เลือกห้อง >>

ทั้งหมด

การพัฒนาทักษะการเรียน เรื่อง โรคไข้เลือดออก โดยใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-Book)
[ โดย kruinfo ชม 247 ]
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ คือ 1) เพื่อพัฒนาและหาประสิทธิภาพของหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ เรื่อง โรคไข้เลือดออก กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนวัดรางเสน่ห์นครจันทร์ ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษาของนักเรียนที่เรียนด้วยหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ เรื่อง โรคไข้เลือดออก ก่อนและหลังการเรียน 3) เพื่อศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อการใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย เป็นนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2550 โรงเรียนวัดรางเสน่ห์นครจันทร์ อำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี จำนวน 13 คน (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ เรื่อง โรคไข้เลือดออก กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา เรื่อง โรคไข้เลือดออก แบบสัมภาษณ์นักเรียนเพื่อศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนเกี่ยวกับการใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ สถิติที่ใช้คือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและ t-test (Dependent Samples) ผลการวิจัย 1. การจัดการเรียนรู้โดยหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ เรื่อง โรคไข้เลือดออก กลุ่มสาระ การเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ที่พัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพ 82.90/83.84 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ( = 4.53, S.D. = 0.77) และหลังเรียน ( = 8.38, S.D. = 1.04) แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 3. การวิเคราะห์ความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อการใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ เรื่อง โรคไข้เลือดออก กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ดังนี้ นักเรียนส่วนมากชอบเรียนด้วยหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ ทำให้นักเรียนมีความสุข สนุกกับการเรียน ได้ช่วยกันคิดและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับเพื่อนๆ ทำให้พวกเขามีความกระตือรือร้นในการเรียนและเกิดความมั่นใจ ในตนเอง
การพัฒนาชุดสื่อประสมพัฒนาทักษะการอ่านและการเขียนคำที่ประสมด้วยสระที่พบว่าเป็นปัญหา สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนอนุบาลเพชรบูรณ์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 1
[ โดย kruinfo ชม 164 ]
การพัฒนาชุดสื่อประสมพัฒนาทักษะการอ่านและการเขียนคำที่ประสมด้วยสระที่พบว่าเป็นปัญหา สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนอนุบาลเพชรบูรณ์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 1 การดำเนินการครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ คือ เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพชุดสื่อประสมพัฒนาทักษะการอ่านและการเขียนคำที่ประสมด้วยสระที่พบว่าเป็นปัญหา สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ตามเกณฑ์ประสิทธิภาพ 80/80 เพื่อเปรียบเทียบผลการเรียนรู้การเรียนสาระการเรียนภาษาไทย ด้านการอ่านและเขียนคำที่ประสมด้วยสระที่พบว่าเป็นปัญหา ก่อนและหลังการเรียนด้วยชุดสื่อประสมพัฒนาทักษะการอ่านและการเขียนคำที่ประสมด้วยสระที่พบว่าเป็นปัญหา และเพื่อศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ที่มีต่อการจัดการเรียนการสอนโดยใช้ชุดสื่อประสมพัฒนาทักษะการอ่านและการเขียนคำที่ประสมด้วยสระที่พบว่าเป็นปัญหา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการดำเนินการครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1/4 โรงเรียนอนุบาลเพชรบูรณ์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 1 ปีการศึกษา 2549 จำนวน 48 คน เครื่องมือที่ใช้ในการดำเนินการครั้งนี้ได้แก่ 1. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เพื่อใช้ในการทดสอบก่อนและหลังเรียน เป็นแบบทดสอบที่มีดัชนีความสอดคล้องของผู้ทรงคุณวุฒิ (IOC) ระหว่าง 0.60 ถึง 1.00 และมี ค่าดัชนีความยากง่าย (p) ตั้งแต่ 0.22 ถึง 0.79 ค่าดัชนีอำนาจจำแนกตั้งแต่ 0.20 - 0.77 และค่าดัชนีความเที่ยง (reliability) 0.86 2. ชุดสื่อประสมพัฒนาทักษะการอ่านและเขียนคำที่ประสมด้วยสระที่พบว่าเป็นปัญหา สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ประกอบไปด้วย 2.1 สื่อประสมที่นำเสนอด้วยคอมพิวเตอร์ผ่านจอโทรทัศน์ 2.2 แบบฝึกทักษะการอ่านและเขียนคำที่ประสมด้วยสระที่พบว่าเป็นปัญหา 2.3 คู่มือการใช้ชุดสื่อประสม ซึ่งชุดสื่อประสมมีความเหมาะสมโดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ตามวิธีการแบบลิเคอร์ท (Likert Scale) คือ มีค่าเฉลี่ยตั้งแต่ 4.20 ขึ้นไป และมีค่าประสิทธิภาพ 90.53/89.79 3. แบบสอบถามความคิดเห็นของนักเรียน ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดสื่อประสมพัฒนาทักษะการอ่านและเขียนคำที่ประสมด้วยสระที่พบว่าเป็นปัญหา เป็นคำถามแบบเลือกตอบว่าชอบหรือไม่ชอบ เกี่ยวกับบรรยากาศในการเรียนการสอน การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนและประโยชน์จากการเรียน มีดัชนีความสอดคล้องของผู้ทรงคุณวุฒิ (IOC) 1.00 การเก็บรวบรวมข้อมูลในการดำเนินการครั้งนี้ ผู้รายงานได้ดำเนินการเก็บข้อมูลกับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1/4 โรงเรียนอนุบาลเพชรบูรณ์ ปีการศึกษา 2549 จำนวน 48 คน โดยผู้รายงานได้ดำเนินการสอนด้วยตนเองจำนวน 20 ชั่วโมง ไม่รวมเวลาที่ใช้ในการทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน โดยผู้รายงานทำการทดสอบก่อนเรียน (Pretest) กับนักเรียนที่เป็นกลุ่มโดยใช้แบบทดสอบวัดผลการเรียนรู้ด้านการอ่านและเขียนที่ผู้รายงานสร้างขึ้น จากนั้นดำเนินการจัดการเรียนรู้ โดยใช้ชุดสื่อประสมพัฒนาทักษะการอ่านและเขียนคำที่ประสมด้วยสระที่พบว่าเป็นปัญหา กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 10 เรื่อง รวมเวลาดำเนินการสอน 10 วัน วันละ 2 ชั่วโมง รวม 20 ชั่วโมง จากนั้นทำการทดสอบหลังเรียนหลังจากการทดลองสิ้นสุดลง โดยใช้ข้อสอบแบบสลับข้อ เพื่อเปรียบเทียบผลการเรียนรู้ก่อนสอนและหลังสอน สอบถามความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดสื่อประสมพัฒนาทักษะการอ่านและเขียนคำที่ประสมด้วยสระที่พบว่าเป็นปัญหา ตรวจสอบผลการทดลอง แล้วนำผลที่ได้มาวิเคราะห์ด้วยวิธีทางสถิติ เพื่อทดสอบสมมติฐาน และแปลค่าความคิดเห็นจากแบบสอบถามที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดสื่อประสม แล้วสรุปผลการดำเนินงาน สรุปผลการดำเนินงานได้ดังนี้ 1. ชุดสื่อประสมพัฒนาทักษะการอ่านและเขียนคำที่ประสมด้วยสระที่พบว่าเป็นปัญหา สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนอนุบาลเพชรบูรณ์ มีคุณภาพและประสิทธิภาพ ดังนี้ 1.1 คุณภาพของชุดสื่อประสมพัฒนาทักษะการอ่านและการเขียนคำที่ประสมด้วยสระที่พบว่าเป็นปัญหาจากการประเมินของผู้ทรงคุณวุฒิในส่วนของสื่อประสมมีคุณภาพอยู่ในระดับดีมากที่สุด 1.2 คุณภาพของชุดสื่อประสมพัฒนาทักษะการอ่านและการเขียนคำที่ประสมด้วยสระที่พบว่าเป็นปัญหาจากการประเมินของผู้ทรงคุณวุฒิในส่วนของแบบฝึกทักษะการอ่านและ การเขียนคำมีคุณภาพอยู่ในระดับดีมาก 1.3 ประสิทธิภาพของชุดสื่อประสมพัฒนาทักษะการอ่านและเขียนคำที่ประสมด้วยสระที่พบว่าเป็นปัญหามีค่าเท่ากับ 90.53/89.79 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหลัง การจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดสื่อประสมพัฒนาทักษะการอ่านและการเขียนคำที่ประสมด้วยสระที่พบว่าเป็นปัญหา นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 มีผลการเรียนรู้ทางการเรียนสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ด้านการอ่านและการเขียนคำที่ประสมด้วยสระที่พบว่าเป็นปัญหาสูงกว่าก่อนการเรียนรู้ผ่านการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดสื่อประสมพัฒนาทักษะการอ่านและการเขียนคำที่ประสมด้วยสระที่พบว่าเป็นปัญหาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3. ความคิดเห็นของนักเรียนที่เรียนด้วยชุดสื่อประสมพัฒนาทักษะการอ่านและ เขียนคำที่ประสมด้วยสระที่พบว่าเป็นปัญหา โดยภาพรวมนักเรียนชอบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยชุดสื่อประสมพัฒนาทักษะการด้านการอ่านและเขียนคำที่ประสมด้วยสระที่พบว่าเป็นปัญหาร้อยละ 100 เมื่อพิจารณารายด้านพบว่า นักเรียนชอบด้านบรรยากาศการเรียนการสอน ด้านการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนและด้านประโยชน์จากการเรียนร้อยละ 100 เหมือนกันทุกด้าน
รายงานการสร้างและพัฒนาแบบฝึกวิชาคณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เรื่องการหารทศนิยม
[ โดย kruinfo ชม 377 ]
ความเป็นมาและความสำคัญ จากการที่ผู้วิจัยได้รับมอบหมายให้ทำการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 พบปัญหาในการจัดการเรียนการสอน จากข้อมูลย้อนหลัง 3 ปี ผู้เรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำ ผู้วิจัยได้ศึกษาและแก้ปัญหาโดยสร้างแบบฝึกทักษะการหารทศนิยม สามารถพัฒนาผู้เรียนเรื่องการหารเศษส่วนได้มากขึ้น วัตถุประสงค์ 1. เพื่อสร้างแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่องการหารทศนิยมชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75 2. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์เรื่องการหารทศนิยม ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/2 โรงเรียนชุมชนป้อมเพชรปีการศึกษา 2550 จำนวน 35 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย แบบฝึกทักษะชุด การหารทศนิยม แบบทดสอบก่อนและหลังเรียน จำนวน 30 ข้อ แบบสังเกตพฤติกรรม และตารางเก็บรวบรวมข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูล ตอนที่ 1 วิเคราะห์หาประสิทธิภาพ ของแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่องการหารทศนิยม ตามเกณฑ์ 75/75 ตอนที่ 2 การวิเคราะห์ความแตกต่างระหว่างคะแนนทดสอบก่อนเรียน และคะแนนทดสอบหลังเรียนด้วยแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่องการหารทศนิยม
รายงานผลการพัฒนาบทเรียนสำเร็จรูป เพื่อฝึกทักษะการใช้ไวยากรณ์ เรื่อง Tense กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2
[ โดย kruinfo ชม 1,390 ]
การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ โดยใช้บทเรียนสำเร็จรูปเป็นวิธีการจัดการเรียนรู้ที่ช่วยให้นักเรียนได้เรียนรู้ ได้ฝึกคิด วิเคราะห์ สังเคราะห์ด้วยตนเอง เป็นสิ่งที่ช่วยให้นักเรียนมีพัฒนาการทางการเรียนรู้ในเนื้อหาวิชาได้ดีขึ้น โดยการศึกษาค้นคว้าครั้งนี้ มีจุดมุ่งหมายเพื่อหาประสิทธิภาพของการจัดการเรียนรู้โดยใช้บทเรียนสำเร็จรูป เพื่อฝึกทักษะการใช้ไวยากรณ์ เรื่อง Tense ที่มีประสิทธิภาพ ตามเกณฑ์ 80/80 เพื่อหาดัชนีประสิทธิผลของการจัดการเรียนรู้โดยใช้บทเรียนสำเร็จรูป เพื่อฝึกทักษะไวยากรณ์เรื่อง Tense และเพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้บทเรียนสำเร็จรูป เพื่อฝึกทักษะไวยากรณ์ เรื่อง Tense กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าครั้งนี้ เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 วิทยาลัยนาฏศิลปกาฬสินธุ์ สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ ปีการศึกษา 2551 จำนวน 34 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้ามี 3 ชนิด ได้แก่ บทเรียนสำเร็จรูป เพื่อฝึกทักษะการใช้ไวยากรณ์ เรื่อง Tense จำนวน 3 เรื่อง แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนชนิดเลือกตัว 4 ตัวเลือก 1 ฉบับ จำนวน 45 ข้อ และแบบสอบถามความพึงพอใจที่มีต่อการเรียนโดยใช้บทเรียนสำเร็จรูป เพื่อฝึกทักษะการใช้ไวยากรณ์ เรื่อง Tense ชนิดมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน 10 ข้อ สถิติที่ใช้คือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ ดัชนีประสิทธิผล ผลการศึกษาค้นคว้า พบว่า 1. บทเรียนสำเร็จรูป เพื่อฝึกทักษะการใช้ไวยากรณ์ เรื่อง Tense กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่ผู้ศึกษาค้นคว้าสร้างขึ้นทั้ง 3 เรื่อง มีค่าประสิทธิภาพ (E1) และ ค่าผลลัพธ์ (E2) เท่ากับ 92.72/82.22 สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 ที่กำหนดไว้ โดยมีประสิทธิภาพแต่ละเล่ม คือ เล่มที่ 1 เรื่อง Present Continuous Tense มีค่าประสิทธิภาพ (E1) และ ค่าผลลัพธ์ (E2) เท่ากับ 87.70/81.80 เล่มที่ 2 เรื่อง Past Simple Tense มีค่าประสิทธิภาพ (E1) และ ค่าผลลัพธ์ (E2) เท่ากับ 88.00/83.53 เล่มที่ 3 เรือง Present Perfect Tense มีค่าประสิทธิภาพ (E1) และ ค่าผลลัพธ์ (E2) เท่ากับ 87.25/83.33 2. ค่าดัชนีประสิทธิผลของการจัดการเรียนรู้โดยใช้บทเรียนสำเร็จรูป เพื่อฝึกทักษะการใช้ไวยากรณ์ เรื่อง Tense มีค่าเท่ากับ 0.6174 แสดงว่านักเรียนมีความก้าวหน้าในการเรียนเพิ่มขึ้นคิดเป็นร้อยละ 61.74 3. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีความพึงพอใจต่อการเรียนโดยใช้บทเรียนสำเร็จรูป เพื่อฝึกทักษะการใช้ไวยากรณ์ เรื่อง Tense โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด โดยสรุป การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ โดยใช้บทเรียนสำเร็จรูป เพื่อฝึกทักษะการใช้ไวยากรณ์ เรื่อง Tense กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่ผู้ศึกษาค้นคว้าพัฒนาขึ้น มีประสิทธิภาพค่อนข้างสูง นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้นจากทดสอบหลังเรียนเมื่อเทียบกับการทดสอบก่อนเรียน และนักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนโดยใช้บทเรียนสำเร็จรูป จึงเห็นว่าการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้บทเรียนสำเร็จรูป มีความเหมาะสมกับสถานการณ์ การเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ)
บทเรียนสำเร็จรูป ชุดขนมไทย..ใจรักษ์..แสนอร่อย กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี วิชา งานขนมไทย ง 30203 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2
[ โดย kruinfo ชม 642 ]
บทคัดย่อ การรายงานครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาบทเรียนสำเร็จรูป ชุดขนมไทย..ใจรักษ์.. แสนอร่อย กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี วิชา งานขนมไทย ง 30203 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ให้มีประสิทธิภาพ ตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนการเรียนและหลังการเรียน เมื่อใช้บทเรียนสำเร็จรูป ชุดขนมไทย..ใจรักษ์..แสนอร่อย กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี วิชา งานขนมไทย ง 30203 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 และเพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่เรียนด้วยบทเรียนสำเร็จรูป ชุดขนมไทย..ใจรักษ์..แสนอร่อย กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี วิชา งานขนมไทย ง 30203 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/2 โรงเรียน วัดราษฎร์บำรุง (งามศิริวิทยาคาร) สำนักงานเขตบางแค กรุงเทพมหานคร ปีการศึกษา 2549 จำนวน 1 ห้องเรียน จำนวน 36 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ บทเรียนสำเร็จรูป ชุดขนมไทย..ใจรักษ์..แสนอร่อย กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี วิชา งานขนมไทย ง 30203 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 10 เรื่อง แบบทดสอบก่อนการเรียนและหลังการเรียนของ บทเรียนสำเร็จรูป ชุดขนมไทย..ใจรักษ์..แสนอร่อย กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี วิชา งานขนมไทย ง 30203 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เป็นแบบปรนัย 4 ตัวเลือก จำนวน 10 เรื่อง เรื่องละ 10 ข้อ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของบทเรียนสำเร็จรูป ชุดขนมไทย..ใจรักษ์..แสนอร่อย กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี วิชา งานขนมไทย ง 30203 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เป็นแบบปรนัย 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ และแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่เรียนด้วยบทเรียนสำเร็จรูป ชุดขนมไทย..ใจรักษ์..แสนอร่อย กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี วิชา งานขนมไทย ง 30203 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 การวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการหาค่า ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที (t
การพัฒนาเทคนิคการปั้นไม้ดอกไม้ประดับจากดิน ไทยโดยใช้เอกสารประกอบการเรียนรู้ เรื่องดอกไม้ประดิษฐ์จากดินไทย กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (สาระเพิ่มเติม) นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5โรงเรียนลับแลศรีวิทยา อำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ ส
[ โดย kruinfo ชม 1,193 ]
บทคัดย่อ การพัฒนาเทคนิคการปั้นไม้ดอกไม้ประดับจากดินไทยโดยใช้เอกสาร ประกอบการเรียนรู้ เรื่อง ดอกไม้ประดิษฐ์จากดินไทย กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (สาระเพิ่มเติม) นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนลับแลศรีวิทยา อำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุตรดิตถ์ เขต 1 สำนักงานคณะกรรมการ การศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวง ศึกษาธิการ วัตถุประสงค์เพื่อสร้างเอกสารประกอบการเรียนรู้และศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนด้วยเอกสารประกอบการเรียนรู้สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 5 โรงเรียนลับแลศรีวิทยา ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนลับแลศรีวิทยา อำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุตรดิตถ์ เขต 1 จำนวน 11 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง ดอกไม้ประดิษฐ์จากดินไทย 2) เอกสารประกอบการเรียนรู้ เรื่อง ดอกไม้ประดิษฐ์จากดินไทย 3) คู่มือการใช้เอกสารประกอบการเรียนรู้ เรื่อง ดอกไม้ประดิษฐ์จากดินไทย 4) แบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน เรื่อง ดอกไม้ประดิษฐ์จากดินไทย 5) แบบตรวจสอบความพึงพอใจในการเรียนเอกสาร ประกอบการเรียนรู้ เรื่อง ดอกไม้ประดิษฐ์จากดินไทย ผลการพัฒนาพบว่า 1. ด้านผลการวิเคราะห์ข้อมูลเปรียบเทียบค่าประสิทธิภาพของเอกสาร ประกอบการเรียนรู้ เรื่องดอกไม้ประดิษฐ์จากดินไทย มีค่าประสิทธิภาพระหว่างเรียนและหลังเรียนสูงกว่าเกณฑ์ที่ กำหนดไว้ 80/80 ที่ตั้งไว้คือ 80.42/85.70 2. ด้านผลการวิเคราะห์ข้อมูลเปรียบเทียบจากผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ก่อนเรียนหลังเรียนด้วยแบบฝึกทักษะงานประดิษฐ์ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนลับแลศรีวิทยา อำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุตรดิตถ์ เขต 1 จำนวน 11 คน ได้คะแนนจากผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนด้วยเอกสารประกอบ การเรียนรู้ ได้คะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 18.36 คิดเป็นร้อยละ 61.21 และได้คะแนนจากผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนจากการ ใช้ เอกสารประกอบการเรียนรู้ เรื่องดอกไม้ประดิษฐ์จากดินไทย ได้คะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 24.91 คิดเป็นร้อยละ 83.03 ซึ่งมีคะแนนแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ ระดับ .05 3. ด้านผลการวิเคราะห์ข้อมูลจากแบบตรวจสอบความพึงพอใจในการเรียน พบว่า แบบตรวจสอบความพึงพอใจในการเรียนเอกสารประกอบการเรียนรู้< span style="mso-spacerun: yes;"> เรื่องดอกไม้ประดิษฐ์จากดินไทย นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนลับแลศรีวิทยา อำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุตรดิตถ์ เขต 1 จำนวน 11 คน มีความพึงพอใจเอกสารประกอบการเรียนรู้ เรื่องดอกไม้ประดิษฐ์จากดินไทย เป็นค่าเฉลี่ยรวม 4.43 ซึ่งอยู่ในระดับพึงพอใจมากที่สุด เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อพบว่า นักเรียนชอบเรียนจากแบบฝึกทักษะงานประดิษฐ์ เรื่องการประดิษฐ์ วัสดุและเศษวัสดุเป็นของประดับตกแต่ง มีการนำสื่อเทคโนโลยีมาใช้ทำให้การเรียนสนุกไม่น่าเบื่อเป็นอันดับ แรก อยู่ในระดับพึงพอใจมากที่สุดคิดเป็นค่าเฉลี่ย 4.72 รองลงมามีความพึงพอใจชอบเรียนจากแบบฝึกทักษะงานประดิษฐ์ เรื่องการประดิษฐ์วัสดุและเศษวัสดุเป็นของประดับตกแต่ง มีภาพสีสวยงามน่าสนใจ อยู่ในระดับพึงพอใจมากที่สุดคิดเป็นค่าเฉลี่ย 4.52 และมีความพึงพอใจแบบฝึกทักษะงานประดิษฐ์ เรื่องการประดิษฐ์วัสดุและเศษวัสดุเป็นของประดับตกแต่ง เนื้อหาแปลกใหม่ทันสมัยเหมาะสม อยู่ในระดับพึงพอใจมาก คิดเป็นค่าเฉลี่ย 4.48 และมีความพึงพอใจในแบบฝึกทักษะงานประดิษฐ์ เรื่องการประดิษฐ์วัสดุและเศษวัสดุเป็นของประดับ ตกแต่ง มีภาพแสดงประกอบขั้นตอนการทำงานชัดเจน อยู่ในระดับพึงพอใจมาก คิดเป็นค่าเฉลี่ย 4.40 และมีความพึงพอใจในแบบฝึกทักษะงานประดิษฐ์ เรื่องการประดิษฐ์วัสดุและเศษวัสดุเป็นของประดับ ตกแต่ง ศึกษาขั้นตอนการทำงานเข้าใจง่ายไม่สับสน อยู่ในระดับพึงพอใจมาก คิดเป็นค่าเฉลี่ย 4.32 และ มีความพึงพอใจแบบฝึกทักษะงานประดิษฐ์ ในด้านนักเรียนชอบเรียนจากแบบฝึกทักษะงานประดิษฐ์ เรื่องการประดิษฐ์วัสดุและเศษวัสดุเป็นของประดับตกแต่ง อยู่ในระดับพึงพอใจมาก คิดเป็นค่าเฉลี่ย 4.16 ตามลำดับ
รายงานการประเมินโครงการการขับเคลื่อนคุณธรรมนำความรู้สู่เศรษฐกิจพอเพียง
[ โดย kruinfo ชม 155 ]
รายงานนี้มีวัตถุประสงค์หลัก 2 ประการเพื่อ (1) ศึกษาผลสำเร็จของการดำเนินโครงการเศรษฐกิจพอเพียงโรงเรียนสุนทโรเมตตาประชาสรรค์ และ (2) ศึกษาความพึงพอใจของผู้เกี่ยวข้องในการดำเนินโครงการเศรษฐกิจพอเพียงของโรงเรียนสุนทโรเมตตาประชาสรรค์ โดยใช้รูปแบบจำลองซิปป์ของสตัฟเฟิ่ลบีม (Stufflebeam
การใช้แบบฝึกเสริมทักษะการอ่านและเขียนมาตราตัวสะกด ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2/3 โรงเรียนวัดจันทร์ประดิษฐาราม สำนักงานเขตภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร
[ โดย kruinfo ชม 303 ]
การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อหาประสิทธิภาพของแบบฝึกเสริมทักษะการอ่านและการเขียนมาตราตัวสะกด กลุ่มสาระการเรียนรู้ ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ให้มีประสิทธิภาพตาม เกณฑ์ 80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ที่เรียนรู้โดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะการอ่านและการเขียนมาตราตัวสะกด กลุ่มสาระการเรียนรู้ ภาษาไทย ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน 3) เพื่อศึกษา ความพึงพอใจของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 2 ที่มีต่อกิจกรรมการเรียนรู้โดย ใช้แบบฝึกเสริมทักษะการอ่านและการเขียน มาตราตัวสะกด กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย เป็นนักเรียนใน ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 2/3โรงเรียนวัดจันทร์ประดิษฐาราม สำนักงานเขตภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร จำนวน 38 คน เครื่องมือที่ใช้ ในการวิจัย ได้แก่ แบบทดสอบเครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าครั้งนี้มี 3 ชนิด ได้แก่ 1) แบบฝึกเสริมทักษะการอ่านและการ เขียนมาตราตัวสะกด กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 9 เล่ม แบบฝึกแต่ละเล่ม ประกอบด้วยแบบฝึกทักษะ 7 แบบฝึกย่อยกับ1 กิจกรรมรวมทั้งสิ้น 63 แบบฝึกย่อย กับ 9 กิจกรรม โดยสอนแต่ละครั้งใช้แบบฝึกเสริมทักษะ ครั้งละ 1 เล่ม เล่มละ 7 แบบฝึกย่อยและ 1 กิจกรรม 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางเรียนแบบฝึกเสริม .ทักษะการอ่านและการเขียนมาตราตัวสะกด กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 30 ข้อ เป็นข้อสอบแบบปรนัย ชนิดเลือกตอบ 3 ตัวเลือก 3) แบบวัดความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อกิจกรรมการเรียนรู้ โดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะ ซึ่งเป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน 10 ข้อ ผลการวิจัยพบว่า 1) การวิเคราะห์หาประสิทธิภาพแบบฝึกเสริมทักษะการอ่านและเขียนมาตราตัว สะกด กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย พบว่าแบบฝึกเสริมทักษะทั้ง 9 เล่ม มีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด 80/80 เป็นไปตามสมมติฐานที่วางไว้ 2) การศึกษาเปรียบเทียบผล สัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ที่เรียนรู้ โดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะ การอ่านและการเขียนมาตราตัวสะกด กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย พบว่ามีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) นักเรียนมีความพึงพอใจต่อกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะการอ่านและการเขียนมาตราตัวสะกด กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย เฉลี่ยเท่ากับ 2.64 ซึ่งแสดงว่านักเรียนมีความพึงพอใจอยู่ ในระดับมาก
ผลการใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน (CAI) เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่อง เครื่องดนตรีไทย ของนักเรียน ช่วงชั้นที่ 3 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1โรงเรียนท่าเกษมพิทยา อำเภอเมืองสระแก้ว จังหวัดสระแก้ว
[ โดย kruinfo ชม 232 ]
บทคัดย่อ การศึกษาในครั้งนี้ มีความมุ่งหมายเพื่อพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน (CAI) เรื่อง เครื่องดนตรีไทย สำหรับนักเรียนช่วงชั้นที่ 3 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน ความคงทนในการเรียนรู้และศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน (CAI) เรื่อง เครื่องดนตรีไทย กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนช่วงชั้นที่ 3 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2550 โรงเรียนท่าเกษมพิทยา อำเภอเมืองสระแก้ว จังหวัดสระแก้ว จำนวน 34 คน โดยการสุ่มแบบเจาะจง และใช้รูปแบบการศึกษาแบบ One-Group Pretest-Posttest Design เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาคือบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน(CAI) เรื่อง เครื่องดนตรีไทย แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบประเมินประสิทธิภาพบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน(CAI) สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบสมมติฐานการเปรียบเทียบความแตกต่างใช้ Dependent Sample t-test ผลการศึกษาปรากฏดังนี้ 1. บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน (CAI) เรื่อง เครื่องดนตรีไทย ของ นักเรียนช่วงชั้นที่ 3 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนท่าเกษมพิทยา อำเภอเมืองสระแก้ว จังหวัดสระแก้ว มีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์ประสิทธิภาพ 80/80 ที่กำหนดไว้ 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน (CAI) เรื่อง เครื่องดนตรีไทย โดยมีผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน ซึ่งแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 3. คะแนนเฉลี่ยของการทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์หลังเรียนและ ติดตามผล จากการเรียนโดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน (CAI) เรื่องเครื่องดนตรีไทย ของนักเรียนช่วงชั้นที่ 3 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 แตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ แสดงว่านักเรียนมีความคงทนในการเรียนรู้ สามารถจำชื่อและเสียงของเครื่องดนตรีไทยประเภทต่างๆ ได้ 4. ความพึงพอใจของนักเรียนต่อการเรียนโดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน(CAI) เรื่องเครื่องดนตรีไทย โดยรวมและรายข้ออยู่ในระดับดีมาก
ผลการใช้แบบฝึกทักษะเพื่อพัฒนาความสามารถในการเขียนภาษาอังกฤษ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4
[ โดย kruinfo ชม 254 ]
บทคัดย่อ การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1) เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะเพื่อพัฒนาความสามารถในการเขียนภาษาอังกฤษ ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80 / 80 2) เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะเพื่อพัฒนาความสามารถในการเขียนภาษาอังกฤษ 3) เพื่อศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อแบบฝึกทักษะเพื่อพัฒนาความสามารถในการเขียนภาษาอังกฤษ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ขอบเขตการวิจัย โดยศึกษาจากประชากรจำนวน 17 คน ด้านเนื้อหา เป็นเนื้อหาในกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2544 และหลักสูตรสถานศึกษา โรงเรียนบ้านบุญเรือง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเชียงราย เขต 4 จำนวน 2 หน่วยการเรียน ดังนี้ Myself และ Family รวมทั้งสิ้น 28 ชั่วโมง เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล มี 5 ชนิด ที่ผู้ศึกษาได้จัดสร้างขึ้นเอง ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง การใช้แบบฝึกทักษะเพื่อพัฒนาความสามารถในการเขียนภาษาอังกฤษ 2) แบบฝึกทักษะเพื่อพัฒนาความสามารถในการเขียนภาษาอังกฤษ 3) แบบทดสอบก่อนและหลังเรียนการแบบฝึกทักษะเพื่อพัฒนาความสามารถในการเขียนภาษาอังกฤษ 4) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะเพื่อพัฒนาความสามารถในการเขียนภาษาอังกฤษ 5) แบบสอบถามความคิดเห็นของผู้เรียนที่มีต่อแบบฝึกทักษะเพื่อพัฒนาความสามารถในการเขียนภาษาอังกฤษ การวิเคราะห์ข้อมูล ของการหาประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะโดยใช้ค่า E1 / E2 การหาค่าความยากง่าย ค่า อำนาจจำแนก และค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และค่าความสอดคล้องของแบบสอบถามความคิดเห็น โดยการหาค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานในรูปตารางประกอบคำอธิบาย ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. ประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะเพื่อพัฒนาความสามารถในการเขียนภาษาอังกฤษ คะแนนแบบฝึกทักษะ แบบฝึกทักษะชุดที่ 1-4 จากหน่วยการเรียน Myself และหน่วย Family มีค่าเฉลี่ยร้อยละ 84.12/84.51 มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 ที่กำหนดไว้ 2. ผล สัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียน หลังการใช้แบบฝึกทักษะเพื่อพัฒนาความสามารถในการเขียนภาษาอังกฤษมี คะแนนเฉลี่ยร้อยละ 84.51 สูงกว่าเกณฑ์ที่สถานศึกษากำหนดร้อยละ 75 3. ความ คิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อแบบฝึกทักษะ เพื่อพัฒนาความสามารถในการเขียนภาษาอังกฤษ ความคิดเห็นของนักเรียน ที่มีต่อแบบฝึกทักษะเพื่อพัฒนาความสามารถในการเขียนภาษาอังกฤษ ในภาพรวมมีค่าเฉลี่ย 4.28 อยู่ในระดับเห็นด้วยมาก
การพัฒนาการจัดการเรียนรู้สาระสุขศึกษาและพลศึกษาหน่วยที่ 4 พัฒนาทักษะกีฬาพัฒนากำลัง(วอลเลย์บอล) โดยใช้แบบฝึกทักษะขั้นพื้นฐานกีฬาวอลเลย์บอลสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านโคกกรม ปีการศึกษา 2550
[ โดย kruinfo ชม 294 ]
รายงานการพัฒนาการจัดการเรียนรู้สาระสุขศึกษาและพลศึกษา หน่วยที่ 4 พัฒนาทักษะกีฬาพัฒนากำลัง(วอลเลย์บอล) โดยใช้แบบฝึกทักษะขั้นพื้นฐานกีฬาวอลเลย์บอลสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5โรงเรียนบ้านโคกกรม ปีการศึกษา 2550 มีวัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนาแบบฝึกทักษะขั้นพื้นฐานกีฬาวอลเลย์บอล สำหรับนักเรียนชั้นระถมศึกษาปีที่ 5 ที่เป็นสื่อสิ่งพิมพ์ชนิดหนึ่งที่มีประสิทธิภาพ 80/80 ศึกษาดัชนีประสิทธิผลของแบบฝึกทักษะขั้นพื้นฐานกีฬาวอลเลย์บอลสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่ใช้เป็นสื่อหลักประกอบการเรียนการสอน ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียน ที่มีต่อการใช้แบบฝึกทักษะขั้นพื้นฐานกีฬาวอลเลย์บอลสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่ใช้เป็นสื่อหลักประกอบการเรียนการสอน และ ศึกษาความพึงพอใจของผู้ปกครองนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่มีต่อการใช้แบบฝึกทักษะขั้นพื้นฐานกีฬาวอลเลย์บอล สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่ใช้เป็นสื่อหลักประกอบการเรียนการสอน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้า คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านโคกกรม ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2550 จำนวน 23 คน ที่ได้มาโดยการเลือกทั้งหมด เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าได้แก่ แบบฝึกทักษะขั้นพื้นฐานกีฬาวอลเลย์บอล สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่ใช้ประกอบการเรียนการสอนเป็นสื่อหลักที่มีค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC : Index of Item
รายงานผลการพัฒนาหนังสือส่งเสริมการอ่านกลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษาชุดเพื่อการเรียนรู้เกี่ยวกับสุขบัญญัติ 10 ประการ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1
[ โดย kruinfo ชม 978 ]
รายงานผลการพัฒนาหนังสือส่งเสริมการอ่าน จัดทำขึ้นเพื่อรายงานการใช้นวัตกรรม คือหนังสือส่งเสริมการอ่านกลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชุดเพื่อการเรียนรู้เกี่ยวกับสุขบัญญัติ 10 ประการ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ที่ใช้ศึกษาและทดลอง กับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนวัดท่ามะขาม สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาราชบุรี เขต 2 ซึ่งมีวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1). เพื่อสร้างหนังสือส่งเสริมการอ่านกลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชุดเพื่อการเรียนรู้เกี่ยวกับสุขบัญญัติ 10 ประการ 2). เพื่อหาประสิทธิภาพของหนังสือส่งเสริมการอ่านกลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชุดเพื่อการเรียนรู้เกี่ยวกับสุขบัญญัติ10 ประการ จำนวน 10 เล่ม 3).เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่นักเรียนชั้นประถมปีที่ 1/1 ปีการศึกษา2550 โรงเรียนวัดท่ามะขาม สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาราชบุรี เขต 2 จำนวน 22 คน เนื้อหาที่ใช้ในการศึกษาทดลอง เป็นเนื้อหาในกลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษาตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานพ.ศ.2544 เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาทดลอง ได้แก่หนังสือส่งเสริมการอ่านกลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชุดเพื่อการเรียนรู้เกี่ยวกับสุขบัญญัติ 10 ประการ จำนวน 10 เล่ม แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ที่สร้างขึ้นจำนวน 20 ข้อ สถิติที่ใช้ได้แก่ การหาค่าเฉลี่ย การหาประสิทธิภาพและ t
รายงานผลการใช้แบบฝึกเสริมทักษะการเขียนสะกดคำที่ไม่ตรงมาตราตัวสะกด ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4
[ โดย kruinfo ชม 233 ]
การรายงานครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ 1. เพื่อรายงานผลการใช้แบบฝึกเสริมทักษะการเขียนสะกดคำที่ไม่ตรงมาตราตัวสะกด แม่กก แม่กบ แม่กด แม่กน จำนวน 8 ชุด ที่มีประสิทธิภาพ ตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 2. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน ก่อนและ หลังเรียนโดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะการเขียนสะกดคำที่ไม่ตรงมาตราตัวสะกด 3. เพื่อศึกษา ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อแบบฝึกเสริมทักษะ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนกองทัพบกอุทิศบ้านดอนยางอำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี ปีการศึกษา 2551 จำนวน 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ประกอบด้วย แบบฝึกเสริมทักษะการเขียนสะกดคำที่ไม่ตรงมาตราตัวสะกด แม่กก แม่กบ แม่กด แม่กน จำนวน 8 ชุด ใช้เวลาการสอน 16 ชั่วโมง และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จำนวน 50 ข้อ แบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียน ที่มีต่อแบบฝึกเสริมทักษะ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ค่าสถิติ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และ ค่า t &#8211; test ผลการรายงานพบว่า 1. แบบฝึกเสริมทักษะการเขียนสะกดคำที่ไม่ตรงมาตราตัวสะกด แม่กก แม่กบ แม่กด แม่กน มีประสิทธิภาพ 85.74/86.20 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 ที่ตั้งไว้ 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหลังเรียนโดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะการเขียน สะกดคำ ที่ไม่ตรงมาตราตัวสะกด สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 3. นักเรียน มีความพึงพอใจต่อแบบฝึกเสริมทักษะการเขียนสะกดคำที่ไม่ตรงมาตราตัวสะกด อยู่ในระดับมาก
การพัฒนาทักษะการเรียน เรื่อง โรคไข้เลือดออก โดยใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-Book)
[ โดย kruinfo ชม 246 ]
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ คือ 1) เพื่อพัฒ นาและหาประสิทธิภาพของหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ เรื่อง โรคไข้เลือดออก กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนวัดรางเสน่ห์นครจันทร์ ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษาของนักเรียนที่เรียนด้วยหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ เรื่อง โรคไข้เลือดออก ก่อนและหลังการเรียน 3) เพื่อศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อการใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย เป็นนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2550 โรงเรียนวัดรางเสน่ห์นครจันทร์ อำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี จำนวน 13 คน (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ เรื่อง โรคไข้เลือดออก กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา เรื่อง โรคไข้เลือดออก แบบสัมภาษณ์นักเรียนเพื่อศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนเกี่ยวกับการใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ สถิติที่ใช้คือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและ t-test (Dependent Samples) ผลการวิจัย 1. การจัดการเรียนรู้โดยหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ เรื่อง โรคไข้เลือดออก กลุ่มสาระ การเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ที่พัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพ 82.90/83.84 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ( = 4.53, S.D. = 0.77) และหลังเรียน ( = 8.38, S.D. = 1.04) แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 3. การวิเคราะห์ความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อการใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ เรื่อง โรคไข้เลือดออก กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ดังนี้ นักเรียนส่วนมากชอบเรียนด้วยหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ ทำให้นักเรียนมีความสุข สนุกกับการเรียน ได้ช่วยกันคิดและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับเพื่อนๆ ทำให้พวกเขามีความกระตือรือร้นในการเรียนและเกิดความมั่นใจ ในตนเอง
รายงานการพัฒนา และผลการใช้สื่อประสม ชุดแบบฝึกทักษะ ด้านการสื่อสารภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวันของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนวัดจันทร์ประดิษฐาม เขตภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร
[ โดย kruinfo ชม 278 ]
บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมาย 2 ประการ คือ เพื่อพัฒนาสื่อประสม ชุดแบบฝึกทักษะ ด้านการสื่อสารภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวัน สำหรับนัก เรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ให้มีประสิทธิภาพเป็นไปตามเกณฑ์ 80/80 และ เพื่อนำสื่อประสมที่พัฒนาขึ้นไปทดลอง ใช้กับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่ได้รับ การสอนโดยใช้สื่อ ประสมกับการสอนตามปกติ เจตคติต่อภาษาอังกฤษด้านการสื่อสารของ นักเรียนกลุ่มทดลองก่อนและหลังการเรียนด้วยสื่อประสม และความพึงพอใจ ของนักเรียนใน การเรียนรู้ด้วยสื่อประสม กลุ่มตัวอย่างในการทดลองสอนเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ปีการ ศึกษา 2551 โรงเรียนวัดจันทร์ประดิษฐาราม เขตภาษีเจริญ กรุงเทพมหนคร จำนวน 90 คน ที่ได้มาโดยการสุ่มอย่างง่าย แบ่งเป็นกลุ่มควบคุม 45 คน ได้ รับการสอนตามปกติ และกลุ่ม ควบคุม 45 คน ได้รับการสอนโดยใช้สื่อประสม 9 หน่วย คือ หน่วยที่ 1 เรื่อง Special Day หน่วยที่ 2 เรื่อง Time and Schedule หน่วยที่ 3 เรื่อง Present Tense หน่วยที่ 4 เรื่อง Past Tense หน่วยที่ 5 เรื่อง Future Tense หน่วยที่ 6 เรื่อง Family Tree หน่วยที่ 7 เรื่อง Adjective หน่วยที่ 8 เรื่อง Comparison หน่วยที่ 9 เรื่อง What
การพัฒนาแบบฝึกเสริมทักษะภาษาไทย เรื่อง การอ่านและการเขียนชุดคำที่สะกดไม่ตรงตามมาตรา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2
[ โดย kruinfo ชม 338 ]
วัตถุประสงค์การพัฒนา 1. เพื่อสร้างแบบฝึกเสริมทักษะภาษาไทยเรื่องการอ่านและการเขียนชุดคำที่สะกดไม่ตรงตามมาตราให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทยเรื่องการอ่านและการเขียนชุดคำที่สะกดไม่ตรงตามมาตรา ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2/2 ก่อนเรียนและหลังเรียน โดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะภาษาไทย 3. เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2/2 โรงเรียนวัดปากน้ำฝั่งเหนือที่มีต่อแบบฝึกเสริมทักษะภาษาไทย เรื่องการอ่านและการเขียนชุดคำที่สะกดไม่ตรงตามมาตรา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการพัฒนาครั้งนี้เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2/2 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2551 เครื่องมือที่ใช้ในการพัฒนาคือ แบบฝึกเสริมทักษะภาษาไทยเรื่องการอ่านและการเขียนชุดคำที่สะกดไม่ตรงตามมาตรา จำนวน 4 เล่ม และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานและทดสอบสมมุติฐาน โดยใช้ T- test ( Dependent Sample ) ค่าความเชื่อมั่นสัมประสิทธิ์ ผลการพัฒนาพบว่า 1. แบบฝึกหัดเสริมทักษะภาษาไทยเรื่องการอ่านและการเขียนชุดคำที่สะกดไม่ตรงตามมาตรา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 มีประสิทธิภาพ 90.00 / 82.80ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 ที่ตั้งไว้ 2. การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ก่อนและหลังการเรียนโดย ใช้แบบฝึกเสริมทักษะภาษาไทย พบว่า หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 3. ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2/2 โรงเรียนวัดปากน้ำฝั่งเหนือ สำนักงานเขตตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร มีความพึงพอใจต่อแบบฝึกเสริมทักษะภาษาไทยเรื่องการอ่านและการเขียนชุดคำที่สะกดไม่ตรงตามมาตรา อยู่ในระดับ ค่าความเชื่อมั่น 0.87
การประเมินโครงการรักการอ่านของโรงเรียนคลองปักหลัก สำนักงานเขตประเวศ กรุงเทพมหานคร
[ โดย kruinfo ชม 234 ]
บทคัดย่อ การประเมินโครงการในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ของการประเมินโครงการเพื่อประเมินผล การดำเนินงานโครงการรักการอ่านของนักเรียนช่วงชั้นที่ 3 โรงเรียนคลองปักหลัก สำนักงานเขตประเวศ กรุงเทพมหานคร ตามความคิดเห็นของครู นักเรียน และผู้ปกครอง ใน 4 ด้าน ดังนี้ 1) ด้านบริบท (Context) 2) ด้านปัจจัยเบื้องต้น (Input) 3) ด้านกระบวนการ (Process) และ 4) ด้านผลผลิต (Product) ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นผู้บริหารและครูผู้สอน นักเรียน และผู้ปกครองนักเรียนช่วงชั้นที่ 3 โรงเรียนคลองปักหลัก สำนักงานเขตประเวศ สังกัดกรุงเทพมหานคร ประจำปีการศึกษา 2551 จำนวน 666 คน โดยแบ่งเป็นผู้บริหารครู จำนวน 40 คน เป็นผู้อำนวยการจำนวน 1 คน เป็นรองผู้อำนวยการ จำนวน 2 คน และเป็นครูจำนวน 37 คน และเป็นนักเรียนช่วงชั้นที่ 3 จำนวน 313 คน โดยเป็นนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 1 จำนวน 138 คน นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 114 คน และนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 61 คน และผู้ปกครองนักเรียน จำนวน 313 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าในครั้งนี้เป็นแบบสอบถามแบบประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน 3 ฉบับ สรุปผลการวิจัยได้ดังนี้ 1. ผู้บริหารและครูผู้สอนมีการประเมินโครงการรักการอ่านในภาพรวม อยู่ในระดับมาก (Mean = 3.93, S.D. = 0.58) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ผู้บริหารและบุคลากรประเมินโครงการรักการอ่านทั้ง 4 ด้าน ได้แก่ ด้านบริบท ด้านปัจจัยเบื้องต้น ด้านกระบวนการดำเนินงา และด้านผลผลิต อยู่ในระดับมาก โดยมีค่าเฉลี่ยอยู่ระหว่าง 3.62 &#8211; 4.36 ซึ่งด้านบริบทมีคะแนนเฉลี่ยสูงสูง (Mean = 4.36) รองลงมาเป็นด้านกระบวนการ((Mean = 4.00) ส่วนลำดับที่สามเป็นด้านปัจจัยเบื้องต้น (Mean = 3.73) ในขณะที่คะแนนของโครงการรักการอ่านด้านผลผลิต มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด (Mean = 3.62) 2. นิสัยรักการอ่านของนักเรียนอยู่ในระดับมาก (Mean = 3.69, S.D. = 0.78) เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่า มีคะแนนเฉลี่ยอยู่ระหว่าง 3.12 &#8211; 4.37 โดยคะแนนเฉลี่ยความต้องการให้มีการจัดมุมหนังสือไว้ในห้องเรียน และมีหนังสือหลากหลาย สูงที่สุด (Mean = 4.37) รองลงมาเป็นต้องการให้ห้องสมุด ซื้อหนังสือใหม่ๆมาให้นักเรียนอ่านประจำ (Mean = 4.30) ส่วนลำดับที่สามนักเรียนคิดว่าการอ่านหนังสือทำให้เรามีความรู้มากมาย (Mean = 4.25) ในขณะที่นักเรียนชอบ กิจกรรมการแข่งขันตอบปัญหาต่างๆจากห้องสมุด เมื่อนักเรียนได้หนังสือมาจะจัดเก็บเป็นอย่างดี และนักเรียนคอยระมัดระวังดูแลหนังสือไม่ให้ชำรุดฉีกขาดอยู่เสมอ มีคะแนนเฉลี่ยเป็นสามลำดับสุดท้าย โดยมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.28, 3.24 และ 3.12 ตามลำดับ 3. ผู้ปกครองมีความพึงพอใจต่อโครงการรักการอ่านในภาพรวม อยู่ในระดับมาก (Mean = 4.09, S.D. = 0.60) เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่า มีคะแนนเฉลี่ยอยู่ระหว่าง 3.86 &#8211; 4.31 โดยผู้ปกครองมีความพึงพอใจต่อการดำเนินโครงการรักการอ่านเป็นการกระตุ้นให้นักเรียนมีนิสัยรักการอ่านใฝ่รู้ใฝ่เรียนสูงที่สุด (Mean = 4.31) รองลงมาผู้ปกครองพึงพอใจที่จะส่งเสริมและสนับสนุนให้เด็กนิสัยรักการอ่าน (Mean = 4.29) ส่วนลำดับที่สามมีความพึงพอใจต่อโครงการรักการอ่านมีประโยชน์ต่อนักเรียน (Mean = 4.24) ในขณะที่ผู้ปกครองมีความพึงพอใจที่โรงเรียนได้ส่งเสริมให้นักเรียนทำกิจกรรมรักการอ่านร่วมกับผู้ปกครอง มีคะแนนเฉลี่ยต่ำสุด (Mean = 3.86)
แบบฝึกเสริมทักษะการเขียนคำคล้องจ้อง สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3
[ โดย kruinfo ชม 307 ]
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของแบบฝึกเสริมทักษะการเขียนคำคล้องจอง ตามเกณฑ์ 80/80 สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ระหว่างก่อนและหลังการใช้แบบฝึกเสริมทักษะการเขียนคำคล้องจอง ประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2550 โรงเรียนไทยรัฐวิทยา 41 อำเภอสนามชัยเขต สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาฉะเชิงเทรา เขต 2 จำนวน 21 คน ผู้รายงานได้สร้างแบบฝึกเสริมทักษะการเขียนคำคล้องจอง สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 4 ตอน 34 แบบฝึก เครื่องมือที่ใช้ในการหาประสิทธิภาพของแบบฝึก คือแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ การเขียนคำคล้องจอง จำนวน 20 ข้อ ผลการศึกษาพบว่า แบบฝึกเสริมทักษะการเขียนคำคล้องจอง สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่สร้างขึ้นมีประสิทธิภาพ 85.69 / 86.19 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ และมีผลสัมฤทธิ์การเขียนคำคล้องจอง ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 หลังการใช้แบบฝึกเสริมทักษะการเขียนคำคล้องจอง สูงกว่าก่อนใช้แบบฝึกเสริมทักษะการเขียนคำคล้องจอง และแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
การพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง การลำเลียงสารในสิ่งมีชีวิต รายวิชาชีววิทยา สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4
[ โดย kruinfo ชม 333 ]
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง การลำเลียงสารในสิ่งมีชีวิต รายวิชาชีววิทยา สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 ศึกษาผลการใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง การลำเลียงสารในสิ่งมีชีวิต รายวิชาชีววิทยา สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ให้สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดเกินร้อยละ 80 และเพื่อศึกษาความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนที่สร้างขึ้น กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2550 โรงเรียนวังรางพิทยาคม อำเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา จำนวน 25 คนได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) ผู้วิจัยใช้เทคนิคการวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi -Experimental Research) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าประกอบด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่องการลำเลียงสารในสิ่งมีชีวิต รายวิชาชีววิทยา สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนจำนวน 20 ข้อ และแบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน สถิติที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าคือค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่า t-test แบบ one sample ผลการศึกษาค้นคว้า พบว่า 1. ประสิทธิภาพของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง การลำเลียงสารในสิ่งมีชีวิต รายวิชาชีววิทยา สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ได้เท่ากับ 89.00/90.60 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด 80/80 2. การทดลองสอนโดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนพบว่า นักเรียนมีคะแนนเฉลี่ย หลังเรียนเท่ากับ 18.12 และเมื่อทดสอบความแตกต่างของค่าเฉลี่ย โดยการทดสอบค่า t
การสร้างชุดแบบฝึกเสริมทักษะการบวกและการลบ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1
[ โดย kruinfo ชม 267 ]
บทคัดย่อ การศึกษาครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพชุดแบบฝึกเสริม ทักษะการบวกและการลบ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 และเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จากการเรียนด้วยชุดแบบฝึกเสริมทักษะการบวกและการลบของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1/3 ก่อนและหลังการใช้ชุดแบบฝึกเสริมทักษะ เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้า คือ ชุดแบบฝึกเสริมทักษะการบวกและการลบ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องการบวกและการลบ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1/3 โรงเรียนวัดไผ่เงินโชตนาราม สำนักงานเขตบางคอแหลม กรุงเทพมหานคร ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2552 จำนวน 34 คน โดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) ทั้งนี้เนื่องจากผู้ศึกษา ได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติการสอนและรับผิดชอบเป็นครูประจำชั้น ดังนั้นผู้ศึกษาจึงเจาะจงชั้นดังกล่าวมาศึกษา ผลการศึกษาค้นคว้า พบว่า การสร้างชุดแบบฝึกเสริมทักษะการบวกและการลบ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 มีประสิทธิภาพ 81.56/81.50 เป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดไว้ และผลการวิเคราะห์ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังใช้ชุดแบบฝึกเสริมทักษะ การบวกและการลบ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1/3 หลังการใช้ชุดแบบฝึกสูงกว่าก่อนการใช้ชุดแบบฝึก อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์สมติฐานที่ตั้งไว้
การพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ เรื่อง การสร้างเสริมสุขภาพ สมรรถภาพและการป้องกันโรค วิชาสุขศึกษา กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษา และพลศึกษา
[ โดย kruinfo ชม 240 ]
การจัดการเรียนการสอนโดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ เป็นที่นิยมใช้กันมากในสถาบันการศึกษา เพราะเป็นการนำข้อมูลนำเสนอข้อมูลสารสนเทศในลักษณะสื่อหลายมิติที่มีประสิทธิภาพมาใช้ในการพัฒนาการเรียนการสอน การดำเนินการครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างและพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา เรื่อง การสร้างเสริมสุขภาพ สมรรถภาพและการป้องกันโรค ระดับมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 เพื่อหาดัชนีประสิทธิผลของบทเรียนคอมพิวเตอร์ที่ผู้ดำเนินการพัฒนาขึ้น และเพื่อศึกษาความพึงพอใจต่อการเรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ของนักเรียนที่เรียนเรื่อง เรื่อง การสร้างเสริมสุขภาพ สมรรถภาพและการป้องกันโรค ระดับมัธยมศึกษาปีที่ 1 จากบทเรียนคอมพิวเตอร์ ที่ผู้รายงานพัฒนาขึ้น กลุ่มตัวอย่างครั้งนี้ ได้แก่นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนลับแลศรีวิทยา อำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ ในภาคเรียนที 1 ปีการศึกษา 2550 จำนวน 120 คน จาก 3 ห้องเรียนคือชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/1,1/2และ1/3 ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการดำเนินการ ประกอบด้วย 1) บทเรียนคอมพิวเตอร์ เรื่อง การสร้างเสริมสุขภาพ สมรรถภาพและการป้องกันโรค 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 3) แบบสอบถามความพึงพอใจที่ผู้เรียนมีต่อบทเรียนคอมพิวเตอร์ คือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ปรากฏ ดังนี้ 1. บทเรียนคอมพิวเตอร์ เรื่อง การสร้างเสริมสุขภาพ สมรรถภาพและการป้องกันโรค กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีประสิทธิภาพ 80.30/81.08 2. ดัชนีประสิทธิผลของบทเรียนคอมพิวเตอร์ เรื่อง การสร้างเสริมสุขภาพ สมรรถภาพและการป้องกันโรค กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 เท่ากับ.58 หรือคิดเป็นร้อยละ 58 3. นักเรียนที่เรียนโดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ มีความพึงพอใจโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด นักเรียนพอใจเมื่อทำกิจกรรมแล้วได้ทราบคะแนนทันที และบทเรียนคอมพิวเตอร์ทำให้นักเรียนสนุกเพลิดเพลินกับการเรียน โดยสรุป บทเรียนคอมพิวเตอร์ เรื่อง เรื่อง การสร้างเสริมสุขภาพ สมรรถภาพและการป้องกันโรค กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ในระดับมากที่สุด ดังนั้น จึงควรส่งเสริมให้ครูนำมาใช้ในการจัดการเรียนการสอนเพื่อช่วยให้ผู้เรียนบรรลุเป้าหมายต่อไป
การพัฒนาหนังสืออ่านเพิ่มเติม เรื่อง ท้องถิ่นสูงเนิน รายวิชา ส30201 ท้องถิ่นสูงเนิน 2 กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม
[ โดย kruinfo ชม 318 ]
บทคัดย่อ การศึกษาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาหนังสืออ่านเพิ่มเติม เรื่อง ท้องถิ่นสูงเนิน รายวิชา ส30201 ท้องถิ่นสูงเนิน 2 สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนวังรางพิทยาคม จังหวัดนครราชสีมา ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์(E1/E2) ของหนังสืออ่านเพิ่มเติม ตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนจากการเรียนด้วยหนังสืออ่านเพิ่มเติม เรื่องท้องถิ่นสูงเนิน 3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการใช้หนังสืออ่านเพิ่มเติม เรื่อง ท้องถิ่นสูงเนิน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง จากนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2551 โรงเรียนวังรางพิทยาคม อำเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา จำนวน 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ประกอบด้วย 1) หนังสืออ่านเพิ่มเติม เรื่อง ท้องถิ่นสูงเนิน จำนวน 5 ชุด 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน แบบปรนัย ชนิดเลือกตอบ จำนวน 30 ข้อ 3) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการใช้หนังสืออ่านเพิ่มเติม เรื่อง ท้องถิ่นสูงเนิน ผลการศึกษาพบว่า 1) ประสิทธิภาพของหนังสืออ่านเพิ่มเติมมีค่าเท่ากับ 83.29/81.22 สูงกว่ามาตรฐานที่ตั้งไว้ คือ 80/80 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่ใช้หนังสืออ่านเพิ่มเติม หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ ระดับ .01 3) ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อหนังสืออ่านเพิ่มเติม อยู่ในระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ย = 4.75
รายงานการใช้แบบฝึกทักษะคณิตสาสตร์ เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ผู้วิจัยยุพินศรี เทียมเพ็ง
[ โดย kruinfo ชม 206 ]
บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีจุดมุ่งหมาย 1) เพื่อพัฒนาและหาประสิทธิภาพแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์เรื่องเศษส่วน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 กับเกณฑ์ 80 / 80 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์เรื่องเศษส่วน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์เรื่องเศษส่วน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 4) เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องเศษส่วนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านปางวุ้น ปีการศึกษา 2552 สูงขึ้นไม่ต่ำกว่าร้อยละ 80 กลุ่มตัวอย่างได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านปางวุ้น ปีการศึกษา 2552 ซึ่งได้จากการสุ่มตัวอย่างอย่างง่ายแบบเจาะจง จำนวน 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการทดลองได้แก่ แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์เรื่องเศษส่วน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียน แผนการจัดการเรียนรู้ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ค่าเฉลี่ยเลขคณิต ( ) การทดสอบค่า t (t - test dependent) ผลการวิจัยพบว่า 1) ประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์เรื่องเศษส่วน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 85.31 / 83.87 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนด 2) ผล สัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์เรื่องเศษส่วน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ 0.01 3) ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์เรื่องเศษส่วน อยู่ในระดับมากที่สุด 4) ผล สัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องเศษส่วน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านปางวุ้น ปีการศึกษา 2552 สูงขึ้นไม่ต่ำกว่าร้อยละ 80
รายงานผลการใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ สาระที่ 2 หน้าที่พลเมือง วัฒนธรรม และการดำเนินชีวิตในสังคม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5
[ โดย kruinfo ชม 653 ]
การศึกษาครั้งนี้มีจุดมุ่งหมาย เพื่อ (1) พัฒนาและหาประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมการ เรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ สาระที่ 2 หน้าที่พลเมือง วัฒนธรรม และการดำเนินชีวิตในสังคม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โดยใช้เกณฑ์มาตรฐาน 80/80 (2) เพื่อศึกษาดัชนีประสิทธิผลของชุดกิจกรรม การเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ สาระที่ 2 หน้าที่พลเมือง วัฒนธรรม และการดำเนินชีวิตในสังคม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 (3) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่เรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ สาระที่ 2 หน้าที่ พลเมือง วัฒนธรรม และการดำเนินชีวิตในสังคม (4) ศึกษาเจตคติของผู้เรียนต่อการเรียนรู้ด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ สาระที่ 2 หน้าที่พลเมือง วัฒนธรรม และการดำเนินชีวิตในสังคม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษา- ปีที่ 5/5 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2550 โรงเรียนอนุบาลสกลนคร สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสกลนครเขต 1 จำนวน 49 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบแบ่งกลุ่ม (Cluster Random Sampling) และ การศึกษาครั้งนี้ใช้แบบแผนการวิจัย One Group Pretest Posttest Design เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ประกอบด้วย (1) ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ สาระที่ 2 หน้าที่พลเมือง วัฒนธรรม และการดำเนินชีวิตในสังคม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 8 ชุด ผู้เชี่ยวชาญประเมินความเหมาะสมในการนำชุดกิจกรรมการเรียนรู้ไปใช้ในระดับเหมาะสมมากที่สุด (2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สาระที่ 2 หน้าที่พลเมือง วัฒนธรรม และการดำเนินชีวิตในสังคม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 40 ข้อ ที่มีค่าความเชื่อมั่น 0.95 (3) แบบวัดเจตคติต่อการเรียนรู้ด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ สาระที่ 2 หน้าที่พลเมือง วัฒนธรรม และการดำเนินชีวิตในสังคม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 20 ข้อ ที่มีค่า ความเชื่อมั่น 0.89 (4) แบบสอบถามความคิดเห็นครูผู้สอนที่ได้รับการเผยแพร่ผลงาน จำนวน 10 ข้อ ที่มีค่าความเชื่อมั่น 0.83 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที (t
รายงานผลการใช้ชุดการเรียนด้วยตนเอง เรื่อง ชนิดของคำ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยชั้นประถมศึกษาปีที่ 6
[ โดย kruinfo ชม 194 ]
บทคัดย่อ การศึกษาทดลองในครั้งนี้ เป็นการรายงานผลการใช้ชุดการเรียนด้วยตนเอง เรื่อง ชนิดของคำ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนวิชากร สำนักงานเขตดินแดง กรุงเทพมหานคร โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างและหา ประสิทธิภาพของชุดการสอน ศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและศึกษาความพึง พอใจในการเรียนของนักเรียนที่ได้รับการสอนโดยใช้ชุดการเรียนด้วยตน เอง และเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่อง ชนิดของคำ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ระหว่างกลุ่มผู้เรียนที่เรียนโดยใช้ชุดการเรียน ด้วยตนเองกับกลุ่มผู้เรียนที่ใช้การสอนตามคู่มือครู ประชากรที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าครั้งนี้ เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนวิชากร สำนักงานเขตดินแดง กรุงเทพมหานคร จำนวน 151 คน กลุ่มตัวอย่างในการศึกษาค้นคว้าครั้งนี้สำหรับกลุ่มทดลองที่ ใช้ชุดการเรียนด้วยตนเอง เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/4 โรงเรียนวิชากร สำนักงานเขตดินแดง กรุงเทพมหานคร จำนวน 35 คน กลุ่มควบคุมที่เรียนตามคู่มือครูเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/2 โรงเรียนวิชากร สำนักงานเขตดินแดง กรุงเทพมหานคร จำนวน 35 คน ซึ่งได้จากการเลือกสุมอย่างง่าย โดยการจับฉลากเลือกกลุ่มตัวอย่าง เครื่องมือที่ใช้การทดลอง คือ ชุดการเรียนด้วยตนเอง เรื่อง ชนิดของคำ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของชุดการเรียนด้วยตนเอง เรื่อง ชนิดของคำ แบบสอบถามความพึงพอใจในการใช้ชุดการเรียนด้วยตนเอง เรื่อง ชนิดของคำ สำหรับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ( ) ค่าความสอดคล้องโดยผู้เชี่ยวชาญ (IOC) ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และค่า t &#8211; test ผลการศึกษาพบว่า 1. ชุดการเรียนด้วยตนเอง เรื่อง ชนิดของคำ มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 85/85 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่ได้เรียน โดยใช้ชุดการเรียนด้วยตนเอง เรื่อง ชนิดของคำ หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 3. นักเรียนมีระดับความพึงพอใจในการเรียนโดยใช้ชุดการเรียนด้วยตนเอง เรื่อง ชนิดของคำ โดยรวมอยู่ในระดับดีมาก ( = 4.52 , S.D = 0.54) 4. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่อง ชนิดของคำ ของผู้เรียนกลุ่มที่ได้เรียนโดยใช้ชุดการเรียนด้วยตนเองเรื่อง ชนิดของคำ สูงกว่ากลุ่มผู้เรียนที่ใช้การสอนตามคู่มือครูอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ ระดับ .01
รายงานการพัฒนาแบบฝึกเสริมทักษะมาตราตัวสะกด กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๒
[ โดย kruinfo ชม 215 ]
บทคัดย่อ รายงานการพัฒนาแบบฝึกเสริมทักษะมาตราตัวสะกด กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๒ โรงเรียนบ้านนาศรีสุข
การใช้หนังสือส่งเสริมการอ่านและแบบฝึกทักษะประกอบการจัดการเรียนรู้ด้วยกลุ่มร่วมมือแบบ STAD เรื่อง คำควบกล้ำ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยชั้นประถมศึกษาปีที่ 4
[ โดย kruinfo ชม 211 ]
การจัดการเรียนรู้โดยให้ผู้เรียนได้ศึกษาและมีปฏิสัมพันธ์แลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกัน ช่วยเหลือกันในการปฏิบัติกิจกรรมจะช่วยพัฒนาผู้เรียนได้เป็นอย่างดี ดังนั้น ผู้ศึกษาจึงมีความสนใจที่จะใช้หนังสือส่งเสริมการอ่านและแบบฝึกทักษะประกอบการจัดการเรียนรู้ด้วยกลุ่มร่วมมือแบบ STAD เรื่อง คำควบกล้ำ โดยมีความมุ่งหมายเพื่อ 1) เพื่อหาประสิทธิภาพของหนังสือส่งเสริมการอ่านและแบบฝึกทักษะประกอบการจัดการเรียนรู้ด้วยกลุ่มร่วมมือแบบ STAD เรื่อง คำควบกล้ำ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อศึกษาดัชนีประสิทธิผลของการเรียนโดยใช้หนังสือส่งเสริมการอ่านและแบบฝึกทักษะประกอบการจัดการเรียนรู้ด้วยกลุ่มร่วมมือแบบ STAD เรื่อง คำควบกล้ำ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 และ 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่เรียนโดยใช้หนังสือส่งเสริมการอ่านและแบบฝึกทักษะประกอบการจัดการเรียนรู้ด้วยกลุ่มร่วมมือแบบ STAD เรื่อง คำควบกล้ำ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 กลุ่มตัวอย่างได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านปังกู(คุรุประชานุสรณ์) อำเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2550 จำนวน 43 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษามี 6 ชนิด ได้แก่ 1) หนังสือส่งเสริมการอ่าน เรื่อง น้องแพรเด็กดี จำนวน 1 เล่ม 2) แผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 12 แผน 3) แบบฝึกทักษะ จำนวน 12 ชุด 4) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เป็นแบบเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 40 ข้อ ซึ่งมีค่าอำนาจจำแนกรายข้อตั้งแต่ 0.22 ถึง 0.71 และมีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.94 5) แบบวัดความพึงพอใจที่มีต่อการเรียนด้วยหนังสือและแบบฝึกทักษะประกอบการจัดการเรียนรู้ด้วยกลุ่มร่วมมือแบบ STAD เรื่อง คำควบกล้ำ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 1 ฉบับ ซึ่งมีค่าอำนาจจำแนกรายข้อตั้งแต่ 0.31 ถึง 0.62 และมีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.83 และ 6) แบบทดสอบย่อย เป็นแบบเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 12 ฉบับ สถิติ ที่ใช้ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และดัชนีประสิทธิผล ผลการศึกษาพบว่า 1. หนังสือส่งเสริมการอ่านและแบบฝึกทักษะประกอบการจัดการเรียนรู้ด้วยกลุ่มร่วมมือแบบ STAD กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 82.13/81.16 และมีดัชนีประสิทธิผลเท่ากับ 0.5474 2. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 มีความพึงพอใจต่อการใช้หนังสือส่งเสริมการอ่านและแบบฝึกทักษะประกอบการจัดการเรียนรู้ด้วยกลุ่มร่วมมือแบบ STAD เรื่อง คำควบกล้ำ อยู่ในระดับมาก โดยสรุป การใช้หนังสือส่งเสริมการอ่านและแบบฝึกทักษะประกอบการจัดการเรียนรู้ด้วยกลุ่มร่วมมือแบบ STAD เรื่อง คำควบกล้ำ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษา ปีที่ 4 ที่ผ่านการทดลองใช้ พบว่า มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล เป็นแนวทางในการพัฒนาผู้เรียนให้เกิดทักษะ จึงขอเสนอแนะให้ครูผู้สอนนำไปใช้ในการจัดการเรียนให้มีประสิทธิภาพต่อไป
การพัฒนาการเรียนรู้กลุ่มสาระภาษาไทยโดยใช้เกมเพื่อฝึกการเขียนสะกดคำยาก สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3
[ โดย kruinfo ชม 169 ]
บทคัดย่อ เกมประกอบการสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย เป็นกิจกรรมการเรียนการสอนที่ช่วยพัฒนาทักษะการเขียนของนักเรียนได้เป็นอย่างดี ทั้งนี้เพราะเกมประกอบการเรียนการสอนภาษาไทยเป็นกิจกรรมการเรียนรู้ที่สนองธรรมชาติของนักเรียน ซึ่งชอบเล่นและชอบการแข่งขัน ช่วยพัฒนาการทางร่างกาย บุคลิกภาพและจิตใจ ช่วยให้ร่างกายเจริญเติบโตและผ่อนคลายอารมณ์เครียด การพัฒนาการเรียนรู้กลุ่มสาระภาษาไทย โดยใช้เกมเพื่อฝึกเขียนสะกดคำยาก มีความมุ่งหมายของการศึกษาค้นคว้าเพื่อ (1) หาประสิทธิภาพของการเรียนกลุ่มสาระภาษาไทย โดยใช้เกมเพื่อฝึกเขียนสะกดคำยาก สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์80/80 (2 เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยการใช้เกมเพื่อฝึกเขียนสะกดคำยากกลุ่มสาระภาษาไทย ก่อนเรียน และหลังเรียน และ(3) หาค่าดัชนีประสิทธิผล ของการเรียนรู้กลุ่มสาระภาษาไทย โดยใช้เกมเพื่อฝึกเขียนสะกดคำยาก กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2552 โรงเรียนเทศบาล๒(บ้านหาดใหญ่) สำนักศึกษาเทศบาลนครหาดใหญ่ จำนวน 40 คน ได้มาโดยการเลือกแบบสุ่มอย่างง่าย ด้วยวิธีจับฉลาก() เครื่องมือในการศึกษาค้นคว้า คือ แผนจัดการเรียนรู้โดยใช้เกมเพื่อฝึกเขียนสะกดคำยาก กลุ่มสาระภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 20 แผน ใช้เวลาเรียนสัปดาห์ละ 5 ชั่วโมง และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จำนวน 30 ข้อ มีอำนาจจำแนก....และค่าความเชื่อมั่น....... สถิติที่ใช้คือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ดัชนีประสิทธิผล และ t &#8211; test (Dependent &#8211; Samples) ผลการศึกษาค้นคว้าปรากฏดังนี้ 1. การพัฒนาการเรียนรู้ กลุ่มสาระภาษาไทย โดยใช้เกมเพื่อฝึกเขียนสะกดคำยากสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 83.38 / 83.66 2. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่เรียนโดยใช้เกมเพื่อฝึกเขียนสะกดคำยาก มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หลังเรียนเพิ่มขึ้นจากก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 3. ค่าดัชนีประสิทธิผลของการเรียนรู้กลุ่มสาระภาษาไทย โดยใช้เกมเพื่อฝึกเขียนสะกดคำยาก สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีค่าเท่ากับ 0.6266 ซึ่งแสดงว่านักเรียนมีความรู้เพิ่มขึ้น 62.66 โดยสรุป การเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย โดยใช้เกมเพื่อฝึกเขียนสะกดคำยาก สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลที่เหมาะสม สามารถพัฒนาทักษะการเขียนสะกดคำยาก สำหรับนักเรียน ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตามความมุ่งหมายของหลักสูตร
การพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน สาระประวัติศาสตร์ เรื่องประวัติศาสตร์กรุงศรีอยุธยา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2
[ โดย kruinfo ชม 180 ]
บทคัดย่อ การศึกษาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่องประวัติศาสตร์กรุงศรีอยุธยา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80 / 80 เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน และเพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน สาระประวัติศาสตร์ เรื่องประวัติศาสตร์กรุงศรีอยุธยา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 กลุ่มเป้าหมาย คือ ผู้เรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนวัดดอนพุดซา อำเภออุทัย สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต 1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2552 จำนวน 24 คน ใช้ระยะเวลาในการทดลอง 14 ชั่วโมง เครื่องมือในการศึกษา ได้แก่ บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบวัดความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ศึกษาโดยใช้รูปแบบการวิจัยเชิงทดลอง แผนแบบ One Group Pretest &#8211; Posttest Design สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย (X) ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน(S.D.) ร้อยละ (%) ค่าสัมประสิทธิ์การกระจาย (C.V.) และสถิติทดสอบที (t &#8211; test) ผลการวิจัยพบว่า 1. บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน สาระประวัติศาสตร์ เรื่องประวัติศาสตร์กรุงศรีอยุธยา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 83.96 / 82.22 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนที่เรียนโดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่องประวัติศาสตร์กรุงศรีอยุธยา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 3. ผู้เรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนโดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน สาระประวัติศาสตร์ เรื่องประวัติศาสตร์กรุงศรีอยุธยา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 อยู่ในระดับมากที่สุด โดยมีค่าเฉลี่ย (X)เท่ากับ 4.84 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) เท่ากับ 0.34 และค่าสัมประสิทธิ์การกระจาย (C.V.) เท่ากับ 7.05
การพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน หน่วยร่างกายมนุษย กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6
[ โดย kruinfo ชม 213 ]
บทคัดย่อ การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนหน่วย ร่างกายมนุษย์ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนของผู้เรียน ที่เรียนด้วยบทเรียนที่พัฒนาขึ้น 3) ศึกษาดัชนีประสิทธิผลของการเรียนด้วยบทเรียนที่พัฒนาขึ้น4) ศึกษาความพึงพอใจของผู้เรียนหลังได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนด้วยบทเรียนที่พัฒนาขึ้น และ 5) ศึกษาความคงทนในการเรียนรู้ของผู้เรียนหลังได้รับการจัดกิจกรรม การเรียนการสอนด้วยบทเรียนที่พัฒนาขึ้น กลุ่มเป้าหมายในการวิจัยครั้งนี้เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านดอนอุมรัว อำเภอกุฉินารายณ์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาฬสินธุ์ เขต 3 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2552 จำนวน 24 คน เครื่องมือที่ใช้ ในการวิจัยได้แก่บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบประเมินความพึงพอใจของผู้เรียน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่า t-test ผลการวิจัยพบว่า 1. บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนที่พัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพอยู่ในระดับดีพอใช้ (86.96/83.19) ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ (80/80) 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียน และหลังเรียนของผู้เรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนที่พัฒนาขึ้น พบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.05 3. ดัชนีประสิทธิผลของการเรียนรู้ด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนที่พัฒนาขึ้น มีค่าเท่ากับ 0.7469 คิดเป็นร้อยละ 74.69 4. ความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน พบว่า ผู้เรียน มีความพึงพอใจในระดับมากที่สุด ( = 4.59 , S.D. = 0.51) 5. ความคงทนในการเรียนรู้ของผู้เรียนหลังเรียนผ่านไป 7 วัน และ 30 วัน พบว่าคะแนนเมื่อผ่านไป 7 วัน คะแนนลดลงร้อยละ 3.47 ซึ่งเกณฑ์ความคงทนลดลงไม่เกิน ร้อยละ 10 เมื่อระยะเวลาผ่านไป 30 วัน คะแนนลดลงร้อยละ 7.36 ซึ่งเกณฑ์ที่กำหนดลดลงร้อยละ 30 ทำให้ผู้เรียนมีความจำคงเหลืออยู่ในเกณฑ์ที่กำหนด สรุปได้ว่าผู้เรียนมีความคงทนในการเรียนรู้ด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนที่พัฒนาขึ้น
รายงานผลการพัฒนาและการใช้แบบฝึกเสริมทักษะการเขียนภาษาอังกฤษ เพื่อการสื่อสาร กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ)ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ชุด
[ โดย kruinfo ชม 244 ]
การศึกษาค้นคว้าครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อสร้างแบบฝึกเสริมทักษะการเขียนภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ชุด
การพัฒนาบทเรียนสำเร็จรูปเรื่อง ชนิดของคำ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5
[ โดย kruinfo ชม 298 ]
การศึกษาครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อสร้างและพัฒนาบทเรียนสำเร็จรูปเรื่องชนิดของคำ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 เพื่อเปรียบเทียบผลคะแนนระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียนและเพื่อหาดัชนีประสิทธิผลของบทเรียนสำเร็จรูปโดยกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5/5 โรงเรียนกาฬสินธุ์พิทยาสัย ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2550 จำนวน 44 คน สุ่มตัวอย่างโดยวิธีการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา คือ บทเรียนสำเร็จรูปเรื่อง ชนิดของคำ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนจำนวน 40 ข้อ การวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติใช้ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ดัชนีประสิทธิผล และทดสอบสมมติฐาน t-test (Dependent Sample) ผลการศึกษา พบว่า 1. บทเรียนสำเร็จรูปเรื่องชนิดของคำ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษา ชั้นปีที่ 5 มีคุณภาพโดยรวมอยู่ในระดับเหมาะสมมาก ที่ค่าเฉลี่ย 4.08 2. บทเรียนสำเร็จรูปเรื่องชนิดของคำ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษา ปีที่ 5 ที่สร้างขึ้นมีประสิทธิภาพ 85.18/81.38 3. นักเรียนที่เรียนโดยใช้บทเรียนสำเร็จรูปเรื่องชนิดของคำ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 มีผลคะแนนจากแบบทดสอบหลังเรียนแตกต่างกับผลคะแนนจากแบบทดสอบก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 4. ดัชนีประสิทธิผลการเรียนรู้จากการเรียนโดยใช้บทเรียนสำเร็จรูปเรื่องชนิดของคำ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 มีค่าร้อยละ 79.52
รายงานการใช้แบบฝึกเสริมทักษะคณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 เรื่อง การคูณ
[ โดย kruinfo ชม 298 ]
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของแบบฝึกเสริม ทักษะคณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 เรื่อง การคูณ ให้มีประสิทธิภาพเกณฑ์มาตรฐาน 75/75 เพื่อนำไปแก้ปัญหานักเรียนที่เรียนช้า พัฒนานักเรียนในระดับปานกลางและเสริมนักเรียนที่เรียนดี พัฒนาความสามารถและศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 จากการใช้แบบฝึกเสริมทักษะคณิตศาสตร์ให้สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด ร้อยละ 70 ตามหลักสูตรสถานศึกษา เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง การคูณของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ระหว่างก่อนและหลังการใช้แบบฝึกเสริมทักษะคณิตศาสตร์ และเพื่อศึกษาเจตคติที่มีต่อการเรียนคณิตศาสตร์ ของนักเรียน ที่ผ่านการเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง การคูณ โดยผู้ศึกษาใช้กับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านบุกระสัง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาบุรีรัมย์ เขต 3 จำนวน 19 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ แผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง การคูณ แบบฝึกเสริมทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง การคูณ จำนวน 6 ชุด แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง การคูณ แบบปรนัย ชนิด 3 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ แบบวัดเจตคติที่มีต่อการเรียนคณิตศาสตร์ ของนักเรียนที่ผ่านการเรียนโดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง การคูณ จำนวน 7 ข้อ วิเคราะห์ข้อมูล หาประสิทธิภาพของแบบฝึกเสริมทักษะคณิตศาสตร์ เกณฑ์มาตรฐาน 75/75 หาความแตกต่างระหว่างคะแนนทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้ t &#8211; test และให้จำนวนนักเรียนผ่านเกณฑ์ 70 % จากเกณฑ์มาตรฐานของสถานศึกษา พัฒนาทักษะการคิดคำนวณค่าการคูณของนักเรียน จากผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้ แบบฝึกเสริมทักษะคณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 เปรียบเทียบกับเกณฑ์จัดอันดับคุณภาพ หาค่าเจตคติของนักเรียนโดยใช้แบบวัดเจตคติ สรุปผลการศึกษา แบบฝึกเสริมทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง การคูณ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 มีประสิทธิภาพ 85.00/76.84 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 75/75 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์หลังเรียนด้วยแบบฝึกเสริมทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง การคูณ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 คิดเป็นร้อยละ 76.84 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานของโรงเรียนที่ตั้งไว้ร้อยละ 75 ผลการประเมินเจตคติเชิงบวกจากการใช้แบบฝึกเสริมทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง การคูณ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 มีค่าเฉลี่ยเจตคติ 4.66 ซึ่งอยู่ในระดับมากที่สุด แบบฝึกเสริมทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง การคูณ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 นี้มีประสิทธิภาพดีมาก สามารถพัฒนาผู้เรียนได้ และยังเป็นสื่อการสอนที่มีประสิทธิภาพอีกด้วย
การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่องการทำสบู่จากตะไคร้หอม สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านแกใหญ่ อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ ปีการศึกษา 2552 ที่เรียนโดยการทำกิจกรรมโครงงานวิทยาศาสตร์
[ โดย kruinfo ชม 241 ]
บทคัดย่อ การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่องการทำสบู่จากตะไคร้หอม สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านแกใหญ่ อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ ปีการศึกษา 2552 ที่เรียนโดยการทำกิจกรรมโครงงานวิทยาศาสตร์ ในครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลอง โดยใช้แผนการวิจัย One Group Pretest-Posttest Design กำหนดวัตถุประสงค์ของการวิจัย (1) เพื่อพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมโครงงานวิทยาศาสตร์ เรื่อง การทำสบู่จากตะไคร้หอม สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านแกใหญ่ อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ ปีการศึกษา 2552 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 (2) เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านแกใหญ่ อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2552 ก่อนและหลังได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่องการทำสบู่จากตะไคร้หอม ที่เรียนโดยการทำกิจกรรมโครงงานวิทยาศาสตร์ (3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านแกใหญ่ อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2552 ภายหลังได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่องการทำสบู่จากตะไคร้หอม ที่เรียนโดยการทำกิจกรรมโครงงานวิทยาศาสตร์ ซึ่งกลุ่มเป้าหมายในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านแกใหญ่ อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2552 จำนวน 1 ห้องเรียน มีนักเรียนจำนวน 22 คน ตัวแปรที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วยตัวแปรต้น ได้แก่ การจัดกิจกรรมการเรียนการสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2552 ที่เรียนโดยการทำกิจกรรมโครงงานวิทยาศาสตร์ เรื่องการทำสบู่จากตะไคร้หอม และตัวแปรตาม ได้แก่ (1) ประสิทธิภาพของการทำกิจกรรมโครงงานวิทยาศาสตร์ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่องการทำสบู่จากตะไคร้หอม (2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ที่เรียนโดยการทำกิจกรรมโครงงานวิทยาศาสตร์ เรื่องการทำสบู่จากตะไคร้หอม และ (3) ความพึงพอใจของนักเรียนภายหลังได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ที่เรียนโดยการทำกิจกรรมโครงงานวิทยาศาสตร์ เรื่อง การทำสบู่จากตะไคร้หอม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ความเที่ยงตรงตามเนื้อหาแบบทดสอบและแบบสอบถาม โดยใช้ดัชนีความสอดคล้อง IOC (Index of Item Objective Congruence) สถิติการหาค่าความยากง่าย (p) ของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สถิติการหาค่าดัชนีประสิทธิผล สถิติการหาค่าอำนาจจำแนก (r) สถิติการหาค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยคำนวณจากสูตร KR-20 ของคูเดอร์ ริชาร์ดสัน ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของประชากร และค่าร้อยละ ปรากฏสรุปผลวิจัยได้ดังนี้ 1. ประสิทธิภาพ (E1/E2) ของแผนการจัดการเรียนรู้ โดยใช้กิจกรรมโครงงานวิทยาศาสตร์ เรื่อง การทำสบู่จากตะไคร้หอมที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นมีค่าเท่ากับ 84.86/84.89 ซึ่งผ่านเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดไว้ 80/80 2. ก่อนเรียนเรื่องการทำสบู่จากตะไคร้หอม โดยการทำกิจกรรมโครงงานวิทยาศาสตร์ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านแกใหญ่ อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2552 ไม่ผ่านเกณฑ์การประเมินร้อยละ 80 ส่วนกรณีหลังเรียน พบว่า นักเรียนผ่านเกณฑ์การประเมินร้อยละ 80 จำนวน 20 คน คิดเป็นร้อยละ 90.91 และนักเรียนที่ไม่ผ่านเกณฑ์การประเมินร้อยละ 80 จำนวน 2 คน คิดเป็นร้อยละ 9.09 3. ก่อนเรียนเรื่องการทำสบู่จากตะไคร้หอม โดยการทำกิจกรรมโครงงานวิทยาศาสตร์ นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนอยู่ในระดับปานกลาง โดยมีค่าคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 25.09 ส่วนกรณีหลังเรียน พบว่า นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนอยู่ในระดับสูง โดยมีค่าคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 33.95 4. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านแกใหญ่ อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2552 ทุกคน หลังเรียนโดยการทำกิจกรรมโครงงานวิทยาศาสตร์ เรื่อง การทำสบู่จากตะไคร้หอม มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเพิ่มขึ้นจากก่อนเรียน มีคะแนนรวม ก่อนเรียนเท่ากับ 552 คะแนน คะแนนรวมหลังเรียนเท่ากับ 747 คะแนน แสดงว่ามีผลต่างระหว่างคะแนนหลังเรียนและคะแนนก่อนเรียนโดยการทำกิจกรรมโครงงานวิทยาศาสตร์ เรื่อง การทำสบู่ จากตะไคร้หอม เท่ากับ 195 คะแนน 5. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านแกใหญ่ อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2552 แสดงความพึงพอใจต่อการเรียนรู้กิจกรรมโครงงานวิทยาศาสตร์ เรื่อง การทำสบู่จากตะไคร้หอม โดยรวมมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด
พัฒนาการสอนทางวิทยาศาสตร์ ด้วยแบบฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ รายวิชา ฟิสิกส์ เรื่อง คลื่นกล ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5
[ โดย kruinfo ชม 2,116 ]
การศึกษาค้นคว้าครั้งนี้มีจุดมุ่งหมาย 1. เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์เรื่อง คลื่นกล สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ตามเกณฑ์ 80 / 80 2. เพื่อเปรียบเทียบทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ระหว่าง ก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยแบบทดสอบวัดทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ เรื่อง คลื่นกล 3. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ระหว่างก่อนเรียนและ หลังเรียนด้วยแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง คลื่นกล ซึ่งการศึกษาครั้งนี้แบ่งออกเป็น 2 ขั้นตอน ขั้นตอนที่ 1 การสร้างและหาประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ จำนวน 5 หน่วยย่อย คือ - หน่วยย่อยที่ 1 เรื่อง การถ่ายโอนพลังงานและคลื่นกล - หน่วยย่อยที่ 2 เรื่อง คลื่นผิวน้ำ - หน่วยย่อยที่ 3 เรื่อง การซ้อนทับของคลื่น - หน่วยย่อยที่ 4 เรื่อง สมบัติของคลื่น - หน่วยย่อยที่ 5 เรื่อง คลื่นนิ่งและการสั่นพ้อง ได้นำแบบฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ที่สร้างขึ้นโดยอิงเนื้อหาสาระไปให้ผู้เชี่ยวชาญด้านการสอนวิทยาศาสตร์ รายวิชาฟิสิกส์ จำนวน 3 คน ตรวจสอบความเหมาะสมของแบบฝึกในด้านต่างๆนำไปทดลองครั้งที่ 1 กับนักเรียนจำนวน 3 คน นำไปทดลองครั้งที่ 2 กับนักเรียนจำนวน 9 คนและนำไปใช้กับนักเรียนกลุ่มตัวอย่าง 39 คน สถิติที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้า คือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และ ( S.D.) ขั้นตอนที่ 2 การทดลองใช้แบบฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ นำแบบฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ไปใช้กับนักเรียนกลุ่มตัวอย่าง โรงเรียนทุ่งศุขลาพิทยา
รายงานการพัฒนาวีซีดีส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรม กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1
[ โดย kruinfo ชม 243 ]
บทคัดย่อ จุดประสงค์ของการดำเนินการในครั้งนี้ เพื่อ พัฒนาวีซีดีส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรม กลุ่มสาระการเรียน รู้ สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ให้ได้เกณฑ์มาตรฐาน 80/80 เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ ทาง การเรียนด้านคุณธรรมจริยธรรมของนักเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน และ ศึกษาความพึงพอใจในการเรียนของนัก เรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนวัดลำบัวลอย สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครนายกที่มีต่อวีซีดีส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรม ที่พัฒนาขึ้น< /P> กำหนดประชากร เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 สังกัดโรงเรียนในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครนายก กลุ่มตัวอย่างในขั้นตอนการหาประสิทธิภาพ จำนวน 3 ครั้ง ประกอบด้วย ครั้งที่ 1 แบบเดี่ยว กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนเก่ง ปานกลาง อ่อน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2552 โรงเรียนวัดโพธิ์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา นครนายก จำนวน 3 คน ครั้งที่ 2 แบบกลุ่ม กลุ่มตัวอย่างคือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2552 โรงเรียนคีรีวัน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครนายก จำนวน 7 คน ครั้งที่ 3 ภาคสนาม กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2552 โรงเรียนอนุบาลปากพลี(ชุมชน< /SPAN>บ้านเกาะหวาย) สำนักงาน เขตพื้นที่การศึกษานครนายก จำนวน 21 คน กลุ่มตัวอย่างในขั้น< /FONT>การทดลองใช้ ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2552 โรงเรียนวัดลำบัวลอย สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครนายก จำนวน 7 คน ผลการดำเนินการสรุปผลได้เป็นลำดับ ดังนี้ 1.วีซีดีส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรม กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 มีค่าประสิทธิภาพเท่ากับ 85.91/89.33 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ที่ตั้งไว้ 2.ผลการเปรียบเทียบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านคุณธรรมจริยธรรม ของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนวัดลำบัวลอย สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครนายก ก่อนเรียนและหลังเรียน ทั้งด้านความรู้ ด้านเจตคติ ด้านพฤติกรรมและสรุปโดยภาพรวม พบว่า มีคะแนนเฉลี่ยของการทดสอบหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัย สำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 3. ความพึงพอใจในการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนวัดลำบัวลอย สำนักงานเขตพื้นที่ การศึกษานครนายกที่มีต่อวีซีดีส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ( = 4.59)
การพัฒนาบทเรียนออนไลน์ วิชาเทคโนโลยีสารสนเทศเบื้องต้น สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6
[ โดย kruinfo ชม 378 ]
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาบทเรียนออนไลน์ วิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ให้มีประสิทธิภาพกระบวนการ/ประสิทธิภาพผลลัพธ์ (E1/E2) โดยมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียน ที่เรียนโดยบทเรียนออนไลน์ วิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 3) เพื่อศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อบทเรียนออนไลน์ วิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ในขั้นตอนการหาประสิทธิภาพบทเรียนออนไลน์ วิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนเทศบาล 3 (ยมราชสามัคคี) อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2549 จำนวน 4 ห้องเรียน มีนักเรียนจำนวนทั้งสิ้น 168 คน ได้มาโดยการสุ่มตัวอย่างอย่างง่าย (Simple Random Sampling) ด้วยวิธีจับสลาก จำนวน 42 คน และในขั้นตอนการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และประเมินความคิดเห็นในการเรียนโดยใช้บทเรียนออนไลน์ วิชาเทคโนโลยีสารสนเทศเบื้องต้น สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนเทศบาล 3 (ยมราชสามัคคี) อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2550 และยังไม่เคยเรียนเนื้อหาในภาคทฤษฎีวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ ในชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มาก่อน จำนวน 4 ห้องเรียน มีนักเรียนจำนวนทั้งสิ้น 169 คนได้มาโดยการสุ่มตัวอย่างอย่างง่าย (Simple Random Sampling) ด้วยวิธีจับสลาก จำนวน 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ บทเรียนออนไลน์ วิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เป็นบทเรียนที่ผู้ศึกษาได้ผลิตขึ้น มีเนื้อหาทั้งหมด 8 เรื่อง ได้แก่ เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ระบบคอมพิวเตอร์และองค์ประกอบ ซอฟต์แวร์และภาษาคอมพิวเตอร์ ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์เบื้องต้น ยุคข้อมูลข่าวสารและเครือข่ายอินเทอร์เน็ต พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์เบื้องต้น ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ และไวรัสคอมพิวเตอร์ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 และแบบสอบถามความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อบทเรียนออนไลน์ วิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ผลการศึกษาพบว่า 1. บทเรียนออนไลน์ วิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่ผู้ศึกษาพัฒนาขึ้น มีประสิทธิภาพกระบวนการ/ประสิทธิภาพผลลัพธ์ (E1/E2) เท่ากับ 83.14/88.00 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด (E1/E2 เท่ากับ 80/80) 2. ค่าเฉลี่ยของคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน จากการทดสอบหลังเรียนสูงกว่าค่าเฉลี่ยของคะแนนการทดสอบก่อนเรียน หลังการใช้บทเรียนออนไลน์ วิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 3. นักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนการสอนโดยบทเรียนออนไลน์ วิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีความคิดเห็นที่เห็นด้วยกับการจัดการเรียนการสอนโดยบทเรียนออนไลน์
การประเมินโครงการเกษตรทฤษฎีใหม่ตามแนวพระราชดำริ เศรษฐกิจพอเพียง ในโรงเรียนสุเหร่าลำแขก
[ โดย kruinfo ชม 169 ]
บทคัดย่อ การประเมินผลโครงการเกษตรทฤษฎีใหม่ตามแนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอ เพียง ในโรงเรียนสุเหร่าลำแขก ปีการศึกษา 2552 มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินผลการดำเนินงานในประเด็นต่างๆโดยใช้ รูปแบบซิปป์ (CIPP Model) ของแดเนียล แอล สตัฟเฟิลบีม (Daniel L. Stufflebeam) ดังนี้ 1) เพื่อประเมินด้านสภาพแวดล้อมเกี่ยวกับความเหมาะสมและความสอดคล้องกับนโยบาย และวัตถุประสงค์ของโครงการ 2) เพื่อประเมินด้านปัจจัยนำเข้าเกี่ยวกับการจัดบุคลากร ทรัพยากรและปัจจัยสนับสนุนอื่นๆในการดำเนินโครงการ 3) เพื่อประเมินด้านกระบวนการเกี่ยวกับการดำเนินงานตามโครงการ 4) เพื่อประเมินด้านผลผลิตเกี่ยวกับผลสัมฤทธิ์ของโครงการ กลุ่มเป้าหมายในการประเมิน ประกอบด้วยนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-3 โรงเรียนสุเหร่าลำแขก จำนวน 278 คน ผู้ปกครองของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-3 โรงเรียนสุเหร่าลำแขก จำนวน 278 คน ครูโรงเรียนสุเหร่าลำแขกจำนวน 34 คน คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานจำนวน 15 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถาม การวิเคราะห์ข้อมูลใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ สำเร็จรูป วิเคราะห์ค่าสถิติ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าร้อยละ ค่าความถี่ วิเคราะห์เปรียบเทียบด้วย t &#8211; test ผลการประเมินโครงการเกษตรทฤษฎีใหม่ตามแนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียง ในโรงเรียนสุเหร่าลำแขก ปีการศึกษา 2552 สรุปได้ดังนี้ 1. ด้านสภาพแวดล้อม ตามความคิดเห็นของครูและคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ผลการประเมินโดยภาพรวม มีความคิดเห็นว่า มีความเหมาะสม สอดคล้องอยู่ในระดับ มากที่สุด 2. ด้าน ปัจจัยนำเข้า ตามความคิดเห็นของครูและคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ผลการประเมินความพร้อมในการเตรียมงาน งบประมาณ สถานที่ วัสดุ อุปกรณ์ บุคลากร และการได้รับการสนับสนุน โดยภาพรวม มีความคิดเห็นว่า มีความพร้อมอยู่ในระดับ มากที่สุด 3. ด้าน กระบวนการ ตามความคิดเห็นของครูและคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ผลการประเมินโดยภาพรวมมีความคิดเห็นว่า มีกระบวนการดำเนินงานอยู่ในระดับ มากที่สุด 4. ด้านผลผลิต ตาม ความคิดเห็นของนักเรียน ผู้ปกครอง ครู และคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานผลการประเมินโดยประเมินสภาพการเรียนรู้ ของนักเรียน หลังดำเนินโครงการ จากความคิดเห็นของนักเรียน ครู ผู้ปกครองและคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยภาพรวม มีความคิดเห็นว่า สภาพการเรียนรู้ของนักเรียนอยู่ในระดับ มากที่สุด เมื่อ เปรียบเทียบผลการประเมินก่อนและหลังดำเนินการด้านผลผลิต ของโครงการโดยภาพรวม สูงกว่า ก่อนดำเนินโครงการอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .05 และเมื่อพิจารณารายข้อพบว่า ค่าเฉลี่ยเพิ่มขึ้นทุกข้อ ผลสัมฤทธิ์ของการจัดกิจกรรมทั้ง 18 กิจกรรมตามโครงการ พบว่าอยู่ในระดับ มากที่สุดเมื่อพิจารณาเป็นรายกิจกรรม พบว่ามีผลสัมฤทธิ์ในระดับมากที่สุด ทุกกิจกรรม ท่านสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่โครงการเกษตรทฤษฎีใหม่ได้ใน http://www.lumkak.org และขอขอบคุณสำหรับความคิดเห็นจากทุกท่าน
รายงานผลการใช้แบบฝึกทักษะ เรื่อง คำราชาศัพท์ วิชาภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ปีการศึกษา 2550
[ โดย kruinfo ชม 1,144 ]
รายงานผลการใช้แบบฝึกทักษะ เรื่อง คำราชาศัพท์ วิชาภาษาไทย รหัสวิชา ท 32102 โรงเรียนขุนหาญวิทยาสรรค์ โดย มีวัตถุประสงค์ของการศึกษา คือ 1) เพื่อพัฒนาแบบฝึกทักษะทักษะ เรื่อง คำราชาศัพท์ 2) เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ปีการศึกษา 2550 ก่อนและหลังการใช้แบบฝึกทักษะ เรื่อง คำราชาศัพท์ 3) เพื่อศึกษาความ- พึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียน เรื่อง คำราชาศัพท์ โดยใช้แบบฝึกทักษะ ซึ่งได้ทดลองใช้ กับนักเรียนโรงเรียนขุนหาญวิทยาสรรค์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2550 จำนวน 38 คน ใช้วิธีการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล เป็นแบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนเรื่อง คำราชาศัพท์ จำนวน 30 ข้อ และแบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนประจำแบบฝึกทั้ง 6 เรื่อง เรื่องละ 10 ข้อ แบบประเมินคุณภาพของ แบบฝึกทักษะ เรื่อง คำราชาศัพท์ แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียน เรื่อง คำราชาศัพท์ โดยใช้แบบฝึกทักษะ และแบบประเมินแผนการจัดการเรียนรู้ สถิติที่ใช้ ใน การวิเคราะห์ข้อมูลคือ ค่าร้อยละ(Percent) ค่าเฉลี่ย (Mean) ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) และค่าสถิติ t-testการศึกษาผลการใช้แบบฝึกทักษะ เรื่อง คำราชาศัพท์ วิชาภาษาไทย รหัสวิชา ท 32102 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2550 โรงเรียนขุนหาญวิทยาสรรค์ โดย มีวัตถุประสงค์ของการศึกษา คือ 1) เพื่อพัฒนาแบบฝึกทักษะทักษะ เรื่อง คำราชาศัพท์ 2) เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ปีการศึกษา 2550 ก่อนและหลังการใช้แบบฝึกทักษะเรื่อง คำราชาศัพท์ 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียน ที่เรียนจากแบบฝึกทักษะ เรื่อง คำราชาศัพท์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ( ) ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และค่าสถิติ t-test มีรายละเอียดดังนี้ สรุปผลการวิจัย 1. การประเมินคุณภาพของแบบฝึกทักษะ เรื่อง คำราชาศัพท์ โดยผู้เชี่ยวชาญ พบว่า คุณภาพของแบบฝึกทักษะ เรื่อง คำราชาศัพท์ โดยภาพรวมมีความเหมาะสมอยู่ในระดับ มากที่สุด ( = 4.62, S.D. = 0.35) มีค่าประสิทธิภาพเฉลี่ยรวมทั้ง 6 ชุด E1 / E2 เท่ากับ 86.64/ 81.93 ซึ่ง ทุกชุดมีค่าประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ที่ 80/80 และมีค่าประสิทธิผลเฉลี่ยรวมทั้ง 6 ชุด เท่ากับ 0.73 ซึ่งทุกชุดมีค่าประสิทธิผลตั้งแต่ 0.70 ขึ้นไป 2. ผลการทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน เรื่อง คำราชาศัพท์ โดยใช้แบบฝึกทักษะ พบว่า ผลการทดสอบหลังเรียน ( = 25.21, S.D.= 0.96) สูงกว่า ก่อนเรียน ( = 8.71, S.D.= 2.12) แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 3. ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียน เรื่อง คำราชาศัพท์ โดยใช้แบบฝึกทักษะ พบว่าความคิดเห็นของนักเรียนส่วนใหญ่มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก ( = 4.32, S.D.= 0.58) 4. การประเมินแผนการจัดการเรียนรู้ สาระภาษาไทย เรื่อง คำราชาศัพท์ ชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 2 พบว่า แผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง คำราชาศัพท์ โดยภาพรวมมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด ( = 4.67, S.D.= 0.47 )
รายงานการพัฒนาและผลการใช้ชุดการเรียนการสอนรายบุคคล รายวิชาสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม รหัสวิชา ส 13101 สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 เรื่อง หลักธรรมนำความสุข
[ โดย kruinfo ชม 207 ]
บทคัดย่อ การพัฒนาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อพัฒนาชุดการเรียนการสอนรายบุคคล รายวิชาสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม รหัสวิชา 13101 สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 เรื่อง หลักธรรมนำความสุข ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน รายวิชาสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม รหัสวิชา 13101 สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 เรื่อง หลักธรรมนำความสุข กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3/1โรงเรียนการเคหะท่าทราย สำนักงานเขตหลักสี่ สังกัดกรุงเทพมหานคร ที่ศึกษาตามหลักสูตรสถานศึกษาของโรงเรียน ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2553 จำนวน 1 ห้องเรียน นักเรียนจำนวน 28 คน โดยได้มาจากวิธีการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 11 แผน ชุดการเรียนการสอน จำนวน 9 ชุด แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จำนวน 30 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบ t-test แบบ Dependent ผลการพัฒนาพบว่า 1. ชุดการเรียนการสอนรายบุคคล รายวิชาสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม รหัสวิชา 13101 สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 เรื่อง หลักธรรมนำความสุข ชุดการเรียนการสอนที่สร้างขึ้นมีประสิทธิภาพ 80.67/81.31 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด 80/80 2. นักเรียนที่เรียนโดยใช้ชุดการเรียนการสอน รายวิชาสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม รหัสวิชา 13101 สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 เรื่อง หลักธรรมนำความสุข มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังการใช้ชุดการเรียนการสอนสูงกว่าก่อนใช้ชุดการเรียนการสอนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยสรุป ชุดการเรียนการสอนรายบุคคล รายวิชาสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม รหัสวิชา 13101 สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 เรื่อง หลักธรรมนำความสุข มีประสิทธิภาพเหมาะสม ทำให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น จึงควรสนับสนุนส่งเสริมให้ครูนำไปใช้ในการจัดการเรียนการสอนต่อไป
ผลการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะวิชาคณิตศาสตร์ เรื่องเวลา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3
[ โดย kruinfo ชม 269 ]
บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาแบบฝึกเสริมทักษะวิชาคณิตศาสตร์เรื่อง เวลา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์เรื่องเวลา ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่เรียนโดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะก่อนเรียนและหลังเรียน และศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อแบบฝึกเสริม ทักษะ กลุ่มตัวอย่างคือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3/1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2551 โรงเรียนวัดบางเตย สำนักงานเขตบึงกุ่ม กรุงเทพมหานคร จำนวน 32 คน ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วยแผนการจัดการเรียนรู้คณิตศาสตร์เรื่องเวลา แบบฝึกเสริมทักษะวิชาคณิตศาสตร์เรื่องเวลา แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์เรื่องเวลา และแบบวัดความพึงพอใจของนักเรียนที่มี ต่อแบบฝึกเสริมทักษะ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่า ผลการวิจัยพบว่า 1. แบบฝึกเสริมทักษะวิชาคณิตศาสตร์เรื่อง เวลา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 81.73/81.09 2. นัก เรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่เรียนโดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะที่สร้างขึ้นมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชา คณิตศาสตร์เรื่องเวลา หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 3. นักเรียนมีความพึงพอใจต่อแบบฝึกเสริมทักษะที่สร้างขึ้นอยู่ใน ระดับมากที่สุด
รายงานการสร้างและผลการทดลองใช้เอกสารประกอบการเรียนรู้ วิชา ง23101 การงานอาชีพและเทคโนโลยี เรื่องการเลี้ยงปลาสวยงาม
[ โดย kruinfo ชม 359 ]
การศึกษาครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อ 1)สร้างเอกสารประกอบการเรียนรู้วิชา ง 23101 การงานอาชีพ และเทคโนโลยี เรื่องการเลี้ยงปลาสวยงาม 2)ศึกษาประสิทธิภาพของเอกสารประกอบการเรียนรู้วิชา ง 23101 การงานอาชีพและเทคโนโลยี เรื่องการเลี้ยงปลาสวยงาม 3)ศึกษาประสิทธิภาพของผลการสอนโดยใช้เอกสารประกอบการเรียนรู้วิชา ง 23101 การงานอาชีพและเทคโนโลยี เรื่องการเลี้ยงปลาสวยงาม 4)เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ก่อนการทดลองและหลังการทดลองใช้เอกสารประกอบการเรียนรู้วิชา ง 23101 การงานอาชีพและเทคโนโลยี เรื่องการเลี้ยงปลาสวยงาม ประชากรเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านบ่อดิน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาบุรีรัมย์ เขต 2 มีจำนวนนักเรียน 11 คน โดยศึกษาทั้งหมด ใช้เวลาในการทดลองสอนจำนวน 20 สัปดาห์ ๆ ละ 1 วัน ๆ ละ 2 ชั่วโมง รวมเวลาทั้งสิ้น 40 ชั่วโมงอย่างต่อเนื่องในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2550 เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา คือ เอกสารประกอบการเรียนรู้ แบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน หน่วยการเรียนรู้ที่ 1-4 และแผนการจัดการเรียนรู้จำนวน 13 แผน ผลการศึกษาพบว่า มีค่าประสิทธิภาพของเอกสารประกอบการเรียนรู้ทุกหน่วยการเรียนรู้เฉลี่ยรวม เท่ากับ 85.12/89.09 ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 ที่ตั้งไว้ ประสิทธิภาพของผล การสอนโดยใช้เอกสารประกอบการเรียนรู้ วิชา ง 23101การงานอาชีพและเทคโนโลยี เรื่อง การเลี้ยงปลาสวยงาม พบว่า ทุกหน่วยการเรียนรู้มีประสิทธิภาพผลการสอน (C.V.) เฉลี่ยรวมเท่ากับ 8.84 ซึ่งมีประสิทธิภาพอยู่ในระดับ ดีมาก และผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทาง การเรียนของนักเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนจากการใช้เอกสารประกอบการเรียนรู้ วิชา ง 23101 การงานอาชีพและเทคโนโลยี เรื่องการเลี้ยงปลาสวยงาม หน่วยการเรียนรู้ที่ 1-4 จัดกิจกรรม การเรียนรู้ให้กับนักเรียน พบว่า มีคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าคะแนนก่อนเรียนทุกหน่วย การเรียนรู้ โดยมีคะแนนรวมก่อนเรียนคิดเป็นร้อยละ 42.50 คะแนนรวมหลังเรียนคิดเป็น ร้อยละ 89.09 และนักเรียนมีคะแนนหลังเรียนสูงกว่าคะแนนก่อนเรียนผ่านเกณฑ์ร้อยละ 70 ที่กำหนดไว้ทุกหน่วยการเรียนรู้ทุกคน
รายงานการสร้างและพัฒนาบทเรียนสำเร็จรูป เรื่องพลเมืองดีตามวิถีประชาธิปไตย กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรมชั้นประถมศึกษาปีที่ 3
[ โดย kruinfo ชม 397 ]
บทคัดย่อ รายงานการสร้างและพัฒนาบทเรียนสำเร็จรูป เรื่องพลเมืองดีตามวิถี ประชาธิปไตย กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อสร้างและพัฒนาบทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง พลเมืองดีตามวิถีประชาธิปไตย ชั้นประถมศึกษา ปีที่ 3 มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 2) เพื่อศึกษาค่าดัชนีประสิทธิผลของการเรียนรู้ด้วยบทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง พลเมืองดีตามวิถีประชาธิปไตย กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านทุ่งสวน 3) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนที่เรียนด้วยบทเรียนสำเร็จรูปเรื่อง พลเมืองดีตาม วิถีประชาธิปไตย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม 4) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อบทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง พลเมืองดีตาม วิถีประชาธิปไตย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านทุ่งสวน กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านทุ่งสวน ที่เรียนใน ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2551 จำนวน 15 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาได้แก่ 1) บทเรียนสำเร็จรูปเรื่องพลเมืองดีตามวิถีประชาธิปไตย จำนวน 6 เล่ม 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ก่อนเรียนและหลังเรียน จำนวน 40 ข้อ 3) แบบสอบถามความพึงพอใจนักเรียนที่มีต่อบทเรียนสำเร็จรูป เรื่องพลเมืองดีตามวิถีประชาธิปไตย จำนวน 20 ข้อ วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการเปรียบเทียบคะแนนก่อนเรียนและหลังเรียนด้วย t-test (Independent Samples t-test) ผลการวิจัยพบว่า 1. บทเรียนสำเร็จรูป เรื่องพลเมืองดีตามวิถี ประชาธิปไตย มีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน เท่ากับ เท่ากับ 83.56/87.00 2. ประสิทธิผลทางการเรียนของนักเรียนสูงขึ้น มีค่าดัชนีประสิทธิผล เท่ากับ 0.79 คิดเป็นร้อยละ 79.00 3. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 4. ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อบทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง พลเมืองดีตาม วิถีประชาธิปไตย โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก
การรายงานการประเมินผลการดำเนินโครงการบริหารเพื่อส่งเสริมนิสัยรักการอ่านของนักเรียนโรงเรียนโสตศึกษาจังหวัดขอนแก่น ปีการศึกษา 2548-2549
[ โดย kruinfo ชม 157 ]
การประเมินผลการดำเนินงานโครงการ ครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินผลการดำเนินงานโครงการบริหารเพื่อส่งเสริมนิสัยรักการอ่านของนักเรียนโรงเรียนโสตศึกษาจังหวัดขอนแก่น เป็นการวิจัยโดยใช้ CIPP MODEL เป็นกรอบแนวคิดของการประเมิน แหล่งข้อมูล คือ นักเรียนช่วงชั้นที่ 3-4 โรงเรียนโสตศึกษาจังหวัดขอนแก่น จำนวน 153 คน ครูโรงเรียนโสตศึกษาจังหวัดขอนแก่น จำนวน 44 คน คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 15 คน ผู้ปกครองนักเรียน จำนวน 153 คน เครื่องมือที่ใช้ในการประเมินโครงการมี 4 ชุด สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ค่าร้อยละ (%) ค่าเฉลี่ย (`X ) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และค่า t-test ผลการประเมิน พบว่า ผลการประเมินโครงการด้านสภาพแวดล้อม ด้านปัจจัยเบื้องต้น ด้านกระบวนการ และด้านผลผลิต ตามความคิดเห็นของครู นักเรียน ผู้ปกครอง และคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานในภาพรวมและรายข้อ มีระดับการปฏิบัติอยู่ในระดับมาก ผลการประเมินผลสัมฤทธิ์ของโครงการ พฤติกรรมด้านนิสัยรักการอ่านของนักเรียน โรงเรียนโสตศึกษาจังหวัดขอนแก่น พบว่า นักเรียนมีนิสัยรักการอ่านในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อพบว่า นักเรียนมีนิสัยรักการอ่าน ในระดับมากทุกข้อคำถาม หลังการดำเนินการตามโครงการ เมื่อเปรียบเทียบนิสัยรักการอ่านของนักเรียนโดยภาพรวม ก่อนและหลังการดำเนินงานโครงการ แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ 0.05 โดยนิสัยรักการอ่านของนักเรียนหลังการดำเนินงานตามโครงการ อยู่ในเกณฑ์เฉลี่ยปานกลางและดีกว่านิสัยรักการอ่านของนักเรียนก่อนดำเนินโครงการ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหลังสิ้นสุดโครงการ นักเรียนช่วงชั้นที่ 3-4 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น นักเรียนที่มีผลสัมฤทธิ์ไม่ผ่านเกณฑ์การประเมินลดลง ผลการประเมินผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการดำเนินโครงการ ตามความคิดเห็นของครูและนักเรียนที่มีต่อการจัดกิจกรรมโครงการบริหารเพื่อส่งเสริมนิสัยรักการอ่าน หลังสิ้นสุดโครงการโดยภาพรวมมีความคิดเห็นอยู่ในระดับเท่ากัน เมื่อพิจารณารายข้อพบว่า ความคิดเห็นมากที่สุดการจัดบรรยากาศในห้องสมุด ข้อที่ระดับความคิดเห็นน้อยสุด คือครูสอบวัดความรู้จากการศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติมของนักเรียน ความคิดเห็นของคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานและผู้ปกครอง ที่มีต่อการดำเนินงานโครงการบริหารเพื่อส่งเสริมนิสัยรักการอ่านหลังสิ้นสุดโครงการโดยภาพรวมมีระดับความคิดเห็นอยู่ในระดับมากทุกด้าน และเมื่อพิจารณารายข้อระดับความคิดเห็นมากสุด คือ โรงเรียนจัดสภาพแวดล้อมเหมาะสมกับการเป็นสถานที่ศึกษาหาความรู้ ข้อที่ระดับความคิดเห็นน้อยสุดคือ โรงเรียนใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นมาเป็นประโยชน์ในการจัดการเรียนการสอน ข้อเสนอแนะ ข้อเสนอแนะในการนำไปใช้ 1. ควรจัดสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ของนักเรียน โรงเรียนต้องมีแหล่งเรียนรู้ ที่หลากหลาย มีสถานที่ที่เอื้อต่อการจัดกิจกรรมของนักเรียน และจัดกิจกรรมให้นักเรียนได้พัฒนาศักยภาพของตนเอง 2. การส่งเสริมนิสัยรักการอ่านของนักเรียนผู้บริหารจะต้องให้ความสนใจโดยกำหนดนโยบายที่ชัดเจน ให้ขวัญกำลังใจ พัฒนาศักยภาพครู สนับสนุนปัจจัยที่เอื้อต่อการเรียนรู้หรือจัดกิจกรรม นิเทศติดตามผลเป็นระยะ 3. ผู้ปกครอง ชุมชนต้องเข้าใจการดำเนินงานของโรงเรียนและให้ความร่วมมือใน การพัฒนานักเรียน 4. ควรมีการเผยแพร่แลกเปลี่ยนผลการดำเนินโครงการในหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อให้มี การพัฒนา การดำเนินโครงการอย่างแพร่หลายและส่งผลต่อครู นักเรียน ตามเป้าหมายของโครงการมากยิ่งขึ้น ข้อเสนอแนะในการทำวิจัย 1. ควรทำรายงานการวิจัยติดตามโครงการต่าง ๆ ของโรงเรียนเพื่อให้ทราบความก้าวหน้าในการดำเนินโครงการและประสิทธิภาพของโครงการ 2. ควรทำวิจัยศึกษาสภาพปัจจุบัน ปัญหา และความต้องการเพื่อให้ทราบความต้องการทำโครงการพัฒนาต่าง ๆ ต่อไปให้สอดคล้องกับความต้องการของครู
รายงานการพัฒนาและใช้บทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง ตัวประกอบของจำนวนนับ
[ โดย kruinfo ชม 418 ]
บทคัดย่อ ชื่อนวัตกรรม : รายงานการพัฒนาและใช้บทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง ตัวประกอบของจำนวนนับ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ชื่อผู้ศึกษา : นางวรรณี สิงหเรศร์ ตำแหน่ง ครูชำนาญการ ปีที่ทำการศึกษา : พ.ศ. 2552 การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของบทเรียนสำเร็จรูป เรื่องตัวประกอบของจำนวนนับ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ตามเกณฑ์ 75/75 2) เพื่อหาค่าดัชนีประสิทธิผลของบทเรียนสำเร็จรูปเรื่อง ตัวประกอบของจำนวนนับ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 3) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนโดยใช้บทเรียนสำเร็จรูป เรื่องตัวประกอบของจำนวนนับ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ก่อนเรียนและหลังเรียน 4) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้บทเรียนสำเร็จรูปเรื่อง ตัวประกอบของจำนวนนับ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/3 โรงเรียนวัดพระปฐมเจดีย์ อำเภอเมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐม ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2552 จำนวน 47 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ 1) บทเรียนสำเร็จรูปเรื่อง ตัวประกอบของจำนวนนับ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง ตัวประกอบของจำนวนนับ 3) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้บทเรียนสำเร็จรูปเรื่อง ตัวประกอบของจำนวนนับ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย( ) ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D) การหาประสิทธิภาพของบทเรียนสำเร็จรูป (E1/E2) การหาค่าประสิทธิผล (E.I) การหาร้อยละความก้าวหน้าเพื่อเปรียบเทียบความแตกต่างของคะแนนจากการทำแบบทดสอบก่อนและหลังเรียน ผลการศึกษาพบว่าประสิทธิภาพของบทเรียนสำเร็จรูปเรื่องตัวประกอบของจำนวนนับ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีค่า 78.26 / 78.09 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ 75/75 ดัชนีประสิทธิผลมีค่า 0.67 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน ร้อยละความก้าวหน้ามีค่า 39.23 นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนโดยใช้บทเรียนสำเร็จรูปอยู่ในระดับมากทุกด้าน

ยอดนิยม