เลือกห้อง >>

ทั้งหมด

เอกสารประกอบการเรียน หลักธรรมทางพระพุทธศาสนา
[ โดย kruinfo ชม 211 ]
การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ในปัจจุบัน ครูต้องปรับเปลี่ยนพัฒนาพฤติกรรมการเรียนรู้ ให้สอดคล้องกับการปฏิรูปการเรียนรู้ เพื่อตอบสนองเจตนารมณ์ในหลักสูตร คือยึดผู้เรียน เป็นสำคัญ โดยจัดให้ผู้เรียนได้ฝึกทักษะในการสังเกต ทักษะความคิด ทักษะการทำงาน ทักษะการจัดการ และทักษะการสื่อสารให้ผู้เรียนมีนิสัยใฝ่รู้ใฝ่เรียน ดังนั้น ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ครูจึงต้องเตรียมกิจกรรมต่างๆ ไว้ล่วงหน้า ซึ่งข้าพเจ้า เอกสารประกอบการเรียน หลักธรรมทางพระพุทธศาสนา ชุดนิทานชาดก ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ผู้จัดทำเห็นความสำคัญหลักธรรมของพระพุทธศาสนา เห็นควร ส่งเสริมให้เยาวชนได้ยึดมั่นปฏิบัติตามหลักธรรม โดยมุ่งเน้นให้นักเรียนนำไปใช้ ในชีวิตประจำวัน จึงกำหนดรูปแบบการเขียนให้มีแนวสำคัญของเรื่อง จุดประสงค์การเรียนรู้เนื้อหาและกิจกรรม ในแบบฝึกหัด แบบทดสอบ ในเอกสารประกอบการเรียนหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จัดทำขึ้นมีจำนวน 8 เล่ม ดังนี้ เล่มที่ 1 ประพฤติดีมีสุข (เบญจศีล) เล่มที่ 2 โจรขโมยแก้วมณี (ทุจริต 3) เล่มที่ 3 ฤาษีให้ทานน้ำ (เบญจธรรม) เล่มที่ 4 หญิงดีมีศีลธรรมคุ้มครอง (สุจริต 3) เล่มที่ 5 นายม้าใหญ่ (พรหมวิหาร 4) เล่มที่ 6 ช้างยอดกตัญญู (การกตัญญูต่อประเทศชาติ) เล่มที่ 7 ชายยากไร้ได้เป็นพระราชา (การทำจิตใจให้บริสุทธิ์) เล่มที่ 8 สัตว์ทั้งหลายเจริญปัญญารู้เท่าทัน (อานิสงส์การเจริญปัญญา) ผู้จัดทำขอขอบคุณผู้บริหารโรงเรียนและ คณะครูที่ให้ความร่วมมือด้วยดีมา ณ โอกาสนี้ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าอกสารประกอบการเรียน สาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ชุดนี้ จะเป็นประโยชน์ต่อผู้เรียนและผู้สนใจทั่วไป
การประเมินโครงการพัฒนาแหล่งเรียนรู้เพื่อส่งเสริมคุณลักษณะใฝ่เรียนรู้ของนักเรียนโรงเรียนบ้านท่าค้ำ(ไตรราษฎร์บำรุง)
[ โดย kruinfo ชม 108 ]
บทคัดย่อ ชื่อเรื่อง : การประเมินโครงการพัฒนาแหล่งเรียนรู้เพื่อส่งเสริมคุณลักษณะใฝ่เรียนรู้ของนักเรียน โรงเรียนบ้านท่าค้ำ (ไตรราษฎร์บำรุง) ผู้ประเมิน : นายทักษิณ ก้อนใหม่ ปีที่ประเมิน : ปีการศึกษา 2553 การประเมินโครงการพัฒนาแหล่งเรียนรู้เพื่อส่งเสริมคุณลักษณะใฝ่เรียนรู้ของนักเรียนโรงเรียนบ้านท่าค้ำ(ไตรราษฎร์บำรุง) มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินบริบทของโครงการ ประเมินปัจจัยนำเข้าของโครงการ ประเมินกระบวนการของโครงการ และประเมินผลผลิตของโครงการ โดยประยุกต์ใช้รูปแบบการประเมินของสตัฟเฟิลบีม(CIPP Model) กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการประเมินครั้งนี้มีจำนวน 83 คน ประกอบด้วย ครู ซึ่งศึกษาจากประชากร จำนวน 6 คน และกลุ่มตัวอย่างที่ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง(Purposive Sampling) ประกอบด้วย นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4-6 จำนวน 35 คน ผู้ปกครองนักเรียนชั้นประถมศึกษา ปีที่ 4-6 จำนวน 35 คน คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน(ไม่รวมผู้อำนวยการสถานศึกษาและผู้แทนครู) จำนวน 7 คน เครื่องมือที่ใช้ในการประเมิน ได้แก่ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการประเมิน พบว่า 1. ผลการประเมินด้านบริบทของโครงการ โดยภาพรวมมีความสอดคล้องและความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด ผ่านเกณฑ์การประเมิน 2. ผลการประเมินด้านปัจจัยนำเข้าของโครงการ โดยภาพรวมมีความเหมาะสมและความเพียงพออยู่ในระดับมาก ผ่านเกณฑ์การประเมิน 3. ผลการประเมินด้านกระบวนการของโครงการ โดยภาพรวมมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก ผ่านเกณฑ์การประเมิน 4. ผลการประเมินด้านผลผลิตของโครงการ โดยภาพรวมมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก ผ่านเกณฑ์การประเมิน คำสำคัญ : การประเมินโครงการ, การพัฒนาแหล่งเรียนรู้, การส่งเสริมคุณลักษณะใฝ่เรียนรู้
การพัฒนาบทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง สมบัติของธาตุและสารประกอบ รายวิชาเคมี
[ โดย kruinfo ชม 414 ]
ชื่อเรื่อง รายงานการพัฒนาบทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง สมบัติของธาตุและ ารประกอบ รายวิชาเคมี ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ผู้ศึกษา นายหาญชัย โยอาศรี ตำแหน่ง ครู วิทยฐานะครูชำนาญการ สถานศึกษา โรงเรียนวาปีปทุม อำเภอวาปีปทุม จังหวัดมหาสารคาม ปีที่พิมพ์ พ.ศ. 2554 รายงานฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) หาประสิทธิภาพของบทเรียนสำเร็จรูปเรื่อง สมบัติของธาตุและสารประกอบ รายวิชาเคมี ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ตามเกณฑ์ 80/80 (2) หาดัชนีประสิทธิผลของบทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง สมบัติของธาตุและสารประกอบ รายวิชาเคมี ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 (3) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างคะแนนก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยบทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง สมบัติของธาตุและสารประกอบ รายวิชาเคมี ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 และ (4) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยบทเรียนสำเร็จรูปเรื่อง สมบัติของธาตุและสารประกอบ รายวิชาเคมี ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 เครื่องมือในการศึกษา คือ (1) บทเรียนสำเร็จรูป 7 เล่ม (2) เครื่องมือวัดผลและประเมินผล คือ ใบงาน 28 ฉบับ แบบทดสอบจำนวน 8 ฉบับ รวม 110 ข้อ (3) แบบสอบถาม 20 ข้อ และ (4) แผนการจัดการเรียนรู้ 7 แผน ที่นำมาใช้กับนักเรียนโรงเรียนโนนราษีวิทยา อำเภอบรบือ จังหวัดมหาสารคาม ปีการศึกษา 2553 จำนวน 25 คน ด้วยวิธีการสุ่มอย่างง่าย สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าเฉลี่ย ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าประสิทธิภาพ ค่าดัชนีประสิทธิผล และทดสอบค่า t ผลการศึกษาปรากฏว่า 1. บทเรียนสำเร็จรูปเรื่อง สมบัติของธาตุและสารประกอบ มีประสิทธิภาพรวมเฉลี่ยเท่ากับ 84.37/83.71 สูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ที่กำหนดไว้ 2. บทเรียนสำเร็จรูปเรื่อง สมบัติของธาตุและสารประกอบ มีประสิทธิผลรวมเฉลี่ยเท่ากับ 0.7318 แสดงว่า นักเรียนมีความก้าวหน้าด้านการเรียนเพิ่มขึ้น คิดเป็นร้อยละ 73.18 3. นักเรียนที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยบทเรียนสำเร็จรูปเรื่อง สมบัติของธาตุและสารประกอบ มีผลสัมฤทธิ์หลังการเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .01 4. นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยบทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง สมบัติของธาตุและสารประกอบ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก
รายงานการพัฒนาแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่องเศษส่วนแสนสนุกสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5
[ โดย kruinfo ชม 154 ]
บทคัดย่อ การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนาแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่องเศษส่วนแสนสนุก สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่มีประสิทธิภาพ ตามเกณฑ์ 75/75 2)เพื่อหาค่าดัชนีประสิทธิผลของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่เรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์เรื่อง เศษส่วนแสนสนุก สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 3) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่องเศษส่วนแสนสนุก สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 4) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่เรียนโดยแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่องเศษส่วนแสนสนุก สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 กลุ่มตัวอย่างได้แก่นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5/4 โรงเรียนเทศบาลวัดไทรอารีรักษ์ (มณีวิทยา) เทศบาลเมืองโพธาราม อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี ปีการศึกษา 2551 จำนวน 35 คน ได้มาจากการสุ่มอย่างง่ายด้วยการจับฉลากโดยใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยการสุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ประกอบด้วย 1) แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่องเศษส่วนแสนสนุก สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนก่อนและหลังเรียน เรื่องเศษส่วนแสนสนุก สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ชนิด 4 ตัวเลือก จำนวน 40 ข้อ 3) แบบวัดความพึงพอใจของนักเรียนเป็นแบบสอบถามวัดความรู้สึกของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่องเศษส่วนแสนสนุก สำหรับนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 10 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่า t-test แบบ Pair Sample T-test และหาระดับความพึงพอใจของนักเรียน โดยการหาค่าเฉลี่ย ผลการศึกษา 1. ประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่องเศษส่วนแสนสนุก สำหรับนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนเทศบาลวัดไทรอารีรักษ์ (มณีวิทยา) ตามเกณฑ์ 75/75 พบว่า ประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ มีค่าเท่ากับ 81.31/83.60 สูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ 2. ค่าดัชนีประสิทธิผลของแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่องเศษส่วนแสนสนุก สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนเทศบาลวัดไทรอารีรักษ์ (มณีวิทยา) มีค่าเท่ากับ 0.73 หรือ ร้อยละ 73.00 3. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่เรียนโดยแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่องเศษส่วนแสนสนุก สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 4. ระดับความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่เรียนโดยแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่องเศษส่วนแสนสนุก สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 มีค่าเฉลี่ยในภาพรวม อยู่ในระดับมาก
รายงานผลการจัดชุดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์เพื่อพัฒนาการด้านสังคม ของเด็กปฐมวัย โรงเรียนไทยนิยมสงเคราะห์ เขตบางเขน สังกัดกรุงเทพมหานคร
[ โดย kruinfo ชม 250 ]
บทคัดย่อ ชื่อเรื่อง : รายงานผลการจัดชุดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์เพื่อพัฒนาการด้านสังคม ของเด็กปฐมวัย โรงเรียนไทยนิยมสงเคราะห์ เขตบางเขน สังกัดกรุงเทพมหานคร ผู้รายงาน : นางศุภวรรณ แจ่มสุวรรณ ตำแหน่ง ครู วิทยฐานะครูชำนาญการ โรงเรียนไทยนิยมสงเคราะห์ เขตบางเขน สังกัดกรุงเทพมหานคร ปีการศึกษา : 2554 การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาการด้านสังคมของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดชุดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ และเพื่อเปรียบเทียบความแตกต่างของพัฒนาการด้านสังคมของ เด็กปฐมวัยก่อนและหลังได้รับการจัดชุดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการศึกษา ครั้งนี้เป็นเด็กชายและเด็กหญิงที่กำลังศึกษาในระดับชั้นอนุบาลปีที่ 2/5 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2554 โรงเรียนไทยนิยมสงเคราะห์ เขตบางเขน สังกัดกรุงเทพมหานคร จำนวน 38 คน ตัวแปรที่ศึกษาในครั้งนี้ได้แก่ ตัวแปรอิสระ คือการจัดชุดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ ตัวแปรตาม คือ พัฒนาการด้านสังคม ระยะเวลาในการศึกษาครั้งนี้ ศึกษาใน ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2554 ระยะเวลาในการศึกษา 12 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 5 วัน วันละ 30 นาที ในช่วงกิจกรรมสร้างสรรค์ตั้งแต่วันที่ 30 พฤษภาคม 2554 ถึงวันที่ 19 สิงหาคม 2554 แบบแผนการวิจัยใช้แบบ One
การพัฒนาเอกสารประกอบการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา
[ โดย kruinfo ชม 144 ]
ชื่อเรื่อง การพัฒนาเอกสารประกอบการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ผู้ศึกษา นายสมยศ ขันธสะอาด ตำแหน่ง ครู วิทยฐานะ ชำนาญการ สถานศึกษา โรงเรียนธัญญสิทธิศิลป์ อำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี ปีที่ศึกษา 2553 บทคัดย่อ รายงานฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ พัฒนาเอกสารประกอบการเรียน กลุ่มสาระ การเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 เพื่อศึกษาดัชนีประสิทธิผลของเอกสารประกอบการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและ พลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้เอกสารประกอบการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 และเพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดกิจกรรม การเรียนรู้ด้วยเอกสารประกอบการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 กลุ่มเป้าหมาย คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนธัญญสิทธิศิลป์ อำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2553 จำนวน 34 คน โดยการเลือก แบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ เอกสารประกอบการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 7 เล่ม แผนการจัด การเรียนรู้ จำนวน 18 แผน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เป็นแบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 3 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ มีค่าอำนาจจำแนกตั้งแต่ 0.23-0.80 ค่าความเชื่อมั่น ของแบบทดสอบทั้งฉบับเท่ากับ 0.92 และแบบสอบถามวัดความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าเฉลี่ย ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าประสิทธิภาพ ค่าดัชนีประสิทธิผล และสถิติทดสอบ t-test (Dependent Samples) พบว่า 1. เอกสารประกอบการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีประสิทธิภาพของกระบวนการ/ผลลัพธ์ เท่ากับ 86.33/85.71 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ที่ตั้งไว้ 2. เอกสารประกอบการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีค่าดัชนีประสิทธิผลเท่ากับ 0.7183 หมายความว่า หลังเรียนนักเรียน มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเพิ่มขึ้นร้อยละ 71.83 จากก่อนเรียน 3. นักเรียนที่เรียนด้วยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยเอกสารประกอบการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีคะแนนผลสัมฤทธิ์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 4. นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยเอกสารประกอบ การเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โดยภาพรวม อยู่ในระดับมากที่สุด
รายงานการพัฒนาหนังสือนิทานพื้นบ้านเสริมการอ่าน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนลือคำหาญวารินชำราบ อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี
[ โดย kruinfo ชม 141 ]
ชื่อเรื่อง รายงานการพัฒนาหนังสือนิทานพื้นบ้านเสริมการอ่าน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนลือคำหาญวารินชำราบ อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี บทคัดย่อ การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ1) พัฒนาหนังสือนิทานพื้นบ้านเสริมการอ่านกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ระหว่างก่อนและหลังการอ่านหนังสือนิทานพื้นบ้านเสริมการอ่านกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย และ 3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อหนังสือนิทานพื้นบ้าน ประชากรที่ใช้ในการศึกษาเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่เรียนในภาคเรียนที่1ปีการศึกษา 2554 ของโรงเรียนลือคำหาญวารินชำราบ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 29 จำนวน 256 คน และกลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ห้อง 1/2 ซึ่งกำลังศึกษาอยู่ในภาคเรียนที่ 1ปีการศึกษา 2554 โรงเรียนลือคำหาญวารินชำราบ จำนวน 20 คน โดยวิธีการสุ่มอย่างง่าย (Simple Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ประกอบด้วย หนังสือนิทานพื้นบ้านเสริมการอ่าน จำนวน 12 เล่ม กิจกรรมเสริมการอ่านท้ายเล่ม ๆละ 5 กิจกรรม แผนการจัดการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย : วรรณกรรมท้องถิ่น 1 ท20201 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบสอบถามความคิดเห็นของนักเรียนต่อการใช้หนังสือนิทานพื้นบ้าน การวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติดังต่อไปนี้ การวิเคราะห์หาคุณภาพของเครื่องมือ ได้แก่ การหาค่าความยาก (Difficulty) ของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน การหาค่าอำนาจจำแนก (Discrimination) ของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน การหาค่าความเชื่อมั่น (Reliability) ของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน การหาค่าความสอดคล้องระหว่างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและเนื้อหา (IOC) การหาประสิทธิภาพของหนังสือนิทานพื้นบ้าน จากค่า E1/E2 และการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าสถิติพื้นฐาน ค่าเฉลี่ย ( ) การหาค่าสถิติเพื่อทดสอบสมมติฐาน ด้วย t-test ผลการศึกษาพบว่า 1. หนังสือนิทานพื้นบ้านเสริมการอ่าน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 87.62 / 85.85 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนด้วยหนังสือนิทานพื้นบ้านเสริมการอ่าน หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 3. ความพึงพอใจของนักเรียนต่อหนังสือนิทานพื้นบ้านเสริมการอ่านอยู่ในระดับมาก
การประเมินโครงการแก้ปัญหาการอ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ โรงเรียนวัดมะพร้าวเตี้ย
[ โดย kruinfo ชม 190 ]
ก ชื่อเรื่อง การประเมินโครงการแก้ปัญหาการอ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ โรงเรียนวัดมะพร้าวเตี้ย ผู้ประเมิน นายยรรยง สุขเกษม รองผู้อำนวยการโรงเรียนวัดมะพร้าวเตี้ย ปีที่ประเมิน พ.ศ. 2553 บทคัดย่อ การประเมินโครงการครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินผลการดำเนินงานโครงการแก้ปัญหาการอ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ ใช้รูปแบบ จำลองซิปป์(CIPP MODEL) โดยดำเนินการประเมิน 4 ด้าน ดังนี้ 1. เพื่อประเมินสภาวะแวดล้อม (Context) ของโครงการ 2. เพื่อประเมินความเหมาะสมของปัจจัย (Input) ที่ใช้ในการดำเนินโครงการ 3. เพื่อประเมินกระบวนการ (Process) ความก้าวหน้าในการดำเนินกิจกรรม การนิเทศ กำกับ ติดตาม ประเมินผล ปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินโครงการ 4. เพื่อประเมินผลผลิต (Product) จากผลการดำเนินงานตามกิจกรรมของโครงการ วิธีการดำเนินการวิจัย ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 1. ประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้เป็นบุคลากรและผู้เกี่ยวข้องภายในโรงเรียนวัดมะพร้าวเตี้ย จำนวน 1,348 คน จำแนกได้ 4 กลุ่มประกอบด้วย 1.1 ผู้บริหารโรงเรียนและครูผู้สอน จำนวน 27 คน ได้แก่ ผู้อำนวยการโรงเรียน 1 คน ครูผู้สอน จำนวน 26 คน 1.2 คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 15 คน 1.3 นักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1
การพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่องระบบจำนวนเต็ม
[ โดย kruinfo ชม 137 ]
บทคัดย่อ ชื่อเรื่อง การพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่องระบบจำนวนเต็ม กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ผู้ศึกษา นางจารุณี ศาลาจันทร์ ตำแหน่ง ครู วิทยฐานะ ครูชำนาญการพิเศษ สถานศึกษา โรงเรียนหนองโพธิ์วิทยาคม อำเภอนาเชือก องค์การบริหารส่วนจังหวัดมหาสารคาม การศึกษาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อหาประสิทธิภาพของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่องระบบจำนวนเต็ม กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 (2) เพื่อหาค่าดัชนีประสิทธิผลของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนเรื่องระบบจำนวนเต็ม กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 (3) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่องระบบจำนวนเต็ม กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 (4) เพื่อศึกษาความคงทนในการเรียนรู้ ของนักเรียน ที่เรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่องระบบจำนวนเต็ม กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 และ (5) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่องระบบจำนวนเต็ม กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนโรงเรียนหนองโพธิ์วิทยาคม อำเภอนาเชือก จังหวัดมหาสารคาม ปีการศึกษา 2553 จำนวน 28 คน ที่สุ่มแบบง่าย เครื่องมือในการศึกษา ได้แก่ (1) บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน 6 เรื่อง (2) แบบฝึกหัดในบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน 36 ฉบับ (3) แบบทดสอบ วัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ 30 ข้อ และ 4) แบบประเมิน 2 ฉบับ คือ แบบประเมินความเหมาะสมโดยผู้เชี่ยวชาญ 39 ข้อ และความพึงพอใจของนักเรียน 15 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าประสิทธิภาพ ค่าดัชนีประสิทธิผล และการทดสอบ t-test ผลการศึกษาพบว่า 1. บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่องระบบจำนวนเต็ม กลุ่มสาระการเรียนรู้ คณิตศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 84.40/83.10 สูงกว่าเกณฑ์ 80/80 2. บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนเรื่องระบบจำนวนเต็ม กลุ่มสาระการเรียนรู้ คณิตศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีค่าดัชนีประสิทธิผลเท่ากับ 0.7004 แสดงว่า นักเรียน มีความก้าวหน้าในการเรียนรู้เพิ่มขึ้น คิดเป็นร้อยละ 70.04 3. นักเรียนที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่องระบบจำนวนเต็ม มีคะแนนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 4. นักเรียนมีความคงทนในการเรียนรู้ด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนเรื่องระบบจำนวนเต็ม หลังจากเรียนไปแล้ว 2 สัปดาห์ และการทดสอบหลังเรียนไม่แตกต่าง โดยมีคะแนน ลดลงเพียงร้อยละ 0.37 5. นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนการสอนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด รายข้อที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ผู้เรียนมีความเข้าใจในเนื้อหา บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน รองลงมา คือ บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยให้ผู้เรียนสามารถแก้โจทย์ ระบบจำนวนเต็มมากยิ่งขึ้น และบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยให้ผู้เรียนเอาใจใส่ต่อการเรียนมากยิ่งขึ้น
การประเมินโครงการส่งเสริมการพัฒนานวัตกรรมเพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้รูปแบบการประเมิน 360 องศา
[ โดย kruinfo ชม 255 ]
ชื่อเรื่อง การประเมินโครงการส่งเสริมการพัฒนานวัตกรรมเพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยใช้รูปแบบการประเมิน 360 องศา ผู้วิจัย นางจารุณี ศาลาจันทร์ ตำแหน่ง ครู วิทยฐานะ ครูชำนาญพิเศษ โรงเรียนหนองโพธิ์วิทยาคม อำเภอนาเชือก จังหวัดมหาสารคาม สังกัด องค์การบริหารส่วนจังหวัดมหาสารคาม ปีที่พิมพ์ 2554 บทคัดย่อ การประเมินเป็นกระบวนการสำคัญของการตรวจสอบและรายงานความสำเร็จของโครงการโดยเฉพาะการใช้รูปแบบการประเมิน 360 องศา เป็นแนวทางการประเมินที่มีความครอบคลุม และความสมบูรณ์ของกระบวนการประเมินที่มีคุณภาพ สำหรับประเมินผลงานโครงการส่งเสริมการพัฒนานวัตกรรมเพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เพื่ออธิบายความสำเร็จของโครงการดังกล่าว การประเมินโครงการครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อประเมินโครงการส่งเสริมการพัฒนานวัตกรรม เพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ตามกรอบการประเมิน ด้านปัจจัยนำเข้า ด้านกระบวนการ ด้านผลลัพธ์ และข้อมูลย้อนกลับ ประชากรเป้าหมายในการประเมินจำนวน 417 คน ประกอบด้วย 1) ผู้อำนวยการโรงเรียน จำนวน 12 คน 2) ศึกษานิเทศก์ จำนวน 7 คน 3) ครูจำนวน 33 คน 4) นักเรียน จำนวน 361 คน 5) ผู้ปกครอง จำนวน 4 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบประเมินโครงการส่งเสริมการพัฒนานวัตกรรมเพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จำนวน 3 ฉบับ และแบบสัมภาษณ์การดำเนินงานโครงการส่งเสริมการพัฒนานวัตกรรมเพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จำนวน 3 ฉบับ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและเสนอผลการวิจัยโดยวิธีพรรณนาวิเคราะห์ ผลการวิจัยปรากฏดังนี้ 1. การประเมินโครงการส่งเสริมการพัฒนานวัตกรรมเพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยใช้รูปแบบการประเมินแบบ 360 องศา ตามความคิดเห็นของศึกษานิเทศก์ ผู้อำนวยการโรงเรียน ครู นักเรียน และผู้ปกครองโดยรวมและรายด้านทุกด้าน คือ ด้านปัจจัยนำเข้า ด้านกระบวนการ ด้านผลผลิต และด้านข้อมูลย้อนกลับ มีความคิดเห็นอยู่ในระดับมากทุกข้อ 2. การประเมินโครงการส่งเสริมการพัฒนานวัตกรรมเพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ตามความคิดเห็นของ ครู นักเรียน และผู้ปกครอง สรุปได้ดังนี้ 2.1 ปัจจัยนำเข้า มีประโยชน์ต่อการบริหารจัดการและการจัดการเรียนการสอน สอดคล้องกับความต้องการในการคิดค้นนวัตกรรม ที่เหมาะสมกับนักเรียนหรือโรงเรียน แต่มีความ แตกต่างพื้นฐานความรู้ ระยะเวลา และงบประมาณ 2.2 ด้านกระบวนการ ครูที่มีพื้นฐานความรู้ในเรื่องนวัตกรรมจะมีความเข้าใจ ในขั้นตอนกระบวนการพัฒนานวัตกรรมในรูปแบบการวิจัย มีการประเมินผลอย่างเป็นระบบ 2.3 ด้านผลลัพธ์ การส่งเสริมสนับสนุนครูได้มีความรู้ความเข้าใจในการสร้าง นวัตกรรม ทำให้ครูมีความกระตือรือร้นในการทำงานสามารถจัดรูปแบบการเรียนการสอน ได้อย่างหลากหลาย ส่งผลให้นักเรียนสามารถเรียนรู้ได้เร็วขึ้นมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ 2.4 ด้านข้อมูลย้อนกลับ ครูทำงานด้วยความมั่นใจได้รับการยอมรับและเป็นต้นแบบ การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ทำให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลสามารถนำไปพัฒนาเพื่อความก้าวหน้า ในวิชาชีพของตน ส่งผลให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนดีขึ้น โดยสรุป โครงการส่งเสริมการพัฒนานวัตกรรมเพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เป็นโครงการที่มีประสิทธิภาพ ทำให้ผู้บริหาร ครู นักเรียนและผู้ปกครองร่วมกันพัฒนาและขับเคลื่อน ไปพร้อมกัน ทำให้มีนวัตกรรมในการบริหารจัดการในการจัดการเรียนการสอนที่หลากหลาย นักเรียน มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนดีขึ้น จึงสมควรดำเนินการต่อไปและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องควรนิเทศติดตามเพื่อให้มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง
ชุดการสอน เรื่อง เสริมสร้างสุขภาพถูกวิธี ชีวีปลอดภัย
[ โดย kruinfo ชม 241 ]
บทคัดย่อ การศึกษาการใช้ชุดการสอนเรื่องเสริมสร้างสุขภาพถูกวิธี ชีวีปลอดภัย กลุ่มสาระการเรียนรู้ สุขศึกษา และพลศึกษา (สุขศึกษา) สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านป่าตึง ดอยซิว สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 1 มีวัตถุประสงค์ เพื่อหาประสิทธิภาพชุดการสอนเรื่องเสริมสร้างสุขภาพถูกวิธี ชีวีปลอดภัย กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา (สุขศึกษา) ตามเกณฑ์มาตรฐาน E1/E2 เท่ากับ 80/80 เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทาง การเรียนก่อนและหลังการใช้ชุดการสอนเรื่องเสริมสร้างสุขภาพถูกวิธี ชีวีปลอดภัย การศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่มีต่อชุดการสอนเรื่องเสริมสร้างสุขภาพถูกวิธี ชีวีปลอดภัย ประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านป่าตึงดอยซิว ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2553 จำนวน 12 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาได้แก่ 1.ชุดการสอนเรื่องเสริมสร้างสุขภาพถูกวิธี ชีวีปลอดภัย จำนวน 20 ชุด ใช้ควบคู่กับแผนการจัดการเรียนรู้ หน่วยการเรียนรู้ที่ 10 สิ่งแวดล้อมดี ชีวีปลอดภัย หน่วยการเรียนรู้ที่ 11 อารมณ์ของคน ส่งผลต่อสุขภาพ หน่วยการเรียนรู้ที่ 12 อาหารและผลิตภัณฑ์ รู้ทันปลอดภัย หน่วยการเรียนรู้ที่ 13 ยาและสารเสพติด มีพิษให้โทษ และหน่วยการเรียนรู้ที่ 14 ปฐมพยาบาล ถูกขั้นตอน แน่นอนปลอดภัย ชุดการสอนเรื่องเสริมสร้างสุขภาพถูกวิธี ชีวีปลอดภัย ประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 20 ชั่วโมง 2.แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ 3.แบบสอบถามความพึงพอใจนักเรียนที่มีต่อชุดการสอนเรื่องเสริมสร้างสุขภาพถูกวิธี ชีวีปลอดภัย แบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน 12 ข้อ เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยชุดการสอนเรื่องเสริมสร้างสุขภาพถูกวิธี ชีวีปลอดภัย ด้วยคะแนนทดสอบก่อนเรียน คะแนนทดสอบหลังเรียน คะแนนระหว่างเรียน และค่าระดับความพึงพอใจของนักเรียน ที่มีต่อชุดการสอนเรื่องเสริมสร้างสุขภาพถูกวิธี ชีวีปลอดภัย วิเคราะห์ข้อมูลที่ได้โดยใช้สถิติพื้นฐานร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย (Mean) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) ผลการศึกษาพบว่า 1.ประสิทธิภาพชุดการสอนเรื่องเสริมสร้างสุขภาพถูกวิธี ชีวิปลอดภัย กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา (สุขศึกษา) สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 20 ชุด มีประสิทธิภาพ 87.67/85.83 เป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ 2.ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนนของนักเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้ชุดการสอนเรื่องเสริมสร้างสุขภาพถูกวิธี ชีวีปลอดภัย กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา (สุขศึกษา) นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านป่าตึงดอยซิว ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2553 จำนวน 12 คน นักเรียนมีคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนร้อยละ 56.94 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน ร้อยละ 84.72 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 3.นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านป่าตึงดอยซิว ที่เรียนด้วยชุดการสอนเรื่องเสริมสร้างสุขภาพถูกวิธี ชีวีปลอดภัย กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา (สุขศึกษา) มีความพึงพอใจในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด โดยมีค่าเฉลี่ยระดับความพึงพอใจ เท่ากับ 4.51 และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.23
รายงานการพัฒนาการดำเนินงานประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์ เขต 1
[ โดย kruinfo ชม 191 ]
บทคัดย่อ การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนาระบบประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์ เขต 1 กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ประกอบด้วย โรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์ เขต 1 จำนวน 336 โรงเรียน โดยทำการศึกษาข้อมูลจากบุคลากร โรงเรียนละ 2 คน ประกอบด้วยผู้บริหารโรงเรียน ครูที่รับผิดชอบงานระบบประกันคุณภาพภายในของโรงเรียน รวมจำนวนกลุ่มเป้าหมายทั้งหมด 672 คน ได้มาโดยวิธีการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ประกอบด้วย กรอบกลยุทธ์ ในการพัฒนาการดำเนินงานระบบประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา โรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์ เขต 1 ประกอบด้วย 1) การประชุมแบบมีส่วนร่วม AIC 2) การอบรมเชิงปฏิบัติการ และ 3. การนิเทศการศึกษา เครื่องมือนิเทศการศึกษา ประกอบด้วย 1) แบบบันทึกการประชุม ใช้บันทึกการประชุมระดมความคิด เพื่อศึกษาสภาพปัญหา และการกำหนดวิทยากรพัฒนาระบบประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์ เขต 1 ของผู้ศึกษาและคณะศึกษานิเทศก์ 2) แบบสังเกต เป็นแบบสังเกตที่ผู้ศึกษาใช้สังเกตพฤติกรรมของกลุ่มเป้าหมาย จากการ การฝึกอบรม 3) แบบสัมภาษณ์ ผู้ศึกษาใช้สัมภาษณ์ความคิดเห็นของกลุ่มเป้าหมาย 4) แบบสอบถาม ใช้สำหรับสอบถามเกี่ยวกับการดำเนินงานระบบประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา ความคิดเห็น และข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการดำเนินงานประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์ เขต 1 และ 5) คู่มือการดำเนินการพัฒนาระบบประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์ เขต 1 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สรุปผลการศึกษา พัฒนาการดำเนินงานประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์ เขต 1 ได้ผลการศึกษาดังนี้ 1. การพัฒนาโดยใช้กลยุทธ์ การประชุมแบบมีส่วนร่วม AIC การอบรมเชิงปฏิบัติการ และการนิเทศการศึกษา สรุปได้ว่า การประชุมแบบมีส่วนร่วม AIC การอบรมเชิงปฏิบัติการ และการนิเทศการศึกษา ช่วยให้ผู้บริหารโรงเรียน ครูผู้รับผิดชอบงานประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาของโรงเรียน มีความรู้ ความเข้าใจและตระหนักถึงความสำคัญของการพัฒนาการดำเนินงานประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา มีกระบวนการทำงานที่เป็นระบบ มีประสิทธิภาพ มีการทำงานแบบมีส่วนร่วม เสียสละ มีการทำงานในรูปของคณะกรรมการ ทำงานเป็นทีม มีการประเมินผลการปฏิบัติงาน/โครงการ มีการจัดทำเอกสารและร่องรอยที่เกิดจากการปฏิบัติงาน จากการสังเกต สัมภาษณ์ การสอบถาม และการสำรวจ ปรากฏผลตามกรอบการศึกษา ดังนี้ 1.1 การศึกษาและการเตรียมการ ผู้บริหารโรงเรียน ครูผู้รับผิดชอบงานประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาของโรงเรียน มีความรู้ ความเข้าใจและตระหนักในเรื่องการดำเนินงานพัฒนาการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา มีการแต่งตั้งคณะทำงาน ซึ่งเป็นผู้มีความรู้ ความสามารถ เสียสละ ทุ่มเททั้งแรงกายและแรงใจ และเวลาในการร่วมมือกันทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ บุคลากรภายในโรงเรียนมีความรู้ ความเข้าใจและตระหนักในคุณค่าและความสำคัญของการประกันคุณภาพทางการศึกษามากขึ้น กรรมการที่ได้รับการแต่งตั้ง ปฏิบัติหน้าที่ของตนเองด้วยความมั่นใจมากขึ้น มีการกำหนดรูปแบบหรือวางระบบการประกันคุณภาพการศึกษา ตลอดทั้งได้จัดทำเอกสารและร่องรอยที่ได้จากการปฏิบัติงานประกันคุณภาพการศึกษาเป็นที่ประจักษ์ชัดเจน 1.2 การวางแผนการประกันคุณภาพการศึกษา การวางแผนการประกันคุณภาพการศึกษา มีการจัดทำข้อมูลพื้นฐานและสารสนเทศทางการศึกษาครบทุกด้าน และการนำเสนอข้อมูลด้วยคอมพิวเตอร์ มีการพัฒนามาตรฐานคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษา ทบทวนและปรับปรุงแผนปฏิบัติการให้สอดคล้องกับสภาพปัจจุบันการทบทวนและพัฒนามาตรฐานในการปฏิบัติงานทั้งที่เป็นรายบุคคล กลุ่มสาระการเรียนรู้ตลอดทั้งขอความเห็นชอบจากคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน 1.3 การนำแผนการประกันคุณภาพการศึกษาไปใช้ มีการทบทวนและการสร้างความเข้าใจในการนำแผนการประกันคุณภาพการศึกษาเน้นย้ำบุคลากรและผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องให้เกิดความเข้าใจ ความตระหนัก ความรับผิดชอบในภารกิจของสถานศึกษา มีการจัดกิจกรรมพัฒนาบุคลากร ก่อนนำแผนการประกันคุณภาพการศึกษาที่ปรับปรุงแล้วไปใช้ให้เกิดประโยชน์ และมีการนิเทศ กำกับ ติดตาม จึงทำให้การดำเนินการพัฒนางานการประกันคุณภาพการศึกษาสำเร็จเป็นไปตามแผนโดยไม่หยุดชะงัก 1.4 การตรวจสอบและทบทวนคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษา มีการแต่งตั้งกรรมการตรวจสอบและการประเมินผล มีการกำหนดแนวทางและแนวปฏิบัติในการตรวจสอบและทบทวนคุณภาพการศึกษา มีการประชุมชี้แจงทำความเข้าใจให้คณะกรรมการสามารถดำเนินการตรวจสอบทบทวนคุณภาพการศึกษาตามกำหนดเวลา สามารถดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลได้ทุกมาตรฐาน และสรุปรายงานผลการตรวจสอบได้ตามกำหนดเวลา 1.5 การพัฒนาและปรับปรุงมาตรฐาน การพัฒนาและปรับปรุงมาตรฐานนั้นเป็นไปตามการตัดสินใจของคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานที่ประชุมตกลงกัน ซึ่งมีการตรวจสอบและทบทวนคุณภาพการศึกษา มีการดำเนินการพัฒนาและปรับปรุง โดยคณะทำงานที่รับผิดชอบแต่ละมาตรฐาน มีการพัฒนาปรับปรุงมาตรฐานการปฏิบัติงานของกลุ่มบริหาร กลุ่มสาระการเรียนรู้ โดยผู้รับผิดชอบวิเคราะห์สาเหตุที่ส่งผลต่อการบรรลุมาตรฐานคุณภาพการศึกษา 1.6 การเตรียมรับการประเมินจากองค์กรภายนอก ผู้อำนวยการโรงเรียน คณะครู คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ผู้ปกครองนักเรียน นักเรียนและบุคลากรในชุมชนมีความรู้ความเข้าใจ เกิดความพร้อม และให้ความร่วมมือในการเตรียมรับการประเมิน ทั้งจากหน่วยงานต้นสังกัด หน่วยงานจากองค์กรภายนอก ซึ่งในการปฏิบัติหน้าที่บุคลากรมีความพร้อมตลอดเวลา คือมีข้อมูลสารสนเทศ เอกสาร การนำเสนอ พร้อมที่จะได้รับการประเมินอยู่เสมอ 2 ผลการวิเคราะห์จากการนิเทศ ติดตาม (นิเทศการศึกษา) การดำเนินงานประกันคุณภาพในระดับสถานศึกษา พบว่า การดำเนินงานระบบประกันคุณภาพการศึกษา ด้านการวางแผน โรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์ เขต 1 มีการแต่งตั้งคณะกรรมการหรือผู้รับผิดชอบมีการสร้างความรู้ความเข้าใจความตระหนักมีการจัดระบบสารสนเทศและนำข้อมูลสารสนเทศมาใช้ในการตัดสินใจ มีการจัดทำแผนพัฒนาการศึกษา ซึ่งมีความสอดคล้องกับแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษาและเกณฑ์การประเมินคุณภาพการศึกษา คิดเป็นร้อยละ 100 ด้านการดำเนินการ โรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์ เขต 1 มีการจัดทรัพยากรและสิ่งอำนวยความสะดวกในการดำเนินการ มีการจัดทรัพยากรและสิ่งอำนวยความสะดวกที่เกื้อหนุนการพัฒนา มีการประชุมชี้แจง มีการจัดทำปฏิทินการปฏิบัติงานโรงเรียนสามารถดำเนินการตามแผนปฏิบัติการที่กำหนดไว้ มีการนิเทศ กำกับติดตามการดำเนินการ และมีการนิเทศ เพื่อนำมาใช้ในการปรับปรุงพัฒนาสถานศึกษา ซึ่งมีความสอดคล้องกับแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษาและเกณฑ์การประเมินคุณภาพการศึกษา คิดเป็นร้อยละ 100 ด้านการตรวจสอบ การประเมินคุณภาพและปรับปรุงพัฒนาคุณภาพ โรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์ เขต 1 มีการตรวจสอบและประเมินคุณภาพภายในจากบุคลากรและหน่วยงานต้นสังกัด โดยมีการนำข้อมูลจากการตรวจประเมินมาใช้ในการปรับปรุงและพัฒนาคุณภาพการศึกษา ซึ่งมีความสอดคล้องกับแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษาและเกณฑ์การประเมินคุณภาพการศึกษา คิดเป็นร้อยละ 100 2.2 การศึกษาการดำเนินงานระบบประกันคุณภาพการศึกษา ของโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์ เขต 1 ด้านปัจจัยที่ส่งเสริมการดำเนินงานระบบประกันคุณภาพการศึกษา การศึกษาการดำเนินงานระบบประกันคุณภาพการศึกษา ของโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์ เขต 1 ด้านปัจจัยที่ส่งเสริมการดำเนินงานระบบประกันคุณภาพการศึกษามีปัจจัย พบว่า โดยภาพรวมมีการดำเนินการในระดับมาก ( = 3.98 ) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่าทุกด้าน มีการดำเนินการในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่า ข้อที่มีการดำเนินการส่งเสริมมากที่สุด 3 ลำดับแรก คือ โรงเรียนมีการควบคุมคุณภาพ ( = 4.43) ครู-อาจารย์มีทัศนคติที่ดีต่อการเรียนรู้และการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ( = 4.40) และ โรงเรียนมีการวางแผนปฏิบัติการ ( = 4.40) ข้อที่มีการส่งเสริมน้อยที่สุดคือ ผู้บริหารมีทักษะในการวางแผน กำกับติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ( = 3.66) 2.3 อุปสรรค์ต่อการดำเนินงานประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา ข้อคิดเห็นเพิ่มเติมของผู้ตอบแบบสอบถามจากคำถามปลายเปิด เป็นข้อคิดเห็นต่อปัจจัยที่เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินงานประกันคุณภาพภายในของสถานศึกษา ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้ 1. ปัจจัยด้านบุคลากร 1.1 คุณภาพครู ประกอบด้วย ครูขาดความรู้ความสามารถในด้านเทคโนโลยีใหม่ ๆ 1.2 ความคิด ความเชื่อครู ประกอบด้วย ครูยังไม่เชื่อว่าการปฏิรูปการศึกษาจะสามารถส่งผลต่อนักเรียนได้จริง ครูมองว่าการประกันคุณภาพไม่เป็นสิ่งจำเป็นและไม่มีความมั่นใจด้านแนวทางการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นว่าจะส่งผลดีต่อครูและนักเรียน 1.3 หน้าที่ความรับผิดชอบของครูมีมาก ประกอบด้วย ครูถูกกำหนดให้มีหน้าที่รับผิดชอบหลายอย่างและมากเกินไป โดยเฉพาะงานธุรการ การเงินและพัสดุซึ่งเบียดบังเวลาสอนหนังสือของครู ปัจจัยอื่นที่นอกเหนือจากปัจจัยที่กำหนดไว้ ซึ่งผู้ตอบแบบสอบถาม ส่วนใหญ่ระบุว่าเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินงานประกันคุณภาพของสถานศึกษา ซึ่งมีรายละเอียด ดังนี้ 2. ปัจจัยด้านงบประมาณ งบประมาณที่ได้รับจัดสรรจากรัฐไม่เพียงพอ ประกอบด้วย ความไม่เพียงพอของงบประมาณ โรงเรียนต้องดิ้นรนหางบประมาณเพื่อนำมาใช้บริหารจัดการภายในโรงเรียนซึ่งรวมทั้งเงินที่ต้องนำมาใช้ในการประกันคุณภาพการศึกษา โรงเรียนต้องใช้เงินส่วนตัวทั้งของผู้บริหารและครูมาใช้ดำเนินการ 3. ปัจจัยด้านเทคโนโลยี ขาดเทคโนโลยีที่ทันสมัย ได้แก่ คอมพิวเตอร์ ขาดอินเตอร์เน็ต เครื่องปริ๊นเทคโนโลยีที่ทันสมัยอื่นๆ มีไม่เพียงพอ
การสร้างเอกสารประกอบการเรียน ชุด การจัดสวนหย่อม กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (งานเกษตร) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2
[ โดย kruinfo ชม 370 ]
บทคัดย่อ การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพเอกสารประกอบการเรียน ชุด การจัดสวนหย่อม กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (งานเกษตร) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน โดยใช้เอกสารประกอบการเรียน ชุด การจัดสวนหย่อม กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (งานเกษตร) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เพื่อศึกษาดัชนีประสิทธิผลของการเรียนรู้ เมื่อใช้เอกสารประกอบการเรียน ชุด การจัดสวนหย่อม กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (งานเกษตร) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 และเพื่อประเมินความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อการเรียนรู้ด้วยเอกสารประกอบการเรียน ชุด การจัดสวนหย่อม กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (งานเกษตร) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ประชากรที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ปีการศึกษา 2553 โรงเรียนวัดป่าแดง อำเภอไชยปราการ จังหวัดเชียงใหม่ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 3 จำนวน 18 คน สำหรับเครื่องมือที่ใช้ ในการศึกษาครั้งนี้ประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 15 แผน เอกสารประกอบการเรียน ชุด การจัดสวนหย่อม จำนวน 8 เล่ม แบบทดสอบก่อนและหลังเรียน จำนวน 40 ข้อ และแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียน วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาหาประสิทธิภาพของเอกสารประกอบ การเรียน ชุด การจัดสวนหย่อม กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (งานเกษตร) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 วิเคราะห์เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนและหลังเรียนด้วยเอกสารประกอบการเรียน ชุด การจัดสวนหย่อม กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (งานเกษตร) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยการหาค่าความก้าวหน้า และวิเคราะห์ความพึงพอใจของนักเรียนที่เรียนด้วยเอกสารประกอบการเรียน ชุด การจัดสวนหย่อม กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (งานเกษตร) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการศึกษาพบว่า 1. เอกสารประกอบการเรียน ชุด การจัดสวนหย่อม กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (งานเกษตร) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 83.47/84.17 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดไว้คือ 80/80 แสดงว่าเอกสารประกอบการเรียน ชุด การจัดสวนหย่อม กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (งานเกษตร) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีประสิทธิภาพเชื่อถือได้ 2. การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนด้วยเอกสารประกอบการเรียน ชุด การจัดสวนหย่อม กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (งานเกษตร) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน พบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนได้คะแนน 394 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 54.72 และหลังเรียนได้คะแนน 660 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 84.17 มีความก้าวหน้าเฉลี่ย 11.78 คิดเป็นร้อยละ 53.81 แสดงให้เห็นว่าเอกสารประกอบการเรียน ชุด การจัดสวนหย่อม กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (งานเกษตร) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 สามารถพัฒนา การเรียนรู้ให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น 3. ดัชนีประสิทธิผลของเอกสารประกอบเรียน ชุด การจัดสวนหย่อม กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (งานเกษตร) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีค่าเท่ากับ .65 ซึ่งแสดงว่าผู้เรียนมีคะแนนเพิ่มขึ้นร้อยละ 65 4. นักเรียนมีความพึงพอใจต่อเอกสารประกอบการเรียน ชุด การจัดสวนหย่อม กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (งานเกษตร) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยรวมอยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.43
การใช้กิจกรรมการละเล่นพื้นบ้านไทยแบบใช้ปัญหาเป็นหลักเพื่อพัฒนาความสามารถในการแก้ปัญหาของนักเรียนอนุบาล3
[ โดย kruinfo ชม 215 ]
ชื่อเรื่อง การใช้กิจกรรมการละเล่นพื้นบ้านไทยแบบใช้ปัญหาเป็นหลักเพื่อพัฒนา ความสามารถในการแก้ปัญหาของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 3 โรงเรียนเทศบาล 2 (เมืองเก่าวิทยา) เทศบาลเมืองชัยภูมิ อำเภอเมืองชัยภูมิ จังหวัดชัยภูมิ ชื่อผู้ศึกษาค้นคว้า นางสาวจิตรา ศรีจำปา ตำแหน่ง ครู วิทยฐานะ ครูชำนาญการ โรงเรียนเทศบาล 2 สังกัดกองการศึกษาเทศบาลเมืองชัยภูมิ ปีที่ศึกษาค้นคว้า ปีการศึกษา 2553 บทคัดย่อ การพัฒนาทักษะการคิดและการแก้ปัญหาเป็นทักษะพื้นฐานที่สามารถกระทำได้ ตั้งแต่ช่วงปฐมวัยของชีวิต เด็กปฐมวัยควรได้รับการส่งเสริมและพัฒนาความสามารถในการคิดแก้ปัญหาควบคู่กันไปเพราะการคิดแก้ปัญหาทำให้เด็กสามารถเผชิญกับปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันได้ ดังนั้น ผู้ศึกษาค้นคว้าจึงศึกษาการใช้กิจกรรมการละเล่นพื้นบ้านไทยแบบใช้ปัญหาเป็นหลักเพื่อพัฒนาความสามารถในการแก้ปัญหาของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 3 โรงเรียนเทศบาล 2 (เมืองเก่าวิทยา) เทศบาลเมืองชัยภูมิ อำเภอเมืองชัยภูมิ จังหวัดชัยภูมิ โดยมีจุดมุ่งหมายคือ 1) เพื่อหาประสิทธิภาพของแผนการจัดประสบการณ์โดยการจัดกิจกรรมการละเล่นพื้นบ้านไทยแบบใช้ปัญหาเป็นหลัก ของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 3 ที่สร้างขึ้นตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อศึกษาเปรียบเทียบความสามารถในการคิดแก้ปัญหาของเด็กปฐมวัยก่อนและหลังจากที่ได้รับการจัดกิจกรรมการละเล่นพื้นบ้านไทยแบบใช้ปัญหาเป็นหลัก กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าเป็นนักเรียนที่มีอายุระหว่าง 5
การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม เรื่อง ศาสนาค้ำจุนโลก โดยใช้หนังสืออ่านเพิ่มเติม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3
[ โดย kruinfo ชม 157 ]
ชื่อเรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม เรื่อง ศาสนาค้ำจุนโลก โดยใช้หนังสืออ่านเพิ่มเติม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ผู้ศึกษาค้นคว้า นางประดับศิลป์ ชากำนัน โรงเรียน โรงเรียนบ้านหนองหิน ปีที่พิมพ์ 2554 บทคัดย่อ รายงานการศึกษาค้นคว้าครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อสร้างและพัฒนาหนังสืออ่านเพิ่มเติม กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 ศาสนาค้ำจุนโลก ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อหาค่าดัชนีประสิทธิผลของหนังสืออ่านเพิ่มเติมกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 ศาสนาค้ำจุนโลก ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 3) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนหนังสืออ่านเพิ่มเติมที่ผู้ศึกษาสร้างและพัฒนาขึ้น 4) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนด้วยหนังสืออ่านเพิ่มเติมที่ผู้ศึกษาสร้างและพัฒนาขึ้น กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านหนองหิน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษามหาสารคาม เขต 1 ปีการศึกษา 2554 จำนวน 13 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้า ได้แก่ หนังสืออ่านเพิ่มเติม กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 ศาสนาค้ำจุนโลก ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 7 เรื่อง แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนชนิดเลือกตอบ 3 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ มีค่าอำนาจจำแนกตั้งแต่ 0.22 ถึง 0.88 มีค่าความเชื่อมั่น 0.82 และแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษา ปีที่ 3 ที่มีต่อหนังสืออ่านเพิ่มเติม กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีลักษณะเป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ 10 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าคะแนนเฉลี่ย ( ) และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D) และ t - test แบบ Dependent Sample ผลการศึกษาค้นคว้า 1. หนังสืออ่านเพิ่มเติมกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 ศาสนาค้ำจุนโลก ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีประสิทธิภาพ 91.50/92.28 สูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ 2. ค่าดัชนีประสิทธิผลของหนังสืออ่านเพิ่มเติม กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 ศาสนาค้ำจุนโลก ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีค่าเท่ากับ 0.79 3. การเปรียบเทียบความแตกต่างของคะแนนเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนกับหลังเรียนด้วยหนังสืออ่านเพิ่มเติม กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 ศาสนาค้ำจุนโลก ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 คะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .01 4. ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อหนังสืออ่านเพิ่มเติม กลุ่มสาระการเรียนรู้ สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 ศาสนาค้ำจุนโลก ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีคะแนนเฉลี่ย 4.85 ความพึงพอใจของนักเรียนโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุดทุกข้อ สรุปได้ว่าหนังสืออ่านเพิ่มเติม กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 ศาสนาค้ำจุนโลก ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่ผู้ศึกษาค้นคว้าสร้างขึ้นมี ความเหมาะสมที่จะนำไปใช้ในการเรียนการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 ศาสนาค้ำจุนโลก ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 อย่างมีประสิทธิภาพ
รายงานการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ โดยใช้ชุดฝึกทักษะการอ่านภาษาอังกฤษตามแนวการสอนอ่านเพื่อการสื่อสาร สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนเทศบาลวัดศาลามีชัย จังหวัดนครศรีธรรมราช
[ โดย kruinfo ชม 258 ]
บทคัดย่อ การศึกษาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนและหลังการใช้ชุดฝึกทักษะการอ่านภาษาอังกฤษตามแนวการสอนอ่านเพื่อการสื่อสาร (2) เพื่อหาประสิทธิภาพของชุดฝึกทักษะการอ่านภาษาอังกฤษตามแนวการสอนอ่านเพื่อการสื่อสาร ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 (3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดฝึกทักษะการอ่านภาษาอังกฤษตามแนวการสอนอ่านเพื่อการสื่อสาร กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/4 โรงเรียนเทศบาลวัดศาลามีชัย สังกัดเทศบาลนครนครศรีธรรมราช ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2552 จำนวน 36 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบเจาะจง (Purposive Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาประกอบด้วย (1) ชุดฝึกทักษะการอ่านภาษาอังกฤษตามแนวการสอนอ่านเพื่อการสื่อสาร สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 10 เรื่อง ได้แก่ Charts/Tables , Advertisments , Book Cover ,News , Medicine Labels ,Instruction , Note Boards , Letters/Postcards , T.V. Programme , Advice (2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบเลือกตอบ มี 4 ตัวเลือก จำนวน 40 ข้อ (3) แผนการจัดการเรียนรู้ เกี่ยวกับทักษะการอ่านภาษาอังกฤษตามแนวการสอนอ่านเพื่อการสื่อสาร จำนวน 20 แผน เวลา 23 ชั่วโมง (4) แบบประเมินความพึงพอใจ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่มีต่อการเรียนด้วยชุดฝึกทักษะการอ่านภาษาอังกฤษตามแนวการสอนอ่านเพื่อการสื่อสาร โดยให้นักเรียนทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียน จำนวน 40 ข้อ ทดสอบย่อยหลังเรียน และเมื่อเรียนจบทั้ง 10 เรื่อง ให้นักเรียนทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน จำนวน 40 ข้อ ซึ่งเป็นชุดเดียวกับแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ก่อนเรียน หลังจากนั้นให้นักเรียนทำแบบประเมินความพึงพอใจที่มีต่อการเรียนด้วยชุดฝึกทักษะการอ่านภาษาอังกฤษตามแนวการสอนอ่านเพื่อการสื่อสาร จำนวน 15 ข้อ วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าเฉลี่ย ( ) ค่าร้อยละ ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD) และค่าที (t-test)
บทคัดลอกงานวิจัย
[ โดย kruinfo ชม 133 ]
การสร้างบทเรียนโปรแกรมที่มีภาพการ์ตูน กลุ่มสาระการเรียนรู้ สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ชั้นประถมศึกษา ปีที่ 5 โรงเรียนบ้านดงบัง(คุรุราษฎร์พัฒนา) สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ศรีสะเกษ เขต 1
การพัฒนาทักษะการเขียนเชิงสร้างสรรค์ด้วยแผนผังความคิด (Mind Mapping)
[ โดย kruinfo ชม 200 ]
บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาแบบฝึกทักษะการเขียนเชิงสร้างสรรค์ด้วย แผนผังความคิด (Mind Mapping) กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ) สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านระเวียง
รายงานการพัฒนาและใช้แบบฝึกทักษะการเล่นเปตอง สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเทศบาลวัดแม่นางปลื้ม
[ โดย kruinfo ชม 498 ]
รายงานการใช้แบบฝึกทักษะการเล่นเปตอง กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพแบบฝึกทักษะการเล่นเปตอง สำหรับ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเทศบาลวัดแม่นางปลื้ม จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ตามเกณฑ์ประสิทธิภาพ 80/80 2) เปรียบเทียบด้านความรู้และทักษะการเล่น เปตองของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ก่อนและหลังการใช้แบบฝึกทักษะการเล่นเปตอง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเทศบาล วัดแม่นางปลื้ม สังกัดเทศบาลนครพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่ได้จากการสุมแบบกลุ่ม(Cluster random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ 1) แบบฝึกทักษะการเล่นเปตองจำนวน 8 เล่ม ประกอบด้วย ประวัติ กติกากีฬาเปตอง กายบริหาร และแบบฝึกการเล่นเปตอง และแบบทดสอบทักษะ 6 ทักษะ ได้แก่ ทักษะการโยนลูกเลียด ทักษะการโยนลูกกึ่งดร็อป ทักษะการโยนลูกดร็อป ทักษะการยิงด้วยลูกเลียด ทักษะการยิงแบบสองจังหวะ และทักษะการยิงแบบถึงตัว 2) แบบทดสอบด้านความรู้ซึ่งเป็นแบบปรนัย 30 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติทดสอบ t
เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ การพัฒนาชุดกิจกรรม เรื่องการแก้โจทย์ปัญหาการชั่ง ตวง วัด เงิน เวลา
[ โดย kruinfo ชม 123 ]
บทคัดย่อ ชื่อผลงาน การพัฒนาชุดกิจกรรม เรื่อง การแก้โจทย์ปัญหาการชั่ง ตวง วัด เงิน เวลา สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ชื่อผู้ศึกษา นางสาวจิรพรรณ ดิษบรรจง ตำแหน่ง ครู วิทยฐานะ ครูชำนาญการ สถานศึกษา โรงเรียนเทศบาลวัดคลองโพธิ์ สังกัดกองการศึกษาเทศบาลเมืองอุตรดิตถ์ อำเภอเมือง จังหวัดอุตรดิตถ์ การพัฒนาชุดกิจกรรม เรื่อง การแก้โจทย์ปัญหาการชั่ง ตวง วัด เงิน เวลา สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 มีวัตถุประสงค์ของการศึกษา เพื่อพัฒนาและหาประสิทธิภาพของชุดกิจกรรม เรื่อง การแก้โจทย์ปัญหาการชั่ง ตวง วัด เงิน เวลา สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนโดยใช้ชุดกิจกรรม เรื่อง การแก้โจทย์ปัญหาการชั่ง ตวง วัด เงิน เวลา สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 และเพื่อศึกษาระดับความพึงพอใจของนักเรียนที่เรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมการพัฒนาชุดกิจกรรม เรื่อง การแก้โจทย์ปัญหาการชั่ง ตวง วัด เงิน เวลา สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 และเพื่อศึกษาระดับความพึงพอใจของครูผู้สอนที่มีต่อ ชุดกิจกรรมการพัฒนาชุดกิจกรรม เรื่อง การแก้โจทย์ปัญหาการชั่ง ตวง วัด เงิน เวลา สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 กลุ่มตัวอย่างได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2/2 โรงเรียนเทศบาลวัดคลองโพธิ์ สังกัดกองการศึกษาเทศบาลเมืองอุตรดิตถ์ จังหวัดอุตรดิตถ์ ปีการศึกษา 2553 จำนวน 26 คน เลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เนื่องจากเป็นนักเรียนที่ผู้รายงานรับผิดชอบ เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดกิจกรรม เรื่อง การแก้โจทย์ปัญหาการชั่ง ตวง วัด เงิน เวลา สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 5 แผน ชุดกิจกรรม เรื่อง การแก้โจทย์ปัญหาการชั่ง ตวง วัด เงิน เวลา สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 5 ชุด ได้แก่ ชุดที่ 1 เรื่อง การแก้โจทย์ปัญหาการวัดความยาว ชุดที่ 2 การแก้โจทย์ปัญหาการชั่ง ชุดที่ 3 การแก้โจทย์ปัญหาเวลา ชุดที่ 4 การแก้โจทย์ปัญหาการเงิน ชุดที่ 5 การแก้โจทย์ปัญหาการตวง แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ได้แก่ แบบทดสอบหลังเรียนด้วยชุดกิจกรรม เป็นแบบทดสอบปรนัย 3 ตัวเลือก จำนวน 5 ชุด ชุดละ 5 ข้อ และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน เป็นแบบทดสอบปรนัย 3 ตัวเลือก จำนวน 20 ข้อ แบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่ใช้ชุดกิจกรรมและแบบประเมินความพึงพอใจของครูที่มีต่อชุดกิจกรรม ตรวจสอบความเหมาะสมความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา ความยากง่าย อำนาจจำแนก ความเชื่อมั่น ประสิทธิภาพของชุดกิจกรรม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานการทดสอบค่าที (t- test) ผลการศึกษาพบว่า 1. ชุดกิจกรรม เรื่อง การแก้โจทย์ปัญหาการชั่ง ตวง วัด เงิน เวลา สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 มีประสิทธิภาพ 83.68/81.80 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่เรียนโดยใช้ชุดกิจกรรม เรื่อง การแก้โจทย์ปัญหาการชั่ง ตวง วัด เงิน เวลา สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 หลังเรียนมีค่าเท่ากับ 16.12 คะแนน สูงกว่าก่อนเรียนซึ่งมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 11.92 คะแนน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.1 3. ความพึงพอใจของนักเรียนโดยใช้ชุดกิจกรรม เรื่อง การแก้โจทย์ปัญหาการชั่ง ตวง วัด เงิน เวลา สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ในภาพรวมมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.61 คะแนน ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.39 4. ความพึงพอใจของครูผู้สอนที่มีต่อชุดกิจกรรม เรื่อง การแก้โจทย์ปัญหาการชั่ง ตวง วัด เงิน เวลา สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ในภาพรวมมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.61 คะแนน ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.33
รายงานการพัฒนาทักษะพิมพ์ดีดไทย ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนสุรวิทยาคาร จังหวัดสุรินทร์ โดยใช้แบบฝึก
[ โดย kruinfo ชม 207 ]
บทคัดย่อ ชื่อเรื่อง รายงานการพัฒนาทักษะพิมพ์ดีดไทย ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนสุรวิทยาคาร จังหวัดสุรินทร์ โดยใช้แบบฝึก ผู้รายงาน สุภาภรณ์ เตชะธนสมบัติ ครูชำนาญการโรงเรียนสุรวิทยาคาร อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุรินทร์ เขต 1 รายงานการพัฒนาทักษะพิมพ์ดีดไทย ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3โดยใช้แบบฝึก มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนาทักษะ วิชางานพิมพ์ดีดไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้แบบฝึกที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนวิชางานพิมพ์ดีดไทย ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนสุรวิทยาคาร ที่เรียนโดยใช้แบบฝึก 3) เพื่อศึกษาดัชนีประสิทธิผลจากการใช้แบบฝึก วิชางานพิมพ์ดีดไทย ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 และ 4) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่มีต่อการจัดกิจกรรม การเรียนรู้ วิชางานพิมพ์ดีดไทย ที่เรียนโดยใช้แบบฝึก กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่กำลังศึกษาในโรงเรียนสุรวิทยาคาร อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ ที่เลือกเรียนรายวิชาการพิมพ์ดีดไทย ง30282 ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2551 1 กลุ่ม จำนวน 27 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา คือ 1) แบบฝึก เรื่อง การพิมพ์แป้นอักษรล่าง จำนวน 6 แผน 2) แบบทดสอบก่อนเรียนหลังเรียน 3) แบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียนต่อการเรียนวิชางานพิมพ์ดีดไทย โดยการใช้แบบฝึก การวิเคราะห์ข้อมูลและสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลประกอบด้วย การหาค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการศึกษาพบว่า 1. ผลการพัฒนาทักษะจากการปฏิบัติกิจกรรมระหว่างเรียนโดยใช้แบบฝึก โดยรวม คิดเป็นร้อยละ 84.64 สำหรับคะแนนทดสอบหลังเรียนโดยรวม คิดเป็นร้อยละ 84.20 แสดงว่า แบบฝึกมีประสิทธิภาพ 84.64/84.20 ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์ 80/80 2. ผลการเปรียบเทียบความแตกต่างของคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนสุรวิทยาคาร อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน โดยใช้ค่าที (t-test) ในกรณีกลุ่มตัวอย่างไม่เป็นอิสระจากกัน พบว่า โดยรวมนักเรียนมีความรู้หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 3. ผลการหาดัชนีประสิทธิผลของแบบฝึก รายวิชางานพิมพ์ดีดไทย ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ผลปรากฏว่า ดัชนีประสิทธิผลของแบบฝึก มีค่าเท่ากับ 0.7130 แสดงว่านักเรียนมีความก้าวหน้าทางการเรียนเพิ่มขึ้นร้อยละ 71.30 4. ผลการศึกษาความพึงพอใจต่อการเรียนวิชาการงานอาชีพและเทคโนโลยีของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนสุรวิทยาคาร อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ ที่เรียนโดยใช้แบบฝึก พบว่า โดยรวมนักเรียนมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก ( =3.80, S.D. =0.93)
รายงานผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการสอนตามวัฏจักรการเรียนรู้ 4 MAT เรื่อง อัตราส่วนและร้อยละ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2
[ โดย kruinfo ชม 170 ]
บทคัดย่อ การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง อัตราส่วนและร้อยละของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่เรียนโดยวัฏจักรการเรียนรู้ 4 MAT ที่มีจำนวนนักเรียนไม่น้อยกว่า ร้อยละ 75 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนร้อยละ 75 ขึ้นไป และเพื่อศึกษา ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยวัฏจักรการเรียนรู้ 4 MAT เรื่อง อัตราส่วนและ ร้อยละ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/1 ที่กำลังเรียนอยู่ใน ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2553 โรงเรียนเทศบาลท่าอิฐ เทศบาลเมืองอุตรดิตถ์ อำเภอเมือง จังหวัดอุตรดิตถ์ จำนวน 45 คน ซึ่งได้มาโดยวิธีการเลือกตัวอย่างแบบกลุ่ม (Cluster Sampling) และใช้การสุ่มแบบง่าย (Sample Random Sampling) โดยจับสลาก จำนวน 1 ห้องเรียนจากห้องเรียน ที่ได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติการสอนซึ่งจัดห้องเรียนแบบคละความสามารถ เครื่องมือที่ใช้สำหรับการศึกษาครั้งนี้ ประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการสอนตามวัฏจักรการเรียนรู้ 4 MAT เรื่อง อัตราส่วนและร้อยละ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 6 หน่วย รวมทั้งสิ้น 18 แผน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 2 เรื่อง อัตราส่วนและร้อยละ เป็นแบบทดสอบปรนัยชนิด 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ และแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยวัฏจักรการเรียนรู้ 4 MAT ซึ่งเป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) แบ่งเป็น 5 ระดับ จำนวน 15 ข้อ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติ คือ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการศึกษาพบว่า นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง อัตราส่วนและร้อยละ เฉลี่ยร้อยละ 78.13 ผ่านเกณฑ์เป้าหมายผลสัมฤทธิ์ที่ทางโรงเรียนกำหนดคือ ร้อยละ 75 และจำนวนนักเรียนที่ผ่านเกณฑ์ที่กำหนดไว้ร้อยละ 75 มีจำนวน 37 คน จากนักเรียนทั้งหมด 45 คน คิดเป็นร้อยละ 82.22 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่โรงเรียนกำหนด และ ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยวัฏจักรการเรียนรู้ 4 MAT เรื่อง อัตราส่วนและ ร้อยละในภาพรวมนักเรียน มีความพึงพอใจในระดับมาก ( = 4.31)
รายงานผลการพัฒนาวีดิทัศน์การแสดงพื้นเมือง ชุดระบำผลไม้เมืองอุตรดิตถ์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5
[ โดย kruinfo ชม 159 ]
บทคัดย่อ การพัฒนาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาวีดิทัศน์การแสดงพื้นเมืองชุด ระบำผลไม้ เมืองอุตรดิตถ์ ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 และมีค่าดัชนีประสิทธิผล .50 ขึ้นไป เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนเทศบาลท่าอิฐ กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ สาระที่ 3 นาฏศิลป์ ระหว่าง ก่อนเรียนและหลังเรียนโดยการใช้วีดิทัศน์ การแสดงพื้นเมืองชุด ระบำผลไม้เมืองอุตรดิตถ์ และเพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่เรียนโดยใช้วีดิทัศน์การแสดงพื้นเมืองชุด ระบำผลไม้เมืองอุตรดิตถ์ กลุ่มตัวอย่างได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5/2 โรงเรียนเทศบาลท่าอิฐ สังกัดกองการศึกษาเทศบาลเมืองอุตรดิตถ์ จังหวัดอุตรดิตถ์ ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2553 จำนวน 30 คน ซึ่งได้มาจากสุ่มอย่างง่าย (Simple Random Sampling) โดยการจับฉลาก เครื่องมือที่ใช้ในการพัฒนา มีดังนี้ คือ วีดิทัศน์การแสดงพื้นเมืองชุด ระบำผลไม้เมืองอุตรดิตถ์ แบบประเมินทักษะการปฏิบัติการแสดงพื้นเมืองชุด ระบำผลไม้เมืองอุตรดิตถ์ แบบทดสอบการแสดงพื้นเมืองชุด ระบำผลไม้เมืองอุตรดิตถ์ สาระที่ 3 นาฏศิลป์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 เพื่อวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จำนวน 20 ข้อ และ แบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียน โดยใช้วีดิทัศน์แสดงพื้นเมืองชุด ระบำผลไม้เมืองอุตรดิตถ์ สาระที่ 3 นาฏศิลป์ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบ ความแตกต่างโดยใช้ค่าที (t - test for dependent) ผลจากการพัฒนา พบว่า ประสิทธิภาพของ วีดิทัศน์การแสดงพื้นเมืองชุด ระบำผลไม้เมืองอุตรดิตถ์ มีประสิทธิภาพ เท่ากับ 83.12/87.00 และค่าดัชนีประสิทธิผลเท่ากับ 0.72 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่ผู้รายงานได้กำหนดไว้ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้วีดิทัศน์การแสดงพื้นเมืองชุด ระบำผลไม้เมืองอุตรดิตถ์ มีคะแนนสอบหลังเรียนของนักเรียนสูงกว่าเกณฑ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และความพึงพอใจของนักเรียนที่เรียน โดยใช้วีดิทัศน์การแสดงพื้นเมืองชุด ระบำผลไม้เมืองอุตรดิตถ์ ในภาพรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากที่สุด
ผลการพัฒนาคุณธรรม จริยธรรม โดยการใช้เพลง เกม และนิทานประกอบการเรียนรู้ กิจกรรมลูกเสือสามัญรุ่นใหญ่ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
[ โดย kruinfo ชม 260 ]
บทคัดย่อ การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลการพัฒนาคุณธรรม จริยธรรม ของลูกเสือสามัญรุ่นใหญ่ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยการใช้เพลง เกม และนิทาน ประกอบการเรียนรู้ กิจกรรมลูกเสือสามัญรุ่นใหญ่ และเพื่อศึกษาความพึงพอใจของลูกเสือสามัญรุ่นใหญ่ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่มีต่อ เพลง เกม และนิทาน ประกอบการเรียนรู้ กิจกรรมลูกเสือสามัญรุ่นใหญ่ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ลูกเสือสามัญรุ่นใหญ่ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/1
รายงานการพัฒนาบทเรียนโปรแกรม เรื่อง ชนิดและหน้าที่ของคำ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6
[ โดย kruinfo ชม 208 ]
บทคัดย่อ รายงานการพัฒนาบทเรียนโปรแกรม เรื่อง ชนิดและหน้าที่ของคำ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีวัตถุประสงค์ในการศึกษา 3 ประการ คือ 1) เพื่อสร้างและพัฒนาโปรแกรม เรื่อง ชนิดและหน้าที่ของคำ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้บทเรียนโปรแกรม เรื่อง เรื่อง ชนิดและหน้าที่ของคำ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 และ 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อบทเรียนโปรแกรม เรื่อง ชนิดและหน้าที่ของคำ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 กลุ่มตัวอย่างสำหรับการศึกษา คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/1 โรงเรียนเทศบาลวัดเสมาเมือง สำนักการศึกษาเทศบาลนครนครศรีธรรมราช ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2553 จำนวน 50 คน ได้มาโดยวิธีการสุ่มอย่างง่าย (Simple Random Sampling) ด้วยการจับฉลากโดยใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยในการสุ่ม เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วย บทเรียนโปรแกรม เรื่อง ชนิดและหน้าที่ของคำ จำนวน 7 เล่ม แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้บทเรียนโปรแกรม เรื่อง ชนิดและหน้าที่ของคำ แบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยบทเรียนโปรแกรม เรื่อง ชนิดและหน้าที่ของคำ จำนวน 70 ข้อ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน (ก่อนเรียน/หลังเรียน) จำนวน 30 ข้อ แบบประเมินความพึงพอใจ จำนวน 10 ข้อ วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าเฉลี่ย และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) หาประสิทธิภาพของบทเรียนโปรแกรม (E1/E2) และค่าที (t-test) ผลการศึกษาพบว่า 1. บทเรียนโปรแกรม เรื่อง ชนิดและหน้าที่ของคำ กลุ่มสาระภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีประสิทธิภาพ 84.43/86.00 สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหลังเรียนด้วยบทเรียนโปรแกรม เรื่อง ชนิดและหน้าที่ของคำ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3. ผลการศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนพบว่า นักเรียนมีความพึงพอใจต่อบทเรียนโปรแกรม เรื่อง ชนิดและหน้าที่ของคำ กลุ่มสาระภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 อยู่ในระดับมากที่สุด
รายงานการพัฒนามโนทัศน์ด้านคณิตศาสตร์โดยใช้กิจกรรมการละเล่นแบบไทยของเด็กชั้นอนุบาลปีที่ 3
[ โดย kruinfo ชม 160 ]
บทคัดย่อ การศึกษาครั้งนี้ มีความมุ่งหมายเพื่อศึกษาการพัฒนามโนทัศน์ด้านคณิตศาสตร์โดย ใช้กิจกรรมการละเล่นแบบไทยของเด็กชั้นอนุบาล 3 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ เด็กชั้นอนุบาลปีที่ 3 / 3 โรงเรียนเทศบาล 4 หนองแคอนุสรณ์ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2553 อำเภอ หนองแค จังหวัดสระบุรี สังกัดกรมการปกครองส่วนท้องถิ่น จำนวน 34 คน ได้มา โดยการสุ่มแบบยกกลุ่ม (Cluster Random Sampling) เป็นการศึกษาเชิงทดลองแบบกลุ่มเดียว ทดสอบก่อนและหลังการทดลอง เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ประกอบด้วย คู่มือการ จัดกิจกรรมการละเล่นแบบไทย แบบทดสอบมโนทัศน์ด้านคณิตศาสตร์ของเด็กชั้นอนุบาลปีที่ 3 ตามหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย กระทรวงศึกษาธิการ พุทธศักราช 2546 ประกอบด้วยการนับและจำนวน 1 - 30 ตัวเลขจำนวนคู่และจำนวนคี่ การเปรียบเทียบจำนวนมากกว่า น้อยกว่า เท่ากัน องค์ประกอบการบวกจำนวน 10 และการลบจำนวน 10 แบบบันทึกพฤติกรรมชนิดไม่มีโครงสร้าง การวิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าเฉลี่ย (Mean) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) t - test แบบ Dependent Sample นำเสนอข้อมูลโดยใช้ตารางประกอบคำบรรยาย ผลการศึกษาพบว่า กิจกรรมการละเล่นแบบไทยสามารถทำให้เด็กชั้นอนุบาลปีที่ 3 เกิดการเรียนรู้และพัฒนามโนทัศน์ด้านคณิตศาสตร์ให้สูงขึ้น
รายงานผลการใช้แบบฝึกพัฒนาทักษะการอ่านสะกดคำเขียนคำที่มีตัวสะกด
[ โดย kruinfo ชม 113 ]
ชื่อเรื่องที่ศึกษา : รายงานผลการใช้แบบฝึกพัฒนาทักษะการอ่านสะกดคำเขียนคำที่มีตัวสะกด ไม่ตรงมาตรา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ชื่อผู้รายงาน : นางประภาศรี เลพล ปีที่ศึกษา : ปีการศึกษา 2554 บทคัดย่อ การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของแบบฝึกพัฒนาทักษะการอ่านสะกดคำเขียนคำที่มีตัวสะกดไม่ตรงมาตรา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนและหลังการเรียนด้วยแบบฝึกพัฒนาทักษะการอ่านสะกดคำเขียนคำที่มีตัวสะกดไม่ตรงมาตรา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 และเพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนกลุ่มเป้าหมายที่มีต่อแบบฝึกพัฒนาทักษะการอ่านสะกดคำเขียนคำที่มีตัวสะกดไม่ตรงมาตรา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ประชากรที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ปีการศึกษา 2554 โรงเรียนวัดป่าแดง อำเภอไชยปราการ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเชียงใหม่ เขต 3 จำนวน 17 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ แบบฝึกพัฒนาทักษะการอ่านสะกดคำเขียนคำที่มีตัวสะกดไม่ตรงมาตรา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 10 ชุด แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์การอ่านสะกดคำเขียนคำที่มีตัวสะกดไม่ตรงมาตรา จำนวน 30 ข้อ และแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อแบบฝึกพัฒนาทักษะการอ่านสะกดคำเขียนคำที่มีตัวสะกดไม่ตรงมาตรา จำนวน 10 ข้อ วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาประสิทธิภาพของแบบฝึกตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการหาค่าความก้าวหน้า ผลการศึกษาพบว่า 1. ประสิทธิภาพของแบบฝึกพัฒนาทักษะการอ่านสะกดคำเขียนคำที่มีตัวสะกดไม่ตรงมาตรา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่สร้างขึ้นมีประสิทธิภาพเท่ากับ 91.24/92.94 ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ คือ 80/80 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนแบบฝึกพัฒนาทักษะการอ่านสะกดคำเขียนคำที่มีตัวสะกดไม่ตรงมาตรา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่ผู้รายงานสร้างขึ้น มีคะแนนผลสัมฤทธิ์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน โดยมีความก้าวหน้าคิดเป็นร้อยละ 63.73 แสดงให้เห็นว่า แบบฝึกพัฒนาทักษะการอ่านสะกดคำเขียนคำที่มีตัวสะกดไม่ตรงมาตรา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 สามารถพัฒนาการเรียนรู้ให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้นจริง 3. ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อแบบฝึกพัฒนาทักษะการอ่านสะกดคำเขียนคำที่มีตัวสะกดไม่ตรงมาตรา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด โดยมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.85 เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ นักเรียนส่วนใหญ่มีความพึงพอใจระดับมากที่สุดทุกหัวข้อ
รายงานผลการใช้แบบฝึกพัฒนาทักษะการอ่านสะกดคำเขียนคำที่มีตัวสะกด
[ โดย kruinfo ชม 94 ]
ชื่อเรื่องที่ศึกษา : รายงานผลการใช้แบบฝึกพัฒนาทักษะการอ่านสะกดคำเขียนคำที่มีตัวสะกด ไม่ตรงมาตรา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ชื่อผู้รายงาน : นางประภาศรี เลพล ปีที่ศึกษา : ปีการศึกษา 2554 บทคัดย่อ การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของแบบฝึกพัฒนาทักษะการอ่านสะกดคำเขียนคำที่มีตัวสะกดไม่ตรงมาตรา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนและหลังการเรียนด้วยแบบฝึกพัฒนาทักษะการอ่านสะกดคำเขียนคำที่มีตัวสะกดไม่ตรงมาตรา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 และเพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนกลุ่มเป้าหมายที่มีต่อแบบฝึกพัฒนาทักษะการอ่านสะกดคำเขียนคำที่มีตัวสะกดไม่ตรงมาตรา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ประชากรที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ปีการศึกษา 2554 โรงเรียนวัดป่าแดง อำเภอไชยปราการ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเชียงใหม่ เขต 3 จำนวน 17 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ แบบฝึกพัฒนาทักษะการอ่านสะกดคำเขียนคำที่มีตัวสะกดไม่ตรงมาตรา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 10 ชุด แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์การอ่านสะกดคำเขียนคำที่มีตัวสะกดไม่ตรงมาตรา จำนวน 30 ข้อ และแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อแบบฝึกพัฒนาทักษะการอ่านสะกดคำเขียนคำที่มีตัวสะกดไม่ตรงมาตรา จำนวน 10 ข้อ วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาประสิทธิภาพของแบบฝึกตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการหาค่าความก้าวหน้า ผลการศึกษาพบว่า 1. ประสิทธิภาพของแบบฝึกพัฒนาทักษะการอ่านสะกดคำเขียนคำที่มีตัวสะกดไม่ตรงมาตรา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่สร้างขึ้นมีประสิทธิภาพเท่ากับ 91.24/92.94 ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ คือ 80/80 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนแบบฝึกพัฒนาทักษะการอ่านสะกดคำเขียนคำที่มีตัวสะกดไม่ตรงมาตรา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่ผู้รายงานสร้างขึ้น มีคะแนนผลสัมฤทธิ์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน โดยมีความก้าวหน้าคิดเป็นร้อยละ 63.73 แสดงให้เห็นว่า แบบฝึกพัฒนาทักษะการอ่านสะกดคำเขียนคำที่มีตัวสะกดไม่ตรงมาตรา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 สามารถพัฒนาการเรียนรู้ให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้นจริง 3. ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อแบบฝึกพัฒนาทักษะการอ่านสะกดคำเขียนคำที่มีตัวสะกดไม่ตรงมาตรา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด โดยมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.85 เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ นักเรียนส่วนใหญ่มีความพึงพอใจระดับมากที่สุดทุกหัวข้อ
เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
[ โดย kruinfo ชม 152 ]
บทสรุปสำหรับผู้บริหาร การประเมินโครงการพัฒนาแหล่งเรียนรู้เพื่อส่งเสริมคุณลักษณะใฝ่เรียนรู้ของนักเรียนโรงเรียนบ้านท่าค้ำ (ไตรราษฎร์บำรุง) ผู้ประเมินได้ประยุกต์ใช้รูปแบบการประเมินของสตัฟเฟิลบีม(CIPP Model) โดยมีวัตถุประสงค์ของการประเมินโครงการ 1) เพื่อประเมินบริบทของโครงการ 2) เพื่อประเมินปัจจัยนำเข้าของโครงการ 3) เพื่อประเมินกระบวนการของโครงการ และ 4) เพื่อประเมินผลผลิตของโครงการ กลุ่มตัวอย่างได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง(Purposive Sampling)จำนวน 83 คน ประกอบด้วย ครู นักเรียน ผู้ปกครองนักเรียน และคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถาม จำนวน 8 ฉบับ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ(Percentage) ค่าเฉลี่ย(Mean) และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน(Standard Deviation) สรุปผลการประเมิน 1. ผลการประเมินด้านบริบทของโครงการพัฒนาแหล่งเรียนรู้เพื่อส่งเสริมคุณลักษณะใฝ่เรียนรู้ของนักเรียนโรงเรียนบ้านท่าค้ำ (ไตรราษฎร์บำรุง) โดยภาพรวมมีความสอดคล้องและเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด ผ่านเกณฑ์การประเมิน เมื่อพิจารณาเป็นรายการตัวชี้วัด พบว่า ความต้องการและจำเป็นของโครงการและความเหมาะสมของวัตถุประสงค์ของโครงการ มีค่าเฉลี่ยสูงสุดเท่ากัน รองลงมา คือ ความสอดคล้องของวัตถุประสงค์ของโครงการ 2. ผลการประเมินด้านปัจจัยนำเข้าของโครงการพัฒนาแหล่งเรียนรู้เพื่อส่งเสริมคุณลักษณะใฝ่เรียนรู้ของนักเรียนโรงเรียนบ้านท่าค้ำ(ไตรราษฎร์บำรุง) โดยภาพรวมมีความเหมาะสมและ ความเพียงพออยู่ในระดับมาก ผ่านเกณฑ์การประเมินเมื่อพิจารณาเป็นรายการตัวชี้วัด พบว่าความพร้อมด้านอาคารสถานที่ มีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมา คือ ความความเหมาะสมของบุคลากรที่รับผิดชอบแต่ละกิจกรรมของโครงการ ความเพียงพอของวัสดุอุปกรณ์และครุภัณฑ์ และความเพียงพอของงบประมาณ ตามลำดับ 3. ผลการประเมินด้านกระบวนการของโครงการพัฒนาแหล่งเรียนรู้เพื่อส่งเสริมคุณลักษณะใฝ่เรียนรู้ของนักเรียนโรงเรียนบ้านท่าค้ำ(ไตรราษฎร์บำรุง) โดยภาพรวมมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก ผ่านเกณฑ์การประเมิน เมื่อพิจารณาเป็นรายการตัวชี้วัด พบว่า การวางแผน(Plan) มีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมา คือ การปรับปรุงแก้ไข(Act) การปฏิบัติตามแผน(Do) และการติดตามตรวจสอบ(Check) ตามลำดับ 4. ผลการประเมินด้านผลผลิตของโครงการพัฒนาแหล่งเรียนรู้เพื่อส่งเสริมคุณลักษณะใฝ่เรียนรู้ของนักเรียนโรงเรียนบ้านท่าค้ำ(ไตรราษฎร์บำรุง) โดยภาพรวมมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก ผ่านเกณฑ์การประเมิน เพื่อพิจารณาเป็นรายการตัวชี้วัดมีผลการประเมินดังนี้ 4.1 ด้านแหล่งเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้นเอื้ออำนวยต่อการเรียนรู้ โดยภาพรวมมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก 4.2 ด้านครูพัฒนาและใช้แหล่งเรียนรู้ในการจัดการเรียนรู้ พบว่า โดยภาพรวมมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก 4.3 ด้านคุณลักษณะใฝ่เรียนรู้ของนักเรียน พบว่า โดยภาพรวมมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก 4.4 ความพึงพอใจของครูที่มีต่อแหล่งเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้น พบว่า โดยภาพรวมมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก 4.5 ความพึงพอใจของนักเรียนทีมีต่อแหล่งเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้น พบว่า โดยภาพรวมมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก 4.6 ความพึงพอใจของผู้ปกครองนักเรียนทีมีต่อคุณลักษณะใฝ่เรียนรู้ของนักเรียน พบว่า โดยภาพรวมมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก 5. ข้อเสนอแนะจากการประเมินโครงการพัฒนาแหล่งเรียนรู้เพื่อส่งเสริมคุณลักษณะใฝ่เรียนรู้ของนักเรียนโรงเรียนบ้านท่าค้ำ(ไตรราษฎร์บำรุง) มีดังนี้ 1) ควรพัฒนาแหล่งเรียนรู้ห้องปฏิบัติการทางภาษา ห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์ และแหล่งเรียนรู้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง 2) ควรจัดกิจกรรมในการใช้แหล่งเรียนรู้ในชุมชนเกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรมและประเพณีพื้นบ้าน 3) ควรระดมงบประมาณเพื่อพัฒนาแหล่งเรียนรู้ เชิญวิทยากรภายนอกและภูมิปัญญาท้องถิ่นมาให้ความรู้มากขึ้น และ 4) ควรจัดสภาพแวดล้อมของโรงเรียนให้ร่มรื่นสวยงาม ตามลำดับ ข้อเสนอแนะในการนำผลการประเมินไปใช้ จากผลการประเมิน พบว่า โครงการพัฒนาแหล่งเรียนรู้เพื่อส่งเสริมคุณลักษณะใฝ่เรียนรู้ของนักเรียนโรงเรียนบ้านท่าค้ำ(ไตรราษฎร์บำรุง) ผ่านเกณฑ์การประเมินทุกด้าน ทั้งด้านบริบทของโครงการ ด้านปัจจัยนำเข้าของโครงการ ด้านกระบวนการของโครงการ และด้านผลผลิตของโครงการ ผู้ประเมินมีข้อเสนอแนะในการนำผลการประเมินไปใช้ ดังนี้ 1. โรงเรียนควรกำหนดนโยบายในการพัฒนาแหล่งเรียนรู้ที่ชัดเจน สอดคล้องกับนโยบายของหน่วยงานต้นสังกัด สภาพปัจจุบันปัญหา และความต้องของครู นักเรียน และชุมชน โดยผ่านกระบวนการวิเคราะห์ข้อมูลจากผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องอย่างเป็นระบบ 2. โรงเรียนควรสนับสนุนปัจจัยในการดำเนินงานโครงการอย่างเพียงพอ ทั้งด้านงบประมาณ วัสดุ อุปกรณ์ ครุภัณฑ์ และบุคลากร ควรมีการพัฒนาบุคลากรให้มีขีดสมรรถนะสูงขึ้น และมีการนิเทศ กำกับ ติดตาม การดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง และที่สำคัญหากได้รับการสนับสนุนปัจจัยต่าง ๆจากหน่วยงานต้นสังกัด และชุมชนอย่างเพียงพอ ก็จะทำให้การดำเนินงานตามโครงการมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากขึ้น 3. ปัจจัยสำคัญที่ทำให้โครงการประสบผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์ และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องพึงพอใจ คือ กระบวนการบริหารจัดการโดยประยุกต์ใช้วงจรคุณภาพ(PDCA) โดยเน้นการมีส่วนร่วมของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องในการดำเนินงานตามโครงการ ดังนั้น จึงควรส่งเสริมบุคลากรให้ปฏิบัติงานโดยประยุกต์ใช้วงจรคุณภาพ (PDCA) ทั้งด้านการจัดการเรียนรู้ และงานที่ได้รับมอบหมาย ซึ่งเป็น การส่งเสริมให้ครูทำงานอย่างเป็นระบบ มีการวางแผน การปฏิบัติตามแผน การตรวจสอบและการปรับปรุงอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งนอกจากเป็นการส่งเสริมการพัฒนาการปฏิบัติงานของครูแล้วยังเกิดประโยชน์ต่อการประกันคุณภาพการศึกษาด้วย 4. การพัฒนาแหล่งเรียนรู้เพื่อส่งเสริมคุณลักษณะใฝ่เรียนรู้ของนักเรียน โรงเรียนควรเชื่อมโยงและบูรณาการการใช้แหล่งเรียนรู้ให้สอดคล้องกับหลักสูตรสถานศึกษา เพื่อนำไปสู่การจัดทำแผนการใช้แหล่งเรียนรู้และการจัดกิจกรรมการเรียนรู้จากแหล่งเรียนรู้ ดังนั้น ครูจึงเป็นผู้มีบทบาทสำคัญยิ่งในการพัฒนาและใช้แหล่งเรียนรู้ในการส่งเสริมคุณลักษณะใฝ่เรียนรู้ของนักเรียน 5. ควรมีการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ผลการดำเนินงานให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องรับทราบ ตลอดจนควรดำเนินโครงการอย่างต่อเนื่องในลักษณะเดียวกันเพื่อพัฒนาแหล่งเรียนรู้เพิ่มเติมขึ้นจากเดิม และ จัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ส่งเสริมคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของนักเรียนด้านอื่น ๆ ตามที่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องเห็นควรดำเนินการเพิ่มขึ้น ตามนโยบายของโรงเรียน และหน่วยงานต้นสังกัด ข้อเสนอแนะในการประเมินโครงการครั้งต่อไป 1. ควรมีการศึกษาและพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้จากแหล่งเรียนรู้อย่างหลากหลาย เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้และคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของนักเรียนให้มากยิ่งขึ้น 2. ควรมีการประเมินโครงการโดยประยุกต์ใช้รูปแบบการประเมินที่หลากหลาย เช่น รูปแบบการประเมินที่เน้นจุดมุ่งหมาย(Objective Based Model) ของไทเลอร์(Ralph W.Tyler) และครอนบาค(Lec J.Cronbach) เป็นต้น เพื่อเป็นการเปรียบเทียบและยืนยันผลการศึกษา
รายงานผลการใช้ชุดกิจกรรมการอ่านจับใจความสำคัญ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑
[ โดย kruinfo ชม 210 ]
ชื่อเรื่อง รายงานผลการใช้ชุดกิจกรรมการอ่านจับใจความสำคัญ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑ โรงเรียนวัดสุนทรพิชิตาราม อำเภอองครักษ์ จังหวัดนครนายก สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครนายก ผู้ศึกษาค้นคว้า นางสาวกุลณัฐ เหมราช ครูวิทยฐานะชำนาญการ โรงเรียนวัดสุนทรพิชิตาราม สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครนายก ปีที่ศึกษาค้นคว้า ปีการศึกษา ๒๕๕๓ บทคัดย่อ การศึกษาค้นคว้าครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ เพื่อหาประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมการอ่านจับใจความสำคัญ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑ และเพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการอ่านจับใจความสำคัญของนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ ๑ ก่อนและหลัง การใช้ชุดกิจกรรมการอ่านจับใจความสำคัญ โรงเรียนวัดสุนทรพิชิตาราม อำเภอองครักษ์ จังหวัดนครนายก สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครนายก ระยะเวลาที่ศึกษาค้นคว้าคือ ภาคเรียนที่ ๒ ปีการศึกษา ๒๕๕๓ ประชากร คือ นักเรียนที่กำลังเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑ จำนวน ๓๓ คน กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑ ที่มีผลการเรียนสูง ปานกลาง ต่ำ ๓ คน ได้มาโดยใช้การเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เป็นกลุ่มตัวอย่างกลุ่มเดียวในการทดลอง โดยมีตัวแปรอิสระที่ศึกษา คือ การจัดการเรียนการสอนโดยใช้ชุดฝึกกิจกรรมการอ่านจับใจความสำคัญ ตัวแปรตาม คือ ประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมการอ่านจับใจความสำคัญ ซึ่งวัดได้จากคะแนนแบบทดสอบความสามารถในการอ่านจับใจความที่ผู้วิจัยศึกษาค้นคว้าสร้างขึ้น เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน ๗ แผน ชุดฝึกกิจกรรมการอ่านจับใจความสำคัญ จำนวน ๗ ชุด มีค่าดัชนีความสอดคล้อง ๑.๐๐ แบบทดสอบวัดความสามารถในการอ่านจับใจความสำคัญ เป็นแบบทดสอบแบบปรนัย ชนิด ๔ ตัวเลือก จำนวน ๔๐ ข้อ มีค่าระดับความยากง่ายระหว่าง ๐.๒๕
รายงานการสร้างและพัฒนาบทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง ธาตุและสารประกอบ รายวิชาเคมีเพิ่มเติม1 สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4
[ โดย kruinfo ชม 358 ]
บทคัดย่อ ชื่อเรื่อง รายงานการสร้างและพัฒนาบทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง ธาตุและสารประกอบ รายวิชาเคมีเพิ่มเติม1 สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ผู้ศึกษาค้นคว้า นายภักดี เอ่นแคน ตำแหน่ง ครูชำนาญการ หน่วยงาน โรงเรียนเวียงสะอาดพิทยาคม อำเภอพยัคฆภูมิพิสัย สังกัดองค์การบริหาร ส่วนจังหวัดมหาสารคาม การศึกษาครั้งนี้เพื่อหาประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 หาดัชนีประสิทธิตมเกณฑ์ 70 เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน และศึกษาความพึงพอใจของนักเรียน ที่มีต่อบทเรียนสำเร็จรูปเรื่องธาตุและสารประกอบ รายวิชาเคมีเพิ่มเติม1 สำหรับนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา คือ บทเรียนสำเร็จรูป แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 8 ฉบับ แบบสอบถามความพึงพอใจ 1 ฉบับ ที่นำมาใช้กับนักเรียนโรงเรียน เวียงสะอาดพิทยาคม อำเภอพยัคฆภูมิพิสัย จังหวัดมหาสารคาม ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2553 จำนวน 30 คน ด้วยวิธีการสุ่มอย่างง่าย สถิติที่ใช้ในการศึกษา คือ ค่าเฉลี่ย ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าประสิทธิภาพ ค่าดัชนีประสิทธิผล และทดสอบค่า t ผลการศึกษาปรากฏว่า ดังนี้ 1. ประสิทธิภาพของบทเรียนสำเร็จรูปเรื่อง ธาตุและสารประกอบ เท่ากับ 84.58/83.84 สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 2. ค่าดัชนีประสิทธิผลของบทเรียนสำเร็จรูปเรื่อง ธาตุและสารประกอบ เท่ากับ 0.7276 หมายถึง มีความรู้เพิ่มมากขึ้นคิดเป็นร้อยละ 72.76 3. นักเรียนที่ได้เรียนรู้ด้วยบทเรียนสำเร็จรูปเรื่อง ธาตุและสารประกอบ มีผลสัมฤทธิ์ หลังการเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 4. นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยบทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง ธาตุและสารประกอบ อยู่ในระดับมาก สรุปได้ว่า บทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง ธาตุและสารประกอบ วิชาเคมีเพิ่มเติม1 สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน นักเรียนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนมากยิ่งขึ้น และมีความพึงพอใจที่ดีต่อการเรียน สามารถใช้ จัดการเรียนรู้สำหรับจัดการเรียนรู้วิชาเคมีเพิ่มเติม 1 ให้บรรลุผลตามเป้าหมายและเหมาะสม กับผู้เรียนยิ่ง ส่วน
รายงานการพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง ฟิสิกส์นิวเคลียร์ รายวิชาฟิสิกส์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6
[ โดย kruinfo ชม 161 ]
ชื่อเรื่อง รายงานการพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง ฟิสิกส์นิวเคลียร์ รายวิชาฟิสิกส์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ผู้ศึกษา นายกมล โมกขันธ์ ตำแหน่ง ครู วิทยฐานะ ครูชำนาญการ หน่วยงาน โรงเรียนเวียงสะอาดพิทยาคม อำเภอพยัคฆภูมิพิสัย จังหวัดมหาสารคาม สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดจังหวัดมหาสารคาม บทคัดย่อ รายงานฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 หาดัชชนีประสิทธิผล เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและ หลังเรียน และเพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง ฟิสิกส์นิวเคลียร์ รายวิชาฟิสิกส์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 6/2 โรงเรียนเวียงสะอาดพิทยาคม จำนวน 30 คน ปีการศึกษา 2553 เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 88 ข้อ และแบบวัดความพึงพอใจของนักเรียน 15 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบ t ผลการศึกษาค้นคว้าปรากฏดังนี้ 1. บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง ฟิสิกส์นิวเคลียร์ ที่ผู้ศึกษาค้นคว้าสร้างขึ้น มีประสิทธิภาพ 84.17/83.25 สูงกว่าเกณฑ์ 80/80 2. ดัชนีประสิทธิผลของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง ฟิสิกส์นิวเคลียร์ มีค่าเท่ากับ 0.7224 แสดงว่า นักเรียนมีความรู้เพิ่มขึ้นคิดเป็นร้อยละ 72.24 3. นักเรียนที่เรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง ฟิสิกส์นิวเคลียร์ มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 4. นักเรียนมีความพึงพอใจต่อบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง ฟิสิกส์นิวเคลียร์ โดยรวมและรายด้าน อยู่ในระดับมาก โดยสรุป คือ บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง ฟิสิกส์นิวเคลียร์ รายวิชาฟิสิกส์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลตรงตามเกณฑ์มาตรฐาน นักเรียนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น และมีเจตคติที่ดีต่อการเรียนรู้ด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน สามารถใช้เป็นสื่อการเรียนรู้ที่เหมาะสมสำหรับจัดการเรียนรู้รายวิชาฟิสิกส์ให้บรรลุผลตามจุดมุ่งหมาย ของหลักสูตรและตรงตามศักยภาพของผู้เรียน
รายงานการใช้หนังสือส่งเสริมการอ่านบทร้อยกรอง กาพย์ยานี 11 เพื่อพัฒนาทักษะการอ่านจับใจความ
[ โดย kruinfo ชม 490 ]
บทคัดย่อ ชื่อเรื่อง : รายงานการใช้หนังสือส่งเสริมการอ่านบทร้อยกรอง กาพย์ยานี 11 เพื่อพัฒนาทักษะ การอ่านจับใจความ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านป่าแดง ชื่อผู้ศึกษา : นางอัมภา ตุ่นหนิ้ว ปีการศึกษา : 2554 การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของหนังสือส่งเสริมการอ่านบทร้อยกรอง กาพย์ยานี 11 เพื่อพัฒนาทักษะการอ่านจับใจความ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน และเพื่อศึกษาความพึงพอใจ ของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้หนังสือส่งเสริมการอ่าน บทร้อยกรองกาพย์ยานี 11 เพื่อพัฒนาทักษะการอ่านจับใจความ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 เครื่องมือที่ใช้ ในการศึกษา ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 20 แผน รวมเวลาทั้งสิ้น 20 ชั่วโมง หนังสือส่งเสริมการอ่านบทร้อยกรอง กาพย์ยานี 11 เพื่อพัฒนาทักษะการอ่านจับใจความ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 10 เล่ม แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จำนวน 30 ข้อ และแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียน จำนวน 10 ข้อ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5/2 โรงเรียนบ้านป่าแดง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงราย เขต 3 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2554 จำนวน 17 คน การวิเคราะห์ข้อมูลใช้วิธีการหา ค่าประสิทธิภาพ (E1/E2) การเปรียบเทียบคะแนนด้วย t - test แบบ Dependent การหาค่าเฉลี่ย และ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการศึกษา พบว่า 1. หนังสือส่งเสริมการอ่านบทร้อยกรอง กาพย์ยานี 11 เพื่อพัฒนาทักษะการอ่านจับใจความ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 มีประสิทธิภาพโดยรวมเท่ากับ 85.63/85.06 2. ภายหลังการเรียนโดยใช้หนังสือส่งเสริมการอ่านบทร้อยกรอง กาพย์ยานี 11 เพื่อพัฒนาทักษะการอ่านจับใจความ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้นกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 3. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5/2 มีความพึงพอใจต่อการเรียนโดยใช้หนังสือส่งเสริมการอ่าน บทร้อยกรอง กาพย์ยานี 11 เพื่อพัฒนาทักษะการอ่านจับใจความ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด
การศึกษาผลการเรียนรู้ เรื่อง เศษส่วนและทศนิยม กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่เรียนโดยแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์
[ โดย kruinfo ชม 199 ]
ชื่อเรื่อง การศึกษาผลการเรียนรู้ เรื่อง เศษส่วนและทศนิยม กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่เรียนโดยแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ ร่วมด้วยวิธีการสอนเทคนิค LT ผู้วิจัย นายสุริยา จันเหลือง หน่วยงาน โรงเรียนบ้านเตาไห อำเภอป่าติ้ว จังหวัดยโสธร สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษายโสธร เขต 2 ปีที่พิมพ์ 2553 บทคัดย่อ การศึกษาผลการเรียนรู้ เรื่อง เศษส่วนและทศนิยม กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ที่เรียนโดยแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ ร่วมด้วยวิธีการสอนเทคนิค LT โรงเรียนบ้านเตาไห อำเภอป่าติ้ว จังหวัดยโสธร สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษายโสธร เขต 2 มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อพัฒนาแบบฝึกแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง เศษส่วนและทศนิยม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อศึกษาดัชนีประสิทธิผลการเรียนรู้ของแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่องเศษส่วนและทศนิยม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่ร่วมด้วยวิธีการสอนเทคนิค LT ที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้น 3) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนด้วยแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง เศษส่วนและทศนิยม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ประชากรในการศึกษาครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่กำลังศึกษาอยู่ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2553 โรงเรียนบ้านเตาไห สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษายโสธร เขต 2 จำนวน 1 ห้องเรียน มีนักเรียนทั้งหมด 19 คน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่กำลังศึกษาอยู่ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2553 โรงเรียนบ้านเตาไห สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษายโสธร เขต 2 จำนวนนักเรียน 19 คน ได้มาโดยวิธีการสุ่มอย่างง่าย(Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่องเศษส่วนและทศนิยม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 14 แผน แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง เศษส่วนและทศนิยม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 14 เล่ม แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ สถิติที่ใช้ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ( ) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ( S.D ) ค่าร้อยละ (%) ดัชนีประสิทธิผล และทดสอบสมมุติฐานโดยใช้ t - test (Dependent Sample) ผลการวิจัยครั้งนี้พบว่า 1. แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง เศษส่วนและทศนิยม ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่ร่วมด้วยวิธีการสอนเทคนิค LT ที่ผู้วิจัยได้สร้างขึ้นมีประสิทธิภาพ 87.64/84.21 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ที่ตั้งไว้ 2. การเรียนรู้ของแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่องเศษส่วนและทศนิยม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่ร่วมด้วยวิธีการสอนเทคนิค LT มีค่า ดัชนีประสิทธิผลเท่ากับ 0.7289 แสดงว่าผู้เรียนมีความรู้เพิ่มขึ้นร้อยละ 72.89 3. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่ใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ ที่เรียนด้วยวิธีการสอนเทคนิค LT ที่สร้างขึ้น มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนเพิ่มขึ้นจากก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .01 สรุปได้ว่า การจัดการเรียนรู้ ที่เรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง เศษส่วนและทศนิยม กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่เรียนด้วยวิธีการสอนเทคนิค LT ช่วยให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น มีการเรียนรู้อย่างอิสระและสร้างสรรค์ มีการพัฒนาในการเรียนรู้ที่ดี ประสบผลสำเร็จในการเรียนรู้ และเกิดความสามัคคีในหมู่คณะมากขึ้น ครูผู้สอนสามารถนำไปใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ในการจัดการเรียนรู้
การประเมินโครงการพัฒนาการดำเนินงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน โรงเรียนหมื่นศรีประชาสรรค์ อำเภอสำโรงทาบ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุรินทร์ เขต 1
[ โดย kruinfo ชม 155 ]
บทคัดย่อ ชื่อเรื่อง การประเมินโครงการพัฒนาการดำเนินงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน โรงเรียนหมื่นศรีประชาสรรค์ อำเภอสำโรงทาบ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุรินทร์ เขต 1 ผู้ศึกษา างสาวจุไรรัตน์ สุภาวหา ผู้อำนวยการโรงเรียนหมื่นศรีประชาสรรค์ ปีที่พิมพ์ 2553 การประเมินโครงการพัฒนาการดำเนินงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนของโรงเรียนหมื่นศรีประชาสรรค์ อำเภอสำโรงทาบ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุรินทร์ เขต 1 มีวัตถุประสงค์ คือ (1) เพื่อประเมินโครงการพัฒนาการดำเนินงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนของโรงเรียนหมื่นศรีประชาสรรค์ อำเภอสำโรงทาบ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุรินทร์ เขต 1 (2) เพื่อเปรียบเทียบความคิดเห็นของการดำเนินงานโครงการพัฒนาระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนของโรงเรียนหมื่นศรีประชาสรรค์ อำเภอสำโรงทาบ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุรินทร์ เขต 1 จำแนกตามตำแหน่งในการปฏิบัติงาน และ (3) เพื่อศึกษาปัญหา และข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการดำเนินงานโครงการพัฒนาระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนโรงเรียนหมื่นศรีประชาสรรค์ อำเภอสำโรงทาบ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุรินทร์ เขต 1 กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการประเมิน ได้แก่ ผู้บริหารโรงเรียน จำนวน 2 คน ครูแนะแนว จำนวน 2 คน และ ครูที่ปรึกษา จำนวน 16 คน รวมทั้งสิ้น 20 คน เครื่องมือที่ใช้ในการประเมินครั้งนี้ ได้แก่ แบบประเมินโครงการพัฒนาการดำเนินงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนของโรงเรียนหมื่นศรีประชาสรรค์ อำเภอสำโรงทาบ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุรินทร์ เขต 1 ซึ่งสร้างตามกรอบความคิดการบริหารงานเชิงระบบ ที่มีโครงสร้างสำคัญ 3 องค์ประกอบ คือ ปัจจัยส่งเสริมระบบการดำเนินงาน (Input) กระบวนการดำเนินงาน (Process) และผลผลิตจากการดำเนินงาน (Output) จำนวน 46 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติที่ใช้ทดสอบสมมุติฐาน โดยการวิเคราะห์ความแปรปรวน (One
การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์และความรู้สึกเชิงจำนวน เรื่อง ระบบจำนวนเต็ม ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่เรียนรู้ด้วยเกมคณิตศาสตร์
[ โดย kruinfo ชม 359 ]
การศึกษาวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความรู้สึกเชิงจำนวนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ด้วยเกมคณิตศาสตร์ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2554 โรงเรียนชนบทศึกษา อำเภอชนบท จังหวัดขอนแก่น จำนวน 43 คน ด้วยวิธีการสุ่มอย่างง่าย (Simple Random Sampling) ซึ่งได้รับการจัดการเรียนรู้ด้วยเกมคณิตศาสตร์ ดำเนินการโดยใช้รูปแบบการวิจัยแบบ One Group Pretest - Posttest Design เครื่องมือที่ใช้ในเป็นแผนการจัดการเรียนรู้ด้วยเกมคณิตศาสตร์ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน รายวิชาคณิตศาสตร์ ค21101 เรื่อง ระบบจำนวนเต็ม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 แบบปรนัยเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 40 ข้อ และแบบวัดความรู้สึกเชิงจำนวนของนักเรียน เรื่อง ระบบจำนวนเต็ม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ตามกรอบแนวคิดของ Yang, Hsu and Huang (2004) ที่ครอบคลุมความรู้สึกเชิงจำนวนทั้ง 5 ด้าน จำนวน 22 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาครฐาน และ t
บางส่วนของเทคนิคอินทริกรัล
[ โดย kruinfo ชม 150 ]
ปริพันธ์แบบแยกทีละส่วน By Part
ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือเทคนิค STAD กลุ่มสาระ
[ โดย kruinfo ชม 168 ]
ชื่อเรื่อง ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือเทคนิค STAD กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา เรื่อง ร่างกายของฉัน และ สัมพันธ์กับคนอื่น ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ชื่อผู้ศึกษา นางบูชิตา หนูนา หน่วยงาน โรงเรียนบ้านโสกแต้ อำเภอบ้านฝาง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา ขอนแก่น เขต 1 ปีที่พิมพ์ พ.ศ. 2554 บทคัดย่อ การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือเทคนิค STAD เป็นแนวทางการจัด กิจกรรมการเรียนรู้รูปแบบหนึ่งที่มีความเหมาะสม สอดคล้องกับความต้องการและความสนใจของ ผู้เรียนเนื่องจากผู้เรียนได้พัฒนาความสามารถในการเรียนรู้ร่วมกับผู้อื่นอย่างมีความสุข และส่งผลให้ เกิดการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ การศึกษาค้นคว้าครั้งนี้จึงมีความมุ่งหมายเพื่อ 1) หาประสิทธิภาพ ของแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือเทคนิค STAD กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา เรื่อง ร่างกายของฉัน และ สัมพันธ์กับคนอื่น ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) หาค่าดัชนีประสิทธิผลของแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ และ 3) เพื่อศึกษาความ พึงพอใจที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าคือ นักเรียนชั้นประถมศึกษา ปีที่ 4 โรงเรียนบ้านโสกแต้ อำเภอบ้านฝาง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2553 จำนวน 25 คน ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาประกอบด้วย แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือแบบ STAD กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา เรื่อง ร่างกายของฉัน และ สัมพันธ์กับคนอื่น ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 14 แผน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เป็นข้อสอบแบบเลือกตอบชนิด 4 ตัวเลือก จำนวน 20 ข้อ มีค่าอำนาจจำแนกรายข้อ (B) ตั้งแต่ 0.21 ถึง 0.67 ค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.89 แบบวัดความพึงพอใจ จำนวน 1 ฉบับ จำนวน 10 ข้อ มีลักษณะเป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า 3 ระดับ มีค่าอำนาจจำแนกรายข้อ (rxy ) ตั้งแต่ 0.30 ถึง 0.77 ค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.68 สถิติที่ใช้คือร้อยละ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการศึกษาค้นคว้าปรากฏดังนี้ 1. แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือเทคนิค STAD กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา เรื่องชีวิตและครอบครัว ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 มีประสิทธิภาพ ( E1/E2 ) เท่ากับ 84.51/88.80 2. ค่าดัชนีประสิทธิผลของแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ มีค่าเท่ากับ 0.8313 แสดง ว่านักเรียนมีความก้าวหน้าในการเรียนรู้เพิ่มขึ้น 0.8313 หรือคิดเป็นร้อยละ 83.13 3. นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ โดยรวมอยู่ในระดับมาก โดยสรุป แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือเทคนิค STAD กลุ่มสาระ การเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ร่างกายของฉัน และ สัมพันธ์กับคนอื่น ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลเหมาะสม ช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้และมีความพึงพอใจต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เป็นอย่างดี ดังนั้น ควรนำแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่สร้างขึ้นไปใช้ในการจัด การเรียนการสอน เพื่อช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ และพัฒนาตนเองใน การเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ มีความสุขในการดำเนินชีวิตต่อไป
รายงานการประเมินโครงการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม เพื่อพัฒนานักเรียนโรงเรียนหนองวัลย์เปรียงวิทยา
[ โดย kruinfo ชม 550 ]
ชื่อเรื่อง รายงานการประเมินโครงการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม เพื่อพัฒนานักเรียนโรงเรียนหนองวัลย์เปรียงวิทยา ผู้รายงาน นายวิรัตน์ เฉิดฉวีวรรณ ปีการศึกษา 2553 บทคัดย่อ รายงานการประเมินโครงการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม เพื่อพัฒนานักเรียนโรงเรียนหนองวัลย์เปรียงวิทยา ครั้งนี้ ผู้รายงานได้ประยุกต์ใช้รูปแบบการประเมินซิปโมเดล (CIPP Model) ประกอบด้วยการประเมิน ด้านบริบท (context) ด้านปัจจัย (input) ด้านกระบวนการ (process) และด้านผลผลิต (product) ของโครงการ โดยมีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อประเมินด้านบริบทของโครงการส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมของนักเรียนโรงเรียนหนองวัลย์เปรียงวิทยา 2) เพื่อประเมินด้านปัจจัยของโครงการส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมของนักเรียนโรงเรียนหนองวัลย์เปรียงวิทยา 3) เพื่อประเมินด้านกระบวนการของโครงการส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมของนักเรียนโรงเรียนหนองวัลย์เปรียงวิทยา 4) เพื่อประเมินด้านผลผลิตของโครงการส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมของนักเรียนโรงเรียนหนองวัลย์เปรียงวิทยาเกี่ยวกับคุณธรรมจริยธรรมของนักเรียนและความพึงพอใจต่อโครงการ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการประเมินได้แก่ ครู จำนวน 14 คน นักเรียน จำนวน 181 คน ผู้ปกครอง จำนวน 181 คน และคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 13 คน รวมกลุ่มตัวอย่างที่ให้ข้อมูลจำนวน 389 คน เครื่องมือที่ใช้ในการประเมินเป็นแบบสอบถามจำนวน 5 ฉบับ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือ ค่าเฉลี่ย ( ) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) โดยใช้โปรแกรม SPSS for Windows จากผลการประเมินพบว่า 1. ด้านบริบท พบว่าผลการประเมิน วัตถุประสงค์ของโครงการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม เพื่อพัฒนานักเรียนโรงเรียนหนองวัลย์เปรียงวิทยา มีความสอดคล้องกับพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545 นโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 9 โรงเรียนหนองวัลย์เปรียงวิทยา สอดคล้องกับสภาพปัญหาและความต้องการของนักเรียนและชุมชน ซึ่งบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ได้แก่ ครู คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ผู้ปกครองและนักเรียน ให้ความร่วมมือและสนับสนุนการดำเนินโครงการ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2. ด้านปัจจัย พบว่าผลการประเมิน ความพร้อมและความเหมาะสมของบุคลากร วัสดุ อุปกรณ์และสถานที่ งบประมาณ และการบริหารจัดการโครงการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม เพื่อพัฒนานักเรียนโรงเรียนหนองวัลย์เปรียงวิทยา โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก 3. ด้านกระบวนการ พบว่าผลการประเมิน ความเหมาะสมของ การวางแผน การดำเนินงาน การประเมินผล และการปรับปรุงโครงการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม เพื่อพัฒนานักเรียนโรงเรียนหนองวัลย์เปรียงวิทยา โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก 4. ด้านผลผลิต 4.1 ด้านคุณธรรม จริยธรรมของนักเรียนตามโครงการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม เพื่อพัฒนานักเรียนโรงเรียนหนองวัลย์เปรียงวิทยา พบว่าผลการประเมิน นักเรียนมีระเบียบวินัย มารยาทแบบไทย มีจิตอาสาและเสียสละเพื่อส่วนรวม และมีค่านิยมแบบไทย โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก 4.2 ด้านความพึงพอใจต่อการดำเนินโครงการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมเพื่อพัฒนานักเรียนโรงเรียนหนองวัลย์เปรียงวิทยา พบว่าผลการประเมิน ทั้ง 6 กิจกรรม ได้แก่ กิจกรรมบวชชีพราหมณ์เนกขัมมะ กิจกรรมธรรมสัญจร กิจกรรมพุทธศาสนสุภาษิตกับการดำเนินชีวิต กิจกรรมวันสำคัญทางศาสนาและพระมหากษัตริย์ กิจกรรมสวดมนต์หมู่ทำนองสรภัญญะและการประกวดมารยาทไทย และกิจกรรมโครงการเยาวชนคนดีศรีสุพรรณ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก
แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง การหาร ชั้น ป.4
[ โดย kruinfo ชม 424 ]
ชื่อเรื่อง รายงานการพัฒนาแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง การหาร สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านค่าย ชื่อผู้ศึกษา มัลลิกา รัตนกุล ปีที่ศึกษา 2552 บทคัดย่อ รายงานการพัฒนาแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง การหารครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ สร้างและพัฒนาแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง การหารให้มีประสิทธิภาพ ตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 และเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 เรื่อง การหาร ระหว่างก่อนและหลังการใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ ประชากรที่ใช้ในการศึกษา คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านค่าย ปีการศึกษา 2552 จำนวน 36 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง การหาร แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิเคราะห์ข้อมูล โดยหา ร้อยละ ค่าเฉลี่ย (Mean) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) และการทดสอบค่าที (t-test) ผลการศึกษาพบว่าแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง การหาร มีค่าประสิทธิภาพเท่ากับ 79.49/81.48 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่ตั้งไว้ คือ 80/80 และนักเรียนมีคะแนนผลสัมฤทธิ์ทาง การเรียนหลังการใช้แบบฝึกทักษะคณิตสาสตร์สูงกว่ากว่าก่อนใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ ระดับ .01
แบบฝึกทัหษะคณิตศาสตร์ เรื่อง การหาร
[ โดย kruinfo ชม 142 ]
ชื่อเรื่อง รายงานการพัฒนาแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง การหาร สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านค่าย ชื่อผู้ศึกษา มัลลิกา รัตนกุล ปีที่ศึกษา 2552 บทคัดย่อ รายงานการพัฒนาแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง การหารครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ สร้างและพัฒนาแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง การหารให้มีประสิทธิภาพ ตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 และเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 เรื่อง การหาร ระหว่างก่อนและหลังการใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ ประชากรที่ใช้ในการศึกษา คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านค่าย ปีการศึกษา 2552 จำนวน 36 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง การหาร แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิเคราะห์ข้อมูล โดยหา ร้อยละ ค่าเฉลี่ย (Mean) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) และการทดสอบค่าที (t-test) ผลการศึกษาพบว่าแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง การหาร มีค่าประสิทธิภาพเท่ากับ 79.49/81.48 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่ตั้งไว้ คือ 80/80 และนักเรียนมีคะแนนผลสัมฤทธิ์ทาง การเรียนหลังการใช้แบบฝึกทักษะคณิตสาสตร์สูงกว่ากว่าก่อนใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ ระดับ .01
รายงานการศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้สุข ศึกษาและพลศึกษา สาระที่ 1 การเจริญเติบโตและพัฒนาการของมนุษย์ สาระที่ 2 ชีวิตและครอบครัว ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่เรียนโดยใช้วิธีสอนแบบวัฏจักร
[ โดย kruinfo ชม 126 ]
สุดาวรรณ สุขศรีใส (2554). รายงานการศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้สุข ศึกษาและพลศึกษา สาระที่ 1 การเจริญเติบโตและพัฒนาการของมนุษย์ สาระที่ 2 ชีวิตและครอบครัว ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่เรียนโดยใช้วิธีสอนแบบวัฏจักร การเรียนรู้แบบ 4 ส การศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษาเชิงทดลอง โดยมีจุดมุ่งหมาย เพื่อ (1) ศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา สาระที่ 1 การเจริญเติบโตและพัฒนาการของมนุษย์ สาระที่ 2 ชีวิตและครอบครัว ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่เรียนโดยใช้วิธีสอนแบบ วัฏจักรการเรียนรู้แบบ 4 ส (2) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่เรียน โดยใช้วิธีสอนแบบวัฏจักรการเรียนรู้ 4 ส กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา สาระที่ 1 การเจริญเติบโตและพัฒนาการของมนุษย์ สาระที่ 2 ชีวิตและครอบครัว กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการศึกษาเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนเคหะชุมชน-ลาดกระบัง ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2554 จำนวน 381 คน ที่ได้มาโดยวิธีการเลือก แบบเจาะจง ทั้งนี้เนื่องจากผู้รายงานรับผิดชอบสอนในวิชาสุขศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ทั้งหมด เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูล คือ แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีสอนแบบวัฏจักรการเรียนรู้ 4 ส สาระที่ 1 การเจริญเติบโตและพัฒนาการของมนุษย์ สาระที่ 2 ชีวิตและครอบครัว จำนวน 7 แผน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียนประจำแผนการจัดการเรียนรู้ สาระที่ 1 การเจริญเติบโตและพัฒนาการของมนุษย์ สาระที่ 2 ชีวิตและครอบครัว จำนวน 7 ฉบับ ฉบับละ 10 ข้อ และแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีสอนแบบวัฏจักร 4 ส กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษาในสาระที่ 1 การเจริญเติบโตและพัฒนาการของมนุษย์ สาระที่ 2 ชีวิตและครอบครัว วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ ค่าเฉลี่ย (X) ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และการทดสอบค่าที t-test แบบ Dependent ผลการศึกษาพบว่า 1. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา สาระที่ 1 การเจริญเติบโต และพัฒนาการของมนุษย์ สาระที่ 2 ชีวิตและครอบครัว ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่เรียนโดยใช้วิธีสอนแบบวัฏจักรการเรียนรู้ 4 ส มีผลสัมฤทธิ์หลังการเรียนสูงกว่าก่อนการเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2. ผลการศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ โดยใช้วิธีสอนแบบวัฏจักรการเรียนรู้ 4 ส กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา สาระที่ 1 การเจริญเติบโตและพัฒนาการของมนุษย์ สาระที่ 2 ชีวิตและครอบครัว มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด
รายงานการพัฒนาและผลการใช้แบบฝึกทักษะการอ่านเชิงวิเคราะห์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3.
[ โดย kruinfo ชม 151 ]
สุธีรา สมานุหัตถ์. (2554). รายงานการพัฒนาและผลการใช้แบบฝึกทักษะการอ่านเชิงวิเคราะห์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3. การศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษาเชิงทดลอง โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อ (1) พัฒนาแบบฝึกทักษะ การอ่านเชิงวิเคราะห์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 (2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ด้านการอ่านเชิงวิเคราะห์ก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่เรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านเชิงวิเคราะห์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย (3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่เรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านเชิงวิเคราะห์ กลุ่มสาระ การเรียนรู้ภาษาไทย กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการศึกษาเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3/2 โรงเรียนวัดแป้นทอง ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2554 จำนวน 35 คน ที่ได้มาโดยวิธีการเลือกแบบเจาะจง เฉพาะนักเรียน ห้องที่รับผิดชอบสอน เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูล คือ แบบฝึกทักษะการอ่านเชิงวิเคราะห์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ด้านการอ่านเชิงวิเคราะห์ และแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่เรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านชิงวิเคราะห์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ ค่าเฉลี่ย (X) ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และการทดสอบค่าที t-test แบบ Dependent ผลการศึกษาพบว่า 1. แบบฝึกทักษะการอ่านเชิงวิเคราะห์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่สร้างขึ้นมีประสิทธิภาพ 81.14/82.19 2. ผลสัมฤทธิ์ด้านการอ่านเชิงวิเคราะห์หลังเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านเชิงวิเคราะห์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .05 3. ผลการศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3/2 ที่เรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านเชิงวิเคราะห์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ในภาพรวมอยู่ในระดับพึงพอใจมากที่สุด

ยอดนิยม