เลือกห้อง >>

ทั้งหมด

รายงานการพัฒนาหนังสือนิทานส่งเสริมคุณธรรม กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2
[ โดย kruinfo ชม 379 ]
บทคัดย่อ การจัดการเรียนการสอนที่มีประสิทธิภาพ และบรรลุจุดประสงค์การเรียนรู้นั้น จำเป็นต้องใช้สื่อนวัตกรรมตลอดจนเทคนิค และวิธีการสอนในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อให้กิจกรรมการเรียนการสอนน่าสนใจ อีกทั้งยังเป็นการสร้างความเข้าใจในเนื้อหาให้กระจ่างชัดยิ่งขึ้น (1) การศึกษาครั้งนี้มีความมุ่งหมายของการศึกษา เพื่อพัฒนาหนังสือนิทานส่งเสริมคุณธรรม กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 (2) เพื่อหาประสิทธิภาพของหนังสือนิทานส่งเสริมคุณธรรม กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 (3) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยใช้หนังสือนิทานส่งเสริมคุณธรรมกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน (4) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่เรียนด้วยหนังสือนิทานส่งเสริมคุณธรรม กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้คือ หนังสือนิทานส่งเสริมคุณธรรม จำนวน 8 เล่ม แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบสอบถามความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าร้อยละ และการทดสอบสมมติฐานใช้ t-test Dependent ผลการศึกษาปรากฏ ดังนี้ 1. การพัฒนาและหาประสิทธิภาพของด้วยหนังสือนิทานส่งเสริมคุณธรรม กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษาศาสนา และวัฒนธรรม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 พบว่า หนังสืออ่านเพิ่มเติม ที่ผู้ศึกษาสร้างขึ้นมีประสิทธิภาพ 83.48/87.00 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ที่ตั้งไว้ 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้ด้วยหนังสือนิทานส่งเสริมคุณธรรม กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษาศาสนา และวัฒนธรรม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน โดยนักเรียนมีคะแนนเฉลี่ยของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และค่าดัชนีประสิทธิผลของการเรียนด้วยหนังสือนิทานส่งเสริมคุณธรรม มีค่าเท่ากับ 0.7629 แสดงว่าผู้เรียนที่เรียนโดยใช้หนังสือนิทานส่งเสริมคุณธรรม มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเพิ่มขึ้นร้อยละ 76.36 3. การศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนด้วยหนังสือนิทานส่งเสริมคุณธรรม กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษาศาสนา และวัฒนธรรม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 มีความ พึงพอใจอยู่ในระดับมาก ( = 4.47) และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) เท่ากับ 0.59 ซึ่งแสดงให้เห็นว่าระดับความพึงพอใจของนักเรียนมีความสอดคล้องกัน
การประเมินโครงการพัฒนาโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพของโรงเรียนบ้านวังเจ้า สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากำแพงเพชร เขต 2
[ โดย kruinfo ชม 282 ]
การประเมินโครงการพัฒนาโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพ ของโรงเรียนบ้านวังเจ้า สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากำแพงเพชร เขต 2 นางครองชนก ฤทธิ์อุดม ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านวังเจ้า โรงเรียนบ้านวังเจ้า อำเภอบึงสามัคคี จังหวัดกำแพงเพชร สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากำแพงเพชร เขต 2 สำนักงานคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ ชื่อเรื่อง การประเมินโครงการพัฒนาโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพของโรงเรียนบ้านวังเจ้า สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากำแพงเพชร เขต 2 ชื่อผู้ประเมิน นางครองชนก ฤทธิ์อุดม ระยะเวลา ปีการศึกษา 2553 ……………………………………………………………………………….……………………… บทคัดย่อ การประเมินโครงการพัฒนาโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพของโรงเรียนบ้านวังเจ้า สำนักงาน เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากำแพงเพชร เขต 2 ผู้ประเมินใช้รูปแบบการประเมินโครงการของ ซิปป์ (CIPP Model) และศึกษาผลกระทบการดำเนินงานตามโครงการเพิ่มเติม โดยมีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อประเมินด้านสภาวะแวดล้อมโครงการพัฒนาโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพของโรงเรียนบ้านวังเจ้า สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากำแพงเพชร เขต 2 2) เพื่อประเมินด้านปัจจัยนำเข้า โครงการพัฒนาโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพของโรงเรียนบ้านวังเจ้า สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากำแพงเพชร เขต 2 3) เพื่อประเมินด้านกระบวนการโครงการพัฒนาโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพของโรงเรียนบ้านวังเจ้า สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากำแพงเพชร เขต 2 และ 4) เพื่อประเมินด้านผลผลิตโครงการพัฒนาโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพของโรงเรียนบ้านวังเจ้า สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากำแพงเพชร เขต 2 กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ ครูและบุคลากรทางการศึกษา จำนวน 8 คน คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 7 คน เจ้าหน้าที่สาธารณสุข จำนวน 3 คน ผู้นำนักเรียนส่งเสริมสุขภาพ จำนวน 10 คน นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-6 จำนวน 38 คน ผู้ปกครองนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-6 จำนวน 48 คน รวมทั้งสิ้น 114 คน ในปีการศึกษา 2553 เครื่องมือที่ใช้ในการประเมินโครงการ ประกอบด้วยแบบประเมิน จำนวน 4 ฉบับ ได้แก่ ฉบับที่ 1 แบบประเมินความคิดเห็นของครูและบุคลากรทางการศึกษา กรรมการสถานศึกษา ขั้นพื้นฐาน เจ้าหน้าที่สาธารณสุข ที่เป็นคณะกรรมการเสริมสุขภาพของโรงเรียนบ้านวังเจ้า จำนวน 45 ข้อ ฉบับที่ 2 แบบประเมินความคิดเห็นของนักเรียนที่เป็นคณะกรรมการโครงการพัฒนาโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพของโรงเรียนบ้านวังเจ้า จำนวน 25 ข้อ ฉบับที่ 3 แบบประเมินความคิดเห็นของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ถึง ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เป็นการประเมินเกี่ยวกับผลการดำเนินงานของโครงการ ด้านผลผลิต จำนวน 12 ข้อ และฉบับที่ 4 แบบประเมินความคิดเห็นของผู้ปกครองนักเรียน เป็นการประเมินเกี่ยวกับผลการดำเนินงานของโครงการ ด้านผลผลิต จำนวน 12 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการประเมิน พบว่า 1) ความคิดเห็นของครูและบุคลากรทางการศึกษา คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน เจ้าหน้าที่สาธารณสุข และนักเรียนที่เป็นคณะกรรมการโครงการพัฒนาโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพ ที่มีต่อด้านสภาวะแวดล้อม โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณาตามกลุ่มเป้าหมายที่ประเมิน โครงการ ทุกกลุ่มมีความคิดเห็นอยู่ในระดับมากที่สุด 2) ความคิดเห็นของครูและบุคลากรทางการศึกษา คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน เจ้าหน้าที่สาธารณสุข และนักเรียนที่เป็นคณะกรรมการโครงการพัฒนาโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพ ที่มีต่อด้านปัจจัยนำเข้า โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณาตามกลุ่มเป้าหมายที่ประเมิน โครงการ ทุกกลุ่มมีความคิดเห็นอยู่ในระดับมากที่สุด 3) ความคิดเห็นของครูและบุคลากรทางการศึกษา คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน เจ้าหน้าที่สาธารณสุข และนักเรียนที่เป็นคณะกรรมการโครงการพัฒนาโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพ ที่มีต่อด้านกระบวนการ โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณาตามกลุ่มเป้าหมายที่ประเมิน โครงการ ทุกกลุ่มมีความคิดเห็นอยู่ในระดับมากที่สุด 4) ความคิดเห็นของครูและบุคลากรทางการศึกษา คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน เจ้าหน้าที่สาธารณสุข ผู้นำนักเรียนที่เป็นคณะกรรมการโครงการพัฒนาโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-6 และผู้ปกครองนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-6 ที่มีต่อ ด้านผลผลิต โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณาตามกลุ่มเป้าหมายที่ประเมินโครงการ ทุกกลุ่มมีความคิดเห็นอยู่ในระดับมากที่สุด 5) ผลที่ได้รับจากการดำเนินงานตามโครงการหลายประการ ได้แก่ โรงเรียนเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านส่งเสริมสุขภาพอนามัยให้กับชุมชน ส่งผลให้โรงเรียนได้รับการรับรองมาตรฐานโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพ ระดับทอง ติดต่อกัน 5 ปี นับตั้งแต่ปีการศึกษา 2549 – 2553 นำเสนอผลงานจัดนิทรรศการโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพระดับจังหวัด 6) ครูและบุคลากรทางการศึกษา คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน เจ้าหน้าที่สาธารณสุข ผู้นำนักเรียนที่เป็นคณะกรรมการโครงการพัฒนาโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพ นักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-6 และผู้ปกครองนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-6 ได้เสนอปัญหาอุปสรรคและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการแต่งตั้งคณะกรรมการประเมินระดับอำเภอ ควรแต่งตั้งจากบุคลากรของโรงเรียนที่ได้มาตรฐานโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพระดับเพชร และยังขาดความชัดเจนใน การกำหนดผู้รับผิดชอบ รายละเอียดของกิจกรรม เวลา แหล่งงบประมาณ
รายงานการพัฒนาและผลการใช้บทเรียนสำเร็จรูป
[ โดย kruinfo ชม 274 ]
บทคัดย่อ การรายงานผลการใช้และพัฒนาบทเรียนสำเร็จรูปวิชาสุขศึกษาและพลศึกษา สาระที่ 5 ความปลอดภัยในชีวิต ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อพัฒนาบทเรียนสำเร็จรูปวิชาสุขศึกษาและพลศึกษา สาระที่ 5 ความปลอดภัยในชีวิต ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อศึกษาดัชนีประสิทธิผลของบทเรียนสำเร็จรูปวิชาสุขศึกษาและพลศึกษา สาระที่ 5 ความปลอดภัยในชีวิต ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 3) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ก่อนและหลังเรียนด้วยบทเรียนสำเร็จรูปวิชาสุขศึกษาและพลศึกษา สาระที่ 5 ความปลอดภัยในชีวิต ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 และ 4) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนการสอนด้วยบทเรียนสำเร็จรูปวิชาสุขศึกษาและพลศึกษา สาระที่ 5 ความปลอดภัยในชีวิต ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 กลุ่มเป้าหมายในการศึกษาค้นคว้าเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2553 โรงเรียนบ้านกั้งโนนสะอาด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 3 จำนวน 1 ห้องเรียน จำนวนนักเรียน 22 คน ได้มาโดยวิธีการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) ใช้เวลาในการทดลอง จำนวน 14 ชั่วโมง เครื่องมือที่ใช้ในการทดลองคือ บทเรียนสำเร็จรูปวิชาสุขศึกษาและพลศึกษา สาระที่ 5 ความปลอดภัยในชีวิต ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนต่อการจัดการเรียนการสอนโดยใช้บทเรียนสำเร็จรูปวิชา สุขศึกษาและพลศึกษา สาระที่ 5 ความปลอดภัยในชีวิต ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่ผู้ศึกษาค้นคว้า สร้างขึ้น สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่า t
รายงานผลการวิจัยการพัฒนากระบวนการนิเทศภายในโรงเรียน
[ โดย kruinfo ชม 292 ]
บทคัดย่อ รายงานผลการวิจัยการพัฒนากระบวนการนิเทศภายในโรงเรียนบ้านพระปืด มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนากระบวนการนิเทศภายในโรงเรียนบ้านพระปืดโดยการมีส่วนร่วม สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์ เขต 1 โดยใช้การวิจัยเชิงปฏิบัติการ ( Action Research) 2 วงรอบแต่ละวงรอบประกอบด้วย การวางแผน (Planing) การปฏิบัติการ (Action) การสังเกต (Observation) และการสะท้อนกลับ (Reflection) ผู้วิจัย คือ ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านพระปืด ผู้ร่วมวิจัย 1 คน ประชากรและกลุ่มเป้าหมาย 6 คน คือ ครูผู้สอนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 กลุ่มผู้ให้ข้อมูล 2 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสำรวจความต้องการ แบบบันทึกการประชุมนิเทศ แบบบันทึกการเยี่ยมนิเทศชั้นเรียน แบบสังเกตการสอน แบบประเมินความพึงพอใจ การจัดกระทำข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูลยึดหลักการตรวจสอบข้อมูลหลายมิติ (Triagulation Technigue) และนำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงพรรณนา (Descriptive Analysis) ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ สภาพก่อนการพัฒนากระบวนการนิเทศภายในโรงเรียนบ้านพระปืด โรงเรียนมีระบบการนิเทศภายใน แต่การดำเนินการนิเทศภายในของโรงเรียน ไม่ได้ดำเนินการตามกระบวนการนิเทศภายในอย่างต่อเนื่องปฏิบัติข้ามขั้นตอน หรือไม่สามารถปฏิบัติตามขั้นตอนในบางขั้นได้ ครูผู้สอนไม่มีบทบาทในการเป็นผู้นิเทศและมีส่วนร่วมในการนิเทศกันเองน้อย เมื่อดำเนินการพัฒนาในวงรอบที่ 1 ด้วยกลยุทธ คือ การสำรวจความต้องการ การนิเทศแบบเยี่ยมนิเทศชั้นเรียน บันทึกการประชุมนิเทศ การสังเกตการสอน การประเมินความพึงพอใจ มีการนิเทศ กำกับ ติดตาม และพัฒนาต่อเนื่องในวงรอบที่ 2 ตามกรอบพัฒนาระบบ คือ การศึกษาระบบ (Systems Investigation) การวิเคราะห์ระบบ(Systems Analysis)การออกแบบระบบ(Systems Design) การใช้ระบบ(Systems Implementation)และการตรวจสอบระบบ (Systems Review) โดยการนำการพัฒนาระบบไปใช้ในการพัฒนากระบวนการนิเทศภายใน 5 ขั้นตอน คือ การศึกษาสภาพปัจจุบัน ปัญหาและความต้องการ การวางแผนและการกำหนดทางเลือกในการนิเทศภายใน การสร้างเครื่องมือและพัฒนาวิธีการ การปฏิบัติการนิเทศภายในโรงเรียน การประเมินผลและการรายงานผลการนิเทศภายใน ปรากฏว่า ครู ผู้ร่วมวิจัยมีความรู้ความเข้าใจในระบบนิเทศภายใน มีทักษะและความสารมารถในการปฏิบัติงานนิเทศภายในได้ถูกต้องตามกรอบกระบวนการพัฒนาระบบการนิเทศภายในและสามารถจัดระบบการนิเทศภายในโรงเรียนได้ โดยสรุปการพัฒนากระบวนการนิเทศภายในโรงเรียนบ้านพระปืด โดยการมีส่วนร่วมครั้งนี้ บรรลุตามความมุ่งหมายและวัตถุประสงค์ทุกประการ ทำให้โรงเรียนมีระบบการนิเทศภายในที่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล ครูผู้ปฏิบัติการนิเทศภายในโรงเรียน สามารถปฏิบัติการนิเทศภายในได้อย่างต่อเนื่อง มีความมุ่งมั่นในการปฏิบัติการนิเทศภายในร่วมกันได้ถูกต้องตามขั้นตอนกระบวนการนิเทศภายในโรงเรียน และพัฒนาระบบการนิเทศภายในโรงเรียนให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น บุคลากรทุกฝ่ายในโรงเรียนให้ความสำคัญ เอาใจใส่ ในการดำเนินการตามระบบนิเทศภายในโรงเรียนให้เป็นระบบต่อเนื่อง เพื่อให้การจัดการศึกษาบรรลุความมุ่งหมายของการจัดการศึกษาได้ บทสรุปสำหรับผู้บริหาร การวิจัย การพัฒนากระบวนการการนิเทศภายในโรงเรียนบ้านพระปืดโดยการมีส่วนร่วม มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ครูมีความเข้าใจ การจัดกระบวนการเรียนรู้ที่เน้นทักษะการคิด นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น ประชากรและกลุ่มเป้าหมาย คือ ผู้อำนวยการสถานศึกษา ครูผู้สอน 8 คน เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วย แบบสำรวจความต้องการ แบบบันทึกการประชุมนิเทศ แบบนิเทศการเยี่ยมชั้นเรียน แบบสังเกตการสอน แบบประเมินความพึงพอใจ เก็บรวบรวมข้อมูลด้วย การสำรวจ การประชุมนิเทศ การเยี่ยมชั้นเรียน การเยี่ยมชั้นเรียน การสังเกตการสอน การประเมินความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้เทคนิคการตรวจสอบข้อมูล ผลการวิเคราะห์ข้อมูลในลักษณะพรรณนาวิเคราะห์ ผลการวิจัย พบว่า กลยุทธ์ที่นำมาใช้ในการพัฒนากระบวนการนิเทศภายในโรงเรียนบ้านพระปืดโดยการมีส่วนร่วม ส่งผลต่อการพัฒนาการจัดกระบวนการเรียนรู้ ครูปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการสอนอยู่ในระดับดีมาก ครูมีความพึงพอใจมากที่สุด นักเรียนได้รับการพัฒนาทักษะการคิด ส่งผลให้ได้รับรางวัลเหรียญทอง เหรียญเงินจากการแข่งขันความเป็นเลิศ ข้อเสนอแนะที่สำคัญ การพัฒนาการเรียนการสอนเพื่อพัฒนาคุณภาพทางการศึกษา ต้องดำเนินการนิเทศ ติดตาม อย่างต่อเนื่องและเป็นระบบ เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาทางการศึกษา เพื่อให้เกิดคุณภาพกับนักเรียนอย่างแท้จริง กิตติกรรมประกาศ การวิจัยครั้งนี้สำเร็จลุล่วงด้วยดี เพราะได้รับความกรุณาให้คำช่วยเหลืออย่างดีจาก นางกมลพรรณ แข่งขัน ผู้อำนวยการโรงเรียนชำนาญการพิเศษ โรงเรียนบ้านบึง-เบาะอุ่น นางสาวกัญญา สุขสบาย ศึกษานิเทศก์ ชำนาญการพิเศษ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์ เขต 1 ผู้วิจัยรู้สึกเป็นพระคุณอย่างยิ่ง จึงขอกราบขอบพระคุณเป็นอย่างสูงไว้ ณ โอกาสนี้ด้วย ขอขอบพระคุณ นายไพศาล มีพร้อม ผู้อำนวยการโรงเรียนชำนาญการพิเศษ โรงเรียนบ้านแสรออ นายครองรัฐ สุปิงคลัด ผู้อำนวยการโรงเรียนชำนาญการพิเศษ โรงเรียนอนุบาลเขวาสินรินทร์ นายจีรศักดิ์ หลวงยี ผู้อำนวยการโรงเรียนชำนาญการพิเศษ โรงเรียนบ้านภูดินหนองตะครอง ที่กรุณาเป็นผู้เชี่ยวชาญตรวจเครื่องมือการวิจัยครั้งนี้ สุดท้ายขอขอบคุณคณะครูโรงเรียนบ้านพระปืด ที่กรุณาให้ข้อมูลอย่างเต็มที่ ทำให้งานวิจัยเสร็จได้ตามกำหนด และขอขอบคุณผู้ให้ความช่วยเหลือต่าง ๆ อีกหลายท่าน ซึ่งไม่สามารถกล่าวนามที่นี้ได้หมด ณัฐพล ผิวทวี
รายงานการพัฒนาการเรียนการสอนด้วยบทเรียนสำเร็จรูป กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษา
[ โดย kruinfo ชม 202 ]
บทคัดย่อ รายงานการพัฒนาการเรียนการสอนด้วยบทเรียนสำเร็จรูป กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา (สุขศึกษา) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านแกวิทยายน ปีการศึกษา 2554 มีจุดประสงค์เพื่อสร้างบทเรียนสำเร็จรูปที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ระหว่างคะแนนทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้บทเรียนสำเร็จรูปและเพื่อการศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อบทเรียนสำเร็จรูปที่ผู้ศึกษา สร้างขึ้น กลุ่มตัวอย่างได้แก่นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านแกวิทยายน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาฬสินธุ์ เขต 1 อำเภอสหัสขันธ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ ปีการศึกษา 2554 จำนวน 20 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือในการศึกษาในครั้งนี้คือ บทเรียนสำเร็จรูป แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบสอบถามความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อบทเรียนสำเร็จรูป สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบสมมติฐานใช้ t-test (Dependent Sample) สรุปผลการศึกษา 1. บทเรียนสำเร็จรูป ชุด โรคติดต่อและโรคไม่ติดต่อ ที่ผู้ศึกษาสร้างขึ้นมีประสิทธิ์ภาพ 84.36/83.17 2. ค่าดัชนีประสิทธิภาพของบทเรียนสำเร็จรูป เท่ากับ 0.6741 3. บทเรียนสำเร็จรูป ที่ผู้ศึกษาพัฒนาขึ้น มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 4.ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อบทเรียนสำเร็จรูป มีค่ารวมเฉลี่ยเท่ากับ 4.54 ซึ่งอยู่ในระดับที่เหมาะสมมากที่สุด เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่า มีความเหมาะสมมากที่สุดคือ ทำให้ชอบวิชาสุขศึกษา ใช้เวลาเรียนเหมาะสม อ่านเข้าใจง่ายเนื้อหามีความรู้ คำชี้แจงชัดเจน และอยู่ในเกณฑ์เหมาะสมมากคือรูปเล่มน่าสนใจ ภาพประกอบสวยงามและเรียนสนุก เพลิดเพลินเรียงตามลำดับ โดยสรุปการจัดการเรียนการสอนโดยใช้บทเรียนสำเร็จรูปที่พัฒนาขึ้นเป็นนวัตกรรมที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนสมควรนำไปใช้ในการจัดการเรียนการสอนเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของหลักสูตรต่อไป
แบบฝึกทักษะกระบวนการคิด
[ โดย kruinfo ชม 437 ]
ชื่อเรื่อง รายงานการใช้แบบฝึกทักษะกระบวนการคิดเพื่อส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพ เรื่องสุขภาพดีชีวีมีสุขกลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษาชั้นประถมศึกษา ปีที่ 6 ( วิชาสุขศึกษา ) ผู้เขียน นางสาวลำแหง สบายสุข โรงเรียนบ้านทาชมภู สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลำพูน เขต 1 ปีการศึกษา 2552 บทคัดย่อ การศึกษาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะกระบวนการคิดเพื่อส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพเรื่องสุขภาพดีชีวีมีสุข กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ( วิชาสุขศึกษา ) ที่มีประสิทธิภาพ ตามเกณฑ์ 80/80 เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ( วิชาสุขศึกษา ) ก่อนกับหลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะกระบวนการคิดเพื่อส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพเรื่องสุขภาพดีชีวีมีสุข กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ( วิชาสุขศึกษา ) และเพื่อศึกษาความพึงพอใจของผู้เรียนต่อกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะกระบวนการคิดเพื่อส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพเรื่องสุขภาพดีชีวีมีสุข กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ( วิชาสุขศึกษา ) ประชากรที่ใช้ในการศึกษา เป็นนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านทาชมภู อำเภอแม่ทา จังหวัดลำพูน ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2552 จำนวน 8 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ประกอบด้วย แบบฝึกทักษะกระบวนการคิดเพื่อส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพเรื่องสุขภาพดีชีวีมีสุข กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ( วิชาสุขศึกษา ) จำนวน 12 แบบฝึก แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะกระบวนการคิดเพื่อส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพเรื่องสุขภาพดีชีวีมีสุข กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ( วิชาสุขศึกษา ) เป็นแบบปรนัยเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ และแบบสอบถามความพึงพอใจต่อกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะกระบวนการคิดเพื่อส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพเรื่องสุขภาพดีชีวีมีสุข กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ( วิชาสุขศึกษา ) จำนวน 12 ข้อ วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะกระบวนการคิดเพื่อส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพเรื่องสุขภาพดีชีวีมีสุข กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ( วิชาสุขศึกษา ) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยใช้ค่าความสอดคล้องระหว่างเนื้อหา (ดัชนี IOC) หาค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบทั้งชุดคำนวณโดยใช้สูตร K-R 20 ของคูเดอร์ ริชาร์ดสัน ทดสอบค่า Dependent t-test ) และแบบสอบถามความพึงพอใจต่อกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะกระบวนการคิดเพื่อส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพเรื่องสุขภาพดีชีวีมีสุข กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ( วิชาสุขศึกษา )วิเคราะห์โดยหาค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการศึกษาพบว่า 1. ประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะกระบวนการคิดเพื่อส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพเรื่องสุขภาพดีชีวีมีสุข กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ( วิชาสุขศึกษา ) พบว่ากิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะกระบวนการคิดเพื่อส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพเรื่องสุขภาพดีชีวีมีสุข กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ( วิชาสุขศึกษา ) มีประสิทธิภาพ 83.18 / 86.00 ตามเกณฑ์มาตรฐาน 80 / 80 ที่กำหนดไว้พบว่านักเรียนมีทักษะกระบวนการคิด มีความรู้ ความเข้าใจ สามารถวางแผนและปฏิบัติตนตามสุขบัญญัติแห่งชาติ สามารถบอกผลกระทบและวิธีการการป้องกันอุบัติเหตุและอุบัติภัยในชีวิตประจำวัน การพัฒนาทักษะชีวิตของนักเรียนในการป้องกัน ปัญหายาเสพติด ปัญหาความเครียด และการมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร นักเรียนส่วนใหญ่มีความรู้ ความเข้าใจ อธิบายปัญหา บอกผลกระทบที่เกิดจากปัญหาและเชื่อมโยงไปสู่การแก้ไขปัญหาได้ กล่าวได้ว่าหลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ผู้เรียน เกิดทักษะกระบวนการคิด มีความรู้ ความเข้าใจ มีพฤติกรรมสุขภาพ มีสุขนิสัยที่ดีในการดูแลรักษาสุขภาพ มีสุขภาพกายและจิตที่ดี และยังสามารถสร้างพฤติกรรมสุขภาพที่ถาวรทั้งของตนเองและของคนใกล้ชิด อีกทั้งพบว่าในระหว่างการจัดกิจกรรมผู้เรียนมีความกระตือรือร้นที่จะเรียน และฝึกกิจกรรมเป็นอย่างมาก นักเรียนสนใจในบทเรียน และไม่เบื่อหน่ายต่อการเรียน สามารถตอบสนองต่อการจัดกิจกรรมได้ตลอดเวลา ผู้เรียนกล้าแสดงออกซึ่งความคิด สามารถคิดเป็น มีอิสระในการคิด และวิธีการตอบคำถามที่มีเหตุมีผลอย่างหลากหลาย บนหลักการของความเป็นจริงหรือเป็นไปได้ กล่าวได้ว่าคะแนนหลังเรียนของนักเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 ส่งผลให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ ช่วยพัฒนาการคิดและส่งเสริมพฤติสุขภาพของผู้เรียนให้เกิดขึ้นได้ 2. ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ของผู้เรียน ระหว่างก่อนกับหลังจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะกระบวนการคิดเพื่อส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพเรื่องสุขภาพดีชีวีมีสุข กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ( วิชาสุขศึกษา ) คะแนนหลังทดลองสูงกว่าก่อนทดลอง ซึ่งพบว่าผลต่างของคะแนนมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 กล่าวได้ว่าแบบฝึกทักษะกระบวนการคิดเพื่อส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพเรื่องสุขภาพดีชีวีมีสุข กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ( วิชาสุขศึกษา )สามารถพัฒนาผู้เรียนให้ มีความรู้ ความเข้าใจ เกิดทักษะกระบวนการคิด มีพฤติกรรมสุขภาพ และมีสุขนิสัยที่ดีในการดูแลรักษาสุขภาพ มีสุขภาพกายและจิตที่ดี และยังสามารถสร้างพฤติกรรมสุขภาพที่ถาวรทั้งของตนเองและของคนใกล้ชิด สามารถส่งเสริมพัฒนาทักษะการคิดของนักเรียนได้เป็นอย่างมาก 3. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ปีการศึกษา 2552 โรงเรียนบ้านทาชมภู อำเภอแม่ทา จังหวัดลำพูน มีความพึงพอใจต่อกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะกระบวนการคิดเพื่อส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพเรื่องสุขภาพดีชีวีมีสุข กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ( วิชาสุขศึกษา ) ในภาพรวมนักเรียนมีความพึงพอใจมากที่สุด โดยมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.66 พบว่า ในภาพรวมนักเรียนมีความพึงพอใจมากที่สุด โดยมีค่าเฉลี่ย 4.66 นักเรียนกล้าคิด กล้าทำ กล้าแสดงความคิดเห็น การยอมรับฟังความคิดเห็นของคนอื่น การวางแผนการตัดสินใจและการแก้ปัญหาต่างๆ มีการช่วยเหลือ ซึ่งกันและกัน อีกทั้ง ผู้เรียนมีความกระตือรือร้น มีนิสัยรักการอ่าน รักการศึกษาค้นคว้าเกิดทักษะในการแสวงหาความรู้ ได้ใช้ความสามารถและศักยภาพของตนเอง มีความรับผิดชอบ มีน้ำใจ เห็นคุณค่าของงานและเรียนรู้ อย่างมี ความสุข
รายงานการพัฒนาบทเรียนสำเร็จรูป ชุด ตามรอยพระพุทธองค์
[ โดย kruinfo ชม 180 ]
ชื่อเรื่อง รายงานการพัฒนาบทเรียนสำเร็จรูป ชุด ตามรอยพระพุทธองค์ กลุ่มสาระ การเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ผู้รายงาน พิศมัย รักกลาง สถานศึกษา โรงเรียนบ้านดงพลอง (สำนักงานสลากกินแบ่งสงเคราะห์ 539) ปีที่พิมพ์ 2554 บทคัดย่อ รายงานการพัฒนาบทเรียนสำเร็จรูป ชุด ตามรอยพระพุทธองค์ กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีวัตถุประสงค์ เพื่อ 1) เพื่อพัฒนาบทเรียนสำเร็จรูป ชุด ตามรอยพระพุทธองค์ กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ให้มีประสิทธิภาพ ตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 2) เพื่อศึกษาค่าดัชนีประสิทธิผลของการเรียนรู้ด้วยบทเรียนสำเร็จรูป ชุด ตามรอยพระพุทธองค์ กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านดงพลอง (สำนักงานสลากกินแบ่งสงเคราะห์ 539) 3) 3) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียน และหลังเรียนด้วยบทเรียนสำเร็จรูป ชุด ตามรอยพระพุทธองค์ กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านดงพลอง (สำนักงานสลากกินแบ่งสงเคราะห์ 539) 4) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อบทเรียนสำเร็จรูป ชุด ตามรอยพระพุทธองค์ กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านดงพลอง (สำนักงานสลากกินแบ่งสงเคราะห์ 539) กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านดงพลอง (สำนักงานสลากกินแบ่งสงเคราะห์ 539) ที่เรียนในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2553 จำนวน 14 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ 1) บทเรียนสำเร็จรูปชุด ตามรอยพระพุทธองค์ กลุ่มสาระ การเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 14 เรื่อง 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน จำนวน 40 ข้อ 3) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อบทเรียนสำเร็จรูป ขุด ตามรอยพระพุทธองค์ กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 19 ข้อ วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การหาค่าดัชนีประสิทธิผลของการเรียนรู้ด้วยบทเรียนสำเร็จรูป และการเปรียบเทียบคะแนนก่อนเรียนและหลังเรียนด้วย t-test (Independent Samples t-test) ผลการวิจัยพบว่า 1. บทเรียนสำเร็จรูป ชุด ตามรอยพระพุทธองค์ กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน เท่ากับ 85.97/87.68 2. ประสิทธิผลทางการเรียนของนักเรียนสูงขึ้น มีค่าดัชนีประสิทธิผล เท่ากับ 0.80 คิดเป็นร้อยละ 80.00 3. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 4. ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อบทเรียนสำเร็จรูป ชุด ตามรอยพระพุทธองค์ กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก
รายงานผลการใช้เอกสารประกอบการเรียน ชุด วันสำคัญทางศาสนา
[ โดย kruinfo ชม 134 ]
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของเอกสารประกอบการเรียน ชุด วันสำคัญทางศาสนา กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านเทอดไทย ที่เรียนด้วยเอกสารประกอบการเรียน ชุด วันสำคัญทางศาสนา กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านเทอดไทย ที่มีต่อเอกสารประกอบการเรียน ชุด วันสำคัญทางศาสนา กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ห้องที่ 2 โรงเรียนบ้านเทอดไทย อำเภอ แม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงราย เขต 3 ภาคเรียน ที่ 2 ปีการศึกษา 2553 ที่ได้มาโดยวิธีการสุ่มแบบเจาะจง จำนวน 40 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ครั้งนี้ประกอบด้วยเอกสารประกอบการเรียน ชุด วันสำคัญทางศาสนา กลุ่มสาระการเรียนรู้ สังคมศึกษาศาสนา และวัฒนธรรม จำนวน 9 เล่ม แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนแบบปรนัย ชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่มีต่อเอกสารประกอบการเรียน ชุด วันสำคัญทางศาสนา จำนวน 10 ข้อ วิเคราะห์ข้อมูลโดยการ ใช้สถิติในการวิเคราะห์ข้อมูลและนำเสนอผลการวิเคราะห์โดยใช้ตารางประกอบการบรรยาย สรุปผลการศึกษาได้ดังนี้ 1. ประสิทธิภาพของเอกสารประกอบการเรียน ชุด วันสำคัญทางศาสนา กลุ่มสาระ การเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ทั้ง 9 เล่ม มีประสิทธิภาพ84.17/84.50 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ คือ 80/80 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนของนักเรียน ที่เรียนโดยใช้เอกสารประกอบ การเรียน ชุด วันสำคัญทางศาสนา กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ทั้ง 9 เล่ม สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 3. ความพึงพอใจของนักเรียนที่เรียนโดยการใช้เอกสารประกอบการเรียน ชุด วันสำคัญทางศาสนา กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 มีค่าระดับความพึงพอใจมากที่สุด
การพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน วิชากระบี่กระบอง ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 เรื่อง การรำกระบี่กระบอง
[ โดย kruinfo ชม 1,149 ]
ชื่อเรื่อง การพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน วิชากระบี่กระบอง ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 เรื่อง การรำกระบี่กระบอง ผู้รายงาน นายกิตติมศักดิ์ ทุมทองหลาง กลุ่มสาระการเรียนรู้ สุขศึกษาและพลศึกษา โรงเรียนมัธยมวชิราลงกรณวราราม อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ปี พ.ศ. 2553 บทคัดย่อ การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ1)เพื่อพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน วิชากระบี่กระบอง ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 เรื่อง การรำกระบี่กระบอง ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนทีเรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน วิชากระบี่กระบอง ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 หน่วย การเรียนรู้ที่ 2 เรื่อง การรำกระบี่กระบอง 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ต่อการเรียนการสอน โดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน วิชากระบี่กระบอง หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 เรื่อง การรำกระบี่กระบอง กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/4 โรงเรียนมัธยม วชิราลงกรณวราราม อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2553 จำนวน 44 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าประกอบด้วย 1) บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน วิชากระบี่-กระบอง ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 เรื่อง การรำกระบี่กระบอง 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน วิชากระบี่กระบอง ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 หน่วย การเรียนรู้ที่ 2 เรื่อง การรำกระบี่กระบอง จำนวนข้อสอบ 40 ข้อ 3) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ต่อการเรียนการสอน โดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน วิชากระบี่กระบอง หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 เรื่อง การรำกระบี่กระบอง จำนวน 10 ข้อ เครื่องมือที่ผู้รายงานสร้างขึ้นผ่านการตรวจสอบคุณภาพจากผู้เชี่ยวชาญ 5 ท่าน ทดลองใช้ และปรับปรุงให้มีคุณภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่า t การหาประสิทธิภาพ (E1/ E2) ค่าดัชนีความสอดคล้อง ผลการศึกษาพบว่า 1. ประสิทธิภาพบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน วิชากระบี่กระบอง ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 เรื่อง การรำกระบี่กระบอง มีค่าประสิทธิภาพ 83.89/86.99 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหลังเรียน โดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน วิชากระบี่กระบอง ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 เรื่อง การรำกระบี่กระบอง สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 3. ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ต่อการเรียนการสอน โดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน วิชากระบี่กระบอง หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 เรื่อง การรำกระบี่กระบองโดย ภาพรวมอยู่ในระดับมาก
การประเมินโครงการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดในโรงเรียนท่าม่วงราษฎร์บำรุง
[ โดย kruinfo ชม 451 ]
บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์วัตถุประสงค์ เพื่อประเมิน สภาวะแวดล้อม (Context) ปัจจัยนำเข้า (Input) กระบวนการ (Process) ผลผลิต (Product) และ ผลกระทบ (Impact Evaluation) ในการดำเนินงานของโครงการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดในโรงเรียนท่าม่วงราษฎร์บำรุง และประเมินความคิดเห็นในการดำเนินโครงการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดในโรงเรียนท่าม่วงราษฎร์บำรุง โดยใช้รูปแบบการประเมินด้วยรูปจำลองปรับประยุกต์แบบซิปป์ ( CIPP model ) กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการประเมินครั้งนี้ ได้แก่ ครู นักเรียน คณะกรรมการสถานศึกษา และคณะกรรมการเครือข่ายผู้ปกครอง ของโรงเรียนโรงเรียนท่าม่วงราษฎร์บำรุง อำเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างด้วยการใช้ตารางสำเร็จรูปของ Krejcie and Morgan รวมทั้งสิ้น 667 คน เครื่องมือที่ใช้ในการประเมิน คือ เป็นแบบสอบถามความคิดเห็นของครู คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ผู้ปกครองนักเรียนและนักเรียนกับโครงการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดในโรงเรียนท่าม่วงราษฎร์บำรุง ปีการศึกษา 2552-2553 แบ่งออกเป็น 2 ตอน คือ ตอนที่ 1 สถานภาพของผู้ตอบแบบสอบถาม ตอนที่ 2 แบบสอบถาม นักเรียน ครู คณะกรรมการเครือข่ายผู้ปกครอง และคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานกับโครงการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดในโรงเรียนท่าม่วงราษฎร์บำรุง ในด้านสภาวะแวดล้อม ด้านปัจจัยเบื้องต้น ด้านกระบวนการดำเนินงาน ด้านผลผลิตและด้านผลกระทบ ลักษณะของเครื่องมือในตอนที่ 2 เป็นแบบสอบถามชนิดมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) 5 ระดับ ตามแบบของ ลิเคริ์ท (Likert) ซึ่งประกอบด้วยแบบสอบถาม จำนวน 4 ฉบับ มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.95 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า 1.ด้านสภาวะแวดล้อม โรงเรียนมีแผนการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดที่มีความเหมาะสมและเป็นไปได้ กฎระเบียบข้อบังคับของโรงเรียนมีความเหมาะสม สภาพแวดล้อมในโรงเรียนร่มรื่นสวยงามเอื้อต่อการเรียนรู้ สภาพห้องน้ำและมุมอับได้รับการดูแลเอาใจใส่อย่างเหมาะสม มีการส่งเสริมสุขภาพที่มีความเหมาะสม โดยนักเรียนกลุ่มเสี่ยงได้รับการดูแลเอาใจใส่จากโรงเรียนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และสภาพชุมชนในเขตบริการของโรงเรียนมีความปลอดภัยจากยาเสพติด 2.ด้านปัจจัยนำเข้า ผู้บริหารโรงเรียนมีนโยบาย ให้ครูผู้สอนมีความตระหนักของพิษภัยของยาเสพติด ครูมีความตระหนักในการดูแลเอาในการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดให้นักเรียน โรงเรียนมีการใช้งบประมาณอย่างเหมาะสม คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ชุมชน ผู้นำชุมชน และโรงพยาบาลท่าม่วง มีความรู้ความเข้าใจนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดของโรงเรียน โดยโรงเรียนได้เชิญวิทยากรบุคคลภายนอกมาช่วยจัดโครงการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดในโรงเรียนอย่างต่อเนื่อง โรงเรียนได้จัดกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพกาย สุขภาพจิตและสุขลักษณะนิสัยอย่างต่อเนื่อง โรงเรียนมีการจัดทำเอกสารการเผยแพร่โครงการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดในโรงเรียน และมีการจัดระเบียบสภาวะแวดล้อมรอบโรงเรียนให้มีความปลอดภัยและเอื้อต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของนักเรียน 3.ด้านกระบวนการ ครูและชุมชนมีส่วนร่วมในการวางแผนดำเนินโครงการการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด โดยมีการจัดนิทรรศการให้ความรู้นักเรียนเกี่ยวกับยาเสพติด มีการตรวจสุขภาพนักเรียนเพื่อค้นหานักเรียนกลุ่มเสี่ยง มีการจัดกิจกรรม To be number one จัดกิจกรรมฝึกทักษะชีวิต 4.ด้านผลผลิต นักเรียนมีสุขลักษณะนิสัยที่ดี ปลอดจากสารเสพติด มีสุขภาพจิตที่ดี มีจิตสำนึกที่ดี เป็นผู้นำ ผู้ตามที่ดี เป็นคนดีมีคุณธรรม มีความสุข สามารถนำกิจกรรมตามโรงเรียนวิถีพุทธไปใช้ในชีวิตประจำวัน มีทักษะในการป้องกันตนเองให้ปลอดจากยาเสพติด และสามารถนำความรู้เกี่ยวกับกิจกรรมเกี่ยวกับการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดที่ครูจัดขึ้นไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน 5.ด้านผลกระทบ นักเรียนกลุ่มเสี่ยงได้รับการดูแลเอาใจใส่จากโรงเรียนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ชุมชนให้ความดูแลเอาใจใส่บุตรหลานของตนเอง ให้ความร่วมมือช่วยเหลือในกิจกรรมที่โรงเรียนจัดขึ้น ชุนชนให้ความร่วมมือช่วยเหลือโรงเรียนในการป้องกันการแพร่ระบาดของยาเสพติด ชุนชมให้ความร่วมมือช่วยเหลือโรงเรียนในการดำเนินนโยบายโครงการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดในโรงเรียนท่าม่วงราษฎร์บำรุง และนักเรียนนำความรู้ที่ได้รับไปเผยแพร่ในชุมชน ส่งผลให้นักเรียนตั้งใจเรียนทำให้มีผลสัมฤทธิ์สูงขึ้น จากผลการประเมินความคิดเห็นของครู นักเรียน คณะกรรมการเครือข่ายผู้ปกครองและ คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานที่มีต่อโครงการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดในโรงเรียนท่าม่วงราษฎร์บำรุง เมื่อพิจารณาในภาพรวม พบว่า ในปีการศึกษา 2552 อยู่ในระดับปานกลางทุกด้าน ส่วนปีการศึกษา 2553 มีความคิดเห็นต่อโครงการอยู่ในระดับมาก ทุกด้าน
รายงานการพัฒนาเกมการศึกษาเพื่อเตรียมความพร้อมทางคณิตศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัยชั้นอนุบาลปีที่ 1
[ โดย kruinfo ชม 238 ]
เรื่อง การพัฒนาเกมการศึกษาเพื่อเตรียมความพร้อมทาง คณิตศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย ชั้นอนุบาลปีที่ 1 ผู้รายงาน นางอารีรัตน์ สารรัตน์ หน่วยงาน โรงเรียนบ้านโกรกกุลา อำเภอเนินสง่า จังหวัดชัยภูมิ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิ เขต 3 ปีที่พิมพ์ ปีการศึกษา 2553 บทคัดย่อ รายงานการพัฒนาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อหาประสิทธิภาพของเกมการศึกษาเพื่อเตรียมความพร้อมทางคณิตศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย ชั้นอนุบาลปีที่ 1 ตามเกณฑ์มาตรฐาน 80 / 80 และ เพื่อเปรียบเทียบความพร้อมทางคณิตศาสตร์ระดับปฐมวัยชั้นอนุบาลปีที่ 1 ก่อนและหลังการเรียนด้วยเกมการศึกษาเพื่อเตรียมความพร้อมทางคณิตศาสตร์ กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการพัฒนา ประกอบด้วยเด็กปฐมวัยที่กำลังศึกษาอยู่ชั้นอนุบาลปีที่ 1 โรงเรียนบ้านโกรกกุลา อำเภอเนินสง่า จังหวัดชัยภูมิ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิ เขต 3 ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2553 จำนวน 17 คนที่ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการพัฒนาประกอบด้วย เกมการศึกษาเพื่อเตรียมความพร้อมทางคณิตศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย จำนวน 30 เกม แผนการจัดประสบการณ์ จำนวน 30 แผน แบบทดสอบย่อยท้ายแผนการจัดประสบการณ์ จำนวน 1 ฉบับ ที่มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.72 และแบบทดสอบวัดความพร้อมทางคณิตศาสตร์ระดับปฐมวัย ชั้นอนุบาลปีที่ 1 ก่อนเรียนและหลังเรียน ที่มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.71 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์โปรแกรมสำเร็จรูปเพื่อหาค่าอำนาจจำแนกจากการทดสอบค่า t (t-test) และหาค่าความเชื่อมั่นจากค่าสัมประสิทธิ์แอลฟ่า (α-Coefficient) จำนวนความถี่ ค่าร้อยละ(%) ค่าเฉลี่ยเลขคณิต ( ) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D) ผลการศึกษา พบว่า 1. เกมการศึกษาเพื่อเตรียมความพร้อมทางคณิตศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัยชั้นอนุบาลปีที่ 1 มีประสิทธิภาพ E1 / E2 เท่ากับ 83.92/87.25 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ที่ตั้งไว้ 2. เด็กปฐมวัยที่เรียนโดยใช้เกมการศึกษาเพื่อเตรียมความพร้อมทางคณิตศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัยชั้นอนุบาลปีที่ 1 มีคะแนนทดสอบหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01
การพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนเพื่อพัฒนาการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่องการคูณ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนในกลุ่มเทศบาลเมืองสิงห์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี
[ โดย kruinfo ชม 191 ]
นางรัตนา จุ้ยแจ่ม. 2552: การพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนเพื่อพัฒนาการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่องการคูณ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนในกลุ่มเทศบาลเมืองสิงห์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่องการคูณ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ที่กำหนด 2) เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่องการคูณ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ก่อนและหลังเรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์เรื่องการคูณ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่เรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ เรื่องการคูณ ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2552 โดยวิธีการสุ่มแบบกลุ่ม หรือแบบยกชั้น (Cluster Random Sampling) จำนวน 1 ห้องเรียน รวม 28 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์เรื่องการคูณ 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน 3) แบบสอบถามความพึงพอใจ ผลการวิจัยพบว่า 1. ประสิทธิภาพของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนมีค่าเท่ากับร้อยละ 82.22 เป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนด 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์เรื่องการคูณ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 สูงขึ้นภายหลังการเรียนโดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 3. ผลการประเมินและวิเคราะห์ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน พบว่า ค่าเฉลี่ยรวมของความพึงพอใจได้
รายงานผลการใช้ชุดการสอนการอ่านและเขียนสะกดคำที่ประสมด้วยสระลดรูปกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3
[ โดย kruinfo ชม 151 ]
การศึกษาครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายของการศึกษาเพื่อหาประสิทธิภาพของชุดการสอนการอ่านและเขียนสะกดคำที่ประสมด้วยสระลดรูป กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน และศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อชุดการสอนการอ่านและเขียนสะกดคำที่ประสมด้วยสระลดรูป กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2552 โรงเรียนบ้านขี้นาค สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 2 จำนวน 10 คน ซึ่งได้มาโดยการสุ่มแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ ชุดการสอนการอ่านและเขียนสะกดคำที่ประสมด้วยสระลดรูป กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบสอบถามความคิดเห็นของนักเรียน สถิติที่ใช้ ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบ t-test (Dependent) ผลการศึกษา พบว่า 1. ชุดการสอนการอ่านและเขียนสะกดคำที่ประสมด้วยสระลดรูป กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีประสิทธิภาพ ( / ) เท่ากับ 84.22/82.89 เป็นไปตามเกณฑ์ 80/80 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 3. ความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อชุดการสอนการอ่านและเขียนสะกดคำที่ประสมด้วยสระลดรูป กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ในภาพรวมว่ามีความเหมาะสมในระดับมาก
รายงานการจัดกิจกรรมการปั้นเพื่อพัฒนาความสามารถในการไช้กล้ามเนื่อมัดเล็กของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่1/3
[ โดย kruinfo ชม 164 ]
บทคัดย่อ รายงานการจัดกิจกรรมการปั้นเพื่อพัฒนาความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก ของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 1/3 มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างกิจกรรมการปั้นที่มีประสิทธิภาพ และเพื่อเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่าง ผลการพัฒนาความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 1/3 ก่อนและหลังการจัดกิจกรรมการปั้นกลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในพัฒนาครั้งนี้เป็นนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 1/3 โรงเรียนอนุบาลบ้านนา(วัดช้าง) สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครนายก ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2553 จำนวน 36 คน ผลการศึกษาพบว่า 1) กิจกรรมการปั้นเป็นกิจกรรมที่มีประสิทธิภาพสามารถนำไปใช้พัฒนาความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 1 ได้ โดยวิเคราะห์จากการหาประสิทธิภาพด้านความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา พบว่า มีค่าดัชนีความสอดคล้อง อยู่ระหว่าง 0.67
เผยแพร่ผลงานวิชาสังคมศึกษา 5
[ โดย kruinfo ชม 159 ]
ชื่อเรื่อง การพัฒนาชุดการสอน รายวิชาสังคมศึกษาเพื่อชีวิต 5 รหัสวิชา ส43101 เรื่อง วัฒนธรรมและสิทธิมนุษยชน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ผู้ศึกษา นายประสิทธ์ นวพงษ์พิพัฒน์ โรงเรียน โรงเรียนสุรนารีวิทยา 2 อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา ปีที่พิมพ์ 2553 บทคัดย่อ การพัฒนาชุดการสอน รายวิชาสังคมศึกษาเพื่อชีวิต 5 รหัสวิชา ส43101 เรื่องวัฒนธรรมและสิทธิมนุษยชน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาชุดการสอน รายวิชาสังคมศึกษาเพื่อชีวิต 5 รหัสวิชา ส43101 เรื่องวัฒนธรรมและสิทธิมนุษยชน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนของนักเรียน ก่อนเรียนและหลังเรียน และ 3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้ชุดการสอน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนสุรนารีวิทยา 2 ปีการศึกษา 2553 ที่ผู้ศึกษาปฏิบัติหน้าที่สอน คือ ม. 6/3 จำนวน 40 คน เครื่องมือที่ใช้ ในการทดลอง ประกอบด้วย 1) ชุดการสอน จำนวน 8 ชุด 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียน จำนวน 8 ฉบับ ๆ ละ 10 ข้อ รวม 80 ข้อ และ 3) แบบสอบถามความพึงพอใจ ของนักเรียน ที่มีต่อการเรียนโดยใช้ชุดการสอน จำนวน 1 ฉบับ 10 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ ค่า t
รายงานการพัฒนาการเรียนการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา
[ โดย kruinfo ชม 153 ]
บทคัดย่อ ชื่อเรื่อง รายงานการพัฒนาการเรียนการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม โดยใช้หนังสือนิทานส่งเสริมคุณธรรมพื้นฐาน 8 ประการ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านแม่แมะ อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ชื่อผู้รายงาน ว่าที่ร้อยตรี วรชิต สุนะ การศึกษาวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของหนังสือนิทานส่งเสริมคุณธรรมพื้นฐาน 8 ประการ ตามเกณฑ์มาตรฐาน 80 / 80 ศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านแม่แมะ อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ที่เรียนด้วยหนังสือนิทานส่งเสริมคุณธรรมพื้นฐาน 8 ประการ และศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านแม่แมะ ที่มีต่อหนังสือนิทานส่งเสริมคุณธรรมพื้นฐาน 8 ประการ กลุ่มประชากรที่ใช้ในการศึกษา คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 1ปีการศึกษา 2551 โรงเรียนบ้านแม่แมะ อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเชียงใหม่ เขต 3 จำนวน 13 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาประกอบด้วย หนังสือนิทานส่งเสริมคุณธรรมพื้นฐาน 8 ประการ จำนวน 8 ชุด แบบทดสอบก่อนและหลังเรียน จำนวน 120 ข้อ แบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จำนวน 30 ข้อ แผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 26 แผน และแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อหนังสือนิทานส่งเสริมคุณธรรมพื้นฐาน 8 ประการ จำนวน 8 ชุด สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ การหาประสิทธิภาพของหนังสือนิทานส่งเสริมคุณธรรมพื้นฐาน 8 ประการ ใช้สูตร E1 / E2 หาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จากความแตกต่างคะแนนก่อนเรียน และหลังเรียนโดยการหาค่า t และการหาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อหนังสือนิทานส่งเสริมคุณธรรมพื้นฐาน 8 ประการ โดยการหาค่าเฉลี่ย พร้อมนำเสนอข้อมูลโดยใช้ตารางประกอบคำบรรยาย ผลการศึกษาพบว่า 1. การสร้างหนังสือนิทานส่งเสริมคุณธรรมพื้นฐาน 8 ประการ สำหรับนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 มีจำนวน 8 ชุด 24 เรื่อง และมีประสิทธิภาพที่ 96.94 / 85.02 สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ 80 / 80 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนด้วยหนังสือนิทานส่งเสริมคุณธรรมพื้นฐาน 8 ประการ หลังเรียนสูงขึ้นกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 3. นักเรียนกลุ่มประชากรมีความพึงพอใจต่อหนังสือนิทานส่งเสริมคุณธรรมพื้นฐาน 8 ประการ อยู่ในระดับมาก
รายงานผลการใช้ชุดฝึกพัฒนาทักษะคณิตศาสตร์เรื่องการคูณและการหาร สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3
[ โดย kruinfo ชม 173 ]
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ คือ 1) เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของชุดฝึกพัฒนาทักษะคณิตศาสตร์เรื่องการคูณและการหาร สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ตามเกณฑ์ 75/75 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์โดยใช้ชุดฝึกพัฒนาทักษะคณิตศาสตร์เรื่องการคูณและการหาร ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ก่อนเรียนและหลังเรียน 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อชุดฝึกพัฒนาทักษะคณิตศาสตร์เรื่องการคูณและการหาร กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้ชุดฝึกพัฒนาทักษะคณิตศาสตร์เรื่องการคูณและการหาร ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3/4 โรงเรียนวัดไผ่ล้อม (พูลประชาอุปถัมภ์)สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครปฐม เขต 1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2553 จำนวน 30 คน โดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ 1) ชุดฝึกพัฒนาทักษะคณิตศาสตร์เรื่องการคูณและการหาร จำนวน 7 ชุด 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 3)แผนจัดการเรียนรู้คณิตศาสตร์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่า ( t-test ) โดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป ผลการศึกษาพบว่า 1. ชุดฝึกพัฒนาทักษะคณิตศาสตร์ เรื่องการคูณและการหาร ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 พัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพ 77.31/77.77 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดคือ 75/75 2. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนวัดไผ่ล้อม (พูลประชาอุปถัมภ์) สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครปฐม เขต 1 ที่เรียนด้วยใช้ชุดฝึกพัฒนาทักษะคณิตศาสตร์เรื่องการคูณและการหาร มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องการดำรงชีวิตของพืช
[ โดย kruinfo ชม 200 ]
ชื่อผลงาน : การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องการดำรงชีวิตของพืช กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ประกอบการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ ผู้จัดทำ : นายณฐกร เชื้อชาติ หน่วยงาน : โรงเรียนสามแยกป่าถล่ม สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาประจวบคีรีขันธ์ เขต 2 ปีการศึกษา: 2553 บทคัดย่อ การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องพืชรอบตัวเรา กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ประกอบการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อ 1) เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนเรื่องการดำรงชีวิตของพืช 2)เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ก่อน และหลังการเรียน ด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ประกอบการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ต่อการเรียนโดยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน กลุ่มเป้าหมายได้แก่นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนสามแยกป่าถล่ม ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2553 จำนวน 7 คน ผ่านการพัฒนาด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ประกอบการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ ระยะเวลา 10 สัปดาห์ จำนวน 18 ชั่วโมง เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบประเมินความพึงพอใจต่อการเรียนโดยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าเฉลี่ย ( ) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD) ร้อยละความก้าวหน้า (d%) และทดสอบค่าที่ (t - test) ผลการศึกษา 1. บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่องการดำรงชีวิตของพืช จากการทดลองในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2552 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 84.25/82.75 มีประสิทธิผลเท่ากับ 0.64 และจากการทดลองกับกลุ่มเป้าหมายในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2553 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 88.20/86.78 ค่าดัชนีประสิทธิผลเท่ากับ 0.71 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนด คือ 80 / 80 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องการดำรงชีวิตของพืช ของนักเรียนหลังเรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ประกอบการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือสูงกว่าก่อนเรียน และแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .01 และมีความก้าวหน้าโดยรวมร้อยละ 31.78 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด (ร้อยละ 25) 3. ความพึงพอใจต่อการเรียนโดยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนของนักเรียน อยู่ในระดับมากที่สุด
แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่องอสมการ
[ โดย kruinfo ชม 462 ]
บทคัดย่อ หัวข้อศึกษา : การพัฒนาแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง อสมการ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ผู้ศึกษา : นายณรงค์ กิ่งจำปา ที่ปรึกษา : ดร.สาธิต รื่นเริงใจ รองผู้อำนวยการชำนาญการพิเศษ โรงเรียนซับน้อยเหนือวิทยาคม ปีการศึกษา : 2552 การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) สร้างแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 เรื่อง อสมการ โรงเรียนซับน้อยเหนือวิทยาคม ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 75/75 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์พื้นฐาน เรื่อง อสมการ ก่อนเรียนและหลังเรียน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ปีการศึกษา 2552 โรงเรียนซับน้อยเหนือวิทยาคม โดยใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ และ 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนซับน้อยเหนือวิทยาคม หลังจากการเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง อสมการ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียน ซับน้อยเหนือวิทยาคม อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี ที่เรียนรายวิชาคณิตศาสตร์พื้นฐาน ค 33101 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2552 จำนวน 28 คน ได้มาจากการสุ่มแบบกลุ่ม ซึ่งเป็นนักเรียนห้อง 3/1 ที่ผู้รายงานได้รับมอบหมายให้ทำการสอน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ประกอบด้วย 1) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 2) แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง อสมการ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 3 เล่ม และ 3) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนหลังเรียน ด้วยแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง อสมการ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ผลการศึกษาพบว่า 1. แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง อสมการ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีประสิทธิภาพ 80.05/79.10 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ 75/75 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนกลุ่มตัวอย่างที่เรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ ประกอบการเรียนการสอน หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .05 3. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนซับน้อยเหนือวิทยาคม มีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง อสมการ ในระดับมาก
สื่อการสอนฟิสิกส์ออนไลน์ เรื่อง กลศาสตร์ของไหล
[ โดย kruinfo ชม 336 ]
http://ninephum-physics.blogspot.com/ กลศาสตร์ของไหล ของไหล http://ninephum.blogspot.com บล๊อกส่วนตัว นายภูมิ http://phayanak.blogspot.com/ พญานาค นาคราช บั้งไฟพญานาค นาก นาค http://kpch-blog.blogspot.com/ บทความดีดีจาก Forward Mail เมลล์ที่ชอบส่งต่อ รวม Forward Mail ดีจากทั่วโลกไว้ให้อ่าน และดูกันที่นี่ มีทั้งเรื่องเพื่อน ความรัก เรื่องแปลก มีทั้งซึ้งๆ ขำๆ น่ากลัว และมีประโยชน์ด้วย. http://ninephoom.blogspot.com/ สอบบรรจุครูผู้ช่วย สอบบรรจุครู สอบบรรจุครูผู้ช่วย 2554 ครูผู้ช่วย ข่าวครู วิทยฐานะครู นักเรียน การศึกษา การเรียน ข่าวการศึกษา ครูไทย โรงเรียน บทความ ความรู้ทั่วไป ครูบ้านนอก ความรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้ เทคโนโลยีการศึกษา สอบบรรจุครูผู้ช่วย 2554 http://love8love9.blogspot.com/ บทความเกี่ยวกับความรัก,บทความโดนๆ,บทความซึ้งๆ,บทความเศร้า,บทความดีๆ,ความรู้สึกดีๆ,ความรัก,อกหัก,เศร้า,เหงา,กลอนซึ้งๆ,เรื่องเล่า,ข้อความ,เพื่อน,บทความความรัก,กลอน,บทกลอน,ผ่อนคลาย, เรื่องตลก, เรื่องขำขัน,บทความเกี่ยวกับเพื่อน,เพื่อน http://phayanaga.blogspot.com/ พญานาค นาคราช บั้งไฟพญานาค http://thaifreetest.blogspot.com/ ฟรีระบบข้อสอบออนไลน์ คลังข้อสอบ รวมข้อสอบ ข้อสอบ คลังข้อสอบ รวมแบบทดสอบ รวมข้อสอบ คลังข้อสอบ รวมข้อสอบ ข้อสอบ ระบบข้อสอบ โปรแกรมข้อสอบ แบบทดสอบออนไลน์ http://thailandensogo.blogspot.com/ Ensogo Thailand (EnsogoThailand) http://insurance-freestyle.blogspot.com/ Life Insurance Knowledge:Life Insurance , private, death, employee pensions and annuities,life insurance, educational, life insurance companies http://insuranceinsurancelifeinsurance.blogspot.com/ Insurance Insurance LifeInsurance http://ninethailand.blogspot.com/ Thailand general knowledge General knowledge about Thailand And Articles of Thailand to be incorporated easily to learn about education in areas such as the sequence of Thailand Thai kings. Patriarch in the period. Thai Prime Minister. Field Marshal of Thailand Geographic information. And population of the provinces. Zip code and regular telephone and location. Provincial seal motto and travel the 76 provinces of Thailand. http://lovelovelovethailand.blogspot.com/ รับสมัครครูวิทยาศาสตร์ ด่วน! รับสมัครครูอัตราจ้าง วิชาสังคมศึกษา ด่วน รับสมัครครูอัตราจ้าง รับสมัครครู http://volleyballthailand.blogspot.com/ volleyballthailandclub volleyball วอลเลย์บอล วอลเลย์บอลไทย นักตบลูกยาง ปลื้มจิตร วันชัย นุศรา จิรายุ โชติวัฒน์ วรรณนา อรอุมา วิลาวรรณ มัลลิกา กฤษดา นักกีฬาวอลเลย์บอลทีมชาติไทย นักกีฬาวอลเลย์บอลชาย นักกีฬาวอลเลย์บอลหญิง http://sobkroo.blogspot.com/ ข้อสอบครูชำนาญการพิเศษ ,ข้อสอบครูผู้ช่วย,สอบบรรจุครู,แนวข้อสอบครู,สอบครู,แนวข้อสอบครูผู้ช่วย,ครูผู้ช่วย,ข้อสอบบรรจุครู,ข้อสอบครูชำนาญการพิเศษ,สอบครูชำนาญการพิเศษ http://sobkroobannok.blogspot.com/ รวมข้อสอบ แบบทดสอบ รวมแนวข้อสอบ ข้อสอบ มากมายหลายอย่างไม่ว่าจะเป็น ข้อสอบเข้ามหาวิทยาลัย ข้อสอบบรรจุครูผู้ช่วย ข้อสอบฟิสิกส์ ข้อสอบเยียวยา ข้อสอบอะไรก็ช่างเถอะ http://sorbkrooyai.blogspot.com/ รวมข้อสอบ แบบทดสอบ รวมแนวข้อสอบ ข้อสอบ มากมายหลายอย่างไม่ว่าจะเป็น ข้อสอบเข้ามหาวิทยาลัย ข้อสอบบรรจุครูผู้ช่วย ข้อสอบฟิสิกส์ ข้อสอบเยียวยา ข้อสอบอะไรก็ช่างเถอะ http://thaiphysics.blogspot.com/ ฟิสิกส์ ฟิสิกส์ไทย ข้อสอบฟิสิกส์ บทเรียนฟิสิกส์ ฟิสิกส์ออนไลน์ โจทย์ฟิสิกส์ แบบฝึกหัดวิชาฟิสิกส์ http://biologycontest.blogspot.com/ ความรัก บทความความรัก ดูดวงความรัก นิยามความรัก กลอนรัก เพลงรัก ความรัก ความรัก เนื้อคู่และลักษณะเนื้อคู่ กลอนรัก บทความเกี่ยวกับรัก บอกรัก ความรัก บทความความรัก ดูดวงความรัก นิยามความรัก ความรักคืออะไร ความรักคือ กลอนความรัก กลอนรัก เพลงความรัก http://oopps.bloggang.com เฉลยข้อสอบวิชาฟิสิกส์ O-Net ฟิสิกส์ ข้อสอบฟิสิกส์ บทเรียนฟิสิกส์ ฟิสิกส์ออนไลน์ โจทย์ฟิสิกส์ แบบฝึกหัดวิชาฟิสิกส์ โจทย์วิชาฟิสิกส์ โจทย์วิชาฟิสิกส์ รวมนำเสนอข่าวสาร บทความของคุณ รวมนำเสนอข่าวสาร บทความของคุณ http://thaifreetest.blogspot.com/ ฟรีระบบข้อสอบออนไลน์ คลังข้อสอบ รวมข้อสอบ ข้อสอบ คลังข้อสอบ รวมแบบทดสอบ รวมข้อสอบ คลังข้อสอบ รวมข้อสอบ ข้อสอบ ระบบข้อสอบ โปรแกรมข้อสอบ แบบทดสอบออนไลน์
รายงานการศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง ระบบต่าง ๆ ในร่างกาย
[ โดย kruinfo ชม 203 ]
การวิจัยครั้งนี้เป็นการจัดการสอนโดยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนเพื่อเป็นสื่อสนับสนุน ในการจัดการเรียนการสอนเป็นอีกรูปแบบหนึ่งที่มีการนำเสนอข้อมูลสารสนเทศที่มีลักษณะเป็นมัลติมีเดียที่มีความน่าสนใจ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษาเรื่อง ระบบต่าง ๆ ในร่างกาย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อหาดัชนีประสิทธิผลของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา เรื่อง ระบบต่าง ๆ ในร่างกาย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่พัฒนาขึ้น 3) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนโดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา เรื่อง ระบบต่าง ๆ ในร่างกาย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ก่อนและหลังเรียน 4) เพื่อศึกษาความพึงพอใจต่อการเรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา เรื่อง ระบบต่าง ๆ ในร่างกาย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ประชากรที่ใช้ในการวิจัย คือ นักเรียนระดับประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนชุมชนบ้านปลาขาว อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 5 ปีการศึกษา 2553 จำนวน 2 ห้องเรียน รวมนักเรียนทั้งสิ้นจำนวน 51 คน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5/1 จำนวน 24 คน เป็นการสุ่มแบบจำเพาะเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ 1) บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่มีค่าความยากง่ายตั้งแต่ .43 ถึง .70 มีค่าอำนาจจำแนกตั้งแต่ .43 ถึง .71 และมีค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบทั้งฉบับเท่ากับ .92 3) แผนการจัดการเรียนรู้ที่ใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนและคู่มือการใช้ 4) แบบสอบถามความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ คือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ดัชนีประสิทธิผล และการทดสอบสมมุติฐานที่ใช้ t-test (Dependent Sample) ผลการวิจัยปรากฏว่า 1) บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง ระบบต่าง ๆ ในร่างกาย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 มีประสิทธิภาพ เท่ากับ 83.69/84.86 2) มีดัชนีประสิทธิผลเท่ากับ 0.6318 ซึ่งแสดงว่านักเรียนมีความรู้เพิ่มขึ้นร้อยละ 63.18 3) คะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่เรียนโดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง ระบบต่าง ๆ ในร่างกาย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 4) นักเรียนที่เรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง ระบบต่าง ๆ ในร่างกาย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 มีความพึงพอใจต่อการเรียนโดยรวมและรายด้าน 4 ด้านคือ ด้านคำแนะนำในการใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ด้านเนื้อหา ด้านการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนและด้านการวัดและประเมินผล อยู่ในระดับมาก โดยสรุป บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง ระบบต่าง ๆ ในร่างกาย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 มีประสิทธิภาพ ผู้เรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนในระดับมากจากผลการวิจัยดังกล่าวควรส่งเสริมให้ครูใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน มาใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนเพื่อให้บรรลุเป้าหมายในการเรียนต่อไป
สื่อการสอนฟิสิกส์ออนไลน์ เรื่อง กลศาสตร์ของไหล
[ โดย kruinfo ชม 278 ]
http://ninephum-physics.blogspot.com/ กลศาสตร์ของไหล ของไหล http://thaiphysics.blogspot.com/ ฟิสิกส์ ฟิสิกส์ไทย ข้อสอบฟิสิกส์ บทเรียนฟิสิกส์ ฟิสิกส์ออนไลน์ โจทย์ฟิสิกส์ แบบฝึกหัดวิชาฟิสิกส์ http://oopps.bloggang.com เฉลยข้อสอบวิชาฟิสิกส์ O-Net ฟิสิกส์ ข้อสอบฟิสิกส์ บทเรียนฟิสิกส์ ฟิสิกส์ออนไลน์ โจทย์ฟิสิกส์ แบบฝึกหัดวิชาฟิสิกส์ โจทย์วิชาฟิสิกส์ โจทย์วิชาฟิสิกส์ รวมนำเสนอข่าวสาร บทความของคุณ รวมนำเสนอข่าวสาร บทความของคุณ http://thaifreetest.blogspot.com/ ฟรีระบบข้อสอบออนไลน์ คลังข้อสอบ รวมข้อสอบ ข้อสอบ คลังข้อสอบ รวมแบบทดสอบ รวมข้อสอบ คลังข้อสอบ รวมข้อสอบ ข้อสอบ ระบบข้อสอบ โปรแกรมข้อสอบ แบบทดสอบออนไลน์
ชุดการสอนสื่อประสมวิชาภาษาอังกฤษ เรื่อง Christmas Celebration
[ โดย kruinfo ชม 326 ]
รายงานผลการพัฒนาชุดการสอนสื่อประสมวิชาภาษาอังกฤษ เรื่อง Christmas Celebration สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศครั้งนี้ มีจุดประสงค์คือ1) เพื่อหาประสิทธิภาพของชุดการสอนสื่อประสม สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนพระซองสามัคคีวิทยา อำเภอนาแก จังหวัดนครพนม สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 22 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ก่อนและหลังเรียนด้วยชุดการสอนสื่อประสม และ 3) วัดความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนรู้ด้วยชุดการสอนสื่อประสม ดังกล่าว ผลการศึกษาพบว่า ชุดการสอนสื่อประสมวิชาภาษาอังกฤษ เรื่อง Christmas Celebration สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีประสิทธิภาพ E1/E2 เท่ากับ 81.40 / 80.49 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ก่อนและหลังเรียนด้วยชุดการสอนสื่อประสมซึ่งมีค่าดัชนีประสิทธิผลเท่ากับ 0.5578 กล่าวคือผู้เรียนมีความก้าวหน้าทางการเรียนหลังจากเรียนรู้ด้วยชุดการสอนสื่อประสมดังกล่าว คิดเป็นร้อยละ 55.78 และนักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนรู้ด้วยชุดการสอน สื่อประสมนี้ อยู่ในระดับมาก
ผลการใช้แบบฝึกเสริมทักษะการคูณของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนเทศบาล ๑ บ้านสะเดา
[ โดย kruinfo ชม 134 ]
การรายงานผลการใช้แบบฝึกเสริมทักษะการคูณของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนเทศบาล ๑ บ้านสะเดา มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. สร้างและพัฒนาแบบฝึกเสริมทักษะการคูณของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ให้มีประสิทธิภาพ 80/80 2. เพื่อศึกษาเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังการใช้แบบฝึกเสริมทักษะการคูณของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ได้ทำการทดลองกับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนเทศบาล ๑ บ้านสะเดา จังหวัดสงขลา ปีการศึกษา 2552 จำนวน 33 คน การวิเคราะห์ข้อมูล การหาประสิทธิภาพ ใช้วิธีการหาค่าเฉลี่ยร้อยละ การทดสอบความแตกต่างของคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ก่อนและหลังใช้แบบฝึกเสริมทักษะการคูณของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โดยการทดสอบค่าที (t - test) แบบ Dependent Group และใช้ค่าเฉลี่ย ( ) ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่มีต่อการใช้แบบฝึกเสริมทักษะการคูณ ผลการศึกษาพบว่า 1. แบบฝึกเสริมทักษะการคูณของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีประสิทธิภาพ 81.50/83.45 สูงกว่าเกณฑ์ 80/80 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 หลังการใช้แบบฝึกเสริมทักษะการคูณของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 สูงกว่าก่อนการใช้แบบฝึกทักษะการคูณ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .01

ยอดนิยม