เผยแพร่ผลงานครู » สายศิลป์

เลือกห้อง >>

สายศิลป์

การพัฒนาชุดฝึกกิจกรรม กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ เรื่อง ทัศนศิลป์สร้างสรรค์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6
[ โดย kruinfo ชม 1,442 ]
วัตถุประสงค์ 1. เพื่อหาประสิทธิภาพของชุดฝึกกิจกรรม กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะเรื่อง ทัศนศิลป์สร้างสรรค์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนเสนานิคม สำนักงานเขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยชุดฝึกกิจกรรม เรื่อง ทัศนศิลป์สร้างสรรค์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนเสนานิคม สำนักงานเขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร 3. เพื่อศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อการเรียนด้วยชุดฝึกกิจกรรม เรื่อง ทัศนศิลป์สร้างสรรค์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนเสนานิคม สำนักงานเขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร สมมติฐานของการศึกษา 1.ชุดฝึกกิจกรรมกลุ่มสาระการเรียนรู้ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่สร้างขึ้นมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 2.ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนหลังการเรียนด้วยชุดผึกกิจกรรมที่สร้างขึ้นสูงกว่าก่อนเรียน วิธีดำเนินการ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้เป็นนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนเสนานิคม สำนักงานเขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร จำนวน 45 คน โดยการสุ่มแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่ ชุดฝึกกิจกรรม กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ เรื่อง ทัศนศิลป์สร้างสรรค์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบวัดความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อชุดกิจกรรม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการศึกษา ผลการศึกษาพบว่าผลการหาประสิทธิภาพของชุดฝึกกิจกรรม กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ เรื่องทัศนศิลป์ สร้างสรรค์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีประสิทธิภาพ 89.26 / 87.78 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ที่กำหนดไว้ ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนเสนานิคม สำนักงานเขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร ก่อนและหลังการทดลองใช้ ชุดฝึกกิจกรรม กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ เรื่อง ทัศนศิลป์สร้างสรรค์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 หลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลอง แสดงว่า นักเรียนมีความรู้เพิ่มขึ้น โดยภาพรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้ ความคิดเห็นของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่มีต่อการเรียนด้วยชุดฝึกกิจกรรม กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ เรื่อง ทัศนศิลป์สร้างสรรค์ ปรากฎว่า ความคิดเห็นของผู้เรียนโดยภาพรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก
แบบฝึกทักษะเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ เรื่ององค์ประกอบทัศนศิลป์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
[ โดย kruinfo ชม 473 ]
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนาแบบฝึกทักษะเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ เรื่อง องค์ประกอบทัศนศิลป์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ให้มีประสิทธิภาพผ่านเกณฑ์ 80/80 เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน หลังจากได้รับ การจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ เรื่ององค์ประกอบทัศนศิลป์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 และเพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนหลังจากได้รับ การจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ เรื่ององค์ประกอบทัศนศิลป์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 กลุ่มตัวอย่างคือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/1 โรงเรียนปราจีนกัลยาณี ปีการศึกษา 2552 จำนวน 44 คน ได้มาจากการสุ่มแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูลคือ แบบฝึกทักษะเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ เรื่ององค์ประกอบทัศนศิลป์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 แบบทดสอบ เรื่ององค์ประกอบทัศนศิลป์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 แผนการจัดการเรียนรู้ เรื่ององค์ประกอบทัศนศิลป์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 และแบบวัดความพึงพอใจ แบบฝึกทักษะเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ เรื่ององค์ประกอบทัศนศิลป์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 รายงานผลการศึกษาด้วย ประสิทธิภาพ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติทดสอบทีแบบรายคู่ ผลการศึกษาพบว่า ประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ เรื่อง องค์ประกอบทัศนศิลป์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 พบว่ามีค่าเท่ากับ 85.19/83.48 เป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ การเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยคะแนนแบบทดสอบเรื่ององค์ประกอบทัศนศิลป์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ก่อนเรียนและหลังเรียนต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.0และ นักเรียนมีระดับความพึงพอใจในแบบฝึกทักษะเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ เรื่ององค์ประกอบทัศศิลป์ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 อยู่ในระดับมาก
การพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ เรื่อง ทัศนศิลป์และหลักการเขียนภาพ
[ โดย kruinfo ชม 174 ]
บทคัดย่อ บทเรียนคอมพิวเตอร์เป็นนวัตกรรมทางและเทคโนโลยีการศึกษา ที่สามารถส่งผ่านเนื้อหาวิชาไปยังผู้เรียนได้ดีอย่างหนึ่ง เป็นการเรียนการสอนที่นำคอมพิวเตอร์ไปช่วยจัดกิจกรรมการเรียน การสอนที่นำเสนอบทเรียนแทนผู้สอนสนองความแตกต่างระหว่างบุคคลผู้เรียนสามารถเรียนรู้ด้วยตนเองได้ไม่จำกัด การศึกษาค้นคว้าในครั้งนี้ มีความมุ่งหมาย ที่จะพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ สาระทัศนศิลป์และหลักการเขียนภาพ กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ให้ได้ประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80 /80 หาดัชนีประสิทธิผลจากการเรียนโดยใช้ บทเรียนคอมพิวเตอร์ ศึกษาตรวจสอบความพึงพอใจของผู้เรียนที่ผ่านการเรียน บทเรียนคอมพิวเตอร์ เรื่องทัศนศิลป์และหลักการเขียนภาพ กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ ประชากรและกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้า ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านสะแร อำเภอบัวเชด จังหวัดสุรินทร์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุรินทร์ เขต 3 ซึ่งเรียนในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2551 จำนวน 1 ห้องเรียน จำนวนนักเรียน 21 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (purposive sampling ) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าได้แก่ 1)บทเรียนคอมพิวเตอร์ เรื่องหลักการเขียนภาพ 2) แบบประเมินบทเรียนคอมพิวเตอร์ 3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 4) แบบฝึกหัดท้ายหน่วย 5) แบบวัดความพึงพอใจสถิติใช้ในการวิเคราะห์ ข้อมูล คือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการศึกษาค้นคว้าพบว่า บทเรียนคอมพิวเตอร์ เรื่องหลักการเขียนภาพ สาระทัศนศิลป์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีประสิทธิภาพ เป็นไปตามเกณฑ์ 80/80 ที่ตั้งไว้และค่าดัชนีประสิทธิผล 85.30 / 80.16 แสดงว่าหลังจากเรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ เรื่องทัศนศิลป์และหลักการเขียนภาพ นักเรียนมีความรู้เพิ่มขึ้นร้อยละ 80.16 และนักเรียนมีความพึงพอในต่อบทเรียนคอมพิวเตอร์ เรื่อง ทัศน ศิลป์และหลักการเขียนภาพ สาระการเรียนรู้ศิลปะ สรุปเป็นภาพรวมอยู่ในระดับมากทุกรายการ เป็นสื่อการสอนที่ดีมีประสิทธิภาพนำไปใช้ในการเรียนการสอนได้ บทเรียนคอมพิวเตอร์ เรื่องหลักการเขียนภาพสาระทัศนศิลป์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ที่ตั้งไว้ และนักเรียนมีความพึงพอใจต่อบทเรียนคอมพิวเตอร์อยู่ในระดับมาก จึงสมควรส่งเสริมสนับสนุนให้ครูและผู้ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการเรียนการสอนได้พัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์สาระการเรียนรู้ต่างๆ เพื่อนำไปพัฒนาการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นไป
การเปรียบเทียบผลการเรียนรู้จากบทเรียนคอมพิวเตอร์การประดิษฐ์ท่ารำ เรื่องฟ้อนชานุมาน 3 เผ่า กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ สาระนาฏศิลป์
[ โดย kruinfo ชม 231 ]
บทคัดย่อ บทเรียนคอมพิวเตอร์การประดิษฐ์ท่ารำ เรื่องฟ้อนชานุมาน 3 เผ่า เป็นนำเทคโนโลยีมาใช้ในการจัดการศึกษาในสาระการเรียนรู้ศิลปะ สาระนาฏศิลป์ การวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อประดิษฐ์ท่ารำ เรื่องฟ้อนชานุมาน 3 เผ่า สาระการเรียนรู้ศิลปะ สาระนาฏศิลป์ ช่วงชั้นที่ 2 เพื่อพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ การประดิษฐ์ท่ารำ เรื่องฟ้อนชานุมาน 3 เผ่า กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ สาระนาฏศิลป์ ช่วงชั้นที่ 2 เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของบทเรียนคอมพิวเตอร์การประดิษฐ์ท่ารำ เรื่องฟ้อนชานุมาน 3 เผ่า กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ สาระนาฏศิลป์ ช่วงชั้นที่ 2 เพื่อศึกษาดัชนีประสิทธิผลของบทเรียนคอมพิวเตอร์การประดิษฐ์ท่ารำ เรื่องฟ้อนชานุมาน 3 เผ่า กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ สาระนาฏศิลป์ ช่วงชั้นที่ 2 เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์การประดิษฐ์ท่ารำ เรื่องฟ้อนชานุมาน 3 เผ่า กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ สาระนาฏศิลป์ ช่วงชั้นที่ 2 และเพื่อศึกษาความพึงพอใจหลังเรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ การประดิษฐ์ท่ารำ เรื่องฟ้อนชานุมาน 3 เผ่า กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ สาระนาฏศิลป์ ช่วงชั้นที่ 2 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ได้แก่ นักเรียนช่วงชั้นที่ 2 โรงเรียนนิคมชานุมานสงเคราะห์ 3 อำเภอชานุมาน จังหวัดอำนาจเจริญ จำนวน 27 คน ระยะเวลาที่ใช้ในการทดลอง คือ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2551 ระหว่างวันที่ 10-28 พฤศจิกายน 2551 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ บทเรียนคอมพิวเตอร์การประดิษฐ์ท่ารำ เรื่องฟ้อนชานุมาน 3 เผ่า แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบวัดทักษะปฏิบัติการฟ้อนชานุมาน 3 เผ่า แบบประเมินคุณภาพบทเรียนคอมพิวเตอร์ และแบบสอบถามวัดความพึงพอใจต่อการเรียน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบสมมุติฐานใช้ t-test ผลการวิจัย ปรากฏดังนี้ 1. บทเรียนคอมพิวเตอร์ที่พัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพ เท่ากับ 88.12/84.59 สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ 2. บทเรียนคอมพิวเตอร์ที่พัฒนาขึ้นมีดัชนีประสิทธิผล เท่ากับ 0.75 ซึ่งแสดงว่าบทเรียนนี้ทำให้นักเรียนมีความรู้เพิ่มขึ้นร้อยละ 75 3. นักเรียนช่วงชั้นที่ 2 มีผลสัมฤทธิ์ในการเรียนรู้ และการปฏิบัติฟ้อนชานุมาน 3 เผ่า หลังเรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์เพิ่มมากขึ้น โดยสรุปบทเรียนคอมพิวเตอร์การประดิษฐ์ท่ารำ เรื่องฟ้อนชานุมาน 3 เผ่า กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ สาระนาฏศิลป์ ของนักเรียนช่วงชั้นที่ 2 มีประสิทธิภาพเหมาะสม ควรนำมาใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน เพื่อให้ผู้เรียนบรรลุตามจุดมุ่งหมายของการเรียน
ผลการใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน (CAI)เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่อง เครื่องดนตรีไทย ของนักเรียนช่วงชั้นที่ 3 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1โรงเรียนท่าเกษมพิทยา อำเภอเมืองสระแก้ว จังหวัดสระแก้ว
[ โดย kruinfo ชม 189 ]
การศึกษาในครั้งนี้ มีความมุ่งหมายเพื่อพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน (CAI) เรื่อง เครื่องดนตรีไทย สำหรับนักเรียนช่วงชั้นที่ 3 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน ความคงทนในการเรียนรู้และศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน (CAI) เรื่อง เครื่องดนตรีไทย กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนช่วงชั้นที่ 3 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2550 โรงเรียนท่าเกษมพิทยา อำเภอเมืองสระแก้ว จังหวัดสระแก้ว จำนวน 34 คน โดยการสุ่มแบบเจาะจง และใช้รูปแบบการศึกษาแบบ One-Group Pretest-Posttest Design เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาคือบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน(CAI) เรื่อง เครื่องดนตรีไทย แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบประเมินประสิทธิภาพบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน(CAI) สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบสมมติฐานการเปรียบเทียบความแตกต่างใช้ Dependent Sample t-test ผลการศึกษาปรากฏดังนี้ 1. บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน (CAI) เรื่อง เครื่องดนตรีไทย ของนักเรียนช่วงชั้นที่ 3 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1โรงเรียนท่าเกษมพิทยา อำเภอเมืองสระแก้ว จังหวัดสระแก้ว มีประสิทธิภาพ สูงกว่าเกณฑ์ประสิทธิภาพ 80/80 ที่กำหนดไว้ 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน (CAI) เรื่อง เครื่องดนตรีไทย โดยมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน ซึ่งแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 3. คะแนนเฉลี่ยของการทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์หลังเรียนและติดตามผล จากการเรียน โดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน (CAI) เรื่องเครื่องดนตรีไทย ของนักเรียนช่วงชั้นที่ 3 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 แตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ แสดงว่านักเรียนมีความคงทน ในการเรียนรู้ สามารถจำชื่อและเสียงของเครื่องดนตรีไทยประเภทต่างๆ ได้ 4. ความพึงพอใจของนักเรียนต่อการเรียนโดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน(CAI) เรื่องเครื่องดนตรีไทย โดยรวมและรายข้ออยู่ในระดับดีมาก
การพัฒนาหลักสูตรท้องถิ่น ดนตรีพื้นเมือง สะล้อ ซอ ปิน เรื่อง การดีดปิน สีสะล้อ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านซาวหลวง ตำบลสวก อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน
[ โดย kruinfo ชม 358 ]
การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ สร้าง พัฒนา และหาประสิทธิภาพหลักสูตรท้องถิ่น ดนตรีพื้นเมือง สะล้อ ซอ ปิน เรื่อง การดีดปิน สีสะล้อ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ประชากรกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านซาวหลวง ตำบลสวก อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2550 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้คือ หลักสูตรท้องถิ่น ดนตรีพื้นเมือง สะล้อ ซอ ปิน เรื่อง การดีดปิน สีสะล้อ สำหรับนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 และแบบประเมินโครงร่างหลักสูตรท้องถิ่น ดนตรีพื้นเมือง สะล้อ ซอ ปิน เรื่อง การดีดปิน สีสะล้อ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ( S.D.) และค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ในการหาประสิทธิภาพของหลักสูตรท้องถิ่น ดนตรีพื้นเมือง สะล้อ ซอ ปิน เรื่อง การดีดปิน สีสะล้อ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านซาวหลวง พบว่า 1. ผลการหาประสิทธิภาพของหลักสูตรท้องถิ่น ดนตรีพื้นเมือง สะล้อ ซอ ปิน จากการประเมินความเหมาะของโครงร่างหลักสูตรมีความเหมาะสมกับจุดมุ่งหมายของหลักสูตร โดยรวม อยู่ระดับมาก มีค่าเฉลี่ย 3.91 , มีความเหมาะสมด้านเนื้อหาของหลักสูตร โดยรวม อยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ย 3.73 , มีความเหมาะสมของกิจกรรมการเรียนรู้ โดยรวม อยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ย 3.55 , มีความเหมาะสมของสื่อและแหล่งเรียนรู้ โดยรวมอยู่ในระดับ มาก มีค่าเฉลี่ย 3.91 , มีความเหมาะสมของการวัดผลและประเมินผล โดยรวม อยู่ในระดับ มาก มีค่าเฉลี่ย 3.72 แสดงว่าโครงร่างของหลักสูตรมีความเหมาะสม ผู้เชี่ยวชาญมีความคิดเห็นว่าส่วนใหญ่หลักสูตรท้องถิ่นดนตรีพื้นเมืองสะล้อ ซอ ปิน มีความสอดคล้องกับองค์ประกอบต่างๆของหลักสูตร มีค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) อยู่ระหว่าง 0.57
รายงานการใช้ชุดฝึกทักษะกิจกรรมนาฏศิลป์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนเทศบาล 1 วัดแก่นเหล็ก (รัตนกะลัสอนุสรณ์)
[ โดย kruinfo ชม 1,447 ]
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนาชุดฝึกทักษะกิจกรรมนาฏศิลป์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนเทศบาล 1 วัดแก่นเหล็ก (รัตนกะลัสอนุสรณ์) ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนนาฎศิลป์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนเทศบาล 1 วัดแก่นเหล็ก (รัตนกะลัสอนุสรณ์) ก่อนและหลังใช้ชุดฝึกทักษะกิจกรรมนาฎศิลป์ และเพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนการสอนกิจกรรมนาฎศิลป์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โดยใช้ชุดฝึกทักษะกิจกรรมนาฎศิลป์ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการดำเนินการครั้งนี้ เป็นนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4/1 ปีการศึกษา 2551 ของโรงเรียนเทศบาล 1 วัดแก่นเหล็ก (รัตนกะลัสอนุสรณ์) จำนวน 39 คน เครื่องมือที่ใช้ในการดำเนินการ คือ แผนการจัดการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ สารนาฏศิลป์ จำนวน 14 แผน ชุดฝึกทักษะกิจกรรมนาฏศิลป์ จำนวน 3 เรื่อง แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ สารนาฏศิลป์ ใช้แบบแผนการวิจัยแบบ One Group Pretest - Posttest Design การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติ t-test for Dependent Sample ผลการดำเนินการพบว่า 1. ชุดฝึกทักษะกิจกรรมนาฏศิลป์ ที่ผู้เขียนสร้างขึ้นมีประสิทธิภาพ 82.83/82.67 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานที่ตั้งไว้ 80/80 2. นักเรียนที่เรียนด้วยชุดฝึกทักษะกิจกรรมนาฏศิลป์ มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ สารนาฏศิลป์ หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.1 3. นักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดฝึกทักษะกิจกรรมนาฏศิลป์ มีความพึงพอใจต่อการจัดกิจกรรมเรียนรู้นาฏศิลป์ อยู่ในระดับมาก (X = 4.45, S.D.=0.53)
การรายงานศึกษาแบบฝึกทักษะวิชาดนตรี-นาฏศิลป์ เรื่องแบบฝึกทักษะปฏิบัติขลุ่ยรีคอร์เดอร์ สาระการเรียนรู้ศิลปะ (สาระดนตรี) ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2
[ โดย kruinfo ชม 1,158 ]
การศึกษารายงานครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อ (1) เพื่อพัฒนาแบบฝึกทักษะปฏิบัติขลุ่ยรีคอร์เดอร์ วิชาดนตรี-นาฏศิลป์ เรื่อง ทฤษฎีดนตรีสากลขั้นพื้นฐาน กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ (สาระดนตรี) ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 (2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนทั้งก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนที่เรียนด้วยแบบฝึกทักษะขลุ่ยรีคอร์เดอร์ วิชาดนตรี-นาฏศิลป์ เรื่อง ทฤษฎีดนตรีสากลขั้นพื้นฐานที่พัฒนาขึ้น และ (3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนด้วยแบบฝึกทักษะขลุ่ยรีคอร์เดอร์ วิชาดนตรี-นาฏศิลป์ เรื่อง ทฤษฎีดนตรีสากลขั้นพื้นฐานที่พัฒนาขึ้น กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษารายงานครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบางชัน(ปลื้มวิทยานุสรณ์) สำนักงานเขตคลองสามวา กรุงเทพมหานคร จำนวน 40 คน ได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้า ได้แก่ (1) แบบฝึกทักษะปฏิบัติขลุ่ยรีคอร์เดอร์ วิชาดนตรี-นาฏศิลป์ เรื่อง แบบฝึกทักษะปฏิบัติขลุ่ยรีคอร์เดอร์ ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ใช้เวลาในการทดลอง 18 ชั่วโมง (2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องทฤษฎีดนตรีสากลขั้นพื้นฐาน จำนวน 30 ข้อ ค่าความยากระหว่าง 0.45-0.78 ค่าอำนาจจำแนกระหว่าง 0.21-0.46 ค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบทั้งฉบับ 0.77 และ (3) แบบวัดความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนด้วยแบบฝึกทักษะปฏิบัติขลุ่ยรีคอร์เดอร์ วิชาดนตรี-นาฏศิลป์ เรื่องทฤษฎีดนตรีสากลขั้นพื้นฐาน จำนวน 30 ข้อ ความเชื่อมั่น 0.78 สถิติที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้า คือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ ทดสอบความมีนัยสำคัญทางสถิติโดยใช้ t-test (Dependent Samples) ผลการศึกษาค้นคว้าพบว่า แบบฝึกทักษะปฏิบัติขลุ่ยรีคอร์เดอร์ วิชาดนตรี-นาฏศิลป์ เรื่องทฤษฎีดนตรีสากลขั้นพื้นฐานที่พัฒนาขึ้น มีประสิทธิภาพเท่ากับ 92.85/89.13 มีดัชนีประสิทธิผลเท่ากับ 0.7709 นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และนักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนด้วยแบบฝึกทักษะปฏิบัติขลุ่ยรีคอร์เดอร์ วิชาดนตรี-นาฏศิลป์ เรื่อง ทฤษฎีดนตรีสากลขั้นพื้นฐาน โดยรวมอยู่ในระดับมาก อันดับแรก คือ แบบฝึกทักษะปฏิบัติขลุ่ยรีคอร์เดอร์ ทำให้นักเรียนรู้สึกกระตือรือร้นต่อการเรียน และมีความพึงพอใจอยู่ในระดับปานกลาง 1 ข้อ คือ นักเรียนสามารถอ่านและทำความเข้าใจในเนื้อหาได้ด้วยตนเอง โดยสรุปแบบฝึกทักษะปฏิบัติขลุ่ยรีคอร์เดอร์ ทำให้นักเรียนรู้สึกกระตือรือร้นต่อการเรียน เรื่องทฤษฎีดนตรีสากลขั้นพื้นฐานสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีประสิทธิภาพ และมีประสิทธิผล สามารถนำไปใช้ได้ เป็นแนวทางในการศึกษาเพื่อพัฒนาในเนื้อหาและรายวิชาอื่นต่อไป
รายงานการสร้างและพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ (ทัศนศิลป์) ชุดฝึกเขียนเรียนวาดภาพคน สำหรับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3
[ โดย kruinfo ชม 755 ]
การศึกษาผลการพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ (ทัศนศิลป์) ชุดฝึกเขียนเรียนวาดภาพคน สำหรับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ครั้งนี้มีจุดประสงค์ ดังนี้ 1. เพื่อสร้างและพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ(ทัศนศิลป์) ชุดฝึกเขียนเรียนวาดภาพคน สำหรับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ ประสิทธิภาพของกระบวนการ ต่อประสิทธิภาพของผลลัพธ์ 80/80 2. เพื่อศึกษาผลการใช้ ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ (ทัศนศิลป์) ชุดฝึกเขียนเรียนวาดภาพคน สำหรับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โดยเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยจากการทดสอบหลังเรียนเปรียบเทียบกับเกณฑ์ค่าเฉลี่ยร้อยละ 80 และผลการปฏิบัติกิจกรรมระหว่างเรียนเปรียบเทียบกับเกณฑ์ค่าเฉลี่ยร้อยละ 80 3. เพื่อประเมินผลการใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ (ทัศนศิลป์) ชุดฝึกเขียนเรียนวาดภาพคน สำหรับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ผลการศึกษาพบว่า 1. ผลการสร้างและพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ (ทัศนศิลป์) ชุดฝึกเขียนเรียนวาดภาพคน สำหรับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ประสิทธิภาพของกระบวนการ ต่อประสิทธิภาพของผลลัพธ์ 80/80 พบว่าชุดกิจกรรมการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ (ทัศนศิลป์) ชุดฝึกเขียนเรียนวาดภาพคน สำหรับ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 89.08/88.33 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน ที่กำหนด 80/80 2. ผลการศึกษาผลการใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ (ทัศนศิลป์) ชุดฝึกเขียนเรียนวาดภาพคน สำหรับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โดยเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยจากการทดสอบหลังเรียนเปรียบเทียบกับเกณฑ์ค่าเฉลี่ยร้อยละ 80 และผลการปฏิบัติกิจกรรมระหว่างเรียนเปรียบเทียบกับเกณฑ์ค่าเฉลี่ยร้อยละ 80 พบว่านักเรียนได้ค่าเฉลี่ยร้อยละของการทดสอบหลังเรียน 82.36 สูงกว่าเกณฑ์ค่าเฉลี่ยร้อยละ 80 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ส่วนผลการปฏิบัติกิจกรรมระหว่างเรียนพบว่านักเรียนได้ค่าเฉลี่ยร้อยละ 86.32 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ ค่าเฉลี่ยร้อยละ 80 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
การวาดภาพด้วยสีน้ำรายวิชาศิลปะทัศนศิลป์ รหัสวิชา ศ 31101 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
[ โดย kruinfo ชม 306 ]
การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ เอกสารประกอบการเรียน (การวาดภาพด้วยสีน้ำ) กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 สาระทัศนศิลป์ การสร้างสรรค์ผลงานทัศศิลป์ (การวาดภาพด้วยสีน้ำ) มาตรฐาน ศ 1.1 สร้างสรรค์งานทัศนศิลป์ ตามจินตนาการ และความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ วิเคราะห์ วิพากษ์ วิจารณ์คุณค่างานทัศนศิลป์ ถ่ายทอดความรู้สึก ความคิดต่องานศิลปะอย่างอิสระ ชื่นชม และประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน ให้ได้ตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังการใช้เอกสารประกอบการเรียน (การวาดภาพด้วยสีน้ำ) กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 สาระทัศนศิลป์ การสร้างสรรค์ผลงานทัศนศิลป์ (การวาดภาพด้วยสีน้ำ) มาตรฐาน ศ 1.1 : สร้างสรรค์งานทัศนศิลป์ตามจินตนาการ และความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ วิเคราะห์ วิพากษ์ วิจารณ์คุณค่างานทัศนศิลป์ ถ่ายทอดความรู้สึก ความคิดต่องานศิลปะอย่างอิสระ ชื่นชม และประยุกต์ใช้ ในชีวิตประจำวัน ที่ผู้รายงานสร้างขึ้น กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/3 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2550 โรงเรียนประทุมวรราชวิทยา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุบลราชธานี เขต 1 จำนวน 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการพัฒนาเอกสารประกอบการเรียน (การวาดภาพด้วยสีน้ำ) กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/3 สาระทัศนศิลป์ การสร้างสรรค์ผลงานทัศนศิลป์ (การวาดภาพด้วยสีน้ำ) มาตรฐาน ศ 1.1 : สร้างสรรค์งานทัศนศิลป์ตามจินตนาการ และความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ วิเคราะห์ วิพากษ์ วิจารณ์คุณค่างานทัศนศิลป์ ถ่ายทอดความรู้สึก ความคิดต่องานศิลปะอย่างอิสระ ชื่นชมและประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน จำนวน 30 ชุด แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จำนวน 30 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบสมมติฐานใช้ t-test แนวคิดทฤษฎี - แนวคิดและทฤษฎีที่นำไปสู่การวิจัย มีดังนี้ 1. แนวคิดเกี่ยวกับการสอนของ Robert Gagn? แนวความคิดของกาเย่ เพื่อให้ได้บทเรียนที่เกิดจากการออกแบบในลักษณะการเรียนการสอนจริง โดยยึดหลักการนำเสนอเนื้อหาและจัดกิจกรรมการเรียนรู้จากการมีปฏิสัมพันธ์ หลักการสอนทั้ง 9 ประการ 2. กฎการเรียนรู้ของ Thorndike 3 กฎ คือ 1. กฎแห่งความพร้อม (Law of Readiness) เน้นถึงสภาพความพร้อมของผู้เรียนทั้งกายและใจว่ามีผลต่อการเกิดการเรียนรู้ของผู้เรียน 2. กฎแห่งการฝึกหัด (Law of exercise) เน้นว่า การกระทำซ้ำๆ บ่อยๆจะทำให้การเรียนรู้นั้นๆแน่นแฟ้นขึ้น แต่ถ้าพฤติกรรมใดแม้เกิดการเรียนรู้แล้วแต่ขาดการกระทำซ้ำบ่อยๆจะทำให้การเรียนรู้นั้นๆ มีความเข้มน้อยลงไปและอาจไม่ได้ผลเท่าเดิม 3. กฎแห่งผล (Law of effect ) เน้นว่า เมื่อพฤติกรรมเกิดจากการเชื่อมโยงระหว่างสิ่งเร้ากับการตอบสนองแล้วอินทรีย์เกิดความพอใจ อินทรีย์จะมีแนวโน้มในการกระทำพฤติกรรมนั้นๆซ้ำอีก 3. ทฤษฎีการเรียนรู้ของ ธอร์นไดด์ (Thorndrike) 1 กฎแห่งความพร้อม (Law of Readiness) การเรียนรู้เกิดได้เมื่อมีความพร้อม ถ้าเมื่อถึงวุฒิภาวะ (Maturity) ย่อมมีผลให้ทำกิจกรรมในขั้นนั้นได้สำเร็จ ความพอใจย่อมตามมากับความสำเร็จ การตอบสนองจะได้ผลดีเมื่อร่างกายมีความพร้อมที่จะกระทำซึ่งอาจกล่าวได้ว่า การเรียนรู้จะมีประสิทธิภาพมากที่สุดเมื่อผู้เรียนพร้อมที่จะตอบสนอง 2 กฎแห่งการฝึกหัด (Law of Exercise) เมื่อมีการฝึกทำบ่อยๆ มีการทดสอบความสามารถแล้วตามด้วยแรงเสริม ความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งเร้ากับแรงเสริมจะแน่นขึ้น จนเกิดความเคยชิน แต่ในทางตรงกันข้ามถ้าไม่มีการทำบ่อยๆย่อมขาดตอนและอ่อนล้าไปในที่สุด อาจกล่าวได้ว่า ในกิจกรรมการเรียนถ้าได้มีการฝึกปฏิบัติหรือกระทำบ่อยๆจะเกิดทักษะหรือมีความชำนาญ แต่ถ้าขาดการฝึกหัด ความชำนาญก็จะลดน้อยลง 3 กฎแห่งความพอใจ (Law of Effect) เมื่อมีการให้แรงจูงใจ การให้รางวัลและการเสริมแรงเป็นความพอใจ ก็จะส่งผลให้แสดงพฤติกรรมที่พึงประสงค์ ก่อให้เกิดการเรียนรู้ขึ้น ซึ่งอาจกล่าวได้ว่า กิจกรรมการเรียนรู้จะได้ผลดีถ้าหากผู้เรียนเกิดความพอใจ และถ้าไม่ได้รับความพอใจจะเกิดผลน้อย วัตถุประสงค์ 1.เพื่อพัฒนาเอกสารประกอบการเรียน การวาดภาพด้วยสีน้ำ 2.เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ที่เน้นนักเรียนเป็นสำคัญ 3. เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ให้มีประสิทธิภาพ และประสิทธิผล สูงสุด สมมุติฐานการวิจัย นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/3 มีทักษะหรือความสามารถที่แตกต่างกัน แต่ทุกคนสามารถเรียนรู้และปฏิบัติงานได้ ระเบียบวิธีวิจัย - แบบแผนการวิจัย เป็นแบบฝึกปฎิบัติ และแบบประเมินผลงานเมื่อผลงานเสร็จสิ้น ประชากร/กลุ่มตัวอย่าง ประชากร ประชากรที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่กำลังเรียนอยู่ใน ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2550 โรงเรียนประทุมวรราชวิทยา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา อุบลราชธานี เขต 1 จำนวนทั้งหมด 30 คน กลุ่มตัวอย่าง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/3 ที่กำลังเรียนอยู่ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2550 โรงเรียนประทุมวรราชวิทยา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุบลราชธานี เขต 1 จำนวนทั้งหมด 30 คน ตัวแปร - นิยามศัพท์ - เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย - เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1. แผนการจัดการเรียนรู้ รายวิชา ศิลปะทัศนศิลป์ รหัสวิชา ศ 31101 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 9 แผน 2. เอกสารประกอบการเรียน รายวิชา ศิลปะทัศนศิลป์ รหัสวิชา ศ 31101 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 9 เล่ม 3. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียน 4. แบบประเมินผลงานนักเรียน ขั้นตอนการสร้างเครื่องมือ วิธีดำเนินการพัฒนาเอกสารประกอบการเรียน ศิลปะทัศนศิลป์ รหัสวิชา ศ 31101 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ประกอบด้วยขั้นตอนย่อย 4 ขั้นตอน คือ 1) การพัฒนาเอกสารประกอบการเรียน 2) การตรวจสอบเอกสารประกอบการเรียน 3) การหาประสิทธิภาพของเอกสารประกอบการเรียน 4) การปรับปรุงแก้ไขเอกสารประกอบการเรียน วิธีการรวบรวมข้อมูล - การวิเคราะห์ข้อมูล - สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ (%) ค่าเฉลี่ย (X) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) สรุปผลวิจัย ผลการพัฒนาพบว่า 1. เอกสารประกอบการเรียน (การวาดภาพด้วยสีน้ำ) กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ ชั้นมัธยม ศึกษาปีที่ 1 สาระทัศนศิลป์ การสร้างสรรค์งานทัศนศิลป์ (การวาดภาพด้วยสีน้ำ) มาตรฐาน ศ 1.1 : สร้างสรรค์งานทัศนศิลป์ตามจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ วิเคราะห์ วิพากษ์ วิจารณ์คุณค่างานทัศน ศิลป์ ถ่ายทอดความรู้สึก ความคิดต่องานศิลปะอย่างอิสระ ชื่นชม และประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน ที่ผู้ รายงานพัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพเท่ากับ 82.62/82.44 2. นักเรียนที่เรียนโดยใช้เอกสารประกอบการเรียน (การวาดภาพด้วยสีน้ำ) กลุ่มสาระ การเรียนรู้ศิลปะ ชั้นมัธยมศึกษาศึกษาปีที่ 1/3 สาระทัศนศิลป์ การสร้างสรรค์งานทัศนศิลป์ (การวาดภาพด้วยสีน้ำ) มาตรฐาน ศ 1.1 : สร้างสรรค์งานทัศนศิลป์ตามจินตนาการ และความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ วิเคราะห์ วิพากษ์ วิจารณ์คุณค่างานทัศนศิลป์ ถ่ายทอดความรู้สึก ความคิด ต่องานศิลปะอย่างอิสระ ชื่นชม และประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหลังเรียนสูงกว่าคะแนนก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 - ข้อเสนอแนะเพื่อการวิจัยครั้งต่อไป ประโยชน์ของงานวิจัย 1. ได้ชุดเอกสารประกอบการเรียน สำหรับใช้เป็นสื่อการเรียนการสอนรายวิชา ศิลปะทัศนศิลป์ รหัสวิชา ศ 31101 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่ช่วยส่งเสริมให้การเรียนการสอน เข้มข้นขึ้น 2. เป็นแนวทางให้ครูผู้สอนนำไปประยุกต์ใช้ และพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียน การสอน ในส่วนที่เป็นเนื้อหาเกี่ยวกับรายวิชา ศิลปะทัศนศิลป์ ที่สอดแทรกอยู่ในกลุ่มวิชาศิลปะทัศนศิลป์ ระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น 3. เป็นแนวทางแก่ผู้สนใจในการศึกษา ค้นคว้า และวิจัยต่อไป
วิจัยการพัฒนาชุดการเรียนกิจกรรมนาฏศิลป์ด้วยตนเอง เรื่อง ระบำเต้นรำทำตาลของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนเทศบาล 1 วัดแก่นเหล็ก
[ โดย kruinfo ชม 714 ]
การศึกษาครั้งมีมีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนาชุดการเรียนกิจกรรมนาฏศิลป์ด้วยตนเองของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านความรู้และการปฏิบัติกิจกรรมนาฏศิลป์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ก่อนและหลังใช้ชุดการเรียนกิจกรรมนาฏศิลป์ด้วยตนเอง 3) เพื่อศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่มีต่อชุดการเรียนกิจกรรมนาฏศิลป์ด้วยตนเอง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการดำเนินการครั้งนี้ เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนเทศบาล 1 วัดแก่นเหล็ก (รัตนกะลัสอนุสรณ์) จำนวน 39 คน เครื่องมือที่ใช้ในการดำเนินการ คือ แผนการจัดการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ สาระนาฏศิลป์ จำนวน 10 แผน ชุดการเรียนกิจกรรมนาฏศิลป์ด้วยตนเอง เรื่อง ระบำเต้นรำทำตาล แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ สาระนาฏศิลป์ แบบประเมินการสังเกตพฤติกรรมการปฏิบัติกิจกรรมนาฏศิลป์ แบบประเมินความคิดเห็น ต่อการใช้ชุดการเรียนกิจกรรมนาฏศิลป์ด้วยตนเอง ใช้แบบแผนการวิจัยแบบ One Group Pretest
รายงานการใช้ชุดฝึกทักษะกิจกรรมนาฏศิลป์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนเทศบาล 1 วัดแก่นเหล็ก (รัตนกะลัสอนุสรณ์)
[ โดย kruinfo ชม 249 ]
การศึกษาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาชุดฝึกทักษะกิจกรรมนาฏศิลป์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนเทศบาล 1 วัดแก่นเหล็ก (รัตนกะลัสอนุสรณ์) ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนนาฏศิลป์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนเทศบาล 1 วัดแก่นเหล็ก (รัตนกะลัสอนุสรณ์) ก่อนและหลังใช้ชุดฝึกทักษะกิจกรรมนาฏศิลป์ และเพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนการสอนกิจกรรมนาฏศิลป์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โดยใช้ชุดฝึกทักษะกิจกรรมนาฏศิลป์ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการดำเนินการครั้งนี้ เป็นนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4/1 ปีการศึกษา 2551 ของโรงเรียนเทศบาล 1 วัดแก่นเหล็ก (รัตนกะลัสอนุสรณ์) จำนวน 39 คน เครื่องมือที่ใช้ในการดำเนินการ คือ แผนการจัดการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ สาระนาฏศิลป์ จำนวน 14 แผน ชุดฝึกทักษะกิจกรรมนาฏศิลป์ จำนวน 3 เรื่อง แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ สาระนาฏศิลป์ ใช้แบบแผนการวิจัย One Group Pretest
รายงานผลการใช้และการพัฒนาหนังสืออ่านเพิ่มเติม กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6
[ โดย kruinfo ชม 132 ]
ในสังคมโลกปัจจุบันการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศเป็นประโยชน์ในการติดต่อสื่อสาร การศึกษาการแสวงหาข้อมูลจากแหล่งต่างๆการประกอบอาชีพ ธรรมชาติ ลักษณะเฉพาะการเรียนภาษาต่างประเทศแตกต่างจากการเรียนสาระการเรียนรู้อื่น เนื่องจากผู้เรียนไม่ได้เรียนภาษาเพื่อความรู้เกี่ยวกับภาษาเท่านั้น แต่เรียนภาษาเพื่อให้สามารถใช้ภาษาเป็นเครื่องมือในการติดต่อสื่อสารกับผู้อื่นได้ตามความต้องการในสถานการณ์ต่าง ๆ ทั้งในชีวิตประจำวันและการประกอบอาชีพ การศึกษาครั้งนี้มีความมุ่งหมาย 1. เพื่อพัฒนาหนังสืออ่านเพิ่มเติม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2. เพื่อศึกษาดัชนีประสิทธิผลของหนังสืออ่านเพิ่มเติมที่ผู้ศึกษาสร้างและพัฒนาขึ้น 3. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้หนังสืออ่านเพิ่มเติม 4. เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่มีต่อการเรียนด้วยหนังสืออ่านเพิ่มเติมที่ผู้ศึกษาสร้างและพัฒนาขึ้น กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนหนองบัววิทยาเสริม สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากาฬสินธุ์ เขต 2 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2551 จำนวน 13 คน การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณใช้ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ ค่า t-test (Dependent Sample) แล้วนำเสนอโดยการบรรยาย ผลการศึกษาปรากฏ ดังนี้ 1. หนังสืออ่านเพิ่มเติม กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ ที่ผู้ศึกษาสร้างและพัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพเท่ากับ 84.87/82.31 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้คือ 80/80 2. ดัชนีประสิทธิผลของหนังสืออ่านเพิ่มเติม กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีค่าเท่ากับ 0.7385 หมายความว่า หนังสืออ่านเพิ่มเติม กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศที่ผู้ศึกษาสร้างและพัฒนาขึ้น ทำให้นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีความรู้เพิ่มขึ้น คิดเป็นร้อยละ 73.85 3. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 หลังเรียนโดยใช้หนังสืออ่านเพิ่มเติม สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 4. ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่มีต่อการเรียนโดยใช้หนังสืออ่านเพิ่มเติม กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยรวมอยู่ในระดับ เหมาะสมมาก
รายงานผลการพัฒนาหนังสือประกอบการเรียน ชุด พื้นฐานงานศิลป์ (ทัศนศิลป์) กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6
[ โดย kruinfo ชม 161 ]
บทคัดย่อ การพัฒนาหนังสือประกอบการเรียน ชุด พื้นฐานงานศิลป์ (ทัศนศิลป์) กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มี วัตถุประสงค์ ดังนี้ 1) เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของหนังสือประกอบการเรียน ชุด พื้นฐานงานศิลป์ (ทัศนศิลป์) กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ ชั้นประถมศึกษา ปีที่ 6 ตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนระหว่างก่อนและหลังการใช้ หนังสือประกอบการเรียน ชุด พื้นฐานงานศิลป์ (ทัศนศิลป์) กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 3) เพื่อประเมินพฤติกรรมการเรียนรู้ของผู้เรียนที่เรียนโดยใช้หนังสือประกอบการ เรียน ชุด พื้นฐานงานศิลป์ (ทัศนศิลป์) กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ ชั้นประถมศึกษา ปีที่ 6 4) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของผู้เรียนที่เรียนโดยใช้หนังสือประกอบการเรียน ชุด พื้นฐานงานศิลป์ (ทัศนศิลป์) กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ประชากร ได้แก่ ผู้เรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ปีการศึกษา 2553 โรงเรียนวัดจันทร์-ประดิษฐาราม สำนักงานเขตภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร จำนวน 8 ห้องเรียน จำนวน 334 คน กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้เรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/3 ปีการศึกษา 2553 โรงเรียนวัดจันทร์- ประดิษฐาราม สำนักงานเขตภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร จำนวน 1 ห้องเรียน จำนวน 42 คน โดยใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบง่าย (Simple Random Sampling) จากชั้นเรียนที่มีการจัดผู้เรียน เก่ง ปานกลาง และอ่อนคละกัน เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วย 1) หนังสือประกอบการเรียน ชุด พื้นฐานงานศิลป์ (ทัศนศิลป์) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ (ทัศนศิลป์) 3) การสร้างแบบประเมินพฤติกรรมการปฏิบัติงานของผู้เรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ (ทัศนศิลป์) ประถมศึกษาปีที่ 6 4) การสร้างแบบประเมินความพึงพอใจของผู้เรียนโดยใช้หนังสือประกอบการเรียน ชุด พื้นฐานงานศิลป์ (ทัศนศิลป์) กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ สำหรับผู้เรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ผลการพัฒนา สรุปได้ดังนี้ 1. หนังสือประกอบการเรียน ชุด พื้นฐานงานศิลป์ (ทัศนศิลป์) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีค่าประสิทธิภาพ เท่ากับ 87.57/93.89 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ 80/80 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังการใช้หนังสือประกอบการเรียน ชุด พื้นฐานงานศิลป์ (ทัศนศิลป์) ของผู้เรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ซึ่งแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังการใช้หนังสือประกอบการเรียน ชุด พื้นฐานงานศิลป์ (ทัศนศิลป์) สูงกว่าก่อนใช้ 3. การประเมินพฤติกรรมการปฏิบัติงานศิลปะ (ทัศนศิลป์) ของผู้เรียน โดยภาพรวม มีการดำเนินงานในระดับมาก ข้อที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด ได้แก่ มีความกระตือรือร้นในการทำงาน รองลงมา คือ มีความรับผิดชอบต่องานในขณะที่ข้อที่มีการปฏิบัติงานค่าเฉลี่ยต่ำที่สุด ได้แก่ ทำงานตามขั้นตอนที่วางแผน 4. การ ประเมินความพึงพอใจของผู้เรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ (ทัศนศิลป์) สำหรับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยใช้แบบประเมินความพึงพอใจของผู้เรียน ในภาพรวมมีการ ความพึงพอใจในระดับมากทุกข้อข้อที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด ได้แก่ ความสวยงามของรูปภาพที่ใช้ประกอบ รองลงมา คือ ความชัดเจนในการอธิบายเนื้อหาในขณะที่ข้อที่มีการปฏิบัติงานค่าเฉลี่ยต่ำที่สุด ได้แก่ ความเหมาะสมของเนื้อหา
การประเมินโครงการ 1 โรงเรียน 1 ศิลปะการแสดงภาคใต้ (มโนราห์) โรงเรียนเทศบาลบ้านนาเหนือ
[ โดย kruinfo ชม 168 ]
บทสรุปสำหรับผู้บริหาร การประเมินโครงการ 1 โรงเรียน 1 ศิลปะการแสดงภาคใต้ (มโนราห์) โรงเรียนเทศบาลบ้านนาเหนือ ครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินสภาพแวดล้อมของโครงการ ประเมินปัจจัยของโครงการ ประเมินกระบวนการของโครงการ และประเมินผลผลิตของโครงการในด้านความคาดหวังการนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ต่อตนเองและผู้อื่น และในด้านความพึงพอใจของ ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับโครงการ การประเมินใช้รูปแบบการประเมินแบบซิปป์ (CIPP Model) กลุ่มผู้ให้ข้อมูลมีจำนวนทั้งสิ้น 70 คน แบ่งเป็น บุคลากรในโรงเรียน จำนวน 20 คน นักเรียน จำนวน 30 คน ผู้ปกครอง 20 คน เครื่องมือที่ใช้ในการประเมิน ประกอบด้วย แบบสอบถาม จำนวน 6 ฉบับ เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยวิธีการสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าร้อยละ โดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูป SPSS for Windows ผลการประเมิน และข้อเสนอแนะสรุปได้ดังนี้ ผลการประเมิน ผลการประเมินโครงการ 1 โรงเรียน 1 ศิลปะการแสดงภาคใต้ (มโนราห์) โรงเรียนเทศบาลบ้านนาเหนือ ปรากฏว่า ผ่านเกณฑ์การประเมิน 13 ตัวชี้วัด ไม่ผ่านเกณฑ์ 1 ตัวชี้วัด ประเด็นการประเมินทุกประเด็น และภาพรวมของโครงการ มีดังนี้ 1. สภาพแวดล้อมของโครงการอยู่ในระดับปานกลาง และตัวชี้วัด 4 ตัวชี้วัดมีดังนี้ 1.1 ความต้องการจำเป็นของโครงการอยู่ในระดับปานกลาง 1.2 ความเหมาะสมของวัตถุประสงค์โครงการ อยู่ในระดับปานกลาง 1.3 ความเป็นไปได้ของวัตถุประสงค์โครงการ อยู่ในระดับมาก 1.4 ความเหมาะสมของเนื้อหา อยู่ในระดับปานกลาง 2. ปัจจัยของโครงการอยู่ในระดับปานกลาง และตัวชี้วัด 7 ตัวชี้วัดมีดังนี้ 2.1 ความเหมาะสมของคณะกรรมการฝ่ายต่าง ๆ อยู่ในระดับปานกลาง 2.2 ความชัดเจนของงบประมาณมีความเพียงพอที่จะสนับสนุนกิจกรรมของโครงการได้ อยู่ในระดับน้อย 2.3 วัสดุ อุปกรณ์และเครื่องมือที่ใช้ในการดำเนินงานตามกิจกรรมมีเพียงพอ อยู่ในระดับปานกลาง 2.4 เอกสารการจัดกิจกรรมมีความเหมาะสม อยู่ในระดับปานกลาง 2.5 สถานที่ดำเนินโครงการมีความเหมาะสมและสะดวกสบาย อยู่ในระดับปานกลาง 2.6 โครงการได้รับความร่วมมือสนับสนุนจากบุคลากรในหน่วยงานด้วยดีอยู่ในระดับปานกลาง 2.7 บุคลากรที่รับผิดชอบโครงการมีความเข้าใจบทบาทและหน้าที่ของตน อยู่ในระดับปานกลาง 3. กระบวนการดำเนินโครงการ มี 1 ตัวชี้วัด ผลการประเมินอยู่ในระดับปานกลาง 4. ผลผลิตของโครงการอยู่ในระดับปานกลาง และตัวชี้วัดทั้ง 2 ตัวชี้วัด มีดังนี้ 4.1 ความคาดหวังการนำความรู้ไปใช้ในการปฏิบัติงาน อยู่ในระดับปานกลาง 4.2 ความพึงพอใจของผู้ที่เกี่ยวข้อง อยู่ในระดับปานกลาง 5. ผลการประเมินโครงการในภาพรวม อยู่ในระดับปานกลาง ข้อเสนอแนะ 1. การประเมินโครงการ 1 โรงเรียน 1 ศิลปะการแสดงภาคใต้ (มโนราห์) โรงเรียนเทศบาลบ้านนาเหนือ ควรคำนึงถึงสภาพแวดล้อมด้านความต้องการจำเป็นในการจัดและดำเนินกิจกรรมให้โดยเฉพาะด้านงบประมาณและสถานที่ในการจัดกิจกรรม 2. โครงการ 1 โรงเรียน 1 ศิลปะการแสดงภาคใต้ (มโนราห์) โรงเรียนเทศบาลบ้านนาเหนือ ควรกำหนดไว้ในแผนปฏิบัติการ มีการเตรียมการในระยะยาว มีการประชาสัมพันธ์ การแต่งตั้งคณะกรรมการผู้รับผิดชอบให้ทุกฝ่ายได้มีส่วนร่วม 3. การประเมินโครงการ 1 โรงเรียน 1 ศิลปะการแสดงภาคใต้ (มโนราห์) โรงเรียนเทศบาลบ้านนาเหนือ ควรกำหนดเนื้อหา รายละเอียดและการฝึกกิจกรรมย่อย ตลอดทั้งระยะเวลาตามโครงสร้างของเนื้อหาที่ชัดเจน มีเอกสารและสื่อประกอบ 4. การประเมินโครงการ 1 โรงเรียน 1 ศิลปะการแสดงภาคใต้ (มโนราห์) โรงเรียนเทศบาลบ้านนาเหนือ ควรมีงบประมาณที่เพียงพอ สถานที่ควรมีความเหมาะสมโดยแยกห้องศูนย์การเรียน และสถานที่ที่ใช้ในการจัดกิจกรรมสำหรับการฝึกปฏิบัติ 5. การพัฒนาควรเน้นการนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงาน และนำทักษะประสบการณ์ไปใช้ในชีวิตประจำวันได้จริงมากกว่าความรู้เรื่องหลักการ แนวคิดและทฤษฎี
การสร้างและพัฒนาหนังสือเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ สาระดนตรี วิชาดนตรีพื้นเมือง เรื่อง การดีดพิณ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2
[ โดย kruinfo ชม 126 ]
บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1)พัฒนาและหาประสิทธิภาพของหนังสือเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ สาระดนตรี วิชาดนตรีพื้นเมือง เรื่อง การดีดพิณ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/ 80 2)หาดัชนีประสิทธิผลของหนังสือเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ สาระดนตรี วิชาดนตรีพื้นเมือง เรื่อง การดีดพิณ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 3) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยการสร้างและการใช้หนังสือเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ สาระดนตรี วิชาดนตรีพื้นเมือง เรื่อง การดีดพิณ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 และ 4) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่มีต่อหนังสือเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ สาระดนตรี วิชาดนตรีพื้นเมือง เรื่อง การดีดพิณ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการวิจัย คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านไผ่ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาขอนแก่น เขต 2 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2552 จำนวน 28 คนเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย (1) แผนการจัดการเรียนรู้ (2) แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน (3) แบบประเมินความพึงพอใจ (4) หนังสือเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ สาระดนตรี วิชาดนตรีพื้นเมือง เรื่อง การดีดพิณ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 สถิติที่ใช้ ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ร้อยละ ค่าความยากง่าย ค่าอำนาจจำแนก ค่าความเชื่อมั่น และ dependent t-test ผลการวิจัยพบว่า 1. ประสิทธิภาพของหนังสือเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ สาระดนตรี วิชาดนตรีพื้นเมือง เรื่อง การดีดพิณ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีค่าประสิทธิภาพด้านกระบวนการ (E1) เท่ากับ 83.75 และประสิทธิ์ภาพของผลลัพธ์ (E2) เท่ากับ 80.83 ดังนั้นประสิทธิภาพของกระบวนการและผลลัพธ์ของหนังสือเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ สาระดนตรี วิชาดนตรีพื้นเมือง เรื่อง การดีดพิณ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เท่ากับ 83.75/80.83 สูงกว่าเกณฑ์80/80 2. ค่าดัชนีประสิทธิผลของหนังสือเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ สาระดนตรี วิชาดนตรีพื้นเมือง เรื่อง การดีดพิณ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีค่าเท่ากับ 0.6316 3. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่ได้รับการฝึกทักษะทางด้านดนตรี ด้วยชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนเพิ่มขึ้นจากก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 4. การวิเคราะห์ความพึงพอใจของนักเรียนต่อชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 พบว่า โดยภาพรวมและรายข้อนักเรียนมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก
VCD แบบฝึกหัดนาฏศิลป์ไทยเบื้องต้นเพื่อพัฒนาทักษะนาฏศิลป์ไทยของผู้เรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ ชุดที่ 1 การเลียนแบบธรรมชาติและท่าทางของคนและสัตว์2
[ โดย kruinfo ชม 311 ]
แนวคิด เกิดจากแนวคิดที่ว่า นาฏศิลป์คือการฟ้อนรำที่เกิดจากการเลียนแบบธรรมชาติและท่าทางของคนและสัตว์ หรือเลียนแบบธรรมชาติโดยใช้กิริยาท่าทางเพื่อสื่อความหมายแทนคำพูดและความรู้สึก ลักษณะการเคลื่อนไหวร่างกาย ที่บ่งบอกจินตนาการถึงสิ่งต่างๆเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้เกิดการฟ้อนรำในเวลาต่อมา ผู้จัดทำจึงเกิดแนวคิดที่ว่าธรรมชาติของเด็กในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ซึ่งมีลักษณะนิสัยท่าทางที่ร่าเริง คล่องแคล่วการพัฒนาความคิด จินตนาการและการสื่อสารโดยการถ่ายทอดผลงาน เน้นการแสดงออกได้อย่างอิสระ สร้างสรรค์ตามวัยและวุฒิภาวะของผู้เรียน ซึ่งเป็นกระบวนการสำคัญในการพัฒนาจิตใจ ร่างกาย อารมณ์ สังคมและสติปัญญา ในระดับพื้นฐาน และหวังว่าผู้เรียนจะสามารถเรียนรู้กล้าแสดงออกและฝึกฝนได้ด้วยตนเอง เหมาะที่จะปฏิบัติท่าทางเลียนแบบธรรมชาติและท่าทางของคนและสัตว์ จึงนำสิ่งต่างๆที่อยู่รอบตัวที่ผู้เรียนสังเกตเห็นมาเป็นแบบจัดการเรียนรู้ วัตถุประสงค์ของการผลิต 1. ให้ผู้เรียนได้มีความรู้ความเข้าใจ เกี่ยวกับนาฏศิลป์ 2. ให้ผู้เรียนได้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการเลียนแบบธรรมชาติและท่าทางของคนและสัตว์ 3. ให้ผู้เรียนสามารถแสดงออกได้อย่างอิสระ สร้างสรรค์ตามวัยและวุฒิภาวะของผู้เรียน กลุ่มตัวอย่าง นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 บ้านดงดำมิตรภาพที่88สาขาบ้านดอนโค้ง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากำแพงเพชรเขต 2 เครื่องมือที่ใช้ในการพัฒนา 1. แผนการจัดการเรียนรู้สาระนาฏศิลป์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 2. VCD แบบฝึกหัดนาฏศิลป์ไทยเบื้องต้น - ชุดที่ 1 การเลียนแบบธรรมชาติและท่าทางของคนและสัตว์ 3. เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ผลจากการศึกษาและทดลองใช้นวัตกรรม ผู้รายงานเป็นผู้ดำเนินการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยตนเอง โดยใช้สถิติที่ไม่ซับซ้อน เข้าใจง่าย คือการหาค่าเฉลี่ย การหาค่าร้อยละ และการทดสอบสมมุติฐานด้วยการหาค่า t (t-test) ผลที่เกิดจาการใช้นวัตกรรม - ผู้เรียนมีทักษะพื้นฐานทางด้านนาฏศิลป์เพิ่มมากขึ้น - ผู้เรียนสามารถแสดงออกได้อย่างอิสระ สร้างสรรค์ตามวัยและวุฒิภาวะของผู้เรียน - เป็นการพัฒนาความรู้และสร้างเจตคติที่ดีต่อการเรียนสาระนาฏศิลป์ ของผู้เรียนทำให้รู้สึกว่าไม่ยาก น่าสนใจที่จะค้นคว้าและศึกษาด้วยตนเอง
ผลการใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน (CAI) เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่อง เครื่องดนตรีไทย ของนักเรียน ช่วงชั้นที่ 3 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1โรงเรียนท่าเกษมพิทยา อำเภอเมืองสระแก้ว จังหวัดสระแก้ว
[ โดย kruinfo ชม 138 ]
บทคัดย่อ การศึกษาในครั้งนี้ มีความมุ่งหมายเพื่อพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน (CAI) เรื่อง เครื่องดนตรีไทย สำหรับนักเรียนช่วงชั้นที่ 3 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน ความคงทนในการเรียนรู้และศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน (CAI) เรื่อง เครื่องดนตรีไทย กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนช่วงชั้นที่ 3 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2550 โรงเรียนท่าเกษมพิทยา อำเภอเมืองสระแก้ว จังหวัดสระแก้ว จำนวน 34 คน โดยการสุ่มแบบเจาะจง และใช้รูปแบบการศึกษาแบบ One-Group Pretest-Posttest Design เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาคือบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน(CAI) เรื่อง เครื่องดนตรีไทย แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบประเมินประสิทธิภาพบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน(CAI) สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบสมมติฐานการเปรียบเทียบความแตกต่างใช้ Dependent Sample t-test ผลการศึกษาปรากฏดังนี้ 1. บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน (CAI) เรื่อง เครื่องดนตรีไทย ของ นักเรียนช่วงชั้นที่ 3 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนท่าเกษมพิทยา อำเภอเมืองสระแก้ว จังหวัดสระแก้ว มีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์ประสิทธิภาพ 80/80 ที่กำหนดไว้ 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน (CAI) เรื่อง เครื่องดนตรีไทย โดยมีผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน ซึ่งแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 3. คะแนนเฉลี่ยของการทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์หลังเรียนและ ติดตามผล จากการเรียนโดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน (CAI) เรื่องเครื่องดนตรีไทย ของนักเรียนช่วงชั้นที่ 3 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 แตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ แสดงว่านักเรียนมีความคงทนในการเรียนรู้ สามารถจำชื่อและเสียงของเครื่องดนตรีไทยประเภทต่างๆ ได้ 4. ความพึงพอใจของนักเรียนต่อการเรียนโดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน(CAI) เรื่องเครื่องดนตรีไทย โดยรวมและรายข้ออยู่ในระดับดีมาก
รายงานการพัฒนาและผลการใช้เอกสารประกอบการสอนเพลงในน้ำมีปลา ในนามีข้าว กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2
[ โดย kruinfo ชม 143 ]
บทคัดย่อ วัตถุประสงค์ของการศึกษา 1.เพื่อพัฒนาเอกสารประกอบการสอนเพลงในน้ำมีปลา ในนามีข้าว ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 2. เพื่อหาคุณภาพและประสิทธิภาพของเอกสารประกอบการสอนเพลงในน้ำมีปลา ในนามีข้าวชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 3. เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2/7 ที่เรียนรู้โดยการใช้เอกสารประกอบการสอนเพลงในน้ำมีปลา ในนามีข้าว ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน 4.เพื่อศึกษาพฤติกรรมการเรียนรู้ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2/7 ที่เรียนโดยใช้เอกสารประกอบการสอนเพลงในน้ำมีปลา ในนามีข้าว 5. เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนรู้โดยใช้เอกสารประกอบการสอนเพลงในน้ำมีปลา ในนามีข้าว ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2/7 สมมุติฐานของการศึกษา 1.นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2/7 ที่เรียนโดยใช้เอกสารประกอบการสอนเพลงในน้ำมีปลาในนามีข้าว มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2/7 ที่เรียนโดยใช้เอกสารประกอบการสอนเพลงในน้ำมีปลา ในนามีข้าว ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 มีพฤติกรรมการเรียนรู้อยู่ในระดับมากที่สุด 3.นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2/7 ที่เรียนโดยใช้เอกสารประกอบการสอนเพลงในน้ำมีปลา ในนามีข้าว ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาคือนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2/7 ที่กำลังศึกษาอยู่ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2552 จำนวน 44 คน โดยใช้วิธีการสุ่มแบบเฉพาะเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาคือ เอกสารประกอบการสอนเพลงในน้ำมีปลา ในนามีข้าว กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบสังเกตพฤติกรรมการเรียนรู้ของนักเรียน และแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้เอกสารประกอบการสอนเพลงในน้ำมีปลา ในนามีข้าว โดยนำไปทดลองใช้ในโรงเรียนบางชัน(ปลื้มวิทยานุสรณ์) สำนักงานเขตคลองสามวา แล้วนำผลจากทดลองมาวิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้ค่าเฉลี่ย ( X ) ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ( S.D. ) เปรียบเทียบกับเกณฑ์เฉลี่ย และทดสอบสมมุติฐานโดยใช้ t-test ผลการศึกษา ผลการศึกษาพบว่าเอกสารประกอบการสอนเพลงในน้ำมีปลา ในนามีข้าว กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 มีคุณภาพและประสิทธิภาพเป็นไปตามเกณฑ์และสมมุติฐานที่กำหนด นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังการใช้เอกสารประกอบการสอนเพลงในน้ำมีปลา ในนามีข้าว แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 นักเรียนมีพฤติกรรมการเรียนรู้อยู่ในระดับมากที่สุด และนักเรียนมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด และมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนปีการศึกษา 2552 ก้าวหน้าขึ้นกว่าปีการศึกษา 2551
รายงานการพัฒนาชุดการสอน เรื่อง การเป่าขลุ่ยโซปราโนรีคอร์เดอร์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4
[ โดย kruinfo ชม 261 ]
รายงานการพัฒนาชุดการสอน เรื่อง การเป่าขลุ่ยโซปราโนรีคอร์เดอร์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 วัตถุประสงค์ 1. เพื่อพัฒนาชุดการสอนเรื่อง การเป่าขลุ่ยโซปราโนรีคอร์เดอร์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนเทศบาล 5 พหลโยธินรามินทรภักดี สังกัดเทศบาลเมืองราชบุรี จังหวัดราชบุรี ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 2. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ก่อนและหลังการเรียน จากชุดการสอน เรื่อง การเป่าขลุ่ยโซปราโนรีคอร์เดอร์ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ปีการศึกษา 2551 โรงเรียนเทศบาล 5 พหลโยธินรามินทรภักดี สังกัดเทศบาลเมืองราชบุรี จังหวัดราชบุรี จำนวน 1 ห้องเรียน รวม 30 คน ได้จากการสุ่มอย่างง่าย (Simple random sampling) โดยการจับฉลาก 1 ห้องเรียน จากผลการศึกษาค้นคว้าย่อมแสดงว่า ชุดการสอน เรื่อง การเป่าขลุ่ยโซปราโนรีคอร์เดอร์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ซึ่งเป็นชุดการสอนแบบสื่อประสม สมควรเป็นชุดการสอนสำหรับกลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ รายวิชาดนตรี ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 และเป็นชุดการสอน ที่เพิ่มพูนความรู้ และประสบการณ์ให้กับผู้เรียน ได้ตามจุดมุ่งหมายของหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา เครื่องมือที่ใช้ศึกษาค้นคว้าประกอบด้วย 1. ชุดการสอน เรื่อง การเป่าขลุ่ยโซปราโนรีคอร์เดอร์ สำหรับนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 6 ชุด ดังนี้ ชุดการสอนที่ 1 รู้จักขลุ่ยรีคอร์เดอร์ ชุดการสอนที่ 2 การเป่าขลุ่ยโซปราโนรีคอร์เดอร์ ชุดการสอนที่ 3 การอ่านโน้ตดนตรีสากล ชุดการสอนที่ 4 การเป่าขลุ่ยโซปราโนรีคอร์เดอร์โน้ตเสียง ที ลา ซอลโด(สูง) เร(สูง) ชุดการสอนที่ 5 การเป่าขลุ่ยโซปราโนรีคอร์เดอร์ โน้ตเสียง ฟา มี เร โด(ต่ำ) ชุดการสอนที่ 6 การบรรเลงบทเพลงขลุ่ยโซปราโนรีคอร์เดอร์ 2. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังชุดการสอนที่ 1 ชุดการสอนที่ 2 และ ชุดการสอนที่ 3 จำนวน 3 ชุด รวม 30 ข้อ และแบบประเมิน กิจกรรมท้ายบท 1 ชุดการสอนที่ 2 ชุดการสอนที่ 3 ชุดการสอนที่ 4 ชุดการสอนที่ 5 และชุดการสอนที่ 6 ที่ผู้ศึกษาได้สร้างขึ้น ในแต่ละชุดการสอน 3. แบบทดสอบหลังการเรียน หลังจากเรียนครบชุดการสอนเรื่อง การเป่าขลุ่ยโซปราโน รีคอร์เดอร์ แบ่งออกเป็น 2 ฉบับ 3.1 แบบทดสอบความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับขลุ่ยโซปราโนรีคอร์เดอร์ 3.2 แบบวัดทักษะการเป่าขลุ่ยโซปราโนรีคอร์เดอร์ วิธีการศึกษาค้นคว้า 1. การดำเนินการทดลองหาประสิทธิภาพ การดำเนินการทดลองหาประสิทธิภาพ ชุดการสอน เรื่อง การเป่าขลุ่ยโซปราโนรีคอร์เดอร์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ในครั้งนี้ ผู้ศึกษานำชุดการสอน เรื่อง การเป่าขลุ่ยโซปราโนรีคอร์เดอร์ ที่สมบูรณ์แล้ว ไปใช้สอนกับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนเทศบาล 5 พหลโยธินรามินทรภักดี สังกัดเทศบาลเมืองราชบุรี จังหวัดราชบุรี ที่เป็นกลุ่มตัวอย่าง 30 คน โดยผู้ศึกษาเป็นผู้ดำเนินการสอนด้วยตนเอง ใช้เวลา 20 ชั่วโมง การดำเนินการดังนี้ 1.1 ประเมินผลก่อนเรียน ผู้ศึกษาให้นักเรียนทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนจำนวน 30 ข้อ และวัดทักษะ การเป่าขลุ่ยโซปราโนรีคอร์เดอร์ ของนักเรียน และบันทึกในแบบประเมินกิจกรรม 1.2 ดำเนินการสอนด้วยชุดการสอน เรื่อง การเป่าขลุ่ยโซปราโนรีคอร์เดอร์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ทั้ง 6 ชุด เมื่อเสร็จสิ้นการเรียนในแต่ละชุดการสอน ผู้ศึกษาดำเนินการทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หลังชุดการสอน และประเมินพฤติกรรมท้ายบท ตามที่กำหนดไว้ในแต่ละชุดการสอนทั้ง 6 ชุด 1.3 ประเมินผลหลังเรียน เมื่อดำเนินการสอนตามชุดการสอนในแต่ละชุด เสร็จสิ้นแล้ว ผู้ศึกษาให้นักเรียนทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนชุดเดียวกันกับที่ใช้ประเมินผลก่อนการเรียน จำนวน 30 ข้อ และวัดทักษะ การเป่าขลุ่ยโซปราโนรีคอร์เดอร์ ของนักเรียนหลังเรียน โดยใช้แบบวัดทักษะการเป่าขลุ่ยโซปราโนรีคอร์เดอร์ ชุดเดียวกันที่วัดผลก่อนเรียน 2. การเก็บรวบรวมข้อมูล ผู้ศึกษาเก็บรวบรวมข้อมูล ตรวจผลการประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบประเมินกิจกรรม ของชุดการสอนทั้ง 6 ชุด ตรวจสอบแบบทดสอบ วัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และวัดทักษะทางการเป่าขลุ่ยโซปราโนรีคอร์เดอร์ แล้วนำข้อมูล ที่ได้มาวิเคราะห์ โดยใช้วิธีการทางสถิติ การวิเคราะห์ข้อมูล และสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูล ผู้ศึกษานำข้อมูลที่ได้จากการทดลอง มาดำเนินการวิเคราะห์ข้อมูลตามลำดับดังนี้ 1. หาประสิทธิ์ภาพที่วัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน และพฤติกรรมที่ได้จากการประเมินท้ายชุดการสอน แต่ละชุดการสอน (80 ตัวแรก) และหาประสิทธิ์ภาพที่วัดจากแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนจากชุดกิจกรรม และวัดทักษะการเป่า ขลุ่ยโซปราโนรีคอร์เดอร์ ของนักเรียน (80 ตัวหลัง) 2. เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อน และหลังเรียนจากชุดการสอน เรื่อง การเป่าขลุ่ยโซปราโนรีคอร์เดอร์ โดยใช้การทดสอบ แบบที (t-test) แบบกลุ่มไม่เป็นอิสระ (Dependent samples) สรุปการศึกษาค้นคว้า จากการศึกษาค้นคว้าครั้งนี้บรรลุตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ คือ 1. ชุดการสอนเรื่องการเป่าขลุ่ยโซปราโนรีคอร์เดอร์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่ผู้ศึกษาสร้างขึ้น มีประสิทธิ์ภาพ 86.63 / 85.38 สูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ 80/80 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ผลของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 หลังการเรียน จากชุดการสอน เรื่อง การเป่าขลุ่ยโซปราโนรีคอร์เดอร์ สูงกว่าก่อนการเรียนมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
การสร้างและพัฒนาหนังสือเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ สาระดนตรี วิชาดนตรีพื้นเมือง เรื่อง การดีดพิณ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2
[ โดย kruinfo ชม 162 ]
บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1)พัฒนาและหาประสิทธิภาพของหนังสือเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ สาระดนตรี วิชาดนตรีพื้นเมือง เรื่อง การดีดพิณ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/ 80 2)หาดัชนีประสิทธิผลของหนังสือเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ สาระดนตรี วิชาดนตรีพื้นเมือง เรื่อง การดีดพิณ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 3) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยการสร้างและการใช้หนังสือเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ สาระดนตรี วิชาดนตรีพื้นเมือง เรื่อง การดีดพิณ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 4) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่มีต่อหนังสือเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ สาระดนตรี วิชาดนตรีพื้นเมือง เรื่อง การดีดพิณ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการวิจัย คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านไผ่ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาขอนแก่น เขต 2 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2552 จำนวน 28 คนเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย (1) แผนการจัดการเรียนรู้ (2) แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน (3) แบบประเมินความพึงพอใจ (4) หนังสือเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ สาระดนตรี วิชาดนตรีพื้นเมือง เรื่อง การดีดพิณ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 สถิติที่ใช้ ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ร้อยละ ค่าความยากง่าย ค่าอำนาจจำแนก ค่าความเชื่อมั่น และ dependent t-test ผลการวิจัยพบว่า 1. ประสิทธิภาพของหนังสือเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ สาระดนตรี วิชาดนตรีพื้นเมือง เรื่อง การดีดพิณ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีค่าประสิทธิภาพด้านกระบวนการ (E1) เท่ากับ 83.75 และประสิทธิ์ภาพของผลลัพธ์ (E2) เท่ากับ 80.83 ดังนั้นประสิทธิภาพของกระบวนการและผลลัพธ์ของหนังสือเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ สาระดนตรี วิชาดนตรีพื้นเมือง เรื่อง การดีดพิณ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เท่ากับ 83.75/80.83 สูงกว่าเกณฑ์80/80 2. ค่าดัชนีประสิทธิผลของหนังสือเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ สาระดนตรี วิชาดนตรีพื้นเมือง เรื่อง การดีดพิณ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีค่าเท่ากับ 0.6316 3. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่ได้รับการฝึกทักษะทางด้านดนตรี ด้วยหนังสือเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ สาระดนตรี วิชาดนตรีพื้นเมือง สำหรับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนเพิ่มขึ้นจากก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 4. การวิเคราะห์ความพึงพอใจของนักเรียนต่อชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 พบว่า โดยภาพรวมและรายข้อนักเรียนมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก
รายงานการใช้และพัฒนาหนังสือประกอบการเรียน สาระดนตรี ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒
[ โดย kruinfo ชม 141 ]
การรายงานการใช้และพัฒนาหนังสือประกอบการเรียน สาระดนตรี ชั้นมัธยมศุกษาปีที่ ๒ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิภาพตามเกณฑ์ ๘๐ / ๘๐ หาประสิทธิผลตามเกณฑ์ ๕๐ เปรียบเทียบคะแนนก่อนเรียนและหลังเรียน และศึกษาระดับความเหมาะสมจากการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามความคิดเห็นของนักเรียนจากการใช้และพัฒนาหนังสือประกอบการเรียน กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒ โรงเรียนราษีไศล อำเภอราษีไศล สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาศรีสะเกษ เขต ๒ ปีการศึกษา ๒๕๔๘ และปีการศึกษา ๒๕๔๙ จำนวน ๒๘๖ คน และ ๓๕๘ คน เรียงตามลำดับที่ได้รับมอบหมายจากโรงเรียนให้สอน เครื่องมือที่ใช้ในการรายงาน ประกอบด้วย หนังสือประกอบการเรียน จำนวน ๗ เล่ม คือ ๑) เครื่องดนตรีไทย ๒) เครื่องดนตรีสากล ๓) การใช้และการดูแลรักษาเครื่องดนตรี ๔) การปฏิบัติดนตรีไทย ๕) โน้ตดนตรีสากล ๖) เพลงไทยและการขับร้องเพลงไทย ๗) ความเชื่อและวัฒนธรรมทางดนตรี ใช้สอน ๑๓ ชั่วโมง ที่มีค่าดัชนีความสอดคล้องตั้งแต่ ๐.๘๖ - ๑.๐๐ แบบฝึกหัด ๒๕๐ ข้อ แบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน ๑๐๐ ข้อ มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับตั้งแต่ ๐.๘๐ - ๐.๘๕ แบบสอบถามความเหมาะสมของนักเรียนต่อกิจกรรมการเรียนรู้จำนวน ๑๕ ข้อ มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ ๐.๙๒ และแผนการจัดการเรียนรู้จำนวน ๑๓ แผน สถิติสำหรับการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าประสิทธิภาพ ค่าดัชนีประสิทธิผล และค่า t -test ผลการศึกษาพบว่า ๑. ผลการใช้หนังสือประกอบการเรียน ปีการศึกษา ๒๕๔๘ ๑.๑ หนังสือประกอบการเรียนมีประสิทธิภาพกระบวนการ / ผลลัพธ์เฉลี่ยรวมเท่าบกับ ๘๔.๙๑ / ๘๔.๑๒ สูงกว่าเกณฑ์ ๘๐ / ๘๐ โดยแต่ละเล่มมีประสิทธิภาพกระบวนการตั้งแต่ ๘๐.๙๐ - ๘๖.๗๐ ๑.๒ หนังสือประกอบการเรียนมีประสิทธิผลเฉลี่ยรวมอยู่ในระดับดี คือ มีค่าเท่ากับ ๗๓.๕๔ สูงกว่าเกณฑ์ ๕๐ ที่กำหนดไว้ แสดงว่า นักเรียนมีความก้าวหน้าด้านการเรียนร้อยละ ๗๓.๕๔ เมื่อพิจารณาหนังสือแต่ละเล่ม พบว่าประสิทธิผลตั้งแต่ ๖๘.๑๖ - ๗๖.๘๕ ๑.๓ นักเรียนมีคะแนนหลังเรียนด้วยหนังสือประกอบการเรียนเฉลี่ยรวมและทั้ง ๗ เล่ม สูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .๐๑ ๑.๔ นักเรียน มีความคิดเห็นว่า กิจกรรมการเรียนรู้โดยภาพรวมเหมาะสมอยู่ในระดับมาก โดยรายข้อที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ หนังสือประกอบการเรียนได้บูรณาการเนื้อหาในแต่ละเรื่องเข้าด้วยกันได้อย่างสอดคล้องและเรียงจากง่ายไปหายาก รองลงมา คือ หนังสือประกอบการเรียนส่งเสริมทักษะกระบวนการเรียนรู้ด้วยตนเองมากยิ่งขึ้น ๒. ผลการพัฒนาหนังสือประกอยบการเรียน ปีการศึกษา ๒๕๔๙ ๒.๑ หนังสือประกอบการเรียนมีประสิทธิภาพกระบวนการ / ผลลัพธ์เฉลี่ยรวมเท่าบกับ ๘๖.๑๐ / ๘๕.๕๔ สูงกว่าเกณฑ์ ๘๐ / ๘๐ โดยแต่ละเล่มมีประสิทธิภาพกระบวนการตั้งแต่ ๘๒.๙๗ - ๘๘.๔๐ และประสิทธิภาพผลลัพธ์ตั้งแต่ ๘๒.๓๓ - ๘๘.๒๐ ๒.๒ หนังสือประกอบการเรียนมีประสิทธิผลเฉลี่ยรวมอยู่ในระดับดี คือ มีค่าเท่ากับ ๗๕.๗๓ สูงกว่าเกณฑ์ ๕๐ ที่กำหนดไว้ แสดงว่า นักเรียนมีความก้าวหน้าด้านการเรียนร้อยละ ๗๔.๐๘ เมื่อพิจารณาหนังสือแต่ละเล่ม พบว่าประสิทธิผลตั้งแต่ ๗๐.๕๕ - ๗๙.๖๗ ๒.๓ นักเรียนมีคะแนนหลังเรียนด้วยหนังสือประกอบการเรียนเฉลี่ยรวมและและทั้ง ๗ เล่ม สูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .๐๑ ๒.๔ นักเรียนมีความคิดเห็นว่ากิจกรรมการเรียนรู้โดยภาพรวมเหมาะสมอยู่ในระดับมาดที่สุด โดยรายข้อที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ นักเรียนมีโอกาสสรุปขั้นตอนการเรียนรู้และการทำงานแต่ละเนื้อหาด้วยตนเอง รองลงมา คือ หนังสือประกอบการเรียนแต่ละเล่มได้กระตุ้นการเรียนรู้และสร้างเจตคติที่ดีต่อสาระดนตรี
การพัฒนาการเรียนรู้เรื่อง
[ โดย kruinfo ชม 140 ]
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) เพื่อปฏิบัติการจัดการเรียนรู้ เรื่อง
รายงานการพัฒนาเอกสารประกอบการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ เรื่องสนุกกับงานกระดาษ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5
[ โดย kruinfo ชม 184 ]
บทคัดย่อ การพัฒนาเอกสารประกอบการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) สร้างเอกสารประกอบการเรียน กลุ่มสาระการเรียนเรียนรู้ศิลปะ เรื่องสนุกกับงานกระดาษ ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังการเรียนโดยใช้เอกสารประกอบการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ เรื่องสนุกกับงานกระดาษ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 และ 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่มีต่อการเรียนด้วยเอกสารประกอบการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ เรื่องสนุกกับงานกระดาษ ประชากรที่ใช้ในการพัฒนาในครั้งนี้เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2551 โรงเรียนวัดนันทวัน จำนวน 16 คน โดยการสุ่มแบบเจาะจง(Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการพัฒนาประกอบด้วย เอกสารประกอบการเรียน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แผนการจัดการเรียนรู้ และแบบสอบถามความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ t
การพัฒนาท่ารำประกอบการเรียนชุดระบำลีลาทักษิณสัมพันธ์
[ โดย kruinfo ชม 132 ]
ชื่องานวิจัย การพัฒนาท่ารำประกอบการเรียนชุดระบำลีลาทักษิณสัมพันธ์ โดยใช้เอกสารการสอนประกอบการจัดกิจกรรมกระบวนการกลุ่มสัมพันธ์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนเทศบาล 1 บ้านจะบังติกอ สังกัดเทศบาลเมืองปัตตานี จังหวัดปัตตานี ผู้วิจัย นางณัฐกานต์ นฤมล ปีการศึกษา 2552 บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของเอกสารการสอนประกอบกิจกรรมกระบวนการกลุ่มสัมพันธ์ เรื่อง การพัฒนาท่ารำประกอบการเรียนชุดระบำลีลาทักษิณสัมพันธ์ โดยใช้เอกสารการสอนประกอบการจัดกิจกรรมกระบวนการกลุ่มสัมพันธ์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนเทศบาล 1 บ้านจะบังติกอ สังกัดเทศบาลเมืองปัตตานี จังหวัดปัตตานี (2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ทั้งก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้เรื่องการพัฒนาท่ารำประกอบการเรียนชุดระบำลีลาทักษิณสัมพันธ์ โดยใช้เอกสารการสอนประกอบการจัดกิจกรรมกระบวนการกลุ่มสัมพันธ์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนเทศบาล 1 บ้านจะบังติกอ สังกัดเทศบาลเมืองปัตตานี จังหวัดปัตตานี (3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจผลของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่เรียนรู้เรื่องการพัฒนาท่ารำประกอบการเรียน ชุดระบำลีลาทักษิณสัมพันธ์ โดยใช้เอกสารการสอนประกอบการจัดกิจกรรมกระบวนการกลุ่มสัมพันธ์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนเทศบาล 1 บ้านจะบังติกอ สังกัดเทศบาลเมืองปัตตานี จังหวัดปัตตานี กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 33 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย (1) เอกสารการสอนประกอบกิจกรรมกระบวนการกลุ่มสัมพันธ์ เรื่อง การพัฒนาท่ารำประกอบการเรียนชุดระบำลีลาทักษิณสัมพันธ์ โดยใช้เอกสารการสอนประกอบ การจัดกิจกรรมกระบวนการกลุ่มสัมพันธ์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนเทศบาล 1 บ้านจะบังติกอ สังกัดเทศบาลเมืองปัตตานี จังหวัดปัตตานี (2) แผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 8 แผน (3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง ระบำลีลาทักษิณสัมพันธ์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ใช้ค่าเฉลี่ย (Mean) ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และค่า t (t-test) ผลการวิจัยพบว่า 1. ประสิทธิภาพของเอกสารการสอนประกอบการจัดกิจกรรมกระบวนการกลุ่มสัมพันธ์ เรื่อง การพัฒนาท่ารำประกอบการเรียนชุดระบำลีลาทักษิณสัมพันธ์ โดยใช้เอกสารการสอนประกอบการจัดกิจกรรมกระบวนการกลุ่มสัมพันธ์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนเทศบาล 1 บ้านจะบังติกอ สังกัดเทศบาลเมืองปัตตานี จังหวัดปัตตานี มีค่าประสิทธิภาพด้านกระบวนการเท่ากับ 82.33 และด้านผลลัพธ์เท่ากับ 81.23 ดังนั้นจึงได้ค่าประสิทธิภาพของเอกสารการสอนประกอบการจัดกิจกรรมกระบวนการกลุ่มสัมพันธ์ เรื่อง การพัฒนาท่ารำประกอบการเรียนชุดระบำลีลาทักษิณสัมพันธ์ โดยใช้เอกสารการสอนประกอบการจัดกิจกรรมกระบวนการกลุ่มสัมพันธ์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนเทศบาล 1 บ้านจะบังติกอ สังกัดเทศบาลเมืองปัตตานี จังหวัดปัตตานี (E / E ) เท่ากับ 82.33/81.23 2. นักเรียนที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้การพัฒนาท่ารำประกอบการเรียนชุดระบำลีลาทักษิณสัมพันธ์ โดยใช้เอกสารการสอนประกอบการจัดกิจกรรมกระบวนการกลุ่มสัมพันธ์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนเทศบาล 1 บ้านจะบังติกอ สังกัดเทศบาลเมืองปัตตานี จังหวัดปัตตานี มีคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนเท่ากับ 14.00 คิดเป็นร้อยละ 46.67 และคะแนนหลังเรียนเฉลี่ยเท่ากับ 23.18 คิดเป็นร้อยละ 77.27 และเมื่อพิจารณานักเรียนผ่านเกณฑ์การประเมินที่กำหนดไว้ที่ร้อยละ 70 ของคะแนนเต็ม พบว่า นักเรียนมีคะแนนผ่านเกณฑ์จำนวน 33 คน คิดเป็นร้อยละ 100 ของนักเรียนทั้งหมด เมื่อเปรียบเทียบคะแนนก่อนและหลังเรียน พบว่า มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยคะแนนหลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้สูงกว่าก่อนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ 3. ผลการศึกษาความพึงพอใจการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน เรื่อง การพัฒนาท่ารำประกอบการเรียนชุดระบำลีลาทักษิณสัมพันธ์ โดยใช้เอกสารการสอนประกอบการจัดกิจกรรมกระบวนการกลุ่มสัมพันธ์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนเทศบาล 1 บ้านจะบังติกอ สังกัดเทศบาลเมืองปัตตานี จังหวัดปัตตานี พบว่า ความพึงพอใจโดยภาพรวมเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.38 เมื่อพิจารณารายด้านพบว่า อยู่ในระดับมากทุกด้าน โดยด้านการเตรียม การจัดการเรียนรู้มีความพึงพอใจสูงสุด ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.42 รองลงมา คือ การสรุปและประเมิน ผลการเรียนรู้ ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.38 และ ด้านการสรุปและประเมินผลการเรียนรู้ ค่าเฉลี่ย 4.35 ตามลำดับ
ผลการใช้แบบฝึกทักษะปฏิบัติการเป่าขลุ่ยรีคอร์เดอร์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนแพ่งพิทยาภูมิ
[ โดย kruinfo ชม 215 ]
บทคัดย่อ ชื่อรายงานการศึกษา : รายงานการพัฒนานวัตกรรมทางการศึกษา เรื่องผลการใช้ แบบฝึกทักษะปฏิบัติการเป่าขลุ่ยรีคอร์เดอร์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนแพ่งพิทยาภูมิ จังหวัดฉะเชิงเทรา ชื่อผู้เขียนรายงาน : ประมวล ศิริวรรณ ครูชำนาญการ โรงเรียนแพ่งพิทยาภูมิ ปีการศึกษา : 2553 การศึกษาวิจัยเชิงทดลอง (Experimental Research) ครั้งนี้ใช้รูปแบบกลุ่มเดียวทดสอบ 2 ครั้ง มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างแบบฝึกทักษะปฏิบัติการเป่าขลุ่ยรีคอร์เดอร์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 หาประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมที่สร้างขึ้นตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 และเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ก่อนเรียน-หลังเรียน โดยใช้แบบฝึกทักษะ กลุ่มตัวอย่างที่นำมาศึกษาครั้งนี้คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนโรงเรียนแพ่ง-พิทยาภูมิ ที่กำลังศึกษาอยู่ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2553 จำนวน 15 คน (1 ห้องเรียน) เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบฝึกทักษะปฏิบัติการเป่าขลุ่ยรีคอร์เดอร์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 มีทั้งหมด 5 ชุด, แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนชนิดปรนัย 4 ตัวเลือก, และแบบวัดทักษะภาคปฏิบัติ ดำเนินการทดลองกับนักเรียนกลุ่มตัวอย่างที่เรียนเรื่อง การปฏิบัติการเป่าขลุ่ยรีคอร์เดอร์ จากแบบฝึกทักษะที่ผู้รายงานสร้างขึ้นจำนวน 5 ชุด นำคะแนนที่ได้จากแบบวัดผลสัมฤทธิ์ก่อนและหลังเรียนมาหาค่าเฉลี่ยของคะแนนและวิเคราะห์เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยใช้สูตร T-test dependent samples ผลการศึกษาพบว่า แบบฝึกทักษะปฏิบัติการเป่าขลุ่ยรีคอร์เดอร์มีค่าประสิทธิภาพรวมเท่ากับ 81.81/81.07 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนของนักเรียนที่เรียนเรื่องการปฏิบัติการเป่าขลุ่ยรีคอร์เดอร์จากชุดแบบฝึกทักษะสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และนักเรียนร้อยละ 66.67 มีทักษะการเป่าขลุ่ยรีคอคอร์เดอร์สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้
การพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน (CAI) กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ(ทัศนศิลป์) เรื่องการระบายสีโปสเตอร์ภาพทิวทัศน์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3
[ โดย kruinfo ชม 356 ]
บทคัดย่อ การรายงานการพัฒนาครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อสร้างและพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน (CAI) กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ (ทัศนศิลป์) เรื่องการระบายสีโปสเตอร์ภาพทิวทัศน์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียนที่เรียนโดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน และศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ทำรายงานการพัฒนากับประชากรและกลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนอุดรธานีพิทยาคม ตำบลกุดสระ อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี เขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 20 ปีการศึกษา 2553 จำนวน 18 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการรายงานการพัฒนา ประกอบด้วย 1. บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน (CAI) กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ (ทัศนศิลป์) เรื่องการระบายสีโปสเตอร์ภาพทิวทัศน์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 2. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องการระบายสีโปสเตอร์ภาพทิวทัศน์ ก่อนเรียนและหลังเรียน 3. แบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน โดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน (CAI) กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ (ทัศนศิลป์) เรื่องการระบายสีโปสเตอร์ภาพทิวทัศน์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย (Mean) ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D) และทดสอบสมมติฐานใช้การทดสอบค่าที (t
รายงานการพัฒนาเอกสารประกอบการเรียน รายวิชา การเขียนภาพคนเหมือนด้วยสีโปสเตอร์
[ โดย kruinfo ชม 150 ]
ชื่อรายงาน รายงานการพัฒนาเอกสารประกอบการเรียน รายวิชา ศ 40208 การเขียนภาพคนเหมือน 2 หน่วยการเรียนรู้ที่ 4 การเขียนภาพคนเหมือนด้วยสีโปสเตอร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ชื่อผู้รายงาน นายวิเชียร เซี่ยงว่อง สถานศึกษา โรงเรียนเฉลิมขวัญสตรี อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก ปีที่ทำการรายงาน ปีการศึกษา 2551 บทคัดย่อ วัตถุประสงค์ของการศึกษา 1. เพื่อพัฒนาเอกสารประกอบการเรียน รายวิชา ศ 40208 การเขียนภาพคนเหมือน 2 หน่วยการเรียนรู้ที่ 4 การเขียนภาพ คนเหมือนด้วยสีโปสเตอร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ที่กำหนด 80/80 2. เพื่อศึกษาเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โดยใช้เอกสารประกอบ การเรียน รายวิชา ศ 40208 การเขียนภาพคนเหมือน 2 หน่วยการเรียนรู้ที่ 4 การเขียนภาพคนเหมือนด้วยสีโปสเตอร์ 3. เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่มีต่อการเรียนโดยใช้เอกสารประกอบการเรียน รายวิชา ศ 40208 การเขียนภาพคนเหมือน 2 หน่วยการเรียนรู้ที่ 4 การเขียนภาพ คนเหมือนด้วยสีโปสเตอร์ วิธีดำเนินการศึกษา ประชากรและกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการรายงานครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 5.10 โรงเรียนเฉลิมขวัญสตรี สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาพิษณุโลก เขต 1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2551 จำนวน 10 คน ที่ลงทะเบียนเรียน รายวิชา ศ 40208 การเขียนภาพคนเหมือน 2 เครื่องมือที่ใช้ในการรายงาน ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ เอกสารประกอบการเรียนรายวิชา ศ 40208 การเขียนภาพคนเหมือน 2 หน่วยการเรียนรู้ที่ 4 การเขียนภาพคนเหมือนด้วยสีโปสเตอร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน รายวิชา ศ 40208 การเขียนภาพคนเหมือน 2 หน่วยการเรียนรู้ที่ 4 การเขียนภาพคนเหมือนด้วยสีโปสเตอร์ และแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่มีต่อการเรียนโดยใช้เอกสารประกอบการเรียนรายวิชา ศ 40208 การเขียนภาพคนเหมือน 2 หน่วยการเรียนรู้ที่ 4 การเขียนภาพคนเหมือนด้วยสีโปสเตอร์ สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าร้อยละ และ t-test ผลการศึกษาค้นคว้า ผลการศึกษาค้นคว้าพบว่า 1. เอกสารประกอบการเรียน รายวิชา ศ 40208 การเขียนภาพคนเหมือน 2 หน่วยการเรียนรู้ที่ 4 การเขียนภาพคนเหมือนด้วย สีโปสเตอร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 86.25 / 89.00 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดคือ 80 / 80 2. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่เรียนโดยใช้เอกสารประกอบการเรียน รายวิชา ศ 40208 การเขียนภาพคนเหมือน 2 หน่วยการเรียนรู้ที่ 4 การเขียนภาพคนเหมือนด้วยสีโปสเตอร์ มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3. ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่มีต่อการเรียนโดยใช้เอกสารประกอบการเรียน รายวิชา ศ 40208 การเขียนภาพคนเหมือน 2 หน่วยการเรียนรู้ที่ 4 การเขียนภาพคนเหมือน ด้วยสีโปสเตอร์ มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด
รายงานการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะ วิชา การพิมพ์ภาพ ศ 40207 กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5
[ โดย kruinfo ชม 195 ]
บทคัดย่อ การศึกษาครั้งนี้มีความมุ่งหมาย เพื่อพัฒนาแบบฝึกทักษะวิชา การพิมพ์ภาพ ศ 40207 กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75 เพื่อเปรียบเทียบคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการ ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยแบบฝึกทักษะ ศิลปะ วิชา การพิมพ์ภาพ ศ 40207 กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 และเพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่มีต่อแบบฝึกทักษะทักษะศิลปะ วิชา การพิมพ์ภาพ ศ 40207 กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนควนพระสาครินทร์ สำนักงานเขตพื้นทีการศึกษามัธยมศึกษา เขต 12 จำนวน 10 คน ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2553 ได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง(purposive sampling) เครื่องมือที่ใช้ได้แก่ แบบฝึกทักษะทักษะศิลปะ วิชา การพิมพ์ภาพ ศ 40207 กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 7 เล่ม แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จำนวน 30 ข้อ ที่มีค่าอำนาจจำแนกระหว่าง 0.27
รายงานการจัดกิจกรรมการปั้นพัฒนาความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่1/3
[ โดย kruinfo ชม 381 ]
บทคัดย่อ รายงานการจัดกิจกรรมการปั้นพัฒนาความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก ของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 1/3 มีวัตถุประสงค์เพื่อจัดทำกิจกรรมการปั้นที่มีประสิทธิภาพ ตามเกณฑ์ 80/80 และเพื่อเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่าง ผลการพัฒนาความสามารถ ในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 1/3 ก่อนและหลังการจัดกิจกรรมการปั้น พัฒนาความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในพัฒนาครั้งนี้เป็นนักเรียน ชั้นอนุบาลปีที่ 1/3 โรงเรียนอนุบาลบ้านนา(วัดช้าง) สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครนายก ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2553 จำนวน 36 คน ผลการศึกษาพบว่า 1) กิจกรรมการปั้น ในภาพรวมมีประสิทธิภาพ (E1/E2) เท่ากับ 87.14/93.10 ซึ่งมีประสิทธิภาพ สูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ที่กำหนด 2) ผลคะแนนการพัฒนาความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 1/3 หลังการจัดกิจกรรมการปั้นพัฒนาความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก สูงกว่าผลคะแนนการพัฒนาความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก ก่อนจัดกิจกรรมการปั้นพัฒนาความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ 0.01
บทเรียนวีดิทัศน์ วิชาศิลปะ ศ32101 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เรื่อง การเขียนลายเบญจรงค์
[ โดย kruinfo ชม 168 ]
ชื่อเรื่อง : รายงานผลการพัฒนาบทเรียนวีดิทัศน์ วิชาศิลปะ ศ32101 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เรื่อง การเขียนลายเบญจรงค์ ชื่อผู้รายงาน : นพดล สกุลเหลืองอร่าม ตำแหน่ง ครู วิทยฐานะ ครูชำนาญการ โรงเรียนไผ่ดำพิทยาคม รัชมังคลาภิเษก สำนักงานการศึกษา มัธยมศึกษา เขต 6 ปีที่รายงาน : ปี 2551-2552 บทคัดย่อ การทดลองครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อสร้างและพัฒนาบทเรียนวีดิทัศน์ วิชาศิลปะ ศ32101 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เรื่อง การเขียนลายเบญจรงค์ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การเขียนลายเบญจรงค์ของนักเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน และเพื่อศึกษาเจตคติของนักเรียนที่มีต่อบทเรียนวีดิทัศน์ ประชากรที่ใช้ในการทดลองเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนไผ่ดำพิทยาคม รัชมังคลาภิเษก จำนวน 2 ห้อง นักเรียน 59 คน ปีการศึกษา 2551-2552 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ทดลองครั้งนี้ได้มาจากการสุ่มตัวอย่างแบบง่าย (Simple Random Sampling) โดยการจับฉลาก ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/1 จำนวน 24 คน ใช้เวลาปฏิบัติกิจกรรม 9 ชั่วโมง เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง คือ บทเรียนวีดิทัศน์ วิชาศิลปะ ศ32101 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เรื่อง การเขียนลายเบญจรงค์ จำนวน 4 ตอน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ภาคความรู้ 1 ฉบับ จำนวน 40 ข้อ แบบสังเกตวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ภาคปฏิบัติและแบบสอบถามวัดเจตคติของนักเรียนที่มีต่อบทเรียนวีดิทัศน์ จำนวน 15 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าเฉลี่ย (x) ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) การหาประสิทธิภาพ E / E และเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้โดยการทดสอบค่าที ( t-test) แบบ Dependent Samples ผลการทดลองพบว่า บทเรียนวีดิทัศน์ วิชาศิลปะ ศ32101 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เรื่อง การเขียนลายเบญจรงค์ จำนวน 4 ตอน มีประสิทธิภาพ 83.93/80.90 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนด 80/80 นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การเขียนลายเบญจรงค์ หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ซึ่งเป็นไปตามมาตรฐานที่ตั้งไว้ และมีเจตคติต่อบทเรียนวีดิทัศน์อยู่ในระดับดีมากที่สุด
การพัฒนาเอกสารประกอบการเรียน เรื่อง ระบำกล้วยกรอบแก้ว ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 สาระนาฏศิลป์ โรงเรียนบ้านห้วยหิน
[ โดย kruinfo ชม 214 ]
เรื่องที่รายงาน การพัฒนาเอกสารประกอบการเรียน เรื่อง ระบำกล้วยกรอบแก้วชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 สาระนาฏศิลป์ ผู้รายงาน นางสาวคนึงนิจ เจริญสุข ปีที่ดำเนินการ 2552 บทคัดย่อ การพัฒนาครั้งนี้มีจุดมุ่งหมาย 1) เพื่อสร้างและพัฒนาหาประสิทธิภาพของเอกสารประกอบการเรียน เรื่อง ระบำกล้วยกรอบแก้ว สาระนาฏศิลป์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ สาระนาฏศิลป์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ก่อนเรียนและหลังการเรียนโดยใช้เอกสารประกอบการเรียน เรื่อง ระบำกล้วยกรอบแก้ว 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียน ที่มีต่อเอกสารประกอบการเรียน เรื่อง ระบำกล้วยกรอบแก้ว กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการพัฒนาครั้งนี้ เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ของโรงเรียนบ้านห้วยหิน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาฉะเชิงเทรา เขต 2 จำนวน 26 คน เครื่องมือที่ใช้ในการพัฒนาได้แก่ 1) เอกสารประกอบการเรียน เรื่อง ระบำกล้วยกรอบแก้วจำนวน 2 เล่ม 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์ข้อมูลโดยการทดสอบค่า t-test วิเคราะห์ โดยใช้คอมพิวเตอร์ และโปรแกรม Microsoft Excel ผลการพัฒนา พบว่า 1. เอกสารประกอบการเรียน เรื่อง ระบำกล้วยกรอบแก้ว สาระนาฏศิลป์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 มีประสิทธิภาพ 84.44/90.16 มีผลการประเมินสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดไว้ 80/80 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน พบว่า คะแนนหลังการเรียนโดยใช้เอกสารประกอบการเรียน เรื่อง ระบำกล้วยกรอบแก้ว สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3. มีความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียน เรื่อง ระบำกล้วยกรอบแก้ว สาระนาฏศิลป์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 พบว่านักเรียนมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ย เท่ากับ ( = 4.76)
รายงานผลการใช้และพัฒนาชุดฝึกกิจกรรมศิลปะฯป.2 ร.ร.เสนารัฐวิยาคาร
[ โดย kruinfo ชม 129 ]
ชื่อเรื่องที่ศึกษา : รายงานผลการใช้และพัฒนาชุดฝึกกิจกรรมศิลปะ เพื่อพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ชื่อผู้รายงาน : นางรัตติกาล ทับขุนทด (ครูชำนาญการ) โรงเรียนเสนารัฐวิทยาคาร นครราชสีมา เขต 4 วิชา : กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ ชื่อผู้ทรงคุณวุฒิที่ปรึกษา : นายเดชา ขาลฉนวน (ผู้อำนวยการโรงเรียนเสนารัฐวิทยาคาร) ปีการศึกษา : 2552 บทคัดย่อ การศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษาการใช้และพัฒนาชุดฝึกกิจกรรมศิลปะเพื่อพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ โรงเรียนเสนารัฐวิทยาคาร อำเภอปากช่อง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 4 วัตถุประสงค์ของการศึกษา คือ 1) เพื่อสร้างและพัฒนาชุดฝึกกิจกรรมศิลปะเพื่อพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ให้มีประสิทธิภาพ 80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบผลคะแนนความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยชุดฝึกกิจกรรมศิลปะเพื่อพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 3) เพื่อศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนเกี่ยวกับชุดฝึกกิจกรรมศิลปะเพื่อพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเสนารัฐวิทยาคาร สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา นครราชสีมาเขต 4 ประชากร นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเสนารัฐวิทยาคาร ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2551 จำนวน 30 คน และนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเสนารัฐวิทยาคาร ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2552 จำนวน 27 คน รวม 57 คน กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเสนารัฐวิทยาคาร ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2552 จำนวน 27 คน ได้มาโดยวิธีการสุ่มแบบเจาะจง ทดลองใช้และพัฒนาชุดฝึกกิจกรรมศิลปะเพื่อพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2551-2552 ระยะเวลาที่ใช้สอนเรื่องละ 60 นาที เครื่องมือที่ใช้คือ ชุดฝึกกิจกรรมศิลปะเพื่อพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ จำนวน 7 เรื่อง แบบฝึกกิจกรรมระหว่างเรียน แบบฝึกก่อนเรียนและหลังเรียน แบบสอบถามความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อชุดฝึกกิจกรรมศิลปะเพื่อพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ( X-) ค่าร้อยละ ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และค่า t-test ผลการศึกษาพบว่า ชุดฝึกกิจกรรมศิลปะเพื่อพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเสนารัฐวิทยาคาร มีประสิทธิภาพ 81.06/85.61 ผลคะแนนของความคิดสร้างสรรค์หลังการเรียนด้วยชุดฝึกกิจกรรมศิลปะเพื่อพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ความคิดเห็นของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ที่มีต่อชุดฝึกกิจกรรมศิลปะเพื่อพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ ที่ผู้รายงานสร้างขึ้นอยู่ในระดับมากในทุกด้าน ค่าเฉลี่ย ( X-) = 4.31)
รายงานผลการใช้ชุดการสอนแบบศูนย์การเรียนรายวิชา ศ31101 ศิลปะพื้นฐาน เรื่อง การปฏิบัติขลุ่ยเพียงออเบื้องต้น สำหรับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
[ โดย kruinfo ชม 173 ]
บทคัดย่อ ชื่อเรื่อง รายงานผลการใช้ชุดการสอนแบบศูนย์การเรียนรายวิชา ศ31101 ศิลปะพื้นฐาน เรื่อง การปฏิบัติขลุ่ยเพียงออเบื้องต้น สำหรับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ผู้ศึกษา วัลลภ ชุ่มโชคดี ระยะเวลาดำเนินการ ปีการศึกษา 2552 ------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาและหาประสิทธิภาพของชุดการสอนแบบศูนย์การเรียน รายวิชา ศ31101 ศิลปะพื้นฐาน เรื่อง การปฏิบัติขลุ่ยเพียงออเบื้องต้น สำหรับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนและหลังการใช้ชุดการสอนแบบศูนย์การเรียน รายวิชา ศ31101 ศิลปะพื้นฐาน เรื่อง การปฏิบัติ ขลุ่ยเพียงออเบื้องต้น สำหรับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 และ 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่เรียนโดยใช้ชุดการสอนแบบศูนย์การเรียน รายวิชา ศ31101 ศิลปะพื้นฐาน เรื่อง การปฏิบัติขลุ่ยเพียงออเบื้องต้น สำหรับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้เป็นนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ปีการศึกษา 2552 ของโรงเรียนลาดบัวหลวงไพโรจน์วิทยา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต 2 จำนวน 128 คน เลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง ได้กลุ่มตัวอย่าง เป็นนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/2 จำนวน 40 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ แบบทดสอบก่อนเรียน-หลังเรียน แบบสอบถามความพึงพอใจ โดยใช้แบบแผนการทดลอง แบบ One Group Pretest-Posttest Design วิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติ t-test แบบ Dependent Sample ผลการศึกษา สรุปได้ดังนี้ 1. ชุดการสอนแบบศูนย์การเรียน รายวิชา ศ31101 ศิลปะพื้นฐาน เรื่อง การปฏิบัติ ขลุ่ยเพียงออเบื้องต้น สำหรับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่ผู้ศึกษาพัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพเท่ากับ 84.58/85.67 แสดงว่าชุดการสอนแบบศูนย์การเรียนที่ผู้ศึกษาสร้างขึ้นมีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์ 80/80 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนโดยใช้ชุดการสอนแบบศูนย์การเรียน รายวิชา ศ31101 ศิลปะพื้นฐาน เรื่อง การปฏิบัติขลุ่ยเพียงออเบื้องต้น สำหรับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 พบว่า คะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยคะแนนเฉลี่ยหลังเรียน ( = 26.12) สูงกว่าคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียน ( = 15.00) 3. ผลการศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่เรียนโดยใช้ชุดการสอนแบบศูนย์การเรียน รายวิชา ศ31101 ศิลปะพื้นฐาน เรื่อง การปฏิบัติขลุ่ยเพียงออเบื้องต้น สำหรับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 พบว่า ในภาพรวมของการเรียนที่เรียนโดยใช้ชุดการสอนแบบศูนย์การเรียน รายวิชา ศ31101 ศิลปะพื้นฐาน เรื่อง การปฏิบัติขลุ่ยเพียงออเบื้องต้น ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 นักเรียนมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด ( =4.70, S.D.=0.46)
การพัฒนากระบวนการเรียนวิชาดนตรี นาฏศิลป์ โดยใช้หลักการจัดการเรียนการสอนแบบผู้เรียนเป็นสำคัญ : โมเดลซิปปา ( CIPPA MODEL) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนหนองเหล็กศึกษา จังหวัดมหาสารคาม
[ โดย kruinfo ชม 1,080 ]
การศึกษาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนากระบวนการเรียน พัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชาดนตรี นาฏศิลป์ เรื่อง ดนตรีไทยและสากล ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 และเพื่อประเมินความพึงพอใจของนักเรียนต่อการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ:โมเดลซิปปา กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการศึกษาเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/3 โรงเรียนหนองเหล็กศึกษา อำเภอโกสุม จังหวัดมหาสารคาม ประจำภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2553 จำนวน 34 คน เครื่องที่ใช้ในการศึกษาได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้รายวิชา ดนตรี นาฏศิลป์ จำนวน 12 แผน 2) แบบบันทึกผลการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน 3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 4) แบบประเมินความพึงพอใจ และ 5) แบบสัมภาษณ์ รูปแบบที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้เป็นลักษณะของการวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียน(Classroom Action Research) ซึ่งได้นำหลักการและขั้นตอนของวิจัยเชิงปฏิบัติการ(Action Research)มาใช้ในการศึกษา โดยแบ่งเป็น 3 วงจรปฏิบัติ ได้แก่ วงจรปฏิบัติที่ 1 ประกอบด้วยแผนการสอนที่ 2-4 วงจรปฏิบัติที่ 2 ประกอบด้วยแผนการสอนที่ 5-8 และวงจรปฏิบัติที่ 3 ประกอบด้วยแผนการสอนที่ 9-12 การวิเคราะห์ข้อมูลแบ่งเป็น 2 แบบ คือ การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพโดยการนำข้อมูลมาตีความ แปลความ แล้วรายงานผลในลักษณะการบรรยาย และการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ โดยการหาค่าเฉลี่ยเลขคณิตและหาค่าร้อยละ ผลการศึกษาพบว่า การใช้โมเดลซิปปาในกิจกรรมการเรียนรู้วิชาดนตรีและนาฏศิลป์ เป็นกิจกรรมที่ทำให้นักเรียนได้มีส่วนร่วมในการเรียน นักเรียนแต่ละคนมีบทบาทหน้าที่ในการปฏิบัติงานมีความสำคัญเท่าเทียมกันและมีความรับผิดชอบ ในกิจกรรมการเรียนการสอนนักเรียนเป็นผู้ลงมือปฏิบัติด้วยตนเองและมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับบุคคลอื่น เกิดการเรียนรู้ร่วมกัน สร้างองค์ความรู้ร่วมกัน อีกทั้งการนำเสนอผลงานทำให้นักเรียนได้เกิดทักษะการพูดการนำเสนอ เกิดความภาคภูมิใจในผลงานของตนและกลุ่ม ทำให้เกิดความรักความสามัคคี ส่งเสริมบรรยากาศของการทำงานแบบประชาธิปไตย การแข่งขันทำให้เกิดความกระตือรือร้นในการทำงาน ผู้เรียนได้พัฒนาทั้งในด้านร่างกาย สติปัญญา สังคมและอารมณ์ไปพร้อมกัน โดยภาพรวมนักเรียนมีความกระตือรือร้นให้ความสนใจในการเรียน มีความสุขสนุกสนานกับการเรียน บรรลุจุดประสงค์ทั้งในด้านความรู้ความเข้าใจ ด้านทักษะกระบวนการและด้านคุณลักษณะอันพึงประสงค์ มีความพึงพอใจในรูปแบบการจัดการเรียนการสอน และสามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้กับสถานการณ์ในชีวิตประจำวันได้ เมื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียน พบว่า นักเรียนมีคะแนนเฉลี่ยร้อยละ 82.21 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้คือ ร้อยละ 75 และร้อยละของนักเรียนที่มีคะแนนผ่านเกณฑ์ คือ 82.35 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ คือ ร้อยละ 80
รายงานผลการพัฒนาเอกสารประกอบการเรียนการสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ (ทัศนศิลป์) เรื่อง การเขียนภาพด้วยสีน้ำ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2
[ โดย kruinfo ชม 232 ]
รายงานผลการพัฒนาเอกสารประกอบการเรียนการสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ (ทัศนศิลป์) เรื่อง การเขียนภาพด้วยสีน้ำ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ปีการศึกษา 2551 โดยมี วัตถุประสงค์ 3 ประการ 1) เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของเอกสารประกอบการเรียนการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ (ทัศนศิลป์) เรื่อง การเขียนภาพด้วยสีน้ำ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนระหว่างก่อนและหลังเรียน จากการใช้เอกสารประกอบการเรียนการสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ (ทัศนศิลป์) เรื่อง การเขียนภาพด้วยสีน้ำ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่เรียนโดยใช้เอกสารประกอบการเรียนการสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ (ทัศนศิลป์) เรื่อง การเขียนภาพด้วยสีน้ำ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ปรากฏผลการทดลอง ดังนี้ 1. ผลการหาประสิทธิภาพของเอกสารประกอบการเรียนการสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ (ทัศนศิลป์) เรื่อง การเขียนภาพด้วยสีน้ำ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 จากการเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยร้อยละของคะแนนการปฏิบัติกิจกรรมระหว่างเรียน และคะแนนเฉลี่ยร้อยละจาก การทดสอบหลังเรียนหลังจากที่ใช้เอกสารประกอบการเรียนการสอนแต่ละเล่มแล้วโดยภาพรวมแล้วเอกสารประกอบการเรียนการสอนมีประสิทธิภาพอยู่ต่ำสุดอยู่ที่ 81.36/83.63 สูงสุดอยู่ที่ 86.81/82.27โดยรวมสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดไว้ 80/80 2. ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนจากการทดสอบก่อนและหลังเรียน จากการใช้เอกสารประกอบการเรียนการสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ (ทัศนศิลป์) ทั้ง 6 เล่มแล้ว โดยภาพรวม มีผลคะแนนการทดสอบก่อนเรียนในเรื่อง การเขียนภาพด้วยสีน้ำ มีค่าคะแนนนักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยมีค่าเฉลี่ย ( ) ก่อนเรียนมีค่าเท่ากับ 12.45 (X ) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) เท่ากับ 1.84 ค่าเฉลี่ย (X) หลังเรียน เท่ากับ 16.73 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) เท่ากับ 1.12 3. นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการใช้เอกสารประกอบการเรียนการสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ (ทัศนศิลป์) เรื่อง การเขียนภาพด้วยสีน้ำ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ในระดับมาก
แบบฝึกทักษะเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ เรื่ององค์ประกอบศิลป์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
[ โดย kruinfo ชม 696 ]
บทคัดย่อ ชื่อรายงาน แบบฝึกทักษะเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ เรื่ององค์ประกอบศิลป์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ชื่อผู้ศึกษา นางสุภัคลัทธิ์ บุญชัยเกียรติ หน่วยงาน โรงเรียนปราจีนกัลยาณี ปีการศึกษา 2552 การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนาแบบฝึกทักษะเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ เรื่อง องค์ประกอบศิลป์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ให้มีประสิทธิภาพผ่านเกณฑ์ 80/80 เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน หลังจากได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ เรื่ององค์ประกอบศิลป์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 และเพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนหลังจากได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ เรื่ององค์ประกอบศิลป์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 กลุ่มตัวอย่างคือ นักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/1 โรงเรียนปราจีนกัลยาณี ปีการศึกษา 2552 จำนวน 44 คน ได้มาจากการสุ่มแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูลคือ แบบฝึกทักษะเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ เรื่ององค์ประกอบศิลป์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 แบบทดสอบ เรื่ององค์ประกอบศิลป์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 แผนการจัดการเรียนรู้ เรื่ององค์ประกอบศิลป์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 และแบบวัดความพึงพอใจ แบบฝึกทักษะเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ เรื่ององค์ประกอบศิลป์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 รายงานผลการศึกษาด้วย ประสิทธิภาพ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติทดสอบทีแบบรายคู่ ผลการศึกษาพบว่า ประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ เรื่อง องค์ประกอบศิลป์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 พบว่ามีค่าเท่ากับ 85.19/83.48 เป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ การเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยคะแนนแบบทดสอบเรื่ององค์ประกอบศิลป์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ก่อนเรียนและหลังเรียนต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 และนักเรียนมีระดับความพึงพอใจในแบบฝึกทักษะเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ เรื่ององค์ประกอบศิลป์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 อยู่ในระดับมาก
รายงานการจัดกิจกรรมเสริมประสบการณ์เพื่อพัฒนาความคิดสร้างสรรค์และสติปัญญาของเด็กปฐมวัย ชั้นอนุบาลปีที่ 1 ปีการศึกษา 2552
[ โดย kruinfo ชม 277 ]
รายงานการจัดกิจกรรมเสริมประสบการณ์เพื่อพัฒนาความคิดสร้างสรรค์และสติปัญญาของเด็กปฐมวัย ชั้นอนุบาลปีที่ 1 ปีการศึกษา 2552 มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลการจัดกิจกรรมเสริมประสบการณ์เพื่อพัฒนาความคิดสร้างสรรค์และสติปัญญาของ เด็กปฐมวัย ชั้นอนุบาลปีที่ 1 ปีการศึกษา 2552 ประชากรที่ใช้ ได้แก่ นักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 1 ที่ศึกษาอยู่ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2552 ของโรงเรียนเทศบาลพิรามอุทิศ เทศบาลพรหมพิราม อำเภอพรหมพิราม จำนวน 83 คน กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียน ชั้นอนุบาลปีที่ 1.1 ที่ศึกษาอยู่ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2552 ของโรงเรียนเทศบาลพิรามอุทิศ เทศบาลตำบลพรหมพิราม อำเภอพรหมพิราม จังหวัดพิษณุโลก จำนวน 28 คน เครื่องมือที่ใช้ในรายงาน ได้แก่ แผนการจัดประสบการณ์ กิจกรรมเสริมประสบการณ์เพื่อพัฒนาความคิดสร้างสรรค์และสติปัญญา แบบประเมินความคิดสร้างสรรค์ (กิจกรรมศิลปะ) แบบทดสอบวัดความคิดสร้างสรรค์ของทอแรนซ์ หนังสือกิจกรรมเสริมประสบการณ์ และแบบสัมภาษณ์ความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ได้แก่ การหาค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และ ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการศึกษา พบว่า 1. จากการจัดกิจกรรมเสริมประสบการณ์เพื่อพัฒนาความคิดสร้างสรรค์และสติปัญญาของเด็กปฐมวัย ชั้นอนุบาลปีที่ 1 ปีการศึกษา 2552 ด้านคะแนนความคิดสร้างสรรค์ ของแต่ละองค์ประกอบ พบว่า ในภาพรวมทั้ง 3 องค์ประกอบมีคะแนนเฉลี่ยอยู่ในเกณฑ์ดี เมื่อพิจารณาแต่ละองค์ประกอบ พบว่า ด้านการคิดคล่อง มีคะแนนเฉลี่ยอยู่ในเกณฑ์ดี ด้านการความคิดริเริ่ม มีคะแนนเฉลี่ยอยู่ในเกณฑ์ดี และด้านความคิดละเอียดลออ มีคะแนนเฉลี่ยอยู่ในเกณฑ์ดี 2. จากการประเมินความคิดสร้างสรรค์ (กิจกรรมศิลปะ) ของเด็กปฐมวัย ชั้นอนุบาลปีที่ 1 ปีการศึกษา 2552 จำแนกตามแบบประเมินกิจกรรม ทั้ง 10 กิจกรรม พบว่า ในภาพรวมทั้ง 3 องค์ประกอบมีคะแนนเฉลี่ยอยู่ในเกณฑ์ดี เมื่อพิจารณาแต่ละองค์ประกอบ ด้านการคิดคล่อง มีคะแนนเฉลี่ยอยู่ในเกณฑ์ดี ด้านการความคิดริเริ่ม มีคะแนนเฉลี่ยอยู่ในเกณฑ์ดี และ ด้านความคิดละเอียดลออ มีคะแนนเฉลี่ยอยู่ในเกณฑ์ดี 3. ผลการเปรียบเทียบคะแนนการวัดความคิดสร้างสรรค์ ของเด็กปฐมวัย ชั้นอนุบาลปีที่ 1 ปีการศึกษา 2552 โดยใช้แบบทดสอบวัดความคิดสร้างสรรค์ของทอแรนซ์ พบว่า ทั้งด้านความคิดคล่อง ด้านการคิดริเริ่ม และด้านการคิดละเอียดลออ มีคะแนนประเมินหลังจัดกิจกรรมสูงกว่าก่อนจัดกิจกรรม 4. ผลการสัมภาษณ์ความพึงพอใจของเด็กปฐมวัย ชั้นอนุบาลปีที่ 1 ปีการศึกษา 2552 ที่มีต่อผลงานของตนเอง พบว่า ในการสัมภาษณ์ทั้ง 10 ฉบับส่วนใหญ่ตอบว่าใช่ร้อยละ 80 ขึ้นไป
รายงานผลการพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียน กลุ่มสาระศิลปะ(ทัศนศิลป์) ชุด สีสันงานศิลป์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โดยใช้บทเรียนสื่อประสม Computer Multimedia ในระบบโปรแกรม Microsoft Power Point
[ โดย kruinfo ชม 388 ]
บทคัดย่อ ชื่อวิจัย รายงานผลการพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียน กลุ่มสาระศิลปะ(ทัศนศิลป์) ชุด สีสันงานศิลป์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โดยใช้บทเรียนสื่อประสม Computer Multimedia ในระบบโปรแกรม Microsoft Power Point ชื่อผู้วิจัย นายวันชาติ ใสประเสริฐ โรงเรียน บ้านเขานันทา อำเภอประจันตคาม จังหวัดปราจีนบุรี ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา โรงเรียนบ้านเขานันทา นักเรียนส่วนใหญ่ ยากจน ผู้ปกครองร้อยละ 80 ประกอบอาชีพรับจ้างนักเรียนขาดการพัฒนาในการเรียนรู้ ขาดความคิดริเริ่มในการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะส่งผลให้งานศิลปะ ไม่ค่อยมีความคิดริเริ่ม สร้างสรรค์ ขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับงานศิลปะ ไม่มีความคิดสร้างสรรค์ของตนเอง ขาดความกระตือรือร้นในการใฝ่รู้ ใฝ่เรียน ไม่ค่อยสนใจในกิจกรรมหรืองานที่ครูมอบหมายให้ทำ ไม่เอาใจใส่ ขาดวินัยในตนเอง มีพฤติกรรมส่งงานล่าช้า ขาดการส่งงานหรือส่งงานแบบขอให้มีส่งเท่านั้น ส่งผลให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำ ไม่น่าพอใจ การใช้บทเรียนสื่อประสม Computer Multimediaในระบบโปรแกรม Microsoft Power Point พัฒนาการเรียนรู้และส่งเสริมความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ผลงานศิลปะ จึงเป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะช่วยส่งเสริมให้นักเรียนเกิดความกระตือรือร้น สนใจกิจกรรมหรืองานที่ครูมอบหมายให้ทำ เอาใจใส่ อยากที่จะเรียนรู้ และพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ของตนเองมากขึ้น นักเรียนจะได้เรียนรู้ศิลปะ(ทัศนศิลป์) รูปแบบใหม่ มีข้อมูลเพิ่ม มีจินตนาการเกิดการเรียนรู้ได้นาน จนสามารถคิดสร้างสรรค์และนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้ ผู้วิจัยจึงเลือกสร้างบทเรียนสื่อประสม Computer Multimedia ในระบบโปรแกรม Microsoft Power Point เรื่อง สีสันงานศิลป์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 พัฒนาการเรียนรู้และส่งเสริมความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ผลงานศิลปะของนักเรียน วัตถุประสงค์ของการวิจัย 1. เพื่อสร้างและพัฒนาบทเรียนสื่อประสม Computer Multimedia สาระการเรียนรู้ศิลปะ(ทัศนศิลป์) ชุด สีสันงานศิลป์ สำหรับนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านเขานันทา 2. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ก่อนเรียนและหลังเรียนทางการเรียนกลุ่มสาระศิลปะ(ทัศนศิลป์) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โดยใช้บทเรียนสื่อประสม Computer Multimedia สาระการเรียนรู้ศิลปะ(ทัศนศิลป์) ชุด สีสันงานศิลป์ 3. เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อบทเรียนสื่อประสม Computer Multimedia สาระการเรียนรู้ศิลปะ(ทัศนศิลป์) ชุด สีสันงานศิลป์ประกอบการเรียนวิชาทัศนศิลป์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 วิธีการดำเนินการวิจัย กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยคือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ของโรงเรียนบ้านเขานันทา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาปราจีนบุรี เขต 1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2552 จำนวน 18 คน เครื่องมือที่ใช้ คือ บทเรียนสื่อประสม Computer Multimedia ในระบบโปรแกรม Microsoft Power Point ชุด สีสันงานศิลป์ คู่มือการใช้สื่อ แบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนแบบเลือกตอบ (ก ข ค ง) จำนวน 30 ข้อ ที่ผ่านการหาค่าความยากง่าย ค่าความเชื่อมั่น แบบวัดความพึงพอใจของนักเรียน ที่ใช้สื่อบทเรียนสื่อประสม Computer Multimedia ในระบบโปรแกรม Microsoft Power Point สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ คะแนนเฉลี่ยความเบี่ยงเบนมาตรฐานเปรียบเทียบค่าเฉลี่ย โดย t-test และหาประสิทธิภาพบทเรียนโดยใช้ค่า E1 /E2 ผลการวิจัย พบว่า 1. บทเรียนสื่อประสม Computer Multimedia ในระบบโปรแกรม Microsoft Power Point ชุด สีสันงานศิลป์ สำหรับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านเขานันทา มีค่าเท่ากับ 81.65/86.25 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ที่ตั้งไว้ 2. บทเรียนสื่อประสม Computer Multimedia ในระบบโปรแกรม Microsoft Power Point ชุด สีสันงานศิลป์ นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงกว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียน 3. นักเรียนมีความพึงพอใจในบทเรียนอยู่ในเกณฑ์มากที่สุด วันชาติ ใสประเสริฐ
การพัฒนาและการใช้เอกสารประกอบการจัดการเรียนรู้นาฏศิลป์ ชุด เรือมปกาสตราว
[ โดย kruinfo ชม 136 ]
ชื่อผลงานวิจัย การพัฒนาและการใช้เอกสารประกอบการจัดการเรียนรู้นาฏศิลป์ ชุด เรือมปกาสตราว (รำกันเกรา) สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ปีการศึกษา 2552 โรงเรียนวีรวัฒน์โยธิน จังหวัดสุรินทร์ ชื่อผู้วิจัย นางสาวรุจีสวัสดิ์ ส่งเสริม ตำแหน่ง ครูชำนาญการ โรงเรียนวีรวัฒน์โยธิน อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ ปีการศึกษา 2552 บทคัดย่อ การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ(1) เพื่อพัฒนาเอกสารประกอบการจัดการเรียนรู้นาฏศิลป์ ชุด เรือมปกาสตราว (รำกันเกรา ) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 (2)เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนและหลังเรียน วิชานาฏศิลป์พื้นเมืองสร้างสรรค์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ปีการศึกษา 2552 (3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจต่อ การเรียน ตามเอกสารประกอบการจัดการเรียนรู้นาฏศิลป์ ชุด เรือมปกาสตราว (รำกันเกรา ) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ปีการศึกษา 2552 กลุ่มประชากร คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนวีรวัฒน์โยธิน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 33 อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ ปีการศึกษา 2552 จำนวน 5 ห้องเรียน จำนวน 187 คน กลุ่มตัวอย่าง เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนวีรวัฒน์โยธิน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 33 ปีการศึกษา 2552 จำนวน 41 คน ซึ่งได้มาโดยวิธีการเลือกแบบเจาะจง จากนักเรียนที่เลือกเรียนรายวิชา นาฏศิลป์พื้นเมืองสร้างสรรค์ รหัสวิชา ศ30221 ผลการวิจัยปรากฏว่าประสิทธิภาพของเอกสารประกอบการจัดการเรียนรู้นาฏศิลป์ ชุด เรือมปกาสตราว (รำกันเกรา ) มีประสิทธิภาพ 90.24/91.81 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนวีรวัฒน์โยธินที่เลือเรียนรายวิชานาฏศิลป์พื้นเมืองสร้างสรรค์ ศ30221 จำนวน 1 ห้องเรียน 41 คน ปีการศึกษา 2552 สูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 นักเรียนมีความพึงพอใจหลังการใช้เอกสารประกอบการจัดการเรียนรู้นาฏศิลป์ ชุดเรือมปกาสตราว (รำกันเกรา ) อยู่ในระดับมากที่สุด ค่าเฉลี่ยร้อยละ 4.65 คำสำคัญ เอกสารประกอบการจัดการเรียนรู้นาฏศิลป์ ชุด เรือมปกาสตราว (รำกันเกรา )
รายงานผลการพัฒนาคู่มือฝึกบรรเลงขิม และพัฒนาทักษะการบรรเลงขิมหมู่
[ โดย kruinfo ชม 115 ]
ชื่อเรื่อง รายงานผลการพัฒนาคู่มือฝึกบรรเลงขิม และพัฒนาทักษะการบรรเลงขิมหมู่ ของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒ ที่เรียนสาระเพิ่มเติม โรงเรียนเมือง พัทยา ๑๑ (มัธยมสาธิตพัทยา) ภาคเรียนที่ ๑ ปีการศึกษา ๒๕๕๓ ผู้ศึกษา นางภัทรวดี เข้มแข็ง หน่วยงานที่สังกัด โรงเรียนเมืองพัทยา ๑๑ (มัธยมสาธิตพัทยา) สำนักการศึกษาเมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย การศึกษาค้นคว้าครั้งนี้ เป็นการรายงานผลการพัฒนาคู่มือฝึกบรรเลงขิม และพัฒนาทักษะการบรรเลงขิมหมู่ ของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒ ที่เรียนสาระเพิ่มเติม โรงเรียนเมืองพัทยา ๑๑ (มัธยมสาธิตพัทยา) ภาคเรียนที่ ๑ ปีการศึกษา ๒๕๕๓ จำนวน ๖๗ คน เครื่องมือในการใช้เก็บรวบรวมข้อมูลได้แก่ คู่มือฝึกบรรเลงขิม ประกอบด้วย ความรู้ หลักการ ทฤษฎี ขั้นตอนการฝึกปฏิบัติตีขิม และหน้าทับที่ใช้ในวงเครื่องสาย แผนจัดการเรียนการสอน สถิติที่ใช้ คือ คะแนนเฉลี่ย SD ความเบี่ยงเบนมาตรฐาน % คะแนนร้อยละ IOC ดัชนีความสอดคล้องพฤติกรรมกับจุดประสงค์ ผลการวิจัยพบว่า ๑. รายงานระดับความพึงพอใจของนักเรียนต่อการจัดการเรียนการสอนโดยใช้ ชุดฝึกปฏิบัติบรรเลงขิม นการใช้ชุดฝึกปฏิบัติบรรเลงขิม ของผู้เรียน ระดับมัธยมศึกษาปีที่ ๒ ภาคเรียนที่ ๑ ปีการศึกษา ๒๕๕๓ โรงเรียนเมืองพัทยา ๑๑ (มัธยมสาธิตพัทยา) จำนวน ๖๗ คน พบว่าค่าเฉลี่ยอยู่ที่ ๓.๙๔โดยรวมมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก ๒. รายงานผลคะแนนจากแบบประเมินการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนชุดฝึกปฏิบัติบรรเลงขิม โดยรายงาน แบ่งออกเป็น ๒ ด้าน คือ ๑. การเรียนรู้ด้านเนื้อหา และการฝึกปฏิบัติ ๒. ด้านคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ดังรายงานผลต่อไปนี้ ๒.๑ ผลจากการประเมินด้านเนื้อหา และทักษะการฝึกปฏิบัติตีขิม ของผู้เรียนระดับมัธยมศึกษาปีที่ ๒ ภาคเรียนที่ ๑ ปีการศึกษา ๒๕๕๓ โรงเรียนเมืองพัทยา๑๑ (มัธยมสาธิตพัทยา) จำนวน ๖๗ คน พบว่า นักเรียนมีพฤติกรรมการเรียนรู้ โดยใช้คู่มือฝึกบรรเลงขิม โดยรวมค่าเฉลี่ยอยู่ที่ ร้อยละ ๗๖.๔๐ โดยผ่านเกณฑ์มาตรฐานที่ตั้งไว้ที่ ร้อยละ ๗๕ ๒.๒ ผลจากประเมินพฤติกรรมการเรียนรู้ โดยใช้คู่มือฝึกบรรเลงขิม ของผู้เรียนระดับมัธยมศึกษาปีที่ ๒ ภาคเรียนที่ ๑ ปีการศึกษา ๒๕๕๓ โรงเรียนเมืองพัทยา ๑๑ (มัธยมสาธิตพัทยา) จำนวน ๖๗ คน พบว่า จากการประเมินผลก่อนการเรียนโดยเฉลี่ย ๕๗.๓๑ และหลังจาก จัดกิจกรรมการเรียนการสอนด้านความรู้ ความเข้าใจ หลักการ ทฤษฎีและการฝึกปฏิบัติบรรเลงขิม พบว่าพฤติกรรมการเรียนรู้ ของนักเรียนสูงขึ้นกว่าเดิม โดยเฉลี่ย ๘๑.๐๔ ๒.๓ ผลจากประเมินพฤติกรรมการเรียนรู้ด้านคุณลักษณะอันพึงประสงค์ที่มีต่อ การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยชุดฝึกปฏิบัติบรรเลงขิม พบว่า นักเรียนมีคุณลักษณะ อันพึงประสงค์ คือ ข้อที่ ๑ เฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ ๘๔.๔๗ ข้อที่ ๒ เฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ ๘๓.๕๘ และข้อที่ ๓ เฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ ๘๗.๐๘ แสดงว่าคุณลักษณะอันพึงประสงค์ที่มีต่อการจัดกิจกรรม การเรียนการสอนสูงขึ้นเป็นลำดับจากการประเมินผล ๓ ข้อ ๒.๔ สรุปผลจากการประเมินพฤติกรรมการเรียน จากชุดฝึกปฏิบัติบรรเลงขิม ทุกด้าน ของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาปีที่ ๒ ภาคเรียนที่ ๑ ปีการศึกษา ๒๕๕๓ ที่เรียนสาระเพิ่มดนตรี โรงเรียนเมืองพัทยา ๑๑ (มัธยมสาธิตพัทยา) จำนวน ๖๗ คน เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ด้านความรู้ ความเข้าใจหลักการ ทฤษฎี และด้านฝึกปฏิบัติ ผ่านเกณฑ์ ๗๗.๓๖% ด้านคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ผ่านเกณฑ์ ๘๕.๐๐% โดยรวมเฉลี่ยอยู่ในระดับคุณภาพดี ผ่านเกณฑ์ทั้ง ๒ ด้าน ๘๑.๑๘%
รายงานการพัฒนาสื่อมัลติมีเดีย (Multimedia) ร่วมกับแบบฝึกปฏิบัติ สีซอด้วงและซออู้ของผู้เรียนกลุ่มสนใจดนตรีไทย โรงเรียนเมืองพัทยา ๑๑(มัธยมสาธิตพัทยา)
[ โดย kruinfo ชม 142 ]
ชื่อเรื่อง รายงานการพัฒนาสื่อมัลติมีเดีย (Multimedia) ร่วมกับแบบฝึกปฏิบัติ สีซอด้วงและซออู้ของผู้เรียนกลุ่มสนใจดนตรีไทย โรงเรียนเมืองพัทยา ๑๑ (มัธยมสาธิตพัทยา) ผู้ศึกษา นางภัทรวดี เข้มแข็ง หน่วยงานที่สังกัด โรงเรียนเมืองพัทยา ๑๑ (มัธยมสาธิตพัทยา) สำนักการศึกษาเมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย การศึกษาค้นคว้าครั้งนี้ เป็นการรายงานผลการพัฒนา สื่อมัลติมีเดีย (Multimedia) และ พัฒนาทักษะการสีซอด้วงและซออู้ ของผู้เรียนกลุ่มสนใจดนตรีไทย ผู้เรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑ โรงเรียนเมืองพัทยา ๑๑ (มัธยมสาธิตพัทยา) ปีการศึกษา ๒๕๕๒ จำนวน ๒๘ คน เครื่องมือในการ ใช้เก็บรวบรวมข้อมูลได้แก่ สื่อมัลติมีเดีย (Multimedia) ฝึกสีซอด้วงและซออู้ ประกอบด้วย ความรู้ หลักการ ทฤษฎี ขั้นตอนการฝึกปฏิบัติสีซอ และหน้าทับที่ใช้ในวงเครื่องสายไทย แผนการจัดการ เรียนรู้ ประกอบด้วย แบบทดสอบย่อยท้ายหน่วยการเรียนและแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียน จำนวน ๒๐ ข้อ แบบประเมินพฤติกรรมการฝึกปฏิบัติสีซอด้วงและซออู้ แบบประเมิน พฤติกรรมด้านเจตคติ แบบสอบถามความพึงพอใจของผู้เรียนกลุ่มสนใจดนตรี เป็นแบบมาตราส่วน ประมาณค่า (Rating Scale) สถิติที่ใช้ คือ คะแนนเฉลี่ย SD ความเบี่ยงเบนมาตรฐาน % คะแนนร้อยละ IOC ดัชนีความสอดคล้องพฤติกรรมกับจุดประสงค์ ผลการวิจัยพบว่า ๑. ระดับความพึงพอใจของผู้เรียนต่อการจัดการเรียนการสอนโดยใช้ชุดฝึกปฏิบัติสีซอด้วงและซออู้ ของผู้เรียนกลุ่มสนใจดนตรีไทย ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ปีการศึกษา ๒๕๕๒ โรงเรียนเมืองพัทยา ๑๑ (มัธยมสาธิตพัทยา) จำนวน ๒๘ คน พบว่า ค่าเฉลี่ยอยู่ที่ ๔.๔๒ โดยรวม มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก ๒. ผลคะแนนจากแบบประเมินการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนชุดฝึกปฏิบัติสีซอด้วงและซออู้ แบ่งออกเป็น ๓ ด้าน คือ การเรียนรู้ด้านเนื้อหา (พุทธพิสัย) การฝึกปฏิบัติ (ทักษะพิสัย) ด้านเจตคติ (จิตพิสัย) ดังรายงานผลต่อไปนี้ ๒.๑ ผลจากประเมินพฤติกรรมการเรียนรู้ด้านความรู้ ความเข้าใจ หลักและทฤษฎี โดยใช้สื่อมัลติมีเดีย (Multimedia) ฝึกสีซอด้วงและซออู้ ของผู้เรียนกลุ่มสนใจดนตรีไทย ระดับ มัธยมศึกษาตอนต้น ปีการศึกษา ๒๕๕๒ โรงเรียนเมืองพัทยา ๑๑ (มัธยมสาธิตพัทยา) พบว่า ผู้เรียน มีพฤติกรรมการเรียนรู้ด้านความรู้ ความเข้าใจ หลักและทฤษฎีดีขึ้น จากการประเมินผลก่อน การเรียนโดยเฉลี่ย ๗๗.๗๙ และหลังจากจัดกิจกรรมการเรียนการสอนด้านความรู้ ความเข้าใจ หลักและทฤษฎี ฝึกปฏิบัติสีซอด้วงและซออู้ พบว่า พฤติกรรมการเรียนรู้ ของผู้เรียนสูงขึ้นกว่าเดิม โดยเฉลี่ย ๘๑.๘๒ ๒.๒ ผลจากการประเมินด้านทักษะการฝึกปฏิบัติสีซอด้วงและซออู้ ของผู้เรียน กลุ่มสนใจดนตรีไทย ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ปีการศึกษา ๒๕๕๒ โรงเรียนเมืองพัทยา ๑๑ (มัธยมสาธิตพัทยา) พบว่า ผู้เรียนมีทักษะการฝึกปฏิบัติสีซอด้วงและซออู้ โดยรวมค่าเฉลี่ยอยู่ที่ ร้อยละ ๘๕.๕๐ โดยผ่านเกณฑ์มาตรฐานที่ตั้งไว้ที่ ร้อยละ ๘๐ ๒.๓ ผลจากประเมินพฤติกรรมการเรียนรู้ด้านเจตคติที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยชุดฝึกปฏิบัติสีซอด้วงและซออู้ พบว่า ผู้เรียนมีเจตคติ คือ ครั้งที่ ๑ เฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ ๘๗.๒๐ ครั้งที่ ๒ เฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ ๙๒.๒๐ และครั้งที่ ๓ เฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ ๙๗.๐๐ โดยมีค่าเฉลี่ยรวมอยู่ที่ ร้อยละ ๘๒.๑๘ แสดงว่าเจตคติที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนสูงขึ้น เป็นลำดับจากการประเมินผล ๓ ครั้ง ๒.๔ สรุปผลจากประเมินพฤติกรรมการเรียน จากชุดฝึกปฏิบัติสีซอด้วงและซออู้ ทุกด้าน ของผู้เรียนกลุ่มสนใจดนตรีไทย ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ภาคเรียนที่ ๑ ปีการศึกษา ๒๕๕๒โรงเรียนเมืองพัทยา ๑๑ (มัธยมสาธิตพัทยา) เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ด้านความรู้ ความเข้าใจหลักและทฤษฎี ผ่านเกณฑ์ ๗๗.๗๙% ด้านฝึกปฏิบัติ (ทักษะ) ผ่านเกณฑ์ ๘๕.๕๐% ด้านเจตคติ(จิตพิสัย) ผ่านเกณฑ์ ๘๒.๑๘% โดยรวมเฉลี่ยอยู่ในระดับคุณภาพดี ผ่านเกณฑ์ ทั้ง ๓ ด้าน
รายงานการพัฒนาสื่อมัลติมีเดีย (Multimedia) ร่วมกับแบบฝึกปฏิบัติ สีซอด้วงและซออู้ของผู้เรียนกลุ่มสนใจดนตรีไทย โรงเรียนเมืองพัทยา ๑๑(มัธยมสาธิตพัทยา
[ โดย kruinfo ชม 145 ]
การศึกษาค้นคว้าครั้งนี้ เป็นการรายงานผลการพัฒนา สื่อมัลติมีเดีย (Multimedia) และพัฒนาทักษะการสีซอด้วงและซออู้ ของผู้เรียนกลุ่มสนใจดนตรีไทย ผู้เรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑ โรงเรียนเมืองพัทยา ๑๑ (มัธยมสาธิตพัทยา) ปีการศึกษา ๒๕๕๒ จำนวน ๒๘ คน เครื่องมือในการใช้เก็บรวบรวมข้อมูลได้แก่ สื่อมัลติมีเดีย (Multimedia) ฝึกสีซอด้วงและซออู้ ประกอบด้วย ความรู้ หลักการ ทฤษฎี ขั้นตอนการฝึกปฏิบัติ สีซอ และหน้าทับที่ใช้ในวงเครื่องสายไทย แผนการจัดการเรียนรู้ ประกอบด้วย แบบทดสอบย่อยท้ายหน่วยการเรียนและแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จำนวน ๒๐ ข้อ แบบประเมินพฤติกรรมการฝึกปฏิบัติสีซอด้วงและซออู้ แบบประเมินพฤติกรรมด้านเจตคติ แบบสอบถาม ความพึงพอใจของผู้เรียนกลุ่มสนใจดนตรี เป็นแบบมาตราส่วน ประมาณค่า (Rating Scale) สถิติที่ใช้ คือ คะแนนเฉลี่ย SD ความเบี่ยงเบนมาตรฐาน % คะแนนร้อยละ IOC ดัชนีความสอดคล้องพฤติกรรมกับจุดประสงค์ ผลการวิจัยพบว่า ๑. ระดับความพึงพอใจของผู้เรียนต่อการจัดการเรียนการสอนโดยใช้ชุดฝึกปฏิบัติสีซอด้วงและซออู้ ของผู้เรียนกลุ่มสนใจดนตรีไทย ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ปีการศึกษา ๒๕๕๒ โรงเรียนเมืองพัทยา ๑๑ (มัธยมสาธิตพัทยา) จำนวน ๒๘ คน พบว่า ค่าเฉลี่ยอยู่ที่ ๔.๔๒ โดยรวม มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก ๒. ผลคะแนนจากแบบประเมินการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนชุดฝึกปฏิบัติสีซอด้วงและซออู้ แบ่งออกเป็น ๓ ด้าน คือ การเรียนรู้ด้านเนื้อหา (พุทธพิสัย) การฝึกปฏิบัติ (ทักษะพิสัย) ด้านเจตคติ (จิตพิสัย) ดังรายงานผลต่อไปนี้ ๒.๑ ผลจากประเมินพฤติกรรมการเรียนรู้ด้านความรู้ ความเข้าใจ หลักและทฤษฎี โดยใช้สื่อมัลติมีเดีย (Multimedia) ฝึกสีซอด้วงและซออู้ ของผู้เรียนกลุ่มสนใจดนตรีไทย ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ปีการศึกษา ๒๕๕๒ โรงเรียนเมืองพัทยา ๑๑ (มัธยมสาธิตพัทยา) พบว่า ผู้เรียน มีพฤติกรรมการเรียนรู้ด้านความรู้ ความเข้าใจ หลักและทฤษฎีดีขึ้น จากการประเมินผลก่อนการเรียนโดยเฉลี่ย ๗๗.๗๙ และหลังจากจัดกิจกรรมการเรียนการสอนด้านความรู้ ความเข้าใจหลักและทฤษฎี ฝึกปฏิบัติสีซอด้วงและซออู้ พบว่า พฤติกรรมการเรียนรู้ ของผู้เรียนสูงขึ้นกว่าเดิม โดยเฉลี่ย ๘๑.๘๒ ๒.๒ ผลจากการประเมินด้านทักษะการฝึกปฏิบัติสีซอด้วงและซออู้ ของผู้เรียนกลุ่มสนใจดนตรีไทย ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ปีการศึกษา ๒๕๕๒ โรงเรียนเมืองพัทยา ๑๑ (มัธยมสาธิตพัทยา) พบว่า ผู้เรียนมีทักษะการฝึกปฏิบัติสีซอด้วงและซออู้ โดยรวมค่าเฉลี่ยอยู่ที่ ร้อยละ ๘๕.๕๐ โดยผ่านเกณฑ์มาตรฐานที่ตั้งไว้ที่ ร้อยละ ๘๐ ๒.๓ ผลจากประเมินพฤติกรรมการเรียนรู้ด้านเจตคติที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยชุดฝึกปฏิบัติสีซอด้วงและซออู้ พบว่า ผู้เรียนมีเจตคติ คือ ครั้งที่ ๑ เฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ ๗๗.๘๕ ครั้งที่ ๒ เฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ ๘๒.๓๒ และครั้งที่ ๓ เฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ ๙๖.๖๐ โดยมีค่าเฉลี่ยรวมอยู่ที่ ร้อยละ ๘๒.๒๕ แสดงว่าเจตคติที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนสูงขึ้นเป็นลำดับจากการประเมินผล ๓ ครั้ง ๒.๔ สรุปผลจากประเมินพฤติกรรมการเรียน จากชุดฝึกปฏิบัติสีซอด้วงและซออู้ทุกด้าน ของผู้เรียนกลุ่มสนใจดนตรีไทย ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ภาคเรียนที่ ๑ ปีการศึกษา ๒๕๕๒โรงเรียนเมืองพัทยา ๑๑ (มัธยมสาธิตพัทยา) เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ด้านความรู้ ความเข้าใจหลักและทฤษฎี ผ่านเกณฑ์ ๗๗.๗๙% ด้านฝึกปฏิบัติ (ทักษะ) ผ่านเกณฑ์ ๘๕.๕๐% ด้านเจตคติ(จิตพิสัย) ผ่านเกณฑ์ ๘๑.๘๔% โดยรวมเฉลี่ยอยู่ในระดับคุณภาพดี ผ่านเกณฑ์ทั้ง ๓ ด้าน
Page 1 [ 2 ] [ 3 ]

ยอดนิยม




ติดต่อ konthaizone@gmail.com