เลือกห้อง >>

ทั้งหมด

บทบาทของผู้บริหารในการพัฒนาคุณธรรม จริยธรรม และคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของนักเรียนในโรงเรียนวัดศรีบุญเรือง
[ โดย kruinfo ชม 151 ]
บทบาทของผู้บริหารในการพัฒนาแหล่งเรียนรู้ เพื่อส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ มีความสำคัญต่อการจัดการศึกษาทั้งในระบบ นอกระบบและตามอัธยาศัย คนเป็นทั้งเหตุปัจจัย และผลลัพธ์ที่สำคัญที่สุดของการพัฒนาประเทศ การจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานมีแนวทางการพัฒนาคุณธรรม จริยธรรม เป็นคุณลักษณะสำคัญที่ควรจะปลูกฝังและฝึกฝนให้เกิดขึ้นแก่เยาวชน การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาคุณธรรม จริยธรรม และคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของนักเรียนในโรงเรียนวัดศรีบุญเรืองโดยใช้การวิจัยปฏิบัติการ (Action Research) 2 วงรอบ แต่ละวงรอบประกอบด้วย การวางแผน การปฏิบัติ การสังเกตและการสะท้อนผล กลุ่มผู้ร่วมศึกษาและผู้ให้ข้อมูล จำนวน 64 คน ประกอบด้วย ผู้ศึกษาร่วมกับผู้ศึกษา (ป.1-ป.6) จำนวน 25 คน กลุ่มผู้ให้ข้อมูลนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1
รายงานการพัฒนาแบบฝึกเสริมทักษะคำศัพท์ภาษาอังกฤษ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5
[ โดย kruinfo ชม 331 ]
รายงานการพัฒนาแบบฝึกเสริมทักษะคำศัพท์ภาษาอังกฤษ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาแบบฝึกเสริมทักษะคำศัพท์ภาษาอังกฤษ ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 และพัฒนาเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน โดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะคำศัทท์ภาษาอังกฤษที่สร้างขึ้น เครื่องมือที่ใช้ในการพัฒนา ได้แก่ แบบฝึกเสริมทักษะคำศัพท์ภาษาอังกฤษ หมวดคำนาม จำนวน 10 ชุด ซึ่งประกอบด้วย แบบทดสอบก่อนเรียน-หลังเรียน เพื่อเปรียบเทียบความก้าวหน้าในการเรียนรู้แต่ละชุด และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาอังกฤษ 1 ชุด จำนวน 30 ข้อ ใช้สำหรับวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน-หลังเรียนด้วย แบบฝึกเสริมทักษะคำศัพท์ภาษาอังกฤษทั้ง 10 ชุด กลุ่มตัวอย่างคือนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ของโรงเรียนเทศบาลวัดแสนสุข ปีการศึกษา 2552 จำนวน 20 คน และวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าที (t-test) ผลการพัฒนา ปรากฎว่า 1. ประสิทธิภาพของแบบฝึกเสริมทักษะคำศัพท์ภาษาอังกฤษที่สร้างขึ้น มีประสิทธิภาพสูงกว่่าเกณฑ์ที่กำหนด 80/80 ทุกชุด 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียน-หลังเรียน ด้วยแบบฝึกเสริมทักษะคำศัพท์ภาษาอังกฤษต่างกัน โดยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
วิจัยในชั้นเรียน เรื่องการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านการคิดวิเคราะห์ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่องสัตว์ โดยบูรณาการวิธีสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ ร่วมกับกระบวนการ PDCA สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5
[ โดย kruinfo ชม 1,451 ]
ชื่อเรื่อง วิจัยในชั้นเรียน เรื่องการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านการคิดวิเคราะห์ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่องสัตว์ โดยบูรณาการวิธีสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ ร่วมกับกระบวนการ PDCA สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนเทศบาลวัดศาลามีชัย จังหวัดนครศรีธรรมราช ผู้วิจัย นางวิมล วงศ์ภักดี ปีที่ศึกษา 2552 บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) พัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ด้านการคิดวิเคราะห์ ก่อนเรียนและหลังเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่องสัตว์ โดยบูรณาการวิธีสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ ร่วมกับกระบวนการ PDCA สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 (2) ศึกษาความพึงพอใจที่มีต่อการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่องสัตว์ หลังการใช้วิธีสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ ร่วมกับกระบวนการ PDCA สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ประชากรที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนเทศบาลวัดศาลามีชัย สังกัดเทศบาลนครนครศรีธรรมราช ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2552 จำนวน 265 คน กลุ่มตัวอย่าง เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5/1 โรงเรียนเทศบาลวัดศาลามีชัย สังกัดเทศบาลนครนครศรีธรรมราช ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2552 จำนวน 40 คน ได้มาโดยการสุ่มอย่างง่ายด้วยวิธีการจับสลาก เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย (1) แผนการจัดการเรียนรู้ แบบสืบเสาะหาความรู้ ร่วมกับกระบวนการ PDCA เรื่องสัตว์ จำนวน 8 แผน เวลา 15 ชั่วโมง (2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านการคิดวิเคราะห์ แบบปรนัย มี 4 ตัวเลือก จำนวน 40 ข้อ (3) แบบประเมินความพึงพอใจ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ด้วยวิธีสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ ร่วมกับกระบวนการ PDCA เรื่องสัตว์ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ จำนวน 15 ข้อ โดยแบ่งเป็น 3 ด้าน คือ ด้านการจัดการเรียนรู้ ด้านบรรยากาศในการจัดการเรียนรู้และด้านประโยชน์ที่ได้รับ ผ่านการวิเคราะห์ตรวจสอบคุณภาพจากผู้เชี่ยวชาญจนมีคุณภาพดำเนินการทดลองและเก็บรวบรวมข้อมูล โดยการชี้แจงข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับการคิดวิเคราะห์ ซึ่งบูรณาการวิธีสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับกระบวนการ PDCA แก่นักเรียน และให้ทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ด้านการคิดวิเคราะห์ก่อนเรียน ดำเนินการทดลองเมื่อเรียนจบก็ให้นักเรียนทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านการคิดวิเคราะห์หลังเรียน ซึ่งเป็นชุดเดียวกับก่อนเรียน และประเมินความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ จำนวน 15 ข้อ เก็บรวบรวมข้อมูล และวิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย (X ) ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD) และค่าที (t
รายงานการสร้างและการใช้ชุดฝึกทักษะการปะยาง สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านปางปอย อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่
[ โดย kruinfo ชม 180 ]
การศึกษาครั้งนี้วัตถุประสงค์ เพื่อสร้างและใช้ชุดฝึกทักษะการปะยาง สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 3 โรงเรียนบ้านปางปอย ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดฝึกทักษะการปะยาง เพื่อประเมินทักษะในการปะยางรถจักรยานและรถจักรยานยนต์ และเพื่อศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อชุดฝึกทักษะการปะยาง ประชากรที่ใช้ในการศึกษาได้แก่ นักเรียนที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ปีการศึกษา 2553 โรงเรียนบ้านปางปอย อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ จำนวน 25 คน กลุ่มตัวอย่างได้แก่ นักเรียนที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ปีการศึกษา 2553 โรงเรียนบ้านปางปอย อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ โดยเลือกแบบเจาะจง เป็นผู้ชายจำนวน 15 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ 1. ชุดฝึกทักษะการปะยางสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านปางปอย ตำบลแม่คะ อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ จำนวน 2 ชุด 2. เทปวีดิทัศน์ประกอบชุดฝึกทักษะการประยางรถจักรยาน จำนวน 1 แผ่น และรถจักรยานยนต์จำนวน 1 แผ่น 3. แผนการจัดการเรียนรู้ การปะยางจำวน 12 แผนการจัดการเรียนรู้ 4. แบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนของชุดฝึกทักษะการปะยางจำนวน 2 ชุด ชุดละ 15 ข้อ 5. แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ก่อนและหลังการใช้ชุดฝึกทักษะการปะยางสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านปางปอย ตำบลแม่คะ อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ จำนวน 30 ข้อ 6. แบบประเมินทักษะการปะยางรถจักรยานและรถจักรยานยนต์ 7. แบบสอบถามความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อชุดฝึกทักษะการปะยาง ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านปางปอย ตำบลแม่คะ อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ สรุปผลการศึกษา ผลการศึกษาสรุปได้ดังนี้ 1. ประสิทธิภาพของชุดฝึกทักษะการปะยาง มีประสิทธิภาพ E1 / E2 เท่ากับ 85.78 / 87.11 โดยมีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดไว้ 2. คะแนนเฉลี่ยของการทดสอบก่อนเรียนกับหลังเรียนโดยใช้ชุดฝึกทักษะการปะยาง สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0 .01 3. ทักษะการปะยางรถจักรยานมีนักเรียนผ่านเกณฑ์ร้อยละ 80 ขึ้นไป มีจำนวน 15 คน แยกเป็นผ่านเกณฑ์ได้ทุกทักษะ คิดเป็นร้อยละ 100 มีจำนวน 13 คน และผ่านเกณฑ์ได้ 5 ทักษะ คิดเป็นร้อยละ 83.33 มีจำนวน 2 คน ส่วนทักษะการปะยางรถจักรยานยนต์มีนักเรียนที่ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 80 ขึ้นไป มีจำนวน 15 คน แยกเป็นผ่านเกณฑ์ได้ทุกทักษะ คิดเป็นร้อยละ 100 มีจำนวน 9 คน และผ่านเกณฑ์ได้ 5 ทักษะ คิดเป็นร้อยละ 83.33 มีจำนวน 6 คน 4. นักเรียนเห็นด้วยกับการใช้ชุดฝึกทักษะการปะยาง และวีดิทัศน์ประกอบการฝึกทักษะการปะยางในภาพรวมอยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.21 และ 3.91 ตามลำดับ
บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ชุด เศรษฐศาสตร์น่ารู้
[ โดย kruinfo ชม 220 ]
ชื่อเรื่อง รายงานการพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ชุด เศรษฐศาสตร์น่ารู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ผู้ศึกษาค้นคว้า วราภรณ์ นิยมพงษ์ ปีการศึกษา 2552 บทคัดย่อ การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ชุด เศรษฐศาสตร์น่ารู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบคะแนนทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน ที่เรียนรู้ด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ชุด เศรษฐศาสตร์น่ารู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 3) เพื่อหาค่าดัชนีประสิทธิผลของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ชุด เศรษฐศาสตร์น่ารู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 4) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่เรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ชุด เศรษฐศาสตร์น่ารู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ชั้นประถมศึกษา ปีที่ 4 ประชากรที่ใช้ในการศึกษาเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา2552 โรงเรียนวัดเทวสุนทร เขตจตุจักร จำนวน 2 ห้องเรียน รวมนักเรียน 42 คน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2552 โรงเรียนวัดเทวสุนทร เขตจตุจักร จำนวน 21 คน ได้มาโดยการสุ่มอย่างง่าย ด้วยวิธีการ จับสลากมา 1 ห้องเรียน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ประกอบด้วย 1) บทเรียนคอมพิวเตอร์ ช่วยสอน ชุด เศรษฐศาสตร์น่ารู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่ผ่านการหาประสิทธิภาพแล้ว 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ชุด เศรษฐศาสตร์น่ารู้ ชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ ซึ่งมีค่าความยากตั้งแต่ ตั้งแต่ 0.38 ถึง 0.60 ค่าอำนาจจำแนกตั้งแต่ 0.57 ถึง 0.82 มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.95 3) แบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 สถิติที่ใช้ในการศึกษาได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ t
รายงานผลการใช้เอกสารประกอบการเรียนรู้ ชุดการประดิษฐ์ผลิตภัณฑ์จากแป้ง
[ โดย kruinfo ชม 191 ]
ชื่อเรื่อง รายงานผลการใช้เอกสารประกอบการเรียนรู้ ชุดการประดิษฐ์ผลิตภัณฑ์จากแป้ง กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (งานประดิษฐ์) สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ผู้ศึกษา นางพิชญา โชติช่วง ครู วิทยฐานะ ครูชำนาญการ โรงเรียนบ้านคลองปลาสร้อย สำนักงานเขตพื้นที่ การศึกษากำแพงเพชร เขต 2 ปีที่ศึกษา 2552 บทคัดย่อ การพัฒนาเอกสารประกอบการสอน เรื่องงานประดิษฐ์คิดสร้างสรรค์ กลุ่มสาระ การ เรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (งานประดิษฐ์) สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1) เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของเอกสารประกอบการเรียนรู้ ชุด การประดิษฐ์ผลิตภัณฑ์จากแป้ง สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ตามเกณฑ์ประสิทธิภาพ 80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้เอกสารประกอบการเรียนรู้ ชุดการประดิษฐ์ผลิตภัณฑ์จากแป้ง สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียน ที่มีต่อการเรียนโดยใช้เอกสารประกอบการเรียนรู้ ชุดการประดิษฐ์ผลิตภัณฑ์จากแป้ง สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านคลองปลาสร้อย ที่เรียนในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2552 จำนวน 8 คน ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ เอกสารประกอบการเรียนรู้ ชุดการประดิษฐ์ผลิตภัณฑ์จากแป้ง จำนวน 12 เรื่อง แผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 12 แผน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ชุดการประดิษฐ์ผลิตภัณฑ์จากแป้ง ซึ่งเป็นแบบปรนัย ชนิดเลือกตอบ (Multiple Choice) 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ มีค่าความยากระหว่าง 0.47
รายงานการพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้บทเรียนสำเร็จรูป ชุด ชนิดของคำไทย กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
[ โดย kruinfo ชม 289 ]
บทคัดย่อ การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยบทเรียนสำเร็จรูป ถือเป็นวิธีการหนึ่งเพื่อแก้ปัญหา การเรียน การสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย และสอดคล้องกับพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช 2551 ที่เน้นให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมและลงมือปฏิบัติจริงทุกขั้นตอน จนเกิดการเรียนรู้ ด้วยตนเอง ผู้ศึกษาค้นคว้าเชื่อว่า บทเรียนสำเร็จรูปเป็นสิ่งที่ช่วยให้นักเรียนได้ทำกิจกรรมต่าง ๆ ด้วยตนเอง ทำให้นักเรียนจดจำสิ่งที่เรียนรู้ได้ดีและนำไปแก้ไขปัญหาในสถานการณ์เดียวกันได้ ผู้ศึกษาค้นคว้าจึงได้ใช้สื่อบทเรียนสำเร็จรูป ชุด ชนิดของคำไทย กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อ 1) พัฒนาบทเรียนสำเร็จรูป ชุด ชนิดของคำไทย กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อหาดัชนีประสิทธิผลของบทเรียนสำเร็จรูป 3) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนที่เรียนด้วยบทเรียนสำเร็จรูป 4) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียน กลุ่มตัวอย่างได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/1 โรงเรียนโนนราษีวิทยา จำนวน 35 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้า ได้แก่ บทเรียนสำเร็จรูป ชุด ชนิดของคำไทย กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่ผู้ศึกษาค้นคว้าสร้างขึ้น จำนวน 7 เรื่อง แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่เรียนด้วยสื่อประสมคณิตศาสตร์ ซึ่งเป็นแบบทดสอบแบบอิงเกณฑ์ ชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 40 ข้อ แบบวัดความพึงพอใจของนักเรียนต่อบทเรียนสำเร็จรูป ชุด ชนิดของคำไทย กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ผลการศึกษาค้นคว้าพบว่า 1. การพัฒนาบทเรียนสำเร็จรูป ชุด ชนิดของคำไทย กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่ผู้ศึกษาค้นคว้าสร้างขึ้นทั้ง 7 เรื่อง มีประสิทธิภาพเท่ากับ 84.53/86.57 ซึ่งสูงกว่าตามเกณฑ์ 80/80 2. ดัชนีประสิทธิผลของบทเรียนสำเร็จรูป ชุด ชนิดของคำไทย กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีค่าเท่ากับ 0.6719 ซึ่งแสดงว่านักเรียนที่เรียนด้วยบทเรียนสำเร็จรูป ชุด ชนิดของคำไทย กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีความรู้เพิ่มขึ้นร้อยละ 67.19 3. ผลการเปรียบเทียบคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนด้วยบทเรียนสำเร็จรูป ชุด ชนิดของคำไทย กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .01 4. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีความพึงพอใจต่อการเรียนด้วยบทเรียนสำเร็จรูป ชุด ชนิดของคำไทย กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยรวมและรายข้อ ทั้ง 7 เรื่อง อยู่ในระดับ มากที่สุด โดยสรุป การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้บทเรียนสำเร็จรูป ชุด ชนิดของคำไทย กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่ผู้ศึกษาค้นคว้าสร้างขึ้น สามารถช่วยให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ ฝึกทักษะกระบวนการคิด สามารถสร้างแรงจูงใจทำให้นักเรียนเกิด ความกระตือรือร้น และมีความสุขในการเรียน ฝึกฝนนิสัยรักการอ่านและมีเจตคติที่ดีต่อเรียนวิชาภาษาไทย ส่งผลให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้นตามลำดับต่อไป
รายงานการพัฒนาแบบฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาฟิสิกส์ เรื่อง การเคลื่อนที่แนวตรง รายวิชาฟิสิกส์พื้นฐาน ว31101 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4
[ โดย kruinfo ชม 720 ]
บทคัดย่อ ผู้ศึกษาค้นคว้าได้พัฒนาแบบฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาฟิสิกส์ เรื่อง การเคลื่อนที่แนวตรง รายวิชาฟิสิกส์พื้นฐาน ว31101 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โดยมีจุดมุ่งหมาย 1) เพื่อสร้างและพัฒนาแบบฝึกทักษะ มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อหาดัชนีประสิทธิผลของแบบฝึกทักษะ 3) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะ ก่อนเรียนและหลังเรียน 4) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะ กลุ่มตัวอย่างได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนจุมจังพลังราษฏร์ จำนวน 31 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้า ได้แก่ แบบฝึกทักษะ จำนวน 6 ชุด แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 40 ข้อ และแบบวัดความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนด้วยแบบฝึกทักษะ จำนวน 15 ข้อ มีค่าความ เชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.95 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ t-test (Dependent Samples) ผลการศึกษาค้นคว้าพบว่า 1. แบบฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาฟิสิกส์ เรื่อง การเคลื่อนที่แนวตรง รายวิชาฟิสิกส์พื้นฐาน ว31101 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่ผู้รายงานสร้างขึ้นทั้ง 6 เรื่อง มีประสิทธิภาพเท่ากับ 85.22/86.13 ซึ่งสูงกว่าตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 2. ดัชนีประสิทธิผลของแบบฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาฟิสิกส์ เรื่อง การเคลื่อนที่แนวตรง รายวิชาฟิสิกส์พื้นฐาน ว31101 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 มีค่าเท่ากับ 0.7325 ซึ่งแสดงว่านักเรียนที่เรียนด้วยแบบฝึกทักษะ มีความรู้เพิ่มขึ้นร้อยละ 73.25 3. ผลการเปรียบเทียบคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนด้วยแบบฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาฟิสิกส์ เรื่อง การเคลื่อนที่แนวตรง รายวิชาฟิสิกส์พื้นฐาน ว31101 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .01 4. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 มีความพึงพอใจต่อการเรียนด้วยแบบฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาฟิสิกส์ เรื่อง การเคลื่อนที่แนวตรง รายวิชาฟิสิกส์พื้นฐาน ว31101 โดยรวมและรายข้อ ทั้ง 6 เรื่อง อยู่ในระดับ มากที่สุด โดยสรุป การพัฒนาแบบฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาฟิสิกส์ เรื่อง การเคลื่อนที่แนวตรง รายวิชาฟิสิกส์พื้นฐาน ว31101 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 เป็นสื่อในการจัดการเรียนการสอนที่สามารถพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหา และทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นบูรณาการของนักเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้นักเรียนมีความพึงพอใจต่อแบบฝึกทักษะและเจตคติที่ดีต่อวิชาฟิสิกส์สูงขึ้น จึงสมควรแนะนำให้ครูผู้สอนวิชาฟิสิกส์ได้นำไปใช้ในการจัดการเรียนการสอนวิชาฟิสิกส์ในทุกระดับชั้นต่อไป
รายงานผลการใช้เอกสารประกอบการเรียน หน่วยการเรียนรู้เรื่องการแปลงทางเรขาคณิต
[ โดย kruinfo ชม 265 ]
ชื่อรายงาน รายงานผลการใช้เอกสารประกอบการเรียน หน่วยการเรียนรู้เรื่องการแปลงทางเรขาคณิต วิชาคณิตศาสตร์พื้นฐาน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ชื่อผู้รายงาน นายกฤษฎา การหมั่น ตำแหน่งครู โรงเรียนน้ำโสมพิทยาคม อำเภอน้ำโสม จังหวัดอุดรธานี สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 20 บทคัดย่อ รายงานผลการใช้เอกสารประกอบการเรียน หน่วยการเรียนรู้เรื่องการแปลงทางเรขาคณิต รายวิชาคณิตศาสตร์พื้นฐาน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีวัตถุประสงค์ คือ 1) เพื่อศึกษาประสิทธิภาพและประสิทธิผลของเอกสารประกอบการเรียน หน่วยการเรียนรู้เรื่องการแปลงทางเรขาคณิต ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 2) เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่ใช้เอกสารประกอบการเรียนหน่วยการเรียนรู้เรื่องการแปลงทางเรขาคณิต ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 กลุ่มตัวอย่าง เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/1 โรงเรียนน้ำโสมพิทยาคม ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2553 จำนวน 39 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาประกอบด้วย เอกสารประกอบการเรียน แบบทดสอบก่อนเรียน-หลังเรียน หน่วยการเรียนรู้เรื่องการแปลงทางเรขาคณิต ปรากฎผลการศึกษาดังนี้ 1. ประสิทธิภาพของการใช้เอกสารประกอบการเรียนหน่วยการเรียนรู้เรื่องการแปลงทางเรขาคณิต ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีประสิทธิภาพของกระบวนการ / ผลลัพธ์ สูงกว่าเกณฑ์ 75 / 75 และมีค่าดัชนีประสิทธิผลมากกว่า .50 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน มีคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมี นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
การพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิชาเกษตรกับเศรษฐกิจพอเพียงเรื่อง วิถีเกษตรพอเพียง ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนไพรบึงวิทยาคม
[ โดย kruinfo ชม 372 ]
ชื่อเรื่อง การพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิชาเกษตรกับเศรษฐกิจ พอเพียงเรื่อง วิถีเกษตรพอเพียง ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนไพรบึงวิทยาคม ชื่อผู้วิจัย นางอำพร สะดวก ตำแหน่ง ครู วิทยฐานะ ครูชำนาญการ โรงเรียนไพรบึงวิทยาคมอำเภอไพรบึง จังหวัดศรีสะเกษ องค์การบริหารส่วนจังหวัดศรีสะเกษ บทคัดย่อ การพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิชาเกษตรกับเศรษฐกิจพอเพียง เรื่อง วิถีเกษตรพอเพียงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนไพรบึงวิทยาคม ซึ่งการวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิชาเกษตรกับเศรษฐกิจพอเพียง เรื่อง วิถีเกษตรพอเพียง ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 เมื่อเรียนด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิชาเกษตรกับเศรษฐกิจพอเพียง เรื่อง วิถีเกษตรพอเพียง ศึกษาทักษะการปฏิบัติกิจกรรมของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 เมื่อเรียนด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิชาเกษตรกับเศรษฐกิจพอเพียง เรื่อง วิถีเกษตรพอเพียง และศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่มีต่อการเรียนรู้ด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิชาเกษตรกับเศรษฐกิจพอเพียง เรื่อง วิถีเกษตรพอเพียง ซึ่งทำการศึกษากับกลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/6 โรงเรียนไพรบึงวิทยาคม ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2553 จำนวน 34 คน ได้มาโดยการสุ่มตัวอย่างอย่างง่ายด้วยการจับสลากห้องเรียน ระยะเวลาในการวิจัย ตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2553 ถึงวันที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2553 รวม 12 สัปดาห์ ใช้เวลาในการศึกษา 2 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ รวมเวลา 24 ชั่วโมง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 12 แผน 2) ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง วิถีเกษตรพอเพียง จำนวน 12 ชุด 3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียนด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้ จำนวน 40 ข้อ เป็นแบบปรนัยเลือกตอบ 4 ตัวเลือก 4) แบบทดสอบย่อยท้ายชุดกิจกรรมการเรียนรู้ ชุดละ 10 ข้อ เป็นแบบปรนัยเลือกตอบ 4 ตัวเลือก 5) แบบประเมินทักษะการปฏิบัติกิจกรรม 5 ด้าน ได้แก่ การวางแผนการปฏิบัติงาน มีทักษะในการปฏิบัติงาน ทำงานถูกต้องตามขั้นตอน คุณภาพของผลงานและงานเสร็จตามเวลาที่กำหนด 6) แบบสอบถามความพึงพอใจต่อการเรียนรู้ด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิชาเกษตรกับเศรษฐกิจพอเพียง เรื่อง วิถีเกษตรพอเพียง เป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า(Rating Scale) 5 ระดับ จำนวน 20 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และเปรียบเทียบคะแนนทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน โดยการทดสอบค่าที (t-test dependent) สรุปผลการวิจัยดังนี้ 1. ชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิชาเกษตรกับเศรษฐกิจพอเพียง เรื่อง วิถีเกษตรพอเพียง ชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 3 โรงเรียนไพรบึงวิทยาคม มีประสิทธิภาพ 83.28/85.00 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเมื่อเรียนด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิชาเกษตรกับเศรษฐกิจพอเพียง เรื่อง วิถีเกษตรพอเพียง ก่อนเรียนและหลังเรียน นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 3. ผลการศึกษาทักษะการปฏิบัติกิจกรรมของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 เมื่อเรียนด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิชาเกษตรกับเศรษฐกิจพอเพียง เรื่อง วิถีเกษตรพอเพียง นักเรียนมีทักษะการปฏิบัติกิจกรรมอยู่ในระดับดีมาก มีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 22.05 คิดเป็นร้อยละ 91.89 4. ผลการศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่มีต่อการเรียนรู้ด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิชาเกษตรกับเศรษฐกิจพอเพียง เรื่อง วิถีเกษตรพอเพียง พบว่า นักเรียนมีความพึงพอใจ ต่อการเรียนรู้อยู่ในระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.70 ผลการวิจัยครั้งนี้ สามารถใช้เป็นแนวทางสำหรับครูผู้สอนวิชาเกษตรกับเศรษฐกิจพอเพียงในการพัฒนาการเรียนรู้ด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้ และเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่เกี่ยวข้องในการนำผลการวิจัยมาประยุกต์ใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้วิชาเกษตรกรรมอื่น ๆ ต่อไป
การพัฒนาชุดการสอนแบบศูนย์การเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา
[ โดย kruinfo ชม 321 ]
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนาชุดการสอนแบบศูนย์การเรียน ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ก่อนและหลังเรียนด้วยชุดการสอนแบบศูนย์การเรียน และเพื่อศึกษาความพึงพอใจในการเรียนด้วยชุดการสอนแบบศูนย์การเรียน สาระเศรษฐศาสตร์ กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้เป็นนักเรียนที่กำลังเรียนอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านโตนดพูนผลวิทยา จังหวัดนครราชสีมา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา นครราชสีมา เขต 5 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2553 จำนวน 15 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ประกอบด้วย 1) ชุดการสอนแบบศูนย์การเรียน สาระเศรษฐศาสตร์ กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนาธรรม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 10 ชุด 2) แผนการจัดการเรียนรู้ที่ใช้คู่กับชุดการสอนแบบศูนย์การเรียนสาระเศรษฐศาสตร์ กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนาธรรม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 10 แผน 3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สาระเศรษฐศาสตร์ กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนาธรรม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 1 ชุด 4) แบบสอบถามความพึงพอใจในการเรียนด้วยชุดการสอนแบบศูนย์การเรียนสาระเศรษฐศาสตร์ กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนาธรรม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 1.ผลการสร้างและหาประสิทธิภาพของชุดการสอนแบบศูนย์การเรียนสาระเศรษฐศาสตร์ กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนาธรรม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 10 ชุด พบว่า ชุดการสอนแบบศูนย์การเรียน ทั้ง 10 ชุด มีประสิทธิภาพ เท่ากับ 85.33/82.00 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ คือ 80/80 2.ผลการศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนด้วยชุดการสอนแบบศูนย์การเรียนสาระเศรษฐศาสตร์ กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนาธรรม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 พบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3.ผลการศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ชุดการสอนแบบศูนย์การเรียนสาระเศรษฐศาสตร์ กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนาธรรม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 มีค่าเฉลี่ย ( ) เท่ากับ 4.78 ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน(S.D.) เท่ากับ 0.54 ซึ่งมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด
การพัฒนาชุดกิจกรรม กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี
[ โดย kruinfo ชม 404 ]
ชื่อผู้วิจัย : จินดา แสนกล้า ชื่อผลงานวิจัย : การพัฒนาชุดกิจกรรม กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี เรื่อง อาหารพื้นบ้านของชาวไทยเขมรสุรินทร์ สำหรับนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านคอโค ตำบลคอโค อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ ปีการศึกษา 2552 ปีการศึกษา : ปีการศึกษา 2552 สถานที่วิจัย : โรงเรียนบ้านคอโค ตำบลคอโค อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ บทคัดย่อ การวิจัยในครั้งนี้เป็นการศึกษาเรื่องการพัฒนาชุดกิจกรรม กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี เรื่องอาหารพื้นบ้านของชาวไทยเขมรสุรินทร์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านคอโค อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ ปีการศึกษา 2552 เป็นการวิจัยเชิงทดลอง โดยใช้แผนการวิจัย One Group Pretest-Posttest Design กำหนดวัตถุประสงค์การวิจัยไว้ 1) เพื่อพัฒนาชุดกิจกรรม เรื่อง อาหารพื้นบ้านของชาวไทยเขมรสุรินทร์ กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านคอโค ตำบลคอโค อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2552 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านคอโค ตำบลคอโค อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2552 ก่อนและหลังได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี โดยใช้ชุดกิจกรรม เรื่อง อาหารพื้นบ้านของชาวไทยเขมรสุรินทร์ 3) เพื่อศึกษาดัชนีประสิทธิผลของชุดกิจกรรม เรื่อง อาหารพื้นบ้านของชาวไทยเขมรสุรินทร์ กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านคอโค อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ ปีการศึกษา 2552 และ 4) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านคอโค ตำบลคอโค อำเภอ เมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2552 ภายหลังได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี โดยใช้ชุดกิจกรรม เรื่อง อาหารพื้นบ้านของชาวไทยเขมรสุรินทร์ กลุ่มเป้าหมาย คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5/2 โรงเรียนบ้านคอโค ตำบลคอโค อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ ปีการศึกษา 2552 ภาคเรียนที่ 2 จำนวน 35 คน ซึ่งได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือในการทำวิจัยในชั้นเรียนครั้งนี้ 3 ประเภท ดังนี้ 1) แผนการจัดการเรียนรู้ 2) ชุดกิจกรรม เรื่องอาหารพื้นบ้านของชาวไทยเขมรสุรินทร์ กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 และเครื่องมือประเมินผล ประกอบด้วย (1) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน เรื่องอาหารพื้นบ้านของชาวไทยเขมรสุรินทร์ กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 แบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ และ (2) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนต่อการเรียนชุดกิจกรรม เรื่องอาหารพื้นบ้านของชาวไทยเขมรสุรินทร์ กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ค่าร้อยละ ดัชนี ความสอดคล้อง IOC ค่าความยากง่าย (p) ค่าอำนาจจำแนก (r) ค่าความเชื่อมั่นจากสูตร KR-20 ของ คูเดอร์ ริชาร์ดสัน ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติ t-test สรุปผลการวิจัย พบว่า 1. ชุดกิจกรรม เรื่องอาหารพื้นบ้านของชาวไทยเขมรสุรินทร์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านคอโค อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ ปีการศึกษา 2552 ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นมีค่าประสิทธิภาพ (E2/E2) เท่ากับ 86.43 /84.86 ซึ่งผ่านเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดไว้ 80/80 โดยมีค่าสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ 2. ก่อนและดำเนินการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี เรื่องอาหารพื้นบ้านของชาวไทยเขมรสุรินทร์ให้แก่นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านคอโค อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ ปีการศึกษา 2552 โดยใช้ชุดกิจกรรม ผู้วิจัย ได้ดำเนินการทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน พบว่า นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 3. ชุดกิจกรรม เรื่อง อาหารพื้นบ้านของชาวไทยเขมรสุรินทร์ กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านคอโค อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ ปีการศึกษา 2552 ทำให้นักเรียนมีความรู้เกี่ยวกับอาหารพื้นบ้านของชาวไทยเขมรสุรินทร์ เพิ่มขึ้นร้อยละ 51.27 4. โดยรวมนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านคอโค อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ ปีการศึกษา 2552 มีความพึงพอใจต่อการเรียนโดยใช้ชุดกิจกรรม กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี เรื่องอาหารพื้นบ้านของชาวไทยเขมรสุรินทร์ อยู่ในระดับมาก
รายงานผลการพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียน กลุ่มสาระศิลปะ(ทัศนศิลป์) ชุด สีสันงานศิลป์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โดยใช้บทเรียนสื่อประสม Computer Multimedia ในระบบโปรแกรม Microsoft Power Point
[ โดย kruinfo ชม 524 ]
บทคัดย่อ ชื่อวิจัย รายงานผลการพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียน กลุ่มสาระศิลปะ(ทัศนศิลป์) ชุด สีสันงานศิลป์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โดยใช้บทเรียนสื่อประสม Computer Multimedia ในระบบโปรแกรม Microsoft Power Point ชื่อผู้วิจัย นายวันชาติ ใสประเสริฐ โรงเรียน บ้านเขานันทา อำเภอประจันตคาม จังหวัดปราจีนบุรี ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา โรงเรียนบ้านเขานันทา นักเรียนส่วนใหญ่ ยากจน ผู้ปกครองร้อยละ 80 ประกอบอาชีพรับจ้างนักเรียนขาดการพัฒนาในการเรียนรู้ ขาดความคิดริเริ่มในการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะส่งผลให้งานศิลปะ ไม่ค่อยมีความคิดริเริ่ม สร้างสรรค์ ขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับงานศิลปะ ไม่มีความคิดสร้างสรรค์ของตนเอง ขาดความกระตือรือร้นในการใฝ่รู้ ใฝ่เรียน ไม่ค่อยสนใจในกิจกรรมหรืองานที่ครูมอบหมายให้ทำ ไม่เอาใจใส่ ขาดวินัยในตนเอง มีพฤติกรรมส่งงานล่าช้า ขาดการส่งงานหรือส่งงานแบบขอให้มีส่งเท่านั้น ส่งผลให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำ ไม่น่าพอใจ การใช้บทเรียนสื่อประสม Computer Multimediaในระบบโปรแกรม Microsoft Power Point พัฒนาการเรียนรู้และส่งเสริมความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ผลงานศิลปะ จึงเป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะช่วยส่งเสริมให้นักเรียนเกิดความกระตือรือร้น สนใจกิจกรรมหรืองานที่ครูมอบหมายให้ทำ เอาใจใส่ อยากที่จะเรียนรู้ และพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ของตนเองมากขึ้น นักเรียนจะได้เรียนรู้ศิลปะ(ทัศนศิลป์) รูปแบบใหม่ มีข้อมูลเพิ่ม มีจินตนาการเกิดการเรียนรู้ได้นาน จนสามารถคิดสร้างสรรค์และนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้ ผู้วิจัยจึงเลือกสร้างบทเรียนสื่อประสม Computer Multimedia ในระบบโปรแกรม Microsoft Power Point เรื่อง สีสันงานศิลป์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 พัฒนาการเรียนรู้และส่งเสริมความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ผลงานศิลปะของนักเรียน วัตถุประสงค์ของการวิจัย 1. เพื่อสร้างและพัฒนาบทเรียนสื่อประสม Computer Multimedia สาระการเรียนรู้ศิลปะ(ทัศนศิลป์) ชุด สีสันงานศิลป์ สำหรับนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านเขานันทา 2. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ก่อนเรียนและหลังเรียนทางการเรียนกลุ่มสาระศิลปะ(ทัศนศิลป์) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โดยใช้บทเรียนสื่อประสม Computer Multimedia สาระการเรียนรู้ศิลปะ(ทัศนศิลป์) ชุด สีสันงานศิลป์ 3. เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อบทเรียนสื่อประสม Computer Multimedia สาระการเรียนรู้ศิลปะ(ทัศนศิลป์) ชุด สีสันงานศิลป์ประกอบการเรียนวิชาทัศนศิลป์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 วิธีการดำเนินการวิจัย กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยคือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ของโรงเรียนบ้านเขานันทา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาปราจีนบุรี เขต 1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2552 จำนวน 18 คน เครื่องมือที่ใช้ คือ บทเรียนสื่อประสม Computer Multimedia ในระบบโปรแกรม Microsoft Power Point ชุด สีสันงานศิลป์ คู่มือการใช้สื่อ แบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนแบบเลือกตอบ (ก ข ค ง) จำนวน 30 ข้อ ที่ผ่านการหาค่าความยากง่าย ค่าความเชื่อมั่น แบบวัดความพึงพอใจของนักเรียน ที่ใช้สื่อบทเรียนสื่อประสม Computer Multimedia ในระบบโปรแกรม Microsoft Power Point สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ คะแนนเฉลี่ยความเบี่ยงเบนมาตรฐานเปรียบเทียบค่าเฉลี่ย โดย t-test และหาประสิทธิภาพบทเรียนโดยใช้ค่า E1 /E2 ผลการวิจัย พบว่า 1. บทเรียนสื่อประสม Computer Multimedia ในระบบโปรแกรม Microsoft Power Point ชุด สีสันงานศิลป์ สำหรับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านเขานันทา มีค่าเท่ากับ 81.65/86.25 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ที่ตั้งไว้ 2. บทเรียนสื่อประสม Computer Multimedia ในระบบโปรแกรม Microsoft Power Point ชุด สีสันงานศิลป์ นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงกว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียน 3. นักเรียนมีความพึงพอใจในบทเรียนอยู่ในเกณฑ์มากที่สุด วันชาติ ใสประเสริฐ
บทเรียนโปรแกรมหนังสืออ่านเสริมประสบการณ์ ชุด จักรวาลและอวกาศ
[ โดย kruinfo ชม 262 ]
บทคัดย่อ การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) พัฒนาบทเรียนโปรแกรมหนังสืออ่านเสริมประสบการณ์ ชุด จักรวาลและอวกาศ ให้มีประสิทธิภาพ ตามเกณฑ์ 80/80 (2) เปรียบเทียบระหว่างคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกับคะแนนก่อนเรียน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่เรียนด้วยบทเรียนโปรแกรมหนังสืออ่านเสริมประสบการณ์ ชุด จักรวาลและอวกาศ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนเทศบาลชุมชนวิมลวิทยา สังกัดกองการศึกษาเทศบาลเมืองตราด อำเภอเมือง จังหวัดตราด ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2551 จำนวน 35 คน ได้มาโดยการสุ่มตัวอย่างแบบง่าย (Simple random sampling) โดยทำการจับสลากมา 35 คน จากประชากรนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 103 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ประกอบด้วย (1) บทเรียนโปรแกรมเพื่อพัฒนาความสามารถด้านการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่อง จักรวาลและอวกาศ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 (2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 เรื่องจักรวาลและอวกาศ ผลการศึกษาพบว่า 1) บทเรียนโปรแกรมหนังสืออ่านเสริมประสบการณ์ ชุด จักรวาลและอวกาศ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่สร้างขึ้น มีประสิทธิภาพ 82.57/85.14 ซึ่งสอดคล้องตามเกณฑ์ ที่กำหนดไว้ 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่เรียนด้วยบทเรียนโปรแกรมหนังสืออ่านเสริมประสบการณ์ ชุด จักรวาลและอวกาศ มีคะแนนหลังเรียนสูงกว่าคะแนนก่อนเรียน
รายงานผลการพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนมัลติมีเดีย (CAI) เรื่อง การสร้างคำไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3
[ โดย kruinfo ชม 277 ]
ชื่อเรื่อง รายงานผลการพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนมัลติมีเดีย (CAI) รายวิชา ท33101 ภาษาไทย เรื่อง การสร้างคำไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ผู้ศึกษา นายสมศักดิ์ ลาภานิกรณ์ ปีการศึกษา 2552 บทคัดย่อ การรายงานผลการพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนมัลติมีเดีย (CAI) รายวิชา ท33101 ภาษาไทย เรื่องการสร้างคำไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนลาดชะโดสามัคคี ในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1. เพื่อพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนมัลติมีเดีย (CAI) รายวิชา ท33101 ภาษาไทย เรื่องการสร้างคำไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 2. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชา ท33101 ภาษาไทย เรื่อง การสร้างคำไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ก่อนและหลังการใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนมัลติมีเดีย(CAI) 3. เพื่อศึกษาความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อการใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนมัลติมีเดีย (CAI) รายวิชา ท33101 ภาษาไทย เรื่องการสร้างคำไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาประกอบด้วย 1) บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนมัลติมีเดีย (CAI) รายวิชา ท33101 ภาษาไทย เรื่องการสร้างคำไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่มีรายละเอียดเกี่ยวข้องกับ คำมูลคำประสม คำซ้อน คำซ้ำ และคำสมาสคำสนธิ 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชา ท33101 ภาษาไทย เรื่อง การสร้างคำไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 3) แบบวัดความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อการใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนมัลติมีเดีย (CAI) รายวิชา ท33101 ภาษาไทย เรื่องการสร้างคำไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/2 ของโรงเรียนลาดชะโดสามัคคี สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต 2 ปีการศึกษา 2552 จำนวน 32 คน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบ t-test ผลการศึกษาพบว่า 1. บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนมัลติมีเดีย(CAI) รายวิชา ท 33101 ภาษาไทย เรื่อง การสร้างคำไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 84.68/84.52 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดคือ 80/80 (ตามที่กำหนดไว้ในสมมติฐาน) 2.นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หลังเรียนสูงกว่า ก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3.นักเรียนที่เรียนโดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนมัลติมีเดีย (CAI) รายวิชา ท 33101 ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีความพึงพอใจโดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้
รายงานการใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน สาระศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม เรื่อง หลักธรรมทางพระพุทธศาสนา สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
[ โดย kruinfo ชม 227 ]
ชื่อเรื่อง รายงานการใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน สาระศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม เรื่อง หลักธรรมทางพระพุทธศาสนา สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านป่าลาน อำเภอสะเมิง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเชียงใหม่ เขต 2 ผู้ศึกษา นางดรุณี สิงหศักดิ์ บทคัดย่อ การใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนสาระ ศาสนา ศีลธรรม จริยธรรมเรื่อง หลักธรรมทางพระพุทธศาสนา สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อหาประสิทธิภาพของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนเรื่อง หลักธรรมทางพระพุทธศาสนา สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ก่อนและหลังเรียน โดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนเรื่อง หลักธรรมทางพระพุทธศาสนา และเพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน กลุ่มประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ปีการศึกษา 2552 ภาคเรียนที่ 1 โรงเรียนบ้านป่าลาน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเชียงใหม่ เขต 2 จำนวน 17 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาประกอบด้วย บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง หลักธรรมทางพระพุทธศาสนา จำนวน 8 หน่วยการเรียนรู้ แผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง หลักธรรมทางพระพุทธศาสนา จำนวน 18 แผน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่องหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป หาค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ การหาค่า E1/E2 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน(S.D.) และทดสอบค่าที (t-test) เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนกับหลังการใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนเรื่อง หลักธรรมทางพระพุทธศาสนา และนำเสนอข้อมูลโดยใช้ตารางประกอบความเรียง ผลการศึกษาพบว่า ประสิทธิภาพของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง หลักธรรมทางพระพุทธศาสนามีประสิทธิภาพ 83.12/83.53 (E1/E2) ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ที่ตั้งไว้ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน ก่อนและหลังเรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนเรื่อง หลักธรรมทางพระพุทธศาสนา มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง หลักธรรมทางพระพุทธศาสนา นักเรียนส่วนใหญ่ ร้อยละ 98 มีความพึงพอใจในระดับมากที่สุด
รายงานการพัฒนาใช้ชุดกิจกรรม ประกอบการเรียนรู้ เรื่อง มารู้จักสัตว์กันเถอะ กลุ่มสาระวิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4
[ โดย kruinfo ชม 181 ]
รายงานการพัฒนาใช้ชุดกิจกรรม ประกอบการเรียนรู้ เรื่อง มารู้จักสัตว์กันเถอะ กลุ่มสาระวิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 วัตถุประสงค์ของการศึกษา มีดังนี้ คือ 1) เพื่อพัฒนาและหาประสิทธิภาพในการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ โดยใช้ชุดกิจกรรมประกอบการเรียนรู้ เรื่อง มารู้จักสัตว์กันเถอะ กลุ่มสาระวิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ก่อนและหลังการใช้ใช้ชุดกิจกรรมประกอบการเรียนรู้ กลุ่มสาระวิทยาศาสตร์ เรื่อง มารู้จักสัตว์กันเถอะ 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจในการเรียนของผู้เรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่มีต่อชุดกิจกรรมประกอบการเรียนรู้ เรื่อง มารู้จักสัตว์กันเถอะ กลุ่มสาระวิทยาศาสตร์ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4ประชากร คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนชุมชนบ้านใหม่ อำเภอเวียงสา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาน่าน เขต 1 จังหวัดน่าน กำลังเรียนภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2550 จำนวน 28 คน โดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ ชุดกิจกรรมประกอบการเรียนรู้ เรื่อง มารู้จักสัตว์กันเถอะ กลุ่มสาระวิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 3 ชุด คือ ชุดที่ 1 เรื่องการเจริญเติบของสัตว์ ชุดที่ 2 เรื่องวัฏจักรชีวิตของสัตว์ ชุดที่ 3 เรื่องการอนุรักษ์สัตว์ในท้องถิ่น แบบทดสอบก่อนและหลังเรียนฯ และแบบสอบถามความพีงพอใจฯ ระยะเวลาในการศึกษา ตั้งแต่วันที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2550 ถึงวันที่ 17 กรกฎาคม 2550 รวม 25 ชั่วโมง สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าสถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของคะแนน และค่า t – test ผลการศึกษาพบว่า 1) การหาประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมประกอบการเรียนรู้ เรื่อง มารู้จักสัตว์กันเถอะ กลุ่มสาระวิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 มีประสิทธิภาพด้านกระบวนการ (E1) และประสิทธิภาพด้านผลลัพธ์ (E2) คือ E1/E2 เท่ากับ 82.39/ 82.98 สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด คือ 80/80 และเป็นไปตามสมมุติฐานที่ตั้งไว้ 2) การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง มารู้จักสัตว์กันเถอะ ก่อนและหลังการใช้ ชุดกิจกรรมประกอบการเรียนรู้ เรื่อง มารู้จักสัตว์กันเถอะ กลุ่มสาระวิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 พบว่า ผลการเรียนรู้ของนักเรียน มีคะแนนสอบหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ซึ่งเป็นไปตามสมมุติฐานที่ตั้งไว้ 3) การศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการใช้ชุดกิจกรรมประกอบการเรียนรู้ เรื่อง มารู้จักสัตว์กันเถอะ กลุ่มสาระวิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 อยู่ในระดับมากที่สุด ซึ่งสูงกว่าสมมุติฐานที่ตั้งไว้
การพัฒนาการเรียนรู้เรื่อง สำนวนไทย กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒ โรงเรียนไพรบึงวิทยาคม จังหวัดศรีสะเกษ โดยการใช้ชุดสื่อประสม
[ โดย kruinfo ชม 300 ]
ชื่อเรื่อง การพัฒนาการเรียนรู้เรื่อง สำนวนไทย กลุ่มสาระการ เรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒ โรงเรียนไพรบึงวิทยาคม จังหวัด ศรีสะเกษโดยการใช้ชุดสื่อประสม ผู้วิจัย นางสถาพร ทำทอง โรงเรียน ไพรบึงวิทยาคม ปีที่ศึกษา ปีการศึกษา ๒๕๕๒ บทคัดย่อ การวิจัยการพัฒนาการเรียนรู้เรื่อง สำนวนไทย กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ ๒ โรงเรียนไพรบึงวิทยาคม โดยการใช้ชุดสื่อประสม มีความมุ่งหมายเพื่อ ๑) สร้างชุดสื่อประสม เรื่อง สำนวนไทย กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒ ที่มีประสิทธิภาพ ๒) ศึกษาดัชนีประสิทธิผลของการเรียนรู้ด้วยชุดสื่อประสม เรื่อง สำนวนไทย กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒ ๓) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนระหว่างก่อนและหลังการใช้ชุดสื่อประสม เรื่อง สำนวนไทย กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒ ๔) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒ ที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยชุดสื่อประสม เรื่อง สำนวนไทย กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒ กลุ่มตัวอย่างในการศึกษา ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒/๕ ภาคเรียนที่ ๑ ปีการศึกษา ๒๕๕๒ โรงเรียนไพรบึงวิทยาคม อำเภอไพรบึง องค์การบริหารส่วนจังหวัดศรีสะเกษ จำนวน ๔๐ คน ได้มาโดยการสุ่มอย่างง่าย (Simple Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาคือ แผนการจัดการเรียนรู้ประกอบการใช้ชุดสื่อประสม เรื่อง สำนวนไทย กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย จำนวน ๑๓ แผน ชุดสื่อประสม เรื่อง สำนวนไทย ประกอบด้วย หนังสือส่งเสริมการอ่าน (สรภัญญะ) ประกอบสำนวนไทย จำนวน ๖ เรื่อง แผ่นซีดีการขับร้อง (สรภัญญะ) ประกอบสำนวนไทย จำนวน ๖ แผ่น ๖ เรื่อง และชุดฝึกทักษะ เรื่อง สำนวนไทย จำนวน ๕ ชุด แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จำนวน ๔๐ ข้อ มีค่าความยากระหว่าง ๐.๓๐ ถึง ๐.๖๕ อำนาจจำแนกรายข้อระหว่าง ๐.๓๕ ถึง ๐.๘๐ และ ค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ ๐.๘๑ แบบวัดความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนด้วยชุดสื่อประสม เรื่อง สำนวนไทย จำนวน ๑๐ ข้อ มีค่าอำนาจจำแนกรายข้อระหว่าง ๐.๖๔
การพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง พื้นที่ผิวและปริมาตร รายวิชาคณิตศาสตร์พื้นฐาน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3
[ โดย kruinfo ชม 351 ]
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ของการศึกษา คือ เพื่อสร้าง และหาประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง พื้นที่ผิว และปริมาตร รายวิชาคณิตศาสตร์พื้นฐาน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ตามเกณฑ์ 80/80 เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง พื้นที่ผิว และปริมาตร รายวิชาคณิตศาสตร์พื้นฐาน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 กับนักเรียนที่เรียนแบบปกติตามคู่มือครู และเพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อชุดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่อง พื้นที่ผิว และปริมาตร รายวิชาคณิตศาสตร์พื้นฐาน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ประชากรที่ใช้ ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนเทศบาล 2 (วัดทุ่งสวน) ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2552 จำนวน 120 คน กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/1 โรงเรียนเทศบาล 2 (วัดทุ่งสวน) ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2552 จำนวน 40 คน เป็นกลุ่มตัวอย่างที่เรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง พื้นที่ผิว และปริมาตร รายวิชาคณิตศาสตร์พื้นฐาน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 และนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/2 โรงเรียนเทศบาล 2 (วัดทุ่งสวน) ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2552 จำนวน 40 คน เป็นกลุ่มตัวอย่างที่เรียนแบบปกติตามคู่มือครู เครื่องมือในการศึกษา คือ 1) ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง พื้นที่ผิว และปริมาตร รายวิชาคณิตศาสตร์พื้นฐาน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 5 ชุด 2) แบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน 3) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียน การศึกษาครั้งนี้ ผู้ศึกษาได้ใช้แบบแผนการวิจัยแบบ Pretest-posttest Control Group Design และวิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทำการเปรียบเทียบคะแนนก่อนเรียนและหลังเรียน โดยใช้ t – test (Dependent) ผลการศึกษา พบว่า 1. การสร้างและหาประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมการเรียนรู้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง พื้นที่ผิว และปริมาตร รายวิชาคณิตศาสตร์พื้นฐาน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยภาพรวม พบว่า มีความเหมาะสมระดับ มากที่สุด และมีประสิทธิภาพ 81.75 / 81.42 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ 2. การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนจากคะแนนทดสอบก่อนเรียนของกลุ่มทดลองกับกลุ่มควบคุม พบว่า กลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม มีคะแนนเฉลี่ยแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนจากคะแนนทดสอบหลังเรียนของกลุ่มทดลองกับกลุ่มควบคุม พบว่า กลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม มีคะแนนเฉลี่ยแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 3. การศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง พื้นที่ผิว และปริมาตร รายวิชาคณิตศาสตร์พื้นฐาน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยภาพรวม พบว่า นักเรียนมีความพึงพอใจอยู่ในระดับ มากที่สุด
รายงานผลการใช้ชุดการเรียนรู้ด้วยตนเอง เรื่อง หลักภาษาพาสนุก กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4
[ โดย kruinfo ชม 154 ]
บทคัดย่อ การศึกษาครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อ เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้ชุดการเรียนรู้ด้วยตนเอง เรื่อง หลักภาษาพาสนุก กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 และเพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้ชุดการเรียนรู้ด้วยตนเอง เรื่อง หลักภาษาพาสนุก กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4/2 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2551 โรงเรียนเทศบาลวัดแหลมสุวรรณาราม (วัฒนรวมวิทยา) เทศบาลนครสมุทรสาครจังหวัดสมุทรสาคร จำนวน 30 คน ได้มาโดยวิธีการเลือกแบบเจาะจง (purposive sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ ชุดการเรียนรู้ด้วยตนเอง เรื่อง หลักภาษาพาสนุก กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 9 เล่ม แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ มีค่าความยากง่ายระหว่าง 0.40
การใช้วงจรคุณภาพในการบริหารงานวิชาการของโรงเรียนคลองปักหลัก สำนักงานเขตประเวศ กรุงเทพมหานคร
[ โดย kruinfo ชม 180 ]
ชื่อเรื่องการวิจัย การใช้วงจรคุณภาพในการบริหารงานวิชาการของโรงเรียนคลองปักหลัก สำนักงานเขตประเวศ กรุงเทพมหานคร ผู้วิจัย นางสาวคำพร กองเตย รองผู้อำนวยการ วิทยฐานะรองผู้อำนวยการชำนาญการ โรงเรียน โรงเรียนคลองปักหลัก สำนักงานเขตประเวศ กรุงเทพมหานคร ปีการศึกษา 2553 บทคัดย่อ ในการวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับการใช้วงจรคุณภาพในการบริหารงานวิชาการของโรงเรียนคลองปักหลัก สำนักงานเขตประเวศ กรุงเทพมหานคร เพื่อเปรียบเทียบระดับการใช้วงจรคุณภาพในการบริหารงานวิชาการของโรงเรียนคลองปักหลัก สำนักงานเขตประเวศ กรุงเทพมหานคร จำแนกตามขั้นตอนของวงจร และเพื่อศึกษาปัญหาและข้อเสนอแนะการใช้วงจรคุณภาพในการบริหารงานวิชาการของโรงเรียนคลองปักหลัก สำนักงานเขตประเวศ กรุงเทพมหานคร ประชากรที่ใช้ศึกษาประกอบด้วยข้าราชการครู โรงเรียนคลองปักหลัก สำนักงานเขตประเวศ กรุงเทพมหานคร ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2553 จำนวน 50 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ และแบบคำถามปลายเปิด สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ (percentage) ค่าเฉลี่ย (mean) ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน (standard deviation) การวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบทางเดียว (one way ANOVA) ในการทดสอบ และทดสอบความแตกต่างรายคู่ด้วยวิธีการของเชฟเฟ่ (Scheffe
การพัฒนาความสามารถในการคิดเชิงเหตุผลระดับปฐมวัย ชั้นอนุบาลปีที่ 2 โดยใช้เกมการศึกษา
[ โดย kruinfo ชม 205 ]
ชื่อเรื่อง การพัฒนาความสามารถในการคิดเชิงเหตุผลระดับปฐมวัย ชั้นอนุบาลปีที่ 2 โดยใช้เกมการศึกษา ผู้ศึกษา นางอัจฉรา ดารงเชื้อ ตาแหน่ง ครู ชานาญการ ที่ทางาน โรงเรียนบ้านส้มกบ(รัฐราษฎร์บารุง) หมู่ 5 ตาบลสระโพนทอง อาเภอเกษตรสมบูรณ์ จังหวัดชัยภูมิ ปีที่ศึกษา พ.ศ. 2552 บทคัดย่อ การศึกษาค้นคว้าการพัฒนาความสามารถในการคิดเชิงเหตุผลระดับปฐมวัย ชั้นอนุบาล ปีที่ 2 โดยใช้เกมการศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและหาประสิทธิภาพของเกมการศึกษา เพื่อพัฒนาความสามารถในการคิดเชิงเหตุผลระดับปฐมวัย ชั้นอนุบาลปีที่ 2 ให้มีประสิทธิภาพ ตามเกณฑ์ 80/80 เพื่อศึกษาค่าดัชนีประสิทธิผลของเกมการศึกษาเพื่อพัฒนาความสามารถในการคิด เชิงเหตุผลระดับปฐมวัย ชั้นอนุบาลปีที่ 2 และเพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการคิดเชิงเหตุผล ระดับปฐมวัย ชั้นอนุบาลปีที่ 2 ก่อนและหลังได้รับการจัดประสบการณ์โดยใช้เกมการศึกษาเพื่อพัฒนา ความสามารถในการคิดเชิงเหตุผล กลุ่มเป้าหมายในการศึกษา ได้แก่ นักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2 โรงเรียนบ้านส้มกบ (รัฐราษฎร์บารุง) ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2552 จานวน 25 คน เครื่องมือที่ใช้ ในการศึกษาครั้งนี้ประกอบด้วยเกมการศึกษาเพื่อพัฒนาความสามารถในการคิดเชิงเหตุผล ระดับปฐมวัย ชั้นอนุบาลปีที่ 2 จานวน 50 เกม แผนการจัดประสบการณ์การพัฒนาความสามารถ ในการคิดเชิงเหตุผลระดับปฐมวัย ชั้นอนุบาลปีที่ 2 โดยใช้เกมการศึกษา จานวน 50 แผน และ แบบทดสอบวัดความสามารถในการคิดเชิงเหตุผลระดับปฐมวัย ชั้นอนุบาลปีที่ 2 ทั้ง 5 ด้าน ได้แก่ ด้านการจัดประเภท ด้านการอุปมาอุปไมย ด้านปริมาณตัวเลข ด้านการจาแนกประเภทและด้านอนุกรม ด้านละ 10 ข้อ รวมทั้งหมดจานวน 50 ข้อ และนาข้อมูลที่ได้จากการศึกษาไปวิเคราะห์ หาค่าเฉลี่ย ( X ) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ค่าร้อยละ (%) และค่าทดสอบความแตกต่างระหว่างค่าเฉลี่ย t
การพัฒนารูปแบบการจัดทำวิจัยในชั้นเรียนเชิงบูรณาการเพื่อแก้ปัญหาการเรียนการสอน
[ โดย kruinfo ชม 193 ]
ชื่อเรื่อง การพัฒนารูปแบบการจัดทำวิจัยในชั้นเรียนเชิงบูรณาการเพื่อแก้ปัญหาการเรียนการสอน และเสริมสร้างสมรรถนะการเรียนการสอนของครูสู่ผู้เรียน โรงเรียนเทศบาลวัดสระทอง จังหวัดร้อยเอ็ด ชื่อผู้วิจัย นางพรรณพิศ รัตนตรัยวงศ์ ปีการศึกษา 2553 บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาข้อมูลพื้นฐานในการพัฒนารูปแบบการจัดทำวิจัยในชั้นเรียนเชิงบูรณาการเพื่อแก้ปัญหาการเรียนการสอนและเสริมสร้างสมรรถนะการเรียน การสอนของครูสู่ผู้เรียนโรงเรียนเทศบาลวัดสระทอง จังหวัดร้อยเอ็ด 2) ออกแบบและพัฒนารูปแบบการจัดทำวิจัยในชั้นเรียนเชิงบูรณาการเพื่อแก้ปัญหาการเรียนการสอนและเสริมสร้างสมรรถนะการเรียนการสอนของครูสู่ผู้เรียน 3) ทดลองใช้รูปแบบการจัดทำวิจัยในชั้นเรียนเชิงบูรณาการเพื่อแก้ปัญหาการเรียนการสอนและเสริมสร้างสมรรถนะการเรียนการสอนของครูสู่ผู้เรียน และ 4) ประเมินความพึงพอใจของครูที่มีต่อรูปแบบการจัดทำวิจัยในชั้นเรียนเชิงบูรณาการเพื่อแก้ปัญหาการเรียนการสอนและเสริมสร้างสมรรถนะการเรียนการสอนของครูสู่ผู้เรียน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นครู จำนวน 66 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่แบบสัมภาษณ์ แบบทดสอบก่อนและหลังการประชุมเชิงปฏิบัติการ แบบประเมินทักษะ แบบประเมินความพึงพอใจของครูที่มีต่อรูปแบบการจัดทำวิจัยในชั้นเรียน และการสนทนากลุ่ม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติที่ใช้ทดสอบทีแบบไม่อิสระ และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัย พบว่า 1. การศึกษาข้อมูลพื้นฐานในการพัฒนารูปแบบการจัดทำวิจัยในชั้นเรียนเชิงบูรณาการเพื่อแก้ปัญหาการเรียนการสอนและเสริมสร้างสมรรถนะการเรียนการสอนของครูสู่ผู้เรียน ครูมีความต้องการที่จะพัฒนาตนเองโดยการทำวิจัยในชั้นเรียนเชิงบูรณาการเพื่อนำไปใช้แก้ปัญหาในชั้นเรียนต่อไป 2. การพัฒนารูปแบบการจัดทำวิจัยในชั้นเรียนเชิงบูรณาการเพื่อแก้ปัญหาการเรียนการสอนและเสริมสร้างสมรรถนะการเรียนการสอนของครูสู่ผู้เรียน ได้มีการพัฒนาครูด้านความรู้ ความเข้าใจ และความสามารถในการทำวิจัยในชั้นเรียน มีความเหมาะสมและมีความเป็นไปได้ และผลการประชุมเชิงปฏิบัติการก่อนและหลังการประชุมเชิงปฏิบัติการแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และมีค่าเฉลี่ยหลังการประชุมในระดับมาก ("x" ̅ = 4.34, S.D. = 0.81) โดยเห็นได้จากผลการทดสอบก่อนการประชุมเชิงปฏิบัติการเท่ากับ 7.54 คิดเป็นคะแนนร้อยละ 38.49 คะแนนเฉลี่ยผลการทดสอบหลังการประชุมเชิงปฏิบัติการเท่ากับ 15.13 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 88.25 และมีคะแนนเฉลี่ยพัฒนาขึ้นหลังจากประชุมเชิงปฏิบัติการเท่ากับ 8.33 คะแนน เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 41.67 ด้านความสามารถในการจัดทำวิจัยในชั้นเรียนใช้นการนิเทศภายใน กิจกรรมดำเนินการคือ การเยี่ยมชั้นเรียนการพบปะเป็นรายบุคคล และการประเมินผลงาน พบว่า กลุ่มตัวอย่างทั้ง 66 คน สามารถเขียนเค้าโครงงานวิจัยในชั้นเรียน และการเขียนรายงานการวิจัยในชั้นเรียนได้ตามขั้นตอนการวิจัยในชั้นเรียนได้ครบตามขั้นตอนทั้ง 5 ขั้นตอน บรรลุตามวัตถุประสงค์และเป้าหมายของการวิจัยเชิงบูรณาการได้เป็นอย่างดี 3. การทดลองใช้รูปแบบการจัดทำวิจัยในชั้นเรียนเชิงบูรณาการเพื่อแก้ปัญหาการเรียนการสอนและเสริมสร้างสมรรถนะการเรียนการสอนของครูสู่ผู้เรียนได้มีการนำไปทดลองใช้ก่อนการดำเนินการประชุมเชิงปฏิบัติการครูมีความเข้าใจ อยู่ในระดับปานกลาง ("x" ̅ = 3.38, S.D. = 1.02) 4. การประเมินผลความพึงพอใจของครูที่มีต่อรูปแบบการจัดทำวิจัยในชั้นเรียนเชิงบูรณาการเพื่อแก้ปัญหาการเรียนการสอนและเสริมสร้างสมรรถนะการเรียนการสอนของครูสู่ผู้เรียน โรงเรียนเทศบาลวัดสระทอง จังหวัดร้อยเอ็ด โดยอยู่ในระดับมากที่สุด ("x" ̅ = 3.38, S.D. = 1.02) Research Title: The develop of Integrative Action Research Model for Solving in Teaching and Learning Problems in Classroom and Building in Capabilities of Teaching and Learning from Teachers to Learners, Watsratong Municipal School, Roi-Et Province Researcher Name: Punnapit Rattanatraiwong Education Year: 2010 Abstract This research was aimed to 1) study the basic data necessary for developing in the model of integrative action research for solving in teaching and learning in classroom and building in capabilities of teaching and learning from teacher to learner, Watsratong Municipal School, Roi-Et Province 2) design and develop the model 3) try out the model with the target group 4) evaluate the satisfaction of teacher users toward the model. Sixty six of teachers were purposely selected into this study as the sample group. Then they were employed with the research instruments as interviewing questionnaire, pre-post test of practical conference, test of skill evaluation, test of satisfaction toward the model and focus group discussion. The data gathered here was analyzed and presented in percentage, mean, standard deviation, statistical outcomes of dependent t-test, and its content analysis. From the results it was demonstrated as follows: - From the analysis of basic data the teachers wanted to develop themselves through this model and this was expected to be the solution of problems in classroom. - The teacher participants were prepared to have their knowledge understanding and capabilities to conduct this research in their classroom. The model could pass its probabilities to conduct this research in their classroom. The model could pass its probabilities and appropriateness test as shown from the pre-post of practical conference could yield its significant differences at P≤ 0.05 and the post test could have its mean score at much level ("x" ̅ = 4.34, S.D. = 0.81). Before the practical conference the participants had their mean score of pre-test equal to 7.54 and this was accounted to 38.49%. After the conference was terminated the mean score of post-test was 15.13 and was accounted to 88.25%. These increasing were therefore shown to 8.33 and 41.67%. To enhance the capabilities of participants in doing the integrative action research with the process of internal seminar as classroom visiting, private meeting and evaluation of their performance, it was found that all of them could write the research draft and after that they could continue the procedures of five research steps until it was completely done. And this was served to the research objectives and target well. - Before the research model was lunched, the participants were tested for their knowledge, understanding toward the model and the results were shown at moderate level ("x" ̅ = 3.38, S.D. = 1.02). - The participants also satisfied to the research model at the highest level ("x" ̅ = 4.79, S.D. = 0.21).
ผลการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดการสอนแบบกลุ่มกิจกรรม เรื่องการสังเคราะห์ด้วยแสงวิชาชีววิทยา 4 รหัสวิชา ว40244 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5
[ โดย kruinfo ชม 314 ]
เรื่อง ผลการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดการสอนแบบกลุ่มกิจกรรม เรื่อง การสังเคราะห์ด้วยแสงวิชาชีววิทยา 4 รหัสวิชา ว40244 กลุ่ม สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ผู้รายงาน นางนิศากร นนท์เทศา ปีที่ศึกษา 2552 บทคัดย่อ การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาประสิทธิภาพของชุดการสอนแบบกลุ่มกิจกรรม เรื่องการสังเคราะห์ด้วยแสง วิชาชีววิทยา 4 รหัสวิชา ว40244 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ตามเกณฑ์ 80/80 2) ศึกษาดัชนีประสิทธิผลของชุดการสอนแบบกลุ่มกิจกรรม เรื่อง การสังเคราะห์ด้วยแสง วิชาชีววิทยา 4 รหัสวิชา ว40244 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 3) เปรียบเทียบผลการทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนมัธยมศึกษา ปีที่ 5 จากการเรียนด้วยชุดการสอนแบบกลุ่มกิจกรรม เรื่องการสังเคราะห์ด้วยแสง วิชาชีววิทยา 4 รหัสวิชา ว40244 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ 4) ศึกษาความคงทนในการเรียนรู้ของนักเรียนจากการเรียนด้วยชุดการสอนแบบกลุ่มกิจกรรม เรื่องการสังเคราะห์ด้วยแสง วิชาชีววิทยา 4 รหัสวิชา ว40244 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/1 โรงเรียน ไพรบึงวิทยาคม จังหวัดศรีสะเกษ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2552 จานวน 41 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) วิธีการวิจัยเป็นการวิจัยเชิงการทดลองเบื้องต้น (Pre-experimental Design) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) ชุดการสอนแบบกลุ่มกิจกรรมเรื่องการสังเคราะห์ด้วยแสง จานวน 10 ชุด มีประสิทธิภาพเบื้องต้นจากการทดลองภาคสนาม เท่ากับ 81.68/80.71 2) แผนการจัดการเรียนรู้ จานวน 10 แผน มีคุณภาพด้านความเหมาะสมอยู่ในระดับเหมาะสมมากที่สุด (ค่าเฉลี่ย 4.58) 3) แบบทดสอบก่อนเรียนและแบบทดสอบหลังเรียน จานวน 60 ข้อ มีค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.97 สถิติในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ 1) ใช้ค่าร้อยละเพื่อวิเคราะห์ประสิทธิภาพและดัชนีประสิทธิผลของชุดการสอนแบบกลุ่มกิจกรรม 2) ใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และใช้สถิติ t-test แบบ Dependent Sample ในการเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของคะแนนจากการทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน 3) ใช้สถิติ t-test แบบ Dependent Sample ในการเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของคะแนนจากการทดสอบหลังเรียน และคะแนนจากการทดสอบภายหลังการทดสอบ หลังเรียน 14 วัน เพื่อศึกษาความคงทนในการเรียนรู้ 3 ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. ชุดการสอนแบบกลุ่มกิจกรรม เรื่องการสังเคราะห์ด้วยแสง วิชาชีววิทยา 4 รหัสวิชา ว40244 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 81.64/81.14 เป็นไปตามเกณฑ์ที่ตั้งไว้ 80/80 2. ชุดการสอนแบบกลุ่มกิจกรรม เรื่องการสังเคราะห์ด้วยแสง วิชาชีววิทยา 4 รหัสวิชา ว40244 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 มีค่าดัชนีประสิทธิผลเท่ากับ 0.7184 คิดเป็นร้อยละ 71.84 อยู่ในเกณฑ์ที่ยอมรับได้ 3. นักเรียนที่เรียนด้วยชุดการสอนแบบกลุ่มกิจกรรม เรื่องการสังเคราะห์ด้วยแสง วิชาชีววิทยา 4 รหัสวิชา ว40244 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 มีคะแนนจากการทดสอบหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .01 เป็นไปตามสมมติฐานการวิจัย 4. นักเรียนที่เรียนด้วยชุดการสอนแบบกลุ่มกิจกรรม เรื่องการสังเคราะห์ด้วยแสง วิชาชีววิทยา 4 รหัสวิชา ว40244 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 มีคะแนนจากการทดสอบหลังเรียนและคะแนนจากการทดสอบภายหลังการทดสอบหลังเรียน 14 วัน ไม่แตกต่างกัน แสดงว่ามีความคงทนในการเรียนรู้
ผลการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดการสอนแบบกลุ่มกิจกรรม เรื่องการสังเคราะห์ด้วยแสง วิชาชีววิทยา 4 รหัสวิชา ว40244 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5
[ โดย kruinfo ชม 216 ]
เรื่อง ผลการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดการสอนแบบกลุ่มกิจกรรม เรื่องการสังเคราะห์ด้วย แสง วิชาชีววิทยา 4 รหัสวิชา ว40244 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ผู้รายงาน นางนิศากร นนท์เทศา ปีที่ศึกษา 2552 บทคัดย่อ การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาประสิทธิภาพของชุดการสอนแบบกลุ่มกิจกรรม เรื่องการสังเคราะห์ด้วยแสง วิชาชีววิทยา 4 รหัสวิชา ว40244 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ตามเกณฑ์ 80/80 2) ศึกษาดัชนีประสิทธิผลของชุดการสอนแบบกลุ่มกิจกรรม เรื่อง การสังเคราะห์ด้วยแสง วิชาชีววิทยา 4 รหัสวิชา ว40244 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 3) เปรียบเทียบผลการทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนมัธยมศึกษา ปีที่ 5 จากการเรียนด้วยชุดการสอนแบบกลุ่มกิจกรรม เรื่องการสังเคราะห์ด้วยแสง วิชาชีววิทยา 4 รหัสวิชา ว40244 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ 4) ศึกษาความคงทนในการเรียนรู้ของนักเรียนจากการเรียนด้วยชุดการสอนแบบกลุ่มกิจกรรม เรื่องการสังเคราะห์ด้วยแสง วิชาชีววิทยา 4 รหัสวิชา ว40244 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/1 โรงเรียน ไพรบึงวิทยาคม จังหวัดศรีสะเกษ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2552 จานวน 41 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) วิธีการวิจัยเป็นการวิจัยเชิงการทดลองเบื้องต้น (Pre-experimental Design) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) ชุดการสอนแบบกลุ่มกิจกรรมเรื่องการสังเคราะห์ด้วยแสง จานวน 10 ชุด มีประสิทธิภาพเบื้องต้นจากการทดลองภาคสนาม เท่ากับ 81.68/80.71 2) แผนการจัดการเรียนรู้ จานวน 10 แผน มีคุณภาพด้านความเหมาะสมอยู่ในระดับเหมาะสมมากที่สุด (ค่าเฉลี่ย 4.58) 3) แบบทดสอบก่อนเรียนและแบบทดสอบหลังเรียน จานวน 60 ข้อ มีค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.97 สถิติในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ 1) ใช้ค่าร้อยละเพื่อวิเคราะห์ประสิทธิภาพและดัชนีประสิทธิผลของชุดการสอนแบบกลุ่มกิจกรรม 2) ใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และใช้สถิติ t-test แบบ Dependent Sample ในการเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของคะแนนจากการทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน 3) ใช้สถิติ t-test แบบ Dependent Sample ในการเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของคะแนนจากการทดสอบหลังเรียน และคะแนนจากการทดสอบภายหลังการทดสอบ หลังเรียน 14 วัน เพื่อศึกษาความคงทนในการเรียนรู้ 3 ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. ชุดการสอนแบบกลุ่มกิจกรรม เรื่องการสังเคราะห์ด้วยแสง วิชาชีววิทยา 4 รหัสวิชา ว40244 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 81.64/81.14 เป็นไปตามเกณฑ์ที่ตั้งไว้ 80/80 2. ชุดการสอนแบบกลุ่มกิจกรรม เรื่องการสังเคราะห์ด้วยแสง วิชาชีววิทยา 4 รหัสวิชา ว40244 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 มีค่าดัชนีประสิทธิผลเท่ากับ 0.7184 คิดเป็นร้อยละ 71.84 อยู่ในเกณฑ์ที่ยอมรับได้ 3. นักเรียนที่เรียนด้วยชุดการสอนแบบกลุ่มกิจกรรม เรื่องการสังเคราะห์ด้วยแสง วิชาชีววิทยา 4 รหัสวิชา ว40244 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 มีคะแนนจากการทดสอบหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .01 เป็นไปตามสมมติฐานการวิจัย 4. นักเรียนที่เรียนด้วยชุดการสอนแบบกลุ่มกิจกรรม เรื่องการสังเคราะห์ด้วยแสง วิชาชีววิทยา 4 รหัสวิชา ว40244 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 มีคะแนนจากการทดสอบหลังเรียนและคะแนนจากการทดสอบภายหลังการทดสอบหลังเรียน 14 วัน ไม่แตกต่างกัน แสดงว่ามีความคงทนในการเรียนรู้
การศึกษาเด็กเป็นรายกรณี (Case Study) นักเรียนที่มีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม
[ โดย kruinfo ชม 970 ]
ชื่อการวิจัย การศึกษาเด็กเป็นรายกรณี (Case Study) นักเรียนที่มีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม ชั้นประถมศึกษาปีที่4-6โรงเรียนบ้านโตนด(คีรีมาศวิทยา) ผู้วิจัย นางเพ็ญทิวา จิตสว่าง ตำแหน่ง ครู วิทยฐานะ ครูชำนาญการ สถานศึกษา โรงเรียนบ้านโตนด ( คีรีมาศวิทยา ) บทคัดย่อ การวิจัยในครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาถึงสาเหตุที่ทำให้นักเรียนมีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมด้วยกระบวนการศึกษารายกรณีและศึกษาผลของการใช้วิธีการให้คำปรึกษาแบบเผชิญความจริงกับการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของนักเรียน ของนักเรียนโรงเรียนบ้านโตนด( คีรีมาศวิทยา )ปีการศึกษา 2551 จำนวน 4 คนด้วยการรวบรวมข้อมูลด้วยเครื่องมือจากกระบวนการศึกษารายกรณี ได้แก่แบบประเมินพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม และแบบบันทึกพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของนักเรียนในชั้นเรียน และเทคนิคต่างๆด้านจิตวิทยาได้แก่ การสังเกต การสัมภาษณ์ อัตชีวประวัติ บันทึกประจำวัน ระเบียนสะสม สังคมมิติการเยี่ยมบ้าน แบบสอบถาม และแบบทดสอบ วิเคราะห์ ข้อมูลโดยใช้วิธีวิเคราะห์เชิงพรรณนา โดยผลการศึกษาปรากฏดังนี้ พฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมในนักเรียนมีสาเหตุจากตัวแปร ด้านส่วนตัว คือนักเรียนมีบุคลิกภาพที่ไม่เหมาะสม และตัวแปรด้านสิ่งแวดล้อม ได้แก่ด้าน ครอบครัว คือฐานะทางเศรษฐกิจ สัมพันธภาพระหว่างสมาชิกในครอบครัว และสัมพันธภาพระหว่างนักเรียนกับครู นักเรียนกับเพื่อนบ้าน ลักษณะทางกายภาพ ของที่อยู่อาศัย พฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมที่มาจากโรคสมาธิสั้น และ ยังมี พฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมจากการรับสารเคมีบางตัวในขณะอยู่ในครรภ์มารดา หลังจากได้คำปรึกษาแบบเผชิญความจริง แล้วนักเรียนยอมรับ และมีความเข้าใจในพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของตังเองและมีความมุ่งมั่นที่ในการปรับปรุงพฤติกรรมของตัวเองจนดีขึ้นดังนี้ พฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมทางวาจา ไม่พูดคุยขณะครูสอน พูดสอดแทรก พูดขัดจังหวะพูดคำหยาบหรือ พูดคำไม่สุภาพพูดล้อเลียนหรือด่าทอ ชื่อพ่อ-แม่เพื่อน ส่วนทางกาย ที่พัฒนาขึ้นได้แก่ ไม่เคาะโต๊ะขณะเรียน หรืออยู่ในชั้นเรียนนั่งโยกเก้าอี้นั่งเก้าอี้สองขา ไม่ลุกเดินไปมาโดยไม่ได้รับอนุญาตจากครู แสดงสีหน้าไม่พอใจเมื่อครูตักเตือน นำงานอื่นๆขึ้นมาทำใช้กำลังทำร้ายหรือรังแกเพื่อนหรือ ผู้อื่น ใช้กำลังบังคับเอาสิ่งของๆผู้อื่น ขโมยของผู้อื่นมาเป็นของตน แสดงกิริยาล้อเลียน เยาะเย้ยผู้อื่นให้ ได้รับความอับอาย แสดงกิริยา อาการที่ส่อไปในทางชู้สาว
การพัฒนาและการใช้เอกสารประกอบการจัดการเรียนรู้นาฏศิลป์ ชุด เรือมปกาสตราว
[ โดย kruinfo ชม 251 ]
ชื่อผลงานวิจัย การพัฒนาและการใช้เอกสารประกอบการจัดการเรียนรู้นาฏศิลป์ ชุด เรือมปกาสตราว (รำกันเกรา) สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ปีการศึกษา 2552 โรงเรียนวีรวัฒน์โยธิน จังหวัดสุรินทร์ ชื่อผู้วิจัย นางสาวรุจีสวัสดิ์ ส่งเสริม ตำแหน่ง ครูชำนาญการ โรงเรียนวีรวัฒน์โยธิน อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ ปีการศึกษา 2552 บทคัดย่อ การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ(1) เพื่อพัฒนาเอกสารประกอบการจัดการเรียนรู้นาฏศิลป์ ชุด เรือมปกาสตราว (รำกันเกรา ) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 (2)เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนและหลังเรียน วิชานาฏศิลป์พื้นเมืองสร้างสรรค์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ปีการศึกษา 2552 (3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจต่อ การเรียน ตามเอกสารประกอบการจัดการเรียนรู้นาฏศิลป์ ชุด เรือมปกาสตราว (รำกันเกรา ) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ปีการศึกษา 2552 กลุ่มประชากร คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนวีรวัฒน์โยธิน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 33 อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ ปีการศึกษา 2552 จำนวน 5 ห้องเรียน จำนวน 187 คน กลุ่มตัวอย่าง เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนวีรวัฒน์โยธิน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 33 ปีการศึกษา 2552 จำนวน 41 คน ซึ่งได้มาโดยวิธีการเลือกแบบเจาะจง จากนักเรียนที่เลือกเรียนรายวิชา นาฏศิลป์พื้นเมืองสร้างสรรค์ รหัสวิชา ศ30221 ผลการวิจัยปรากฏว่าประสิทธิภาพของเอกสารประกอบการจัดการเรียนรู้นาฏศิลป์ ชุด เรือมปกาสตราว (รำกันเกรา ) มีประสิทธิภาพ 90.24/91.81 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนวีรวัฒน์โยธินที่เลือเรียนรายวิชานาฏศิลป์พื้นเมืองสร้างสรรค์ ศ30221 จำนวน 1 ห้องเรียน 41 คน ปีการศึกษา 2552 สูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 นักเรียนมีความพึงพอใจหลังการใช้เอกสารประกอบการจัดการเรียนรู้นาฏศิลป์ ชุดเรือมปกาสตราว (รำกันเกรา ) อยู่ในระดับมากที่สุด ค่าเฉลี่ยร้อยละ 4.65 คำสำคัญ เอกสารประกอบการจัดการเรียนรู้นาฏศิลป์ ชุด เรือมปกาสตราว (รำกันเกรา )
รายงานผลการพัฒนาเอกสารประกอบการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (งานประดิษฐ์) ชุด การประดิษฐ์ผลิตภัณฑ์จากแป้ง ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6
[ โดย kruinfo ชม 164 ]
ชื่อเรื่อง รายงานผลการพัฒนาเอกสารประกอบการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (งานประดิษฐ์) ชุด การประดิษฐ์ผลิตภัณฑ์จากแป้ง ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ผู้รายงาน นางพิชญา โชติช่วง โรงเรียน บ้านคลองปลาสร้อย สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากำแพงเพชร เขต 2 ปีการศึกษา 2552 บทคัดย่อ การพัฒนาเอกสารประกอบการเรียนรู้ ชุดการประดิษฐ์ผลิตภัณฑ์จากแป้ง กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (งานประดิษฐ์) สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1) เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของเอกสารประกอบการเรียนรู้ ชุด การประดิษฐ์ผลิตภัณฑ์จากแป้ง สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ตามเกณฑ์ประสิทธิภาพ 80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้เอกสารประกอบการเรียนรู้ ชุดการประดิษฐ์ผลิตภัณฑ์จากแป้ง สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียน ที่มีต่อการเรียนโดยใช้เอกสารประกอบการเรียนรู้ ชุดการประดิษฐ์ผลิตภัณฑ์จากแป้ง สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านคลองปลาสร้อย ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2552 จำนวน 8 คน ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ เอกสารประกอบการเรียนรู้ ชุดการประดิษฐ์ผลิตภัณฑ์จากแป้ง จำนวน 12 เรื่อง แผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 12 แผน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ชุดการประดิษฐ์ผลิตภัณฑ์จากแป้ง ซึ่งเป็นแบบปรนัย ชนิดเลือกตอบ (Multiple Choice) 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ มีค่าความยากระหว่าง 0.47
รายงานผลการพัฒนาคู่มือฝึกบรรเลงขิม และพัฒนาทักษะการบรรเลงขิมหมู่
[ โดย kruinfo ชม 167 ]
ชื่อเรื่อง รายงานผลการพัฒนาคู่มือฝึกบรรเลงขิม และพัฒนาทักษะการบรรเลงขิมหมู่ ของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒ ที่เรียนสาระเพิ่มเติม โรงเรียนเมือง พัทยา ๑๑ (มัธยมสาธิตพัทยา) ภาคเรียนที่ ๑ ปีการศึกษา ๒๕๕๓ ผู้ศึกษา นางภัทรวดี เข้มแข็ง หน่วยงานที่สังกัด โรงเรียนเมืองพัทยา ๑๑ (มัธยมสาธิตพัทยา) สำนักการศึกษาเมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย การศึกษาค้นคว้าครั้งนี้ เป็นการรายงานผลการพัฒนาคู่มือฝึกบรรเลงขิม และพัฒนาทักษะการบรรเลงขิมหมู่ ของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒ ที่เรียนสาระเพิ่มเติม โรงเรียนเมืองพัทยา ๑๑ (มัธยมสาธิตพัทยา) ภาคเรียนที่ ๑ ปีการศึกษา ๒๕๕๓ จำนวน ๖๗ คน เครื่องมือในการใช้เก็บรวบรวมข้อมูลได้แก่ คู่มือฝึกบรรเลงขิม ประกอบด้วย ความรู้ หลักการ ทฤษฎี ขั้นตอนการฝึกปฏิบัติตีขิม และหน้าทับที่ใช้ในวงเครื่องสาย แผนจัดการเรียนการสอน สถิติที่ใช้ คือ คะแนนเฉลี่ย SD ความเบี่ยงเบนมาตรฐาน % คะแนนร้อยละ IOC ดัชนีความสอดคล้องพฤติกรรมกับจุดประสงค์ ผลการวิจัยพบว่า ๑. รายงานระดับความพึงพอใจของนักเรียนต่อการจัดการเรียนการสอนโดยใช้ ชุดฝึกปฏิบัติบรรเลงขิม นการใช้ชุดฝึกปฏิบัติบรรเลงขิม ของผู้เรียน ระดับมัธยมศึกษาปีที่ ๒ ภาคเรียนที่ ๑ ปีการศึกษา ๒๕๕๓ โรงเรียนเมืองพัทยา ๑๑ (มัธยมสาธิตพัทยา) จำนวน ๖๗ คน พบว่าค่าเฉลี่ยอยู่ที่ ๓.๙๔โดยรวมมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก ๒. รายงานผลคะแนนจากแบบประเมินการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนชุดฝึกปฏิบัติบรรเลงขิม โดยรายงาน แบ่งออกเป็น ๒ ด้าน คือ ๑. การเรียนรู้ด้านเนื้อหา และการฝึกปฏิบัติ ๒. ด้านคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ดังรายงานผลต่อไปนี้ ๒.๑ ผลจากการประเมินด้านเนื้อหา และทักษะการฝึกปฏิบัติตีขิม ของผู้เรียนระดับมัธยมศึกษาปีที่ ๒ ภาคเรียนที่ ๑ ปีการศึกษา ๒๕๕๓ โรงเรียนเมืองพัทยา๑๑ (มัธยมสาธิตพัทยา) จำนวน ๖๗ คน พบว่า นักเรียนมีพฤติกรรมการเรียนรู้ โดยใช้คู่มือฝึกบรรเลงขิม โดยรวมค่าเฉลี่ยอยู่ที่ ร้อยละ ๗๖.๔๐ โดยผ่านเกณฑ์มาตรฐานที่ตั้งไว้ที่ ร้อยละ ๗๕ ๒.๒ ผลจากประเมินพฤติกรรมการเรียนรู้ โดยใช้คู่มือฝึกบรรเลงขิม ของผู้เรียนระดับมัธยมศึกษาปีที่ ๒ ภาคเรียนที่ ๑ ปีการศึกษา ๒๕๕๓ โรงเรียนเมืองพัทยา ๑๑ (มัธยมสาธิตพัทยา) จำนวน ๖๗ คน พบว่า จากการประเมินผลก่อนการเรียนโดยเฉลี่ย ๕๗.๓๑ และหลังจาก จัดกิจกรรมการเรียนการสอนด้านความรู้ ความเข้าใจ หลักการ ทฤษฎีและการฝึกปฏิบัติบรรเลงขิม พบว่าพฤติกรรมการเรียนรู้ ของนักเรียนสูงขึ้นกว่าเดิม โดยเฉลี่ย ๘๑.๐๔ ๒.๓ ผลจากประเมินพฤติกรรมการเรียนรู้ด้านคุณลักษณะอันพึงประสงค์ที่มีต่อ การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยชุดฝึกปฏิบัติบรรเลงขิม พบว่า นักเรียนมีคุณลักษณะ อันพึงประสงค์ คือ ข้อที่ ๑ เฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ ๘๔.๔๗ ข้อที่ ๒ เฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ ๘๓.๕๘ และข้อที่ ๓ เฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ ๘๗.๐๘ แสดงว่าคุณลักษณะอันพึงประสงค์ที่มีต่อการจัดกิจกรรม การเรียนการสอนสูงขึ้นเป็นลำดับจากการประเมินผล ๓ ข้อ ๒.๔ สรุปผลจากการประเมินพฤติกรรมการเรียน จากชุดฝึกปฏิบัติบรรเลงขิม ทุกด้าน ของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาปีที่ ๒ ภาคเรียนที่ ๑ ปีการศึกษา ๒๕๕๓ ที่เรียนสาระเพิ่มดนตรี โรงเรียนเมืองพัทยา ๑๑ (มัธยมสาธิตพัทยา) จำนวน ๖๗ คน เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ด้านความรู้ ความเข้าใจหลักการ ทฤษฎี และด้านฝึกปฏิบัติ ผ่านเกณฑ์ ๗๗.๓๖% ด้านคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ผ่านเกณฑ์ ๘๕.๐๐% โดยรวมเฉลี่ยอยู่ในระดับคุณภาพดี ผ่านเกณฑ์ทั้ง ๒ ด้าน ๘๑.๑๘%
รายงานการพัฒนาสื่อมัลติมีเดีย (Multimedia) ร่วมกับแบบฝึกปฏิบัติ สีซอด้วงและซออู้ของผู้เรียนกลุ่มสนใจดนตรีไทย โรงเรียนเมืองพัทยา ๑๑(มัธยมสาธิตพัทยา)
[ โดย kruinfo ชม 201 ]
ชื่อเรื่อง รายงานการพัฒนาสื่อมัลติมีเดีย (Multimedia) ร่วมกับแบบฝึกปฏิบัติ สีซอด้วงและซออู้ของผู้เรียนกลุ่มสนใจดนตรีไทย โรงเรียนเมืองพัทยา ๑๑ (มัธยมสาธิตพัทยา) ผู้ศึกษา นางภัทรวดี เข้มแข็ง หน่วยงานที่สังกัด โรงเรียนเมืองพัทยา ๑๑ (มัธยมสาธิตพัทยา) สำนักการศึกษาเมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย การศึกษาค้นคว้าครั้งนี้ เป็นการรายงานผลการพัฒนา สื่อมัลติมีเดีย (Multimedia) และ พัฒนาทักษะการสีซอด้วงและซออู้ ของผู้เรียนกลุ่มสนใจดนตรีไทย ผู้เรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑ โรงเรียนเมืองพัทยา ๑๑ (มัธยมสาธิตพัทยา) ปีการศึกษา ๒๕๕๒ จำนวน ๒๘ คน เครื่องมือในการ ใช้เก็บรวบรวมข้อมูลได้แก่ สื่อมัลติมีเดีย (Multimedia) ฝึกสีซอด้วงและซออู้ ประกอบด้วย ความรู้ หลักการ ทฤษฎี ขั้นตอนการฝึกปฏิบัติสีซอ และหน้าทับที่ใช้ในวงเครื่องสายไทย แผนการจัดการ เรียนรู้ ประกอบด้วย แบบทดสอบย่อยท้ายหน่วยการเรียนและแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียน จำนวน ๒๐ ข้อ แบบประเมินพฤติกรรมการฝึกปฏิบัติสีซอด้วงและซออู้ แบบประเมิน พฤติกรรมด้านเจตคติ แบบสอบถามความพึงพอใจของผู้เรียนกลุ่มสนใจดนตรี เป็นแบบมาตราส่วน ประมาณค่า (Rating Scale) สถิติที่ใช้ คือ คะแนนเฉลี่ย SD ความเบี่ยงเบนมาตรฐาน % คะแนนร้อยละ IOC ดัชนีความสอดคล้องพฤติกรรมกับจุดประสงค์ ผลการวิจัยพบว่า ๑. ระดับความพึงพอใจของผู้เรียนต่อการจัดการเรียนการสอนโดยใช้ชุดฝึกปฏิบัติสีซอด้วงและซออู้ ของผู้เรียนกลุ่มสนใจดนตรีไทย ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ปีการศึกษา ๒๕๕๒ โรงเรียนเมืองพัทยา ๑๑ (มัธยมสาธิตพัทยา) จำนวน ๒๘ คน พบว่า ค่าเฉลี่ยอยู่ที่ ๔.๔๒ โดยรวม มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก ๒. ผลคะแนนจากแบบประเมินการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนชุดฝึกปฏิบัติสีซอด้วงและซออู้ แบ่งออกเป็น ๓ ด้าน คือ การเรียนรู้ด้านเนื้อหา (พุทธพิสัย) การฝึกปฏิบัติ (ทักษะพิสัย) ด้านเจตคติ (จิตพิสัย) ดังรายงานผลต่อไปนี้ ๒.๑ ผลจากประเมินพฤติกรรมการเรียนรู้ด้านความรู้ ความเข้าใจ หลักและทฤษฎี โดยใช้สื่อมัลติมีเดีย (Multimedia) ฝึกสีซอด้วงและซออู้ ของผู้เรียนกลุ่มสนใจดนตรีไทย ระดับ มัธยมศึกษาตอนต้น ปีการศึกษา ๒๕๕๒ โรงเรียนเมืองพัทยา ๑๑ (มัธยมสาธิตพัทยา) พบว่า ผู้เรียน มีพฤติกรรมการเรียนรู้ด้านความรู้ ความเข้าใจ หลักและทฤษฎีดีขึ้น จากการประเมินผลก่อน การเรียนโดยเฉลี่ย ๗๗.๗๙ และหลังจากจัดกิจกรรมการเรียนการสอนด้านความรู้ ความเข้าใจ หลักและทฤษฎี ฝึกปฏิบัติสีซอด้วงและซออู้ พบว่า พฤติกรรมการเรียนรู้ ของผู้เรียนสูงขึ้นกว่าเดิม โดยเฉลี่ย ๘๑.๘๒ ๒.๒ ผลจากการประเมินด้านทักษะการฝึกปฏิบัติสีซอด้วงและซออู้ ของผู้เรียน กลุ่มสนใจดนตรีไทย ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ปีการศึกษา ๒๕๕๒ โรงเรียนเมืองพัทยา ๑๑ (มัธยมสาธิตพัทยา) พบว่า ผู้เรียนมีทักษะการฝึกปฏิบัติสีซอด้วงและซออู้ โดยรวมค่าเฉลี่ยอยู่ที่ ร้อยละ ๘๕.๕๐ โดยผ่านเกณฑ์มาตรฐานที่ตั้งไว้ที่ ร้อยละ ๘๐ ๒.๓ ผลจากประเมินพฤติกรรมการเรียนรู้ด้านเจตคติที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยชุดฝึกปฏิบัติสีซอด้วงและซออู้ พบว่า ผู้เรียนมีเจตคติ คือ ครั้งที่ ๑ เฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ ๘๗.๒๐ ครั้งที่ ๒ เฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ ๙๒.๒๐ และครั้งที่ ๓ เฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ ๙๗.๐๐ โดยมีค่าเฉลี่ยรวมอยู่ที่ ร้อยละ ๘๒.๑๘ แสดงว่าเจตคติที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนสูงขึ้น เป็นลำดับจากการประเมินผล ๓ ครั้ง ๒.๔ สรุปผลจากประเมินพฤติกรรมการเรียน จากชุดฝึกปฏิบัติสีซอด้วงและซออู้ ทุกด้าน ของผู้เรียนกลุ่มสนใจดนตรีไทย ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ภาคเรียนที่ ๑ ปีการศึกษา ๒๕๕๒โรงเรียนเมืองพัทยา ๑๑ (มัธยมสาธิตพัทยา) เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ด้านความรู้ ความเข้าใจหลักและทฤษฎี ผ่านเกณฑ์ ๗๗.๗๙% ด้านฝึกปฏิบัติ (ทักษะ) ผ่านเกณฑ์ ๘๕.๕๐% ด้านเจตคติ(จิตพิสัย) ผ่านเกณฑ์ ๘๒.๑๘% โดยรวมเฉลี่ยอยู่ในระดับคุณภาพดี ผ่านเกณฑ์ ทั้ง ๓ ด้าน
รายงานผลการใช้ชุดสื่อประสมเรียนรู้การใช้โปรแกรม Microsoft Excel 2003 กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (วิชาคอมพิวเตอร์) สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6
[ โดย kruinfo ชม 581 ]
บทคัดย่อ การดำเนินการครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อสร้างชุดสื่อประสมเรียนรู้การใช้โปรแกรม Microsoft Excel 2003 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังใช้แบบฝึกทักษะการใช้โปรแกรม Microsoft Excel 2003 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อแบบฝึกทักษะการใช้โปรแกรม Microsoft Excel 2003 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนเทศบาลวัดเขียน สังกัดเทศบาลนครพระนครศรีอยุธยาที่กำลังศึกษาอยู่ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2553 จำนวน 38 คน ที่ได้มาจากการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ 1) ชุดสื่อประสมเรียนรู้การใช้โปรแกรม Microsoft Excel 2003 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ซึ่งเป็นแบบเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ 3) แบบสอบถามความพึงพอใจต่อการเรียนโดยใช้ชุดสื่อประสมการใช้โปรแกรม Microsoft Excel 2003 ซึ่งเป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติทดสอบที (t-test) ผลการศึกษา พบว่า 1. ผลการหาประสิทธิภาพชุดสื่อประสมเรียนรู้การใช้โปรแกรม Microsoft Excel 2003 มีประสิทธิภาพ E / E = 88.16/88.68 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนและหลังเรียนโดยใช้ชุดสื่อประสมเรียนรู้ การใช้โปรแกรม Microsoft Excel 2003 แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3. ผลการศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อชุดสื่อประสมเรียนรู้การใช้โปรแกรม Microsoft Excel 2003 โดยภาพรวม อยู่ในระดับมาก
การศึกษาผลการใช้รูปแบบการสอนแบบ Storyline ประกอบการเล่านิทานพัฒนาทักษะการคิดเชิงเหตุผลของเด็กปฐมวัย
[ โดย kruinfo ชม 291 ]
การศึกษาผลการใช้รูปแบบการสอนแบบ Storyline ประกอบการเล่านิทานพัฒนาทักษะการคิดเชิงเหตุผลของเด็กปฐมวัย มีจุดประสงค์เพื่อศึกษาผลการใช้รูปแบบการสอนแบบ Storyline ประกอบการเล่านิทาน พัฒนาทักษะการคิดเชิงเหตุผลของเด็กปฐมวัย ประชากรได้แก่ นักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 3 โรงเรียนเทศบาลวัดพินิจธรรมสาร (วิบูลวิทย์อุปถัมภ์) สังกัดเทศบาลตำบลป่าโมก อำเภอป่าโมก จังหวัดอ่างทอง ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2553 จำนวน 11 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาได้แก่ 1) แผนการจัดกิจกรรมการสอนแบบ Storyline โดยใช้กิจกรรมการเล่านิทาน 2) แบบวัดการคิดเชิงเหตุผล แบบวัดการคิดเชิงเหตุผลแบบนิรนัย จำนวน 3 ชุด ได้แก่ การจัดประเภท การอุปมาอุปไมย และการสรุปความ แบบวัดการคิดเชิงเหตุผลแบบอุปนัย จำนวน 3 ชุด ได้แก่ การจำแนกประเภท การอนุกรม และการหาส่วนที่หายไปของภาพ ซึ่งเป็นแบบทดสอบแบบเลือกตอบประเภทข้อคำถามที่เป็นรูปภาพและข้อคำถามที่เป็นภาษา รวมทั้งหมดจำนวน 60 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าเฉลี่ย (Mean) ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation : SD) ของคะแนนจากการวัดการคิดเชิงเหตุผลก่อนการทดลองและหลังการทดลองและเปรียบเทียบคะแนนการคิดเชิงเหตุผลก่อนและหลังการทดลอง โดยใช้การทดลองค่าที (t-test) ผลการศึกษาพบว่า 1. คะแนนทดสอบก่อนเรียน (Pre
การพัฒนาแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง ระบบจำนวนเต็ม สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนเทศบาลวัดแม่นางปลื้ม
[ โดย kruinfo ชม 237 ]
บทคัดย่อ การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่อง ระบบจำนวนเต็ม กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์การศึกษา ดังนี้ 1) เพื่อสร้างและพัฒนาประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง ระบบจำนวนเต็ม สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง ระบบจำนวนเต็ม ก่อนและหลังเรียนโดยใช้ แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง ระบบจำนวนเต็ม และ 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1โรงเรียนเทศบาลวัดแม่นางปลื้มที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง ระบบจำนวนเต็ม กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนเทศบาลวัดแม่นางปลื้ม ที่กำลังศึกษาอยู่ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2553 ที่ได้มาจากการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ 1) แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์เรื่อง ระบบจำนวนเต็ม จำนวน 4 เล่ม ประกอบแผนการใช้แบบฝึก 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง ระบบจำนวนเต็ม ซึ่งเป็นแบบปรนัย เลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ และ 3) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 หลังการเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง ระบบจำนวนเต็ม ซึ่งเป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating scale) 5 ระดับ จำนวน 10 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติทดสอบ t
รายงานการใช้นิทานภาพประกอบพัฒนาทักษะการพูดสำหรับเด็กชั้นอนุบาลปีที่ 2 โรงเรียนเทศบาลวัดเจ้าเจ็ดนอก
[ โดย kruinfo ชม 223 ]
บทคัดย่อ รายงานการใช้นิทานภาพประกอบพัฒนาทักษะการพูดสำหรับเด็กชั้นอนุบาลปีที่ 2 โรงเรียนเทศบาลวัดเจ้าเจ็ดนอก สังกัดเทศบาลตำบลเจ้าเจ็ด จุดมุ่งหมายในการวิจัย เพื่อศึกษาพัฒนาการด้านทักษะการพูดของเด็กชั้นอนุบาลปีที่ 2 หลังได้รับการจัดกิจกรรมโดยใช้นิทานภาพประกอบในการเล่านิทาน กลุ่มตัวอย่างเป็นเด็กชั้นอนุบาลปีที่ 2 โรงเรียนเทศบาลวัดเจ้าเจ็ดนอก สังกัดเทศบาลตำบลเจ้าเจ็ด ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2553 กลุ่มตัวอย่างจำนวน 24 คน โดยใช้วิธีการสุ่มแบบเจาะจง ใช้แบบแผนการทดลองแบบ One Group Pretest Posttest Design เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา คือ1) นิทานภาพประกอบ 2. แผนการจัดกิจกรรมการเล่าโดยใช้นิทานภาพประกอบ และ3) แบบประเมินทักษะการพูด ผลการวิจัย พบว่า เด็กชั้นอนุบาลปีที่ 2 มีทักษะการพูดสูงขึ้นหลังจากที่ได้รับการจัดกิจกรรมตามแผนการดำเนินกิจกรรมการเล่านิทานโดยใช้นิทานภาพประกอบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
รายงานผลการพัฒนาแบบฝึกทักษะการคิดคำนวณ เรื่องการบวกและการลบ จำนวนเต็มสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนทุ่งฝางวิทยา
[ โดย kruinfo ชม 289 ]
ชื่อเรื่อง รายงานผลการพัฒนาแบบฝึกทักษะการคิดคำนวณ เรื่องการบวกและการลบ จำนวนเต็มสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนทุ่งฝางวิทยา ผู้รายงาน นางสาวนิตยา ชัยวงษ์ ตำแหน่งครูชำนาญการ โรงเรียนทุ่งฝางวิทยา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลำปาง เขต 1 ปีที่รายงาน ปีการศึกษา 2552 บทคัดย่อ รายงานผลการพัฒนาแบบฝึกทักษะการคิดคำนวณ เรื่องการบวกและการลบจำนวนเต็ม สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีวัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะการคิดคำนวณ เรื่อง การบวกและการลบจำนวนเต็ม สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1โรงเรียนทุ่งฝางวิทยาให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนเรื่องการบวกและการลบจำนวนเต็ม เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การบวกและการลบจำนวนเต็ม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่1 โรงเรียนทุ่งฝางวิทยาสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลำปางเขต 1 ในปีการศึกษา 2552 ให้สูงขึ้น และ เพื่อศึกษาระดับความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ปีการศึกษา 2552 ที่มีต่อกระบวนการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะการคิดคำนวณ เรื่องการบวกและการลบจำนวนเต็ม ประชากรที่ใช้ในการศึกษาคือนักเรียนโรงเรียนทุ่งฝางวิทยา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลำปาง เขต 1 ปีการศึกษา 2552 จำนวน 27 คน เครื่องมือที่ใช้คือ แบบฝึกทักษะการคิดคำนวณ จำนวน 5ชุด แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียน ทำการวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าสถิติ การหาประสิทธิภาพ (E1/E2) ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าร้อยละและการทดสอบค่าที (t-test Dependent Samples) ผลของการศึกษามีดังนี้ 1. แบบฝึกทักษะการการคิดคำนวณ เรื่องการบวกและการลบจำนวนเต็ม สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่ผู้รายงานได้สร้างขึ้น ภาพรวมของแบบฝึกทั้ง 5 ชุด มีค่าประสิทธิภาพ(E1/E2) เท่ากับ 81.17 /81.18 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ 80/80 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องการบวกและการลบจำนวนเต็ม ของนักเรียนชั้นมัธยม ศึกษาปีที่ 1 หลังเรียนมีค่าเฉลี่ยร้อยละ 80.55 ก่อนเรียนมีค่าเฉลี่ยร้อยละ 56.40 3. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่เรียนด้วยแบบฝึกทักษะการคิดคำนวณ เรื่องการบวกและการลบจำนวนเต็ม หลังเรียนมีค่าเฉลี่ยร้อยละ 80.55 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์เป้าหมายของโรงเรียนที่กำหนดไว้ที่ร้อยละ 70 4. ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนทุ่งฝางวิทยา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลำปาง เขต 1 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะการคิดคำนวณ เรื่องการบวกและการลบจำนวนเต็ม อยู่ในระดับมากที่สุด
การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะภาษาอังกฤษ เรื่อง My Community กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ
[ โดย kruinfo ชม 157 ]
การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะภาษาอังกฤษ เรื่อง My Community กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) สร้างแบบฝึกเสริมทักษะภาษาอังกฤษ เรื่อง My Community ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 (2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนเทศบาลบ้านสามเหลี่ยม อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น ก่อนเรียนและหลังเรียน โดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะภาษาอังกฤษ เรื่อง My Community กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4/1 โรงเรียนเทศบาลบ้านสามเหลี่ยม สำนักการศึกษาเทศบาลนครขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2552 จำนวน 34 คน เครื่องมือในการวิจัยประกอบด้วยแบบฝึกเสริมทักษะภาษาอังกฤษ เรื่อง My Community กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 12 ชุด แผนการจัดการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะภาษาอังกฤษ เรื่อง My Community จำนวน 12 แผน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลประกอบด้วย แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 เรื่อง My Community จำนวน 30 ข้อ ผลการวิจัยพบว่า 1) แบบฝึกเสริมทักษะภาษาอังกฤษ เรื่อง My Community กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 84.49/84.22 สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้คือ 80/80 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 เรื่อง My Community หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
รายงานผลการใช้เอกสารประกอบการเรียน หน่วยการเรียนรู้เรื่องแผนภูมิรูปวงกลม
[ โดย kruinfo ชม 244 ]
ชื่อรายงาน รายงานผลการใช้เอกสารประกอบการเรียน หน่วยการเรียนรู้เรื่องแผนภูมิรูปวงกลม รายวิชาคณิตศาสตร์พื้นฐาน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ปีการศึกษา 2552 ชื่อผู้รายงาน นายกฤษฎา การหมั่น ตำแหน่งครู โรงเรียนน้ำโสมพิทยาคม อำเภอน้ำโสม จังหวัดอุดรธานี สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุดรธานี เขต 4 บทคัดย่อ รายงานผลการใช้เอกสารประกอบการเรียน หน่วยการเรียนรู้เรื่องแผนภูมิรูปวงกลม รายวิชาคณิตศาสตร์พื้นฐาน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ปีการศึกษา 2552 มีวัตถุประสงค์ คือ 1) เพื่อศึกษาประสิทธิภาพและประสิทธิผลของเอกสารประกอบการเรียน หน่วยการเรียนรู้เรื่องแผนภูมิรูปวงกลม ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 2) เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่ใช้เอกสารประกอบการเรียนหน่วยการเรียนรู้เรื่องแผนภูมิรูปวงกลม ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 กลุ่มตัวอย่าง เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/3 โรงเรียนน้ำโสมพิทยาคม ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2552 จำนวน 40 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาประกอบด้วย เอกสารประกอบการเรียน แบบทดสอบก่อนเรียน-หลังเรียน หน่วยการเรียนรู้เรื่องแผนภูมิรูปวงกลม ปรากฎผลการศึกษาดังนี้ 1. ประสิทธิภาพของการใช้เอกสารประกอบการเรียนหน่วยการเรียนรู้เรื่องแผนภูมิรูป วงกลม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีประสิทธิภาพของกระบวนการ / ผลลัพธ์ สูงกว่าเกณฑ์ 75 / 75 และมีค่าดัชนีประสิทธิผลมากกว่า .50 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน มีคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมี นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
รายงานการศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่องอัตราส่วนตรีโกณมิติ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่เรียนด้วยกิจกรรมการเรียนรู้แบบ 5E
[ โดย kruinfo ชม 614 ]
ชื่อเรื่อง รายงานการศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่องอัตราส่วนตรีโกณมิติ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่เรียนด้วยกิจกรรมการเรียนรู้แบบ 5E ผู้ศึกษาค้นคว้า กฤษฎา การหมั่น บทคัดย่อ วัตถุประสงค์ของการศึกษาค้นคว้า เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และเจตคติต่อการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่องอัตราส่วนตรีโกณมิติ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่เรียนด้วยกิจกรรมการเรียนรู้แบบ 5E กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้า ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/1 โรงเรียนน้ำโสมพิทยาคม อำเภอน้ำโสม จังหวัดอุดรธานี จำนวน 40 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้า ได้แก่ แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ 5E แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบวัดเจตคติต่อการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ แล้ววิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าเฉลี่ย (Mean) และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) และค่าสถิติที่ใช้ คือ การทดสอบแบบที (t-test) ผลการศึกษาค้นคว้าพบว่า 1. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่องอัตราส่วนตรีโกณมิติ ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่เรียนด้วยกิจกรรมการเรียนรู้แบบ 5E หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2. เจตคติทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่องอัตราส่วนตรีโกณมิติ ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่เรียนด้วยกิจกรรมการเรียนรู้แบบ 5E หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
รายงานผลการใช้เอกสารประกอบการเรียน หน่วยการเรียนรู้เรื่องการแปลงทางเรขาคณิต
[ โดย kruinfo ชม 142 ]
ชื่อรายงาน รายงานผลการใช้เอกสารประกอบการเรียน หน่วยการเรียนรู้เรื่องการแปลงทางเรขาคณิต วิชาคณิตศาสตร์พื้นฐาน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ชื่อผู้รายงาน นายกฤษฎา การหมั่น ตำแหน่งครู โรงเรียนน้ำโสมพิทยาคม อำเภอน้ำโสม จังหวัดอุดรธานี สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 20 บทคัดย่อ รายงานผลการใช้เอกสารประกอบการเรียน หน่วยการเรียนรู้เรื่องการแปลงทางเรขาคณิต รายวิชาคณิตศาสตร์พื้นฐาน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีวัตถุประสงค์ คือ 1) เพื่อศึกษาประสิทธิภาพและประสิทธิผลของเอกสารประกอบการเรียน หน่วยการเรียนรู้เรื่องการแปลงทางเรขาคณิต ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 2) เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่ใช้เอกสารประกอบการเรียนหน่วยการเรียนรู้เรื่องการแปลงทางเรขาคณิต ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 กลุ่มตัวอย่าง เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/1 โรงเรียนน้ำโสมพิทยาคม ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2553 จำนวน 39 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาประกอบด้วย เอกสารประกอบการเรียน แบบทดสอบก่อนเรียน-หลังเรียน หน่วยการเรียนรู้เรื่องการแปลงทางเรขาคณิต ปรากฎผลการศึกษาดังนี้ 1. ประสิทธิภาพของการใช้เอกสารประกอบการเรียนหน่วยการเรียนรู้เรื่องการแปลงทางเรขาคณิต ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีประสิทธิภาพของกระบวนการ / ผลลัพธ์ สูงกว่าเกณฑ์ 75 / 75 และมีค่าดัชนีประสิทธิผลมากกว่า .50 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน มีคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมี นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05

ยอดนิยม