รายงานผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
[ โดย kruinfo ชม 172 ]
บทคัดย่อ
รายงานผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง เวลา ของผู้เรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่เรียนโดยใช้บทเรียนโปรแกรมกับการเรียนแบบปกติ เป็นการวิจัยเชิงทดลอง (Experimental Research) มีวัตถุประสงค์ คือ
(1) เพื่อหาประสิทธิภาพของบทเรียนโปรแกรม เรื่อง เวลา ของผู้เรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนด 80 / 80
(2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง เวลา ของผู้เรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่เรียนโดยใช้บทเรียนโปรแกรมกับการเรียนแบบปกติ
กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการทดลองเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยใช้ บทเรียนโปรแกรมกับการเรียนแบบปกติ เป็นผู้เรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3/4 ได้มาด้วย วิธีการเลือกแบบเจาะจง เป็นห้องเรียนที่ผู้รายงานได้รับมอบหมายให้ดำเนินการสอน เป็นครูประจำชั้น เป็นกลุ่มทดลองเรียนโดยใช้บทเรียนโปรแกรม และผู้เรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3/5 ได้มาโดย การสุ่มแบบง่าย (Sample Random Sampling) เพื่อเป็นกลุ่มควบคุมที่เรียนแบบปกติ
ผลการทดลอง พบว่า
(1) บทเรียนโปรแกรมกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง เวลา ของผู้เรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 85.83 / 81.50
(2) ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของกลุ่มทดลองที่เรียนโดยใช้บทเรียนโปรแกรมกับกลุ่มควบคุมที่เรียนด้วยการ เรียนแบบปกติ พบว่าแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
ที่ระดับ .05 โดยที่ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของกลุ่มทดลองที่เรียนโดยใช้บทเรียนโปรแกรมสูงกว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่เรียนปกติ
กิตติกรรมประกาศ
รายงานผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง เวลา ของผู้เรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่เรียนโดยใช้บทเรียนโปรแกรมกับการเรียนแบบปกติ ฉบับนี้สำเร็จได้ด้วยความอนุเคราะห์ ของนางพรมภัทร์ อุดมนิธิภัคนนท์ รองผู้อำนวยการโรงเรียน วิทยฐานะชำนาญการพิเศษ โรงเรียนวัดใต้ (ราษฎรนิรมิต) สำนักงานเขตสวนหลวง กรุงเทพมหานคร นางรัชนี สมดี ครู วิทยฐานะครูชำนาญการพิเศษ นางปรียาวรรณ ปานธรรม ครู วิทยฐานะครูชำนาญการพิเศษ นางกาญจนา บุญแช่ม ครู วิทยฐานะครูชำนาญการ และนางสาวกชกร ขบวนแก้ว ครู วิทยฐานะครูชำนาญการ โรงเรียนบางชัน (ปลื้มวิทยานุสรณ์) สำนักงานเขตคลองสามวา กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญให้คำแนะนำ และติดตามความก้าวหน้ามาโดยตลอด ผู้วิจัยรู้สึกซาบซึ้งและขอขอบคุณไว้ ณ โอกาสนี้ ขอขอบคุณนางวราภรณ์ กันทาแก้ว ครู วิทยฐานะครูชำนาญการ นางสาวรจนา พันธุ์นิล ครู วิทยฐานะครูชำนาญการ โรงเรียนบางชัน (ปลื้มวิทยานุสรณ์) สำนักงานเขตคลองสามวา กรุงเทพมหานคร ที่เสียสละเวลาอันมีค่าในการพิมพ์และออกแบบรูปเล่มบทเรียนโปรแกรมจนสำเร็จ ขอขอบคุณ ผู้อำนวยการเกื้อ พันพึ่ง รองผู้อำนวยการทุกท่าน และคณะครูโรงเรียนบางชัน (ปลื้มวิทยานุสรณ์) สำนักงานเขตคลองสามวา กรุงเทพมหานคร ที่ได้ให้ความร่วมมือในการทดลองใช้เครื่องมือ เก็บรวบรวมข้อมูล ให้การสนับสนุน ช่วยเหลือและให้กำลังใจด้วยดีตลอดมาท้ายที่สุดขอขอบคุณสมาชิกในครอบครัวทุกคนที่ดูแล ช่วยเหลือ ให้กำลังใจเสมอมา จึงทำให้รายงานผลฉบับนี้สำเร็จลุล่วงด้วยดี
การพัฒนาแบบฝึกเสริมทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง โจทย์ปัญหาการคูณและการหารชั้นประถมศึกษาปีที่ 2
[ โดย kruinfo ชม 179 ]
วัตถุประสงค์การพัฒนา
1. เพื่อสร้างแบบฝึกเสริมทักษะคณิตศาสตร์เรื่องโจทย์ปัญหาการคูณและการหารให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80
2. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์เรื่องโจทย์ปัญหาการคูณและการหาร ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2/1 ก่อนเรียนและหลังเรียน โดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะคณิตศาสตร์
3. เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2/1 โรงเรียนวัดปากน้ำฝั่งเหนือที่มีต่อแบบฝึกเสริมทักษะคณิตศาสตร์ เรื่องโจทย์ปัญหาการคูณและการหาร
กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการพัฒนาครั้งนี้เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2/1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2551
เครื่องมือที่ใช้ในการพัฒนาคือ แบบฝึกเสริมทักษะคณิตศาสตร์เรื่องโจทย์ปัญหาการคูณและการหาร จำนวน 8 เล่ม และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงแบนมาตรฐาน และทดสอบสมมุติฐานโดยใช้ T-test (Dependent Sample)
ผลการพัฒนาพบว่า
1. แบบฝึกหัดเสริมทักษะคณิตศาสตร์เรื่องโจทย์ปัญหาการคูณและการหาร ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 มีประสิทธิภาพ 90.00 / 82.80 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 80 / 80 ที่ตั้งไว้
2. การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ก่อนและหลังการเรียนโดย ใช้แบบฝึกเสริมทักษะคณิตศาสตร์ พบว่า หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
3. ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 / 1
โรงเรียนวัดปากน้ำฝั่งเหนือ สำนักงานเขตตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร มีความพึงพอใจต่อแบบฝึกเสริมทักษะคณิตศาสตร์ เรื่องโจทย์ปัญหาการคูณและการหาร อยู่ในระดับมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 95.60 ระดับมากคิดเป็นร้อยละ 4.4
การพัฒนาแบบฝึกเสริมทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง โจทย์ปัญหาการคูณและการหารชั้นประถมศึกษาปีที่ 2
[ โดย kruinfo ชม 940 ]
วัตถุประสงค์การพัฒนา
1. เพื่อสร้างแบบฝึกเสริมทักษะคณิตศาสตร์เรื่องโจทย์ปัญหาการคูณและการหารให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80
2. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์เรื่องโจทย์ปัญหาการคูณและการหาร ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2/1 ก่อนเรียนและหลังเรียน โดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะคณิตศาสตร์
3. เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2/1 โรงเรียนวัดปากน้ำฝั่งเหนือที่มีต่อแบบฝึกเสริมทักษะคณิตศาสตร์ เรื่องโจทย์ปัญหาการคูณและการหาร
กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการพัฒนาครั้งนี้เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2/1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2551
เครื่องมือที่ใช้ในการพัฒนาคือ แบบฝึกเสริมทักษะคณิตศาสตร์เรื่องโจทย์ปัญหาการคูณและการหาร จำนวน 8 เล่ม และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงแบนมาตรฐาน และทดสอบสมมุติฐานโดยใช้ T-test (Dependent Sample)
ผลการพัฒนาพบว่า
1. แบบฝึกหัดเสริมทักษะคณิตศาสตร์เรื่องโจทย์ปัญหาการคูณและการหาร ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 มีประสิทธิภาพ 90.00 / 82.80 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 80 / 80 ที่ตั้งไว้
2. การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ก่อนและหลังการเรียนโดย ใช้แบบฝึกเสริมทักษะคณิตศาสตร์ พบว่า หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
3. ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 / 1
โรงเรียนวัดปากน้ำฝั่งเหนือ สำนักงานเขตตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร มีความพึงพอใจต่อแบบฝึกเสริมทักษะคณิตศาสตร์ เรื่องโจทย์ปัญหาการคูณและการหาร อยู่ในระดับมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 95.60 ระดับมากคิดเป็นร้อยละ 4.4
รายงานการพัฒนาและผลการใช้ชุดการสอนแบบสื่อประสม สาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง กราฟ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนกำแพงดินพิทยาคม
[ โดย kruinfo ชม 284 ]
บทคัดย่อ
รายงานการพัฒนาและผลการใช้ชุดการสอนแบบสื่อประสม สาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง กราฟ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนกำแพงดินพิทยาคม มีจุดมุ่งหมายเพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของชุดการสอนแบบสื่อประสม เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และเพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนด้วยชุดการสอนแบบสื่อประสม
กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนกำแพงดินพิทยาคม จังหวัดพิจิตร 2 กลุ่ม กลุ่มที่ 1 เป็นนักเรียนในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2550 จำนวน 26 คน และ กลุ่มที่ 2 เป็นนักเรียนในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2551 จำนวน 32 คน เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วยชุดการสอนแบบสื่อประสม แบบประเมินคุณภาพชุดการสอนแบบสื่อประสมของผู้เชี่ยวชาญ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อชุดการสอนแบบสื่อประสม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย( ) ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน(S.D.) และค่าที(t - test)
ผลการพัฒนาครั้งนี้ มีดังนี้
1. ชุดการสอนแบบสื่อประสม สาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง กราฟ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่สร้างขึ้น มีประสิทธิภาพเป็น 85.54/81.23 ซึ่งเชื่อถือได้ตามเกณฑ์ 80/80
2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง กราฟ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่เรียนด้วยชุดการสอนแบบสื่อประสม หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
3. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีความพึงพอใจต่อการเรียนด้วยชุดการสอนแบบสื่อประสม สาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง กราฟ อยู่ในระดับมาก
การสร้างแบบฝึกทักษะการคูณกลุ่มสาระการเรียนรู้ คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4
[ โดย kruinfo ชม 148 ]
บทคัดย่อ
การศึกษาค้นคว้าครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อสร้างแบบฝึกทักษะการคูณ กลุ่มสาระ การเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75 2) เพื่อเปรียบเทียบ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องการคูณ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่4ก่อนและ หลังเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการคูณ 3)เพื่อสำรวจความพึงพอใจของนักเรียนต่อการเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการคูณ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4
กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการทดลองจริง ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4โรงเรียนบ้านทุ่งมน (ริมราษฎร์นุสรณ์) สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุรินทร์ เขต 3 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2552 จำนวน 34 คน
เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูลมีดังต่อไปนี้
1) แผนการจัดการเรียนรู้ทักษะการคูณ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4
2) แบบฝึกทักษะการคูณ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4
3)แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องการคูณ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4
4) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนต่อ การเรียนด้วยแบบฝึกทักษะการคูณ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่4 สถิติ ที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐานและ t-test Dependent
ผลการศึกษาค้นคว้าพบว่า
1. แบบฝึกทักษะการคูณกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 มีประสิทธิภาพ 79.94/76.32
2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องการคูณ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 หลังเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการคูณ สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
3. นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการคูณ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ในระดับมาก
รายการพัฒนาและการใช้แบบฝึกทักษะการบวก ลบ คูณ หารระคน กลุ่มสาระการ เรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2
[ โดย kruinfo ชม 343 ]
ในการศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์คือ 1) เพื่อสร้างและพัฒนาแบบฝึกทักษะการบวก ลบ คูณ หารระคน กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน เมื่อจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะ การบวก ลบ คูณ หารระคน กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 3) เพื่อศึกษาดัชนีประสิทธิผลของแบบฝึกทักษะการบวก ลบ คูณ หารระคน กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โดยตั้งสมมุติฐานว่า 1) แบบฝึกทักษะการบวก ลบ คูณ หารระคน กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75 2) นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่อง การบวก ลบ คูณ หารระคน สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดคือร้อยละ 75 และมีคะแนนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 กลุ่มประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ เป็นนักเรียนที่กำลังศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2551 โรงเรียนวัดยอดพระพิมล ตำบลขุนศรี อำเภอไทรน้อย สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานนทบุรี เขต 2 จำนวน 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลได้แก่แบบฝึกทักษะการบวก ลบ คูณ หารระคน กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 12 ชุด คู่มือการใช้แบบฝึกทักษะการบวก ลบ คูณ หารระคน กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การบวก ลบ คูณ หารระคน กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ชนิดเลือกตอบ 3 ตัวเลือก จำนวน 25 ข้อ มีค่าความยาก (p) ระหว่าง 0.53
การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหา เรื่อง ระบบสมการเชิงเส้น
[ โดย kruinfo ชม 282 ]
บทคัดย่อ
ในการศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์
1) เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหา เรื่อง ระบบสมการเชิงเส้น กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80
2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะ การแก้โจทย์ปัญหา เรื่อง ระบบสมการเชิงเส้น กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3
3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึก ทักษะการแก้โจทย์ปัญหา เรื่อง ระบบสมการเชิงเส้น ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3
กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/1 จำนวน 43 คน โรงเรียนเวียงเจดีย์วิทยา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาลำพูนเขต 2 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2551 โดยการสุ่มตัวอย่างแบบง่าย (Simple Random Sampling) โดยวิธีการจับฉลาก เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาประกอบด้วย 1) แบบฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ จำนวน 7 ชุด
2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง ระบบสมการเชิงเส้น เป็นแบบเลือกตอบชนิด 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.83
3) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่ต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะ การแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ เป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) มี 5 ระดับ ประกอบด้วยรายการที่สอบถาม 2 ด้าน จำนวน 20 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล โดยการหาค่าเฉลี่ย ( ) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) แล้วทำการทดสอบค่าที (t-test)
ผลการศึกษา สรุปได้ดังนี้
1. ได้แบบฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหา เรื่อง ระบบสมการเชิงเส้น กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ จำนวน 7 ชุด ที่มีประสิทธิภาพ 85.23 / 82.33 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 ที่กำหนดไว้
2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน ที่เรียนโดยแบบฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหา
เรื่อง ระบบสมการเชิงเส้น กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 หลังเรียน
สูงกว่าก่อนเรียน แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
3. ความพึงพอใจของนักเรียน ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาโดยรวมทุกด้านอยู่ในระดับมาก
การใช้หนังสือเรียนเล่ม เล็ก วิชาคณิตศาสตร์ ที่เรียนโดยใช้กิจกรรมกลุ่มเรื่อง การประยุกต์สมการเชิงเส้นตัวแปรเดียว ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2
[ โดย kruinfo ชม 543 ]
การวิจัยครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อ
1) สร้างและหาประสิทธิภาพของหนังสือเรียนเล่มเล็ก วิชาคณิตศาสตร์ ที่เรียนโดยใช้กิจกรรมกลุ่มเรื่อง การประยุกต์สมการเชิงเส้นตัวแปรเดียว
2) เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ ที่เรียนโดยใช้กิจกรรมกลุ่ม เรื่อง การประยุกต์สมการเชิงเส้นตัวแปรเดียว ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ก่อนและหลังได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้
3) เพื่อศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อหนังสือ เรียนเล่มเล็ก วิชาคณิตศาสตร์ ที่เรียนโดยใช้กิจกรรมกลุ่ม เรื่อง การประยุกต์สมการเชิงเส้นตัวแปรเดียว ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2
กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนไชยาวิทยาวิทยา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 11 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2552 จำนวน 1 ห้องเรียน จำนวนนักเรียน 42 คน ได้มาจากการสุ่มอย่างง่าย (Simple Random Sampling) โดยให้ห้องเรียนเป็นหน่วยของการสุ่ม จากจำนวนนักเรียน 8 ห้องเรียน ที่มีนักเรียนแบบคละความสามารถ ดำเนินการทดลองโดยใช้หนังสือ เรียนเล่มเล็ก วิชาคณิตศาสตร์ ที่เรียนโดยใช้กิจกรรมกลุ่ม เรื่อง การประยุกต์สมการเชิงเส้นตัวแปรเดียว ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2โดยผู้วิจัยเป็นผู้ดำเนินการทดลองด้วยตนเอง ใช้เวลา 18 ชั่วโมง โดยใช้แบบแผนการทดลองแบบ One-Group Pretest–Posttest Design และวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การทดสอบค่าสถิติ t–test Dependent
ผลการวิจัยพบว่า
1.หนังสือ เรียนเล่มเล็ก วิชาคณิตศาสตร์ ที่เรียนโดยใช้กิจกรรมกลุ่มเรื่อง การประยุกต์สมการเชิงเส้นตัวแปรเดียว ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80
2.ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง การประยุกต์สมการเชิงเส้นตัวแปรเดียว ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 หลังได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ หนังสือเรียนเล่มเล็ก วิชาคณิตศาสตร์ ที่เรียนโดยใช้กิจกรรมกลุ่ม สูงกว่าก่อนได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
3.ความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อหนังสือ เรียนเล่มเล็ก วิชาคณิตศาสตร์ ที่เรียนโดยใช้กิจกรรมกลุ่ม เรื่อง การประยุกต์สมการเชิงเส้นตัวแปรเดียว ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 อยู่ในระดับสูงกว่าเกณฑ์ปานกลาง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
การรายงานการใช้แบบฝึกเสริมสร้างคุณธรรม จริยธรรม เพื่อพัฒนาทักษะคณิตศาสตร์ เรื่องสัดส่วน โดยใช้เกม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2
[ โดย kruinfo ชม 173 ]
การศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษาการใช้แบบฝึกเสริมสร้างคุณธรรม จริยธรรม เพื่อพัฒนาทักษะคณิตศาสตร์ เรื่องสัดส่วน โดยใช้เกม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีวัตถุประสงค์เพื่อจัดทำแบบฝึกเสริมสร้างคุณธรรม จริยธรรม เพื่อพัฒนาทักษะคณิตศาสตร์ เรื่องสัดส่วน โดยใช้เกม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 หาประสิทธิภาพของแบบฝึกเสริมสร้างคุณธรรม จริยธรรม โดยใช้เกณฑ์มาตรฐาน 75/75 ศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ศึกษาด้านคุณธรรม จริยธรรมและคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของนักเรียนระหว่างก่อนและหลังการใช้
แบบฝึกเสริมสร้างคุณธรรมจริยธรรม ประชากรที่ใช้ในการศึกษา คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านโคกยาง จำนวน 14 คน ซึ่งเป็นกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2549 เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา เป็นเครื่องมือที่ผู้ศึกษาได้จัดทำขึ้น ได้แก่ แบบฝึกเสริมสร้างคุณธรรมจริยธรรม เพื่อพัฒนาทักษะคณิตศาสตร์ เรื่องสัดส่วน โดยใช้เกม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 7 ชุด และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จำนวน 30 ข้อ
การวิเคราะห์ข้อมูล โดยหาค่าเฉลี่ยค่าร้อยละ ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบค่าแตกต่างของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยการหาค่า t
การพัฒนาทักษะการบวก การลบ และการคูณทศนิยม โดยใช้แบบฝึกทักษะ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6
[ โดย kruinfo ชม 166 ]
บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้ มีจุดมุ่งหมายเพื่อพัฒนาทักษะการบวก การลบ และการคูณ โดยใช้แบบฝึกทักษะสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2552 จำนวนนักเรียน 10 คน ระยะเวลาที่ใช้ในการวิจัยทั้งสิ้น 3 เดือน โดยเริ่มทำการวิจัยตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน ธันวาคม มกราคม 2553 โดยมีการทดสอบก่อนใช้แบบฝึกทักษะและหลังการใช้แบบฝึกทักษะอีกครั้ง นำคะแนนทั้งก่อนและหลังการใช้แบบฝึกทักษะมาเปรียบเทียบ
พบว่าค่าเฉลี่ยของคะแนนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน
รูปแบบการพัฒนาทักษะการเรียนการสอนวิชาคณิตศาสตร์ในระดับประถมศึกษาของโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร
[ โดย kruinfo ชม 136 ]
บทคัดย่อ
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ของการศึกษา (1) เพื่อหาประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์พื้นฐาน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 (2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์พื้นฐาน (3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ที่มีต่อการเรียนด้วยแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์พื้นฐาน กลุ่มตัวที่ศึกษาในครั้งนี้คือนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนวัดแสนสุข ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2552 จำนวนนักเรียน 35 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive Sampling) ซึ่งเครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้แบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ เครื่องมือที่ใช้ในการทดลองประกอบด้วยแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์พื้นฐาน และแผนการจัดการเรียนรู้ด้วยแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์พื้นฐาน ชั้นประถมศึกษาปีที่1, เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลประกอบด้วยแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้คณิตศาสตร์พื้นฐาน ชั้นประถมศึกษาปีที่1, แบบประเมินความพึงพอใจ ของนักเรียนที่มีการเรียนต่อด้วยแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์พื้นฐานและสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ครั้งนี้ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบที แบบกลุ่มตัวอย่างขึ้นต่อกัน (dependent t-test)
ผลการศึกษาพบว่า
1. ประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์พื้นฐาน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ที่สร้างขึ้นโดยภาพรวมมีประสิทธิภาพของกระบวนการ (E1) และสิทธิภาพของผลลัพธ์ (E2) เท่ากับ82.21/85.52 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนด 80/80 เป็นไปตามสมมุติฐานการวิจัยข้อที่ 1
2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์พื้นฐาน ได้ค่าสถิติที เท่ากับ 18.33 โดยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 เป็นไปตามสมมุติฐานการวิจัยข้อที่ 2
3. นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนด้วยแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์พื้นฐาน ของนักเรียนโรงเรียนวัดแสนสุข โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก ( = 4.40, S.D. = 0.14) เป็นไปตามสมมุติฐานการวิจัยข้อที่ 3
รายงานการพัฒนาแบบฝึกเสริมการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4
[ โดย kruinfo ชม 143 ]
รายงานการพัฒนาเรื่องการพัฒนาแบบฝึกเสริมการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างแบบฝึกเสริมการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ที่มีประสิทธิภาพไว้ใช้พัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ของโรงเรียนวัดกุฏีเตี้ย ปีการศึกษา 2550 ตามเกณฑ์มาตรฐาน 75/75 เพื่อให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ของโรงเรียนวัดกุฏีเตี้ย ปีการศึกษา 2550 สาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ สูงขึ้นและเพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่มีต่อแบบฝึก เสริมการแก้โจทย์ปัญหา กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์
กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ปีการศึกษา 2550 โรงเรียนวัดกุฎีเตี้ย สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครนายก จำนวน 13 คน ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ แบบฝึกเสริมการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์4 ชุด จำนวน 15 เล่ม แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเป็นแบบปรนัย จำนวน 20 ข้อ และแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อแบบฝึกเสริมการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์
ผลการวิจัยพบว่า
1. การหาประสิทธิภาพของแบบฝึกเสริมการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนวัดกุฎีเตี้ย พบว่าแบบฝึกเสริมการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ มีค่าประสิทธิภาพเท่ากับ 77.95/76.82 ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้
2. เปรียบเทียบคะแนนระหว่างคะแนนเฉลี่ยของการทดสอบก่อนการเรียนรู้และหลังการเรียน เพื่อทดสอบนัยสำคัญโดยอาศัยการแจกแจงความถี่ ( t-test) โดยที่มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 พบว่านักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนวัดกุฎีเตี้ย สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครนายก ปีการศึกษา 2550 จำนวน 13 คน มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หลังการใช้ แบบฝึกเสริมการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ สูงกว่าผลสัมฤทธิ์ก่อนการใช้แบบฝึกแสดงว่า หลังจากนักเรียนเรียนโดยใช้แบบฝึกที่ผู้รายงานสร้างขึ้นแล้ว นักเรียนมีความก้าวหน้าทางการเรียนมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
3. ผลการประเมินความพึงพอใจจากการใช้แบบสอบถามความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อการใช้แบบฝึกเสริมการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 13 คน พบว่าครูมีความพึงพอใจอยู่ในระดับดี มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.32
ผลการพัฒนาชุดการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ โดยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ 5E เรื่องความน่าจะเป็น ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความพึงพอใจ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนเดชะปัตตนยานุกูล อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี
[ โดย kruinfo ชม 176 ]
บทคัดย่อ
การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ
1) เพื่อพัฒนาชุดการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ เรื่อง ความน่าจะเป็น สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนเดชะปัตตนยานุกูล อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75 2)เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ของผู้เรียนก่อนการทดลองและ หลังการทดลอง
3) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังได้รับการสอนโดยใช้ชุดการเรียน คณิตศาสตร์ กับเกณฑ์ และ4) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์โดย ใช้ชุดการเรียนการสอนคณิตศาสตร์
กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6/3 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2551 โรงเรียนเดชะปัตตนยานุกูล อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี จำนวน 36 คน ที่ได้มาโดยการสุ่มอย่างง่าย (Sample Random Sampling) แบบแผนการวิจัยครั้งนี้เป็นแบบ One-Group Pretest-Posttest Design วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย( ) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน(S) สถิติทดสอบ t-test Dependent และค่าสถิติ t-test One Sample
เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาประกอบด้วยชุดการเรียนการสอนคณิตศาสตร์จำนวน 11 ชุด แผนการจัดการเรียนรู้ที่จัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ 5E แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียน
ผลการวิจัยพบว่า
1. ประสิทธิภาพของชุดการเรียนการสอนคณิตศาสตร์เรื่องความน่าจะเป็น ของผู้เรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 มีค่าประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์ 75/75 โดยมีค่า 80.18/79.20
2. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ที่ได้รับการสอนโดยใช้ชุดการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ เรื่อง ความน่าจะเป็น โดยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ 5E มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์สูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
3. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ที่ได้รับการสอนโดยใช้ชุดการเรียนคณิตศาสตร์ โดยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ 5E เรื่องความน่าจะเป็น มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ผ่านเกณฑ์ ร้อยละ 70 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
4. นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์โดยใช้ชุดการ เรียนการสอนคณิตศาสตร์เรื่องความน่าจะเป็น โดยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ 5E อยู่ในระดับมาก
การแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์โดยใช้แบบฝึกคำกลอนประกอบภาพเน้นกระบวนการ สำหรับชั้น ประถมศึกษาปีที่ 4
[ โดย kruinfo ชม 612 ]
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อสร้างและพัฒนาแบบฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์โดยใช้แบบฝึกคำกลอนประกอบภาพเน้นกระบวนการ สำหรับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 เพื่อศึกษาผลการใช้แบบฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์โดยใช้แบบฝึกคำกลอนประกอบภาพเน้นกระบวนการ สำหรับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ให้สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานเกินร้อยละ 80 และเพื่อประเมินผลการใช้แบบฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์โดยใช้แบบฝึกคำกลอนประกอบภาพเน้นกระบวนการ สำหรับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 กลุ่มเป้าหมายเพื่อหาคุณภาพของแบบทดสอบคือนักเรียนโรงเรียนบ้านควนอินนอโม กำลังศึกษาอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 20 คน กลุ่มทดลองเพื่อหาคุณภาพของแบบฝึกเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปี่ที่ 4 ห้อง 4/1 จำนวน 9 คน และกลุ่มเป้าหมายเพื่อใช้นวัตกรรมเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ห้อง 4/2 จำนวน 24 คน เป็นการสุ่มแบบเฉพาะเจาะจง ( Purposive ) และกำลังเรียนอยู่ในปีการศึกษา 2551 ใช้เวลาในการฝึก 36 ชั่วโมง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แบบฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์โดยใช้แบบฝึกคำกลอนประกอบภาพเน้นกระบวนการ สำหรับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 4 ชุด แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน คณิตศาสตร์ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นผ่านการหาประสิทธิภาพแล้วเป็นแบบทดสอบแบบปรนัย ชนิด 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อและแบบประเมินการหาค่าความพึงพอใจของนักเรียน ในการใช้แบบฝึกโดยการหาค่าเฉลี่ย ( ) ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) การหาค่าประสิทธิภาพ ( E1/E2 ) และทดสอบค่า t test แบบ one sample ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้
1. การพัฒนาแบบฝึกพบว่า นักเรียนได้พัฒนาการใช้ทักษะ/กระบวนการคิดวิเคราะห์ ครบทั้ง 4 ขั้นคือ การคิดวิเคราะห์ การวางแผนแก้ปัญหา การดำเนินการแก้ปัญหา และการตรวจคำตอบอยู่ในระดับดีถึงดีมาก
2. การตรวจสอบการใช้นวัตกรรมพบว่า
2.1 ประสิทธิภาพด้านกระบวนการ E1/E2 = 83/94 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนด 80/80
2.2 ประสิทธิภาพของผลลัพธ์คือคะแนนรวมของผลสัมฤทธิ์แล้วหาค่าเฉลีร้อยละ 80 เป็นไปตามเกณฑ์ที่ตั้งไว้คือ 94.03ค่า t จากการคำนวณเท่ากับ 12.028 สูงกว่าค่า t จากตาราง 1.714 ที่ 0.05
2.3 นักเรียนมีความพึงพอใจในการใช้แบบฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ โดยใช้แบบฝึกคำกลอนประกอบภาพสำหรับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 อยู่ในระดับพอใจมากที่สุด
รายงานการพัฒนาชุดกิจกรรมฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์สอดแทรกคุณธรรม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6
[ โดย kruinfo ชม 143 ]
การศึกษาเรื่อง ชุดกิจกรรมฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์สอดแทรกคุณธรรม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีวัตถุประสงค์เพื่อจัดทำและพัฒนาชุดกิจกรรมฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหา คณิตศาสตร์สอดแทรกคุณธรรม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านหนองบัวคำ ที่เรียนรู้โดยใช้ชุดกิจกรรมฝึกทักษะ และเพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนรู้โดยใช้ชุดกิจกรรม ฝึกทักษะที่ผู้ศึกษาจัดทำและพัฒนาขึ้น
ประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านหนองบัวคำสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเชียงราย เขต 4 ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2552 จำนวน 19 คน
เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ประกอบด้วย ชุดกิจกรรมฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์สอดแทรกคุณธรรม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ซึ่งประกอบด้วยชุดกิจกรรมฝึกทักษะทั้งหมดจำนวน 5 ชุด แผนการจัดการเรียนรู้ประกอบการใช้ชุดกิจกรรมฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหา คณิตศาสตร์สอดแทรกคุณธรรม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 25 แผน เวลาเรียน 25 ชั่วโมง แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการคณิตศาสตร์ เรื่อง โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เป็นข้อสอบปรนัย 4 ตัวเลือก จำนวน 20 ข้อ 20 คะแนน และแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนรู้ด้วยชุดกิจกรรมฝึก ทักษะ
ผลการศึกษาสามารถสรุป อภิปรายผล และข้อเสนอแนะได้ดังต่อไปนี้
1. ประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์สอดแทรกคุณธรรม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีประสิทธิภาพโดยรวมเท่ากับ 85.22/82.37
2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ พบว่า หลังเรียนด้วยชุดกิจกรรมฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์สอดแทรกคุณธรรม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 แล้ว นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงขึ้นกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัย สำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้คือร้อยละ 80 โดยนักเรียนมีคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนเท่ากับร้อยละ 82.37
3. ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อชุดกิจกรรมฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหา คณิตศาสตร์สอดแทรกคุณธรรม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 พบว่า นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนรู้โดยเฉลี่ยในระดับมากที่สุด (ค่าเฉลี่ย 4.63)
ผลการพัฒนาและการใช้ชุดฝึกทักษะ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง สมการเชิงเส้นตัวแปรเดียว ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2
[ โดย kruinfo ชม 163 ]
การพัฒนาและการใช้ชุดฝึกทักษะ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง สมการเชิงเส้น
ตัวแปรเดียว ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 และเพื่อพัฒนาการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ โดยศึกษาผลสัมฤทธิ์
ทางการเรียนของนักเรียนและศึกษาเจตคติของนักเรียนที่มีต่อการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์
ประชากรและกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการหาประสิทธิภาพครั้งนี้ เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา
ปีที่ 2/1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2550 โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาน้อมเกล้า กบินทร์บุรี อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี จำนวน 42 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มอย่างง่าย โดยใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยการสุ่ม ทำการสุ่มเพื่อใช้ในการทดลองครั้งที่ 1 จำนวน 3 คน เพื่อหาประสิทธิภาพขั้นต้น ได้แก่ รูปแบบ ภาษา ภาพประกอบ และเวลา ทดลองครั้งที่ 2 จำนวน 9 คน เพื่อหาประสิทธิภาพของเนื้อหาและวัตถุประสงค์ ทดลองครั้งที่ 3 จำนวน 30 คน ซึ่งเป็นนักเรียนที่ไม่ได้ใช้ทดลองครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 เพื่อหาประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน E1/E2
ประชากรและกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการจัดการเรียนการสอน เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา
ปีที่ 2/1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2551 โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาน้อมเกล้า กบินทร์บุรี อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี จำนวน 47 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มอย่างง่าย โดยใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยการสุ่ม
การเผยแพร่ชุดฝึกทักษะ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง สมการเชิงเส้นตัวแปรเดียว ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ในครั้งนี้ ผู้รายงานได้ดำเนินการเผยแพร่ให้กับโรงเรียนในสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดปราจีนบุรี จำนวน 6 โรงเรียน โรงเรียนสังกัดเขตพื้นที่การศึกษากรุงเทพมหานคร เขต1เว็บไซด์ของโรงเรียน และเว็บไซด์อื่นจำนวน 5 เว็บไซด์ ในวันที่ 2 พฤศจิกายน 2552
เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วยชุดฝึกทักษะ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง สมการ
เชิงเส้นตัวแปรเดียว ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 9 เล่ม แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
เรื่อง สมการเชิงเส้นตัวแปรเดียว เป็นแบบปรนัย 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ แบบสอบถามเจตคติ
ของนักเรียนที่มีต่อการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เป็นแบบประมาณค่า 5 ระดับ (Rating Scale) จำนวน 10 ข้อ
การวิเคราะห์ข้อมูลหาประสิทธิภาพโดยใช้สูตร E1/E2 เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
ก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียน โดยใช้ t
รายงานการพัฒนาและใช้แบบฝึกเสริมทีกษะการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4
[ โดย kruinfo ชม 158 ]
วัตถุประสงค์ของการศึกษา
1. เพื่อพัฒนาแบบฝึกเสริมทักษะการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 เรื่องการบวก, การลบ, การบวกการลบระคน, การคูณ, การหาร, การคูณการหารระคนและการบวกการลบการคูณการหารระคน ที่มีประสิทธิภาพ 80/80
2. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยแบบฝึกเสริมทักษะการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 เรื่องการบวก, การลบ, การบวกการลบระคน, การคูณ, การหาร, การคูณการหารระคนและการบวกการลบการคูณการหารระคน
3. เพื่อศึกษาความพึงพอใจที่มีต่อแบบฝึกเสริมทักษะการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 เรื่องการบวก, การลบ, การบวกการลบระคน, การคูณ, การหาร, การคูณการหารระคนและการบวกการลบการคูณการหารระคน
สมมุติฐานของการศึกษา
1. แบบฝึกเสริมทักษะการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 เรื่องการบวก, การลบ, การบวกการลบระคน, การคูณ, การหาร, การคูณการหารระคนและการบวกการลบการคูณการหารระคน ที่สร้างขึ้นมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80
2. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่ผ่านการเรียนด้วยแบบฝึกเสริมทักษะการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์เรื่องการบวก, การลบ, การบวกการลบระคน, การคูณ, การหาร, การคูณการหารระคนและการบวกการลบการคูณการหารระคน มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน
3. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่ผ่านการเรียนด้วยแบบฝึกเสริมทักษะการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 เรื่องการบวก, การลบ, การบวกการลบระคน, การคูณ, การหาร, การคูณการหารระคนและการบวกการลบการคูณการหารระคน มีความพึงพอใจต่อแบบฝึกทักษะอยู่ในระดับมาก
วิธีดำเนินการศึกษา
กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาคือนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4/1 โรงเรียนวัดราษฎร์เจริญศรัทธาธรรม ตำบลกรอกสมบูรณ์ อำเภอศรีมหาโพธิ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาปราจีนบุรี เขต 1 จำนวน 31 คนได้มาโดยการเลือกแบบเฉพาะเจาะจงซึ่งเป็นห้องที่ผู้รายงานได้รับมอบหมายให้สอนประจำชั้น ในปีการศึกษา 2551 เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาประกอบด้วย แบบฝึกเสริมทักษะการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 เรื่องการบวก, การลบ, การบวกการลบระคน, การคูณ, การหาร, การคูณการหารระคนและการบวกการลบการคูณการหารระคน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องการบวก, การลบ, การบวกการลบระคน, การคูณ, การหาร, การคูณการหารระคนและการบวกการลบการคูณการหารระคน และแบบประเมินความพึงพอใจต่อแบบฝึกเสริมทักษะการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 แล้วนำผลที่ได้มาวิเคราะห์ เพื่อหาประสิทธิภาพ เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และประเมินความพึงพอใจ ของแบบฝึกเสริมทักษะการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์โดยใช้ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ( ) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD) และเปรียบเทียบผลการใช้ โดยใช้ t
การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และความสามารถในการคิดสร้างสรรค์ ทางคณิตศาสตร์ เรื่อง ทศนิยมโดยใช้ชุดการเรียนรู้ สำหรับนักเรียน
[ โดย kruinfo ชม 146 ]
บทคัดย่อ
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ คือ
1) เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความสามารถในการคิดสร้างสรรค์ทางคณิตศาสตร์ เรื่อง ทศนิยม สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยใช้ชุดการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 75/75
2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง ทศนิยม ก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่เรียนด้วยชุดการเรียนรู้
3) เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการคิดสร้างสรรค์ทางคณิตศาสตร์ก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่เรียนชุดการเรียนรู้
4) เพื่อศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่มีต่อการเรียนด้วยชุดการเรียนรู้ เรื่องทศนิยม เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความสามารถในการคิดสร้างสรรค์ทางคณิตศาสตร์ กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการศึกษา เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านดอนทอง (อ่องพิทยาคาร) สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครปฐม เขต 2 จำนวน 10 คน ชุดการเรียนรู้ที่สร้างขึ้นทดลองใช้ใน ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2551 เป็นเวลา 29 ชั่วโมง แบบแผนการทดลองเป็นแบบ One Group – Pretest – Posttest Design เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ประกอบด้วย ชุดการเรียนรู้ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบทดสอบวัดความคิดสร้างสรรค์ทางคณิตศาสตร์ และแบบสอบถามความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อการเรียนด้วยชุดการเรียนรู้ วิเคราะห์ข้อมูลด้วย ค่าร้อยละ (%) ค่าเฉลี่ย ( ) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis)
ผลการศึกษาพบว่า
1) ชุดการเรียนรู้เรื่อง ทศนิยม เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความสามารถในการคิดสร้างสรรค์ทางคณิตศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีค่าประสิทธิภาพเท่ากับ 77.45/76.50 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 75/75 ที่กำหนดไว้
2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง ทศนิยม มีคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน
3) ความสามารถในการคิดสร้างสรรค์ทางคณิตศาสตร์ มีคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน
4) ความคิดเห็นของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่มีต่อเรียนด้วยชุดการเรียนรู้เรื่องทศนิยม อยู่ในระดับมาก
รายงานการพัฒนาชุดกิจกรรมฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์สอดแทรกคุณธรรม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6
[ โดย kruinfo ชม 170 ]
การศึกษาเรื่อง ชุดกิจกรรมฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์สอดแทรกคุณธรรม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีวัตถุประสงค์เพื่อจัดทำและพัฒนาชุดกิจกรรมฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์สอดแทรกคุณธรรม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านหนองบัวคำ ที่เรียนรู้โดยใช้ชุดกิจกรรมฝึกทักษะ และเพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนรู้โดยใช้ชุดกิจกรรมฝึกทักษะที่ผู้ศึกษาจัดทำและพัฒนาขึ้น
ประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านหนองบัวคำสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเชียงราย เขต 4 ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2552 จำนวน 19 คน
เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ประกอบด้วย ชุดกิจกรรมฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์สอดแทรกคุณธรรม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ซึ่งประกอบด้วยชุดกิจกรรมฝึกทักษะทั้งหมดจำนวน 5 ชุด แผนการจัดการเรียนรู้ประกอบการใช้ชุดกิจกรรมฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์สอดแทรกคุณธรรม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 25 แผน เวลาเรียน 25 ชั่วโมง แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการคณิตศาสตร์ เรื่อง โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เป็นข้อสอบปรนัย 4 ตัวเลือก จำนวน 20 ข้อ 20 คะแนน และแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนรู้ด้วยชุดกิจกรรมฝึกทักษะ
ผลการศึกษาสามารถสรุป อภิปรายผล และข้อเสนอแนะได้ดังต่อไปนี้
1. ประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์สอดแทรกคุณธรรม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีประสิทธิภาพโดยรวมเท่ากับ 85.22/82.37
2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ พบว่า หลังเรียนด้วยชุดกิจกรรมฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์สอดแทรกคุณธรรม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 แล้ว นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงขึ้นกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้คือร้อยละ 80 โดยนักเรียนมีคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนเท่ากับร้อยละ 82.37
3. ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อชุดกิจกรรมฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์สอดแทรกคุณธรรม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 พบว่า นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนรู้โดยเฉลี่ยในระดับมากที่สุด (ค่าเฉลี่ย 4.63)
รายงานผลการใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้รูปแบบวัฏจักรการเรียนรู้ (4 MAT) เรื่อง เศษส่วนและทศนิยม สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
[ โดย kruinfo ชม 231 ]
บทคัดย่อ
รายงานผลการใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้รูปแบบวัฏจักรการเรียนรู้ (4 MAT) เรื่อง เศษส่วนและทศนิยม สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนวิเชียรกลิ่นสุคนธ์อุปถัมภ์ มีวัตถุประสงค์เพื่อ
1. เพื่อหาประสิทธิภาพชุดกิจกรรมการเรียนรู้รูปแบบวัฏจักรการเรียนรู้ (4 MAT) เรื่อง เศษส่วนและทศนิยม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75
2. เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร เรื่อง เศษส่วนและทศนิยม ของนักเรียน หลังจากไดรับการเรียนการสอนโดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้รูปแบบ วัฏจักรการเรียนรู้ (4 MAT)
3. เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนการสอนโดยใช้ชุดกิจกรรม การเรียนรู้รูปแบบวัฏจักรการเรียนรู้ (4 MAT)
ผลการศึกษาพบว่า
1. ประสิทธิภาพชุดกิจกรรมการจัดการเรียนรู้รูปแบบวัฏจักรการเรียนรู้ (4 MAT) เรื่อง เศษส่วนและทศนิยม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75 เนื่องจากผลการวิเคราะห์ที่ได้มีค่า E1/E2 = 87.54/81.77 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้
2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร เรื่อง เศษส่วนและทศนิยม ของนักเรียน หลังจากไดรับการเรียนการสอนจากชุดกิจกรรมการเรียนรู้รูปแบบ วัฏจักรการเรียนรู้ (4 MAT) สูงกวากอนไดรับการเรียนการสอนจากชุด กิจกรรมการเรียนรู้รูปแบบวัฏจักรการเรียนรู้ (4 MAT) แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
3. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่ไดรับการเรียนการสอนโดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้รูปแบบ วัฏจักรการเรียนรู้ (4 MAT) เรื่อง เศษส่วนและทศนิยม มีความพึงพอใจ โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด
บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง ความน่าจะเป็น ชันมัธยมศึกษาปีที่ 6
[ โดย kruinfo ชม 130 ]
การศึกษาค้นคว้านี้มีวัตถุประสงค์เพื่อการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ โดยใช้ชุดการสอน เรื่องความน่าจะเป็น ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 และศึกษา ความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อชุดการสอนที่ผู้ศึกษาค้นคว้าสร้างขึ้น โดยประชากร เป็นนักเรียน ที่กำลังศึกษาอยู่ในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2551 โรงเรียนดอนตาลวิทยา อำเภอดอนตาล จังหวัดมุกดาหาร ทั้งหมด 5 ห้องเรียน จำนวน 180 คน กลุ่มตัวอย่าง เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 6 ภาคเรียนที่ 1 ปการศึกษา 2551 โรงเรียนดอนตาลวิทยา อําเภอดอนตาล จังหวัดมุกดาหาร 2 ห้องเรียน จํานวน 60 คน เครื่องมือการศึกษา ได้แก่ ชุดการสอนเรื่องความน่าจะเป็น จำนวน 15 ชุด แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์เรื่องความน่าจะเป็น ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 30 ข้อ และแบบสอบถามความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อชุดการสอนที่ผู้ศึกษาสร้างขึ้น ผลการศึกษาค้นคว้าสรุปได้ดังนี้
1. ชุดการสอนเรื่องความน่าจะเป็นที่ผู้ศึกษาสร้างขึ้น สําหรับชั้นมัธยมศึกษาปที่ 6 โรงเรียนดอนตาลวิทยา อําเภอดอนตาล จังหวัดมุกดาหาร มีประสิทธิภาพสูงกวาเกณฑ 80/80 ที่ตั้งไว้ทุกชุด
2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนคณิตศาสตร เรื่องความน่าจะเป็นโดยใชชุดการสอนมีจำนวนนักเรียนที่ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 80 ของคะแนนเต็ม จำนวน 52 คน คิดเป็นร้อยละ 86.67
3. ความพึงพอใจของนักเรียนต่อชุดการสอนเรื่องความน่าจะเป็น มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.57 แปลความได้ว่า ผู้เรียนมีความคิดเห็นในระดับดีมากต่อชุดการสอนที่ผู้ศึกษาสร้างขึ้น และค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.67 แสดงว่านักเรียนส่วนใหญ่มีความคิดเห็นค่อนข้างสอดคล้องกัน โดย 3 อันดับแรก ที่มีความคิดเห็นว่าดีมากคือ เวลาที่ใช้ในการเรียนแต่ละเนื้อหา( = 4.89) การจัดการเรียนรู้เป็นไปตามลำดับเนื้อหาและความยากง่าย( = 4.89)มีความน่าสนใจในการเรียนรู้ ( = 4.80)
รายงานการสร้างชุดฝึกเสริมทักษะ เพื่อพัฒนาความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหา คณิตศาสตร์สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4
[ โดย kruinfo ชม 122 ]
การศึกษาค้นคว้าครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาชุดฝึกเสริมทักษะ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง โจทย์ปัญหา สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 75/75 เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง โจทย์ปัญหา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โดยใช้ชุดฝึกเสริมทักษะและเพื่อหาดัชนีประสิทธิผลของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่เรียนโดยใช้ชุดฝึกเสริมทักษะ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง โจทย์ปัญหา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าเป็นนักเรียน
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4/2 โรงเรียนมุกดาลัย สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามุกดาหาร ภาคเรียน
ที่ 1 ปีการศึกษา 2550 จำนวน 25 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าครั้งนี้ คือ ชุดฝึกเสริมทักษะ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง โจทย์ปัญหา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 7 เล่ม แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ มีค่าความยากง่ายระหว่าง 0.42 ถึง 0.75 ค่าอำนาจจำแนกระหว่าง 0.21 ถึง 0.80 ค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.854 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าดัชนีประสิทธิผลชุดฝึกเสริมทักษะและการทดสอบสมมติฐานใช้ t-test (Dependent Samples) ผลการศึกษาค้นคว้า ปรากฏดังนี้
สรุปผลการศึกษาค้นคว้า พบว่า
1. ผู้เชี่ยวชาญมีความคิดเห็นเกี่ยวกับชุดฝึกเสริมทักษะ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง โจทย์ปัญหา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 มีความสอดคล้องระหว่างเนื้อหากับวัตถุประสงค์ทุกเล่มและมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐานเท่ากับ 76.46/79.33 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่ตั้งไว้ คือ 75/75
2. ผลการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง โจทย์ปัญหา ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่เรียนโดยใช้ชุดฝึกเสริมทักษะ พบว่า โดยส่วนรวมมีค่าคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียน เท่ากับ 17.95 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 3.15 มีค่าคะแนนเฉลี่ยผลการทดสอบหลังเรียน เท่ากับ 23.80 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 2.50
3. ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง โจทย์ปัญหา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โดยใช้ชุดฝึกเสริมทักษะ พบว่า แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยค่าคะแนนเฉลี่ยผลการทดสอบหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน
4. การวิเคราะห์ค่าดัชนีประสิทธิผล กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง โจทย์ปัญหา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โดยใช้ชุดฝึกเสริมทักษะ พบว่า โดยส่วนรวมมีค่าดัชนีประสิทธิผลเท่ากับ .586 แสดงให้เห็นว่า การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยใช้ชุดฝึกเสริมทักษะที่สร้างขึ้น ส่งผลให้
นักเรียนเกิดการเรียนรู้เพิ่มขึ้นอย่างเชื่อถือได้
รายงานการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ เรื่องการคูณและการหาร ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4
[ โดย kruinfo ชม 158 ]
รายงานการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ เรื่องการคูณและการหาร ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) หาประสิทธิภาพของแบบฝึกเสริมทักษะการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ เรื่อง การ คูณ หารจำนวนนับ และโจทย์ปัญหาการ คูณ หาร กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ให้ได้ประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 (2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ของการเรียนก่อนเรียน และหลังเรียนโดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ เรื่อง โจทย์ปัญหาการ คูณ หารจำนวนนับ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 (3) ทราบความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการใช้แบบฝึกเสริมทักษะปัญหาคณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4
กลุ่มตัวอย่างประถมศึกษาปีที่ 4/6 โรงเรียนโรงเรียนวัดไร่ขิง (สุนทรอุทิศ) สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาการศึกษานครปฐมเขต 2 จำนวน 39 คน เครื่องมือที่ใช้การศึกษาประกอบด้วย คอมพิวเตอร์ช่วยสอน แผนการจัดการเรียนรู้ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบฝึกเสริมทักษะการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ เรื่อง โจทย์ปัญหาการ คูณ หารจำนวนนับ แบบสอบถามความพึงพอใจ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติร้อยละ ค่าเฉลี่ยส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที่ ( t-test)
ผลการศึกษาพบว่า คอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่องคูณหารแสนสนุก จำนวน 12 ชุด และ แบบฝึกทักษะ จำนวน 20 ชุด กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์คือ ค่าร้อยละของประสิทธิภาพกระบวนการทำงาน E1 เท่ากับ 80.90 และร้อยละของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน E2 เท่ากับ 81.10 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4/6 หลังจากที่เรียนด้วย คอมพิวเตอร์ช่วยสอนและ แบบฝึกเสริมทักษะการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 นักเรียนมีความพึงพอใจต่อแบบฝึกเสริมทักษะการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โดยรวมอยู่ในระดับมาก
รายงานผลการใช้บทเรียนสำเร็จรูปกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง การบวก การลบ การคูณและการหารทศนิยม สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6
[ โดย kruinfo ชม 476 ]
รายงานนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อ
1) สร้างบทเรียนสำเร็จรูปกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง การบวก การลบ การคูณและการหารทศนิยม สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่มีประสิทธิภาพให้เป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐาน 75/75 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่เรียนโดยใช้บทเรียนสำเร็จรูปกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง การบวก การลบ การคูณและการหารทศนิยม
3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อบทเรียนสำเร็จรูปกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง การบวก การลบ การคูณและการหารทศนิยม สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 22 คน ของโรงเรียนบ้านวังมล สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 2 ที่กำลังเรียนภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2550 เครื่องมือที่ใช้ใน การวิจัย ได้แก่ บทเรียนสำเร็จรูป เรื่องการบวก การลบ การคูณและการหารทศนิยม สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 22 เล่ม แผนการจัดการเรียนรู้ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบสอบถามความพึงพอใจ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติทดสอบ ได้แก่ การทดสอบที (t-test dependent)
ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้
1. บทเรียนสำเร็จรูปกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง การบวก การลบ การคูณและการหารทศนิยม สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีประสิทธิภาพรวม 79.11/79.19 และ รายเล่มทั้ง 22 เล่ม มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ที่กำหนด 75/75
2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การบวก การลบ การคูณและการหารทศนิยมของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่เรียนด้วยบทเรียนสำเร็จรูปกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ มีความแตกต่างของคะแนนทดสอบระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน คือ คะแนนทดสอบหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 เป็นไปตามสมมติฐานข้อที่ 2 ที่ผู้วิจัยกำหนดไว้
3. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีความพึงพอใจต่อบทเรียนสำเร็จรูปกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง การบวก การลบ การคูณและการหารทศนิยม สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก
รายงานผลการพัฒนาแบบฝึกเสริมทักษะการบวกและการลบ จำนวนนับ ที่มีผลลัพธ์และตัวตั้งไม่เกิน 100 กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2
[ โดย kruinfo ชม 106 ]
บทคัดย่อ
การพัฒนาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์
1) เพื่อหาประสิทธิภาพของแบบฝึกเสริมทักษะการบวกและการลบ จำนวนนับที่มีผลลัพธ์และตัวตั้งไม่เกิน 100 กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้เกณฑ์ 75/75
2) เพื่อศึกษาเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่อง การบวกและการลบ จำนวนนับที่มีผลลัพธ์และตัวตั้งไม่เกิน 100 ของนักเรียนประถมศึกษาปีที่ 2 ระหว่างก่อนและหลังการใช้แบบฝึกเสริมทักษะการบวกและการลบ จำนวนนับที่มีผลลัพธ์และตัวตั้งไม่เกิน 100
3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ที่มีต่อแบบฝึกเสริมทักษะการบวกและการลบ จำนวนนับที่มีผลลัพธ์และตัวตั้งไม่เกิน 100 กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ หลังจากเรียนโดยการใช้แบบฝึกเสริมทักษะการบวกและการลบ จำนวนนับที่มีผลลัพธ์และตัวตั้งไม่เกิน 100 กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์
กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการพัฒนาเป็นนักเรียนในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 2/2 โรงเรียนวัดจันทร์ประดิษฐาราม สำนักงานเขตภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร จำนวน 36 คน
เครื่องมือที่ใช้ในการพัฒนา
1) แบบฝึกเสริมทักษะการบวกและการลบ จำนวนนับที่มีผลลัพธ์และตัวตั้งไม่เกิน 100 กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 5 เล่ม
2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนแบบฝึกเสริมทักษะการบวกและการลบ จำนวนนับที่มีผลลัพธ์และตัวตั้งไม่เกิน 100 กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 30 ข้อ
3) แบบประเมินความพึงพอใจที่มีต่อแบบฝึกเสริมทักษะการบวกและการลบ จำนวนนับที่มีผลลัพธ์และตัวตั้งไม่เกิน 100 กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 10 ข้อ
ผลการพัฒนาพบว่า
1) แบบฝึกเสริมทักษะการบวกและการลบ จำนวนนับที่มีผลลัพธ์และตัวตั้งไม่เกิน 100 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 76.97 / 76.40 สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนด 75/75
2) การศึกษาเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ที่เรียนรู้ โดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะการบวกและการลบ จำนวนนับที่มีผลลัพธ์และตัวตั้งไม่เกิน 100 พบว่ามีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
3) นักเรียนมีความพึงพอใจต่อแบบฝึกเสริมทักษะการบวกและการลบ จำนวนนับที่มีผลลัพธ์และตัวตั้งไม่เกิน 100 กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ อยู่ในระดับมากที่สุด
การพัฒนาการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ เรื่องสมการเชิงเส้นตัวแปรเดียว และการประยุกต์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสต
[ โดย kruinfo ชม 203 ]
บทคัดย่อ
การ ศึกษาครั้งนี้ มีความมุ่งหมายเพื่อสร้างและพัฒนาแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง สมการเชิงเส้นตัวแปรเดียวและการประยุกต์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยมีวัตถุประสงค์ของการศึกษา เพื่อ
1) สร้าง และหาประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะตามเกณฑ์มาตรฐาน 75/75
2)เพื่อหาดัชนีประสิทธิผลการจัดการเรียนรู้คณิตศาสตร์โดยใช้แบบฝึกทักษะ
3) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังการใช้แบบฝึกทักษะ
4) ศึกษา ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนการสอนโดยใช้แบบฝึกทักษะ ประชากรและกลุ่มตัวอย่างที่ศึกษาเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนนางิ้ววิทยาสรรค์ สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดขอนแก่น จำนวน 2 ห้องเรียน มีจำนวน 63 คน ที่กำลังศึกษาในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2550 โดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling)
เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาคือ
1) แผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง สมการเชิงเส้นตัวแปรเดียว และการประยุกต์ จำนวน 12 แผน เวลา 12 ชั่วโมง
2) แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง สมการเชิงเส้นตัวแปรเดียว จำนวน 12 แบบฝึก
3)แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ เรื่อง สมการเชิงเส้นตัวแปรเดียวและการประยุกต์ เป็นแบบทดสอบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จํานวน 20 ขอ มีค่า IOC ตั้งแต่ 0.67 ถึง 1.00 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.10 ค่าอำนาจจำแนก 0.28-0.67 ค่าความยาก 0.34-0.78 และค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบทั้งฉบับเท่ากับ 0.90
4) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียน จำนวน 20 ข้อ มีค่าอำนาจจำแนกรายข้อสหสัมพันธ์อย่างง่าย ตั้งแต่ 0.4398-0.8207 ค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามทั้งฉบับมีค่า 0.94 โดยใช้แบบแผนการทดลองแบบ One Group Pretest Posttest Design สถิติ ที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและสถิติที่ใช้ทดสอบความแตกต่างระหว่างคะแนนทดสอบก่อน เรียนกับหลังเรียน คือ การทดสอบที (t–test) Dependent samples
ผลการศึกษา พบว่า
1) แบบฝึกทักษะมีประสิทธิภาพ 76.80 / 81.67 สูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้
2)ค่าดัชนีประสิทธิผลของการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกมีค่าเท่ากับ0.6188 แสดงว่าผู้เรียนมีความก้าวหน้าขึ้นร้อยละ61.88
3) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
4)นัก เรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนการสอน เรื่อง สมการเชิงเส้นตัวแปรเดียวและการประยุกต์ อยู่ในระดับมาก โดยสรุป การศึกษาและพัฒนาการเรียนการสอนในครั้งนี้ ทำให้ได้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง สมการเชิงเส้นตัวแปรเดียวและการประยุกต์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่มีคุณภาพและมีประสิทธิภาพ สามารถนำไปใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนได้
รายงานการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะพัฒนาการคิดคำนวณ และโจทย์ปัญหา เรื่อง การคูณ ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์และความพึงพอใจ ต่อการเรียนคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3
[ โดย kruinfo ชม 143 ]
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะพัฒนาการคิดคำนวณและโจทย์ปัญหาเรื่อง การคูณของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ตามเกณฑ์มาตรฐาน 75/75 เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ของนักเรียนก่อนและหลังการใช้แบบฝึกทักษะพัฒนาการคิดคำนวณและโจทย์ปัญหา เรื่อง การคูณ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 และศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ที่ใช้แบบฝึกทักษะพัฒนาการคิดคำนวณและโจทย์ปัญหา เรื่อง การคูณ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ประชากรในการวิจัยครั้งนี้ เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2550 จำนวน 35 คน โรงเรียนบ้านควนโพธิ์ อำเภอย่านตาขาว จังหวัดตรัง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตรัง เขต 1ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาประกอบด้วยแบบฝึกทักษะพัฒนาการคิดคำนวณและโจทย์ปัญหาเรื่อง การคูณ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 แผนการจัดการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ จำนวน 27 แผน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ เรื่อง การคูณ เป็นแบบทดสอบปรนัย แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนวิชาคณิตศาสตร์โดยการใช้แบบฝึกทักษะพัฒนาการคิดคำนวณและโจทย์ปัญหา เรื่อง การคูณ วิเคราะห์ข้อมูลโดยนำมาหาค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน(S.D.) และการทดสอบค่า µ
ผลการศึกษาพบว่าแบบฝึกทักษะพัฒนาการคิดคำนวณและโจทย์ปัญหา เรื่อง การคูณ จำนวน 7 ชุด และมีประสิทธิภาพ 77.78/77.23 สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 75/75 ซึ่งผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของกลุ่มตัวอย่างหลังการเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะพัฒนาการคิดคำนวณและโจทย์ปัญหา เรื่อง การคูณ นั้นสูงกว่าก่อนการเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะพัฒนาการคิดคำนวณและโจทย์ปัญหาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 นั่นคือนักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนการสอนโดยใช้แบบฝึกทักษะพัฒนาการคิดคำนวณและโจทย์ปัญหา เรื่อง การคูณชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ในระดับมากที่สุด
การพัฒนาและผลการใช้แบบฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาการบวก ลบ ของนักเรียนประถมศึกษาปีที่ 2
[ โดย kruinfo ชม 126 ]
บทคัดย่อ
การทดลองครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะ การ แก้โจทย์ปัญหาการบวก ลบ เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังใช้แบบฝึกทักษะการแก้โจทย์ ปัญหาการบวก ลบ และหาความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อแบบฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาการบวก ลบ
กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้เรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2/4 จำนวน 39 คน โรงเรียนคันนายาว (ธารินเจริญสงเคราะห์) สำนักงานเขตคันนายาว กรุงเทพมหานคร ที่กำลังศึกษาอยู่ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2551 โดยสุ่มแบบเฉพาะเจาะจง (Purposive sampling) ในการทดลองประกอบด้วย แบบฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาการบวก ลบ จำนวน 6 แบบฝึก แบบประเมินคุณภาพ แบบทดสอบวัดผลสัมฤธิ์ทางการเรียน และแบบประเมินความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีเอกสารประกอบการเรียน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ คือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ ค่า T-test แบบ Dependent
ผลการทดลองปรากฎว่า
1. แบบฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาการบวก ลบ ที่สร้างขึ้นมีประสิทธิภาพ 84.74/87.56 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ 80/80
2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนที่เรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการแก้โจทย์ ปัญหาการบวก ลบหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
3. ผู้เรียนมีความพึงพอใจต่อแบบฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาการบวก ลบ โดยเฉลี่ยมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.73 อยู่ในระดับ พึงพอใจมากที่สุด
รายงานการพัฒนาแบบฝึกทักษะกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ หน่วย การบวก การลบ จำนวนที่มีผลลัพธ์ และตัวตั้งไม่เกิน 20 สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1
[ โดย kruinfo ชม 129 ]
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อหาประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะการบวก การลบจำนวนที่มีผลลัพธ์และตัวตั้งไม่เกิน 20 ที่สร้างขึ้นตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1
ปีการศึกษา 2550 เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียน ที่เรียนเรื่องการบวก การลบ จำนวนที่มีผลลัพธ์และตัวตั้งไม่เกิน 20 สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 กลุ่มตัวอย่างคือนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนวัดปากแตระ อำเภอระโนด จังหวัดสงขลา ปีการศึกษา 2550 จำนวน 20 คน ซึ่งได้มาโดยการสุ่มแบบเจาะจง
เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบฝึกทักษะการบวก การลบ จำนวนที่มีผลลัพธ์และตัวตั้งไม่เกิน 20 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 9 ชุด แผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 9 แผน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จำนวน 30 ข้อ มีค่าความยากง่าย 0.37
การพัฒนาแบบฝึกเสริมทักษะคณิตศาสตร์ หน่วยการเรียนรู้ที่ 7 เรื่อง การบวกการลบการคูณการหารเศษส่วน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5
[ โดย kruinfo ชม 238 ]
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์สองประการคือ เพื่อพัฒนาแบบฝึกเสริมทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง การบวกการลบการคูณและการหารเศษส่วน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 และ เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง การบวกการลบการคูณและการหารเศษส่วน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะ
กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านกวางดีด สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 5 จำนวน 10 คน 1 ห้องเรียน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ประกอบด้วย แบบฝึกเสริมทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง การบวก การลบ การคูณและการหารเศษส่วน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้น ซึ่งมีค่าความยากง่ายตั้งแต่ .42 – .75 ค่าอำนาจจำแนกตั้งแต่ .50-.67 และค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .91 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่า t
ผลการวิจัยพบว่า
1. แบบฝึกเสริมทักษะคณิตศาสตร์ เรื่องการบวก การลบ การคูณและการหารเศษส่วน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 ซึ่งผลการทดลองได้แบบฝึกเสริมทักษะที่มีประสิทธิภาพเท่ากับ 93.74/83.33
2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนด้วยแบบฝึกเสริมทักษะคณิตศาสตร์ เรื่องการบวก การลบ การคูณการหารเศษส่วน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
รายงานผลการใช้นิทานกิจกรรมนำความรู้ ควบคู่คุณธรรม ชุด เจ็ดพี่น้องคล่องการคูณ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ช่วงชั้นที่ 2 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4
[ โดย kruinfo ชม 161 ]
การพัฒนางานวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ คือ
(1) เพื่อสร้างนิทานกิจกรรมนำความรู้ ควบคู่คุณธรรม ชุด เจ็ดพี่น้องคล่องการคูณ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4
(2) เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ในการเรียน เรื่อง การคูณ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4ก่อนและหลังใช้นิทานกิจกรรม
(3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจในการเรียนวิชาคณิตศาสตร์จากการเรียนโดยนิทานกิจกรรมนำความรู้ควบคู่คุณธรรม ชุด เจ็ดพี่น้องคล่องการคูณ
วิธีดำเนินการพัฒนา ในครั้งนี้ คือ
(1) ศึกษาสาระการเรียนรู้กลุ่มสาระคณิตศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง ค้นคว้าเอกสาร และทฤษฎี ต่าง ๆ จากนั้นวางกรอบแนวทางดำเนินการสร้างนวัตกรรม ออกแบบนวัตกรรม ดำเนินการ สร้างนวัตกรรม ตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ จากนั้นนำไปหาประสิทธิภาพและทดลองใช้ เพื่อให้นวัตกรรมมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ที่ตั้งไว้คือ 80/80
(2) นำ นวัตกรรมที่สร้างแล้วไปหาประสิทธิภาพตามเกณฑ์ที่กำหนด จากนั้นนำไปทดลองใช้กับนักเรียนต่างโรงเรียน ซึ่งมีผลการเรียนใกล้เคียงกับกลุ่มตัวอย่าง และอยู่ในระดับ ชั้นเดียวกัน นำผลที่ได้มาวิเคราะห์ข้อมูลและตรวจสอบอย่างละเอียดโดยผู้เชี่ยวชาญ เพื่อประเมินคุณภาพของนวัตกรรม ตลอดจนคู่มือการใช้นวัตกรรมที่สร้างขึ้นควบคู่กัน เมื่อ ได้นวัตกรรมที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ที่ต้องการแล้ว นำไปใช้ในการจัดการเรียนการสอนจริงกับกลุ่มตัวอย่าง เพื่อพัฒนาความก้าวหน้าแก่ผู้เรียนโดยใช้สื่อที่สร้างสำเร็จแล้ว คือ นิทานกิจกรรมนำความรู้ ควบคู่คุณธรรม ชุด เจ็ดพี่น้องคล่องการคูณ จำนวน 7 เล่ม เป็นเครื่องมือในการวิจัย
ผลการวิจัยพบว่า
นิทานกิจกรรมนำความรู้ ควบคู่คุณธรรม ชุด เจ็ดพี่น้องคล่องการคูณ จำนวน 7 เล่ม สำหรับนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่สร้างขึ้นมีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 คือ 81.91/80.87 นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน เฉลี่ยร้อยละ 84.58 และคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2552 เฉลี่ยร้อยละ 84.58 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่โรงเรียนกำหนดไว้ ร้อยละ 75 รวมถึงนักเรียนที่เรียนโดยใช้นิทานกิจกรรมนำความรู้ ควบคู่คุณธรรม มีความพึงพอใจภาพรวมส่วนใหญ่ อยู่ในระดับมาก = 4.31 และเมื่อพิจารณารายข้อพบว่านักเรียนมีความพึงพอใจเกี่ยวกับการนำมาทบทวนซ้ำได้ตามความต้องการ อยู่ในระดับ มากที่สุด คือ ค่าเฉลี่ย = 4.67 ส่วนข้ออื่น ๆ นักเรียนมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากทั้งหมด ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้ทุกประการ
รายงานการใช้แบบฝึกเสริมทักษะการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2
[ โดย kruinfo ชม 130 ]
บทคัดย่อ
รายงานการใช้แบบฝึกเสริมทักษะการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 มีวัตถุประสงค์ เพื่อสร้างแบบฝึกเสริมทักษะการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ที่มีประสิทธิภาพไว้ ใช้พัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2/6 ของโรงเรียนอนุบาลนครนายก ปีการศึกษา 2551 ตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 เพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2/6 ของโรงเรียนอนุบาลนครนายก ปีการศึกษา 2551 สาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ให้สูงขึ้น และเพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2/6 ที่มีต่อแบบฝึก เสริมทักษะการแก้โจทย์ปัญหา กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์
กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2/6 ปีการศึกษา 2551 โรงเรียนอนุบาลนครนายก สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครนายก จำนวน 46 คน ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ แบบฝึกเสริมทักษะการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์จำนวน 7 เล่ม แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเป็นแบบปรนัย จำนวน 20 ข้อ และแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อแบบฝึกเสริมทักษะการแก้โจทย์ ปัญหาคณิตศาสตร์
ผลการวิจัยพบว่า
1. การหาประสิทธิภาพของแบบฝึกเสริมการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ สำหรับนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2/6 โรงเรียนอนุบาลนครนายก พบว่าแบบฝึกเสริมทักษะการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ มีค่าประสิทธิภาพเท่ากับ 82.35/81.21 ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้
2. เปรียบเทียบคะแนนระหว่างคะแนนเฉลี่ยของการทดสอบก่อนการเรียนรู้และหลังการเรียน
เพื่อทดสอบนัยสำคัญโดยอาศัยการแจกแจงความถี่ ( t-test) โดยที่มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 พบว่านักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2/6 โรงเรียนอนุบาลนครนายก สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครนายก ปีการศึกษา 2551 จำนวน 46 คน มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังการใช้ แบบฝึกเสริมทักษะการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ สูงกว่าผลสัมฤทธิ์ก่อนการใช้แบบฝึกแสดงว่า หลังจากนักเรียนเรียนโดยใช้แบบฝึกที่ผู้รายงานสร้างขึ้นแล้ว นักเรียนมีความก้าวหน้าทางการเรียนมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
3. ผลการประเมินความพึงพอใจจากการใช้แบบสอบถามความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อ การใช้แบบฝึกเสริมทักษะการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2/6 จำนวน 46 คน พบว่านักเรียนมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.34
รายงานการพัฒนาและผลการใช้ชุดการสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์เรื่อง การหาร ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3
[ โดย kruinfo ชม 126 ]
การศึกษาวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพชุดการสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง การหาร ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ให้มีคุณภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 และเพื่อศึกษาเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้ชุดการสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง การหาร ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ทั้งก่อนเรียนและหลังเรียน และศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่มีต่อการเรียนโดยชุดการสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง การหาร กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3/2 จำนวน30 คน ในปีการศึกษา 2552 ได้มาโดยการสุ่มอย่างง่ายจับฉลาก โดยใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยการสุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ ชุดการสอน เรื่อง การหาร ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 แผนการจัดการเรียนรู้ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบสอบถามความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบที
ผลการวิจัยพบว่า
ชุดการสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง การหาร ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีประสิทธิภาพ เท่ากับ 87.00/87.11 ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนด นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนโดยใช้ชุดการสอนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และนักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนโดยใช้ชุดการสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง การหาร ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 อยู่ในระดับมาก
รายงานผลการพัฒนาแบบฝึกเสริมทักษะคณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6เรื่อง เศษส่วนหรรษา
[ โดย kruinfo ชม 178 ]
การศึกษาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ 3 ประการ ได้แก่
1) เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของแบบฝึกเสริมทักษะคณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เรื่องเศษส่วนหรรษา โดยเทียบกับเกณฑ์ 75/75 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่องการบวก ลบ คูณ และหารเศษส่วน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ก่อนและหลังเรียนด้วยแบบฝึกเสริมทักษะคณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เรื่องเศษส่วนหรรษา
3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อแบบฝึกเสริมทักษะคณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เรื่องเศษส่วนหรรษา
ประชากรที่ใช้ในการศึกษา เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนวัดท่าต้นงิ้ว สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาลำพูน เขต 1 ที่กำลังเรียนอยู่ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2550 จำนวน 4 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ประกอบด้วย
1) แบบฝึกเสริมทักษะคณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เรื่องเศษส่วนหรรษา จำนวน 4 ชุด รวม 18 แบบฝึก
2) แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะ คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เรื่องเศษส่วนหรรษา จำนวน 18 แผน
3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เรื่องการบวก ลบ คูณ และหารเศษส่วน และ
4) แบบศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนกลุ่มเป้าหมายที่ใช้แบบฝึกดังกล่าว สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ประกอบด้วย
1) สถิติสำหรับวิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐาน
2) สถิติสำหรับการหาคุณภาพของเครื่องมือ และ
3) สถิติสำหรับทดสอบสมมติฐานโดยการทดสอบค่าที (t
รายงานการสร้างและผลการใช้แบบฝึกเสริมทักษะการบวกและการลบจำนวนนับที่ผลลัพธ์และตัวตั้งไม่เกิน 100 ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2
[ โดย kruinfo ชม 118 ]
บทคัดย่อ
การ ศึกษาค้นคว้าครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างและศึกษาผลการใช้ แบบฝึกเสริมทักษะการบวกและการลบจำนวนนับที่มีผลลัพธ์และตัวตั้งไม่เกิน 100 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาในครั้งนี้เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2553 โรงเรียนวัดเกาะสุวรรณาราม สำนักงานเขตสายไหม สังกัดกรุงเทพมหานคร จำนวน 39 คน ที่ได้จากการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ทดลองในครั้งนี้ คือ แบบฝึกเสริมทักษะการบวกและการลบจำนวนนับที่มีผลลัพธ์และตัวตั้งไม่เกิน 100 จำนวน 15 แบบฝึก
ผลการศึกษาค้นคว้าพบว่า
1. ประสิทธิภาพของแบบฝึกเสริมทักษะการบวกและการลบจำนวนนับที่มีผลลัพธ์และตัวตั้งไม่เกิน 100 มีค่า 87.01/86.67 สอดคล้องกับเกณฑ์ที่กำหนดไว้
2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนสูงขึ้น หลังจากใช้ แบบฝึกเสริมทักษะการบวกและการลบจำนวนนับที่มีผลลัพธ์และตัวตั้งไม่เกิน 100 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05
3. จากการสร้างแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนต่อการจัดเรียนการสอน โดยใช้ แบบฝึกเสริมทักษะการบวกและการลบจำนวนนับที่มีผลลัพธ์และตัวตั้งไม่เกิน 100 ทั้ง 15 แบบฝึกที่ผู้ศึกษาสร้างขึ้น 3 ระดับ กล่าวคือ 3 หมายถึง มาก 2 หมายถึง ปานกลาง และ 1 หมายถึง น้อย พบว่า มีค่าระดับความคิดเห็นเฉลี่ย 2.52 ซึ่งหมายถึงนักเรียนส่วนใหญ่พึงพอใจมากต่อการจัดการเรียนการสอนโดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะการบวกและการลบจำนวนนับที่มีผลลัพธ์และตัวตั้งไม่เกิน 100
การสร้างชุดฝึกเสริมทักษะ เพื่อพัฒนาความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหา คณิตศาสตร์สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4
[ โดย kruinfo ชม 131 ]
การศึกษาค้นคว้าครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาชุดฝึกเสริมทักษะ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง โจทย์ปัญหา สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 75/75 เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง โจทย์ปัญหา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โดยใช้ชุดฝึกเสริมทักษะและเพื่อหาดัชนีประสิทธิผลของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่เรียนโดยใช้ชุดฝึกเสริมทักษะ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง โจทย์ปัญหา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าเป็นนักเรียน
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4/2 โรงเรียนมุกดาลัย สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามุกดาหาร ภาคเรียน
ที่ 1 ปีการศึกษา 2550 จำนวน 25 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าครั้งนี้ คือ ชุดฝึกเสริมทักษะ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง โจทย์ปัญหา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 7 เล่ม แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ มีค่าความยากง่ายระหว่าง 0.42 ถึง 0.75 ค่าอำนาจจำแนกระหว่าง 0.21 ถึง 0.80 ค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.854 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าดัชนีประสิทธิผลชุดฝึกเสริมทักษะและการทดสอบสมมติฐานใช้ t-test (Dependent Samples) ผลการศึกษาค้นคว้า ปรากฏดังนี้
สรุปผลการศึกษาค้นคว้า พบว่า
1. ผู้เชี่ยวชาญมีความคิดเห็นเกี่ยวกับชุดฝึกเสริมทักษะ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง โจทย์ปัญหา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 มีความสอดคล้องระหว่างเนื้อหากับวัตถุประสงค์ทุกเล่มและมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐานเท่ากับ 76.46/79.33 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่ตั้งไว้ คือ 75/75
2. ผลการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง โจทย์ปัญหา ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่เรียนโดยใช้ชุดฝึกเสริมทักษะ พบว่า โดยส่วนรวมมีค่าคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียน เท่ากับ 17.95 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 3.15 มีค่าคะแนนเฉลี่ยผลการทดสอบหลังเรียน เท่ากับ 23.80 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 2.50
3. ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง โจทย์ปัญหา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โดยใช้ชุดฝึกเสริมทักษะ พบว่า แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยค่าคะแนนเฉลี่ยผลการทดสอบหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน
4. การวิเคราะห์ค่าดัชนีประสิทธิผล กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง โจทย์ปัญหา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โดยใช้ชุดฝึกเสริมทักษะ พบว่า โดยส่วนรวมมีค่าดัชนีประสิทธิผลเท่ากับ .586 แสดงให้เห็นว่า การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยใช้ชุดฝึกเสริมทักษะที่สร้างขึ้น ส่งผลให้
นักเรียนเกิดการเรียนรู้เพิ่มขึ้นอย่างเชื่อถือได้
การพัฒนาชุดการสอนการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์โดยใช้ข้อมูล การประกอบอาชีพในท้องถิ่น สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5
[ โดย kruinfo ชม 190 ]
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ คือ
1) เพื่อพัฒนาชุดการสอนการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์โดยใช้ข้อมูลการประกอบอาชีพในท้องถิ่น ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ให้มีประสิทธิภาพเป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐาน 75/75
2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ระหว่างก่อนการใช้ชุดการสอนกับหลังการใช้ชุดการสอน
3) เพื่อศึกษาค่าดรรชนีประสิทธิผลของชุดการสอนการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่ผู้วิจัยได้พัฒนาขึ้น 4) เพื่อศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่มีต่อการเรียนโดยใช้ชุดการสอนการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์โดยใช้ข้อมูลการประกอบอาชีพในท้องถิ่น
กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2551 โรงเรียนบ้านหินดาด สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครราชสีมา เขต 4 จำนวน 20 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย
1) ชุดการสอนการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์โดยใช้ข้อมูลการประกอบอาชีพในท้องถิ่น ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5
2) คู่มือครู
3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และ
4) แบบวัดความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อชุดการสอนการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์โดยใช้ข้อมูลการประกอบอาชีพในท้องถิ่น ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติทดสอบ ค่า t
ผลการใช้แบบฝึกพัฒนาความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาการบวก ลบ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนวัดดุสิตาราม สำนักงานเขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร
[ โดย kruinfo ชม 121 ]
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) เพื่อสร้างและพัฒนาแบบฝึกพัฒนาความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาการบวก ลบ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ให้มีประสิทธิภาพ ตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 (2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์เรื่อง การแก้โจทย์ปัญหาการบวก ลบ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 หลังจากเรียนโดยใช้แบบฝึกพัฒนาความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาการบวก ลบ ประกอบการเรียน กลุ่มเป้าหมาย คือ
นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2551 โรงเรียนวัดดุสิตาราม
สำนักงานเขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร ซึ่งมีจำนวนทั้งสิ้น 68 คน ผลการศึกษา
พบว่า
1) ประสิทธิภาพของแบบฝึกเรื่อง การพัฒนาการแก้โจทย์ปัญหาการบวก ลบ
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ที่ผู้ศึกษาสร้างและพัฒนาขึ้น มีค่าเท่ากับ 86.05 / 81.75
2) นักเรียนที่ใช้แบบฝึกเรื่อง การพัฒนาการแก้โจทย์ปัญหาการบวก ลบ
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ประกอบการเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
การพัฒนาและการแก้โจทย์ปัญหาโดยใช้ชุดฝึกของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนประชานิเวศน์ สำนักงานเขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร
[ โดย kruinfo ชม 157 ]
การพัฒนาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1)พัฒนาแบบฝึกการแก้โจทย์ปัญหาชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 2)เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ก่อนและหลังการใช้แบบฝึก 3)เพื่อศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 เกี่ยวกับแบบฝึกการแก้โจทย์ปัญหา ประชากรที่ใช้ในการศึกษาเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนประชานิเวศน์ จำนวน280 คน ทำการสุ่มกลุ่มตัวอย่างด้วยวิธีสุ่มแบบเจาะจงได้กลุ่มตัวอย่าง 47 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบฝึกการแก้โจทย์ปัญหาจำนวน 4 เล่ม คือ 1) แบบฝึกโจทย์ปัญหา การบวกลบ จำนวนซึ่งมีผลลัพธ์และตัวตั้งไม่เกิน 100 2) แบบฝึกโจทย์ปัญหาการบวกลบ จำนวนซึ่งมีผลลัพธ์และตัวตั้งไม่เกิน1,000 3) แบบฝึกโจทย์ปัญหา การคูณที่มีตัวตั้งหลักเดียวหรือสองหลัก ตัวคูณหลักเดียวและโจทย์ปัญหาการหารที่ตัวหารและผลลัพธ์เป็นเลขหลักเดียว 4) แบบฝึกโจทย์ปัญหา บวก ลบ คูณ หาร ระคน ผลการหาค่าประสิทธิภาพของแบบฝึกการแก้โจทย์ปัญหาทั้ง 4 เล่ม อยู่ระหว่าง 81.01 / 81.06 - 83.54 / 83.19 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดคือ 80/80 ค่าดัชนีประสิทธิผลอยู่ระหว่าง .51 - .57 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดคือ .50 ความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01
ผลการนำไปใช้การแก้โจทย์ปัญหานักเรียนมีการพัฒนาขึ้นมีความสนใจความกระตือรือร้นนักเรียนได้พัฒนาศักยภาพตนเองได้เต็มที่ ผลสัมฤทธิ์ในการเรียนวิชาคณิตศาสตร์มีการพัฒนาโดยมีเกรดเฉลี่ยตั้งแต่ 3 ขึ้นไป จำนวน 40 คน จากนักเรียน 47 คน คิดเป็นร้อยละ 85.11 นักเรียนมีความสนใจมีการสังเกตมีความคิดคำนวณอย่างสมเหตุสมผลและมีเจตคติที่ดีต่อวิชาคณิตศาสตร์
การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง อัตราส่วนและร้อยละ โดยใช้ ชุดการเรียนรู้ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ของโรงเรียนลับแลศรีวิทยา
[ โดย kruinfo ชม 173 ]
การที่ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ต่ำ ผู้ศึกษาพบว่า สาเหตุมาจากธรรมชาติของวิชาที่ต้องมีทักษะการคิดคำนวณ กระบวนการแก้ปัญหา ซึ่งมีลักษณะเป็นนามธรรม หรือการสอนของครูที่ใช้วิธีการสอนแบบบรรยาย ยกตัวอย่างแล้วให้นักเรียนทำ
แบบฝึกหัดลงในสมุด ครูขาดสื่อการสอนที่เร้าความสนใจ สื่อไม่ทันยุคสมัย ในเมื่อวิธีการ สอนของครูไม่หลากหลายทำให้นักเรียนเกิดความเบื่อหน่ายไม่สนใจการเรียนคณิตศาสตร์ ถึง เวลาเรียนบางคนไม่เข้าเรียน ไม่นำหนังสือเรียนมา และไม่ทำแบบฝึกหัด จากปัญหาดังกล่าวผู้ ศึกษาได้สร้างและพัฒนาชุดการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ มีวัตถุประสงค์เพื่อ
1. เพื่อสร้างและพัฒนาชุดการเรียนรู้ เรื่องอัตราส่วนและร้อยละ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่2 โรงเรียนลับแลศรีวิทยา อำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ ให้มีประสิทธิภาพตาม เกณฑ์ที่กำหนด
2. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียน ลับแลศรีวิทยา อำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ ก่อนและหลังใช้ชุดการเรียนรู้ เรื่องอัตราส่วนและ ร้อยละ
3. เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนหลังการใช้ชุดการเรียนรู้ เรื่องอัตราส่วนและ ร้อยละ โรงเรียนลับแลศรีวิทยา อำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์
กลุ่มตัวอย่างในการศึกษาคือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 แผนการเรียนวิทยาศาสตร์- คณิตศาสตร์ ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2550 โรงเรียนลับแลศรีวิทยา อำเภอลับแล สังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุตรดิตถ์ เขต 1 จังหวัดอุตรดิตถ์ จำนวน 35 คน 1 ห้องเรียน โดย เลือกแบบเจาะจง
เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาคือ
1. ชุดการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ เรื่องอัตราส่วนและร้อยละ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2
2. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 40 ข้อซึ่งมีค่าความยาก-ง่ายอยู่ระหว่าง 0.20 ถึง 0.80 ค่าอำนาจจำแนกมากกว่า 0.20 และค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบเท่ากับ 0.78
3. แบบวัดความพึงพอใจของนักเรียนหลังการใช้ชุดการเรียนรู้ เรื่องอัตราส่วนและร้อยละ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 อยู่ในระดับมากที่สุด
สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบก่อนเรียนหลังเรียนโดยใช้ t-test (Dependent Samples)
ผลการศึกษาพบว่า
1. ชุดการเรียนรู้ วิชาคณิตศาสตร์ เรื่องอัตราส่วนและร้อยละ สำหรับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนลับแลศรีวิทยา ที่ผู้ศึกษาได้สร้างขึ้นมีประสิทธิภาพ 83.75/82.37 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ที่กำหนด
2. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่องอัตราส่วนและร้อยละ หลังใช้ชุดการเรียนรู้ เรื่องอัตราส่วนและร้อยละสูงกว่าก่อนใช้ชุดการเรียนรู้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
3. นักเรียนที่เรียนโดยใช้ชุดการเรียนรู้ เรื่องอัตราส่วนและร้อยละ มีความพึงพอใจ อยู่ในระดับมากที่สุด
สรุปผลการศึกษา ชุดการเรียนรู้ วิชาคณิตศาสตร์ เรื่องอัตราส่วนและร้อยละ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีประสิทธิภาพ สามารถนำไปใช้ในการจัดกระบวนการเรียนรู้แล้วส่งผลให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น มีความพึงพอใจต่อการเรียนโดยใช้ชุดการเรียนรู้ อยู่ในระดับมากที่สุด ซึ่งเป็นแนวทางในการจัดการเรียนรู้ในเนื้อหาสาระคณิตศาสตร์เรื่องอื่นๆ และกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่นๆ ต่อไป
การพัฒนาการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ โดยใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์เรื่อง สมการเชิงเส้นตัวแปรเดียวและการประยุกต์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2
[ โดย kruinfo ชม 168 ]
บทคัดย่อ
การศึกษาครั้งนี้ มีความมุ่งหมายเพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง สมการเชิงเส้นตัวแปรเดียวและการประยุกต์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยมีวัตถุประสงค์ของการศึกษา เพื่อ
1) สร้าง และหาประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะตามเกณฑ์มาตรฐาน 75/75
2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังการใช้แบบฝึกทักษะ
3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนการสอนโดยใช้แบบฝึกทักษะ ประชากร เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนนางิ้ววิทยาสรรค์ สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดขอนแก่น จำนวน 3 ห้องเรียน จำนวน 103 คน ที่กำลังศึกษาในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2553 กลุ่มตัวอย่างได้มาโดยการสุ่มอย่างง่าย (Simple Sampling) ใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยการสุ่ม
เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาคือ 1) แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง สมการเชิงเส้นตัวแปรเดียว จำนวน 12 แบบฝึก 2)แผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง สมการเชิงเส้นตัวแปรเดียว และการประยุกต์ จำนวน 12 แผน เวลา 14 ชั่วโมง 3)แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ เรื่อง สมการเชิงเส้นตัวแปรเดียวและการประยุกต์ 4) แบบวัดความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง สมการเชิงเส้นตัวแปรเดียว
การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ t-test แบบ One Group Pretest-Posttest Design เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้แบบฝึก ทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง สมการเชิงเส้นตัวแปรเดียว ที่ผู้ศึกษาค้นคว้าสร้างขึ้น ใช้ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานหาค่าระดับความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการ เรียนการสอนโดยใช้แบบฝึกทักษะ
ผลการศึกษา พบว่า
1. ประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง สมการเชิงเส้นตัวแปรเดียว มีค่า 79.31 / 79.67
2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
3. นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนการสอน โดยใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง สมการเชิงเส้นตัวแปรเดียวและการประยุกต์ อยู่ในระดับมาก
รายงานการสร้างและพัฒนาแบบฝึกวิชาคณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เรื่องการหารทศนิยม
[ โดย kruinfo ชม 174 ]
ความเป็นมาและความสำคัญ
จากการที่ผู้วิจัยได้รับมอบหมายให้ทำการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 พบปัญหาในการจัดการเรียนการสอน จากข้อมูลย้อนหลัง 3 ปี ผู้เรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำ ผู้วิจัยได้ศึกษาและแก้ปัญหาโดยสร้างแบบฝึกทักษะการหารทศนิยม สามารถพัฒนาผู้เรียนเรื่องการหารเศษส่วนได้มากขึ้น
วัตถุประสงค์
1. เพื่อสร้างแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่องการหารทศนิยมชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75
2. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์เรื่องการหารทศนิยม
ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง
นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/2 โรงเรียนชุมชนป้อมเพชรปีการศึกษา 2550 จำนวน 35 คน
เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย
แบบฝึกทักษะชุด การหารทศนิยม แบบทดสอบก่อนและหลังเรียน จำนวน 30 ข้อ แบบสังเกตพฤติกรรม และตารางเก็บรวบรวมข้อมูล
การวิเคราะห์ข้อมูล
ตอนที่ 1 วิเคราะห์หาประสิทธิภาพ ของแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่องการหารทศนิยม ตามเกณฑ์ 75/75
ตอนที่ 2 การวิเคราะห์ความแตกต่างระหว่างคะแนนทดสอบก่อนเรียน และคะแนนทดสอบหลังเรียนด้วยแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่องการหารทศนิยม
การสร้างชุดแบบฝึกเสริมทักษะการบวกและการลบ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1
[ โดย kruinfo ชม 169 ]
บทคัดย่อ
การศึกษาครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพชุดแบบฝึกเสริม ทักษะการบวกและการลบ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 และเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จากการเรียนด้วยชุดแบบฝึกเสริมทักษะการบวกและการลบของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1/3 ก่อนและหลังการใช้ชุดแบบฝึกเสริมทักษะ
เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้า คือ ชุดแบบฝึกเสริมทักษะการบวกและการลบ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องการบวกและการลบ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1/3 โรงเรียนวัดไผ่เงินโชตนาราม สำนักงานเขตบางคอแหลม กรุงเทพมหานคร ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2552 จำนวน 34 คน โดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) ทั้งนี้เนื่องจากผู้ศึกษา ได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติการสอนและรับผิดชอบเป็นครูประจำชั้น ดังนั้นผู้ศึกษาจึงเจาะจงชั้นดังกล่าวมาศึกษา
ผลการศึกษาค้นคว้า
พบว่า การสร้างชุดแบบฝึกเสริมทักษะการบวกและการลบ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 มีประสิทธิภาพ 81.56/81.50 เป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดไว้ และผลการวิเคราะห์ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังใช้ชุดแบบฝึกเสริมทักษะ การบวกและการลบ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1/3 หลังการใช้ชุดแบบฝึกสูงกว่าก่อนการใช้ชุดแบบฝึก อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์สมติฐานที่ตั้งไว้
รายงานการใช้แบบฝึกทักษะคณิตสาสตร์ เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ผู้วิจัยยุพินศรี เทียมเพ็ง
[ โดย kruinfo ชม 135 ]
บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้มีจุดมุ่งหมาย 1) เพื่อพัฒนาและหาประสิทธิภาพแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์เรื่องเศษส่วน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 กับเกณฑ์ 80 / 80 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์เรื่องเศษส่วน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์เรื่องเศษส่วน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 4) เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องเศษส่วนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านปางวุ้น ปีการศึกษา 2552 สูงขึ้นไม่ต่ำกว่าร้อยละ 80 กลุ่มตัวอย่างได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านปางวุ้น ปีการศึกษา 2552 ซึ่งได้จากการสุ่มตัวอย่างอย่างง่ายแบบเจาะจง จำนวน 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการทดลองได้แก่ แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์เรื่องเศษส่วน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียน แผนการจัดการเรียนรู้ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ค่าเฉลี่ยเลขคณิต ( ) การทดสอบค่า t (t - test dependent)
ผลการวิจัยพบว่า 1) ประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์เรื่องเศษส่วน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 85.31 / 83.87 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนด 2) ผล สัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์เรื่องเศษส่วน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ 0.01 3) ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์เรื่องเศษส่วน อยู่ในระดับมากที่สุด 4) ผล สัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องเศษส่วน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านปางวุ้น ปีการศึกษา 2552 สูงขึ้นไม่ต่ำกว่าร้อยละ 80
รายงานการใช้แบบฝึกเสริมทักษะคณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 เรื่อง การคูณ
[ โดย kruinfo ชม 199 ]
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของแบบฝึกเสริม ทักษะคณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 เรื่อง การคูณ ให้มีประสิทธิภาพเกณฑ์มาตรฐาน 75/75 เพื่อนำไปแก้ปัญหานักเรียนที่เรียนช้า พัฒนานักเรียนในระดับปานกลางและเสริมนักเรียนที่เรียนดี พัฒนาความสามารถและศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 จากการใช้แบบฝึกเสริมทักษะคณิตศาสตร์ให้สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด ร้อยละ 70 ตามหลักสูตรสถานศึกษา เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง การคูณของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ระหว่างก่อนและหลังการใช้แบบฝึกเสริมทักษะคณิตศาสตร์ และเพื่อศึกษาเจตคติที่มีต่อการเรียนคณิตศาสตร์ ของนักเรียน ที่ผ่านการเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง การคูณ โดยผู้ศึกษาใช้กับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านบุกระสัง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาบุรีรัมย์ เขต 3 จำนวน 19 คน
เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ แผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง การคูณ แบบฝึกเสริมทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง การคูณ จำนวน 6 ชุด แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง การคูณ แบบปรนัย ชนิด 3 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ แบบวัดเจตคติที่มีต่อการเรียนคณิตศาสตร์ ของนักเรียนที่ผ่านการเรียนโดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง การคูณ จำนวน 7 ข้อ วิเคราะห์ข้อมูล หาประสิทธิภาพของแบบฝึกเสริมทักษะคณิตศาสตร์ เกณฑ์มาตรฐาน 75/75 หาความแตกต่างระหว่างคะแนนทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้ t – test และให้จำนวนนักเรียนผ่านเกณฑ์ 70 % จากเกณฑ์มาตรฐานของสถานศึกษา พัฒนาทักษะการคิดคำนวณค่าการคูณของนักเรียน จากผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้ แบบฝึกเสริมทักษะคณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 เปรียบเทียบกับเกณฑ์จัดอันดับคุณภาพ หาค่าเจตคติของนักเรียนโดยใช้แบบวัดเจตคติ สรุปผลการศึกษา แบบฝึกเสริมทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง การคูณ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 มีประสิทธิภาพ 85.00/76.84 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 75/75 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์หลังเรียนด้วยแบบฝึกเสริมทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง การคูณ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 คิดเป็นร้อยละ 76.84 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานของโรงเรียนที่ตั้งไว้ร้อยละ 75
ผลการประเมินเจตคติเชิงบวกจากการใช้แบบฝึกเสริมทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง การคูณ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 มีค่าเฉลี่ยเจตคติ 4.66 ซึ่งอยู่ในระดับมากที่สุด แบบฝึกเสริมทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง การคูณ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 นี้มีประสิทธิภาพดีมาก สามารถพัฒนาผู้เรียนได้ และยังเป็นสื่อการสอนที่มีประสิทธิภาพอีกด้วย