เลือกห้อง >>

ทั้งหมด

รายงานการพัฒนาชุดกิจกรรมฝึกทักษะการเขียนภาษาอังกฤษ สำหรับนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6
[ โดย kruinfo ชม 321 ]
การศึกษาวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพชุดกิจกรรม ฝึกทักษะ การเขียนภาษาอังกฤษ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ให้มีคุณภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 และเพื่อศึกษาเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมฝึกทักษะการ เขียนภาษาอังกฤษ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ทั้งก่อนเรียนและหลังเรียน และศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่มีต่อการเรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมฝึกทักษะการเขียนภาษาอังกฤษ กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/2 จำนวน 35 คน ในปีการศึกษา 2552 ได้มาโดยการสุ่มอย่างง่ายจับฉลาก โดยใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยการสุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ ชุดกิจกรรมฝึกทักษะการเขียนภาษาอังกฤษ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 แผนการจัดการเรียนรู้ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบสอบถามความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบที ผลการวิจัยพบว่า ชุดกิจกรรมฝึกทักษะการเขียนภาษาอังกฤษ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีประสิทธิภาพ เท่ากับ 87.06/86.66 ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนด นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และนักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนโดยใช้ชุดกิจกรรม อยู่ในระดับมาก
รายงานผลการใช้ชุดสื่อการเรียนรู้ภาพพลิก นิทานส่งเสริมการคิดวิเคราะห์ ชุด สัตว์เลี้ยงแสนรัก กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1
[ โดย kruinfo ชม 321 ]
วัตถุประสงค์ของการสร้างและพัฒนาชุดสื่อการเรียนรู้ภาพพลิก นิทานส่งเสริมการคิดวิเคราะห์ ชุด สัตว์เลี้ยงแสนรัก กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 คือ สร้างและพัฒนาชุดสื่อการเรียนรู้ภาพพลิก นิทานส่งเสริมการคิดวิเคราะห์ ชุด สัตว์เลี้ยงแสนรักให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 ศึกษาผลการใช้ชุดสื่อการเรียนรู้ภาพพลิก นิทานส่งเสริมการคิดวิเคราะห์ ชุด สัตว์เลี้ยงแสนรัก ในการจัดกิจกรรมส่งเสริมการคิดวิเคราะห์ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โดยเปรียบเทียบความสามารถด้านการคิดวิเคราะห์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ก่อนและหลังใช้ ชุดสื่อการเรียนรู้ภาพพลิก นิทานส่งเสริมการคิดวิเคราะห์ ชุด สัตว์เลี้ยงแสนรัก ศึกษาค่าดัชนีประสิทธิผลของชุดสื่อการเรียนรู้ภาพพลิก นิทานส่งเสริม การคิดวิเคราะห์ ชุด สัตว์เลี้ยงแสนรัก ศึกษาความพึงพอใจ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ โดยใช้ชุดสื่อการเรียนรู้ภาพพลิก นิทานส่งเสริมการคิดวิเคราะห์ ชุด สัตว์เลี้ยงแสนรัก กลุ่มประชากร ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านไผ่แปลกแม่ อำเภอสุพรรณบุรี จังหวัดสุพรรณบุรี ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2551 จำนวนนักเรียน 7 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าครั้งนี้ มี 3 ชนิด ประกอบด้วย 1. ชุดสื่อการเรียนรู้ภาพพลิก นิทานส่งเสริมการคิดวิเคราะห์ ชุด สัตว์เลี้ยงแสนรัก มีนิทานทั้งหมด 9 เรื่อง ดังนี้ 1) ลูกเป็ดของเรา 2) แม่หมาน่าสงสาร 3) เจ้าสีน้ำตาลของแม่ 4) นกขุนทองของน้ามาลี 5) ปลาหางนกยูงสีสวย 6) แม่ไก่ผู้กล้าหาญ 7) เลี้ยงม้าที่บ้านตา 8) ขี่ช้างเที่ยวป่า 9) นิทานเรื่อง นั่งเกวียนที่บ้านอา 2. แบบทดสอบวัดความสามารถด้านการคิดวิเคราะห์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 เป็นแบบทดสอบแบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 3 ตัวเลือก จำนวน 20 ข้อ 3. แบบวัดความพึงพอใจของนักเรียนต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ โดยใช้ชุดสื่อการเรียนรู้ภาพพลิก นิทานส่งเสริมการคิดวิเคราะห์ ชุด สัตว์เลี้ยงแสนรัก สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลครั้งนี้ ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและการทดสอบ t-test (Dependent) จากการศึกษาพบว่า 1. ผลการสร้างชุดสื่อการเรียนรู้ภาพพลิก นิทานส่งเสริมการคิดวิเคราะห์ ชุด สัตว์เลี้ยงแสนรัก กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 มีค่าประสิทธิภาพเท่ากับ 84.52/88.50แสดงว่าชุดสื่อการเรียนรู้ ภาพพลิกนิทานส่งเสริมการคิดวิเคราะห์ ชุด สัตว์เลี้ยงแสนรัก ที่สร้างขึ้น มีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์ 80/80 สามารถกล่าวได้ว่า ชุดสื่อการเรียนรู้ภาพพลิกนี้มีประสิทธิภาพดียิ่ง สามารถนำไปใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ เพื่อส่งเสริมการคิดวิเคราะห์ได้เป็นอย่างดี 2. ผลการใช้ชุดสื่อการเรียนรู้ภาพพลิกนิทานส่งเสริมการคิดวิเคราะห์ ชุด สัตว์เลี้ยงแสนรัก กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ดังนี้ 2.1 ผลการเปรียบเทียบคะแนนความสามารถด้านการคิดวิเคราะห์ ของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ก่อนและหลังใช้ชุดสื่อการเรียนรู้ภาพพลิก นิทานส่งเสริมการคิดวิเคราะห์ ชุด สัตว์เลี้ยงแสนรัก นักเรียนมีคะแนนความสามารถด้านการคิดวิเคราะห์ก่อนเรียนและหลังเรียน แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยคะแนนทดสอบหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน 2.2 ค่าดัชนีประสิทธิผลของชุดสื่อการเรียนรู้ภาพพลิก นิทานส่งเสริมการคิดวิเคราะห์ ชุด สัตว์เลี้ยงแสนรัก มีค่าเท่ากับเท่ากับ 0.71 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำ แสดงว่าชุดสื่อการเรียนรู้ ภาพพลิกนิทานส่งเสริมการคิดวิเคราะห์ ชุด สัตว์เลี้ยงแสนรัก ช่วยให้ผู้เรียนเกิดประสบการณ์ การเรียนรู้ได้จริง 3. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 มีความพึงพอใจต่อการเรียน ต่อการจัดกิจกรรม การเรียนรู้ โดยใช้ชุดสื่อการเรียนรู้ภาพพลิก นิทานส่งเสริมการคิดวิเคราะห์ ชุด สัตว์เลี้ยงแสนรัก โดยคะแนนเฉลี่ยมีค่าเท่ากับ 4.73 ซึ่งอยู่ในระดับพึงพอใจมากที่สุด แสดงว่าสื่อการเรียนรู้ภาพพลิก ที่ผู้รายงานสร้างขึ้นนี้ สามารถนำไปใช้เป็นสื่อการเรียนรู้ เพื่อส่งเสริมการคิดวิเคราะห์ ได้เป็นอย่างดี
รายงานการพัฒนาการใช้บทเรียนสำเร็จรูปเสริมทักษะด้านไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ สำหรับชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 6 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ
[ โดย kruinfo ชม 517 ]
การศึกษาพัฒนานี้มีวัตถุประสงค์คือ 1.เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนให้สูงขึ้น 2. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียน 3. เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพของบทเรียนสำเร็จรูปเสริมทักษะด้านไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ ตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 และ 4. เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อบทเรียนสำเร็จรูปเสริมทักษะด้านไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ สำหรับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6/1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2550 โรงเรียนศรีนคร อำเภอศรีนคร จังหวัดสุโขทัย จำนวน 40 คน ที่ได้จากการสุ่มแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ได้แก่ บทเรียนสำเร็จรูปเสริมทักษะด้านไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและแบบประเมินความพึงพอใจที่มีต่อบทเรียนสำเร็จรูป สำหรับ เนื้อหาของบทเรียนสำเร็จรูปเสริมทักษะด้านไวยากรณ์ภาษาอังกฤษมีทั้งหมด 8 เล่มดังนี้ เล่มที่ 1 เรื่อง gerund ชุดที่ 1 เล่มที่ 2 เรื่อง gerund ชุดที่ 2 เล่มที่ 3 เรื่อง wishเล่มที่ 4 เรื่อง adjectives ending in
รการพัฒนาชุดกิจกรรม “พัฒนากาย พัฒนาใจ ตามวัยของเรา” กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1
[ โดย kruinfo ชม 177 ]
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและหาประสิทธิภาพของชุดกิจกรรม “พัฒนากาย พัฒนาใจ ตามวัยของเรา” กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 และเพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยชุด กิจกรรม “พัฒนากาย พัฒนาใจ ตามวัยของเรา” กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษา และพลศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 กลุ่มเป้าหมายที่ใช้การวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2552 โรงเรียนบ้านหัวขัว ตำบลนาคำ อำเภอคำเขื่อนแก้ว จังหวัดยโสธร สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษายโสธร เขต 1 จำนวน 6 คน ได้มาซึ่งได้มาโดยการเลือก แบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) ชุดกิจกรรม “พัฒนากาย พัฒนาใจ ตามวัยของเรา” กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 15 ชุด มีค่าดัชนีความสอดคล้อง ตั้งแต่ .50 ขึ้นไป 2) แผนการจัดการเรียนรู้ประกอบการใช้ ชุดกิจกรรม “พัฒนากาย พัฒนาใจ ตามวัยของเรา” กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 15 แผน จำนวน 15 ชั่วโมง มีค่าดัชนีความสอดคล้อง .50 ขึ้นไป 3) เครื่องมือวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนรู้ด้วยชุดกิจกรรม “พัฒนากาย พัฒนาใจ ตามวัยของเรา” กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 เป็นแบบปรนัย ชนิดเลือกตอบ จำนวน 30 ข้อ มีค่าความยากง่าย ตั้งแต่ .26 – .72 ค่าอำนาจจำแนกรายข้อ ตั้งแต่ .27 – .71 และค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ เท่ากับ .87 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่า Z-test ผลการวิจัยพบว่า 1. ชุดกิจกรรม “พัฒนากาย พัฒนาใจ ตามวัยของเรา” กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 86.22/84.44 สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 ที่ตั้งไว้ 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยชุดกิจกรรม “พัฒนากาย พัฒนาใจ ตามวัยของเรา” กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .05
การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษาของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่ได้รับการสอนด้วยชุดการสอนหน่วยการสร้างเสริมสุขภาพ
[ โดย kruinfo ชม 382 ]
บทคัดย่อ การศึกษาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) สร้างและหาประสิทธิภาพของชุดการสอน หน่วยการสร้างเสริมสุขภาพ กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนและ หลังเรียนโดยใช้ชุดการสอน หน่วยการสร้างเสริมสุขภาพ กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา 3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อชุดการสอน หน่วยการสร้างเสริมสุขภาพ กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนเทศบาล บ้านท้ายช้าง สังกัดเทศบาลเมืองพังงา จังหวัดพังงา ปีการศึกษา 2552 จำนวน 100 คน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5/2 ปีการศึกษา 2552 โรงเรียนเทศบาลบ้านท้ายช้าง สังกัดเทศบาลเมืองพังงา จังหวัดพังงา จำนวน 33 คน ได้มาจาก การเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่ ชุดการสอน หน่วยการสร้างเสริมสุขภาพ กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 5 ชุด แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หน่วยการสร้างเสริมสุขภาพ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 30 ข้อ เป็นแบบปรนัย 4 ตัวเลือก และแบบประเมินความพึงพอใจที่มีต่อการเรียนโดยใช้ชุดการสอน หน่วยการสร้างเสริมสุขภาพ กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา การเก็บรวบรวมข้อมูลโดยผู้ศึกษาทดสอบก่อนเรียนด้วยแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทาง การเรียน หลังจากนั้นให้นักเรียนเรียนโดยใช้ชุดการสอน หน่วยการสร้างเสริมสุขภาพ กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 แล้วทดสอบด้วยแบบทดสอบ วัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การหาค่าประสิทธิภาพ E1/E2 และการทดสอบค่าที (t-Test) ผลการวิจัยพบว่า 1) ประสิทธิภาพของชุดการสอน หน่วยการสร้างเสริมสุขภาพ กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 มีประสิทธิภาพ 83.85/82.31 สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนด 80/80 2) ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียน และหลังเรียนโดยใช้ชุดการสอน หน่วยการสร้างเสริมสุขภาพ กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและ พลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 3) ผลการศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อชุดการสอน หน่วยการสร้างเสริมสุขภาพ กลุ่มสาระการเรียนรู้ สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก
รายงานการใช้เอกสารประกอบการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา (สุขศึกษา) เรื่อง สวัสดิภาพในชีวิต ของชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเมืองยาววิทยา อำเภอห้างฉัตร จังหวัดลำปาง
[ โดย kruinfo ชม 205 ]
การศึกษาครั้งนี้ มีจุดประสงค์เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของเอกสารประกอบการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพละศึกษา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเมืองยาววิทยา อำเภอห้างฉัตร จังหวัดลำปาง เรื่อง สวัสดิภาพในชีวิต ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2550 และเพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพละศึกษา เรื่อง สวัสดิภาพในชีวิต ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเมืองยาววิทยา โดยใช้เอกสารประกอบการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษา ประชากรที่ศึกษาได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2550โรงเรียนเมืองยาววิทยา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาลำปาง เขต 1 จำนวน 25 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาประกอบด้วย 1. เอกสารประกอบการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพละศึกษา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เรื่อง สวัสดิภาพในชีวิต จำนวน 3 เล่ม ได้แก่ เล่มที่ 1 เรื่อง เฉียดความเสี่ยง เล่มที่ 2 เรื่อง หลีกเลี่ยงอันตราย เล่มที่ 3 เรื่อง สุขภาพกับสารเสพติด 2.. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กลุ่มสาระสุขศึกษา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เรื่อง สวัสดิภาพในชีวิต เป็นแบบปรนัย ชนิด 4 ตัวเลือก จำนวน 20 ข้อ ที่ผ่านการตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญและมีความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.91 การเก็บรวบรวมข้อมูล ผู้ศึกษาได้ดำเนินการทดสอบเพื่อวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนเรื่อง สวัสดิภาพในชีวิต ที่ผู้ศึกษาสร้างขึ้น จำนวน 20 ข้อ และดำเนินการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่จัดทำขึ้น ควบคู่กับเอกสารประกอบการเรียน เรื่อง สวัสดิภาพในชีวิต ที่ผู้ศึกษาสร้างขึ้นจำนวน 3 เล่ม 3 เรื่อง และหลังจากนั้นจึงทดสอบหลังเรียนโดยใช้แบบทดสอบชุดเดิม เสร็จแล้วนำมาวิเคราะห์หาประสิทธิภาพของเอกสารประกอบการเรียน ผลการวิจัยพบว่า 1. เอกสารประกอบการเรียนสาระการเรียนรู้สุขศึกษา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เรื่อง สวัสดิภาพในชีวิต มีประสิทธิภาพโดยรวมเท่ากับ 82.00/87.40 มีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดไว้คือ 80/80 2. นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังใช้เอกสารประกอบการเรียนสูงกว่าก่อนใช้ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05
การพัฒนาชุดกิจกรรม “พัฒนากาย พัฒนาใจ ตามวัยของเรา” กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1
[ โดย kruinfo ชม 180 ]
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและหาประสิทธิภาพของชุดกิจกรรม “พัฒนากาย พัฒนาใจ ตามวัยของเรา” กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 และเพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยชุดกิจกรรม “พัฒนากาย พัฒนาใจ ตามวัยของเรา” กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 กลุ่มเป้าหมายที่ใช้การวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2552โรงเรียนบ้านหัวขัว ตำบลนาคำ อำเภอคำเขื่อนแก้ว จังหวัดยโสธร สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษายโสธร เขต 1 จำนวน 7 คน ได้มาซึ่งได้มาโดยการเลือก แบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) ชุดกิจกรรม “พัฒนากาย พัฒนาใจ ตามวัยของเรา” กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 15 ชุด มีค่าดัชนีความสอดคล้อง ตั้งแต่ .50 ขึ้นไป 2) แผนการจัดการเรียนรู้ประกอบการใช้ ชุดกิจกรรม “พัฒนากาย พัฒนาใจ ตามวัยของเรา” กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 15 แผน จำนวน 15 ชั่วโมง มีค่าดัชนีความสอดคล้อง .50 ขึ้นไป 3) เครื่องมือวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนรู้ ด้วยชุดกิจกรรม “พัฒนากาย พัฒนาใจ ตามวัยของเรา” กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 เป็นแบบปรนัย ชนิดเลือกตอบ จำนวน 30 ข้อ มีค่าความยากง่าย ตั้งแต่ .26 – .72 ค่าอำนาจจำแนกรายข้อ ตั้งแต่ .27 – .71 และค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ เท่ากับ .87 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่า Z-test ผลการวิจัยพบว่า 1. ชุดกิจกรรม “พัฒนากาย พัฒนาใจ ตามวัยของเรา” กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 86.22/85.71 สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 ที่ตั้งไว้ 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยชุดกิจกรรม “พัฒนากาย พัฒนาใจ ตามวัยของเรา” กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
การพัฒนาแบบฝึกความเข้าใจคำศัพท์ภาษาอังกฤษโดยใช้กลวิธีการเดาความหมายจากบริบท สำหรับผู้เรียนช่วงชั้นที่ 4 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4
[ โดย kruinfo ชม 396 ]
การพัฒนาแบบฝึกความเข้าใจคำศัพท์ภาษาอังกฤษโดยใช้กลวิธีการเดาความหมายจากบริบท สำหรับช่วงชั้นที่ 4 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนราชประชาสมาสัยฝ่ายมัธยม รัชดาภิเษก ในพระบรมราชูปถัมภ์ โดยมีวัตถุประสงค์ดังนี้ 1. เพื่อสร้างและศึกษาประสิทธิภาพของแบบฝึกความเข้าใจคำศัพท์ภาษาอังกฤษโดยใช้กลวิธีการเดาความหมายจากบริบท 2. เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการเข้าใจคำศัพท์ภาษาอังกฤษสำหรับผู้เรียนช่วงชั้นที่ 4 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ก่อนและหลังการใช้แบบฝึกความเข้าใจคำศัพท์ภาษาอังกฤษโดยใช้กลวิธีการเดาความหมายจากบริบท โดยทำการสุ่มตัวอย่างอย่างง่ายได้ผู้เรียน 1 ห้องเรียน เป็นกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 48 คน ทำการทดลองโดยให้ผู้เรียนทำแบบฝึกหัดที่ผู้ศึกษาได้สร้างขึ้น จำนวน 18 บท ใช้เวลาในการทดลอง 9 สัปดาห์ๆละ 2 คาบ จำนวน 18คาบ เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ประกอบด้วย 1. แบบสำรวจรายการศัพท์ 2. แบบฝึกความเข้าใจคำศัพท์ภาษาอังกฤษโดยใช้กลวิธีการเดาความหมายจากบริบท จำนวน 9 บท 3. แบบทดสอบวัดความสามารถในการเข้าใจคำศัพท์ภาษาอังกฤษโดยใช้กลวิธีการเดาความหมายจากบริบท การวิเคราะห์ข้อมูลใช้วิธีการทางสถิติ ในการศึกษาและวิเคราะห์หาประสิทธิภาพของแบบฝึกโดยการหาค่าเฉลี่ย ( ) ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และค่าร้อยละ (%) ส่วนในการเปรียบเทียบความสามารถในการเข้าใจคำศัพท์ภาษาอังกฤษ ของกลุ่มตัวอย่างก่อนและหลังการใช้แบบฝึกความเข้าใจคำศัพท์ภาษาอังกฤษโดยใช้กลวิธีการเดาความหมายจากบริบทนั้นใช้ การหาค่าเฉลี่ย ( ) ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และการทดสอบค่า t-test แบบจับคู่ ผลการศึกษาพบว่า 1. ประสิทธิภาพของแบบฝึกมีค่าเท่ากับ 78.91 / 77.81 ซึ่งถือว่ามีประสิทธิภาพดีมาก 2. ความสามารถในการเข้าใจคำศัพท์ของนักเรียนกลุ่มตัวอย่างหลังการทำแบบฝึกสูงกว่าก่อนการทำแบบฝึกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05
การพัฒนาความสามารถด้านการเขียนเรียงความของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2โรงเรียนสถาพรวิทยา อำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม โดยใช้แบบฝึกทักษะการเขียนเรียงความ
[ โดย kruinfo ชม 309 ]
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1)พัฒนาและหาประสิทธิภาพแบบฝึกทักษะการเขียนเรียงความของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ให้มีประสิทธิภาพ 75/75 2)เปรียบเทียบความสามารถด้านการเขียนเรียงความของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่เรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการเขียนเรียงความก่อนเรียนและหลังเรียน 3)ศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่มีต่อการเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการเขียนเรียงความ กลุ่มเป้าหมาย คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ห้อง2/1 จำนวน 34 คน ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2550 โรงเรียนสถาพรวิทยา อำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครปฐม เขต 2 เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาประกอบด้วย 1)แบบฝึกทักษะการเขียนเรียงความ จำนวน 8 ตอน 2)แผนการจัดการเรียนรู้ที่เรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการเขียนเรียงความ จำนวน 14 แผน 3)แบบทดสอบวัดความสามารถด้านการเขียนเรียงความ 4)แบบสอบถามความคิดเห็นของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่มีต่อการเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการเขียนเรียงความ ผลการศึกษาพบว่า 1)แบบฝึกทักษะการเขียนเรียงความของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีประสิทธิภาพ E1/E2 = 78.16/79.12 สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้คือ E1/E2 = 75/75 2)ความสามารถด้านการเขียนเรียงความของนักเรียนที่เรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการเขียนเรียงความหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.05 3)ความคิดเห็นของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่มีต่อการเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการเขียนเรียงความอยู่ในระดับเหมาะสมมากที่สุด
การพัฒนาและผลการใช้แบบฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาการบวก ลบ ของนักเรียนประถมศึกษาปีที่ 2
[ โดย kruinfo ชม 191 ]
บทคัดย่อ การทดลองครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะ การ แก้โจทย์ปัญหาการบวก ลบ เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังใช้แบบฝึกทักษะการแก้โจทย์ ปัญหาการบวก ลบ และหาความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อแบบฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาการบวก ลบ กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้เรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2/4 จำนวน 39 คน โรงเรียนคันนายาว (ธารินเจริญสงเคราะห์) สำนักงานเขตคันนายาว กรุงเทพมหานคร ที่กำลังศึกษาอยู่ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2551 โดยสุ่มแบบเฉพาะเจาะจง (Purposive sampling) ในการทดลองประกอบด้วย แบบฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาการบวก ลบ จำนวน 6 แบบฝึก แบบประเมินคุณภาพ แบบทดสอบวัดผลสัมฤธิ์ทางการเรียน และแบบประเมินความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีเอกสารประกอบการเรียน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ คือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ ค่า T-test แบบ Dependent ผลการทดลองปรากฎว่า 1. แบบฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาการบวก ลบ ที่สร้างขึ้นมีประสิทธิภาพ 84.74/87.56 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ 80/80 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนที่เรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการแก้โจทย์ ปัญหาการบวก ลบหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 3. ผู้เรียนมีความพึงพอใจต่อแบบฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาการบวก ลบ โดยเฉลี่ยมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.73 อยู่ในระดับ พึงพอใจมากที่สุด
รายงานผลการใช้แผนการเรียนรู้โดยวิธีการสอนแบบย้อนกลับ (Backward Design) ที่มีต่อการอ่านและการเขียนคำมาตราตัวสะกดที่ไม่ตรงมาตรา ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๒ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย โรงเรียนเทศบาล ๓ (บ้านนาตาล่วง) อำเภอเมือง จังหวัดตรัง
[ โดย kruinfo ชม 300 ]
บทคัดย่อ การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ของการศึกษา ๑) เพื่อพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้แบบย้อนกลับ(Backward Design) กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๒ ให้ได้ตามเกณฑ์ประสิทธิภาพ ๘๐/๘๐ ๒) เพื่อเปรียบเทียบดัชนีประสิทธิผลของแผนการจัดการเรียนรู้แบบย้อนกลับกับแผนการจัดการเรียนรู้แบบปกติ ๓) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย ก่อนและหลังเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๒ ที่เรียนด้วยแผนการจัดการเรียนรู้แบบย้อนกลับกับแผนการจัดการเรียนรู้แบบปกติ กลุ่มตัวอย่างจริงที่ใช้ในการศึกษาในครั้งนี้ เพื่อการใช้แผนการจัดการเรียนรู้แบบย้อนกลับ คือ นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ ๒ โรงเรียนเทศบาล ๓ (บ้านนาตาล่วง) อำเภอเมือง จังหวัดตรัง สังกัดเทศบาลนครตรัง ที่กำลังเรียนอยู่ภาคเรียนที่ ๑ ปีการศึกษา ๒๕๕๒ จำนวน ๒ ห้องเรียน รวมทั้งสิ้น ๔๔ คน โดยการสุ่มอย่างง่าย (Simple Random Sampling) ผลการจับสลากได้ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๒/๑ จำนวน ๒๒ คน เป็นกลุ่มทดลองที่จะสอนด้วยแผนการจัดการเรียนรู้แบบย้อนกลับ และชั้นประถมศึกษาปีที่ ๒/๒ จำนวน ๒๒ คน เป็นกลุ่มควบคุมที่จะสอนด้วยวิธีแบบปกติ เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ประกอบด้วย ๑) แผนการจัดการเรียนรู้แบบย้อนกลับและแผนการจัดการเรียนรู้ที่ใช้เรียนแบบปกติ เรื่อง การอ่านและการเขียนคำมาตราตัวสะกดที่ไม่ตรงมาตรา กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๒ จำนวน ๒๔ แผน จำนวน ๔ มาตรา คือ มาตราแม่กก แม่กบ แม่กน และแม่กด ซึ่งประกอบด้วย ๖ หน่วยการเรียนรู้ ๒) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๒ ซึ่งเป็นข้อสอบชนิดเลือกตอบ ๔ ตัวเลือก ทั้งหมดจำนวน ๔๐ ข้อ เพื่อใช้ใช้ทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน ผลการศึกษา พบว่า ๑) ผลการหาประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้แบบย้อนกลับ เรื่อง การอ่านและการเขียนคำมาตราตัวสะกดที่ไม่ตรงมาตรา ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๒ ซึ่งเป็นกลุ่มตัวอย่างจริง จำนวน ๒๒ คน ได้ค่าร้อยละของประสิทธิภาพกระบวนการทำงาน (E๑ ) เท่ากับ ๘๗.๓๙และร้อยละของผลลัพธ์หลังกระบวนการทำงาน (E๒ ) เท่ากับ E๒ เท่ากับ ๙๕.๓๔ ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนด (๘๐/๘๐) แสดงว่าแผนการจัดการเรียนรู้แบบย้อนกลับ เรื่อง การอ่านและการเขียนคำมาตราตัวสะกดที่ไม่ตรงมาตรา ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๒ มีประสิทธิภาพมากพอที่จะใช้เป็นแผนการจัดการเรียนรู้ ในการเรียนการสอนได้ ๒) กลุ่มทดลองที่เรียนด้วยแผนการจัดการเรียนรู้ย้อนกลับ เรื่อง การอ่านและการเขียนคำมาตราตัวสะกดที่ไม่ตรงมาตรา ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๒ ได้ดัชนีประสิทธิผลหรือ E.I เท่ากับ ๐.๗๖ หรือคิดเป็นร้อยละ ๗๖ ซึ่งมากกว่าเกณฑ์ที่กำหนดคือตั้งแต่ ๐.๕๐ ในขณะที่กลุ่มควบคุมที่เรียนด้วยแผนการจัดการเรียนรู้ปกติ เรื่อง การอ่านและการเขียนคำมาตราตัวสะกดที่ไม่ตรงมาตรา ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๒ ได้ดัชนีประสิทธิผลหรือ E.I เท่ากับ ๐.๖๗ หรือคิดเป็นร้อยละ ๖๗ นั่นคือ อัตราการเรียนรู้ที่ก้าวหน้าจากพื้นความรู้เดิมที่มีอยู่หลังจากผู้เรียนได้เรียนด้วยแผนการจัดการเรียนรู้ย้อนกลับและแบบปกติ ๓) เมื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนการเรียน ของนักเรียนกลุ่มทดลองที่เรียนด้วยแผนการจัดการเรียนรู้แบบย้อนกลับกับกลุ่ม ควบคุมแผนการจัดการเรียนรู้แบบ พบว่า นักเรียนทั้งสองกลุ่มมีความแตกต่างกันทางสถิติอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .๐๕ ๔) ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังการเรียน ของนักเรียนกลุ่มทดลองที่เรียนด้วยแผนการจัดการเรียนรู้แบบย้อนกลับกับกลุ่ม ควบคุมที่เรียนด้วยแผนการจัดการเรียนรู้แบบปกติ พบว่า นักเรียนทั้งสองกลุ่มมีความแตกต่างกันทางสถิติ อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .๐๕ ๕) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย ก่อนและหลังเรียนของกลุ่มทดลองที่เรียนด้วยแผนการจัดการเรียนรู้แบบย้อนกลับ พบว่า มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .๐๕ จึงกล่าวได้ว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังการเรียนด้วยแผนการจัดการเรียนรู้แบบย้อนกลับ สูงกว่าก่อนเรียน ( p < .๐๕) ๖) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย ก่อนและหลังเรียนของกลุ่มควบคุมที่เรียนด้วยแผนการจัดการเรียนรู้แบบปกติกลับ พบว่า มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .๐๕ จึงกล่าวได้ว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังการเรียนด้วยแผนการจัดการเรียนรู้แบบปกติสูงกว่าก่อนเรียน ( p < .๐๕)
การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง ระบบร่างกายมนุษย์ ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ด้วยรูปแบบซิปปา (Cippa Model)
[ โดย kruinfo ชม 974 ]
การ วิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง ระบบร่างกายมนุษย์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ด้วยรูปแบบซิปปา (Cippa Model) ให้มีประสิทธิภาพ ตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง ระบบร่างกายมนุษย์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ก่อนและหลังเรียนด้วยรูปแบบซิปปา (Cippa Model) 3) เพื่อศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนต่อการจัดการเรียนรู้ด้วยรูปแบบซิปปา (Cippa Model) กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/3 โรงเรียนเมืองพัทยา 8 (พัทธยานุกูล) อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี ภาค เรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2552 จำนวน 34 คนได้มาโดยการสุ่มกลุ่มตัวอย่าง อย่างง่ายด้วยวิธีการจับฉลากห้องเรียน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง ระบบร่างกายมนุษย์ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง ระบบร่างกายมนุษย์ แบบสอบถามความคิดเห็นของนักเรียน การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ค่าร้อยละ(%) ค่าเฉลี่ย ( ) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ทดสอบ t-test แบบ dependent และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1. แผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง ระบบร่างกายมนุษย์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ด้วยรูปแบบซิปปา (Cippa Model) มีประสิทธิภาพ 86.80/81.42 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง ระบบร่างกายมนุษย์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ด้วยรูปแบบซิปปา (Cippa Model) หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05 3. ความคิดเห็นของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ต่อการจัดการเรียนรู้ด้วยรูปแบบซิปปา (Cippa Model) พบว่า นักเรียนเห็นด้วยต่อการจัดการเรียนรู้ด้วยรูปแบบซิปปา (Cippa Model) อยู่ในระดับเห็นด้วยมาก โดยมีความคิดว่า ทำให้นักเรียนสนุกสนานกับการเรียน มีโอกาสได้ทำกิจกรรมด้วยตนเอง จดจำบทเรียนได้ดี มีความสามัคคี เข้าใจบทเรียนได้เร็ว ได้แสวงหาความรู้ด้วยตนเอง ได้ทบทวนความรู้ก่อนเรียน และมีส่วนร่วมในการเรียนรู้มาก
รายงานผลการใช้ชุดการเรียน เรื่อง การทำนาข้าวอินทรีย์ วิชาเทคโนโลยีเพื่อการทำงานและอาชีพ รหัส ง43101 กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6
[ โดย kruinfo ชม 295 ]
บทคัดย่อ การศึกษาครั้งนี้จึงมีจุดมุ่งหมาย (1) เพื่อหาประสิทธิภาพชุดการเรียน เรื่อง การทำนาข้าวอินทรีย์ วิชา เทคโนโลยีเพื่อการทำงานและอาชีพ รหัส ง43101 กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 (2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน ที่เกิดจากการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ชุดการเรียน เรื่องการทำนาข้าวอินทรีย์ วิชา เทคโนโลยีเพื่อการทำงานและอาชีพ รหัส ง43101 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 (3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่เกิดจากการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ ชุดการเรียน เรื่องการทำนาข้าวอินทรีย์ วิชา เทคโนโลยีเพื่อการทำงานและอาชีพ รหัส ง43101 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 21 คน ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ได้แก่ (1) ชุดการเรียน เรื่องการทำนาข้าวอินทรีย์ วิชา เทคโนโลยีเพื่อการทำงานและอาชีพ รหัส ง43101 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 10 ชุด (2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จำนวน 40 ข้อ (3) แบบวัดความพึงพอใจของนักเรียน ที่มีต่อ ชุดการเรียน เรื่องการทำนาข้าวอินทรีย์ วิชา เทคโนโลยีเพื่อการทำงานและอาชีพ รหัส ง43101 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ร้อยละ และ t &#8211; test (Dependent Samples) ผลการศึกษาพบว่าชุดการเรียน เรื่อง การทำนาข้าวอินทรีย์ วิชา เทคโนโลยีเพื่อการทำงานและอาชีพ รหัส ง43101 กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6ทั้ง 10 ชุด พบว่า มีประสิทธิภาพโดยรวม เท่ากับ 81.02/81.81 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ 80/80 และผลการใช้ชุดการเรียน เรื่อง การทำนาข้าวอินทรีย์ วิชา เทคโนโลยีเพื่อการทำงานและอาชีพ รหัส ง43101 กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 พบ ว่า นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 สำหรับความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ชุดการ เรียน เรื่อง การทำนาข้าวอินทรีย์ วิชา เทคโนโลยีเพื่อการทำงานและอาชีพ รหัส ง43101 กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 มีคุณภาพอยู่ในระดับมากที่สุดจึงกล่าวได้ว่า ชุดการเรียน เรื่อง การทำนาข้าวอินทรีย์ วิชา เทคโนโลยีเพื่อการทำงานและอาชีพ รหัส ง43101 กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ส่งผลให้นักเรียนบรรลุผลตามจุดมุ่งหมายได้เป็นอย่างดี
รายงานการพัฒนาแบบฝึกทักษะกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ หน่วย การบวก การลบ จำนวนที่มีผลลัพธ์ และตัวตั้งไม่เกิน 20 สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1
[ โดย kruinfo ชม 237 ]
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อหาประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะการบวก การลบจำนวนที่มีผลลัพธ์และตัวตั้งไม่เกิน 20 ที่สร้างขึ้นตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ปีการศึกษา 2550 เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียน ที่เรียนเรื่องการบวก การลบ จำนวนที่มีผลลัพธ์และตัวตั้งไม่เกิน 20 สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 กลุ่มตัวอย่างคือนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนวัดปากแตระ อำเภอระโนด จังหวัดสงขลา ปีการศึกษา 2550 จำนวน 20 คน ซึ่งได้มาโดยการสุ่มแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบฝึกทักษะการบวก การลบ จำนวนที่มีผลลัพธ์และตัวตั้งไม่เกิน 20 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 9 ชุด แผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 9 แผน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จำนวน 30 ข้อ มีค่าความยากง่าย 0.37
รายงานการพัฒนาสมรรถภาพทางกลไก ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โดยการฝึกกิจกรรมการออกกำลังกาย โดยใช้ตาราง 9 ช่อง
[ โดย kruinfo ชม 560 ]
รายงานการพัฒนาสมรรถภาพทางกลไก ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โดยการฝึกกิจกรรมการออกกำลังกาย โดยใช้ตาราง 9 ช่อง ผู้วิจัยได้กำหนดวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1)เพื่อศึกษาระดับสมรรถภาพทางกลไก ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ก่อนและหลังการฝึกกิจกรรมการออกกำลังกายโดยใช้ตาราง 9 ช่อง 2)เพื่อเปรียบเทียบความแตกต่าง ของระดับสมรรถภาพทางกลไก ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ก่อนและหลังการฝึกกิจกรรมการออกกำลังกายโดยใช้ตาราง 9 ช่อง ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านผักขย่าใหญ่ ที่กำลังเรียนอยู่ในโรงเรียน ปีการศึกษา 2551 จำนวน 13 คน เป็นกลุ่มตัวอย่างในการทดลอง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ประกอบด้วย 1) แบบทดสอบสมรรถภาพทางกลไก (Motor Fitness Test) ของสมาคมกีฬาสมัครเล่นของญี่ปุ่น ซึ่งเป็นแบบทดสอบมาตรฐานที่ได้รับการรับรองจากการกีฬาแห่งประเทศไทย ที่สามารถใช้ทำการทดสอบได้ในบุคคลชายและหญิงที่มีอายุตั้งแต่ 4-65 ปี แบบทดสอบประกอบด้วย รายการของการทดสอบ 5 รายการ คือ 1)ยืนกระโดดไกล 2)ลุก-นั่ง 3)ดันพื้น 4)วิ่งกลับตัว 5)วิ่ง 5 นาที 2) แบบฝึกกิจกรรมการออกกำลังกาย โดยการใช้ตาราง 9 ช่อง จำนวน 3 ชุด ดังนี้ 2.1 ชุดที่ 1 มีแบบฝึกกิจกรรมออกกำลังกาย จำนวน 6 แบบ 2.2 ชุดที่ 2 มีแบบฝึกกิจกรรมออกกำลังกาย จำนวน 5 แบบ 2.3 ชุดที่ 3 มีแบบฝึกกิจกรรมออกกำลังกาย จำนวน 6 แบบ การวิเคราะห์ข้อมูล และสถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล โดยหาค่าเฉลี่ย ( ) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน(S.D) และทดสอบความแตกต่างของผลต่างโดยการทดสอบค่าที (t
การพัฒนาแบบฝึกเสริมทักษะคณิตศาสตร์ หน่วยการเรียนรู้ที่ 7 เรื่อง การบวกการลบการคูณการหารเศษส่วน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5
[ โดย kruinfo ชม 357 ]
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์สองประการคือ เพื่อพัฒนาแบบฝึกเสริมทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง การบวกการลบการคูณและการหารเศษส่วน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 และ เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง การบวกการลบการคูณและการหารเศษส่วน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านกวางดีด สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 5 จำนวน 10 คน 1 ห้องเรียน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ประกอบด้วย แบบฝึกเสริมทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง การบวก การลบ การคูณและการหารเศษส่วน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้น ซึ่งมีค่าความยากง่ายตั้งแต่ .42 &#8211; .75 ค่าอำนาจจำแนกตั้งแต่ .50-.67 และค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .91 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่า t ผลการวิจัยพบว่า 1. แบบฝึกเสริมทักษะคณิตศาสตร์ เรื่องการบวก การลบ การคูณและการหารเศษส่วน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 ซึ่งผลการทดลองได้แบบฝึกเสริมทักษะที่มีประสิทธิภาพเท่ากับ 93.74/83.33 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนด้วยแบบฝึกเสริมทักษะคณิตศาสตร์ เรื่องการบวก การลบ การคูณการหารเศษส่วน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
รายงานผลการพัฒนาหนังสือประกอบการเรียน ชุด พื้นฐานงานศิลป์ (ทัศนศิลป์) กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6
[ โดย kruinfo ชม 243 ]
บทคัดย่อ การพัฒนาหนังสือประกอบการเรียน ชุด พื้นฐานงานศิลป์ (ทัศนศิลป์) กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มี วัตถุประสงค์ ดังนี้ 1) เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของหนังสือประกอบการเรียน ชุด พื้นฐานงานศิลป์ (ทัศนศิลป์) กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ ชั้นประถมศึกษา ปีที่ 6 ตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนระหว่างก่อนและหลังการใช้ หนังสือประกอบการเรียน ชุด พื้นฐานงานศิลป์ (ทัศนศิลป์) กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 3) เพื่อประเมินพฤติกรรมการเรียนรู้ของผู้เรียนที่เรียนโดยใช้หนังสือประกอบการ เรียน ชุด พื้นฐานงานศิลป์ (ทัศนศิลป์) กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ ชั้นประถมศึกษา ปีที่ 6 4) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของผู้เรียนที่เรียนโดยใช้หนังสือประกอบการเรียน ชุด พื้นฐานงานศิลป์ (ทัศนศิลป์) กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ประชากร ได้แก่ ผู้เรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ปีการศึกษา 2553 โรงเรียนวัดจันทร์-ประดิษฐาราม สำนักงานเขตภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร จำนวน 8 ห้องเรียน จำนวน 334 คน กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้เรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/3 ปีการศึกษา 2553 โรงเรียนวัดจันทร์- ประดิษฐาราม สำนักงานเขตภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร จำนวน 1 ห้องเรียน จำนวน 42 คน โดยใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบง่าย (Simple Random Sampling) จากชั้นเรียนที่มีการจัดผู้เรียน เก่ง ปานกลาง และอ่อนคละกัน เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วย 1) หนังสือประกอบการเรียน ชุด พื้นฐานงานศิลป์ (ทัศนศิลป์) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ (ทัศนศิลป์) 3) การสร้างแบบประเมินพฤติกรรมการปฏิบัติงานของผู้เรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ (ทัศนศิลป์) ประถมศึกษาปีที่ 6 4) การสร้างแบบประเมินความพึงพอใจของผู้เรียนโดยใช้หนังสือประกอบการเรียน ชุด พื้นฐานงานศิลป์ (ทัศนศิลป์) กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ สำหรับผู้เรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ผลการพัฒนา สรุปได้ดังนี้ 1. หนังสือประกอบการเรียน ชุด พื้นฐานงานศิลป์ (ทัศนศิลป์) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีค่าประสิทธิภาพ เท่ากับ 87.57/93.89 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ 80/80 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังการใช้หนังสือประกอบการเรียน ชุด พื้นฐานงานศิลป์ (ทัศนศิลป์) ของผู้เรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ซึ่งแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังการใช้หนังสือประกอบการเรียน ชุด พื้นฐานงานศิลป์ (ทัศนศิลป์) สูงกว่าก่อนใช้ 3. การประเมินพฤติกรรมการปฏิบัติงานศิลปะ (ทัศนศิลป์) ของผู้เรียน โดยภาพรวม มีการดำเนินงานในระดับมาก ข้อที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด ได้แก่ มีความกระตือรือร้นในการทำงาน รองลงมา คือ มีความรับผิดชอบต่องานในขณะที่ข้อที่มีการปฏิบัติงานค่าเฉลี่ยต่ำที่สุด ได้แก่ ทำงานตามขั้นตอนที่วางแผน 4. การ ประเมินความพึงพอใจของผู้เรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ (ทัศนศิลป์) สำหรับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยใช้แบบประเมินความพึงพอใจของผู้เรียน ในภาพรวมมีการ ความพึงพอใจในระดับมากทุกข้อข้อที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด ได้แก่ ความสวยงามของรูปภาพที่ใช้ประกอบ รองลงมา คือ ความชัดเจนในการอธิบายเนื้อหาในขณะที่ข้อที่มีการปฏิบัติงานค่าเฉลี่ยต่ำที่สุด ได้แก่ ความเหมาะสมของเนื้อหา
รายงานการพัฒนาชุดการสอนพัฒนาทักษะการเขียนภาษาอังกฤษ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5
[ โดย kruinfo ชม 843 ]
บทคัดย่อ การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเพื่อหาประสิทธิภาพของชุดการสอนพัฒนาทักษะการเขียนภาษาอังกฤษ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างการทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน วิเคราะห์ความคิดเห็นของครูและนักเรียนที่มีต่อชุดการสอนพัฒนาทักษะการเขียนภาษาอังกฤษ โดยศึกษาจากกลุ่มตัวอย่างนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 /10โรงเรียนสุขานารี ซึ่งได้จากการสุ่มด้วยวิธีเจาะจง (Purposive Sampling) จากห้องเรียนที่ผู้ศึกษา เป็นผู้สอน จำนวน 51 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่ 1. ชุดการสอนพัฒนาทักษะการเขียนภาษาอังกฤษ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 3 ชุด รวม 15 เล่ม ดังนี้ ชุดที่ 1 เรื่อง A Day at school ประกอบด้วย เล่มที่ 1 เรื่อง Rooms in our school, เล่มที่ 2 เรื่อง Things in the classroom , เล่มที่ 3 เรื่อง Favorite Subject, เล่มที่ 4 เรื่อง Sports และ เล่มที่ 5 เรื่อง Time ชุดที่ 2 เรื่อง Big Family ประกอบด้วย เล่มที่ 1 เรื่อง Members of Family, เล่มที่ 2 เรื่อง Family Tree, เล่มที่ 3 เรื่อง Occupations, เล่มที่ 4 เรื่อง Where they work และ เล่มที่ 5 เรื่อง Hobbies ชุดที่ 3 เรื่อง Where Animals Live ประกอบด้วย เล่มที่ 1 เรื่อง Wild Animals, เล่มที่ 2 เรื่อง Sea Animals, เล่มที่ 3 เรื่อง Kinds of Animals, เล่มที่ 4 เรื่อง Baby Animal และ เล่มที่ 5 เรื่อง Comparison of Adjectives 2. แบบทดสอบวัดประสิทธิภาพก่อนเรียนและหลังเรียน จำนวนอย่างละ 30 ข้อ 3. แบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน จำนวน 10 ข้อต่อ 1 เรื่อง 4. แผนการจัดการเรียนรู้ 5. แบบสอบถามความคิดเห็นของครูผู้สอนภาษาอังกฤษที่มีต่อชุดการสอนพัฒนาทักษะการเขียนภาษาอังกฤษ 6. แบบแสดงความคิดเห็นของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5/10 ที่มีต่อชุดการสอนพัฒนาทักษะการเขียนภาษาอังกฤษ ทำการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อหาประสิทธิภาพของชุดการสอนพัฒนาทักษะการเขียนภาษา อังกฤษ โดยใช้เกณฑ์มาตรฐานร้อยละ 80/80 เปรียบเทียบคะแนนประสิทธิภาพโดยรวมด้วย ค่าร้อยละ เปรียบเทียบความก้าวหน้าในการเรียนโดยใช้ชุดการสอนพัฒนาทักษะการเขียนภาษา อังกฤษของนักเรียน โดยทดสอบ ค่า t-test และวิเคราะห์ความคิดเห็นของครูผู้สอนภาษาอังกฤษและนักเรียนชั้นประถมศึกษาปี ที่ 5/10 ที่มีต่อชุดการสอนพัฒนาทักษะการเขียนภาษาอังกฤษ ด้วยการหาค่าเฉลี่ย ( ) และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ผลการศึกษาพบว่า 1. ประสิทธิภาพของชุดการสอนพัฒนาทักษะการเขียนภาษาอังกฤษ กลุ่มสาระ การเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ทั้งหมดนี้ สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนด คือ 80/80 ทั้ง 15 เล่ม มีประสิทธิภาพรวม เท่ากับร้อยละ 93.64/92.99 2. ประสิทธิภาพโดยรวมก่อนการเรียนเนื้อหาทั้งหมด คิดเป็นร้อยละ 50.05 เมื่อได้เรียนเนื้อหาทั้งหมด 15 เล่มแล้ว นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5/10 โรงเรียนสุขานารี สามารถทำแบบทดสอบหลังเรียนได้คิดเป็นร้อยละ 92.99 ซึ่งมีประสิทธิภาพทางการเรียนสูงขึ้น 3. ค่าเฉลี่ยของคะแนนแบบทดสอบหลังเรียนโดยใช้ชุดการสอนพัฒนาทักษะการเขียนภาษา อังกฤษ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 คิดเป็นร้อยละ 92.99 ค่าเฉลี่ยของคะแนนแบบทดสอบก่อนเรียน คิดเป็นร้อยละ 50.05 ความก้าวหน้า คิดเป็นร้อยละ 42.94 มีความแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 4. ความคิดเห็นของครูผู้สอนภาษาอังกฤษที่ทดลองสอน โดยใช้ชุดการสอนพัฒนาทักษะการเขียนภาษาอังกฤษ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 เป็นสื่อ มีความคิดเห็นว่า สื่อมีความเหมาะสม มีประโยชน์ทุกรายการ ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.47 อยู่ในเกณฑ์เหมาะสมมาก 5. ความคิดเห็นของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5/10 โรงเรียนสุขานารี จำนวน 51 คน ที่มีต่อชุดการสอนพัฒนาทักษะการเขียนภาษาอังกฤษ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ) ทั้ง 15 เล่ม แสดงความคิดเห็นว่าสื่อ มีความเหมาะสม มีประโยชน์ทุกรายการประเมิน ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.35 อยู่ในเกณฑ์เหมาะสมมาก โดยสรุปรายงานผลการพัฒนาชุดการสอนภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร กลุ่มสาระ การเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่ผู้ศึกษาพัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพ และมีดัชนีประสิทธิผลตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ รวมทั้งนักเรียนมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก จึงมีความเหมาะสมที่จะนำไปใช้ในการเรียนการสอน ในระดับช่วงชั้นอื่นๆ ต่อไป
รายงานการพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้งานช่างพื้นฐาน เรื่อง งานไม้ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนเทศบาล 2 (วัดทุ่งสวน) สังกัดเทศบาลเมืองกำแพงเพชร
[ โดย kruinfo ชม 275 ]
บทคัดย่อ การศึกษาในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1) เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมการเรียนรู้งานช่างพื้นฐาน เรื่อง งานไม้ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียน และหลังเรียน ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ งานช่างพื้นฐาน เรื่อง งานไม้ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่มีต่อชุดกิจกรรมการเรียนรู้งานช่างพื้นฐาน เรื่อง งานไม้ ประชากร ที่ใช้ในการศึกษา คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนเทศบาล 2 (วัดทุ่งสวน) ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2552 จำนวน 109 คน กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/2 โรงเรียนเทศบาล 2 (วัดทุ่งสวน) ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2552 จำนวน 36 คน ซึ่งได้มาโดยการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบกลุ่ม (Cluster Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา คือ 1) ชุดกิจกรรมการเรียนรู้งานช่างพื้นฐาน เรื่อง งานไม้ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 5 ชุด 2) แผนการจัดการเรียนรู้ โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้งานช่างพื้นฐาน เรื่อง งานไม้ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 5 แผน 3) แบบทดสอบท้ายชุดกิจกรรมการเรียนรู้ ใช้เป็นแบบทดสอบวัดผลการเรียนรู้ที่คาดหวังในแต่ละชุดกิจกรรมการเรียนรู้ มีลักษณะเป็นแบบทดสอบปรนัย ชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวนชุดละ 10 ข้อ 4) แบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้งานช่างพื้นฐาน เรื่อง งานไม้ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 เป็นแบบทดสอบปรนัย ชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 40 ข้อ 5) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่มีต่อชุดกิจกรรมการเรียนรู้ มีลักษณะเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า (Rating scale) 5 ระดับ จำนวน 15 ข้อ การวิเคราะห์ข้อมูลความสอดคล้องของชุดกิจกรรมการเรียนรู้ แบบทดสอบ และแบบสอบถามความพึงพอใจ วิเคราะห์โดยใช้ค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ระหว่างข้อคำถามกับจุดประสงค์การประเมินความเหมาะสมขององค์ประกอบของชุดกิจกรรมการเรียนรู้ สำหรับผู้เชี่ยวชาญ และความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อชุดกิจกรรมการเรียนรู้ วิเคราะห์โดยหาค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน การหาค่าประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมการเรียนรู้ วิเคราะห์โดยใช้ค่า E1/E2 และ การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนก่อนเรียนและหลัง เรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ งานช่างพื้นฐาน เรื่อง งานไม้ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 วิเคราะห์โดยการหาค่า t-test แบบ dependent ผลการศึกษา พบว่า 1. การสร้างและหาประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมการเรียนรู้ งานช่างพื้นฐาน เรื่อง งานไม้ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 พบว่า มีความเหมาะสมในระดับ มากที่สุด และมีประสิทธิภาพ เท่ากับ 82.11 / 81.29 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ 2. ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ งานช่างพื้นฐาน เรื่อง งานไม้ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 พบว่า นักเรียนมีคะแนนทดสอบหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 3. การประเมินความพึงพอใจของนักเรียน ที่มีต่อชุดกิจกรรมการเรียนรู้ งานช่างพื้นฐาน เรื่อง งานไม้ โดยภาพรวม พบว่า นักเรียนมีความพึงพอใจอยู่ระดับ มาก เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่า นักเรียนมีความพึงพอใจอยู่ในระดับ มาก ทุกข้อ โดยข้อที่มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด ได้แก่ ส่งเสริมให้ผู้เรียนได้ฝึกค้น รวบรวมข้อมูลและสร้างสรรค์ความรู้ด้วยตนเอง รองลงมา ได้แก่ ส่งเสริมให้ผู้เรียนมีวินัยและรับผิดชอบในการทำงาน และข้อที่มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด ได้แก่ ส่งเสริมนักเรียนฝึกคิดอย่างหลากหลายและสร้างสรรค์จินตนาการ ตลอดจนได้แสดงออกอย่างชัดเจนและมีเหตุผล
รายงานการพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3
[ โดย kruinfo ชม 171 ]
บทเรียนคอมพิวเตอร์เป็นนวัตกรรมการศึกษาที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง และส่งเสริมให้ผู้เรียนได้พัฒนาเต็มตามศักยภาพของแต่ละบุคคล สามารถนำไปใช้กับผู้เรียนในกลุ่มต่าง ๆ ได้อย่างกว้างขวาง การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1. เพื่อพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75 2. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 3. เพื่อศึกษาดัชนีประสิทธิผลของบทเรียนคอมพิวเตอร์กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 4. เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านดอนแดง อำเภอเมือง จังหวัดนครพนม ปีการศึกษา 2549 จำนวน 25 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ 1. แผนการจัดการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่องชีวิตกับสิ่งแวดล้อม 2. บทเรียนคอมพิวเตอร์กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 3. แบบทดสบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 4. แบบสอบถามความความพึงพอใจต่อการเรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ ผลการศึกษา 1. บทเรียนคอมพิวเตอร์กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 82.15/81.60 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้คือ 75/75 2. นักเรียนที่เรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 3. ดัชนีประสิทธิผลของบทเรียนคอมพิวเตอร์กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 เท่ากับ 0.625 แสดงว่า นักเรียนที่เรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีความรู้เพิ่มขึ้น 0.625 คิดเป็นร้อยละ 62.50 4. นักเรียนที่เรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีความพึงพอใจโดยรวมอยู่ในระดับพึงพอใจมาก สรุปได้ว่า บทเรียนคอมพิวเตอร์กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่ผู้ศึกษาได้พัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพช่วยให้ผู้เรียนจดจำเนื้อหาได้เป็นอย่างดี ก่อให้เกิดความพึงพอใจในการเรียนส่งผลให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น ควรส่งเสริม สนับสนุน ให้ครูผู้สอนนำบทเรียนคอมพิวเตอร์นี้ไปใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนต่อไป
รายงานผลการใช้นิทานกิจกรรมนำความรู้ ควบคู่คุณธรรม ชุด เจ็ดพี่น้องคล่องการคูณ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ช่วงชั้นที่ 2 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4
[ โดย kruinfo ชม 226 ]
การพัฒนางานวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ คือ (1) เพื่อสร้างนิทานกิจกรรมนำความรู้ ควบคู่คุณธรรม ชุด เจ็ดพี่น้องคล่องการคูณ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 (2) เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ในการเรียน เรื่อง การคูณ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4ก่อนและหลังใช้นิทานกิจกรรม (3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจในการเรียนวิชาคณิตศาสตร์จากการเรียนโดยนิทานกิจกรรมนำความรู้ควบคู่คุณธรรม ชุด เจ็ดพี่น้องคล่องการคูณ วิธีดำเนินการพัฒนา ในครั้งนี้ คือ (1) ศึกษาสาระการเรียนรู้กลุ่มสาระคณิตศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง ค้นคว้าเอกสาร และทฤษฎี ต่าง ๆ จากนั้นวางกรอบแนวทางดำเนินการสร้างนวัตกรรม ออกแบบนวัตกรรม ดำเนินการ สร้างนวัตกรรม ตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ จากนั้นนำไปหาประสิทธิภาพและทดลองใช้ เพื่อให้นวัตกรรมมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ที่ตั้งไว้คือ 80/80 (2) นำ นวัตกรรมที่สร้างแล้วไปหาประสิทธิภาพตามเกณฑ์ที่กำหนด จากนั้นนำไปทดลองใช้กับนักเรียนต่างโรงเรียน ซึ่งมีผลการเรียนใกล้เคียงกับกลุ่มตัวอย่าง และอยู่ในระดับ ชั้นเดียวกัน นำผลที่ได้มาวิเคราะห์ข้อมูลและตรวจสอบอย่างละเอียดโดยผู้เชี่ยวชาญ เพื่อประเมินคุณภาพของนวัตกรรม ตลอดจนคู่มือการใช้นวัตกรรมที่สร้างขึ้นควบคู่กัน เมื่อ ได้นวัตกรรมที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ที่ต้องการแล้ว นำไปใช้ในการจัดการเรียนการสอนจริงกับกลุ่มตัวอย่าง เพื่อพัฒนาความก้าวหน้าแก่ผู้เรียนโดยใช้สื่อที่สร้างสำเร็จแล้ว คือ นิทานกิจกรรมนำความรู้ ควบคู่คุณธรรม ชุด เจ็ดพี่น้องคล่องการคูณ จำนวน 7 เล่ม เป็นเครื่องมือในการวิจัย ผลการวิจัยพบว่า นิทานกิจกรรมนำความรู้ ควบคู่คุณธรรม ชุด เจ็ดพี่น้องคล่องการคูณ จำนวน 7 เล่ม สำหรับนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่สร้างขึ้นมีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 คือ 81.91/80.87 นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน เฉลี่ยร้อยละ 84.58 และคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2552 เฉลี่ยร้อยละ 84.58 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่โรงเรียนกำหนดไว้ ร้อยละ 75 รวมถึงนักเรียนที่เรียนโดยใช้นิทานกิจกรรมนำความรู้ ควบคู่คุณธรรม มีความพึงพอใจภาพรวมส่วนใหญ่ อยู่ในระดับมาก = 4.31 และเมื่อพิจารณารายข้อพบว่านักเรียนมีความพึงพอใจเกี่ยวกับการนำมาทบทวนซ้ำได้ตามความต้องการ อยู่ในระดับ มากที่สุด คือ ค่าเฉลี่ย = 4.67 ส่วนข้ออื่น ๆ นักเรียนมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากทั้งหมด ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้ทุกประการ
การพัฒนาการดำเนินงานเพื่อเสริมสร้างคุณธรรมจริยธรรมของนักเรียนช่วงชั้นที่ 2 โรงเรียนบ้านทันดู่เหนือ อำเภอโกสุมพิสัย จังหวัดมหาสารคาม
[ โดย kruinfo ชม 196 ]
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนาการดำเนินงานเสริมสร้างคุณธรรมนักเรียน เพื่อพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมนักเรียนด้าน ความซื่อสัตย์ ความมีวินัย ความประหยัด ความรับผิดชอบ ความกตัญญู ของนักเรียนช่วงชั้นที่ 2 โรงเรียนบ้านทันดู่เหนือ อำเภอโกสุมพิสัย จังหวัดมหาสารคาม สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามหาสารคาม เขต 3 โดยใช้หลักการวิจัยปฏิบัติการตามแนวคิดของ Kemmis และ Mctagget ประกอบด้วย 4 ขั้นตอนคือ การวางแผน การปฏิบัติ การสังเกต และการสะท้อนผล กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา ประกอบด้วย นักเรียนช่วงชั้นที่ 2 จำนวน 74 คน กลุ่มผู้ร่วมศึกษา จำนวน 6 คน ดำเนินการศึกษาตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2548 ถึงวันที่ 30 มีนาคม 2550 ซึ่งได้มาจากการสุมอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสังเกต แบบสัมภาษณ์ แบบสอบถาม แบบประเมินผลการปฏิบัติงาน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ข้อมูลใช้เทคนิคการตรวจสอบข้อมูลหลายมิติ และเสนอผลการศึกษาแบบพรรณนาวิเคราะห์ จากการศึกษาสภาพปัญหาด้านคุณธรรมจริยธรรมของนักเรียนช่วงชั้นที่ 2 โรงเรียนบ้านทันดู่เหนือ อำเภอโกสุมพิสัย จังหวัดมหาสารคาม พบว่า นักเรียนขาดคุณธรรมจริยธรรมเป็นจำนวนมาก กลุ่มผู้ร่วมศึกษาได้วิเคราะห์และกำหนดกรอบในการพัฒนา คือ การสร้างความตระหนักในปัญหาและสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการจัดกิจกรรมเสริมสร้างคุณธรรมจริยธรรมแก่ครูผู้ปฏิบัติ การจัดกิจกรรมเพื่อเสริมสร้างคุณธรรมจริยธรรมที่หลากหลายเพื่อพัฒนานักเรียนให้คนทุกด้านตามกรอบการศึกษา ผลการศึกษา ปรากฏผลดังนี้ 1. การพัฒนาการดำเนินงานเสริมสร้างคุณธรรมจริยธรรมของนักเรียนช่วงชั้นที่ 2 โรงเรียนบ้านทันดู่เหนือ อำเภอโกสุมพิสัย จังหวัดมหาสารคาม ด้วยกลยุทธ์ในการพัฒนาโดยใช้กิจกรรมโฮมรูม กิจกรรมสัญญาใจ กิจกรรมทำความสะอาดบริเวณโรงเรียน กิจกรรมเยี่ยมบ้าน กิจกรรมปฏิบัติธรรมครอบครัวอบอุ่น กิจกรรมการอบรมคุณธรรม จริยธรรม และโครงการ สืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่นอีสาน ฮีตสิบสอง ครองสิบสี่ นักเรียนมีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมไปในทางที่ดีขึ้นอยู่ในระดับมาก นักเรียนมีการพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมเพิ่มขึ้นภายหลังที่ได้รับการพัฒนา มีความรับผิดชอบในการเข้าร่วมกิจกรรม ปฏิบัติกิจกรรมที่ได้รับมอบหมายให้สำเร็จตามกำหนดเวลาที่กำหนด รู้จักกระบวนการทำงานเป็นกลุ่ม ช่วยเหลือ ซึ่งกันและกัน ประยุกต์ใช้วัสดุอุปกรณ์ที่มีในท้องถิ่นมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด 2. ผลการสำรวจความพึงพอใจของนักเรียนช่วงชั้นที่ 2 โรงเรียนบ้านทันดู่เหนือ ที่มีต่อการพัฒนาการเสริมสร้างคุณธรรมจริยธรรม 2.1 นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดกิจกรรมเพื่อเสริมสร้างคุณธรรมจริยธรรม โดยภาพรวมทุกกิจกรรมนักเรียนมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณา รายกิจกรรมพบว่า กิจกรรมโฮมรูม นักเรียนมีความพึงพอใจมากที่สุด ( = 4.85, S.D. = 0.54) เพราะนักเรียนได้เข้าร่วมทุกวันและมีโอกาสได้ ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างเพื่อนนักเรียน และครูประจำชั้น ครูประจำชั้นให้คำปรึกษา คำแนะนำในด้านต่าง ๆ อย่างใกล้ชิด และกิจกรรม ที่นักเรียนมีความพึงพอใจระดับรองลงมาคือ กิจกรรมทำความสะอาดบริเวณโรงเรียน ( = 4.69, S.D. = 0.87) เนื่องจากนักเรียนได้ร่วมมือกันและมองเห็นความสำคัญของการจัดสภาพแวดล้อมให้น่าอยู่ ทำให้ห้องเรียนสะอาดน่าเรียน บริเวณโรงเรียนสะอาดร่มรื่นน่าอยู่ทำให้นักเรียนเกิดความพึงพอใจในกิจกรรมที่ปฏิบัติ 2.2 นักเรียนมีระดับการพัฒนาการเสริมสร้างคุณธรรมจริยธรรม โดยภาพรวมทุกด้านนักเรียนมีระดับการพัฒนามากที่สุด ( = 4.62 , S.D. = 0.84 ) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่าระดับการพัฒนาอยู่ในระดับมากที่สุด ด้านความรับผิดชอบ ( = 4.71, S.D. = 0.74) เพราะนักเรียนได้รับการปลูกฝังจากการเข้าร่วมกิจกรรมต่าง ๆ ที่โรงเรียนจัดขึ้น การดูและเอาใจใส่จากครู และผู้ปกครองมากขึ้น นักเรียนประสบความสำเร็จในการเข้าร่วมกิจกรรมต่าง ๆ จึงเป็นแรงผลักดันให้นักเรียนมีความรับผิดชอบทั้งต่อตนเองและต่อส่วนรวมเพิ่มมากขึ้น ด้านที่มีการพัฒนารองลงมาคือ ด้านความมีวินัย ( = 4.69, S.D. = 0.74 ) การเสริมสร้างคุณธรรมจริยธรรม จากการพัฒนาหลาย ๆ กิจกรรม นักเรียนมีการพัฒนาพฤติกรรมด้านต่างๆ เพิ่มขึ้นไปในทางที่ดี เพราะนักเรียนได้เรียนรู้จากการปฏิบัติจริง อีกทั้งได้รับการเอาใจใส่จากผู้ศึกษาและกลุ่มผู้ร่วมศึกษา ครูประจำชั้นในการที่จะพัฒนานักเรียน นักเรียนส่วนใหญ่ให้ความร่วมมือในการปฏิบัติกิจกรรมเป็นอย่างดี ครูประจำชั้นให้ความร่วมมือและความสนใจในการจัดเก็บข้อมูล และแจ้งผลการปฏิบัติงานให้นักเรียนทราบเป็นระยะ รวมทั้งให้คำชมเชยทันทีที่มีโอกาส บางครั้งในการจัดกิจกรรมต้องมีการยืดหยุ่นเวลาและเงื่อนไขบางประการ เข้าใจปัญหาของนักเรียนอย่างแท้จริงรวมทั้งความจำเป็นบางอย่างของแต่ละบุคคลและครอบครัว ซึ่งจะช่วยให้การพัฒนาและเสริมสร้างวินัยนักเรียนของโรงเรียนประสบผลสำเร็จ และพัฒนายั่งยืนต่อไป
รายงานการใช้แบบฝึกการอ่านจับใจความสำคัญสำหรับนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2
[ โดย kruinfo ชม 230 ]
บทคัดย่อ การศึกษาครั้งนี้เป็นการรายงานการใช้แบบฝึกการอ่านจับใจ ความสำคัญสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 อ่านจับใจความสำคัญ นี้ มีวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1. เพื่อพัฒนาแบบฝึกการอ่านจับใจความสำคัญสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80 / 80 2. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องการอ่านจับใจความสำคัญก่อน เรียนและหลังเรียนด้วยแบบฝึกการอ่านจับใจความสำคัญ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 3. เพื่อศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่มีต่อการเรียนโดยใช้แบบฝึก การอ่านจับใจความสำคัญ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 / 3 โรงเรียนงิ้วรายบุญมีรังสฤษดิ์ ที่เรียนในปีการศึกษา 2550 จำนวน 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา คือ แบบฝึกการอ่านจับใจความสำคัญ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 แผนการจัดการเรียนรู้ เรื่องการอ่านจับใจความสำคัญ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องการอ่านจับใจความสำคัญและแบบสอบถาม ความคิดเห็นของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่มีต่อการเรียนโดยใช้แบบฝึกการอ่านจับใจความสำคัญ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ใช้ค่าเฉลี่ย ( ) ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และค่า t - test ผลการศึกษา พบว่า 1. ประสิทธิภาพของแบบฝึกการอ่านจับใจความสำคัญ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เท่ากับ 87.08 / 86.57 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 80 / 80 ที่ตั้งไว้ 2. นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องการอ่านจับใจความสำคัญก่อนเรียนและ หลังเรียนด้วยแบบฝึกการอ่านจับใจความสำคัญ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ 0.05 โดยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนด้วยแบบฝึกการอ่านจับใจความสำคัญสูงกว่า ก่อนเรียน 3. ความคิดเห็นของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่มีต่อการเรียนโดยใช้แบบฝึกการอ่านจับใจความสำคัญ ในภาพรวมนักเรียนมีความคิดเห็นอยู่ในระดับเห็นด้วยมากโดยสามารถพัฒนาทักษะ การอ่านจับใจความสำคัญได้ดียิ่งขึ้น มีความสนใจในรูปภาพประกอบและเนื้อเรื่องที่ใช้ในแบบฝึก นักเรียนเข้าใจในบทเรียนดีขึ้นและมีความพึงพอใจต่อการเรียนโดยใช้แบบฝึก
รายงานการใช้แบบฝึกเสริมทักษะการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2
[ โดย kruinfo ชม 232 ]
บทคัดย่อ รายงานการใช้แบบฝึกเสริมทักษะการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 มีวัตถุประสงค์ เพื่อสร้างแบบฝึกเสริมทักษะการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ที่มีประสิทธิภาพไว้ ใช้พัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2/6 ของโรงเรียนอนุบาลนครนายก ปีการศึกษา 2551 ตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 เพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2/6 ของโรงเรียนอนุบาลนครนายก ปีการศึกษา 2551 สาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ให้สูงขึ้น และเพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2/6 ที่มีต่อแบบฝึก เสริมทักษะการแก้โจทย์ปัญหา กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2/6 ปีการศึกษา 2551 โรงเรียนอนุบาลนครนายก สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครนายก จำนวน 46 คน ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ แบบฝึกเสริมทักษะการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์จำนวน 7 เล่ม แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเป็นแบบปรนัย จำนวน 20 ข้อ และแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อแบบฝึกเสริมทักษะการแก้โจทย์ ปัญหาคณิตศาสตร์ ผลการวิจัยพบว่า 1. การหาประสิทธิภาพของแบบฝึกเสริมการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ สำหรับนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2/6 โรงเรียนอนุบาลนครนายก พบว่าแบบฝึกเสริมทักษะการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ มีค่าประสิทธิภาพเท่ากับ 82.35/81.21 ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ 2. เปรียบเทียบคะแนนระหว่างคะแนนเฉลี่ยของการทดสอบก่อนการเรียนรู้และหลังการเรียน เพื่อทดสอบนัยสำคัญโดยอาศัยการแจกแจงความถี่ ( t-test) โดยที่มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 พบว่านักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2/6 โรงเรียนอนุบาลนครนายก สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครนายก ปีการศึกษา 2551 จำนวน 46 คน มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังการใช้ แบบฝึกเสริมทักษะการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ สูงกว่าผลสัมฤทธิ์ก่อนการใช้แบบฝึกแสดงว่า หลังจากนักเรียนเรียนโดยใช้แบบฝึกที่ผู้รายงานสร้างขึ้นแล้ว นักเรียนมีความก้าวหน้าทางการเรียนมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 3. ผลการประเมินความพึงพอใจจากการใช้แบบสอบถามความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อ การใช้แบบฝึกเสริมทักษะการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2/6 จำนวน 46 คน พบว่านักเรียนมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.34
การพัฒนาทักษะการเขียนคำภาษาไทย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะ
[ โดย kruinfo ชม 232 ]
ในปัจจุบันพบว่า การเขียนคำไม่ถูกต้องของเด็กนั้น เป็นปัญหาใหญ่ที่มีผลต่อการเรียนการสอนภาษาไทย คือ ทำให้เด็กไม่สามารถเข้าใจเรื่องราวจากผู้อื่น และไม่สามารถแสดงให้ผู้อื่นเข้าใจความคิดของตนเองได้ ดังนั้นจึงต้องมีการศึกษาค้นคว้า เพื่อจะพัฒนาทักษะการเขียนคำภาษาไทยของนักเรียน ให้มีความถูกต้องตามหลักเกณฑ์ทางภาษา และสามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ โดยมีการเลือกใช้นวัตกรรมคือ แบบฝึกเสริมทักษะการเขียนคำภาษาไทย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 การศึกษาค้นคว้าครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างและ หาประสิทธิภาพของแบบฝึกเสริมทักษะการเขียนคำภาษาไทย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 พร้อมทั้งเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ของการเรียนก่อนและหลังการสอน โดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะการเขียนคำภาษาไทยที่สร้างขึ้น ประชากรที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าครั้งนี้เป็นนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ปีการศึกษา 2551 โรงเรียนบ้านนาฟ่อน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเชียงใหม่ เขต 5 จำนวน 20 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าเป็น แบบฝึกเสริมทักษะ การเขียนคำภาษาไทย จำนวน 10 แบบฝึก พร้อมแผนการการจัดการเรียนรู้ จำนวน 10 แผน ใช้เวลาในการสอนและฝึกครั้งละ 3 คาบ (60 นาที) และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียน และหลังเรียน จำนวน 20 ข้อ แล้วนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์โดยใช้สถิติพื้นฐาน จากผลการศึกษาค้นคว้าพบว่า 1. แบบฝึกเสริมทักษะการเขียนคำภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ที่สร้างขึ้นมีประสิทธิภาพ 81.45/83.25 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดไว้คือ 80/80 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้วยแบบฝึกเสริมทักษะการเขียนคำภาษาไทยหลังเรียน สูงกว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญที่ 0.01
รายงานการพัฒนาและผลการใช้แบบฝึกการอ่านแจกลูกตรงตามมาตราตัวสะกดไทย ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1
[ โดย kruinfo ชม 160 ]
การศึกษาวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพแบบฝึกการ อ่านแจกลูกตรงตามมาตราตัวสะกดไทย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ให้มีคุณภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 และเพื่อศึกษาเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้แบบฝึกการอ่านแจกลูก ตรงตามมาตราตัวสะกดไทย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ทั้งก่อนเรียนและหลังเรียน และศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ที่มีต่อการเรียนโดยแบบฝึกการอ่านแจกลูกตรงตามมาตราตัวสะกดไทย กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1/3 จำนวน 36 คน ในปีการศึกษา 2552 ได้มาโดยการสุ่มอย่างง่ายจับฉลาก โดยใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยการสุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบฝึกการอ่านแจกลูกตรงตามมาตราตัวสะกดไทย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 แผนการจัดการเรียนรู้ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบสอบถามความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบที ผลการวิจัยพบว่า แบบฝึกการอ่านแจกลูกตรงตามมาตราตัวสะกดไทย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 มีประสิทธิภาพ เท่ากับ 86.73/86.88 ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนด นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนโดยใช้แบบฝึกสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และนักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนโดยใช้แบบฝึก อยู่ในระดับมาก
รายงานการพัฒนาและผลการใช้ชุดการสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์เรื่อง การหาร ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3
[ โดย kruinfo ชม 190 ]
การศึกษาวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพชุดการสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง การหาร ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ให้มีคุณภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 และเพื่อศึกษาเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้ชุดการสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง การหาร ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ทั้งก่อนเรียนและหลังเรียน และศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่มีต่อการเรียนโดยชุดการสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง การหาร กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3/2 จำนวน30 คน ในปีการศึกษา 2552 ได้มาโดยการสุ่มอย่างง่ายจับฉลาก โดยใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยการสุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ ชุดการสอน เรื่อง การหาร ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 แผนการจัดการเรียนรู้ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบสอบถามความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบที ผลการวิจัยพบว่า ชุดการสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง การหาร ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีประสิทธิภาพ เท่ากับ 87.00/87.11 ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนด นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนโดยใช้ชุดการสอนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และนักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนโดยใช้ชุดการสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง การหาร ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 อยู่ในระดับมาก
รายงานการพัฒนาทักษะการใช้เส้นในภาพวาด โดยใช้หนังสืออ่านเพิ่มเติม สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนแย้มจาดวิชชานุสรณ์ สำนักงานเขตบึงกุ่ม กรุงเทพมหานคร
[ โดย kruinfo ชม 181 ]
การวิจัยครั้งนี้มี จุดประสงค์ เพื่อ 1.สร้างหนังสืออ่านเพิ่มเติม เรื่อง มีอะไรในภาพ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่1 โรงเรียนแย้มจาดวิชชานุสรณ์ สำนักงานเขตบึงกุ่ม กรุงเทพมหานคร 2.หาประสิทธิภาพของหนังสืออ่านเพิ่มเติม เรื่อง มีอะไรในภาพ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่1 โรงเรียนแย้มจาดวิชชานุสรณ์ สำนักงานเขตบึงกุ่ม กรุงเทพมหานครตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 กลุ่มประชากร ที่ใช้ในการวิจัย คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 191 คน กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1/6 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2553 โรงเรียนแย้มจาดวิชชานุสรณ์ สำนักงานเขตบึงกุ่ม กรุงเทพมหานคร 1 ห้องเรียน จำนวน 33 คน ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบง่าย (Simple Random Sampling) โดยวิธีจับฉลาก เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือเครื่องมือที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นเอง การวิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่า IOC, E1/E2 , ,ร้อยละ, P , R ผลของการวิจัยพบว่า 1.หนังสืออ่านเพิ่มเติม เรื่อง มีอะไรในภาพ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนแย้มจาดวิชชานุสรณ์ สำนักงานเขตบึงกุ่ม กรุงเทพมหานคร ผลการประเมินคุณภาพหนังสืออ่านเพิ่มเติม จากผู้เชี่ยวชาญ 3 คน พบว่า ความสอดคล้องของหนังสืออ่านเพิ่มเติม กับจุดประสงค์การเรียนรู้ทุกด้านอยู่ในระดับดี มีค่าเฉลี่ย เท่ากับ 1 2. ประสิทธิภาพของหนังสืออ่านเพิ่มเติม เรื่อง มีอะไรในภาพ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนแย้มจาดวิชชานุสรณ์ สำนักงานเขตบึงกุ่ม กรุงเทพมหานครตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 พบว่า หนังสืออ่านเพิ่มเติม มีประสิทธิภาพ 84.36/91.51
การพัฒนาหนังสืออ่านเพิ่มเติมกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ชุด คำชะอีถิ่นผู้ไทย สำหรับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3
[ โดย kruinfo ชม 286 ]
มีความมุ่งหมายดังนี้ (1) เพื่อพัฒนาหนังสืออ่านเพิ่มเติมกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ชุด คำชะอีถิ่นผู้ไทย สำหรับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 (2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้หนังสืออ่านเพิ่มเติม (3) เพื่อศึกษาดัชนีประสิทธิผลของหนังสืออ่านเพิ่มเติมกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ชุด คำชะอีถิ่นผู้ไทย สำหรับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 (4) เพื่อศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่มีต่อหนังสืออ่านเพิ่มเติมกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ชุด คำชะอีถิ่นผู้ไทย กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่เรียนในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2550 โรงเรียนคำชะอีพิทยาคม อำเภอคำชะอี จังหวัดมุกดาหาร จำนวน 45 คน จาก 1 ห้องเรียน ได้มาโดยวิธีสุ่มอย่างง่าย (Simple Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้า ได้แก่ (1) หนังสืออ่านเพิ่มเติมกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ชุด คำชะอีถิ่นผู้ไทย สำหรับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 6 เล่ม (2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง คำชะอีถิ่นผู้ไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 เป็นแบบเลือกตอบ ชนิด 4 ตัวเลือก จำนวน 40 ข้อ (3) แบบสอบถามความความคิดเห็นที่มีต่อหนังสืออ่านเพิ่มเติมกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ชุด คำชะอีถิ่นผู้ไทย สำหรับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 20 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ t-test (Dependent Sample) ผลการศึกษาปรากฏผลดังนี้ 1. หนังสืออ่านเพิ่มเติมวิชากลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ชุด คำชะอีถิ่นผู้ไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีประสิทธิภาพ 81.67/80.78 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 ที่ตั้งไว้ 2. ผลการวิเคราะห์เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง คำชะอีถิ่นผู้ไทย ก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้หนังสืออ่านเพิ่มเติม พบว่า นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่เรียนโดยใช้หนังสืออ่านเพิ่มเติมกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ชุด คำชะอีถิ่นผู้ไทย มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 3. ดัชนีประสิทธิผลของหนังสืออ่านเพิ่มเติมกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ชุด คำชะอีถิ่นผู้ไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีค่าเท่ากับ 0.65 4. ผลการวิเคราะห์ความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อการเรียนรู้โดยใช้หนังสืออ่านเพิ่มเติมกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ชุด คำชะอีถิ่นผู้ไทย สำหรับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 พบว่า โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาจากประสิทธิภาพ คะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ดัชนีประสิทธิผลของหนังสืออ่านเพิ่มเติม และความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อหนังสืออ่านเพิ่มเติม แสดงให้เห็นว่าหนังสืออ่านเพิ่มเติมกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ชุด คำชะอีถิ่นผู้ไทย มีเนื้อหาสาระที่สอดคล้องกับหลักสูตร สามารถอ้างอิงและศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมด้วยตนเองตามความเหมาะสมกับวัยและความสามารถของผู้เรียน จึงมีความเหมาะสมในการนำไปใช้ในการจัด การเรียนการสอนต่อไป
การพัฒนาชุดกิจกรรมฝึกทักษะภาษาไทย เรื่อง สระแปลงร่าง สำหรับ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนประกิตเวชศักดิ์
[ โดย kruinfo ชม 263 ]
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ พัฒนาชุดกิจกรรมฝึกทักษะภาษาไทย เรื่อง สระแปลงร่าง สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ให้มีประสิทธิภาพ 80/80 เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทยของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนประกิตเวชศักดิ์ ที่ได้รับการสอนโดยใช้ชุดกิจกรรมฝึกทักษะภาษาไทย เรื่อง สระแปลงร่าง สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ก่อนเรียนและหลังเรียน และเพื่อศึกษาระดับความพึงพอใจต่อการเรียนวิชาภาษาไทยของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนประกิตเวชศักดิ์ ที่ได้รับการสอนโดยใช้ชุดกิจกรรมฝึกทักษะภาษาไทย เรื่อง สระแปลงร่าง สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2551 โรงเรียนประกิจเวชศักดิ์ จำนวน 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ ชุดกิจกรรมฝึกทักษะภาษาไทย เรื่อง สระแปลงร่าง สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบวัดความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนวิชาภาษาไทยโดยใช้ชุดกิจกรรม สถิตที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่า t-test ผลการศึกษาพบว่า ชุดกิจกรรมฝึกทักษะภาษาไทย เรื่อง สระแปลงร่าง สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ที่พัฒนาขึ้น มีประสิทธิภาพเท่ากับ 89.80/91.56 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 ที่ตั้งไว้ คะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ในวิชาภาษาไทย เรื่อง การอ่านและเขียนคำที่ประสมด้วยสระ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนประกิตเวชศักดิ์ หลังใช้ชุดกิจกรรม สูงกว่า ก่อนใช้ชุดกิจกรรม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และพบว่าความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อหนังสือส่งเสริมการอ่านอยู่ในระดับพอใจมากที่สุด ( = 4.87)
รายงานการพัฒนาการอ่านและการเขียนอักษรนำ โดยใช้สื่อประสม กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4
[ โดย kruinfo ชม 341 ]
รายงานการวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของสื่อประสม เรื่องอักษรนำ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โดยกำหนดเกณฑ์มาตรฐานที่ 80/80 2) เพื่อหาค่าดัชนีประสิทธิผลของสื่อประสม เรื่องอักษรนำ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 3) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนของ การใช้สื่อประสม เรื่องอักษรนำ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 4) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อสื่อประสม เรื่องอักษรนำ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 กลุ่มเป้าหมายได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ปีการศึกษา 2552 ภาคเรียนที่ 2 โรงเรียนบ้านบึงท่ายวน อำเภอพิชัย จังหวัดอุตรดิตถ์ จำนวน 13 คน ซึ่งได้มาสุ่มเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา คือ 1. สื่อประสม เรื่องอักษรนำ ได้แก่ 1) เพลงประกอบบทเรียนจำนวน 5 เพลง 2) หนังสือส่งเสริมการอ่าน จำนวน 2 เรื่อง และ 3) แบบฝึกเสริมทักษะภาษาไทย จำนวน 36 ชุด 2. กำหนดการสอนและแผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 18 แผน 3. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องอักษรนำ จำนวน 1 ฉบับ ๆ ละ 20 ข้อ 4. แบบทดสอบประจำหน่วยย่อย จำนวน 5 ฉบับ ๆ ละ 10 ข้อ และ 5. แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อสื่อประสม เรื่องอักษรนำ จำนวน 1 ฉบับ ๆ ละ 15 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที (t-test) ผลการศึกษาพบว่า 1) สื่อประสม เรื่องอักษรนำ มีประสิทธิภาพ 88.03 / 83.54 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ คือ 80/80 2) ค่าดัชนีประสิทธิผลของสื่อประสม เรื่องอักษรนำ ได้ .72 3) การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนพบว่า คะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 4) นักเรียนมีความพึงพอใจต่อสื่อประสม เรื่องอักษรนำอยู่ในระดับมากที่สุด
รายงานการประเมินการประเมินโครงการเด็กยุคใหม่ห่างไกลยาเสพติด โรงเรียนสุเหร่าทรายกองดิน ปีการศึกษา 2552
[ โดย kruinfo ชม 167 ]
การจัดทำรายงานการประเมินโครงการครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลการประเมินโครงการเด็กยุคใหม่ห่างไกลยาเสพติดโรงเรียนสุเหร่าทรายกองดิน สังกัดสำนักงานมีนบุรี กรุงเทพมหานคร ปีการศึกษา 2552 โดยใช้รูปแบบการประเมินแบบซิป (CIPP Model) เป็นกรอบในการประเมินโครงการ 4 ด้าน คือ ด้านบริบท (Context) ด้านปัจจัยนำเข้า (Input) ด้านกระบวนการ (Process) และด้านผลผลิต (Product) กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการประเมินมีจำนวนทั้งสิ้น 388 คน จำแนกเป็น คณะกรรมสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 14 คน ครู จำนวน 67 คน และนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 307 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลได้แก่ แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยคำนวณความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการประเมินประเมินโครงการเด็กยุคใหม่ห่างไกลยาเสพติดโรงเรียนสุเหร่าทรายกองดิน ปีการศึกษา 2552 ในภาพรวม พบว่า โครงการประสบความสำเร็จตามเกณฑ์ที่กำหนดทุกด้าน ดังนี้ 1. ผลการประเมินด้านบริบท มีความเหมาะสมในระดับมาก 2. ผลการประเมินด้านปัจจัย มีความเหมาะสมในระดับมาก 3. ผลการประเมินด้านกระบวนการ มีการปฏิบัติในระดับมาก 4. ผลการประเมินด้านผลผลิต มีการปฏิบัติในระดับมาก
การพัฒนาแบบฝึกทักษะการอ่านและเขียน ภาษาไทยชุดมาตราตัวสะกด กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย
[ โดย kruinfo ชม 144 ]
รายงานการพัฒนาแบบฝึกทักษะการอ่านและเขียนภาษาไทยชุดมาตราตัวสะกด กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนประชาสามัคคี สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาพิษณุโลก เขต 3 ปีการศึกษา 2550 ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างและพัฒนาแบบฝึกทักษะการอ่านและเขียนภาษาไทย ชุดมาตราตัวสะกด กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียนจากการใช้แบบฝึกทักษะการอ่านและเขียนภาษาไทยชุดมาตราตัวสะกด กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 เพื่อหาค่าดัชนีประสิทธิผลของแบบฝึกทักษะการอ่านและเขียนภาษาไทย ชุดมาตราตัวสะกด กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ตลอดจนศึกษาความพึงพอใจของครูและนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ที่มีต่อการใช้แบบฝึกทักษะการอ่านและเขียนภาษาไทย ชุดมาตราตัวสะกด กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการพัฒนาครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนประชาสามัคคี สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาพิษณุโลก เขต 3 ปีการศึกษา 2550 จำนวน 9 คน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือค่าความยากง่าย ค่าความเชื่อมั่น ค่าเฉลี่ยเลขคณิต ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าความแตกต่างและค่าความแปรปรวน ค่า t
การพัฒนาเกมฝึกทักษะทางภาษา กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ เรื่อง Part of Speech สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนป่าติ้ววิทยา อำเภอป่าติ้ว จังหวัดยโสธร
[ โดย kruinfo ชม 725 ]
การศึกษาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่อง Part of Speech ด้วยเกมฝึกทักษะทางภาษา เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังการใช้เกมฝึกทักษะทางภาษา และศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อเกมฝึกทักษะทางภาษาที่ผู้รายงานสร้างขึ้น กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/1 โรงเรียนป่าติ้ววิทยา อำเภอป่าติ้ว จังหวัดยโสธร ที่เรียนในรายวิชาภาษาอังกฤษหลัก 1 ปีการศึกษา 2551 จำนวน 40 คน โดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Random Sampling) และเป็นกลุ่มตัวอย่างที่ไม่เป็นอิสระต่อกัน โดยใช้เกมฝึกทักษะทางภาษาเรื่อง Part of Speech จำนวน 20 เกม แบบทดสอบก่อนและหลังเรียนจำนวน 40 ข้อ และแบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อเกมฝึกทักษะทางภาษา ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนมีผลการสอบหลังการฝึกสูงกว่าก่อนการฝึกด้วยเกมด้วยเกม มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญที่ค่าสถิติ .01 นักเรียนมีความพึงพอใจต่อเกมฝึกทักษะทางภาษาในภาพรวมอยู่ในระดับมาก ทำให้สามารถนำผลการวิจัยครั้งนี้ไปทดลองใช้กับเนื้อหา และนักเรียนระดับอื่นต่อไป
รายงานผลการพัฒนาแบบฝึกการอ่านและการเขียนคำที่ประสมด้วยสระหลายรูป กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑
[ โดย kruinfo ชม 160 ]
บทคัดย่อ การรายงานครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียนคำที่ประสมด้วยสระหลายรูป โดยเทียบกับเกณฑ์ ๘๐/๘๐ เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และเจตคติต่อวิชาภาษาไทยของนักเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยแบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียนคำที่ประสมด้วยสระหลายรูป กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ กลุ่มตัวอย่าง เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ ปีการศึกษา ๒๕๕๑ โรงเรียนบ้านธาตุน้อยก่อสำราญ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุดรธานี เขต ๓ อำเภอทุ่งฝน จังหวัดอุดรธานี จำนวน ๑๒ คน ซึ่งได้มาโดยวิธีการสุ่มแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือในการศึกษา คือ แบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียนคำที่ประสมด้วยสระหลายรูป กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และ แบบวัดเจตคติต่อวิชาภาษาไทย รูปแบบการทดลองคือ One Group Pretest - Posttest Design สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล การหาประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียนคำที่ประสมด้วยสระหลายรูป กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ ตามเกณฑ์ความสัมพันธ์ระหว่างกระบวนการและผลลัพธ์โดยเฉลี่ย (E๑/E๒) และทดสอบค่าที (t-test) ผลการรายงานพบว่า ๑. ประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียนคำที่ประสมด้วยสระหลายรูป กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ สูงกว่าเกณฑ์ ๘๐/๘๐ ๒. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ หลังเรียนด้วยแบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียนคำที่ประสมด้วยสระหลายรูป สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .๐๑ ๓. เจตคติต่อการเรียนวิชาภาษาไทย หลังเรียนด้วยแบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียนคำที่ประสมด้วยสระหลายรูป กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ สูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .๐๑
รายงานการใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน สาระศาสนา ศีลธรรมและจริยธรรม เรื่องหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านป่าลาน อำเภอสะเมิง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเชียงใหม่ เขต 2
[ โดย kruinfo ชม 145 ]
การศึกษาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อหาประสิทธิภาพของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน สาระศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม เรื่องหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1โรงเรียนบ้านป่าลาน อำเภอสะเมิง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเชียงใหม่ เขต 2 ตามเกณฑ์ที่กำหนด 80/80 (2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนและหลังเรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน สาระการเรียนรู้ศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม เรื่องหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านป่าลาน อำเภอสะเมิง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเชียงใหม่ เขต 2 (3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน สาระการเรียนรู้ศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม เรื่องหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านป่าลาน อำเภอสะเมิง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเชียงใหม่ เขต 2 ประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1โรงเรียนบ้านป่าลาน อำเภอสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่ ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2552 จำนวน 17 คน เป็นนักเรียนชายจำนวน 8 คน นักเรียนหญิงจำนวน 9 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ (1) บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนสาระศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม เรื่องหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 (2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา จำนวน 40 ข้อ(3) แบบทดสอบระหว่างเรียน เรื่องหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา 4 ตัวเลือก จำนวน 8 หน่วย จำนวน 100 ข้อ (4) แบบสอบถามความพึงพอใจในการใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน จำนวน 14 ข้อ การวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ (1) การหาประสิทธิภาพของบทเรียนคอมพิวเตอร์ ช่วยสอน สาระการเรียนรู้ศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม เรื่องหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา (2) การเปรียบเทียบผลต่างของคะแนนผลสัมฤทธิ์ก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนแต่ละคน โดยใช้ค่าที (t-test) (3) การวิเคราะห์ความพึงพอใจของนักเรียนต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน สาระการเรียนรู้ศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม เรื่องหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา โดยใช้ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการศึกษาพบว่า ประสิทธิภาพของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนสาระการเรียนรู้ศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม เรื่องหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา มีประสิทธิภาพ / เท่ากับ 83.05/82.06 สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดไว้ 80/80 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สาระการเรียนรู้ศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม เรื่องหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ความพึงพอใจของนักเรียนต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน มีความพึงพอใจโดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด
รายงานการพัฒนาการจัดกิจกรร5มการเรียนรู้ภาษาไทยด้วยกลุ่มร่วมมือกันเรียนรู้ โดยใช้แผนผังความคิดฝึกทักษะการอ่านเชิงวิเคราะห์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4
[ โดย kruinfo ชม 177 ]
การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาไทยในปัจจุบัน นักเรียนยังขาดทักษะการอ่านเชิงวิเคราะห์อยู่มาก ดังนั้นผู้ศึกษาค้นคว้าจึงได้พัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาไทย ด้วยกลุ่มร่วมมือกันเรียนรู้ โดยใช้แผนผังความคิดฝึกทักษะการอ่านเชิงวิเคราะห์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โดยมีความมุ่งหมายเพี่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน เพื่อสร้างแบบฝึกทักษะการอ่านเชิงวิเคราะห์โดยใช้แผนผังความคิด ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 70/70 และเพื่อหาค่าดัชนีประสิทธิผลของแบบฝึกทักษะการอ่านเชิงวิเคราะห์โดยใช้แผนผังความคิด กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 กลุ่มตัวอย่าง เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4/1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2551โรงเรียนบ้านหนองบัว สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุดรธานี เขต 1 จำวน 21 คนได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ คือ แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้วิชาภาษาไทย เรื่อง การอ่านเชิงวิเคราะห์จำนวน 10 แผน แบบฝึกทักษะการอ่านเชิงวิเคราะห์โดยใช้แผนผังความคิด จำนวน 10 ชุด และ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย เป็นแบบปรนัย ชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือกจำนวน 30 ข้อ ซึ่งมีค่าอำนาจจำแนก ตั้งแต่ 0.21 ถึง 0.85 และมีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.84 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ค่าเฉลี่ย รัอยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ t-test ผลการศึกษาค้นคว้าปรากฏดังนี้ 1.นักเรียนที่เรียนด้วยแบบฝึกทักษะการอ่านเชิงวิเคราะห์โดยใช้แผนผังความคิด มีคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 2. แบบฝึกทักษะการอ่านเชิงวิเคราะห์โดยใช้แผนผังความคิด ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 79.57 / 81.11 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 70/70 ที่ตั้งไว้ 3. ดัชนีประสิทธิผลของแบบฝึกทักษะการอ่านเชิงวิเคราะห์โดยใช้แผนผังความคิด ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 มีค่าเท่ากับ 0.60 แสดงว่าผู้เรียนมีความรู้เพิ่มขึ้นร้อยละ 60 หากมีท่านผู้ใดสนใจหรือต้องการ สอบถามเพิ่มเติมกรุณาติดต่อมาได้ที่เว็บไซต์นี้
รายงานการใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน สาระศาสนา ศีลธรรมและจริยธรรม เรื่องหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านป่าลาน อำเภอสะเมิง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเชียงใหม่ เขต 2
[ โดย kruinfo ชม 152 ]
การศึกษาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อหาประสิทธิภาพของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน สาระศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม เรื่องหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1โรงเรียนบ้านป่าลาน อำเภอสะเมิง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเชียงใหม่ เขต 2 ตามเกณฑ์ที่กำหนด 80/80 (2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนและหลังเรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน สาระการเรียนรู้ศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม เรื่องหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านป่าลาน อำเภอสะเมิง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเชียงใหม่ เขต 2 (3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน สาระการเรียนรู้ศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม เรื่องหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านป่าลาน อำเภอสะเมิง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเชียงใหม่ เขต 2 ประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1โรงเรียนบ้านป่าลาน อำเภอสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่ ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2552 จำนวน 17 คน เป็นนักเรียนชายจำนวน 8 คน นักเรียนหญิงจำนวน 9 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ (1) บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนสาระศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม เรื่องหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 (2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา จำนวน 40 ข้อ(3) แบบทดสอบระหว่างเรียน เรื่องหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา 4 ตัวเลือก จำนวน 8 หน่วย จำนวน 100 ข้อ (4) แบบสอบถามความพึงพอใจในการใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน จำนวน 14 ข้อ การวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ (1) การหาประสิทธิภาพของบทเรียนคอมพิวเตอร์ ช่วยสอน สาระการเรียนรู้ศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม เรื่องหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา (2) การเปรียบเทียบผลต่างของคะแนนผลสัมฤทธิ์ก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนแต่ละคน โดยใช้ค่าที (t-test) (3) การวิเคราะห์ความพึงพอใจของนักเรียนต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน สาระการเรียนรู้ศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม เรื่องหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา โดยใช้ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการศึกษาพบว่า ประสิทธิภาพของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนสาระการเรียนรู้ศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม เรื่องหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา มีประสิทธิภาพ / เท่ากับ 83.05/82.06 สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดไว้ 80/80 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สาระการเรียนรู้ศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม เรื่องหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ความพึงพอใจของนักเรียนต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน มีความพึงพอใจโดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด
รายงานการพัฒนาแบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความสำหรับนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนเมืองพัทยา 6 (วัดธรรมสามัคคี)
[ โดย kruinfo ชม 206 ]
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนาแบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านการอ่านจับใจความของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ก่อนและหลังการใช้แบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความ 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการใช้แบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2551 โรงเรียนเมืองพัทยา 6 (วัดธรรมสามัคคี) 1 ห้องเรียน จำนวน 50 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ประกอบด้วยแบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความแผนการจัดการเรียนรู้การอ่านจับใจความ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อแบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้การทดสอบค่า t ด้วยโปรแกรมสำเร็จรูป spss 11.0 for windows ผลการวิจัยพบว่า 1. แบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความมีประสิทธิภาพ 81.69/82.40 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน ของนักเรียนที่เรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 3. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 มีความพึงพอใจต่อการใช้แบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความ ในระดับมากที่สุดทุกด้าน
การพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์มัลติมีเดีย กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่องหลักภาษาน่ารู้ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6
[ โดย kruinfo ชม 291 ]
การศึกษาครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อ 1) สร้างและหาประสิทธิภาพของบทเรียนคอมพิวเตอร์มัลติมีเดีย กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่องหลักภาษาน่ารู้ ตามเกณฑ์ 80/80 2) ศึกษาดัชนีประสิทธิผลของบทเรียนคอมพิวเตอร์มัลติมีเดีย 3) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่องหลักภาษาน่ารู้ และ 4) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อบทเรียนคอมพิวเตอร์มัลติมีเดียวิชาภาษาไทย เรื่องหลักภาษาน่ารู้ เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาประกอบด้วย 1) บทเรียนคอมพิวเตอร์มัลติมีเดียกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่องหลักภาษาน่ารู้ 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่องหลักภาษา 3) แบบทดสอบก่อนและหลังเรียนหลักภาษา 4) แบบวัดความพึงพอใจของนักเรียนต่อบทเรียนคอมพิวเตอร์มัลติมีเดีย กลุ่มตัวอย่าง เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/4 โรงเรียนอนุบาลสกลนคร สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสกลนคร เขต 1 ที่กำลังเรียนในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2550 จำนวน 50 คน ใช้วิธีเลือกแบบเจาะจง (Purposive Random Sampling) แบบแผนในการศึกษาครั้งนี้ใช้แผนการทดลอง แบบ One group Pre-Test Post-Test Design ผลการศึกษาพบว่า 1. บทเรียนคอมพิวเตอร์มัลติมีเดีย กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่องหลักภาษาน่ารู้ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 85.31/83.93 สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ คือ 80/80 2. บทเรียนคอมพิวเตอร์มัลติมีเดีย กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่องหลักภาษาน่ารู้ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีค่าดัชนีประสิทธิผลเท่ากับ 0.65 3. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์มัลติมีเดีย กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่องหลักภาษาน่ารู้ ในภาพรวมของนักเรียนทั้งชั้น มีผลสัมฤทธิ์สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 4. ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อบทเรียนคอมพิวเตอร์มัลติมีเดีย กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่องหลักภาษาน่ารู้ โดยรวมมีความพึงพอใจในระดับมาก
รายงานการพัฒนาการอ่านและการเขียนอักษรนำ โดยใช้สื่อประสม กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4
[ โดย kruinfo ชม 245 ]
รายงานการวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของสื่อประสม เรื่องอักษรนำ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โดยกำหนดเกณฑ์มาตรฐานที่ 80/80 2) เพื่อหาค่าดัชนีประสิทธิผลของสื่อประสม เรื่องอักษรนำ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 3) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนของ การใช้สื่อประสม เรื่องอักษรนำ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 4) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อสื่อประสม เรื่องอักษรนำ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 กลุ่มเป้าหมายได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ปีการศึกษา 2552 ภาคเรียนที่ 2 โรงเรียนบ้านบึงท่ายวน อำเภอพิชัย จังหวัดอุตรดิตถ์ จำนวน 13 คน ซึ่งได้มาสุ่มเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา คือ 1. สื่อประสม เรื่องอักษรนำ ได้แก่ 1) เพลงประกอบบทเรียน จำนวน 5 เพลง 2) หนังสือส่งเสริมการอ่าน จำนวน 2 เรื่อง และ 3) แบบฝึกเสริมทักษะภาษาไทย จำนวน 36 ชุด 2. กำหนดการสอนและแผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 18 แผน 3. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องอักษรนำ จำนวน 1 ฉบับ ๆ ละ 20 ข้อ 4. แบบทดสอบประจำหน่วยย่อย จำนวน 5 ฉบับ ๆ ละ 10 ข้อ และ 5. แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อสื่อประสม เรื่องอักษรนำ จำนวน 1 ฉบับ ๆ ละ 15 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที (t-test) ผลการศึกษาพบว่า 1) สื่อประสม เรื่องอักษรนำ มีประสิทธิภาพ 88.01 / 84.04 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ คือ 80/80 2) ค่าดัชนีประสิทธิผลของสื่อประสม เรื่องอักษรนำ ได้ .72 3) การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนพบว่า คะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 4) นักเรียนมีความพึงพอใจต่อสื่อประสม เรื่องอักษรนำอยู่ในระดับมากที่สุด
การประเมินโครงการ 1 โรงเรียน 1 ศิลปะการแสดงภาคใต้ (มโนราห์) โรงเรียนเทศบาลบ้านนาเหนือ
[ โดย kruinfo ชม 273 ]
บทสรุปสำหรับผู้บริหาร การประเมินโครงการ 1 โรงเรียน 1 ศิลปะการแสดงภาคใต้ (มโนราห์) โรงเรียนเทศบาลบ้านนาเหนือ ครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินสภาพแวดล้อมของโครงการ ประเมินปัจจัยของโครงการ ประเมินกระบวนการของโครงการ และประเมินผลผลิตของโครงการในด้านความคาดหวังการนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ต่อตนเองและผู้อื่น และในด้านความพึงพอใจของ ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับโครงการ การประเมินใช้รูปแบบการประเมินแบบซิปป์ (CIPP Model) กลุ่มผู้ให้ข้อมูลมีจำนวนทั้งสิ้น 70 คน แบ่งเป็น บุคลากรในโรงเรียน จำนวน 20 คน นักเรียน จำนวน 30 คน ผู้ปกครอง 20 คน เครื่องมือที่ใช้ในการประเมิน ประกอบด้วย แบบสอบถาม จำนวน 6 ฉบับ เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยวิธีการสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าร้อยละ โดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูป SPSS for Windows ผลการประเมิน และข้อเสนอแนะสรุปได้ดังนี้ ผลการประเมิน ผลการประเมินโครงการ 1 โรงเรียน 1 ศิลปะการแสดงภาคใต้ (มโนราห์) โรงเรียนเทศบาลบ้านนาเหนือ ปรากฏว่า ผ่านเกณฑ์การประเมิน 13 ตัวชี้วัด ไม่ผ่านเกณฑ์ 1 ตัวชี้วัด ประเด็นการประเมินทุกประเด็น และภาพรวมของโครงการ มีดังนี้ 1. สภาพแวดล้อมของโครงการอยู่ในระดับปานกลาง และตัวชี้วัด 4 ตัวชี้วัดมีดังนี้ 1.1 ความต้องการจำเป็นของโครงการอยู่ในระดับปานกลาง 1.2 ความเหมาะสมของวัตถุประสงค์โครงการ อยู่ในระดับปานกลาง 1.3 ความเป็นไปได้ของวัตถุประสงค์โครงการ อยู่ในระดับมาก 1.4 ความเหมาะสมของเนื้อหา อยู่ในระดับปานกลาง 2. ปัจจัยของโครงการอยู่ในระดับปานกลาง และตัวชี้วัด 7 ตัวชี้วัดมีดังนี้ 2.1 ความเหมาะสมของคณะกรรมการฝ่ายต่าง ๆ อยู่ในระดับปานกลาง 2.2 ความชัดเจนของงบประมาณมีความเพียงพอที่จะสนับสนุนกิจกรรมของโครงการได้ อยู่ในระดับน้อย 2.3 วัสดุ อุปกรณ์และเครื่องมือที่ใช้ในการดำเนินงานตามกิจกรรมมีเพียงพอ อยู่ในระดับปานกลาง 2.4 เอกสารการจัดกิจกรรมมีความเหมาะสม อยู่ในระดับปานกลาง 2.5 สถานที่ดำเนินโครงการมีความเหมาะสมและสะดวกสบาย อยู่ในระดับปานกลาง 2.6 โครงการได้รับความร่วมมือสนับสนุนจากบุคลากรในหน่วยงานด้วยดีอยู่ในระดับปานกลาง 2.7 บุคลากรที่รับผิดชอบโครงการมีความเข้าใจบทบาทและหน้าที่ของตน อยู่ในระดับปานกลาง 3. กระบวนการดำเนินโครงการ มี 1 ตัวชี้วัด ผลการประเมินอยู่ในระดับปานกลาง 4. ผลผลิตของโครงการอยู่ในระดับปานกลาง และตัวชี้วัดทั้ง 2 ตัวชี้วัด มีดังนี้ 4.1 ความคาดหวังการนำความรู้ไปใช้ในการปฏิบัติงาน อยู่ในระดับปานกลาง 4.2 ความพึงพอใจของผู้ที่เกี่ยวข้อง อยู่ในระดับปานกลาง 5. ผลการประเมินโครงการในภาพรวม อยู่ในระดับปานกลาง ข้อเสนอแนะ 1. การประเมินโครงการ 1 โรงเรียน 1 ศิลปะการแสดงภาคใต้ (มโนราห์) โรงเรียนเทศบาลบ้านนาเหนือ ควรคำนึงถึงสภาพแวดล้อมด้านความต้องการจำเป็นในการจัดและดำเนินกิจกรรมให้โดยเฉพาะด้านงบประมาณและสถานที่ในการจัดกิจกรรม 2. โครงการ 1 โรงเรียน 1 ศิลปะการแสดงภาคใต้ (มโนราห์) โรงเรียนเทศบาลบ้านนาเหนือ ควรกำหนดไว้ในแผนปฏิบัติการ มีการเตรียมการในระยะยาว มีการประชาสัมพันธ์ การแต่งตั้งคณะกรรมการผู้รับผิดชอบให้ทุกฝ่ายได้มีส่วนร่วม 3. การประเมินโครงการ 1 โรงเรียน 1 ศิลปะการแสดงภาคใต้ (มโนราห์) โรงเรียนเทศบาลบ้านนาเหนือ ควรกำหนดเนื้อหา รายละเอียดและการฝึกกิจกรรมย่อย ตลอดทั้งระยะเวลาตามโครงสร้างของเนื้อหาที่ชัดเจน มีเอกสารและสื่อประกอบ 4. การประเมินโครงการ 1 โรงเรียน 1 ศิลปะการแสดงภาคใต้ (มโนราห์) โรงเรียนเทศบาลบ้านนาเหนือ ควรมีงบประมาณที่เพียงพอ สถานที่ควรมีความเหมาะสมโดยแยกห้องศูนย์การเรียน และสถานที่ที่ใช้ในการจัดกิจกรรมสำหรับการฝึกปฏิบัติ 5. การพัฒนาควรเน้นการนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงาน และนำทักษะประสบการณ์ไปใช้ในชีวิตประจำวันได้จริงมากกว่าความรู้เรื่องหลักการ แนวคิดและทฤษฎี
ผลการศึกษากระบวนการ การจัดการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม วิชางานบ้านชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1โรงเรียนนางิ้ววิทยาสรรค์ โดยอิงแนวคิดและปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
[ โดย kruinfo ชม 158 ]
การวิจัยครั้งนี้เป็นผลการศึกษากระบวนการ การจัดการเรียนรู้มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมวิชางานบ้านชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1โรงเรียนนางิ้ววิทยาสรรค์ โดยอิงแนวคิดและปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ดำเนินการสอนตามขั้นตอน 3 ขั้นดังนี้ 1) ขั้นนำเข้าสู่บทเรียน 2 ) ขั้นให้ประสบการณ์ 3 ) ขั้นสรุป กลุ่มเป้าหมายเห็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนนางิ้ววิทยาสรรค์ ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2550 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาขอนแก่น เขต 4 นักเรียนจำนวน 35 คน เป็นนักเรียนชาย 21 คน เป็นนักเรียนหญิง 14 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาแบ่งเป็น 2 กลุ่มคือ 1) แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยอิงแนวคิดและปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง 2 ) เครื่องมือวัดผลประเมินผลผู้เรียนประกอบด้วย 2.1 ) แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 2.2 ) แบบประเมินความคิดเห็นของนักเรียนที่ได้รับการสอนโดยอิงแนวคิดและปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ผลวิจัยสรุปได้ดังนี้ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เกณฑ์การผ่านที่กำหนดให้ด้านผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของวิชางานบ้านคือร้อยละ 80 ของนักเรียนทั้งหมดที่มีคะแนนร้อยละ 85 ขึ้นไป จากการทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนพบว่านักเรียน 35 คน มีนักเรียนที่มีคะแนนรวมผ่านเกณฑ์สถานศึกษากำหนด 29 คน คิดเป็นร้อยละ 82.85 ซึ่งสรุปได้ว่านักเรียนมีคะแนนผลสัมฤทธิ์ผ่านเกณฑ์ที่สถานศึกษากำหนด ที่ผลการศึกษาเป็นเช่นนี้เนื่องจากผู้ศึกษา ได้จัดการเรียนรู้เป็นอย่างดี โดยการวิเคราะห์เนื้อหา จุดประสงค์การเรียนรู้ ได้สอดคล้องกับมาตรฐานหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน
รายงานผลการพัฒนาแบบฝึกเสริมทักษะคณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6เรื่อง เศษส่วนหรรษา
[ โดย kruinfo ชม 245 ]
การศึกษาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ 3 ประการ ได้แก่ 1) เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของแบบฝึกเสริมทักษะคณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เรื่องเศษส่วนหรรษา โดยเทียบกับเกณฑ์ 75/75 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่องการบวก ลบ คูณ และหารเศษส่วน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ก่อนและหลังเรียนด้วยแบบฝึกเสริมทักษะคณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เรื่องเศษส่วนหรรษา 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อแบบฝึกเสริมทักษะคณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เรื่องเศษส่วนหรรษา ประชากรที่ใช้ในการศึกษา เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนวัดท่าต้นงิ้ว สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาลำพูน เขต 1 ที่กำลังเรียนอยู่ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2550 จำนวน 4 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ประกอบด้วย 1) แบบฝึกเสริมทักษะคณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เรื่องเศษส่วนหรรษา จำนวน 4 ชุด รวม 18 แบบฝึก 2) แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะ คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เรื่องเศษส่วนหรรษา จำนวน 18 แผน 3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เรื่องการบวก ลบ คูณ และหารเศษส่วน และ 4) แบบศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนกลุ่มเป้าหมายที่ใช้แบบฝึกดังกล่าว สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ประกอบด้วย 1) สถิติสำหรับวิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐาน 2) สถิติสำหรับการหาคุณภาพของเครื่องมือ และ 3) สถิติสำหรับทดสอบสมมติฐานโดยการทดสอบค่าที (t
ผลการจัดกระบวนการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมวิชางานบ้านชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1โรงเรียนนางิ้ววิทยาสรรค์ โดยอิงแนวคิดและปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
[ โดย kruinfo ชม 156 ]
การวิจัยครั้งนี้เป็นผลการศึกษากระบวนการ การจัดการเรียนรู้มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมวิชางานบ้านชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1โรงเรียนนางิ้ววิทยาสรรค์ โดยอิงแนวคิดและปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ดำเนินการสอนตามขั้นตอน 3 ขั้นดังนี้ 1) ขั้นนำเข้าสู่บทเรียน 2 ) ขั้นให้ประสบการณ์ 3 ) ขั้นสรุป กลุ่มเป้าหมายเห็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนนางิ้ววิทยาสรรค์ ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2550 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาขอนแก่น เขต 4 นักเรียนจำนวน 35 คน เป็นนักเรียนชาย 21 คน เป็นนักเรียนหญิง 14 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาแบ่งเป็น 2 กลุ่มคือ 1) แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยอิงแนวคิดและปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง 2 ) เครื่องมือวัดผลประเมินผลผู้เรียนประกอบด้วย 2.1 ) แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 2.2 ) แบบประเมินความคิดเห็นของนักเรียนที่ได้รับการสอนโดยอิงแนวคิดและปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ผลวิจัยสรุปได้ดังนี้ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เกณฑ์การผ่านที่กำหนดให้ด้านผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของวิชางานบ้านคือร้อยละ 80 ของนักเรียนทั้งหมดที่มีคะแนนร้อยละ 85 ขึ้นไป จากการทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนพบว่านักเรียน 35 คน มีนักเรียนที่มีคะแนนรวมผ่านเกณฑ์สถานศึกษากำหนด 29 คน คิดเป็นร้อยละ 82.85 ซึ่งสรุปได้ว่านักเรียนมีคะแนนผลสัมฤทธิ์ผ่านเกณฑ์ที่สถานศึกษากำหนด ที่ผลการศึกษาเป็นเช่นนี้เนื่องจากผู้ศึกษา ได้จัดการเรียนรู้เป็นอย่างดี โดยการวิเคราะห์เนื้อหา จุดประสงค์การเรียนรู้ ได้สอดคล้องกับมาตรฐานหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานพ . ศ 2544 และหลักสูตรสถานศึกษา ตลอดจนแนวการจัดการเรียนรู้ตามหลักธรรมชาติของการสอนกลุ่มสาระการงานอาชีพและเทคโนโลยี นักเรียนได้ปฏิบัติจริง มีกิจกรรมที่หลากหลาย นักเรียนมีความสุข สนุกสนานในการเรียน ทำให้เกิดทักษะต่าง ๆ ได้อย่างคงทนและถาวร

ยอดนิยม