเด่น จุดด้อย นิสัย อารมณ์ ความภูมิใจ และเห็นคุณค่าในตนเองและผู้อื่น ตัวชี้วัด สามารถบอกความต้องการของตนเองได้ 2. จุดประสงค์การเรียนรู้สู่ตัวชี้วัด เพื่อให้นักเรียนสามารถบอกความต้องการของตนเองได้ 3. สาระสำคัญ การรับรู้และเข้าใจความต้องการและความรู้สึกของตนเอง 4. สาระการเรียนรู้ 4.1 ความรู้ รู้จักเข้าใจและเห็นคุณค่าในตนเองและผู้อื่น การรับรู้และความเข้าใจความ ต้องการและความรู้สึกของตนเอง 4.2 ทักษะ/กระบวนการ/กระบวนการคิด จัดระบบความคิดเกี่ยวกับตัวฉัน เป็นแผนผังความคิดวิเคราะห์ การให้เหตุผล การสรุป 4.3 คุณลักษณะอันพึงประสงค์ นักเรียนเห็นคุณค่าในตนเอง มีความซื่อสัตย์ สุจริตต่อตนเองและผู้อื่น 5. ความเข้าใจที่คงทน (Enduring understanding) นักเรียนมีการคิดวิเคราะห์ถึงเหตุผลที่แสดงออกทางอารมณ์ต่อผู้อื่นได้ถูกต้องเหมาะสม 6. ชิ้นงานหรือภาระงาน (หลักฐาน ร่องรอยแสดงความรู้) แบบฟอร์มอัตชีวประวัติ แบบที่ 1 7. คำถามท้ายบท
พฤติกรรมเสี่ยงของนักเรียน
[ โดย kruinfo ชม 158 ]
การศึกษาครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาพฤติกรรมเสี่ยงของนักเรียน โดยใช้วิธีการศึกษาเป็นรายกรณีศึกษา ด้วยการใช้แบบสังเกต แบบสัมภาษณ์ อัตตชีวประวัติ สังคมมิติ แบบสอบถาม และการให้คำปรึกษา คัดเลือกนักเรียนที่มีพฤติกรรมเสี่ยง โดยวิธีการสุ่มอย่างง่ายได้กลุ่มตัวอย่าง 3 คน ดำเนินการโดยใช้เครื่องมือและเทคนิคการศึกษารายกรณี การให้คำปรึกษา ผลการศึกษาครั้งนี้ปรากฏว่า จากกรณีศึกษาพบว่านักเรียนระดับชั้นประถมศึกษา โรงเรียนวัดสามง่าม เขตหนองจอก กรุงเทพมหานคร มีพฤติกรรมเสี่ยงทั้ง 3 คน มีพฤติกรรมเสี่ยงก่อนให้คำปรึกษาทั้ง 5 ด้าน คือ ด้านที่ 1 พฤติกรรมด้านอารมณ์ ด้านที่ 2 คือ พฤติกรรมด้านความประพฤติ เกเร ด้านที่ 3 คือ พฤติกรรมไม่อยู่นิ่ง สมาธิสั้นและด้านที่ 4 คือ พฤติกรรมด้านความสัมพันธ์กับเพื่อน ส่วนด้านที่ 5 คือ สัมพันธภาพทางสังคม พบว่ากรณีศึกษาที่ 1 และ 3 เป็นจุดแข็ง กรณีศึกษาที่ 2 ไม่เป็นจุดแข็ง ซึ่งพฤติกรรมเสี่ยงเหล่านั้นส่งผลให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำ ไม่สนใจเรียน มีปัญหาด้านการปรับตัวกับเพื่อนและครอบครัว มีปัญหาด้านพฤติกรรม เช่น แต่งกายผิดระเบียบ พูดน้อย ไม่อยากพูด เงียบขรึม หลังจากให้คำปรึกษาและให้การช่วยเหลือนักเรียนที่มีพฤติกรรมเสี่ยง ซึ่งพบว่าพฤติกรรมเสี่ยงที่เกิดขึ้นเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นในระดับความรู้สึกซึ่งเกิดกับบุคคลที่ไม่มีความเชื่อมั่น มีความเชื่อว่าบิดา มารดา ไม่รักตน โดยผู้ศึกษาได้ให้คำปรึกษาใช้ทฤษฎีการให้คำปรึกษาเชิงศูนย์กลางที่บุคคล (person centered theory) ของคาร์ล อาร์ รอเจอร์ ส่วนปัญหาที่เกิดขึ้นในระดับพฤติกรรมนั้นได้ใช้ทฤษฎีการให้คำปรึกษาเชิงพฤติกรรม (behavioral counseling) โดยการเสริมแรงทางบวก เช่น คำชม การให้รางวัล ใน
กรณีนักเรียนที่มีผลสัมฤทธิ์ตำ
[ โดย kruinfo ชม 167 ]
บทคัดย่อ การศึกษาค้นคว้าครั้งนี้มีจุดมุ่งหมาย เพื่อศึกษารายกรณีนักเรียนที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำ และหาแนวทางในการดำเนินการช่วยเหลือป้องกันและส่งเสริม โรงเรียนวัดสามง่าม เขตหนองจอก กรุงเทพมหานคร กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำกว่าร้อยละ 60 มีพฤติกรรมไม่ตั้งใจเรียน และมีเชาวน์ปัญญาอยู่ในระดับปานกลาง โรงเรียนวัดสามง่าม เขตหนองจอก กรุงเทพมหานคร ปีการศึกษา 2553 จำนวน 5 คน เทคนิคและเครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา คือ การสังเกต การสัมภาษณ์ การเยี่ยมบ้าน อัตชีวประวัติ บันทึกประจำวัน สังคมมิติ แบบสอบถาม แบบทดสอบ และระเบียนสะสม ภายหลังการเก็บรวบรวมจากกลุ่มตัวอย่าง ผู้ศึกษาได้สังเคราะห์ วิเคราะห์ แปลความหมาย และสรุปผลการศึกษารายกรณี
ชุดแบบฝึกทักษะการบวก ลบ คูณ หาร เศษส่วน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5
[ โดย kruinfo ชม 1,331 ]
- ชุดแบบฝึกทักษะการบวก ลบ คูณ หาร เศษส่วน - กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนเทศบาล 4 บ้านบ่อแขม(เรือนพริ้งอาสาสงเคราะห์) เทศบาลเมืองชะอำ จังหวัดเพชรบุรี ชุดแบบฝึกทักษะมีจำนวน 3 เล่ม ประกอบด้วย เล่มที่ 1 เรื่อง การบวก การลบเศษส่วน ซึ่งประกอบด้วย 1) การบวก การลบเศษส่วนที่มีตัวส่วนเท่ากัน 2) การบวก การลบเศษส่วนที่มีตัวส่วนไม่เท่ากัน 3) การบวก การลบเศษส่วนกับจำนวนนับ 4) การบวก การลบเศษส่วนจำนวนคละ 5) การสลับที่การบวก 6) สมบัติการเปลี่ยนกลุ่มของการบวก 7) โจทย์ปัญหาการบวกเศษส่วน 8)โจทย์ปัญหาการลบเศษส่วน เล่มที่ 2 เรื่อง การคูณ การหารเศษส่วน ซึ่งประกอบด้วย 1) การคูณจำนวนนับกับเศษส่วน 2) เศษส่วนของจำนวนนับ 3) การคูณเศษส่วนกับเศษส่วน 4) ส่วนกลับของจำนวน 5)การหารเศษส่วนกับจำนวนนับ 6) การหารเศษส่วนด้วยเศษส่วน 7) โจทย์ปัญหาการคูณเศษส่วน 8) โจทย์ปัญหาการหารเศษส่วน เล่มที่ 3 เรื่อง การบวก การลบ การคูณ การหาร เศษส่วนระคน 1) การบวก การลบ เศษส่วนระคน 2) การคูณ การหาร เศษส่วนระคน 3) การบวก การลบ การคูณ การหาร เศษส่วนระคน 4) โจทย์ปัญหาเศษส่วนระคน ซึ่งชุดแบบฝึกทักษะที่จัดทำขึ้นส่งผลให้นักเรียนมีผลการเรียนที่ดีขึ้น ตัวอย่างชุดแบบฝึกทักษะ ดังเอกสารแนบ
หนังสืออ่านเสริมประสบการณ์ ชุดจักรวาลและอวกาศ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3
[ โดย kruinfo ชม 149 ]
หนังสือในชุดมี 8 เล่ม บทคัดย่อรายงานการใช้จะลงเพิ่มเติมให้ครับ
หนังสืออ่านเสริมประสบการณ์ ชุดจักรวาลและอวกาศ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3
[ โดย kruinfo ชม 157 ]
หนังสือในชุดมี 8 เล่ม บทคัดย่อรายงานการใช้จะลงเพิ่มเติมให้ครับ
การวางแผนพัฒนาการบริหารงานวิชาการโดยใช้การบริหารแบบมีส่วนร่วมของโรงเรียนเทศบาลชุมชนวิมลวิทยา เทศบาลเมืองตราด จังหวัดตราด
[ โดย kruinfo ชม 221 ]
การวิจัยเรื่อง การวางแผนพัฒนาการบริหารงานวิชาการ โดยใช้ การบริหารแบบมีส่วนร่วม ของโรงเรียนเทศบาลชุมชนวิมลวิทยา เทศบาลเมืองตราด จังหวัดตราด เป็นการวิจัยเชิงทดลองเพื่อศึกษาสภาพการบริหารงานวิชาการแบบมีส่วนร่วม เพื่อจัดทำแผนพัฒนา การบริหารงานวิชาการ โดยใช้การบริหารแบบมีส่วนร่วม เพื่อทดลองใช้แผนพัฒนาการบริหารงานวิชาการ โดยใช้การบริหารแบบมีส่วนร่วม และเพื่อประเมินผลการดำเนินงานตามแผนพัฒนาการบริหารงานวิชาการ โดยใช้การบริหารแบบมีส่วนร่วม ของโรงเรียนเทศบาลชุมชนวิมลวิทยา เทศบาลเมืองตราด จังหวัดตราด ประชากรที่ใช้เป็นกลุ่มตัวอย่างที่มีความเชื่อมั่น 95 % ของเครจซี่และมอร์แกน ( Krejcie & Morgan, 1970, p.608 ; อ้างถึงใน พิสณุ ฟองศรี, 2552, หน้า 96) ได้ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ ผู้บริหารโรงเรียน จำนวน 4 คน ครูปฏิบัติการสอน จำนวน 40 คน คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 14 คน ผู้ปกครองนักเรียน จำนวน 269 คน และประชากรที่ใช้เป็นกลุ่มตัวอย่าง ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการวางแผน จำนวน 3 คน หัวหน้าสายชั้นแต่ละสายชั้นในโรงเรียนเทศบาลชุมชนวิมลวิทยา จำนวน 10 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ แบบสอบถามสภาพ การบริหารงานวิชาการแบบมีส่วนร่วม แผนพัฒนาการบริหาร งานวิชาการ โดยใช้การบริหารแบบมีส่วนร่วม แบบประเมิน ความเหมาะสมและความเป็นไปได้ โดยอิงผู้เชี่ยวชาญและ แบบประเมินแผนพัฒนาการบริหารงานวิชาการ โดยใช้การบริหาร แบบมีส่วนร่วมของโรงเรียนเทศบาลชุมชนวิมลวิทยา เทศบาลเมืองตราด จังวัดตราด วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการหาค่าความถี่ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย (Mean) ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) ค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC = Index of Congruence) ค่าระดับคุณภาพและสถิติบรรยายในการจัดทำแผนพัฒนาการบริหารงานวิชาการ โดยใช้การบริหารแบบมีส่วนร่วมของโรงเรียนเทศบาลชุมชนวิมลวิทยา สรุปผลการวิจัย 1. สภาพการบริหารงานวิชาการแบบมีส่วนร่วมของผู้เกี่ยวข้องกับโรงเรียน พบว่า โดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง และเมื่อพิจารณาเป็น รายด้านพบว่า ทุกด้านมีสภาพการบริหารงานวิชาการแบบมีส่วนร่วม อยู่ในระดับปานกลาง โดยด้านที่มีสภาพการบริหารงานวิชาการแบบ มีส่วนร่วมสูงสุดคือ ด้านการสนับสนุนการสอน รองลงมาคือ ด้านหลักสูตรและการบริหารหลักสูตร และด้านการบริหารการจัดการเรียน การสอน ตามลำดับ 2. การวางแผนพัฒนาการบริหารงานวิชาการ โดยใช้การบริหารแบบมีส่วนร่วม ของโรงเรียนเทศบาลชุมชนวิมลวิทยา เทศบาลเมืองตราด จังหวัดตราด พบว่า แผนพัฒนาการบริหารงานวิชาการ โดยใช้ การบริหารแบบมีส่วนร่วม ประกอบด้วย วิสัยทัศน์ พันธกิจ เป้าหมาย และโครงการจำนวน 10 โครงการ โดยด้านหลักสูตรและการบริหาร หลักสูตร จำนวน 2 โครงการ ด้านการบริหารการจัดการเรียนการสอน จำนวน 5 โครงการและด้านการสนับสนุนการสอน จำนวน 3 โครงการ ผลการประเมินความสอดคล้องและความเป็นไปได้ โดยอิงผู้เชี่ยวชาญ พบว่า โดยรวมแผนพัฒนาการบริหารงานวิชาการ โดยใช้การบริหาร แบบมีส่วนร่วม ของโรงเรียนเทศบาลชุมชนวิมลวิทยา เทศบาลเมืองตราด จังหวัดตราด ทั้งวิสัยทัศน์ พันธกิจ เป้าหมายและโครงการ มีค่าดัชนีความสอดคล้องเท่ากับ 1.0 แสดงว่าแผนพัฒนาการบริหาร งานวิชาการ โดยใช้การบริหารแบบมีส่วนร่วมของโรงเรียนเทศบาลชุมชนวิมลวิทยา มีความเหมาะสมดี 3. การทดลองใช้แผนพัฒนาการบริหารงานวิชาการ โดยใช้ การบริหารแบบมีส่วนร่วม ของโรงเรียนเทศบาลชุมชนวิมลวิทยา เทศบาลเมืองตราด จังหวัดตราด โดยใช้หัวหน้าสายชั้นแต่ละ สายชั้นของโรงเรียนเทศบาลชุมชนวิมลวิทยาทำการประเมิน พบว่า แผนพัฒนาการบริหารงานวิชาการ โดยใช้การบริหารแบบมีส่วนร่วม ของโรงเรียนเทศบาลชุมชนวิมลวิทยา โดยรวมมีความเหมาะสมและสามารถนำไปปฏิบัติได้อยู่ในระดับมากที่สุด และเมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่า ทุกข้อมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากถึงมากที่สุด โดยข้อที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด 3 อันดับแรกคือ มีการส่งเสริมให้ทุกคนได้ร่วมคิดค้น รูปแบบการทำงาน เพื่อใช้ในการจัดทำโครงการ/กิจกรรม รองลงมาคือ มีความชัดเจนของวัตถุประสงค์ ในการบริหารงานวิชาการที่นำไปสู่ การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม และมีวิธีการแก้ไขปัญหาหรืออุปสรรคของการดำเนินงานตามแผนงาน/โครงการให้สามารถปฏิบัติให้บรรลุ เป้าหมายอยู่เสมอ และ มีการประชุมเพื่อร่วมกันวางแผนติดตาม ตรวจสอบและประเมินผล อย่างต่อเนื่อง ตามลำดับ

ยอดนิยม