เผยแพร่ผลงานครู » คณิตศาสตร์

เลือกห้อง >>

คณิตศาสตร์

การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ของผู้เรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โดยใช้เอกสารประกอบการสอนเรื่องการหาปริพันธ์(Integration)
[ โดย kruinfo ชม 150 ]
เรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ของผู้เรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โดยใช้เอกสารประกอบการสอนเรื่องการหา ปริพันธ์(Integration) ผู้ศึกษา พัชนี ลิ้มสมบัติอนันต์ ปีที่ศึกษา 2552 การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อสร้างเอกสารประกอบการสอนสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง การหาปริพันธ์ สำหรับผู้เรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75 และเพื่อศึกษาเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างก่อนและหลังการใช้เอกสารประกอบการสอนสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง การหาปริพันธ์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้เป็นผู้เรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6/2 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2552 โรงเรียนกันตังพิทยากร อำเภอกันตัง จังหวัดตรัง ซึ่งได้จากการสุ่มอย่างง่าย โดยใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยการสุ่มมา 1 ห้องเรียน จำนวน 41 คน ชาย 11 คน และหญิง 30 คน ผลการศึกษาพบว่า 1) ประสิทธิภาพของเอกสารประกอบการสอนสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์เรื่อง การหาปริพันธ์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ที่กำหนด คือ77.73/77.56 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนโดยใช้เอกสารประกอบการสอนสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง การหาปริพันธ์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 มีค่าเฉลี่ยก่อนและหลังเรียนเท่ากับ 11.20 และ 23.34 ตามลำดับ คิดเป็นร้อยละเมื่อเทียบกับคะแนนเต็มเท่ากับ 37.32 และ 77.80 ตามลำดับ แสดงถึงการพัฒนาที่สูงขึ้นร้อยละ 40.48
รายงานการพัฒนาความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหากลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง บทประยุกต์ โดยชุดการเรียนรู้กระบวนการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ร่วมกับเทคนิคการเรียนรู้แบบ TAI
[ โดย kruinfo ชม 216 ]
ชื่อผลงานทางวิชาการ รายงานการพัฒนาความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหากลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง บทประยุกต์ โดยชุดการเรียนรู้กระบวนการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ร่วมกับเทคนิคการเรียนรู้แบบ TAI ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ผู้ศึกษา อรรัตน์ พุ่มกาหลง ปีการศึกษา 2552 บทคัดย่อ รายงานการพัฒนาความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหากลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง บทประยุกต์ โดยชุดการเรียนรู้กระบวนการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ร่วมกับเทคนิคการเรียนรู้แบบ TAI ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 นี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อหาประสิทธิภาพของชุดการเรียนกระบวนการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ร่วมกับเทคนิคการจัดการเรียนรู้แบบ TAI เรื่อง บทเรียนประยุกต์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75 และเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของคะแนนจากการวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ร้อยละ 70 การศึกษาครั้งนี้ใช้ชุดการเรียนรู้กระบวนการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ร่วมกับเทคนิคการเรียนรู้แบบ TAI ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 8 เล่ม รวมทั้งสิ้น 24 แผนการจัดการเรียนรู้ แบบทดสอบก่อนเรียน และหลังเรียน แบบปรนัย ชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ และแบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการสอนโดยใช้ชุดการเรียนกระบวนการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ร่วมกับเทคนิคการจัดการเรียนรู้แบบ TAI เรื่อง บทเรียนประยุกต์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เป็นเครื่องมือในการศึกษา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนวัดโบสถ์ (บวรธรรมกิจวิทยา) อำเภอเมืองปทุมธานี จังหวัดปทุมธานี สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต 1 ปีการศึกษา 2552 จำนวน 27 คน ซึ่งได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือในการศึกษาได้แก่ แบบสอบถามที่ผู้ศึกษา สร้างขึ้น แบบทดสอบมีค่าความยากง่าย อยู่ระหว่าง 0.48
การพัฒนาแบบฝึกทักษะการคิดคำนวณการบวก การลบ การคูณ การหาร จำนวนเต็ม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนแม่วินสามัคคี อำเภอแม่วาง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 4
[ โดย kruinfo ชม 340 ]
การวิจัยในชั้นเรียนวิชาคณิตศาสตร์ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 เรื่องการพัฒนาแบบฝึกทักษะการคิดคำนวณการบวก การลบ การคูณ การหารจำนวนเต็ม มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะการคิดคำนวณการบวก การลบ การคูณ การหารจำนวนเต็ม และศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องการคิดคำนวณการบวก การลบ การคูณ การหารจำนวนเต็ม รวมทั้งศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนแม่วินสามัคคี อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ ที่มีต่อการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ โดยใช้แบบฝึกทักษะการคิดคำนวณการบวก การลบ การคูณ การหารจำนวนเต็ม เครื่องมือที่ใช้รวบรวมข้อมูลได้แก่ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องการบวก การลบ การคูณ การหารจำนวนเต็ม และแบบสอบถามวัดความพึงพอใจในการเรียนคณิตศาสตร์ ซึ่งได้สร้างขึ้นโดยผ่านการพิจารณาของผู้เชี่ยวชาญ และมีความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.79 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติทดสอบ ( t
รายงานผลการใช้และพัฒนาชุดการเรียนรู้ เรื่อง การบวกและการลบจำนวนนับที่มีผลลัพธ์และตัวตั้งไม่เกิน 1,000 กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2
[ โดย kruinfo ชม 165 ]
รายงานผลการศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ดังนี้คือ 1) เพื่อพัฒนาชุดการเรียนรู้ เรื่อง การบวกและการลบจำนวนนับที่มีผลลัพธ์และตัวตั้งไม่เกิน 1,000 กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดการเรียนรู้ เรื่อง การบวกและการลบจำนวนนับที่มีผลลัพธ์และตัวตั้งไม่เกิน 1,000 กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ และ 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดการเรียนรู้ เรื่อง การบวกและการลบจำนวนนับที่มีผลลัพธ์และตัวตั้งไม่เกิน 1,000 กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาคือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านชาด สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 3 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2554 จำนวน 28 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาคือชุดการเรียนรู้ เรื่อง การบวกและการลบจำนวนนับที่มี ผลลัพธ์และตัวตั้งไม่เกิน 1,000 กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 แผนการจัดการเรียนรู้ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและแบบประเมินความพึงพอใจต่อการเรียนรู้ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ สถิติพื้นฐานโดยการหาค่าเฉลี่ยและค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน การหาค่าร้อยละ การหาค่าความสอดคล้อง การหาค่าความยากง่าย การหาค่าอำนาจจำแนกและการทดสอบลำดับพิสัย The Wilcoxon Signed Ranks Test (Z-test) ผลการศึกษาพบว่า 1. ผลการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดการเรียนรู้ เรื่อง การบวกและการลบจำนวนนับที่มีผลลัพธ์และตัวตั้งไม่เกิน 1,000 กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 83.68/81.19 2. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ เรื่อง การบวกและการลบจำนวนนับที่มีผลลัพธ์และตัวตั้งไม่เกิน 1,000 กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังการเรียนสูงกว่าก่อนการเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 (Z = 4.634, **p = .000) 3. ผลการประเมินความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ด้วยชุดการเรียนรู้ เรื่อง การบวกและการลบจำนวนนับที่มีผลลัพธ์และตัวตั้งไม่เกิน 1,000 กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 มีผลการประเมินอยู่ในระดับมาก ( = 4.43, S.D. = 0.70)
การพัฒนาแบบฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ เรื่อง บทประยุกต์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5
[ โดย kruinfo ชม 626 ]
บทคัดย่อ ชื่อเรื่อง : การพัฒนาแบบฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ เรื่อง บทประยุกต์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 กลุ่มสาระการเรียนรู้ : คณิตศาสตร์ ผู้ศึกษา : นายสุนทร ยอดยา ปีที่ศึกษา : 2554 การพัฒนาแบบฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ เรื่อง บทประยุกต์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาแบบฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ เรื่อง บทประยุกต์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ เรื่อง บทประยุกต์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 และเพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้ แบบฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ เรื่อง บทประยุกต์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านโป่ง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพะเยา เขต 1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2553 จำนวน 11 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ 1) แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง บทประยุกต์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 30 ข้อ 2) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ เรื่อง บทประยุกต์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 1 ฉบับ 3) แผนการจัดการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง บทประยุกต์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 19 แผน 4) แบบฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ เรื่อง บทประยุกต์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 18 ชุด วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าทางสถิติ ได้แก่ ค่าเฉลี่ย () ค่าร้อยละ และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน () สรุปผลการศึกษาพบว่า 1. ประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ เรื่อง บทประยุกต์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 มีประสิทธิภาพรวมเป็น 87.20/86.06 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ประสิทธิภาพ 80/80 ที่กำหนดไว้ และเป็นไปตามสมมุติฐานของการศึกษา 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ เรื่อง บทประยุกต์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 มีคะแนนเฉลี่ยหลังเรียน เท่ากับ 25.82 คิดเป็นร้อยละ 86.06 คะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนเท่ากับ 17.73 คิดเป็นร้อยละ 59.09 แสดงว่าคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน และเป็นไปตามสมมุติฐานของการศึกษา 3. ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 เรื่อง บทประยุกต์ โดยภาพรวมนักเรียน มีความพึงพอใจในระดับที่มากที่สุด มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.76 และเป็นไปตามสมมุติฐานของการศึกษา
การพัฒนาชุดการเรียนแบบร่วมมือเทคนิค STAD เรื่องรูปเรขาคณิต สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนเทศบาล ๑ วัดพระงาม (สามัคคีพิทยา) สังกัดเทศบาลนครนครปฐม
[ โดย kruinfo ชม 297 ]
การพัฒนาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาชุดการเรียนแบบร่วมมือเทคนิค STAD เรื่องรูปเรขาคณิต สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่เรียนโดยใช้ชุดการเรียนแบบร่วมมือเทคนิค STAD เรื่องรูปเรขาคณิต สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 และเพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้ชุดการเรียนแบบร่วมมือเทคนิค STAD เรื่องรูปเรขาคณิต สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนเทศบาล ๑ วัดพระงาม (สามัคคีพิทยา) สังกัดเทศบาลนครนครปฐม จำนวน 35 คน ได้มาด้วยวิธีการสุ่มอย่างง่าย (Simple Random Sampling) แผนแบบการพัฒนาเป็นแบบกลุ่มตัวอย่างกลุ่มเดียววัดก่อนหลังการทดลอง (One Group - Pretest – Posttest Design) เครื่องมือที่ใช้ในการพัฒนาประกอบด้วย ชุดการเรียนแบบร่วมมือเทคนิค STAD เรื่องรูปเรขาคณิต แผนการจัดการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่องรูปเรขาคณิต แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ก่อนและหลังการทดลองใช้ชุดการเรียน และแบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้ชุดการเรียนแบบร่วมมือเทคนิค STAD เรื่องรูปเรขาคณิต วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าร้อยละ (%) ค่าเฉลี่ย (Mean) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และการวิเคราะห์ค่าที (t-test แบบ Dependent) ผลการวิจัยพบว่า 1) ชุดการเรียนแบบร่วมมือเทคนิค STAD เรื่องรูปเรขาคณิต สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 88.50/87.97 สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ 80/80 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่เรียนโดยใช้ชุดการเรียนแบบร่วมมือเทคนิค STAD เรื่องรูปเรขาคณิต หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 3) ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้ชุดการเรียนแบบร่วมมือเทคนิค STAD เรื่องรูปเรขาคณิต โดยรวมอยู่ในระดับมาก คำสำคัญ : ชุดการเรียน /การเรียนแบบร่วมมือเทคนิค STAD
รายงานผลการใช้แบบฝึกเสริมทักษะการแก้โจทย์ปัญหาการบวก การลบ การคูณและการหาร เชิงบูรณาการ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2
[ โดย kruinfo ชม 186 ]
เรื่องที่รายงาน : รายงานผลการใช้แบบฝึกเสริมทักษะการแก้โจทย์ปัญหาการบวก การลบ การคูณและการหาร เชิงบูรณาการ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ชื่อผู้รายงาน : นางจรรยา ทองลิ้ม ปีที่พัฒนา : 2552 บทคัดย่อ รายงานผลการใช้แบบฝึกเสริมทักษะการแก้โจทย์ปัญหาการบวก การลบ การคูณและการหาร เชิงบูรณาการ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ปีการศึกษา 2552 มีวัตถุประสงค์ 3 ประการ คือ 1) เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของแบบฝึกเสริมทักษะการแก้โจทย์ปัญหาการบวก การลบ การคูณและการหาร เชิงบูรณาการกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนของนักเรียนระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะการแก้โจทย์ปัญหา การบวก การลบ การคูณและการหาร เชิงบูรณาการ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะการแก้โจทย์ปัญหาการบวก การลบ การคูณและการหาร เชิงบูรณาการเชิงบูรณาการ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่2/6 โรงเรียนวัดพระปฐมเจดีย์ ปีการศึกษา 2552 จำนวน 45 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ประกอบด้วย แบบฝึกเสริมทักษะ การแก้โจทย์ปัญหาการบวก การลบ การคูณและการหาร เชิงบูรณาการ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ที่สร้างขึ้นจำนวน 5 เรื่อง ได้แก่ เรื่องที่ 1 โจทย์ปัญหาการบวก เรื่องที่ 2 โจทย์ปัญหาการลบ เรื่องที่ 3 โจทย์ปัญหาการคูณ เรื่องที่ 4 โจทย์ปัญหาการหาร เรื่องที่ 5 โจทย์ปัญหาการบวก ลบ คูณ หารระคน แบบทดสอบก่อนและหลังเรียนแบบปรนัย ชนิดเลือกตอบ 3 ตัวเลือก และแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนด้วยแบบฝึกเสริมทักษะ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ค่าสถิติร้อยละ (%) ค่าเฉลี่ย ( ) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และ t
รายงานการพัฒนาทักษะการบวกและการลบจำนวนที่มีผลลัพธ์และตัวตั้งไม่เกิน 20 โดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1
[ โดย kruinfo ชม 139 ]
บทคัดย่อ การศึกษาครั้งนี้มีความมุ่งหมาย 1) เพื่อพัฒนาทักษะการบวกและการลบจำนวนที่มีผลลัพธ์และตัวตั้งไม่เกิน 20 โดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อหาค่าดัชนีประสิทธิผลของ การเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะ เรื่อง การบวกและการลบจำนวนที่มีผลลัพธ์และตัวตั้งไม่เกิน 20 กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 3) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ก่อนและหลังได้รับการพัฒนาทักษะการบวกและการลบจำนวนที่มีผลลัพธ์และตัวตั้งไม่เกิน 20 โดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะ 4) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะ เรื่อง การบวกและการลบจำนวนที่มีผลลัพธ์และตัวตั้งไม่เกิน 20 กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 กลุ่มเป้าหมายได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1/5 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2554 โรงเรียนอนุบาลสุริยาอุทัยพิมาย สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 7 จำนวน 35 คน เครื่องมือที่ใช้ในการทดลองครั้งนี้ ประกอบด้วย เครื่องมือที่ใช้ในการทดลองมี 2 ชนิด คือ 1) แบบฝึกเสริมทักษะ เรื่อง การบวกและการลบจำนวนที่มีผลลัพธ์และตัวตั้งไม่เกิน 20 กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 15 เล่ม 2) แผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง การบวกและการลบจำนวนที่มีผลลัพธ์และตัวตั้งไม่เกิน 20 กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 22 แผน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ 1) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การบวกและการลบจำนวนที่มีผลลัพธ์และตัวตั้งไม่เกิน 20 กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 20 ข้อ มีค่าความยากง่าย (P) ระหว่าง 0.34-0.70 ค่าอำนาจจำแนก (B) ระหว่าง 0.28-0.60 มีค่าความเชื่อมั่นของข้อสอบทั้งฉบับเท่ากับ 0.89 1) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะเรื่อง การบวกและการลบจำนวนที่มีผลลัพธ์และตัวตั้งไม่เกิน 20 กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 เป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน 10 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ( ) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) หาประสิทธิภาพของสื่อ (E1/E2) หาประสิทธิผลของกระบวนการ (E.I.) เปรียบเทียบความแตกต่างของคะแนนก่อนเรียนและหลังเรียน โดยใช้ t-test (Dependent Samples) ผลการศึกษา พบว่า 1. ประสิทธิภาพของแบบฝึกเสริมทักษะ เรื่อง การบวกและการลบจำนวนนับที่มีผลลัพธ์และตัวตั้งไม่เกิน 20 กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ที่ผู้รายงานสร้างขึ้น มีประสิทธิภาพ 85.63/82.71 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ที่ตั้งไว้ 2. ดัชนีประสิทธิผลของการสอนโดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะ เรื่อง การบวกและการลบจำนวนนับที่มีผลลัพธ์และตัวตั้งไม่เกิน 20 กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 มีค่าดัชนีประสิทธิผล เท่ากับ .6532 หรือร้อยละ 65.32 แสดงว่าผู้เรียนมีทักษะการเรียนรู้เพิ่มขึ้นร้อยละ 65.32 3. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะ เรื่อง การบวกและการลบจำนวนนับที่มีผลลัพธ์และตัวตั้งไม่เกิน 20 กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถศึกษาปีที่ 1 หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 4. ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะ เรื่อง การบวกและการลบจำนวนนับที่มีผลลัพธ์และตัวตั้งไม่เกิน 20 กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 มีความพึงพอใจในภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยสรุป รายงานการพัฒนาทักษะการบวกและการลบจำนวนที่มีผลลัพธ์และตัวตั้งไม่เกิน 20 กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลสามารถนำไปใช้ในการจัดการเรียนการสอน เพื่อพัฒนาผู้เรียนให้มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้นและเป็นแนวทางในการพัฒนาการจัดการเรียนรู้ในสาระการเรียนรู้อื่นๆ
รายงานการใช้แบบฝึกทักษะสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่องการหาร ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2
[ โดย kruinfo ชม 139 ]
บทคัดย่อ การรายงานครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาและหาประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่องการหาร ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ก่อนและหลังการเรียนด้วยแบบฝึกทักษะสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่องการหาร 3) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ที่เรียนด้วยแบบฝึกทักษะสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่องการหาร กับการสอนเรื่องการหารตามปกติ และ 4) ศึกษาระดับความพึงพอใจในการเรียนรู้ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่องการหาร โดยใช้แบบฝึกทักษะสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่องการหาร กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา คือนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2/5 จำนวน 44 คน ปีการศึกษา 2554 โรงเรียนอนุบาลพนัสศึกษาลัย อำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาประกอบด้วย แบบฝึกทักษะสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่องการหาร ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องการหารและแบบสอบถามความพึงพอใจต่อการเรียนด้วยแบบฝึกทักษะ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะ E1/E2 ค่าเฉลี่ย (X) ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน(SD)การทดสอบค่าที t
การพัฒนาชุดการสอนแบบสื่อประสม วิชาคณิตศาสตร์พื้นฐาน เรื่องเส้นขนานปีการศึกษา 2553
[ โดย kruinfo ชม 324 ]
บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของชุดการสอนแบบสื่อประสม วิชาคณิตศาสตร์พื้นฐาน เรื่องเส้นขนาน ตามเกณฑ์ 80/80 เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชาคณิตศาสตร์พื้นฐาน เรื่องเส้นขนาน ก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนโดยใช้ชุดการสอนแบบสื่อประสม วิชาคณิตศาสตร์พื้นฐาน เรื่องเส้นขนาน และเพื่อศึกษาความคิดเห็นของนักเรียน ที่มีต่อการเรียนการสอนโดยใช้ชุดการสอนแบบสื่อประสมวิชาคณิตศาสตร์พื้นฐาน เรื่อง เส้นขนาน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าครั้งนี้ เป็นผู้เรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ห้อง 11 และห้อง 13 โรงเรียนมัธยมวัดสิงห์ กรุงเทพมหานคร ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2553 โดยการสุ่มแบบกลุ่ม จำนวน 2 ห้องเรียน จาก 15 ห้องเรียน จำนวน 95 คน ใช้เวลาในการสอน 18 ชั่วโมง แบบแผนการวิจัยครั้งนี้เป็นแบบ One-Group Pretest-Posttest Design วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าสถิติ t-test for Dependent Samples และค่าสถิติ t-test One Sample ผลการวิจัยพบว่า 1. ชุดการสอนแบบสื่อประสม วิชาคณิตศาสตร์พื้นฐาน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เรื่อง เส้นขนาน มีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์ 80/80 โดยมีประสิทธิภาพ 87.16 / 84.63 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์พื้นฐานเรื่องเส้นขนานของนักเรียนหลังเรียนโดยใช้ชุดการสอนแบบสื่อประสมสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และ มีคะแนนเฉลี่ยสูงกว่าสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 80 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 3. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์พื้นฐานเรื่องเส้นขนานของนักเรียนหลังเรียนโดยใช้ชุดการสอนแบบสื่อประสมมีคะแนนเฉลี่ยสูงกว่า 24 คะแนน (สูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 80) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 4. นักเรียนมีความคิดเห็นต่อการเรียนการสอนโดยใช้ชุดการสอนแบบสื่อประสม วิชาคณิตศาสตร์พื้นฐาน เรื่องเส้นขนานในระดับมาก
ชุดฝึกทักษะคณิตศาสตร์การบวกและการลบจำนวนที่มีผลลัพธ์และตั้งไม่เกิน 20 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1
[ โดย kruinfo ชม 133 ]
ขอเผยแพร่ชุดฝึกทักษะคณิตศาสตร์ การบวกและการลบจำนวนที่มีผลลัพธ์และตัวตั้งไม่เกิน 20 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โดย ฐิติยารัตน์ ถาวรเจริญสุโข ครูวิทยฐานะ ชำนาญการ โรงเรียนบ้านหนองหิน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากาญจนบุรี เขต 2 สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ประกอบด้วยชุดฝึกทักษะจำนวน 10 เล่ม 1. เรื่อง การบวกจำนวนที่มีหนึ่งหลักสองจำนวน ที่มีผลบวกไม่เกิน 20 2. เรื่อง การบวกจำนวนที่มีสองหลักกับจำนวนที่มีหนึ่งหลัก ที่มีผลบวกไม่เกิน 20 3. เรื่อง การบวกจำนวนสามจำนวนที่มีผลบวกไม่เกิน 20 4. เรื่อง การบวกจำนวนสี่จำนวนที่มีผลบวกไม่เกิน 20 5. เรื่อง การวิเคราะห์โจทย์ปัญหาการบวก ที่มีผลบวกไม่เกิน 20 6. เรื่อง โจทย์ปัญหาการบวก ที่มีผลบวกเกิน 20 7. เรื่อง การลบจำนวนที่มีสองหลักกับจำนวนที่มีหนึ่งหลักที่ตัวตั้งไม่เกิน 20 8. เรื่อง การลบจำนวนที่มีสองหลักกับจำนวนที่มีสองหลัก ที่ตัวตั้งไม่เกิน 20 9. เรื่อง การวิเคราะห์โจทย์ปัญหาการลบที่ตัวตั้งไม่เกิน 20 10. เรื่อง โจทย์ปัญหาการลบที่ตัวตั้งไม่เกิน 20
การพัฒนาบทเรียนสำเร็จรูป เรื่องทศนิยมและเศษส่วน กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่1
[ โดย kruinfo ชม 361 ]
ชื่อเรื่อง การพัฒนาบทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง ทศนิยมและเศษส่วน กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ผู้วิจัย นางยุพาพร พื้นผา โรงเรียน โรงเรียนดอนมดแดงวิทยาคม อำเภอดอนมดแดง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา เขต 29 ปีที่พิมพ์ 2/2553 บทคัดย่อ การพัฒนาบทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง ทศนิยมและเศษส่วน กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนาบทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง ทศนิยมและเศษส่วนกลุ่มสาระ การเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนระหว่างก่อนเรียน และหลังเรียน และ 3)เพื่อศึกษาดัชนีประสิทธิผล ของบทเรียนสำเร็จรูป เรื่องทศนิยมและเศษส่วน กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย เป็นนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2553 โรงเรียนดอนมดแดงวิทยาคม อำเภอดอนมดแดง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 29จำนวน 35 คน ได้มาโดยวิธีการเลือกแบบเจาะจง ( Purposive Sampling ) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ครั้งนี้ คือ แผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 16 แผน บทเรียนสำเร็จรูป จำนวน 16 ชุด และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จำนวน 30 ข้อ ซึ่งมีค่าความยากง่ายตั้งแต่ 0.43 ถึง 0.79 ค่าอำนาจจำแนก ตั้งแต่ 0.22 ถึง 0.72 ค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ เท่ากับ 0.71 สถิติวิเคราะห์ที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบผลมติฐานใช้ t
รายงานการพัฒนาแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่องระบบจำนวนเต็ม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
[ โดย kruinfo ชม 250 ]
เรื่อง รายงานการพัฒนาแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง ระบบจำนวนเต็ม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ผู้รายงาน ภาสจันทร์ ดวงภมร หน่วยงาน โรงเรียนวิทยานุกูลนารี อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบูรณ์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 40 ปีที่ศึกษา ปีการศึกษา 2553 บทคัดย่อ รายงานการพัฒนาแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง ระบบจำนวนเต็ม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อ 1) หาประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่องระบบจำนวนเต็ม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนวิทยานุกูลนารี ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่องระบบจำนวนเต็ม 3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่องระบบจำนวนเต็ม กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการทดลอง เป็น นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/3 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2553 โรงเรียนวิทยานุกูลนารี สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 40 จำนวน 51 คน ได้มาโดยการสุ่มอย่างง่าย ใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยสุ่ม เครื่องมือที่ใช้ ในการศึกษาค้นคว้า คือ 1) แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ซึ่งเป็นแบบทดสอบแบบปรนัย ชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 20 ข้อ 3) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนด้วยแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วย โปรแกรมสำเร็จรูป SPSS for Windows สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบที ( t-test) ผลการศึกษาพบว่า 1. แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่องระบบจำนวนเต็ม มี ประสิทธิภาพ เท่ากับ 88.98 / 82.25 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน เรื่องระบบจำนวนเต็ม ของนักเรียนที่ได้รับการสอนโดยใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์สูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3. ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่องระบบจำนวนเต็ม ในภาพรวมนักเรียนมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณารายด้านพบว่าทุกด้านมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด และเมื่อพิจารณารายข้อนักเรียนมีความคิดเห็นว่าแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่องระบบจำนวนเต็ม ช่วยให้เกิดความรู้ความเข้าใจในบทเรียนได้ดียิ่งขึ้น และเนื้อหาเรียงจากง่ายไปหายาก โดยมีค่าเฉลี่ย เท่ากับ 4.98 ( = 4.98 )
การพัฒนาแบบฝึกพัฒนาทักษะการแก้โจทย์ปัญหาการบวกและการลบ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1
[ โดย kruinfo ชม 148 ]
เป็นงานวิจัยสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 เรื่องการวิเคราะห์โจทย์ปัญหาการบวกการลบ ซึ่งจะเป็นประโยชน์สำหรับการศึกษา กรุณาช่วยเผยแพร่ จะเป็นพระคุณอย่างสูง ชื่อเรื่อง การพัฒนาแบบฝึกพัฒนาทักษะการแก้โจทย์ปัญหาการบวกและการลบ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ชื่อผู้วิจัย นางสายชล รักอินทร์ ปีที่วิจัย ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2552 สถานที่วิจัย โรงเรียนเทศบาลวัดเสมาเมือง อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช บทคัดย่อ การวิจัยฉบับนี้จัดทำขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนาแบบฝึกพัฒนาทักษะการแก้โจทย์ปัญหาการบวกและการลบ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80และมิประสิทธิผลตามเกณฑ์ 0.50 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหลังเรียนโดยใช้แบบฝึกพัฒนาทักษะการแก้โจทย์ปัญหาการบวกและการลบ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ประชากรที่ใช้ในการวิจัยเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนเทศบาลวัด เสมาเมือง อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2552 จำนวน 100 คน กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1/5 โรงเรียนเทศบาลวัด เสมาเมือง อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2552 จำนวน 34 คนโดยการเลือกแบบสุ่มตัวอย่างแบบง่าย ( Sample Random Sampling ) โดยการจับสลาก เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ประกอบด้วย 1)แบบฝึกพัฒนาทักษะการแก้โจทย์ปัญหาการบวกและการลบ จำนวน 10 ชุด 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 3) แผนการจัดการเรียนรู้ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ 1) ค่าประสิทธิภาพของแบบฝึก 2) ค่าประสิทธิผลของแบบฝึก 3) ค่าความยากง่ายและค่าอำนาจจำแนกของแบบทดสอบ 4) ค่าความเชื่อมั่นของแบบ ทดสอบ 5) ค่าเฉลี่ย และค่าร้อยละ 6) ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 7) การทดสอบความมีนัยสำคัญ ค่าt ( t-test) ผลการวิจัยพบว่า 1)แบบฝึกพัฒนาทักษะการแก้โจทย์ปัญหาการบวกและการลบ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 มีค่าประสิทธิภาพเท่ากับ 84.35/87.21 และค่าประสิทธิผลเท่ากับ 0.70 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด 2)ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหลังเรียนโดยใช้แบบฝึกพัฒนาทักษะการแก้โจทย์ปัญหาการบวกและการลบ ต่างจากก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน
การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องการหาร ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3
[ โดย kruinfo ชม 154 ]
บทคัดย่อ ชื่อรายงาน รายงานผลการศึกษาการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องการหาร ของนักเรียนชั้นประถมศึกษา ปีที่ 3 ที่จัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิค TAI กับการจัดการเรียนรู้ตามแนวคู่มือครู ชื่อผู้รายงาน นางสาวปรานี แพรอัตร์ ตำแหน่งครู ชำนาญการ โรงเรียนอนุบาลบางแพ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาราชบุรี เขต 2 จังหวัดราชบุรี รายงานผลการศึกษาการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การหาร ของนักเรียนชั้นประถมศึกษา ปีที่3ที่จัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิค TAI กับการจัดการเรียนรู้ตามแนวคู่มือครู มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่อง การหาร ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่จัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิค TAI กับการจัดการเรียนรู้ตามแนวคู่มือครู 2) เพื่อศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่3 ที่มีต่อจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิค TAI กับการจัดการเรียนรู้ตามแนวคู่มือครู 3) เพื่อประเมินความสามารถในการคิดของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่3ที่ได้จากการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิค TAI กลุ่มตัวอย่าง เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนอนุบาลบางแพ อำเภอบางแพ จังหวัดราชบุรี ภาคเรียนที่ 1ปีการศึกษา 2554 จำนวน 46 คน โดยแบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 23 คน กลุ่มควบคุม 23 คน เครื่องมือที่ใช้ คือ แผนการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิค TAI โดยใช้เอกสารประกอบการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิค TAI เป็นสื่อการเรียนรู้ แผนการจัดการเรียนรู้ตามแนวคู่มือครู แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องการหาร ชนิดเลือกตอบ 3 ตัวเลือก จำนวน 20 ข้อ แบบสอบถามความคิดเห็นที่มีต่อการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิค TAI และการจัดการเรียนรู้ตามแนวคู่มือครู แบบประเมินความสามารถในการคิด การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ค่าร้อยละ (%) ค่าเฉลี่ย( ) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) การทดสอบค่าที (t-test แบบ Independent ) ปรากฏผลการทดลอง ดังนี้ 1. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่อง การหาร ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่จัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิค TAI กับการจัดการเรียนรู้ตามแนวคู่มือครู แตกต่างกัน โดยกลุ่มทดลองที่จัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิค TAI มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่ากลุ่มควบคุมที่จัดการเรียนรู้ตามแนวคู่มือครู อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2. ความคิดเห็นของนักเรียน ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิค TAI กับการจัดการเรียนรู้ตามแนวคู่มือครู พบว่า นักเรียนมีความคิดเห็นต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดการจัดการเรียนรู้คณิตศาสตร์ แบบร่วมมือ เทคนิค TAI กับการจัดการเรียนรู้ตามแนวคู่มือครู แตกต่างกัน 3. ความสามารถในการคิดของนักเรียนที่ได้จากการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือกัน เทคนิค TAI พบว่า นักเรียนมีความสามารถในการคิดโดยภาพรวมอยู่ในระดับดี
การพัฒนาเอกสารประกอบการเรียนรู้ สาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์
[ โดย kruinfo ชม 140 ]
ชื่อเรื่อง การพัฒนาเอกสารประกอบการเรียนรู้ สาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง สมการและการแก้สมการ สำหรับนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ผู้วิจัย นางพิไลลักษณ์ ตาปราบ ตำแหน่ง ครู โรงเรียนบ้านหนองหอย อำเภอหนองบัวแดง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิ เขต 1 วิทยฐานะ ครูชำนาญการ ปีการศึกษา 2554 บทคัดย่อ การพัฒนาเอกสารประกอบการเรียนรู้ สาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง สมการและการแก้สมการ สำหรับนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาเอกสารประกอบการเรียนรู้ สาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่องสมการและการแก้สมการ สำหรับนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) ศึกษาดัชนีประสิทธิผลของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้เอกสารประกอบการเรียนรู้ สาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่องสมการและการแก้สมการ สำหรับนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 3) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้เอกสารประกอบการเรียนรู้ สาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่องสมการและการแก้สมการ สำหรับนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 และ 4) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ต่อการจัดกิจกรรม การเรียนรู้โดยใช้เอกสารประกอบการเรียนรู้ สาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่องสมการและการแก้สมการ สำหรับนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ซึ่งกลุ่มเป้าหมายในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่กำลังศึกษาในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2554 จำนวนนักเรียน 29 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) เอกสารประกอบการเรียนรู้ สาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง สมการและการแก้สมการ สำหรับนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 3 เล่ม 2) แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้เอกสารประกอบการเรียนรู้ 3) แบบทดสอบระหว่างเรียน 4) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง สมการและการแก้สมการ มีค่าความยากอยู่ระหว่าง 0.20
โปรแกรมสร้างใบงานคณิตศาสตร์ออนไลน์ตั้งโจทย์อัตโนมัติ แบบไม่ใช้ฐานข้อมูล
[ โดย kruinfo ชม 167 ]
โปรแกรมสร้างใบงานคณิตศาสตร์ออนไลน์ตั้งโจทย์อัตโนมัติ แบบไม่ใช้ฐานข้อมูล เป็นการต่อยอดจากโปรแกรมแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ออนไลน์ที่เล่นบนเน็ต พัฒนาขึ้นเพื่อสนองเพื่อนครูที่เคยบอกว่าไม่สดวกเพราะบางโรงเรียนมีคอมพิวเตอร์ไม่พอกับจำนวนนักเรียน สำหรับโปรแกรมนี้สามารถพิมพ์ใบงานลงกระดาษขนาด A4 ที่พัฒนาไปแล้วมีทั้งหมด 16 โปรแกรม ที่โดดเด่นคือ 1. โปรแกรมตั้งโจทย์พิมพ์ใบงานการบวกลบจำนวนเต็มของ ม.1 2. โปรแกรมตั้งโจทย์พิมพ์ใบงานการแยกตัวประกอบพหุนามดีกรีสอง ม.2-4 ตั้งโจทย์ครั้งละ ประมาณ 40 - 50 ข้อ นักเรียนไม่สามารถลอกกันได้ พิมพ์ออกทาง printer สะดวกมาก นอกจากนี้ยังมีโจทย์เกี่ยวกับเรขาคณิตวิเคราะห์ และภาคตัดกรวยอีกมากมาย เชิญเพื่อนครู-อาจารย์ และนักเรียนเข้าไป print ใช้ได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายที่ www.krupongsak.net
รายงานการพัฒนาแบบฝึกเสริมทักษะการบวกการลบระคนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านปง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 3
[ โดย kruinfo ชม 128 ]
รายงานการพัฒนาแบบฝึกเสริมทักษะการบวกการลบระคนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านปง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 3 มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) สร้างแบบฝึกเสริมทักษะการบวกการลบระคน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) ศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การบวกการลบระคน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ก่อนเรียนและหลังเรียนที่ได้รับการสอนโดยการใช้แบบฝึกเสริมทักษะการบวกการลบระคน 3) ศึกษาความพึงพอใจในการเรียนด้วยแบบฝึกเสริมทักษะการบวกการลบระคน ประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านปง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 3 จำนวน 16 คน เนื้อหาที่ใช้ในการศึกษาเป็นเนื้อหากลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 เรื่อง การบวกการลบระคน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ 1) แบบฝึกเสริมทักษะการบวกการลบระคน จำนวน 19 ชุด 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จำนวน 30 ข้อ โดยเป็นแบบทดสอบแบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 3 ตัวเลือก 3) แบบสอบถามความพึงพอใจในการเรียนด้วยแบบฝึกเสริมทักษะการบวกการลบระคน จำนวน 10 ข้อ โดยเป็นแบบสอบถามแบบประมาณค่า 5 ตัวเลือก ในการรายงานครั้งนี้ผู้รายงานได้ทำการเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยตนเอง ซึ่งมีขั้นตอนดังนี้ ทำการทดสอบก่อนเรียน (Pre
ชุดการสอน เรื่อง อนุพันธ์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6
[ โดย kruinfo ชม 156 ]
ชื่อเรื่อง รายงานการพัฒนาชุดการสอน เรื่อง อนุพันธ์ รายวิชาคณิตศาสตร์ รหัสวิชา ค43201 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ผู้รายงาน นายสมพาน เที่ยงธรรม ครูโรงเรียนศรีรัตนวิทยา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 28 ปีที่ทำการวิจัย ปี พ.ศ. 2554 บทคัดย่อ คณิตศาสตร์มีบทบาทสำคัญยิ่งต่อการพัฒนาความคิดของมนุษย์ และมนุษย์ได้ใช้คณิตศาสตร์เป็นเครื่องมือในการศึกษาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และศาสตร์อื่นๆ คณิตศาสตร์ช่วยให้มนุษย์มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ คิดอย่างมีเหตุผล คิดอย่างรอบคอบ ถี่ถ้วน สามารถคาดการณ์ วางแผน ตัดสินใจและแก้ปัญหาได้ เนื้อหาสาระทางคณิตศาสตร์ส่วนใหญ่มีลักษณะเป็นนามธรรม ที่มีโครงสร้างประกอบด้วยข้อตกลงเบื้องต้นในรูปของคำอนิยามและสัจพจน์ การใช้เหตุผลเพื่อสร้างทฤษฎีบทต่างๆ ที่นำไปใช้ได้อย่างเป็นระบบ คณิตศาสตร์มีความถูกต้องเที่ยงตรง คงเส้นคงวา มีระเบียบแบบแผน เป็นเหตุเป็นผล และมีความสมบูรณ์ในตัวเอง การสอนให้นักเรียนเข้าใจในเนื้อหาคณิตศาสตร์ที่ยาก ได้ผลดีจำเป็นที่ครูจะต้องใช้สื่อ ต่าง ๆ ให้เหมาะสมกับเนื้อหาและตัวนักเรียน เพื่อช่วยให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น การใช้ชุดการสอนที่มีลักษณะเป็นสื่อประสม จึงเป็นเทคโนโลยีทางการศึกษา ที่มีคุณค่าทางการเรียนการสอนหลายประการ เพราะชุดการสอน เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ครูดำเนินการสอนไปตามลำดับขั้นตอน ผู้เรียนทำแบบทดสอบก่อนเรียน ขั้นนำเข้าสู่บทเรียน ขั้นประกอบกิจกรรมการเรียน(ขั้นสอน) ขั้นสรุปผลการสอน ทำแบบทดสอบหลังเรียนตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ในชุดการสอน ช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนครูช่วยถ่ายทอดเนื้อหา และประสบการณ์ที่ซับซ้อนเป็นนามธรรม ให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ได้นักเรียนได้เรียนตามความสนใจ ตามเวลาและโอกาสที่อำนวยทำให้การเรียนการสอนมีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น การวิจัยครั้งนี้ มีจุดประสงค์ 1) เพื่อสร้างและพัฒนาชุดการสอน เรื่อง อนุพันธ์ รายวิชาคณิตศาสตร์ รหัสวิชา ค43201 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง อนุพันธ์ รายวิชาคณิตศาสตร์ รหัสวิชา ค43201 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ของนักเรียนที่เรียนด้วยชุดการสอน ระหว่างก่อนเรียน(Pre-test) และหลังเรียน (Post-test) 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อชุดการสอน เรื่อง อนุพันธ์ รายวิชาคณิตศาสตร์ รหัสวิชา ค43201 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) แบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้างเพื่อใช้ สอบถามผู้เชี่ยวชาญ 2) ชุดการสอน เรื่อง อนุพันธ์ รายวิชาคณิตศาสตร์ รหัสวิชา ค43201 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 3) แบบประเมินชุดการสอนโดยผู้เชี่ยวชาญด้านสื่อการเรียนการสอนและ ด้านเนื้อหา 4) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 5) แบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียน ที่มีต่อชุดการสอน เรื่อง อนุพันธ์ รายวิชาคณิตศาสตร์ รหัสวิชา ค43201 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 การวิเคราะห์ข้อมูล ใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงแบนมาตรฐานและทดสอบ T-test ผลการวิจัยพบว่า 1. ประสิทธิภาพของชุดการสอนเรื่อง อนุพันธ์ รายวิชาคณิตศาสตร์ รหัสวิชา ค43201 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 เท่ากับ 80.72 / 82.86 ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของชุดการสอน พบว่าคะแนนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน ด้วยชุดการสอนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3. ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อชุดการสอน เรื่อง อนุพันธ์ รายวิชาคณิตศาสตร์ รหัสวิชา ค43201 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 พบว่า โดยภาพรวมมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก ( X = 3.85)
การพัฒนาแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง อัตราส่วนและร้อยละ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2
[ โดย kruinfo ชม 202 ]
การวิจัยครั้งนี้จึงมีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนาแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่องอัตราส่วนและร้อยละ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 75/75 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่องอัตราส่วนและร้อยละของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้ แบบฝึกทักษะ 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่มีต่อการเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง อัตราส่วนและร้อยละ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2โรงเรียนบ้านยางกะเดา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 1 จำนวน 20 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง รูปแบบการทดลองคือ One
การพัฒนาแบบฝึก ชุด ตัวหารร่วมมากและผลคูณร่วมน้อย รายวิชาคณิตศาสตร์พื้นฐาน กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
[ โดย kruinfo ชม 347 ]
การพัฒนาแบบฝึก ชุด ตัวหารร่วมมากและผลคูณร่วมน้อย รายวิชาคณิตศาสตร์พื้นฐาน กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) พัฒนาแบบฝึก ชุด ตัวหารร่วมมากและผลคูณร่วมน้อย รายวิชาคณิตศาสตร์พื้นฐาน กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 70/70 (2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยแบบฝึก ชุด ตัวหารร่วมมากและผลคูณร่วมน้อย รายวิชาคณิตศาสตร์พื้นฐาน กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 (3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนต่อการเรียนด้วยแบบฝึก ชุด ตัวหารร่วมมากและผลคูณร่วมน้อย รายวิชาคณิตศาสตร์พื้นฐาน กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการพัฒนา เป็นนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านร้องยุ้งข้าว สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิษณุโลก เขต 1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2554 จำนวน 28 คน โดยใช้วิธีการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการพัฒนา ประกอบด้วย (1) แบบฝึก ชุด ตัวหารร่วมมากและผลคูณร่วมน้อย รายวิชาคณิตศาสตร์พื้นฐาน กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 6 เล่ม (2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน เรื่อง ตัวหารร่วมมากและผลคูณร่วมน้อย รายวิชาคณิตศาสตร์พื้นฐาน กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 เป็นชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 40 ข้อ (3) แบบวัดความพึงพอใจของนักเรียนต่อการเรียนด้วยแบบฝึก ชุด ตัวหารร่วมมากและผลคูณ ร่วมน้อย รายวิชาคณิตศาสตร์พื้นฐาน กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 เป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) 5 ระดับ จำนวน 10 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าร้อยละ และการทดสอบแบบที (t – test) ผลการพัฒนาพบว่า 1. แบบฝึก ชุด ตัวหารร่วมมากและผลคูณร่วมน้อย รายวิชาคณิตศาสตร์พื้นฐาน กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีประสิทธิภาพ 78.10/76.79 ซึ่งผ่านเกณฑ์มาตรฐาน กำหนดไว้ 70/70 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนด้วยแบบฝึก ชุด ตัวหารร่วมมากและผลคูณร่วมน้อย รายวิชาคณิตศาสตร์พื้นฐาน กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 สูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 3. นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนด้วยแบบฝึก ชุด ตัวหารร่วมมากและผลคูณร่วมน้อย รายวิชาคณิตศาสตร์พื้นฐาน กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 อยู่ในระดับ มากที่สุด
การพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง โจทย์ปัญหาการบวกและการลบ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3
[ โดย kruinfo ชม 156 ]
การวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและหาประสิทธิภาพบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง โจทย์ปัญหาการบวกและการลบ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ตามเกณฑ์ 80/80 เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนโดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน และเพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3/2โรงเรียนเทศบาล ๒ (บ้านหาดใหญ่) ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2554 จำนวน 39 คน ได้มาโดยวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบเป็นกลุ่ม (Cluster Random Sampling) แล้วสุ่มแบบอย่างง่ายโดยจับสลาก เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง โจทย์ปัญหาการบวกและการลบ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบสอบถามความพึงพอใจของผู้เรียนมีต่อบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบที (t-test dependent samples) ผลการวิจัยพบว่า 1. บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง โจทย์ปัญหาการบวกและการลบ มีประสิทธิภาพ 82.50/83.08 สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้คือ 80/80 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน ที่เรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง โจทย์ปัญหาการบวกและการลบ มีคะแนนทดสอบหลังเรียนสูงกว่าคะแนนทดสอบก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 (ค่า t = 20.41) 3. ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง โจทย์ปัญหาการบวกและการลบ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก
เผยแพร่ผลงานทางวิชาการวิชาคณิตศาสตร์
[ โดย kruinfo ชม 158 ]
บทคัดย่อ เรื่อง : ผลของแบบฝึกทักษะวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง การคูณ ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านมหาการเฉียงพง อำเภอระโนด จังหวัดสงขลา ผู้ศึกษา : นางจงดี สุวรรณรักษา ครูวิทยฐานะชำนาญการ โรงเรียนบ้านมหาการเฉียงพง อำเภอระโนด จังหวัดสงขลา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสงขลา เขต 1 สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ปีที่ศึกษา : ปีการศึกษา 2552 การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างแบบฝึกทักษะวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง การคูณชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ที่มีประสิทธิภาพ และเพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษา ปีที่ 2 วิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง การคูณ โดยใช้แบบฝึกทักษะก่อนเรียนกับหลังเรียน ประชากรที่ใช้ในการศึกษา เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษา ปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2552 โรงเรียนบ้านมหาการเฉียงพง อำเภอระโนด จังหวัดสงขลา จำนวน 7 คน เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง ประกอบด้วย แบบฝึกทักษะ วิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง การคูณ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 แบ่งเป็น 4 ตอน จำนวน 59 แบบฝึก และแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะ วิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง การคูณ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 22 แผนใช้เวลา 22 ชั่วโมง เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลประกอบด้วย แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียน และหลังเรียนลักษณะเป็นแบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 3 ตัวเลือก 1 ฉบับ จำนวน 20 ข้อ ใช้สถิติพื้นฐานในการวิเคราะห์ข้อมูล และการหาประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง การคูณ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โดยหาประสิทธิภาพของกระบวนการ (E1) ประสิทธิภาพของผลลัพธ์ (E2) และกำหนดเกณฑ์ E1/E2 เท่ากับ 75/75 ส่วนการเปรียบเทียบ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนใช้การเปรียบเทียบร้อยละของคะแนน ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเฉลี่ยก่อนเรียน กับร้อยละของคะแนน ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเฉลี่ยหลังเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะ ผลการศึกษาพบว่าแบบฝึกทักษะ วิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง การคูณ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 มีประสิทธิภาพ E1/E2 เท่ากับ 76.02 / 77.73 ซึ่งสูงว่าเกณฑ์ที่กำหนด และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนของนักเรียนหลังเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง การคูณ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 สูงกว่าก่อนเรียน โดยมีคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนร้อยละ 40.00 คะแนนเฉลี่ยหลังเรียนร้อยละ 85.71 และค่าเฉลี่ยของคะแนนพัฒนาร้อยละ 45.71
รายงานการใช้แบบฝึกทักษะการคูณเลขเร็วประกอบเทคนิคนิ้วมือ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6
[ โดย kruinfo ชม 283 ]
ชื่อเรื่อง รายงานการใช้แบบฝึกทักษะการคูณเลขเร็วประกอบ เทคนิคนิ้วมือ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ผู้ศึกษา นางจรัส จันทร์แจ้ง หน่วยงาน โรงเรียนบ้านสีสุก อำเภอแก้งสนามนาง จังหวัดนครราชสีมา ปีที่พิมพ์ 2554 บทคัดย่อ การศึกษาในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) พัฒนาแบบฝึกทักษะการคูณเลขเร็วประกอบเทคนิคนิ้วมือ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 75/75 (2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่าง ก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการคูณเลขเร็วประกอบเทคนิคนิ้วมือ และ (3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียน หลังการเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการคูณเลขเร็วประกอบเทคนิคนิ้วมือ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 วิธีดำเนินการศึกษา ประชากรเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านสีสุก อำเภอแก้งสนามนาง จังหวัดนครราชสีมา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 6 ปีการศึกษา 2553 จำนวน 18 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา คือ แบบฝึกทักษะการคูณเลขเร็วประกอบเทคนิคนิ้วมือ จำนวน 17 ชุด แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จำนวน 50 ข้อ และแบบสอบถามความพึงพอใจ จำนวน 10 ข้อ สถิติที่ใช้ในการศึกษา คือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต และค่าที (t-test) ผลการศึกษา พบว่า 1. แบบฝึกทักษะการคูณเลขเร็วประกอบเทคนิคนิ้วมือ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีประสิทธิภาพ 80.78/77.94 สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 75/75 ที่กำหนดไว้ 2. หลังการเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการคูณเลขเร็วประกอบเทคนิคนิ้วมือ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 3. หลังการเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการคูณเลขเร็วประกอบเทคนิคนิ้วมือ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 นักเรียนมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก
การพัฒนาทักษะการแก้สมการ โดยใช้แผนการจัดการเรียนรู้ที่เน้นกระบวนการคิดเชิงสร้างสรรค์ผสานวิธีผังกราฟฟิก กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6
[ โดย kruinfo ชม 296 ]
ชื่อเรื่อง การพัฒนาทักษะการแก้สมการ โดยใช้แผนการจัดการ เรียนรู้ที่เน้นกระบวนการคิดเชิงสร้างสรรค์ผสานวิธี ผังกราฟฟิก กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ผู้ศึกษา นางจรัส จันทร์แจ้ง หน่วยงาน โรงเรียนบ้านสีสุก อำเภอแก้งสนามนาง จังหวัดนครราชสีมา ปีที่พิมพ์ 2554 บทคัดย่อ การศึกษาในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาปัญหาการเรียนรู้ เรื่อง สมการและการแก้สมการ (2) พัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้ที่เน้นกระบวนการคิดเชิงสร้างสรรค์ผสานวิธีผังกราฟฟิก เรื่อง การแก้สมการ ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 75/75 และ (3) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน โดยใช้แผนการจัดการเรียนรู้ที่เน้นกระบวนการคิดเชิงสร้างสรรค์ผสานวิธีผังกราฟฟิก เรื่อง การแก้สมการ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 วิธีดำเนินการศึกษา ประชากรเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านสีสุก อำเภอแก้งสนามนาง จังหวัดนครราชสีมา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 6 ปีการศึกษา 2553 จำนวน 18 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา คือ (1) แผนการจัดการเรียนรู้หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 สมการและการแก้สมการ (2) แผนการจัดการเรียนรู้ที่เน้นกระบวนการ คิดเชิงสร้างสรรค์ผสานวิธีผังกราฟฟิก เรื่อง การแก้สมการ และ (3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จำนวน 15 ข้อ สถิติที่ใช้ในการศึกษา คือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต และค่าที (t-test) ผลการศึกษา พบว่า 1. หลังการเรียนโดยใช้แผนการจัดการเรียนรู้ หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 สมการและการแก้สมการ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 นักเรียนมีปัญหา การเรียนรู้ 5 รายการปัญหา เรียงตามลำดับจากมากไปหาน้อย ดังนี้ (1) การแก้โจทย์ปัญหาด้วยสมการ (2) การแก้สมการการหาร (3) การแก้สมการการลบ (4) การแก้สมการการคูณ และ (5) การแก้สมการการบวก 2. แผนการจัดการเรียนรู้ที่เน้นกระบวนการคิดเชิงสร้างสรรค์ผสานวิธีผังกราฟฟิก เรื่อง การแก้สมการ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีประสิทธิภาพ76.82/75.93 สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 75/75 ที่กำหนดไว้ 3. หลังการเรียนโดยใช้แผนการจัดการเรียนรู้ที่เน้นกระบวนการคิดเชิงสร้างสรรค์ผสานวิธีผังกราฟฟิก เรื่อง การแก้สมการ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
การพัฒนาทักษะการแก้สมการ โดยใช้บทเรียนสำเร็จรูปการแก้สมการประกอบเทคนิคการย้ายซ้ายมือ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6
[ โดย kruinfo ชม 194 ]
ชื่อเรื่อง การพัฒนาทักษะการแก้สมการ โดยใช้บทเรียนสำเร็จรูป การแก้สมการประกอบเทคนิคการย้ายซ้ายมือ กลุ่มสาระ การเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ผู้ศึกษา นางจรัส จันทร์แจ้ง หน่วยงาน โรงเรียนบ้านสีสุก อำเภอแก้งสนามนาง จังหวัดนครราชสีมา ปีที่พิมพ์ 2554 บทคัดย่อ การศึกษาในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) พัฒนาบทเรียนสำเร็จรูปการแก้สมการประกอบเทคนิคการย้ายซ้ายมือ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 และ (2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน โดยใช้บทเรียนสำเร็จรูปประกอบเทคนิคการย้ายซ้ายมือ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 วิธีดำเนินการศึกษา ประชากรเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านสีสุก อำเภอแก้งสนามนาง จังหวัดนครราชสีมา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 6 ปีการศึกษา 2553 จำนวน 18 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา คือ บทเรียนสำเร็จรูปการแก้สมการประกอบเทคนิคการย้ายซ้ายมือ จำนวน 7 ชุด และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เป็นแบบเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 7 ชุด ชุดละ 10 ข้อ จำนวนทั้งหมด 70 ข้อ สถิติที่ใช้ในการศึกษา คือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต และค่าที (t-test) ผลการศึกษา พบว่า 1. บทเรียนสำเร็จรูปการแก้สมการประกอบเทคนิคการย้ายซ้ายมือ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีประสิทธิภาพ 85.88/84.92 สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 ที่กำหนดไว้ 2. หลังการเรียนโดยใช้บทเรียนสำเร็จรูปการแก้สมการประกอบเทคนิคการย้ายซ้ายมือ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
รายงานการพัฒนาทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ระดับปฐมวัยโดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ สำหรับชั้นอนุบาลปีที่ 3
[ โดย kruinfo ชม 404 ]
หัวข้อศึกษา รายงานการพัฒนาทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ระดับปฐมวัยโดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ สำหรับชั้นอนุบาลปีที่ 3 ชื่อผู้ศึกษา นางสาว ภาวิดา จงณรงค์ชัย สถานที่ทำงาน โรงเรียนเทศบาลวัดท้ายตลาด (กวีธรรมสาร) กองการศึกษา เทศบาลเมืองอุตรดิตถ์ กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย ปีที่ศึกษา พ.ศ. 2554 บทคัดย่อ การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนาและหาประสิทธิภาพแบบฝึกเสริมทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ สำหรับชั้นอนุบาลปีที่ 3 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 2) เพื่อศึกษาพัฒนาการเรียนรู้พื้นฐานทางคณิตศาสตร์ก่อนและหลังการจัดประสบการณ์ โดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ สำหรับชั้นอนุบาลปีที่ 3/3 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ได้แก่ นักเรียน ชาย-หญิงอายุระหว่าง 5-6 ปี ซึ่งกำลังศึกษาอยู่ชั้นอนุบาลปีที่ 3/3 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2554 โรงเรียนเทศบาลวัดท้ายตลาด (กวีธรรมสาร) สังกัดกองการศึกษา เทศบาลเมืองอุตรดิตถ์ จังหวัดอุตรดิตถ์ จำนวน 35 คน โดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เนื่องจากผู้รายงานเป็นครูสอนประจำชั้น เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาได้แก่ แบบฝึกเสริมทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ สำหรับชั้นอนุบาลปีที่ 3 จำนวน 7 ชุด แบบประเมินพัฒนาการทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ เด็กปฐมวัย เป็นแบบเลือกตอบ จำนวน 25 ข้อ แผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ประกอบการใช้แบบฝึกเสริมทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ จำนวน 27 แผน ผลการศึกษาพบว่า 1) แบบฝึกเสริมทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ สำหรับชั้นอนุบาลปีที่ 3 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 83.46/81.53 (E1 / E2) สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ 80/80 2) นักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 3/3 ที่เรียนโดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ มีคะแนนสูงขึ้น คะแนนก่อนและหลังการจัดประสบการณ์แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
บทคัดย่อ ลำดับและอนุกรม วิชาคณิตศาสตร์พื้นฐาน 3
[ โดย kruinfo ชม 208 ]
การศึกษาค้นคว้าในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนาแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง ลำดับและอนุกรม วิชาคณิตศาสตร์พื้นฐาน 3 สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง ลำดับและอนุกรม วิชาคณิตศาสตร์พื้นฐาน 3 สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ก่อนและหลังเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง ลำดับและอนุกรม เพื่อศึกษาดัชนีประสิทธิผลการพัฒนาแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง ลำดับและอนุกรม วิชาคณิตศาสตร์พื้นฐาน 3 สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 และเพื่อประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง ลำดับและอนุกรม วิชาคณิตศาสตร์พื้นฐาน 3 สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2554 โรงเรียนหินดาดวิทยา อำเภอห้วยแถลง จังหวัดนครราชสีมา จำนวน 33 คน โดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้คือ แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง ลำดับและอนุกรม วิชาคณิตศาสตร์พื้นฐาน 3 สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 6 เล่ม แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง ลำดับและอนุกรม และแบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียนต่อการเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง ลำดับและอนุกรม วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทดสอบสมมุติฐานโดยใช้สถิติ t-test dependent
แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง ลำดับและอนุกรม เล่มที่ 2
[ โดย kruinfo ชม 884 ]
การใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง ลำดับและอนุกรม เล่มที่ 2 ลำดับเลขคณิต 1. ควรมีพื้นฐานการบวก ลบจำนวนเต็ม และฟังก์ชัน 2. ใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่องลำดับและอนุกรม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 เล่มที่ 2 ลำดับเลขคณิต เป็นรายบุคคล 3. ศึกษาข้อควรปฏิบัติของนักเรียน คำชี้แจง ขั้นตอนการใช้และทำแบบทดสอบ ก่อนเรียน จำนวน 15 ข้อ 4. ยึดคุณธรรมในการทำแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ และทำแบบทดสอบ 5. ทำแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เล่มที่ 2 ลำดับเลขคณิต โดยศึกษาใบความรู้ ใบกิจกรรมหรือตัวอย่างให้เข้าใจ แล้วทำแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ตามลำดับขั้นตอน 6. ถ้าไม่เข้าใจหรือทำผิดควรกลับไปศึกษาใบความรู้และแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์อีกครั้ง 7. ทำแบบทดสอบหลังเรียน จำนวน 15 ข้อ 8. ตรวจสอบกับเฉลย และบันทึกคะแนน ไปตามลำดับ
การพัฒนาแบบฝึกทักษะ ประกอบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบโมเดลซิปปา
[ โดย kruinfo ชม 281 ]
ชื่อเรื่อง การพัฒนาแบบฝึกทักษะ ประกอบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบโมเดลซิปปา (CIPPA Model) เรื่องการคูณ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ผู้วิจัย กมลนุช ไวยพันธ์ ตำแหน่ง ครูชำนาญการ โรงเรียนชุมชนบ้านเสารีก สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอำนาจเจริญ พ.ศ. 2555 บทคัดย่อ การจัดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 เรื่อง การคูณ ยังไม่ประสบผลสำเร็จตามจุดมุ่งหมาย เนื่องจากครูยังขาดการนำนวัตกรรมที่มีประสิทธิภาพมาใช้ในการจัดการเรียนรู้ ส่งผลให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำ การนำนวัตกรรม 2 ชนิดคือ นวัตกรรมด้านสื่อการสอนได้แก่ แบบฝึกทักษะ และนวัตกรรมประเภทวิธีการได้แก่ รูปแบบการสอนแบบโมเดลซิปปา (CIPPA Model) มาใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้จะทำให้นักเรียนเกิดความคิดรวบยอด และเรียนรู้อย่างมีความสุข การวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมาย (1) เพื่อพัฒนาแบบฝึกทักษะประกอบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบโมเดลซิปปา (CIPPA Model) เรื่องการคูณ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75 (2) เพื่อศึกษาดัชนีประสิทธิผลของแบบฝึกทักษะประกอบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบโมเดลซิปปา (CIPPA Model) เรื่องการคูณ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 (3) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน ด้วยแบบฝึกทักษะประกอบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบโมเดลซิปปา (CIPPA Model) เรื่องการคูณ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 (4) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนด้วยแบบฝึกทักษะประกอบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบโมเดลซิปปา (CIPPA Model) เรื่องการคูณ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2554 จำนวน 21 คน จากโรงเรียนชุมชนบ้านเสารีก อำเภอพนา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอำนาจเจริญ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลประกอบด้วย (1) แผนการจัดการเรียนรู้แบบโมเดลซิปปา กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่องการคูณ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 18 แผน แผนละ 1 ชั่วโมง รวม 18 ชั่วโมง (2) แบบฝึกทักษะ เรื่องการคูณ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 18 เล่ม (3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ก่อน - หลังเรียนคณิตศาสตร์ เรื่องการคูณ จำนวน 1 ฉบับ เป็นแบบทดสอบแบบปรนัย ชนิดเลือกตอบ 3 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ มีค่าความยากง่ายอยู่ระหว่าง 0.40
การใช้ชุดฝึกทักษะคณิตศาสตร์ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2
[ โดย kruinfo ชม 161 ]
ชื่อเรื่อง การใช้ชุดฝึกทักษะคณิตศาสตร์ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 เรื่อง โจทย์ปัญหาระคน โดยเน้นคุณธรรม ผู้รายงาน นางบุษบา พูนสีมา บทคัดย่อ การใช้ชุดฝึกทักษะคณิตศาสตร์ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 เรื่อง โจทย์ปัญหาระคน โดยเน้นคุณธรรม ประกอบการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาชุดฝึกทักษะคณิตศาสตร์ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 เรื่อง โจทย์ปัญหาระคน โดยเน้นคุณธรรม ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 70 / 70 เพื่อเปรียบเทียบ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 เรื่อง โจทย์ปัญหาระคน โดยเน้นคุณธรรม ก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้ชุดฝึกทักษะคณิตศาสตร์ และเพื่อศึกษาดรรชนีประสิทธิผลของชุดฝึกทักษะคณิตศาสตร์ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 เรื่อง โจทย์ปัญหาระคน โดยเน้นคุณธรรม กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการรายงานเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 16 คน ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2553 โรงเรียนบ้านฝายโบสถ์สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 5 ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาประกอบด้วย ชุดฝึกทักษะคณิตศาสตร์ จำนวน 10 ชุด แผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 10 แผน ทำการสอนจำนวน 22 ชั่วโมง แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนชนิดเลือกตอบ 3 ตัวเลือก 30 ข้อ จำนวน 1 ฉบับ ซึ่งมีค่าความยากง่ายตั้งแต่ 0.25 ถึง 0.76 ค่าอำนาจจำแนกตั้งแต่ 0.24 ถึง 0.78 ค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.84 สถิติที่ใช้ คือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบสมมุติฐานใช้ t
การพัฒนาแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่องการคูณ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3
[ โดย kruinfo ชม 240 ]
บทคัดย่อ การวิจัยเรื่องการพัฒนาแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์เรื่อง การคูณ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อหาประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่องการคูณ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ด้วยแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่องการคูณ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 เมื่อเทียบกับเกณฑ์ร้อยละ 75 3) เพื่อประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียน โดยใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่องการคูณ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ประกอบไปด้วยนักเรียนทั้งหมดของโรงเรียนบ้านหนองรังสิต ปีการศึกษา 2553 จำนวน 226 คน และกลุ่มตัวอย่างได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2553 โรงเรียนบ้านหนองรังสิต จำนวน 17 คน ซึ่งได้มาโดยวิธีการเลือกแบบเจาะจง โดยทำการสอนด้วยการใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์เรื่องการคูณ ประกอบแผนการจัดการเรียนรู้จำนวน 22 ชั่วโมง เพื่อ 1)หาประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะ 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยเทียบกับเกณฑ์ร้อยละ 75 หลังเรียนด้วยแบบฝึกทักษะโดยใช้ค่าสถิติ t-test one sample และสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนด้วยแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่องการคูณ โดยใช้ค่าเฉลี่ย ( ) ความเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่องการคูณ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนจำนวน 30 ข้อ ซึ่งเป็นแบบปรนัย ชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก และแบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนด้วยแบบฝึกทักษะ จำนวน 10 ข้อ ผลการวิจัยพบว่า 1. แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่องการคูณ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีประสิทธิภาพ81.09/82.16 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่ตั้งไว้คือ 75/75 2. นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้วยแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์เรื่องการคูณ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 เท่ากับ 82.16 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดคือ ร้อยละ 75 3. นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่องการคูณ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 อยู่ในระดับมาก ( = 2.82 , S.D. = 0.33)
หนูนิดกับคณิตหรรษา ตอน ฉันคือสมการ ( ป.6)
[ โดย kruinfo ชม 225 ]
" หนูนิดกับคณิตหรรษา" ชุดสมการและการแก้สมการขึ้นมา ซึ่งได้จัดเนื้อหาในเรื่องสมการ ออกเป็น 9 ตอน เพื่อง่ายต่อการศึกษาดังนี้ ตอนที่ 1 ฉันคือสมการ ตอนที่ 2 จริงใจหรือไก่กา ตอนที่ 3 ฉันคืออะไร ตอนที่ 4 ไขคำตอบ ตอนที่ 5 เพิ่มหรือลด ตอนที่ 6 แปลงร่าง ตอนที่ 7 ฝึกสมองประลองปัญญา ตอนที่ 8 สารพันปัญหา ตอนที่ 9 แบบรูปแสนสนุก

ยอดนิยม