เลือกห้อง >>

ทั้งหมด

เผยแพร่รายงาน 5 บท สาระการงานิชีพและเทคโนโลยี (งานประดิษฐ์) ที่ผ่านการประเมิน คศ. 3
[ โดย kruinfo ชม 1,276 ]
ชื่อเรื่อง รายงานการใช้เอกสารประกอบการสอน ชุดผลิตภัณฑ์ใบตาลสานสร้างสรรค์ กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (งานประดิษฐ์) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ผู้ศึกษา นางเบญจวรรณ ยวนเกิด สถานที่ทำงาน โรงเรียนวัดประสพ อำเภอกาญจนดิษฐ์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 1 ปีการศึกษา 2552 บทคัดย่อ การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อสร้างเอกสารประกอบการสอน ชุดผลิตภัณฑ์ใบตาลสานสร้างสรรค์ กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (งานประดิษฐ์) ชั้นประถมศึกษา ปีที่ 6 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กลุ่มสาระการงานอาชีพและเทคโนโลยี (งานประดิษฐ์) ก่อนและหลังเรียนที่ใช้เอกสารประกอบการสอน ชุดผลิตภัณฑ์ใบตาลสานสร้างสรรค์ กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (งานประดิษฐ์) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อเอกสารประกอบการสอน ชุดผลิตภัณฑ์ใบตาลสานสร้างสรรค์ กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (งานประดิษฐ์) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 และ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนวัดประสพ อำเภอกาญจนดิษฐ์ จังหวัดสุราษฎร์ธานี สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2552 จำนวน 32 คน โดยการเลือก แบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ประกอบด้วย เอกสารประกอบการสอน ชุดผลิตภัณฑ์ใบตาลสานสร้างสรรค์ กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (งานประดิษฐ์) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 คู่มือการใช้เอกสารประกอบการสอน ชุดผลิตภัณฑ์ใบตาลสานสร้างสรรค์ กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (งานประดิษฐ์) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (งานประดิษฐ์) ชั้นประถมศึกษา ปีที่ 6 เรื่อง ผลิตภัณฑ์ใบตาลสานสร้างสรรค์ แบบประเมินความพึงพอใจที่ผู้เรียนมีต่อเอกสารประกอบการสอน ชุดผลิตภัณฑ์ใบตาลสานสร้างสรรค์ กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (งานประดิษฐ์) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ การหาค่าเฉลี่ย ( ) การหาค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน หาค่าประสิทธิภาพ (E1/E2) และการทดสอบค่าที (t-test) แบบ Dependent ผลการศึกษาพบว่า 1. เอกสารประกอบการสอนที่สร้างขึ้นแต่ละเล่มมีประสิทธิภาพตั้งแต่ เล่มที่ 1 ถึงเล่มที่ 4 มีค่า 83.91/82.95, 84.73/80.15, 85.48/82.80, 85.68/81.25 ตามลำดับ และประสิทธิภาพของเอกสารประกอบการสอน ชุดผลิตภัณฑ์ใบตาลสานสร้างสรรค์ กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (งานประดิษฐ์) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ทุกเล่มเท่ากับ 84.95/81.78 ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ 80/80 จึงสรุปได้ว่า เอกสารประกอบการสอน ชุดผลิตภัณฑ์ใบตาลสานสร้างสรรค์ กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี(งานประดิษฐ์) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่สร้างขึ้น มีประสิทธิภาพ 80/80 ซึ่งสอดคล้องกับสมมุติฐานข้อที่ 1 ที่ว่า เอกสารประกอบการสอน ชุดผลิตภัณฑ์ใบตาลสานสร้างสรรค์ กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (งานประดิษฐ์) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่สร้างมีประสิทธิภาพ 80/80 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังการใช้ เอกสารประกอบการสอน ชุดผลิตภัณฑ์ ใบตาลสานสร้างสรรค์ กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (งานประดิษฐ์) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 พบว่าค่า t ที่คำนวณมีค่าเท่ากับ 31.901ที่ระดับนัยสำคัญ .000 ซึ่งน้อยกว่าระดับนัยสำคัญที่ .01 แสดงว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนโดยใช้เอกสารประกอบการสอน ชุดผลิตภัณฑ์ใบตาลสานสร้างสรรค์ กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (งานประดิษฐ์) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 สูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .01 สรุปได้ว่า การสอนโดยใช้เอกสารประกอบการสอน ชุดผลิตภัณฑ์ใบตาลสานสร้างสรรค์ กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (งานประดิษฐ์) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ส่งผลให้ผู้เรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน และสอดคล้องกับสมมุติฐานข้อที่ 2 ที่ว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (งานประดิษฐ์) หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนที่เรียนโดยใช้เอกสารประกอบการสอน ชุดผลิตภัณฑ์ใบตาลสานสร้างสรรค์ กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (งานประดิษฐ์) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 3. ความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อเอกสารประกอบการสอน ชุดผลิตภัณฑ์ใบตาลสานสร้างสรรค์ กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (งานประดิษฐ์) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เล่มที่ 1 ถึงเล่มที่ 4 มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.875, 4.881, 4.912 และ4.912 ตามลำดับ และความพึงพอใจของทุกเล่มรวมเฉลี่ยเท่ากับ 4.895ซึ่งสอดคล้องกับสมมุติฐานข้อที่ 3 ที่ว่า ผู้เรียนมีควา¬มพึงพอใจต่อเอกสารประกอบการสอน ชุดผลิตภัณฑ์ใบตาลสานสร้างสรรค์ กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (งานประดิษฐ์) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 อยู่ในระดับมากที่สุด
การเปรียบเทียบผลการเรียนรู้ เรื่องการหาร ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ที่เรียนโดยการจัดการเรียนรู้แบ KWDL กับการจัดการเรียนรู้แบบปกติ
[ โดย kruinfo ชม 166 ]
การจัดการเรียนรู้แบบ KWDL เป็นหนึ่งในรูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่ช่วยพัฒนาทักษะกระบวนการทางคณิตศาสตร์ ความสามารถในการคิดวิเคราะห์ การทำงานร่วมกันเป็นกลุ่มและการอยู่ร่วมกันทางสังคม ทำให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ที่คงทนตามศักยภาพ การวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อ 1) พัฒนาการจัดการเรียนรู้แบบ KWDL และการจัดการเรียนรู้แบบปกติ เรื่อง การหาร ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75 2) ศึกษาดัชนีประสิทธิผลของการจัดการเรียนรู้แบบ KWDL และการจัดการเรียนรู้แบบปกติ 3) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ เรื่อง การหาร ความสามารถในการคิดวิเคราะห์ แรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ และความคงทนในการเรียนรู้ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ระหว่างกลุ่มที่เรียนด้วยการจัดการเรียนรู้แบบ KWDL กับการจัดการเรียนรู้แบบปกติ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนอนุบาลอุดรธานี ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2553 อำเภอเมืองอุดรธานี สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 1 จำนวน 77 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง(purposive Sampling) ได้นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ห้อง 8 จำนวน 37 คน เป็นกลุ่มทดลอง และนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ห้อง 7 จำนวน 40 คน เป็นกลุ่มควบคุม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้แบบ KWDL และแผนการจัดการเรียนรู้แบบปกติ เรื่อง การหาร จำนวน 40 แผน ใช้เวลาสอนแผนละ 1 ชั่วโมง แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การหาร จำนวน 20 ข้อ ซึ่งมีค่าอำนาจจำแนกรายข้อ ตั้งแต่ 0.29 ถึง 0.71 ค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบทั้งฉบับเท่ากับ 0.83 แบบทดสอบวัดความสามารถในการคิดวิเคราะห์ จำนวน 15 ข้อ มีค่าระดับความยาก ตั้งแต่ 0.42 ถึง 0.68 และค่าอำนาจจำแนก ตั้งแต่ 0.40 ถึง 0.68 ค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.86 แบบวัดแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ จำนวน 15 ข้อ มีค่าอำนาจจำแนกตั้งแต่ 0.36 ถึง 0.70 ค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.89 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบสมมติฐานด้วย Hotelling
การประเมินการบริหารงานโรงเรียนเทศบาล ๑ วัดลำลูกบัว สังกัดเทศบาลตำบลสามง่าม อำเภอดอนตูม จังหวัดนครปฐม
[ โดย kruinfo ชม 148 ]
บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินการบริหารงาน โรงเรียนเทศบาล ๑ วัดลำลูกบัว สังกัดเทศบาลตำบลสามง่าม อำเภอดอนตูม จังหวัดนครปฐม โดยประยุกต์ใช้แบบจำลองซิป ( CIPP Model ) ประเมินด้านบริบท ด้านปัจจัยนำเข้า ด้านกระบวนการ และ ด้านผลผลิต กลุ่มเป้าหมายผู้ให้ข้อมูลในการวิจัยครั้งนี้ ประกอบด้วย ผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 1 คน ครูผู้สอน จำนวน 4 คน เจ้าหน้าที่การเงินและบัญชี จำนวน 1 คน ผู้ปกครองนักเรียน จำนวน 73 คน คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานและที่ปรึกษา จำนวน 14 คน และบุคลากรจากกองการศึกษา จำนวน 6 คน รวมทั้งสิ้น 99 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลครั้งนี้ คือ แบบสอบถาม และแบบสำรวจ เกี่ยวกับการบริหารงาน โรงเรียนเทศบาล ๑ วัดลำลูกบัว การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ค่าร้อยละ (%) ค่าเฉลี่ย ( μ ) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ( σ ) และการวิเคราะห์เนื้อหา ( Content Analysis ) ผลการวิจัยพบว่า : การบริหารงานโรงเรียนเทศบาล ๑ วัดลำลูกบัว - ด้านบริบท พบว่า วิสัยทัศน์ ภารกิจ และเป้าหมายการจัดการศึกษาของโรงเรียนสอดคล้องกับยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ และยุทธศาสตร์การพัฒนาของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น นโยบายการจัดการศึกษาของโรงเรียนสอดคล้องกับนโยบาย ด้านการจัดการศึกษาของเทศบาลตำบลสามง่าม และการดำเนินงานของโรงเรียนสอดคล้องกับการดำเนินงานการประกันคุณภาพการศึกษาภายในสถานศึกษา สังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น - ด้านปัจจัยนำเข้า พบว่า โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก - ด้านกระบวนการ พบว่า โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก - ด้านผลผลิต พบว่า โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก ยกเว้นเรื่องผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน ระดับประถมศึกษา อยู่ในระดับปานกลาง ABSTRACT The purpose of this research was to evaluate the administration of Tessaban 1 Wat Lamlookbua School under the jurisdiction of Samngam Municipality by using the CIPP model, evaluating the context, input, process and product. The target group that give the information in this research were 1 school administrator, 4 teachers, 1 officer of finance, 73 students
บทคัดย่อ ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4
[ โดย kruinfo ชม 143 ]
เรื่อง : รายงานผลการใช้เอกสารประกอบการเรียน รหัสวิชา ง 30285 รายวิชา ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ชุดสนุกคิดกับภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ผู้รายงาน : นางอรวรรณ เพ็ชรศิริกุล กลุ่มสาระการเรียนรู้ : การงานอาชีพและเทคโนโลยี (งานธุรกิจ) ปีที่ศึกษา : พ.ศ. 2553 บทคัดย่อ การศึกษาครั้งนี้ผู้รายงานมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) สร้างเอกสารประกอบการเรียน รหัสวิชา ง 30285 รายวิชาภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ชุดสนุกคิดกับภาษีเงินได้ บุคคลธรรมดา ให้มีประสิทธิภาพ 80/80 และ 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียน และหลังเรียน ด้วยเอกสารประกอบการเรียน รหัสวิชา ง 30285 รายวิชาภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ชุดสนุกคิดกับภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ประชากรได้แก่ นักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/7 โรงเรียนศรีบุณยานนท์ อำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี สำนักงาน เขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 3 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2553 จำนวน 42 คน ใช้เวลาใน การทดลอง 36 คาบ (รวมเวลาที่ใช้ในการทดสอบก่อนเรียน และหลังเรียนด้วย) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาประกอบด้วย เอกสารประกอบการเรียน และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน รหัสวิชา ง 30285 รายวิชาภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ชุดสนุกคิดกับภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนมีค่าความยากง่ายอยู่ระหว่าง 0.30-0.75 ค่าอำนาจจำแนกอยู่ระหว่าง 0.25-0.80 และค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.87 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบที (t-test) ผลการศึกษาพบว่า 1. เอกสารประกอบการเรียน รหัสวิชา ง 30285 รายวิชาภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ชุดสนุกคิดกับภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ให้มีประสิทธิภาพ 82.23/82.00 ซึ่ง สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 2. นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียน และหลังเรียนด้วยเอกสารประกอบ การเรียน รหัสวิชา ง 30285 รายวิชาภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ชุดสนุกคิดกับภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ 0.05 โดยมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน
ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนนักศึกษา ที่มีต่อการบริหารงานฝ่ายพัฒนากิจการนักเรียน นักศึกษา วิทยาลัยการอาชีพแก้งคร้อ ประจำปีการศึกษา 2553.
[ โดย kruinfo ชม 117 ]
ชื่อเรื่อง ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนนักศึกษา ที่มีต่อการบริหารงาน ฝ่ายพัฒนากิจการนักเรียน นักศึกษา วิทยาลัยการอาชีพแก้งคร้อ ประจำปีการศึกษา 2553. ชื่อผู้วิจัย ประจวบ นครศรี. ปีที่พิมพ์ 2554 บทคัดย่อ ความมุ่งหมายของการวิจัย 1) เพื่อศึกษาระดับความพึงพอใจของนักเรียน นักศึกษาต่อการบริหารงานฝ่ายพัฒนากิจการนักเรียนนักศึกษา วิทยาลัยการอาชีพแก้งคร้อ 2) เพื่อเปรียบเทียบระดับความพึงพอใจต่อการบริหารงานฝ่ายพัฒนากิจการนักเรียนนักศึกษา จำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคลของนักเรียน นักศึกษา จำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคลของนักศึกษา จำนวนกลุ่มตัวอย่าง 300 คน วิจัยโดยวิธีการสำรวจ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลได้แก่ แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ SPSS for windows เวอร์ชั่น 11.5 ใช้สถิติร้อยละ , ค่าเฉลี่ย , ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน, การเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยด้วยสถิติ t-test , การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว One way ANOVA และ LSD ผลการวิจัยพบว่า 1. ระดับความพึงพอใจของนักเรียน นักศึกษาต่อการบริหารงานฝ่ายพัฒนากิจการนักเรียนนักศึกษา วิทยาลัยการอาชีพแก้งคร้อ ทั้ง 6 ด้าน มีระดับความพึงพอใจในระดับมาก 3 ด้าน ได้แก่ ด้านงานครูที่ปรึกษา , ด้านงานปกครองนักเรียน นักศึกษา, ด้านงานโครงการพิเศษและการบริการชุมชน และมีระดับความพึงพอใจในระดับปานกลาง 3 ด้าน ได้แก่ ด้านงานกิจกรรมนักเรียนนักศึกษา, ด้านงานแนะแนวอาชีพและการจัดหางาน, ด้านงานสวัสดิการนักเรียนนักศึกษา 2. การเปรียบเทียบระดับความพึงพอใจของนักเรียน นักศึกษาต่อการบริหารงานฝ่ายพัฒนากิจการนักเรียนนักศึกษา วิทยาลัยการอาชีพแก้งคร้อ จำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคลของนักศึกษา โดยนักศึกษาที่มีเพศแตกต่างกันมีระดับความพึงพอใจต่อการบริหารจัดการ 3 ด้านไม่แตกต่างกันได้แก่ ด้านงานปกครอง, ด้านงานครูที่ปรึกษา และด้านงานกิจกรรมนักเรียนนักศึกษา นักศึกษาที่มีเพศแตกต่างกัน มีระดับความพึงพอใจต่อการบริหารจัดการการศึกษา 3 ด้าน แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ได้แก่ ด้านงานโครงการพิเศษและการบริการชุมชน นักศึกษาเพศชายมีความพึงพอใจมากกว่านักศึกษาเพศหญิง และด้านงานสวัสดิการนักเรียนนักศึกษา, ด้านงานแนะแนวอาชีพและการจัดหางาน นักศึกษาเพศหญิงมีความพึงพอใจมากกว่านักศึกษาเพศชาย นักศึกษาสังกัดแผนกวิชา อายุ ระดับชั้นและเกรดเฉลี่ยสะสมแตกต่างกันมีระดับความพึงพอใจต่อการบริหารจัดการงานฝ่ายพัฒนากิจการนักเรียน นักศึกษา โดยรวมทุกด้านไม่แตกต่างกัน
รายงานผลการใช้แบบฝึกทักษะการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ เรื่องลำดับและอนุกรม สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5
[ โดย kruinfo ชม 146 ]
บทคัดย่อ ชื่อเรื่อง รายงานผลการใช้แบบฝึกทักษะการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง ลำดับและอนุกรม สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ผู้รายงาน นายชัยยุทธ์ เครือแจ้ง ตำแหน่ง ครู วิทยฐานะครูชำนาญการ โรงเรียนทุ่งใหญ่วิทยาคาร สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดปราจีนบุรี ปีการศึกษา 2553 ............................................................................................................................................................. การจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ เป็นรูปแบบของการจัดการเรียนรู้รูปแบบหนึ่ง ที่สามารถพัฒนาการเรียนรู้โดยเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญได้อย่างมีประสิทธิภาพ การศึกษาค้นคว้าครั้งนี้มีจุดมุ่งหมาย ดังนี้ 1) เพื่อหาประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง ลำดับและอนุกรม สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่สร้างขึ้นตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อหาดัชนีประสิทธิผลการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง ลำดับและอนุกรม สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 3) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง ลำดับและอนุกรม สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 4) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่เรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง ลำดับและอนุกรม สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าคือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/1 จำนวน 32 คน ปีการศึกษา 2553 โรงเรียนทุ่งใหญ่วิทยาคาร ซึ่งได้มาจากการสุ่มแบบเจาะจง (Purposive Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ แบบฝึกทักษะการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง ลำดับและอนุกรม สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 5 เล่ม แผนการจัดการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง ลำดับและอนุกรม สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง ลำดับและอนุกรม สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 30 ข้อ มีค่าความยากง่ายระหว่าง 0.37
รายงานผลการเรียนรู้เรื่องการคูณและการหาร กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้ชุดฝึกพัฒนาทักษะคณิตศาสตร์
[ โดย kruinfo ชม 112 ]
เรื่อง รายงานผลการเรียนรู้เรื่องการคูณและการหาร กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้ชุดฝึกพัฒนาทักษะคณิตศาสตร์ ผู้ศึกษา นางดารา สุพรรณพิทักษ์ ปีการศึกษา 2553 บทคัดย่อ การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ คือ 1) เพื่อหาประสิทธิภาพของชุดฝึกพัฒนาทักษะคณิตศาสตร์เรื่องการคูณและการหารของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ตามเกณฑ์75/75 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์โดยใช้ชุดฝึกพัฒนาทักษะคณิตศาสตร์เรื่องการคูณและการหาร ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ก่อนและหลังเรียน 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อชุดฝึกพัฒนาทักษะคณิตศาสตร์เรื่องการคูณและการหาร กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้ชุดฝึกพัฒนาทักษะคณิตศาสตร์เรื่องการคูณและการหาร ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3/4 โรงเรียนวัดไผ่ล้อม (พูลประชาอุปถัมภ์)สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครปฐม เขต 1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2553 จำนวน 30 คน โดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ 1) ชุดฝึกพัฒนาทักษะคณิตศาสตร์เรื่องการคูณและการหาร จำนวน 7 ชุด 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 3)แผนจัดการเรียนรู้คณิตศาสตร์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่า ( t-test ) โดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป ผลการศึกษาพบว่า 1. ชุดฝึกพัฒนาทักษะคณิตศาสตร์ เรื่องการคูณและการหาร ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 พัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพ 87.47/85.90 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดคือ 75/75 2. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนวัดไผ่ล้อม (พูลประชาอุปถัมภ์) สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครปฐม เขต 1 ที่เรียนด้วยใช้ชุดฝึกพัฒนาทักษะคณิตศาสตร์เรื่องการคูณและการหาร มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3. ผลการประเมินความพึงพอใจของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3/4 ที่มีต่อชุดฝึกพัฒนาทักษะคณิตศาสตร์เรื่องการคูณและการหาร กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ โดยรวมนักเรียนมีความพึงพอใจ อยู่ในระดับพอใจมาก โดยมีค่าเฉลี่ย 4.15
รายงานการพัฒนาชุดกิจกรรมสื่อประสม วิชาคณิตศาสตร์
[ โดย kruinfo ชม 133 ]
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและหาประสิทธิภาพชุดกิจกรรมสื่อประสม ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75 และเป็นการศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนเทศบาล 5 พหลโยธินรามินทรภักดี โดยเรียนจากชุดกิจกรรมสื่อประสม เรื่อง การบวก การลบ การคูณ การหารเศษส่วน มีกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 44 คน ผลการศึกษาพบว่า การประเมินคุณภาพของชุดกิจกรรมสื่อประสม เรื่อง การบวก การลบ การคูณ การหารเศษส่วน ได้ค่าประสิทธิภาพของการประเมินในภาพรวมมีค่า E1/E2 เท่ากับ 83.07/81.18 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 75/75 ที่กำหนดไว้ และด้านผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถม ศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนเทศบาล 5 พหลโยธินรามินทรภักดี ที่เรียนด้วยชุดกิจกรรมสื่อประสม เรื่อง การบวก การลบ การคูณ การหารเศษส่วน มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และผลการศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนเทศบาล 5 พหลโยธินรามินทรภักดี ที่มีต่อชุดกิจกรรมสื่อประสม เรื่อง การบวก การลบ การคูณ การหารเศษส่วน ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก
หนังสือสูตรสำเร็จเคล็ดลับงานสิ่งพิมพ์ ภายในหนังสือประกอบด้วย
[ โดย kruinfo ชม 102 ]
หนังสือสูตรสำเร็จเคล็ดลับงานสิ่งพิมพ์ ภายในหนังสือประกอบด้วย บทที่ 1 การพิมพ์การ์ด 1.1 เทคนิคการเตรียมอุปกรณ์ 1.2 แบบฟอร์มข้อความ ตัวอย่างข้อความการ์ดแต่งงาน ตัวอย่างข้อความการ์ดงานบวช ตัวอย่างข้อความการ์ดขึ้นบ้านใหม่ ตัวอย่างข้อความการ์ดฌาปนกิจ 1.3 การพิมพ์การ์ดสำเร็จรูป การสแกนการ์ด การพิมพ์ข้อความ 1.4 เทคนิคการพิมพ์การ์ดสำเร็จรูปด้วยเครื่องอิงก์เจ็ต 1.5 เทคนิคการพิมพ์การ์ดสำเร็จรูปด้วยเครื่องเลเซอร์ 1.6 เทคนิคการพิมพ์ตัวอักษรทอง-เงิน 1.7 วิธีทำการ์ดด้วยตัวเอง 1.8 การคิดราคาการ์ด บทที่ 2 การทำนามบัตร 2.1 การทำนามบัตร การตั้งค่ามาตรฐานแม่แบบนามบัตร การพิมพ์ข้อความ การแก้วรรณยุกต์ลอย การจัดรวมกลุ่มตัวอักษร การใส่สีตัวอักษร การใส่รูปภาพประกอบ 2.2 การเรียงชิ้นงานก่อนจัดพิมพ์ 2.3 การวาดแผนที่ประกอบนามบัตร การวาดแผนที่แบบลายเส้น การวาดแผนที่แบบสี 2.4 การวาดโลโก้ การวาดโลโก้ด้วยฟอนต์ตัวอักษร การวาดโลโก้แบบรูปสัญลักษณ์ 2.5 การคิดราคานามบัตร บทที่ 3 การตัดสติ๊กเกอร์ 3.1 การตัดสติ๊กเกอร์ด้วยมือ 3.2 การตัดสติ๊กเกอร์ด้วยเครื่อง วิธีการตัดสติ๊กเกอร์ด้วยเครื่อง การเตรียมเครื่องตัดสติ๊กเกอร์ การตัดสติ๊กเกอร์ 2 ชั้น การตัดสติ๊กเกอร์รูปเหมือน 3.3 การลอก-ติดสติ๊กเกอร์ 3.4 เทคนิคการตัดสติ๊กเกอร์ให้ประหยัด 3.5 การคิดราคาสติ๊กเกอร์ แทรกสูตรเคล็ดลับทุกขั้นตอนกระบวนการในการทำงาน เหมาะสำหรับเป็นคู่มือผู้ประกอบการงานสิ่งพิมพ์เป็นอย่างยิ่ง สุดคุ้มพิมพ์4สีทั้งเล่ม ราคาเพียง 500 บาท พร้อมจัดส่งฟรีทั่วประเทศ ท่านใดสนใจสามารถติดต่อได้ที่ เบอร์โทรศัพท์ 0813504081 ,0884983441 (นภัสสร) Email: itimoneway@pixelartthai.com หรือ itimoneway@hotmail.com สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติม หรือสอบถามได้ที่ http://www.pixelartthai.com พิกเซลอาร์ตไทยดอทคอม
ชื่อเรื่อง รายงานการวิจัยและพัฒนาการดำเนินงานเพื่อส่งเสริมนิสัยรักการอ่านของ
[ โดย kruinfo ชม 146 ]
บทคัดย่อ การอ่านเป็นวัฒนธรรมในการแสวงหาความรู้ของมนุษย์ การอ่านจึงเป็นวิธีการที่จะช่วยให้มนุษย์ได้รับความรู้ ข้อมูลข่าวสาร และแนวคิดใหม่ ๆ อันจะเป็นการพัฒนาตนเองและรู้จักปรับตัวให้อยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข การวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อพัฒนาการดำเนินงานกิจกรรมส่งเสริมนิสัยรักการอ่านของนักเรียนโรงเรียนท่าเรือวิทยา อำเภอเมืองยาง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 7 โดยใช้การวิจัยปฏิบัติการ (Action Research) ตามแนวคิดของ เคมมิส และแม็กแท็กการ์ท (Kemmis and McTaggart) ประกอบด้วย 4 ขั้นตอน คือ การวางแผน (Planning) การปฏิบัติ (Action) การสังเกต (Observation) และการสะท้อนผลการปฏิบัติ (Reflection) กลุ่มเป้าหมายในการพัฒนาคือ นักเรียนจำนวน 70 คน กลุ่มผู้ให้ข้อมูลจำนวน 46 คน ประกอบด้วย ผู้วิจัย ครูบรรณารักษ์ ครูจำนวน 4 คน และนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3-6 จำนวน จำนวน 40 คน ได้มาด้วยการเลือกแบบเจาะจง (Purpose Sample Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถามจำนวน 4 ฉบับ และแบบประเมิน จำนวน 4 ฉบับ แบบวัดความสามารถการอ่านการเขียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3-6 จำนวน 4 ฉบับ แบบสังเกต แบบสัมภาษณ์ แบบบันทึกการสนทนา และแบบบันทึกประจำวัน การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ ได้แก่ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพใช้วิธีพรรณนาวิเคราะห์ (Descriptive Analysis) การตรวจสอบข้อมูลยึดหลักการตรวจสอบข้อมูลแบบสามเส้า (Triangulation) ผลการวิจัย พบว่า การดำเนินงานพัฒนากิจกรรมส่งเสริมนิสัยรักการอ่านในวงรอบที่ 1 มีกิจกรรมสำคัญ 5 กิจกรรม คือ กิจกรรมกิจกรรมห้องสมุดเคลื่อนที่ กิจกรรมเรื่องเล่าเช้านี้ กิจกรรมค้นหาสุดยอดยอดนักอ่าน กิจกรรมนักอ่านแฟนพันธุ์แท้ กิจกรรมนิทานเที่ยงวันสร้างสรรค์สังคม หลังการพัฒนาวงรอบที่ 1 พบว่า นักเรียนเห็นความสำคัญของการอ่าน อยากอ่านหนังสือ มีความตั้งใจในการอ่านหนังสือ เมื่ออ่านแล้วสามารถถ่ายทอดสิ่งที่ได้รับจากการอ่าน เพื่อขยายผลความรู้สู่คนอื่น เป็นการสร้างความสนใจอยากอ่านหนังสือ และต้องการอ่านหนังสือมากขึ้น และต้องการอ่านหนังสือที่หลากหลายตรงความสนใจของนักเรียนต่อการจัดกิจกรรมแต่ละกิจกรรม ปัญหาที่เกิดขึ้นจากการดำเนินงานแต่ละกิจกรรมคือรูปแบบการจัดกิจกรรมไม่หลากหลาย และหนังสือที่ใช้ในการจัดกิจกรรมมีน้อย การดำเนินการพัฒนาในวงรอบที่ 2 ได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบกิจกรรมในแต่ละกิจกรรมให้มีความเหมาะสม หลากหลายเพิ่มขึ้นโดยเพิ่มกิจกรรมดำเนินงานเพิ่มขึ้น 3 กิจกรรม ได้แก่ กิจกรรมภาษาไทยวันละ ภาษาอังกฤษวันละคำ และกิจกรรมชุมนุมห้องสมุด รวมเป็น 8 กิจกรรม จึงทำให้มีนักเรียนได้อ่านหนังสือมากขึ้น เห็นความสำคัญของการอ่านและมีความพยายามพัฒนาการอ่านของตนเองอย่างต่อเนื่อง มีความกระตือรือร้นในการอ่าน และมีความสุขในการร่วมกิจกรรมส่งเสริมนิสัยรักการอ่านมากขึ้น และผลการประเมินการอ่าน การเขียนพบว่า ตัวชี้วัด ประเด็นการประเมิน และภาพรวมของการพัฒนาการดำเนินงานส่งเสริมนิสัยรักการอ่าน ผ่านเกณฑ์การประเมินในระดับมาก คือ ความสามารถในการอ่านของนักเรียน อยู่ในระดับมาก ความสามารถในการเขียนของนักเรียน อยู่ในระดับมาก ผลจากการพัฒนาการดำเนินงานกิจกรรมส่งเสริมการอ่านส่งผลให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเฉลี่ยปีการศึกษา 2552 เท่ากับ 73.59 และมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเฉลี่ยปีการศึกษา 2553 เท่ากับ 75.88 นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีผลการทสอบ NT ปีการศึกษา 2553 ในรายวิชา ภาษาไทย วิชาคณิตศาสตร์ วิชาวิทยาศาสตร์เฉลี่ย เพิ่มขึ้นจากปีการศึกษา 2552 ทุกรายวิชา และนักเรียนผ่านการประเมินการอ่านการเขียนจากสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 7 ปีการศึกษา 2553 โดย ผ่านการประเมินการอ่านจำนวน 87 คน จากจำนวน 94 คน คิดเป็นร้อยละ 92.55 และมีผลการประเมินการเขียนจำนวน 78 คน คิดเป็นร้อยละ 82.98 สรุปได้ว่า ผลจากการวิจัยและพัฒนาการดำเนินงานกิจกรรมส่งเสริมนิสัยรักการอ่านของนักเรียน โรงเรียนท่าเรือวิทยา อำเภอเมืองยาง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 7 โดยใช้กิจกรรมส่งเสริมนิสัยรักการอ่านของนักเรียนทั้ง 8 กิจกรรม ส่งผลให้นักเรียนมีนิสัยรักการอ่านเพิ่มขึ้น มีผลการประเมินด้านการอ่านดีขึ้น บรรลุเป้าหมายมาตรฐานการศึกษาที่ตั้งไว้
การประเมินโครงการยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโรงเรียนนิคมสร้างตนเองสงเคราะห์ชาวเขา
[ โดย kruinfo ชม 97 ]
บทคัดย่อ ชื่อเรื่อง : การประเมินโครงการยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโรงเรียนนิคมสร้างตนเองสงเคราะห์ชาวเขา ชื่อผู้ประเมิน : นายวัฒนา แสนคำหล่อ ตำแหน่ง : รองผู้อำนวยการสถานศึกษา วิทยฐานะ : ชำนาญการ โรงเรียน : โรงเรียนนิคมสร้างตนเองสงเคราะห์ชาวเขา สังกัด : สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงราย เขต 3 ปีการศึกษา : 2553 การประเมินโครงการยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโรงเรียนนิคมสร้างตนเองสงเคราะห์ชาวเขา ปีการศึกษา 2552 ใช้รูปแบบการประเมินแบบ CIPP Model มีวัตถุประสงค์ เพื่อประเมินด้านสภาวะแวดล้อม (Context) ด้านปัจจัยนำเข้า (Input) ด้านกระบวนการ (Process) ด้านผลผลิต (Output) ในการดำเนินโครงการยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนโรงเรียนนิคมสร้างตนเองสงเคราะห์ชาวเขา ปีการศึกษา 2552 โดยมีประชากร เป็นครูและบุคลากรทาง การศึกษา 24 คน กรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 13 คน นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 54 คน นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 42 คน นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 70 คน รวม รวมนักเรียนในโครงการ 166 คน และผู้ปกครองนักเรียน ในโครงการ จำนวน 156 คน เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถามที่ผู้ประเมินพัฒนาขึ้น จำนวน 6 ฉบับ การรายงานผลการวิเคราะหขอมูลโดยใช้ ค่าทางสถิติเป็น คาเฉลี่ย และคาเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการประเมินผลโครงการยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโรงเรียนนิคมสร้างตนเองสงเคราะห์ชาวเขา ปการศึกษา 2552 สรุปไดดังนี้ 1. ผลการประเมินความเหมาะสมบริบทของโครงการ พบว่า โดยภาพรวมบริบทของโครงการมีความเหมาะสม อยู่ในระดับ มากที่สุด ( = 4.55, = 0.53) ผ่านเกณฑ์การประเมินตามที่กำหนด 2. ผลการประเมินความพรอมของปจจัยเบื้องต้นในการดําเนินงานตามโครงการ พบวา โดยรวมความพรอมของปจจัยเบื้องต้น มีความพร้อมอยู่ในระดับ “มาก” ( = 4.11, = 0.67) ผ่านเกณฑ์การประเมินตามที่กำหนด 3. ผลการประเมินการดําเนินการ ดานกระบวนการของโครงการโดยรวมแล้วการปฏิบัติ ดานกระบวนการของโครงการ มีการปฏิบัติ อยู่ในระดับ “มาก” ( =4.33, = 0.64) ผ่านเกณฑ์การประเมินตามที่กำหนด 4. ผลการประเมินด้านผลผลิตของโครงการ การปฏิบัติงานของครูเกี่ยวกับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ของครูปฏิบัติอยู่ในระดับ “มาก” ( = 4.40, = 0.62) ด้านพฤติกรรม การเรียนรู้ของนักเรียนอยู่ในระดับ “มาก” ( = 4.39, = 0.59) ผลการประเมิน ด้านคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ของนักเรียน อยู่ในระดับ“มาก” ( = 4.54, = 0.60) ผ่านเกณฑ์ประเมินตามที่กำหนด ผลการประเมินความพึงพอใจของ กรรมการสถานศึกษา ครูและบุคลากรทางการศึกษา นักเรียน ผู้ปกครอง ที่มีต่อการดำเนินการโครงการ โดยรวมแล้วความพึงพอใจ อยู่ในระดับ“มากที่สุด” ( = 4.50, = 0.56) ผ่านเกณฑ์ประเมินตามที่กำหนด 5. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 , 6 และมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยรวมแล้วมีคะแนนเฉลี่ยเพิ่มขึ้น ผลการทดสอบ NT ปีการศึกษา 2551 เทียบกับ ปีการศึกษา 2552 มีคะแนนเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 3.38 ผลการทดสอบ O-NET ระหว่างปีการศึกษา 2551 เทียบกับ ปีการศึกษา 2552 โดยรวมแล้วผลการทดสอบ มีคะแนนเฉลี่ยร้อยละ เพิ่มขึ้น 1.21
รายงานผลการพัฒนาการเรียนการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา
[ โดย kruinfo ชม 80 ]
บทคัดย่อ ชื่อเรื่อง รายงานผลการพัฒนาการเรียนการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา โดยใช้เอกสารประกอบการเรียนรู้ ชุด ปลอดภัยไว้ก่อน สำหรับนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนเบญจม 2 บ้านน้ำรู อำเภอเชียงดาว สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา เชียงใหม่ เขต 3 ชื่อผู้รายงาน นางโสพิศ สุนะ การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของเอกสารประกอบ การเรียนรู้ ชุด ปลอดภัยไว้ก่อน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนเบญจม 2 บ้านน้ำรู ตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 และเพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนด้วยเอกสารประกอบการเรียนรู้ ชุด ปลอดภัยไว้ก่อน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนเบญจม 2 บ้านน้ำรู อำเภอเชียงดาว สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา เชียงใหม่ เขต 3 กลุ่มประชากรที่ใช้ในการศึกษา คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2551 โรงเรียนเบญจม 2 บ้านน้ำรู อำเภอเชียงดาว สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเชียงใหม่ เขต 3 จำนวน 32 คน เป็นนักเรียนชาย จำนวน 15 คน หญิง จำนวน 17 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาประกอบด้วยเอกสารประกอบการเรียนรู้ ชุด ปลอดภัยไว้ก่อน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 6 เรื่อง แผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 17 แผน แบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน และแบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ การหาประสิทธิภาพของเอกสารประกอบ การเรียนรู้ ชุด ปลอดภัยไว้ก่อน ใช้สูตร E1 / E2 และหาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จากการหาค่าความแตกต่างของการทำแบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนจากคะแนนก่อนเรียนและหลังเรียน โดยหาค่า t พร้อมนำเสนอข้อมูลโดยใช้ตารางประกอบคำบรรยาย ผลการศึกษาพบว่า 1. เอกสารประกอบการเรียนรู้ ชุด ปลอดภัยไว้ก่อน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 6 เรื่อง มีประสิทธิภาพที่ 86.61/82.25 สูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ 80/80 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนกลุ่มประชากรที่เรียนด้วยเอกสารประกอบ การเรียนรู้ ชุด ปลอดภัยไว้ก่อน สูงขึ้นกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01
รายงานผลการพัฒนาการเรียนการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา
[ โดย kruinfo ชม 93 ]
บทคัดย่อ ชื่อเรื่อง รายงานผลการพัฒนาการเรียนการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา โดยใช้เอกสารประกอบการเรียนรู้ ชุด ปลอดภัยไว้ก่อน สำหรับนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนเบญจม 2 บ้านน้ำรู อำเภอเชียงดาว สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา เชียงใหม่ เขต 3 ชื่อผู้รายงาน นางโสพิศ สุนะ การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของเอกสารประกอบ การเรียนรู้ ชุด ปลอดภัยไว้ก่อน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนเบญจม 2 บ้านน้ำรู ตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 และเพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนด้วยเอกสารประกอบการเรียนรู้ ชุด ปลอดภัยไว้ก่อน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนเบญจม 2 บ้านน้ำรู อำเภอเชียงดาว สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา เชียงใหม่ เขต 3 กลุ่มประชากรที่ใช้ในการศึกษา คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2551 โรงเรียนเบญจม 2 บ้านน้ำรู อำเภอเชียงดาว สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเชียงใหม่ เขต 3 จำนวน 32 คน เป็นนักเรียนชาย จำนวน 15 คน หญิง จำนวน 17 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาประกอบด้วยเอกสารประกอบการเรียนรู้ ชุด ปลอดภัยไว้ก่อน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 6 เรื่อง แผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 17 แผน แบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน และแบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ การหาประสิทธิภาพของเอกสารประกอบ การเรียนรู้ ชุด ปลอดภัยไว้ก่อน ใช้สูตร E1 / E2 และหาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จากการหาค่าความแตกต่างของการทำแบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนจากคะแนนก่อนเรียนและหลังเรียน โดยหาค่า t พร้อมนำเสนอข้อมูลโดยใช้ตารางประกอบคำบรรยาย ผลการศึกษาพบว่า 1. เอกสารประกอบการเรียนรู้ ชุด ปลอดภัยไว้ก่อน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 6 เรื่อง มีประสิทธิภาพที่ 86.61/82.25 สูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ 80/80 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนกลุ่มประชากรที่เรียนด้วยเอกสารประกอบ การเรียนรู้ ชุด ปลอดภัยไว้ก่อน สูงขึ้นกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01
รายงานการพัฒนาหนังสืออ่านเพิ่มเติม เรื่อง การเลี้ยงปลาดุกอุย เพื่อเศรษฐกิจพอเพียงตามแนว พระราชดำริ กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6
[ โดย kruinfo ชม 204 ]
ชื่อเรื่อง รายงานการพัฒนาหนังสืออ่านเพิ่มเติม เรื่อง การเลี้ยงปลาดุกอุย เพื่อเศรษฐกิจพอเพียงตามแนว พระราชดำริ กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ผู้ศึกษา นายกมล โสวาปี สถานศึกษา โรงเรียนบ้านนาดี สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 3 ปีที่ศึกษา 2552 บทคัดย่อ การจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้หนังสืออ่านเพิ่มเติมเป็นการส่งเสริมนิสัยรักการอ่าน เพื่อเพิ่มศักยภาพในการเรียนของนักเรียน ดังนั้นผู้ศึกษาจึงได้พัฒนาหนังสืออ่านเพิ่มเติม เรื่อง การเลี้ยงปลาดุกอุย เพื่อเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริ กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีความมุ่งหมาย เพื่อพัฒนาหนังสืออ่านเพิ่มเติมที่มีคุณภาพ เรื่อง การเลี้ยงปลาดุกอุย กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ที่มีประสิทธิภาพ ตามเกณฑ์ 85/85 เพื่อหาดัชนีประสิทธิผลของการเรียนรู้ และเพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ กลุ่มเป้าหมาย นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2552 โรงเรียนบ้านนาดี จังหวัดอุดรธานี จำนวน 12 คน ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ คือ หนังสืออ่านเพิ่มเติม จำนวน 6 เล่ม แผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 20 แผน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ ซึ่งมีค่าอำนาจจำแนกรายข้อตั้งแต่ 0.40 ถึง 1.00 และมีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.99 และแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนรู้ จำนวน 20 ข้อ ซึ่งมีค่าอำนาจจำแนกรายข้อตั้งแต่ 0.51 ถึง 0.91 และมีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.94 สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และดัชนีประสิทธิผล ผลการศึกษาปรากฏดังนี้ 1.พัฒนาหนังสืออ่านเพิ่มเติม เรื่อง การเลี้ยงปลาดุกอุย เพื่อเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริ กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีประสิทธิภาพ 88.60/83.06 2.ดัชนีประสิทธิผลของการเรียนรู้โดยใช้หนังสืออ่านเพิ่มเติม เรื่อง การเลี้ยงปลาดุกอุย เพื่อเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริ กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เท่ากับ 0.925 หมายความว่า นักเรียนมีความรู้เพิ่มขึ้นหลังเรียนโดยใช้หนังสืออ่านเพิ่มเติม เรื่อง การเลี้ยงปลาดุกอุย เพื่อเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริ กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ร้อยละ 92.50 3. นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนที่เรียนโดยใช้หนังสืออ่านเพิ่มเติม เรื่อง การเลี้ยงปลาดุกอุย เพื่อเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริ กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 อยู่ในระดับมากที่สุด โดยสรุป การพัฒนาหนังสืออ่านเพิ่มเติม เรื่อง การเลี้ยงปลาดุกอุย กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี สาระการเรียนรู้งานเกษตร เพื่อเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่ผู้ศึกษาสร้างขึ้น ทำให้นักเรียนมีความสามารถ ทางการเรียนสูงขึ้น นักเรียนมีความพึงพอใจในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ส่งผลถึงการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนและการจัดกิจกรรมการเรียน ในโอกาสต่อไป
บทคัดย่อ การปรับพฤติกรรมการใช้ความรุนแรงในห้องเรียนด้วยเทคนิคการให้คำปรึกษา
[ โดย kruinfo ชม 109 ]
ชื่อเรื่อง การปรับพฤติกรรมการใช้ความรุนแรงในห้องเรียนด้วยเทคนิคการให้คำปรึกษา ผู้วิจัย นายพงษ์ระพี เข็มเพ็ชร์ บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อลดพฤติกรรมการใช้ความรุนแรงของนักเรียนโรงเรียนวัดสังฆราชา ชั้นป. 6 โดยใช้เทคนิคการให้คำปรึกษา ได้ดำเนินการระหว่างภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2553 เพื่อใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาการให้คำปรึกษาเพื่อลดการใช้ความรุนแรงของนักเรียนในภาคเรียนต่อๆ ไป ทั้งนี้จะทำการศึกษาจากประเด็นสำคัญ คือ ด้านพฤติกรรมก่อนเข้ารับคำปรึกษา และพฤติกรรมหลังเข้ารับคำปรึกษา ซึ่งสามารถสรุปผลการวิจัยได้ดังนี้ 1. การสังเกตพฤติกรรมก่อนการให้คำปรึกษา สรุปได้ว่า ผู้เข้ารับคำปรึกษาส่วนใหญ่จะมีพฤติกรรมการใช้ความรุนแรงต่อเมื่อมีสิ่งเร้าเข้ามากระทบ เช่น การยั่วยุ การยุแหย่ หรือการที่บุคคลอื่นทำให้ตนไม่พอใจ 2. การสังเกตพฤติกรรมหลังการให้คำปรึกษา สรุปได้ว่า ผู้เข้ารับคำปรึกษาสามารถทำให้ตัวเองใจเย็นลง และระงับความรู้สึกได้ดีขึ้น แต่ยังคงมีบางส่วนที่ยังมีพฤติกรรมการใช้ความรุนแรงได้ถ้ามีสิ่งเร้ามากระทบ รวมถึงการใช้วาจาที่ยั่วยุ ยุแหย่ หรืออาจทำให้ผู้อื่นได้รับความอับอาย ที่ยังคงต้องปรับปรุง
รายงานผลการพัฒนาโรงเรียนมาตรฐานสากล โรงเรียนสารวิทยา กรุงเทพมหานคร
[ โดย kruinfo ชม 103 ]
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อรายงานผลการพัฒนาโรงเรียนมาตรฐานสากล โรงเรียนสารวิทยา ตามองค์ประกอบสำคัญของการบริหารคุณภาพ 7 หมวด ประชากรที่ใช้ในการศึกษาคือ ผู้บริหาร ครู และบุคลากรทางการศึกษาโรงเรียนสารวิทยา จำนวน 111 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบตรวจสอบการดำเนินการพัฒนาโรงเรียนมาตรฐานสากล และใช้วิธีการสังเคราะห์ผลการพัฒนาโรงเรียนมาตรฐานสากล
การบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานเพื่อการจัดสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อ
[ โดย kruinfo ชม 103 ]
รายงานการวิจัยนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา ( Research and Development : R&D) มีวัตถุประสงค์ดังนี้ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบันและปัญหาของสภาพแวดล้อมโรงเรียนสารวิทยา 2) เพื่อพัฒนากระบวนการการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานเพื่อจัดการสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อ การเรียนรู้ และ 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Stake holder) เกี่ยวกับ การบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานเพื่อจัดการสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ วิธีดำเนินการวิจัยเป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (Participation Action Research : PAR) ประกอบด้วย 3 ตอนคือ 1. ผลการศึกษาสภาพปัจจุบันและปัญหาความต้องการใน การบริหารจัดการสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ 2. ผลการพัฒนากระบวนการการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานเพื่อจัดการสภาพแวดล้อมภายที่เอื้อต่อการเรียนรู้ 3. ผลการศึกษาความพึงพอใจของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Stake holder) เกี่ยวกับการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานเพื่อการจัดสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ ได้แก่ นักเรียน ผู้ปกครองนักเรียน ครู และคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบบันทึกการประชุมสนทนากลุ่ม และแบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิจัย คือ ค่าร้อยละ (Percentage) และค่าเฉลี่ย (Mean)
ชื่องานวิจัย การศึกษาเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องหลักเคมีของสิ่งมีชีวิตและ
[ โดย kruinfo ชม 97 ]
บทคัดย่อ ปัจจุบันสื่อเทคโนโลยีทางคอมพิวเตอร์มีความเจริญก้าวหน้าเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งโปรแกรมคอมพิวเตอร์สามารถนำมาใช้ในการสื่อสารการเรียนรู้ในห้องเรียนได้ จึงมีความสนใจที่จะศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของในรายวิชาเพิ่มเติมชีววิทยา เรื่องหลักเคมีและสารชีวโมเลกุล ระหว่างการสอนโดยใช้สื่อคอมพิวเตอร์ช่วยสอนและการใช้หนังสือเรียน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนหนองผึ้งวิทยาคาร ปีการศึกษา 2553 โดยการจัดการเรียนรู้สำหรับนักเรียน 2 กลุ่ม ซึ่งถือว่ามีพื้นฐานเหมือนกันทุกประการยกเว้นสื่อการเรียนรู้ กล่าวคือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/1 สอนโดยใช้สื่อคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ส่วนนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/2 สอนโดยใช้สื่อหนังสือเรียน ซึ่งจากการศึกษาวิจัยพบว่า ผลต่างของค่าทีเฉลี่ย ( Average T score ) ของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนในรายวิชาเพิ่มเติมชีววิทยา เรื่องสารชีวโมเลกุล ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/1 ที่สอนโดยใช้สื่อคอมพิวเตอร์ช่วยสอนมีค่าเท่ากับ 8.40 คิดเป็นร้อยละของคะแนนทีหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนเท่ากับ 18.34 ส่วนผลต่างของค่าทีเฉลี่ยของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนและก่อนเรียนในรายวิชาเพิ่มเติมชีววิทยา เรื่องสารชีวโมเลกุล ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/2 ที่สอนโดยใช้สื่อหนังสือเรียน มีค่าเท่ากับ 8.05 คิดเป็นร้อยละของคะแนนทีหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนเท่ากับ 17.51 ทำให้ผลต่างของร้อยละของค่าทีเฉลี่ยที่เพิ่มขึ้นระหว่างนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/1 และ 4/2 เท่ากับ 0.83 ซึ่งผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่า การใช้สื่อคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง สารชีวโมเลกุล ซึ่งพัฒนาโดย ดร.วัฒนา พัฒนากูล นั้นทำให้นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนหนองผึ้งวิทยาคารมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนใกล้เคียงกันกับการใช้สื่อหนังสือเรียนซึ่งจัดทำโดยสถานบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี(สสวท.)
การพัฒนาผลสัมฤิทธิ์ทางการเรียนทักษะการอ่านโดยใช้แบบฝึกทักษะ
[ โดย kruinfo ชม 163 ]
รายงานการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนทักษะการอ่านโดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความภาษาอังกฤษด้วยนิทานอีสปสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนวังเหนือวิทยา การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาและหาประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะ การอ่านจับใจความภาษาอังกฤษด้วยนิทานอีสปให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75 2) ศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนทักษะการอ่านก่อนและหลังการใช้แบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความภาษาอังกฤษด้วยนิทานอีสป และ 3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อแบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความภาษาอังกฤษด้วยนิทานอีสป กลุ่มตัวอย่างที่ใช้เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2551 โรงเรียนวังเหนือวิทยา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาลำปาง เขต 3 จำนวน 40 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้ 2) แบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความภาษาอังกฤษด้วยนิทานอีสป 3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์การเรียนทักษะการอ่าน ก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความภาษาอังกฤษด้วยนิทานอีสป 4) แบบทดสอบท้ายเรื่อง และ 5) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อแบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความภาษาอังกฤษด้วยนิทานอีสป วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ( ) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และการทดสอบค่าที (t
รายงานการพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะ กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ สาระทัศนศิลป์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6
[ โดย kruinfo ชม 131 ]
ชื่อเรื่อง รายงานการพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะ กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ สาระทัศนศิลป์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ผู้รายงาน นางสาวพรทิพย์ นิมิปาล ตำแหน่ง ครู วิทยฐานะชำนาญการ โรงเรียนบ้านไก่นา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 1 ปีที่ผลิต 2553 บทคัดย่อ การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1. เพื่อพัฒนาแบบฝึกทักษะ กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ (สาระทัศนศิลป์) นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ (สาระทัศนศิลป์) ที่มีประสิทธิภาพ ตามเกณฑ์ 80/80 และ 3 เพื่อศึกษาเจคติที่มีต่อกิจกรรมการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ (สาระทัศนศิลป์) ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ นักเรียนชั้นประถม ศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านไก่นา อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 1 ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2553 จำนวน 5 คน ซึ่งได้มาโดยวิธีสุ่มแบบเจาะจง รูปแบบในการศึกษาครั้งนี้ใช้รูปแบบการทดลองแบบ One Group Pretest Posttest Designs คือ รูปแบบที่มีกลุ่มทดลองกลุ่มเดียว มีการทดลองก่อนเรียนและหลังเรียน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ประกอบด้วย 1. แผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 12 แผน 2. แบบฝึกทักษะ กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ (สาระทัศนศิลป์) จำนวน 6 เล่ม 3. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จำนวน 40 ข้อ 4) แบบวัดเจตคติ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ สถิติพื้นฐานได้แก่ ค่าเฉลี่ยและค่าร้อยละ การหาประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะ ใช้เกณฑ์ (E /E ) เท่ากับ 80/80 การเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างคะแนนทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน โดยใช้สถิติ t - test ส่วนการวัดเจตคติด้วยค่าเฉลี่ยและร้อยละ ผลการศึกษา ปรากฏผลดังนี้ 1. แบบฝึกทักษะ จำนวน 6 เล่ม ที่สร้างขึ้นมีประสิทธิภาพ E1 / E2 = 89.66/87.50 แสดงว่าแบบฝึกทักษะ จำนวน 6 เล่ม มีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ คือ 80/80 2. เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน นักเรียนที่เรียนด้วยแบบฝึกทักษะ กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ สาระทัศนศิลป์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 คะแนนทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ก่อนเรียนมีคะแนนรวมเป็น 113 มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 22.60 คิดเป็นร้อยละ 56.50 และคะแนนหลังเรียนรวมเป็น 175 คิดเป็น ร้อยละ 87.50 แสดงว่า นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน 3. นักเรียนมีเจตคติต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ พบว่า โดยรวมอยู่ในระดับ เห็นด้วยอย่างยิ่ง มีค่าเฉลี่ย 4.52 เมื่อพิจารณารายข้อ ระดับเห็นด้วยอย่างยิ่ง จำนวน 6 ข้อ และระดับ เห็นด้วย จำนวน 4 ข้อ
รายงานผลการใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง บรรยากาศ สำหรับนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
[ โดย kruinfo ชม 110 ]
รายงานผลการใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง บรรยากาศ สำหรับนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
รายงานการใช้เอกสารประกอบการจัดการเรียนรู้วิชาเทคนิคก่อสร้าง 1 (2106-2109)
[ โดย kruinfo ชม 217 ]
ชื่อ นายสุวัฒน์ ทองสุข ชื่อเรื่อง การสร้างและหาประสิทธิภาพเอกสารประกอบการสอนวิชาเทคนิคก่อสร้าง 1 รหัสวิชา 2106-2109 หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ พุทธศักราช 2545 (ปรับปรุง 2546) สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา แผนกวิชา ช่างก่อสร้าง ปึ 2553 บทคัดย่อ การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพในการเรียนการสอนโดยใช้เอกสารประกอบการสอนวิชาเทคนิคก่อสร้าง 1 รหัสวิชา 2106-2109 (2) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อการใช้เอกสารประกอบการสอน โดยมีสมมติฐานคือเอกสารประกอบการสอนที่สร้างขึ้นใช้ในการเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์กำหนดร้อยละ 80/80 และผู้เรียนมีความพึงพอใจในการเรียนการสอน โดยใช้เอกสารประกอบการสอนในระดับมาก วิธีการในการศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลอง ใช้รูปแบบการวิจัยแบบกลุ่มเดียว เครื่องมือ ที่ใช้คือเอกสารประกอบการสอนวิชาเทคนิคก่อสร้าง 1 รหัสวิชา 2106-2109 ที่ทดลองใช้กับกลุ่มตัวอย่างที่เป็นนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ปีที่ 2 สาขาวิชาช่างก่อสร้าง วิทยาลัยเทคนิคหาดใหญ่ จำนวน 30 คน โดยผู้ศึกษาให้กลุ่มตัวอย่างทำ แบบฝึกปฏิบัติตามใบงาน ทำใบคำถามท้ายกิจกรรม และทำแบบฝึกหัดท้ายหน่วย เพื่อประเมินประสิทธิภาพของกระบวนการ ผู้ศึกษาให้กลุ่มตัวอย่างทำแบบทดสอบหลังเรียน เพื่อประเมินประสิทธิภาพของผลลัพธ์ เมื่อใช้เอกสารประกอบการสอนครบทั้ง 7 หน่วยแล้ว ให้กลุ่มตัวอย่างตอบแบบสอบถามความคิดเห็นที่มีต่อเอกสารประกอบการสอน เพื่อประเมินความพึงพอใจในการเรียนการสอน หลังจากนั้นนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์และสรุปผล ผลการวิเคราะห์ พบว่า การเรียนการสอนโดยใช้เอกสารประกอบการสอนวิชาเทคนิคก่อสร้าง 1 รหัสวิชา 2106-2109 หลักสูตรระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ สาขาวิชาช่างก่อสร้าง ที่สร้างขึ้นมีประสิทธิภาพในการพัฒนาการเรียนรู้ 83.73/82.56 สูงกว่าเกณฑ์กำหนด 80/80 ที่ตั้งไว้ และเมื่อศึกษาความพึงพอใจของผู้เรียนต่อการเรียนการสอนโดยการใช้เอกสารประกอบการสอน มีความคิดเห็นโดยภาพรวมในระดับพอใจมาก โดยมีคะแนนเฉลี่ย 4.25
รายงานการสร้างและพัฒนาบทเรียนสำเร็จรูปประกอบภาพการ์ตูน เรื่อง สร้างเสริมสุขภาพ
[ โดย kruinfo ชม 80 ]
บทคัดย่อ บทเรียนสำเร็จรูปประกอบภาพการ์ตูน มีบทบาทสำคัญในการเรียนการสอนของครูและนักเรียน อีกทั้งในหลักสูตรและนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการได้มีการสนับสนุนให้มี การผลิตอย่างกว้างขวางและแพร่หลาย ทั้งนี้เพราะการเรียนการสอนจะใช้เพียงหนังสือเรียนที่กำหนดให้เรียนในชั้นเรียนแต่เพียงอย่างเดียวคงไม่สามารถจัดการเรียนการสอนให้บรรลุตามจุดมุ่งหมายได้ บทเรียนสำเร็จรูปประกอบภาพการ์ตูน จึงเป็นสื่อการเรียนการสอนประเภทหนึ่ง ที่มุ่งให้ผู้เรียนมีความกระตือรือร้นในการศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมด้วยตนเองตามความเหมาะสม ของวัยและความสามารถของแต่ละบุคคล รายงานการสร้างและพัฒนาบทเรียนสำเร็จรูปประกอบภาพการ์ตูน เรื่อง สร้างเสริมสุขภาพ กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการสร้างและพัฒนาบทเรียนสำเร็จรูปประกอบภาพการ์ตูน เรื่อง สร้างเสริมสุขภาพ กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 2) หาค่าดัชนีประสิทธิผลของการใช้บทเรียนสำเร็จรูปประกอบภาพการ์ตูน เรื่อง สร้างเสริมสุขภาพ กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 3) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ที่เรียนด้วยบทเรียนสำเร็จรูปประกอบภาพการ์ตูน เรื่อง สร้างเสริมสุขภาพ กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน 4) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านนาโพธิ์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษายโสธร เขต 1 ที่เรียนด้วยบทเรียนสำเร็จรูปประกอบภาพการ์ตูน เรื่อง สร้างเสริมสุขภาพ กลุ่มสาระการเรียนรู้ สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 กลุ่มตัวอย่างในการศึกษาค้นคว้าครั้งนี้ คือ นักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2551 โรงเรียนบ้านนาโพธิ์ จำนวน 14 คน ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้า ได้แก่ บทเรียนสำเร็จรูปประกอบภาพการ์ตูน จำนวน 12 เล่ม แผนการจัดการเรียนรู้ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จำนวน 30 ข้อ ซึ่งมีค่าอำนาจจำแนกตั้งแต่ 0.20- 1.00 มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.71 แบบสอบถามวัดความพึงพอใจ ค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.91 สถิติที่ใช้ คือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ดัชนีประสิทธิผล และทดสอบสมมติฐานด้วย t
รายงานการพัฒนาชุดการเรียนคณิตศาสตร์ เรื่องรูปเรขาคณิต
[ โดย kruinfo ชม 190 ]
การศึกษาครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อ (1) พัฒนาประสิทธิภาพของชุดการเรียนคณิตศาสตร์ เรื่องรูปเรขาคณิต ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 (2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนกลุ่มตัวอย่าง ก่อนเรียนและหลังเรียน โดยใช้ชุดการเรียนคณิตศาสตร์ เรื่องรูปเรขาคณิต ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 (3) ศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อชุดการเรียนคณิตศาสตร์เรื่องรูปเรขาคณิต ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ประชากรในการศึกษาคือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ปีการศึกษา 2553 โรงเรียนเทศบาลวัดศาลามีชัย สังกัดเทศบาลนครนครศรีธรรมราช จำนวน 162 คน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้หาประสิทธิภาพของชุดการเรียนคณิตศาสตร์ เรื่องรูปเรขาคณิต ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 คือนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3/3 และ 3/4 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2553 จำนวน 60 คน โรงเรียนเทศบาลวัดศาลามีชัย สังกัดเทศบาลนครนครศรีธรรมราช ดำเนินการทดลองโดยใช้แบบแผนการวิจัยแบบ one group pretest posttest design เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย ชุดการเรียนคณิตศาสตร์ เรื่อง รูปเรขาคณิต ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 (จำนวน 4 ชุดการเรียน) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องรูปเรขาคณิตชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 30 ข้อ และแบบสอบถามความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อ ชุดการเรียนคณิตศาสตร์ เรื่องรูปเรขาคณิต ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าดัชนีความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา ค่าความยาก (p) และค่าอำนาจจำแนก (r) ค่าความเชื่อมั่นโดยใช้สูตร KR
รายงานผลการพัฒนาชุดกิจกรรมส่งเสริมทักษะการคิด กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 หน่วยการเรียนรู้เรื่อง หน้าที่พลเมือง วัฒนธรรม และการดำเนินชีวิตในสังคม
[ โดย kruinfo ชม 138 ]
ชื่อเรื่อง รายงานผลการพัฒนาชุดกิจกรรมส่งเสริมทักษะการคิด กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 หน่วยการเรียนรู้เรื่อง หน้าที่พลเมือง วัฒนธรรม และการดำเนินชีวิตในสังคม ผู้วิจัย นางวราภรณ์ ทองเสม ปีที่ทำการวิจัย 2553 บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อ 1) พัฒนาชุดกิจกรรมส่งเสริมทักษะการคิด กลุ่มสาระ การเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 หน่วยการเรียนรู้ เรื่อง หน้าที่พลเมือง วัฒนธรรม และการดำเนินชีวิตในสังคม ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียน โดยใช้ชุดกิจกรรมส่งเสริมทักษะการคิด 3) เพื่อศึกษาดัชนีประสิทธิผลของชุดกิจกรรมส่งเสริมทักษะการคิด และ 4) เพื่อศึกษาความพึงพอใจในการเรียนของนักเรียน กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยครั้งนี้ เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4/1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2553 โรงเรียนเทศบาลวัดท้ายตลาด (กวีธรรมสาร) สังกัดเทศบาลเมืองอุตรดิตถ์ จำนวน 16 คน เครื่องมือที่ใช้วิจัยมีดังนี้ 1) ชุดกิจกรรมส่งเสริมทักษะการคิด กลุ่มสาระ การเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 หน่วยการเรียนรู้ เรื่อง หน้าที่พลเมือง วัฒนธรรม และการดำเนินชีวิตในสังคม จำนวน 5 ชุด 2) แผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 20 แผน 3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จำนวน 30 ข้อ และ 4) แบบสอบถามความพึงพอใจในการเรียน จำนวน 20 ข้อ ใช้เวลาในการจัดการเรียนรู้ 20 ชั่วโมง (ไม่นับรวมเวลาทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน) แบบแผนการวิจัยใช้แบบ One Group Pretest-Posttest Design สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติที่ใช้ทดสอบสมมติฐานใช้สถิติ t-test for dependent ผลการวิจัยพบว่า 1. ชุดกิจกรรมส่งเสริมทักษะการคิด กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 หน่วยการเรียนรู้ เรื่อง หน้าที่พลเมือง วัฒนธรรม และ การดำเนินชีวิตในสังคม มีประสิทธิภาพเท่ากับ 83.68 / 82.10 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หน่วยการเรียนรู้ เรื่อง หน้าที่พลเมือง วัฒนธรรมและ การดำเนินชีวิตในสังคม ของนักเรียนที่เรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมส่งเสริมทักษะการคิด หลังเรียน สูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3. ดัชนีประสิทธิผลของชุดกิจกรรมส่งเสริมทักษะการคิด กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 หน่วยการเรียนรู้ เรื่อง หน้าที่พลเมือง วัฒนธรรม และการดำเนินชีวิตในสังคม เท่ากับ 0.5729 4. ภายหลังได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดกิจกรรมส่งเสริมทักษะการคิด กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 หน่วยการเรียนรู้ เรื่อง หน้าที่พลเมือง วัฒนธรรม และการดำเนินชีวิตในสังคม นักเรียนมีความพึงพอใจในการเรียนอยู่ในระดับมาก ( = 2.63)
รายงานการใช้แบบฝึกทักษะเรื่องการคูณ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3
[ โดย kruinfo ชม 103 ]
ชื่อเรื่อง รายงานการใช้แบบฝึกทักษะเรื่องการคูณ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ชื่อผู้ศึกษา นางไก่แก้ว เรือนวิไล ตำแหน่งครู โรงเรียนบ้านทาป่าเปา อำเภอแม่ทา จังหวัดลำพูน บทคัดย่อ การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะ 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ของนักเรียนก่อนและหลังการใช้แบบฝึกทักษะ 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนต่อแบบฝึกทักษะการคูณ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ประชากรที่ใช้ในการศึกษาเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านทาป่าเปา อำเภอแม่ทา จังหวัดลำพูน ปีการศึกษา 2552 จำนวน 10 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ประกอบด้วยแบบฝึกทักษะการคูณ จำนวน 4 เล่ม แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องการคูณ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 1 ฉบับ 30 ข้อ แผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 38 แผน และ แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียน ที่มีต่อการเรียนด้วยแบบฝึกทักษะเรื่องการคูณ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ และ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการศึกษาพบว่า 1. ประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะเรื่องการคูณ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 4 ชุด มีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ 80/80 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน หลังเรียนแบบฝึกทักษะเรื่องการคูณ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 สูงกว่าก่อนเรียน 3. ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อแบบฝึกทักษะเรื่องการคูณ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 อยู่ในระดับมีความพึงพอใจมากที่สุด
รายงานการสร้างและพัฒนาบทเรียนสำเร็จรูปประกอบภาพการ์ตูน เรื่อง สร้างเสริมสุขภาพ
[ โดย kruinfo ชม 127 ]
บทคัดย่อ บทเรียนสำเร็จรูปประกอบภาพการ์ตูน มีบทบาทสำคัญในการเรียนการสอนของครูและนักเรียน อีกทั้งในหลักสูตรและนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการได้มีการสนับสนุนให้มี การผลิตอย่างกว้างขวางและแพร่หลาย ทั้งนี้เพราะการเรียนการสอนจะใช้เพียงหนังสือเรียนที่กำหนดให้เรียนในชั้นเรียนแต่เพียงอย่างเดียวคงไม่สามารถจัดการเรียนการสอนให้บรรลุตามจุดมุ่งหมายได้ บทเรียนสำเร็จรูปประกอบภาพการ์ตูน จึงเป็นสื่อการเรียนการสอนประเภทหนึ่ง ที่มุ่งให้ผู้เรียนมีความกระตือรือร้นในการศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมด้วยตนเองตามความเหมาะสม ของวัยและความสามารถของแต่ละบุคคล รายงานการสร้างและพัฒนาบทเรียนสำเร็จรูปประกอบภาพการ์ตูน เรื่อง สร้างเสริมสุขภาพ กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการสร้างและพัฒนาบทเรียนสำเร็จรูปประกอบภาพการ์ตูน เรื่อง สร้างเสริมสุขภาพ กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 2) หาค่าดัชนีประสิทธิผลของการใช้บทเรียนสำเร็จรูปประกอบภาพการ์ตูน เรื่อง สร้างเสริมสุขภาพ กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 3) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ที่เรียนด้วยบทเรียนสำเร็จรูปประกอบภาพการ์ตูน เรื่อง สร้างเสริมสุขภาพ กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน 4) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านนาโพธิ์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษายโสธร เขต 1 ที่เรียนด้วยบทเรียนสำเร็จรูปประกอบภาพการ์ตูน เรื่อง สร้างเสริมสุขภาพ กลุ่มสาระการเรียนรู้ สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 กลุ่มตัวอย่างในการศึกษาค้นคว้าครั้งนี้ คือ นักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2551 โรงเรียนบ้านนาโพธิ์ จำนวน 14 คน ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้า ได้แก่ บทเรียนสำเร็จรูปประกอบภาพการ์ตูน จำนวน 12 เล่ม แผนการจัดการเรียนรู้ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จำนวน 30 ข้อ ซึ่งมีค่าอำนาจจำแนกตั้งแต่ 0.20- 1.00 มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.71 แบบสอบถามวัดความพึงพอใจ ค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.91 สถิติที่ใช้ คือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ดัชนีประสิทธิผล และทดสอบสมมติฐานด้วย t
รายงานการพัฒนาแบบฝึก เรื่อง กรด-เบส รายวิชาเคมีเพิ่มเติม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5
[ โดย kruinfo ชม 207 ]
ชื่อเรื่อง รายงานการพัฒนาแบบฝึก เรื่อง กรด-เบส รายวิชาเคมีเพิ่มเติม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ผู้ศึกษา นางพิมลรัตน์ ทองยศ ตำแหน่ง ครู วิทยฐานะ ครูชำนาญการ สถานศึกษา โรงเรียนบรบือ อำเภอบรบือ จังหวัดมหาสารคาม สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา มัธยมศึกษา เขต 26 ปีที่พิมพ์ พ.ศ. 2553 รายงานฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) หาประสิทธิภาพของแบบฝึก เรื่อง กรด-เบส รายวิชาเคมีเพิ่มเติม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ตามเกณฑ์ 80/80 (2) หาประสิทธิผลของแบบฝึก เรื่อง กรด-เบส รายวิชาเคมีเพิ่มเติม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ตามเกณฑ์ 70 (3) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างคะแนนก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยแบบฝึก เรื่อง กรด-เบส รายวิชาเคมีเพิ่มเติม ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 (4) ศึกษาความคงทนในการเรียนด้วยแบบฝึก เรื่อง กรด-เบส รายวิชาเคมีเพิ่มเติม ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 (5) ศึกษาความเหมาะสมของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยแบบฝึก เรื่อง กรด-เบส รายวิชาเคมีเพิ่มเติม ตามความคิดเห็นของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 เครื่องมือในการศึกษา คือ (1) แบบฝึก 8 ชุด (2) แผนการจัดการเรียนรู้ ใช้จัดกิจกรรมการเรียนรู้ 16 ชั่วโมง (3) เครื่องมือวัดผลและประเมินผล คือ แบบฝึกหัด 25 ฉบับ แบบทดสอบจำนวน 11 ฉบับ รวม 110 ข้อ และแบบสอบถาม 15 ข้อ ที่นำมาใช้กับนักเรียนโรงเรียนบรบือ อำเภอบรบือ จังหวัดมหาสารคาม จำนวน 42 คน ด้วยวิธีการสุ่มอย่างง่าย ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2552 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าเฉลี่ย ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าประสิทธิภาพ ค่าดัชนีประสิทธิผล และทดสอบค่า t ผลการศึกษาปรากฏ ดังนี้ 1. แบบฝึกมีประสิทธิภาพรวมเฉลี่ยเท่ากับ 84.36/83.82 สูงกว่าเกณฑ์ 80/80 2. แบบฝึกมีประสิทธิผลรวมเฉลี่ยอยู่ในระดับดี (E.I. = 72.29) ตรงตามเกณฑ์ 70 แสดงว่า นักเรียนมีความก้าวหน้าด้านการเรียนร้อยละ 72.29 3. นักเรียน มีคะแนนผลสัมฤทธิ์หลังการเรียนด้วยแบบฝึก รวมเฉลี่ยและทั้ง 8 ชุด สูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 4. นักเรียนมีคะแนนผลสัมฤทธิ์หลังการเรียนและการทดสอบหลังเรียนแล้ว 2 สัปดาห์ ไม่แตกต่างกัน คือ มีคะแนนลดลงคิดเป็นร้อยละ 0.18 แสดงว่า นักเรียนมีความคงทนในการเรียนรู้ 5. นักเรียน มีความคิดเห็นว่า การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยแบบฝึก โดยภาพรวมเหมาะสมอยู่ในระดับมาก
แบบฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาวิชาฟิสิกส์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 เรื่องแสงและการมองเห็น
[ โดย kruinfo ชม 348 ]
ชื่อเรื่อง รายงานการศึกษาการใช้แบบฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาวิชาฟิสิกส์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 เรื่อง แสงและการมองเห็น โรงเรียน หนองพอกวิทยาลัย สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 27 ผู้จัดทำ นางสมศรี ระดารุต บทคัดย่อ แบบฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาวิชาฟิสิกส์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 เรื่อง แสงและการมองเห็น ที่พัฒนาขึ้น มีความสำคัญมากต่อการจัดการเรียนรู้ โดยมุ่งให้ผู้เรียนได้ศึกษา เรียนรู้ กระบวนการคิดคำนวณ เพื่อให้เกิดความรู้ ความเข้าใจ สามารถนำความรู้ที่ได้ใช้หาคำตอบในสถานการณ์ต่าง ๆ โดยจัดระเบียบการคิดอย่างเป็นระบบ ดังนั้นการศึกษาค้นคว้าครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1. เพื่อพัฒนาแบบฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาวิชาฟิสิกส์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 เรื่อง แสงและการมองเห็น มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80 / 80 2. เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน 3. เพื่อศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อการเรียนด้วยแบบฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาวิชาฟิสิกส์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 เรื่อง แสงและการมองเห็น โรงเรียนหนองพอกวิทยาลัย สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 27 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2552 จำนวน 42 คน ได้มาโดยศึกษาจากประชากรทั้งหมด เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่ 1. แบบฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาวิชาฟิสิกส์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 เรื่อง แสงและการมองเห็น จำนวน 6 เล่ม 2. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เป็นแบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ 3. แบบสอบถามความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อการเรียนด้วยแบบฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาวิชาฟิสิกส์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 เรื่อง แสงและการมองเห็น ชนิดมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน 10 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต (Mean) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และการทดสอบสมมติฐานใช้t
รายงานผลการพัฒนาหนังสืออ่านเพิ่มเติม ชุดสร้างเสริมคุณลักษณะอันพึงประสงค์ กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ของนักเรียนชั้นประถม ศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนเทศบาลวัดศาลามีชัย จังหวัดนครศรีธรรมราช
[ โดย kruinfo ชม 141 ]
บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) พัฒนาและหาประสิทธิภาพของบทเพลงร่วมกับการแสดงบทบาทสมมติ เรื่องเศรษฐศาสตร์น่ารู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80(2) เปรียบเทียบผลการเรียนรู้ ก่อนและหลังการใช้บทเพลงร่วมกับการแสดงบทบาทสมมติ เรื่องเศรษฐศาสตร์น่ารู้ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 (3) ศึกษาความคงทนในการเรียนรู้ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยการใช้บทเพลงร่วมกับการแสดงบทบาทสมมติ เรื่องเศรษฐศาสตร์น่ารู้ หลังจากเรียนจบไปแล้ว 3 เดือน นักเรียนมีผลการเรียนรู้ ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 70 และ (4) ศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่มีต่อการสอนด้วยบทเพลงร่วมกับการแสดงบทบาทสมมติ เรื่องเศรษฐศาสตร์น่ารู้ ในด้านกิจกรรมการเรียนรู้ ด้านบรรยากาศ และด้านประโยชน์ที่ได้รับในการจัดกิจกรรม ประชากรที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้ ได้แก่นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2553 โรงเรียนเทศบาลวัดศาลามีชัย สังกัดเทศบาลนครศรีธรรมราช จำนวน 256 คน รวม 5 ห้องเรียน กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/4 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2553 โรงเรียนเทศบาลวัดศาลามีชัย สังกัดเทศบาลนครนครศรีธรรมราช จำนวน 42 คน ได้มาโดยการสุ่มตัวอย่างแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling)เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย (1) บทเพลงร่วมกับการแสดงบทบาทสมมติ จำนวน 8 เพลง ได้แก่ เพลงบทบาทของผู้ผลิต เพลงบทบาทของผู้บริโภค เพลงการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน เพลงหน่วยเศรษฐกิจ เพลงภาษี เพลงสิทธิผู้บริโภค เพลงสิทธิผู้ใช้แรงงาน และเพลงการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจ (2) แบบทดสอบวัดผลการเรียนรู้ แบบปรนัย 4 ตัวเลือกจำนวน 40 ข้อ (3) แผนการจัดการเรียนรู้ โดยใช้บทเพลงร่วมกับการแสดงบทบาทสมมติ จำนวน 9 แผน เวลา 17 ชั่วโมง ดำเนินเก็บรวมรวมข้อมูลตามแผนการจัดการเรียนรู้ โดยให้นักเรียนทำแบบทดสอบวัดผลการเรียนรู้ ก่อนเรียนทดสอบย่อยระหว่างเรียน และทำแบบทดสอบวัดผลการเรียนรู้หลังเรียน จำนวน 40 ข้อ ซึ่งเป็นชุดเดียวกับแบบทดสอบวัดผลการเรียนรู้ก่อนเรียน และให้ทำแบบประเมินแสดงความคิดเห็นที่มีต่อการสอนด้วยบทเพลงร่วมกับการแสดงบทบาทสมมติ หลังเรียนจบผ่านไปแล้ว 3 เดือน ก็ให้นักเรียนกลุ่มตัวย่างทำแบบทดสอบวัดผลการเรียนรู้ เรื่องเศรษฐศาสตร์น่ารู้ อีกครั้งวิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าเฉลี่ย ( ) ร้อยละ ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และค่าที (t
รายงานการประเมินโครงการพัฒนาสิ่งแวดล้อมและแหล่งเรียนรู้เพื่อเสริมสร้างคุณภาพนักเรียนโรงเรียนราชวินิตบางเขน
[ โดย kruinfo ชม 137 ]
บทสรุปสำหรับผู้บริหาร การประเมินโครงการพัฒนาสิ่งแวดล้อมและแหล่งเรียนรู้ เพื่อเสริมสร้างคุณภาพนักเรียน โรงเรียน ราชวินิตบางเขนครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ ประเมินบริบทของโครงการเกี่ยวกับความต้องการจำเป็น ความสอดคล้อง และความเหมาะสมของวัตถุประสงค์ของโครงการ ประเมินปัจจัยนำเข้าของโครงการเกี่ยวกับความพร้อมของผู้รับผิดชอบโครงการ ความพร้อมของอาคารสถานที่ ความเพียงพอของงบประมาณ และความเหมาะสมของปัจจัยในการดำเนินงาน ประเมินกระบวนการของโครงการเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมในการวางแผนการพัฒนาสิ่งแวดล้อมและการใช้แหล่งเรียนรู้ของนักเรียน การมีส่วนร่วมในการวางแผนการพัฒนาสิ่งแวดล้อมและการใช้แหล่งเรียนรู้ของครู และการนิเทศติดตามโครงการ ประเมินผลผลิตของโครงการ เกี่ยวกับปริมาณสิ่งแวดล้อมและแหล่งเรียนรู้ที่ได้รับการพัฒนาอย่างหลากหลายตามความต้องการของครู นักเรียน และผู้ปกครอง ทักษะการใช้แหล่งเรียนรู้ในการสอนของครู ทักษะการใช้แหล่งเรียนรู้เพื่อเสริมสร้างคุณภาพนักเรียน ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และความพึงพอใจของนักเรียน ครู และผู้ปกครองที่มีต่อโครงการ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ ได้แก่ นักเรียน ครู และผู้ปกครอง จำนวน 816 คน ประกอบด้วยนักเรียนจำนวน 345 คน ครู จำนวน 136 คน และผู้ปกครอง จำนวน 335 คน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามชนิดมาตราประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน 7 ฉบับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าร้อยละ (%) ค่าเฉลี่ย (x) และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ผลการประเมินโครงการสรุปได้ดังนี้ บทสรุปสำหรับผู้บริหาร
ชุดการสอนระบบนิเวศ
[ โดย kruinfo ชม 114 ]
ชุดการสอนระบบนิเวศ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ชุดที่ 4 เรื่อง การปรับตัวของสิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศ
การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ความสามารถในการคิดวิเคราะห์ และความพึงพอใจต่อการเรียนคณิตศาสตร์ เรื่องรูปสี่เหลี่ยม ของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 6 โดยใช้การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้และการจัดกิจกรรม การเรียนรู้แบบปกติ
[ โดย kruinfo ชม 120 ]
บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อ 1) พัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ กับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบปกติ เรื่องรูปสี่เหลี่ยม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75 2) ศึกษาดัชนีประสิทธิผลของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ทั้งสองรูปแบบ 3) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทาง การเรียน ความสามารถในการคิดวิเคราะห์และความพึงพอใจต่อการเรียนคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ระหว่างกลุ่มที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ แบบสืบเสาะหาความรู้กับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบปกติ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ของโรงเรียนอนุบาลอุดรธานี อำเภอเมืองอุดรธานี ซึ่งนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/11 เป็นกลุ่มทดลอง ใช้การเรียนแบบสืบเสาะ หาความรู้ และนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/9 เป็นกลุ่มควบคุม ใช้การเรียนแบบปกติ นักเรียนทั้งสองกลุ่มได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม (cluster random sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ 2 รูปแบบ คือ แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ แบบสืบเสาะหาความรู้และแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบปกติ รูปแบบละ 16 แผน รวมเวลา 16 ชั่วโมงแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนจำนวน 30 ข้อ ซึ่งมีค่าอำนาจจำแนก (B) ตั้งแต่ 0.22 ถึง 0.69 และค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบ (rcc) เท่ากับ 0.81 แบบทดสอบวัดการคิดวิเคราะห์ทางคณิตศาสตร์ จำนวน 24 ข้อ มีค่าความยาก (p) ตั้งแต่ 0.26 ถึง 0.76 และอำนาจจำแนกเป็นรายข้อ (r) ตั้งแต่ 0.22 ถึง 0.74 ค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบ (KR
การเปรียบเทียบผลการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่องการคูณ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ระหว่างการจัดการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือโดยใช้เทคนิค STAD กับการจัดการเรียนรู้แบบปกติ
[ โดย kruinfo ชม 116 ]
การจัดการเรียนรู้คณิตศาสตร์ จำเป็นต้องอาศัยรูปแบบในการจัดการเรียนรู้ที่หลากหลายและมีความเหมาะสมกับนักเรียน การจัดการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือโดยใช้เทคนิค STAD เป็นรูปแบบหนึ่งที่ช่วยให้การเรียนรู้คณิตศาสตร์มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น การวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมายดังนี้ 1) เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของการจัดการเรียนรู้ตามเกณฑ์ 75/75 2) เพื่อศึกษาดัชนีประสิทธิผลของการจัดการเรียนรู้ 3) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ เรื่องการคูณ ความสามารถในการคิดวิเคราะห์ และแรงจูงใจในการเรียน ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน และ 4) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ เรื่องการคูณ ความสามารถในการคิดวิเคราะห์ และแรงจูงใจในการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ระหว่างการจัดการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือโดยใช้เทคนิค STAD กับการจัดการเรียนรู้แบบปกติ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2553 โรงเรียนบ้านหนองกาโนนสิมมา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุดรธานี เขต 3 จำนวน 48 คน จาก 2 ห้องเรียน ซึ่งได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่องการคูณ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ จำนวน 30 ข้อ มีค่าอำนาจจำแนกตั้งแต่ .20 ถึง .95 และค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบทั้งฉบับเท่ากับ .86 แบบทดสอบวัดความสามารถในการคิดวิเคราะห์ จำนวน 20 ข้อ มีค่าความยากตั้งแต่ .44 ถึง .74 ค่าอำนาจจำแนกตั้งแต่ .20 ถึง .64 และค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ .87 และแบบวัดแรงจูงใจในการเรียน จำนวน 20 ข้อ มีค่าอำนาจจำแนกตั้งแต่ .274 ถึง .673 และค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ .883 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบสมมติฐานด้วย t
การพัฒนาทักษะการเขียนสะกดคำภาษาไทย โดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะการเขียนสะกดคำภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2/1
[ โดย kruinfo ชม 100 ]
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพแบบฝึกเสริมทักษะการเขียนสะกดคำ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2/1 2) เพื่อพัฒนาทักษะการเขียนสะกดคำของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2/1 ก่อนและหลังการใช้แบบฝึกเสริมทักษะการเขียนสะกดคำ 3) เพื่อศึกษาความ พึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2/1 ที่มีต่อการเรียนโดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะการเขียนสะกดคำภาษาไทย กลุ่มตัวอย่างได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2/1 โรงเรียนเทศบาลวัดท้ายตลาด (กวีธรรมสาร) สังกัดกองการศึกษา เทศบาลเมืองอุตรดิตถ์ จังหวัดอุตรดิตถ์ ปีการศึกษา 2553 ที่มีปัญหาการเขียนภาษาไทย อ่านได้แต่เขียนไม่ถูกต้อง ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง(Purposive Sampling) จำนวน 10 คน เนื่องจากผู้รายงานเป็นครูประจำชั้นเครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาประกอบด้วย 1) แบบฝึกเสริมทักษะการเขียนสะกดคำภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2/1 2) แบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน 3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ 4) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปี ที่ 2/1 ที่มีต่อการเรียนโดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะการเขียนสะกดคำ 5) แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ประกอบการใช้แบบฝึกเสริมทักษะการเขียนสะกดคำ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติพื้นฐานได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการศึกษาสรุปได้ดังนี้ 1. แบบฝึกเสริมทักษะการเขียนสะกดคำภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษา ปีที่ 2/1 มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 86.52/85.00 (E1/E2) 2. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2/1 โรงเรียนเทศบาลวัดท้ายตลาด (กวีธรรมสาร) มีผลสัมฤทธิ์ทางการเขียนสะกดคำ หลังใช้แบบฝึกเสริมทักษะการเขียนสะกดคำสูงกว่าก่อนใช้แบบฝึกเสริมทักษะการเขียนสะกดคำ เป็นไปตามสมมุติฐาน 3. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2/1 มีความพึงพอใจต่อการเรียนภาษาไทย โดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะการเขียนสะกดคำภาษาไทย อยู่ในระดับมาก เป็นไปตามสมมุติฐาน
แผนการจัดการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ เรื่องเศษส่วน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยใช้รูปแบบซิปปา (CIPPA MODEL)
[ โดย kruinfo ชม 157 ]
ขอเผยแพร่ตัวอย่างแผนการจัดการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ เรื่องเศษส่วน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ดังไฟล์ที่แนบ อาจารย์ท่านใดสนใจสามารถติดต่อได้ที่ นางดวงจันทร์ แก้วเวียง โรงเรียนภูเวียงวิทยายน อำเภอเวียงเก่า จังหวัดขอนแก่น สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 5
การพัฒนาสื่อประสม กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม เรื่อง ภูมิศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5
[ โดย kruinfo ชม 136 ]
บทคัดย่อ การวิจัยการพัฒนาสื่อประสมเพื่อประกอบการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนในกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนรัตนบุรี อำเภอรัตนบุรี จังหวัดสุรินทร์ เรื่องภูมิศาสตร์ โดยมีความมุ่งหมาย 3 ประการ คือ 1) เพื่อพัฒนาสื่อประสมที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อศึกษาค่าดัชนีประสิทธิผลสื่อประสมที่พัฒนาขึ้น 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของผู้เรียน ที่มีต่อสื่อประสม กลุ่มตัวอย่าง คือนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2553 จำนวน 37 คน ได้มาโดยวิธีการสุ่มแบบกลุ่ม(Cluster Random Sampling) ประกอบด้วย เครื่องมือมี 3 ชนิด คือ สื่อประสม เรื่อง ภูมิศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 18 เรื่อง แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เป็นแบบเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 40 ข้อ มีค่าความยากตั้งแต่ 0.25 ถึง 0.82 มีค่าอำนาจจำแนกตั้งแต่ 0.22 ถึง 0.95 และ มีความเชื่อมั่น ทั้งฉบับเท่ากับ 0.97 และแบบวัดความพึงพอใจจำนวน 1 ชุด สถิติที่ใช้คือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการหาค่าดัชนีประสิทธิผล ผลการวิจัย พบว่าสื่อประสมที่พัฒนาขึ้น มีประสิทธิภาพ เท่ากับ 88.60/83.51 สูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ และมีดัชนีประสิทธิผล เท่ากับ 0.6768 แสดงว่านักเรียนมีผลการเรียนเพิ่มขึ้นจากก่อนเรียนร้อยละ 67.68 นักเรียนที่เรียนด้วยสื่อประสม และมีความพึงพอใจที่มีต่อสื่อประสม อยู่ในระดับมาก โดยสรุปสื่อประสม ช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถ นำวิธีการที่ได้ไปประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนการสอนในเนื้อหาอื่นและวิชาชีพอื่นได้
แผนการจัดการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ การบวกและการลบ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โดยใช้ปัญหาเป็นหลัก
[ โดย kruinfo ชม 103 ]
ขอเผยแพร่ตัวอย่างแผนการจัดการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ เรื่องการบวกและการลบ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โดยใช้ปัญหาเป็นหลัก ดังไฟล์ที่แนบ อาจารย์ท่านใดสนใจนำแผนการจัดการเรียนรู้ไปใช้ สามารถติดต่อเพื่อเรียนรู้ร่วมกันได้ที่ นายวิริชัย แก้วเวียง โรงเรียนบ้านหนองขาม อำเภอเวียงเก่า จังหวัดขอนแก่น สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 5
การพัฒนาการจัดกิจกรรมการประดิษฐ์เศษวัสดุเพื่อพัฒนากล้ามเนื้อเล็กของนักเรียน
[ โดย kruinfo ชม 106 ]
บทคัดย่อ การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 3 ประการคือ (1) เพื่อพัฒนาและหาประสิทธิภาพของการจัดกิจกรรมการประดิษฐ์เศษวัสดุ (2) เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อเล็กของนักเรียนชั้นอนุบาลปี ที่ 2 (3) เพื่อศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนชั้นอนุบาลปี ที่ 2 ที่มีต่อการจัดกิจกรรมการประดิษฐ์เศษวัสดุเพื่อพัฒนากล้ามเนื้อเล็กของนักเรียนชั้นอนุบาลปี ที่ 2 โรงเรียนอนุบาลปง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพะเยา เขต 2 ประชากรที่ใช้ในการศึกษาได้แก่ นักเรียนที่กำลังศึกษาชั้นอนุบาลปี ที่ 2 โรงเรียนอนุบาลปง อำเภอปง จังหวัดพะเยาสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพะเยา เขต 2 ปี การศึกษา 2553 จำนวน 14 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล ได้แก่ แบบทดสอบวัดความสามารในการใกล้ามเนื้อเล็ก แบบสังเกต พฤติกรรมของการทำกิจกรรมของนักเรียน แบบสังเกตผลงานของ นักเรียน และแบบสอบถามความคิดเห็นของนักเรียน สรุปผลการศึกษา จากผลการศึกษาสรุปได้ดังนี้ 1. คู่มือการจัดกิจกรรมการประดิษฐ์เศษวัสดุที่มีประสิทธิภาพสูงกว่าประสิทธิภาพของแผนการจัดกิจกรรมการประดิษฐ์เศษวัสดุที่กำหนดไว้คือ 80 / 80 โดยคู่มือการจัดกิจกรรมนี้มีประสิทธิภาพเท่ากับแสดงว่าคู่มือการจัดกิจกรรมการประดิษฐ์เศษวัสดุที่จัดทำขึ้นมีประสิทธิภาพ เชื่อถือได้ 2. ผลการเปรียบเทียบคะแนนความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อเล็กของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2 โรงเรียนอนุบาลปง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพะเยา เขต 2 ก่อนและหลังการจัดกิจกรรมการประดิษฐ์เศษวัสดุ คะแนนเฉลี่ยก่อน ได้รับการจัดกิจกรรมการประดิษฐ์เศษวัสดุเท่ากับ 52.14 และคะแนนเฉลี่ยหลังได้รับการจัดกิจกรรมการประดิษฐ์เศษวัสดุ เท่ากับ 95.00 ดังนั้นนักเรียนมีคะแนนเฉลี่ยเพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ยเท่ากับ39.86 นั่นคือ ภายหลังการใช้นวัตกรรมคู่มือการจัด กิจกรรมแล้ว นักเรียนมีคะแนนความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อเล็กสูงขึ้น ดัชนีประสิทธิผลของคู่มือการจัดกิจกรรมการประดิษฐ์เศษวัสดุมีค่าเท่ากับ แสดงว่าหลังใช้คู่มือการจัดกิจกรรมการประดิษฐ์เศษวัสดุ ชั้นอนุบาลปี ที่ 2 นักเรียนมีคะแนนความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อเล็กสูงขึ้นร้อยละ 95.003. ความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อการจัดกิจกรรม การประดิษฐ์เศษวัสดุโดยภาพรวมมีความชอบในกิจกรรมการประดิษฐ์เศษวัสดุอยู่ในระดับมาก คิดเป็ นร้อยละอยู่ในช่วงระหว่าง95.00 แสดงว่านักเรียนที่ได้เรียนรู้จากแบบฝึกเสริมทักษะมีความพึงพอใจต่อแบบฝึกเสริมทักษะในระดับมาก
การพัฒนาคู่มือการใช้ไม้ไผ่มหัศจรรย์ เพื่อพัฒนาการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กสำหรับนักเรียน ชั้นอนุบาลปีที่ 2 โรงเรียนชุมชนบ้านทุ่ง
[ โดย kruinfo ชม 153 ]
การศึกษาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์สำคัญ 3 ประการ คือ (1) เพื่อพัฒนา และหาประสิทธิภาพของคู่มือการใช้ไม้ไผ่มหัศจรรย์ เพื่อพัฒนาการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กสำหรับนักเรียน ชั้นอนุบาลปีที่ 2 โรงเรียนชุมชนบ้านทุ่ง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพะเยา เขต 2 (2) เพื่อเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของคะแนนทดสอบวัดการพัฒนาการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กก่อนและหลังการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์การใช้ไม้ไผ่มหัศจรรย์ ตามคู่มือการใช้ไม้ไผ่มหัศจรรย์ เพื่อพัฒนาความสามารถ ในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กสำหรับนักเรียน ชั้นอนุบาลปีที่ 2 โรงเรียนชุมชนบ้านทุ่ง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพะเยา เขต 2 และ (3) เพื่อศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2 ที่มีต่อการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์การใช้ไม้ไผ่มหัศจรรย์ ตามคู่มือการใช้ไม้ไผ่มหัศจรรย์ เพื่อพัฒนาการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กสำหรับนักเรียน ชั้นอนุบาลปีที่ 2 ประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนที่กำลังศึกษาอยู่ในชั้นอนุบาลปีที่ 2 โรงเรียนชุมชนบ้านทุ่ง อำเภอจุน จังหวัดพะเยา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพะเยา เขต 2 ปีการศึกษา 2553 จำนวน 16 คน และเครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาประกอบด้วย (1) คู่มือการใช้ไม้ไผ่มหัศจรรย์ เพื่อพัฒนาการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กสำหรับนักเรียน ชั้นอนุบาลปีที่ 2 ที่ผู้รายงานพัฒนาขึ้น (2)แบบทดสอบวัดการพัฒนาการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กที่ผู้รายงานปรับปรุงขึ้นจากแบบทดสอบ วัดการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กของ เบญจวรรณ วงค์ศักดิ์ (2547 : 82 -90) โดยได้นำมาปรับใช้ให้เหมาะสมด้านเวลา และเกณฑ์การให้คะแนน ซึ่ง ผู้รายงานได้นำไปทดลอง กับนักเรียนชั้นอนุบาล 2 โรงเรียนชุมชนบ้านทุ่งจำนวน 16 คน ได้ค่าความเชื่อมั่น 0.9125 และ (2) แบบสอบถามความคิดเห็นของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2 ที่มีต่อการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์การใช้ไม้ไผ่มหัศจรรย์ ตามคู่มือการใช้ไม้ไผ่มหัศจรรย์ เพื่อพัฒนาการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กสำหรับนักเรียน ชั้นอนุบาลปีที่ 2 ผู้รายงานได้ดำเนินการสร้างและตรวจสอบคุณภาพตามขั้นตอน การศึกษาครั้งนี้ดำเนินการวิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์หาประสิทธิภาพของคู่มือการใช้ไม้ไผ่มหัศจรรย์ของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2 โรงเรียนชุมชนบ้านทุ่ง ตามเกณฑ์ประสิทธิภาพ จากสูตร E1/E2 วิเคราะห์เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยคะแนนการพัฒนาการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กของนักเรียน ชั้นอนุบาลปีที่ 2 โรงเรียนชุมชนบ้านทุ่ง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพะเยา เขต 2 ก่อนและหลังการจัดกิจกรรม ศิลปะสร้างสรรค์ การใช้ไม้ไผ่มหัศจรรย์ ตามคู่มือการใช้ไม้ไผ่มหัศจรรย์โดยการหาค่าเฉลี่ย ( ) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ( ) และวิเคราะห์ข้อมูลความคิดเห็นของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2 ที่มีต่อการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์การใช้ไม้ไผ่มหัศจรรย์ โดยใช้ร้อยละ (P) ผลการศึกษาพบว่า 1. คู่มือการใช้ไม้ไผ่มหัศจรรย์ เพื่อพัฒนาการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กสำหรับนักเรียน ชั้นอนุบาลปีที่ 2 ที่ผู้รายงานพัฒนาขึ้น มีประสิทธิภาพ เท่ากับ 85.21/90.63 ซึ่งสูงกว่า ประสิทธิภาพของคู่มือการใช้ไม้ไผ่มหัศจรรย์ ที่กำหนดไว้ คือ 80/80 แสดงว่า คู่มือการใช้ไม้ไผ่มหัศจรรย์ เพื่อพัฒนาการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กสำหรับนักเรียน ชั้นอนุบาลปีที่ 2 ที่ ผู้รายงานพัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพเชื่อถือได้ 2. นักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2 โรงเรียนชุมชนบ้านทุ่ง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพะเยา เขต 2 มีคะแนนเฉลี่ยการพัฒนาการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กก่อนได้รับการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์การใช้ไม้ไผ่มหัศจรรย์ เท่ากับ 15.06 อยู่ในระดับปรับปรุง และมีคะแนนเฉลี่ยการพัฒนาการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก หลังได้รับการจัดกิจกรรม เท่ากับ 27.19 อยู่ในระดับดี แสดงว่านักเรียนมีคะแนนที่เพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ย เท่ากับ 12.13 นั่นคือ ภายหลังการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์การใช้ไม้ไผ่มหัศจรรย์ ตามคู่มือการใช้ไม้ไผ่มหัศจรรย์ เพื่อพัฒนาการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กสำหรับนักเรียน ชั้นอนุบาลปีที่ 2 แล้ว นักเรียนมีคะแนนการพัฒนาการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กสูงขึ้น และได้มีดัชนีประสิทธิผลของคู่มือการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์การใช้ไม้ไผ่มหัศจรรย์ มีค่าเท่ากับ 0.9402 แสดงว่าหลังใช้คู่มือการใช้ไม้ไผ่มหัศจรรย์ นักเรียนมีคะแนนการพัฒนาการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กสูงขึ้นร้อยละ 94.02 3. ความคิดเห็นของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2 ที่มีต่อการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์การใช้ไม้ไผ่มหัศจรรย์ ตามคู่มือการจัดกิจกรรม เพื่อพัฒนาการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กสำหรับนักเรียน ชั้นอนุบาลปีที่ 2 ส่วนใหญ่ร้อยละ 93.13 มีความคิดเห็นต่อการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์การใช้ไม้ไผ่มหัศจรรย์ ตามคู่มือ อยู่ในระดับมาก แสดงว่า นักเรียนที่ได้รับการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์การใช้ไม้ไผ่มหัศจรรย์ ตามคู่มือการใช้ไม้ไผ่มหัศจรรย์ เพื่อพัฒนาการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กสำหรับนักเรียน ชั้นอนุบาลปีที่ 2 มีความพึงพอใจต่อกิจกรรมในระดับมาก

ยอดนิยม




ติดต่อ konthaizone@gmail.com