เผยแพร่ผลงานครู » วิทยาศาสตร์

เลือกห้อง >>

วิทยาศาสตร์

การศึกษาผลการเรียนรู้โดยใช้ชุดกิจกรรมตามกระบวนการสืบเสาะหาความรู้ เรื่องระบบนิเวศ วิชาวิทยาศาสตร์ รหัส ว31201 สำหรับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนศรีไผทสมันต์ จังหวัดสุรินทร์
[ โดย kruinfo ชม 228 ]
การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาชุดกิจกรรมตามกระบวนการสืบเสาะหาความรู้ 5 E ใช้เกณฑ์มาตรฐานประสิทธิภาพ 80/80 เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างผลทดสอบก่อนเรียนกับผลการทดสอบหลังเรียนและเพื่อศึกษาความพึงพอใจของ นักเรียนที่มีต่อชุดกิจกรรมตามกระบวนการสืบเสาะหาความรู้ 5 E ประชากรที่ใช้เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ปีการศึกษา 2552 โรงเรียนศรีไผทสมันต์ จังหวัดสุรินทร์ จำนวน 30 คน ได้จากการเลือกแบบเจาะจง (Purpose Sampling) เนื้อหาที่ใช้ใน การทดลองเรื่องระบบนิเวศ เครื่องมือวิจัยแยกเป็น 1) เครื่องมือทดลอง ได้แก่ ชุดกิจกรรมการเรียน และแผนการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5 E) จำนวน 9 แผน 20 ชั่วโมง 2) เครื่องมือ เก็บข้อมูล ได้แก่ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน แบบประเมินชิ้นงาน แบบสังเกตประเมินพฤติกรรม แบบปะเมินการปฏิบัติงานกลุ่ม แบบประเมิน ทักษะการทดลอง แบบประเมินการนำเสนอรายงาน แบบประเมินการทำงานเป็นรายบุคคล และ แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ (%) ค่าเฉลี่ย ( ) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) t-test Dependent โดยมีระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ .05 ผลการวิจัยพบว่า 1. ชุดกิจกรรมตามกระบวนการสืบเสาะหาความรู้ 5 E มีประสิทธิภาพเท่ากับ 80.5 / 81.2 สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนด 80 / 80 2. การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างผลการทดสอบก่อนเรียนกับการทดสอบหลังเรียน ผลการทดสอบหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .05 3. ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อชุดกิจกรรมตามกระบวนการสืบเสาะหาความรู้ 5 E โดยภาพรวมนักเรียนมีความพึงพอใจอยู่ในระดับ
รายงานการศึกษาเอกสารประกอบการเรียนหน่วยการเรียนรู้ที่ 2
[ โดย kruinfo ชม 127 ]
รายงานการศึกษาเอกสารประกอบการเรียน หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 เรื่อง เพื่อนรักของเรา กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 มีจุดมุ่งหมายเพื่อ 1. สร้างและหาประสิทธิภาพเอกสารประกอบการเรียน หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 เรื่อง เพื่อนรักของเรา กลุ่มสาระ การเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาที่ 1 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 2. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ของนักเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนที่เรียนด้วย เอกสารประกอบการเรียน หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 เรื่อง เพื่อนรักของเรา กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาที่ 1 3. เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อเอกสารประกอบการเรียน หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 เรื่อง เพื่อนรักของเรา กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาที่ 1 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ่อวิทยบางระกำ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิษณุโลกเขต 1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2553 จำนวน 35 คน ได้มาโดยการการสุ่มอย่างง่าย (วิธีจับสลาก) เครื่องมื่อที่ใช้ ได้แก่ เอกสารประกอบการเรียน หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 เรื่อง เพื่อนรักของเรา แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน เรื่อง เพื่อนรักของเรา กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาที่ 1 และแบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อเอกสารประกอบการเรียน หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 เรื่อง เพื่อนรักของเรา กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาที่ 1 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานการทดสอบ (t-test) และการหาค่าประสิทธิภาพ E1/ E2 กำหนดไว้ที่ 80/80 ผลการศึกษาปรากฏดังนี้ 1. เอกสารประกอบการเรียน หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 เรื่อง เพื่อนรักของเรา กลุ่มสาระ การเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาที่ 1 มีประสิทธิภาพ 89.84/91.62 สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่ตั้งไว้ 80/80 2. นักเรียนที่เรียนโดยเอกสารประกอบการเรียน หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 เรื่อง เพื่อนรักของเรา กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาที่ 1 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่า ก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3. นักเรียนชั้นประถมศึกษาที่ 1 มีความพึงพอใจต่อการเรียนด้วยเอกสารประกอบการเรียน หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 เรื่อง เพื่อนรักของเรา กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ อยู่ในระดับมากที่สุด
รายงานการศึกษาเอกสารประกอบการเรียนหน่วยการเรียนรู้ที่ 2ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1
[ โดย kruinfo ชม 155 ]
บทคัดย่อ รายงานการศึกษาเอกสารประกอบการเรียน หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 เรื่อง เพื่อนรักของเรา กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 มีจุดมุ่งหมายเพื่อ 1. สร้างและหาประสิทธิภาพเอกสารประกอบการเรียน หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 เรื่อง เพื่อนรักของเรา กลุ่มสาระ การเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาที่ 1 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 2. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ของนักเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนที่เรียนด้วย เอกสารประกอบการเรียน หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 เรื่อง เพื่อนรักของเรา กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาที่ 1 3. เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อเอกสารประกอบการเรียน หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 เรื่อง เพื่อนรักของเรา กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาที่ 1 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ่อวิทยบางระกำ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิษณุโลกเขต 1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2553 จำนวน 35 คน ได้มาโดยการการสุ่มอย่างง่าย (วิธีจับสลาก) เครื่องมื่อที่ใช้ ได้แก่ เอกสารประกอบการเรียน หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 เรื่อง เพื่อนรักของเรา แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน เรื่อง เพื่อนรักของเรา กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาที่ 1 และแบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อเอกสารประกอบการเรียน หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 เรื่อง เพื่อนรักของเรา กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาที่ 1 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานการทดสอบ (t-test) และการหาค่าประสิทธิภาพ E1/ E2 กำหนดไว้ที่ 80/80 ผลการศึกษาปรากฏดังนี้ 1. เอกสารประกอบการเรียน หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 เรื่อง เพื่อนรักของเรา กลุ่มสาระ การเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาที่ 1 มีประสิทธิภาพ 89.84/91.62 สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่ตั้งไว้ 80/80 2. นักเรียนที่เรียนโดยเอกสารประกอบการเรียน หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 เรื่อง เพื่อนรักของเรา กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาที่ 1 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่า ก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3. นักเรียนชั้นประถมศึกษาที่ 1 มีความพึงพอใจต่อการเรียนด้วยเอกสารประกอบการเรียน หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 เรื่อง เพื่อนรักของเรา กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ อยู่ในระดับมากที่สุด
รายงานการใช้แบบฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน 8 ทักษะกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4
[ โดย kruinfo ชม 311 ]
การใช้แบบฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน 8 ทักษะ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ประถมศึกษาปีที่ 4 มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างแบบฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน 8 ทักษะ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 แหล่งข้อมูลได้จากผู้เชี่ยวชาญด้านเนื้อหาทางทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน 8ทัักษะ จำนวน 5 ท่านและนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านบึงพิไกร สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากำแพงเพชรเขต 1 จังหวัดกำแพงเพชร ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2552 จำนวน 30 คนเป็นนักเรียนเก่ง จำนวน 10 คน ปานกลาง จำนวน 10 คนและนักเรียนอ่อน จำนวน 10 คน เพื่อหาประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน 8 ทักษะ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ประถมศึกษาปีที่ 4 ตามเกณฑ์ 80/80 เครื่องมือที่ใช้ในการสร้างและหาประสิทธิภาพแบบฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน 8 ทักษะ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ประถมศึกษาปีที่ 4 คือ แบบประเมินความสอดคล้องระหว่างองค์ประกอบของแบบฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน 8 ทักษะ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ประถมศึกษาปีที่ 4 แบบทดสอบ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าร้อยละและค่าดัชนีความสอดคล้อง ขั้นการทดลองใช้แบบฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน 8 ทักษะ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ประถมศึกษาปีที่ 4 กลุ่มเป้าหมายได้จากการสุ่มแบบเจาะจง (Purposive Random Sampling) โดยเลือกจากนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านบึงพิไกร จากจำนวน 1 ห้องเรียนได้นักเรียนจำนวน 27 คน ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2553 แบบแผน การทดลองครั้งนี้ใช้กลุ่มเดียวทดสอบก่อนและหลังเรียน (One - Group Pretest-Postest Desing) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาได้แก่แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียน จำนวน 40 ข้อ แบบฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน 8 ทักษะ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ประถมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 8 เล่ม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าร้อยละและการทดสอบ (t-test Dependent) และศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อแบบฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน 8 ทักษะ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ประถมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 27 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาได้แก่ แบบประเมินความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือ ค่าเฉลี่ยและค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการรายงาน 1. ผลการสร้างแบบฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน 8 ทักษะ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ประถมศึกษาปีที่ 4 เมื่อนำไปทดลองใช้กับนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2552 จำนวน 30 คน พบว่ามีประสิทธิภาพ 83.04/82.08 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ (80/80) 2. คะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนด้วยแบบฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน 8 ทักษะ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ประถมศึกษาปีที่ 4 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 3. ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อแบบฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน 8 ทักษะ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ประถมศึกษาปีที่ 4 ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก (X = 4.50) และเมื่อพิจารณาเป็นรายการประเมินทุกรายการนักเรียนมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด 5 รายการ
การพัฒนาแบบฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นบูรณาการ หน่วยการเรียนรู้เรื่องสารและการเปลี่ยนแปลง สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 และตัวอย่างแบบฝึกทักษะชุดที่ 1
[ โดย kruinfo ชม 270 ]
บทคัดย่อ การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ (1)เพื่อพัฒนาแบบฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นบูรณาการ หน่วย การเรียนรู้ เรื่อง สารและการเปลี่ยนแปลง สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 (2)เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หน่วยการเรียนรู้ เรื่อง สารและการเปลี่ยนแปลง ก่อนเรียนและหลังเรียน โดยใช้แบบฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ขั้นบูรณาการ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 (3)พื่อเปรียบเทียบทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ขั้นบูรณาการ ก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 (4เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 หลังการเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ขั้นบูรณาการ หน่วยการเรียนรู้ เรื่อง สารและการเปลี่ยนแปลง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2553 โรงเรียนเทศบาล 3 ศรีทรายมูล สังกัดเทศบาลนครเชียงราย จำนวน 42 คน โดยวิธีสุ่มตัวอย่างแบบกลุ่ม (Cluster sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ แบบฝึกทักษะและคู่มือครู จำนวน 9 ชุด แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จำนวน40 ข้อ มีอำนาจจำแนกอยู่ระหว่าง 0.30 -0.80 ความยากง่ายอยู่ระหว่าง 0.50
รายงานการพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง การดำรงชีวิตของสัตว์ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6
[ โดย kruinfo ชม 199 ]
ชื่อเรื่อง รายงานการพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง การดำรงชีวิต ของสัตว์ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษา ปีที่ 6 ผู้รายงาน นางพิมพ์พร ชำนาญ ตำแหน่ง ครู วิทยฐานะชำนาญการ โรงเรียนชุมชนบ้านบวกโป่ง อำเภอสูงเม่น จังหวัดแพร่ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาแพร่ เขต 2 ปีที่รายงาน 2553 บทคัดย่อ การศึกษาครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 เพื่อศึกษาดัชนีประสิทธิผลของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน และเพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง การดำรงชีวิตของสัตว์ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านบวกโป่ง อำเภอสูงเม่น จังหวัดแพร่ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาแพร่ เขต 1 จำนวน 10 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ได้แก่ แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ จำนวน 7 แผน ใช้เวลาแผนละ 2 ชั่วโมง แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ มีค่าความยากง่ายตั้งแต่ 0.26 ถึง 0.98 และค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ เท่ากับ 0.81 แบบวัดความพึงพอใจของนักเรียน ที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน แบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน 15 ข้อ มีค่าอำนาจจำแนกตั้งแต่ 0.33 ถึง 0.88 และค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ เท่ากับ 0.91 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการศึกษาปรากฏดังนี้ 1. ผลการสร้างและหาประสิทธิภาพบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ที่มีประสิทธิภาพ ตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 เรื่อง การดำรงชีวิตของสัตว์ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 พบว่า ประสิทธิภาพของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เท่ากับ 84.57/81.10 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ 2. ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน ระหว่างคะแนนก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง การดำรงชีวิตของสัตว์ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 พบว่า คะแนนสอบหลังเรียนของนักเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3. ผลการศึกษาระดับความพึงพอใจของนักเรียน ที่มีต่อการใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ ช่วยสอน เรื่อง การดำรงชีวิตของสัตว์ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 พบว่าอยู่ในระดับมาก ทั้งนี้เป้นเพราะบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนนี้นักเรียนสามารถใช้ได้สะดวก มีรูปแบบการนำเสนอที่มีความเหมาะสม เช่น รูปภาพ ขนาดตัวอักษร พื้นหลัง ภาพเคลื่อนไหว เสียงประกอบ และเวลาในการนำเสนอไม่นานเกินไปทำให้นักเรียนไม่เกิดความเบื่อหน่าย นอกจากนี้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนยังได้เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้เรียนตามความสามารถของตนเองอย่างอิสระ จึงทำให้ผู้เรียนได้ทราบความก้าวหน้าของตนเอง จึงส่งผลให้นักเรียนมีความพึงพอใจบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนอยู่ในระดับมาก ผลการศึกษาบ่งชี้ว่า บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง การดำรงชีวิตของสัตว์ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่มีประสิทธิภาพและ ประสิทธิผล จะช่วยพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนให้ดีขึ้น สามารถนำไปใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ให้บรรลุตามผลการเรียนรู้ที่คาดหวังได้ หรือนำไปประยุกต์ใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ในเนื้อหาหรือกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่น ๆ ได้ ดังนั้นครูผู้สอนควรได้รับการสนับสนุนส่งเสริมและนำไปใช้ในกิจกรรมการเรียนรู้ต่อไป
การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะกระบวนการ ทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 สาระที่ 2 ชีวิตกับสิ่งแวดล้อม หน่วยการเรียนรู้ที่ 3 สิ่งมีชีวิตกับสิ่งแวดล้อม
[ โดย kruinfo ชม 233 ]
บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อหาประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 สาระที่ 2 ชีวิตกับสิ่งแวดล้อม หน่วยการเรียนรู้ที่ 3 สิ่งมีชีวิตกับสิ่งแวดล้อม ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) หาดัชนีประสิทธิผลของการจัดการเรียนรู้ 3) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อน และหลังเรียน 4) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการวิจัยเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านขะยูง(โนนเจริญศึกษา) สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาศรีสะเกษ เขต 3 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2552 จำนวน 30 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลได้แก่ แบบฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 สาระที่ 2 ชีวิตกับสิ่งแวดล้อม หน่วยการเรียนรู้ที่ 3 สิ่งมีชีวิตกับสิ่งแวดล้อม จำนวน 12 เล่ม แผนประกอบการใช้แบบฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 สาระที่ 2 ชีวิตกับสิ่งแวดล้อม หน่วยการเรียนรู้ที่ 3 สิ่งมีชีวิตกับสิ่งแวดล้อม จำนวน 12 แผน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เป็นแบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก มีค่าความยาก (p) ระหว่าง 0.47 ถึง 0.72 ค่าอำนาจจำแนก (B) ระหว่าง 0.21 ถึง 0.54 และมีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ 0.5917 แบบสอบถามความพึงพอใจนองนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน เป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ สถิติที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบวิลคอกซอลซายน์แรงค์ (The Wilcoxon Signed Ranks Test) ผลการวิจัยพบว่า 1. แบบฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 สาระที่ 2 ชีวิตกับสิ่งแวดล้อม หน่วยการเรียนรู้ที่ 3 สิ่งมีชีวิตกับสิ่งแวดล้อม มีประสิทธิภาพ 83.29/80.89 สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ 2. ดัชนีประสิทธิผลของการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 สาระที่ 2 ชีวิตกับสิ่งแวดล้อม หน่วยการเรียนรู้ที่ 3 สิ่งมีชีวิตกับสิ่งแวดล้อม เท่ากับ 0.6064 แสดงว่าผู้เรียนมีความก้าวหน้าทางการเรียนเพิ่มขึ้น คิดเป็นร้อยละ 60.64 3. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 สาระที่ 2 ชีวิตกับสิ่งแวดล้อม หน่วยการเรียนรู้ที่ 3 สิ่งมีชีวิตกับสิ่งแวดล้อม หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 4. ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 สาระที่ 2 ชีวิตกับสิ่งแวดล้อม หน่วยการเรียนรู้ที่ 3 สิ่งมีชีวิตกับสิ่งแวดล้อม โดยรวม อยู่ในระดับมาก ( = 4.48) โดยสรุปผลการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 สาระที่ 2 ชีวิตกับสิ่งแวดล้อม หน่วยการเรียนรู้ที่ 3 สิ่งมีชีวิตกับสิ่งแวดล้อม นักเรียนได้เรียนรู้จากสิ่งแวดล้อมใกล้ตัว ได้วางแผน ลงมือปฏิบัติ มีการคิดวิเคราะห์ แก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ เกิดประสบการณ์ตรง ความรู้ที่คงทน และเรียนรู้อย่างมีความสุข แบบฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐานจึงเป็นนวัตกรรมที่ส่งผลให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนสูงขึ้น นักเรียนเกิดความพึงพอใจ และมีเจตคติที่ดีต่อวิชาวิทยาศาสตร์
รายงานการพัฒนาชุดการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหา วิชาฟิสิกส์ หน่วยการเรียนรู้ เรื่อง โมเมนตัมและการชน สำหรับนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 พร้อมตัวอย่างชุดที่ 1
[ โดย kruinfo ชม 506 ]
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาชุดการเรียน การสอนเพื่อส่งเสริมความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาวิชาฟิสิกส์ หน่วยการเรียนรู้ เรื่อง โมเมนตัมและการชน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่สร้างขึ้นให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาฟิสิกส์ หน่วยการเรียนรู้ เรื่อง โมเมนตัมและการชน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โดยใช้ ชุดการเรียนการสอนให้สูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 3) เพื่อศึกษาความ พึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อชุดการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาวิชาฟิสิกส์ หน่วยการเรียนรู้ เรื่อง โมเมนตัมและการชน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 กลุ่มตัวอย่างในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2552 โรงเรียนบัวใหญ่ อำเภอบัวใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา สังกัดองค์การบริหาร ส่วนจังหวัดนครราชสีมา จำนวน 42 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ ชุดการเรียนการสอนจำนวน 5 ชุด แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนจำนวน 30 ข้อ และแบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการใช้ชุด การเรียนการสอน การวิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที ผลการศึกษาพบว่า 1. ชุดการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาวิชาฟิสิกส์ หน่วยการเรียนรู้ เรื่อง โมเมนตัมและการชน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 มีประสิทธิภาพ (E1/E2) = 82.07 / 80.56 ซึ่งมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ คือ 80/80 2. นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าเกณฑ์ ที่ตั้งไว้ อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .01 3. นักเรียนมีความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการใช้ชุด การเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาวิชาฟิสิกส์ หน่วยการเรียนรู้ เรื่อง โมเมนตัมและการชน ชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 4 สรุปได้ว่า ในภาพรวมนักเรียนมีความพึงพอใจต่อชุดการเรียนการสอนอยู่ในระดับความพึงพอใจมากที่สุด
รายงานผลการใช้และพัฒนาชุดฝึกกิจกรรมวิทยาศาสตร์ ชุด
[ โดย kruinfo ชม 148 ]
บทคัดย่อ ชื่อเรื่องที่ศึกษา : รายงานผลการใช้และพัฒนาชุดฝึกกิจกรรมวิทยาศาสตร์ ชุด
การพัฒนาแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ โดยใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้เรื่อง คลื่นกล กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ฟิสิกส์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5
[ โดย kruinfo ชม 160 ]
ชื่อเรื่อง การพัฒนาแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ โดยใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ เรื่อง คลื่นกล กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ฟิสิกส์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ผู้รายงาน นางกัลยาภรณ์ สุขเสริม ตำแหน่ง ครู วิทยฐานะ ครู ชำนาญการ โรงเรียนเขาสวนกวางวิทยานุกูล อำเภอเขาสวนกวาง จังหวัดขอนแก่น ปีที่พิมพ์ 2553 บทคัดย่อ การจัดการเรียนการสอน โดยใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ ส่งเสริมผู้เรียนให้มีการพัฒนาวิธีคิด สามารถแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบและเป็นการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่เสริมสร้างให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพวิธีหนึ่ง ดังนั้น การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ เพื่อพัฒนาแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่อง คลื่นกล มัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75 เพื่อหาดัชนีประสิทธิผลของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบสืบเสาะ หาความรู้ เพื่อเปรียบเทียบคะแนนระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่เรียนโดยใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ และเพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่มีต่อการเรียนวิทยาศาสตร์ เรื่อง คลื่นกล โดยใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/2 โรงเรียนเขาสวนกวางวิทยานุกูล อำเภอเขาสวนกวาง จังหวัดขอนแก่น จำนวน 32 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือ ที่ใช้ในการศึกษาประกอบด้วย แผนการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ จำนวน 11 แผน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนแบบปรนัย ชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ มีค่าอำนาจจำแนกรายข้อ (B) ตั้งแต่ 0.20 ถึง 0.50 ค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ (Lovett) เท่ากับ 0.90 และแบบวัดความพึงพอใจที่มีค่าอำนาจจำแนกรายข้อ (rxy) ตั้งแต่ 0.41 ถึง 0.72 ค่าความเชื่อมั่น ทั้งฉบับ (α) เท่ากับ 0.92 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน และการทดสอบสมมุติฐานใช้ t-test (Dependent Samples) ผลการศึกษา พบว่า 1. แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ โดกระบวนการสืบเสาะหาความรู้ ที่พัฒนาขึ้น มีประสิทธิภาพเท่ากับ 82.90/82.60 2. ดัชนีประสิทธิผลของแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เท่ากับ 0.7001 3. คะแนนหลังเรียนด้วยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง คลื่นกล โดยใช้กระบวนการ สืบเสาะหาความรู้ของนักเรียนสูงกว่าก่อนเรียน แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 4. ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง คลื่นกล โดยใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ โดยรวมอยู่ในระดับมาก โดยสรุป แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ โดยใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ เรื่อง คลื่นกล ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่พัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลผ่านเกณฑ์เหมาะสมทำ ให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ดีขึ้นกว่าเดิม จึงควรนำไปใช้ในการจัดการเรียนการสอน
รายงานการพัฒนาชุดกิจกรรม รายวิชา ว31101 วิทยาศาสตร์พื้นฐาน 1 เรื่อง สารและการจำแนกสาร สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
[ โดย kruinfo ชม 412 ]
บทคัดย่อ ชื่อเรื่อง : รายงานการพัฒนาชุดกิจกรรม รายวิชา ว 31101 วิทยาศาสตร์พื้นฐาน1 เรื่อง สารและการจำแนกสาร สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ผู้รายงาน : นายสุเมธ บัวสำลี โรงเรียนขาณุวิทยา อำเภอขาณุวรลักษบุรี จังหวัดกำแพงเพชร สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากำแพงเพชร เขต 2 การพัฒนาชุดกิจกรรมในครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายดังนี้ 1) เพื่อพัฒนาชุดกิจกรรม รายวิชา ว 31101 วิทยาศาสตร์พื้นฐาน1 เรื่อง สารและการจำแนกสาร สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนขาณุวิทยา ให้มีประสิทธิภาพเป็นไปตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้ชุดกิจกรรม ในรายวิชา ว 31101 วิทยาศาสตร์พื้นฐาน1 เรื่อง สารและการจำแนกสาร สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนขาณุวิทยา โดยเปรียบเทียบก่อนเรียนและหลังเรียน 3) เพื่อประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อชุดกิจกรรมในรายวิชา ว 31101 วิทยาศาสตร์พื้นฐาน1 เรื่อง สารและการจำแนกสาร สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1โรงเรียนขาณุวิทยากลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการทดลองครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1โรงเรียนขาณุวิทยา อำเภอขาณุวรลักษบุรี จังหวัดกำแพงเพชร สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากำแพงเพชร เขต 2 จำนวน 40 คน ซึ่งได้มาด้วยการสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง(Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วย 1) ชุดกิจกรรม รายวิชา ว 31101 วิทยาศาสตร์พื้นฐาน1 เรื่อง สารและการจำแนกสาร สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่ผู้รายงานพัฒนาขึ้นได้แก่ ชุดการกิจกรรม เล่มที่ 1 เรื่อง สมบัติสารและการจำแนกสาร ชุดกิจกรรม เล่มที่ 2 เรื่อง สารเนื้อเดียว ชุดการกิจกรรม เล่มที่3 เรื่อง สารเนื้อผสม ชุดการกิจกรรม เล่มที่ 4 เรื่อง สารละลาย ชุดการกิจกรรม เล่มที่ 5 เรื่อง สารละลายกรด เบส ชุดกิจกรรม เล่มที่ 6 เรื่อง การแยกสาร 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ก่อนเรียนและหลังเรียน เรื่อง สารและการจำแนกสาร จำนวน 40 ข้อ 3) แบบทดสอบประจำหน่วยการเรียนย่อย จำนวน 5 หน่วยการเรียนรู้ รวมจำนวน 50 ข้อ 4) แบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียนหลังจากใช้ชุดกิจกรรม จำนวน 15 ข้อ วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าเฉลี่ย ( ) ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน(S.D) หาค่าประสิทธิภาพ (E1/E2) และการทดสอบค่าที (t
รายงานการพัฒนาเอกสารประกอบการเรียนรู้ เรื่อง พืชน่ารู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนประโคนชัยวิทยา
[ โดย kruinfo ชม 192 ]
บทคัดย่อ รายงานการในการศึกษาเรื่องการพัฒนาเอกสารประกอบการเรียนรู้ เรื่อง พืชน่ารู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนประโคนชัยวิทยา มีวัตถุประสงค์ของการรายงาน 4 ประการคือ 1) เพื่อสร้างและพัฒนาประสิทธิภาพเอกสารประกอบการเรียนรู้ เรื่อง พืชน่ารู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 2) เพื่อหาค่าดัชนีประสิทธิผลเอกสารประกอบการเรียนรู้ เรื่อง พืชน่ารู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 มีความก้าวหน้าทางการเรียนสูงกว่าร้อยละ 50 3) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังการใช้เอกสารประกอบการเรียนรู้ เรื่อง พืชน่ารู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 และ เพื่อศึกษาความพึงพอใจเกี่ยวกับ การจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้เอกสารประกอบ การเรียนรู้ เรื่อง พืชน่ารู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4/2 โรงเรียน ประโคนชัยวิทยา อำเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาบุรีรัมย์เขต 2 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2552 ได้มาโดยการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง จำนวน 1 ห้องเรียน จำนวนนักเรียน 37 คน ใช้เวลาในการทดลอง 18 ชั่วโมง เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลมี 4 ชนิด คือ 1) เอกสารประกอบการเรียนรู้ เรื่อง พืชน่ารู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 8 เล่ม 2) แผนการจัดการเรียนรู้ประกอบการใช้เอกสารประกอบการเรียนรู้ เรื่อง พืชน่ารู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 10 แผน 3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ก่อนเรียนและหลังเรียน แบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้เอกสารประกอบการเรียนรู้ เรื่อง พืชน่ารู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 30 ข้อ ซึ่งค่าความยากง่าย (P) ซึ่งอยู่ระหว่าง .20 - .80 และ ค่าอำนาจจำแนก (r) ของข้อสอบเป็นรายข้ออยู่ระหว่าง .44 - 1.00 และค่าความเชื่อมั่นโดยใช้สูตร KR-20 ของคูเดอร์ ริชาร์ดสัน ได้ค่าความเชื่อมั่น .954 และ 4) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียน ที่มีต่อเอกสารประกอบการเรียนรู้ เรื่อง พืชน่ารู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 แบบสอบถามแบบมาตรส่วนประมาณค่าชนิด 5 ระดับ จำนวน 10 ข้อ มีค่าความเชื่อมั่นโดยใช้ค่าสัมประสิทธ์อัลฟา (Alpha
รายงานการพัฒนาเอกสารประกอบการเรียนรู้ เรื่อง พืชน่ารู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนประโคนชัยวิทยา
[ โดย kruinfo ชม 160 ]
บทคัดย่อ รายงานการในการศึกษาเรื่องการพัฒนาเอกสารประกอบการเรียนรู้ เรื่อง พืชน่ารู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนประโคนชัยวิทยา มีวัตถุประสงค์ของการรายงาน 4 ประการคือ 1) เพื่อสร้างและพัฒนาประสิทธิภาพเอกสารประกอบการเรียนรู้ เรื่อง พืชน่ารู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 2) เพื่อหาค่าดัชนีประสิทธิผลเอกสารประกอบการเรียนรู้ เรื่อง พืชน่ารู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 มีความก้าวหน้าทางการเรียนสูงกว่าร้อยละ 50 3) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังการใช้เอกสารประกอบการเรียนรู้ เรื่อง พืชน่ารู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 และ เพื่อศึกษาความพึงพอใจเกี่ยวกับ การจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้เอกสารประกอบ การเรียนรู้ เรื่อง พืชน่ารู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4/2 โรงเรียน ประโคนชัยวิทยา อำเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาบุรีรัมย์เขต 2 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2552 ได้มาโดยการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง จำนวน 1 ห้องเรียน จำนวนนักเรียน 37 คน ใช้เวลาในการทดลอง 18 ชั่วโมง เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลมี 4 ชนิด คือ 1) เอกสารประกอบการเรียนรู้ เรื่อง พืชน่ารู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 8 เล่ม 2) แผนการจัดการเรียนรู้ประกอบการใช้เอกสารประกอบการเรียนรู้ เรื่อง พืชน่ารู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 10 แผน 3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ก่อนเรียนและหลังเรียน แบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้เอกสารประกอบการเรียนรู้ เรื่อง พืชน่ารู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 30 ข้อ ซึ่งค่าความยากง่าย (P) ซึ่งอยู่ระหว่าง .20 - .80 และ ค่าอำนาจจำแนก (r) ของข้อสอบเป็นรายข้ออยู่ระหว่าง .44 - 1.00 และค่าความเชื่อมั่นโดยใช้สูตร KR-20 ของคูเดอร์ ริชาร์ดสัน ได้ค่าความเชื่อมั่น .954 และ 4) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียน ที่มีต่อเอกสารประกอบการเรียนรู้ เรื่อง พืชน่ารู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 แบบสอบถามแบบมาตรส่วนประมาณค่าชนิด 5 ระดับ จำนวน 10 ข้อ มีค่าความเชื่อมั่นโดยใช้ค่าสัมประสิทธ์อัลฟา (Alpha
รายงานการพัฒนาแบบฝึกทักษะรายวิชาเคมีเพิ่มเติม รหัส ว40222 เรื่อง กรด - เบส ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5
[ โดย kruinfo ชม 202 ]
รายงานผลการใช้และพัฒนาแบบฝึกทักษะรายวิชาเคมีเพิ่มเติม รหัส ว40222 เรื่อง กรด - เบส ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ปีการศึกษา 2552 ครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 2 ประการคือ 1) เพื่อหาประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะรายวิชาเคมีเพิ่มเติม รหัส ว40222 เรื่อง กรด
แบบฝึกทักษะเคมีเพิ่มเติม
[ โดย kruinfo ชม 163 ]
แบบฝึกทักษะ รายวิชาเคมีเพิ่มเติม รหัส ว40222 เรื่อง กรด
ผลการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะ เรื่อง สารที่ใช้ในชีวิตประจำวัน
[ โดย kruinfo ชม 154 ]
บทคัดย่อ : ชื่องานวิจัย ผลการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะ เรื่อง สารที่ใช้ในชีวิตประจำวัน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนเทศบาลบ้านสุขสำราญ สังกัดกองการศึกษา เทศบาลเมืองวารินชำราบ อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี ผู้วิจัย นายจรัส หาคำ บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาประสิทธิภาพของเอกสารประกอบ การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะ เรื่อง สารที่ใช้ในชีวิตประจำวัน ตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 (2) ศึกษาดัชนีประสิทธิผลของการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะ เรื่อง สารที่ใช้ในชีวิตประจำวัน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 (3) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ก่อนเรียนและหลังเรียน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่เรียนโดยการใช้การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะ เรื่อง สารที่ใช้ในชีวิตประจำวัน (4) ศึกษาความสามารถด้านการคิดวิเคราะห์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่เรียนโดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะ เรื่อง สารที่ใช้ในชีวิตประจำวัน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2553 โรงเรียนเทศบาลบ้านสุขสำราญ สังกัดกองการศึกษา เทศบาลเมืองวารินชำราบ อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี จำนวน 37 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจงห้องเรียน (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ เอกสารประกอบการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะ เรื่อง สารที่ใช้ในชีวิตประจำวัน แบบทดสอบท้ายกิจกรรม 6 ชุด มีค่าอำนาจจำแนก (r) ระหว่าง 0.60 - 0.70 ค่าความยากง่าย (P) ระหว่าง 0.63 - 0.77 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ก่อนเรียน ค่าอำนาจจำแนก มีค่า 0.70 ค่าความยากง่าย มีค่าตั้งแต่ 0.73 ถึง 0.77 ค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบทั้งฉบับเท่ากับ 0.84 แบบทดสอบหลังเรียนค่าอำนาจจำแนก มีค่าตั้งแต่ 0.60 ถึง 0.70 ค่าความยากง่าย มีค่าตั้งแต่ 0.63 ถึง 0.77 ค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบทั้งฉบับเท่ากับ 0.80 วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหา ค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบสมมติฐานใช้ t-test (Dependent Samples) ผลการวิจัยพบว่า 1. เอกสารประกอบการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะ เรื่อง สารที่ใช้ในชีวิตประจำวัน มีประสิทธิภาพ 89.19/85.08 สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด 2. ดัชนีประสิทธิผลของการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะ เรื่อง สารที่ใช้ในชีวิตประจำวัน ของนักเรียนชั้นประถมปีที่ 6 มีค่าเท่ากับ 0.7463 แสดงว่า นักเรียนมีความก้าวหน้าในการเรียนรู้ ร้อยละ 74.63 3. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะ เรื่อง สารที่ใช้ในชีวิตประจำวัน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 4. นักเรียนที่เรียนโดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะ เรื่อง สารที่ใช้ในชีวิตประจำวัน มีความสามารถด้านการคิดวิเคราะห์ร้อยละ 86.17 สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด
ายงานการพัฒนาชุดกิจกรรมวิทยาศาสตร์บูรณาการ ที่ส่งเสริมทักษะการคิดวิเคราะห์ เรื่อง สารในชีวิตประจำวัน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนวัดทองย้อย (วุฒิกรประชานุกูล)
[ โดย kruinfo ชม 219 ]
ชื่อเรื่อง รายงานการพัฒนาชุดกิจกรรมวิทยาศาสตร์บูรณาการ ที่ส่งเสริมทักษะการคิดวิเคราะห์ เรื่อง สารในชีวิตประจำวัน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนวัดทองย้อย (วุฒิกรประชานุกูล) ผู้ศึกษา นายกิตติ สังข์ทองโรจน์ ปีที่พิมพ์ 2553 บทคัดย่อ การศึกษาครั้งนี้ มีความมุ่งหมายเพื่อสร้างและพัฒนาชุดกิจกรรมวิทยาศาสตร์บูรณาการ ที่ส่งเสริมทักษะการคิดวิเคราะห์ เรื่อง สารในชีวิตประจำวัน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนวัดทองย้อย (วุฒิกรประชานุกูล) และความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อชุดกิจกรรมวิทยาศาสตร์บูรณาการที่ส่งเสริมทักษะการคิดวิเคราะห์ กลุ่มตัวอย่าง ที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 / 2 โรงเรียนวัดทองย้อย (วุฒิกรประชานุกูล) สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา นครนายก เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ ชุดกิจกรรมวิทยาศาสตร์บูรณาการที่ส่งเสริม ทักษะการคิดวิเคราะห์ เรื่อง สารในชีวิตประจำวัน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 8 กิจกรรม แบบทดสอบ ก่อนเรียนและหลังเรียน แบบสอบถามความพึงพอใจ ของนักเรียน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย (Mean) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) t - test แบบ Dependent Sample ค่าเกณฑ์มาตรฐาน 80 / 80 (E1 / E2) และค่าดัชนีประสิทธิผล (E.I) ผลการศึกษา พบว่า 1. ประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมวิทยาศาสตร์บูรณาการที่ส่งเสริมทักษะการคิดวิเคราะห์ เรื่อง สารในชีวิตประจำวัน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีค่า E1 / E2 เท่ากับ 86.88 / 84.65 แสดงว่าเป็นสื่อที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80 / 80 2. ดัชนีประสิทธิผล (E.I) ของชุดกิจกรรมวิทยาศาสตร์บูรณาการที่ส่งเสริม ทักษะการคิดวิเคราะห์ เรื่อง สารในชีวิตประจำวัน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีค่าเท่ากับ 0.6452 แสดงว่า นักเรียนมีความรู้เพิ่มขึ้นร้อยละ 64.52 3. ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียน - หลังเรียน พบว่า นักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่เรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมวิทยาศาสตร์บูรณาการที่ส่งเสริมทักษะ การคิดวิเคราะห์ เรื่อง สารในชีวิตประจำวัน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษา ปีที่ 6 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 4. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่เรียนด้วยชุดกิจกรรมวิทยาศาสตร์บูรณาการ ที่ส่งเสริมทักษะการคิดวิเคราะห์ เรื่อง สารในชีวิตประจำวัน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีความพึงพอใจโดยรวมอยู่ในระดับความพึงพอใจมากที่สุด
รายงานผลการใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ วิชาวิทยาศาสตร์ เรื่อง สารในชีวิต ประจำวัน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
[ โดย kruinfo ชม 207 ]
บทคัดย่อ การศึกษาครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อ 1) เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมการเรียนรู้ วิชาวิทยาศาสตร์ เรื่อง สารในชีวิตประจำวัน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ วิชาวิทยาศาสตร์ เรื่อง สารในชีวิตประจำวัน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 3) เพื่อศึกษาระดับความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ วิชาวิทยาศาสตร์ เรื่อง สารในชีวิต ประจำวัน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 สมมติฐาน คือ 1) ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ วิชาวิทยาศาสตร์ เรื่อง สารในชีวิตประจำวัน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ วิชาวิทยาศาสตร์ เรื่อง สารในชีวิตประจำวัน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 สูงกว่าก่อนเรียน 3) นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีความพึงพอใจต่อการใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ วิชาวิทยาศาสตร์ เรื่อง สารในชีวิตประจำวัน อยู่ในระดับมากที่สุด ประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2552 โรงเรียนบ้านแม่ต๋ำ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาพะเยา เขต 2 จำนวน 22 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาประกอบด้วย 1) ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ผู้ศึกษาสร้างขึ้น จำนวน 5 ชุด 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ 3) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อชุดกิจกรรมการเรียนรู้ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ คือ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการศึกษาพบว่า 1) ชุดกิจกรรมการเรียนรู้มีประสิทธิภาพโดยภาพรวม 84.57/85.40 เป็นไปตามสมมติฐานข้อที่ 1 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่ใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน โดยมีค่าเฉลี่ยก่อนเรียนร้อยละ 41.37 ค่าเฉลี่ยหลังเรียนร้อยละ 85.80ค่าเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนร้อยละ 44.43 เป็นไปตามสมมติฐานข้อที่ 2 3) ผลการหาระดับความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อชุดกิจกรรมการเรียนรู้ มีระดับความพึงพอใจโดยภาพรวมอยู่ในเกณฑ์มากที่สุด เป็นไปตามสมมติฐานข้อที่ 3 โดยมีค่าเฉลี่ย 4.83 ความเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.03
รายงานผลการใช้ชุดฝึกปฏิบัติการทดลอง หน่วยการเรียนรู้ เสียงกับการได้ยิน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5
[ โดย kruinfo ชม 208 ]
บทคัดย่อ การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของชุดฝึกปฏิบัติการทดลอง กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ หน่วยการเรียนรู้ เสียงกับการได้ยิน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้ชุดฝึกปฏิบัติการทดลอง หน่วยการเรียนรู้ เสียงกับการได้ยิน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 3) เพื่อศึกษาระดับความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อชุดฝึกปฏิบัติการทดลอง หน่วยการเรียนรู้ เสียงกับการได้ยิน สมมติฐานในการศึกษา คือ ชุดฝึกปฏิบัติการทดลอง หน่วยการเรียนรู้ เสียงกับการได้ยิน กลุ่มสาระ การเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐานร้อยละ 80/80 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนโดยใช้ชุดฝึกปฏิบัติการทดลอง หน่วยการเรียนรู้ เสียงกับการได้ยิน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 สูงกว่าก่อนเรียน นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการใช้ชุดฝึกปฏิบัติการทดลอง หน่วยการเรียนรู้ เสียงกับการได้ยิน กลุ่มสาระ การเรียนรู้วิทยาศาสตร์ อยู่ในระดับมากที่สุด ประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2552 โรงเรียนบ้านแม่ต๋ำ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาพะเยา เขต 2 จำนวน 23 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาประกอบด้วย 1) ชุดฝึกปฏิบัติการทดลอง กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ หน่วยการเรียนรู้ เสียงกับการได้ยิน จำนวน 5 เรื่อง 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ หน่วยการเรียนรู้ เสียงกับการได้ยิน 3) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อชุดฝึกปฏิบัติการทดลอง หน่วยการเรียนรู้ เสียงกับการได้ยิน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ คือ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการศึกษาพบว่า 1) ชุดฝึกปฏิบัติการทดลองมีประสิทธิภาพโดยรวม 84.78/85.48 สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดไว้ร้อยละ 80/80 ทั้ง 5 เรื่อง 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่ใช้ชุดฝึกปฏิบัติการทดลองก่อนเรียนมีค่าเฉลี่ยร้อยละ 42.61 คะแนนทดสอบหลังเรียนมีค่าเฉลี่ยร้อยละ 88.12 คะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน คิดเป็นร้อยละ 45.51 3) ผลการหาระดับความพึงพอใจของนักเรียนที่ใช้ชุดฝึกปฏิบัติการทดลองมีระดับความพึงพอใจโดยภาพรวมอยู่ในเกณฑ์มากที่สุด โดยมีค่าเฉลี่ย 4.82 ความเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.11
รายงานผลการใช้หนังสือส่งเสริมการอ่านวิทยาศาสตร์ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านโต๊ะตีเต
[ โดย kruinfo ชม 206 ]
บทคัดย่อ การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) สร้างหนังสือส่งเสริมการอ่านวิทยาศาสตร์ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้หนังสือส่งเสริมการอ่านวิทยาศาสตร์ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 และ 3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่เรียนโดยใช้หนังสือส่งเสริมการอ่านวิทยาศาสตร์ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ประชากร คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ปีการศึกษา 2550 โรงเรียนบ้านโต๊ะตีเต อำเภอยะหริ่ง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาปัตตานี เขต 1 จำนวน 20 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา คือ 1) หนังสือส่งเสริมการอ่านวิทยาศาสตร์ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 2) แบบประเมินความพึงพอใจของครูวิทยาศาสตร์และผู้ทรงคุณวุฒิต่อหนังสือส่งเสริมการอ่านวิทยาศาสตร์สำหรับนักเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 3) แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้หนังสือส่งเสริมการอ่านวิทยาศาสตร์ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 4) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 5) แบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนของหนังสือส่งเสริมการอ่านวิทยาศาสตร์ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 6 เรื่อง และ 6) แบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่เรียนโดยใช้หนังสือส่งเสริมการอ่านวิทยาศาสตร์ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ ค่าอำนาจจำแนก ค่าความยากง่าย ค่าความเชื่อมั่น ค่าประสิทธิภาพตามเกณฑ์ มาตรฐาน 80/80 และการทดสอบค่าที (t
การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์เรื่องเซลล์และกระบวนการ
[ โดย kruinfo ชม 169 ]
ชื่อเรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์เรื่องเซลล์และกระบวนการ ดำรงชีวิตของพืชโดยใช้บทเรียนสำเร็จรูปสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนท่าตูมประชาเสริมวิทย์ อ.ท่าตูม จังหวัดสุรินทร์ ผู้ศึกษา นางอัญชลี มะลิหวล สถานศึกษา โรงเรียนท่าตูมประชาเสริมวิทย์ อำเภอท่าตูม จังหวัดสุรินทร์ สำนักงานเขตพื้นที่ การศึกษาสุรินทร์ เขต 2 ปีการศึกษา ภาคเรียนที่ 1 / 2551 บทคัดย่อ การศึกษาการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์เรื่องเซลล์และกระบวนการดำรงชีวิตของพืชโดยใช้บทเรียนสำเร็จรูปสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1โรงเรียนท่าตูมประชาเสริมวิทย์ อำเภอท่าตูม จังหวัดสุรินทร์ ครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ1) เพื่อพัฒนาบทเรียนสำเร็จรูปวิชาวิทยาศาสตร์ เรื่องเซลล์และกระบวนการดำรงชีวิตของพืชสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่มีเกณฑ์ประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/3 ก่อนและหลังการใช้บทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง เรื่องเซลล์และกระบวนการดำรงชีวิตของพืช 3)เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนต่อการใช้บทเรียนสำเร็จรูปวิชาวิทยาศาสตร์ เรื่องเซลล์และกระบวนการดำรงชีวิตของพืช สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/3 ประชากรที่ใช้ในการศึกษาสำหรับทดสอบประสิทธิภาพของบทเรียนสำเร็จรูป และทดสอบแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/1 นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่1/5 นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/7 นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/9 และนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/10 โรงเรียนท่าตูมประชาเสริมวิทย์ อำเภอท่าตูม จังหวัดสุรินทร์ ภาคเรียนที่ 1 ประจำปีการศึกษา 2551 จำนวน 63 คนและกลุ่มตัวอย่างคือนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/3 จำนวน 41 คน เป็นนักเรียนชาย 16 คน และเป็นนักเรียนหญิง 25 คน ซึ่งได้มาโดยการเลือกตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลครั้งนี้ คือ แผนจัดการเรียนรู้ จำนวน 10 แผน บทเรียนสำเร็จรูป จำนวน 10 เล่ม แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบปรนัย ชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 40 ข้อ และแบบวัดความพึงพอใจของนักเรียนต่อการจัดการเรียนรู้ จำนวน 30 ข้อ แบบแผนของการศึกษาคือรูปแบบกลุ่มเดียววัดก่อนและหลังการทดลอง(One Group Pre-test post-test Design) ผลการศึกษาพบว่า 1. ประสิทธิภาพของบทเรียนสำเร็จรูปวิชาวิทยาศาสตร์ เรื่องเซลล์และกระบวนการดำรงชีวิตของพืชสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 อยู่ในเกณฑ์ประสิทธิภาพ 80/80 คือ 81.18 / 82.05 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนบทเรียนสำเร็จรูปวิชาวิทยาศาสตร์ เรื่องเซลล์และกระบวนการดำรงชีวิตของพืชสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/3 มีคะแนนวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนมีค่าเฉลี่ย ( ) เท่ากับ 31.12 และคะแนนทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนมีค่าเฉลี่ย ( ) เท่ากับ 34.07 โดยมีคะแนนรวมของผลต่าง ( ) มีค่าเท่ากับ 86 และมีค่า t
ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่องกำเนิดและการเคลื่อนที่ของแสง
[ โดย kruinfo ชม 233 ]
เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ นางจริยา นิตยา ตำแหน่งครู วิทยฐานะ ชำนาญการ โรงเรียนอนุบาลภูเวียง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาขอนแก่น เขต 5 ได้จัดทำผลงานทางวิชาการ เรื่อง
รายงานผลการใช้ชุดกิจกรรมวิทยาศาสตร์ เรื่อง การดำรงพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5
[ โดย kruinfo ชม 275 ]
การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความพึงพอใจ โดยใช้ชุดกิจกรรมวิทยาศาสตร์ เรื่อง การดำรงพันธุ์ของสิ่งมีชีวิต กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 การศึกษาค้นคว้าครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมวิทยาศาสตร์ เรื่อง การดำรงพันธุ์ของสิ่งมีชีวิต ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนและหลังการใช้ชุดกิจกรรมวิทยาศาสตร์ เรื่อง การดำรงพันธุ์ของสิ่งมีชีวิต ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 และเพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อ การจัดการเรียนรู้โดยการใช้ชุดกิจกรรมวิทยาศาสตร์ เรื่อง การดำรงพันธุ์ของสิ่งมีชีวิต ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โดยผู้ศึกษาได้ดำเนินการสอนด้วยตนเอง ใช้เวลาสอน 24 แผนการจัดการเรียนรู้ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2553 โรงเรียนบ้านเขาไคร สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสตูล จำนวน 22 คนโดยการสุ่มแบบเฉพาะเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ ชุดกิจกรรมวิทยาศาสตร์ เรื่อง การดำรงพันธุ์ของสิ่งมีชีวิต ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 9 กิจกรรม แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การดำรงพันธุ์ของสิ่งมีชีวิต กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 30 ข้อ และแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนรู้ด้วยชุดกิจกรรมวิทยาศาสตร์ เรื่อง การดำรงพันธุ์ของสิ่งมีชีวิต ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 เป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) จำนวน 10 ข้อคำถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เปรียบเทียบความแตกต่างความคิดสร้างสรรค์ก่อนและหลังเรียน โดยใช้ t-test (Dependent Samples) ผลการศึกษาค้นคว้า ปรากฏผลดังนี้ 1. ชุดกิจกรรมวิทยาศาสตร์ เรื่อง การดำรงพันธุ์ของสิ่งมีชีวิต ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 มีประสิทธิภาพ 80.86 /84.53 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ที่ตั้งไว้ 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ก่อนและหลังการใช้ชุดกิจกรรมวิทยาศาสตร์ เรื่อง การดำรงพันธุ์ของสิ่งมีชีวิต ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 พบว่า หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 3. ความพึงพอใจของนักเรียน ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยการใช้ชุดกิจกรรมวิทยาศาสตร์ เรื่อง การดำรงพันธุ์ของสิ่งมีชีวิต ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 อยู่ในระดับมาก
รายงานการใช้ชุดการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ที่ส่งเสริมทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์
[ โดย kruinfo ชม 149 ]
บทคัดย่อ การศึกษาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของชุดการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ที่ส่งเสริมทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังและก่อนเรียนด้วยชุดการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ที่ส่งเสริม ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ สำหรับนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 และ3) เพื่อประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อชุดการสอนแบบ สืบเสาะหาความรู้ที่ส่งเสริมทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ประชากรที่ใช้ในการศึกษา คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษา ปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2552 โรงเรียนชุมชนประชาสามัคคี จำนวน 25 คน เครื่องมือที่ใช้ ในการศึกษา คือ 1) ชุดการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ที่ส่งเสริมทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 สิ่งมีชีวิตกับกระบวน การดำรงชีวิต และหน่วยการเรียนรู้ที่ 3 พลังงานและสสาร 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ 3) แบบสอบถามความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลใช้ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติทดสอบ t
รายงานผลการใช้ชุดการสอน เรื่อง สิ่งมีชีวิต กลุ่มสาระการเรียนรู้ วิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
[ โดย kruinfo ชม 151 ]
บทคัดย่อ ชื่อผลงาน : รายงานผลการใช้ชุดการสอน เรื่อง สิ่งมีชีวิต กลุ่มสาระการเรียนรู้ วิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ชื่อผู้รายงาน : นายบรรเจิด โรงคำ รายงานผลการใช้ชุดการสอนครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของชุดการสอน เรื่อง สิ่งมีชีวิต กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ตามเกณฑ์มาตรฐานร้อยละ 80/80 (2) เพื่อศึกษาเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ เรื่อง สิ่งมีชีวิต ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ในก่อนเรียนและหลังเรียน (3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการใช้ชุดการสอน เรื่อง สิ่งมีชีวิต กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2550 โรงเรียนบ้านใหม่ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาน่าน เขต 1 อำเภอนาน้อย จังหวัดน่าน จำนวน 16 คน โดยการคัดเลือกสุ่มแบบเจาะจง จากประชากรทั้งหมด เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ (1) ชุดการสอน เรื่อง สิ่งมีชีวิต กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 4 ชุด (2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง สิ่งมีชีวิต กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 30 ข้อ (3) แบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อชุดการสอน เรื่อง สิ่งมีชีวิต กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ จำนวน 10 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ ค่าร้อยละ ค่าคะแนนเฉลี่ย ( ) และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ผลการศึกษาพบว่า 1. ชุดการสอน เรื่อง สิ่งมีชีวิต กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 4 ชุด มีประสิทธิภาพ 91.42/ 88.67 แสดงว่า ชุดการสอน ที่ผู้รายงานสร้างขึ้น มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 2. นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังการใช้ชุดการสอน เรื่อง สิ่งมีชีวิต กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ผ่านเกณฑ์ที่กำหนดไว้ทุกคน โดยมีคะแนนเฉลี่ยคิดเป็นร้อยละ 88.67 3. นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนโดยใช้ชุดการสอน เรื่อง สิ่งมีชีวิต กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 อยู่ในระดับพอใจมากที่สุด
รายงานการพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ หน่วยการเรียนรู้ : สารและสมบัติของสารชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านผาตูบ อำเภอเมือง จังหวัดน่าน
[ โดย kruinfo ชม 206 ]
บทคัดย่อ ในการศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์คือ1) เพื่อหาประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ หน่วยการเรียนรู้ : สารและสมบัติของสาร ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ใช้เกณฑ์มาตรฐาน 80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ เรื่อง สารและสมบัติของสาร ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ในก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ หน่วยการเรียนรู้ : สารและสมบัติของสาร ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1. 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนการสอนโดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ หน่วยการเรียนรู้ : สารและสมบัติของสาร ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ประชากรที่ใช้ในการศึกษาคือนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านผาตูบ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาน่าน เขต 1 กำลังเรียนภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2552 จำนวน 25 คน โดยการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้า ได้แก่ 1) ชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ หน่วยการเรียนรู้ : สารและสมบัติของสาร ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 4 ชุด 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ เป็นแบบทดสอบชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ 3) แบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ หน่วยการเรียนรู้ : สารและสมบัติของสาร ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีแบบแผนการทดลองเป็นแบบกลุ่มเดี่ยว วิธีทดลองที่มีการประเมินผล ก่อนและหลังเรียน (One Group Pretest-posttest Design) ในการเรียนรู้ วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าเฉลี่ย (X) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD) และการทดสอบค่าที (t – test) แบบ Dependent Sampling) ผลการศึกษา พบว่า 1) ชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ หน่วยการเรียนรู้ : สารและสมบัติของสาร นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีค่าประสิทธิภาพ E1/E2 เท่ากับ 85.07/87.07 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ก่อนเรียนกับหลังเรียน โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ หน่วยการเรียนรู้ : สารและสมบัติของสาร หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.05 ตามสมมติฐานที่ตั้งไว้ 3) ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ หน่วยการเรียนรู้ : สารและสมบัติของสาร ภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด สูงกว่าสมมติฐานที่ตั้งไว้
รายงานผลการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดการสอนแบบกลุ่มกิจกรรม เรื่องการสังเคราะห์ด้วยแสง วิชาชีววิทยา 4 รหัสวิชา ว40244 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5
[ โดย kruinfo ชม 193 ]
เรื่อง ผลการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดการสอนแบบกลุ่ม กิจกรรม เรื่องการสังเคราะห์ด้วยแสงวิชา ชีววิทยา 4 รหัสวิชา ว40244 กลุ่มสาระการเรียนรู้ วิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ผู้รายงาน นางนิศากร นนท์เทศา ปีที่ศึกษา 2552 บทคัดย่อ การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาประสิทธิภาพของชุดการสอนแบบกลุ่มกิจกรรม เรื่องการสังเคราะห์ด้วยแสง วิชาชีววิทยา 4 รหัสวิชา ว40244 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ตามเกณฑ์ 80/80 2) ศึกษาดัชนีประสิทธิผลของชุดการสอนแบบกลุ่มกิจกรรม เรื่อง การสังเคราะห์ด้วยแสง วิชาชีววิทยา 4 รหัสวิชา ว40244 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 3) เปรียบเทียบผลการทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนมัธยมศึกษา ปีที่ 5 จากการเรียนด้วยชุดการสอนแบบกลุ่มกิจกรรม เรื่องการสังเคราะห์ด้วยแสง วิชาชีววิทยา 4 รหัสวิชา ว40244 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ 4) ศึกษาความคงทนในการเรียนรู้ของนักเรียนจากการเรียนด้วยชุดการสอนแบบกลุ่มกิจกรรม เรื่องการสังเคราะห์ด้วยแสง วิชาชีววิทยา 4 รหัสวิชา ว40244 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/1 โรงเรียนไพรบึงวิทยาคม จังหวัดศรีสะเกษ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2552 จำนวน 41 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) วิธีการวิจัยเป็นการวิจัยเชิงการทดลองเบื้องต้น (Pre-experimental Design) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) ชุดการสอนแบบกลุ่มกิจกรรมเรื่องการสังเคราะห์ด้วยแสง จำนวน 10 ชุด มีประสิทธิภาพเบื้องต้นจากการทดลองภาคสนาม เท่ากับ 81.68/80.71 2) แผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 10 แผน มีคุณภาพด้านความเหมาะสมอยู่ในระดับเหมาะสมมากที่สุด (ค่าเฉลี่ย 4.58) 3) แบบทดสอบก่อนเรียนและแบบทดสอบหลังเรียน จำนวน 60 ข้อ มีค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.97 สถิติในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ 1) ใช้ค่าร้อยละเพื่อวิเคราะห์ประสิทธิภาพและดัชนีประสิทธิผลของชุดการสอนแบบกลุ่มกิจกรรม 2) ใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และใช้สถิติ t-test แบบ Dependent Sample ในการเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของคะแนนจากการทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน 3) ใช้สถิติ t-test แบบ Dependent Sample ในการเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของคะแนนจากการทดสอบหลังเรียน และคะแนนจากการทดสอบภายหลังการทดสอบหลังเรียน 14 วัน เพื่อศึกษาความคงทนในการเรียนรู้
การพัฒนาบทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง สมบัติของสารละลายกรด-เบส วิชาวิทยาศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
[ โดย kruinfo ชม 619 ]
การพัฒนาบทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง สมบัติของสารละลายกรด-เบส วิชาวิทยาศาสตร์ สำหรับ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีวัตถุประสงค์ เพื่อหาประสิทธิภาพของบทเรียนสำเร็จรูป เรื่องสมบัติของสารละลายกรด-เบส ตามเกณฑ์ 80/80 และเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน กลุ่มตัวอย่างได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/3 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2551 ที่ได้จากการสุ่มอย่างง่าย จำนวน 38 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ ค่า I O C ของแบบทดสอบ ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D) ค่าเฉลี่ย ( ) ค่าประสิทธิภาพของสื่อ (E1/ E2) การทดสอบค่าที (t-test) ผลการวิจัยพบว่า 1. บทเรียนสำเร็จรูป วิชาวิทยาศาสตร์ เรื่อง สมบัติของสารละลายกรด-เบส มีประสิทธิภาพ ตามเกณฑ์ 80/80 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนโดยใช้บทเรียนสำเร็จรูป อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ .05
การศึกษาการเรียนรู้ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 เพื่อนรักของเรา โดยใช้แบบฝึกกิจกรรมการเรียนรู้ที่เน้นกระบวนการสืบเสาะ หาความรู้
[ โดย kruinfo ชม 147 ]
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อสร้างแบบฝึกกิจกรรมการเรียนรู้ ที่เน้นกระบวนการ สืบเสาะหาความรู้ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 เพื่อนรักของเรา ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐานกำหนด 80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างคะแนนทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน ของนักเรียนที่เรียนด้วยแบบฝึกกิจกรรมการเรียนรู้ ที่เน้นกระบวนการสืบเสาะหาความรู้ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 เพื่อนรักของเรา กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนทวีคามวิทยา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุรินทร์ เขต 1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2552 จำนวน 13 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive - Samping) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย แบบฝึกกิจกรรมการเรียนรู้ ที่เน้นกระบวนการสืบเสาะหาความรู้ จำนวน 8 เล่ม 2) แผนการจัดการเรียนรู้ที่เน้นกระบวนการปฏิบัติ จำนวน 16 แผน 3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จำนวน 20 ข้อ เป็นแบบปรนัย 3 ตัวเลือก ได้ค่าความยากง่ายตั้งแต่ 0.43 ถึง 0.67 และค่าอำนาจจำแนกตั้งแต่ 0.27 ถึง 0.73 ทำการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ หาค่าสถิติพื้นฐาน และสถิติทดสอบสมมติฐาน วิเคราะห์ความแตกต่างผลสัมฤทธิ์ก่อนเรียนและหลังเรียนของกลุ่มประชากร โดยใช้สถิติในการทดสอบ ที t
การศึกษาการเรียนรู้ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 เพื่อนรักของเรา โดยใช้แบบฝึกกิจกรรมการเรียนรู้ที่เน้นกระบวนการสืบเสาะ หาความรู้
[ โดย kruinfo ชม 114 ]
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อสร้างแบบฝึกกิจกรรมการเรียนรู้ ที่เน้นกระบวนการ สืบเสาะหาความรู้ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 เพื่อนรักของเรา ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐานกำหนด 80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างคะแนนทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน ของนักเรียนที่เรียนด้วยแบบฝึกกิจกรรมการเรียนรู้ ที่เน้นกระบวนการสืบเสาะหาความรู้ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 เพื่อนรักของเรา กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนทวีคามวิทยา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุรินทร์ เขต 1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2552 จำนวน 13 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive - Samping) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย แบบฝึกกิจกรรมการเรียนรู้ ที่เน้นกระบวนการสืบเสาะหาความรู้ จำนวน 8 เล่ม 2) แผนการจัดการเรียนรู้ที่เน้นกระบวนการปฏิบัติ จำนวน 16 แผน 3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จำนวน 20 ข้อ เป็นแบบปรนัย 3 ตัวเลือก ได้ค่าความยากง่ายตั้งแต่ 0.43 ถึง 0.67 และค่าอำนาจจำแนกตั้งแต่ 0.27 ถึง 0.73 ทำการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ หาค่าสถิติพื้นฐาน และสถิติทดสอบสมมติฐาน วิเคราะห์ความแตกต่างผลสัมฤทธิ์ก่อนเรียนและหลังเรียนของกลุ่มประชากร โดยใช้สถิติในการทดสอบ ที t
ผลการพัฒนาชุดฝึกเสริมทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ หน่วย การดำรงชีวิต
[ โดย kruinfo ชม 159 ]
บทคัดย่อ การศึกษาเรื่อง : ผลการพัฒนาชุดฝึกเสริมทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ หน่วย การดำรงชีวิต ของพืช สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนเทศบาล ๑ ศรีเกิด ผู้ศึกษา : ชุมพล แก้วสด สถานศึกษา : โรงเรียนเทศบาล ๑ ศรีเกิด ปีการศึกษา : 2553 การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อผลการพัฒนาชุดฝึกเสริมทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน จากการใช้ชุดฝึกเสริมทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ และเจตคติของนักเรียนที่มีต่อการใช้ชุดฝึกเสริมทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ หน่วย การดำรงชีวิตของพืช สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนเทศบาล ๑ ศรีเกิด ประชากรและกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาในครั้ง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1.1 ปีการศึกษา 2553 จำนวน 45 คน โดยวิธีการจับสลากมา 1 ห้องเรียน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาชุดฝึกเสริมทักษะกระบวนการ ทางวิทยาศาสตร์ประกอบไป ชุดฝึกเสริมทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน และแบบวัดเจตคติ นำไปวิเคราะห์หาค่า ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ( ) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ( ) ดังนี้ การศึกษาพบว่า 1. ผลการพัฒนาชุดฝึกเสริมทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ หน่วย การดำรงชีวิตของพืช สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนเทศบาล ๑ ศรีเกิด ในภาพรวมเล่มที่ 1-9 จำนวน 45 คน พบว่า มีประสิทธิภาพเท่ากับร้อยละ 87.16/89.97 ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ร้อยละ 80/80 2. เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน จากการใช้ชุดฝึกเสริมทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ หน่วย การดำรงชีวิตของพืช สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนเทศบาล ๑ ศรีเกิด พบว่า คะแนนหลังเรียนของแต่ละเล่มสูงกว่าก่อนเรียน และ เมื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนและหลังเรียน พบว่า ค่าเฉลี่ยก่อนเรียน 10.67 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 1.64 ค่าเฉลี่ย หลังเรียน 27.24 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 11.71 และค่า t
รายงานการใช้ชุดการสอน เรื่อง เรียนรู้ดูพันธุกรรม กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ (ชีววิทยา) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4
[ โดย kruinfo ชม 284 ]
บทคัดย่อ รายงานการใช้และพัฒนาชุดการสอน เรื่อง เรียนรู้ดูพันธุกรรม กลุ่มสาระ การเรียนรู้วิทยาศาสตร์ (ชีววิทยา) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 นี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อหาประสิทธิภาพ ชุดการสอน ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 หาดัชนีประสิทธิผลของชุดการสอน เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนที่เรียนด้วยชุดการสอน และศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่มีต่อชุดการสอน เรื่อง เรียนรู้ดูพันธุกรรม กลุ่มตัวอย่างได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนหนองห้างพิทยา จำนวน 20 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้า ได้แก่ ชุดการสอน จำนวน 6 เรื่อง แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 40 ข้อ มีค่าความยาก (P) อยู่ระหว่าง 0.28-0.69 ค่าอำนาจจำแนก(B) อยู่ระหว่าง 0.29-0.81 ค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.82 และแบบวัดความพึงพอใจของนักเรียนต่อชุดการสอน จำนวน 15 ข้อ มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.80 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ t-test (Dependent Samples) ผลการศึกษาค้นคว้าพบว่า 1. ประสิทธิภาพชุดการสอน เรื่อง เรียนรู้ดูพันธุกรรม กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ (ชีววิทยา) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่ผู้ศึกษาค้นคว้าสร้างขึ้นทั้ง 6 เรื่อง มีประสิทธิภาพเท่ากับ 86.17/84.25 ซึ่งสูงกว่าตามเกณฑ์ 80/80 2. ดัชนีประสิทธิผลของชุดการสอน เรื่อง เรียนรู้ดูพันธุกรรม กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ (ชีววิทยา) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 มีค่าเท่ากับ 0.6337 ซึ่งแสดงว่านักเรียนที่เรียนด้วยชุดการสอน มีความรู้เพิ่มขึ้นร้อยละ 63.37 3. ผลการเปรียบเทียบคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน ของนักเรียนที่เรียนด้วยชุดการสอน เรื่อง เรียนรู้ดูพันธุกรรม กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ (ชีววิทยา) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .01 4. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 มีความพึงพอใจต่อการเรียนด้วยชุดการสอน เรื่อง เรียนรู้ดูพันธุกรรม กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ (ชีววิทยา) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โดยรวมและ รายข้อ ทั้ง 6 เรื่อง อยู่ในระดับมากที่สุด โดยสรุป การใช้ชุดการสอน เรื่อง เรียนรู้ดูพันธุกรรม กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ (ชีววิทยา) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่ผู้ศึกษาค้นคว้าสร้างขึ้น สามารถช่วยให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ ผลการเรียนบรรลุวัตถุประสงค์เหมือนได้เรียนกับครูผู้สอนโดยตรง ชุดการสอนสามารถสร้างแรงกระตุ้นด้านส่งเสริมให้สนใจความเข้าใจในเนื้อหาสาระการเรียนรู้ และมีความกระตือรือร้นที่จะศึกษาเรียนรู้ มีความมุ่งมั่นและเกิดความสุขที่จะศึกษาค้นคว้า ส่งผลให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้นตามลำดับต่อไป
รายงานการใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์มัลติมีเดีย เรื่องชีวิตสัตว์
[ โดย kruinfo ชม 158 ]
จำรอง ดีมงคล. (2551). รายงานการใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์มัลติมีเดีย เรื่องชีวิตสัตว์ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5. บทคัดย่อ รายงานการใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์มัลติมีเดีย เรื่องชีวิตสัตว์ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและหาประสิทธิภาพของบทเรียนคอมพิวเตอร์มัลติมีเดีย เรื่องชีวิตสัตว์ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ให้มีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์ 80 / 80 เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียน ก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์มัลติมีเดีย เรื่องชีวิตสัตว์ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 และเพื่อศึกษาความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์มัลติมีเดีย เรื่องชีวิตสัตว์ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ บทเรียนคอมพิวเตอร์มัลติมีเดีย เรื่องชีวิตสัตว์ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 แผนการเรียนรู้14 ชั่วโมง แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 30 ข้อ แบบฝึกหัดระหว่างเรียน 75 คะแนนและแบบสอบถามความพึงพอใจ 15 ข้อ สถิติสำคัญในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย (X) ค่าร้อยละ (%) ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และสถิติทดสอบที (t - test) ผลการศึกษา พบว่า 1. บทเรียนคอมพิวเตอร์มัลติมีเดีย เรื่องชีวิตสัตว์ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 81.24 / 81.00 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนที่เรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์มัลติมีเดีย เรื่องชีวิตสัตว์ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3. ผู้เรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์มัลติมีเดีย เรื่องชีวิตสัตว์ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 อยู่ในระดับมาก เห็นได้จากค่าเฉลี่ย (X) เท่ากับ 4.84 และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) เท่ากับ 0.34
ผลการใช้บทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง สิ่งมีชีวิตกับกระบวนการดำรงชีวิต กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
[ โดย kruinfo ชม 296 ]
ชื่อรายงาน ผลการใช้บทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง สิ่งมีชีวิตกับกระบวนการดำรงชีวิต กลุ่มสาระการวิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ผู้ศึกษา นางกิตติยา พรหมมินทร์ หน่วยงาน โรงเรียนเทศบาล ๒ (วัดกะพังสุรินทร์) ปีที่ทำการศึกษา พ.ศ. 2552 บทคัดย่อ การศึกษาในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) สร้างและหาประสิทธิภาพของผลการใช้บทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง สิ่งมีชีวิตกับกระบวนการดำรงชีวิต กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ตามมาตรฐาน E1 / E2 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางเรียนของนักเรียนก่อนและหลังเรียนด้วยด้วยบทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง สิ่งมีชีวิตกับกระบวนการดำรงชีวิต กลุ่มสาระ การเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/3 โรงเรียนเทศบาล ๒ (วัดกะพังสุรินทร์) จังหวัดตรัง ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2552 ซึ่งในการศึกษาครั้งนี้ผู้ศึกษาได้ศึกษาจากกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด จำนวน 28 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาได้แก่ บทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง สิ่งมีชีวิตกับกระบวนการดำรงชีวิต กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 1 ชุด แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้บทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง สิ่งมีชีวิตกับกระบวนการดำรงชีวิต กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 20 แผนการจัดการเรียนรู้ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนประกอบการเรียนด้วยบทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง สิ่งมีชีวิตกับกระบวนการดำรงชีวิต กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 แบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ แบบวัดความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่มีต่อการสอนโดยใช้บทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง สิ่งมีชีวิตกับกระบวนการดำรงชีวิต ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 15 ข้อ แบบแผนการศึกษาที่ใช้คือ One – Group Pretest – Posttest Design สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและเปรียบเทียบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยโดยการทดสอบค่าที (t – test dependent) ผลการศึกษาพบว่า 1. ประสิทธิภาพของผลการใช้บทเรียนสำเร็จรูป กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่อง สิ่งมีชีวิตกับกระบวนการดำรงชีวิต ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 85.20/84.17 ซึ่ง สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 80 / 80 ที่ตั้งไว้ 2. ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้ของนักเรียน หลังเรียนด้วยบทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง สิ่งมีชีวิตกับกระบวนการดำรงชีวิต กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 สูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ซึ่งเป็นไป ตามสมมติฐานที่ตั้งไว้ ซึ่งจากการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน โรงเรียนเทศบาล ๒ (วัดกะพังสุรินทร์)โดยวิเคราะห์จากคะแนนแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและคะแนนแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนด้วยบทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง สิ่งมีชีวิตกับกระบวนการดำรงชีวิต กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 พบว่า มีคะแนนเฉลี่ยแบบทดสอบหลังเรียน ( = 26.21 S.D. = 1.73) สูงกว่าคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียน ( = 14.75 S.D. = 2.72) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้ 3. ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อบทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง สิ่งมีชีวิตกับกระบวนการดำรงชีวิต กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีค่าเฉลี่ยโดยรวมอยู่ในเกณฑ์พอใจระดับมาก โดยมีค่าเฉลี่ย ( = 4.22)
เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ_ครูมณทิรา เข็มทอง
[ โดย kruinfo ชม 120 ]
ชื่อเรื่อง การพัฒนาการจัดประสบการณ์การเรียนรู้แบบหมวกหกใบตามแนวคิดของ เดอโบโนที่มีต่อความสามารถในการแก้ปัญหาของเด็กชั้นอนุบาลปีที่ 2 โดย การวาดภาพ ผู้ศึกษาค้นคว้า นางมณทิรา เข็มทอง สถานศึกษา โรงเรียนบ้านสตึก อำเภอสตึก สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาบุรีรัมย์ เขต 4 ปีที่พิมพ์ 2553 บทคัดย่อ การศึกษาค้นคว้าครั้งนี้ มีความมุ่งหมายเพื่อ ศึกษาความสามารถในการแก้ปัญหาของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดประสบการณ์การเรียนรู้แบบหมวกหกใบตามแนวคิดของเดอโบโน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ศึกษาค้นคว้าครั้งนี้ เป็นเด็กชั้นอนุบาลปีที่ 2 โรงเรียนบ้านสตึก อำเภอสตึก สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาบุรีรัมย์ เขต 4 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2553 จำนวน 37 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบง่าย (Simple random Sampling ) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้า ได้แก่ แผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้แบบหมวกหกใบตามแนวคิดของเดอโบโน และแบบประเมินความสามารถในการแก้ปัญหาของเด็กปฐมวัยโดยการวาดภาพ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ t-test แบบ Dependent sample ผลการศึกษาค้นคว้า พบว่า เด็กชั้นอนุบาลปีที่ 2 หลังได้รับการจัดประสบการณ์ การเรียนรู้แบบหมวกหกใบตามแนวคิดของเดอโบโน มีค่าคะแนนเฉลี่ยของความสามารถในการแก้ปัญหาโดยรวมและรายด้านสูงขึ้น และแตกต่างจากก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .05
รายงานการพัฒนาชุดการเรียนโดยเน้นการแก้โจทย์ปัญหาวิชาฟิสิกส์ หน่วยการเรียนรู้ เรื่อง โมเมนตัมและการชน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4
[ โดย kruinfo ชม 323 ]
บทคัดย่อ การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อพัฒนาชุดการเรียนโดยเน้นการแก้โจทย์ปัญหาวิชาฟิสิกส์ หน่วยการเรียนรู้ เรื่อง โมเมนตัมและการชน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังการใช้ชุดการเรียนโดยเน้นการแก้โจทย์ปัญหาวิชาฟิสิกส์ เรื่อง โมเมนตัมและการชน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อชุดการเรียนโดยเน้นการแก้โจทย์ปัญหาวิชาฟิสิกส์ หน่วยการเรียนรู้ เรื่อง โมเมนตัมและการชน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 กลุ่มตัวอย่างในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2552 โรงเรียนบัวใหญ่ อำเภอบัวใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา จำนวน 42 คน ซึ่งได้มาโดยการสุ่มแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เนื่องจากโรงเรียนบัวใหญ่ได้จัดแบ่งห้องเรียนคละตามความสามารถ นักเรียนทุกห้องมีความคล้ายคลึงกัน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ ชุดการเรียนโดยเน้นการแก้โจทย์ปัญหาวิชาฟิสิกส์ หน่วยการเรียนรู้ เรื่อง โมเมนตัมและการชน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 5 ชุด แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนจำนวน 30 ข้อ และแบบประเมิน ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการใช้ชุดการเรียน การวิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที ผลการศึกษาพบว่า 1. ชุดการเรียนโดยเน้นการแก้โจทย์ปัญหาวิชาฟิสิกส์ หน่วยการเรียนรู้ เรื่อง โมเมนตัมและการชน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่ผู้ศึกษาได้สร้างขึ้นนั้น มีประสิทธิภาพ (E1/E2) เท่ากับ 84.90/82.62 ซึ่งมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ คือ 80/80 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่ได้รับการสอนโดยใช้ ชุดการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .05 3. นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการใช้ชุดการเรียนโดยเน้นการแก้โจทย์ปัญหาวิชาฟิสิกส์ หน่วยการเรียนรู้ เรื่อง โมเมนตัมและการชน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 อยู่ในระดับความพึงพอใจมากที่สุด
รายงานผลการใช้ชุดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่อง บรรยากาศ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
[ โดย kruinfo ชม 209 ]
บทคัดย่อ รายงานผลการใช้ชุดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่อง บรรยากาศ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 1 มีวัตถุประสงค์ดังนี้ 1) เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของชุดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่อง บรรยากาศ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 และค่าดัชนีประสิทธิผล 0.5 ขึ้นไป 2) เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง บรรยากาศ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้ชุดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่องบรรยากาศ กลุ่มเป้าหมายคือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/2 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2552 ของโรงเรียนเทศบาล 1 วัดศรีเมือง สังกัดเทศบาลเมืองนครนายก อำเภอเมืองนครนายก จังหวัดนครนายก จำนวน 39 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 11 แผน 2) ชุดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่อง บรรยากาศ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 5 ชุด 3)แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง บรรยากาศ เป็นข้อสอบแบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ มีค่าอำนาจจำแนก (B) อยู่ระหว่าง .22 ถึง 1.00 มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ .89 สถิติที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติทดสอบที (t-test) ผลการศึกษาปรากฏดังนี้ 1. ชุดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่องบรรยากาศ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีประสิทธิภาพโดยรวมเท่ากับ 84.73/83.18 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ที่ตั้งไว้ และค่าดัชนีประสิทธิผลของชุดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่อง บรรยากาศ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีค่าเท่ากับ 0.69 2. นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนจากการเรียนโดยใช้ชุดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่อง บรรยากาศ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยมีคะแนนหลังเรียนเพิ่มขึ้นจากก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
รายงานการสร้างชุดกิจกรรม เพื่อพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐานสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนราชานุบาล จังหวัดน่าน
[ โดย kruinfo ชม 331 ]
บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1) เพื่อสร้างชุดกิจกรรมพัฒนาทักษะกระบวนการ ทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน สำหรับผู้เรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังการใช้ชุดกิจกรรมพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 3) เพื่อประเมินความพึงพอใจของนักเรียน ที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยใช้ชุดกิจกรรมพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3/2 ปีการศึกษา 2551 โรงเรียนราชานุบาล จังหวัดน่าน จำนวน 1 ห้องเรียน จำนวน 42 คน โดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย ชุดกิจกรรมพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน สำหรับผู้เรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 แบบทดสอบวัดทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน จำนวน10 ฉบับ แผนการจัดการเรียนรู้ประกอบการใช้ชุดกิจกรรมพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 9 แผน แผนละ 3 ชั่วโมง และแบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียน ที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน โดยใช้ชุดกิจกรรมพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ขั้นพื้นฐาน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 10 ข้อ ผลการศึกษาพบว่า 1. ชุดกิจกรรมพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่สร้างขึ้นมีประสิทธิภาพเท่ากับ 85.86 /85.79 สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังการใช้ชุดกิจกรรมพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 3. ความพึงพอใจของนักเรียน ที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยใช้ ชุดกิจกรรมพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3โรงเรียนราชานุบาล จังหวัดน่านโดยภาพรวม มีความพึงพอใจในระดับมากที่สุด
รายงานการสร้างและพัฒนาแบบฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนเทศบาล 1 สว่างวิทยา
[ โดย kruinfo ชม 345 ]
การศึกษาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของ แบบฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ สำหรับนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนเทศบาล 1 สว่างวิทยา ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 และ เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน ให้นักเรียนจำนวนตั้งแต่ร้อยละ 70 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเฉลี่ยร้อยละ 70 ขึ้นไป กลุ่มเป้าหมายในการศึกษา เป็นนักเรียนชั้นชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/1 โรงเรียนเทศบาล 1 สว่างวิทยา สังกัดสำนักการศึกษา เทศบาลเมืองหนองคาย จังหวัดหนองคาย ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2553 จำนวน 34 คน ซึ่งได้มาจากการได้จากการสุ่มอย่างง่ายด้วยวิธีจับสลากห้องเรียนมาเป็นกลุ่มทดลอง เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาประกอบด้วย 1) แบบฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ขั้นพื้นฐาน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนเทศบาล 1 สว่างวิทยา จำนวน 8 ชุด ได้ค่าประสิทธิภาพ E1/E2 คือ 88.75/84.80 2) แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐานสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 8 แผน 3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน เป็นข้อสอบแบบปรนัย 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ ที่ผ่านการวิเคราะห์ข้อสอบ ระยะเวลาในการรวบรวมข้อมูลคือภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2553 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าสถิติ ค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ ผลการศึกษาพบว่า 1)แบบฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนเทศบาล 1 สว่างวิทยา ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น มีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่ตั้งไว้ คือ 80/80 จากการทดลองพบว่านักเรียนกลุ่มเป้าหมายได้ค่าประสิทธิภาพ E1/ E2 เท่ากับ 83.96/85.22 2)ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเฉลี่ยคิดเป็นร้อยละ 84.89 และมีผู้ผ่านเกณฑ์รอบรู้ จำนวน 28คน จากจำนวนนักเรียน 34 คน คิดเป็นร้อยละ 82.35
หนังสืออ่านเสริมประสบการณ์ ชุดจักรวาลและอวกาศ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3
[ โดย kruinfo ชม 144 ]
หนังสือในชุดมี 8 เล่ม บทคัดย่อรายงานการใช้จะลงเพิ่มเติมให้ครับ
หนังสืออ่านเสริมประสบการณ์ ชุดจักรวาลและอวกาศ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3
[ โดย kruinfo ชม 144 ]
หนังสือในชุดมี 8 เล่ม บทคัดย่อรายงานการใช้จะลงเพิ่มเติมให้ครับ
วิจัยในชั้นเรียน เรื่องการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านการคิดวิเคราะห์ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่องสัตว์ โดยบูรณาการวิธีสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ ร่วมกับกระบวนการ PDCA สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5
[ โดย kruinfo ชม 1,448 ]
ชื่อเรื่อง วิจัยในชั้นเรียน เรื่องการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านการคิดวิเคราะห์ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่องสัตว์ โดยบูรณาการวิธีสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ ร่วมกับกระบวนการ PDCA สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนเทศบาลวัดศาลามีชัย จังหวัดนครศรีธรรมราช ผู้วิจัย นางวิมล วงศ์ภักดี ปีที่ศึกษา 2552 บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) พัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ด้านการคิดวิเคราะห์ ก่อนเรียนและหลังเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่องสัตว์ โดยบูรณาการวิธีสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ ร่วมกับกระบวนการ PDCA สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 (2) ศึกษาความพึงพอใจที่มีต่อการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่องสัตว์ หลังการใช้วิธีสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ ร่วมกับกระบวนการ PDCA สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ประชากรที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนเทศบาลวัดศาลามีชัย สังกัดเทศบาลนครนครศรีธรรมราช ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2552 จำนวน 265 คน กลุ่มตัวอย่าง เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5/1 โรงเรียนเทศบาลวัดศาลามีชัย สังกัดเทศบาลนครนครศรีธรรมราช ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2552 จำนวน 40 คน ได้มาโดยการสุ่มอย่างง่ายด้วยวิธีการจับสลาก เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย (1) แผนการจัดการเรียนรู้ แบบสืบเสาะหาความรู้ ร่วมกับกระบวนการ PDCA เรื่องสัตว์ จำนวน 8 แผน เวลา 15 ชั่วโมง (2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านการคิดวิเคราะห์ แบบปรนัย มี 4 ตัวเลือก จำนวน 40 ข้อ (3) แบบประเมินความพึงพอใจ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ด้วยวิธีสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ ร่วมกับกระบวนการ PDCA เรื่องสัตว์ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ จำนวน 15 ข้อ โดยแบ่งเป็น 3 ด้าน คือ ด้านการจัดการเรียนรู้ ด้านบรรยากาศในการจัดการเรียนรู้และด้านประโยชน์ที่ได้รับ ผ่านการวิเคราะห์ตรวจสอบคุณภาพจากผู้เชี่ยวชาญจนมีคุณภาพดำเนินการทดลองและเก็บรวบรวมข้อมูล โดยการชี้แจงข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับการคิดวิเคราะห์ ซึ่งบูรณาการวิธีสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับกระบวนการ PDCA แก่นักเรียน และให้ทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ด้านการคิดวิเคราะห์ก่อนเรียน ดำเนินการทดลองเมื่อเรียนจบก็ให้นักเรียนทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านการคิดวิเคราะห์หลังเรียน ซึ่งเป็นชุดเดียวกับก่อนเรียน และประเมินความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ จำนวน 15 ข้อ เก็บรวบรวมข้อมูล และวิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย (X ) ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD) และค่าที (t

ยอดนิยม