เลือกห้อง >>

ทั้งหมด

การพัฒนาแผนการเรียนรู้ เรื่อง ระบำเปิดตำนานเจ้าเมืองระนอง(คอซู้เจียง)กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2
[ โดย kruinfo ชม 226 ]
ชื่อเรื่อง การพัฒนาแผนการเรียนรู้ เรื่องระบำเปิดตำนานเจ้าเมืองระนอง (คอซู้เจียง) กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ผู้วิจัย นางอัปสร คุ้มเพชร ปีการศึกษา 2549 บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาแผนการเรียนรู้ เรื่องระบำเปิดตำนานเจ้าเมืองระนอง (คอซู้เจียง) กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 เพื่อศึกษาดัชนีประสิทธิผลของแผนการเรียนรู้เรื่อง ระบำเปิดตำนานเจ้าเมืองระนอง (คอซู้เจียง) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 และเพื่อศึกษาความพึงพอใจต่อการเรียน ตามแผนการเรียนรู้ เรื่อง ระบำเปิดตำนานเจ้าเมืองระนอง (คอซู้เจียง) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2549 โรงเรียนพิชัยรัตนาคาร สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาระนอง จำนวน 1 ห้องเรียน นักเรียน 50 คน โดยใช้วิธีการสุ่มแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย แผนการเรียนรู้ 6 แผน แบบประเมินผลการเรียนรู้ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จำนวน 30 ข้อ มีค่าความยากง่าย อยู่ระหว่าง 0.30
รายงานผลการใช้และพัฒนาชุดการเรียนรู้ เรื่อง การบวกและการลบจำนวนนับที่มีผลลัพธ์และตัวตั้งไม่เกิน 1,000 กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2
[ โดย kruinfo ชม 179 ]
รายงานผลการศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ดังนี้คือ 1) เพื่อพัฒนาชุดการเรียนรู้ เรื่อง การบวกและการลบจำนวนนับที่มีผลลัพธ์และตัวตั้งไม่เกิน 1,000 กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดการเรียนรู้ เรื่อง การบวกและการลบจำนวนนับที่มีผลลัพธ์และตัวตั้งไม่เกิน 1,000 กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ และ 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดการเรียนรู้ เรื่อง การบวกและการลบจำนวนนับที่มีผลลัพธ์และตัวตั้งไม่เกิน 1,000 กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาคือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านชาด สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 3 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2554 จำนวน 28 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาคือชุดการเรียนรู้ เรื่อง การบวกและการลบจำนวนนับที่มี ผลลัพธ์และตัวตั้งไม่เกิน 1,000 กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 แผนการจัดการเรียนรู้ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและแบบประเมินความพึงพอใจต่อการเรียนรู้ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ สถิติพื้นฐานโดยการหาค่าเฉลี่ยและค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน การหาค่าร้อยละ การหาค่าความสอดคล้อง การหาค่าความยากง่าย การหาค่าอำนาจจำแนกและการทดสอบลำดับพิสัย The Wilcoxon Signed Ranks Test (Z-test) ผลการศึกษาพบว่า 1. ผลการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดการเรียนรู้ เรื่อง การบวกและการลบจำนวนนับที่มีผลลัพธ์และตัวตั้งไม่เกิน 1,000 กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 83.68/81.19 2. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ เรื่อง การบวกและการลบจำนวนนับที่มีผลลัพธ์และตัวตั้งไม่เกิน 1,000 กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังการเรียนสูงกว่าก่อนการเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 (Z = 4.634, **p = .000) 3. ผลการประเมินความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ด้วยชุดการเรียนรู้ เรื่อง การบวกและการลบจำนวนนับที่มีผลลัพธ์และตัวตั้งไม่เกิน 1,000 กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 มีผลการประเมินอยู่ในระดับมาก ( = 4.43, S.D. = 0.70)
ผลการสอนสุขศึกษาแบบประสมประสานที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความพึงพอใจในการเรียนรู้สุขศึกษาของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4
[ โดย kruinfo ชม 172 ]
ชื่อเรื่อง ผลการสอนสุขศึกษาแบบประสมประสานที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และความพึงพอใจในการเรียนรู้สุขศึกษาของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ผู้วิจัย นางปิยรัตน์ เรืองวงศ์วิทยา ประเภทของวิจัย การวิจัยแบบทดลอง ปีที่วิจัย 2553 บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อพัฒนากิจกรรมการสอนสุขศึกษาแบบประสมประสาน เรื่อง ความปลอดภัยในชีวิต ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 (2) เพื่อศึกษาดัชนีประสิทธิผลของกิจกรรมการเรียนรู้สุขศึกษา เรื่อง ความปลอดภัยในชีวิต ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 (3) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังจากการที่นักเรียนได้รับการสอนสุขศึกษาแบบประสมประสานที่พัฒนาขึ้น (4) เพื่อศึกษาระดับความพึงพอใจในการเรียนรู้สุขศึกษาแบบประสมประสานของนักเรียนที่ได้รับการสอนสุขศึกษาแบบประสมประสานที่พัฒนาขึ้น กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2553 โรงเรียนชุมชนบ้านบุ่งแก้ว อำเภอโนนสะอาด จังหวัดอุดรธานี จำนวน 28 คน ที่ได้มาโดย การเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย (1) แผนการจัดการเรียนรู้และบทเรียน กิจกรรม กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา เรื่อง ความปลอดภัยในชีวิต ชั้นประถมศึกษา ปีที่ 4 (2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนจำนวน 30 ข้อ มีค่าความยากง่าย ตั้งแต่ .36 ถึง .66 มีค่าอำนาจจำแนกตั้งแต่ .28 ถึง .64 ค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเท่ากับ .94 และ (3) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียน มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .92 การวิจัยในครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบทดลอง รูปแบบ One Group Pretest – Posttest Design วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์หาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบความแตกต่างโดยการทดสอบที ( t – test ) คำนวณด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ SPSS for Windows ผลการวิจัยพบว่า 1. กิจกรรมการเรียนรู้สุขศึกษา เรื่อง ความปลอดภัยในชีวิต ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่ผู้วิจัย พัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพเท่ากับ 89.29/81.88 สูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ 2. กิจกรรมการเรียนรู้สุขศึกษา เรื่อง ความปลอดภัยในชีวิต ที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้นมีค่าดัชนี ประสิทธิผลเท่ากับ 0.7116 แสดงว่า กิจกรรมการเรียนรู้ ทำให้นักเรียนมีความรู้เพิ่มขึ้นร้อยละ 71.16 3. นักเรียนที่เรียนโดยใช้การสอนสุขศึกษาแบบประสมประสานมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 4. นักเรียนที่เรียนโดยใช้การสอนสุขศึกษาแบบประสมประสานมีความพึงพอใจในระดับ มากที่สุด
รายงานการพัฒนาบทเรียนสื่อประสม กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4
[ โดย kruinfo ชม 171 ]
สรุปผลการศึกษา จากผลการทดลองสรุปผลได้ดังนี้ 1. บทเรียนสื่อประสม กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่พัฒนาขึ้น สาระที่ 1 การเจริญเติบโตและพัฒนาการของมนุษย์ มีประสิทธิภาพเท่ากับ 89.77 / 85.24 สูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ สาระที่ 2 ชีวิตและครอบครัว มีประสิทธิภาพเท่ากับ 96.67 / 87.50 สูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ 2. บทเรียนสื่อประสม กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่พัฒนาขึ้น สาระที่ 1 การเจริญเติบโตและพัฒนาการของมนุษย์ มีค่าดัชนีประสิทธิผลเท่ากับ 0.7762 แสดงว่าบทเรียนสื่อประสมทำให้นักเรียนมีความรู้เพิ่มขึ้นร้อยละ 77.62 สาระที่ 2 ชีวิตและครอบครัว มีค่าดัชนีประสิทธิผลเท่ากับ 0.9044 แสดงว่าบทเรียนสื่อประสมทำให้นักเรียนมีความรู้เพิ่มขึ้นร้อยละ 90.44 3. นักเรียนที่เรียนโดยใช้บทเรียนสื่อประสมมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่า ก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 4. ผลสัมฤทธิ์หลังเรียนของนักเรียนที่เรียนด้วยบทเรียนสื่อประสมปีการศึกษา 2553 สูงกว่าปี การศึกษา 2552 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 5. การศึกษาความคิดเห็นของครูที่มีต่อบทเรียนสื่อประสม พบว่าครูผู้สอนที่ประเมินมีความ คิดเห็นที่ระดับมากที่สุด และระดับมากทุกรายการ โดยเฉพาะข้อ 1 ลักษณะรูปเล่มเหมาะสม และ ข้อ 2 รายละเอียดของกิจกรรมเหมาะสม ความคิดเห็นระดับมากที่สุด รองลงมาคือ ข้อ 13 นักเรียนมีส่วนร่วมในกิจกรรมทุกขั้นตอน โดยมีค่าความคิดเห็นระดับมากที่สุด 6. การศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อบทเรียนสื่อประสม และการปฏิบัติกิจกรรม หลังเสร็จสิ้นระยะทำการทดลองแล้ว นักเรียนมีความคิดเห็นในระดับมากที่สุด และมากทุกรายการ โดยเฉพาะข้อ 1 สื่อประสมมีประโยชน์ มีคุณค่า ข้อ 3 ตัวอักษรชัดเจน อ่านง่าย ข้อ 4 เสียงประกอบบทเรียนคอมพิวเตอร์น่าสนใจ ข้อ 7 นำความรู้ไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ ข้อ 14 ทุกคนได้ศึกษาด้วยตนเอง และข้อ 15 นักเรียนมีเจตคติที่ดีต่อการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ซึ่งครูมีค่าเฉลี่ยของความคิดเห็นระดับมากที่สุด
รายงานการใช้เอกสารประกอบการเรียน เรื่องการดำรงพันธุ์ของสิ่งมีชีวิต
[ โดย kruinfo ชม 520 ]
บทคัดย่อ รายงานการใช้เอกสารประกอบการเรียน เรื่องการดำรงพันธุ์ของสิ่งมีชีวิต กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 พัฒนาขึ้นตามความมุ่งหมาย คือเพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของเอกสารประกอบการเรียน ตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนระหว่างก่อนเรียนกับหลังเรียนด้วยเอกสารประกอบการเรียน เรื่องการดำรงพันธุ์ของสิ่งมีชีวิต และเพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนรู้เอกสารประกอบการเรียน โดยศึกษากับกลุ่มเป้าหมาย คือ นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ภาคเรียนที่ 1 โรงเรียนบ้านนาหนอง ปีการศึกษา 2554 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิษณุโลก เขต 3 จำนวน 14 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ประกอบด้วย เอกสารประกอบการเรียนเรื่องการดำรงพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 9 เล่ม แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบสอบถามความพึงพอใจสำหรับนักเรียนที่มีต่อการเรียนรู้เอกสารประกอบ การเรียน ดำเนินการพัฒนา เก็บรวบรวมข้อมูล และวิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้สถิติพื้นฐาน สถิติเพื่อการตรวจสอบข้อมูล สถิติเพื่อหาประสิทธิภาพ และสถิติเพื่อการทดสอบสมมติฐาน (เปรียบเทียบก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยเอกสารประกอบการเรียน ) ผลที่ได้รับจากการใช้เอกสารประกอบการเรียน มีข้อค้นพบตามความมุ่งหมายดังต่อไปนี้ 1. ประสิทธิภาพของเอกสารประกอบการเรียน เรื่องการดำรงพันธุ์ของสิ่งมีชีวิต กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 มีประสิทธิภาพ ดังนี้ 1.1 ประสิทธิภาพระหว่างการใช้ (E1 : 80 ตัวแรก) ในภาพรวมทุกชุดมีประสิทธิภาพ 86.75 และเมื่อพิจารณาในแต่ละเล่มทั้ง 9 เล่ม มีประสิทธิภาพ ดังนี้ 1.1.1 เล่มที่ 1 โครงสร้างและหน้าที่ของดอก มีประสิทธิภาพ 84.00 1.1.2 เล่มที่ 2 การถ่ายละอองเรณูและการปฏิสนธิ มีประสิทธิภาพ 84.29 1.1.3 เล่มที่ 3 วัฏจักรชีวิตของพืชดอก มีประสิทธิภาพ 87.86 1.1.4 เล่มที่ 4 การขยายพันธุ์พืช มีประสิทธิภาพ 90.48 1.1.5 เล่มที่ 5 ความหลากหลายของพืช มีประสิทธิภาพ 90.57 1.1.6 เล่มที่ 6 การสืบพันธุ์และการขยายพันธุ์ของสัตว์ มีประสิทธิภาพ 81.11 1.1.7 เล่มที่ 7 วัฏจักรชีวิตของสัตว์ มีประสิทธิภาพ 91.84 1.1.8 เล่มที่ 8 ความหลากหลายของสัตว์ มีประสิทธิภาพ 89.74 1.1.9 เล่มที่ 9 การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม มีประสิทธิภาพ 80.82 1.2 ประสิทธิภาพหลังการใช้ (E2 : 80 ตัวหลัง) ที่ใช้แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน ประเมินผลเมื่อเสร็จสิ้นการใช้นวัตกรรมทั้งหมด มีประสิทธิภาพ 84.05 สรุปผลประสิทธิภาพของเอกสารประกอบการเรียน ระหว่างใช้กับหลังการใช้ ( E1/ E2) มีประสิทธิภาพ 86.75/84.05 2. การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนด้วยเอกสารประกอบการเรียน เรื่องการดำรงพันธุ์ของสิ่งมีชีวิต กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน โดยใช้แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 นั่นคือ เอกสารประกอบการเรียน ทำให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 สูงขึ้น 3. ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนรู้เอกสารประกอบการเรียน เรื่องการดำรงพันธุ์ของสิ่งมีชีวิต กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โดยใช้แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียน ในภาพรวมมีความพึงพอใจในระดับมาก ( = 4.10 , S.D. = 0.83) เมื่อพิจารณา 3 ด้านหลัก คือ ด้านปัจจัยนำเข้า ด้านกระบวนการและด้านผลผลิต พบว่า มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากทุกด้าน ( = 4.07 , 4.06 , 4.32 , S.D. = 0.87, 0.82 , 0.73 ตามลำดับ) เมื่อพิจารณารายข้อ พบว่า ด้านผลผลิต คือ นักเรียนเกิดความรู้จากการเรียนรู้ด้วยเอกสารประกอบการเรียน มีความพึงพอใจในระดับมากที่สุด ( = 4.56 , S.D. = 0.62) รองลงมาคือ ด้านปัจจัยนำเข้า คือ เนื้อหาที่กำหนดในกิจกรรมการเรียนมีความเหมาะสมกับนักเรียน และด้านกระบวนการ คือ กิจกรรมส่งเสริมให้นักเรียนได้ฝึกค้นคว้า รวบรวมข้อมูล และสร้างสรรค์ความรู้ด้วยตนเอง มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก ( = 4.30 , 4.30 , S.D. = 0.71 , 0.79 ตามลำดับ)
รายงานการใช้หนังสือสำหรับเด็กเพื่อส่งเสริมทักษะการอ่าน การเขียน ชุดเรียนรู้คำพื้นฐานด้วยบทร้อยกรอง กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1
[ โดย kruinfo ชม 234 ]
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของหนังสือสำหรับเด็ก เพื่อส่งเสริมทักษะการอ่าน การเขียน ชุดเรียนรู้คำพื้นฐานด้วยบทร้อยกรอง กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้หนังสือสำหรับเด็กเพื่อส่งเสริมทักษะการอ่าน การเขียน ชุดเรียนรู้คำพื้นฐานด้วยบทร้อยกรอง กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านสันทราย สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 4 ที่มีต่อหนังสือสำหรับเด็กเพื่อส่งเสริมทักษะการอ่าน การเขียน ชุดเรียนรู้คำพื้นฐานด้วยบทร้อยกรอง กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ประชากรที่ใช้ในการศึกษาคือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านสันทราย สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 4 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2554 จำนวน 24 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ประกอบด้วย 1) หนังสือสำหรับเด็กเพื่อส่งเสริมทักษะการอ่าน การเขียนชุดเรียนรู้คำพื้นฐานด้วยบทร้อยกรอง จำนวน 5 เล่ม 2) แผนการจัดการเรียนรู้ เพื่อประกอบการใช้หนังสือสำหรับเด็กเพื่อส่งเสริมทักษะการอ่าน การเขียน ชุดเรียนรู้คำพื้นฐานด้วยบทร้อยกรอง จำนวน 20 แผน 3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังการใช้หนังสือสำหรับเด็กเพื่อส่งเสริมทักษะการอ่าน การเขียน ชุดเรียนรู้คำพื้นฐานด้วยบทร้อยกรอง จำนวน 1 ฉบับ และ 4) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อหนังสือสำหรับเด็กเพื่อส่งเสริมทักษะการอ่าน การเขียน ชุดเรียนรู้คำพื้นฐานด้วยบทร้อยกรอง การวิเคราะห์ข้อมูลหาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การหาประสิทธิภาพของบทเรียน ค่าความยากง่าย ค่าอำนาจจำแนก ค่าความเชื่อมั่น ผลการศึกษา พบว่า 1.หนังสือสำหรับเด็กเพื่อส่งเสริมทักษะการอ่าน การเขียน ชุดเรียนรู้คำพื้นฐาน ด้วยบทร้อยกรอง กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ที่ผู้ศึกษาสร้างขึ้น จำนวน 5 เล่ม มีประสิทธิภาพ สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ 80/80 คือ มีประสิทธิภาพเฉลี่ยรวมเท่ากับ 87.08/85.42 2.ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนด้วยหนังสือสำหรับเด็กเพื่อส่งเสริมทักษะการอ่าน การเขียน ชุดเรียนรู้คำพื้นฐานด้วยบทร้อยกรอง กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านสันทราย สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 4 มีคะแนนการทดสอบหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 83.16 ซึ่งมีความก้าวหน้า คิดเป็นร้อยละ 41.67 3.ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านสันทราย สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 4 ที่มีต่อหนังสือสำหรับเด็กเพื่อส่งเสริมทักษะการอ่าน การเขียน ชุดเรียนรู้คำพื้นฐานด้วยบทร้อยกรอง กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด
รายงานการพัฒนาบทเรียนสื่อประสม กุล่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4
[ โดย kruinfo ชม 160 ]
สรุปผลการศึกษา จากผลการทดลองสรุปผลได้ดังนี้ 1. บทเรียนสื่อประสม กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่พัฒนาขึ้น สาระที่ 1 การเจริญเติบโตและพัฒนาการของมนุษย์ มีประสิทธิภาพเท่ากับ 89.77 / 85.24 สูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ สาระที่ 2 ชีวิตและครอบครัว มีประสิทธิภาพเท่ากับ 96.67 / 87.50 สูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ 2. บทเรียนสื่อประสม กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่พัฒนาขึ้น สาระที่ 1 การเจริญเติบโตและพัฒนาการของมนุษย์ มีค่าดัชนีประสิทธิผลเท่ากับ 0.7762 แสดงว่าบทเรียนสื่อประสมทำให้นักเรียนมีความรู้เพิ่มขึ้นร้อยละ 77.62 สาระที่ 2 ชีวิตและครอบครัว มีค่าดัชนีประสิทธิผลเท่ากับ 0.7994 แสดงว่าบทเรียนสื่อประสมทำให้นักเรียนมีความรู้เพิ่มขึ้นร้อยละ 79.94 3. นักเรียนที่เรียนโดยใช้บทเรียนสื่อประสมมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่า ก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 4. ผลสัมฤทธิ์หลังเรียนของนักเรียนที่เรียนด้วยบทเรียนสื่อประสมปีการศึกษา 2553 สูงกว่าปี การศึกษา 2552 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 5. การศึกษาความคิดเห็นของครูที่มีต่อบทเรียนสื่อประสม ผู้ประเมินมีความคิดเห็นระดับ มากที่สุด และระดับมากทุกรายการ โดยเฉพาะข้อ 1 ลักษณะรูปเล่มเหมาะสม และ ข้อ 2 รายละเอียดของกิจกรรมเหมาะสม ความคิดเห็นระดับมากที่สุดคือ = 5.00 , S.D. = 0.00 รองลงมาคือ ข้อ 13 นักเรียนมีส่วนร่วมในกิจกรรมทุกขั้นตอน โดยมีค่าความคิดเห็นระดับมากที่สุด คือ มีค่าเฉลี่ย = 4.96 , S.D. = 0.19 6. การศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อบทเรียนสื่อประสม และการปฏิบัติกิจกรรม หลังเสร็จสิ้นระยะทำการทดลองแล้ว นักเรียนมีความคิดเห็นในระดับมากที่สุด และมากทุกรายการ โดยเฉพาะข้อ 1 สื่อประสมมีประโยชน์ มีคุณค่า ข้อ 3 ตัวอักษรชัดเจน อ่านง่าย ข้อ 4 เสียงประกอบบทเรียนคอมพิวเตอร์น่าสนใจ ข้อ 7 นำความรู้ไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ ข้อ 14 ทุกคนได้ศึกษาด้วยตนเอง และข้อ 15 นักเรียนมีเจตคติที่ดีต่อการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ซึ่งครูมีค่าเฉลี่ยของความคิดเห็นระดับมากที่สุด คือ = 5.00 , S.D. = 0.00
งานประดิษฐ์ดอกไม้จากพืชในท้องถิ่น
[ โดย kruinfo ชม 342 ]
เอกสารประกอบการเรียน เรื่อง งานประดิษฐ์ดอกไม้จากพืชในท้องถิ่น เป็นเครื่องมือของการจัดการเรียนรู้ ให้นักเรียนได้เกิดการเรียนรู้และมีทักษะในการปฏิบัติ เพื่อส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาวิชาชีพ จึงมีความจำเป็นที่นักเรียนต้องมีความรู้ความเข้าใจ และมีความคิดสร้างสรรค์ เพื่อเป็น พื้นฐานในการปฏิบัติในชีวิตประจำวัน เอกสารประกอบการเรียนรู้เรื่องงานประดิษฐ์ดอกไม้จากพืชในท้องถิ่นมีความมุ่งหวังเพื่อใช้เป็นสื่อประกอบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะในเรื่องของการประกอบอาชีพเสริมรายได้สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 เกี่ยวกับเรื่อง งานประดิษฐ์ดอกไม้จากพืชในท้องถิ่น เพื่อให้ผู้เรียนมีความรู้ ความเข้าใจ สามารถทำการประดิษฐ์ดอกไม้หารายได้เสริม เหมาะสมกับระดับช่วงชั้น โดยในเอกสารประกอบการเรียนมีลำดับขั้นตอนปฏิบัติและภาพประกอบอย่างสวยงาม
การพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัย ชั้นอนุบาลปีที่ 2
[ โดย kruinfo ชม 590 ]
บทคัดย่อ การศึกษา เรื่อง การพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัย ชั้นอนุบาลปีที่ 2 โดยใช้ชุดกิจกรมวิทยาศาสตร์หรรษา ในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลการพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย ที่ได้รับจากการจัดประสบการณ์วิทยาศาสตร์โดยใช้ชุดกิจกรรมวิทยาศาสตร์หรรษาและเปรียบเทียบผลการพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัยก่อนและหลังจัดประสบการณ์ โดยใช้ชุดกิจกรรมวิทยาศาสตร์หรรษา แบบแผนในการจัดการศึกษา คือแบบกลุ่มทดลองกลุ่มเดียว ประชากรที่ใช้ในการศึกษาในครั้ง คือเด็กปฐมวัย ชั้นอนุบาล 2 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2554 โรงเรียนวัดปางเติม สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเชียงใหม่ เขต 2 โดยเลือกแบบเจาะจงจำนวน 10 คน เครื่องมือที่ใช้ในการจัดการศึกษา ประกอบด้วยชุดกิจกรมวิทยาศาสตร์หรรษา จำนวน 40 กิจกรรม และแผนการจัดกิจกรรมวิทยาศาสตร์จำนวน 40 แผน ใช้เวลาในการศึกษา 10 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 5 วัน วันละ 20 นาที รวมจำนวน 40 ครั้ง เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือแบบประเมินทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ก่อนและหลังการจัดกิจกรรมวิทยาศาสตร์ แบบประเมินพฤติกรรมตามจุดประสงค์ระหว่างการจัดกิจกรรม จำนวน 40 กิจกรรม ผลการศึกษาพบว่าทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัยชั้นอนุบาลปีที่ 2 มีคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนเท่ากับ 16.40 (คิดเป็นร้อยละ54.67 ) คะแนนเฉลี่ยหลังเรียนเท่ากับ 24.10 (คิดเป็นร้อยละ 80.33) และค่าร้อยละความก้าวหน้าเท่ากับ 47.86 นั่นคือเด็กปฐมวัยชั้นอนุบาลปีที่ 2 หลังได้รับการจัดกิจกรรมเพื่อพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์สูงกว่าก่อนได้รับการจัดประสบการณ์โดยใช้ชุดกิจกรรมวิทยาศาสตร์หรรษา
บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนเพื่อพัฒนาทักษะการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3
[ โดย kruinfo ชม 188 ]
บทคัดย่อ การศึกษาในครั้งนี้มีความมุ่งหมาย 1) เพื่อสร้างและพัฒนาประสิทธิภาพของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนเพื่อพัฒนาทักษะการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3โรงเรียนพระปฐมวิทยาลัย ให้ได้ตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนพระปฐมวิทยาลัย ก่อนและหลังการเรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนเพื่อพัฒนาทักษะการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนพระปฐมวิทยาลัย 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนพระปฐมวิทยาลัย ที่มีต่อบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนเพื่อพัฒนาทักษะการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจ กลุ่มประชากรได้แก่นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3โรงเรียนพระปฐมวิทยาลัย จำนวน 795 คน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนพระปฐมวิทยาลัย ที่กำลังเรียนวิชาภาษาอังกฤษ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2553 จำนวน 120 คน ที่ได้มาด้วยการเลือกตัวอย่างแบบเจาะจง (purposive sampling) จำนวน 2 ห้องเรียน วิเคราะห์ และเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของข้อมูลโดยใช้ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของแบบทดสอบ (t-test) ผลการศึกษาพบว่า 1) บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนเพื่อพัฒนาทักษะการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3โรงเรียนพระปฐมวิทยาลัย มีประสิทธิภาพเท่ากับ 83.16/82.61 แสดงว่าบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพอยู่ในเกณฑ์ดีมาก 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาอังกฤษของกลุ่มตัวอย่างหลังเรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนเพื่อพัฒนาทักษะการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3โรงเรียนพระปฐมวิทยาลัย สูงกว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาอังกฤษก่อนเรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 3) กลุ่มตัวอย่างมีความพึงพอใจต่อบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนเพื่อพัฒนาทักษะการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนพระปฐมวิทยาลัย โดยเฉลี่ยเท่ากับ ( = 3.77, S.D. = 0.61) ซึ่งอยู่ในระดับความพึงพอใจมากที่สุด TITLE Report of Effects of Using Computer-Assisted Instruction English Reading Skill Entitled
การสร้างเว็บเพจด้วยภาษา HTML
[ โดย kruinfo ชม 141 ]
การศึกษาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (คอมพิวเตอร์) เรื่องการสร้างเว็บเพจด้วยภาษา HTML ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 เพื่อศึกษาดัชนีประสิทธิผลการเรียนรู้ด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (คอมพิวเตอร์) เรื่อง การสร้างเว็บเพจด้วยภาษา HTML ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 และศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนหลังจากเรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (คอมพิวเตอร์) เรื่องการสร้างเว็บเพจด้วยภาษา HTML ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ปีการศึกษา 2553 โรงเรียนนาเวียงจุลดิศวิทยา อำเภอเสนางคนิคม จังหวัดอำนาจเจริญ จำนวน 1 ห้องเรียน นักเรียน 31 คน ซึ่งได้มาโดยวิธีการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาประกอบด้วยแผนการจัดการเรียนรู้ โดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี เรื่องการสร้างเว็บเพจด้วยภาษา HTML ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 9 เรื่อง แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าประสิทธิภาพของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ค่าดัชนีประสิทธิผล และสถิติทดสอบ t-test ผลการศึกษา พบว่า 1. บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี(คอมพิวเตอร์) เรื่องการสร้างเว็บเพจด้วยภาษา HTML ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีประสิทธิภาพ 84.23/84.03 มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 ที่กำหนดไว้ 2. บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี(คอมพิวเตอร์) เรื่อง การสร้างเว็บเพจด้วยภาษา HTML ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีค่าดัชนีประสิทธิผล เท่ากับ 0.7737 หมายถึง เมื่อนักเรียนได้เรียนโดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี เรื่อง การสร้างเว็บเพจด้วยภาษา HTML แล้วนักเรียนมีความรู้เพิ่มขึ้นร้อยละ 77.37 3. นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนโดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (คอมพิวเตอร์) เรื่อง การสร้างเว็บเพจด้วยภาษา HTML ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 อยู่ในระดับพึงพอใจมาก ผลการทดสอบสมมติฐานการศึกษาครั้งนี้ ปรากฏว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (คอมพิวเตอร์) เรื่องการสร้างเว็บเพจด้วยภาษา HTML ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
ผลการพัฒนาความสามารถด้านการคิดสร้างสรรค์โดยใช้ชุดกิจกรรมสร้างสรรค์จากวัสดุธรรมชาติ สำหรับเด็กปฐมวัย ชันอนุบาลปีที่ 3
[ โดย kruinfo ชม 723 ]
บทคัดย่อ ชื่อรายงาน ผลการพัฒนาความสามารถด้านการคิดสร้างสรรค์โดยใช้ชุดกิจกรรมสร้างสรรค์จาก วัสดุธรรมชาติ สำหรับเด็กปฐมวัย ชันอนุบาลปีที่ 3 ชื่อผู้รายงาน นางสาวสุวลักษณ์ บุตรดี ปีที่รายงาน ปีการศึกษา 2553 การศึกษาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อพัฒนาและหาประสิทธิภาพชุดกิจกรรมสร้างสรรค์จากวัสดุธรรมชาติ ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ P1:P2 = 80:60 2) เพื่อศึกษาระดับความสามารถด้านการคิดสร้างสรรค์ 3) เพื่อเปรียบเทียบความสามารถด้านการคิดสร้างสรรค์ระหว่างก่อนและหลังดำเนินกิจกรรมสร้างสรรค์จากวัสดุธรรมชาติ และ 4) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนต่อการใช้ชุดกิจกรรมสร้างสรรค์จากวัสดุธรรมชาติ กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนระดับชั้นอนุบาลศึกษาปีที่ 3 จำนวน 30 คน โรงเรียนเทศบาล 2 วัดกลางทุมมาวาส
การพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง จักรวาลและเทคโนโลยีอวกาศ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6
[ โดย kruinfo ชม 193 ]
บทคัดย่อ การพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง จักรวาลและเทคโนโลยีอวกาศ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 การศึกษาครั้งนี้มีจุดประสงค์ 1) เพื่อผลิตและหาประสิทธิภาพบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง จักรวาลและเทคโนโลยีอวกาศ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ก่อนเรียน และหลังเรียน ที่เรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง จักรวาลและเทคโนโลยีอวกาศ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง จักรวาลและเทคโนโลยีอวกาศ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 กลุ่มตัวอย่างในการศึกษาครั้งนี้คือนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2551 โรงเรียนเทศบาลวัดแหลมสุวรรณาราม สังกัดเทศบาลนครสมุทรสาครโดยวิธีสุ่มอย่างง่าย จำนวน 30 คน วิธีทดลองให้นักเรียนเรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนที่สร้างขึ้น จำนวน 5 บทเรียน ใช้เวลาทดลอง 5 ครั้ง ครั้งละ 2 ชั่วโมง เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาได้แก่ 1) บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง จักรวาลและเทคโนโลยีอวกาศ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่เรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง จักรวาลและเทคโนโลยีอวกาศ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 3) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง จักรวาลและเทคโนโลยีอวกาศ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 สถิติที่ใช้การการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบ t-test (Dependent Sample) ผลการศึกษาพบว่า 1. ประสิทธิภาพของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง จักรวาลและเทคโนโลยีอวกาศ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีค่าเท่ากับ 81.99/81.21 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่เรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง จักรวาลและเทคโนโลยีอวกาศ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ .05 3. ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง จักรวาลและเทคโนโลยีอวกาศ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีค่าเฉลี่ยรวมของความพึงพอใจในระดับดี
การพัฒนาแบบฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ เรื่อง บทประยุกต์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5
[ โดย kruinfo ชม 682 ]
บทคัดย่อ ชื่อเรื่อง : การพัฒนาแบบฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ เรื่อง บทประยุกต์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 กลุ่มสาระการเรียนรู้ : คณิตศาสตร์ ผู้ศึกษา : นายสุนทร ยอดยา ปีที่ศึกษา : 2554 การพัฒนาแบบฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ เรื่อง บทประยุกต์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาแบบฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ เรื่อง บทประยุกต์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ เรื่อง บทประยุกต์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 และเพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้ แบบฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ เรื่อง บทประยุกต์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านโป่ง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพะเยา เขต 1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2553 จำนวน 11 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ 1) แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง บทประยุกต์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 30 ข้อ 2) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ เรื่อง บทประยุกต์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 1 ฉบับ 3) แผนการจัดการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง บทประยุกต์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 19 แผน 4) แบบฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ เรื่อง บทประยุกต์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 18 ชุด วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าทางสถิติ ได้แก่ ค่าเฉลี่ย () ค่าร้อยละ และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน () สรุปผลการศึกษาพบว่า 1. ประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ เรื่อง บทประยุกต์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 มีประสิทธิภาพรวมเป็น 87.20/86.06 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ประสิทธิภาพ 80/80 ที่กำหนดไว้ และเป็นไปตามสมมุติฐานของการศึกษา 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ เรื่อง บทประยุกต์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 มีคะแนนเฉลี่ยหลังเรียน เท่ากับ 25.82 คิดเป็นร้อยละ 86.06 คะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนเท่ากับ 17.73 คิดเป็นร้อยละ 59.09 แสดงว่าคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน และเป็นไปตามสมมุติฐานของการศึกษา 3. ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 เรื่อง บทประยุกต์ โดยภาพรวมนักเรียน มีความพึงพอใจในระดับที่มากที่สุด มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.76 และเป็นไปตามสมมุติฐานของการศึกษา
บทเรียนสำเร็จรูป ชุด English for Communication เรื่อง Imperative Sentence
[ โดย kruinfo ชม 1,150 ]
บทเรียนสำเร็จรูป ชุด English for Communication เรื่อง Imperative Sentenceจัดทำขึ้นเพื่อใช้เป็นสื่อประกอบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้กลุ่มสาระภาษาต่างประเทศ รายวิชาภาษาอังกฤษพื้นฐาน 1 รหัสวิชา อ21101 สำหรับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 นักเรียนสามารถศึกษาค้นคว้าได้ด้วยตนเองทั้งในและนอกห้องเรียน หลังจากนำบทเรียนสำเร็จรูปไปใช้ในการจัดกิจกรรมแล้วนักเรียนจะมีความรู้เรื่อง Imperative Sentence รายละเอียดในบทเรียนสำเร็จรูป ประกอบด้วยจุดประสงค์การเรียนรู้ คำแนะนำในการใช้บทเรียนสำเร็จรูป แบบทดสอบก่อนเรียน-หลังเรียน เนื้อหาในแต่ละกรอบ แบบฝึก เฉลยแบบฝึก นักเรียนสามารถตรวจคำตอบที่ถูกต้องได้ด้วยตนเอง ผู้จัดทำหวังเป็นอย่างยิ่งว่า บทเรียนสำเร็จรูปเล่มนี้คงจะเป็นประโยชน์ต่อผู้เรียนและทำกิจกรรมให้บรรลุตามจุดประสงค์การเรียนรู้ ขอขอบพระคุณผู้ที่ให้คำปรึกษาแนะนำทุกท่านไว้ ณ โอกาสนี้
สัตว์แห่งท้องทุ่ง เล่มที่ 5 หนังสือส่งเสริมการอ่าน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1
[ โดย kruinfo ชม 170 ]
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมทักษะการอ่าน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านบึง (ศรีราชา) สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาชลบุรี เขต 3
การพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ โดยใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ หน่วย Food and drink กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5
[ โดย kruinfo ชม 230 ]
บทคัดย่อ การพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ โดยใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ หน่วย Food and Drink กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 มีความมุ่งหมาย 1) เพื่อพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ หน่วย Food and Drink กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อศึกษาดัชนีประสิทธิผลของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ โดยใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ หน่วย Food and Drink กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 3) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนด้วยหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ หน่วย Food and Drink กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศระหว่างก่อนเรียน และหลังเรียน และ 4) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ หน่วย Food and Drink กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 กลุ่มเป้าหมายในการศึกษา ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษา ปีที่ 5 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2553 โรงเรียนบ้านโพนดวน
แผนการจัดการเรียนรู้ ว21101 วิทยาศาสตร์พื้นฐาน
[ โดย kruinfo ชม 1,180 ]
บทคัดย่อ ในการจัดการศึกษายุคปัจจุบันต้องจัดการศึกษา โดยยึดหลักที่ว่าผู้เรียนทุกคนมีความสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ และต้องจัดการเรียนรู้โดยยึดผู้เรียนเป็นสำคัญที่สุด กระบวนการจัดการเรียนการสอนต้องมีความหลากหลายและสามารถส่งเสริมให้ผู้เรียนได้พัฒนาตนเองตามธรรมชาติและเต็มตามศักยภาพของตนเอง ดังนั้นแผนการจัดการเรียนรู้รายวิชา ว21101 วิทยาศาสตร์พื้นฐาน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ฉบับนี้ได้จัดทำขึ้นมาเพื่อให้มีความสอดคล้องและเหมาะสมกับธรรมชาติของผู้เรียน เพื่อมุ่งเน้นให้นักเรียนได้มีทักษะกระบวนการคิด วิเคราะห์ สามารถสร้างความรู้และสรุปความรู้ได้ด้วยตนเอง ตลอดจนมุ่งเน้นให้นักเรียนสามารถนำความรู้ ที่ได้รับจากการเรียนรู้ไปใช้ในชีวิตประจำวัน เพื่อพัฒนาศักยภาพของตนเองได้ สาระภายในแผนการสอนฉบับนี้ประกอบไปด้วย บทนำหลักสูตรแกนกลางกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ พ.ศ. 2551 หลักสูตรสถานศึกษาโรงเรียนดงเย็นวิทยาคม โครงสร้างหลักสูตร วิสัยทัศน์และคุณภาพของผู้เรียน สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ มาตรฐานการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ มาตรฐานการเรียนรู้ช่วงชั้น ผลการเรียนรู้รายวิชา สาระการเรียนรู้รายวิชา คำอธิบายรายวิชา หน่วยการเรียนรู้ กำหนดการสอน ตารางวิเคราะห์คะแนน และแผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 10 แผน ซึ่งผู้เรียนจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับ สิ่งมีชีวิตเซลล์เดียว สิ่งมีชีวิตหลายเซลล์ หน่วยพื้นฐานของสิ่งมีชีวิต ลักษณะโครงสร้างและหน้าที่ของเซลล์พืชและเซลล์สัตว์ การลำเลียงในพืช การแพร่และออสโมซิส การสืบพันธุ์และการตอบสนองต่อสิ่งเร้ของพืช การสังเคราะห์ด้วยแสง และเทคโนโลยีชีวภาพเพื่อเพิ่มผลผลิตของพืช ด้วยการจัดการเรียนการสอนด้วยวิธีการสืบค้น วิธีการสืบสอบ วิธีอุปนัย และรูปแบบวงจรการเรียนรู้ 5E ที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง และใช้เทคนิคการใช้คำถามเพื่อฝึกให้ผู้เรียนมีทักษะกระบวนการ ทางวิทยาศาสตร์ต่าง ๆ เช่น การสังเกต การจำแนกประเภท การวัด การแปลความหมายข้อมูล การสื่อความหมายข้อมูล การลงข้อสรุป เป็นต้น นอกจากนี้ยังใช้วิธีการทางวิทยาศาสตร์ซึ่งประกอบด้วยการระบุปัญ¬หา การตั้งสมมุติฐาน การทดลอง การวิเคราะห์ การแปลความหมายและการสรุปผล และการนำไปใช้ เพื่อหาคำตอบของปัญหาและได้ความรู้และมีความเข้าใจที่คงทน และพัฒนาจิตวิทยาศาสตร์ของผู้เรียนให้เป็นผู้ที่มีเหตุผล เป็นผู้มีความคิดสร้างสรรค์ มีความพยายาม มานะอดทนในการศึกษาค้นคว้า เพื่อนำความรู้ที่ได้ไปเชื่อมโยงกับชีวิตประจำวัน และประยุกต์ได้จริง ผู้จัดทำแผนการการจัดการเรียนรู้ฉบับนี้ เพื่อใช้ประกอบสื่อบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน(CAI) รายวิชา ว21101 วิทยาศาสตร์พื้นฐาน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 เซลล์และกระบวนการดำรงชีวิตของพืช สร้างโดยนางพัดศรี แสนโสม กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ โรงเรียนดงเย็นวิทยาคม ขอขอบพระคุณผู้บริหารโรงเรียนดงเย็นวิทยาคม ที่ได้ให้คำปรึกษาแนะนำการจัดทำแผนการจัดการเรียนรู้ และขอบคุณผู้ที่ให้การสนับสนุนทุกท่าน ที่มีส่วนช่วยสนับสนุนการจัดทำแผนการสอนในด้านต่างๆจนทำให้แผนการสอนฉบับนี้สำเร็จลุล่วงและมีประสิทธิภาพ นางพัดศรี แสนโสม ครูชำนาญการโรงเรียนดงเย็นวิทยาคม
การพัฒนาเอกสารแบบฝึกทักษะการคิด เรื่อง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6
[ โดย kruinfo ชม 413 ]
บทคัดย่อ การฝึกกระบวนการคิดเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในการพัฒนาศักยภาพมนุษย์ เพราะความสามารถทางความคิดจะนำไปสู่พัฒนาการด้านอื่นๆ การจัดกระบวนการเรียนการสอนแบบหมวกหกใบ เป็นวิธีที่สอนเพื่อพัฒนาความคิด ให้คิดอย่างเป็นระบบสามารถนำความคิดไปประยุกต์ใช้ และการแก้ปัญหา เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต การฝึกคิดเชิงเหตุผลในการเรียนการสอนสามารถพัฒนาทักษะกระบวนการคิดขั้นสูงและพัฒนาผู้เรียนทั้งความรู้ เจตคติและความสนใจ ความสามารถของผู้เรียนในสาระวิชาวิทยาศาสตร์ ดังนั้นผู้ศึกษาจึงสนใจที่จะศึกษาว่า การจัดการเรียนการสอนฝึกการคิดเชิงเหตุผล จะส่งผลต่อความสามารถในการพัฒนาสติปัญญาด้านความสามารถในการคิดเชิงเหตุผลของนักเรียน โดยมีความมุ่งหมายเพื่อ (1) เอกสารแบบฝึกทักษะการคิด การจัดการเรียนการสอนฝึกการคิดเชิงเหตุผลเรื่อง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75 (2) หาดัชนีประสิทธิผลของแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ การจัดการเรียนการสอนฝึกการคิดเชิงเหตุผล(3) เปรียบเทียบการคิดเชิงเหตุผลของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน และ (4) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียน ที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่เรียนวิชาวิทยาศาสตร์ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2553 โรงเรียน บ้านดอนเชียงยืน จำนวน 1 ห้องเรียน 30 คน ซึ่งได้มาโดยการสุ่มอย่างง่าย (Simple Random Sampling) ด้วยวิธีการจับฉลาก เครื่องมือ ที่ใช้ในการดำเนินการศึกษาค้นคว้าในครั้งนี้ มี 4 ชนิด คือ เอกสารแบบฝึกทักษะการคิด กิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จำนวน 8 เล่ม แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แบบปรนัย ชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ ซึ่งมีค่าอำนาจจำแนกตั้งแต่ 0.24 ถึง 0.65 และมีค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบทั้งฉบับเท่ากับ 0.84 แบบทดสอบวัดความสามารถในการคิดเชิงเหตุผล ชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 20 ข้อ และแบบสอบถามความพึงพอใจ แบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน 20 คำถาม สถิติที่ใช้คือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าดัชนีประสิทธิผล และวิเคราะห์เปรียบเทียบด้วย t
ชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ตามวัฏจักรการเรียนรู้ 5E เรื่องร่างกายของเรา
[ โดย kruinfo ชม 147 ]
ชื่อเรื่อง : รายงานผลการพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ตามวัฏจักรการเรียนรู้ 5E เรื่อง ร่างกายของเรา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 หน่วยงาน : โรงเรียนบ้านโคกป่ากุง ตำบลหนองเรือ อำเภอโนนสัง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาหนองบัวลำภู เขต 1 ผู้รายงาน : นายไพโรจน์ กุลวงศ์ ปีการศึกษา : 2554 บทคัดย่อ การศึกษาครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาผลของการพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ตามวัฏจักรการเรียนรู้ 5E เรื่อง ร่างกายของเรา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ปีการศึกษา 2554 โรงเรียนบ้านโคกป่ากุง อำเภอโนนสัง จังหวัดหนองบัวลำภู สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาหนองบัวลำภู เขต 1 จำนวน 22 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มแบบกลุ่ม ( Cluster random sampling ) ใช้เวลาในการทดลอง 21 ชั่วโมง เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ ชุดกิจกรรม การเรียนรู้วิทยาศาสตร์ตามวัฏจักรการเรียนรู้ 5E เรื่อง ร่างกายของเรา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและแบบวัดเจตคติทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียน ต่อการเรียนรู้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ตามวัฏจักรการเรียนรู้ 5E เรื่อง ร่างกายของเรา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติทดสอบค่าที (Ttest) ผลการศึกษาพบว่า 1. ชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ตามวัฏจักรการเรียนรู้ 5E เรื่อง ร่างกายของเรา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่พัฒนาขึ้น มีประสิทธิภาพ 87.47 / 82.12 2. นักเรียนที่เรียนด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ตามวัฏจักรการเรียนรู้ 5E เรื่อง ร่างกายของเรา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 3. นักเรียนที่เรียนด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ตามวัฏจักรการเรียนรู้ 5E เรื่อง ร่างกายของเรา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีเจตคติทางวิทยาศาสตร์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
ชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ตามวัฏจักรการเรียนรู้ 5E เรื่องร่างกายของเรา
[ โดย kruinfo ชม 746 ]
ชื่อเรื่อง : รายงานผลการพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ตามวัฏจักรการเรียนรู้ 5E เรื่อง ร่างกายของเรา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 หน่วยงาน : โรงเรียนบ้านโคกป่ากุง ตำบลหนองเรือ อำเภอโนนสัง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาหนองบัวลำภู เขต 1 ผู้รายงาน : นายไพโรจน์ กุลวงศ์ ปีการศึกษา : 2554 บทคัดย่อ การศึกษาครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาผลของการพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ตามวัฏจักรการเรียนรู้ 5E เรื่อง ร่างกายของเรา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ปีการศึกษา 2554 โรงเรียนบ้านโคกป่ากุง อำเภอโนนสัง จังหวัดหนองบัวลำภู สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาหนองบัวลำภู เขต 1 จำนวน 22 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มแบบกลุ่ม ( Cluster random sampling ) ใช้เวลาในการทดลอง 21 ชั่วโมง เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ ชุดกิจกรรม การเรียนรู้วิทยาศาสตร์ตามวัฏจักรการเรียนรู้ 5E เรื่อง ร่างกายของเรา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและแบบวัดเจตคติทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียน ต่อการเรียนรู้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ตามวัฏจักรการเรียนรู้ 5E เรื่อง ร่างกายของเรา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติทดสอบค่าที (Ttest) ผลการศึกษาพบว่า 1. ชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ตามวัฏจักรการเรียนรู้ 5E เรื่อง ร่างกายของเรา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่พัฒนาขึ้น มีประสิทธิภาพ 87.47 / 82.12 2. นักเรียนที่เรียนด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ตามวัฏจักรการเรียนรู้ 5E เรื่อง ร่างกายของเรา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 3. นักเรียนที่เรียนด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ตามวัฏจักรการเรียนรู้ 5E เรื่อง ร่างกายของเรา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีเจตคติทางวิทยาศาสตร์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
รายงานการใช้แบบฝึกเสริมทักษะคำและการสร้างคำ ภาษาไทย ม.3
[ โดย kruinfo ชม 456 ]
บทคัดย่อ ชื่อผลงานทางวิชาการ รายงานการใช้แบบฝึกเสริมทักษะคำและการสร้างคำ รายวิชาภาษาไทย รหัส ท 33101 ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ผู้รายงาน นางสุนีย์ ยะสุกิม หน่วยงาน โรงเรียนสรรพวิทยาคม อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 38 ปีที่ศึกษาค้นคว้า ปีการศึกษา 2553 บทคัดย่อ การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนาแบบฝึกเสริมทักษะคำและการสร้างคำ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาภาษาไทย เรื่อง คำและการสร้างคำ ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน โดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะคำและ การสร้างคำ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2553 โรงเรียนสรรพวิทยาคม อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก จำนวน 40 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าประกอบด้วย 1) แบบฝึกเสริมทักษะคำและการสร้างคำ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 7 เล่ม 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 3) แบบวัด ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนการสอน โดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะคำและการสร้างคำ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่า t - test ผลการศึกษาพบว่า 1) แบบฝึกเสริมทักษะคำและการสร้างคำ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่สร้างขึ้นมีประสิทธิภาพเท่ากับ 85.71/81.95 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 สูงกว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนการสอน โดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะคำและการสร้างคำ โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด
พัฒนาการคิดวิเคราะห์และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยจัดการเรียนรู้แบบอ้างอิงกิจกรรมโครงงาน
[ โดย kruinfo ชม 251 ]
บทคัดย่อ การพัฒนาการคิดวิเคราะห์และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยจัดการเรียนรู้แบบอ้างอิงกิจกรรมโครงงาน การศึกษาครั้งนี้มีจุดประสงค์ 1) เพื่อศึกษาพฤติกรรมการเรียนรู้ โดยวิธีการเรียนรู้แบบอ้างอิงกิจกรรมโครงงานของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 2) เพื่อเปรียบเทียบผลการคิดวิเคราะห์ของนักเรียน ก่อนเรียนและหลังเรียน ที่เรียนด้วยการจัดการเรียนรู้แบบอ้างอิงกิจกรรมโครงงาน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 3) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ก่อนเรียนและหลังเรียน ที่เรียนด้วยการจัดการเรียนรู้แบบอ้างอิงกิจกรรมโครงงาน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 กลุ่มตัวอย่างในการศึกษาครั้งนี้คือนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2551 โรงเรียนเทศบาลวัดแหลมสุวรรณาราม สังกัดเทศบาลนครสมุทรสาครโดยวิธีสุ่มอย่างง่าย จำนวน 30 คน วิธีทดลองให้นักเรียนเรียนโดยจัดการเรียนรู้แบบอ้างอิงกิจกรรมโครงงานที่สร้างขึ้น จำนวน 10 แผน ใช้เวลาทดลอง 20 คาบ คาบละ 60 นาที เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาได้แก่ 1) แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยจัดการเรียนรู้แบบอ้างอิงกิจกรรมโครงงานของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 2) แบบสัมภาษณ์นักเรียน 3) แบบสังเกตพฤติกรรมการเรียนของนักเรียน 4) แบบประเมินผลการทำโครงงานวิทยาศาสตร์ 5) แบบบันทึกประจำวันของครู 6) แบบทดสอบวัดความสามารถในการคิดวิเคราะห์ของนักเรียน 7) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สถิติที่ใช้การการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบ t-test (Dependent Sample) ผลการศึกษาพบว่า 1. พฤติกรรมการเรียนรู้ โดยวิธีการเรียนรู้แบบอ้างอิงกิจกรรมโครงงานของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 พบว่ารูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ เป็นที่น่าสนใจสำหรับนักเรียน มีการค้นพบแบบใหม่ มีการค้นพบความรู้ด้วยตนเอง ทำให้สามารถจดจำได้ดี ชอบวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล สามารถบันทึกข้อมูลได้อย่างหลากหลาย ครูใช้สื่อการสอนแปลก เป็นสื่อมีชีวิต น่าสนใจและใช้แหล่งเรียนรู้ ประกอบการเรียนทำให้สนุกได้ความรู้ พฤติกรรมการเรียนนักเรียนที่เรียนเก่งช่วยเหลือนักเรียนที่เรียนอ่อน มากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 93.33 ลองลงมาได้แก่นักเรียนมีความพร้อมที่จะเรียน คิดเป็นร้อยละ 90.00 และนักเรียนตั้งใจศึกษาใบความรู้ กับนักเรียนกล้ายกมือในการตอบคำถาม คิดเป็นร้อยละ 86.66 ตามลำดับ คะแนนจากแบบประเมินโครงงาน ด้วยวิธีการสอนโดยอ้างอิงกิจกรรมโครงงาน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยรวม 90 คะแนน อยู่ในระดับดีมาก และนักเรียนมีความสนใจที่จะเรียนรู้ตามวิธีการจัดการเรียนรู้โดยอ้างอิงกิจกรรมโครงงานและสามารถพัฒนาการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนในการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ได้ดีเป็นลำดับ คือ นักเรียนสามารถใช้ทักษะการสังเกต เป็นพื้นฐานในการรวบรวมข้อมูล โดยการแยกแยะสิ่งที่ต้องการศึกษา เปรียบเทียบระหว่างสิ่งที่ต้องการสังเกตหรือศึกษา จนสามารถสรุปและให้เหตุผลได้ดีขึ้นเป็นลำดับ จากการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ในแผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1 ถึง 10 2. ผลการคิดวิเคราะห์ของนักเรียน ก่อนเรียนและหลังเรียน ที่เรียนด้วยการจัดการเรียนรู้แบบอ้างอิงกิจกรรมโครงงาน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 พบว่า คะแนนความสามารถในการคิดวิเคราะห์ ก่อนเรียนและหลังเรียน ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบอ้างอิงกิจกรรมโครงงาน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ของกลุ่มทดลองหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ก่อนเรียนและหลังเรียน ที่เรียนด้วยการจัดการเรียนรู้แบบอ้างอิงกิจกรรมโครงงาน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 พบว่า คะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบอ้างอิงกิจกรรมโครงงาน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ของกลุ่มทดลองหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
รายงานการพัฒนาการคิดวิเคราะห์ การคิดสังเคราะห์ และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชุมนุมวิทยาศาสตร์ โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ ตามรูปแบบวัฏจักรการสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น (5Es) ร่วมกับคำถามปลายเปิด
[ โดย kruinfo ชม 281 ]
บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) พัฒนาการชุดกิจกรรมการเรียนรู้ชุมุนมวิทยาศาสตร์ ตามรูปแบบวัฏจักรการสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น (5Es) ร่วมกับคำถามปลายเปิดให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 (2) ศึกษาดัชนีประสิทธิผลของชุดกิจกรรมการเรียนรู้ชุมนุมวิทยาศาสตร์ ตามรูปแบบวัฏจักรการสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น (5Es) ร่วมกับคำถามปลายเปิด (3) ศึกษาการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ชุมนุมวิทยาศาสตร์ ตามรูปแบบวัฏจักรการสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น (5Es) ร่วมกับคำถามปลายเปิด (4) ศึกษาการคิดสังเคราะห์ของนักเรียนที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ชุมนุมวิทยาศาสตร์ ตามรูปแบบวัฏจักรการสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น (5Es) ร่วมกับคำถามปลายเปิด (5) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ชุมุนมวิทยาศาสตร์ ตามรูปแบบวัฏจักรการสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น (5Es) ร่วมกับคำถามปลายเปิด (6) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนต่อการใช้ ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ชุมนุมวิทยาศาสตร์ ตามรูปแบบวัฏจักรการสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น (5Es) ร่วมกับคำถามปลายเปิด ดำเนินการศึกษาโดยใช้รูปแบบการวิจัยแบบ one group pretest
รายงานผลการใช้ชุดการสอนพระพุทธศาสนาวิชาพระพุทธศาสนา 1 ส31107 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4
[ โดย kruinfo ชม 187 ]
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) สร้างและหาประสิทธิภาพชุดการสอนพระพุทธศาสนา วิชาพระพุทธศาสนา 1 ส31107 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 (2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน ก่อนเรียนและหลังเรียน ด้วย ชุดการสอนพระพุทธศาสนา วิชาพระพุทธศาสนา 1 ส31107 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 (3) ศึกษา ความพึงพอใจของนักเรียน ต่อการใช้ชุดการสอนพระพุทธศาสนา วิชาพระพุทธศาสนา 1 ส31107 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยได้แก่นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/5 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2554 โรงเรียนสีคิ้ว “สวัสดิ์ผดุงวิทยา” จำนวน 47 คน ได้มาจากการสุ่มแบบกลุ่ม ( Cluster Random Sampling ) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาคือ ชุดการสอนพระพุทธศาสนา วิชาพระพุทธศาสนา 1 ส31107 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 3 ชุด แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 40 ข้อ ซึ่งมีค่าอำนาจจำแนกตั้งแต่ 0.25 - 0.81 และมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.89 และแบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดการสอน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบสมมติฐานใช้ t-test (Dependent Samples)
รายงานการใช้แบบฝึกทักษะการอ่านเชิงวิเคราะห์ ท 41102 ภาษาไทย ม.4
[ โดย kruinfo ชม 335 ]
บทคัดย่อ การจัดการเรียนการสอนในปัจจุบันจำเป็นอย่างยิ่งต้องมีการสร้างนวัตกรรมนำมาใช้ ในกระบวนการเรียนการสอน เพื่อส่งเสริมให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น ดังนั้นผู้รายงานมีวัตถุประสงค์ของการศึกษาค้นคว้าดังนี้ 1) เพื่อสร้างแบบฝึกทักษะการอ่านเชิงวิเคราะห์ วิชา ท 41102 ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80 / 80 2) เพื่อหาค่าดัชนีประสิทธิผลของแบบฝึกทักษะการอ่านเชิงวิเคราะห์ วิชา ท 41102 ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 3) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านเชิงวิเคราะห์ วิชา ท 41102 ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ก่อนเรียนและหลังเรียน 4) เพื่อประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่เรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านเชิงวิเคราะห์วิชา ท 41102 ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนสรรพวิทยาคม อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตาก เขต 2 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2552 จำนวน 46 คน ซึ่งได้มาโดยวิธีการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง(Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าประกอบด้วย 1) แบบฝึกทักษะการอ่านเชิงวิเคราะห์ วิชา ท 41102 ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 5 เล่ม 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชา ท 41102 ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 1 ฉบับ 40 ข้อ มีค่าความยาก (p) รายข้อตั้งแต่ 0.28-0.76 มีค่าอำนาจจำแนก (r) รายข้อตั้งแต่ 0.33 ถึง 0.82 และค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.87 3) แบบประเมินความพึงพอใจต่อการเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านเชิงวิเคราะห์ วิชา ท 41102 ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 1 ฉบับ เป็นแบบประเมินชนิดมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) 5 ระดับ จำนวน 20 ข้อ มีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟ่า ( ) 0.9780 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลประกอบด้วยสถิติร้อยละค่าเฉลี่ย ค่าสถิติส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ค่าสถิติดัชนีประสิทธิผล (EI) ค่าสถิติที(t-test) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ค่าสถิติประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะการอ่านเชิงวิเคราะห์ ใช้สูตรการหาค่าความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (IOC)
รายงานผลการศึกษาพัฒนาทักษะพลศึกษาด้านการเคลื่อนไหว การละเล่นของ เด็กไทย โดยใช้สื่อประสม กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5
[ โดย kruinfo ชม 216 ]
ชื่อเรื่อง รายงานผลการศึกษาพัฒนาทักษะพลศึกษาด้านการเคลื่อนไหว การละเล่นของ เด็กไทย โดยใช้สื่อประสม กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ผู้ศึกษา นายภูธร ตามไท ปีที่ศึกษา 2552 บทคัดย่อ รายงานผลการศึกษาพัฒนาทักษะพลศึกษาด้านการเคลื่อนไหว การละเล่นของเด็กไทย โดยใช้สื่อประสม กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อหาประสิทธิภาพของทักษะพลศึกษาด้านการเคลื่อนไหวการละเล่นของเด็กไทย โดยใช้สื่อประสม กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 2)เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนโดยใช้ทักษะพลศึกษาด้านการเคลื่อนไหวการละเล่นของเด็กไทย โดยใช้สื่อประสม กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5และ 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียน ที่มีต่อทักษะพลศึกษาด้านการเคลื่อนไหวการละเล่นของเด็กไทย โดยใช้สื่อประสม กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ปีการศึกษา 2552 ประชากรที่ใช้ในการศึกษา คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษา ปีที่ 5 โรงเรียนรวมศูนย์วัดห้วยแก้ว ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2552 จำนวน 33 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา คือ สื่อประสม เพื่อพัฒนาทักษะพลศึกษาด้านการเคลื่อนไหวการละเล่นของเด็กไทย กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 คู่มือและแผนการใช้สื่อประสม แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียน ผลของการศึกษาพบว่า 1. ประสิทธิภาพของทักษะพลศึกษาด้านการเคลื่อนไหวการละเล่นของเด็กไทย โดยใช้สื่อประสม กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ทั้ง 10 ชุด มีประสิทธิภาพ โดยเฉลี่ยรวมเท่ากับ 86.72/85.15 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนเรียนมีค่าร้อยละ 59.09 และคะแนนหลังเรียนมีค่าร้อยละ 85.15 แสดงว่าคะแนนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน โดยค่าดัชนีประสิทธิผลของนักเรียนที่เรียนจากจากทักษะพลศึกษาด้าน การเคลื่อนไหวการละเล่นของเด็กไทยโดยใช้สื่อประสม กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 มีค่าเท่ากับ 0.637 คิดเป็นร้อยละ 63.70 ซึ่งมีประสิทธิผลอยู่ในเกณฑ์ที่ยอมรับได้และเป็นที่น่าพอใจ คือมีค่ามากกว่า 0.50
การพัฒนาชุดการเรียนแบบร่วมมือเทคนิค STAD เรื่องรูปเรขาคณิต สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนเทศบาล ๑ วัดพระงาม (สามัคคีพิทยา) สังกัดเทศบาลนครนครปฐม
[ โดย kruinfo ชม 331 ]
การพัฒนาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาชุดการเรียนแบบร่วมมือเทคนิค STAD เรื่องรูปเรขาคณิต สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่เรียนโดยใช้ชุดการเรียนแบบร่วมมือเทคนิค STAD เรื่องรูปเรขาคณิต สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 และเพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้ชุดการเรียนแบบร่วมมือเทคนิค STAD เรื่องรูปเรขาคณิต สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนเทศบาล ๑ วัดพระงาม (สามัคคีพิทยา) สังกัดเทศบาลนครนครปฐม จำนวน 35 คน ได้มาด้วยวิธีการสุ่มอย่างง่าย (Simple Random Sampling) แผนแบบการพัฒนาเป็นแบบกลุ่มตัวอย่างกลุ่มเดียววัดก่อนหลังการทดลอง (One Group - Pretest – Posttest Design) เครื่องมือที่ใช้ในการพัฒนาประกอบด้วย ชุดการเรียนแบบร่วมมือเทคนิค STAD เรื่องรูปเรขาคณิต แผนการจัดการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่องรูปเรขาคณิต แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ก่อนและหลังการทดลองใช้ชุดการเรียน และแบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้ชุดการเรียนแบบร่วมมือเทคนิค STAD เรื่องรูปเรขาคณิต วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าร้อยละ (%) ค่าเฉลี่ย (Mean) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และการวิเคราะห์ค่าที (t-test แบบ Dependent) ผลการวิจัยพบว่า 1) ชุดการเรียนแบบร่วมมือเทคนิค STAD เรื่องรูปเรขาคณิต สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 88.50/87.97 สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ 80/80 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่เรียนโดยใช้ชุดการเรียนแบบร่วมมือเทคนิค STAD เรื่องรูปเรขาคณิต หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 3) ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้ชุดการเรียนแบบร่วมมือเทคนิค STAD เรื่องรูปเรขาคณิต โดยรวมอยู่ในระดับมาก คำสำคัญ : ชุดการเรียน /การเรียนแบบร่วมมือเทคนิค STAD
การพัฒนาหนังสืออ่านเพิ่มเติม เกี่ยวกับทรัพยากรในท้องถิ่น
[ โดย kruinfo ชม 241 ]
บทคัดย่องานวิจัย ชื่อเรื่อง การพัฒนาหนังสืออ่านเพิ่มเติม เกี่ยวกับการใช้ทรัพยากรในท้องถิ่น กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ (สาระเพิ่มเติม สิ่งแวดล้อมในท้องถิ่น) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ชื่อผู้วิจัย นางเรวดี ศิลาโชติ หน่วยงาน โรงเรียนบ้านหนองคล้าพงษ์ทอง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากำแพงเพชร เขต 2 สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ ปีการศึกษา 2554 บทคัดย่อ การศึกษาในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อพัฒนาหนังสืออ่านเพิ่มเติม เกี่ยวกับทรัพยากรในท้องถิ่น ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 (2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนได้รับการสอนโดยใช้หนังสืออ่านเพิ่มเติม เกี่ยวกับทรัพยากรในท้องถิ่นกับหลังการได้รับการสอนโดยใช้หนังสืออ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับทรัพยากรในท้องถิ่น (3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการใช้หนังสืออ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับทรัพยากรในท้องถิ่น เครื่องมือที่ใช้ในการทดลองได้แก่ (1 )หนังสืออ่านเพิ่มเติม เกี่ยวกับทรัพยากรในท้องถิ่น จำนวน 8 เรื่องคือทรัพย์ในท้องถิ่น ดิน หิน น้ำ อากาศ ป่าไม้และสัตว์ป่า แร่ธาตุ และแหล่งพลังงาน ที่ลานกระบือ (2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน (3) แบบสอบถามความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าร้อยละ ค่าประสิทธิภาพ(E1/E2) และ การทดสอบค่า t (t-test Dependent) ผลการวิจัย พบว่า 1.หนังสืออ่านเพิ่มเติม เกี่ยวกับทรัพยากรในท้องถิ่น สำหรับ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 81.43/81.83 ทำให้นักเรียนสามารถเรียนรู้ได้บรรลุตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ 2.นักเรียนที่เรียนด้วยหนังสืออ่านเพิ่มเติม เกี่ยวกับทรัพยากร ในท้องถิ่น มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 3.นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนด้วยหนังสืออ่านเพิ่มเติม เกี่ยวกับทรัพยากรในท้องถิ่นโดยรวม อยู่ในระดับมากที่สุด โดย มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.59 ข้อเสนอแนะ จากผลการศึกษา พบว่า หนังสืออ่านเพิ่มเติม เกี่ยวกับทรัพยากรในท้องถิ่น มีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์ 80/80 หลังการได้รับ การสอนโดยใช้หนังสืออ่านเพิ่มเติมแล้วนักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงกว่าก่อนได้รับการสอนโดยใช้หนังสืออ่านเพิ่มเติม และนักเรียนมีความพึงพอใจต่อหนังสืออ่านเพิ่มเติม เกี่ยวกับทรัพยากรในท้องถิ่น อยู่ในระดับมาก ดังนั้น ผู้ศึกษามีข้อเสนอแนะที่จะเป็นประโยชน์ต่อการศึกษา ดังนี้ ข้อเสนอแนะในการนำไปใช้ 1.ครูผู้สอนสามารถนำหนังสือที่ผู้ศึกษาได้พัฒนาขึ้นไปใช้ใน การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนชั่วโมงปกติหรือใช้สอน ซ่อมเสริม ในกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ได้ จะช่วยให้การเรียน การสอนเรื่องทรัพยากรในท้องถิ่น มีคุณภาพ เพราะว่าหนังสือ ได้ผ่านกระบวนการศึกษาค้นคว้า พัฒนา และพบว่า มีประสิทธิภาพแล้ว 2. หลังจากที่นักเรียนได้ศึกษาจากหนังสืออ่านเพิ่มเติมแล้ว ควรพานักเรียนไปทัศนศึกษาตามสถานที่และแหล่งการเรียนรู้ต่างๆ เช่น อุทยานแห่งชาติ น้ำตก ภูเขา ถ้ำ อุทยานประวัติศาสตร์ หรือแหล่งเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงในชุมชน ฯลฯ เพื่อเป็นการเพิ่มพูนความรู้และประสบการณ์ตรงให้กับนักเรียน เป็นการสร้างความตระหนักและปลูกฝังคุณธรรมในเรื่องของ จิตสาธารณะ การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและความพอเพียง เพื่อนำ ไปสู่การปฏิบัติได้อย่างถูกต้องทั้งในปัจจุบันและอนาคต 3.ในการนำหนังสืออ่านเพิ่มเติมไปใช้ประกอบการเรียนการสอน ครูควรศึกษาคู่มือการใช้หนังสือให้เข้าใจเสียก่อน เพื่อที่จะให้ นักเรียนได้ปฏิบัติตามกิจกรรมตามวัตถุประสงค์อันจะเกิดประโยชน์ สูงสุดในการเรียนการสอน ข้อเสนอแนะในการศึกษาครั้งต่อไป 1.ควรสร้างหนังสืออ่านเพิ่มเติม โดยใช้หลักสูตรท้องถิ่นหรือภูมิปัญญาท้องถิ่น บูรณาการปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ใน การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้ วิทยาศาสตร์ ในช่วงชั้นอื่นๆให้มากขึ้น 2.ควรมีการศึกษาเปรียบเทียบวิธีการสอนโดยใช้หนังสืออ่าน เพิ่มเติมกับการสอนด้วยวิธีอื่นๆกับนักเรียนในระดับช่วงชั้นอื่นๆ เพื่อเปรียบเทียบความแตกต่างของผลสัมฤทธิ์ที่เกิดขึ้นกับผู้เรียน 3.ควรมีการสร้างบทเรียนเกี่ยวกับทรัพยากรในท้องถิ่น ในรูปแบบของสื่อหนังสืออีเล็กทรอนิกส์ (e-book)หรือสื่อบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน(CAI) WBI หมายเหตุ รายละเอียดของ บทคัดย่อ ดัง file ที่ 1 ที่แนบมาด้านล่างนี้ รายละเอียดของ การเขียนบทความวิจัย (จำนวน 16 หน้า) ดัง file ที่ 2 ที่แนบมาด้านล่างนี้
การพัฒนาบทปฏิบัติการวิทยาศาสตร์ เรื่อง สารชีวโมเลกุลของพืชและสัตว์ในท้องถิ่น สำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 6
[ โดย kruinfo ชม 302 ]
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 3 ประการ คือ 1. เพื่อพัฒนาบทปฏิบัติการวิทยาศาสตร์ เรื่อง สารชีวโมเลกุลของพืชและสัตว์ในท้องถิ่น สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2. เพื่อศึกษาผลการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ด้านความรู้ และด้านทักษะปฏิบัติการทดลอง และ 3. เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนต่อการเรียนด้วยบทปฏิบัติการวิทยาศาสตร์ที่พัฒนาขึ้น กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 51 คน โรงเรียนศรีกระนวนวิทยาคม ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2554 ได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster random sampling) การดำเนินการศึกษา ประกอบด้วยการพัฒนาและหาประสิทธิภาพบทปฏิบัติการวิทยาศาสตร์ และการนำบทปฏิบัติการวิทยาศาสตร์ที่พัฒนาขึ้นไปทดลองสอนกับกลุ่มตัวอย่าง การวิเคราะห์ข้อมูลมีขั้นตอนการศึกษา 2 ขั้นตอน คือ 1. การวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อพัฒนาเครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา การหาประสิทธิภาพบทปฏิบัติการวิทยาศาสตร์ โดยการเปรียบเทียบคะแนนจากการตอบคำถามท้ายบทปฏิบัติการวิทยาศาสตร์ และคะแนนผลการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ด้านความรู้หลังเรียน คิดเป็นร้อยละ 2. การวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อทดสอบสมมติฐาน โดยวิเคราะห์คะแนน ผลการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ด้านความรู้ก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้สถิติ t-test dependent และวิเคราะห์คะแนนผลการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ด้านทักษะปฏิบัติการทดลอง ความพึงพอใจต่อการเรียนด้วยบทปฏิบัติการ หลังเรียนโดยใช้สถิติ t-test one group ผลการศึกษาสรุปได้ดังนี้ 1. บทปฏิบัติการวิทยาศาสตร์ที่พัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด คือ 81.74/82.92 2. นักเรียนมีผลการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ด้านความรู้หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 3. ผลการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ด้านทักษะปฏิบัติการทดลองสูงกว่าระดับดี อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 4. นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนด้วยบทปฏิบัติการ โดยรวมสูงกว่าระดับมาก อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
โครงการฝึกอาชีพตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง โรงเรียนบ้านปางยาง
[ โดย kruinfo ชม 158 ]
บทคัดย่อ การประเมินโครงการฝึกอาชีพตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง โรงเรียนบ้านปางยาง มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินโครงการในด้านบริบท ด้านปัจจัยนำเข้า ด้านกระบวนการ และด้านผลผลิต ประชากรที่ใช้ในการประเมินโครงการ ประกอบด้วย ครู จำนวน 3 คน คณะกรรมการสถานศึกษา จำนวน 7 คน นักเรียน จำนวน 32 คน ผู้ปกครอง จำนวน 32 คน รวมทั้งสิ้น 74 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถาม และแบบบันทึกข้อมูล โดยผู้ประเมินสร้างขึ้นและเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยตนเอง สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการประเมินพบว่า 1. ด้านบริบท พบว่า ครูและคณะกรรมการสถานศึกษามีความคิดเห็นด้านบริบท ของโครงการฝึกอาชีพตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ตามตัวชี้วัด ความต้องการจำเป็น ของโครงการ ความเหมาะสมของวัตถุประสงค์ ความเป็นไปได้ของวัตถุประสงค์ ความเหมาะสม ของหลักสูตร ในภาพรวม อยู่ในระดับมาก ผ่านเกณฑ์ที่ตั้งไว้ 2. ด้านปัจจัยนำเข้า พบว่า ครูและคณะกรรมการสถานศึกษามีความคิดเห็นด้านปัจจัยนำเข้าในการดำเนินโครงการฝึกอาชีพตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ตามตัวชี้วัด ความเหมาะสมของบุคลากร ความพอเพียงของงบประมาณ จำนวนวัสดุ อุปกรณ์ เครื่องมือ ความเหมาะสมของหลักสูตร และความเหมาะสมของสถานที่ ในภาพรวม อยู่ในระดับมาก ผ่านเกณฑ์ที่ตั้งไว้ 3. ด้านกระบวนการ พบว่า ครู คณะกรรมการสถานศึกษาและและนักเรียนมีความคิดเห็น ด้านกระบวนการในการดำเนินงานโครงการฝึกอาชีพตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ตามตัวชี้วัด กระบวนการฝึกอบรมภาคทฤษฎี ภาคปฏิบัติ การนิเทศติดตามการดำเนินงาน การประสานงาน การติดตามโครงการ ในภาพรวม อยู่ในระดับมาก ผ่านเกณฑ์ที่ตั้งไว้ 4. ด้าน ผลผลิต พบว่า ทุกตัวชี้วัด ในภาพรวมผ่านเกณฑ์ที่ตั้งไว้ เมื่อพิจารณาเป็นรายตัวชี้วัด พบว่าตัวชี้วัดประสิทธิผลในการบริหารจัดการ นักเรียนที่เข้าร่วมการฝึกอาชีพมากกว่า 80% ผ่านการฝึก ครูและคณะกรรมการสถานศึกษามีความคิดเห็น อยู่ในระดับมาก ตัวชี้วัดความพึงพอใจของผู้เกี่ยวข้อง พบว่าทั้งนักเรียนและผู้ปกครองมีความพึงพอใจ อยู่ในระดับมาก
รายงานผลการการพัฒนาบทเรียนสำเร็จรูป กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษาศาสนาและวัฒนธรรม สาระที่ 2 หน้าที่พลเมือง วัฒนธรรม และการดำเนินชีวิต ในสังคม สำหรับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ชุด รู้หน้าที่ มีวัฒนธรรมนำชีวิต
[ โดย kruinfo ชม 847 ]
ชื่อเรื่อง รายงานผลการการพัฒนาบทเรียนสำเร็จรูป กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม สาระที่ 2 หน้าที่พลเมือง วัฒนธรรม และการดำเนินชีวิต ในสังคม สำหรับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ชุด รู้หน้าที่ มีวัฒนธรรมนำชีวิต ผู้รายงาน นางระเบียบ ชัยฑวังกูล โรงเรียนอนุบาลชุมพลบุรี สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์ เขต 2 บทคัดย่อ การศึกษาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของบทเรียนสำเร็จรูป กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม สาระที่ 2 หน้าที่พลเมือง วัฒนธรรม และการดำเนินชีวิต ในสังคม สำหรับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ชุด รู้หน้าที่ มีวัฒนธรรมนำชีวิต ตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษา ปีที่ 4 ก่อนเรียน และหลังเรียนด้วยบทเรียนสำเร็จรูป เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนต่อการใช้บทเรียนสำเร็จรูป กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม สาระที่ 2 หน้าที่พลเมือง วัฒนธรรม และการดำเนินชีวิต ในสังคม สำหรับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ชุด รู้หน้าที่ มีวัฒนธรรมนำชีวิต กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4/1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2553 โรงเรียนอนุบาลชุมพลบุรี สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์ เขต 2 จำนวน 20 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย บทเรียนสำเร็จรูป กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม สาระที่ 2 หน้าที่พลเมือง วัฒนธรรม และการดำเนินชีวิต ในสังคม สำหรับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ชุด รู้หน้าที่ มีวัฒนธรรม นำชีวิต แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียน แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อบทเรียนสำเร็จรูป ข้อมูลที่ได้นำมาวิเคราะห์หาประสิทธิภาพของบทเรียนสำเร็จรูปโดยการหาค่าเฉลี่ยเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ก่อนและหลังเรียน โดยการทดสอบค่าที (t-test) และวิเคราะห์ข้อมูลจากการตอบแบบสอบถามความคิดเห็น โดยการหาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการศึกษาพบว่า 1. บทเรียนสำเร็จรูป กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม สาระที่ 2 หน้าที่พลเมือง วัฒนธรรม และการดำเนินชีวิต ในสังคม สำหรับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ชุด รู้หน้าที่ มีวัฒนธรรมนำ มีประสิทธิภาพ 81.95/85.07 สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 ที่กำหนดไว้ 2. การใช้บทเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม สาระที่ 2 หน้าที่พลเมือง วัฒนธรรม และการดำเนินชีวิต ในสังคม สำหรับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ชุด รู้หน้าที่ มีวัฒนธรรมนำชีวิต ทำให้คะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 3. ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อ บทเรียนสำเร็จรูป กลุ่มสาระการเรียนรู้ สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม สาระที่ 2 หน้าที่พลเมือง วัฒนธรรม และการดำเนินชีวิต ในสังคม สำหรับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ชุด รู้หน้าที่ มีวัฒนธรรมนำชีวิต พบว่า มีความพึงพอใจ อยู่ในระดับมาก
รายงานผลการใช้แบบฝึกเสริมทักษะการแก้โจทย์ปัญหาการบวก การลบ การคูณและการหาร เชิงบูรณาการ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2
[ โดย kruinfo ชม 226 ]
เรื่องที่รายงาน : รายงานผลการใช้แบบฝึกเสริมทักษะการแก้โจทย์ปัญหาการบวก การลบ การคูณและการหาร เชิงบูรณาการ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ชื่อผู้รายงาน : นางจรรยา ทองลิ้ม ปีที่พัฒนา : 2552 บทคัดย่อ รายงานผลการใช้แบบฝึกเสริมทักษะการแก้โจทย์ปัญหาการบวก การลบ การคูณและการหาร เชิงบูรณาการ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ปีการศึกษา 2552 มีวัตถุประสงค์ 3 ประการ คือ 1) เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของแบบฝึกเสริมทักษะการแก้โจทย์ปัญหาการบวก การลบ การคูณและการหาร เชิงบูรณาการกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนของนักเรียนระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะการแก้โจทย์ปัญหา การบวก การลบ การคูณและการหาร เชิงบูรณาการ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะการแก้โจทย์ปัญหาการบวก การลบ การคูณและการหาร เชิงบูรณาการเชิงบูรณาการ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่2/6 โรงเรียนวัดพระปฐมเจดีย์ ปีการศึกษา 2552 จำนวน 45 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ประกอบด้วย แบบฝึกเสริมทักษะ การแก้โจทย์ปัญหาการบวก การลบ การคูณและการหาร เชิงบูรณาการ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ที่สร้างขึ้นจำนวน 5 เรื่อง ได้แก่ เรื่องที่ 1 โจทย์ปัญหาการบวก เรื่องที่ 2 โจทย์ปัญหาการลบ เรื่องที่ 3 โจทย์ปัญหาการคูณ เรื่องที่ 4 โจทย์ปัญหาการหาร เรื่องที่ 5 โจทย์ปัญหาการบวก ลบ คูณ หารระคน แบบทดสอบก่อนและหลังเรียนแบบปรนัย ชนิดเลือกตอบ 3 ตัวเลือก และแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนด้วยแบบฝึกเสริมทักษะ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ค่าสถิติร้อยละ (%) ค่าเฉลี่ย ( ) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และ t
รายงานผลการใช้ชุดฝึกกิจกรรม เรื่องอาหารและสารอาหาร กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4
[ โดย kruinfo ชม 348 ]
การศึกษาเรื่องผลการใช้ชุดฝึกกิจกรรม เรื่อง อาหารและสารอาหาร กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) สร้างและหาประสิทธิภาพของชุดฝึกกิจกรรม เรื่องอาหารและสารอาหาร กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่มีประสิทธิภาพ ตามเกณฑ์ 80/80 2) ศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง อาหารและสารอาหาร ของนักเรียนที่เรียนโดยใช้ชุดฝึกกิจกรรม เรื่องอาหารและสารอาหาร กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 3) ศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่มีต่อการเรียนโดยใช้ชุดฝึกกิจกรรม เรื่องอาหารและสารอาหาร กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ประชากรที่ใช้ในการศึกษาเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ภาคการเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2553 โรงเรียนเทศบาลวัดเกตการาม สำนักการศึกษา เทศบาลนครเชียงใหม่ จำนวน 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา คือ ชุดฝึกกิจกรรม เรื่องอาหารและสารอาหาร กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษา ปีที่ 4 แผนการจัดการเรียนรู้ เรื่องอาหารและสารอาหาร กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 เรื่อง อาหารและสารอาหาร แบบสอบถามความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้ ชุดฝึกกิจกรรม เรื่อง อาหารและสารอาหาร ผลการศึกษาพบว่า 1) ได้ชุดฝึกกิจกรรม เรื่อง อาหารและสารอาหาร สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 และผลการหาประสิทธิภาพของชุดฝึกกิจกรรม เรื่อง อาหารและสารอาหาร กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ตามเกณฑ์ 80/80 พบว่า ชุดฝึกกิจกรรม มีประสิทธิภาพ 86.11 / 81.67 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนโดยใช้ชุดฝึกกิจกรรม เรื่อง อาหารและสารอาหาร กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 สูงกว่าก่อนเรียนโดยมีค่าเฉลี่ยหลังเรียน เท่ากับ 34.93 ( = 34.93, = 1.74) และมีค่าเฉลี่ยก่อนเรียน เท่ากับ 15.97 ( = 15.97, = 1.91) ค่าการพัฒนาเท่ากับ 18.63 และมีค่าดัชนีประสิทธิผลเท่ากับ 0.72 3) นักเรียนที่เรียนโดยใช้ชุดฝึกกิจกรรม เรื่อง อาหารและสารอาหาร มีความคิดเห็นในระดับเห็นด้วยอย่างยิ่ง ( = 4.77, = 0.69)
รายงานการพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน
[ โดย kruinfo ชม 137 ]
ชื่อเรื่อง รายงานการพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน กลุ่ม สาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา เรื่อง ความปลอดภัย ในชีวิต ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ผู้ศึกษา นางศุภวรรณ โมราษฎร์ ปีการศึกษา 2553 บทคัดย่อ การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ พัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา เรื่อง ความปลอดภัยในชีวิต ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 เพื่อพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา เรื่อง ความปลอดภัยในชีวิต ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 เพื่อหาค่าดัชนีประสิทธิผลของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา เรื่อง ความปลอดภัยในชีวิต ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 และเพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา เรื่อง ความปลอดภัยในชีวิต ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นประถม ศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนนาผือโคกกอก สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอำนาจเจริญ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2553 จำนวน 32 คน โดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา คือ 1) บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน จำนวน 9 เรื่อง 2) แผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 9 แผน 3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 40 ข้อ มีค่าอำนาจจำแนก ระหว่าง 0.24 ถึง 0.70 ค่าความยากง่าย ระหว่าง 0.32 ถึง 0.72 และค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.91 4) แบบสอบถามความพึงพอใจ จำนวน 15 ข้อ มีค่าเฉลี่ย เท่ากับ 4.31 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าดัชนีประสิทธิผล ผลการศึกษา ปรากฏดังนี้ 1. บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา เรื่อง ความปลอดภัยในชีวิต ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 80.21/83.36 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด 80/80 2. ค่าดัชนีประสิทธิผลของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา เรื่อง ความปลอดภัยในชีวิต ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 มีค่าเท่ากับ 0.6162 แสดงว่าผู้เรียนมีค่าความก้าวหน้าทางการเรียนรู้เพิ่มขึ้นหลังเรียนร้อยละ 61.62 3. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 มีความพึงพอใจต่อการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา เรื่อง ความปลอดภัยในชีวิต ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 อยู่ในระดับความพึงพอใจมาก โดยมีค่าเฉลี่ย เท่ากับ 4.31
รายงานการสร้างและพัฒนาชุดการสอนวิชาเคมีพื้นฐาน ว31121 กลุ่มสาระ
[ โดย kruinfo ชม 246 ]
เรื่อง : รายงานการสร้างและพัฒนาชุดการสอนวิชาเคมีพื้นฐาน ว31121 กลุ่มสาระ การเรียนรู้วิทยาศาสตร์ หน่วยการเรียนรู้ที่ 5 เรื่อง สารชีวโมเลกุล ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ผู้รายงาน : นางสาวรินลดา ทัพธานี ปีที่ศึกษา : 2554 บทคัดย่อ การศึกษาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างและพัฒนาชุดการสอนให้มีประสิทธิภาพของ ชุดการสอนตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 เพื่อเปรียบเทียบความแตกต่างของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียนชุดการสอนวิชาเคมีพื้นฐาน ว31121 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ หน่วยการเรียนรู้ที่ 5 เรื่อง สารชีวโมเลกุล ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 และเพื่อศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อชุดการสอนวิชาเคมีพื้นฐาน ว31121 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ หน่วยการเรียนรู้ที่ 5 เรื่อง สารชีวโมเลกุล ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในครั้งนี้ได้แก่ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนปลาค้าววิทยานุสรณ์ ปีการศึกษา 2554 จำนวน 87 คน โดยการสุ่มแบบเจาะจง (Purposive or Judgment Sampling)เครื่องมือที่ใช้คือ ชุดการสอนวิชาเคมีพื้นฐาน ว31121 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ หน่วยการเรียนรู้ที่ 5 เรื่อง สารชีวโมเลกุล ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 แบบสอบถามความคิดเห็นของนักเรียน เป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า ( Rating Scale ) 5 ระดับ และแบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนจำนวน 60 ข้อ 4 ตัวเลือก ที่มีค่าความยากง่าย (P) อยู่ระหว่าง 0.20-0.80 ค่าอำนาจจำแนก อยู่ระหว่าง 0.20 ขึ้นไป และค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบทั้งฉบับ เท่ากับ 0.83 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือ ค่าเฉลี่ย ( ) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และค่า t-test ผลการศึกษาพบว่า 1. ชุดการสอนวิชาเคมีพื้นฐาน ว31121 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ หน่วยการเรียนรู้ที่ 5 เรื่อง สารชีวโมเลกุล ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่สร้างขึ้นมีประสิทธิภาพ 84.06/82.09 2. คะแนนเฉลี่ยที่ได้จากการวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าคะแนนเฉลี่ยของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
รายงานการสร้างและพัฒนาชุดการสอนวิชาเคมีพื้นฐาน ว31121 กลุ่มสาระ
[ โดย kruinfo ชม 197 ]
เรื่อง : รายงานการสร้างและพัฒนาชุดการสอนวิชาเคมีพื้นฐาน ว31121 กลุ่มสาระ การเรียนรู้วิทยาศาสตร์ หน่วยการเรียนรู้ที่ 5 เรื่อง สารชีวโมเลกุล ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ผู้รายงาน : นางสาวรินลดา ทัพธานี ปีที่ศึกษา : 2554 บทคัดย่อ การศึกษาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างและพัฒนาชุดการสอนให้มีประสิทธิภาพของ ชุดการสอนตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 เพื่อเปรียบเทียบความแตกต่างของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียนชุดการสอนวิชาเคมีพื้นฐาน ว31121 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ หน่วยการเรียนรู้ที่ 5 เรื่อง สารชีวโมเลกุล ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 และเพื่อศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อชุดการสอนวิชาเคมีพื้นฐาน ว31121 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ หน่วยการเรียนรู้ที่ 5 เรื่อง สารชีวโมเลกุล ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในครั้งนี้ได้แก่ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนปลาค้าววิทยานุสรณ์ ปีการศึกษา 2554 จำนวน 87 คน โดยการสุ่มแบบเจาะจง (Purposive or Judgment Sampling)เครื่องมือที่ใช้คือ ชุดการสอนวิชาเคมีพื้นฐาน ว31121 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ หน่วยการเรียนรู้ที่ 5 เรื่อง สารชีวโมเลกุล ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 แบบสอบถามความคิดเห็นของนักเรียน เป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า ( Rating Scale ) 5 ระดับ และแบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนจำนวน 60 ข้อ 4 ตัวเลือก ที่มีค่าความยากง่าย (P) อยู่ระหว่าง 0.20-0.80 ค่าอำนาจจำแนก อยู่ระหว่าง 0.20 ขึ้นไป และค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบทั้งฉบับ เท่ากับ 0.70 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือ ค่าเฉลี่ย ( ) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และค่า t-test ผลการศึกษาพบว่า 1. ชุดการสอนวิชาเคมีพื้นฐาน ว31121 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ หน่วยการเรียนรู้ที่ 5 เรื่อง สารชีวโมเลกุล ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่สร้างขึ้นมีประสิทธิภาพ 84.06/82.09 2. คะแนนเฉลี่ยที่ได้จากการวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าคะแนนเฉลี่ยของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
รายงานการใช้ชุดฝึกเสริมประสบการณ์เพื่อพัฒนาการคิด กลุ่มสาระการเรียนรู้ สุขศึกษาและพลศึกษา สาระสุขศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2
[ โดย kruinfo ชม 129 ]
ชื่อเรื่อง รายงานการใช้ชุดฝึกเสริมประสบการณ์เพื่อพัฒนาการคิด กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา สาระสุขศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ผู้วิจัย ปราณี กองสุข โรงเรียนบ้านหนองสนิท สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์ เขต 1 ปีที่วิจัย ปีการศึกษา 2553 บทคัดย่อ รายงานการใช้ชุดฝึกเสริมประสบการณ์ กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา สาระ สุขศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 มีวัตถุประสงค์ของการวิจัย 1. เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพชุดฝึกเสริมประสบการณ์เพื่อพัฒนาการคิด กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา สาระสุขศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 2. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา สาระสุขศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ที่เรียนด้วยชุดฝึกเสริมประสบการณ์เพื่อพัฒนาการคิดก่อนเรียนและหลังเรียน 3. เพื่อหาค่าดัชนีประสิทธิผลของ การเรียนรู้โดยใช้ชุดฝึกเสริมประสบการณ์เพื่อพัฒนาการคิด กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา สาระสุขศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษา ปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2553 โรงเรียนบ้านหนองสนิท สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์ เขต 1 จำนวน 11 คน ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้การเก็บรวบรวมข้อมูลได้แก่ ชุดฝึกเสริมประสบการณ์เพื่อพัฒนาการคิด กลุ่มสาระ การเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา สาระสุขศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น มีทั้งหมด 12 ชุด แผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 14 แผน และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา สาระสุขศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ซึ่งเป็นแบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 3 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ ซึ่งมีค่าความยากง่าย (P) ตั้งแต่ 0.23 - 078 และค่าอำนาจจำแนก (r) ตั้งแต่ 0.31
รายงานการใช้ชุดฝึกเสริมประสบการณ์เพื่อพัฒนาการคิด กลุ่มสาระการเรียนรู้ สุขศึกษาและพลศึกษา สาระสุขศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2
[ โดย kruinfo ชม 158 ]
ชื่อเรื่อง รายงานการใช้ชุดฝึกเสริมประสบการณ์เพื่อพัฒนาการคิด กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา สาระสุขศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ผู้วิจัย ปราณี กองสุข โรงเรียนบ้านหนองสนิท สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์ เขต 1 ปีที่วิจัย ปีการศึกษา 2553 บทคัดย่อ รายงานการใช้ชุดฝึกเสริมประสบการณ์ กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา สาระ สุขศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 มีวัตถุประสงค์ของการวิจัย 1. เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพชุดฝึกเสริมประสบการณ์เพื่อพัฒนาการคิด กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา สาระสุขศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 2. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา สาระสุขศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ที่เรียนด้วยชุดฝึกเสริมประสบการณ์เพื่อพัฒนาการคิดก่อนเรียนและหลังเรียน 3. เพื่อหาค่าดัชนีประสิทธิผลของ การเรียนรู้โดยใช้ชุดฝึกเสริมประสบการณ์เพื่อพัฒนาการคิด กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา สาระสุขศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษา ปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2553 โรงเรียนบ้านหนองสนิท สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์ เขต 1 จำนวน 11 คน ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้การเก็บรวบรวมข้อมูลได้แก่ ชุดฝึกเสริมประสบการณ์เพื่อพัฒนาการคิด กลุ่มสาระ การเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา สาระสุขศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น มีทั้งหมด 12 ชุด แผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 14 แผน และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา สาระสุขศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ซึ่งเป็นแบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 3 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ ซึ่งมีค่าความยากง่าย (P) ตั้งแต่ 0.23 - 078 และค่าอำนาจจำแนก (r) ตั้งแต่ 0.31
รายงานการพัฒนาบทเรียนสำเร็จรูปเรื่อง มาตราตัวสะกดในภาษาไทย
[ โดย kruinfo ชม 441 ]
บทคัดย่อ รายงานการพัฒนาบทเรียนสำเร็จรูปเรื่อง มาตราตัวสะกดในภาษาไทย สาระการเรียนรู้ภาษาไทย ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านแม่สวด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาแม่ฮ่องสอน เขต 2 มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและหาประสิทธิภาพของบทเรียนสำเร็จรูปเรื่อง มาตราตัวสะกดในภาษาไทย ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80 / 80 เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนรู้บทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง มาตราตัวสะกดในภาษาไทย และเพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่เรียนรู้บทเรียนสำเร็จรูปเรื่อง มาตราตัวสะกด ในภาษาไทย กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษา ปีที่ 4 โรงเรียนบ้านแม่สวด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาแม่ฮ่องสอน เขต 2 ประชากรในการศึกษาครั้งนี้คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านแม่สวด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาแม่ฮ่องสอน เขต 2 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2554 จำนวน 12 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาคือ บทเรียนสำเร็จรูปเรื่อง มาตราตัวสะกดในภาษาไทย สาระการเรียนรู้ภาษาไทย ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านแม่สวด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาแม่ฮ่องสอน เขต 2 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ผู้ศึกษาสร้างขึ้น แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนรู้โดยใช้บทเรียนสำเร็จรูปเรื่อง มาตราตัวสะกดในภาษาไทย สาระการเรียนรู้ภาษาไทย ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาประสิทธิภาพ(E /E ) ตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 หาค่าเฉลี่ย( )และวิเคราะห์ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน( )และเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยการวิเคราะห์ค่าความก้าวหน้าของคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ด้วยการเปรียบเทียบความแตกต่างโดยหาค่าร้อยละของความต่างของคะแนนก่อนเรียนและหลังเรียน และศึกษาความพึงพอใจต่อการเรียนรู้บทเรียนสำเร็จรูปเรื่อง มาตราตัวสะกดในภาษาไทย สาระการเรียนรู้ภาษาไทย ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โดยหาค่าเฉลี่ย( )และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน( ) จากนั้นนำผลที่ได้มาแปลผล ผลการศึกษาพบว่าบทเรียนสำเร็จรูปเรื่อง มาตราตัวสะกดในภาษาไทย สาระการเรียนรู้ภาษาไทย ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่ผู้ศึกษาพัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดไว้ ร้อยละ80/80 คือ ประสิทธิภาพ 82.25/ 81.40 ซึ่งส่งผลให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้จริง นักเรียน มีผลสัมฤทธิ์ทางการ หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนกล่าวคือ ผลการศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนพบว่าเมื่อเปรียบเทียบคะแนนก่อนเรียนเฉลี่ย( )เท่ากับ 15.96 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ( )เท่ากับ 2.26 และหลังเรียนเฉลี่ย ( ) เท่ากับ 24.42ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ( )เท่ากับ 0.14 แสดงให้เห็นว่า คะแนนโดยส่วนรวมหลังเรียนของนักเรียนสูงกว่าก่อนเรียนและผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยการวิเคราะห์ ค่าความก้าวหน้าของคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้วยการเปรียบเทียบความแตกต่างโดยหาค่าร้อยละของความต่างของคะแนนก่อนเรียนและหลังเรียนเท่ากับ 30.57 แสดงว่าบทเรียนสำเร็จรูปเรื่อง มาตราตัวสะกดในภาษาไทยสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 มีคุณภาพทำให้นักเรียนมีความรู้ เรื่อง มาตราตัวสะกดในภาษาไทย สาระการเรียนรู้ภาษาไทย ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 และผลการศึกษาความพึงพอใจต่อการเรียนรู้พบว่านักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนรู้บทเรียนสำเร็จรูปเรื่อง มาตราตัวสะกดในภาษาไทย สาระการเรียนรู้ภาษาไทย ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 มีค่าเฉลี่ย( )เท่ากับ 4.86 และ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน( )เท่ากับ 0.29
รายงานการพัฒนาทักษะการบวกและการลบจำนวนที่มีผลลัพธ์และตัวตั้งไม่เกิน 20 โดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1
[ โดย kruinfo ชม 152 ]
บทคัดย่อ การศึกษาครั้งนี้มีความมุ่งหมาย 1) เพื่อพัฒนาทักษะการบวกและการลบจำนวนที่มีผลลัพธ์และตัวตั้งไม่เกิน 20 โดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อหาค่าดัชนีประสิทธิผลของ การเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะ เรื่อง การบวกและการลบจำนวนที่มีผลลัพธ์และตัวตั้งไม่เกิน 20 กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 3) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ก่อนและหลังได้รับการพัฒนาทักษะการบวกและการลบจำนวนที่มีผลลัพธ์และตัวตั้งไม่เกิน 20 โดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะ 4) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะ เรื่อง การบวกและการลบจำนวนที่มีผลลัพธ์และตัวตั้งไม่เกิน 20 กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 กลุ่มเป้าหมายได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1/5 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2554 โรงเรียนอนุบาลสุริยาอุทัยพิมาย สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 7 จำนวน 35 คน เครื่องมือที่ใช้ในการทดลองครั้งนี้ ประกอบด้วย เครื่องมือที่ใช้ในการทดลองมี 2 ชนิด คือ 1) แบบฝึกเสริมทักษะ เรื่อง การบวกและการลบจำนวนที่มีผลลัพธ์และตัวตั้งไม่เกิน 20 กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 15 เล่ม 2) แผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง การบวกและการลบจำนวนที่มีผลลัพธ์และตัวตั้งไม่เกิน 20 กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 22 แผน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ 1) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การบวกและการลบจำนวนที่มีผลลัพธ์และตัวตั้งไม่เกิน 20 กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 20 ข้อ มีค่าความยากง่าย (P) ระหว่าง 0.34-0.70 ค่าอำนาจจำแนก (B) ระหว่าง 0.28-0.60 มีค่าความเชื่อมั่นของข้อสอบทั้งฉบับเท่ากับ 0.89 1) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะเรื่อง การบวกและการลบจำนวนที่มีผลลัพธ์และตัวตั้งไม่เกิน 20 กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 เป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน 10 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ( ) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) หาประสิทธิภาพของสื่อ (E1/E2) หาประสิทธิผลของกระบวนการ (E.I.) เปรียบเทียบความแตกต่างของคะแนนก่อนเรียนและหลังเรียน โดยใช้ t-test (Dependent Samples) ผลการศึกษา พบว่า 1. ประสิทธิภาพของแบบฝึกเสริมทักษะ เรื่อง การบวกและการลบจำนวนนับที่มีผลลัพธ์และตัวตั้งไม่เกิน 20 กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ที่ผู้รายงานสร้างขึ้น มีประสิทธิภาพ 85.63/82.71 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ที่ตั้งไว้ 2. ดัชนีประสิทธิผลของการสอนโดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะ เรื่อง การบวกและการลบจำนวนนับที่มีผลลัพธ์และตัวตั้งไม่เกิน 20 กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 มีค่าดัชนีประสิทธิผล เท่ากับ .6532 หรือร้อยละ 65.32 แสดงว่าผู้เรียนมีทักษะการเรียนรู้เพิ่มขึ้นร้อยละ 65.32 3. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะ เรื่อง การบวกและการลบจำนวนนับที่มีผลลัพธ์และตัวตั้งไม่เกิน 20 กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถศึกษาปีที่ 1 หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 4. ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะ เรื่อง การบวกและการลบจำนวนนับที่มีผลลัพธ์และตัวตั้งไม่เกิน 20 กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 มีความพึงพอใจในภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยสรุป รายงานการพัฒนาทักษะการบวกและการลบจำนวนที่มีผลลัพธ์และตัวตั้งไม่เกิน 20 กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลสามารถนำไปใช้ในการจัดการเรียนการสอน เพื่อพัฒนาผู้เรียนให้มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้นและเป็นแนวทางในการพัฒนาการจัดการเรียนรู้ในสาระการเรียนรู้อื่นๆ
ผลการใช้เอกสารประกอบการเรียน เรื่องการสร้างสรรค์สิ่งประดิษฐ์จากกล่องนม กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (งานประดิษฐ์) ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3
[ โดย kruinfo ชม 308 ]
บทคัดย่อ ชื่อรายงานการพัฒนานวัตกรรม : ผลการใช้เอกสารประกอบการเรียน เรื่องการสร้างสรรค์ สิ่งประดิษฐ์จากกล่องนม กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพ และเทคโนโลยี (งานประดิษฐ์) ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ชื่อผู้เขียนรายงาน : ฉวีวรรณ นิลสูงเนิน ครูชำนาญการ โรงเรียนวัดสว่างภพ ปีการศึกษา : 2553 การศึกษาและพัฒนานวัตกรรมทางการศึกษาครั้งนี้ ผู้รายงานมีวัตถุประสงค์ในการศึกษาค้นคว้า คือ 1) เพื่อพัฒนาและหาประสิทธิภาพของเอกสารประกอบการเรียน เรื่อง การสร้างสรรค์สิ่งประดิษฐ์จากกล่องนม กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (งานประดิษฐ์) ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนวัดสว่างภพ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานีเขต 1 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างคะแนนทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่เรียนด้วยเอกสารประกอบการเรียน เรื่อง การสร้างสรรค์สิ่งประดิษฐ์จากกล่องนม 3) เพื่อหาดัชนีประสิทธิผลของเอกสารประกอบการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (งาน-ประดิษฐ์) ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 และ 4) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนวัดสว่างภพ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต 1 ที่มีต่อเอกสารประกอบการเรียน เรื่อง การสร้างสรรค์สิ่งประดิษฐ์จากกล่องนม กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (งานประดิษฐ์) กลุ่มตัวอย่างที่นำมาศึกษาครั้งนี้ได้มาจากการสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive sampling) คือนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนวัดสว่างภพ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต 1 จำนวน 18 คน ที่กำลังศึกษาอยู่ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2553 เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ประกอบด้วย 1) แผนการจัดการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (งานประดิษฐ์) เรื่อง การสร้างสรรค์สิ่งประดิษฐ์จากกล่องนม ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนวัดสว่างภพ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต 1 จำนวน 12 แผน 2) เอกสารประกอบการเรียน เรื่อง การสร้างสรรค์สิ่งประดิษฐ์จากกล่องนม กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (งานประดิษฐ์) ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 10 เล่ม 3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน(ก่อนเรียนและหลังเรียน) เรื่อง การสร้างสรรค์สิ่งประดิษฐ์จากกล่องนม เป็นแบบทดสอบชนิดเลือกตอบ 3 ตัวเลือก จำนวน 100 ข้อ 4) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อเอกสารประกอบการเรียน เรื่อง การสร้างสรรค์สิ่งประดิษฐ์จากกล่องนม เป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) จำนวน 15 ข้อ รวบรวมข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่า (t-test) โดยใช้สูตร t-test dependent samples จากการศึกษาพบว่า 1. เอกสารประกอบการเรียน ผู้รายงานสร้างและพัฒนาขึ้นทั้ง 10 เล่ม มีค่าประสิทธิภาพรวมเท่ากับ 82.30/81.30 ซึ่งได้ค่าประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่ตั้งไว้ที่ 80/80 2. นักเรียนที่ได้รับการสอนโดยใช้เอกสารประกอบการเรียน เรื่อง การสร้างสรรค์สิ่งประดิษฐ์จากกล่องนม ทั้ง 10 เล่ม มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3. ดัชนีประสิทธิผลของเอกสารประกอบการเรียน เรื่อง การสร้างสรรค์สิ่งประดิษฐ์จากกล่องนม กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (งานประดิษฐ์) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จากการทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียนด้วยเอกสารประกอบการเรียน พบว่า ดัชนีประสิทธิผลของเอกสารประกอบการเรียน มีค่าเท่ากับ 0.6119 หมายความ ว่านักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเพิ่มขึ้น จากก่อนเรียนคิดเป็นร้อยละ 61.19 4. ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อเอกสารประกอบการเรียน ในภาพรวม นักเรียนมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด มีคะแนนเฉลี่ย ( ) เท่ากับ 4.54 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ( ) เท่ากับ .677
รายงานการพัฒนาเอกสารประกอบการเรียน รายวิชา การประกอบธุรกิจขนาดเล็กง 40292 สาระการเรียนรู้เพิ่มเติม กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4
[ โดย kruinfo ชม 163 ]
รายงานการพัฒนาเอกสารประกอบการเรียนรายวิชา การประกอบธุรกิจขนาดเล็ก ง 40292 สาระการเรียนรู้เพิ่มเติม กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โดยมีวัตถุประสงค์ของการศึกษา ดังนี้ 1) เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของเอกสารประกอบการเรียน รายวิชาการประกอบธุรกิจขนาดเล็ก ง 40292 ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 แผนการเรียนศิลป์อาชีพ โรงเรียนหนองพระพิทยา ตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยเอกสารประกอบการเรียน รายวิชาการประกอบธุรกิจขนาดเล็ก ง 40292 ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 4 แผนการเรียนศิลป์อาชีพ โรงเรียนหนองพระพิทยา และ3)เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียน ด้วยเอกสารประกอบการเรียน รายวิชาการประกอบธุรกิจขนาดเล็ก ง 40292 ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 แผนการเรียนศิลป์อาชีพ โรงเรียนหนองพระพิทยา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/2 โรงเรียนหนองพระพิทยา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาพิษณุโลกเขต 2 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2551 จำนวน 26 คน ซึ่งได้มาด้วยวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ประกอบด้วย 1) เอกสารประกอบการเรียน รายวิชา การประกอบธุรกิจขนาดเล็ก ง 40292 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จำนวน 60 ข้อ มีค่าความยากง่าย (P) อยู่ระหว่าง 0.23 -0.77 และค่าอำนาจจำแนก (r) อยู่ระหว่าง 0.23-0.71 และค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.87 3) แบบสอบถามความพึงพอใจ จำนวน 15 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที ผลการศึกษา พบว่า 1) เอกสารประกอบการเรียน รายวิชาการประกอบธุรกิจขนาดเล็ก ง 40292 ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 83.34/ 83.61 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนด้วยเอกสารประกอบการเรียน รายวิชา การประกอบธุรกิจขนาดเล็ก ง 40292 หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ ระดับ .01 3) นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนด้วยเอกสารประกอบการเรียน รายวิชา การประกอบธุรกิจขนาดเล็ก ง 40292 ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 อยู่ในระดับมาก มีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ ( X =4.25)
รายงานการใช้แบบฝึกทักษะสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่องการหาร ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2
[ โดย kruinfo ชม 153 ]
บทคัดย่อ การรายงานครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาและหาประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่องการหาร ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ก่อนและหลังการเรียนด้วยแบบฝึกทักษะสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่องการหาร 3) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ที่เรียนด้วยแบบฝึกทักษะสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่องการหาร กับการสอนเรื่องการหารตามปกติ และ 4) ศึกษาระดับความพึงพอใจในการเรียนรู้ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่องการหาร โดยใช้แบบฝึกทักษะสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่องการหาร กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา คือนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2/5 จำนวน 44 คน ปีการศึกษา 2554 โรงเรียนอนุบาลพนัสศึกษาลัย อำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาประกอบด้วย แบบฝึกทักษะสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่องการหาร ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องการหารและแบบสอบถามความพึงพอใจต่อการเรียนด้วยแบบฝึกทักษะ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะ E1/E2 ค่าเฉลี่ย (X) ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน(SD)การทดสอบค่าที t

ยอดนิยม