เลือกห้อง >>

ทั้งหมด

รายงานผลการใช้และพัฒนาแผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้กิจกรรมสร้างสรรค์จากวัสดุเหลือใช้ตามแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อพัฒนาความสามารถการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 3
[ โดย kruinfo ชม 152 ]
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อหาประสิทธิภาพของแผนการจัดกิจกรรมและประสบการณ์การเรียนรู้กิจกรรมสร้างสรรค์จากวัสดุเหลือใช้ตามแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงที่ผู้รายงานสร้างขึ้นตามเกณฑ์ 80/80 (2) เพื่อเปรียบเทียบความสามารถการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 3 ระหว่างก่อนกับหลังการใช้แผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้กิจกรรมสร้างสรรค์จากวัสดุเหลือใช้ตามแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง (3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 3 ที่มีต่อการจัดประสบการณ์การเรียนรู้กิจกรรมสร้างสรรค์จากวัสดุเหลือใช้ตามแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 3 ที่กำลังศึกษาอยู่ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2554 ของโรงเรียนเทศบาล ๑ บ้านสะเดา จำนวน 31 คน โดยดำเนินการทดลองเป็นระยะเวลา 8 สัปดาห์ เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือแผนการจัดประสบการณ์กิจกรรมสร้างสรรค์จากวัสดุเหลือใช้ตามแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง จำนวน 32 แผน แบบทดสอบวัดความสามารถการคิดวิเคราะห์ แบบบันทึกการสังเกตพฤติกรรมความสามารถการคิดวิเคราะห์ และแบบประเมินความพึงพอใจที่มีต่อกิจกรรมสร้างสรรค์จากวัสดุเหลือใช้ตามแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าร้อยละ (%) ค่าเฉลี่ย ( ) ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และการทดสอบค่าที (t-test) ผลการศึกษาพบว่า (1) แผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้กิจกรรมสร้างสรรค์จากวัสดุเหลือใช้ตามแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงมีประสิทธิภาพ 82.50/82.00 สูงกว่าเกณฑ์ (2) ผลการเปรียบเทียบความสามารถการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 3 ระหว่างก่อนและหลังการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ปรากฏว่าหลังการจัดประสบการณ์การเรียนรู้มีความสามารถการคิดวิเคราะห์สูงขึ้นก่อนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 (3) ผลการศึกษาด้านความพึงพอใจของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 3 มีความต้องการจัดกิจกรรมสร้างสรรค์จากวัสดุเหลือใช้ตามแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง อยู่ในระดับมาก เฉลี่ยผ่านเกณฑ์ที่กำหนดร้อยละ 80
รายงานผลการใช้และพัฒนาแผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้กิจกรรมสร้างสรรค์จากวัสดุเหลือใช้ตามแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อพัฒนาความสามารถการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 3
[ โดย kruinfo ชม 176 ]
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อหาประสิทธิภาพของแผนการจัดกิจกรรมและประสบการณ์การเรียนรู้กิจกรรมสร้างสรรค์จากวัสดุเหลือใช้ตามแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงที่ผู้รายงานสร้างขึ้นตามเกณฑ์ 80/80 (2) เพื่อเปรียบเทียบความสามารถการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 3 ระหว่างก่อนกับหลังการใช้แผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้กิจกรรมสร้างสรรค์จากวัสดุเหลือใช้ตามแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง (3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 3 ที่มีต่อการจัดประสบการณ์การเรียนรู้กิจกรรมสร้างสรรค์จากวัสดุเหลือใช้ตามแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 3 ที่กำลังศึกษาอยู่ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2554 ของโรงเรียนเทศบาล ๑ บ้านสะเดา จำนวน 31 คน โดยดำเนินการทดลองเป็นระยะเวลา 8 สัปดาห์ เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือแผนการจัดประสบการณ์กิจกรรมสร้างสรรค์จากวัสดุเหลือใช้ตามแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง จำนวน 32 แผน แบบทดสอบวัดความสามารถการคิดวิเคราะห์ แบบบันทึกการสังเกตพฤติกรรมความสามารถการคิดวิเคราะห์ และแบบประเมินความพึงพอใจที่มีต่อกิจกรรมสร้างสรรค์จากวัสดุเหลือใช้ตามแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าร้อยละ (%) ค่าเฉลี่ย ( ) ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และการทดสอบค่าที (t-test) ผลการศึกษาพบว่า (1) แผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้กิจกรรมสร้างสรรค์จากวัสดุเหลือใช้ตามแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงมีประสิทธิภาพ 82.50/82.00 สูงกว่าเกณฑ์ (2) ผลการเปรียบเทียบความสามารถการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 3 ระหว่างก่อนและหลังการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ปรากฏว่าหลังการจัดประสบการณ์การเรียนรู้มีความสามารถการคิดวิเคราะห์สูงขึ้นก่อนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 (3) ผลการศึกษาด้านความพึงพอใจของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 3 มีความต้องการจัดกิจกรรมสร้างสรรค์จากวัสดุเหลือใช้ตามแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง อยู่ในระดับมาก เฉลี่ยผ่านเกณฑ์ที่กำหนดร้อยละ 80
การพัฒนาชุดกิจกรรมบูรณาการ หน่วย
[ โดย kruinfo ชม 158 ]
การศึกษาครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อ 1) พัฒนาชุดกิจกรรมบูรณาการ หน่วย
รายงานการพัฒนาแบบฝึกทักษะการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5
[ โดย kruinfo ชม 377 ]
เรื่อง รายงานการพัฒนาแบบฝึกทักษะการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ผู้วิจัย นางสุพัตรา นาวิก บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลอง (Experimental Research) มีวัตถุประสงค์ คือ (1) สร้าง และพัฒนาแบบฝึกทักษะ ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75 (2) หาดัชนีประสิทธิผลของแบบฝึกทักษะ(3) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ก่อนและหลังเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะ (4) ศึกษาความพึงพอใจ ของนักเรียน หลังเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะ ประชากรเป้าหมาย คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนวัดบ้านไร่ (ประชานุกูล) อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่ การศึกษาสมุทรสาคร ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2554 จำนวน 32 คน ได้มาโดย การเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) นวัตกรรมที่ใช้ คือ แบบฝึกทักษะ จำนวน 7 ชุด และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียน 1 ฉบับ ชนิด 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ มีค่าความยากง่ายตั้งแต่ 0.28-0.75 ค่าอำนาจจำแนก ตั้งแต่ 0.25-0.89 และค่าความเชื่อมั่น (KR-20) เท่ากับ 0.891 เก็บรวบรวมข้อมูลระหว่างเดือนพฤศจิกายน 2554 ถึงเดือนธันวาคม 2554 สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน เปรียบเทียบคะแนนก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้สถิติที (t-test : Dependent) เกณฑ์ประสิทธิภาพ (E1/E2) 75/75 และดัชนีประสิทธิผล (E.I.) ไม่ต่ำกว่า ร้อยละ 50 ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. แบบฝึกทักษะ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนวัดบ้านไร่ (ประชานุกูล) มีประสิทธิภาพ เท่ากับ 78.14/76.46 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้คือ 75/75 2. ดัชนีประสิทธิผลของแบบฝึกทักษะ มีค่าเท่ากับ 0.6252 แสดงว่า นักเรียนโรงเรียนวัดบ้านไร่ (ประชานุกูล) ที่เรียนด้วยแบบฝึกทักษะแล้ว มีความรู้เพิ่มขึ้นจากเดิมร้อยละ 62.52 3. ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน พบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หลังเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะ สูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 4. หลังเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะ พบว่า ในภาพรวมนักเรียนมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก โดยมีความพึงพอใจ อยู่ในระดับมากที่สุด 2 ประเด็นคือ การทำกิจกรรมเปิดโอกาสให้นักเรียนได้คิดอย่างสร้างสรรค์ และฉันพอใจที่ได้ ปฏิบัติกิจกรรมด้วยตนเอง ส่วนที่เหลืออีก 13 ข้อ มีความพึงพอใจ อยู่ในระดับมาก
การประดิษฐ์ของเล่นของใช้
[ โดย kruinfo ชม 237 ]
บทคัดย่อ ชื่อเรื่อง รายงานการพัฒนาเอกสารประกอบการเรียน เรื่องการประดิษฐ์ของใช้และของเล่น กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ผู้รายงาน นางนันทาทิพย์ กิตติชัยเดช ปีการศึกษา 2553 การรายงานการพัฒนาเอกสารประกอบการเรียน เรื่องการประดิษฐ์ของใช้และของเล่น กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1. เพื่อหาประสิทธิภาพของเอกสารประกอบการเรียน เรื่องการประดิษฐ์ของใช้และ ของเล่น กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 2. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ก่อน และหลังการใช้เอกสารประกอบการเรียน เรื่องการประดิษฐ์ของใช้และของเล่น กลุ่มสาระ การเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2/2 โรงเรียนเทศบาล 4 (บ้านชุกกุ่ม) เทศบาลเมืองกาญจนบุรี ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2553 โดยได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง 1 ห้องเรียน จำนวน 21 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องการประดิษฐ์ของใช้ และของเล่น กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ซึ่งผ่านการตรวจสอบคุณภาพโดยวิธีหาค่าความสอดคล้อง IOC จากผู้เชี่ยวชาญเน้นความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา มีค่าความยากง่าย (P) อยู่ระหว่าง 0.53
การพัฒนาบทเรียนสำเร็จรูป กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม
[ โดย kruinfo ชม 289 ]
ชื่องานวิจัย การพัฒนาบทเรียนสำเร็จรูป กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม เรื่อง วันสำคัญทางพระพุทธศาสนา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนสตรีสิริเกศ อำเภอเมือง จังหวัดศรีสะเกษ ผู้วิจัย นางนิธินันท์ ธนะจิตต์สิน ตำแหน่ง ครู วิทยฐานะ ครูชำนาญการ ปีการศึกษา 2553 บทคัดย่อ การทำวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างและพัฒนา หาประสิทธิภาพ และ เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และศึกษาหาความพึงพอใจที่มีต่อการเรียนด้วยบทเรียนสำเร็จรูป กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม เรื่อง วันสำคัญทางพระพุทธศาสนา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนสตรีสิริเกศ อำเภอเมือง จังหวัดศรีสะเกษ ปีการศึกษา 2553 จำนวน 56 คน ได้มาโดยการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นบทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง วันสำคัญทางพระพุทธศาสนา จำนวน 5 ชุด แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 40 ข้อ มีค่าความเที่ยงเท่ากับ 0.83 ค่าความยาก ระหว่าง 0.50
รายงานผลการพัฒนาเอกสารประกอบการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษาหน่วยการเรียนรู้มั่นใจในชีวิตสาระความปลอดภัยในชีวิตสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6
[ โดย kruinfo ชม 203 ]
บทคัดย่อ การศึกษาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาเอกสารประกอบการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา หน่วยการเรียนรู้มั่นใจในชีวิต สาระความปลอดภัยในชีวิต สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 และเพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ปีการศึกษา 2554 โรงเรียนบ้านโกรกกุลา อำเภอเนินสง่า จังหวัดชัยภูมิ ที่เรียนด้วยแผนการจัดการเรียนรู้ โดยใช้เอกสารประกอบการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา หน่วยการเรียนรู้มั่นใจในชีวิต สาระความปลอดภัยในชีวิต กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านโกรกกุลา อำเภอเนินสง่า สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิ เขต 3 ปีการศึกษา 2554 จำนวน 11 คน ซึ่งเป็นห้องเรียนที่ผู้รายงานได้รับมอบหมายให้เป็นครูผู้สอน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ เอกสารประกอบการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา หน่วยการเรียนรู้มั่นใจในชีวิต สาระความปลอดภัยในชีวิต สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 10 เล่ม และแบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา หน่วยการเรียนรู้มั่นใจในชีวิต สาระความปลอดภัยในชีวิต ที่ผู้รายงานจัดทำขึ้น จำนวน 40 ข้อ มีค่าความยากง่ายอยู่ระหว่าง 0.53 ถึง 0.80 ค่าอำนาจจำแนกเป็นรายข้ออยู่ระหว่าง 0.20 ถึง 1.00 และค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบทั้งฉบับเท่ากับ 0.77 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบสมมติฐาน โดยใช้ t - test ผลการศึกษาพบว่า 1. เอกสารประกอบการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา หน่วยการเรียนรู้มั่นใจในชีวิต สาระความปลอดภัยในชีวิต สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่ผู้รายงานสร้างขึ้นมีประสิทธิภาพเท่ากับ 82.55/83.41 เป็นไปตามเกณฑ์และสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่ตั้งไว้ คือ 80 / 80 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนด้วยแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้เอกสารประกอบการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา หน่วยการเรียนรู้มั่นใจในชีวิต สาระความปลอดภัยในชีวิต ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ปีการศึกษา 2554 โรงเรียนบ้านโกรกกุลา อำเภอเนินสง่า จังหวัดชัยภูมิ พบว่า นักเรียนทำคะแนนทดสอบก่อนเรียน ( Pre-test ) ได้คะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 20.64 คะแนน จากคะแนนเต็ม 40 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 51.59 และทำการทดสอบหลังเรียน (Post-test) ได้คะแนนเฉลี่ย เท่ากับ 33.36 คะแนน จากคะแนนเต็ม 40 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 83.41 แสดงว่า ผลการเรียนของนักเรียนที่เรียนด้วยแผนการจัดการเรียนรู้ โดยใช้เอกสารประกอบการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา หน่วยการเรียนรู้มั่นใจในชีวิต สาระความปลอดภัยในชีวิต ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
ผลการเรียนรู้รายวิชาทัศนศิลป์เรื่องคุณค่างานทัศนศิลป์ในท้องถิ่นของนักเรียน
[ โดย kruinfo ชม 303 ]
ชื่อเรื่อง ผลการเรียนรู้รายวิชาทัศนศิลป์เรื่องคุณค่างานทัศนศิลป์ในท้องถิ่นของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๕ โรงเรียนเทศบาล ๕ (บ้านตลาดเก่า)เทศบาลนครยะลา อำเภอเมือง จังหวัดยะลา ผู้วิจัย นายพรศิลป์ ทองตราชู สถานที่ทำงาน โรงเรียนเทศบาล ๕ (บ้านตลาดเก่า) อำเภอเมือง จังหวัดยะลา ปีการศึกษา 2554 บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้ เป็นการวิจัยแบบกึ่งทดลอง ( Quasi experimental design ) ชนิด One group pretest-posttest design เพื่อพัฒนาและศึกษาเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาทัศนศิลป์ เรื่องคุณค่างานทัศนศิลป์ในท้องถิ่น โดยวิธีการเรียนรู้แบบโครงงาน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนเทศบาล ๕ (บ้านตลาดเก่า) อำเภอเมือง จังหวัดยะลา ก่อนและหลังการสอนโดยวิธีการเรียนรู้แบบโครงงาน ประชากรที่ศึกษา คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5/5 โรงเรียนเทศบาล ๕ (บ้านตลาดเก่า) อำเภอเมือง จังหวัดยะลา ปีการศึกษา 2554 จำนวน 35 คน ซึ่งใช้เป็นกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) ชุดการเรียนรู้วิชาทัศนศิลป์ เรื่องคุณค่างานทัศนศิลป์ในท้องถิ่น โดยวิธีการเรียนรู้แบบโครงงาน ที่พัฒนาขึ้นผ่านการตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญและมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2)แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาทัศนศิลป์ เรื่องคุณค่างานทัศนศิลป์ในท้องถิ่น 3)แบบประเมินทักษะการแสดงคุณค่างานทัศนศิลป์ และ 4)แบบประเมินความพึงพอใจในการเรียนรู้วิชาทัศนศิลป์ เรื่องคุณค่างานทัศนศิลป์ในท้องถิ่น โดยวิธีการเรียนรู้แบบโครงงาน ดำเนินการวิจัยโดยใช้ชุดการเรียนรู้วิชาทัศนศิลป์ เรื่องคุณค่างานทัศนศิลป์ในท้องถิ่น โดยวิธีการเรียนรู้แบบโครงงาน 12 ครั้ง ๆ ละ 1 ชั่วโมง รวม 12 ชั่วโมง โดยทำการทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาทัศนศิลป์ เรื่องคุณค่างานทัศนศิลป์ในท้องถิ่น ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบทดสอบชุดเดียวกัน รวมทั้งประเมินทักษะการแสดงคุณค่างานทัศนศิลป์และความพึงพอใจในการเรียนรู้วิชาทัศนศิลป์ เรื่องคุณค่างานทัศนศิลป์ โดยวิธีการเรียนรู้แบบโครงงาน วิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ใช้สถิติทดสอบค่าที (Dependent t-test) เปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้ โดยกำหนดระดับความมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .05 ผลการวิจัยพบว่า 1. ชุดการเรียนรู้วิชาทัศนศิลป์ เรื่องคุณค่างานทัศนศิลป์ในท้องถิ่น โดยวิธีการเรียนรู้แบบ โครงงานที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น มีประสิทธิภาพ 80/80 เป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้ 2. การเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้ แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานที่วางไว้ โดยคะแนนเฉลี่ยภายหลังการเรียนรู้สูงกว่าก่อนการจัดการเรียนรู้ 3. ทักษะการแสดงคุณค่างานทัศนศิลป์ภายหลังการจัดการเรียนรู้วิชาทัศนศิลป์ เรื่อง คุณค่างานทัศนศิลป์ในท้องถิ่น โดยวิธีการเรียนรู้แบบโครงงาน อยู่ในระดับ ดี 4. ความพึงพอใจในการเรียนรู้วิชาทัศนศิลป์ เรื่องคุณค่างานทัศนศิลป์ในท้องถิ่น โดย วิธีการเรียนรู้แบบโครงงานภายหลังการจัดการเรียนรู้อยู่ในระดับ ดีมาก
ผลการพัฒนาทักษะการอ่านโดยใช้ชุดฝึกทักษะการอ่านคำประสมสระโดยวิธีการเรียนรู้แบบซิปปา
[ โดย kruinfo ชม 136 ]
ชื่อเรื่อง ผลการพัฒนาทักษะการอ่านโดยใช้ชุดฝึกทักษะการอ่านคำประสมสระโดยวิธีการเรียนรู้แบบซิปปา ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนเทศบาล ๕ (บ้านตลาดเก่า) เทศบาลนครยะลา จังหวัดยะลา ผู้วิจัย นางซอลีฮะ จระกา สถานที่ทำงาน โรงเรียนเทศบาล ๕ (บ้านตลาดเก่า) เทศบาลนครยะลา จังหวัดยะลา ปีการศึกษา 2554 บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้ เป็นการวิจัยแบบกึ่งทดลอง (Quasi experimental design) ชนิด One group pretest-posttest design เพื่อพัฒนาชุดฝึกทักษะการอ่านคำประสมสระโดยวิธีการเรียนรู้แบบ ซิปปา ประชากรที่ศึกษาเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนเทศบาล ๕ (บ้านตลาดเก่า) เทศบาลนครยะลา จังหวัดยะลา ที่มีผลการเรียนด้านทักษะการอ่านภาษาไทยต่ำกว่าเกณฑ์ จำนวน 45 คน ซึ่งใช้เป็นกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วยชุดฝึกทักษะการอ่านคำ ประสมสระโดยวิธีการเรียนรู้แบบซิปปา ที่พัฒนาขึ้นผ่านการตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญและมี ประสิทธิภาพ 80/80 แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องการอ่านคำประสมสระ ซึ่งผู้วิจัยสร้าง ขึ้นและตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาจากผู้ทรงคุณวุฒิ แบบประเมินทักษะการอ่าน และแบบ ประเมินความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ คะแนนเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐานและการทดสอบค่าที (T-test) ผลการวิจัยพบว่า 1.ชุดฝึกทักษะการอ่านคำประสมสระโดยวิธีการเรียนรู้แบบซิปปา ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น มี ประสิทธิภาพ 80/80 เป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้ 2. การเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ในเรื่องการอ่านคำประสมสระก่อน และหลังการสอนแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานที่วางไว้ โดยคะแนนเฉลี่ยภายหลังการสอนสูงกว่าก่อนการสอน 3. คะแนนเฉลี่ยทักษะการอ่านโดยรวมทุกด้านอยู่ในระดับ ดี 4. คะแนนเฉลี่ยความพึงพอใจโดยรวมทุกด้านอยู่ในระดับ ดีมาก ข้อเสนอแนะ : ควรศึกษาผลการใช้ชุดฝึกทักษะการอ่านคำประสมสระโดยวิธีการเรียนรู้แบบซิปปา เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์และทักษะการเรียนสาระการเรียนรู้ภาษาไทยด้านอื่น ๆ คำสำคัญ : ชุดฝึกทักษะ การอ่านคำประสมสระ การเรียนรู้แบบซิปปา
ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือเพื่อส่งเสริมพัฒนาการทางด้านภาษา
[ โดย kruinfo ชม 159 ]
ชื่อเรื่อง ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือเพื่อส่งเสริมพัฒนาการทางด้านภาษาของนักเรียนชั้นปฐมวัยปีที่ 2 โรงเรียนเทศบาล ๕ (บ้านตลาดเก่า) เทศบาลนครยะลา อำเภอเมือง จังหวัดยะลา ผู้วิจัย นางนิอามีเน๊าะห์ อิสาเฮาะ สถานที่ทำงาน โรงเรียนเทศบาล ๕ (บ้านตลาดเก่า) อำเภอเมือง จังหวัดยะลา ปีการศึกษา 2553 บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้ เป็นการวิจัยแบบกึ่งทดลอง ( Quasi experimental design ) ชนิด One group pretest-posttest design เพื่อพัฒนาและศึกษาเปรียบเทียบผลการพัฒนาพัฒนาการทางภาษา (การฟัง การพูด การอ่านและการเขียน) ของผู้เรียน ก่อนและหลังการจัดประสบการณ์โดยใช้ชุดการจัดประสบการณ์เรียนรู้เสริมประสบการณ์โดยวิธีการเรียนรู้แบบร่วมมือ ประชากรที่ศึกษา คือ นักเรียนชั้นปฐมวัยปีที่ 2/1 โรงเรียนเทศบาล ๕ (บ้านตลาดเก่า) อำเภอเมือง จังหวัดยะลา ปีการศึกษา 2553 จำนวน 28 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย ชุดการจัดประสบการณ์เรียนรู้กิจกรรมเสริมประสบการณ์โดยวิธีการเรียนรู้แบบร่วมมือ ที่พัฒนาขึ้นผ่านการตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญและมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 แบบประเมินพัฒนาการทางภาษา ซึ่งผู้วิจัยสร้างขึ้นและตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาจากผู้ทรงคุณวุฒิทั้ง 5 ท่าน ทดลองใช้และหาค่าความเที่ยงโดยใช้ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แอลฟาของครอนบาค ได้เท่ากับ 0.81 ดำเนินการวิจัยโดยการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดการจัดประสบการณ์เรียนรู้กิจกรรมเสริมประสบการณ์โดยการเรียนรู้แบบร่วมมือ เป็นเวลา 6 สัปดาห์ๆละ 4 ชั่วโมง รวม 24 ชั่วโมง โดยทำการประเมินพัฒนาการทางภาษาก่อนและหลังการจัดประสบการณ์ โดยใช้แบบทดสอบชุดเดียวกัน รวมทั้งประเมินพัฒนาการทางภาษาระหว่างเรียนโดยใช้แบบประเมินรายหน่วยการเรียน วิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ใช้สถิติทดสอบค่าที (Dependent t-test) เปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยระดับพัฒนาการทางภาษา ก่อนและหลังการจัดประสบการณ์ โดย กำหนดระดับความมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .05 ผลการวิจัยพบว่า 1. ชุดการจัดประสบการณ์เรียนรู้กิจกรรมเสริมประสบการณ์โดยวิธีการเรียนรู้แบบ ร่วมมือ ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น มีประสิทธิภาพ 80/80 เป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้ 2. ภายหลังการจัดประสบการณ์โดยใช้ชุดการจัดประสบการณ์เรียนรู้กิจกรรมเสริม ประสบการณ์โดยวิธีการเรียนรู้แบบร่วมมือ ผลปรากฏว่าระดับพัฒนาการทางภาษามีการเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้น 3. การเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยพัฒนาการทางภาษา (การฟัง การพูด การอ่านการ เขียน) ของผู้เรียนก่อนและหลังการจัดประสบการณ์ รายด้านและโดยรวมทุกด้าน แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานที่วางไว้ โดยคะแนนเฉลี่ยภายหลังการสอนสูงกว่าก่อนการสอน ข้อเสนอแนะ : ควรศึกษาผลการใช้ชุดการจัดประสบการเรียนรู้กิจกรรมเสริมประสบการณ์โดยวิธีการเรียนรู้แบบร่วมมือ ต่อการพัฒนาพัฒนาการในด้าน ร่างกาย ด้านอารมณ์และจิตใจ ด้านสังคม และด้านสติปัญญา คำสำคัญ : การเรียนรู้แบบร่วมมือ พัฒนาการทางด้านภาษาในเด็กปฐมวัย
รายงานการพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง งานไฟฟ้าเบื้องต้น กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2
[ โดย kruinfo ชม 277 ]
บทคัดย่อ การศึกษาครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อ 1) พัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง งานไฟฟ้าเบื้องต้น กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) หาค่าดัชนีประสิทธิผลของชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง งานไฟฟ้าเบื้องต้น กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 3) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ก่อนและหลังเรียนของนักเรียนที่เรียนด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง งานไฟฟ้าเบื้องต้น กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 4) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่เรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง งานไฟฟ้าเบื้องต้น กลุ่มสาระ การเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้า คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/2 โรงเรียนเทศบาล 1 “เชิงชุมประชานุกูล” สำนักการศึกษา เทศบาลเมืองสกลนคร ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2552 เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง งานไฟฟ้าเบื้องต้น กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 40 ข้อ ซึ่งมีค่าอำนาจจำแนก (B) อยู่ระหว่าง 0.27-0.80 ค่าความยาก (P) อยู่ระหว่าง 0.27 – 0.80 และมีค่าความเชื่อมั่น ทั้งฉบับ (rcc) เท่ากับ 0.91 แบบวัดความพึงพอใจมีค่าความสอดคล้องอยู่ระหว่าง 0.60-1.00 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที (t - test for Dependent Samples) ผลการศึกษาพบว่า 1. ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง งานไฟฟ้าเบื้องต้น กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่พัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพ 88.71/86.83 2. ค่าดัชนีประสิทธิผลของชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง งานไฟฟ้าเบื้องต้น กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีค่าเท่ากับ 0.71 3. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง งานไฟฟ้าเบื้องต้น กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 เป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้ 4. นักเรียนที่เรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง งานไฟฟ้าเบื้องต้น กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก
รายงานผลการใช้เอกสารประกอบการเรียนการสอนกลุ่มสาระสุขศึกษาและพลศึกษา พ11101ชุดการเคลื่อนไหว เกมและการทดสอบสมรรถภาพ
[ โดย kruinfo ชม 189 ]
รายงานการใช้เอกสารประกอบการเรียนการสอน กลุ่มสาระสุขศึกษาและพลศึกษา พ11101 ชุดการเคลื่อนไหว เกม และการทดสอบสมรรถภาพ ของนายเงิน ดิษสละ ครูโรงเรียนบ้านไร่ดอนแตง อำเภอ ขาณุวรลักษบุรี จังหวัดกำแพงเพชร สำหรับผู้เรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านไร่ดอนแตง ภาคเรียนที่ 1 /2554 จำนวน 25 คน ผลการรายงานพบว่า ประสิทธิภาพของเอกสารประกอบการเรียนการสอนสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด 80/80 ในภาพรวมมีคะแนนระหว่างเรียนหรือประสิทธิภาพของกระบวนการเฉลี่ยร้อยละ 82 และมีคะแนนของผลการทดสอบหลังเรียนด้วยเอกสารประกอบการเรียนการสอนเฉลี่ยร้อยละ 89 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และผู้สอนในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 มีความพึงพอใจต่อการการจัดการเรียนการสอนโดยใช้เอกสารประกอบการเรียนการสอนชุดการเคลื่อนไหว เกม และการทดสอบสมรรถภาพ อยู่ในระดับมาก
การศึกษาเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่อง มาตราตัวสะกด ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนเทศบาล 9 (วัดเขาคูบา) ที่เรียนโดยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนกับ
[ โดย kruinfo ชม 151 ]
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้ ภาษาไทยเรื่อง มาตราตัวสะกด ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนเทศบาล 9 (วัดเขาคูบา) ที่เรียนโดยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนกับเรียนจากการสอนแบบปกติ ประชากรที่ใช้ในการวิจัย ครั้งนี้เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนเทศบาล 9 (วัดเขาคูบา) สำนักการศึกษา เทศบาลเมืองสระบุรี จังหวัดสระบุรี จำนวน 57 คน ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2550 ได้มาจากการเลือกแบบเฉพาะเจาะจง แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มทดลอง จำนวน 29 คน กลุ่มควบคุม จำนวน 28 คน โดยกลุ่มทดลองเรียนโดยใช้บทเรียน คอมพิวเตอร์ช่วยสอน และกลุ่มควบคุมเรียนจากการสอนแบบปกติ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นได้แก่ (1) บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนเรื่อง มาตราตัวสะกด (2) แบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.73 (3) แบบประเมินสื่อ ดำเนินการทดลองโดยให้นักเรียนกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทาง การเรียนก่อนเรียน แล้วจึงให้เรียนเนื้อหาวิชา กลุ่มทดลองเรียนจากบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เมื่อเรียนจบบทเรียนให้นักเรียนทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน แล้วจึงนำผลการ ทดลองไปวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและทดสอบสมมติฐานโดยใช้สถิติ ทดสอบ t
การพัฒนาทักษะการเขียนภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร
[ โดย kruinfo ชม 208 ]
ชื่อเรื่อง การพัฒนาทักษะการเขียนภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร โดยใช้แบบฝึกทักษะการเขียนที่เน้นการใช้ผังกราฟิก สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนสตรีสิริเกศ ผู้วิจัย นางวลัย นามวงศ์ ปีที่ศึกษา 2554 บทคัดย่อ การใช้ผังกราฟิกเป็นกิจกรรมที่ช่วยเสริมสร้างความสามารถด้านการคิดวิเคราะห์ การคิดสังเคราะห์ การเข้าใจของนักเรียน ช่วยในการสร้างความคิดรวบยอดและการอธิบายความสัมพันธ์ เชื่อมโยงของข้อมูลความรู้ในสถานการณ์การเรียนรู้ การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาทักษะการเขียนภาษาอังกฤษของนักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะการเขียนภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร ที่เน้นการใช้ผังกราฟิก เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางทักษะการเขียนภาษาอังกฤษ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนสตรีสิริเกศ อำเภอเมือง จังหวัดศรีสะเกษ ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะการเขียนภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร ที่เน้นการใช้ผังกราฟิก โดยนักเรียนไม่ต่ำกว่าร้อยละ 80 มีผลรวมของคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางทักษะการเขียนไม่ต่ำกว่า ร้อยละ 80 และเพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อแบบฝึกเสริมทักษะการเขียนที่เน้นการใช้ผังกราฟิก ที่ผู้ศึกษาสร้างขึ้น กลุ่มตัวอย่างคือนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนเมืองสตรีสิริเกศ ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2554 จำนวน 60 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ประกอบด้วยแผนการจัดการเรียนรู้ แบบฝึกทักษะการเขียนภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารที่เน้นการใช้ผังกราฟิก จำนวน 4 ชุด แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางทักษะการเขียนภาษาอังกฤษ และแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อแบบฝึกเสริมทักษะการเขียนภาษาอังกฤษที่เน้นการใช้ผังกราฟิก วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหา ค่าเฉลี่ย ร้อยละ และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการศึกษาพบว่า 1. ประสิทธิภาพของแบบฝึกเสริมทักษะการเขียนภาษาอังกฤษที่เน้นการใช้ผังกราฟิก มีค่าเท่ากับ 80/80 ซึ่งถือว่ามีประสิทธิภาพอยู่ในระดับดีมาก 2. นักเรียนร้อยละ 80 มีผลรวมของคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางทักษะการเขียน โดยเฉลี่ย 45 จากคะแนนเต็ม 55 คิดเป็นร้อยละ 81.82 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน มีค่าเท่ากับ 3.90 และเมื่อพิจารณาคะแนนผลสัมฤทธิ์แต่ละตอนพบว่าทุกตอนผ่านเกณฑ์ที่กำหนดไว้ 3. นักเรียนมีความพึงพอใจต่อแบบฝึกเสริมทักษะการเขียนภาษาอังกฤษที่เน้นการใช้ผังกราฟิกที่ผู้ศึกษาสร้างขึ้นอยู่ในระดับดีมาก
รายงานผลการใช้บทเรียนสำเร็จรูป(สุขศึกษา)ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 หน่วยการเรียนรู้ ความปลอดภัยในชีวิต
[ โดย kruinfo ชม 180 ]
บทคัดย่อ ชื่อเรื่อง รายงานผลการใช้บทเรียนสำเร็จรูปกลุ่มสาระการเรียนรู้ สุขศึกษาและพลศึกษา (สุขศึกษา)ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 หน่วยการเรียนรู้ ความปลอดภัยในชีวิต ผู้รายงาน นางบังอร ประทุม ปีการศึกษา 2553 รายงานผลการใช้บทเรียนสำเร็จรูป กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ( สุขศึกษา ) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อหาประสิทธิภาพของบทเรียนสำเร็จรูป กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ( สุขศึกษา ) หน่วยการเรียนรู้ ความปลอดภัยในชีวิต ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างก่อนกับหลังการใช้บทเรียนสำเร็จรูป กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา (สุขศึกษา) หน่วยการเรียนรู้ ความปลอดภัยในชีวิต ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการใช้บทเรียนสำเร็จรูป กลุ่มสาระการเรียนสุขศึกษาและพลศึกษา (สุขศึกษา) หน่วยการเรียนรู้ ความปลอดภัยในชีวิต ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่สร้างขึ้นจำนวน 5 เล่ม กลุ่มทดลองเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านกล้วย ปีการศึกษา 2553 จำนวน 13 คน เครื่องมือที่ใช้ในการทดลองประกอบด้วยบทเรียนสำเร็จรูปที่สร้างขึ้น จำนวน 5 เล่ม แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนแบบปรนัย ชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 40 ข้อ และแบบประเมินความพึงพอใจต่อการใช้บทเรียนสำเร็จรูป ปรากฏผลการศึกษา ดังนี้ ประสิทธิภาพของการใช้บทเรียนสำเร็จรูป กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ( สุขศึกษา ) หน่วยการเรียนรู้ ความปลอดภัยในชีวิต ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีประสิทธิภาพ 90.77 / 85.84 ซึ่งสูงกว่า 80/80 และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนและหลังเรียนโดยใช้บทเรียนสำเร็จรูป กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา (สุขศึกษา) หน่วยการเรียนรู้ ความปลอดภัยในชีวิต ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่สร้างขึ้นช่วยให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 อีกทั้งนักเรียนมีความพึงพอใจต่อบทเรียนสำเร็จรูป กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา (สุขศึกษา) หน่วยการเรียนรู้ ความปลอดภัยในชีวิต ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่สร้างขึ้น ทั้ง 5 เล่มอยู่ในระดับมาก ผ่านเกณฑ์ความคาดหวังที่กำหนด
รายงานการศึกษาผลการพัฒนาศักยภาพครูโรงเรียนเทศบาลบ้านไผ่ เรื่องการวิจัยในชั้นเรียนเพื่อพัฒนาการเรียนรู้
[ โดย kruinfo ชม 150 ]
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาศักยภาพครูโรงเรียนเทศบาลบ้านไผ่เรื่อง การวิจัยในชั้นเรียนเพื่อพัฒนา การเรียนรู้โดยใช้กระบวนการพัฒนา 5 ขั้นตอนประกอบเอกสารชุดพัฒนา การเรียนรู้ด้วยตนเอง เรื่องการวิจัยในชั้นเรียนเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ 2) เปรียบเทียบความรู้ความเข้าใจเรื่องกระบวนการวิจัยในชั้นเรียนเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ของครูโรงเรียนเทศบาลบ้านไผ่ก่อนและหลัง การพัฒนา และ 3) ศึกษาคุณภาพงานวิจัยในชั้นเรียนเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ของครูโรงเรียนเทศบาลบ้านไผ่ กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ ครูโรงเรียนเทศบาลบ้านไผ่ ปีการศึกษา 2552 จำนวน 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย เอกสารชุดพัฒนาการเรียนรู้ด้วยตนเอง การวิจัยในชั้นเรียนเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้นเพื่อให้ครูศึกษาค้นคว้าด้วยตนเองประกอบการฝึกปฏิบัติ ประกอบกระบวนการพัฒนา 5 ขั้นตอน ประกอบด้วย ขั้นที่ 1 ให้ความรู้พื้นฐานปฏิบัติการเขียน เค้าโครง ขั้นที่ 2 นำส่งนวัตกรรมวางแผนนำไปใช้ ขั้นที่ 3 ใส่ใจเรื่องการนิเทศ/สร้างเครือข่ายกัลยาณมิตร ขั้นที่ 4 ตามติดเก็บผลงานสานสู่การรายงาน และ ขั้นที่ 5 ตรวจสอบมาตรฐานประเมิน ผลงานวิจัย เครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบประเมินเอกสารชุดพัฒนาการเรียนรู้ด้วยตนเอง การวิจัยในชั้นเรียนเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ แบบทดสอบวัดความรู้ความเข้าใจเรื่องการวิจัยในชั้นเรียน เพื่อพัฒนาการเรียนรู้ และแบบประเมินคุณภาพผลงานวิจัยในชั้นเรียน ผลการวิจัย พบว่า 1. เอกสารชุดพัฒนาการเรียนรู้ด้วยตนเอง การวิจัยในชั้นเรียนเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้น มีคุณภาพโดยรวมในระดับดีมาก เป็นเอกสารที่นำเสนอรายละเอียดเกี่ยวกับ แนวคิด หลักการ และกระบวนการวิจัยในชั้นเรียนเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ เพื่อใช้ประกอบการพัฒนาศักยภาพครู 5 ขั้นตอน ทั้งการอบรมเชิงปฏิบัติการ การศึกษาเรียนรู้ด้วยตนเอง และการฝึกปฏิบัติ ประกอบด้วยหน่วยการเรียนรู้ที่เรียงตามลำดับขั้นตอนกระบวนการวิจัยในชั้นเรียน จำนวน 8 หน่วย ดังนี้ หน่วยที่ 1 ความรู้พื้นฐานกระบวนการวิจัยในชั้นเรียน หน่วยที่ 2 หลากหลายนวัตกรรมเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ หน่วยที่ 3 เครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูล หน่วยที่ 4 การออกแบบการวิจัยในชั้นเรียน หน่วยที่ 5 การวิเคราะห์ข้อมูล หน่วยที่ 6 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล หน่วยที่ 7 การเขียนรายงานการวิจัยในชั้นเรียน หน่วยที่ 8 แบบฝึกปฏิบัติการสู่มาตรฐานการวิจัยในชั้นเรียน 5.5.2 หลังการพัฒนาครูมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการวิจัยในชั้นเรียน เพื่อพัฒนาการเรียนรู้สูงกว่าก่อนการพัฒนาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .01 5.5.3 ครูโรงเรียนเทศบาลบ้านไผ่ที่ได้รับการพัฒนามีผลงานวิจัยในชั้นเรียนครบทุกคน คนละ 1 เรื่อง และผลงานวิจัยของครูโดยรวมมีคุณภาพระดับดีมาก
รายงานการพัฒนาชุดกิจกรรมวิทยาศาสตร์แบบสืบเสาะหาความรู้
[ โดย kruinfo ชม 256 ]
รายงานการพัฒนาชุดกิจกรรมวิทยาศาสตร์แบบสืบเสาะหาความรู้ เรื่อง โลกและการเปลี่ยนแปลง กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 บทคัดย่อ การเรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมวิทยาศาสตร์แบบสืบเสาะหาความรู้ทาให้ผู้เรียนมีการเรียนรู้ เป็นไปตามลาดับขั้นตอน โดยปฏิบัติตามคาแนะนาที่กาหนดไว้ เป็นการเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ ศึกษาค้นหาคาตอบด้วยตนเองและมีส่วนร่วมในการปฏิบัติกิจกรรมอย่างแท้จริง ช่วยให้นักเรียน ได้ฝึกทักษะปฏิบัติทางวิทยาศาสตร์ เพื่อเป็นแนวทางไปสู่การคิดเป็น ทาเป็น และแก้ปัญหาได้ และนักเรียนได้ลงมือทาการทดลองด้วยตนเองจะทาให้นักเรียนเกิดความกระตือรือร้น สนุกสนาน เพลิดเพลิน และกระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดความสนใจ มีความพร้อมที่จะเรียนรู้ เป็นการเรียนรู้ด้วย ประสบการณ์ตรงและส่งผลให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น ผู้ศึกษาจึงได้พัฒนาชุดกิจกรรม วิทยาศาสตร์แบบสืบเสาะหาความรู้ เรื่อง โลกและการเปลี่ยนแปลง กลุ่มสาระการเรียนรู้ วิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยการศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ คือ 1) เพื่อพัฒนาชุด กิจกรรมวิทยาศาสตร์แบบสืบเสาะหาความรู้ เรื่อง โลกและการเปลี่ยนแปลง กลุ่มสาระการเรียนรู้ วิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนที่เรียนด้วยชุดกิจกรรมวิทยาศาสตร์ แบบสืบเสาะหาความรู้ 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่มีต่อการ เรียนรู้ด้วยชุดกิจกรรมวิทยาศาสตร์แบบสืบเสาะหาความรู้ กลุ่มตัวอย่างได้แก่ นักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 2/1 โรงเรียนโรงเรียนเทศบาล 2 (วัดทุ่งสวน) ตาบลในเมือง อาเภอเมือง จังหวัด กาแพงเพชร กองการศึกษาเทศบาลเมืองกาแพงเพชร จานวน 1 ห้องเรียน จานวน 30 คน ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2553 ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ ในการศึกษามี 4 ชนิด ได้แก่ 1) แผนการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 2) ชุด กิจกรรมวิทยาศาสตร์ จานวน 7 ชุด ใช้เวลาเรียน 14 ชั่วโมง 3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนมี 2 แบบคือ 3.1) แบบทดสอบย่อยก่อนเรียนและหลังเรียน เป็นแบบปรนัยชนิด เลือกตอบ 4 ตัวเลือก เล่มที่ 1 - 7 เล่มละ 10 ข้อ มีค่าอานาจจาแนกรายข้อ (B) ตั้งแต่ 0.22 ถึง 0.86 ค่าความยากง่าย 0.50 ถึง 0.80 3.2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เป็นแบบ ปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จานวน 40 ข้อ มีค่าอานาจจาแนกรายข้อ (B) ตั้งแต่ 0.20 ถึง 0.83 ค่าความยากง่าย 0.20 ถึง 0.66 ค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.88 4) แบบวัดความพึง พอใจของนักเรียนที่มีต่อชุดการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ เป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ จานวน 15 ข้อ มีค่าอานาจจาแนกรายข้อ (rxy) ตั้งแต่ 0.30 ถึง 0.79 ค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.87 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการศึกษาปรากฏผลดังนี้ 1. ชุดกิจกรรมวิทยาศาสตร์แบบสืบเสาะหาความรู้ เรื่อง โลกและการเปลี่ยนแปลง กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีประสิทธิภาพ 87.45/86.14 2. นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .01 3. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีความพึงพอใจต่อการเรียนด้วยชุดกิจกรรมวิทยาศาสตร์แบบสืบเสาะหาความรู้ อยู่ในระดับมากที่สุด โดยสรุปชุดกิจกรรมวิทยาศาสตร์แบบสืบเสาะหาความรู้ เรื่อง โลกและ การเปลี่ยนแปลง กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่พัฒนาขึ้นมาในครั้งนี้ มีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ สามารถนามาเป็นสื่อเพื่อแก้ปัญหาในการเรียนการสอน และมีประสิทธิภาพเหมาะสมสาหรับครูผู้สอนที่มีความสนใจ สามารถนาไปใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนได้เป็นอย่างดี
รายงานการพัฒนาบทเรียนสำเร็จรูปเรื่อง มาตราตัวสะกด สาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีทีี่ ๔
[ โดย kruinfo ชม 169 ]
รายงานการพัฒนาบทเรียนสำเร็จรูปเรื่อง มาตราตัวสะกด สาระการเรียนรู้ภาษาไทย ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านแม่สวด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาแม่ฮ่องสอน เขต 2 มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและหาประสิทธิภาพของบทเรียนสำเร็จรูปเรื่อง มาตราตัวสะกด ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75 / 75 เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนรู้บทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง มาตราตัวสะกด และเพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่เรียนรู้บทเรียนสำเร็จรูปเรื่อง มาตราตัวสะกด กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษา ปีที่ 4 โรงเรียนบ้านแม่สวด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาแม่ฮ่องสอน เขต 2 ประชากรในการศึกษาครั้งนี้คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านแม่สวด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาแม่ฮ่องสอน เขต 2 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2554 จำนวน 12 คน เครื่องมือที่ใช้ ในการศึกษาคือ บทเรียนสำเร็จรูปเรื่อง มาตราตัวสะกด สาระการเรียนรู้ภาษาไทย ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านแม่สวด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาแม่ฮ่องสอน เขต 2 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ผู้ศึกษาสร้างขึ้น แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนรู้โดยใช้บทเรียนสำเร็จรูปเรื่อง มาตราตัวสะกด สาระการเรียนรู้ภาษาไทย ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาประสิทธิภาพ(E /E ) ตามเกณฑ์มาตรฐาน 75/75 หาค่าเฉลี่ย( )และวิเคราะห์ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน( )และเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยการวิเคราะห์ค่าความก้าวหน้า ของคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ด้วยการเปรียบเทียบความแตกต่างโดยหาค่าร้อยละของความต่างของคะแนนก่อนเรียนและหลังเรียน และศึกษาความพึงพอใจต่อการเรียนรู้บทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง มาตราตัวสะกด สาระการเรียนรู้ภาษาไทย ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โดยหาค่าเฉลี่ย( )และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน( ) จากนั้นนำผลที่ได้มาแปลผล ผลการศึกษาพบว่าบทเรียนสำเร็จรูปเรื่อง มาตราตัวสะกด สาระการเรียนรู้ภาษาไทย ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่ผู้ศึกษาพัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดไว้ ร้อยละ 75/75 คือ ประสิทธิภาพ 82.25/ 81.40 ซึ่งส่งผลให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้จริง นักเรียน มีผลสัมฤทธิ์ทางการ หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนกล่าวคือ ผลการศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนพบว่าเมื่อเปรียบเทียบคะแนนก่อนเรียนเฉลี่ย( )เท่ากับ 15.96 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ( )เท่ากับ 2.26 และหลังเรียนเฉลี่ย ( ) เท่ากับ 24.42ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ( )เท่ากับ 0.14 แสดงให้เห็นว่า คะแนนโดยส่วนรวมหลังเรียน ของนักเรียนสูงกว่าก่อนเรียนและผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยการวิเคราะห์ ค่าความก้าวหน้าของคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้วยการเปรียบเทียบความแตกต่างโดยหาค่าร้อยละของความต่างของคะแนนก่อนเรียนและหลังเรียนเท่ากับ 30.57 แสดงว่าบทเรียนสำเร็จรูปเรื่อง มาตราตัวสะกด สาระการเรียนรู้ภาษาไทย ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 มีคุณภาพทำให้นักเรียนมีความรู้ เรื่อง มาตราตัวสะกด สาระการเรียนรู้ภาษาไทย ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 และผลการศึกษาความพึงพอใจต่อการเรียนรู้พบว่านักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนรู้บทเรียนสำเร็จรูปเรื่อง มาตราตัวสะกด สาระการเรียนรู้ภาษาไทย ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 มีค่าเฉลี่ย( )เท่ากับ 4.86 และ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน( )เท่ากับ 0.29
รายงานผลการพัฒนาแบบฝึกเสริมทักษะเรื่อง การอ่านและการเขียนสระภาษาไทย
[ โดย kruinfo ชม 343 ]
บทคัดย่อ รายงานการพัฒนาแบบฝึกเสริมทักษะเรื่อง การอ่านและการเขียนสระภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและหาประสิทธิภาพของแบบฝึกเสริมทักษะเรื่อง การอ่านและการเขียนสระภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ที่มีประสิทธิภาพ โดยใช้เกณฑ์ 75/75เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนรู้โดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะการเรื่อง อ่านและการเขียนสระภาษาไทย และเพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะเรื่อง การอ่านและการเขียนสระภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 กลุ่มประชากรที่ใช้ในการศึกษา นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ปีการศึกษา 2554 โรงเรียนบ้านแม่สวด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาแม่ฮ่องสอน เขต 2 จำนวน 10 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาได้แก่ แบบฝึกเสริมทักษะเรื่อง การอ่านและการเขียนสระภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 8 เรื่อง แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะเรื่อง การอ่านและการเขียนสระภาษาไทย ก่อนและหลังเรียน แบบสอบถาม ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะเรื่อง การอ่านและการเขียนสระภาษาไทย การเก็บรวบรวมข้อมูลก่อนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ให้นักเรียนกลุ่มประชากร ทำการทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่อง การอ่านและการเขียนสระภาษาไทย ก่อนเรียน หลังจากนั้นดำเนินการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ โดยใช้แผนการจัดการเรียนรู้จำนวน 17 แผน รวมเวลาทั้งหมด 17 ชั่วโมง หลังจากจัดกิจกรรมการเรียนรู้ครบ 17 ชั่วโมง แล้วให้นักเรียน กลุ่มประชากร ทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่อง การอ่านและการเขียนสระภาษาไทย และตอบแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อเรียนรู้โดยใช้แบบฝึก เสริมทักษะเรื่อง การอ่านและการเขียนสระภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 การวิเคราะห์ข้อมูล ประเมินคุณภาพนวัตกรรม(IOC) หาประสิทธิภาพ (E1/E2 )นวัตกรรม ทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่อง การอ่านและการเขียนสระภาษาไทย ก่อนและหลังเรียน แล้วนำผลการประเมินมาวิเคราะห์โดยใช้ค่าเฉลี่ย( ) ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน( ) และวิเคราะห์ค่าความก้าวหน้าของคะแนนวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่อง การอ่านและการเขียนสระภาษาไทย ด้วยการเปรียบเทียบความแตกต่างโดยใช้ร้อยละ และศึกษาความพึงพอใจต่อการเรียนรู้ของนักเรียนที่มีต่อเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะเรื่อง การอ่านและการเขียนสระภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 นำผลการประเมินมาวิเคราะห์โดยใช้ค่าเฉลี่ย( ) ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน( ) ผลการศึกษาพบว่า 1. แบบฝึกเสริมทักษะเรื่อง การอ่านและการเขียนสระภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 มีคุณภาพนวัตกรรม(IOC)อยู่ในเกณฑ์ที่ยอมรับและมีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด คือ 75/75 จากผลการศึกษาพบว่าแบบฝึกเสริมทักษะเรื่อง การอ่านและการเขียนสระภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 มีประสิทธิภาพ E1/E2 เท่ากับ 79.75/ 78.50 แสดงแบบฝึกเสริมทักษะ การอ่านและการเขียนสระภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ที่ผู้ศึกษาสร้างขึ้นมีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์ที่ช่วยให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้เรื่อง การอ่านและการเขียนสระภาษาไทย ได้จริง 2. ผลการศึกษาความก้าวหน้าของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่อง การอ่านและการเขียนสระภาษาไทย สาระการเรียนรู้ภาษาไทย หลังการใช้นวัตกรรมสูงกว่าก่อนการใช้นวัตกรรม โดยมีคะแนนก่อนเรียนเฉลี่ยเท่ากับ 10.90 และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน( ) เท่ากับ 2.47 และหลังเรียนมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 15.70 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน( ) เท่ากับ 1.90 เมื่อวิเคราะห์ค่าความก้าวหน้าของคะแนนวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่อง การอ่านและการเขียนสระภาษาไทย ก่อนเรียน และหลังเรียนของนักเรียนมีผลต่างเท่ากับ 4.80 คิดเป็นร้อยละ 24.00 3. ผลการวัดความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะเรื่อง การอ่านและการเขียนสระภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 พบว่า นักเรียนกลุ่มประชากรมีระดับความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด กล่าวคือมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.90 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน( ) เท่ากับ 0.00
การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องการหาร ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3
[ โดย kruinfo ชม 154 ]
บทคัดย่อ ชื่อรายงาน รายงานผลการศึกษาการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องการหาร ของนักเรียนชั้นประถมศึกษา ปีที่ 3 ที่จัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิค TAI กับการจัดการเรียนรู้ตามแนวคู่มือครู ชื่อผู้รายงาน นางสาวปรานี แพรอัตร์ ตำแหน่งครู ชำนาญการ โรงเรียนอนุบาลบางแพ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาราชบุรี เขต 2 จังหวัดราชบุรี รายงานผลการศึกษาการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การหาร ของนักเรียนชั้นประถมศึกษา ปีที่3ที่จัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิค TAI กับการจัดการเรียนรู้ตามแนวคู่มือครู มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่อง การหาร ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่จัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิค TAI กับการจัดการเรียนรู้ตามแนวคู่มือครู 2) เพื่อศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่3 ที่มีต่อจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิค TAI กับการจัดการเรียนรู้ตามแนวคู่มือครู 3) เพื่อประเมินความสามารถในการคิดของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่3ที่ได้จากการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิค TAI กลุ่มตัวอย่าง เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนอนุบาลบางแพ อำเภอบางแพ จังหวัดราชบุรี ภาคเรียนที่ 1ปีการศึกษา 2554 จำนวน 46 คน โดยแบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 23 คน กลุ่มควบคุม 23 คน เครื่องมือที่ใช้ คือ แผนการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิค TAI โดยใช้เอกสารประกอบการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิค TAI เป็นสื่อการเรียนรู้ แผนการจัดการเรียนรู้ตามแนวคู่มือครู แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องการหาร ชนิดเลือกตอบ 3 ตัวเลือก จำนวน 20 ข้อ แบบสอบถามความคิดเห็นที่มีต่อการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิค TAI และการจัดการเรียนรู้ตามแนวคู่มือครู แบบประเมินความสามารถในการคิด การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ค่าร้อยละ (%) ค่าเฉลี่ย( ) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) การทดสอบค่าที (t-test แบบ Independent ) ปรากฏผลการทดลอง ดังนี้ 1. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่อง การหาร ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่จัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิค TAI กับการจัดการเรียนรู้ตามแนวคู่มือครู แตกต่างกัน โดยกลุ่มทดลองที่จัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิค TAI มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่ากลุ่มควบคุมที่จัดการเรียนรู้ตามแนวคู่มือครู อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2. ความคิดเห็นของนักเรียน ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิค TAI กับการจัดการเรียนรู้ตามแนวคู่มือครู พบว่า นักเรียนมีความคิดเห็นต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดการจัดการเรียนรู้คณิตศาสตร์ แบบร่วมมือ เทคนิค TAI กับการจัดการเรียนรู้ตามแนวคู่มือครู แตกต่างกัน 3. ความสามารถในการคิดของนักเรียนที่ได้จากการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือกัน เทคนิค TAI พบว่า นักเรียนมีความสามารถในการคิดโดยภาพรวมอยู่ในระดับดี
ผลการพัฒนาทักษะการอ่านและการเขียนสะกดคำ
[ โดย kruinfo ชม 192 ]
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อจัดทำขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพแบบฝึกทักษะการอ่านและเขียนสะกดคำภาษาไทย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนด้วยแบบฝึกทักษะการอ่านและเขียนสะกดคำภาษาไทย และเพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่มีต่อการเรียนด้วยแบบฝึกทักษะการอ่านและเขียนสะกดคำภาษาไทย กลุ่มประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านแจมป๋อง ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2553 โรงเรียนบ้านแจมป๋อง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงราย เขต 4 จำนวน 10 คน โดยมีแผนแบบการทดลอง One Group Pretest
การพัฒนาเอกสารประกอบการเรียนรู้ สาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์
[ โดย kruinfo ชม 141 ]
ชื่อเรื่อง การพัฒนาเอกสารประกอบการเรียนรู้ สาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง สมการและการแก้สมการ สำหรับนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ผู้วิจัย นางพิไลลักษณ์ ตาปราบ ตำแหน่ง ครู โรงเรียนบ้านหนองหอย อำเภอหนองบัวแดง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิ เขต 1 วิทยฐานะ ครูชำนาญการ ปีการศึกษา 2554 บทคัดย่อ การพัฒนาเอกสารประกอบการเรียนรู้ สาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง สมการและการแก้สมการ สำหรับนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาเอกสารประกอบการเรียนรู้ สาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่องสมการและการแก้สมการ สำหรับนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) ศึกษาดัชนีประสิทธิผลของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้เอกสารประกอบการเรียนรู้ สาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่องสมการและการแก้สมการ สำหรับนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 3) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้เอกสารประกอบการเรียนรู้ สาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่องสมการและการแก้สมการ สำหรับนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 และ 4) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ต่อการจัดกิจกรรม การเรียนรู้โดยใช้เอกสารประกอบการเรียนรู้ สาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่องสมการและการแก้สมการ สำหรับนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ซึ่งกลุ่มเป้าหมายในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่กำลังศึกษาในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2554 จำนวนนักเรียน 29 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) เอกสารประกอบการเรียนรู้ สาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง สมการและการแก้สมการ สำหรับนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 3 เล่ม 2) แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้เอกสารประกอบการเรียนรู้ 3) แบบทดสอบระหว่างเรียน 4) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง สมการและการแก้สมการ มีค่าความยากอยู่ระหว่าง 0.20
รายงานการพัฒนาเอกสารประกอบการเรียนการสอน รายวิชา ง30264 งานปูน 2 สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี โรงเรียนศรีสำโรงชนูปถัมภ์
[ โดย kruinfo ชม 307 ]
ชื่อเรื่อง : รายงานการพัฒนาเอกสารประกอบการเรียนการสอน รายวิชา ง30264 งานปูน 2 สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี โรงเรียนศรีสำโรงชนูปถัมภ์ ชื่อผู้ศึกษา : นายอดุล หลวงแนม ปีที่ทำการศึกษา : ปีการศึกษา 2553 - 2554 บทคัดย่อ ในการศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์คือ 1)เพื่อสร้างและพัฒนาเอกสารประกอบการเรียน การสอนรายวิชา ง30264 งานปูน 2 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 5 หน่วยการเรียนรู้ 2) เพื่อหาประสิทธิภาพเอกสารประกอบการเรียนการสอนรายวิชา ง30264 งานปูน 2 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 และหาค่าดัชนีประสิทธิผล 0.50 ขึ้นไป 3) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน รายวิชา ง30264 งานปูน 2 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ก่อนและหลังการใช้เอกสารประกอบการเรียนการสอน 4) เพื่อศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่มีต่อเอกสารประกอบการเรียนการสอน รายวิชา ง30264 งานปูน 2 ในการนำไปใช้จัดการเรียนการสอน มีวิธีดำเนินการ 3 ขั้นตอน คือ ขั้นตอนที่ 1 การสร้างและหาประสิทธิภาพ หาค่าดัชนีประสิทธิผลของเอกสารประกอบการเรียนการสอน รายวิชา ง30264 งานปูน 2 สำหรับนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ขั้นตอนที่ 2 การทดลองใช้และศึกษาผลการใช้เอกสารประกอบการเรียนการสอน รายวิชา ง30264 งานปูน 2 สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ขั้นตอนที่ 3 การประเมินความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อเอกสารประกอบการเรียนการสอน รายวิชา ง30264 งานปูน 2 สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการทดลองเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนศรีสำโรงชนูปถัมภ์ อำเภอศรีสำโรง จังหวัดสุโขทัย ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2554 จำนวน 22 คน เครื่องมือที่ใช้ ในการทดลอง ได้แก่ 1) เอกสารประกอบการเรียนการสอน รายวิชา ง30264 งานปูน 2 จำนวน 5 หน่วยการเรียนรู้ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน รายวิชา ง30264 งานปูน 2 จำนวน 40 ข้อ 3) แบบประเมินความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อเอกสารประกอบการเรียนการสอนรายวิชา ง30264 งานปูน 2 จำนวน 15 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ การทดสอบค่าที (t - test) ค่าเฉลี่ย ( ) และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ค่าความแปรปรวน(St2) และค่าความเชื่อมั่นของข้อสอบใช้สูตร KR
รายงานผลการใช้และพัฒนาแผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้กิจกรรมสร้างสรรค์จากวัสดุเหลือใช้ตามแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อพัฒนาความสามารถการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 3
[ โดย kruinfo ชม 114 ]
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อหาประสิทธิภาพของแผนการจัดกิจกรรมและประสบการณ์การเรียนรู้กิจกรรมสร้างสรรค์จากวัสดุเหลือใช้ตามแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงที่ผู้รายงานสร้างขึ้นตามเกณฑ์ 80/80 (2) เพื่อเปรียบเทียบความสามารถการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 3 ระหว่างก่อนกับหลังการใช้แผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้กิจกรรมสร้างสรรค์จากวัสดุเหลือใช้ตามแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง (3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 3 ที่มีต่อการจัดประสบการณ์การเรียนรู้กิจกรรมสร้างสรรค์จากวัสดุเหลือใช้ตามแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 3 ที่กำลังศึกษาอยู่ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2554 ของโรงเรียนเทศบาล ๑ บ้านสะเดา จำนวน 31 คน โดยดำเนินการทดลองเป็นระยะเวลา 8 สัปดาห์ เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือแผนการจัดประสบการณ์กิจกรรมสร้างสรรค์จากวัสดุเหลือใช้ตามแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง จำนวน 32 แผน แบบทดสอบวัดความสามารถการคิดวิเคราะห์ แบบบันทึกการสังเกตพฤติกรรมความสามารถการคิดวิเคราะห์ และแบบประเมินความพึงพอใจที่มีต่อกิจกรรมสร้างสรรค์จากวัสดุเหลือใช้ตามแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าร้อยละ (%) ค่าเฉลี่ย ( ) ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และการทดสอบค่าที (t-test) ผลการศึกษาพบว่า (1) แผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้กิจกรรมสร้างสรรค์จากวัสดุเหลือใช้ตามแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงมีประสิทธิภาพ 82.50/82.00 สูงกว่าเกณฑ์ (2) ผลการเปรียบเทียบความสามารถการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 3 ระหว่างก่อนและหลังการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ปรากฏว่าหลังการจัดประสบการณ์การเรียนรู้มีความสามารถการคิดวิเคราะห์สูงขึ้นก่อนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 (3) ผลการศึกษาด้านความพึงพอใจของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 3 มีความต้องการจัดกิจกรรมสร้างสรรค์จากวัสดุเหลือใช้ตามแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง อยู่ในระดับมาก เฉลี่ยผ่านเกณฑ์ที่กำหนดร้อยละ 80
รายงานผลการใช้และพัฒนาแผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้กิจกรรมสร้างสรรค์จากวัสดุเหลือใช้ตามแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อพัฒนาความสามารถการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 3
[ โดย kruinfo ชม 159 ]
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อหาประสิทธิภาพของแผนการจัดกิจกรรมและประสบการณ์การเรียนรู้กิจกรรมสร้างสรรค์จากวัสดุเหลือใช้ตามแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงที่ผู้รายงานสร้างขึ้นตามเกณฑ์ 80/80 (2) เพื่อเปรียบเทียบความสามารถการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 3 ระหว่างก่อนกับหลังการใช้แผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้กิจกรรมสร้างสรรค์จากวัสดุเหลือใช้ตามแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง (3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 3 ที่มีต่อการจัดประสบการณ์การเรียนรู้กิจกรรมสร้างสรรค์จากวัสดุเหลือใช้ตามแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 3 ที่กำลังศึกษาอยู่ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2554 ของโรงเรียนเทศบาล ๑ บ้านสะเดา จำนวน 31 คน โดยดำเนินการทดลองเป็นระยะเวลา 8 สัปดาห์ เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือแผนการจัดประสบการณ์กิจกรรมสร้างสรรค์จากวัสดุเหลือใช้ตามแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง จำนวน 32 แผน แบบทดสอบวัดความสามารถการคิดวิเคราะห์ แบบบันทึกการสังเกตพฤติกรรมความสามารถการคิดวิเคราะห์ และแบบประเมินความพึงพอใจที่มีต่อกิจกรรมสร้างสรรค์จากวัสดุเหลือใช้ตามแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าร้อยละ (%) ค่าเฉลี่ย ( ) ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และการทดสอบค่าที (t-test) ผลการศึกษาพบว่า (1) แผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้กิจกรรมสร้างสรรค์จากวัสดุเหลือใช้ตามแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงมีประสิทธิภาพ 82.50/82.00 สูงกว่าเกณฑ์ (2) ผลการเปรียบเทียบความสามารถการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 3 ระหว่างก่อนและหลังการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ปรากฏว่าหลังการจัดประสบการณ์การเรียนรู้มีความสามารถการคิดวิเคราะห์สูงขึ้นก่อนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 (3) ผลการศึกษาด้านความพึงพอใจของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 3 มีความต้องการจัดกิจกรรมสร้างสรรค์จากวัสดุเหลือใช้ตามแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง อยู่ในระดับมาก เฉลี่ยผ่านเกณฑ์ที่กำหนดร้อยละ 80
แบบฝึกเสริมทักษะการเรียนรู้และการใช้สำนวน คำพังเพย ภาษิตและสุภาษิตไทย ของชั้นประถมศึกษาปีที่ 6
[ โดย kruinfo ชม 1,554 ]
ชื่อเรื่อง แบบฝึกเสริมทักษะการเรียนรู้และการใช้สำนวน คำพังเพย ภาษิตและสุภาษิตไทย ของชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ชื่อผู้วิจัย นางดุษฎี ปาณศรี ตำแหน่งครู วิทยฐานะครูชำนาญการ สังกัด กองการศึกษา เทศบาลเมืองสะเดา อำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา ปีการศึกษา 2554 บทคัดย่อ การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อหาประสิทธิภาพของแบบฝึก เรื่อง สำนวน คำพังเพย ภาษิตและสุภาษิตไทย ของชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและหลังเรียนด้วยแบบฝึก เรื่อง สำนวน คำพังเพย ภาษิตและสุภาษิตไทย ของชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 และศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อแบบฝึก เรื่อง สำนวน คำพังเพย ภาษิตและสุภาษิตไทย ของชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 กลุ่มตัวอย่างได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/1 ที่กำลังเรียนอยู่ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2554 โรงเรียนเทศบาล 2 บ้านสะเดา กองการศึกษา เทศบาลเมืองสะเดา อำเภอสะเดา จังหวังสงขลา จำนวน 40 คน ซึ่งได้มาโดยการสุ่มตัวอย่างแบบง่าย (Simple Random Sampling) ใช้เวลาในการทดลองสอน จำนวน 20 คาบ คาบละ 30 นาที เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยแบ่งเป็น 3 ฉบับ คือ แบบฝึก เรื่อง สำนวน คำพังเพย ภาษิตและสุภาษิตไทย ของชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนหลังเรียน มีค่าความยากง่ายตั้งแต่ .43-.67 ค่าอำนาจจำแนกตั้งแต่ .25-.75 ค่าความเชื่อมั่น .83 และแบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการหาค่าที (t-test) ผลของการวิจัยพบว่า 1. แบบฝึก เรื่อง สำนวน คำพังเพย ภาษิตและสุภาษิตไทย ของชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 83.94/88.94 และมีดัชนีประสิทธิผลเท่ากับ .81 2. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่ได้รับการสอนโดยใช้แบบฝึก เรื่อง สำนวน คำพังเพย ภาษิตและสุภาษิตไทย ของชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 3. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีความพึงพอใจต่อการเรียนด้วยแบบฝึก เรื่อง สำนวน คำพังเพย ภาษิตและสุภาษิตไทย ของชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 อยู่ในระดับมาก
การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาการปั้นดอกไม้จากแป้งต่างๆ ของนักศึกษาหลักสูตรวิชาชีพระยะสั้น ระหว่างกลุ่มที่เรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน และ กลุ่มที่เรียนด้วยเอกสารประกอบการสอน
[ โดย kruinfo ชม 137 ]
บทคัดย่อ ชื่องานวิจัย การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาการปั้นดอกไม้จากแป้งต่าง ๆ (150 ชั่วโมง) ของนักศึกษาหลักสูตรวิชาชีพระยะสั้น ระหว่างกลุ่มที่เรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน และกลุ่มที่เรียนด้วยเอกสารประกอบการสอน ชื่อผู้วิจัย นางฐานีนุช สุ¬วรรณกำจ¬าย ตำแหน่ง ครูวิทยฐานะชำนาญการพิเศษ การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาการปั้นดอกไม้จากแป้งต่างๆ ของนักศึกษาหลักสูตรวิชาชีพระยะสั้น ระหว่างกลุ่มที่เรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน และ กลุ่มที่เรียนด้วยเอกสารประกอบการสอน ในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาการปั้นดอกไม้จากแป้งต่างๆ ของนักศึกษาหลักสูตรวิชาชีพระยะสั้น ระหว่าง กลุ่มที่เรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน และกลุ่มที่เรียนด้วยเอกสารประกอบการสอน (2) เพื่อศึกษาระดับความพึงพอใจของนักศึกษาที่มีต่อการเรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง การปั้นดอกไม้จากแป้งต่างๆ (3) เพื่อศึกษาระดับความพึงพอใจของนักศึกษาที่มีต่อการเรียนด้วยเอกสารประกอบการสอนวิชาการปั้นดอกไม้จากแป้งต่างๆ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ นักศึกษาหลักสูตรวิชาชีพระยะสั้น ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2553 วิทยาลัยสารพัดช่างอุบลราชธานี ได้มาโดยการสุ่มอย่างง่ายด้วยการจับสลากเลือกลุ่มทดลอง ได้แก่ กลุ่มทดลองที่ 1 เรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ได้แก่ นักศึกษาหลักสูตรวิชาชีพระยะสั้น รุ่นที่ 107/1 จำนวน 20 คน และกลุ่มทดลองที่ 2 เรียนด้วยเอกสารประกอบการสอน ได้แก่ นักศึกษาหลักสูตรวิชาชีพระยะสั้น รุ่นที่ 107/2 จำนวน 20 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวมรวบข้อมูลในการวิจัยครั้งนี้ ประกอบด้วย 1.บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง การปั้นดอกไม้จากแป้งต่างๆ จำนวน 7 ชุด พร้อมคู่มือการใช้บทเรียน 2.เอกสารประกอบการสอนวิชาการปั้นดอกไม้จากแป้งต่างๆ หลักสูตรวิชาชีพระยะสั้น 150 ชั่วโมง จำนวน 1 เล่ม 3.แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เป็นแบบปรนัย ชนิดเลือกตอบ 5 ตัวเลือก จำนวน 70 ข้อ 4.แบบทดสอบวัดความพึงพอใจที่มีต่อการเรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ ช่วยสอน เรื่อง การปั้นดอกไม้จากแป้งต่างๆ 5.แบบทดสอบวัดความพึงพอใจที่มีต่อการเรียนด้วยเอกสารประกอบการสอนวิชาการปั้นดอกไม้จากแป้งต่างๆ ผลการวิจัยพบว่า 1.นักศึกษาหลักสูตรวิชาชีพระยะสั้นกลุ่มที่เรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงกว่ากลุ่มที่เรียนด้วยเอกสารประกอบการสอน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ซึ่งสอดคล้องกับสมมติฐานที่ตั้งไว้ 2.นักศึกษาหลักสูตรวิชาชีพระยะสั้นมีความพึงพอใจต่อการเรียนด้วยด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนและเอกสารประกอบการสอนโดยรวมอยู่ในระดับมาก
รายงานการศึกษาผลการใช้นิทานประกอบแบบฝึกเสริมทักษะการอ่านและเขียนสะกดคำแจกลูก สาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑
[ โดย kruinfo ชม 158 ]
ชื่อเรื่อง รายงานการศึกษาผลการใช้นิทานประกอบแบบฝึกเสริมทักษะการอ่านและเขียนสะกดคำแจกลูก สาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ ผู้ศึกษา นางสาลิกา ตาเลิศ ปีที่พิมพ์ ๒๕๕๔ บทคัดย่อ การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ ๑) เพื่อศึกษาผลการใช้นิทานประกอบแบบฝึกเสริมทักษะการอ่านและเขียนสะกดคำแจกลูก สาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ ตามเกณฑ์มาตรฐาน ๘๐/๘๐ ๒) เพื่อเปรียบเทียบคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนและหลังเรียนที่เรียน โดยใช้นิทานประกอบแบบฝึกเสริมทักษะการอ่านและเขียนสะกดคำแจกลูก ๓) เพื่อศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้นิทานประกอบแบบฝึกเสริมทักษะการอ่านและเขียนสะกดคำแจกลูก กลุ่มเป้าหมายเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ ภาคเรียนที่ ๒ ปีการศึกษา ๒๕๕๒โรงเรียนบ้านหนองยาง จำนวน ๒๔ คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาแบ่งเป็น ๕ ชนิด คือ นิทานนำภาษา จำนวน ๖ เล่ม แผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน ๓๐ แผน แบบฝึกเสริมทักษะ จำนวน ๖ เล่ม แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและแบบสอบถามความคิดเห็นของนักเรียน ผู้ศึกษาดำเนินการสอนด้วยตนเอง ใช้เวลาในการทดลอง ๓๐ ชั่วโมง การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ t-test ทดสอบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยระหว่างคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียน ผลการศึกษา พบว่า ๑. ผลการจัดการเรียนรู้โดยใช้นิทานประกอบแบบฝึกเสริมทักษะการอ่านและเขียนสะกดคำแจกลูก สาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ มีประสิทธิภาพ ๘๔.๐๙/๘๑.๔๐ เป็นไปตามเกณฑ์ที่ตั้งไว้ ๒. คะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียนที่ใช้นิทานประกอบแบบฝึกเสริมทักษะการอ่านและเขียนแจกลูกสะกดคำ สาระการเรียนรู้ภาษาไทยของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ คะแนนทดสอบหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .๐๑ ๓. ความคิดเห็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ ที่มีต่อการเรียนตามแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้นิทานประกอบแบบฝึกเสริมทักษะการอ่านและเขียนสะกดคำแจกลูก มีความคิดเห็นอยู่ในระดับมากที่สุด
โปรแกรมสร้างใบงานคณิตศาสตร์ออนไลน์ตั้งโจทย์อัตโนมัติ แบบไม่ใช้ฐานข้อมูล
[ โดย kruinfo ชม 167 ]
โปรแกรมสร้างใบงานคณิตศาสตร์ออนไลน์ตั้งโจทย์อัตโนมัติ แบบไม่ใช้ฐานข้อมูล เป็นการต่อยอดจากโปรแกรมแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ออนไลน์ที่เล่นบนเน็ต พัฒนาขึ้นเพื่อสนองเพื่อนครูที่เคยบอกว่าไม่สดวกเพราะบางโรงเรียนมีคอมพิวเตอร์ไม่พอกับจำนวนนักเรียน สำหรับโปรแกรมนี้สามารถพิมพ์ใบงานลงกระดาษขนาด A4 ที่พัฒนาไปแล้วมีทั้งหมด 16 โปรแกรม ที่โดดเด่นคือ 1. โปรแกรมตั้งโจทย์พิมพ์ใบงานการบวกลบจำนวนเต็มของ ม.1 2. โปรแกรมตั้งโจทย์พิมพ์ใบงานการแยกตัวประกอบพหุนามดีกรีสอง ม.2-4 ตั้งโจทย์ครั้งละ ประมาณ 40 - 50 ข้อ นักเรียนไม่สามารถลอกกันได้ พิมพ์ออกทาง printer สะดวกมาก นอกจากนี้ยังมีโจทย์เกี่ยวกับเรขาคณิตวิเคราะห์ และภาคตัดกรวยอีกมากมาย เชิญเพื่อนครู-อาจารย์ และนักเรียนเข้าไป print ใช้ได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายที่ www.krupongsak.net
รายงานการใช้หนังสือส่งเสริมการอ่าน ชุด แหล่งเรียนรู้ทางศิลปวัฒนธรรม จิตรกรรมฝาผนังวิหารวัดบ้านก่อ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4
[ โดย kruinfo ชม 141 ]
ชื่อนวัตกรรม รายงานการใช้หนังสือส่งเสริมการอ่าน ชุด แหล่งเรียนรู้ทางศิลปวัฒนธรรม จิตรกรรมฝาผนังวิหารวัดบ้านก่อ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ชื่อผู้ศึกษา นางสุภาพร มีธรรม ตำแหน่ง ครู วิทยฐานะ ครูชำนาญการ ปีที่ทำการศึกษา พ.ศ. 2553 บทคัดย่อ การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของหนังสือส่งเสริมการอ่าน ชุด แหล่งเรียนรู้ทางศิลปวัฒนธรรม จิตรกรรมฝาผนังวิหารวัดบ้านก่อ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนประถมศึกษาปีที่ 4 ก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยหนังสือส่งเสริมการอ่านและเพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนด้วยหนังสือส่งเสริมการอ่าน กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2553 โรงเรียนบ้านก่อ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลำปาง เขต 3 จำนวน 1 ห้องเรียน มีนักเรียนจำนวน 12 คน ซึ่งได้มาโดยการสุ่มแบบเจาะจง (Purposive Sampling) ดำเนินการทดลองโดยใช้แบบแผนการทดลองแบบ One Group Pretest - Posttest Design เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้า คือ หนังสือส่งเสริมการอ่านทั้งหมด 6 เล่ม แผนการจัดการเรียนรู้จำนวน 15 แผน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางเรียน ชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ ซึ่งมี ค่าอำนาจจำแนกรายข้อระหว่าง 0.21 ถึง 0.88 และค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.90 และแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้หนังสือส่งเสริมการอ่าน ชนิดมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) 5 ระดับ จำนวน 31 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานและการทดสอบสมมติฐานใช้ t – test ชนิด (Dependent Samples) ผลการศึกษาค้นคว้าพบว่า หนังสือส่งเสริมการอ่าน ชุด แหล่งเรียนรู้ทางศิลปวัฒนธรรม จิตรกรรมฝาผนังวิหารวัดบ้านก่อ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่สร้างขึ้น มีประสิทธิภาพ 82.26/81.39 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนด้วยหนังสือส่งเสริมการอ่านสูงกว่าก่อนเรียนอย่างนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และนักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนด้วยหนังสือส่งเสริมการอ่านอยู่ในระดับมาก
รายงานการสร้างและผลการใช้ชุดการสอน เรื่องระบบในร่างกายมนุษย์และสัตว์ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2
[ โดย kruinfo ชม 207 ]
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์คือ 1) สร้างและหาประสิทธิภาพของชุดการสอน 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังการใช้ชุดการสอน 3) ศึกษาความพึงพอใจ ของนักเรียนต่อการใช้ชุดการสอน เรื่องระบบในร่างกายมนุษย์และสัตว์ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนช่องกุ่มวิทยา อำเภอวัฒนานคร จังหวัดสระแก้ว จำนวน 33 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้ ได้แก่ ชุดการสอนเรื่องระบบในร่างกายมนุษย์ และสัตว์ จำนวน 6 ชุดการสอน แบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน รวมทั้งแบบสอบถาม ความพึงพอใจเกี่ยวกับการเรียนโดยใช้ชุดการสอน การวิเคราะห์ข้อมูล ใช้การวิเคราะห์ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบนัยสำคัญของความแตกต่างระหว่างคะแนนเฉลี่ยก่อนและหลังเรียน (t - test) ผลการวิจัยครั้งนี้พบว่า 1. ชุดการสอนที่สร้างขึ้น 6 ชุด มีประสิทธิภาพ 83.98/85.15, 87.97/82.12, 88.40/81.82, 87.53/82.12, 88.05/84.24 และ88.05/80.91 ตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนระหว่างคะแนนสอบก่อนเรียนและหลังเรียน ที่ทำการสอนโดยใช้ชุดการสอน แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 3. นักเรียนมีความพึงพอใจต่อชุดการสอน อยู่ในระดับพึงพอใจมากที่สุด
รายงานการสร้างและผลการใช้ชุดการสอน เรื่องระบบในร่างกายมนุษย์และสัตว์ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2
[ โดย kruinfo ชม 127 ]
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์คือ 1) สร้างและหาประสิทธิภาพของชุดการสอน 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังการใช้ชุดการสอน 3) ศึกษาความพึงพอใจ ของนักเรียนต่อการใช้ชุดการสอน เรื่องระบบในร่างกายมนุษย์และสัตว์ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนช่องกุ่มวิทยา อำเภอวัฒนานคร จังหวัดสระแก้ว จำนวน 33 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้ ได้แก่ ชุดการสอนเรื่องระบบในร่างกายมนุษย์ และสัตว์ จำนวน 6 ชุดการสอน แบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน รวมทั้งแบบสอบถาม ความพึงพอใจเกี่ยวกับการเรียนโดยใช้ชุดการสอน การวิเคราะห์ข้อมูล ใช้การวิเคราะห์ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบนัยสำคัญของความแตกต่างระหว่างคะแนนเฉลี่ยก่อนและหลังเรียน (t - test) ผลการวิจัยครั้งนี้พบว่า 1. ชุดการสอนที่สร้างขึ้น 6 ชุด มีประสิทธิภาพ 83.98/85.15, 87.97/82.12, 88.40/81.82, 87.53/82.12, 88.05/84.24 และ88.05/80.91 ตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนระหว่างคะแนนสอบก่อนเรียนและหลังเรียน ที่ทำการสอนโดยใช้ชุดการสอน แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 3. นักเรียนมีความพึงพอใจต่อชุดการสอน อยู่ในระดับพึงพอใจมากที่สุด
แม่เหล็กไฟฟ้า
[ โดย kruinfo ชม 146 ]
เรื่อง รายงานการพัฒนาการเรียนการสอน โดยใช้เอกสารประกอบการเรียนการสอน เรื่องแรงแม่เหล็กไฟฟ้า ลวดตัวนำในสนามแม่เหล็กมอเตอร์ไฟฟ้ากระแสตรง และ หม้อแปลงไฟฟ้า กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์รายวิชาฟิสิกส์ รหัส ว40204 สาระพลังงาน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ผู้ศึกษา นายปริญญา ตุงคะสมิต หน่วยงาน โรงเรียนอุดรพิทยานุกูล ปีการศึกษา 2553 บทคัดย่อ การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาเอกสารประกอบการเรียนการสอนเรื่องแรงแม่เหล็ก ไฟฟ้า ลวดตัวนำในสนามแม่เหล็กมอเตอร์ไฟฟ้ากระแสตรง และ หม้อแปลงไฟฟ้า กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ รายวิชาฟิสิกส์ รหัส ว40204 สาระพลังงาน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75 2) หาค่าดัชนีประสิทธิผลของเอกสารประกอบการเรียนการสอนเรื่องแรงแม่เหล็กไฟฟ้า ลวดตัวนำในสนามแม่เหล็กมอเตอร์ไฟฟ้ากระแสตรง และ หม้อแปลงไฟฟ้า กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์รายวิชาฟิสิกส์ รหัส ว40204 สาระพลังงาน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6/12) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน เรื่องแรงแม่เหล็กไฟฟ้า ลวดตัวนำในสนามแม่เหล็กมอเตอร์ไฟฟ้ากระแสตรง และ หม้อแปลงไฟฟ้า กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ รายวิชาฟิสิกส์รหัส ว40204 สาระพลังงาน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6/12 ปีการศึกษา 2553 โรงเรียนอุดรพิทยานุกูล อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาอุดรธานี เขต 20 ได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาประกอบด้วย เอกสารประกอบการเรียนการสอน จำนวน 6 ชุด และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องแรงแม่เหล็กไฟฟ้า ลวดตัวนำในสนามแม่เหล็กมอเตอร์ไฟฟ้ากระแสตรง และ หม้อแปลงไฟฟ้า กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ รายวิชาฟิสิกส์ รหัส ว40204 สาระพลังงาน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 30 ข้อ ได้ทำการวิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าร้อยละ และทดสอบความแตกต่างของคะแนนเฉลี่ยระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน โดย การทดสอบค่าที (t-test) ผลการศึกษาพบว่า 1. เอกสารประกอบการเรียนการสอน มีประสิทธิภาพ 79.47/76.74 2. ค่าดัชนีประสิทธิผลของเอกสารประกอบการเรียนการสอน มีค่าเท่ากับ 0.66 แสดงว่านักเรียน มีความก้าวหน้าทางการเรียนเพิ่มขึ้นร้อยละ 66.00 3. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องแรงแม่เหล็กไฟฟ้า ลวดตัวนำในสนามแม่เหล็กมอเตอร์ไฟฟ้า กระแสตรง และ หม้อแปลงไฟฟ้า กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ รายวิชาฟิสิกส์ รหัส ว40204 สาระพลังงาน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6/12 หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
รายงานการพัฒนาแบบฝึกเสริมทักษะการบวกการลบระคนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านปง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 3
[ โดย kruinfo ชม 128 ]
รายงานการพัฒนาแบบฝึกเสริมทักษะการบวกการลบระคนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านปง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 3 มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) สร้างแบบฝึกเสริมทักษะการบวกการลบระคน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) ศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การบวกการลบระคน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ก่อนเรียนและหลังเรียนที่ได้รับการสอนโดยการใช้แบบฝึกเสริมทักษะการบวกการลบระคน 3) ศึกษาความพึงพอใจในการเรียนด้วยแบบฝึกเสริมทักษะการบวกการลบระคน ประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านปง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 3 จำนวน 16 คน เนื้อหาที่ใช้ในการศึกษาเป็นเนื้อหากลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 เรื่อง การบวกการลบระคน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ 1) แบบฝึกเสริมทักษะการบวกการลบระคน จำนวน 19 ชุด 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จำนวน 30 ข้อ โดยเป็นแบบทดสอบแบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 3 ตัวเลือก 3) แบบสอบถามความพึงพอใจในการเรียนด้วยแบบฝึกเสริมทักษะการบวกการลบระคน จำนวน 10 ข้อ โดยเป็นแบบสอบถามแบบประมาณค่า 5 ตัวเลือก ในการรายงานครั้งนี้ผู้รายงานได้ทำการเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยตนเอง ซึ่งมีขั้นตอนดังนี้ ทำการทดสอบก่อนเรียน (Pre

ยอดนิยม