เลือกห้อง >>

ทั้งหมด

รายงานผลการพัฒนาแผนการจัดประสบการณ์แบบบูรณาการที่เน้นการจัดกิจกรรมเกมเบ็ดเตล็ด เพื่อพัฒนาทักษะทางอารมณ์และสังคม สำหรับเด็กปฐมวัย
[ โดย kruinfo ชม 148 ]
การศึกษาครั้งนี้มีจุดมุ่งหมาย เพื่อพัฒนาแผนการจัดประสบการณ์แบบบูรณาการ ที่เน้นการจัดกิจกรรมเกมเบ็ดเตล็ด เพื่อพัฒนาทักษะทางอารมณ์และสังคมของเด็กปฐมวัย ชั้นอนุบาลปีที่ 3 (อายุ5
รายงานผลการพัฒนาแผนการจัดประสบการณ์แบบบูรณาการที่เน้นการจัดกิจกรรมเกมเบ็ดเตล็ด เพื่อพัฒนาทักษะทางอารมณ์และสังคม สำหรับเด็กปฐมวัย
[ โดย kruinfo ชม 183 ]
การศึกษาครั้งนี้มีจุดมุ่งหมาย เพื่อพัฒนาแผนการจัดประสบการณ์แบบบูรณาการที่เน้นการจัดกิจกรรมเกมเบ็ดเตล็ด เพื่อพัฒนาทักษะทางอารมณ์และสังคมของเด็กปฐมวัย ชั้นอนุบาลปีที่ 3 (อายุ5
รายงานผลการพัฒนาแผนการจัดประสบการณ์แบบบูรณาการที่เน้นการจัดกิจกรรมเกมเบ็ดเตล็ด เพื่อพัฒนาทักษะทางอารมณ์และสังคม สำหรับเด็กปฐมวัย
[ โดย kruinfo ชม 325 ]
การศึกษาครั้งนี้มีจุดมุ่งหมาย เพื่อพัฒนาแผนการจัดประสบการณ์แบบบูรณาการที่เน้นการจัดกิจกรรมเกมเบ็ดเตล็ด เพื่อพัฒนาทักษะทางอารมณ์และสังคมของเด็กปฐมวัย ชั้นอนุบาลปีที่ 3 (อายุ5
การประเมินโครงการเสริมสร้างวินัยของนักเรียนโรงเรียนแดงเป้า(สิงสุขบูรณะ) สำนักงานเขตลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร ปีการศึกษา 2552
[ โดย kruinfo ชม 160 ]
ชื่อเรื่อง การประเมินโครงการเสริมสร้างวินัยของนักเรียนโรงเรียน แดงเป้าสิงสุขบูรณะ) สำนักงานเขตลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร ผู้ประเมิน นางมัณฑนา รัตนานนท์ ตำแหน่ง ผู้อำนวยการโรงเรียนแดงเป้า (สิงสุขบูรณะ) ปีการศึกษา 2552 บทคัดย่อ การประเมินโครงการเสริมสร้างวินัยของนักเรียนโรงเรียนแดงเป้า (สิงสุขบูรณะ) สำนักงานเขตลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร ปีการศึกษา 2552 โดยใช้รูปแบบการประเมินแบบ CIPP Model มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินบริบทของโครงการเสริมสร้างวินัยของนักเรียน ประเมินความเหมาะสมของปัจจัย ประเมินความเหมาะสมของกระบวนการ และประเมินผลผลิตของโครงการ การประเมินครั้งนี้ใช้กลุ่มตัวอย่างในการประเมินด้านบริบท และปัจจัย จำนวน 37 คน ได้แก่ ครู และบุคลากร ของโรงเรียน คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน และคณะกรรมการเครือข่ายผู้ปกครอง กลุ่มตัวอย่างในการประเมินด้านกระบวนการ จำนวน 124 คน ได้แก่ ครู และบุคลากร ของโรงเรียนคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน คณะกรรมการเครือข่ายผู้ปกครอง และผู้ปกครองนักเรียน กลุ่มตัวอย่างในการประเมินด้านผลผลิต จำนวน 210 คน ได้แก่ ครู และบุคลากรของโรงเรียน คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน คณะกรรมการเครือข่ายผู้ปกครอง ผู้ปกครองนักเรียน และนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1
เรื่อง บทร้อยกรองและกาพย์ยานี 11 สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6
[ โดย kruinfo ชม 297 ]
ชื่อ รายงานผลการพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ กลุ่มสระการเรียนภาษาไทย เรื่อง บทร้อยกรองและกาพย์ยานี 11 สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ผู้ศึกษาค้นคว้า นางพิชญา ทัพประดิษฐ์ ปีที่รายงาน ปีการศึกษา 2550 บทคัดย่อ การจัดการเรียนการสอนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนเป็นที่นิยมใช้กันมากเพราะบทเรียนคอมพิวเตอร์เป็นนวัตกรรมใหม่น่าสนใจ ดังนั้น ผู้ศึกษาค้นคว้าได้พัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ในครั้งนี้เพื่อความมุ่งหมาย 1) เพื่อพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่อง บทร้อยกรองและกาพย์ยานี 11 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ให้มีประสิทธิภาพ ตามเกณฑ์ 80/ 80 2) เพื่อศึกษาดัชนีประสิทธิผลของบทเรียนคอมพิวเตอร์ที่พัฒนาขึ้น 3) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ และ 4) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อบทเรียนคอมพิวเตอร์ที่พัฒนาขึ้น กลุ่มประชากรที่ใช้ในการค้นคว้าครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 24 คน ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2552 โรงเรียนเทศบาลรัตนวิทย์ สังกัดเทศบาลเมืองตาก จังหวัดตาก ซึ่งได้มาโดยการเลือกตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive Sampling Technique) ระยะเวลาในการทดลองคือ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2552 ใช้เวลาระหว่างวันที่ 3 – 26 พฤศจิกายน 2552 เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าประกอบด้วย 1) บทเรียนคอมพิวเตอร์ 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จำนวน 30 ข้อ ซึ่งมีค่าอำนาจจำแนกระหว่าง 0.36 ถึง 1 และค่าความยากอยู่ระหว่าง 0.58 ถึง 0.92 และค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบเท่ากับ 0.98 และ 3) แบบวัดความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อบทเรียนคอมพิวเตอร์ สถิติที่ใช้ คือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบสมมติฐานด้วย t-test (Dependent Samples) ผลการศึกษาค้นคว้าปรากฏดังนี้ 1. บทเรียนคอมพิวเตอร์กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ที่พัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพ 80.65/83.90 สูงกว่าเกณฑ์ 80/80 2. ค่าดัชนีประสิทธิผล (The Effectiveness Index) ของบทเรียนคอมพิวเตอร์ มีค่าเท่ากับ 0.22 ซึ่งหมายความว่า นักเรียนมีความรู้เพิ่มขึ้นกว่าเดิม ร้อยละ 22.00 3. นักเรียนที่เรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน และก่อนเรียนไม่แตกต่างกัน 4. นักเรียนมีความพึงพอใจต่อบทเรียนที่ได้พัฒนาขึ้นอยู่ในระดับมากที่สุด ดังนั้นบทเรียนคอมพิวเตอร์ เรื่อง บทร้อยกรองและกาพย์ยานี 11 สามารถนำไปใช้ในการเรียนการสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยให้นักเรียนมีความรู้เพิ่มขึ้น นักเรียนที่เรียน ด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์มีความพึงพอใจต่อบทเรียนที่พัฒนาขึ้นในระดับ มากที่สุด
การพัฒนาแผนการจัดประสบการณ์แบบบูรณาการ ที่ส่งเสริมความสามารถด้านการฟังและการพูดของเด็กปฐมวัย
[ โดย kruinfo ชม 218 ]
การศึกษาครั้งนี้มีจุดมุ่งหมาย เพื่อพัฒนาแผนการจัดประสบการณ์แบบบูรณาการที่ส่งเสริมความสามารถด้านการฟังและการพูดของเด็กปฐมวัย และศึกษาผลการจัดกิจกรรมโดยใช้แผนการจัดประสบการณ์แบบบูรณาการที่มีต่อความสามารถด้านการฟังและการพูดของเด็กปฐมวัยโดยรวมและรายด้าน ประชากรกลุ่มเป้าหมายในการศึกษา ครั้งนี้ เป็นเด็กนักเรียนชาย-หญิง อายุ ระหว่าง 4-5 ปี ชั้นอนุบาลปีที่ 2 ที่ศึกษาในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2553 ของโรงเรียนเทศบาล วัดป่าโค สังกัดเทศบาลนครพระนครศรีอยุธยา จำนวน 20 คน ใช้เวลาในการทดลอง 3 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 5 วัน วันละ 30 นาที รวมระยะเวลาทั้งสิ้น 15 ครั้ง เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาคือ แผนการจัดประสบการณ์แบบบูรณาการ และ แบบทดสอบวัดความสามารถด้านการฟังและการพูดของเด็กปฐมวัย ซึ่งมีค่าดัชนีความสอดคล้องของข้อคำถามกับจุดประสงค์ IOC อยู่ระหว่าง 0.60-1.00 และมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.64 การวิจัยครั้งนี้ใช้แบบแผนการทดลองแบบ One - Group Pretest - Posttest Design สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติทดสอบ ผลการวิจัยพบว่า 1.แผนการจัดประสบการณ์แบบบูรณาการที่ส่งเสริมความสามารถด้านการฟังและการพูดของเด็กปฐมวัยมีความเหมาะสม 2.ความสามารถด้านการฟังและการพูดโดยรวมก่อนการทดลองมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 8.35 และหลังการทดลองมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 24.05 ก่อนและหลังการทดลอง มีค่าเฉลี่ยแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 แสดงว่า ค่าเฉลี่ยความสามารถด้านการฟังและการพูดก่อนและหลังการทดลอง แตกต่างกันอย่างชัดเจน
รายงานการใช้บทเรียนสำเร็จรูป กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ สาระที่ 2 ชีวิตกับสิ่งแวดล้อม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านดงขวาง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 2
[ โดย kruinfo ชม 322 ]
การวิจัยในครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายของการวิจัย คือ 1) พัฒนาบทเรียนสำเร็จรูป กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ สาระที่ 2 ชีวิตกับสิ่งแวดล้อม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) ศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ และผลสัมฤทธิ์ทางด้านทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ก่อนเรียนและหลังเรียน 3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อบทเรียนสำเร็จรูป ระยะเวลาที่ใช้ในการวิจัย คือ วันที่ 16 พฤษภาคม
รายงานการประเมินโครงการยุวชนไทยหัวใจธงฟ้าของโรงเรียนวัดรัชฎาธิฐาน ปีการศึกษา2553
[ โดย kruinfo ชม 186 ]
บทคัดย่อ ชื่อเรื่อง รายงานการประเมินโครงการยุวชนไทยหัวใจธงฟ้าของโรงเรียนวัดรัชฎาธิฐาน ปีการศึกษา 2553 ผู้ประเมิน นางสาวอุบลรัตน์ สาลีผลิน ปีที่ทำการประเมิน ปีการศึกษา 2553 การประเมินโครงการครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินโครงการยุวชนไทยหัวใจธงฟ้า ของโรงเรียนวัดรัชฎาธิฐาน ปีการศึกษา 2553 โดยประเมินด้านบริบท ด้านปัจจัยเบื้องต้น ด้านกระบวนการและด้านผลผลิต กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการประเมิน ได้แก่ ผู้อำนวยการโรงเรียน ครู บุคลากรในโรงเรียน คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน กรรมการเครือข่ายผู้ปกครองนักเรียนและผู้ปกครอง เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถาม จำนวน 3 ฉบับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลเป็นค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการประเมินพบว่า 1. ผลการประเมินด้านบริบท ในภาพรวมโครงการมีความสอดคล้องกับบริบทในระดับมาก โดยรายการที่มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด ได้แก่ โครงการมีความสอดคล้องกับพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545 หมวด 4 การปลูกฝังและสร้างจิตสำนึกที่ดีในการรักษาสิทธิและประโยชน์ของนักเรียนอย่างถาวร อยู่ในระดับมากที่สุด และรายการที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด ได้แก่ สภาพแวดล้อมของชุมชนและอาชีพของประชาชนมีส่วนสนับสนุนโครงการอยู่ในระดับมาก เมื่อเปรียบเทียบกับเกณฑ์เป้าหมายความสำเร็จของโครงการ พบว่า สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด 2. ผลการประเมินด้านปัจจัยเบื้องต้น ในภาพรวมมีความเหมาะสมในระดับมาก โดยรายการที่มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด ได้แก่ ด้านบุคลากร อยู่ในระดับมาก และรายการที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด ได้แก่ ด้านวัสดุอุปกรณ์ อยู่ในระดับมาก เมื่อเปรียบเทียบกับเกณฑ์เป้าหมายความสำเร็จของโครงการ พบว่า สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด 3. ผลการประเมินด้านกระบวนการ ในภาพรวมมีระดับการปฏิบัติในระดับมาก โดย รายการที่มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด ได้แก่ ด้านการวางแผน อยู่ในระดับมาก และรายการที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด ได้แก่ ด้านการตรวจสอบ อยู่ในระดับมาก เมื่อเปรียบเทียบกับเกณฑ์เป้าหมายความสำเร็จของโครงการ พบว่า สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด ผลการประเมินกิจกรรมในโครงการ ในภาพรวมมีระดับการปฏิบัติในระดับมาก โดยรายการที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด ได้แก่ กิจกรรมข่าวผู้บริโภค อยู่ในระดับมาก และรายการที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด ได้แก่ กิจกรรมรณรงค์เพื่อสิทธิประโยชน์ในการบริโภคและรับบริการ อยู่ในระดับมาก เมื่อเปรียบเทียบกับเกณฑ์เป้าหมายความสำเร็จของโครงการ พบว่า สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด 4. ผลการประเมินด้านผลผลิต ในภาพรวมมีระดับการปฏิบัติในระดับมาก โดยรายการที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด ได้แก่ วัตถุประสงค์ที่ 1 เพื่อส่งเสริมความรู้ในด้านสิทธิประโยชน์ในการเลือกซื้อสินค้าและบริการแก่นักเรียน อยู่ในระดับมาก และรายการที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด ได้แก่ วัตถุประสงค์ที่ 3 เพื่อพัฒนาเยาวชนให้เป็นอาสาสมัครรณรงค์ให้ผู้ประกอบการร้านค้าประกอบกิจการค้าอย่างมีจริยธรรม ไม่เอารัดเอาเปรียบผู้บริโภค อยู่ในระดับมาก เมื่อเปรียบเทียบกับเกณฑ์เป้าหมายความสำเร็จของโครงการ พบว่า สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด ผลที่เกิดขึ้นจากโครงการยุวชนไทยหัวใจธงฟ้า นักเรียนรู้จักปกป้องสิทธิประโยชน์ของตนเองให้ได้รับความปลอดภัยเป็นธรรม มิให้ถูกเอารัดเอาเปรียบจากการกระทำของผู้ประกอบการร้านค้า โดยเลือกซื้อสินค้าที่ดี มีคุณภาพ เหมาะสมกับราคา มีเครื่องหมายรับรองคุณภาพ (อย.) เครื่องหมายมาตรฐานสินค้าอุตสาหกรรม (มอก.) รู้จักอ่านฉลากเพื่อดูวันหมดอายุของสินค้าก่อนซื้อ นอกจากนี้ยังสามารถเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ผู้บริโภคไปสู่กลุ่มคนที่เกี่ยวข้องได้ ซึ่งมีครูเป็นที่ปรึกษา ให้คำแนะนำในการดำเนินการ โดยครูได้รับการพัฒนาตนเองด้วยการอบรม สัมมนา เพื่อเพิ่มทักษะและประสบการณ์ในการปฏิบัติงาน และนำมาบูรณาการการเรียนการสอนให้ครอบคลุมสาระความรู้ในการรักษาสิทธิประโยชน์ของผู้บริโภคในการปฏิบัติกิจกรรมตามโครงการได้อย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง ซึ่งการปฎิบัติกิจกรรมจะส่งเสริมให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการดำเนินงาน และจาก การดำเนินงานส่งผลให้ครูดุษณี แสงงาม ได้รับรางวัลข้าราชการครูดีเด่น การปฏิบัติงานประสบความสำเร็จเป็นประโยชน์ต่อโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร ประจำปี 2553 จากสำนักงานเขตตลิ่งชัน จนเป็นผลให้โรงเรียนได้รับรางวัลโรงเรียนยุวชนธงฟ้าดีเด่นในโครงการยุวชนไทยหัวใจ ธงฟ้า และรางวัลโรงเรียนแกนนำการสานต่อโครงการยุวชนไทยหัวใจธงฟ้าดีเด่นอย่างต่อเนื่อง จากกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ทำให้เป็นที่รู้จักและได้รับการยอมรับจากกรมการค้าภายใน โดยนำกิจกรรมยุวชนไทยหัวใจธงฟ้า (ยชฟ) มาจัดกิจกรรมให้กับโรงเรียน เช่น การนำศิลปิน นักแสดง นักร้องมาแข่งขันกีฬากับนักเรียน การแสดงมินิคอนเสิร์ต การจัดนิทรรศการเกี่ยวกับการเลือกซื้อสินค้าและบริการ จนได้รับคำชมเชยและเป็นที่ศรัทธาของผู้ปกครอง ชุมชนและผู้ที่เกี่ยวข้อง ส่งผลให้เป็นโรงเรียนแบบอย่างที่ดีกับโรงเรียนอื่นๆ ได้
การพัฒนาคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนวัดสลักเหนือ ด้วยการจัดการเรียนรู้โดยใช้กรณีศึกษา
[ โดย kruinfo ชม 134 ]
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อพัฒนาแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กรณีตัวอย่าง กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 (2) เพื่อเปรียบเทียบการใช้แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้กรณีศึกษา ก่อนและหลังเรียน และ (3) เพื่อศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ ประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2552 โรงเรียนวัดสลักเหนือ จำนวน 2 ห้องเรียน จำนวนนักเรียน 60 คน กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2552 โรงเรียนวัดสลักเหนือ จำนวน 1 ห้องเรียน จำนวนนักเรียน 30 คน ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบกลุ่ม (Cluster Sampling) โดยผู้ศึกษาใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยในการสุ่ม การวิเคราะห์ข้อมูล และสถิติที่ใช้คือ (1) หาค่าประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้โดยหาค่า E1/E2 (2) เปรียบเทียบผลการเรียนรู้ก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้สถิติ t
รายงานผลการใช้เอกสารประกอบการเรียนรู้วิชาวิทยาศาสตร์
[ โดย kruinfo ชม 155 ]
ชื่อเรื่อง รายงานผลการใช้เอกสารประกอบการเรียนรู้วิชาวิทยาศาสตร์ เพื่อพัฒนาการเรียนการสอนและเจตคติต่อวิชาวิทยาศาสตร์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๕ โรงเรียนวัดหนัง ผู้รายงาน นายชนินทร์ มหาครุฑ ใจอ่อน หน่วยงาน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ โรงเรียนวัดหนัง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากรุงเทพมหานคร เขต ๓ บทคัดย่อ รายงานผลการใช้เอกสารประกอบการเรียนรู้วิชาวิทยาศาสตร์ เพื่อพัฒนาการเรียนการสอนและเจตคติต่อวิชาวิทยาศาสตร์ มีวัตถุประสงค์เพื่อ ๑) พัฒนาเอกสารประกอบการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๕ โรงเรียนวัดหนัง ๒) เปรียบเทียบเจตคติต่อวิชาวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๕ ก่อนและหลังการใช้เอกสารประกอบการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลองแบบ One Group Pretest Posttest Design กลุ่มตัวอย่าง คือนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๕/๑ โรงเรียนวัดหนัง สพท.กทม.เขต๓ จำนวน ๓๐ คน ได้มาจากการเลือกแบบเฉพาะเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วย ๑) แผนการจัดการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๕ ๒) เอกสารประกอบการเรียนรู้ ๓) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ๔) แบบวัดเจตคติต่อวิชาวิทยาศาสตร์ การวิเคราะห์ข้อมูล โดยหาค่าสถิติพื้นฐานได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าความยากง่ายและอำนาจจำแนก ค่าความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาโดยใช้ดรรชนีความสอดคล้อง ประสิทธิภาพของเอกสารประกอบการเรียนรู้ ตามเกณฑ์ ๘๐/๘๐ (เสาวนีย์ สิขาบัณฑิต . ๒๕๒๖:๕๓) ความเชื่อมั่นของแบบสอบทั้งฉบับโดยใช้สูตร KR-20 ผลการวิจัยพบว่า ๑) เอกสารประกอบการเรียนรู้วิชาวิทยาศาสตร์ มีประสิทธิภาพ ๘๐/๘๔ มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ ๘๐/๘๐ ๒) เจตคติ ก่อนใช้เอกสารประกอบการเรียนรู้วิชาวิทยาศาสตร์ เฉลี่ยที่ ๒๑.๒๓ เจตคติหลังใช้เอกสารประกอบการเรียนรู้วิชาวิทยาศาสตร์ เฉลี่ยที่ ๒๖.๗๖ โดยมีผลต่างอยู่ที่ ๕.๕๓
การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง สถิติ
[ โดย kruinfo ชม 191 ]
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง สถิติ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้รูปแบบการสอน 5E ศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ก่อนและหลังได้รับการสอนด้วยกิจกรรมการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ เรื่องสถิติ โดยใช้รูปแบบการสอน 5E กลุ่มเป้าหมาย คือ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/3 โรงเรียนเทศบาล 1 บ้านโคกสำโรง สังกัดกองการศึกษาเทศบาลตำบลโคกสำโรง ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2553 จำนวน 36 คนซึ่งเป็นการจัดการเรียนรู้โดยคละความสามารถ ผลการวิจัย พบว่า นักเรียนได้คะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเฉลี่ยคิดเป็นร้อยละ 76.85 และมีจำนวนนักเรียนที่ผ่านเกณฑ์ 100 และการนำรูปแบบการสอน แบบ 5E มาสอนในวิชาคณิตศาสตร์ เป็นกิจกรรมการจัดการเรียนรู้ที่สามารถส่งเสริมให้ผู้เรียนได้ศึกษาความรู้ตามสาระการเรียนรู้ แล้วยังสร้างความสมดุลระหว่างการเรียนรู้และทักษะที่จำเป็นในการดำรงชีวิตให้เกิดแก่ผู้เรียน ผ่านการเรียนรู้แบบร่วมมือกิจกรรมจะมุ่งเน้นให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการเรียนรู้และแสดงแนวความคิดออกมาจนสามารถสร้างองค์ความรู้ได้ด้วยตนเอง จนสามารถนำไปประยุกต์ใช้เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของตนเองและสังคม
การประเมินโครงการส่งเสริมภูมิปัญญาในท้องถิ่นเพื่อเสริมสร้างศักยภาพนักเรียน โรงเรียนบ้านคลองแขยง จังหวัดกำแพงเพชร
[ โดย kruinfo ชม 175 ]
พัชนีพร อินทรสูต. การประเมินโครงการส่งเสริมภูมิปัญญาในท้องถิ่นเพื่อเสริมสร้างศักยภาพนักเรียน โรงเรียนบ้านคลองแขยง อำเภอคลองขลุง จังหวัดกำแพงเพชร, 2553. บทสรุปสำหรับผู้บริหาร การประเมินโครงการส่งเสริมภูมิปัญญาในท้องถิ่นเพื่อเสริมสร้างศักยภาพนักเรียนโรงเรียนบ้านคลองแขยง ครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ ประเมินบริบทของโครงการเกี่ยวกับความต้องการจำเป็นของโครงการ ความสอดคล้องและความเหมาะสมของวัตถุประสงค์โครงการ ประเมินปัจจัยเบื้องต้นของโครงการเกี่ยวกับความพร้อมของผู้รับผิดชอบโครงการ ความพร้อมของอาคารสถานที่ ความเพียงพอของงบประมาณ และความเหมาะสมของปัจจัยในการดำเนินงาน ประเมินกระบวนการของโครงการเกี่ยวกับการบริหารจัดการภูมิปัญญาในท้องถิ่นของครู การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ของวิทยากรภูมิปัญญาในท้องถิ่น การเรียนรู้ภูมิปัญญาในท้องถิ่นของนักเรียน และการนิเทศ ติดตามโครงการ ประเมินผลผลิตของโครงการเกี่ยวกับศักยภาพของนักเรียน และความพึงพอใจของผู้เกี่ยวข้องที่มีต่อโครงการ แหล่งข้อมูลที่ใช้ รวม 56 คน ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4
รายงานการใช้และพัฒนาเอกสารประกอบการสอนการผลิตเห็ดนางฟ้าสู่วิถีชีวิตพอเพียง
[ โดย kruinfo ชม 245 ]
ชื่อเรื่อง รายงานการใช้และพัฒนาเอกสารประกอบการสอน การผลิตเห็ดนางฟ้า สู่วิถีชีวิตพอเพียง กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี(งานเกษตร) สำหรับผู้เรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ชื่อผู้รายงาน นางณัฐพร บุณยะวัน ปีการศึกษา ปีการศึกษา 2552 บทคัดย่อ ในการศึกษาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อหาประสิทธิภาพของเอกสารประกอบการสอน การผลิตเห็ดนางฟ้า สู่วิถีชีวิตพอเพียง กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี(งานเกษตร) สำหรับผู้เรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 2. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยใช้เอกสารประกอบการสอน การผลิตเห็ดนางฟ้า สู่วิถีชีวิตพอเพียง กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี(งานเกษตร) 3. ดัชนีประสิทธิผลของเอกสารประกอบการสอน การผลิตเห็ดนางฟ้า สู่วิถีชีวิตพอเพียง กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี(งานเกษตร) สำหรับผู้เรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนรู้โดยใช้เอกสารประกอบการสอน การผลิตเห็ดนางฟ้า สู่วิถีชีวิตพอเพียง กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (งานเกษตร) สำหรับผู้เรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 กลุ่มประชากร คือ นักเรียนโรงเรียนสังกัดเทศบาลเมืองชะอำ อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี จำนวน 7 โรงเรียน นักเรียนทั้งหมด 187 คน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2552 ซึ่งได้มาโดยการคัดเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ เอกสารประกอบการสอน การผลิตเห็ดนางฟ้า สู่วิถีชีวิตพอเพียง กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี(งานเกษตร) สำหรับผู้เรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 10 เล่ม และแผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 20 แผน เวลา 20 ชั่วโมง เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบปรนัย 4 ตัวเลือก จำนวน 40 ข้อ สถิติที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าแจกแจงแบบที ผลการศึกษาพบว่า 1.ประสิทธิภาพของเอกสารประกอบการสอน การผลิตเห็ดนางฟ้า สู่วิถีชีวิตพอเพียง กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี(งานเกษตร) สำหรับผู้เรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่สร้างขึ้นมีความสอดคล้องเหมาะสมอยู่ในระดับดีมาก และมีประสิทธิภาพเท่ากับ 82.27/86.58 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดไว้คือ 80/80 แสดงว่าเอกสารประกอบการสอน การผลิตเห็ดนางฟ้า สู่วิถีชีวิตพอเพียง กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี(งานเกษตร) สำหรับผู้เรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีประสิทธิภาพเป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ 2. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนเทศบาล 4 บ้านบ่อแขม(เรือนพริ้งอาสาสงเคราะห์) อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี โดยใช้เอกสารประกอบการสอน การผลิตเห็ดนางฟ้า สู่วิถีชีวิตพอเพียง กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี(งานเกษตร) สำหรับผู้เรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนเท่ากับ 22.43 มีคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนเท่ากับ 34.37 และคะแนนความก้าวหน้ามีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 11.93 คิดเป็นร้อยละ 39.43 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด คือต้องเพิ่มขึ้นอย่างน้อยร้อยละ 25 ของคะแนนเต็ม 3. ดัชนีประสิทธิผลของเอกสารประกอบการสอน การผลิตเห็ดนางฟ้า สู่วิถีชีวิตพอเพียง กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี(งานเกษตร) สำหรับผู้เรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีค่าสูงกว่าร้อยละ 50 4. ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนรู้โดยใช้เอกสารประกอบการสอน การผลิตเห็ดนางฟ้า สู่วิถีชีวิตพอเพียง กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี(งานเกษตร) สำหรับผู้เรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก
กคศ1
[ โดย kruinfo ชม 188 ]
การแก้ปัญหาการใช้วรรณยุกต์ผิด
[ โดย kruinfo ชม 234 ]
การแก้ปัญหาการใช้วรรณยุกต์ผิดของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๕ โรงเรียนวัดหนัง วิจัยในชั้นเรียน ชื่อเรื่อง การแก้ปัญหาการใช้วรรณยุกต์ผิดของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๕ โรงเรียนวัดหนัง ผู้รายงาน นายชนินทร์ มหาครุธ ใจอ่อน หน่วยงาน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย โรงเรียนวัดหนัง สังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากรุงเทพมหานคร เขต ๓ บทคัดย่อ การแก้ปัญหาการใช้วรรณยุกต์ผิดของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๕ โรงเรียนวัดหนัง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและแก้ไขการใช้วรรณยุกต์ผิดของนักเรียนชั้นประถม ศึกษาปีที่ ๕ การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลองแบบ One Group Pretest Posttest Design กลุ่มตัวอย่าง คือนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๕/๑ โรงเรียนวัดหนัง สพท.กทม.เขต๓ จำนวน ๘ คน ได้มาจากการเลือกแบบเฉพาะเจาะจง (นักเรียนที่มีปัญหาการใช้วรรณยุกต์) เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วย แบบฝึกการอ่าน แบบประเมินการอ่าน แบบทดสอบวัดผลเรื่องวรรณยุกต์ ใบงานการเขียนเรียงความ และแบบประเมินการเขียนเรียงความ การวิเคราะห์ข้อมูล โดยหาค่าสถิติพื้นฐานได้แก่ ค่าเฉลี่ย เพื่อดูพัฒนาการ และการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงบรรยาย ผลการวิจัยพบว่า การสอนซ่อมเสริม และการฝึกทักษะการอ่าน การเขียน สามารถพัฒนานักเรียนในเรื่องการใช้วรรณยุกต์ได้ โดยนักเรียนมีพัฒนาการของตนเองมากขึ้นเกินร้อยละ ๕๐ (งานชิ้นนี้เป็นวิจัยในชั้นเรียนสั้นๆหรือวิจัยหน้าเดียว ใช้แก้ปัญหาการใช้วรรณยุกต์ผิดครับ สามารถนำไปใช้ได้จริง สนใจขอข้อมูลได้นะครับที่เมลล์)
เอกสารประกอบการเรียน ชุดมั่นใจในชีวิต
[ โดย kruinfo ชม 208 ]
ชื่อเรื่อง รายงานผลการใช้เอกสารประกอบการเรียน ชุด มั่นใจในชีวิต กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 หน่วยงาน โรงเรียนสหราษฎร์อนุกูล สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 3 ผู้จัดทำ ปฏิวัติ ภูศรี ปีการศึกษา 2553 บทคัดย่อ การศึกษาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาเอกสารประกอบการเรียน ชุด มั่นใจในชีวิต กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 และเพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ปีการศึกษา 2553 โรงเรียนสหราษฎร์อนุกูล อำเภอพล ที่เรียนด้วยแผนการจัดการเรียนรู้ โดยใช้เอกสารประกอบการเรียน ชุด มั่นใจในชีวิต กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนสหราษฎร์อนุกูล อำเภอพล สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 3 ปีการศึกษา 2553 จำนวน 11 คน ซึ่งเป็นห้องเรียนที่ผู้ศึกษาได้รับมอบหมายให้เป็นครูผู้สอน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ เอกสารประกอบการเรียน ชุด มั่นใจในชีวิต กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 10 เล่ม และแบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ชุด มั่นใจในชีวิต กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ที่ผู้ศึกษาจัดทำขึ้น จำนวน 40 ข้อ มีค่าความยากง่ายอยู่ระหว่าง 0.55 ถึง 0.77 ค่าอำนาจจำแนก เป็นรายข้ออยู่ระหว่าง 0.27 ถึง 0.64 และค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบทั้งฉบับเท่ากับ 0.81 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ การทดสอบสมมติฐาน โดยใช้ t - test ผลการศึกษาพบว่า 1. เอกสารประกอบการเรียน ชุด มั่นใจในชีวิต กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและ พลศึกษา สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่ผู้ศึกษาสร้างขึ้นมีประสิทธิภาพเท่ากับ 83.27/82.27 เป็นไปตามเกณฑ์และสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่ตั้งไว้ คือ 80 / 80 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนด้วยแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้เอกสารประกอบการเรียน ชุด มั่นใจในชีวิต กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ปีการศึกษา 2553 โรงเรียนสหราษฎร์อนุกูล อำเภอพล พบว่า นักเรียนทำคะแนนทดสอบก่อนเรียน ( Pre-test ) ได้คะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 20.27 คะแนน จากคะแนนเต็ม 40 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 50.68 และทำการทดสอบหลังเรียน (Post-test) ได้คะแนนเฉลี่ย เท่ากับ 32.91 คะแนน จากคะแนนเต็ม 40 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 82.27 แสดงว่า ผลการเรียนของนักเรียนที่เรียนด้วยแผนการจัดการเรียนรู้ โดยใช้เอกสารประกอบการเรียน ชุด มั่นใจในชีวิต กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .01
รายงานการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านแม่คะ อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ ก่อนและหลังการใช้หนังสืออ่านเพิ่มเติม เรื่อง เชียงใหม่บ้านเรา
[ โดย kruinfo ชม 154 ]
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของหนังสืออ่านเพิ่มเติม เรื่อง เชียงใหม่บ้านเรา กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม เพื่อศึกษา ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านแม่คะ อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ หลังใช้หนังสืออ่านเพิ่มเติม เรื่อง เชียงใหม่บ้านเรา และเพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านแม่คะ อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ ก่อนและ หลังการใช้หนังสืออ่านเพิ่มเติม เรื่อง เชียงใหม่บ้านเรา ประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านแม่คะ อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ ที่กำลังศึกษาอยู่ในปีการศึกษา 2551 จำนวน 23 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้เป็นเครื่องมือที่ผู้ศึกษาได้สร้างขึ้นด้วยตนเองประกอบด้วย 1)หนังสืออ่านเพิ่มเติม เรื่อง เชียงใหม่บ้านเรา 2)แผนการจัดการเรียนรู้ 3)แบบประเมินความพึงพอใจ และ 4)แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง เชียงใหม่บ้านเรา สรุปผลการศึกษา 1. หนังสืออ่านเพิ่มเติม เรื่อง เชียงใหม่บ้านเรา ที่ผู้ศึกษาสร้างขึ้นสำหรับนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านแม่คะ อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ จำนวน 10 เล่ม มีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์ เท่ากับ 83.35/85.97 แสดงว่ามีหนังสืออ่านเพิ่มเติม เรื่อง เชียงใหม่บ้านเรา มีประสิทธิภาพสามารถนำไปใช้ได้จริง 2. หลังจากที่นักเรียนได้ใช้หนังสืออ่านเพิ่มเติม เรื่อง เชียงใหม่บ้านเรา มาประกอบ การเรียนตามแผนการจัดการเรียนรู้แล้ว นักเรียนประเมินให้คะแนนความพึงพอใจเฉลี่ยเท่ากับ 4.63 คะแนน แสดงว่า นักเรียนมีความพึงพอใจในระดับดีมาก 3. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหลังการนำหนังสืออ่านเพิ่มเติม เรื่อง เชียงใหม่บ้านเรา มาใช้ประกอบตามแผนการจัดการเรียนรู้ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านแม่คะ อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ สูงกว่าก่อนเรียน โดยมีคะแนนเฉลี่ยหลังเรียน เท่ากับ 33.83 มีส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 2.87 และคะแนนก่อนเรียนเท่ากับ 17.30 มีส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 5.08
รายงานการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน โดยใช้บทเรียนสำเร็จรูป
[ โดย kruinfo ชม 232 ]
บทคัดย่อ การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาวิธีการเรียนการสอน โดยใช้บทเรียนสำเร็จรูป กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม เรื่องท้องถิ่นของเรา(จังหวัดแม่ฮ่องสอน) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนสังวาลย์วิทย์ 3 อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อศึกษาดัชนีประสิทธิผลวิธีการเรียนการสอน โดยใช้บทเรียนสำเร็จรูป กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม เรื่องท้องถิ่นของเรา(จังหวัดแม่ฮ่องสอน) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนสังวาลย์วิทย์ 3 อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน 3) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนด้วยวิธีการเรียนการสอน โดยใช้บทเรียนสำเร็จรูป กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม เรื่องท้องถิ่นของเรา(จังหวัดแม่ฮ่องสอน) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนสังวาลย์วิทย์ 3 อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน 4) เพื่อศึกษาความคงทนและความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อวิธีการเรียนการสอน โดยใช้บทเรียนสำเร็จรูป กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม เรื่องท้องถิ่นของเรา(จังหวัดแม่ฮ่องสอน) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนสังวาลย์วิทย์ 3 อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน ประชากรเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนสังวาลย์วิทย์ 3 อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2551 จำนวน 25 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยใช้บทเรียนสำเร็จรูป กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม เรื่องท้องถิ่นของเรา(จังหวัดแม่ฮ่องสอน) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนสังวาลย์วิทย์ 3 อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน ผลการศึกษาพบว่า 1. ได้บทเรียนสำเร็จรูป กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม เรื่องท้องถิ่นของเรา (จังหวัดแม่ฮ่องสอน) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 7 ชุด(16 เล่ม) แผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 7 แผน รวมทั้งแบบทดสอบย่อยของแต่ละเรื่อง และแบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนจำนวน 40 ข้อ แบบสอบถามความเหมาะสมของบทเรียนสำเร็จรูปโดยผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 10 ข้อ แบบประเมินแผนการจัดการเรียนรู้โดยผู้เชี่ยวชาญจำนวน 7 ด้าน รวม 23 ข้อ 2. ผลการทดลองและพัฒนาวิธีการเรียนการสอนโดยใช้บทเรียนสำเร็จรูป กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม เรื่องท้องถิ่นของเรา (จังหวัดแม่ฮ่องสอน) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ในปีการศึกษา 2551 คือ วิธีการเรียนการสอนโดยใช้บทเรียนสำเร็จรูป กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม เรื่องท้องถิ่นของเรา (จังหวัดแม่ฮ่องสอน) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่ผู้ศึกษาสร้างขึ้นมีประสิทธิภาพ 84.74/82.60 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ 80/80 2.1 วิธีการเรียนการสอนโดยใช้บทเรียนสำเร็จรูป กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม เรื่องท้องถิ่นของเรา (จังหวัดแม่ฮ่องสอน) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีค่าดัชนีประสิทธิผลเท่ากับ 0.51 แสดงว่า นักเรียนมีความก้าวหน้าทางการเรียนเพิ่มขึ้นหลังจากเรียน โดยใช้กิจกรรมวิธีการเรียนการสอนโดยใช้บทเรียนสำเร็จรูป เรื่องท้องถิ่นของเรา (จังหวัดแม่ฮ่องสอน) ร้อยละ 51.00 2.2 นักเรียนที่เรียนด้วยวิธีการเรียนการสอนโดยใช้บทเรียนสำเร็จรูป กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม เรื่องท้องถิ่นของเรา (จังหวัดแม่ฮ่องสอน) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนหลังเรียนเพิ่มขึ้นจากก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2.3 นักเรียนที่เรียนด้วยกิจกรรมวิธีการเรียนการสอนโดยใช้บทเรียนสำเร็จรูป กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม เรื่องท้องถิ่นของเรา (จังหวัดแม่ฮ่องสอน) มีความคงทน ทางการเรียนหลังเรียน 3 เดือน ไม่แตกต่างจากหลังเรียน 2.4 นักเรียนที่เรียนด้วยกิจกรรมวิธีการเรียนการสอนโดยใช้บทเรียนสำเร็จรูป กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม เรื่องท้องถิ่นของเรา (จังหวัดแม่ฮ่องสอน) มีความพึงพอใจต่อการเรียนอยู่ในระดับดี
สภาพการบริหารเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในโรงเรียนวัดบางเตย
[ โดย kruinfo ชม 154 ]
ผลงานทางวิชาการ สภาพการบริหารเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ในโรงเรียนวัดบางเตย สำนักงานเขตบึงกุ่ม กรุงเทพมหานคร ผู้วิจัย นางสาวอ้อยใจ ทั่งสุวรรณ ตำแหน่ง รองผู้อำนวยการโรงเรียนวัดบางเตย โรงเรียนวัดบางเตย สำนักงานเขตบึงกุ่ม กรุงเทพมหานคร บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ 2 ประการ 1) ศึกษาสภาพการบริหารเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในโรงเรียนวัดบางเตย สำนักงานเขตบึงกุ่ม กรุงเทพมหานคร 2) เพื่อเปรียบเทียบสภาพการบริหารเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในโรงเรียนวัดบางเตย สำนักงานเขตบึงกุ่ม กรุงเทพมหานคร จำแนกตาม วุฒิการศึกษาประสบการณ์การทำงาน ประชากรที่ใช้ในการศึกษาได้แก่ ผู้บริหารและครูโรงเรียนวัดบางเตย สำนักงานเขตบึงกุ่ม กรุงเทพมหานคร ปีการศึกษา 2553 จำนวน 71 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบสอบถามมีลักษณะเป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ตามมาตรวัดของลิเคิร์ท (Likert
รายงานการผลิตและทดสอบประสิทธิภาพแบบฝึกทักษะพื้นฐานการเล่นเทเบิลเทนนิส
[ โดย kruinfo ชม 367 ]
การศึกษาครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อผลิตและทดสอบประสิทธิภาพ แบบฝึกทักษะพื้นฐานการเล่นเทเบิลเทนนิส รายวิชา พ 32101 สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เปรียบเทียบความสามารถของการเล่นกีฬาเทเบิลเทนนิส และศึกษา ความคิดเห็นของครูต่อการใช้แบบฝึกทักษะพื้นฐานการเล่นเทเบิลเทนนิส รายวิชา พ 32101 สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้า ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบางปะกอกวิทยาคม ได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling ) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้า ได้แก่ แบบฝึกทักษะพื้นฐานการเล่นเทเบิลเทนนิส รายวิชา พ 32101 สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 แบบทดสอบ ก่อนเรียนและหลังเรียน แบบสอบถามความคิดเห็นของครู สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละค่าเฉลี่ยส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน t-test แบบ Dependent Sample ค่า E1 / E2 ผลการศึกษา พบว่า 1. ประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะพื้นฐานการเล่นเทเบิลเทนนิส รายวิชา พ 32101 สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 1.1 ประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะพื้นฐานการเล่นเทเบิลเทนนิส รายวิชา พ 32101 สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 จากการทดลองแบบ 1 : 1 มีค่า E1 เท่ากับ 80.25 และ E2 เท่ากับ 81.67 คะแนนความก้าวหน้าร้อยละ 18.33 1.2 ประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะพื้นฐานการเล่นเทเบิลเทนนิส รายวิชา พ 32101 สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 จากการทดลองแบบ 1 : 10 มีค่า E1 เท่ากับ 80.25 และ E2 เท่ากับ 84.75 คะแนนความก้าวหน้าร้อยละ 18.00 1.3 ประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะพื้นฐานการเล่นเทเบิลเทนนิสรายวิชา พ 32101 สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 จากการทดลองแบบกลุ่มใหญ่ (1 : 30 ) มีค่า E1 เท่ากับ 86.13 และ E2 เท่ากับ 85.67 คะแนนความก้าวหน้าร้อยละ 19.92 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้รายวิชา พ32101 สุขศึกษาและพลศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/1 โรงเรียนบางปะกอกวิทยาคม จำนวน 56 คน มีคะแนนเฉลี่ยผลความสามารถ ในการเล่นกีฬา เทเบิลเทนนิส ที่เรียนด้วยแบบฝึกทักษะพื้นฐานการเล่นเทเบิลเทนนิส รายวิชา พ 32101 สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบางปะกอกวิทยาคม โดยรวมมีคะแนนก่อนเรียนร้อยละ 75.71 คะแนนระหว่างเรียนร้อยละ 91.07 คะแนน หลังเรียนร้อยละ 90.58 คะแนนความก้าวหน้าร้อยละ 14.87 3. ผลการเปรียบเทียบความสามารถในการเล่นกีฬาเทเบิลเทนนิส ก่อนเรียนและหลังเรียนพบว่านักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/1 โรงเรียนบางปะกอกวิทยาคม ที่เรียนโดยการใช้แบบฝึก ทักษะพื้นฐานการเล่นเทเบิลเทนนิส รายวิชา พ 32101 สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 แสดงว่าผู้เรียน มีความสามารถในการเล่นกีฬา เทเบิลเทนนิสสูงขึ้น หลังเรียนด้วยแบบฝึกทักษะพื้นฐานการเล่นเทเบิลเทนนิส รายวิชา พ 32101 สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 4. ครูที่สอนรายวิชา พ 32101 สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่ได้รับ การเผยแพร่ แบบฝึกทักษะพื้นฐานการเล่นเทเบิลเทนนิส รายวิชา พ 32101 สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 และนำไปใช้ประกอบการจัดการเรียนการสอน มีความคิดเห็นเกี่ยวกับแบบฝึกทักษะพื้นฐานการเล่นเทเบิลเทนนิสรายวิชา พ32101สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยรวมเหมาะสมในระดับมาก
การพัฒนาการใช้ชุดฝึกทักษะเพื่อส่งเสริมการอ่านคิดวิเคราะห์ สาระการเรียนรู้ภาษาไทย ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนเสริมงามวิทยาคม อำเภอเสริมงาม จังหวัดลำปาง
[ โดย kruinfo ชม 153 ]
บทคัดย่อ การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของการจัดกิจกรรม การเรียนการสอนสาระการเรียนรู้ภาษาไทยโดยใช้ชุดฝึกทักษะเพื่อส่งเสริมการอ่านคิดวิเคราะห์ ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่4 ตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของ ผู้เรียนก่อนและหลังเรียน โดยการใช้ชุดฝึกทักษะเพื่อส่งเสริมการอ่านคิดวิเคราะห์ เพื่อศึกษา ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการใช้ชุดฝึกทักษะ ประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ได้แก่นักเรียนที่ศึกษาอยู่ในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่4 โรงเรียนเสริมงามวิทยาคม อำเภอเสริมงาม จังหวัดลำปาง ปีการศึกษา 2551 จำนวน 45 คน ดำเนินการศึกษาโดยการทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาคือชุดฝึกทักษะเพื่อส่งเสริมการอ่านคิดวิเคราะห์สาระการเรียนรู้ภาษาไทย แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แผนจัดการเรียนการสอน และแบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่เรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะเพื่อส่งเสริมการอ่านคิดวิเคราะห์ เก็บคะแนน มาวิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าเฉลี่ย และค่าร้อยละ ผลการศึกษาพบว่า 1. ชุดฝึกทักษะเพื่อส่งเสริมการอ่านคิดวิเคราะห์การเรียนรู้ภาษาไทยมีประสิทธิภาพเฉลี่ย 84.08/81.06 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ 2. ผู้เรียนมีผลสัมฤทธิ์หลังการเรียนสูงกว่าก่อนการเรียนด้วยชุดฝึกทักษะเพื่อส่งเสริมการอ่านคิดวิเคราะห์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.01 3. ผู้เรียนมีความพึงพอใจเกี่ยวกับการใช้ชุดฝึกทักษะเพื่อส่งเสริมการอ่านคิดวิเคราะห์สาระการเรียนรู้ภาษาไทยในระดับมาก โดยมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.36
การพัฒนาแบบฝึกทักษะอ่านและเขียนคำที่มีพยัญชนะควบกล้ำ
[ โดย kruinfo ชม 176 ]
บทคัดย่อ ชื่อเรื่อง : การพัฒนาแบบฝึกทักษะอ่านและเขียนคำที่มีพยัญชนะควบกล้ำ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนวัดบ่อ(นันทวิทยา) ชื่อผู้รายงาน: นางปัทมา กรรณิการ์ ครูชำนาญการโรงเรียนวัดบ่อ (นันทวิทยา) การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1)พัฒนาประสิทธิภาพแบบฝึกทักษะการอ่านและเขียนคำที่มีพยัญชนะควบกล้ำ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนวัดบ่อ(นันทวิทยา) ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านการอ่านและเขียนคำที่มีพยัญชนะควบกล้ำ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ก่อนและหลังเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านและเขียนคำที่มีพยัญชนะควบกล้ำ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนวัดบ่อ(นันทวิทยา) 3)ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่เรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะ การอ่านและเขียนคำที่มีพยัญชนะควบกล้ำ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนวัดบ่อ(นันทวิทยา) ที่ผู้ศึกษาสร้างขึ้นสามารถพัฒนาทักษะการอ่านและเขียนคำที่มีพยัญชนะควบกล้ำสูงขึ้นถึงร้อยละ 80 กลุ่มประชากร ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2552 โรงเรียนวัดบ่อ (นันทวิทยา ) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ แบบฝึกทักษะการอ่านและเขียนคำที่มีพยัญชนะควบกล้ำ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 17 ชุด (ชุดละ 4 กิจกรรม) แผนการจัดการเรียนรู้จำนวน 17 แผน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนการอ่านและเขียนคำที่มีพยัญชนะควบกล้ำสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ประกอบด้วยแบบทดสอบ 40 ข้อ 4 ตัวเลือก แบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนจากแบบฝึกทักษะ จำนวน 8 เล่ม แต่ละเล่มมีแบบทดสอบก่อนเรียน 10 ข้อ 4ตัวเลือกและแบบทดสอบหลังเรียน 10 ข้อ 4 ตัวเลือก นำมา วิเคราะห์ข้อมูลโดยการใช้ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานและการทดสอบค่า t
รายงานการประเมินโครงการพัฒนาคุณธรรมด้วยกิจกรรมโรงเรียนวิถีพุทธ
[ โดย kruinfo ชม 201 ]
ชื่อเรื่องงานวิจัย รายงานการประเมินโครงการพัฒนาคุณธรรมด้วยกิจกรรมโรงเรียนวิถีพุทธโรงเรียนวัดหนองเสือ(ประชาอุทิศ) สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาราชบุรี เขต 2 ปีการศึกษา 2552 ชื่อผู้ประเมิน นางสาวจิตตานันท์ สุขสวัสดิ์ หน่วยงาน โรงเรียนวัดหนองเสือ(ประชาอุทิศ) ปีที่ทำการวิจัย 2552 บทคัดย่อ รายงานการประเมินโครงการพัฒนาคุณธรรมด้วยกิจกรรมโรงเรียนวิถีพุทธ โรงเรียน วัดหนองเสือ(ประชาอุทิศ) สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาราชบุรี เขต 2 ได้กำหนดวัตถุประสงค์ไว้ 4 ด้านด้วยกัน กล่าวคือ 1 ) เพื่อประเมินด้านบริบทสภาพแวดล้อมของโครงการพัฒนาคุณธรรมด้วยกิจกรรมโรงเรียนวิถีพุทธ โรงเรียนวัดหนองเสือ(ประชาอุทิศ) สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาราชบุรี เขต 2 2 ) เพื่อประเมินด้านปัจจัยเบื้องต้นโครงการพัฒนาคุณธรรมด้วยกิจกรรมโรงเรียนวิถีพุทธโรงเรียน วัดหนองเสือ(ประชาอุทิศ) สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาราชบุรี เขต 2 3 ) เพื่อประเมินด้านกระบวนการดำเนินงานโครงการพัฒนาคุณธรรมด้วยกิจกรรมโรงเรียนวิถีพุทธโรงเรียนวัดหนองเสือ(ประชาอุทิศ) สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาราชบุรี เขต 2 และ 4 ) เพื่อประเมินด้านผลผลิตของโครงการพัฒนาคุณธรรมด้วยกิจกรรมโรงเรียนวิถีพุทธโรงเรียนวัดหนองเสือ(ประชาอุทิศ) สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาราชบุรี เขต 2 แนวคิดในการประเมินโครงการพัฒนาคุณธรรมด้วยกิจกรรมโรงเรียนวิถีพุทธ โรงเรียนวัดหนองเสือ(ประชาอุทิศ) สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาราชบุรี เขต 2 ประยุกต์แนวคิดโดยใช้รูปแบบการประเมินโครงการแบบซิปป์โมเดล (CIPP Model) ของแดเนียล แอล สตัฟเฟิลบีม (Stufflebeam.D.L.) กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการประเมินครั้งนี้1) ครูโรงเรียนวัดหนองเสือ(ประชาอุทิศ) ในปีการศึกษา 2552 จำนวน 24 คน (เว้นผู้บริหาร) 2) นักเรียนโรงเรียนวัดหนองเสือ(ประชาอุทิศ) ในปีการศึกษา 2552 ได้แก่นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 181 คน 3) ผู้ปกครองนักเรียนโรงเรียนวัดหนองเสือ(ประชาอุทิศ) ในปีการศึกษา 2552 ตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 181 คน4) คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 15 คน รวมกลุ่มตัวอย่างทั้งสิ้น 401 คน ส่วนทางด้านสถิตินั้นได้ใช้สถิติพื้นฐาน ดังนี้คือ 1) ค่าร้อยละ (Percentage) 2 ) ค่าเฉลี่ย (Mean) 3 )หาส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) 4 )หาค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถาม โดยใช้สูตรสัมประสิทธิ์แอลฟา a ของ คอนบาค(Cronbach) และ 5 ) หาค่าดัชนีความสอดคล้องของข้อคำถามโดยใช้เทคนิค IOC ( Index of Item Objective Congruence ) ผลการประเมินโครงการพัฒนาคุณธรรมด้วยกิจกรรมโรงเรียนวิถีพุทธ โรงเรียนวัดหนองเสือ(ประชาอุทิศ) สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาราชบุรี เขต 2 ปีการศึกษา 2552 พบว่าผู้ตอบแบบสอบถาม ผลการประเมินตามวัตถุประสงค์ทั้ง 4 ด้าน คือ ด้านบริบท (Context ) ด้านปัจจัยนำเข้า (Input) ด้านกระบวนการ(Process ) และด้านผลผลิต(Product ) มีการดำเนินการอยู่ในระดับมาก และความพึงพอใจของผู้ตอบแบบสอบถามในการประเมินโครงการพัฒนาคุณธรรมด้วยกิจกรรมโรงเรียนวิถีพุทธ โรงเรียนวัดหนองเสือ(ประชาอุทิศ) สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาราชบุรี เขต 2 ปี อยู่ในระดับมาก ปรากฏดังต่อไปนี้ 1. การวิเคราะห์ข้อมูลด้านบริบท (Context Evaluation) ผลการประเมินการดำเนินการในภาพรวมอยู่ใน ระดับมาก 2. การวิเคราะห์ข้อมูลด้านปัจจัยนำเข้า (Input Evaluation) ผลการประเมินการดำเนินการในภาพรวมอยู่ ในระดับมาก 3. การวิเคราะห์ข้อมูลด้านกระบวนการ (Process Evaluation) ผลการประเมินการดำเนินการในภาพรวม อยู่ในระดับมาก 4. การวิเคราะห์ด้านผลผลิต (Product Evaluation) ผลการประเมินการดำเนินการในภาพรวมอยู่ในระดับ มาก
รายงานการวิจัยในชั้นเรียน
[ โดย kruinfo ชม 1,011 ]
เรื่อง รายงานการวิจัยในชั้นเรียน เรื่อง การพัฒนาบทเรียนโปรแกรมประกอบภาพการ์ตูน กลุ่มสาระการเรียนรู้ สุขศึกษาและพลศึกษา หน่วยที่ 4 โรคติดต่อที่สำคัญ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ผู้รายงาน นายธวัช จามพัฒน์ การศึกษารายงานครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนาและหาประสิทธิภาพของบทเรียนโปรแกรมประกอบภาพการ์ตูนตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน และศึกษาความพึงพอใจของผู้เรียนต่อการเรียนด้วยบทเรียนโปรแกรมประกอบภาพการ์ตูน กลุ่มสาระการเรียนรู้ สุขศึกษาและพลศึกษา หน่วยที่ 4 โรคติดต่อ ที่สำคัญ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 กลุ่มเป้าหมายเป็นผู้เรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2553โรงเรียนมิ่งมงคล เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอำนาจเจริญ จำนวน 15 คน เครื่องมือที่ใช้ ในการศึกษารายงาน ประกอบด้วย บทเรียนโปรแกรมประกอบภาพการ์ตูนกลุ่มสาระการเรียนรู้ สุขศึกษาและพลศึกษา หน่วยที่ 4 โรคติดต่อที่สำคัญ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 และแบบทดสอบประจำบทเรียนโปรแกรมประกอบภาพการ์ตูน จำนวน 7 ชุด วิธีดำเนินการศึกษารายงาน ได้นำบทเรียนโปรแกรมประกอบภาพการ์ตูน แบบฝึกหัด และแบบทดสอบประจำบทเรียนโปรแกรมประกอบภาพการ์ตูนทุกชุดที่ผ่านกระบวนการหาคุณภาพ มาแล้ว ไปใช้สอนกับผู้เรียนกลุ่มเป้าหมาย ให้ผู้เรียนทำกิจกรรมในบทเรียนโปรแกรมประกอบภาพการ์ตูน ที่ได้จัดเตรียมไว้จนครบ 7 ครั้ง ครั้งละ 2 ชั่วโมง รวม 14 ชั่วโมง บันทึกข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูลเพื่อทดสอบสมมติฐาน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ ค่าเบี่ยงเบน-มาตรฐาน และ t-test Dependent Sample ผลการศึกษาพบว่าบทเรียนโปรแกรมประกอบภาพการ์ตูนกลุ่มสาระการเรียนรู้ สุขศึกษาและพลศึกษา หน่วยที่ 4 โรคติดต่อที่สำคัญ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 85.43/86.76 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 ผู้เรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน สูงกว่า ก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และผู้เรียนมีความพึงพอใจของผู้เรียนต่อบทเรียนโปรแกรมประกอบภาพการ์ตูนอยู่ในระดับมากที่สุด ซึ่งสูงกว่าสมมติฐานที่ตั้งไว้
รายงานการพัฒนาเอกสารประกอบการเรียนวิชา ง 30283 งานห้องสมุดสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
[ โดย kruinfo ชม 214 ]
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) เพื่อพัฒนาการใช้เอกสารประกอบการเรียนวิชา ง 30283 งานห้องสมุด ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 (2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังการศึกษาเอกสารประกอบการเรียนวิชา ง 30283 งานห้องสมุด (3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนต่อการใช้เอกสารประกอบการเรียนวิชา ง 30283 งานห้องสมุด กลุ่มตัวอย่างที่ใช้เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 กลุ่มที่ 2 โรงเรียนสิชลคุณาธารวิทยา อำเภอสิชล จังหวัดนครศรีธรรมราช ที่เรียนวิชา ง 30283 งานห้องสมุด ปีการศึกษา 2551 จำนวน 38 คน ได้มาโดยสุ่ม 1 ห้องเรียน (Sampling Unit) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาประกอบด้วย เอกสารประกอบการเรียนวิชา ง 30283 งานห้องสมุด แบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนเอกสารประกอบการเรียนวิชา ง 30283 งานห้องสมุด แบบสอบถามวัดความพึงพอใจต่อการใช้เอกสารประกอบการเรียนวิชา ง 30283 งานห้องสมุด สถิติที่ใช้คือค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าทีของกลุ่มตัวอย่าง ผลการศึกษาพบว่า 1. เอกสารประกอบการเรียน วิชา ง 30283 งานห้องสมุด ที่ได้พัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพ เฉลี่ย 81.94 / 80.95 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน หลังจากศึกษาเอกสารประกอบการเรียนวิชา ง 30283 งานห้องสมุด สูงกว่าก่อนศึกษาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 3. นักเรียนที่ได้ศึกษาเอกสารประกอบการเรียน วิชา ง 30283 งานห้องสมุด มีความพึงพอใจต่อเอกสารประกอบการเรียนทั้ง 4 ด้าน คือ ด้านเนื้อหา ด้านกิจกรรมการเรียน ด้านรูปแบบการนำเสนอ และด้านผลที่นักเรียนได้รับอยู่ในระดับมาก
การพัฒนาบทเรียนอิเล็กทรอนิกส์บนเครือข่าย (E-Learning) วิชาคอมพิวเตอร์สร้างสรรค์ เรื่องการสร้างเว็บเพจด้วยภาษา HTML ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนสุราษฎร์ธานี
[ โดย kruinfo ชม 231 ]
หัวข้อรายงาน : การพัฒนาบทเรียนอิเล็กทรอนิกส์บนเครือข่าย (E-Learning) วิชาคอมพิวเตอร์สร้างสรรค์ เรื่องการสร้างเว็บเพจด้วยภาษา HTML ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนสุราษฎร์ธานี ผู้เสนอรายงาน นายบัญชา เกษม ตำแหน่ง ครูชำนาญการ โรงเรียนสุราษฎร์ธานี บทคัดย่อ การศึกษาค้นคว้าในครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อ 1) เพื่อสร้างบทเรียน อิเล็กทรอนิกส์ บนเครือข่าย (E-Learning) วิชาคอมพิวเตอร์สร้างสรรค์ เรื่องการสร้างเว็บเพจด้วยภาษา HTML ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ก่อนและหลังการใช้บทเรียนอิเล็กทรอนิกส์บนเครือข่าย (E-Learning) วิชาคอมพิวเตอร์สร้างสรรค์ เรื่องการสร้างเว็บเพจด้วยภาษา HTML 3) เพื่อหาประสิทธิภาพของบทเรียนอิเล็กทรอนิกส์บนเครือข่าย (E-Learning) วิชาคอมพิวเตอร์สร้างสรรค์ เรื่องการสร้างเว็บเพจด้วยภาษา HTML โดยเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหลังการเรียน กับเกณฑ์ที่ตั้งไว้ 95%-60% กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาในครั้งนี้ เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/3 ปีการศึกษา 2551 ที่เลือกเรียนวิชาคอมพิวเตอร์สร้างสรรค์ เป็นวิชาเพิ่มเติม จำนวน 41 คน คัดเลือกโดยการเลือกแบบเจาะจงจากประชากรนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ปีการศึกษา 2551 ที่เรียนวิชาคอมพิวเตอร์สร้างสรรรค์ เรื่องการสร้างเว็บเพจด้วยภาษา HTML จำนวน 464 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา คือ บทเรียนอิเล็กทรอนิกส์บนเครือข่าย (E-Learning) วิชาคอมพิวเตอร์สร้างสรรค์ เรื่องการสร้างเว็บเพจด้วยภาษา HTML และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน ผลการศึกษาค้นคว้าพบว่า 1) บทเรียนอิเล็กทรอนิกส์บนเครือข่าย (E-Learning) วิชาคอมพิวเตอร์สร้างสรรค์ เรื่องการสร้างเว็บเพจด้วยภาษา HTML มีประสิทธิภาพ เท่ากับ 83.48/81.90 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียน ที่เรียนบทเรียนอิเล็กทรอนิกส์บนเครือข่าย (E-Learning) วิชาคอมพิวเตอร์สร้างสรรค์ เรื่องการสร้างเว็บเพจด้วยภาษา HTML หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) ประสิทธิภาพบทเรียนอิเล็กทรอนิกส์ (E-Learning) วิชาคอมพิวเตอร์สร้างสรรค์ เรื่อง การสร้างเว็บเพจด้วยภาษา HTML มีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์ 95%-60% ที่ตั้งไว้
การพัฒนาและศึกษาประสิทธิภาพของหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ เรื่อง อ่านเป็นนิจชีวิตสดใส กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2
[ โดย kruinfo ชม 230 ]
บทคัดย่อ การอ่านเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้การดำเนินชีวิตอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข เพราะถ้าสามารถอ่านได้ก็สามารถทำความเข้าใจร่วมกับผู้อื่นได้เป็นอย่างดี ตลอดจนสามารถแก้ปัญหาให้ผ่านไปได้อย่างราบรื่น การศึกษาครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อศึกษาประสิทธิภาพและหาค่าดัชนีประสิทธิ ผลหนังสือิเล็กทรอนิกส์ เรื่อง อ่านเป็นนิจชีวิตสดใส กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ตามเกณฑ์ 80/80 เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนที่ เรียนโดยใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ และเพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ เรื่อง อ่านเป็นนิจชีวิตสดใส กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่กำลังศึกษาในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2552โรงเรียนพลาญชัยพิทยาคม อำเภอเมืองร้อยเอ็ด จังหวัดร้อยเอ็ด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาร้อยเอ็ด เขต1 จำนวน 20 คน ซึ่งได้มาโดยการเลือกอย่างเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ เรื่อง อ่านเป็นนิจชีวิตสดใส จำนวน 10 เล่ม แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบ วัดความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ร้อยละ ดัชนีประสิทธิผล และ t – test (Dependent Samples) ผลการศึกษา ปรากฏดังนี้ 1. หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ เรื่อง อ่านเป็นนิจชีวิตสดใส กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 83.08 /83.89 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ที่ตั้งไว้ 2. ค่าดัชนีประสิทธิผลของหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ เรื่อง อ่านเป็นนิจชีวิตสดใส กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีค่าเท่ากับ 0.6847 แสดงว่านักเรียนมีความรู้หรือความก้าวหน้าทางการเรียนเพิ่มขึ้นร้อยละ 68.47 3. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนโดยใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ เรื่อง อ่านเป็นนิจชีวิตสดใส กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 หลังเรียนสูงขึ้น จากก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 4. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีความพึงพอใจต่อหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ เรื่อง อ่านเป็นนิจชีวิตสดใส กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย มีความพึงพอใจโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด โดยสรุป หนังสืออิเล็กทรอนิกส์เป็นสื่อการเรียนรู้ที่ช่วยให้นักเรียนได้พัฒนาทักษะ การอ่าน มีความคิดรวบยอดในเรื่องที่เรียนรู้ ปลูกฝังให้นักเรียนมีนิสัยรักการอ่าน แสวงหาความรู้ด้วยตนเอง และสามารถนำความรู้ไปใช้ในชีวิตประจำวันได้
การผันวรรณยุกต์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียน เทศบาล 1(เยี่ยมเกษสุวรรณ)
[ โดย kruinfo ชม 235 ]
แบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียนคำที่ประสมด้วยสระเปลี่ยนรูปและลดรูป กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ จัดทำขึ้นเพื่อแก้ปัญหาและพัฒนาทักษะการอ่านและการเขียนของนักเรียน นักเรียนส่วนใหญ่ยังขาดทักษะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการอ่าน และการเขียนคำที่ประสมด้วยสระเปลี่ยนรูปและลดรูป ผู้เรียบเรียงจึงได้นำคำในบทเรียนที่นักเรียนควรรู้ทุกบท ในหนังสือสาระการเรียนรู้พื้นฐาน ชุดภาษาเพื่อชีวิต ภาษาพาทีและวรรณคดีลำนำ ชั้นประถมศึกษา ปีที่ ๑ ของกรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ นำไปทำแบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียนคำด้วยสระเปลี่ยนรูปและลดรูป
รายงานผลการใช้ชุดการสอน เรื่อง สารเสพติด กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6
[ โดย kruinfo ชม 297 ]
การศึกษาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อหาประสิทธิภาพของชุดการสอน เรื่อง สารเสพติด กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษาก่อนและหลังการใช้ชุดการสอน เรื่อง สารเสพติด ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 และศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่มีต่อการเรียนการสอนโดยใช้ชุดการสอน เรื่อง สารเสพติด โดยประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านใหม่ อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 3 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2553 จำนวน 22 คน ผลการศึกษาสรุปได้ดังนี้ 1. ประสิทธิภาพของชุดการสอน เรื่อง สารเสพติด กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและ พลศึกษาของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ 80/80 คือ 84.91/86.36 2. ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษาก่อนและหลังการใช้ชุดการสอน เรื่อง สารเสพติด ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ระหว่างก่อนเรียนกับหลังเรียน พบว่า คะแนนเฉลี่ยร้อยละก่อนเรียนมีค่าเท่ากับ 20.72 คิดเป็นร้อยละ 69.09 คะแนนเฉลี่ยร้อยละหลังเรียนมีค่าเท่ากับ 26.72 คิดเป็นร้อยละ 89.09 ซึ่งผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน โดยมีพัฒนาการเพิ่มขึ้นร้อยละ 20.00 3. ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่มีต่อการเรียนการสอนโดยใช้ชุดการสอน เรื่อง สารเสพติด กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา พบว่า โดยรวมนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก
รายงานการพัฒนาคุณธรรม จริยธรรมนักเรียน
[ โดย kruinfo ชม 174 ]
ชื่อเรื่อง รายงานการพัฒนาคุณธรรม จริยธรรมนักเรียน โรงเรียนบ้านโนนสวาง อำเภอเพ็ญ จังหวัดอุดรธานี ชื่อผู้ศึกษาค้นคว้า นายทิพวัฒน์ ริยะ หน่วยงาน โรงเรียนบ้านโนนสวาง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 1 ปีพุทธศักราช 2554 บทคัดย่อ การพัฒนานักเรียนให้เป็นผู้มีคุณธรรม จริยธรรม ถือเป็นหน้าที่สำคัญของสถานศึกษาและผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายที่จะต้องให้ความสำคัญ และส่งเสริมสนับสนุนให้นักเรียนเกิดคุณลักษณะมีคุณธรรมนำความรู้ เพราะต้องถือว่าเด็กและเยาวชนเป็นต้นกล้าหน่ออ่อนของสังคมที่จะเติบโตขึ้นไปพร้อมกับการขัดเกลา อบรมเลี้ยงดูให้เป็นผู้ที่พร้อมจะสร้างชีวิตและสังคมให้มีความสุขอย่างยั่งยืนต่อไปในอนาคต การศึกษาค้นคว้าครั้งนี้ มีความมุ่งหมายเพื่อพัฒนาคุณธรรม จริยธรรมนักเรียน โรงเรียนบ้านโนนสวาง อำเภอเพ็ญ จังหวัดอุดรธานี โดยใช้หลักการวิจัยเชิงปฏิบัติการ ( Action Research Principle) โดยใช้กระบวนการทำงานที่เป็นวงจรแบบบันไดเวียน PAOR ตามแนวคิดของเคมมิสและแม็คเท็กการ์ท (Kemmis and Mc Taggart) ดำเนินการ 2 วงรอบ แต่ละวงรอบประกอบด้วย 4 ขั้นตอน ได้แก่การวางแผน (Planning) การปฏิบัติ (Action) การสังเกต (Observation) และการสะท้อนผล (Reflection) ผู้เกี่ยวข้องกับการศึกษาค้นคว้าประกอบด้วย กลุ่มผู้ร่วมศึกษาค้นคว้า จำนวน 4 คน กลุ่มเป้าหมาย จำนวน 32 คน กลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 35 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสังเกต แบบสัมภาษณ์ และแบบสอบถาม การวิเคราะห์ข้อมูลยึดหลักการตรวจสอบข้อมูลแบบสามมิติ (Triangulation) และนำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ( ) และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ( ) ประกอบกับการพรรณาวิเคราะห์ ผลการศึกษาค้นคว้าปรากฏดังนี้ 1.ก่อนการพัฒนานักเรียนด้านคุณธรรม จริยธรรม นักเรียนกลุ่มเป้าหมายยังมีพฤติกรรมการแสดงออกด้านคุณธรรม จริยธรรมยังไม่เหมาะสม ไม่ได้ตามมาตรฐานการศึกษาขั้นพื้นฐาน มาตรฐานด้านคุณภาพผู้เรียน มาตรฐานที่ 1 ผู้เรียนมีคุณธรรม จริยธรรมและค่านิยมที่พึงประสงค์ ซึ่งประกอบด้วย 6 ตัวบ่งชี้ พฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม เช่น การไม่มีระเบียบวินัย ไม่ตรงเวลา ไม่รับผิดชอบงานที่ได้รับมอบหมายให้สำเร็จลุล่วงด้วยดี พูดโกหก ไม่ค่อยมีสัมมาคารวะต่อบุพการีและครูบาอาจารย์ ชอบด่าว่ารังแกเพื่อน ใช้วัสดุอุปกรณ์ของโรงเรียนแล้วไม่เก็บรักษา เป็นต้น จากปัญหาพฤติกรรมนักเรียนดังกล่าว กลุ่มผู้ร่วมศึกษาค้นคว้าจึงได้กำหนดกลยุทธ์การพัฒนาในวงรอบที่ 1 ได้แก่ การอบรมธรรมสวนะเพื่อพัฒนาจิต และวงรอบที่ 2 ได้แก่ การเข้าค่ายอบรมคุณธรรม จริยธรรมนักเรียน (บวชชีพราหมณ์) และการนิเทศติดตามเยี่ยมบ้านนักเรียนกลุ่มเป้าหมาย 2.ผลการพัฒนาคุณธรรม จริยธรรมนักเรียนทั้ง 2 วงรอบ สรุปได้จากการสังเกต พบว่า นักเรียนมีพฤติกรรมการแสดงออกโดยรวมทั้ง 6 ด้าน อยู่ในระดับปฏิบัติมาก (ค่าเฉลี่ย 2.67) เมื่อแยกเป็นรายด้านตามกรอบการวิจัย พบว่า ด้านมีความกตัญญูกตเวที มีระดับปฏิบัติมากกว่าด้านอื่นๆ (ค่าเฉลี่ย 2.89) และด้านมีวินัย มีความรับผิดชอบและปฏิบัติตามหลักธรรมเบื้องต้นของศาสนาที่ตนนับถือ มีระดับปฏิบัติมากแต่น้อยกว่าด้านอื่น (ค่าเฉลี่ย 2.52) และปรากฏผลจากแบบสอบถามผู้ปกครองนักเรียน พบว่า ผู้ปกครองนักเรียนเห็นคุณลักษณะการแสดงออกของนักเรียนอยู่ในระดับมากทุกด้าน (ค่าเฉลี่ย 4.07) ด้านมีความกตัญญูกตเวทีระดับมากกว่าระดับอื่นๆ (ค่าเฉลี่ย 4.34) และด้านมีวินัย มีความรับผิดชอบ และปฏิบัติตนตามหลักธรรมเบื้องต้นของศาสนาที่ตนนับถือ มีระดับคุณลักษณะมากแต่น้อยกว่าด้านอื่นๆ เช่นกัน(ค่าเฉลี่ย 3.86)จากการพัฒนาคุณธรรม จริยธรรมนักเรียนโดยใช้กลยุทธ์ การอบรมธรรมสวนะเพื่อพัฒนาจิต การเข้าค่ายอบรมคุณธรรม จริยธรรมนักเรียน (บวชชีพราหมณ์)และการนิเทศติดตามเยี่ยมบ้านนักเรียนกลุ่มเป้าหมาย เป็นผลให้นักเรียนมีพฤติกรรมการแสดงออกที่ถูกต้องเหมาะสมตามกรอบคุณธรรม จริยธรรมทั้ง 6 ด้าน อย่างน่าพึงพอใจ
รายงานผลการพัฒนาบทเรียนบนเครือข่าย รายวิชาการจัดการฐานข้อมูล กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5
[ โดย kruinfo ชม 231 ]
ผู้รายงานได้พัฒนาบทเรียนบนเครือข่าย รายวิชาการจัดการฐานข้อมูล กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โดยมีความมุ่งหมาย 4 ประการคือ 1) เพื่อพัฒนาบทเรียนบนเครือข่าย รายวิชาการจัดการฐานข้อมูล กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อหาดัชนีประสิทธิผลของบทเรียนบนเครือข่าย รายวิชาการจัดการฐานข้อมูล กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 3) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน ของนักเรียนที่เรียนด้วยบทเรียนบนเครือข่าย รายวิชาการจัดการฐานข้อมูล กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 และ 4) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่เรียนด้วยบทเรียนบนเครือข่าย รายวิชาการจัดการฐานข้อมูล กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการรายงาน ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/1 โรงเรียนละทายวิทยา อำเภอกันทรารมย์ จังหวัดศรีสะเกษ ที่เรียนในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2551 จำนวน 38 คน ได้มาโดยวิธีการสุ่มอย่างง่าย (Simple Random Sampling) ด้วยการจับฉลาก โดยใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยสุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการรายงาน มี 3 ชนิด ได้แก่ 1) บทเรียนบนเครือข่ายรายวิชาการจัดการฐานข้อมูล กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน รายวิชาการจัดการฐานข้อมูล กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 1 ฉบับ เป็นแบบปรนัย ชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 40 ข้อ มีค่าความยากง่ายตั้งแต่ .21 ถึง .71 ค่าอำนาจจำแนกตั้งแต่ 0.25 ถึง 0.84 และค่าเชื่อมั่นของแบบทดสอบทั้งฉบับเท่ากับ .97 และ 3) แบบวัดความพึงพอใจของนักเรียน ที่เรียนด้วยบทเรียนบนเครือข่าย รายวิชาการจัดการฐานข้อมูล กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 เป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) จำนวน 20 ข้อ มีค่าอำนาจจำแนกรายข้อตั้งแต่ .24 ถึง .77 ค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ .86 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบสมมติฐานโดยใช้ t-test (Dependent Samples) ผลการศึกษาปรากฏดังนี้ 1. บทเรียนบนเครือข่าย รายวิชาการจัดการฐานข้อมูล กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 มีประสิทธิภาพ เท่ากับ 85.11/83.49 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ คือ 80/80 2. ดัชนีประสิทธิผลของบทเรียนบนเครือข่าย รายวิชาการจัดการฐานข้อมูล กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 เท่ากับ 0.72 แสดงให้เห็นว่าบทเรียน บนเครือข่าย รายวิชาการจัดการฐานข้อมูล ทำให้นักเรียนมีความรู้เพิ่มขึ้นร้อยละ 72 3. การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนด้วยบทเรียนบนเครือข่าย รายวิชาการจัดการฐานข้อมูล ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ปรากฏว่านักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 4. ความพึงพอใจต่อการเรียนของนักเรียน ที่เรียนด้วยบทเรียนบนเครือข่าย รายวิชาการจัดการฐานข้อมูล กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 พบว่า ความพึงพอใจของนักเรียนที่เรียนด้วยบทเรียนเครือข่ายโดยรวม อยู่ในระดับมาก ( = 4.38, S.D. = .69) ซึ่งหมายความว่า นักเรียนเห็นด้วยเป็นอย่างมาก ว่าบทเรียนบนเครือข่ายที่พัฒนาขึ้นเป็นประโยชน์ต่อการเรียนการสอน มีความเหมาะสม และอยู่ในความสนใจของนักเรียนโดยสรุปบทเรียนบนเครือข่าย รายวิชาการจัดการฐานข้อมูล กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล สามารถนำไปใช้ในการจัดการเรียนรู้ และพัฒนาผู้เรียนได้
รายงานผลการประเมินคุณภาพการบริหารงานโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน โรงเรียนบ้านบางกะปิ สำนักงานเขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร
[ โดย kruinfo ชม 142 ]
ชื่อเรื่อง รายงานผลการประเมินคุณภาพการบริหารงานโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน โรงเรียนบ้านบางกะปิ สำนักงานเขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร ผู้รายงาน นางสุนันท์ วชิรมนตรี ปีที่ศึกษา 2553 บทคัดย่อ การบริหารงานสถานศึกษาในยุคปฏิรูปการศึกษาตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545 เป็นไปเพื่อพัฒนาคนไทยให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ทั้งร่างกาย จิตใจ สติปัญญา ความรู้และคุณธรรม การบริหารจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาคนให้มีคุณภาพจึงเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง โรงเรียนบ้านบางกะปิ สำนักงานเขตบางกะปิ สังกัดกรุงเทพมหานคร จึงได้ปรับเปลี่ยนกระบวนการบริหารงานโดยยึดแนวทางการบริหารงานโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน ตามนโยบายการกระจายอำนาจการบริหารและการจัดการศึกษาตามมาตรา 39 ของพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ รายงานผลการประเมินคุณภาพการบริหารงานโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน โรงเรียนบ้านบางกะปิ สำนัก งานเขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร ฉบับนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ ประเมินคุณภาพการบริหารงานโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน 4 ด้าน คือ ด้านการบริหารงานวิชาการ ด้านการบริหารงานงบประมาณ ด้านการบริหารงานบุคคลและด้านการบริหารงานทั่วไป กลุ่มตัวอย่างเป็นครูผู้สอนโรงเรียนบ้านบางกะปิ จำนวน 138 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบประเมินคุณภาพการบริหารงานโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน แยกตามคุณภาพการบริหารงานหลักของโรงเรียนบ้านบางกะปิ 4 ด้าน เป็นแบบสอบถาม จำนวน 4 ฉบับ คือ ฉบับที่ 1 แบบประเมินคุณภาพการบริหารงานวิชาการ ฉบับที่ 2 แบบประเมินคุณภาพการบริหารงานงบประมาณ ฉบับที่ 3 แบบประเมินคุณภาพการบริหารงานบุคคล และฉบับที่4 แบบประเมินคุณภาพการบริหารงานทั่วไป ซึ่งแบบสอบถามทั้ง 4 ฉบับ เป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) สร้างตามแนวคิดของลิเคิร์ท (Likert) โดยจำแนกเป็น 5 ระดับ สอบถามความคิดเห็นครูผู้สอนเกี่ยวกับคุณภาพการบริหารงานของโรงเรียนบ้านบางกะปิ นำแบบสอบถามมาวิเคราะห์ข้อมูลด้วยคอมพิวเตอร์โดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป SPSS เพื่อหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิเคราะห์ข้อมูล พบว่า โดยภาพรวมคุณภาพการบริหารงานโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน โรงเรียน บ้านบางกะปิมีคุณภาพการบริหารงานอยู่ในระดับดีมาก ( = 4.50) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านการบริหารงานวิชาการมีค่าเฉลี่ยสูงสุดอยู่ในระดับดีมาก ( = 4.66) รองลงมาคือด้านการบริหารงานบุคคล มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับดีมาก ( = 4.51) ด้านการบริหารงานงบประมาณมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับดี ( = 4.46) และด้านการบริหารงานทั่วไปมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับดีมากที่สุด ( = 4.40) ตามลำดับ ดังนั้น การบริหารงานโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานของโรงเรียนบ้านบางกะปิ จึงมีคุณภาพในการบริหารงานทั้ง 4 ด้าน
รายงานการประเมินโครงการโรงเรียนสร้างสุขตามวิถีเศรษฐกิจพอเพียง ของโรงเรียนวัดทองสัมฤทธิ์ ปีการศึกษา 2553
[ โดย kruinfo ชม 264 ]
ชื่อผลงานทางวิชาการ รายงานการประเมินโครงการโรงเรียนสร้างสุขตามวิถีเศรษฐกิจพอเพียง ของโรงเรียนวัดทองสัมฤทธิ์ สำนักงานเขตมีนบุรี ปีการศึกษา 2553 ชื่อผู้เสนอผลงาน นางนารีนาถ ตั้นจัด บทคัดย่อ รายงานการประเมินโครงการโรงเรียนสร้างสุขตามวิถีเศรษฐกิจพอเพียง ของโรงเรียนวัดทองสัมฤทธิ์ สำนักงานเขตมีนบุรี ปีการศึกษา 2553 มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินผลการดำเนินงาน ในประเด็นต่าง ๆ โดยใช้รูปแบบซิป โมเดล (CIPP Model) ดังนี้ 1) เพื่อประเมินด้านสภาวะแวดล้อมเกี่ยวกับความเหมาะสมและสอดคล้องกับนโยบายและวัตถุประสงค์ของโครงการ 2) เพื่อประเมินด้านปัจจัยนำเข้าเกี่ยวกับการจัดบุคลากร ทรัพยากร อาคารสถานที่ และปัจจัยสนับสนุนอื่น ๆ ในการดำเนินโครงการ 3) เพื่อประเมินด้านกระบวนการเกี่ยวกับการดำเนินงาน ตามโครงการ 4) เพื่อประเมินด้านผลผลิตเกี่ยวกับผลการดำเนินงานโครงการ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการประเมิน ประกอบด้วย คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 15 คน ครูโรงเรียนวัดทองสัมฤทธิ์ จำนวน 29 คน ผู้ปกครองนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ถึง ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนวัดทองสัมฤทธิ์ จำนวน 130 คน นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ถึง ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนวัดทองสัมฤทธิ์ จำนวน 130 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถาม การวิเคราะห์ข้อมูล ใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูป วิเคราะห์ค่าสถิติ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าร้อยละ ผลการประเมินโครงการโรงเรียนสร้างสุขตามวิถีเศรษฐกิจพอเพียง ของโรงเรียน วัดทองสัมฤทธิ์ สำนักงานเขตมีนบุรี ปีการศึกษา 2553 สรุปได้ดังนี้ 1. ด้านสภาวะแวดล้อม ตามความคิดเห็นของคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน และครูผู้สอน ผลการประเมินโดยภาพรวม พบว่า มีความเหมาะสม สอดคล้อง อยู่ในระดับ มากที่สุด 2. ด้านปัจจัยนำเข้า ตามความคิดเห็นของคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน และครูผู้สอน ผลการประเมินความพร้อมในการเตรียมบุคลากร งบประมาณ วัสดุอุปกรณ์ อาคารสถานที่ และการได้รับความสนับสนุน โดยภาพรวม พบว่า มีความพร้อมอยู่ในระดับ มากที่สุด 3. ด้านกระบวนการ ตามความคิดเห็นของคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ครูผู้สอน และผู้ปกครอง ผลการประเมินโดยภาพรวม พบว่า มีกระบวนการดำเนินงานอยู่ในระดับ มากที่สุด 4. ด้านผลผลิต ตามความคิดเห็นของคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ครูผู้สอน ผู้ปกครอง และนักเรียน ผลการประเมินประสิทธิภาพการจัดกิจกรรมของครู พฤติกรรมการเรียนรู้ของนักเรียน หลังการดำเนินโครงการ โดยภาพรวม พบว่า ประสิทธิภาพการจัดกิจกรรมและพฤติกรรมการเรียนรู้ของนักเรียนอยู่ในระดับ มาก การประเมินความพึงพอใจที่มีต่อโครงการ หลังจากดำเนินงานสิ้นสุด โดยภาพรวม พบว่า มีระดับความพึงพอใจที่มีต่อโครงการ อยู่ในระดับ มากที่สุด ผลการประเมินการจัดกิจกรรมทั้ง 6 กิจกรรมตามโครงการ พบว่าอยู่ในระดับ มากที่สุด เมื่อพิจารณาเป็นรายกิจกรรม พบว่า มีผลสัมฤทธิ์อยู่ในระดับ มากที่สุด ทุกกิจกรรม
รายงานการพัฒนาเอกสารประกอบการสอน วิชาดนตรี กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6
[ โดย kruinfo ชม 269 ]
ชื่อเรื่อง รายงานการพัฒนาเอกสารประกอบการสอน วิชาดนตรี กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ผู้ศึกษา นายคมเพชร โพธารินทร์ ปีการศึกษา 2553 บทคัดย่อ การศึกษาค้นคว้าครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาเอกสารประกอบการสอน วิชาดนตรี กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80 / 80 เพื่อศึกษาเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยเอกสารประกอบการสอน วิชาดนตรี กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ และเพื่อศึกษาความพึงพอใจของ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยเอกสารประกอบการสอน วิชาดนตรี กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ กลุ่มเป้าหมาย คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนม่วงโป๊หนองขุ่น ปีการศึกษา 2553 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอำนาจเจริญ จำนวน 29 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้า คือ (1) แผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 20 แผน (2) เอกสารประกอบการสอน จำนวน 5 หน่วย การเรียนรู้ (3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ มีค่าอำนาจจำแนกตั้งแต่ 0.27 ถึง 0.80 ค่าความยากง่ายตั้งแต่ 0.37 ถึง 0.74 และค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.92 (4) แบบสอบถามความพึงพอใจ จำนวน 10 ข้อ มีค่าอำนาจจำแนกระหว่าง 0.46 ถึง 0.77 และค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.89 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่า t
การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวคิดวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสังคม เรื่อง ร่างกายมนุษย์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6
[ โดย kruinfo ชม 203 ]
ชื่อผลงาน การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวคิดวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสังคม เรื่อง ร่างกายมนุษย์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ชื่อผู้เขียน นางสาวจันทร์สม สมเขื่อน ปีการศึกษา 2553 บทคัดย่อ การศึกษา เรื่อง การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวคิดวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสังคม เรื่อง ร่างกายมนุษย์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนขุนยวม อำเภอขุนยวม จังหวัดแม่ฮ่องสอน ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2553 จำนวน 1 ห้องเรียน มีวัตถุประสงค์ของการศึกษา เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพ เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียน และ เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ด้วยกิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวคิดวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสังคม เรื่อง ร่างกายมนุษย์ จำนวน 26 คน โดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) กลุ่มที่ศึกษาได้รับการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสังคม ใช้เวลาในการจัดการเรียนรู้ 25 ชั่วโมง เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสังคม เรื่อง ร่างกายมนุษย์ แบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบวัดความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสังคม ดำเนินการทดลองตามแบบแผนการวิจัยแบบ One Group Pretest - Posttest Design วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาประสิทธิภาพของกิจกรรมการเรียนรู้ เปรียบเทียบผลต่างของคะแนนก่อนและหลังเรียนโดยใช้ค่าที ( t-test ) และวิเคราะห์ความพึงพอใจของนักเรียนโดยใช้ค่าเฉลี่ยและค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน สามารถสรุปผลการศึกษาได้ดังนี้ (1) ประสิทธิภาพกิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวคิดวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และ สังคม เรื่อง ร่างกายมนุษย์ ที่ สร้างขึ้นมีประสิทธิภาพเท่ากับ 81.48/80.14 (2)นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 (3) นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมตามแนวคิด วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสังคม เรื่อง ร่างกายมนุษย์ นักเรียนมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด คือ ด้านปัจจัยนำเข้ากิจกรรมตามแนวคิดวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและสังคม มีความใหม่น่าสนใจ ไม่เกิดความเบื่อหน่าย โดยมีค่าเฉลี่ย เท่ากับ 4.54 รองลงมาคือ ด้านกระบวนการ กิจกรรมการปฏิบัติมีความน่าสนใจ โดยมีค่าเฉลี่ย เท่ากับ 4.50 ส่วนด้านอื่น ๆ นักเรียนมีความพึงพอใจระดับมาก
การพัฒนาแบบฝึกการเขียนเชิงสร้างสรรค์ ชั้นประถมศึกษาปีที่3
[ โดย kruinfo ชม 194 ]
ชื่อผลงาน : รายงานการพัฒนาแบบฝึกการเขียนเชิงสร้างสรรค์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชื่อผู้รายงาน : นางสุนิต สุตราม ตำแหน่ง : ครูชำนาญการ โรงเรียนพิณพลราษฎร์ ตั้งตรงจิตร 12 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิษณุโลก เขต 2 บทคัดย่อ รายงานการพัฒนาแบบฝึกการเขียนเชิงสร้างสรรค์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 กลุ่มสาระ การเรียนรู้ภาษาไทย มีจุดมุ่งหมายดังนี้ 1) เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของแบบฝึกการเขียน เชิงสร้างสรรค์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ตามเกณฑ์มาตรฐาน 80 /80 2) เพื่อเปรียบเทียบคะแนนทักษะการเขียนเชิงสร้างสรรค์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ระหว่างหลังเรียนกับก่อนเรียน 3) เพื่อประเมินความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่มีต่อ การเรียนโดยใช้แบบฝึกการเขียนเชิงสร้างสรรค์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย โดยทำการศึกษากับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3.4 โรงเรียนพิณพลราษฎร์ ตั้งตรงจิตร 12 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิษณุโลก เขต 2 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2553 จำนวน 34 คน โดยมีเครื่องมือ ได้แก่ 1) แบบฝึกการเขียนเชิงสร้างสรรค์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย จำนวน 6 ชุด มีแบบฝึกรวมทั้งสิ้น 33 แบบฝึก 2) แบบทดสอบวัดการเขียนเชิงสร้างสรรค์ ซึ่งเป็นแบบอัตนัยใช้วัดระหว่างเรียนจำนวน 6 ฉบับ ได้แก่ แบบทดสอบการเขียนเชิงสร้างสรรค์ ฉบับที่ 1

ยอดนิยม