เผยแพร่ผลงานครู » ภาษาต่างประเทศ

เลือกห้อง >>

ภาษาต่างประเทศ

การพัฒนาทักษะการอ่านภาษาอังกฤษโดยใช้คำศัพท์เกี่ยวกับสภาพภูมิอากาศ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4/1 โรงเรียนวัดผาสุกมณีจักร
[ โดย antiesohm ชม 163 ]
ชื่องานวิจัย การพัฒนาทักษะการอ่านภาษาอังกฤษ โดยใช้คำศัพท์เกี่ยวกับสภาพภูมิอากาศ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4/1 โรงเรียนวัดผาสุกมณีจักร ชื่อผู้วิจัย นายทิวากร เลาหสิงห์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ)
การพัฒนาชุดการเรียนภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร เกี่ยวกับสถานที่ท่องเที่ยว ในอำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3
[ โดย kruinfo ชม 751 ]
บทคัดย่อ การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) สร้างและหาประสิทธิภาพของ ชุดการเรียนภาษาอังกฤษ เพื่อการสื่อสาร เกี่ยวกับสถานที่ท่องเที่ยวในอำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ระหว่างก่อนเรียนและหลังการเรียนโดยใช้ชุดการเรียน 3) ศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่มีต่อชุดการเรียนภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร เกี่ยวกับสถานที่ท่องเที่ยวในอำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์ กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/3 โรงเรียนประจวบวิทยาลัย ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2550 จำนวน 47 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ประกอบด้วย 1) แผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 18 แผน 2) ชุดการเรียนภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร เกี่ยวกับสถานที่ท่องเที่ยวในอำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 4 ชุด 3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 40 ข้อ 4) แบบสอบถามความคิดเห็นของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่มีต่อการเรียนโดยใช้ชุดการเรียน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน t - test แบบ Dependent Sample ผลการศึกษาพบว่า 1. ชุดการเรียนภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร เกี่ยวกับสถานที่ท่องเที่ยวในอำเภอเมืองประจวบ- คีรีขันธ์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 80.76/79.26 มีดัชนีประสิทธิผลเท่ากับ 0.59 2. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/3 ที่เรียนโดยใช้ชุดการเรียนภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร เกี่ยวกับสถานที่ท่องเที่ยวในอำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์ นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .01 3. นักเรียนมีความคิดเห็นต่อการเรียนโดยใช้ชุดการเรียนภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อ สาร เกี่ยวกับสถานที่ท่องเที่ยวในอำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์ ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก
รายงานการพัฒนาแบบฝึกทักษะการเขียนเชิงสร้างสรรค์โดยใช้คำคุณศัพท์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4
[ โดย kruinfo ชม 399 ]
บทคัดย่อ รายงานการพัฒนาแบบฝึกทักษะการเขียนเชิงสร้างสรรค์โดยใช้คำคุณศัพท์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนศรีสงครามวิทยา อำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย ในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนาแบบฝึกทักษะการเขียนเชิงสร้างสรรค์โดยใช้คำคุณศัพท์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อศึกษาดัชนีประสิทธิผลของแบบฝึกทักษะการเขียนเชิงสร้างสรรค์โดยใช้คำ คุณศัพท์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 3) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะ การเขียนเชิงสร้างสรรค์โดยใช้คำคุณศัพท์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 4) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อแบบฝึกทักษะการเขียนเชิงสร้าง สรรค์โดยใช้คำคุณศัพท์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 กลุ่มตัวอย่างในการศึกษาครั้งนี้ เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/6 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2552 โรงเรียนศรีสงครามวิทยาอำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง จำนวน 45 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาประกอบด้วย แบบฝึกทักษะการเขียนเชิงสร้างสรรค์โดยใช้คำคุณศัพท์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ จำนวน 8 เล่ม แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียน จำนวน 40 ข้อ เป็นข้อสอบแบบปรนัย ชนิด 4 ตัวเลือก และแบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วย แบบฝึกทักษะ เป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) จำนวน 15 ข้อ สถิติที่ใช้คือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบสมมติฐานใช้สถิติทดสอบที (t-test) ผลการศึกษาปรากฏ ดังนี้ 1. แบบฝึกทักษะการเขียนเชิงสร้างสรรค์โดยใช้คำคุณศัพท์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 83.50/82.66 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ 2. ดัชนีประสิทธิผลของแบบฝึกทักษะการเขียนเชิงสร้างสรรค์โดยใช้คำคุณศัพท์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 มีค่าเท่ากับ 0.5411 หมายความว่า นักเรียนมีความรู้เพิ่มขึ้น ร้อยละ 54.11 3. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหลังเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการเขียนเชิง สร้างสรรค์โดยใช้คำคุณศัพท์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 สูงขึ้นกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 4. นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะการ เขียนเชิงสร้างสรรค์โดยใช้คำคุณศัพท์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด
การสร้างและใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง Past Simple Tense
[ โดย kruinfo ชม 744 ]
วัตถุประสงค์ของการศึกษานี้ เพื่อ 1) สร้างบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง Past Simple Tense ให้มีประสิทธิภาพ 80/80 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนระดับประกาศนียบัตรชั้นปีที่ 2 วิทยาลัยการอาชีพนครปฐม ด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนเรื่อง Past Simple Tenseในรายวิชาการสนทนาภาษาอังกฤษ 1 โดยพิจารณาเปรียบเทียบจากคะแนนแบบทดสอบก่อนเรียนกับคะแนนแบบทดสอบหลังเรียน 3) เพื่อศึกษาค่าดัชนีประสิทธิผลของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง Past Simple Tense ในวิชาการสนทนาภาษาอังกฤษ 1 รหัสวิชา 2000-1221 4) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ที่ 2 วิทยาลัยการอาชีพนครปฐม ที่มีต่อบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง Past Simple Tense กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาเป็นนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ชั้นปีที่ 2 แผนกช่างอิเล็กทรอนิกส์ ที่ได้จากการสุ่มตัวอย่างอย่างง่าย (simple sampling random) ด้วยวิธีการจับฉลาก จำนวน 32 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง Past Simple Tense แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย t-test และค่าดัชนีประสิทธิผล ผลการศึกษาปรากฏว่า 1) บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง Past Simple Tense มีประสิทธิภาพ 82.16 /81.06 สูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังจากเรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนของนักเรียนสูงกว่าคะแนนจากการทำแบบทดสอบก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) บทเรียนคอมพิวเตอร์ที่สร้างขึ้นมีดัชนีประสิทธิผล 0.58 4) ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนอยู่ในระดับ มาก
การประเมินผลการนิเทศภายในเพื่อพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้วิชาภาษาอังกฤษ โรงเรียนหนองพอกพัฒนาประชานุสรณ์
[ โดย kruinfo ชม 217 ]
บทคัดย่อ การศึกษาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาปฏิกิริยาของผู้รับการนิเทศ 2) เพื่อศึกษาผลการเรียนรู้ของผู้รับการนิเทศ 3) เพื่อศึกษาพฤติกรรมการนำความรู้จากการนิเทศไปใช้ของผู้รับการนิเทศ และ 4) เพื่อศึกษาผลลัพธ์ที่เกิดกับผู้เรียน เครื่องมือที่ใช้ได้แก่ แบบทดสอบก่อนและหลังการอบรม แบบสอบถาม แบบประเมินผลการอบรม และแบบวัดเจตคติของผู้เรียน การประเมินแบ่งเป็น 2 ระยะ คือ เมื่อสิ้นสุดกระบวนการอบรม และหลังจากที่ผู้เข้ารับการอบรมกลับไปปฏิบัติงานแล้ว 3 เดือน ดำเนินการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณา ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยก่อนและหลังการอบรม ใช้สถิติ Dependent Sample t-test ผลการศึกษาพบว่า 1. ผลการประเมินปฏิกิริยาของผู้เข้ารับการนิเทศ 1.1 ผู้เข้ารับการอบรมมีความคิดเห็นว่าการฝึกอบรมมีความเหมาะสมโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (=3.86, =0.50) 1.2 ผู้เข้ารับการนิเทศมีความคิดเห็นต่อกระบวนการนิเทศ ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก (=4.06, =0.41) 2. ผลการประเมินการเรียนรู้ของผู้เข้ารับการนิเทศ 2.1 ผู้เข้ารับการนิเทศมีคะแนนเฉลี่ยการทดสอบวัดความรู้หลังเข้ารับการอบรม มากกว่าก่อนเข้ารับการอบรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2.2 ผลการประเมินความสามารถในการจัดกระบวนการเรียนรู้ พบว่า ครูผู้สอนมีความสามารถในการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับหลักสูตรสถาน ศึกษาโดยรวมอยู่ในระดับดี (=4.08, =0.40) 3. ผลการประเมินพฤติกรรมการนำความรู้จากการนิเทศไปใช้ 3.1 ผู้รับการนิเทศมีการนำความรู้จากการนิเทศไปใช้ในชั้นเรียน โดยรวมอยู่ในระดับมาก (=3.95, =0.40) 4. ผลการประเมินผลลัพธ์ที่เกิดกับนักเรียน โดยภาพรวมนักเรียนมีทักษะการใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารอยู่ในระดับ ปานกลาง (=2.48, =0.45) และโดยภาพรวมนักเรียนมีเจตคติต่อการเรียนรู้ภาษาอังกฤษอยู่ในระดับมาก (=2.56, =0.41)
รายงานการพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์มัลติมีเดีย เรื่อง คำศัพท์ภาษาอังกฤษน่ารู้
[ โดย kruinfo ชม 227 ]
บทคัดย่อ การทดลองครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อ 1) พัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์มัลติมีเดีย เรื่อง คำศัพท์ภาษาอังกฤษน่ารู้ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ให้มีประสิทธิภาพตามตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 และ 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อน และหลังเรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์มัลติมีเดีย เรื่อง คำศัพท์ภาษาอังกฤษน่ารู้ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการทดลองครั้งนี้ เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1/4 โรงเรียนวัดหงส์ปทุมาวาส อำเภอเมือง จังหวัดปทุมธานี จำนวน 37 คน ดำเนินการทดลองทั้งหมด 3 ครั้ง ครั้งที่ 1 ทดลองกับนักเรียน จำนวน 2 คน เพื่อหาข้อบกพร่องของบทเรียนคอมพิวเตอร์มัลติมีเดีย แล้วนำข้อมูลไปปรับปรุงแก้ไข ครั้งที่ 2 ทดลองกับนักเรียน จำนวน 5 คน เพื่อหาแนวโน้มประสิทธิภาพของบทเรียนคอมพิวเตอร์มัลติมีเดีย และครั้งที่ 3 เป็นการทดลองเพื่อหาประสิทธิภาพของบทเรียนคอมพิวเตอร์มัลติมีเดียกับนัก เรียน จำนวน 30 คน ผลการทดลองพบว่า 1) บทเรียนคอมพิวเตอร์มัลติมีเดีย เรื่อง คำศัพท์ภาษาอังกฤษน่ารู้ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ที่พัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพ 83.77/84.85 ตามเกณฑ์ 80/80 ผลการประเมินคุณภาพบทเรียนคอมพิวเตอร์มัลติมีเดียจากผู้เชี่ยวชาญด้าน เนื้อหา และด้านเทคโนโลยีทางการศึกษา บทเรียนโดยรวมมีคุณภาพอยู่ในระดับดี โดยมีค่าเฉลี่ย 4.44 และ 4.32 ตามลำดับ 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1/4 หลังเรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์มัลติมีเดีย เรื่อง คำศัพท์ภาษาอังกฤษน่ารู้ สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
รายงานการพัฒนาทักษะการอ่านภาษาอังกฤษโดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6
[ โดย kruinfo ชม 384 ]
การจัดกิจกรรมการอ่านภาษาอังกฤษโดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือ ถือว่าเป็นวิธีการหนึ่งเพื่อแก้ปัญหาการเรียนการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ) และสอดคล้องกับพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช 2542 ที่เน้นให้ผู้เรียนมีส่วนร่วม และลงมือปฏิบัติจริงทุกขั้นตอนจนเกิดการเรียนรู้ด้วยตนเอง โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อ (1) พัฒนาแผนการเรียนรู้ที่พัฒนาทักษะการอ่านภาษาอังกฤษโดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือ (2) เพื่อหาประสิทธิผลทางการเรียนที่พัฒนาทักษะการอ่านภาษาอังกฤษโดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือ (3) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่พัฒนาทักษะการอ่านภาษาอังกฤษโดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน (4) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่มีต่อการพัฒนาทักษะการอ่านภาษาอังกฤษโดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือ ทำการศึกษากับกลุ่มตัวอย่างคือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2551 โรงเรียนบ้านหนองหว้าหนองแคนดอนบาก สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามหาสารคาม เขต 1 จำนวนนักเรียน 20 คน ได้มาโดยการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้ามี 3 ชนิด คือ แผนการจัดการเรียนรู้ที่พัฒนาทักษะการอ่านภาษาอังกฤษโดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือ ที่มีประสิทธิภาพเท่ากับ 84.00/76.63 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเป็นแบบปรนัย 4 ตัวเลือก จำนวน 40 ข้อ ซึ่งมีค่าอำนาจจำแนก (B) ตั้งแต่ 0.22 ถึง 0.84 และมีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.88 แบบวัดความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ซึ่งเป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 อันดับ จำนวน 15 ข้อ มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ .79 สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบสมมติฐานใช้ t-test (Dependent Samples) ผลการค้นคว้าปรากฏดังนี้ 1.แผนการจัดการเรียนรู้ที่พัฒนาทักษะการอ่านภาษาอังกฤษโดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 84.00/76.63 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ 75/75 2. แผนการจัดการเรียนรู้ที่พัฒนาทักษะการอ่านภาษาอังกฤษโดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีค่าดัชนีประสิทธิผล เท่ากับ 0.5720 แสดงว่านักเรียนมีความก้าวหน้าในการเรียน หรือมีคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเพิ่มขึ้น คิดเป็นร้อยละ 57.20 3.นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่พัฒนาทักษะการอ่านภาษาอังกฤษโดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือ มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 4. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีความพึงพอใจต่อการพัฒนาทักษะการอ่านภาษาอังกฤษโดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือ โดยรวมเป็นรายข้อทุกข้ออยู่ในระดับมาก โดยสรุป การพัฒนาทักษะการอ่านภาษาอังกฤษโดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือ สามารถสนับสนุนและเสริมสร้างคุณภาพการเรียนภาษาอังกฤษ โดยเฉพาะทักษะการอ่านให้สูงขึ้นซึ่งมีปัจจัยสำคัญในการเรียนรู้คือการฝึกทักษะทางภาษา นับว่าเป็นวิธีการเรียนที่สอดคล้องกับแนวคิดการเรียนภาษาอังกฤษเพื่อการอ่านสำหรับนักเรียนที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่สอง และสามารถประยุกต์กระบวนการเรียนรู้ดังกล่าวไปปรับใช้ในบริบทที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของนักเรียนได้เป็นอย่างดี
รายงานผลการพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนประเภทแบบฝึกหัด เพื่อพัฒนาทักษะการเขียนภาษาอังกฤษ เรื่อง Daily Routine สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนเทพศาลาประชาสรรค์ จังหวัดนครสวรรค์
[ โดย kruinfo ชม 362 ]
รายงานผลการพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนประเภทแบบฝึกหัด เพื่อพัฒนาทักษะการเขียนภาษาอังกฤษ เรื่อง Daily Routine สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนเทพศาลาประชาสรรค์ จังหวัดนครสวรรค์ ผู้ศึกษามีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาผลการพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนประเภทแบบฝึกหัด เพื่อพัฒนาทักษะการเขียนภาษาอังกฤษ เรื่อง Daily Routine สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ตามเกณฑ์ประสิทธิภาพ (E1/E2) ที่ตั้งไว้คือ 75/75 เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ด้านการเขียนภาษาอังกฤษก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน และเพื่อประเมินความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน โดยเปรียบเทียบกับเกณฑ์ที่ได้กำหนดไว้ คือ X>=3.50 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/3 และ 1/5 โรงเรียนเทพศาลาประชาสรรค์ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2550 จำนวน 74 คน ระยะเวลาที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ใช้เวลาทั้งสิ้น 8 ชั่วโมง เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลประกอบด้วย บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนประเภทแบบฝึกหัด เพื่อพัฒนาทักษะการเขียนภาษาอังกฤษ เรื่อง Daily Routine สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ซึ่งมีทั้งหมด 3 ชุด แบบทดสอบทักษะการเขียนภาษาอังกฤษ เรื่อง Daily Routine ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 และแบบสอบถามความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ผลการศึกษาพบว่า 1. บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนประเภทแบบฝึกหัด เพื่อพัฒนาทักษะการเขียนภาษาอังกฤษ เรื่อง Daily Routine สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีค่าประสิทธิภาพเท่ากับ 77.84/75.36 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ที่ตั้งไว้คือ 75/75 2. นักเรียนที่เรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนประเภทแบบฝึกหัด เพื่อพัฒนาทักษะการเขียนภาษาอังกฤษ เรื่อง Daily Routine สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีผลสัมฤทธิ์ด้านการเขียนภาษาอังกฤษหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3. ความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนประเภทแบบฝึกหัด เพื่อพัฒนาทักษะการเขียนภาษาอังกฤษ เรื่อง Daily Routine สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยภาพรวมอยู่ในเกณฑ์ระดับมาก (X>=3.50) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
การเขียนประโยคตามโครงสร้างไวยากรณ์ วิชา อ33101 ภาษาอังกฤษ 303 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3
[ โดย kruinfo ชม 498 ]
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ ดังนี้ (1) เพื่อสร้างบทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง การเขียนประโยคตามโครงสร้างไวยากรณ์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 (2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้บทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง การเขียนประโยคตามโครงสร้างไวยากรณ์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 และ (3) เพื่อประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้บทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง การเขียนประโยคตามโครงสร้างไวยากรณ์ กลุ่มตัวอย่างของการวิจัยคือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ห้อง ม.3/7 โรงเรียนจักรคำคณาทร จังหวัดลำพูน ที่เรียนวิชา อ33101 ภาษาอังกฤษ 303 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2551 จำนวน 46 คน ได้มาโดยวิธีการการเลือกแบบเฉพาะเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เป็นบทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง การเขียนประโยคตามโครงสร้างไวยากรณ์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวนทั้งหมด 4 เรื่อง แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน ซึ่งครอบคลุมเนื้อหาบทเรียนสำเร็จรูป ทั้ง 4 เรื่อง เป็นข้อสอบแบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 40 ข้อ ให้ทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน และแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนด้วยบทเรียนสำเร็จรูป สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การหาค่าร้อยละ(Percentage) ค่าเฉลี่ย (X) ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ค่า IOC การหาค่าอำนาจจำแนก (B) ค่าประสิทธิภาพ (E1 / E2) และ t-test (Dependent samples) ผลการวิจัยพบว่า ผลจากการหาประสิทธิภาพของบทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง การเขียนประโยคตามโครงสร้างไวยากรณ์ วิชา อ33101 ภาษาอังกฤษ 303 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีค่า E1/E2 ดังนี้ เรื่อง Present Simple Tense เท่ากับ 82.00/84.66 เรื่อง Past Simple Tense เท่ากับ 82.66/84.33 เรื่อง Present Perfect Tense เท่ากับ 81.66/83.00 และเรื่อง Past Continuous Tense มีประสิทธิภาพ เท่ากับ 83.33/84.00 แสดงว่า บทเรียนสำเร็จรูปทั้ง 4 เรื่องที่ผู้รายงานสร้างขึ้น มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 ส่วนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนมีคะแนนเฉลี่ย 20.00 ส่วนคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนมีคะแนนเฉลี่ย 29.98 สรุปได้ว่า นักเรียนที่เรียนโดยใช้บทเรียนสำเร็จรูป ที่ผู้รายงานสร้างขึ้นมีคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้บทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง การเขียนประโยคตามโครงสร้างไวยากรณ์ พบว่านักเรียนส่วนใหญ่ มีความพึงพอใจที่ดีต่อการใช้บทเรียนสำเร็จรูปในระดับมาก (X= 4.33, S.D. = 0.68)
รายงานการพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์มัลติมีเดียวิชาพระพุทธศาสนา ชุดพระธรรม สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5
[ โดย kruinfo ชม 205 ]
การดำเนินงานครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์มัลติมีเดียวิชาพระพุทธศาสนา ชุดพระธรรม สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 ศึกษาความก้าวหน้าของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ก่อนเรียนและหลังเรียนด้วย บทเรียนคอมพิวเตอร์มัลติมีเดียวิชาพระพุทธศาสนา ชุดพระธรรม และศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อบทเรียนคอมพิวเตอร์มัลติมีเดียวิชาพระพุทธศาสนา ชุดพระธรรม กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการดำเนินงานครั้งนี้เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ปีการศึกษา 2550 โรงเรียนโพธินิมิตวิทยาคม จังหวัดนนทบุรี จำนวน 31 คน ซึ่งได้มาโดยการสุ่มอย่างง่ายโดยใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยการสุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง ได้แก่ บทเรียนคอมพิวเตอร์มัลติมีเดียวิชาพระพุทธศาสนา ชุดพระธรรม สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบประเมินคุณภาพบทเรียน และแบบสอบถามความพึงพอใจ ดำเนินการสอนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์มัลติมีเดีย จำนวน 23 ชั่วโมง ใช้แบบแผนการทดลองแบบ One Group Pretest
การพัฒนาหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ E – Book โปรแกรม Flip Album 6.0 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ(ภาษาอังกฤษ)ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
[ โดย kruinfo ชม 428 ]
บทคัดย่อ หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ เป็นสาระการเรียนรู้ที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาและส่งเสริมคุณภาพชีวิตของผู้เรียน ผู้ศึกษาค้นคว้าพบว่านักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่เรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ(ภาษาอังกฤษ) มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำ อาจเนื่องจากครูไม่มีแผนการจัดการเรียนรู้ที่จัดกิจกรรมน่าสนใจ ไม่มีสื่อการสอนที่เรียนเป็นนามธรรม ทำให้ผู้เรียนเข้าใจเนื้อหายากและมีปัญหาในการเรียน การศึกษาค้นคว้าครั้งนี้มีความมุ่งหมาย เพื่อพัฒนาหนังสืออิเล็กทรอนิกส์E – Book โปรแกรม Flip Album 6.0 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ(ภาษาอังกฤษ) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 และเพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ(ภาษาอังกฤษ) ที่เรียนโดยใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาคือ นักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนเทศบาลศรีสวัสดิ์วิทยา เทศบาลเมืองมหาสารคาม จังหวัดมหาสารคาม กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2552 ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) จำนวน 26 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา คือ หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ E – Book โปรแกรม Flip Album 6.0 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ(ภาษาอังกฤษ) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ(ภาษาอังกฤษ) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ E – Book โปรแกรม Flip Album 6.0 รูปแบบการศึกษาครั้งนี้ใช้แบบ The One Group Pre - test Post - test Design การวิเคราะห์ข้อมูล ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และt – test dependent ผลการศึกษาพบว่า 1. หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ E – Book โปรแกรม Flip Album 6.0 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ(ภาษาอังกฤษ) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ผู้ศึกษาค้นคว้าสร้างขึ้น พบว่ามีประสิทธิภาพ เท่ากับ 86.39/84.90 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดไว้ คือ 80/80 สอดคล้องกับสมมติฐานที่ได้ตั้งไว้ 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่าประเทศ(ภาษาอังกฤษ) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ E – Book โปรแกรม Flip Album 6.0หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .05 สอดคล้องกับสมมติฐานหรือความคาดหวังที่ตั้งไว้ แสดงว่าวิธีการสอนโดยหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ E – Book โปรแกรม Flip Album 6.0 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ(ภาษาอังกฤษ) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่สร้างขึ้น ทำให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงเพิ่มขึ้น
การใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เพื่อพัฒนาการเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านแม่ต๋ำ อำเภอแม่สรวย สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเชียงราย เขต 2
[ โดย kruinfo ชม 256 ]
การศึกษาค้นคว้าในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนเพื่อพัฒนาการเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษ เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และศึกษาความคิดเห็นของผู้เรียน ที่เรียนโดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ประชากรที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2552 โรงเรียนบ้านแม่ต๋ำ อำเภอแม่สรวย สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเชียงราย เขต 2 จำนวน 22 คน เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วย บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน , แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบสอบถามความคิดเห็น ของนักเรียนที่เรียนโดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ ช่วยสอน โดยนำข้อมูลมาวิเคราะห์ หาค่าประสิทธิภาพ ค่าเฉลี่ยร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน นำเสนอข้อมูลโดยใช้ตารางประกอบคำบรรยาย ผลการศึกษาพบว่า บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เพื่อพัฒนาการเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่ผู้ศึกษาได้สร้างขึ้น ทุกหน่วยการเรียนรู้ โดยรวมมีค่าประสิทธิภาพ เท่ากับ 86.15 / 84.89 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ คือ 80 / 80 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนโดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน มีค่าเฉลี่ย คือร้อยละ 73.98 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ คือ ร้อยละ 65 ความคิดเห็นของผู้เรียนที่เรียนโดยใช้ บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เพื่อพัฒนาการเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษ มีค่าเฉลี่ยความคิดเห็น อยู่ในระดับเห็นด้วยอย่างยิ่ง คือมีค่าเฉลี่ย 4.62 แสดงว่าผู้เรียนมีความคิดเห็นที่ดีต่อการเรียนโดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เพื่อพัฒนา การเรียนรู้ คำศัพท์ภาษาอังกฤษ
รายงานผลการพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนประเภทแบบฝึกหัด เพื่อพัฒนาทักษะ การเขียนภาษาอังกฤษ เรื่อง Daily Routine นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
[ โดย kruinfo ชม 293 ]
รายงานผลการพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนประเภทแบบฝึกหัด เพื่อพัฒนาทักษะการเขียนภาษาอังกฤษ เรื่อง Daily Routine สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1โรงเรียนเทพศาลาประชาสรรค์ จังหวัดนครสวรรค์ ผู้ศึกษามีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาผลการพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนประเภทแบบฝึกหัด เพื่อพัฒนาทักษะการเขียนภาษาอังกฤษ เรื่อง Daily Routine สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ด้านการเขียนภาษาอังกฤษก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน และประเมินความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาได้แก่นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/3 และ 1/5 โรงเรียนเทพศาลาประชาสรรค์ ปีการศึกษา 2550 จำนวน 74 คน ระยะเวลาที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ใช้เวลาทั้งสิ้น 6 ชั่วโมง เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลประกอบด้วย บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนประเภทแบบฝึกหัด เพื่อพัฒนาทักษะการเขียนภาษาอังกฤษ เรื่อง Daily Routine สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ซึ่งมีทั้งหมด 3 ชุด แบบทดสอบทักษะการเขียนภาษาอังกฤษ เรื่อง Daily Routine ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 และแบบสอบถามความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ผลการศึกษาพบว่า 1.บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนประเภทแบบฝึกหัด เพื่อพัฒนาทักษะการเขียนภาษาอังกฤษ เรื่อง Daily Routine สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีค่าประสิทธิภาพเท่ากับ 77.84/75.36 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ที่ตั้งไว้คือ 75/75 2.นักเรียนที่เรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนประเภทแบบฝึกหัด เพื่อพัฒนาทักษะการเขียนภาษาอังกฤษ เรื่อง Daily Routine สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีผลสัมฤทธิ์ด้านการเขียนภาษาอังกฤษหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3.ความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนประเภทแบบฝึกหัดเพื่อพัฒนาทักษะการเขียนภาษาอังกฤษ เรื่อง Daily Routine สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยภาพรวมอยู่ในเกณฑ์ระดับมาก ( X ³ 3.50) อย่างมีนยั สำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
การพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ โดยใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ เรื่อง Tense วิชาภาษาอังกฤษพื้นฐาน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2
[ โดย kruinfo ชม 289 ]
บทคัดย่อ การพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ เรื่อง Tense วิชาภาษาอังกฤษพื้นฐาน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีความมุ่งหมาย 1) เพื่อพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ เรื่อง Tense วิชาภาษาอังกฤษพื้นฐาน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อศึกษาดัชนีประสิทธิผลของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ เรื่อง Tense วิชาภาษาอังกฤษพื้นฐาน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 3) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนด้วยหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ เรื่อง Tense วิชาภาษาอังกฤษพื้นฐาน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศระหว่างก่อนเรียน และหลังเรียน 4) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ เรื่อง Tense วิชาภาษาอังกฤษพื้นฐาน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 กลุ่มตัวอย่างในการศึกษา ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/6 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2552 โรงเรียนยางตลาดวิทยาคาร อำเภอยางตลาด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากาฬสินธุ์ เขต 2 จำนวน 40 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาประกอบด้วยแผนการจัดการเรียนรู้ประกอบการใช้ หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ จำนวน 20 แผน หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ จำนวน 9 เล่ม แบบทดสอบ วัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนแบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ มีค่าความยากระหว่าง 0.30 – 0.65 มีค่าอำนาจจำแนกรายข้อ ระหว่าง 0.35 – 0.80 และ มีความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.81 แบบวัดความพึงพอใจ แบบมาตราส่วนประมาณค่า จำนวน 10 ข้อ มีค่าอำนาจจำแนกรายข้อ ระหว่าง 0.64 – 0.87 ค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.83 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ การทดสอบสมมุติฐานโดยใช้ t-test แบบ Dependent Samples ผลการศึกษา ปรากฏดังนี้ 1. การจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ เรื่อง Tense วิชาภาษาอังกฤษพื้นฐาน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 84.50 / 84.17 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ 2. การจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ เรื่อง Tense วิชาภาษาอังกฤษพื้นฐาน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีค่าดัชนีประสิทธิผลในการเรียนรู้เท่ากับ 0.7303 หมายความว่า หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ เรื่อง Tense ทำให้นักเรียนมีความรู้เพิ่มขึ้นเท่ากับ 0.7303 หรือคิดเป็นร้อยละ 73.03 3. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่เรียนโดยใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ เรื่อง Tense วิชาภาษาอังกฤษพื้นฐาน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 4. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีความพึงพอใจต่อการเรียนโดยใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ เรื่อง Tense วิชาภาษาอังกฤษพื้นฐาน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด โดยสรุป หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ เรื่อง Tense วิชาภาษาอังกฤษพื้นฐาน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เป็นนวัตกรรมทางการศึกษาที่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลเหมาะสม สามารถนำไปใช้เป็นสื่อการสอนเพื่อพัฒนาการเรียนรู้เรื่อง Tense ของนักเรียนได้เป็นอย่างดี
รายงานการพัฒนาแบบฝึกทักษะการเขียน เรื่อง My Home รายวิชาภาษาอังกฤษ
[ โดย kruinfo ชม 495 ]
บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้ มีความมุ่งหมายเพื่อ 1) สร้างและพัฒนาแบบฝึกทักษะการเขียน เรื่อง My Home รายวิชาภาษาอังกฤษ (อ 31101) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบัวน้อยวิทยา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาศรีสะเกษ เขต 1 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนและหลังใช้แบบฝึกทักษะการ เขียน เรื่อง My Home กลุ่มเป้าหมายเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบัวน้อยวิทยา อำเภอกันทรารมย์ จังหวัดศรีสะเกษ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2551 จำนวน 27 คน ได้มาโดยวิธีการเลือกแบบเจาะจง(Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1) แบบฝึกทักษะการเขียน เรื่อง My Home รายวิชาภาษาอังกฤษ (อ31101) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ มาตรฐาน 80/80 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เลือกข้อสอบที่มีความยากง่าย (P) ตั้งแต่ 0.20 – 0.80 และมีค่าอำนาจจำแนก (r) ตั้งแต่ 0.20 – 0.80 ค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบทั้งฉบับเท่ากับ 0.81 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติ t - test แบบ Dependent ผลการวิจัยพบว่า 1. แบบฝึกทักษะการเขียน เรื่อง My Home รายวิชาภาษาอังกฤษ (อ 31101) ชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 1 มีประสิทธิภาพ 81.73/80.74 2. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่ได้รับการจัดกิจกรรมการสอนด้านการเขียน รายวิชาภาษาอังกฤษ ( อ 31101) โดยใช้แบบฝึกทักษะการเขียน เรื่อง My Home มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .05 ดำเนิน ศิริบูรณ์
รายงานการพัฒนาชุดกิจกรรมฝึกทักษะการเขียนภาษาอังกฤษ สำหรับนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6
[ โดย kruinfo ชม 333 ]
การศึกษาวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพชุดกิจกรรม ฝึกทักษะ การเขียนภาษาอังกฤษ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ให้มีคุณภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 และเพื่อศึกษาเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมฝึกทักษะการ เขียนภาษาอังกฤษ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ทั้งก่อนเรียนและหลังเรียน และศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่มีต่อการเรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมฝึกทักษะการเขียนภาษาอังกฤษ กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/2 จำนวน 35 คน ในปีการศึกษา 2552 ได้มาโดยการสุ่มอย่างง่ายจับฉลาก โดยใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยการสุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ ชุดกิจกรรมฝึกทักษะการเขียนภาษาอังกฤษ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 แผนการจัดการเรียนรู้ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบสอบถามความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบที ผลการวิจัยพบว่า ชุดกิจกรรมฝึกทักษะการเขียนภาษาอังกฤษ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีประสิทธิภาพ เท่ากับ 87.06/86.66 ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนด นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และนักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนโดยใช้ชุดกิจกรรม อยู่ในระดับมาก
รายงานการพัฒนาการใช้บทเรียนสำเร็จรูปเสริมทักษะด้านไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ สำหรับชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 6 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ
[ โดย kruinfo ชม 522 ]
การศึกษาพัฒนานี้มีวัตถุประสงค์คือ 1.เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนให้สูงขึ้น 2. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียน 3. เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพของบทเรียนสำเร็จรูปเสริมทักษะด้านไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ ตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 และ 4. เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อบทเรียนสำเร็จรูปเสริมทักษะด้านไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ สำหรับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6/1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2550 โรงเรียนศรีนคร อำเภอศรีนคร จังหวัดสุโขทัย จำนวน 40 คน ที่ได้จากการสุ่มแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ได้แก่ บทเรียนสำเร็จรูปเสริมทักษะด้านไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและแบบประเมินความพึงพอใจที่มีต่อบทเรียนสำเร็จรูป สำหรับ เนื้อหาของบทเรียนสำเร็จรูปเสริมทักษะด้านไวยากรณ์ภาษาอังกฤษมีทั้งหมด 8 เล่มดังนี้ เล่มที่ 1 เรื่อง gerund ชุดที่ 1 เล่มที่ 2 เรื่อง gerund ชุดที่ 2 เล่มที่ 3 เรื่อง wishเล่มที่ 4 เรื่อง adjectives ending in
การพัฒนาแบบฝึกความเข้าใจคำศัพท์ภาษาอังกฤษโดยใช้กลวิธีการเดาความหมายจากบริบท สำหรับผู้เรียนช่วงชั้นที่ 4 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4
[ โดย kruinfo ชม 401 ]
การพัฒนาแบบฝึกความเข้าใจคำศัพท์ภาษาอังกฤษโดยใช้กลวิธีการเดาความหมายจากบริบท สำหรับช่วงชั้นที่ 4 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนราชประชาสมาสัยฝ่ายมัธยม รัชดาภิเษก ในพระบรมราชูปถัมภ์ โดยมีวัตถุประสงค์ดังนี้ 1. เพื่อสร้างและศึกษาประสิทธิภาพของแบบฝึกความเข้าใจคำศัพท์ภาษาอังกฤษโดยใช้กลวิธีการเดาความหมายจากบริบท 2. เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการเข้าใจคำศัพท์ภาษาอังกฤษสำหรับผู้เรียนช่วงชั้นที่ 4 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ก่อนและหลังการใช้แบบฝึกความเข้าใจคำศัพท์ภาษาอังกฤษโดยใช้กลวิธีการเดาความหมายจากบริบท โดยทำการสุ่มตัวอย่างอย่างง่ายได้ผู้เรียน 1 ห้องเรียน เป็นกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 48 คน ทำการทดลองโดยให้ผู้เรียนทำแบบฝึกหัดที่ผู้ศึกษาได้สร้างขึ้น จำนวน 18 บท ใช้เวลาในการทดลอง 9 สัปดาห์ๆละ 2 คาบ จำนวน 18คาบ เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ประกอบด้วย 1. แบบสำรวจรายการศัพท์ 2. แบบฝึกความเข้าใจคำศัพท์ภาษาอังกฤษโดยใช้กลวิธีการเดาความหมายจากบริบท จำนวน 9 บท 3. แบบทดสอบวัดความสามารถในการเข้าใจคำศัพท์ภาษาอังกฤษโดยใช้กลวิธีการเดาความหมายจากบริบท การวิเคราะห์ข้อมูลใช้วิธีการทางสถิติ ในการศึกษาและวิเคราะห์หาประสิทธิภาพของแบบฝึกโดยการหาค่าเฉลี่ย ( ) ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และค่าร้อยละ (%) ส่วนในการเปรียบเทียบความสามารถในการเข้าใจคำศัพท์ภาษาอังกฤษ ของกลุ่มตัวอย่างก่อนและหลังการใช้แบบฝึกความเข้าใจคำศัพท์ภาษาอังกฤษโดยใช้กลวิธีการเดาความหมายจากบริบทนั้นใช้ การหาค่าเฉลี่ย ( ) ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และการทดสอบค่า t-test แบบจับคู่ ผลการศึกษาพบว่า 1. ประสิทธิภาพของแบบฝึกมีค่าเท่ากับ 78.91 / 77.81 ซึ่งถือว่ามีประสิทธิภาพดีมาก 2. ความสามารถในการเข้าใจคำศัพท์ของนักเรียนกลุ่มตัวอย่างหลังการทำแบบฝึกสูงกว่าก่อนการทำแบบฝึกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05
รายงานการพัฒนาชุดการสอนพัฒนาทักษะการเขียนภาษาอังกฤษ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5
[ โดย kruinfo ชม 853 ]
บทคัดย่อ การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเพื่อหาประสิทธิภาพของชุดการสอนพัฒนาทักษะการเขียนภาษาอังกฤษ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างการทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน วิเคราะห์ความคิดเห็นของครูและนักเรียนที่มีต่อชุดการสอนพัฒนาทักษะการเขียนภาษาอังกฤษ โดยศึกษาจากกลุ่มตัวอย่างนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 /10โรงเรียนสุขานารี ซึ่งได้จากการสุ่มด้วยวิธีเจาะจง (Purposive Sampling) จากห้องเรียนที่ผู้ศึกษา เป็นผู้สอน จำนวน 51 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่ 1. ชุดการสอนพัฒนาทักษะการเขียนภาษาอังกฤษ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 3 ชุด รวม 15 เล่ม ดังนี้ ชุดที่ 1 เรื่อง A Day at school ประกอบด้วย เล่มที่ 1 เรื่อง Rooms in our school, เล่มที่ 2 เรื่อง Things in the classroom , เล่มที่ 3 เรื่อง Favorite Subject, เล่มที่ 4 เรื่อง Sports และ เล่มที่ 5 เรื่อง Time ชุดที่ 2 เรื่อง Big Family ประกอบด้วย เล่มที่ 1 เรื่อง Members of Family, เล่มที่ 2 เรื่อง Family Tree, เล่มที่ 3 เรื่อง Occupations, เล่มที่ 4 เรื่อง Where they work และ เล่มที่ 5 เรื่อง Hobbies ชุดที่ 3 เรื่อง Where Animals Live ประกอบด้วย เล่มที่ 1 เรื่อง Wild Animals, เล่มที่ 2 เรื่อง Sea Animals, เล่มที่ 3 เรื่อง Kinds of Animals, เล่มที่ 4 เรื่อง Baby Animal และ เล่มที่ 5 เรื่อง Comparison of Adjectives 2. แบบทดสอบวัดประสิทธิภาพก่อนเรียนและหลังเรียน จำนวนอย่างละ 30 ข้อ 3. แบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน จำนวน 10 ข้อต่อ 1 เรื่อง 4. แผนการจัดการเรียนรู้ 5. แบบสอบถามความคิดเห็นของครูผู้สอนภาษาอังกฤษที่มีต่อชุดการสอนพัฒนาทักษะการเขียนภาษาอังกฤษ 6. แบบแสดงความคิดเห็นของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5/10 ที่มีต่อชุดการสอนพัฒนาทักษะการเขียนภาษาอังกฤษ ทำการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อหาประสิทธิภาพของชุดการสอนพัฒนาทักษะการเขียนภาษา อังกฤษ โดยใช้เกณฑ์มาตรฐานร้อยละ 80/80 เปรียบเทียบคะแนนประสิทธิภาพโดยรวมด้วย ค่าร้อยละ เปรียบเทียบความก้าวหน้าในการเรียนโดยใช้ชุดการสอนพัฒนาทักษะการเขียนภาษา อังกฤษของนักเรียน โดยทดสอบ ค่า t-test และวิเคราะห์ความคิดเห็นของครูผู้สอนภาษาอังกฤษและนักเรียนชั้นประถมศึกษาปี ที่ 5/10 ที่มีต่อชุดการสอนพัฒนาทักษะการเขียนภาษาอังกฤษ ด้วยการหาค่าเฉลี่ย ( ) และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ผลการศึกษาพบว่า 1. ประสิทธิภาพของชุดการสอนพัฒนาทักษะการเขียนภาษาอังกฤษ กลุ่มสาระ การเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ทั้งหมดนี้ สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนด คือ 80/80 ทั้ง 15 เล่ม มีประสิทธิภาพรวม เท่ากับร้อยละ 93.64/92.99 2. ประสิทธิภาพโดยรวมก่อนการเรียนเนื้อหาทั้งหมด คิดเป็นร้อยละ 50.05 เมื่อได้เรียนเนื้อหาทั้งหมด 15 เล่มแล้ว นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5/10 โรงเรียนสุขานารี สามารถทำแบบทดสอบหลังเรียนได้คิดเป็นร้อยละ 92.99 ซึ่งมีประสิทธิภาพทางการเรียนสูงขึ้น 3. ค่าเฉลี่ยของคะแนนแบบทดสอบหลังเรียนโดยใช้ชุดการสอนพัฒนาทักษะการเขียนภาษา อังกฤษ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 คิดเป็นร้อยละ 92.99 ค่าเฉลี่ยของคะแนนแบบทดสอบก่อนเรียน คิดเป็นร้อยละ 50.05 ความก้าวหน้า คิดเป็นร้อยละ 42.94 มีความแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 4. ความคิดเห็นของครูผู้สอนภาษาอังกฤษที่ทดลองสอน โดยใช้ชุดการสอนพัฒนาทักษะการเขียนภาษาอังกฤษ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 เป็นสื่อ มีความคิดเห็นว่า สื่อมีความเหมาะสม มีประโยชน์ทุกรายการ ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.47 อยู่ในเกณฑ์เหมาะสมมาก 5. ความคิดเห็นของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5/10 โรงเรียนสุขานารี จำนวน 51 คน ที่มีต่อชุดการสอนพัฒนาทักษะการเขียนภาษาอังกฤษ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ) ทั้ง 15 เล่ม แสดงความคิดเห็นว่าสื่อ มีความเหมาะสม มีประโยชน์ทุกรายการประเมิน ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.35 อยู่ในเกณฑ์เหมาะสมมาก โดยสรุปรายงานผลการพัฒนาชุดการสอนภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร กลุ่มสาระ การเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่ผู้ศึกษาพัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพ และมีดัชนีประสิทธิผลตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ รวมทั้งนักเรียนมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก จึงมีความเหมาะสมที่จะนำไปใช้ในการเรียนการสอน ในระดับช่วงชั้นอื่นๆ ต่อไป
การพัฒนาเกมฝึกทักษะทางภาษา กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ เรื่อง Part of Speech สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนป่าติ้ววิทยา อำเภอป่าติ้ว จังหวัดยโสธร
[ โดย kruinfo ชม 734 ]
การศึกษาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่อง Part of Speech ด้วยเกมฝึกทักษะทางภาษา เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังการใช้เกมฝึกทักษะทางภาษา และศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อเกมฝึกทักษะทางภาษาที่ผู้รายงานสร้างขึ้น กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/1 โรงเรียนป่าติ้ววิทยา อำเภอป่าติ้ว จังหวัดยโสธร ที่เรียนในรายวิชาภาษาอังกฤษหลัก 1 ปีการศึกษา 2551 จำนวน 40 คน โดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Random Sampling) และเป็นกลุ่มตัวอย่างที่ไม่เป็นอิสระต่อกัน โดยใช้เกมฝึกทักษะทางภาษาเรื่อง Part of Speech จำนวน 20 เกม แบบทดสอบก่อนและหลังเรียนจำนวน 40 ข้อ และแบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อเกมฝึกทักษะทางภาษา ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนมีผลการสอบหลังการฝึกสูงกว่าก่อนการฝึกด้วยเกมด้วยเกม มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญที่ค่าสถิติ .01 นักเรียนมีความพึงพอใจต่อเกมฝึกทักษะทางภาษาในภาพรวมอยู่ในระดับมาก ทำให้สามารถนำผลการวิจัยครั้งนี้ไปทดลองใช้กับเนื้อหา และนักเรียนระดับอื่นต่อไป
รายงานผลการพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้ฝึกทักษะการอ่านภาษาอังกฤษ ในชีวิตประจำวัน
[ โดย kruinfo ชม 220 ]
บทคัดย่อ การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมการเรียนรู้ฝึกทักษะการอ่านภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวัน ที่สร้างขึ้นตามเกณฑ์ 80/80 เพื่อ เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังการใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ ฝึกทักษะการอ่านภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวัน รวมทั้งเพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่เรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียน รู้ฝึกทักษะการอ่านภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวัน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้เป็นนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6/1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2551 โรงเรียนศรีนคร สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุโขทัย เขต 2 จำนวน 40 คน โดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาคือ ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ฝึกทักษะการอ่านภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวัน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนแบบเลือกตอบ จำนวน 30 ข้อมีค่าความเชื่อมั่น 0.89 และแบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียนต่อการเรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ฝึกทักษะการอ่านภาษาอังกฤษ ในชีวิตประจำวัน ใช้เวลาทดลอง 15 ชั่วโมง สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าเฉลี่ยค่าเฉลี่ยร้อยละ ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที (t-test) ผลการศึกษาพบว่า 1. ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ฝึกทักษะการอ่านภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวัน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6/1 ที่ผู้รายงานสร้างและพัฒนาขึ้น มีประสิทธิภาพ 82.46/83.08 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ 80/80 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6/1 โรงเรียนศรีนคร มีคะแนนเฉลี่ยหลังเรียน สูงกว่าคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05 โดยมีคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้เท่ากับ 14.28 ส่วนหลังการเรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้มีคะแนนเฉลี่ย 24.92 แสดง ว่าหลังการเรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ฝึกทักษะการอ่านภาษาอังกฤษใน ชีวิตประจำวัน นักเรียนกลุ่มตัวอย่างมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น 3. นัก เรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ฝึกทักษะการอ่าน ภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวัน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6/1ในระดับมากที่สุด
รายงานผลการพัฒนาชุดฝึกส่งเสริมการใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารในสถานการณ์ต่างๆ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
[ โดย kruinfo ชม 325 ]
รายงานผลการพัฒนาชุดฝึกส่งเสริมการใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารในสถานการณ์ต่างๆ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศทั้งหมด15 ชุด จัดทำขึ้นเพื่อเป็นการรายงานผลหลังจากการนำนวัตกรรมชุดนี้ ไปใชัศึกษาและทดลองกับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนวัดวัฒนารังษี สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาปราจีนบุรี เขต 2ในปีการศึกษา 2550 โดยมีวัตถุประสงค์ดังนี้ 1. เพื่อหาประสิทธิภาพชุดฝึกส่งเสริมการใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารในสถานการณ์ต่างๆ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ) ตามเกณฑ์มาตรฐาน75/75 2 . เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังการใช้ชุดฝึกส่งเสริมการใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารในสถานการณ์ต่างๆ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ 3. เพื่อวัดเจตคติของนักเรียนที่มีต่อชุดฝึกส่งเสริมการใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารในสถานการณ์ต่างๆ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ กลุ่มเป้าหมาย คือนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่1 ปีการศึกษา2550โรงเรียนวัดวัฒนารังษี สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาปราจีนบุรีเขต 2จำนวน 37 คน เครื่องมือที่ใช้ในการพัฒนา และเก็บข้อมูล คือ 1) ชุดฝึกส่งเสริมการใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารในสถานการณ์ต่างๆ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศจำนวน 15 ชุด เนื้อหาเป็นบทสนทนาประกอบภาพสถานการณ์ที่สอดคล้องกับชีวิตประจำวัน ใช้ฝึกทักษะเพิ่มเติมจากบทเรียน 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังการใช้ชุดฝึกส่งเสริมการใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารในสถานการณ์ต่างๆ ที่ครอบคลุมเนื้อหาของบทสนทนาทั้ง 15 ชุด 3) แบบวัดเจตคติของนักเรียนที่มีต่อชุดฝึกส่งเสริมการใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารในสถานการณ์ต่างๆกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ จำนวน15 ชุด ซึ่งมีระดับวัดเจตคติ 5 ระดับ การวิเคราะห์ข้อมูล สถิติที่ใช้ คือการหาค่าเฉลี่ย (X ) ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน( S.D.) และค่าสถิติ t - test ผลการศึกษาทดลองพบว่า 1) ชุดฝึกส่งเสริมการใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารในสถานการณ์ต่างๆ ที่สร้างขึ้นมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนและหลัง แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนด้วยชุดฝึกส่งเสริมการใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารในสถานการณ์ต่างๆ มีการพัฒนาสูงขึ้น 3) นักเรียนมีเจตคติต่อการใช้ชุดฝึกส่งเสริมการใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารในสถานการณ์ต่างๆอยู่ในระดับมากที่สุด สรุปผลได้ว่าการพัฒนาครั้งนี้นักเรียนชอบและพอใจจากการเรียนชุดฝึกส่งเสริมการใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารในสถานการณ์ต่างๆ อาจเป็นได้ว่าในชุดฝึกแต่ละชุดมีภาพประกอบและมีสีสันสวยงาม มีกิจกรรมที่หลากหลาย และเนื้อหาสาระสอดคล้องกับสถานการณ์ในชีวิตประจำวัน สามารถนำไปประยุกต์ใช้เป็นแนวทางประกอบอาชีพได้ในอนาคต
รายงานผลการพัฒนาบทเรียนสำเร็จรูป เพื่อฝึกทักษะการใช้ไวยากรณ์ เรื่อง Tense กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2
[ โดย kruinfo ชม 1,373 ]
การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ โดยใช้บทเรียนสำเร็จรูปเป็นวิธีการจัดการเรียนรู้ที่ช่วยให้นักเรียนได้เรียนรู้ ได้ฝึกคิด วิเคราะห์ สังเคราะห์ด้วยตนเอง เป็นสิ่งที่ช่วยให้นักเรียนมีพัฒนาการทางการเรียนรู้ในเนื้อหาวิชาได้ดีขึ้น โดยการศึกษาค้นคว้าครั้งนี้ มีจุดมุ่งหมายเพื่อหาประสิทธิภาพของการจัดการเรียนรู้โดยใช้บทเรียนสำเร็จรูป เพื่อฝึกทักษะการใช้ไวยากรณ์ เรื่อง Tense ที่มีประสิทธิภาพ ตามเกณฑ์ 80/80 เพื่อหาดัชนีประสิทธิผลของการจัดการเรียนรู้โดยใช้บทเรียนสำเร็จรูป เพื่อฝึกทักษะไวยากรณ์เรื่อง Tense และเพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้บทเรียนสำเร็จรูป เพื่อฝึกทักษะไวยากรณ์ เรื่อง Tense กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าครั้งนี้ เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 วิทยาลัยนาฏศิลปกาฬสินธุ์ สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ ปีการศึกษา 2551 จำนวน 34 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้ามี 3 ชนิด ได้แก่ บทเรียนสำเร็จรูป เพื่อฝึกทักษะการใช้ไวยากรณ์ เรื่อง Tense จำนวน 3 เรื่อง แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนชนิดเลือกตัว 4 ตัวเลือก 1 ฉบับ จำนวน 45 ข้อ และแบบสอบถามความพึงพอใจที่มีต่อการเรียนโดยใช้บทเรียนสำเร็จรูป เพื่อฝึกทักษะการใช้ไวยากรณ์ เรื่อง Tense ชนิดมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน 10 ข้อ สถิติที่ใช้คือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ ดัชนีประสิทธิผล ผลการศึกษาค้นคว้า พบว่า 1. บทเรียนสำเร็จรูป เพื่อฝึกทักษะการใช้ไวยากรณ์ เรื่อง Tense กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่ผู้ศึกษาค้นคว้าสร้างขึ้นทั้ง 3 เรื่อง มีค่าประสิทธิภาพ (E1) และ ค่าผลลัพธ์ (E2) เท่ากับ 92.72/82.22 สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 ที่กำหนดไว้ โดยมีประสิทธิภาพแต่ละเล่ม คือ เล่มที่ 1 เรื่อง Present Continuous Tense มีค่าประสิทธิภาพ (E1) และ ค่าผลลัพธ์ (E2) เท่ากับ 87.70/81.80 เล่มที่ 2 เรื่อง Past Simple Tense มีค่าประสิทธิภาพ (E1) และ ค่าผลลัพธ์ (E2) เท่ากับ 88.00/83.53 เล่มที่ 3 เรือง Present Perfect Tense มีค่าประสิทธิภาพ (E1) และ ค่าผลลัพธ์ (E2) เท่ากับ 87.25/83.33 2. ค่าดัชนีประสิทธิผลของการจัดการเรียนรู้โดยใช้บทเรียนสำเร็จรูป เพื่อฝึกทักษะการใช้ไวยากรณ์ เรื่อง Tense มีค่าเท่ากับ 0.6174 แสดงว่านักเรียนมีความก้าวหน้าในการเรียนเพิ่มขึ้นคิดเป็นร้อยละ 61.74 3. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีความพึงพอใจต่อการเรียนโดยใช้บทเรียนสำเร็จรูป เพื่อฝึกทักษะการใช้ไวยากรณ์ เรื่อง Tense โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด โดยสรุป การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ โดยใช้บทเรียนสำเร็จรูป เพื่อฝึกทักษะการใช้ไวยากรณ์ เรื่อง Tense กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่ผู้ศึกษาค้นคว้าพัฒนาขึ้น มีประสิทธิภาพค่อนข้างสูง นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้นจากทดสอบหลังเรียนเมื่อเทียบกับการทดสอบก่อนเรียน และนักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนโดยใช้บทเรียนสำเร็จรูป จึงเห็นว่าการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้บทเรียนสำเร็จรูป มีความเหมาะสมกับสถานการณ์ การเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ)
ผลการใช้แบบฝึกทักษะเพื่อพัฒนาความสามารถในการเขียนภาษาอังกฤษ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4
[ โดย kruinfo ชม 249 ]
บทคัดย่อ การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1) เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะเพื่อพัฒนาความสามารถในการเขียนภาษาอังกฤษ ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80 / 80 2) เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะเพื่อพัฒนาความสามารถในการเขียนภาษาอังกฤษ 3) เพื่อศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อแบบฝึกทักษะเพื่อพัฒนาความสามารถในการเขียนภาษาอังกฤษ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ขอบเขตการวิจัย โดยศึกษาจากประชากรจำนวน 17 คน ด้านเนื้อหา เป็นเนื้อหาในกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2544 และหลักสูตรสถานศึกษา โรงเรียนบ้านบุญเรือง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเชียงราย เขต 4 จำนวน 2 หน่วยการเรียน ดังนี้ Myself และ Family รวมทั้งสิ้น 28 ชั่วโมง เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล มี 5 ชนิด ที่ผู้ศึกษาได้จัดสร้างขึ้นเอง ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง การใช้แบบฝึกทักษะเพื่อพัฒนาความสามารถในการเขียนภาษาอังกฤษ 2) แบบฝึกทักษะเพื่อพัฒนาความสามารถในการเขียนภาษาอังกฤษ 3) แบบทดสอบก่อนและหลังเรียนการแบบฝึกทักษะเพื่อพัฒนาความสามารถในการเขียนภาษาอังกฤษ 4) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะเพื่อพัฒนาความสามารถในการเขียนภาษาอังกฤษ 5) แบบสอบถามความคิดเห็นของผู้เรียนที่มีต่อแบบฝึกทักษะเพื่อพัฒนาความสามารถในการเขียนภาษาอังกฤษ การวิเคราะห์ข้อมูล ของการหาประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะโดยใช้ค่า E1 / E2 การหาค่าความยากง่าย ค่า อำนาจจำแนก และค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และค่าความสอดคล้องของแบบสอบถามความคิดเห็น โดยการหาค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานในรูปตารางประกอบคำอธิบาย ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. ประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะเพื่อพัฒนาความสามารถในการเขียนภาษาอังกฤษ คะแนนแบบฝึกทักษะ แบบฝึกทักษะชุดที่ 1-4 จากหน่วยการเรียน Myself และหน่วย Family มีค่าเฉลี่ยร้อยละ 84.12/84.51 มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 ที่กำหนดไว้ 2. ผล สัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียน หลังการใช้แบบฝึกทักษะเพื่อพัฒนาความสามารถในการเขียนภาษาอังกฤษมี คะแนนเฉลี่ยร้อยละ 84.51 สูงกว่าเกณฑ์ที่สถานศึกษากำหนดร้อยละ 75 3. ความ คิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อแบบฝึกทักษะ เพื่อพัฒนาความสามารถในการเขียนภาษาอังกฤษ ความคิดเห็นของนักเรียน ที่มีต่อแบบฝึกทักษะเพื่อพัฒนาความสามารถในการเขียนภาษาอังกฤษ ในภาพรวมมีค่าเฉลี่ย 4.28 อยู่ในระดับเห็นด้วยมาก
รายงานการพัฒนา และผลการใช้สื่อประสม ชุดแบบฝึกทักษะ ด้านการสื่อสารภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวันของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนวัดจันทร์ประดิษฐาม เขตภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร
[ โดย kruinfo ชม 272 ]
บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมาย 2 ประการ คือ เพื่อพัฒนาสื่อประสม ชุดแบบฝึกทักษะ ด้านการสื่อสารภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวัน สำหรับนัก เรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ให้มีประสิทธิภาพเป็นไปตามเกณฑ์ 80/80 และ เพื่อนำสื่อประสมที่พัฒนาขึ้นไปทดลอง ใช้กับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่ได้รับ การสอนโดยใช้สื่อ ประสมกับการสอนตามปกติ เจตคติต่อภาษาอังกฤษด้านการสื่อสารของ นักเรียนกลุ่มทดลองก่อนและหลังการเรียนด้วยสื่อประสม และความพึงพอใจ ของนักเรียนใน การเรียนรู้ด้วยสื่อประสม กลุ่มตัวอย่างในการทดลองสอนเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ปีการ ศึกษา 2551 โรงเรียนวัดจันทร์ประดิษฐาราม เขตภาษีเจริญ กรุงเทพมหนคร จำนวน 90 คน ที่ได้มาโดยการสุ่มอย่างง่าย แบ่งเป็นกลุ่มควบคุม 45 คน ได้ รับการสอนตามปกติ และกลุ่ม ควบคุม 45 คน ได้รับการสอนโดยใช้สื่อประสม 9 หน่วย คือ หน่วยที่ 1 เรื่อง Special Day หน่วยที่ 2 เรื่อง Time and Schedule หน่วยที่ 3 เรื่อง Present Tense หน่วยที่ 4 เรื่อง Past Tense หน่วยที่ 5 เรื่อง Future Tense หน่วยที่ 6 เรื่อง Family Tree หน่วยที่ 7 เรื่อง Adjective หน่วยที่ 8 เรื่อง Comparison หน่วยที่ 9 เรื่อง What
รายงานผลการพัฒนาและการใช้แบบฝึกเสริมทักษะการเขียนภาษาอังกฤษ เพื่อการสื่อสาร กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ)ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ชุด
[ โดย kruinfo ชม 237 ]
การศึกษาค้นคว้าครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อสร้างแบบฝึกเสริมทักษะการเขียนภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ชุด
รายงานการพัฒนาแบบฝึกเสริมทักษะการฟังและการพูด ภาษาอังกฤษ เพื่อการสื่อสาร กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ)ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนอนุบาลนครราชสีมา
[ โดย kruinfo ชม 731 ]
บทคัดย่อ รายงานการพัฒนาแบบฝึกเสริมทักษะการฟังและการพูดภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนอนุบาลนครราชสีมา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครราชสีมา เขต1 ครั้งนี้มี วัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนาแบบฝึกเสริมทักษะการฟังและการพูด ภาษาอังกฤษ เพื่อการสื่อสาร ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างคะแนนก่อนเรียนและหลังเรียน ด้วยการใช้แบบฝึกเสริมทักษะการฟังและการพูดภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร 3) เพื่อศึกษาดัชนีประสิทธิผลของแบบฝึกเสริมทักษะการฟังและ การพูดภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร 4) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษา ปีที่ 2 ที่มีต่อการเรียนที่เรียนด้วยแบบฝึกเสริมทักษะการฟังและการพูด ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ ในการศึกษาค้นคว้าในครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2/2 โรงเรียนอนุบาลนคราชสีมา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครราชสีมา เขต1 ปีการศึกษา 2552 ภาคเรียนที่1 จำนวนนักเรียน 48 คน ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่อง มือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้า ได้แก่ 1) แบบฝึกเสริมทักษะการฟังและการพูด ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 7 เรื่อง 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้แบบฝึกเสริมทักษะภาษาอังกฤษเพื่อการ สื่อสาร ชั้นประถมศึกษาปีที่2 ก่อนเรียนและหลังเรียนในแต่ละเรื่อง และ 3) แบบสอบถามความพึงพอใจ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่2 ที่มีต่อการเรียนด้วยแบบฝึกเสริมทักษะการฟังและการพูดภาษาอังกฤษเพื่อการ สื่อสาร ผลการวิเคราะห์ข้อมูล พบว่า 1. แบบฝึกเสริมทักษะการฟังและการพูดภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ที่กำหนด 92.04/89.58 2. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ที่ เรียนโดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะการฟังและการพูด ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ทุกเรื่อง 3. ดัชนีประสิทธิผลของแบบฝึกเสริมทักษะการฟังและการพูดภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 มีค่าเท่ากับ 0.81 ซึ่งมากกว่าสมมติฐาน 0.75 4. ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ที่มีต่อการเรียนที่เรียนด้วยแบบฝึกเสริมทักษะการฟังและการพูด ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร อยู่ในระดับพอใจมาก
การพัฒนาแบบฝึกทักษะการอ่านเพื่อความเข้าใจโดยใช้เนื้อหาท้องถิ่น รายวิชาอังกฤษเพิ่มเติม อ42204 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนสุขไพบูลย์วิริยะวิทยา
[ โดย kruinfo ชม 250 ]
บทคัดย่อ การวิจัยในครั้งนี้เป็นการพัฒนาแบบฝึกทักษะการอ่านเพื่อความเข้าใจ ซึ่งเกิดจากการต้องการแก้ไขปัญหาผลการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ) ของโรงเรียนสุขไพบูลย์วิริยะวิทยา ตกต่ำและมีแนวโน้มที่จะตกต่ำลงทุกปี โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะการอ่านเพื่อความเข้าใจโดยใช้เนื้อหาท้องถิ่น รายวิชาอังกฤษเพิ่ม อ42204 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ให้มี ประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75 และเพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านเพื่อความเข้าใจโดยใช้เนื้อหาท้องถิ่นก่อนเรียนและหลังเรียน และเพื่อประเมินความพึงพอใจของผู้เรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านเพื่อความเข้าใจโดยใช้เนื้อหาท้องถิ่น กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ผู้วิจัยทำการสุ่มตัวอย่างอย่างง่าย โดยวิธีการจับสลาก ซึ่งเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2552 ของโรงเรียนสุขไพบูลย์วิริยะวิทยา จำนวน 35 คน ผู้วิจัยกำหนดให้มีการทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ แบบฝึกทักษะการอ่านเพื่อความเข้าใจโดยใช้เนื้อหาท้องถิ่น รายวิชาอังกฤษเพิ่มเติม อ42204 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 8 เรื่อง แผนการจัดการเรียนรู้ประกอบการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านเพื่อความเข้าใจโดยใช้เนื้อหาท้องถิ่น รายวิชาอังกฤษเพิ่มเติม อ42204 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 8 แผน ๆ ละ 1 ชั่วโมง แบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน จำนวน 40 ข้อ และแบบประเมินความพึงพอใจการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านเพื่อความเข้าใจโดยใช้เนื้อหาท้องถิ่น การวิเคราะห์ข้อมูล ใช้ค่าร้อยละ (Percentage) ในการหาประสิทธิภาพของแบบฝึกฯ และใช้สถิติ t-test เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ในการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านเพื่อความเข้าใจโดยใช้เนื้อหาท้องถิ่นที่ผู้วิจัยได้สร้างข้น ใช้ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานในการหาค่าระดับความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อแบบฝึกทักษะการอ่านเพื่อความเข้าใจโดยใช้เนื้อหาท้องถิ่นที่ผู้วิจัยได้สร้างขึ้น ผลการวิจัยพบกว่า 1. ประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะการอ่านเพื่อความเข้าใจโดยใช้เนื้อหาท้องถิ่น รายวิชา อังกฤษเพิ่มเติม อ42204 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 มีค่าเท่ากับ 75.50/77.93 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่ผู้วิจัยได้ตั้งไว้คือ 75/75 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านเพื่อความเข้าใจโดยใช้เนื้อหาท้องถิ่น รายวิชาอังกฤษเพิ่มเติม อ42204 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 3. ความพึงพอใจของผู้เรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านเพื่อความเข้าใจโดยใช้เนื้อหาท้องถิ่น รายวิชาอังกฤษเพิ่มเติม อ42204 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ค่าเฉลี่ย ( ) เท่ากับ 4.57 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) เท่ากับ 0.49
การพัฒนาแบบฝึกทักษะการอ่านเพื่อความเข้าใจโดยใช้เนื้อหาท้องถิ่น รายวิชาอังกฤษเพิ่มเติม อ42204 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนสุขไพบูลย์วิริยะวิทยา
[ โดย kruinfo ชม 182 ]
บทคัดย่อ การวิจัยในครั้งนี้เป็นการพัฒนาแบบฝึกทักษะการอ่านเพื่อความเข้าใจ ซึ่งเกิดจากการต้องการแก้ไขปัญหาผลการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ) ของโรงเรียนสุขไพบูลย์วิริยะวิทยา ตกต่ำและมีแนวโน้มที่จะตกต่ำลงทุกปี โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะการอ่านเพื่อความเข้าใจโดยใช้เนื้อหาท้องถิ่น รายวิชาอังกฤษเพิ่ม อ42204 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ให้มี ประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75 และเพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านเพื่อความเข้าใจโดยใช้เนื้อหาท้องถิ่นก่อนเรียนและหลังเรียน และเพื่อประเมินความพึงพอใจของผู้เรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านเพื่อความเข้าใจโดยใช้เนื้อหาท้องถิ่น กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ผู้วิจัยทำการสุ่มตัวอย่างอย่างง่าย โดยวิธีการจับสลาก ซึ่งเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2552 ของโรงเรียนสุขไพบูลย์วิริยะวิทยา จำนวน 35 คน ผู้วิจัยกำหนดให้มีการทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ แบบฝึกทักษะการอ่านเพื่อความเข้าใจโดยใช้เนื้อหาท้องถิ่น รายวิชาอังกฤษเพิ่มเติม อ42204 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 8 เรื่อง แผนการจัดการเรียนรู้ประกอบการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านเพื่อความเข้าใจโดยใช้เนื้อหาท้องถิ่น รายวิชาอังกฤษเพิ่มเติม อ42204 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 8 แผน ๆ ละ 1 ชั่วโมง แบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน จำนวน 40 ข้อ และแบบประเมินความพึงพอใจการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านเพื่อความเข้าใจโดยใช้เนื้อหาท้องถิ่น การวิเคราะห์ข้อมูล ใช้ค่าร้อยละ (Percentage) ในการหาประสิทธิภาพของแบบฝึกฯ และใช้สถิติ t-test เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ในการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านเพื่อความเข้าใจโดยใช้เนื้อหาท้องถิ่นที่ผู้วิจัยได้สร้างข้น ใช้ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานในการหาค่าระดับความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อแบบฝึกทักษะการอ่านเพื่อความเข้าใจโดยใช้เนื้อหาท้องถิ่นที่ผู้วิจัยได้สร้างขึ้น ผลการวิจัยพบกว่า 1. ประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะการอ่านเพื่อความเข้าใจโดยใช้เนื้อหาท้องถิ่น รายวิชา อังกฤษเพิ่มเติม อ42204 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 มีค่าเท่ากับ 75.50/77.93 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่ผู้วิจัยได้ตั้งไว้คือ 75/75 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านเพื่อความเข้าใจโดยใช้เนื้อหาท้องถิ่น รายวิชาอังกฤษเพิ่มเติม อ42204 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 3. ความพึงพอใจของผู้เรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านเพื่อความเข้าใจโดยใช้เนื้อหาท้องถิ่น รายวิชาอังกฤษเพิ่มเติม อ42204 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ค่าเฉลี่ย ( ) เท่ากับ 4.57 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) เท่ากับ 0.49
รายงานการพัฒนาการอ่านจับใจความภาษาอังกฤษ โดยใช้แบบฝึกการอ่านจับใจความภาษาอังกฤษ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2
[ โดย kruinfo ชม 1,466 ]
บทคัดย่อ การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อสร้างแบบฝึกการอ่านจับใจความภาษาอังกฤษ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75 และเพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์การอ่านจับใจความภาษาอังกฤษ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน กลุ่มเป้าหมายที่ใช้สนการศึกษาเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2551 โรงเรียนอุดรพิทยานุกูล 2 อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี สำนักงาน เขตพื้นที่การศึกษาอุดรธานี เขต 1 จำนวน 36 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาประกอบด้วย แบบฝึกการอ่านจับใจความภาษาอังกฤษ จำนวน 10 เล่ม และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ การอ่านจับใจความภาษาอังกฤษ จำนวน 40 ข้อ ได้ทำการวิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าร้อยละ และทดสอบความแตกต่างของคะแนนเฉลี่ยระหว่าง ก่อนเรียนและหลังเรียนโดยการทดสอบค่าที (t-test) ผลการศึกษาพบว่า 1. แบบฝึกการอ่านจับใจความภาษาอังกฤษ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีประสิทธิภาพ 75.78/75.97 2. ผลสัมฤทธิ์การอ่านจับใจความภาษาอังกฤษ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.1
รายงานการสร้างและพัฒนา บทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง Tense ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
[ โดย kruinfo ชม 386 ]
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อสร้างและพัฒนา หาดัชนีประสิทธิผล เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อ บทเรียนสำเร็จรูปเรื่อง Tense กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านบัวราษฎร์บำรุง อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/ 1 จำนวน 28 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา เป็นบทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง Tense ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 6 เล่ม แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน ชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 6 ชุด ชุดละ 10 ข้อ รวม 60 ข้อ 60 คะแนน และแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อบทเรียนสำเร็จรูป จำนวน 18 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ (%) ค่าเฉลี่ย ( ) ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ค่า IOC ค่า E.I. ค่าประสิทธิภาพ ( / ) และ t-test (Dependent samples) ผลการศึกษาพบว่า 1. บทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง Tense กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านบัวราษฎร์บำรุง อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร ที่ผู้ศึกษาสร้างและพัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพ 90.97 / 85.71 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานร้อยละ 80 / 80 ที่ตั้งไว้ 2. บทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง Tense กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านบัวราษฎร์บำรุง อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร ที่ผู้ศึกษาสร้างและพัฒนาขึ้นมีดัชนีประสิทธิผลเท่ากับ 0.6501 หมายความว่า หลังจากเรียนโดยใช้บทเรียนสำเร็จรูปแล้ว ผู้เรียนมีความรู้เพิ่มขึ้นร้อยละ 65.01 3. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียน โดยใช้บทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง Tense กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียน บ้านบัวราษฎร์บำรุง อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร พบว่า คะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนมีคะแนนเฉลี่ยร้อยละ 59.17 ส่วนคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนมีคะแนนเฉลี่ยร้อยละ 85.75 สรุปได้ว่า นักเรียนที่เรียนโดยใช้บทเรียนสำเร็จรูป ที่ผู้ศึกษาสร้างและพัฒนาขึ้นมีคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 4. ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อบทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง Tense เรื่อง Tense กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 พบว่า นักเรียนมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก ( = 4.47)
รายงานการพัฒนารูปแบบการสอนทักษะการพูดภาษาอังกฤษโดยใช้กิจกรรม ช่องว่างระหว่างข้อมูล กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5
[ โดย kruinfo ชม 445 ]
รายงานการพัฒนารูปแบบการสอนทักษะการพูดภาษาอังกฤษโดยใช้กิจกรรม ช่องว่างระหว่างข้อมูล กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 มีวัตถุประสงค์ 1. เพื่อพัฒนารูปแบบการสอนทักษะการพูดภาษาอังกฤษโดยใช้กิจกรรมช่องว่างระหว่างข้อมูล 2. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่เรียนโดยใช้รูปแบบการสอนทักษะการพูดภาษาอังกฤษโดยใช้กิจกรรมช่องว่างระหว่างข้อมูล ก่อนเรียนและหลังเรียน 3. ศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่เรียนโดยใช้รูปแบบการสอนทักษะการพูดภาษาอังกฤษโดยใช้กิจกรรมช่องว่างระหว่างข้อมูลนักเรียน กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนอุดรพิชัยรักษ์พิทยา อำเภอเมือง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุดรธานี เขต 1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2550 จำนวน 23 คน ซึ่งได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการทดลองประกอบด้วย1. แผนการจัดการเรียนรู้ โดยใช้รูปแบบการสอนทักษะการพูดภาษาอังกฤษโดยใช้กิจกรรมช่องว่างระหว่างข้อมูล The information Gap Principle จำนวน 10 แผน แบบประเมินทักษะการพูด แบบสอบถามความคิดเห็นของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5ต่อการเรียนการสอนด้วยรูปแบบการสอนทักษะการพูดภาษาอังกฤษโดยใช้กิจกรรมช่องว่างระหว่างข้อมูล สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การหาประสิทธิภาพของรูปแบบการสอนทักษะการพูดภาษาอังกฤษโดยใช้กิจกรรมช่องว่างระหว่างข้อมูลตามเกณฑ์ 80/80 สถิติที่ใช้ทดสอบสมมติฐาน คือ t-test (Dependent Samples) ผลการทดลองพบว่า 1. ประสิทธิภาพของรูปแบบการสอนทักษะการพูดภาษาอังกฤษโดยใช้กิจกรรมช่องว่างระหว่างข้อมูล เท่ากับ 80.98/80.75 สูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ 80/80 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่เรียนโดยใช้รูปแบบ การสอนทักษะการพูดภาษาอังกฤษโดยใช้กิจกรรมช่องว่างระหว่างข้อมูลก่อนเรียนและหลังเรียนของชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 นักเรียนมีคะแนนพัฒนาการหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน รวมเฉลี่ยร้อยละ 24.60 3. ผลการศึกษาความคิดเห็นของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่เรียนโดยใช้รูปแบบ การสอนทักษะการพูดภาษาอังกฤษโดยใช้กิจกรรมช่องว่างระหว่างข้อมูล ความคิดเห็นของนักเรียนต่อการเรียนการสอนโดยใช้รูปแบบการสอนทักษะการพูดภาษาอังกฤษโดยใช้กิจกรรมช่องว่างระหว่างข้อมูล ด้านบทบาทของครู ครูได้ช่วยเหลือและแนะนำให้นักเรียนเข้าใจเนื้อหาเป็นอย่างดี ครูมีความสนใจในการทำกิจกรรมของนักเรียนอย่างทั่วถึง และมีความสามารถในการอธิบายในเนื้อหาจนทำให้นักเรียนเข้าใจได้ง่าย ด้านบทบาทของนักเรียน นักเรียนมีความรู้สึกอยากเรียนภาษาอังกฤษทุกวัน ด้านกิจกรรมการเรียนการสอน นักเรียนได้ทราบแนวทางในการเรียน ซึ่งได้แก่จุดประสงค์การเรียนรู้ บทบาทของนักเรียนในการทำกิจกรรมแต่ละชั่วโมงและการประเมินผลในทุกชั่วโมง นอกจากนี้นักเรียนยังได้ฝึกสนทนา ฝึกกิจกรรมคู่ ซึ่งส่งผลให้นักเรียนใช้ภาษาอังกฤษได้คล่อง นักเรียนมีความสนุกสนานในการทำกิจกรรมช่องว่างระหว่างข้อมูล และได้รู้จักวิธีทำงานร่วมกับผู้อื่น ส่วนการทดสอบ นักเรียนมีความเห็นว่าการทดสอบตรงกับเนื้อหาที่เรียนและมีความพึงพอใจกับคะแนนที่ได้ ด้านสื่อการเรียนการสอน อุปกรณ์การสอนแปลกใหม่ น่าสนใจ ช่วยให้การเรียนในเนื้อหาง่ายขึ้น
การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนด้วยบทเรียน คอมพิวเตอร์ช่วยสอน วิชาภาษาอังกฤษ เรื่อง Comparisons ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านสวน (จั่นอนุสรณ์)
[ โดย kruinfo ชม 224 ]
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน วิชาภาษาอังกฤษเรื่อง Comparisons ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านสวน (จั่นอนุสรณ์) ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนและหลังเรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน วิชาภาษาอังกฤษ เรื่อง Comparisons ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านสวน (จั่นอนุสรณ์) 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนหลังการใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน วิชาภาษาอังกฤษ เรื่อง Comparisons ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านสวน (จั่นอนุสรณ์) กลุ่มตัวอย่างที่ใช้เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านสวน (จั่นอนุสรณ์) ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2550 จำนวน 31 คน ได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง ผลการวิจัย ปรากฏว่า บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน วิชาภาษาอังกฤษ เรื่อง Comparisonsชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีประสิทธิภาพ 83.76/83.79 เป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนด (80/80) และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง Comparisons ของนักเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และความพึงพอใจของนักเรียนหลังการใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนอยู่ในระดับ มากที่สุด
การพัฒนาความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษและทดลองวิธีการจัดกิจกรรมส่งเสริมการแสวงหาความรู้ภาษาอังกฤษด้วยตนเองสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 และ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6
[ โดย kruinfo ชม 203 ]
การศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษาเกี่ยวกับการพัฒนาความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษ และทดลองวิธีการจัดกิจกรรมการแสวงหาความรู้ภาษาอังกฤษด้วยตนเอง สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 และชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีวัตถุประสงค์ในการศึกษาดังนี้ 1) เพื่อพัฒนาความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 และชั้นประถมศึกษา ปีที่ 6 2) เพื่อทดลองวิธีการจัดกิจกรรมส่งเสริมการแสวงหาความรู้ภาษาอังกฤษด้วยตนเอง 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อกิจกรรมการแสวงหาความรู้ภาษาอังกฤษด้วยตนเอง ประชากรในการศึกษาครั้งนี้ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ปีการศึกษา 2551 จำนวน 89 คน กลุ่มตัวอย่างได้แก่นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 และชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ปีการศึกษา 2551 จำนวน 26 คน โดยการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาได้แก่ 1) แบบทดสอบวัดความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 2) แบบทดสอบวัดความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 3) แบบสอบถามการทดลองวิธีจัดกิจกรรมการแสวงหาความรู้ภาษาอังกฤษด้วยตนเอง 4) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อกิจกรรมการแสวงหาความรู้ภาษาอังกฤษด้วยตนเอง สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ค่าเฉลี่ย ( ) ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ค่าร้อยละ (%) การทดสอบค่าที (t-test) ผลการศึกษาพบว่า 1. ความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่เรียนโดยการจัดกิจกรรมการแสวงหาความรู้ภาษาอังกฤษด้วยตนเอง มีความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2. ความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่เรียนโดยการจัดกิจกรรมการแสวงหาความรู้ภาษาอังกฤษด้วยตนเอง มีความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3. การทดลองการจัดกิจกรรมส่งเสริมการแสวงหาความรู้ภาษาอังกฤษด้วยตนเองของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 และชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 อยู่ในระดับมาก ถึงมากที่สุด 4. ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่เรียนโดยการจัดกิจกรรมการแสวงหาความรู้ภาษาอังกฤษด้วยตนเอง หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ ระดับ .05 5. ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่เรียนโดยการจัดกิจกรรมการแสวงหาความรู้ภาษาอังกฤษด้วยตนเอง หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ ระดับ .05
รายงานผลการพัฒนาการเรียนรู้เรื่อง Tenses โดยใช้บทเรียนสำเร็จรูป สำหรับนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนวัดบุญญราศรี
[ โดย kruinfo ชม 327 ]
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาการเรียนวิชาภาษาอังกฤษ เรื่อง Tenses โดยใช้บทเรียนสำเร็จรูปที่ผู้รายงานได้ พัฒนาขึ้นสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ให้มีประสิทธิภาพตามมาตรฐานเกณฑ์ 80/80 โดยมีวัตถุประสงค์ คือ เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่เรียน โดยการใช้บทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง Tenses ในกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ และเพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อบทเรียนสำเร็จรูปวิชาภาษาอังกฤษ เรื่อง Tenses กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ ในการศึกษา ครั้งนี้ คือ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ปีการศึกษา 2551 โรงเรียนวัดบุญญราศรี สถิติที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การประสิทธิภาพ 80/80 และการทดสอบค่าที (t-test) ผลการศึกษาพบว่า 1. ประสิทธิภาพของบทเรียนสำเร็จรูปเพื่อนำเสนอเนื้อหาวิชาภาษาอังกฤษ เรื่อง Tenses ผลการศึกษาพบว่าประสิทธิภาพของกระบวนการ ( E1) มีคะแนนเฉลี่ยร้อยละ 85.63 และประสิทธิภาพของผลลัพธ์ ( E2) มีคะแนนเฉลี่ยร้อยละ 83.92 ประสิทธิภาพของบทเรียนสำเร็จรูป 85.63 / 83.92 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้คือ 80/80 2. การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนเรียน และหลังเรียน ด้วยบทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง Tenses พบว่า คะแนนเฉลี่ยของนักเรียนที่ได้จากการทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยมีคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียน 3. ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อบทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง Tenses หลังจากเรียนจบทุกบทเรียนโดยรวมอยู่ในระดับมาก
การประเมินโครงการการจัดบรรยากาศและสิ่งแวดล้อม ของโรงเรียนบ้านหินเพิง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากระบี่
[ โดย kruinfo ชม 198 ]
บทคัดย่อ การประเมินครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินการประเมินโครงการการจัดบรรยากาศและสิ่งแวดล้อมของโรงเรียนบ้านหินเพิง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากระบี่ครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินบริบทของโครงการ ประเมินปัจจัยของโครงการ ประเมินกระบวนการของโครงการ และประเมินผลผลิตของโครงการ โดยใช้รูปแบบการประเมินแบบซิปป์ (CIPP Model) กลุ่มผู้ให้ข้อมูลได้มีจำนวนทั้งสิ้น 67 คน แบ่งเป็น ครูผู้สอน จำนวน 9 คน นักเรียน จำนวน 49 คน และคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 9 คน เครื่องมือที่ใช้ในการประเมิน จำนวน 1 ฉบับ คือ แบบประเมินโครงการการจัดบรรยากาศและสิ่งแวดล้อมของโรงเรียนบ้านหินเพิง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากระบี่ เป็นแบบประเมินแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) 5 ระดับ จำนวน 30 ตัวชี้วัด วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย สวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าร้อยละ โดยโปรแกรมสำเร็จรูป SPSS for Windows ผลการประเมินสรุปไดดังนี้ ผลการประเมิน 1. ผลการประเมินประเด็นบริบทของโครงการมีทั้งหมด 5 ตัวชี้วัด พบว่า ผ่านเกณฑ์การประเมินโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก ซึ่งตัวชี้วัดทั้ง 5 ตัวชี้วัด มีผลการประเมินดังนี้ 1.1 การให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการจัดบรรยากาศสิ่งแวดล้อม พบว่า ผ่านเกณฑ์การประเมิน และมีผลการประเมินอยู่ในระดับมาก 1.2 การให้ความสำคัญและประโยชน์ของการพัฒนาสิ่งแวดล้อม พบว่า ผ่านเกณฑ์การประเมิน และมีผลการประเมินอยู่ในระดับมาก 1.3 กิจกรรมพัฒนาสิ่งแวดล้อมของโรงเรียนสอดคล้องกับนโยบาย พบว่า ผ่านเกณฑ์การประเมิน และมีผลการประเมินอยู่ในระดับมาก 1.4 ชุมชนมีส่วนร่วมสนับสนุนการจัดกิจกรรมพัฒนาสิ่งแวดล้อม พบว่า ผ่านเกณฑ์การประเมิน และมีผลการประเมินอยู่ในระดับมาก 1.5 กิจกรรมพัฒนาสิ่งแวดล้อมสอดคล้องกับวัฒนธรรมโรงเรียนและท้องถิ่น พบว่า ผ่านเกณฑ์การประเมิน และมีผลการประเมินอยู่ในระดับมาก 2. ผลการประเมินประเด็นปัจจัยของโครงการมีทั้งหมด 5 ตัวชี้วัด พบว่า ผ่านเกณฑ์การประเมินโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก ซึ่งตัวชี้วัดทั้ง 5 ตัวชี้วัด มีผลการประเมินดังนี้ 2.1 การจัดสรรงบประมาณในการพัฒนาตามแผนงานและโครงการ พบว่า ผ่านเกณฑ์การประเมิน และมีผลการประเมินอยู่ในระดับมาก 2.2 ระยะเวลาในการดำเนินกิจกรรม พบว่า ผ่านเกณฑ์การประเมิน และมีผลการประเมินอยู่ในระดับมาก 2.3 วัสดุอุปกรณ์ เครื่องมือ ในการพัฒนาสิ่งแวดล้อม พบว่า ผ่านเกณฑ์การประเมิน และมีผลการประเมินอยู่ในระดับมาก 2.4 คณะกรรมการดำเนินงานมีความรู้ความสามารถในการจัดกิจกรรมพัฒนาสิ่งแวดล้อม พบว่า ผ่านเกณฑ์การประเมิน และมีผลการประเมินอยู่ในระดับมาก 2.5 ระบบข้อมูลเพื่อการพัฒนาสิ่งแวดล้อม พบว่า ผ่านเกณฑ์การประเมิน และมีผลการประเมินอยู่ในระดับมาก 3. ผลการประเมินประเด็นกระบวนการของโครงการมีทั้งหมด 12 ตัวชี้วัด พบว่า ผ่านเกณฑ์การประเมินโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก ซึ่งตัวชี้วัดทั้ง 12 ตัวชี้วัด มีผลการประเมินดังนี้ 3.1 การศึกษาสภาพปัจจุบัน ปัญหา และแนวทางพัฒนาสิ่งแวดล้อม พบว่า ผ่านเกณฑ์การประเมิน และมีผลการประเมินอยู่ในระดับมาก 3.2 ครู มีโอกาสร่วมกำหนดแผนงานพัฒนาสิ่งแวดล้อม พบว่า ผ่านเกณฑ์การประเมิน และมีผลการประเมินอยู่ในระดับมาก 3.3 โรงเรียนแต่งตั้งครู นักเรียน รับผิดชอบโครงการ พบว่า ผ่านเกณฑ์การประเมิน และมีผลการประเมินอยู่ในระดับมาก 3.4 กำหนดแนวทางปฏิบัติหน้าที่และมอบหมายงานที่ชัดเจน พบว่า ผ่านเกณฑ์การประเมิน และมีผลการประเมินอยู่ในระดับมาก 3.5 การดำเนินพัฒนากิจกรรมสิ่งแวดล้อมตามแผนที่กำหนด พบว่า ผ่านเกณฑ์การประเมิน และมีผลการประเมินอยู่ในระดับมาก 3.6 ครู นักเรียน และชุมชนมีส่วนร่วมรับผิดชอบดำเนินโครงการ พบว่า ผ่านเกณฑ์การประเมิน และมีผลการประเมินอยู่ในระดับมาก 3.7 การปฏิบัติกิจกรรมดำเนินงานอย่างเป็นรูปธรรม พบว่า ผ่านเกณฑ์การประเมิน และมีผลการประเมินอยู่ในระดับมาก 3.8 กิจกรรมอนุรักษ์และพัฒนาสิ่งแวดล้อมมีความเหมาะสมกับสภาพโรงเรียน พบว่า ผ่านเกณฑ์การประเมิน และมีผลการประเมินอยู่ในระดับมาก 3.9 การเผยแพร่ประชาสัมพันธ์โครงการ พบว่า ผ่านเกณฑ์การประเมิน และมีผลการประเมินอยู่ในระดับมาก 3.10 ครู นักเรียน และชุมชนมีส่วนร่วมในการประเมินโครงการ พบว่า ผ่านเกณฑ์การประเมิน และมีผลการประเมินอยู่ในระดับมาก 3.11 การจัดทำสรุปรายงาน ข้อเสนอแนะ การปฏิบัติงานตามโครงการ พบว่า ผ่านเกณฑ์การประเมิน และมีผลการประเมินอยู่ในระดับมาก 3.12 การนำผลการดำเนินงานไปใช้เป็นข้อมูลในการพัฒนาภายหน้า พบว่า ผ่านเกณฑ์การประเมิน และมีผลการประเมินอยู่ในระดับมาก 4. ผลการประเมินประเด็นผลผลิตของโครงการมีทั้งหมด 8 ตัวชี้วัด พบว่า ผ่านเกณฑ์การประเมินโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก ซึ่งตัวชี้วัดทั้ง 8 ตัวชี้วัด มีผลการประเมินดังนี้ 4.1 โรงเรียนมีบรรยากาศที่ดี เอื้อต่อการเรียนรู้ พบว่า ผ่านเกณฑ์การประเมิน และมีผลการประเมินอยู่ในระดับมากที่สุด 4.2 โรงเรียนมีสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัย สวยงาม เป็นระเบียบ ร่มรื่น พบว่า ผ่านเกณฑ์การประเมิน และมีผลการประเมินอยู่ในระดับมาก 4.3 โรงเรียนมีอาคารสถานที่ ห้องเรียน ห้องปฏิบัติการในสภาพที่ใช้งานได้ดี พบว่า ผ่านเกณฑ์การประเมิน และมีผลการประเมินอยู่ในระดับมาก 4.4 โรงเรียนและหน่วยงานอื่นๆ มีความร่วมมือที่ดีต่อกัน พบว่า ผ่านเกณฑ์การประเมิน และมีผลการประเมินอยู่ในระดับมาก 4.5 โรงเรียนมีแหล่งเรียนรู้ที่หลากหลาย พบว่า ผ่านเกณฑ์การประเมิน และมีผลการประเมินอยู่ในระดับมาก 4.6 โรงเรียนมีแหล่งเรียนรู้ที่ทันสมัย พบว่า ผ่านเกณฑ์การประเมิน และมีผลการประเมินอยู่ในระดับมาก 4.7 ครู นักเรียน และชุมชนในโรงเรียนมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน รักสามัคคี ยิ้มแย้ม แจ่มใส พบว่า ผ่านเกณฑ์การประเมิน และมีผลการประเมินอยู่ในระดับมากที่สุด 4.8 โรงเรียนเป็นที่ยอมรับของชุมชน พบว่า ผ่านเกณฑ์การประเมิน และมีผลการประเมินอยู่ในระดับมากที่สุด 5. ผลการประเมินโครงการโดยภาพรวมของโครงการ พบว่า ผ่านเกณฑ์การประเมินอยู่ในระดับมาก ประเด็นการประเมินทั้ง 4 ประเด็น ผ่านเกณฑ์การประเมินอยู่ในระดับมาก และตัวชี้วัดจำนวน 30 ตัวชี้วัด ผ่านเกณฑ์การประเมินทั้ง 30 ตัวชี้วัด ซึ่งผ่านเกณฑ์การประเมินอยู่ในระดับมากที่สุด 3 ตัวชี้วัด ได้แก่ โรงเรียนมีบรรยากาศที่ดี เอื้อต่อการเรียนรู้ ครู นักเรียน และชุมชนในโรงเรียนมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน รักสามัคคี ยิ้มแย้ม แจ่มใส และโรงเรียนเป็นที่ยอมรับของชุมชน ส่วนตัวชี้วัดที่เหลือจำนวน 27 ตัวชี้วัด ผ่านเกณฑ์การประเมินอยู่ในระดับมาก
การใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เพื่อพัฒนาการเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านแม่ต๋ำ อำเภอแม่สรวย
[ โดย kruinfo ชม 186 ]
การศึกษาค้นคว้าในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ คำศัพท์ภาษาอังกฤษ เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และศึกษาความคิดเห็นของผู้เรียน ที่เรียนโดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ประชากรที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ในภาคเรียนที่ 1 ปี การศึกษา 2552 โรงเรียนบ้านแม่ต๋ำ อำเภอแม่สรวย สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเชียงราย เขต 2 จำนวน 22 คน เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วย บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน , แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบสอบถามความคิดเห็น ของนักเรียนที่เรียนโดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน โดยนำข้อมูลมาวิเคราะห์ หาค่าประสิทธิภาพ ค่าเฉลี่ยร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน นำเสนอข้อมูลโดยใช้ตารางประกอบคำบรรยาย ผลการศึกษาพบว่า บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เพื่อพัฒนาการเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่ผู้ศึกษาได้สร้างขึ้น ทุกหน่วยการเรียนรู้ โดยรวมมีค่าประสิทธิภาพ เท่ากับ 86.15 / 84.89 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ คือ 80 / 80 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนโดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน มีค่าเฉลี่ย คือร้อยละ 73.98 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ คือ ร้อยละ 65 ความคิดเห็นของผู้เรียนที่เรียนโดยใช้ บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เพื่อพัฒนาการเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษ มีค่าเฉลี่ยความคิดเห็น อยู่ในระดับเห็นด้วยอย่างยิ่ง คือมีค่าเฉลี่ย 4.62 แสดงว่าผู้เรียนมีความคิดเห็นที่ดีต่อการเรียนโดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วย สอน เพื่อพัฒนาการเรียนรู้ คำศัพท์ภาษาอังกฤษ
รายงานการใช้ชุดกิจกรรมการสอนภาษาอังกฤษเพื่อพัฒนาทักษะการสื่อสารของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3
[ โดย kruinfo ชม 311 ]
การศึกษาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ รายงานการใช้ชุดกิจกรรมการสอนภาษาอังกฤษเพื่อพัฒนาทักษะการสื่อสารของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ก่อนและหลังการใช้ ชุดกิจกรรมการสอนภาษาอังกฤษเพื่อพัฒนาทักษะการสื่อสาร ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 และเพื่อศึกษาความคิดเห็นของผู้เรียนที่มีต่อชุดกิจกรรมการสอนภาษาอังกฤษเพื่อพัฒนาทักษะการสื่อสารของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3/1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2551 โรงเรียนอนุบาลวัดปิตุลาธิราชรังสฤษฎิ์ อำเภอเมือง จังหวัดฉะเชิงเทรา จำนวน 49 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย ชุดกิจกรรมการสอนภาษาอังกฤษเพื่อพัฒนาทักษะการสื่อสารของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียน และแบบสอบถามความคิดเห็นของนักเรียนที่มีชุดกิจกรรมการสอน ข้อมูลที่ได้นำมาวิเคราะห์หาประสิทธิภาพของบทเรียนสำเร็จรูปโดยการหาค่าเฉลี่ยเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ก่อนและหลังเรียน โดยการทดสอบค่าที (t-test) และวิเคราะห์ข้อมูลจากการตอบแบบสอบถามความคิดเห็น โดยการหาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการศึกษาพบว่า 1. ชุดกิจกรรมการสอนภาษาอังกฤษเพื่อพัฒนาทักษะการสื่อสารของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3มีประสิทธิภาพ 81.86/82.93 สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 ที่กำหนดไว้ 2. การใช้ชุดกิจกรรมการสอนภาษาอังกฤษเพื่อพัฒนาทักษะการสื่อสารของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ทำให้คะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 3. ความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อชุดกิจกรรมการสอนภาษาอังกฤษเพื่อพัฒนาทักษะการสื่อสารของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 พบว่า มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก
ผลของการปฏิบัติธรรมสายวิชชาธรรมกายที่มีต่อความรับผิดชอบต่อการเรียนวิชาภาษาอังกฤษของนักเรียนของชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4โรงเรียนโคราชพิทยาคม
[ โดย kruinfo ชม 330 ]
โรงเรียนโคราชพิทยาคม สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครราชสีมา เขต 1 สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เป็นโรงเรียนขนาดใหญ่ มีจำนวนนักเรียน 1,364 คน ครู-อาจารย์ 89 คน เปิดทำการสอนตั้งแต่ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6ผู้วิจัยได้รับมอบหมายให้เป็นผู้รับผิดชอบการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 5 ห้องเรียน จากประสบการณ์การสอนและพิจารณาจากการประเมิน ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนโคราชพิทยาคมในแต่ละปีการศึกษา ผู้วิจัยพบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาอังกฤษอยู่ในระดับต่ำ ต้องมีการปรับปรุงทั้งทักษะการฟัง การพูด การอ่าน และการเขียน นักเรียนส่วนใหญ่ประมาณร้อยละ 90 ขาดความมั่นใจในการสื่อสารด้วยภาษาอังกฤษ เมื่อพบว่า นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 มีผลการเรียนวิชาภาษาอังกฤษต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน ผู้วิจัยจึงเริ่มสังเกตพฤติกรรมการเรียนวิชาภาษาอังกฤษของนักเรียนอย่างจริงจังและอย่างเป็นหลักวิชากรในทางวิจัย เพื่อหาแนวทางแก้ปัญหามาตั้งแต่ปีการศึกษา 2549 จากการสังเกตพฤติกรรมของนักเรียน ผู้วิจัยพบว่า นักเรียนที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำนั้น เกิดจากขาดความรับผิดชอบต่อการเรียน ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัย เชียงใหม่ (2536) ที่ได้ศึกษางานวิจัยของ ฟลาเฮอร์ตี้ และ รุซเซล (Flaherty and Reutzel, 1964 : 409-411) และพบว่า นักเรียนที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูง จะมีความรับผิดชอบสูงกว่านักเรียนที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำ นอกจากนั้นแล้วยังสอดคล้องกับการศึกษาของบุญส่ง ทันตานนท์ (2535 : 19-21) ที่ได้สำรวจความคิดเห็นของครูแนะแนวในโรงเรียนมัธยมศึกษา ซึ่งผลการศึกษาพบว่า พฤติกรรมการเรียนของนักเรียนที่มีอิทธิพลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนมากที่สุดคือ พฤติกรรมความรับผิดชอบต่อการเรียน และในการสำรวจความคิดเห็นของนักเรียน ผลการศึกษาพบว่า พฤติกรรมการเรียนที่มีความแตกต่างกันมากที่สุดระหว่างนักเรียนเก่งกับนักเรียนอ่อน คือ พฤติกรรมความรับผิดชอบต่อการเรียน สำหรับการศึกษาความรับผิดชอบต่อการเรียนกับการเรียนวิชาภาษาอังกฤษนั้น ผลการ ศึกษาของประยุทธ พันธุ์บัว (2536) พบว่า นักเรียนที่มีระดับความสามารถในการเรียนภาษาอังกฤษ สูงมีความรับผิดชอบในการเรียนภาษาอังกฤษมากกว่านักเรียนที่มีความสามารถในการเรียนวิชาภาษาอังกฤษต่ำอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 การศึกษาเพื่อพัฒนาความรับผิดชอบต่อการเรียนของนักเรียนมีอยู่หลายวิธี เช่น การใช้กิจกรรมการเรียนรู้ เช่นงานวิจัยของจารุวรรณ ใจอ่อน (2550) เป็นต้น การใช้ชุดกิจกรรมแนะแนว เช่น งานวิจัยของ บุษบากร ตัณฑวรรณ (2545) พัชราภรณ์ รักช่วย (2546) และปราณี เดชบุญ (2546) เป็นต้น การให้คำปรึกษา เช่นงานวิจัยของทัศนีย์ ตระกูลศุภชัย (2547) ไอรีส ทิลโฟลท์ (2547) อัฉนันทน์ ทินกระโทก (2547) และรำเพียร แช่มชื่น (2549) เป็นต้น และใช้การปฏิบัติธรรม เช่นงานวิจัยของ ผุสดี เฉลิมสุข (2543) ประพันธ์ ยอดวงษ์ (2545) ประไพ มีศิลป์ (2545) ชูพรรณ วงศ์วุฑฒิ (2545) ฐิตนาฎ เหลืองอ่อน (2547) และ พิณนภา หมวกยอด (2548) เป็นต้น เมื่อเปรียบเทียบแนวทางในการพัฒนาความรับผิดชอบต่อการเรียนต่างๆ แล้ว ผู้วิจัยเห็นว่า การปฏิบัติธรรมเป็นวิธีการที่ดีที่สุดในการศึกษาครั้งนี้ เนื่องจากมีความประหยัดและสะดวก และใช้เวลาน้อยทำให้ไม่รบกวนการเรียนการสอนตามปกติ วัตถุประสงค์ของการวิจัย 1) เพื่อเปรียบเทียบความรับผิดชอบต่อการเรียนวิชาภาษาอังกฤษของนักเรียนระหว่าง ก่อนและหลังการปฏิบัติธรรมตามสายวิชชาธรรมกาย 2) เพื่อเปรียบเทียบความรับผิดชอบต่อการเรียนวิชาภาษาอังกฤษระหว่างนักเรียนกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมหลังการทดลอง ความหมายของความรับผิดชอบต่อการเรียนวิชาภาษาอังกฤษ ความรับผิดชอบต่อการเรียนวิชาภาษาอังกฤษ หมายถึง พฤติกรรมความรับผิดชอบต่อการเรียนของนักเรียน 3 ด้านคือ 1) ความมีวินัยในตนเอง หมายถึง ความสามารถของบุคคลในการควบคุมพฤติกรรม ของตนให้เป็นไปตามที่ตนมุ่งหวังไว้ ซึ่งจะต้องเป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดความเจริญแก่ตน และผู้อื่น ซึ่งมีองค์ประกอบ 5 ประการ ดังนี้ (1) ตั้งใจฟังครูสอน (2) ทำงานตามที่ครูมอบหมาย (3) ตรงเวลา (4) ทำงาน หรือการบ้านด้วยตนเอง (5) มีสมาธิในการเรียน 2) ความกระตือรือร้นในการเรียน หมายถึง ความสนใจอันเข้มข้นต่องานที่ได้รับมอบหมาย โดยไม่ผัดวันประกันพรุ่ง มีความเอาใจใส่ และตั้งใจในการเรียน และทำงานอย่างกระปรี้กระเปร่า ใฝ่หาความรู้ให้กับตนเองอยู่เสมอ ซึ่งมีองค์ประกอบ 6 ประการ ดังนี้ (1) ทำงานโดยไม่ผัดวันประกันพรุ่ง (2) ถามครูเมื่อมีข้อสงสัย (3) ติดตามบทเรียนเมื่อขาดเรียน (4) ปรับปรุงแก้ไขความบกพร่องด้านการเรียนของตนอยู่เสมอ (5) จดบันทึกเนื้อหาที่ครูสอน (6) เตรียมบทเรียนล่วงหน้า 3) ความขยันหมั่นเพียร หมายถึง ลักษณะการกระทำ ที่แสดงออกถึงความพากเพียรพยายามต่อการปฏิบัติกิจกรรมต่างๆ ได้อย่างแน่วแน่ มีความพยายามที่จะทำงานทุกอย่างให้สำเร็จ ซึ่งมีองค์ประกอบ 4 ประการ ดังนี้ (1) ความพยายามทำงานที่ได้รับมอบหมายอย่างไม่ย่อท้อ (2) ทบทวนบทเรียนประจำ (3) กำหนดเป้าหมายในการเรียน (4) ทำงานอย่างต่อเนื่องในแต่ละครั้งได้เป็นเวลานาน ระเบียบวิธีวิจัย การวิจัยครั้งนี้ เป็นการวิจัยเชิงทดลอง โดยใช้วิธีวิทยาแบบผสม (Mixed methodology) ทั้งกระบวนการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative research methodology) และกระบวนการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative research methodology) ควบคู่กันไป ประชากร/กลุ่มตัวอย่าง ประชากรคือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนโคราชวิทยาคน กลุ่มตัวอย่างมี 2 กลุ่มคือ นักเรียนกลุ่มควบคุม จำนวน 81 คน และ นักเรียนกลุ่มทดลอง จำนวน 78 คน รวมเป็นกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด 159 คน วิธีดำเนินการวิจัย วิธีดำเนินการวิจัย มีกระบวนการ ดังนี้ นักเรียนกลุ่มทดลองจะปฏิบัติธรรมก่อนการเรียนเป็นเวลา 5 นาทีประมาณ 10 สัปดาห์ กลุ่มตัวอย่างทั้ง 2 กลุ่มต้องทำแบบวัดความรับผิดชอบต่อการเรียนก่อนและหลังการทดลอง สำหรับกลุ่มทดลองเมื่อปฏิบัติธรรมครบแล้ว จะต้องทำแบบวัดผลการปฏิบัติธรรมด้วย ในการปฏิบัติธรรมนั้น จะเชิญวิทยากรมาสอนก่อนการทดลอง ในขณะทดลอง จะให้นักเรียนกลุ่มทดลองฟังเสียงของวิทยากรของแผ่นซีดี (Compact disc) สำหรับการเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพ จะใช้เครื่องมือของทฤษฎีฐานราก (Grounded theory) จำนวน 3 ประเภทคือ 1) การสังเกตและจดบันทึก 2) การสัมภาษณ์เชิงลึก 3) การรายงานตนเองของนักเรียน การฝึกปฏิบัติธรรมและการฝึกจินตภาพ การที่นักเรียนกลุ่มทดลองปฏิบัติธรรมจนเห็นดวงปฐมมรรค ซึ่งเป็นดวงกลมใสและเห็นกายธรรมในท้องของนักเรียนนั้น ผู้วิจัยเห็นว่า เป็นการฝึกจินตภาพหรือการฝึกจินตนาการแบบหนึ่ง ซึ่งเป็นเทคนิคที่นิยมใช้กันมากในการปรับพฤติกรรม (Behavior modification) Joseph Cautela นักจิตวิทยาชาวอเมริกัน ได้พัฒนาเทคนิคการปรับพฤติกรรมที่เรียกว่า การวางเงื่อนไขภายใน (Covert conditioning) ซึ่งเป็นที่ยอมรับกันในวงการการปรับพฤติกรรม เทคนิคการวางเงื่อนไขภายในนี้ใช้การจินตนาการเป็นหลัก วิธีการดำเนินการการวางเงื่อนไขภายในได้รับการพัฒนาแตกแยกออกเป็นหลายวิธีการ ดังเช่นวิธีการดังต่อไปนี้ - การเสริมแรงจากภายใน (Covert reinforcement) - การเสริมแรงทางลบจากภายใน (Covert negative reinforcement) - การเสนอตัวแบบภายใน (Covert modeling) - การหยุดยั้งภายใน (Covert extinction) - การสร้างความรู้สึกภายใน (Covert sensitization) - การปรับสินไหมภายใน (Covert response cost) - การควบคุมตนเองแบบไตรภาคี (Self-control triad) วิธีการที่ยกตัวอย่างมาทั้งหมดนั้น เป็นการฝึกจินตภาพเพื่อบำบัดพฤติกรรมทั้งสิ้น และกระบวนการฝึกนั้น สลับซับซ้อนมากกว่าการฝึกปฏิบัติธรรมสายวิชชาธรรมกายเสียอีก ผลการวิจัย ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนกลุ่มทดลองเป็นเพศหญิง จำนวน 41 คน คิดเป็นร้อยละ 52.56 และเป็นเพศชาย จำนวน 37 คน คิดเป็นร้อยละ 47.44 และนักเรียนกลุ่มควบคุมเพศหญิง จำนวน 47 คน คิดเป็นร้อยละ 58.02 และเป็นเพศชาย จำนวน 34 คน คิดเป็นร้อยละ 41.98 นักเรียนกลุ่มทดลอง มีผลของการปฏิบัติธรรมดังนี้คือ จิตสงบ จำนวน 26 คน คิดเป็นร้อยละ 33.33 จินตนาการเห็นดวงปฐมมรรค จำนวน 10 คน คิดเป็นร้อยละ 12.82 และจินตนาการเห็นกายธรรม จำนวน 42 คน คิดเป็นร้อยละ 53.85 การที่นักเรียนกลุ่มทดลองมีผลของการปฏิบัติธรรมต่างกัน เป็นเพราะการกำหนดใจของกลุ่มทดลองแต่ละคน กลุ่มทดลองที่มีความตั้งใจจริง สามารถขจัดเรื่องต่างๆ ให้ออกไปจากใจได้ และสามารถทำตามวิทยากรได้ตลอด และทำใจให้หยุดนิ่งได้อย่างถูกส่วน ก็จะสามารถจินตนาการจนเห็นดวงปฐมมรรคและกายธรรมได้ กลุ่มตัวอย่างที่ความตั้งใจจริง สามารถขจัดเรื่องต่างๆ ให้ออกไปจากใจได้ และสามารถทำตามวิทยากรได้ตลอด แต่ทำใจให้หยุดนิ่งได้อย่างพอประมาณ จะสามารถจินตนาการจนเห็นดวงปฐมมรรคได้ แต่ไม่เห็นกายธรรม กลุ่มตัวอย่างที่ยังมีความลังเลสงสัย ไม่ตั้งใจจริง ไม่สามารถขจัดเรื่องต่างๆ ให้ออกไปจากใจได้ ทำตามวิทยากรได้ไม่ตลอดเวลา ก็จะทำได้แต่เพียงใจสงบเท่านั้น จินตนาการให้เห็นดวงปฐมมรรคและกายธรรมไม่ได้สำหรับความรับผิดชอบต่อการเรียนวิชาภาษาอังกฤษ มีผลการวิจัยดังนี้คือ 1) ก่อนการปฏิบัติธรรม นักเรียนกลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ย 163.71 คะแนน ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 20.80 คะแนน หลังการปฏิบัติธรรม นักเรียนกลุ่มนี้ มีคะแนนเฉลี่ยเพิ่มขึ้นเป็น 172. 88 คะแนน โดยมีค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 19.37 คะแนน คะแนนก่อนและหลังการปฏิบัติธรรมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ซึ่งเป็นไปสมมุติฐานที่ตั้งไว้ กล่าวคือ ความรับผิดชอบต่อการเรียนวิชาภาษาอังกฤษของนักเรียนกลุ่มทดลองสูงขึ้นหลังผ่านการทดลองไปแล้ว *มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) ก่อนการปฏิบัติธรรม กลุ่มทดลองเพศชายมีคะแนนเฉลี่ย 159.70 คะแนน ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 19.18 คะแนน หลังการปฏิบัติธรรม นักเรียนกลุ่มนี้ มีคะแนนเฉลี่ยเพิ่มขึ้นเป็น 166.97 คะแนน โดยมีค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 16.77 คะแนน สำหรับกลุ่มทดลองเพศหญิง ก่อนการปฏิบัติธรรมมีคะแนนเฉลี่ย 167.32 คะแนน ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 21.77 คะแนน หลังการปฏิบัติธรรม นักเรียนกลุ่มนี้ มีคะแนนเฉลี่ยเพิ่มขึ้นเป็น 178.22 คะแนน โดยมีค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 20.20 คะแนน จะเห็นได้ว่า ก่อนการปฏิบัติธรรม นักเรียนกลุ่มทดลองเพศหญิงมีความรับผิดชอบต่อการเรียนมากกว่านักเรียนกลุ่มทดลองเพศชาย หลังจากปฏิบัติธรรมไปแล้ว นักเรียนทั้ง 2 เพศ มีความรับผิดชอบต่อการเรียนมากขึ้น แต่ความรับผิดชอบต่อการเรียนของนักเรียนกลุ่มทดลองเพศชายที่เพิ่มขึ้น ก็ยังไม่เท่ากับความรับผิดชอบต่อการเรียนของนักเรียนกลุ่มทดลองเพศหญิงตั้งแต่ก่อนการปฏิบัติธรรม 3) ก่อนการปฏิบัติธรรม นักเรียนกลุ่มทดลองที่มีจิตสงบมีคะแนนเฉลี่ย 159.04 คะแนน ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 18.51 คะแนน หลังการปฏิบัติธรรม นักเรียนกลุ่มนี้ มีคะแนนเฉลี่ยเพิ่มขึ้นเป็น 169.08 คะแนน โดยมีค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 17.60 คะแนน นักเรียนกลุ่มทดลองที่สามารถจินตนาการเห็นดวงปฐมมรรคได้ ก่อนการปฏิบัติธรรมมีคะแนนเฉลี่ย 159.73 คะแนน ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 19.94 คะแนน หลังการปฏิบัติธรรม นักเรียนกลุ่มนี้ มีคะแนนเฉลี่ยเพิ่ม ขึ้นเป็น 169.09 คะแนน โดยมีค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 17.81 คะแนน นักเรียนกลุ่มทดลองที่สามารถจินตนาการเห็นกายธรรมได้ ก่อนการปฏิบัติธรรมมีคะแนนเฉลี่ย 167.52 คะแนน ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 21.97 คะแนน หลังการปฏิบัติธรรม นักเรียนกลุ่มนี้มีคะแนนเฉลี่ยเพิ่ม ขึ้นเป็น 176.14 คะแนน โดยมีค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 20.56 คะแนน จะเห็นได้ว่า ก่อนการปฏิบัติธรรม นักเรียนที่สามารถจินตนาการเห็นกายธรรมได้มีความรับผิดชอบต่อการเรียนภาษาอังกฤษมากกว่านักเรียนกลุ่มอื่น หลังจากปฏิบัติธรรมไปแล้ว ความรับผิดชอบต่อการเรียนสูงขึ้นมากกว่ากลุ่มอื่นอีกเช่นเดียวกัน สำหรับนักเรียนกลุ่มทดลองที่สามารถจินตนาการเห็นดวงปฐมมรรคได้ กับนักเรียนกลุ่มทดลองที่มีจิตสงบ ก่อนการปฏิบัติธรรม มีคะแนนของความรับผิดชอบต่อการเรียนใกล้เคียงกัน คือ 159.73 คะแนนและ 159. 04 คะแนนตามลำดับ หลังจากปฏิบัติธรรมไปแล้ว ความรับผิดชอบต่อการเรียนของกลุ่มตัวอย่างทั้ง 2 กลุ่ม สูงขึ้นอยู่ในระดับใกล้เคียงกันเช่นเดิม คือ 169.08 และ 069.09 คะแนนตามลำดับ 4) นักเรียนกลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ย 172.88 คะแนน ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 19.37 คะแนน นักเรียนกลุ่มควบคุมมีคะแนนเฉลี่ย 166.71 คะแนน ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 21.12 คะแนน ค่าคะแนนของนักเรียนทั้ง 2 กลุ่มมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ซึ่งเป็นไปตามสมมุติฐานที่ตั้งไว้ กล่าวคือ ความรับผิดชอบต่อการเรียนวิชาภาษาอังกฤษของนักเรียนกลุ่มทดลองสูงกว่านักเรียนกลุ่มควบคุมหลังจากผ่านการทดลองไปแล้ว โดยสรุป การปฏิบัติธรรมสายวิชชาธรรมกายสามารถพัฒนาความรับผิดชอบต่อการเรียนวิชาภาษาอังกฤษของนักเรียนได้ โดยที่นักเรียนไม่เข้าใจว่า เพราะอะไรตนเอง จึงมีความรับผิดชอบต่อการเรียนที่ดีขึ้น นักเรียนกลุ่มทดลองเห็นว่า การปฏิบัติธรรมแบบสายวิชชาธรรมกายมีประโยชน์และเห็นด้วยกับการปฏิบัติธรรมทุกคน ถึงแม้ว่า จะมีนักเรียนกลุ่มทดลองจำนวนหนึ่ง ไม่ยินดีในการปฏิบัติธรรมในระยะแรกๆ เนื่องจากไม่เข้าใจว่า การปฏิบัติธรรมจะส่งผลดีและมาเกี่ยวข้องกับการเรียนวิชาภาษาอังกฤษได้อย่างไร อภิปรายผล จากผลของการวิจัยในหัวข้อที่ผ่านมา ผู้วิจัยเห็นว่า มีประเด็นที่ควรนำมาอภิปรายผล ดังนี้ 1. การใช้การปฏิบัติธรรมแบบวิชชาธรรมกายเป็นเครื่องมือในการวิจัยสามารถจัดกลุ่มของนักเรียนกลุ่มทดลองหลังจากผ่านการทดลองไปแล้วได้ดีในหัวข้องานวิจัยที่เกี่ยวข้อง มีงานวิจัยที่ใช้การปฏิบัติธรรมเข้าพัฒนาพฤติกรรมของกลุ่มตัวอย่างที่เกี่ยวกับการเรียน ซึ่งก็คือ การศึกษาเกี่ยวกับความรับผิดชอบต่อการเรียนนั่นเอง ดังนี้ อุดม ทิพย์พงศ์ธร (2539), ผุสดี เฉลิมสุข (2543), ประพันธ์ ยอดวงษ์ (2545), ประไพ มีศิลป์ (2545), ชูพรรณ วงศ์วุฑฒิ (2545), ฐิตนาฎ เหลืองอ่อน (2547) และพิณนภา หมวกยอด (2548) งานทุกชิ้นทุกกล่าวมีลักษณะมีเหมือนกันคือ ไม่สามารถแบ่งหรือจัดกลุ่มได้ว่า กลุ่มตัวอย่างที่ผ่านการทดลองไปแล้วได้ผลของปฏิบัติธรรมเป็นอย่างไร แตกต่างกันหรือไม่ ประการใด กล่าวคือ ไม่สามารถนำผลของการปฏิบัติธรรมมาเป็นตัวแปรในการศึกษาได้ ในการศึกษาครั้งนี้ จะเห็นได้ว่า นักเรียนกลุ่มทดลองสามารถแบ่งตามผลการปฏิบัติธรรมออกได้เป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มที่มีจิตสงบแต่เพียงอย่างเดียว กลุ่มที่สามารถจินตนาการเห็นดวงธรรมหรือดวงปฐมมรรคได้ และกลุ่มที่สามารถสามารถจินตนาการเห็นกายธรรมได้ นักเรียนกลุ่มทดลองทั้ง 3 กลุ่มนั้น มีความรับผิดชอบต่อการเรียนวิชาภาษาอังกฤษพัฒนาขึ้นในระดับที่แตกต่างกัน นักเรียนกลุ่มทดลองที่สามารถจินตนาการเห็นกายธรรมได้ ก็แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการจินตนาการที่มีประสิทธิภาพดีกว่านักเรียนกลุ่มทดลองอีก 2 กลุ่ม จึงสามารถพัฒนาความรับผิดชอบต่อการเรียนได้มากกว่า อนึ่ง ความรับผิดชอบต่อการเรียนของนักเรียนกลุ่มทดลองที่สามารถจินตนาการเห็นกายธรรมได้นั้นสูงกว่านักเรียนกลุ่มทดลองอีก 2 กลุ่มตั้งแต่ก่อนการทดลองแล้ว กล่าวคือ คะแนนก่อนการทดลอง (pre-test) ของนักเรียนกลุ่มนี้ เท่ากับ 167.52 คะแนน แต่กลุ่มทดลองที่เห็นกาย จิตสงบมีคะแนนก่อนการทดลอง (pre-test) เท่ากับ 159.73 และ 159.04 คะแนน ตามลำดับ เมื่อผ่านการทดลองไปแล้ว นักเรียนกลุ่มทดลองที่สามารถจินตนาการเห็นกายธรรมได้มีคะแนนหลังการทดลอง (post-test) เท่ากับ 172.88 คะแนน แต่กลุ่มทดลองที่เห็นกาย จิตสงบมีคะแนนก่อนการทดลอง (pre-test) เท่ากับ 169.09 และ 169.04 คะแนน ตามลำดับ จะเห็นได้ว่า การใช้การปฏิบัติธรรมสายวิชชาธรรมกายเป็นเครื่องมือในการศึกษานั้น สามารถแยกแยะผลการศึกษาได้ละเอียดและลึกซึ้งกว่าการปฏิบัติธรรมแบบอื่นๆ การศึกษาที่สามารถลงไปในรายละเอียดและลึกซึ้งนั้น ก็สามารถพัฒนาองค์ความรู้ในการศึกษาได้ดีกว่าเป็นธรรมดา 2) การใช้การปฏิบัติธรรมแบบวิชชาธรรมกายเป็นเครื่องมือในการวิจัยสามารถศึกษารายละเอียดลงลึกไปในตัวแปรเพศได้ดี ดังได้กล่าวมาแล้วในหัวข้อที่ผ่านมาว่า การปฏิบัติธรรมแบบอื่นๆ ไม่นิยมที่จะแบ่งกลุ่มของนักเรียนกลุ่มทดลองเมื่อผ่านการทดลองไปแล้ว แม้กระทั่งการแบ่งตามตัวแปรเพศ ในการ ศึกษาครั้งนี้ได้ผลการศึกษาที่น่าสนใจ และสอดคล้องกับผลการทดลองทางวิทยาศาสตร์ ดังนี้ ดร. สตีพ เจนเทิลแมน (Dr. Steve Gentleman) แห่งวิทยาลัยอิมพีเรียล (Imperial College) ประเทศอังกฤษได้รายงานไว้ในรายการของ BBC (2551) ว่า มันสมองของผู้หญิงกับผู้ชายไม่แตกต่างกันมากนักในแง่โครงสร้าง การที่สมองของผู้ชายใหญ่กว่าก็เป็นเพราะว่า ร่างกายของผู้ชายใหญ่กว่า สิ่งที่แตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัดก็คือ ส่วนที่ประมวลภาษา (language processing) ในรายการดังกล่าวได้สร้างคำขึ้นมาใหม่ เช่น แก๊บ และ เก็ด ท้อด และท้อป เป็นต้น แล้วนำไปใส่แถบบันทึกเสียงให้เสียงดังพร้อมๆ กัน ในการฟังเสียงดังกล่าว กลุ่มตัวอย่างเพศชาย จะได้ยินเพียงเสียงใดเสียงหนึ่งเพียงเสียงเดียว เนื่องจากผู้ชายนิยมใช้สมองด้านขวา สำหรับกลุ่มตัวอย่างเพศหญิง สามารถฟังเสียงได้ทั้งสองคำ เนื่องจากผู้หญิงสามารถใช้สมองทั้ง 2 ด้านได้ในการเรียนภาษา ด้วยความสามารถของเพศหญิงดังกล่าว จึงทำให้นักเรียนหญิงมีความสามารถในการเรียนภาษามากกว่านักเรียนชาย ในการศึกษาครั้งนี้ นักเรียนกลุ่มทดลองหญิง มีคะแนนก่อนการทดลอง (pre-test) เท่ากับ 167.32 คะแนน โดยที่กลุ่มทดลองเพศชาย มีคะแนนก่อนการทดลอง (pre-test) เท่ากับ 159.70 คะแนน หลังการทดลอง นักเรียนกลุ่มทดลองหญิง มีคะแนนหลังการทดลอง (post-test) เพิ่มขึ้นเป็น 178.22 คะแนน ส่วนนักเรียนกลุ่มทดลองชาย มีคะแนนหลังการทดลอง (post-test) เพิ่มขึ้นเป็น 166.97 คะแนน ซึ่งยังไม่เท่ากับคะแนนก่อนการทดลอง (pre-test) ของกลุ่มทดลองหญิงเสียด้วยซ้ำ จะเห็นได้ว่า การนำการปฏิบัติธรรมสายวิชชาธรรมกายเข้ามาเป็นเครื่องมือของการวิจัยจะทำให้ได้ผลการศึกษาที่ลึกซึ้งและละเอียดลออมากกว่าการปฏิบัติธรรมแบบอื่น 3) การใช้การปฏิบัติธรรมแบบวิชชาธรรมกายเป็นเครื่องมือในการวิจัยเป็นการปรับพฤติกรรม (Behavior modification) สะดวกและใช้งานที่ดีกว่า การปรับพฤติกรรม ตามแนวจิตวิทยา จากข้องานวิจัยที่เกี่ยวข้องจะเห็นได้ว่า งานวิจัยส่วนใหญ่แล้วจะใช้แนวทางการปรับพฤติกรรมเพื่อพัฒนาความรับผิดชอบต่อการเรียนของกลุ่มตัวอย่าง กระบวนการปรับพฤติกรรมนั้น มีข้อจำกัดในหลักการก็คือ บุคคลที่เข้ารับการปรับพฤติกรรมจะต้องเต็มใจที่จะเปลี่ยนพฤติกรรมตามเป้าหมายที่ตั้งไว้
การพัฒนาบทเรียนสำเร็จรูปวิชาภาษาอังกฤษ เรื่อง Pronouns ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5
[ โดย kruinfo ชม 552 ]
การศึกษาค้นคว้าครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อพัฒนาบทเรียนสำเร็จรูปวิชาภาษาอังกฤษ เรื่อง Pronouns ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 (2) เพื่อหาประสิทธิภาพของบทเรียนสำเร็จรูป ที่จัดทำขึ้นตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 (3) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน ด้วยการเรียนที่ใช้บทเรียนสำเร็จรูป แตกต่างกัน กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนประชานิเวศน์ สำนักงานเขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2551 จำนวน 50 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ผู้ศึกษาได้สร้างขึ้นเองเป็นแบบทดสอบจำนวน 30 ข้อ ซึ่งมีค่าความยากง่าย (p) อยู่ระหว่าง 0.53-0.73 และค่าอำนาจจำแนก (r) อยู่ ระหว่าง 0.26-0.84 และค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบเท่ากับ 0.76 ผลการศึกษาพบว่า 1) บทเรียนสำเร็จรูปวิชาภาษาอังกฤษ เรื่อง Pronouns ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 ตามสมมุติฐานการศึกษาค้นคว้าข้อที่ 1 กล่าวคือ มีประสิทธิภาพ 85.18/82.54 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนโดยบทเรียนสำเร็จรูปก่อนเรียนและหลังเรียนแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
รายงานการพัฒนาแบบฝึกทักษะ การเขียนไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ รายวิชา อ 31101 ภาษาอังกฤษ 1 สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
[ โดย kruinfo ชม 266 ]
การพัฒนาแบบฝึกทักษะ การเขียนไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ รายวิชา อ 31101 ภาษาอังกฤษ1 สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ในครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายดังนี้ 1) เพื่อแบบฝึกทักษะ การเขียนไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ รายวิชา อ 31101 ภาษาอังกฤษ1 สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ให้มีประสิทธิภาพเป็นไปตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการเขียนไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ รายวิชา อ 31101 ภาษาอังกฤษ1สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยเปรียบเทียบก่อนเรียนและหลังเรียน 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อแบบฝึกทักษะ การเขียนไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ รายวิชา อ 31101 ภาษาอังกฤษ1 สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการทดลองครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนโค้งไผ่วิทยา อำเภอขาณุวรลักษบุรี จังหวัดกำแพงเพชร สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากำแพงเพชร เขต 2 จำนวน 40 คน ซึ่งได้มาด้วยการสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วย 1) แบบฝึกทักษะ การเขียนไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ รายวิชา อ 31101 ภาษาอังกฤษ1 สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่ผู้รายงานพัฒนาขึ้นได้แก่ แบบฝึกทักษะจำนวน 10 เล่ม 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ก่อนเรียนและหลังเรียน เรื่อง ไวยากรณ์ จำนวน 40 ข้อ 3) แบบทดสอบประจำหน่วยการเรียนย่อย จำนวน 11 เล่ม รวมจำนวน 110 ข้อ 4) แบบวัดความพึงพอใจของนักเรียนหลังจากที่ใช้แบบฝึกทักษะ การเขียนไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ รายวิชา อ 31101 ภาษาอังกฤษ1 สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 15 ข้อ วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าเฉลี่ย ( X) ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D) หาค่าประสิทธิภาพ (E1/E2) และการทดสอบค่าที (t
การพัฒนาทักษะการพูดภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โดยประยุกต์ใช้ทฤษฎีพหุปัญญาร่วมกับการเรียนรู้แบบร่วมมือ และเกมสื่อสาร ที่เน้นการวัดและประเมินผลตามสภาพจริง
[ โดย kruinfo ชม 256 ]
บทคัดย่อ การจัดกระบวนการเรียนรู้ตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 มุ่งให้ผู้เรียน ได้ฝึกทักษะการปฏิบัติ การแก้ปัญหา และการเรียนรู้จากประสบการณ์จริง เพื่อส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาตนเต็มตามศักยภาพ โดยจัดให้มีการประเมินควบคู่กับการเรียนการสอนตามสภาพจริง ใช้วิธีพิจารณาจากพัฒนาการของผู้เรียน ความประพฤติ การสังเกตพฤติกรรมการเรียน และการร่วมกิจกรรม ปัจจุบันมีทฤษฎี แนวคิด และเทคนิคเกี่ยวกับการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ ที่หลากหลาย ผู้ศึกษาค้นคว้าจึงนำทฤษฎี แนวคิด และเทคนิคต่าง ๆ มาประยุกต์ใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะการพูดภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ได้แก่ทฤษฎีพหุปัญญา การเรียนรู้แบบร่วมมือ เกมสื่อสาร และการวัดและประเมินผลตามสภาพจริงโดยทำการศึกษาค้นคว้า เรื่อง รายงานการพัฒนาทักษะการพูดภาษาอังกฤษของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โดยประยุกต์ใช้ทฤษฎีพหุปัญญาร่วมกับการเรียนรู้แบบร่วมมือและเกมสื่อสาร ที่เน้นการวัดและประเมินผลตามสภาพจริง การศึกษาค้นคว้าครั้งนี้มีความมุ่งหมาย คือ 1) เพื่อพัฒนาทักษะการพูดภาษาอังกฤษ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โดยนักเรียนไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 มีคะแนนเฉลี่ย จากการทดสอบด้วยแบบทดสอบวัดวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านทักษะการพูดภาษาอังกฤษ ร้อยละ 75 ขึ้นไป 2) เพื่อพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้ทักษะการพูดภาษาอังกฤษของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75 3) เพื่อศึกษาดัชนีประสิทธิผล ของกิจกรรมเรียนรู้ทักษะการพูดภาษาอังกฤษชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 4) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อกิจกรรมการเรียนรู้ทักษะการพูดภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นชั้นประถมศึกษา ปีที่ 4 กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านหนองแสง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามหาสารคาม เขต 3 ปีการศึกษา 2551 จำนวน 23 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้า ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้เพื่อการปฐมนิเทศ 1 แผน ใช้เวลา 1 ชั่วโมง และแผนการจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะการพูดภาษาอังกฤษ จำนวน 15 แผน แต่ละแผนใช้เวลา 1 ชั่วโมง 2) แบบทดสอบวัดทักษะการพูดก่อนเรียน- หลังเรียน 3) แบบประเมินทักษะการพูดตามสภาพจริง 4) แบบประเมินทักษะกระบวนการเรียนรู้ 5) แบบประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์ในการเรียน 6) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านทักษะการพูดภาษาอังกฤษ 7) แบบวัดความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อกิจกรรมการเรียนรู้ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการศึกษาค้นคว้าพบว่า 1) นักเรียนมีคะแนนเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านทักษะการพูดภาษาอังกฤษ คิดเป็นร้อยละ 78.26 และมีนักเรียนที่ผ่านเกณฑ์การประเมินคิดเป็นร้อยละ60.87 นอกจากนี้ ยังพบว่านักเรียนมีพัฒนาการด้านทักษะการพูดภาษาอังกฤษดีขึ้นอย่างต่อเนื่องทั้งในด้านความรู้ ด้านทักษะกระบวนการเรียนรู้ และด้านคุณลักษณะอันพึงประสงค์ในการเรียน 2) ประสิทธิภาพของกิจกรรมการเรียนรู้ทักษะการพูดมีค่าเท่ากับ 82.09/78.26 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ และดัชนีประสิทธิผลของกิจกรรมการเรียนรู้ทักษะการพูดภาษาอังกฤษมีค่าเท่ากับ 76.98 หมายความว่า กิจกรรมการเรียนรู้ทักษะการพูดภาษาอังกฤษ ทำให้นักเรียนมีความรู้เพิ่มขึ้นเท่ากับ ร้อยละ 76.98 3) นักเรียนมีความพึงพอใจต่อกิจกรรมการเรียนรู้ทักษะการพูดภาษาอังกฤษอยู่ในระดับมากที่สุด โดยสรุป การพัฒนาทักษะการพูดภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โดยประยุกต์ใช้ทฤษฎีพหุปัญญาร่วมกับการเรียนรู้แบบร่วมมือและเกมสื่อสาร ที่เน้นการวัดและประเมินผลตามสภาพจริง บรรลุผลตามความมุ่งหมายที่ตั้งไว้ กล่าวคือ กิจกรรมการเรียนรู้ทักษะการพูดมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ที่ตั้งไว้ นักเรียนมีพัฒนาการด้านทักษะการพูดภาษาอังกฤษ ด้านทักษะกระบวนการ และด้านคุณลักษณะอันพึงประสงค์ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง และนักเรียน มีความพึงพอใจต่อกิจกรรมการเรียนรู้ทักษะการพูดภาษาอังกฤษอยู่ในระดับมากที่สุด
การศึกษาผลสัมฤทธิ์ความเข้าใจในการอ่านภาษาอังกฤษ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 3 โรงเรียนหัวไทรบำรุงราษฎร์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครศรีธรรมราช เขต 3 ที่ได้รับการสอนแบบ KWL-plus
[ โดย kruinfo ชม 199 ]
การศึกษาครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ความเข้าใจการอ่านภาษาอังกฤษ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนหัวไทรบำรุงราษฎร์ที่ได้รับการสอนแบบ KWL-plus ประชากรที่ใช้ในการศึกษา นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนหัวไทรบำรุงราษฎร์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครศรีธรรมราช เขต 3 ที่กำลังศึกษาวิชาภาษาอังกฤษอ่านเขียน ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2550 จำนวน 36 คน เวลาที่ใช้ในการทดลอง ใช้เวลาจำนวน 20 คาบ เป็นคาบคู่ 100 นาที ดำเนินการทดลองโดยใช้แบบแผนการวิจัยแบบ One-Group Pretest
รายงานการใช้แบบฝึกเรื่อง การเปรียบเทียบคำคุณศัพท์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ ภาษาต่างประเทศ รายวิชาภาษาอังกฤษเพิ่ม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3โรงเรียนส่วนบุญโญปถัมภ์ลำพูน อำเภอเมือง จังหวัดลำพูน
[ โดย kruinfo ชม 879 ]
ความเป็นมา การ เรียนภาษาต่างประเทศไม่ได้เรียนเพื่อความรู้เกี่ยวกับภาษาเท่านั้น แต่เรียนเพื่อให้สามารถใช้ภาษาต่างประเทศเป็นเครื่องมือในการติดต่อสื่อสาร กับผู้อื่นได้ตามความต้องการในสถานการณ์ต่างๆ ทั้งในชีวิตประจำวันและการงานอาชีพ การที่ผู้เรียนจะใช้ภาษาที่ถูกต้องคล่องแคล่วและเหมาะสมนั้น ขึ้นอยู่กับทักษะการใช้ ภาษา ดังนั้นในการจัดการเรียนการสอนภาษาที่ดี ผู้เรียนจะต้องมีโอกาสได้ฝึกทักษะการใช้ภาษาให้มากที่สุด ทั้งในห้องเรียนและนอกห้องเรียน การจัดกระบวนการเรียนการสอนต้องสอดคล้องกับธรรมชาติและลักษณะเฉพาะของภาษา การจัดการเรียนการสอนภาษาจึงควรจัดกิจกรรมให้หลายหลาย ทั้งกิจกรรมการฝึกทักษะทางภาษาและกิจกรรมการฝึกผู้เรียนให้รู้วิธีการเรียนภาษาด้วยตนเองควบคู่ไปด้วย อัน จะนำไปสู่การเป็นผู้เรียนที่พึ่งตนเองที่ดีและสามารถเรียนรู้ได้ตลอดชีวิต โดยใช้ภาษาต่างประเทศเป็นเครื่องมือในการค้นคว้าหาความรู้ในการเรียนสาระการ เรียนรู้อื่นๆในการศึกษาต่อรวมทั้งในการประกอบอาชีพ ซึ่งเป็นจุดหมายสำคัญประการหนึ่งของการปฏิรูปการเรียนรู้ (กรมวิชาการ. 2544 : 1) จากเหตุผล ดังกล่าว การเรียนการสอนต่อจากนี้ไปจะต้องเน้น การฝึกทักษะการใช้ภาษาให้มากขึ้น โดยเฉพาะภาษาอังกฤษ ซึ่งเป็นภาษาต่างประเทศที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลายมากที่สุดเพราะเป็นภาษากลางที่ใช้สื่อความหมายในด้านความคิด ทัศนคติ และวัฒนธรรมของแต่ละชาติ ดังนั้นเพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ทางภาษาอังกฤษอย่างมีคุณภาพ ตามเจตนารมณ์ของ หลักสูตรดังกล่าว ครูผู้สอนจึงจำเป็นต้องจัดกระบวนการเรียนรู้โดยเน้นการฝึกทักษะการใช้ภาษาอังกฤษให้มากขึ้น เพื่อให้ผู้เรียนมีความสามารถนำความรู้ที่ได้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ในชีวิตประจำวันได้ การเรียนรู้ภาษาอังกฤษจึงมีความสำคัญยิ่งที่จะทำให้ผู้เรียนใช้ภาษาได้ถูกต้องตามสถานการณ์ต่างๆ วิธีการดำเนินการวิจัย 1. ศึกษาหลักสูตรขั้นพื้นฐาน และการจัดการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ 2. จัดทำแผนการเรียนรู้ แบบฝึก แบบทดสอบ 3. นำงานทั้งหมดที่สร้างไปให้ผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่าน ประเมิน และปรับปรุงแก้ไข 4. นำข้อ 3ไปทดลองกับนักเรียนกลุ่มที่ 1 จำนวน 3 คน แล้วนำผลมาปรับปรุงแก้ไข 5. นำข้อที่ 4 ที่ปรับปรุงแก้ไขแล้วไปทดลองกับนักเรียนกลุ่มที่ 2 จำนวน 10 คน แล้วนำผล มาปรับปรุงแก้ไขอีกครั้ง 6. นำข้อที่ 5 ที่ปรับปรุงแก้ไขแล้ว ไปทดลองกับนักเรียนกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 30 คน แล้ว นำคะแนนที่ได้มาวิเคราะห์หาประสิทธิภาพของแบบฝึก ฯ 7. เขียนรายงานการวิจัย ผลการวิจัย จากการศึกษาวิจัยได้ผล ดังนี้ 1. ประสิทธิภาพ ของการพัฒนาการสอนภาษาอังกฤษเรื่อง การเปรียบเทียบคำคุณศัพท์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ต่างประเทศ รายวิชาภาษาอังกฤษเพิ่ม รหัสวิชาอ.30231ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนส่วนบุญโญปถัมภ์ลำพูน โดยเฉลี่ยมีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์ 80 / 80 ที่ตั้งไว้คือ 94.03/81.11 แสดงว่าแบบฝึกภาษาอังกฤษดังกล่าว มีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ จึงสามารถนำไปใช้ในการจัดการเรียนการสอนได้ 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนและหลังการใช้นวัตกรรมพบว่า ก่อนเรียนของนักเรียนมีคะแนนเฉลี่ย 9.43 และหลังเรียนมีคะแนนเฉลี่ย 24.33 เมื่อทดสอบความแตกต่างของคะแนนเฉลี่ย พบว่า แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .01 แสดงว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน 3. ด้าน ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้นวัตกรรมเรื่องการ เปรียบเทียบคำคุณศัพท์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ต่างประเทศ รายวิชาภาษาอังกฤษเพิ่ม รหัสวิชา อ.30231 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยภาพรวมนักเรียนพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด โดยพึงพอใจมากที่สุดใน 4 เรื่องคือ แบบฝึกสอดคล้องกับเนื้อหาที่เรียน แบบฝึกเรียงลำดับตามเนื้อหาที่เรียน แบบฝึกมีความเหมาะสมของเอกสารและอุปกรณ์การสอน และเนื้อหาของแบบฝึกทันสมัยเหมาะกับวัยของนักเรียน เอกสารอ้างอิง กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ. (2546). การจัดสาระการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ ตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544, พิมพ์ครั้งที่ 1.กรุงเทพมหานคร : องค์การรับส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์ จิระศักดิ์ สาระรัตน์. (2551). การวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนการสอน. พิมพ์ครั้งที่ 1. ปทุมธานี : คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต สำนักงานหน่วยพื้นที่การศึกษาลำพูน เขต 1. (2550). หลักสูตรการพัฒนาข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา. พิมพ์ครั้งที่ 1. ลำพูน
การพัฒนาเอกสารประกอบการสอนวิชาภาษาอังกฤษเพื่ออาชีพของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่เรียนด้วยการสอนแบบ AIMLP
[ โดย kruinfo ชม 271 ]
การพัฒนานวัตกรรมครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนาเอกสารประกอบการสอนวิชาภาษาอังกฤษเพื่ออาชีพ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่เรียนด้วยการสอนแบบ AIMLP ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชา ภาษาอังกฤษเพื่ออาชีพ ก่อนเรียน และหลังเรียน โดยใช้เอกสารประกอบการสอนที่มีรูปแบบการสอนแบบ AIMLP 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้เอกสารประกอบการสอนที่มีรูปแบบการสอนแบบ AIMLP มีขั้นตอนการพัฒนา 4 ขั้นตอนสำคัญ คือ ขั้นวิเคราะห์ ขั้นออกแบบนวัตกรรม ขั้นพัฒนานวัตกรรม ขั้นนำไปใช้และประเมินผล ระยะเวลาดำเนินการระหว่างวันที่ 20 พฤษภาคม 2550 ถึง วันที่ 15 กันยายน 2550 กลุ่มเป้าหมายในการใช้นวัตกรรม ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4โรงเรียนชลบุรี
Page 1 [ 2 ] [ 3 ] [ 4 ]

ยอดนิยม