เลือกห้อง >>

ทั้งหมด

รายงานการใช้แบบฝึกเสริมทักษะการอ่าน การเขียนสระ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1
[ โดย kruinfo ชม 129 ]
ชื่อเรื่อง รายงานการใช้แบบฝึกเสริมทักษะการอ่าน การเขียนสระ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ผู้ศึกษา นางชนนิกานต์ ใจรักษา ปีการศึกษา 2554 บทคัดย่อ การศึกษาครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของแบบฝึกเสริมทักษะการอ่าน การเขียนสระ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนชุมชนบ้านวังจ๊อม ตำบลเชียงดาว อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 3 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านการอ่าน การเขียนสระ ก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนที่จัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะการอ่าน การเขียนสระ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนชุมชนบ้านวังจ๊อม ตำบลเชียงดาว อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 3 และเพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ โดยใช้แบบฝึก เสริมทักษะการอ่าน การเขียนสระ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนชุมชนบ้านวังจ๊อม ตำบลเชียงดาว อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 3 ประชากรที่ใช้ในการศึกษาคือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนชุมชนบ้านวังจ๊อม ตำบลเชียงดาว อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 3 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2554 เป็นนักเรียนชาย จำนวน 9 คน หญิง 12 คน รวมจำนวน 21 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ประกอบด้วย 1) แบบฝึกเสริมทักษะการอ่าน การเขียนสระ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 10 เรื่อง ได้แก่ สระอา สระอี สระอู สระเอ สระแอ สระโอ สระออ สระอุ สระอิ และสระอือ 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จำนวน 20 ข้อ และ 3) แบบสอบถามความพึงพอใจ จำนวน 1 ชุด การเก็บรวบรวมข้อมูล ผู้ศึกษาได้ทำการสอนด้วยตนเองและได้ดำเนินการตามขั้นตอนการศึกษา โดยใช้เครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลที่สร้างขึ้น จากนั้นนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์หาค่าสถิติ คือ การหาค่าเฉลี่ย (μ) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (σ) การหาประสิทธิภาพของบทเรียน (E_1/E_2) ค่าความยากง่าย (p) ค่าอำนาจจำแนก (r) ค่าความเชื่อมั่น (KR
เรียนภาษาอาหรับอย่างง่าย
[ โดย kruinfo ชม 176 ]
ขอแนะนำคลิปที่จัดทำ และรวบรวมจากการบรรยายในโอกาสต่างๆ เพื่อเป็นแนวทางสำหรับศึกษาหรือวางรูปแบบการสอนต่อไป ตามลิงค์ครับ http://www.youtube.com/watch?v=vCGV2CS3I3c
รายงานผลการใช้แบบฝึกเสริมทักษะคณิตศาสตร์ เรื่องระบบจำนวนเต็ม สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนเทศบาล ๓ (สระกระเทียม)
[ โดย kruinfo ชม 294 ]
บทคัดย่อ ชื่อเรื่อง รายงานผลการใช้แบบฝึกเสริมทักษะคณิตศาสตร์ เรื่องระบบจำนวนเต็ม สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนเทศบาล ๓ (สระกระเทียม) ชื่อผู้รายงาน นางศรินยา แจ่มแจ้ง ตำแหน่ง ครู วิทยฐานะ ครูชำนาญการ โรงเรียนเทศบาล ๓ (สระกระเทียม) เทศบาลนครนครปฐม จังหวัดนครปฐม รายงานผลการใช้แบบฝึกเสริมทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง ระบบจำนวนเต็ม สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนเทศบาล ๓ (สระกระเทียม) ปีการศึกษา 2553 มีวัตถุประสงค์ 3 ประการ คือ 1) เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของแบบฝึกเสริมทักษะคณิตศาสตร์ เรื่องระบบจำนวนเต็ม สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนเทศบาล ๓ (สระกระเทียม) ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้ แบบฝึกเสริมทักษะคณิตศาสตร์ เรื่องระบบจำนวนเต็ม สำหรับนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนเทศบาล ๓ (สระกระเทียม) 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียน ที่มีต่อการเรียนโดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะคณิตศาสตร์ เรื่องระบบจำนวนเต็ม สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนเทศบาล ๓ (สระกระเทียม) ที่สร้างขึ้นทั้งหมด 7 เล่ม กลุ่มทดลอง เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนเทศบาล ๓ (สระกระเทียม) ปีการศึกษา 2553 จำนวนทั้งสิ้น 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการทดลองประกอบด้วย แบบฝึกเสริมทักษะคณิตศาสตร์ เรื่องระบบจำนวนเต็ม ที่ สร้างขึ้น จำนวน 7 เล่ม และแบบทดสอบก่อนและหลังเรียนแบบปรนัย ชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 7 ฉบับๆ ละ 15 ข้อ รวมทั้งสิ้น 105 ข้อ ปรากฏผลการทดลอง ดังนี้ 1.ประสิทธิภาพของการใช้แบบฝึกเสริมทักษะคณิตศาสตร์ เรื่องระบบจำนวนเต็ม สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนเทศบาล ๓ (สระกระเทียม) มีค่าสูงกว่า 80/80 2.การจัดกิจกรรมการเรียนการสอน โดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะคณิตศาสตร์ เรื่องระบบจำนวนเต็ม สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนเทศบาล ๓ (สระกระเทียม) ที่สร้างขึ้น ช่วยให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .05 3.นักเรียนมีความพึงพอใจต่อแบบฝึกเสริมทักษะคณิตศาสตร์ เรื่องระบบจำนวนเต็ม สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนเทศบาล ๓ (สระกระเทียม) ที่สร้างขึ้น ทั้ง 7 เล่ม อยู่ในระดับมาก ผ่านเกณฑ์ความคาดหวังที่กำหนด
การจัดกิจกรรมปั้นดินน้ำมันที่ส่งผลต่อการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างกล้ามเนื้อมือกับตาของเด็กปฐมวัย ชั้นอนุบาลปีที่ 1
[ โดย kruinfo ชม 1,460 ]
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของการจัดกิจกรรมปั้นดินน้ำมันที่ส่งผลต่อการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างกล้ามเนื้อมือกับตาของเด็กปฐมวัยชั้นอนุบาล ปีที่ 1 ตามเกณฑ์ 80/80 และเพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างกล้ามเนื้อมือกับตาของเด็กปฐมวัย ระหว่างก่อนและหลังการจัดกิจกรรมปั้นดินน้ำมันที่ส่งผลต่อ การพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างกล้ามเนื้อมือกับตาของเด็กปฐมวัยชั้นอนุบาลปีที่ 1 ประชากรได้แก่ นักเรียนชาย หญิง ที่มีอายุระหว่าง 4
การใช้หนังสือการ์ตูนฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาการคูณ การหารสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3
[ โดย kruinfo ชม 223 ]
บทคัดย่อ การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเพื่อศึกษาประสิทธิภาพของหนังสือการ์ตูน ฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาการคูณ การหาร สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนวัดขุนคง เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้หนังสือการ์ตูนฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาการคูณ การหาร และเพื่อศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนวัดขุนคง ที่มีต่อการเรียน เรื่องโจทย์ปัญหาการคูณ การหารโดยใช้หนังสือการ์ตูนฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาการคูณ การหาร เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่ หนังสือการ์ตูนฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาการคูณ การหารสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนวัดขุนคง แผนการจัดการเรียนรู้เรื่อง โจทย์ปัญหาการคูณ การหาร ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องการแก้โจทย์ปัญหาการคูณ การหาร สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 และแบบสอบถามความคิดเห็นของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่มีต่อการเรียนโดยใช้หนังสือการ์ตูนฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาการคูณ การหาร ประชากร ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนวัดขุนคง อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2553 จำนวน 4 คน ผลการศึกษาพบว่า 1. ประสิทธิภาพของหนังสือการ์ตูนฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาการคูณ การหาร มีประสิทธิภาพ 86.75/85.00 สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ 80/80 2. ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนวัดขุนคง ก่อนเรียนและหลังเรียน นักเรียนที่เรียนโดยใช้หนังสือการ์ตูนฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาการคูณ การหาร มีคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนร้อยละ 41.67 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 2.52 คะแนนเฉลี่ยหลังเรียนร้อยละ 85.00 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 2.08 และร้อยละของค่าความก้าวหน้า 43.33 3. ความคิดเห็นเกี่ยวกับการเรียนเรื่องโจทย์ปัญหาการคูณ การหาร โดยใช้หนังสือการ์ตูนฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาการคูณ การหาร อยู่ในระดับเห็นด้วยอย่างยิ่งในทุกรายการ โดยมีค่าเฉลี่ย 4.00
การศึกษาการใช้ชุดกิจกรรมสร้างสรรค์หรรษาพัฒนากล้ามเนื้อเล็ก ของเด็กปฐมวัย ชั้นอนุบาลปีที่ 2
[ โดย kruinfo ชม 293 ]
บทคัดย่อ การศึกษาผลการใช้ชุดกิจกรรมสร้างสรรค์หรรษาพัฒนากล้ามเนื้อเล็ก ของเด็กปฐมวัย ชั้นอนุบาลปีที่ 2 โรงเรียนบ้านเหล่าป่าฝาง อำเภอแม่วาง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 4 ครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมสร้างสรรค์หรรษาพัฒนากล้ามเนื้อเล็ก และเพื่อเปรียบเทียบผลการพัฒนาความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อเล็ก ก่อนและหลังการใช้ชุดกิจกรรมสร้างสรรค์หรรษาพัฒนากล้ามเนื้อเล็ก ประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้คือ เด็กปฐมวัย ชั้นอนุบาลปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2554โรงเรียนบ้านเหล่าป่าฝาง จำนวน 6 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ ชุดกิจกรรมสร้างสรรค์หรรษาพัฒนากล้ามเนื้อเล็ก จำนวน 4 ชุด รวม 30 กิจกรรม แผนการจัดประสบการณ์ จำนวน 30 แผน และแบบวัดความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อเล็ก จำนวน 10 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าประสิทธิภาพของนวัตกรรม โดยใช้สูตร E1/ E2 ค่าเฉลี่ย(µ) ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน() และค่าร้อยละความก้าวหน้า ผลการศึกษาพบว่า 1. ประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมสร้างสรรค์หรรษาพัฒนากล้ามเนื้อเล็ก ของเด็กปฐมวัย ชั้นอนุบาลปีที่ 2 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 89.81/93.33 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดไว้ 80/80 2. ผลการเปรียบเทียบการพัฒนาความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อเล็ก ก่อนและหลังการใช้ชุดกิจกรรมสร้างสรรค์หรรษาพัฒนากล้ามเนื้อเล็ก ของเด็กปฐมวัย ชั้นอนุบาลปีที่ 2 หลังเรียน สูงกว่าก่อนเรียน ซึ่งมีคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนร้อยละ 58.89 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 2.73 คะแนนเฉลี่ยหลังเรียนร้อยละ 93.33 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 2.90 และร้อยละของ ค่าความก้าวหน้า 34.44
รายงานผลการพัฒนาแบบฝึกทักษะการเขียนสระลดรูปและสระเปลี่ยนรูปในภาษาไทยสำหรับนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนวัดชนสังขรณพิจิตร
[ โดย kruinfo ชม 238 ]
การรายงานผลการพัฒนาแบบฝึกทักษะการเขียนสระลดรูปและสระเปลี่ยนรูปในภาษาไทยสำหรับนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนวัดชนสังขรณพิจิตร ในครั้งนี้มีจุดประสงค์ 1. เพื่อให้นักเรียนสามารถเขียน และอ่านคำที่มีสระลดรูปและสระเปลี่ยนรูปในภาษาไทยได้อย่างถูกต้องชัดเจน 2. เพื่อสร้างแบบฝึกทักษะการเขียนสระลดรูปและสระเปลี่ยนรูปในภาษาไทยสำหรับนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 3. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์การเขียนคำที่มีสระลดรูปและสระเปลี่ยนรูปของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 2ก่อนและหลังเรียน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยคือ นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2553 โรงเรียนวัดชนสังขรณพิจิตร สำนักเขตพื้นที่การศึกษานครศรีธรรมราชเขต 4 จำนวน 17 คน เครื่อมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้คือ แบบฝึกทักษะการเขียนสระลดรูปและสระเปลี่ยนรูปในภาษาไทยสำหรับนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 7 ชุด และการวิเคราะห์ข้อมูลโดยหาประสิทธิภาพแบบฝึกแต่ละชุดตามเกณฑ์ E1 , E2 และการทดสอบที (t
การปลูกหอมแบ่งในกระถาง
[ โดย kruinfo ชม 222 ]
ชุดการสอนเรื่อง การปลูกหอมแบ่งในกระถาง ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านหนองเหล็ก ตำบลกระออม อำเภอสำโรงทาบ จังหวัดสุรินทร์ สำนักงานเขตพื้นที่ การศึกษาสุรินทร์ เขต 1 มีจุดประสงค์ เพื่อพัฒนาชุดการสอนรายวิชาการนอาชีพและเทคโนโลยี ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้ชุดการเรียนรู้ ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 75/75 และ เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน รายวิชาการงานอาชีพและเทคโนโลยี นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาการงานอาชีพและเทคโนโลยี เรื่องการปลูกหอมแบ่งในกระถาง ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ที่ได้รับการสอนโดยใช้ชุดการสอนแบบสาธิตและโครงงาน วิชาการงานอาชีพและเทคโนโลยี หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ชุดการสอนเแบบสาธิตและโครงงาน เรื่อง การปลูกหอมแบ่งในกระถาง สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น ที่ผู้วิจัยได้สร้างขึ้นมีประสิทธิภาพเท่ากับ 85.94 / 87.16 แสดงว่า ชุดการสอนที่สร้างขึ้นมีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 ที่ตั้งไว้
บ้านและครอบครัว
[ โดย kruinfo ชม 163 ]
ชื่อเรื่อง : รายงานการพัฒนาเอกสารประกอบการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี(งานบ้าน) เรื่อง บ้านและครอบครัว ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านกันแสง ชื่อผู้รายงาน : นางอรนุช เพียรพานิชย์ ปีที่รายงาน : 2550 บทคัดย่อ การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนาเอกสารประกอบการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้ การงานอาชีพและเทคโนโลยี(งานบ้าน) เรื่อง บ้านและครอบครัว ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านกันแสง ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนจากเอกสารประกอบการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี(งานบ้าน) เรื่อง บ้านและครอบครัว ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 และ 3) เพื่อหาค่าดัชนีประสิทธิผลของเอกสารประกอบการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี(งานบ้าน) เรื่อง บ้านและครอบครัว ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียน โรงเรียนบ้านกันแสง อำเภอเมืองสุรินทร์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุรินทร์ เขต 1 ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2550 จำนวน 21 คนใช้วิธีการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) แบบแผน การทดลอง คือ Single Group Pretest-Protest Design เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา คือ เอกสารประกอบการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี(งานบ้าน) เรื่อง บ้านและครอบครัว ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 10 ชุด แผนการจัดการเรียนรู้ประกอบการใช้เอกสารประกอบการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี(งานบ้าน) เรื่อง บ้านและครอบครัว ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 10 แผนใช้เวลาเรียน 20 ชั่วโมง แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทาง การเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน 1 ชุด จำนวน 40 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่า t
การพัฒนาการเรียนการสอนด้วยเอกสารประกอบการสอน
[ โดย kruinfo ชม 145 ]
เรื่อง การพัฒนาการเรียนการสอนด้วยเอกสารประกอบการสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้ สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม เรื่อง สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ผู้วิจัย นายพรไพสาร ศิริรักษ์ ปีที่วิจัย ปีการศึกษา 2554 บทคัดย่อ การพัฒนาการเรียนการสอนด้วยเอกสารประกอบการสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม เรื่อง สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีความมุ่งหมายของการศึกษา เพื่อสร้างเอกสารประกอบการสอน เรื่อง สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80เพื่อหาประสิทธิผลของเอกสารประกอบการสอนที่ผู้ศึกษาสร้างขึ้น เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม โดยใช้เอกสารประกอบการสอน เรื่อง สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ระหว่างคะแนนทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อเอกสารประกอบการสอนที่ผู้ศึกษาสร้างขึ้น กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการทดลองศึกษาค้นคว้า ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2554 โรงเรียนนามลวิทยาคาร สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาฬสินธุ์ เขต 1 จำนวน 20 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือในการศึกษาในครั้งนี้ คือ เอกสารประกอบการสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม เรื่อง สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ผู้ศึกษาสร้างขึ้น จำนวน 11 เล่ม แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ซึ่งเป็นแบบข้อสอบแบบปรนัย ชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อเอกสารประกอบการสอน จำนวน 10 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบสมมติฐานใช้ t-test (Dependent Sample) สรุปผลการศึกษา 1. เอกสารประกอบการเรียนการสอน เรื่อง สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีประสิทธิ์ภาพ 86.64/85.17 2. ค่าดัชนีประสิทธิภาพของเอกสารประกอบการเรียนการสอน เรื่อง สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เท่ากับ 0.6775 คิดเป็นร้อยละ 67.75 3. เอกสารประกอบการเรียนการสอน เรื่อง สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 4. ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อเอกสารประกอบการเรียนการสอน เรื่อง สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีค่ารวมเฉลี่ยเท่ากับ 4.58 ซึ่งอยู่ในระดับเหมาะสมมากที่สุด โดยสรุปการจัดการเรียนการสอนโดยใช้เอกสารประกอบการเรียนการสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม เรื่อง สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่พัฒนาขึ้นเป็นนวัตกรรมที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่า ก่อนเรียนสมควรนำไปใช้ในการจัดการเรียนการสอนเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของหลักสูตรต่อไป
การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องการประดิษฐ์งานเอกลักษณ์ไทยจากใบตอง
[ โดย kruinfo ชม 161 ]
บทคัดย่อ การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องการประดิษฐ์งานเอกลักษณ์ไทยจากใบตอง กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ด้วยเอกสารประกอบการเรียน ประกอบการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ ครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อ 1) เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของเอกสารประกอบการเรียน เรื่องการประดิษฐ์งานเอกลักษณ์ไทยจากใบตอง 2)เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ก่อนและหลังการเรียนด้วยเอกสารประกอบการเรียน ประกอบการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ต่อการเรียนโดยเอกสารประกอบการเรียน กลุ่มเป้าหมายได้แก่นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านป่าถล่ม ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2554 จำนวน 25 คน ผ่านการพัฒนาด้วยเอกสารประกอบการเรียน ประกอบการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ ระยะเวลา 20 สัปดาห์ จำนวน 20 ชั่วโมง เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบประเมินความพึงพอใจต่อการเรียนโดยเอกสารประกอบการเรียน วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าเฉลี่ย ( ) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD) ร้อยละความก้าวหน้า (d%) และทดสอบค่าที่ (t - test) ผลการศึกษา 1. เอกสารประกอบการเรียน เรื่องการประดิษฐ์งานเอกลักษณ์ไทยจากใบตอง จากการทดลองภาคสนามในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2553 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 84.80 / 83.25 มีดัชนีประสิทธิผลเท่ากับ 0.65 และจากการทดลองกับกลุ่มเป้าหมายในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2554 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 85.84/84.90 ค่าดัชนีประสิทธิผลเท่ากับ 0.6887 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนด คือ 80 / 80 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องการประดิษฐ์งานเอกลักษณ์ไทยจากใบตอง ของนักเรียนหลังเรียนด้วยเอกสารประกอบการเรียน ประกอบการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ สูงกว่าก่อนเรียนและแตกต่างกันอย่าง มีนัยสำคัญทางสถิติที่ .01 และมีความก้าวหน้าโดยรวมร้อยละ 33.40 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด (ร้อยละ 25) 3. ความพึงพอใจต่อการเรียนโดยเอกสารประกอบการสอนของนักเรียน มีค่าเฉลี่ย 4.74 อยู่ในระดับมากที่สุด
ผลการสร้างและใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ออนไลน์ เรื่องระบบเครือข่ายและอินเตอร์เน็ต
[ โดย kruinfo ชม 209 ]
บทคัดย่อ การศึกษาวิจัยครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายในการวิจัยเพื่อ 1) สร้างและตรวจสอบประสิทธิภาพของบทเรียนคอมพิวเตอร์ออนไลน์ เรื่องระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ต สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านความรู้ทางระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ตของนักเรียนที่เรียนบทเรียนคอมพิวเตอร์ออนไลน์ ก่อนเรียนและหลังเรียน 3) ศึกษาเจตคติของนักเรียนที่มีต่อการเรียนบทเรียนคอมพิวเตอร์ออนไลน์ ผลการศึกษาวิจัยพบว่า 1. บทเรียนคอมพิวเตอร์ออนไลน์ เรื่องระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ต สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่มีคุณภาพระดับดี และมีประสิทธิภาพ 91.20/93.88 ตามเกณฑ์ที่กำหนด 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ตของนักเรียนที่เรียนบทเรียนคอมพิวเตอร์ออนไลน์ ก่อนเรียนและหลังเรียน แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3. นักเรียนมีเจตคติที่ดีต่อการเรียนบทเรียนคอมพิวเตอร์ออนไลน์ ประกาศคุณูปการ ขอขอบพระคุณท่านคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญ อันประกอบด้วย รองผู้อำนวยการศิริพร จงจรูญกิจ ผู้ช่วยศาสตราจารย์กฤดา ชุ่มจันทร์จิรา อาจารย์อำพร เขียวแก้ว อาจารย์นิคม เขาเหิน อาจารย์อุไรวรรณ อินริราย อาจารย์อภิญญา เกื้อกุลประชา อาจารย์อลิสา ปัญญาเทพ อาจารย์เอกรัฐ ปัญญาเทพ และอาจารย์จิตรา อยู่เจริญ ที่ได้ให้ความกรุณาตรวจทานแก้ไขเนื้อหาบทเรียนคอมพิวเตอร์ออนไลน์ครั้งนี้ ตลอดจนให้คำแนะนำเป็นอย่างดียิ่ง จึงทำให้ผลงานทางวิชาการครั้งนี้ประสบผลสำเร็จด้วยดี ขอขอบพระคุณท่านผู้อำนวยการโรงเรียนสรรพวิทยาคม ผอ.ธวัช ธิวงศ์คำ ที่สนับสนุนในด้านการศึกษา คณะครูอาจารย์และนักเรียนโรงเรียนสรรพวิทยาคมและผู้ที่เกี่ยวข้องทุกท่านที่ให้ความร่วมมือในการศึกษาวิจัยเป็นอย่างดียิ่ง ขอขอบพระคุณครอบครัวพัทยาวรรณ และญาติสนิทมิตรสหายที่ให้ความช่วยเหลือให้กำลังใจในการทำงานครั้งนี้ และขอบพระคุณผู้ให้ข้อมูลความรู้เป็นวิทยาทานในหนังสือตำราและสื่อเว็บไซต์ต่างๆ ขอขอบพระคุณโดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านคณะกรรมการผู้ตรวจผลงานครั้งนี้ ขอให้ผลบุญกุศลจงบังเกิดแก่ทุกท่าน คุณค่าจากผลงานชุดนี้ ผู้วิจัยขอมอบให้เป็นครื่องบูชาบุพการีและคณาจารย์ทุกท่านรวมทั้งเป็นวิทยาทานทางการศึกษาของเด็กเยาวชนต่อไป นายประพันธ์ พัทยาวรรณ ตำแหน่งครู วิทยฐานะชำนาญการ โรงเรียนสรรพวิทยาคม
รายงานการพัฒนาการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าโดยใช้นิทานและรูปภาพ
[ โดย kruinfo ชม 253 ]
สุพรรณี อุปัชฌาย์ : การพัฒนาทักษะการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจ โดยใช้นิทาน และรูปภาพของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนทุ่งบ่อวิทยา บทคัดย่อ การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาปัญหาด้านการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนทุ่งบ่อวิทยา ภาคเรียนที่1 ปีการศึกษา 2554 ที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำ 2) เพื่อศึกษาคะแนนผลสัมฤทธิ์ของการพัฒนาทักษะการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนทุ่งบ่อวิทยา ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2554 ที่ มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำโดยใช้นิทานและรูปภาพ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนทุ่งบ่อวิทยา ที่กำลังเรียนในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2554 จำนวน 20 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แบบทดสอบเพื่อศึกษาปัญหาการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจ แบบทดสอบวัดผมสัมฤทธิ์ก่อนเรียนและหลังเรียน แบบฝึกทักษะการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจโดยใช้นิทานและรูปภาพจำนวน 5 แบบฝึก วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณโดยใช้ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที (t-test) ผลการวิจัยมีดังนี้ 1. นักเรียนที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำจำนวน 26 คน พบว่า นักเรียนมีคะแนนเฉลี่ย 31.42 คิดเป็นร้อยละ 71.33 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 1.87 และปัญหาที่พบจากการสำรวจโดยใช้แบบทดสอบเพื่อศึกษาปัญหาแยกเป็นรายด้าน พบว่านักเรียนมีปัญหาการอ่านเพื่อความเข้าใจเรื่องไวยากรณ์มากที่สุด จำนวน 16 คน คิดเป็นร้อยละ 61.54 นักเรียนมีการบอกใจความสำคัญของเรื่อง เป็นอันดับที่สองจำนวน 14 คน คิดเป็นร้อยละ 53.85 และนักเรียนมีปัญหาด้านการบอกลำดับเหตุการณ์ของเรื่องเป็นลำดับที่ 3 คิดเป็นร้อยละ 50.00 นักเรียนมีปัญหาด้านคำศัพท์ จำนวน 12 คน คิดเป็นร้อยละ 46.15 นักเรียนมีปัญหาการอ่านเพื่อความเข้าใจด้านการเชื่อมโยงเหตุการณ์ในเรื่องกับภาพน้อยที่สุด คิดเป็นร้อยละ 42.31 2. ผลการพัฒนาการอ่านเพื่อความเข้าใจโดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านเพื่อความเข้าใจโดยใช้นิทานและรูปภาพรายแบบฝึกตามแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้การสอนภาษาเพื่อการสื่อสารพบว่านักเรียนมีความสามารถในการอ่านเพื่อความเข้าใจในเรื่องของเข้าใจคำศัพท์ การเข้าใจไวยากรณ์การบอกลำดับเหตุการณ์ของเรื่อง การบอกใจความสำคัญของเรื่อง การเชื่อมโยงเหตุการณ์ในเรื่องกับภาพ ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 80 ทุกแบบฝึก และเมื่อพิจารณาคะแนนก่อนเรียนและหลังเรียนของแต่ละแบบฝึกพบว่า นักเรียนมีคะแนนทดสอบหลังการใช้แบบฝึกแต่ละชุดมากกว่าก่อนการใช้แบบฝึก เรื่องที่มีคะแนนหลังเรียนมากกว่าก่อนเรียน 3 ลำดับแรกคือ 1) เรื่อง The wolf and the kid คะแนนก่อนเรียนเฉลี่ย 4.85 คิดเป็นร้อยละ 48.50 คะแนนหลังเรียนเฉลี่ย 9 คิดเป็นร้อยละ 90.00 เรื่อง 2) เรื่อง Three wished คะแนนก่อนเรียนเฉลี่ย 5.15 คิดเป็นร้อยละ 51.50 คะแนนหลังเรียนเฉลี่ย 8.95 คิดเป็นร้อยละ 89.50 3) เรื่อง The leopard and the stork คะแนนก่อนเรียนเฉลี่ย 5.25 คิดเป็นร้อยละ 52.50 คะแนนหลังเรียนเฉลี่ย 8.85 คิดเป็นร้อยละ 88.50 นั้นแสดงให้เห็นว่า นักเรียนสามารถอ่านและทำความเข้าใจเรื่องที่อ่านได้เป็นอย่างดี 3. คะแนนผลสัมฤทธิ์ก่อนเรียนเฉลี่ย 21.75 คิดเป็นร้อยละ 43.50มีค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) เท่ากับ 2.31 คะแนนผลสัมฤทธิ์หลังเรียน เฉลี่ย 43.50 คิดเป็นร้อยละ 87.80 มีค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) 1.48 ซึ่งแสดงให้เห็นว่าคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนมีระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 นั่นก็แสดงให้เห็นว่านักเรียนมีความรู้เรื่อง การอ่านเพื่อความเข้าใจเพิ่มขึ้นหลังจากใช้รูปแบบการสอนภาษาเพื่อการสื่อสาร และมีผลสัมฤทธิ์สูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ คือมีผลสัมฤทธิ์หลังเรียนร้อยละ 87.80 สูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ ร้อยละ80 คิดเป็นร้อยละ 7.80 เมื่อทดสอบสมมติฐานการวิจัย โดยใช้การทดสอบค่าที (t-test ) แบบ t
รายงานการพัฒนาบทเรียนสำเร็จรูป กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 เรื่อง คำและชนิดของคำ
[ โดย kruinfo ชม 337 ]
บทคัดย่อ การพัฒนาบทเรียนสำเร็จรูป กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 เรื่อง คำและชนิดของคำ ครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ เพื่อ (1) เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของบทเรียนสำเร็จรูป กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 เรื่อง คำและชนิดของคำ ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80 / 80 (2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ก่อนและหลังเรียนด้วยการใช้บทเรียนสำเร็จรูป กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 เรื่อง คำและชนิดของคำ และ (3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่มีต่อบทเรียนสำเร็จรูป กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่อง คำและชนิดของคำ ประชากรที่ใช้ในการศึกษา เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนเกษตรสุขราษฎร์บำรุง ในปีการศึกษา 2550 จำนวน 24 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา คือ บทเรียนสำเร็จรูป กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่อง คำและชนิดของคำ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อบทเรียนสำเร็จรูป กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่อง คำและชนิดของคำ ผลการศึกษาพบว่า 1. ผลการประเมินความเหมาะสมของบทเรียนสำเร็จรูป กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่อง คำและชนิดของคำ โดยผู้เชี่ยวชาญ พบว่า อยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ย เท่ากับ 4.34 2. ประสิทธิภาพของบทเรียนสำเร็จรูป กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่อง คำและชนิดของคำ มีค่าเท่ากับ 85.28 / 84.29 สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดไว้ คือ 80 / 80 และเมื่อพิจารณาแยกรายเล่ม พบว่า บทเรียนสำเร็จรูป กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่อง คำและชนิดของคำ ที่สร้างขึ้นมีประสิทธิภาพทุกเล่ม 3. การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จากการทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน ด้วยบทเรียนสำเร็จรูป กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่อง คำและชนิดของคำ พบว่า คะแนนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 4. นักเรียนมีความพึงพอใจต่อบทเรียนสำเร็จรูป กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่อง คำและชนิดของคำ อยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ย เท่ากับ 4.29 เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า นักเรียนมีความพึงพอใจในด้านปัจจัยนำเข้า ด้านกระบวนการ และด้านผลลัพธ์ เท่ากับ 4.35, 4.14 และ 4.39 ตามลำดับ
การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ของผู้เรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โดยใช้เอกสารประกอบการสอนเรื่องการหาปริพันธ์(Integration)
[ โดย kruinfo ชม 163 ]
เรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ของผู้เรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โดยใช้เอกสารประกอบการสอนเรื่องการหา ปริพันธ์(Integration) ผู้ศึกษา พัชนี ลิ้มสมบัติอนันต์ ปีที่ศึกษา 2552 การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อสร้างเอกสารประกอบการสอนสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง การหาปริพันธ์ สำหรับผู้เรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75 และเพื่อศึกษาเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างก่อนและหลังการใช้เอกสารประกอบการสอนสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง การหาปริพันธ์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้เป็นผู้เรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6/2 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2552 โรงเรียนกันตังพิทยากร อำเภอกันตัง จังหวัดตรัง ซึ่งได้จากการสุ่มอย่างง่าย โดยใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยการสุ่มมา 1 ห้องเรียน จำนวน 41 คน ชาย 11 คน และหญิง 30 คน ผลการศึกษาพบว่า 1) ประสิทธิภาพของเอกสารประกอบการสอนสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์เรื่อง การหาปริพันธ์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ที่กำหนด คือ77.73/77.56 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนโดยใช้เอกสารประกอบการสอนสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง การหาปริพันธ์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 มีค่าเฉลี่ยก่อนและหลังเรียนเท่ากับ 11.20 และ 23.34 ตามลำดับ คิดเป็นร้อยละเมื่อเทียบกับคะแนนเต็มเท่ากับ 37.32 และ 77.80 ตามลำดับ แสดงถึงการพัฒนาที่สูงขึ้นร้อยละ 40.48
รายงานผลการใช้เอกสารประกอบการเรียน รายวิชา ว22101 วิทยาศาสตร์พื้นฐาน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2
[ โดย kruinfo ชม 291 ]
ชื่อเรื่อง รายงานการใช้เอกสารประกอบการเรียน รายวิชา ว22101 วิทยาศาสตร์พื้นฐาน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ผู้รายงาน นางสาวสุวัฒนา ดันน์ ปีการศึกษา 2553 บทคัดย่อ รายงานการใช้เอกสารประกอบการเรียน รายวิชา ว22101 วิทยาศาสตร์พื้นฐาน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างเอกสารประกอบการเรียน รายวิชา ว22101 วิทยาศาสตร์พื้นฐาน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนลาดปลาเค้าพิทยาคม กรุงเทพมหานคร สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน รายวิชา ว22101 วิทยาศาสตร์พื้นฐาน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนลาดปลาเค้าพิทยาคม กรุงเทพมหานคร สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2 ดังนี้ 1) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนของกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนของกลุ่มทดลอง 3) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนของกลุ่มควบคุม 4) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนของกลุ่มทดลองและ กลุ่มควบคุม และเพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/3 โรงเรียนลาดปลาเค้าพิทยาคม กรุงเทพมหานคร สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2 ในการใช้เอกสารประกอบการเรียน รายวิชา ว22101 วิทยาศาสตร์พื้นฐาน โดยดำเนินการสอนด้วยตนเอง ผลการศึกษาพบว่า 1. เอกสารประกอบการเรียน รายวิชา ว22101 วิทยาศาสตร์พื้นฐาน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนลาดปลาเค้าพิทยาคม กรุงเทพมหานคร สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2 มีค่าประสิทธิภาพ (E1/E2) เท่ากับ 89.80/91.63 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน รายวิชา ว22101 วิทยาศาสตร์พื้นฐาน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนลาดปลาเค้าพิทยาคม กรุงเทพมหานคร สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2 ดังนี้ 2.1 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียน รายวิชา ว22101 วิทยาศาสตร์พื้นฐาน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ของกลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 17.10 คิดเป็นร้อยละ 42.75 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 1.28 และคะแนนวัดผลก่อนเรียนของกลุ่มควบคุมมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 17.02 คิดเป็นร้อยละ 72.55 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 1.32 แสดงว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนของกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมไม่แตกต่างกัน 2.2 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนจากการใช้เอกสารประกอบการเรียน ของกลุ่มทดลอง หลังเรียนมีค่าเฉลี่ย เท่ากับ 36.94 คิดเป็นร้อยละ 92.35 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน เท่ากับ 1.56 สูงกว่าคะแนนวัดผลก่อนเรียนที่มีค่าเฉลี่ย เท่ากับ 17.10 คิดเป็นร้อยละ 42.75 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน เท่ากับ 1.28 และเมื่อทดสอบค่า t ได้เท่ากับ 64.00 แสดงว่า นักเรียนมีคะแนนวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนจากการใช้เอกสารประกอบการเรียน สูงกว่าก่อนเรียนจริงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2.3 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนจากการใช้เอกสารประกอบการเรียน ของกลุ่มควบคุม หลังเรียนมีค่าเฉลี่ย เท่ากับ 35.43 คิดเป็นร้อยละ 88.57 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน เท่ากับ 1.13 สูงกว่าคะแนนวัดผลก่อนเรียนที่มีค่าเฉลี่ย เท่ากับ 17.02 คิดเป็นร้อยละ 42.55 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน เท่ากับ 1.32 และเมื่อทดสอบค่า t ได้เท่ากับ 88.72 แสดงว่า นักเรียนมีคะแนนวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนจากการใช้เอกสารประกอบการเรียน สูงกว่าก่อนเรียนจริงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2.4 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน รายวิชา ว22101 วิทยาศาสตร์พื้นฐาน ของกลุ่มทดลองที่จัดการเรียนรู้โดยใช้เอกสารประกอบการเรียนมีคะแนนวัดผลหลังเรียนของกลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 36.94 คิดเป็นร้อยละ 92.35 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 1.56 และคะแนนวัดผลก่อนเรียนของกลุ่มควบคุมมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 35.43 คิดเป็นร้อยละ 88.57 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 1.13 แสดงว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนของกลุ่มทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ซึ่งเป็นผลมาจากการใช้เอกสารประกอบการเรียนอย่างแท้จริง 3. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/3 โรงเรียนลาดปลาเค้าพิทยาคม กรุงเทพมหานคร สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2 มีความพึงพอใจในการใช้เอกสารประกอบการเรียน รายวิชา ว22101 วิทยาศาสตร์พื้นฐาน มีคะแนนเฉลี่ย เท่ากับ 4.44 อยู่ในระดับความพึงพอใจมาก เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า มีระดับความพึงพอใจมากอันดับที่ 1 คือ แบบฝึกหัดประกอบเนื้อหา มีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 4.55 ระดับความพึงพอใจอันดับที่ 2 คือ ด้านเนื้อหาสาระ มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.48 ระดับความพึงพอใจอันดับที่ 3 คือ ด้านการนำเสนอ มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.45 ระดับความพึงพอใจอันดับที่ 4 คือ ด้านการวัดและประเมินผล มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.41 ระดับความพึงพอใจอันดับที่ 5 คือ ด้านส่วนประกอบ มีคะแนนเฉลี่ย 4.32 แสดงว่านักเรียนมีความพึงพอใจในการใช้เอกสารประกอบการเรียนตามที่คาดหวังไว้
การพัฒนาการจัดการเรียนรู้ รายวิชา ว22202 โครงงานวิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนลาดปลาเค้าพิทยาคม โดยใช้ชุดกิจกรรมปฏิบัติตามบันได 10 ขั้น นำพาสู่โครงงานวิทยาศาสตร์
[ โดย kruinfo ชม 470 ]
ชื่อเรื่อง การพัฒนาการจัดการเรียนรู้ รายวิชา ว22202 โครงงานวิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนลาดปลาเค้าพิทยาคม โดยใช้ชุดกิจกรรมปฏิบัติตามบันได 10 ขั้น นำพาสู่โครงงานวิทยาศาสตร์ ผู้วิจัย นางสาวสุวัฒนา ดันน์ ปีการศึกษา 2553 บทคัดย่อ การพัฒนาการจัดการเรียนรู้ รายวิชา ว22202 โครงงานวิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนลาดปลาเค้าพิทยาคม โดยใช้ชุดกิจกรรมปฏิบัติตามบันได 10 ขึ้น นำพาสู่โครงงานวิทยาศาสตร์ มีวัตถุประสงค์เพื่อหาประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมปฏิบัติตามขั้นบันได 10 ขั้น รายวิชา ว22202 โครงงานวิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนลาดปลาเค้าพิทยาคม กรุงเทพมหานคร สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน รายวิชา ว22202 โครงงานวิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนลาดปลาเค้าพิทยาคม กรุงเทพมหานคร สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2 ดังนี้ 1) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนของกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนของกลุ่มทดลอง 3) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนของกลุ่มควบคุม 4) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนของกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม เพื่อประเมินโครงงานของนักเรียนที่เรียนด้วยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบโครงงานวิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 และเพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/2 โรงเรียน ลาดปลาเค้าพิทยาคม กรุงเทพมหานคร สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2 ในการใช้ ชุดกิจกรรมปฏิบัติตามบันได 10 ขั้น รายวิชา ว22202 โครงงานวิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2โดยดำเนินการสอนด้วยตนเอง ผลการศึกษาพบว่า 1. ชุดกิจกรรมปฏิบัติตามบันได 10 ขั้น รายวิชา ว22202 โครงงานวิทยาศาสตร์ โรงเรียนลาดปลาเค้าพิทยาคม กรุงเทพมหานคร สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2 มีค่าประสิทธิภาพ (E1/E2) เท่ากับ 89.90/91.15 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน รายวิชา ว22202 โครงงานวิทยาศาสตร์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนลาดปลาเค้าพิทยาคม กรุงเทพมหานคร สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2 ดังนี้ 2.1 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียน รายวิชา ว22202 โครงงานวิทยาศาสตร์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ของกลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 17.13 คิดเป็นร้อยละ 42.82 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 1.28 และคะแนนวัดผลก่อนเรียนของกลุ่มควบคุมมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 17.04 คิดเป็นร้อยละ 42.61 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 1.33 แสดงว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนของกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมไม่แตกต่างกัน 2.2 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนจากการชุดกิจกรรม ของกลุ่มทดลอง หลังเรียนมีค่าเฉลี่ย เท่ากับ 36.89 คิดเป็นร้อยละ 92.23 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน เท่ากับ 1.55 สูงกว่าคะแนนวัดผล ก่อนเรียนที่มีค่าเฉลี่ย เท่ากับ 17.13 คิดเป็นร้อยละ 42.82 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน เท่ากับ 1.28 และเมื่อทดสอบค่า t ได้เท่ากับ 63.97 แสดงว่า นักเรียนมีคะแนนวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนจากการใช้ชุดกิจกรรม สูงกว่าก่อนเรียนจริงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2.3 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนจากการใช้ชุดกิจกรรม ของกลุ่มควบคุม หลังเรียนมีค่าเฉลี่ย เท่ากับ 35.46 คิดเป็นร้อยละ 88.64 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน เท่ากับ 1.15 สูงกว่าคะแนนวัดผล ก่อนเรียนที่มีค่าเฉลี่ย เท่ากับ 17.04 คิดเป็นร้อยละ 42.61 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน เท่ากับ 1.33 และเมื่อทดสอบค่า t ได้เท่ากับ 86.80 แสดงว่า นักเรียนมีคะแนนวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนจากการใช้ชุดกิจกรรม สูงกว่าก่อนเรียนจริงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2.4 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน รายวิชา ว22101 วิทยาศาสตร์พื้นฐาน ของกลุ่มทดลองที่จัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดกิจกรรมมีคะแนนวัดผลหลังเรียนของกลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 36.89 คิดเป็นร้อยละ 92.23 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 1.55 และคะแนนวัดผลก่อนเรียนของกลุ่มควบคุมมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 35.46 คิดเป็นร้อยละ 88.64 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 1.15 แสดงว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนของกลุ่มทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ซึ่งเป็นผลมาจากการใช้ชุดกิจกรรมอย่างแท้จริง 3. ผลจากการประเมินโครงงานของนักเรียนที่เรียนด้วยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ แบบโครงงานวิทยาศาสตร์ พบว่าคะแนนเฉลี่ยจากการประเมินโครงงานวิทยาศาสตร์ของนักเรียน มีคะแนนเฉลี่ย 427.60 คะแนน จากคะแนนเต็ม 500 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 85.52 ระดับการปฏิบัติอยู่ในระดับดีมาก 4. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/2 โรงเรียนลาดปลาเค้าพิทยาคม กรุงเทพมหานคร สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2 มีความพึงพอใจในการใช้ชุดกิจกรรมปฏิบัติตามบันได 10 ขั้น รายวิชา ว22202 โครงงานวิทยาศาสตร์ มีคะแนนเฉลี่ย เท่ากับ 4.47 อยู่ในระดับ ความพึงพอใจมาก เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า มีระดับความพึงพอใจมากอันดับที่ 1 คือ กระบวนการจัดการเรียนรู้ มีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 4.61 ระดับความพึงพอใจอันดับที่ 2 คือ ด้านการวัดและประเมินผล มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.52 ระดับความพึงพอใจอันดับที่ 3 คือ ด้านเนื้อหาสาระ มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.49 ระดับความพึงพอใจอันดับที่ 4 คือ ด้านสื่อการเรียนรู้ มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.41 ระดับความพึงพอใจอันดับที่ 5 คือ ด้านชุดกิจกรรม มีคะแนนเฉลี่ย 4.32 แสดงว่านักเรียนมีความพึงพอใจในการใช้ชุดกิจกรรมตามที่คาดหวังไว้
รายงานผลการใช้เอกสารประกอบการเรียน รายวิชา ว22101 วิทยาศาสตร์พื้นฐาน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2
[ โดย kruinfo ชม 215 ]
ชื่อเรื่อง รายงานการใช้เอกสารประกอบการเรียน รายวิชา ว22101 วิทยาศาสตร์พื้นฐาน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ผู้รายงาน นางสาวสุวัฒนา ดันน์ ปีการศึกษา 2553 บทคัดย่อ รายงานการใช้เอกสารประกอบการเรียน รายวิชา ว22101 วิทยาศาสตร์พื้นฐาน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างเอกสารประกอบการเรียน รายวิชา ว22101 วิทยาศาสตร์พื้นฐาน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนลาดปลาเค้าพิทยาคม กรุงเทพมหานคร สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน รายวิชา ว22101 วิทยาศาสตร์พื้นฐาน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนลาดปลาเค้าพิทยาคม กรุงเทพมหานคร สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2 ดังนี้ 1) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนของกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนของกลุ่มทดลอง 3) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนของกลุ่มควบคุม 4) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนของกลุ่มทดลองและ กลุ่มควบคุม และเพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/3 โรงเรียนลาดปลาเค้าพิทยาคม กรุงเทพมหานคร สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2 ในการใช้เอกสารประกอบการเรียน รายวิชา ว22101 วิทยาศาสตร์พื้นฐาน โดยดำเนินการสอนด้วยตนเอง ผลการศึกษาพบว่า 1. เอกสารประกอบการเรียน รายวิชา ว22101 วิทยาศาสตร์พื้นฐาน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนลาดปลาเค้าพิทยาคม กรุงเทพมหานคร สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2 มีค่าประสิทธิภาพ (E1/E2) เท่ากับ 89.80/91.63 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน รายวิชา ว22101 วิทยาศาสตร์พื้นฐาน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนลาดปลาเค้าพิทยาคม กรุงเทพมหานคร สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2 ดังนี้ 2.1 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียน รายวิชา ว22101 วิทยาศาสตร์พื้นฐาน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ของกลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 17.10 คิดเป็นร้อยละ 42.75 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 1.28 และคะแนนวัดผลก่อนเรียนของกลุ่มควบคุมมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 17.02 คิดเป็นร้อยละ 72.55 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 1.32 แสดงว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนของกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมไม่แตกต่างกัน 2.2 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนจากการใช้เอกสารประกอบการเรียน ของกลุ่มทดลอง หลังเรียนมีค่าเฉลี่ย เท่ากับ 36.94 คิดเป็นร้อยละ 92.35 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน เท่ากับ 1.56 สูงกว่าคะแนนวัดผลก่อนเรียนที่มีค่าเฉลี่ย เท่ากับ 17.10 คิดเป็นร้อยละ 42.75 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน เท่ากับ 1.28 และเมื่อทดสอบค่า t ได้เท่ากับ 64.00 แสดงว่า นักเรียนมีคะแนนวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนจากการใช้เอกสารประกอบการเรียน สูงกว่าก่อนเรียนจริงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2.3 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนจากการใช้เอกสารประกอบการเรียน ของกลุ่มควบคุม หลังเรียนมีค่าเฉลี่ย เท่ากับ 35.43 คิดเป็นร้อยละ 88.57 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน เท่ากับ 1.13 สูงกว่าคะแนนวัดผลก่อนเรียนที่มีค่าเฉลี่ย เท่ากับ 17.02 คิดเป็นร้อยละ 42.55 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน เท่ากับ 1.32 และเมื่อทดสอบค่า t ได้เท่ากับ 88.72 แสดงว่า นักเรียนมีคะแนนวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนจากการใช้เอกสารประกอบการเรียน สูงกว่าก่อนเรียนจริงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2.4 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน รายวิชา ว22101 วิทยาศาสตร์พื้นฐาน ของกลุ่มทดลองที่จัดการเรียนรู้โดยใช้เอกสารประกอบการเรียนมีคะแนนวัดผลหลังเรียนของกลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 36.94 คิดเป็นร้อยละ 92.35 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 1.56 และคะแนนวัดผลก่อนเรียนของกลุ่มควบคุมมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 35.43 คิดเป็นร้อยละ 88.57 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 1.13 แสดงว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนของกลุ่มทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ซึ่งเป็นผลมาจากการใช้เอกสารประกอบการเรียนอย่างแท้จริง 3. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/3 โรงเรียนลาดปลาเค้าพิทยาคม กรุงเทพมหานคร สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2 มีความพึงพอใจในการใช้เอกสารประกอบการเรียน รายวิชา ว22101 วิทยาศาสตร์พื้นฐาน มีคะแนนเฉลี่ย เท่ากับ 4.44 อยู่ในระดับความพึงพอใจมาก เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า มีระดับความพึงพอใจมากอันดับที่ 1 คือ แบบฝึกหัดประกอบเนื้อหา มีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 4.55 ระดับความพึงพอใจอันดับที่ 2 คือ ด้านเนื้อหาสาระ มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.48 ระดับความพึงพอใจอันดับที่ 3 คือ ด้านการนำเสนอ มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.45 ระดับความพึงพอใจอันดับที่ 4 คือ ด้านการวัดและประเมินผล มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.41 ระดับความพึงพอใจอันดับที่ 5 คือ ด้านส่วนประกอบ มีคะแนนเฉลี่ย 4.32 แสดงว่านักเรียนมีความพึงพอใจในการใช้เอกสารประกอบการเรียนตามที่คาดหวังไว้
รายงานผลการพัฒนาการอ่าน การเขียนสะกดคำไม่ตรงตามมาตราตัวสะกดกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3
[ โดย kruinfo ชม 180 ]
การศึกษาครั้งนี้ มีจุดมุ่งหมายหลักของการศึกษาเพื่อพัฒนาการอ่าน การเขียนสะกดคำไม่ตรงตามมาตราตัวสะกด ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โดยมีจุดมุ่งหมายของการรายงานเฉพาะดังนี้ เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพแบบฝึกพัฒนาการอ่าน การเขียนสะกดคำไม่ตรงตามมาตราตัวสะกด กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่ใช้แบบฝึกพัฒนาการอ่าน การเขียนสะกดคำไม่ตรงตามมาตราตัวสะกด กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน และเพื่อศึกษาความพึงพอใจที่มีต่อแบบฝึกพัฒนาการอ่าน การเขียนสะกดคำไม่ตรงตามมาตราตัวสะกด กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านกร่าง (พระขาวชัยสิทธิ์) สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิษณุโลก เขต 1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2553 จำนวน 45 คน เครื่องมือที่ใช้ได้แก่ แบบฝึกพัฒนาการอ่าน การเขียนสะกดไม่ตรงตามมาตราตัวสะกด แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียน และแผนการจัดการเรียนรู้ สถิติที่ใช้ ได้แก่ ค่าประสิทธิภาพ ( ) ค่าที (t-test) ค่าเฉลี่ย ( ) และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ( ) ผลการศึกษา พบว่า 1.ผลการสร้างและหาประสิทธิภาพแบบฝึกพัฒนาการอ่าน การเขียนสะกดคำไม่ตรงตามมาตราตัวสะกด กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 พบว่า 1.1ผลการตรวจสอบความเหมาะสมแบบฝึกพัฒนาการอ่าน การเขียนสะกดคำไม่ตรงตามมาตราตัวสะกด กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 พบว่า มีความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก ( = 4.35) 1.2ผลการหาประสิทธิภาพแบบฝึกพัฒนาการอ่าน การเขียนสะกดคำไม่ตรงตามมาตราตัวสะกด กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ได้ค่าประสิทธิภาพ88.42/86.37 แสดงว่า มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 ที่กำหนด ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานข้อ 1 2.ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน พบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานข้อ 2 3.ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้แบบฝึกพัฒนาการอ่าน การเขียนสะกดคำไม่ตรงตามมาตราตัวสะกด กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานข้อ 3
รายงานผลการพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ โดยใช้เอกสารประกอบการเรียน
[ โดย kruinfo ชม 191 ]
ชื่อเรื่อง รายงานผลการพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ โดยใช้เอกสารประกอบการเรียน ชุด นาฏยลีลา กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ สาระนาฏศิลป์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ผู้ศึกษา นางวารุณี พรมฝ้าย บทคัดย่อ วัตถุประสงค์ 1. เพื่อหาประสิทธิภาพของเอกสารประกอบการเรียน ชุด นาฏยลีลา กลุ่มสาระการเรียนศิลปะ สาระนาฏศิลป์ ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านอูล่อง ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 2. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสาระนาฏศิลป์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านอูล่อง ก่อนและหลังการใช้เอกสารประกอบการเรียน ชุด นาฏยลีลา กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ สาระนาฏศิลป์ 3. เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านอูล่อง ที่มีต่อเอกสารประกอบการเรียน ชุด นาฏยลีลา กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ สาระนาฏศิลป์ การทดลองใช้เอกสารประกอบการเรียนชุด นาฏยลีลา กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ สาระนาฏศิลป์กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านอูล่องอำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาญจนบุรี เขต 3 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2554 จำนวน 36 คน เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง คือ เอกสารประกอบการเรียนชุด นาฏยลีลา กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ สาระนาฏศิลป์ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อเอกสารประกอบการเรียน ชุดนาฏยลีลา โดยใช้แบบแผนการวิจัย One Group Pretest - Posttest Design วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้เกณฑ์ประสิทธิภาพ 80 / 80 สำหรับเอกสารประกอบการเรียนชุด นาฏยลีลา ส่วนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนใช้ (t
การพัฒนาแบบฝึกทักษะการเรียนรู้ภาษาไทย
[ โดย kruinfo ชม 136 ]
เรื่อง การพัฒนาแบบฝึกทักษะ การเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนวัดวังตะขบ จังหวัดพิจิตร ชื่อผู้ศึกษาค้นคว้า : นายสนอง พูลโพธิ์ บทคัดย่อ การศึกษาค้นคว้าในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1)หาประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะเรียนรู้ภาษาไทย กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนวัดวังตะขบ จังหวัดพิจิตร 2) เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จากการเรียนด้วยแบบฝึกทักษะเรียนรู้ภาษาไทย กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนวัดวังตะขบ จังหวัดพิจิตร 3) เพื่อเปรียบเทียบคะแนนก่อนและหลังการเรียนด้วยแบบฝึกทักษะเรียนรู้ภาษาไทย ระหว่างคะแนนก่อนเรียนและหลังเรียน 4) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนต่อการเรียนด้วยแบบฝึกทักษะเรียนรู้ภาษาไทย กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนวัดวังตะขบ จังหวัดพิจิตร โดยกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ปีการศึกษา 2553 โรงเรียนวัดวังตะขบ จังหวัดพิจิตร จำนวน 11 คน โดยการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ 1. แผนการจัดการเรียนรู้โยใช้แบบฝึกทักษะเรียนรู้ภาษาไทย 2. แบบฝึกทักษะเรียนรู้ภาษาไทย 3. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของแบบฝึกทักษะเรียนรู้ภาษาไทย 4. แบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อแบบฝึกทักษะเรียนรู้ภาษาไทย ผู้ศึกษาค้นคว้านำข้อมูลที่ได้จากการวิจัย มาวิเคราะห์โดยใช้สถิติ คือ ค่าร้อยละ t-test ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า 1. การพัฒนาแบบฝึกทักษะเรียนรู้ภาษาไทย กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ที่พัฒนาขึ้น ปรากฏว่ามีค่าประสิทธิภาพเท่ากับ 86.18/85.45 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ที่ตั้งไว้ 2. ค่าดัชนีประสิทธิผลของการเรียนรู้ด้วยแบบฝึกทักษะเรียนรู้ภาษาไทย กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 มีค่าเท่ากับ 0.7377 คิดเป็นร้อยละ 73.77 3. การเปรียบเทียบคะแนนก่อนและหลังการเรียนด้วยแบบฝึกทักษะเรียนรู้ภาษาไทย กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ระหว่างคะแนนก่อนเรียนและหลังเรียนปรากฏว่า คะแนนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.5 4. ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนด้วยแบบฝึกทักษะเรียนรู้ภาษาไทย กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 มีค่าเฉลี่ย เท่ากับ 4.39 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เท่ากับ 0.16 ซึ่งอยู่ในระดับมาก
รายงานการพัฒนาความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหากลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง บทประยุกต์ โดยชุดการเรียนรู้กระบวนการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ร่วมกับเทคนิคการเรียนรู้แบบ TAI
[ โดย kruinfo ชม 231 ]
ชื่อผลงานทางวิชาการ รายงานการพัฒนาความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหากลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง บทประยุกต์ โดยชุดการเรียนรู้กระบวนการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ร่วมกับเทคนิคการเรียนรู้แบบ TAI ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ผู้ศึกษา อรรัตน์ พุ่มกาหลง ปีการศึกษา 2552 บทคัดย่อ รายงานการพัฒนาความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหากลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง บทประยุกต์ โดยชุดการเรียนรู้กระบวนการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ร่วมกับเทคนิคการเรียนรู้แบบ TAI ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 นี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อหาประสิทธิภาพของชุดการเรียนกระบวนการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ร่วมกับเทคนิคการจัดการเรียนรู้แบบ TAI เรื่อง บทเรียนประยุกต์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75 และเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของคะแนนจากการวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ร้อยละ 70 การศึกษาครั้งนี้ใช้ชุดการเรียนรู้กระบวนการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ร่วมกับเทคนิคการเรียนรู้แบบ TAI ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 8 เล่ม รวมทั้งสิ้น 24 แผนการจัดการเรียนรู้ แบบทดสอบก่อนเรียน และหลังเรียน แบบปรนัย ชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ และแบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการสอนโดยใช้ชุดการเรียนกระบวนการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ร่วมกับเทคนิคการจัดการเรียนรู้แบบ TAI เรื่อง บทเรียนประยุกต์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เป็นเครื่องมือในการศึกษา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนวัดโบสถ์ (บวรธรรมกิจวิทยา) อำเภอเมืองปทุมธานี จังหวัดปทุมธานี สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต 1 ปีการศึกษา 2552 จำนวน 27 คน ซึ่งได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือในการศึกษาได้แก่ แบบสอบถามที่ผู้ศึกษา สร้างขึ้น แบบทดสอบมีค่าความยากง่าย อยู่ระหว่าง 0.48
เอกสารประกอบกิจกรรมเกมเพื่อพัฒนาทักษะการเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3
[ โดย kruinfo ชม 110 ]
หลักสูตรภาษาอังกฤษเน้นให้นักเรียนได้ปฏิบัติครบทักษะทั้ง 4 ด้านคือ การฟัง พูด อ่าน และเขียน แต่ปัจจุบันนี้การสอนภาษาอังกฤษเน้นเพื่อการสื่อสาร ให้นักเรียนสามารถใช้ภาษาเกี่ยวกับสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวในชีวิตประจำวัน เน้นการฝึกภาษาตามแบบที่เจ้าของภาษาใช้ในการสื่อสารความหมายในชีวิตจริง แต่เป็นภาษาง่าย ๆ สำหรับผู้เริ่มเรียนนักเรียนฝึกภาษาโดยการใช้กิจกรรมเป็นหลัก นั่นคือ เน้นการจัดการเรียนการสอนโดยใช้นักเรียนเป็นศูนย์กลาง แต่จากการประเมินผลโดยทั่ว ๆ ไป การเรียนการสอนภาษาอังกฤษของเด็กไทยยังไม่ได้ผลเท่าที่ควรเพราะนักเรียนมีเจตคติที่ไม่ดีต่อวิชาภาษาอังกฤษ และไม่กล้าแสดงออกในทุก ๆ ด้าน ฉะนั้นครูผู้สอนจึงจะต้องสรรหาวิธีการสอนหลาย ๆ วิธี เพื่อนำนักเรียนให้บรรลุเป้าหมายของหลักสูตรให้ได้คือ ทักษะการฟัง ให้มีความสามารถในการฟัง เข้าใจสิ่งที่ให้ปฏิบัติตามได้ สามารถวิเคราะห์เรื่องที่ฟัง มีความสนุกสนานในการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ และมีนิสัยที่ดีในการฟัง ทักษะการพูด ให้มีความสามารถในการพูดได้ชัดเจนถูกต้องสื่อความหมายได้ มีความ สนุกสนาน และมีนิสัยที่ดีในการพูด ทักษะการอ่าน ให้มีความรู้เกี่ยวกับหลักเกณฑ์การอ่าน และสามารถนำไปอ่านคำใหม่ ๆ ได้มีทักษะ การอ่านออกเสียง และอ่านในใจ มีความสามารถในการสรุปใจความสำคัญ การใช้พจนานุกรมและการแสวงหาความรู้เพิ่มเติมในการอ่าน ทักษะการเขียน ให้มีทักษะในการเขียน เขียนได้ถูกต้องรวดเร็วสื่อความหมายได้ สามารถลำดับเหตุการณ์เกี่ยวกับเรื่องที่เขียน เขียนแสดงความนึกคิดอย่างเสรี และนำการเขียนไปใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวันได้ ครูภาษาอังกฤษในระดับประถมศึกษาควรจะได้ตระหนักถึงความสำคัญในการเรียน การสอนภาษาอังกฤษเป็นอย่างมาก เช่น การสอนภาษาอังกฤษอย่างไรให้บรรลุจุดประสงค์ที่ตั้ง ไว้ สอนอย่างไรให้นักเรียนรัก และสนุกกับการเรียนภาษาอังกฤษ ครูผู้สอนควรสร้างบรรยากาศในการเรียนภาษาอังกฤษที่สนุกสนาน มีชีวิตชีวามิใช่บรรยากาศของความเคร่งเครียดหรือซึมเซาซึ่งจะทำให้นักเรียนเบื่อหน่ายต่อการเรียนภาษาอังกฤษ การใช้เกมเป็นสื่อในการเรียนการสอนภาษาอังกฤษของครูจะช่วยให้นักเรียนได้รับความรู้ ความสนุกสนาน และเกมยังมีประโยชน์ในการชักจูงนักเรียนให้เกิดความสนใจในบทเรียน เข้าใจบทเรียน และให้ฝึกฝนทักษะทางภาษา อีกทั้งเกมยังช่วยให้นักเรียนจดจำบทเรียนได้ดีขึ้น เพราะครูยังใช้เกมสำหรับเป็นการทบทวนเนื้อหาเรียนได้อีกด้วย เกมภาษาอังกฤษจึงเป็นสื่อสำคัญอีกอย่างหนึ่งในการสอนภาษาอังกฤษระดับประถม ศึกษาครูควรเลือกเกมให้เหมาะสม และตรงกับจุดประสงค์ของการเรียนรู้ เช่น เกมเพื่อนำเข้าสู่บทเรียน เกมเพื่อคุมชั้นเรียน เกมเพื่อฝึกทักษะทางภาษา เกมเพื่อการประเมินผล ฯลฯ จากประสบการณ์ในการสอนภาษาอังกฤษนักเรียนในระดับประถมศึกษาของผู้เขียนพบว่านักเรียนชอบสนุก และรักที่จะเรียนภาษาอังกฤษที่มีเกมเป็นสื่ออย่างมาก จึงขอแนะนำเกมต่าง ๆ ที่ได้เคยนำมาใช้เป็นสื่อในการสอนภาษาอังกฤษที่ผ่านมา ซึ่งเกมเหล่านี้ยังสามารถดัดแปลงให้เหมาะสมกับจุดประสงค์การเรียนรู้ในแต่ละหน่วยการเรียนรู้ได้เป็นอย่างดี จุดประสงค์ของกิจกรรมเกม 1. เพื่อเป็นการรวบรวมกิจกรรมเกมที่ผู้เขียนได้คิดประดิษฐ์ขึ้นมาเองที่มีเนื้อหาสอดคล้องกับหลักสูตร และหน่วยการเรียนรู้โดยจัดแยกให้เป็นหมวดหมู่ 2. เพื่อเป็นแนวทางในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนแก่ครูผู้สอนภาษาอังกฤษในระดับประถมศึกษาปีที่ 3 3. เพื่อเป็นการเสริมสร้างเจตคติที่ดีต่อการเรียนภาษาอังกฤษของนักเรียนในระดับ ประถมศึกษาปีที่ 3 เพราะประกอบไปด้วยกิจกรรมเกมที่สนุกสนาน ง่าย และ เหมาะสมกับวัยของนักเรียน 4. เพื่อพัฒนาทักษะการเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษของนักเรียนในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ความหมายของกิจกรรมเกม กิจกรรม หมายถึง การที่ผู้เรียนปฏิบัติการอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อการเรียน กิจกรรม คือ 1. สิ่งที่จัดเพิ่มเติมจากการเรียนการสอนเพื่อเสริมให้นักเรียนเกิดการเรียนการรู้ ดียิ่งขึ้น 2. ขั้นตอนที่ช่วยให้ผู้เรียนได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนรู้ ทำให้เกิด ประสบการณ์ที่จะนำไปสู่การเรียนรู้ 3. การที่ครูผู้สอนนำเอาวิธีการต่าง ๆ มาใช้ประกอบการเรียนการสอนเพื่อให้นักเรียนปฏิบัติการอย่างใดอย่างหนึ่งทำให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ก่อให้เกิดการพัฒนาทั้ง 4 ด้าน คือ ทางด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา เกม เกม เป็นการใช้เครื่องมือหรือสถานการณ์จำลองในการฝึกหัดเพื่อเป็นส่วนประกอบเข้ากิจกรรมการเรียนการสอน เพื่อให้การสอนเกิดประสิทธิภาพ และนักเรียนสนุกสนาน หรืออีกนัยหนึ่ง เกม เป็นการเล่น หรือการปฏิบัติจริงเพื่อก่อให้ความชำนาญในกิจการเฉพาะอย่าง สรุป กิจกรรมเกม หมายถึง 1. สื่อความคิดประเภทความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ เพื่อช่วยพัฒนาการเรียนรู้ และส่งเสริมการเล่นตามธรรมชาติของนักเรียน ทำให้นักเรียนเพลิดเพลินกับการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน พร้อมทั้งปลูกฝังนิสัยที่ดีให้กับนักเรียน 2. สิ่งที่ครูนำมาประกอบการเรียนการสอน เพื่อเป็นการกระตุ้นให้ นักเรียนเกิดการเรียนรู้บรรลุผลตามจุดประสงค์ที่หลักสูตรกำหนดไว้ ก่อให้เกิดการพัฒนาในด้านต่าง ๆ ของตัวนักเรียนเอง เช่น ด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา ดังนั้นการจัดกิจกรรมเกมประกอบการเรียนการสอน ก็คือ การนำเอานวัตกรรมทางการศึกษามาใช้ เพื่อปรับปรุงการเรียนการสอนให้มีคุณภาพ และเกิดการพัฒนาการเรียนรู้ให้ดีขึ้น ประเภทของกิจกรรมเกม มี 2 ประเภท 1. เกมเดี่ยว คือ ประกอบไปด้วยผู้เล่น 1 คน 2. เกมรวม คือ ประกอบไปด้วยผู้เล่นในระบบกระบวนการกลุ่มเน้นความสามัคคี มีระบบผู้นำ และผู้ตาม ลักษณะของกิจกรรมเกมที่ดี 1. ต้องมีเนื้อหาสอดคล้องตรงตามเนื้อหาที่หลักสูตรกำหนดไว้ 2. ต้องเป็นกิจกรรมที่เหมาะสมกับวุฒิภาวะ เวลา และโอกาส 3. ต้องเป็นกิจกรรมที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับการสอนวิธีอื่นได้ 4. ต้องเป็นกิจกรรมที่มีเนื้อหาเรียงลำดับขั้นตอนการเรียนรู้จากง่ายไปหายาก 5. ต้องเป็นกิจกรรมที่นักเรียนมีส่วนร่วมมากที่สุด ทั้งในด้านความคิด และการกระทำ 6. ต้องเป็นกิจกรรมที่หาวัสดุอุปกรณ์ง่าย ประหยัด และราคาถูก 7. ต้องเป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมการเรียนรู้ที่นักเรียนได้รับประสบการณ์ตรงของ ตัวนักเรียนเอง
เอกสารประกอบกิจกรรมเกมเพื่อพัฒนาทักษะการเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3
[ โดย kruinfo ชม 116 ]
หลักสูตรภาษาอังกฤษเน้นให้นักเรียนได้ปฏิบัติครบทักษะทั้ง 4 ด้านคือ การฟัง พูด อ่าน และเขียน แต่ปัจจุบันนี้การสอนภาษาอังกฤษเน้นเพื่อการสื่อสาร ให้นักเรียนสามารถใช้ภาษาเกี่ยวกับสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวในชีวิตประจำวัน เน้นการฝึกภาษาตามแบบที่เจ้าของภาษาใช้ในการสื่อสารความหมายในชีวิตจริง แต่เป็นภาษาง่าย ๆ สำหรับผู้เริ่มเรียนนักเรียนฝึกภาษาโดยการใช้กิจกรรมเป็นหลัก นั่นคือ เน้นการจัดการเรียนการสอนโดยใช้นักเรียนเป็นศูนย์กลาง แต่จากการประเมินผลโดยทั่ว ๆ ไป การเรียนการสอนภาษาอังกฤษของเด็กไทยยังไม่ได้ผลเท่าที่ควรเพราะนักเรียนมีเจตคติที่ไม่ดีต่อวิชาภาษาอังกฤษ และไม่กล้าแสดงออกในทุก ๆ ด้าน ฉะนั้นครูผู้สอนจึงจะต้องสรรหาวิธีการสอนหลาย ๆ วิธี เพื่อนำนักเรียนให้บรรลุเป้าหมายของหลักสูตรให้ได้คือ ทักษะการฟัง ให้มีความสามารถในการฟัง เข้าใจสิ่งที่ให้ปฏิบัติตามได้ สามารถวิเคราะห์เรื่องที่ฟัง มีความสนุกสนานในการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ และมีนิสัยที่ดีในการฟัง ทักษะการพูด ให้มีความสามารถในการพูดได้ชัดเจนถูกต้องสื่อความหมายได้ มีความ สนุกสนาน และมีนิสัยที่ดีในการพูด ทักษะการอ่าน ให้มีความรู้เกี่ยวกับหลักเกณฑ์การอ่าน และสามารถนำไปอ่านคำใหม่ ๆ ได้มีทักษะ การอ่านออกเสียง และอ่านในใจ มีความสามารถในการสรุปใจความสำคัญ การใช้พจนานุกรมและการแสวงหาความรู้เพิ่มเติมในการอ่าน ทักษะการเขียน ให้มีทักษะในการเขียน เขียนได้ถูกต้องรวดเร็วสื่อความหมายได้ สามารถลำดับเหตุการณ์เกี่ยวกับเรื่องที่เขียน เขียนแสดงความนึกคิดอย่างเสรี และนำการเขียนไปใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวันได้ ครูภาษาอังกฤษในระดับประถมศึกษาควรจะได้ตระหนักถึงความสำคัญในการเรียน การสอนภาษาอังกฤษเป็นอย่างมาก เช่น การสอนภาษาอังกฤษอย่างไรให้บรรลุจุดประสงค์ที่ตั้ง ไว้ สอนอย่างไรให้นักเรียนรัก และสนุกกับการเรียนภาษาอังกฤษ ครูผู้สอนควรสร้างบรรยากาศในการเรียนภาษาอังกฤษที่สนุกสนาน มีชีวิตชีวามิใช่บรรยากาศของความเคร่งเครียดหรือซึมเซาซึ่งจะทำให้นักเรียนเบื่อหน่ายต่อการเรียนภาษาอังกฤษ การใช้เกมเป็นสื่อในการเรียนการสอนภาษาอังกฤษของครูจะช่วยให้นักเรียนได้รับความรู้ ความสนุกสนาน และเกมยังมีประโยชน์ในการชักจูงนักเรียนให้เกิดความสนใจในบทเรียน เข้าใจบทเรียน และให้ฝึกฝนทักษะทางภาษา อีกทั้งเกมยังช่วยให้นักเรียนจดจำบทเรียนได้ดีขึ้น เพราะครูยังใช้เกมสำหรับเป็นการทบทวนเนื้อหาเรียนได้อีกด้วย เกมภาษาอังกฤษจึงเป็นสื่อสำคัญอีกอย่างหนึ่งในการสอนภาษาอังกฤษระดับประถม ศึกษาครูควรเลือกเกมให้เหมาะสม และตรงกับจุดประสงค์ของการเรียนรู้ เช่น เกมเพื่อนำเข้าสู่บทเรียน เกมเพื่อคุมชั้นเรียน เกมเพื่อฝึกทักษะทางภาษา เกมเพื่อการประเมินผล ฯลฯ จากประสบการณ์ในการสอนภาษาอังกฤษนักเรียนในระดับประถมศึกษาของผู้เขียนพบว่านักเรียนชอบสนุก และรักที่จะเรียนภาษาอังกฤษที่มีเกมเป็นสื่ออย่างมาก จึงขอแนะนำเกมต่าง ๆ ที่ได้เคยนำมาใช้เป็นสื่อในการสอนภาษาอังกฤษที่ผ่านมา ซึ่งเกมเหล่านี้ยังสามารถดัดแปลงให้เหมาะสมกับจุดประสงค์การเรียนรู้ในแต่ละหน่วยการเรียนรู้ได้เป็นอย่างดี จุดประสงค์ของกิจกรรมเกม 1. เพื่อเป็นการรวบรวมกิจกรรมเกมที่ผู้เขียนได้คิดประดิษฐ์ขึ้นมาเองที่มีเนื้อหาสอดคล้องกับหลักสูตร และหน่วยการเรียนรู้โดยจัดแยกให้เป็นหมวดหมู่ 2. เพื่อเป็นแนวทางในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนแก่ครูผู้สอนภาษาอังกฤษในระดับประถมศึกษาปีที่ 3 3. เพื่อเป็นการเสริมสร้างเจตคติที่ดีต่อการเรียนภาษาอังกฤษของนักเรียนในระดับ ประถมศึกษาปีที่ 3 เพราะประกอบไปด้วยกิจกรรมเกมที่สนุกสนาน ง่าย และ เหมาะสมกับวัยของนักเรียน 4. เพื่อพัฒนาทักษะการเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษของนักเรียนในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ความหมายของกิจกรรมเกม กิจกรรม หมายถึง การที่ผู้เรียนปฏิบัติการอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อการเรียน กิจกรรม คือ 1. สิ่งที่จัดเพิ่มเติมจากการเรียนการสอนเพื่อเสริมให้นักเรียนเกิดการเรียนการรู้ ดียิ่งขึ้น 2. ขั้นตอนที่ช่วยให้ผู้เรียนได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนรู้ ทำให้เกิด ประสบการณ์ที่จะนำไปสู่การเรียนรู้ 3. การที่ครูผู้สอนนำเอาวิธีการต่าง ๆ มาใช้ประกอบการเรียนการสอนเพื่อให้นักเรียนปฏิบัติการอย่างใดอย่างหนึ่งทำให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ก่อให้เกิดการพัฒนาทั้ง 4 ด้าน คือ ทางด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา เกม เกม เป็นการใช้เครื่องมือหรือสถานการณ์จำลองในการฝึกหัดเพื่อเป็นส่วนประกอบเข้ากิจกรรมการเรียนการสอน เพื่อให้การสอนเกิดประสิทธิภาพ และนักเรียนสนุกสนาน หรืออีกนัยหนึ่ง เกม เป็นการเล่น หรือการปฏิบัติจริงเพื่อก่อให้ความชำนาญในกิจการเฉพาะอย่าง สรุป กิจกรรมเกม หมายถึง 1. สื่อความคิดประเภทความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ เพื่อช่วยพัฒนาการเรียนรู้ และส่งเสริมการเล่นตามธรรมชาติของนักเรียน ทำให้นักเรียนเพลิดเพลินกับการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน พร้อมทั้งปลูกฝังนิสัยที่ดีให้กับนักเรียน 2. สิ่งที่ครูนำมาประกอบการเรียนการสอน เพื่อเป็นการกระตุ้นให้ นักเรียนเกิดการเรียนรู้บรรลุผลตามจุดประสงค์ที่หลักสูตรกำหนดไว้ ก่อให้เกิดการพัฒนาในด้านต่าง ๆ ของตัวนักเรียนเอง เช่น ด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา ดังนั้นการจัดกิจกรรมเกมประกอบการเรียนการสอน ก็คือ การนำเอานวัตกรรมทางการศึกษามาใช้ เพื่อปรับปรุงการเรียนการสอนให้มีคุณภาพ และเกิดการพัฒนาการเรียนรู้ให้ดีขึ้น ประเภทของกิจกรรมเกม มี 2 ประเภท 1. เกมเดี่ยว คือ ประกอบไปด้วยผู้เล่น 1 คน 2. เกมรวม คือ ประกอบไปด้วยผู้เล่นในระบบกระบวนการกลุ่มเน้นความสามัคคี มีระบบผู้นำ และผู้ตาม ลักษณะของกิจกรรมเกมที่ดี 1. ต้องมีเนื้อหาสอดคล้องตรงตามเนื้อหาที่หลักสูตรกำหนดไว้ 2. ต้องเป็นกิจกรรมที่เหมาะสมกับวุฒิภาวะ เวลา และโอกาส 3. ต้องเป็นกิจกรรมที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับการสอนวิธีอื่นได้ 4. ต้องเป็นกิจกรรมที่มีเนื้อหาเรียงลำดับขั้นตอนการเรียนรู้จากง่ายไปหายาก 5. ต้องเป็นกิจกรรมที่นักเรียนมีส่วนร่วมมากที่สุด ทั้งในด้านความคิด และการกระทำ 6. ต้องเป็นกิจกรรมที่หาวัสดุอุปกรณ์ง่าย ประหยัด และราคาถูก 7. ต้องเป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมการเรียนรู้ที่นักเรียนได้รับประสบการณ์ตรงของ ตัวนักเรียนเอง
เอกสารประกอบกิจกรรมเกมเพื่อพัฒนาทักษะการเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3
[ โดย kruinfo ชม 200 ]
หลักสูตรภาษาอังกฤษเน้นให้นักเรียนได้ปฏิบัติครบทักษะทั้ง 4 ด้านคือ การฟัง พูด อ่าน และเขียน แต่ปัจจุบันนี้การสอนภาษาอังกฤษเน้นเพื่อการสื่อสาร ให้นักเรียนสามารถใช้ภาษาเกี่ยวกับสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวในชีวิตประจำวัน เน้นการฝึกภาษาตามแบบที่เจ้าของภาษาใช้ในการสื่อสารความหมายในชีวิตจริง แต่เป็นภาษาง่าย ๆ สำหรับผู้เริ่มเรียนนักเรียนฝึกภาษาโดยการใช้กิจกรรมเป็นหลัก นั่นคือ เน้นการจัดการเรียนการสอนโดยใช้นักเรียนเป็นศูนย์กลาง แต่จากการประเมินผลโดยทั่ว ๆ ไป การเรียนการสอนภาษาอังกฤษของเด็กไทยยังไม่ได้ผลเท่าที่ควรเพราะนักเรียนมีเจตคติที่ไม่ดีต่อวิชาภาษาอังกฤษ และไม่กล้าแสดงออกในทุก ๆ ด้าน ฉะนั้นครูผู้สอนจึงจะต้องสรรหาวิธีการสอนหลาย ๆ วิธี เพื่อนำนักเรียนให้บรรลุเป้าหมายของหลักสูตรให้ได้คือ ทักษะการฟัง ให้มีความสามารถในการฟัง เข้าใจสิ่งที่ให้ปฏิบัติตามได้ สามารถวิเคราะห์เรื่องที่ฟัง มีความสนุกสนานในการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ และมีนิสัยที่ดีในการฟัง ทักษะการพูด ให้มีความสามารถในการพูดได้ชัดเจนถูกต้องสื่อความหมายได้ มีความ สนุกสนาน และมีนิสัยที่ดีในการพูด ทักษะการอ่าน ให้มีความรู้เกี่ยวกับหลักเกณฑ์การอ่าน และสามารถนำไปอ่านคำใหม่ ๆ ได้มีทักษะ การอ่านออกเสียง และอ่านในใจ มีความสามารถในการสรุปใจความสำคัญ การใช้พจนานุกรมและการแสวงหาความรู้เพิ่มเติมในการอ่าน ทักษะการเขียน ให้มีทักษะในการเขียน เขียนได้ถูกต้องรวดเร็วสื่อความหมายได้ สามารถลำดับเหตุการณ์เกี่ยวกับเรื่องที่เขียน เขียนแสดงความนึกคิดอย่างเสรี และนำการเขียนไปใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวันได้ ครูภาษาอังกฤษในระดับประถมศึกษาควรจะได้ตระหนักถึงความสำคัญในการเรียน การสอนภาษาอังกฤษเป็นอย่างมาก เช่น การสอนภาษาอังกฤษอย่างไรให้บรรลุจุดประสงค์ที่ตั้ง ไว้ สอนอย่างไรให้นักเรียนรัก และสนุกกับการเรียนภาษาอังกฤษ ครูผู้สอนควรสร้างบรรยากาศในการเรียนภาษาอังกฤษที่สนุกสนาน มีชีวิตชีวามิใช่บรรยากาศของความเคร่งเครียดหรือซึมเซาซึ่งจะทำให้นักเรียนเบื่อหน่ายต่อการเรียนภาษาอังกฤษ การใช้เกมเป็นสื่อในการเรียนการสอนภาษาอังกฤษของครูจะช่วยให้นักเรียนได้รับความรู้ ความสนุกสนาน และเกมยังมีประโยชน์ในการชักจูงนักเรียนให้เกิดความสนใจในบทเรียน เข้าใจบทเรียน และให้ฝึกฝนทักษะทางภาษา อีกทั้งเกมยังช่วยให้นักเรียนจดจำบทเรียนได้ดีขึ้น เพราะครูยังใช้เกมสำหรับเป็นการทบทวนเนื้อหาเรียนได้อีกด้วย เกมภาษาอังกฤษจึงเป็นสื่อสำคัญอีกอย่างหนึ่งในการสอนภาษาอังกฤษระดับประถม ศึกษาครูควรเลือกเกมให้เหมาะสม และตรงกับจุดประสงค์ของการเรียนรู้ เช่น เกมเพื่อนำเข้าสู่บทเรียน เกมเพื่อคุมชั้นเรียน เกมเพื่อฝึกทักษะทางภาษา เกมเพื่อการประเมินผล ฯลฯ จากประสบการณ์ในการสอนภาษาอังกฤษนักเรียนในระดับประถมศึกษาของผู้เขียนพบว่านักเรียนชอบสนุก และรักที่จะเรียนภาษาอังกฤษที่มีเกมเป็นสื่ออย่างมาก จึงขอแนะนำเกมต่าง ๆ ที่ได้เคยนำมาใช้เป็นสื่อในการสอนภาษาอังกฤษที่ผ่านมา ซึ่งเกมเหล่านี้ยังสามารถดัดแปลงให้เหมาะสมกับจุดประสงค์การเรียนรู้ในแต่ละหน่วยการเรียนรู้ได้เป็นอย่างดี จุดประสงค์ของกิจกรรมเกม 1. เพื่อเป็นการรวบรวมกิจกรรมเกมที่ผู้เขียนได้คิดประดิษฐ์ขึ้นมาเองที่มีเนื้อหาสอดคล้องกับหลักสูตร และหน่วยการเรียนรู้โดยจัดแยกให้เป็นหมวดหมู่ 2. เพื่อเป็นแนวทางในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนแก่ครูผู้สอนภาษาอังกฤษในระดับประถมศึกษาปีที่ 3 3. เพื่อเป็นการเสริมสร้างเจตคติที่ดีต่อการเรียนภาษาอังกฤษของนักเรียนในระดับ ประถมศึกษาปีที่ 3 เพราะประกอบไปด้วยกิจกรรมเกมที่สนุกสนาน ง่าย และ เหมาะสมกับวัยของนักเรียน 4. เพื่อพัฒนาทักษะการเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษของนักเรียนในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ความหมายของกิจกรรมเกม กิจกรรม หมายถึง การที่ผู้เรียนปฏิบัติการอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อการเรียน กิจกรรม คือ 1. สิ่งที่จัดเพิ่มเติมจากการเรียนการสอนเพื่อเสริมให้นักเรียนเกิดการเรียนการรู้ ดียิ่งขึ้น 2. ขั้นตอนที่ช่วยให้ผู้เรียนได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนรู้ ทำให้เกิด ประสบการณ์ที่จะนำไปสู่การเรียนรู้ 3. การที่ครูผู้สอนนำเอาวิธีการต่าง ๆ มาใช้ประกอบการเรียนการสอนเพื่อให้นักเรียนปฏิบัติการอย่างใดอย่างหนึ่งทำให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ก่อให้เกิดการพัฒนาทั้ง 4 ด้าน คือ ทางด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา เกม เกม เป็นการใช้เครื่องมือหรือสถานการณ์จำลองในการฝึกหัดเพื่อเป็นส่วนประกอบเข้ากิจกรรมการเรียนการสอน เพื่อให้การสอนเกิดประสิทธิภาพ และนักเรียนสนุกสนาน หรืออีกนัยหนึ่ง เกม เป็นการเล่น หรือการปฏิบัติจริงเพื่อก่อให้ความชำนาญในกิจการเฉพาะอย่าง สรุป กิจกรรมเกม หมายถึง 1. สื่อความคิดประเภทความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ เพื่อช่วยพัฒนาการเรียนรู้ และส่งเสริมการเล่นตามธรรมชาติของนักเรียน ทำให้นักเรียนเพลิดเพลินกับการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน พร้อมทั้งปลูกฝังนิสัยที่ดีให้กับนักเรียน 2. สิ่งที่ครูนำมาประกอบการเรียนการสอน เพื่อเป็นการกระตุ้นให้ นักเรียนเกิดการเรียนรู้บรรลุผลตามจุดประสงค์ที่หลักสูตรกำหนดไว้ ก่อให้เกิดการพัฒนาในด้านต่าง ๆ ของตัวนักเรียนเอง เช่น ด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา ดังนั้นการจัดกิจกรรมเกมประกอบการเรียนการสอน ก็คือ การนำเอานวัตกรรมทางการศึกษามาใช้ เพื่อปรับปรุงการเรียนการสอนให้มีคุณภาพ และเกิดการพัฒนาการเรียนรู้ให้ดีขึ้น ประเภทของกิจกรรมเกม มี 2 ประเภท 1. เกมเดี่ยว คือ ประกอบไปด้วยผู้เล่น 1 คน 2. เกมรวม คือ ประกอบไปด้วยผู้เล่นในระบบกระบวนการกลุ่มเน้นความสามัคคี มีระบบผู้นำ และผู้ตาม ลักษณะของกิจกรรมเกมที่ดี 1. ต้องมีเนื้อหาสอดคล้องตรงตามเนื้อหาที่หลักสูตรกำหนดไว้ 2. ต้องเป็นกิจกรรมที่เหมาะสมกับวุฒิภาวะ เวลา และโอกาส 3. ต้องเป็นกิจกรรมที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับการสอนวิธีอื่นได้ 4. ต้องเป็นกิจกรรมที่มีเนื้อหาเรียงลำดับขั้นตอนการเรียนรู้จากง่ายไปหายาก 5. ต้องเป็นกิจกรรมที่นักเรียนมีส่วนร่วมมากที่สุด ทั้งในด้านความคิด และการกระทำ 6. ต้องเป็นกิจกรรมที่หาวัสดุอุปกรณ์ง่าย ประหยัด และราคาถูก 7. ต้องเป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมการเรียนรู้ที่นักเรียนได้รับประสบการณ์ตรงของ ตัวนักเรียนเอง
เอกสารประกอบกิจกรรมเกมเพื่อพัฒนาทักษะการเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3
[ โดย kruinfo ชม 132 ]
หลักสูตรภาษาอังกฤษเน้นให้นักเรียนได้ปฏิบัติครบทักษะทั้ง 4 ด้านคือ การฟัง พูด อ่าน และเขียน แต่ปัจจุบันนี้การสอนภาษาอังกฤษเน้นเพื่อการสื่อสาร ให้นักเรียนสามารถใช้ภาษาเกี่ยวกับสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวในชีวิตประจำวัน เน้นการฝึกภาษาตามแบบที่เจ้าของภาษาใช้ในการสื่อสารความหมายในชีวิตจริง แต่เป็นภาษาง่าย ๆ สำหรับผู้เริ่มเรียนนักเรียนฝึกภาษาโดยการใช้กิจกรรมเป็นหลัก นั่นคือ เน้นการจัดการเรียนการสอนโดยใช้นักเรียนเป็นศูนย์กลาง แต่จากการประเมินผลโดยทั่ว ๆ ไป การเรียนการสอนภาษาอังกฤษของเด็กไทยยังไม่ได้ผลเท่าที่ควรเพราะนักเรียนมีเจตคติที่ไม่ดีต่อวิชาภาษาอังกฤษ และไม่กล้าแสดงออกในทุก ๆ ด้าน ฉะนั้นครูผู้สอนจึงจะต้องสรรหาวิธีการสอนหลาย ๆ วิธี เพื่อนำนักเรียนให้บรรลุเป้าหมายของหลักสูตรให้ได้คือ ทักษะการฟัง ให้มีความสามารถในการฟัง เข้าใจสิ่งที่ให้ปฏิบัติตามได้ สามารถวิเคราะห์เรื่องที่ฟัง มีความสนุกสนานในการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ และมีนิสัยที่ดีในการฟัง ทักษะการพูด ให้มีความสามารถในการพูดได้ชัดเจนถูกต้องสื่อความหมายได้ มีความ สนุกสนาน และมีนิสัยที่ดีในการพูด ทักษะการอ่าน ให้มีความรู้เกี่ยวกับหลักเกณฑ์การอ่าน และสามารถนำไปอ่านคำใหม่ ๆ ได้มีทักษะ การอ่านออกเสียง และอ่านในใจ มีความสามารถในการสรุปใจความสำคัญ การใช้พจนานุกรมและการแสวงหาความรู้เพิ่มเติมในการอ่าน ทักษะการเขียน ให้มีทักษะในการเขียน เขียนได้ถูกต้องรวดเร็วสื่อความหมายได้ สามารถลำดับเหตุการณ์เกี่ยวกับเรื่องที่เขียน เขียนแสดงความนึกคิดอย่างเสรี และนำการเขียนไปใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวันได้ ครูภาษาอังกฤษในระดับประถมศึกษาควรจะได้ตระหนักถึงความสำคัญในการเรียน การสอนภาษาอังกฤษเป็นอย่างมาก เช่น การสอนภาษาอังกฤษอย่างไรให้บรรลุจุดประสงค์ที่ตั้ง ไว้ สอนอย่างไรให้นักเรียนรัก และสนุกกับการเรียนภาษาอังกฤษ ครูผู้สอนควรสร้างบรรยากาศในการเรียนภาษาอังกฤษที่สนุกสนาน มีชีวิตชีวามิใช่บรรยากาศของความเคร่งเครียดหรือซึมเซาซึ่งจะทำให้นักเรียนเบื่อหน่ายต่อการเรียนภาษาอังกฤษ การใช้เกมเป็นสื่อในการเรียนการสอนภาษาอังกฤษของครูจะช่วยให้นักเรียนได้รับความรู้ ความสนุกสนาน และเกมยังมีประโยชน์ในการชักจูงนักเรียนให้เกิดความสนใจในบทเรียน เข้าใจบทเรียน และให้ฝึกฝนทักษะทางภาษา อีกทั้งเกมยังช่วยให้นักเรียนจดจำบทเรียนได้ดีขึ้น เพราะครูยังใช้เกมสำหรับเป็นการทบทวนเนื้อหาเรียนได้อีกด้วย เกมภาษาอังกฤษจึงเป็นสื่อสำคัญอีกอย่างหนึ่งในการสอนภาษาอังกฤษระดับประถม ศึกษาครูควรเลือกเกมให้เหมาะสม และตรงกับจุดประสงค์ของการเรียนรู้ เช่น เกมเพื่อนำเข้าสู่บทเรียน เกมเพื่อคุมชั้นเรียน เกมเพื่อฝึกทักษะทางภาษา เกมเพื่อการประเมินผล ฯลฯ จากประสบการณ์ในการสอนภาษาอังกฤษนักเรียนในระดับประถมศึกษาของผู้เขียนพบว่านักเรียนชอบสนุก และรักที่จะเรียนภาษาอังกฤษที่มีเกมเป็นสื่ออย่างมาก จึงขอแนะนำเกมต่าง ๆ ที่ได้เคยนำมาใช้เป็นสื่อในการสอนภาษาอังกฤษที่ผ่านมา ซึ่งเกมเหล่านี้ยังสามารถดัดแปลงให้เหมาะสมกับจุดประสงค์การเรียนรู้ในแต่ละหน่วยการเรียนรู้ได้เป็นอย่างดี จุดประสงค์ของกิจกรรมเกม 1. เพื่อเป็นการรวบรวมกิจกรรมเกมที่ผู้เขียนได้คิดประดิษฐ์ขึ้นมาเองที่มีเนื้อหาสอดคล้องกับหลักสูตร และหน่วยการเรียนรู้โดยจัดแยกให้เป็นหมวดหมู่ 2. เพื่อเป็นแนวทางในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนแก่ครูผู้สอนภาษาอังกฤษในระดับประถมศึกษาปีที่ 3 3. เพื่อเป็นการเสริมสร้างเจตคติที่ดีต่อการเรียนภาษาอังกฤษของนักเรียนในระดับ ประถมศึกษาปีที่ 3 เพราะประกอบไปด้วยกิจกรรมเกมที่สนุกสนาน ง่าย และ เหมาะสมกับวัยของนักเรียน 4. เพื่อพัฒนาทักษะการเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษของนักเรียนในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ความหมายของกิจกรรมเกม กิจกรรม หมายถึง การที่ผู้เรียนปฏิบัติการอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อการเรียน กิจกรรม คือ 1. สิ่งที่จัดเพิ่มเติมจากการเรียนการสอนเพื่อเสริมให้นักเรียนเกิดการเรียนการรู้ ดียิ่งขึ้น 2. ขั้นตอนที่ช่วยให้ผู้เรียนได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนรู้ ทำให้เกิด ประสบการณ์ที่จะนำไปสู่การเรียนรู้ 3. การที่ครูผู้สอนนำเอาวิธีการต่าง ๆ มาใช้ประกอบการเรียนการสอนเพื่อให้นักเรียนปฏิบัติการอย่างใดอย่างหนึ่งทำให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ก่อให้เกิดการพัฒนาทั้ง 4 ด้าน คือ ทางด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา เกม เกม เป็นการใช้เครื่องมือหรือสถานการณ์จำลองในการฝึกหัดเพื่อเป็นส่วนประกอบเข้ากิจกรรมการเรียนการสอน เพื่อให้การสอนเกิดประสิทธิภาพ และนักเรียนสนุกสนาน หรืออีกนัยหนึ่ง เกม เป็นการเล่น หรือการปฏิบัติจริงเพื่อก่อให้ความชำนาญในกิจการเฉพาะอย่าง สรุป กิจกรรมเกม หมายถึง 1. สื่อความคิดประเภทความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ เพื่อช่วยพัฒนาการเรียนรู้ และส่งเสริมการเล่นตามธรรมชาติของนักเรียน ทำให้นักเรียนเพลิดเพลินกับการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน พร้อมทั้งปลูกฝังนิสัยที่ดีให้กับนักเรียน 2. สิ่งที่ครูนำมาประกอบการเรียนการสอน เพื่อเป็นการกระตุ้นให้ นักเรียนเกิดการเรียนรู้บรรลุผลตามจุดประสงค์ที่หลักสูตรกำหนดไว้ ก่อให้เกิดการพัฒนาในด้านต่าง ๆ ของตัวนักเรียนเอง เช่น ด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา ดังนั้นการจัดกิจกรรมเกมประกอบการเรียนการสอน ก็คือ การนำเอานวัตกรรมทางการศึกษามาใช้ เพื่อปรับปรุงการเรียนการสอนให้มีคุณภาพ และเกิดการพัฒนาการเรียนรู้ให้ดีขึ้น ประเภทของกิจกรรมเกม มี 2 ประเภท 1. เกมเดี่ยว คือ ประกอบไปด้วยผู้เล่น 1 คน 2. เกมรวม คือ ประกอบไปด้วยผู้เล่นในระบบกระบวนการกลุ่มเน้นความสามัคคี มีระบบผู้นำ และผู้ตาม ลักษณะของกิจกรรมเกมที่ดี 1. ต้องมีเนื้อหาสอดคล้องตรงตามเนื้อหาที่หลักสูตรกำหนดไว้ 2. ต้องเป็นกิจกรรมที่เหมาะสมกับวุฒิภาวะ เวลา และโอกาส 3. ต้องเป็นกิจกรรมที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับการสอนวิธีอื่นได้ 4. ต้องเป็นกิจกรรมที่มีเนื้อหาเรียงลำดับขั้นตอนการเรียนรู้จากง่ายไปหายาก 5. ต้องเป็นกิจกรรมที่นักเรียนมีส่วนร่วมมากที่สุด ทั้งในด้านความคิด และการกระทำ 6. ต้องเป็นกิจกรรมที่หาวัสดุอุปกรณ์ง่าย ประหยัด และราคาถูก 7. ต้องเป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมการเรียนรู้ที่นักเรียนได้รับประสบการณ์ตรงของ ตัวนักเรียนเอง
เอกสารประกอบกิจกรรมเกมเพื่อพัฒนาทักษะการเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3
[ โดย kruinfo ชม 394 ]
หลักสูตรภาษาอังกฤษเน้นให้นักเรียนได้ปฏิบัติครบทักษะทั้ง 4 ด้านคือ การฟัง พูด อ่าน และเขียน แต่ปัจจุบันนี้การสอนภาษาอังกฤษเน้นเพื่อการสื่อสาร ให้นักเรียนสามารถใช้ภาษาเกี่ยวกับสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวในชีวิตประจำวัน เน้นการฝึกภาษาตามแบบที่เจ้าของภาษาใช้ในการสื่อสารความหมายในชีวิตจริง แต่เป็นภาษาง่าย ๆ สำหรับผู้เริ่มเรียนนักเรียนฝึกภาษาโดยการใช้กิจกรรมเป็นหลัก นั่นคือ เน้นการจัดการเรียนการสอนโดยใช้นักเรียนเป็นศูนย์กลาง แต่จากการประเมินผลโดยทั่ว ๆ ไป การเรียนการสอนภาษาอังกฤษของเด็กไทยยังไม่ได้ผลเท่าที่ควรเพราะนักเรียนมีเจตคติที่ไม่ดีต่อวิชาภาษาอังกฤษ และไม่กล้าแสดงออกในทุก ๆ ด้าน ฉะนั้นครูผู้สอนจึงจะต้องสรรหาวิธีการสอนหลาย ๆ วิธี เพื่อนำนักเรียนให้บรรลุเป้าหมายของหลักสูตรให้ได้คือ ทักษะการฟัง ให้มีความสามารถในการฟัง เข้าใจสิ่งที่ให้ปฏิบัติตามได้ สามารถวิเคราะห์เรื่องที่ฟัง มีความสนุกสนานในการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ และมีนิสัยที่ดีในการฟัง ทักษะการพูด ให้มีความสามารถในการพูดได้ชัดเจนถูกต้องสื่อความหมายได้ มีความ สนุกสนาน และมีนิสัยที่ดีในการพูด ทักษะการอ่าน ให้มีความรู้เกี่ยวกับหลักเกณฑ์การอ่าน และสามารถนำไปอ่านคำใหม่ ๆ ได้มีทักษะ การอ่านออกเสียง และอ่านในใจ มีความสามารถในการสรุปใจความสำคัญ การใช้พจนานุกรมและการแสวงหาความรู้เพิ่มเติมในการอ่าน ทักษะการเขียน ให้มีทักษะในการเขียน เขียนได้ถูกต้องรวดเร็วสื่อความหมายได้ สามารถลำดับเหตุการณ์เกี่ยวกับเรื่องที่เขียน เขียนแสดงความนึกคิดอย่างเสรี และนำการเขียนไปใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวันได้ ครูภาษาอังกฤษในระดับประถมศึกษาควรจะได้ตระหนักถึงความสำคัญในการเรียน การสอนภาษาอังกฤษเป็นอย่างมาก เช่น การสอนภาษาอังกฤษอย่างไรให้บรรลุจุดประสงค์ที่ตั้ง ไว้ สอนอย่างไรให้นักเรียนรัก และสนุกกับการเรียนภาษาอังกฤษ ครูผู้สอนควรสร้างบรรยากาศในการเรียนภาษาอังกฤษที่สนุกสนาน มีชีวิตชีวามิใช่บรรยากาศของความเคร่งเครียดหรือซึมเซาซึ่งจะทำให้นักเรียนเบื่อหน่ายต่อการเรียนภาษาอังกฤษ การใช้เกมเป็นสื่อในการเรียนการสอนภาษาอังกฤษของครูจะช่วยให้นักเรียนได้รับความรู้ ความสนุกสนาน และเกมยังมีประโยชน์ในการชักจูงนักเรียนให้เกิดความสนใจในบทเรียน เข้าใจบทเรียน และให้ฝึกฝนทักษะทางภาษา อีกทั้งเกมยังช่วยให้นักเรียนจดจำบทเรียนได้ดีขึ้น เพราะครูยังใช้เกมสำหรับเป็นการทบทวนเนื้อหาเรียนได้อีกด้วย เกมภาษาอังกฤษจึงเป็นสื่อสำคัญอีกอย่างหนึ่งในการสอนภาษาอังกฤษระดับประถม ศึกษาครูควรเลือกเกมให้เหมาะสม และตรงกับจุดประสงค์ของการเรียนรู้ เช่น เกมเพื่อนำเข้าสู่บทเรียน เกมเพื่อคุมชั้นเรียน เกมเพื่อฝึกทักษะทางภาษา เกมเพื่อการประเมินผล ฯลฯ จากประสบการณ์ในการสอนภาษาอังกฤษนักเรียนในระดับประถมศึกษาของผู้เขียนพบว่านักเรียนชอบสนุก และรักที่จะเรียนภาษาอังกฤษที่มีเกมเป็นสื่ออย่างมาก จึงขอแนะนำเกมต่าง ๆ ที่ได้เคยนำมาใช้เป็นสื่อในการสอนภาษาอังกฤษที่ผ่านมา ซึ่งเกมเหล่านี้ยังสามารถดัดแปลงให้เหมาะสมกับจุดประสงค์การเรียนรู้ในแต่ละหน่วยการเรียนรู้ได้เป็นอย่างดี จุดประสงค์ของกิจกรรมเกม 1. เพื่อเป็นการรวบรวมกิจกรรมเกมที่ผู้เขียนได้คิดประดิษฐ์ขึ้นมาเองที่มีเนื้อหาสอดคล้องกับหลักสูตร และหน่วยการเรียนรู้โดยจัดแยกให้เป็นหมวดหมู่ 2. เพื่อเป็นแนวทางในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนแก่ครูผู้สอนภาษาอังกฤษในระดับประถมศึกษาปีที่ 3 3. เพื่อเป็นการเสริมสร้างเจตคติที่ดีต่อการเรียนภาษาอังกฤษของนักเรียนในระดับ ประถมศึกษาปีที่ 3 เพราะประกอบไปด้วยกิจกรรมเกมที่สนุกสนาน ง่าย และ เหมาะสมกับวัยของนักเรียน 4. เพื่อพัฒนาทักษะการเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษของนักเรียนในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ความหมายของกิจกรรมเกม กิจกรรม หมายถึง การที่ผู้เรียนปฏิบัติการอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อการเรียน กิจกรรม คือ 1. สิ่งที่จัดเพิ่มเติมจากการเรียนการสอนเพื่อเสริมให้นักเรียนเกิดการเรียนการรู้ ดียิ่งขึ้น 2. ขั้นตอนที่ช่วยให้ผู้เรียนได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนรู้ ทำให้เกิด ประสบการณ์ที่จะนำไปสู่การเรียนรู้ 3. การที่ครูผู้สอนนำเอาวิธีการต่าง ๆ มาใช้ประกอบการเรียนการสอนเพื่อให้นักเรียนปฏิบัติการอย่างใดอย่างหนึ่งทำให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ก่อให้เกิดการพัฒนาทั้ง 4 ด้าน คือ ทางด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา เกม เกม เป็นการใช้เครื่องมือหรือสถานการณ์จำลองในการฝึกหัดเพื่อเป็นส่วนประกอบเข้ากิจกรรมการเรียนการสอน เพื่อให้การสอนเกิดประสิทธิภาพ และนักเรียนสนุกสนาน หรืออีกนัยหนึ่ง เกม เป็นการเล่น หรือการปฏิบัติจริงเพื่อก่อให้ความชำนาญในกิจการเฉพาะอย่าง สรุป กิจกรรมเกม หมายถึง 1. สื่อความคิดประเภทความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ เพื่อช่วยพัฒนาการเรียนรู้ และส่งเสริมการเล่นตามธรรมชาติของนักเรียน ทำให้นักเรียนเพลิดเพลินกับการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน พร้อมทั้งปลูกฝังนิสัยที่ดีให้กับนักเรียน 2. สิ่งที่ครูนำมาประกอบการเรียนการสอน เพื่อเป็นการกระตุ้นให้ นักเรียนเกิดการเรียนรู้บรรลุผลตามจุดประสงค์ที่หลักสูตรกำหนดไว้ ก่อให้เกิดการพัฒนาในด้านต่าง ๆ ของตัวนักเรียนเอง เช่น ด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา ดังนั้นการจัดกิจกรรมเกมประกอบการเรียนการสอน ก็คือ การนำเอานวัตกรรมทางการศึกษามาใช้ เพื่อปรับปรุงการเรียนการสอนให้มีคุณภาพ และเกิดการพัฒนาการเรียนรู้ให้ดีขึ้น ประเภทของกิจกรรมเกม มี 2 ประเภท 1. เกมเดี่ยว คือ ประกอบไปด้วยผู้เล่น 1 คน 2. เกมรวม คือ ประกอบไปด้วยผู้เล่นในระบบกระบวนการกลุ่มเน้นความสามัคคี มีระบบผู้นำ และผู้ตาม ลักษณะของกิจกรรมเกมที่ดี 1. ต้องมีเนื้อหาสอดคล้องตรงตามเนื้อหาที่หลักสูตรกำหนดไว้ 2. ต้องเป็นกิจกรรมที่เหมาะสมกับวุฒิภาวะ เวลา และโอกาส 3. ต้องเป็นกิจกรรมที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับการสอนวิธีอื่นได้ 4. ต้องเป็นกิจกรรมที่มีเนื้อหาเรียงลำดับขั้นตอนการเรียนรู้จากง่ายไปหายาก 5. ต้องเป็นกิจกรรมที่นักเรียนมีส่วนร่วมมากที่สุด ทั้งในด้านความคิด และการกระทำ 6. ต้องเป็นกิจกรรมที่หาวัสดุอุปกรณ์ง่าย ประหยัด และราคาถูก 7. ต้องเป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมการเรียนรู้ที่นักเรียนได้รับประสบการณ์ตรงของ ตัวนักเรียนเอง
เอกสารประกอบกิจกรรมเกมเพื่อพัฒนาทักษะการเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3
[ โดย kruinfo ชม 113 ]
หลักสูตรภาษาอังกฤษเน้นให้นักเรียนได้ปฏิบัติครบทักษะทั้ง 4 ด้านคือ การฟัง พูด อ่าน และเขียน แต่ปัจจุบันนี้การสอนภาษาอังกฤษเน้นเพื่อการสื่อสาร ให้นักเรียนสามารถใช้ภาษาเกี่ยวกับสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวในชีวิตประจำวัน เน้นการฝึกภาษาตามแบบที่เจ้าของภาษาใช้ในการสื่อสารความหมายในชีวิตจริง แต่เป็นภาษาง่าย ๆ สำหรับผู้เริ่มเรียนนักเรียนฝึกภาษาโดยการใช้กิจกรรมเป็นหลัก นั่นคือ เน้นการจัดการเรียนการสอนโดยใช้นักเรียนเป็นศูนย์กลาง แต่จากการประเมินผลโดยทั่ว ๆ ไป การเรียนการสอนภาษาอังกฤษของเด็กไทยยังไม่ได้ผลเท่าที่ควรเพราะนักเรียนมีเจตคติที่ไม่ดีต่อวิชาภาษาอังกฤษ และไม่กล้าแสดงออกในทุก ๆ ด้าน ฉะนั้นครูผู้สอนจึงจะต้องสรรหาวิธีการสอนหลาย ๆ วิธี เพื่อนำนักเรียนให้บรรลุเป้าหมายของหลักสูตรให้ได้คือ ทักษะการฟัง ให้มีความสามารถในการฟัง เข้าใจสิ่งที่ให้ปฏิบัติตามได้ สามารถวิเคราะห์เรื่องที่ฟัง มีความสนุกสนานในการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ และมีนิสัยที่ดีในการฟัง ทักษะการพูด ให้มีความสามารถในการพูดได้ชัดเจนถูกต้องสื่อความหมายได้ มีความ สนุกสนาน และมีนิสัยที่ดีในการพูด ทักษะการอ่าน ให้มีความรู้เกี่ยวกับหลักเกณฑ์การอ่าน และสามารถนำไปอ่านคำใหม่ ๆ ได้มีทักษะ การอ่านออกเสียง และอ่านในใจ มีความสามารถในการสรุปใจความสำคัญ การใช้พจนานุกรมและการแสวงหาความรู้เพิ่มเติมในการอ่าน ทักษะการเขียน ให้มีทักษะในการเขียน เขียนได้ถูกต้องรวดเร็วสื่อความหมายได้ สามารถลำดับเหตุการณ์เกี่ยวกับเรื่องที่เขียน เขียนแสดงความนึกคิดอย่างเสรี และนำการเขียนไปใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวันได้ ครูภาษาอังกฤษในระดับประถมศึกษาควรจะได้ตระหนักถึงความสำคัญในการเรียน การสอนภาษาอังกฤษเป็นอย่างมาก เช่น การสอนภาษาอังกฤษอย่างไรให้บรรลุจุดประสงค์ที่ตั้ง ไว้ สอนอย่างไรให้นักเรียนรัก และสนุกกับการเรียนภาษาอังกฤษ ครูผู้สอนควรสร้างบรรยากาศในการเรียนภาษาอังกฤษที่สนุกสนาน มีชีวิตชีวามิใช่บรรยากาศของความเคร่งเครียดหรือซึมเซาซึ่งจะทำให้นักเรียนเบื่อหน่ายต่อการเรียนภาษาอังกฤษ การใช้เกมเป็นสื่อในการเรียนการสอนภาษาอังกฤษของครูจะช่วยให้นักเรียนได้รับความรู้ ความสนุกสนาน และเกมยังมีประโยชน์ในการชักจูงนักเรียนให้เกิดความสนใจในบทเรียน เข้าใจบทเรียน และให้ฝึกฝนทักษะทางภาษา อีกทั้งเกมยังช่วยให้นักเรียนจดจำบทเรียนได้ดีขึ้น เพราะครูยังใช้เกมสำหรับเป็นการทบทวนเนื้อหาเรียนได้อีกด้วย เกมภาษาอังกฤษจึงเป็นสื่อสำคัญอีกอย่างหนึ่งในการสอนภาษาอังกฤษระดับประถม ศึกษาครูควรเลือกเกมให้เหมาะสม และตรงกับจุดประสงค์ของการเรียนรู้ เช่น เกมเพื่อนำเข้าสู่บทเรียน เกมเพื่อคุมชั้นเรียน เกมเพื่อฝึกทักษะทางภาษา เกมเพื่อการประเมินผล ฯลฯ จากประสบการณ์ในการสอนภาษาอังกฤษนักเรียนในระดับประถมศึกษาของผู้เขียนพบว่านักเรียนชอบสนุก และรักที่จะเรียนภาษาอังกฤษที่มีเกมเป็นสื่ออย่างมาก จึงขอแนะนำเกมต่าง ๆ ที่ได้เคยนำมาใช้เป็นสื่อในการสอนภาษาอังกฤษที่ผ่านมา ซึ่งเกมเหล่านี้ยังสามารถดัดแปลงให้เหมาะสมกับจุดประสงค์การเรียนรู้ในแต่ละหน่วยการเรียนรู้ได้เป็นอย่างดี จุดประสงค์ของกิจกรรมเกม 1. เพื่อเป็นการรวบรวมกิจกรรมเกมที่ผู้เขียนได้คิดประดิษฐ์ขึ้นมาเองที่มีเนื้อหาสอดคล้องกับหลักสูตร และหน่วยการเรียนรู้โดยจัดแยกให้เป็นหมวดหมู่ 2. เพื่อเป็นแนวทางในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนแก่ครูผู้สอนภาษาอังกฤษในระดับประถมศึกษาปีที่ 3 3. เพื่อเป็นการเสริมสร้างเจตคติที่ดีต่อการเรียนภาษาอังกฤษของนักเรียนในระดับ ประถมศึกษาปีที่ 3 เพราะประกอบไปด้วยกิจกรรมเกมที่สนุกสนาน ง่าย และ เหมาะสมกับวัยของนักเรียน 4. เพื่อพัฒนาทักษะการเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษของนักเรียนในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ความหมายของกิจกรรมเกม กิจกรรม หมายถึง การที่ผู้เรียนปฏิบัติการอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อการเรียน กิจกรรม คือ 1. สิ่งที่จัดเพิ่มเติมจากการเรียนการสอนเพื่อเสริมให้นักเรียนเกิดการเรียนการรู้ ดียิ่งขึ้น 2. ขั้นตอนที่ช่วยให้ผู้เรียนได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนรู้ ทำให้เกิด ประสบการณ์ที่จะนำไปสู่การเรียนรู้ 3. การที่ครูผู้สอนนำเอาวิธีการต่าง ๆ มาใช้ประกอบการเรียนการสอนเพื่อให้นักเรียนปฏิบัติการอย่างใดอย่างหนึ่งทำให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ก่อให้เกิดการพัฒนาทั้ง 4 ด้าน คือ ทางด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา เกม เกม เป็นการใช้เครื่องมือหรือสถานการณ์จำลองในการฝึกหัดเพื่อเป็นส่วนประกอบเข้ากิจกรรมการเรียนการสอน เพื่อให้การสอนเกิดประสิทธิภาพ และนักเรียนสนุกสนาน หรืออีกนัยหนึ่ง เกม เป็นการเล่น หรือการปฏิบัติจริงเพื่อก่อให้ความชำนาญในกิจการเฉพาะอย่าง สรุป กิจกรรมเกม หมายถึง 1. สื่อความคิดประเภทความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ เพื่อช่วยพัฒนาการเรียนรู้ และส่งเสริมการเล่นตามธรรมชาติของนักเรียน ทำให้นักเรียนเพลิดเพลินกับการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน พร้อมทั้งปลูกฝังนิสัยที่ดีให้กับนักเรียน 2. สิ่งที่ครูนำมาประกอบการเรียนการสอน เพื่อเป็นการกระตุ้นให้ นักเรียนเกิดการเรียนรู้บรรลุผลตามจุดประสงค์ที่หลักสูตรกำหนดไว้ ก่อให้เกิดการพัฒนาในด้านต่าง ๆ ของตัวนักเรียนเอง เช่น ด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา ดังนั้นการจัดกิจกรรมเกมประกอบการเรียนการสอน ก็คือ การนำเอานวัตกรรมทางการศึกษามาใช้ เพื่อปรับปรุงการเรียนการสอนให้มีคุณภาพ และเกิดการพัฒนาการเรียนรู้ให้ดีขึ้น ประเภทของกิจกรรมเกม มี 2 ประเภท 1. เกมเดี่ยว คือ ประกอบไปด้วยผู้เล่น 1 คน 2. เกมรวม คือ ประกอบไปด้วยผู้เล่นในระบบกระบวนการกลุ่มเน้นความสามัคคี มีระบบผู้นำ และผู้ตาม ลักษณะของกิจกรรมเกมที่ดี 1. ต้องมีเนื้อหาสอดคล้องตรงตามเนื้อหาที่หลักสูตรกำหนดไว้ 2. ต้องเป็นกิจกรรมที่เหมาะสมกับวุฒิภาวะ เวลา และโอกาส 3. ต้องเป็นกิจกรรมที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับการสอนวิธีอื่นได้ 4. ต้องเป็นกิจกรรมที่มีเนื้อหาเรียงลำดับขั้นตอนการเรียนรู้จากง่ายไปหายาก 5. ต้องเป็นกิจกรรมที่นักเรียนมีส่วนร่วมมากที่สุด ทั้งในด้านความคิด และการกระทำ 6. ต้องเป็นกิจกรรมที่หาวัสดุอุปกรณ์ง่าย ประหยัด และราคาถูก 7. ต้องเป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมการเรียนรู้ที่นักเรียนได้รับประสบการณ์ตรงของ ตัวนักเรียนเอง
รายงานการใช้หนังสืออ่านเสริมการเรียนรู้สำหรับเด็ก ชุดเกษตรชีวภาพ กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพ และเทคโนโลยี นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4
[ โดย kruinfo ชม 173 ]
บทคัดย่อ การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1. เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพ ของหนังสืออ่านเสริมการเรียนรู้สำหรับเด็กชุดเกษตรชีวภาพ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ให้ได้ตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 2. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของนักเรียนที่เรียนโดยใช้หนังสืออ่านเสริมการเรียนรู้สำหรับเด็กชุดเกษตรชีวภาพ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ก่อนและหลังเรียน 3. เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนประถมศึกษาปีที่ 4 ที่มีต่อหนังสืออ่านเสริมการเรียนรู้สำหรับเด็กชุดเกษตรชีวภาพชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ประชากร ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนวัดวังสวัสดี อำเภอเมือง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครสวรรค์ เขต 1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2553 จำนวน 10 คน ผลการศึกษาพบว่า 1. ผลการสร้างและหาประสิทธิภาพของหนังสืออ่านเสริมการเรียนรู้สำหรับเด็กชุดเกษตรชีวภาพ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 พบว่า ประสิทธิภาพของกระบวนการที่จัดไว้ในหนังสืออ่านเสริมการเรียนรู้สำหรับเด็ก (E1 ) เท่ากับ 91.25 และ ประสิทธิภาพของผลลัพธ์ในการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของนักเรียน(E2) เท่ากับ 85.50 ซึ่งค่า E1 / E2 (91.25/85.50) สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 2. ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนชุดเกษตรชีวภาพ สำหรับนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 4 ก่อนและหลังเรียนโดยใช้หนังสืออ่านเสริมการเรียนรู้สำหรับเด็ก โรงเรียน วัดวังสวัสดี อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2553 จำนวน 10 คน พบว่าผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนโดยใช้หนังสืออ่านเสริมการเรียนรู้สำหรับเด็กชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ชุดเกษตรชีวภาพ คะแนนหลังเรียน(ค่าเฉลี่ย 17.80) สูงกว่าคะแนนก่อนเรียน(ค่าเฉลี่ย 12.10) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 อาจเนื่องมาจากหนังสืออ่านเสริมการเรียนรู้สำหรับเด็ก ชุดเกษตรชีวภาพ เป็นเรื่องที่ศึกษาง่ายและอยู่ใกล้กับชีวิตประจำวัน นอกจากนี้ผลจากการเรียนยังทำให้นักเรียนสามารถนำไปปฏิบัติได้จริงในชีวิตประจำวัน 3. ผลการศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่มีต่อหนังสืออ่าน เสริมการเรียนรู้สำหรับเด็ก ชุดเกษตรชีวภาพ พบว่า ค่าเฉลี่ยคะแนนความพึงพอใจของนักเรียนประถมศึกษาปีที่ 4 ที่มีต่อหนังสืออ่านเสริมการเรียนรู้สำหรับเด็กชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ชุดเกษตรชีวภาพโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณารายข้อพบว่า ข้อที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดเท่ากับจำนวนสามข้อ(ค่าเฉลี่ย = 4.80) คือ ข้อ 3 หนังสือที่อ่านสามารถจุดประกายในการทำเกษตรของนักเรียนได้ ข้อ 6 รูปเล่มเหมาะสม หยิบจับสะดวก ข้อ 11 รูปภาพประกอบของหนังสือแต่ละเรื่องมี ความน่าสนใจ ทั้งสามข้อดังกล่าวมีระดับความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด เนื่องมาจากนักเรียนมีความสนุกที่ได้ลงมือปฏิบัติในแปลงเกษตรของโรงเรียนวัดวังสวัสดี และหนังสืออ่านเสริม การเรียนรู้สำหรับเด็กที่ผู้ศึกษาได้จัดทำขึ้นนั้นมีสีสันที่สวยงามและน่าสนใจ
การพัฒนาแบบฝึกทักษะการสร้างสรรค์งานศิลปะด้วยเศษวัสดุ เพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์
[ โดย kruinfo ชม 319 ]
การพัฒนาแบบฝึกทักษะการสร้างสรรค์งานศิลปะด้วยเศษวัสดุ เพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนอนุบาลสระบุรี ผู้ศึกษา นายประวิทย์ บุญต้น ปี 2553 การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อรายงานผลการพัฒนาและผลการใช้แบบฝึกทักษะ การสร้างสรรค์งานศิลปะด้วยเศษวัสดุ เพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนอนุบาลสระบุรี กลุ่มตัวอย่างในการศึกษาคือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/2 จำนวน 52 คน ปีการศึกษา 2553 ซึ่งได้มาจากการจับฉลากมา 1 ห้องเรียน เครื่องมือในการศึกษาประกอบด้วยแบบฝึกทักษะการสร้างสรรค์งานศิลปะด้วยเศษวัสดุ เพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนอนุบาลสระบุรี แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบประเมินพฤติกรรมการคิดสร้างสรรค์ของนักเรียน แบบสอบถามความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อการเรียนด้วยแบบฝึกทักษะ และแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อแบบฝึกทักษะ ซึ่งผ่านการตรวจสอบคุณภาพโดยวิธีให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา สถิติในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าดัชนีความสอดคล้องและค่าความเชื่อมั่น ผลการศึกษา พบว่า 1. ประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะการสร้างสรรค์งานศิลปะด้วยเศษวัสดุ เพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนอนุบาลสระบุรี มีค่าประสิทธิภาพ E1/ E2 เท่ากับ 86.20 / 88.65 สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้คือ 80/80 2. ผลการใช้แบบฝึกทักษะ ในด้านต่าง ๆ คือ 2.1 พฤติกรรมการคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนโดยภาพรวมหลังใช้แบบฝึกทักษะ การสร้างสรรค์งานศิลปะด้วยเศษวัสดุ เพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนอนุบาลสระบุรี อยู่ในระดับมาก 2.2 ความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อการเรียนด้วยแบบฝึกทักษะการสร้างสรรค์งานศิลปะด้วยเศษวัสดุ เพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนอนุบาลสระบุรี โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด 2.3 ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อแบบฝึกทักษะการสร้างสรรค์งานศิลปะ ด้วยเศษวัสดุ เพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนอนุบาลสระบุรี โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด
แบบฝึกทักษะพันธะเคมี
[ โดย kruinfo ชม 320 ]
แบบฝึกทักษะ วิชาเคมีเพิ่มเติม ม.4 การเกิดพันธะเคมี แบบฝึกทักษะ เล่มที่ ๑ การเกิดพันธะเคมี
รายงานการใช้บทเรียนสำเร็จรูป เพื่อพัฒนาทักษะการใช้ภาษา กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่อง ชนิดของคำ ของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนเทศบาล ๙ (วัดเขาคูบา)
[ โดย kruinfo ชม 248 ]
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) เพื่อสร้างและพัฒนาบทเรียนสำเร็จรูป กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่องชนิดของคำ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 (2) เพื่อศึกษาดัชนีประสิทธิผลของบทเรียนสำเร็จรูป (3) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง ชนิดของคำ ระหว่างก่อนเรียน และหลังเรียน โดยใช้บทเรียนสำเร็จรูป (4) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้บทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง ชนิดของคำ ซึ่งจะมีเนื้อหาในเรื่องดังต่อไปนี้
รายงานการใช้นิทานประกอบแบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำที่มีตัวสะกดไม่ตรงตามมาตรา
[ โดย kruinfo ชม 189 ]
บทคัดย่อ ชื่อเรื่อง : รายงานการใช้นิทานประกอบแบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำที่มีตัวสะกด ไม่ตรงตามมาตรา กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ชื่อผู้ศึกษา : ภัทราพร เครือศิริ สถานศึกษา : โรงเรียนบ้านดงป่าหวาย สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 4 ปีที่ทำการศึกษา : ปีการศึกษา 2554 การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพนิทานประกอบแบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำที่มีตัวสะกดไม่ตรงตามมาตรา กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนด้วยนิทานประกอบแบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำที่มีตัวสะกดไม่ตรงตามมาตรา และเพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านดงป่าหวายที่มีต่อการเรียนด้วยนิทานประกอบแบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำที่มีตัวสะกดไม่ตรงตามมาตรา ประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านดงป่าหวาย ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2554 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียใหม่ เขต 4 จำนวน 7 คน โดยมีแผนแบบการทดลอง One Group Pretest
รายงานผลการพัฒนาการจัดการเรียนรู้ โดยใช้บทเรียนสำเร็จรูป หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 งานและพลังงาน
[ โดย kruinfo ชม 167 ]
บทคัดย่อ การพัฒนาการจัดการเรียนรู้ โดยใช้บทเรียนสำเร็จรูป หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 งานและพลังงาน วิชาฟิสิกส์เพิ่มเติม 1 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 มีความมุ่งหมายของการศึกษาดังนี้ (1) เพื่อสร้างบทเรียนสำเร็จรูป หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 งานและพลังงาน วิชาฟิสิกส์เพิ่มเติม 1 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 (2) เพื่อศึกษาดัชนีประสิทธิผล ของการจัดการเรียนรู้ โดยใช้บทเรียนสำเร็จรูป หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 งานและพลังงาน วิชาฟิสิกส์เพิ่มเติม 1 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 (3) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน โดยใช้บทเรียนสำเร็จรูป หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 งานและพลังงาน วิชาฟิสิกส์เพิ่มเติม 1 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 (4) เพื่อศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ โดยใช้บทเรียนสำเร็จรูป หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 งานและพลังงาน วิชาฟิสิกส์เพิ่มเติม 1 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 กลุ่มเป้าหมาย คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2552 โรงเรียนขวาวใหญ่วิทยา อำเภอศีขรภูมิ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุรินทร์ เขต 1 จำนวนนักเรียน 18 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) ใช้เวลาในการเก็บข้อมูล 14 ชั่วโมง เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา คือ แผนการจัดการเรียนรู้ หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 งานและพลังงาน วิชาฟิสิกส์เพิ่มเติม 1 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 7 แผนการจัดการเรียนรู้ แบบสอบถามความคิดเห็น จำนวน 18 ข้อ และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เป็นแบบปรนัย จำนวน 40 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการศึกษาพบว่า (1) บทเรียนสำเร็จรูป หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 งานและพลังงาน วิชาฟิสิกส์เพิ่มเติม 1 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 มีประสิทธิภาพ เท่ากับ 87.38 / 85.69 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ (2) ดัชนีประสิทธิผลของการ จัดกิจกรรมการเรียนรู้ โดยใช้บทเรียนสำเร็จรูป หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 งานและพลังงาน วิชาฟิสิกส์เพิ่มเติม 1 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 มีค่าเท่ากับ 0.5923 หรือคิดเป็นร้อยละ 59.23 (3) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียน และหลังเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่เรียนโดยใช้บทเรียนสำเร็จรูป หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 งานและพลังงาน วิชาฟิสิกส์เพิ่มเติม 1 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยมีคะแนนทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน (4) นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 มีความคิดเห็นต่อการจัดการเรียนรู้ โดยใช้บทเรียนสำเร็จรูป หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 งานและพลังงาน วิชาฟิสิกส์เพิ่มเติม 1 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ โดยรวมทุกด้านอยู่ในระดับเหมาะสมมากที่สุด ( = 4.64) ดังนั้นบทเรียนสำเร็จรูป หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 งานและพลังงาน วิชาฟิสิกส์เพิ่มเติม 1 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 จึงเป็นสื่อการจัดการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ สำหรับการนำไปใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ และเป็นแนวทางในการพัฒนาสื่อการเรียนรู้สำหรับครู และผู้สนใจได้เป็นอย่างดี
รายงานผลการพัฒนาการจัดการเรียนรู้ โดยใช้บทเรียนสำเร็จรูป หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 งานและพลังงาน
[ โดย kruinfo ชม 202 ]
บทคัดย่อ การพัฒนาการจัดการเรียนรู้ โดยใช้บทเรียนสำเร็จรูป หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 งานและพลังงาน วิชาฟิสิกส์เพิ่มเติม 1 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 มีความมุ่งหมายของการศึกษาดังนี้ (1) เพื่อสร้างบทเรียนสำเร็จรูป หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 งานและพลังงาน วิชาฟิสิกส์เพิ่มเติม 1 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 (2) เพื่อศึกษาดัชนีประสิทธิผล ของการจัดการเรียนรู้ โดยใช้บทเรียนสำเร็จรูป หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 งานและพลังงาน วิชาฟิสิกส์เพิ่มเติม 1 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 (3) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน โดยใช้บทเรียนสำเร็จรูป หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 งานและพลังงาน วิชาฟิสิกส์เพิ่มเติม 1 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 (4) เพื่อศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ โดยใช้บทเรียนสำเร็จรูป หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 งานและพลังงาน วิชาฟิสิกส์เพิ่มเติม 1 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 กลุ่มเป้าหมาย คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2552 โรงเรียนขวาวใหญ่วิทยา อำเภอศีขรภูมิ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุรินทร์ เขต 1 จำนวนนักเรียน 18 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) ใช้เวลาในการเก็บข้อมูล 14 ชั่วโมง เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา คือ แผนการจัดการเรียนรู้ หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 งานและพลังงาน วิชาฟิสิกส์เพิ่มเติม 1 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 7 แผนการจัดการเรียนรู้ แบบสอบถามความคิดเห็น จำนวน 18 ข้อ และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เป็นแบบปรนัย จำนวน 40 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการศึกษาพบว่า (1) บทเรียนสำเร็จรูป หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 งานและพลังงาน วิชาฟิสิกส์เพิ่มเติม 1 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 มีประสิทธิภาพ เท่ากับ 87.38 / 85.69 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ (2) ดัชนีประสิทธิผลของการ จัดกิจกรรมการเรียนรู้ โดยใช้บทเรียนสำเร็จรูป หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 งานและพลังงาน วิชาฟิสิกส์เพิ่มเติม 1 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 มีค่าเท่ากับ 0.5923 หรือคิดเป็นร้อยละ 59.23 (3) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียน และหลังเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่เรียนโดยใช้บทเรียนสำเร็จรูป หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 งานและพลังงาน วิชาฟิสิกส์เพิ่มเติม 1 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยมีคะแนนทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน (4) นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 มีความคิดเห็นต่อการจัดการเรียนรู้ โดยใช้บทเรียนสำเร็จรูป หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 งานและพลังงาน วิชาฟิสิกส์เพิ่มเติม 1 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ โดยรวมทุกด้านอยู่ในระดับเหมาะสมมากที่สุด ( = 4.64) ดังนั้นบทเรียนสำเร็จรูป หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 งานและพลังงาน วิชาฟิสิกส์เพิ่มเติม 1 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 จึงเป็นสื่อการจัดการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ สำหรับการนำไปใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ และเป็นแนวทางในการพัฒนาสื่อการเรียนรู้สำหรับครู และผู้สนใจได้เป็นอย่างดี
รายงานการวิจัยเอกสารประกอบการจัดการเรียนรู้ เรื่อง นาฏศิลป์พื้นเมืองสร้างสรรค์
[ โดย kruinfo ชม 1,008 ]
การวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมาย 1) เพื่อพัฒนาเอกสารประกอบการจัดการเรียนรู้ เรื่อง นาฏศิลป์พื้นเมืองสร้างสรรค์ ชุด ฟ้อนเต้ยดอกมันปลา กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ สาระนาฏศิลป์ ชั้นประถมศึกษา ปีที่ 4 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อหาดัชนีประสิทธิผลของเอกสารประกอบการจัดการเรียนรู้ เรื่อง นาฏศิลป์พื้นเมืองสร้างสรรค์ ชุด ฟ้อนเต้ยดอกมันปลา กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ สาระนาฏศิลป์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 3) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนของนักเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนที่เรียนด้วย เอกสารประกอบการจัดการเรียนรู้ เรื่อง นาฏศิลป์พื้นเมืองสร้างสรรค์ ชุด ฟ้อนเต้ยดอกมันปลา กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ สาระนาฏศิลป์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 4) เพื่อฝึกทักษะการปฏิบัติ ท่ารำของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านหนองปลาดุก สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครพนม เขต 1 ที่เรียนด้วยเอกสารประกอบการจัดการเรียนรู้ เรื่อง นาฏศิลป์พื้นเมืองสร้างสรรค์ ชุด ฟ้อนเต้ยดอกมันปลา กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ สาระนาฏศิลป์ หลังเรียนพัฒนาขึ้นอยู่ในเกณฑ์ใด 5) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้เอกสารประกอบการจัดการเรียนรู้ เรื่อง นาฏศิลป์พื้นเมืองสร้างสรรค์ ชุด ฟ้อนเต้ยดอกมันปลา กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ สาระนาฏศิลป์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2553 โรงเรียนบ้านหนองปลาดุก สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครพนม เขต 1 จำนวน 34 คน ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง ผู้วิจัยได้จัดการเรียนรู้ให้กับนักเรียนด้วยตนเอง ใช้เวลาจัดกิจกรรมการเรียนรู้ 25 ชั่วโมง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง นาฏศิลป์พื้นเมืองสร้างสรรค์ ชุด ฟ้อนเต้ยดอกมันปลา กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ สาระนาฏศิลป์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 11 แผน 2) เอกสารประกอบการจัดการเรียนรู้ เรื่อง นาฏศิลป์พื้นเมืองสร้างสรรค์ ชุด ฟ้อนเต้ยดอกมันปลา กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ สาระนาฏศิลป์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น จำนวน 4 หน่วย รวมเวลาทั้งหมด จำนวน 25 ชั่วโมง 3) แบบประเมินพฤติกรรมนักเรียนระหว่างเรียน เรื่อง นาฏศิลป์พื้นเมืองสร้างสรรค์ ชุด ฟ้อนเต้ยดอกมันปลา กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ สาระนาฏศิลป์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 4) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง นาฏศิลป์พื้นเมืองสร้างสรรค์ ชุด ฟ้อนเต้ยดอกมันปลา กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ สาระนาฏศิลป์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นจำนวน 40 ข้อ 5)แบบวัดทักษะการปฏิบัติท่ารำของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านหนองปลาดุก สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครพนม เขต 1 ที่เรียนรู้ด้วยเอกสารประกอบการจัดการเรียนรู้ เรื่อง นาฏศิลป์พื้นเมืองสร้างสรรค์ ชุด ฟ้อนเต้ยดอกมันปลา กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ สาระนาฏศิลป์ตามเกณฑ์ที่กำหนดร้อยละ 80 6) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนด้วยเอกสารประกอบการจัดการเรียนรู้ เรื่อง นาฏศิลป์พื้นเมืองสร้างสรรค์ ชุด ฟ้อนเต้ยดอกมันปลา กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ สาระนาฏศิลป์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 เป็นแบบมาตราส่วนประเมินค่า (Ratting Scale) แบ่งเป็น 5 ระดับ คือ มากที่สุด มาก ปานกลาง น้อยและน้อยที่สุด จำนวน 1 ฉบับ ประกอบด้วยข้อคำถาม 10 ข้อ ผลการวิเคราะห์ข้อมูลพบว่า 1. เอกสารประกอบการจัดการเรียนรู้ เรื่อง นาฏศิลป์ พื้นเมืองสร้างสรรค์ ชุด ฟ้อนเต้ยดอกมันปลา กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ สาระนาฏศิลป์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 89.44 /88.45 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดคือ 80/80 2. ค่าดัชนีประสิทธิผลของเอกสารประกอบการจัดการ เรียนรู้ เรื่อง นาฏศิลป์พื้นเมืองสร้างสรรค์ ชุด ฟ้อนเต้ยดอกมันปลา กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ สาระนาฏศิลป์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 มีค่าเท่ากับ 0.82 หมายความว่า หลังจากที่นักเรียนได้เรียนรู้จากเอกสารประกอบการจัดการเรียนรู้ เรื่อง นาฏศิลป์พื้นเมืองสร้างสรรค์ ชุด ฟ้อนเต้ยดอกมันปลา กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ สาระนาฏศิลป์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่ผู้วิจัยได้พัฒนาขึ้นนักเรียนมีความรู้เพิ่มขึ้นคิดเป็นร้อยละ 82 3. ทักษะการปฏิบัติท่ารำของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โดยใช้เอกสารประกอบ การจัดการเรียนรู้ เรื่อง นาฏศิลป์พื้นเมืองสร้างสรรค์ ชุด ฟ้อนเต้ยดอกมันปลา กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ สาระนาฏศิลป์ ที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้นสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด ในระดับร้อยละ 85.75 4. นักเรียนหลังการเรียนรู้ด้วยเอกสารประกอบการจัดการเรียนรู้ เรื่อง นาฏศิลป์พื้นเมืองสร้างสรรค์ ชุด ฟ้อนเต้ยดอกมันปลา กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ สาระนาฏศิลป์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 5. ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อเอกสารประกอบการจัดการเรียนรู้ เรื่อง นาฏศิลป์พื้นเมืองสร้างสรรค์ ชุด ฟ้อนเต้ยดอกมันปลา กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ สาระนาฏศิลป์ ชั้นประถมศึกษา ปีที่ 4 จากการแสดงความพึงพอใจของนักเรียนจำนวน 34 คน มีค่าเฉลี่ย 4.70 อยู่ในระดับความพึงพอใจมากที่สุด
การพัฒนาแบบฝึกทักษะการคิดคำนวณการบวก การลบ การคูณ การหาร จำนวนเต็ม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนแม่วินสามัคคี อำเภอแม่วาง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 4
[ โดย kruinfo ชม 355 ]
การวิจัยในชั้นเรียนวิชาคณิตศาสตร์ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 เรื่องการพัฒนาแบบฝึกทักษะการคิดคำนวณการบวก การลบ การคูณ การหารจำนวนเต็ม มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะการคิดคำนวณการบวก การลบ การคูณ การหารจำนวนเต็ม และศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องการคิดคำนวณการบวก การลบ การคูณ การหารจำนวนเต็ม รวมทั้งศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนแม่วินสามัคคี อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ ที่มีต่อการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ โดยใช้แบบฝึกทักษะการคิดคำนวณการบวก การลบ การคูณ การหารจำนวนเต็ม เครื่องมือที่ใช้รวบรวมข้อมูลได้แก่ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องการบวก การลบ การคูณ การหารจำนวนเต็ม และแบบสอบถามวัดความพึงพอใจในการเรียนคณิตศาสตร์ ซึ่งได้สร้างขึ้นโดยผ่านการพิจารณาของผู้เชี่ยวชาญ และมีความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.79 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติทดสอบ ( t
รายงานผลการพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนประเภทแบบฝึกหัด เพื่อพัฒนาทักษะการเขียนภาษาอังกฤษ เรื่อง The Diary สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนสตรีนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์
[ โดย kruinfo ชม 124 ]
รายงานผลการพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนประเภทแบบฝึกหัด เพื่อพัฒนาทักษะการเขียนภาษาอังกฤษ เรื่อง The Diary สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนสตรีนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์ ผู้ศึกษามีจุดมุ่งหมายเพื่อ 1) ศึกษาผลการพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนประเภทแบบฝึกหัด เพื่อพัฒนาทักษะการเขียนภาษาอังกฤษ เรื่อง The Diary สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ตามเกณฑ์ประสิทธิภาพ 75/75 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ด้านการเขียนภาษาอังกฤษก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน และ 3) ประเมินความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/3 โรงเรียนสตรีนครสวรรค์ ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2553 จำนวน 47 คน ระยะเวลาที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ใช้เวลาทั้งสิ้น 14 ชั่วโมง เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลประกอบด้วยแผนการจัดการเรียนรู้ หน่วยการเรียนรู้ The Diary บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนประเภทแบบฝึกหัด เพื่อพัฒนาทักษะการเขียนภาษาอังกฤษ เรื่อง The Diary สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 แบบทดสอบทักษะการเขียนภาษาอังกฤษ เรื่อง The Diary ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 และแบบสอบถามความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ผลการศึกษาพบว่า 1. บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนประเภทแบบฝึกหัด เพื่อพัฒนาทักษะการเขียนภาษาอังกฤษ เรื่อง The Diary สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีค่าประสิทธิภาพเท่ากับ 79.19/77.03 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ที่ตั้งไว้คือ 75/75 2. นักเรียนที่เรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนประเภทแบบฝึกหัด เพื่อพัฒนาทักษะการเขียนภาษาอังกฤษ เรื่อง The Diary สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีผลสัมฤทธิ์ด้านการเขียนภาษาอังกฤษหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3. ความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนประเภทแบบฝึกหัด เพื่อพัฒนาทักษะการเขียนภาษาอังกฤษ เรื่อง The Diary สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยภาพรวมอยู่ในเกณฑ์ระดับมากขึ้นไป ( 3.51) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05

ยอดนิยม