เผยแพร่ผลงานครู » วิทยาศาสตร์

เลือกห้อง >>

วิทยาศาสตร์

รายงานการพัฒนาแบบฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาฟิสิกส์ เรื่อง การเคลื่อนที่แนวตรง รายวิชาฟิสิกส์พื้นฐาน ว31101 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4
[ โดย kruinfo ชม 788 ]
บทคัดย่อ ผู้ศึกษาค้นคว้าได้พัฒนาแบบฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาฟิสิกส์ เรื่อง การเคลื่อนที่แนวตรง รายวิชาฟิสิกส์พื้นฐาน ว31101 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โดยมีจุดมุ่งหมาย 1) เพื่อสร้างและพัฒนาแบบฝึกทักษะ มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อหาดัชนีประสิทธิผลของแบบฝึกทักษะ 3) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะ ก่อนเรียนและหลังเรียน 4) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะ กลุ่มตัวอย่างได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนจุมจังพลังราษฏร์ จำนวน 31 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้า ได้แก่ แบบฝึกทักษะ จำนวน 6 ชุด แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 40 ข้อ และแบบวัดความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนด้วยแบบฝึกทักษะ จำนวน 15 ข้อ มีค่าความ เชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.95 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ t-test (Dependent Samples) ผลการศึกษาค้นคว้าพบว่า 1. แบบฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาฟิสิกส์ เรื่อง การเคลื่อนที่แนวตรง รายวิชาฟิสิกส์พื้นฐาน ว31101 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่ผู้รายงานสร้างขึ้นทั้ง 6 เรื่อง มีประสิทธิภาพเท่ากับ 85.22/86.13 ซึ่งสูงกว่าตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 2. ดัชนีประสิทธิผลของแบบฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาฟิสิกส์ เรื่อง การเคลื่อนที่แนวตรง รายวิชาฟิสิกส์พื้นฐาน ว31101 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 มีค่าเท่ากับ 0.7325 ซึ่งแสดงว่านักเรียนที่เรียนด้วยแบบฝึกทักษะ มีความรู้เพิ่มขึ้นร้อยละ 73.25 3. ผลการเปรียบเทียบคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนด้วยแบบฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาฟิสิกส์ เรื่อง การเคลื่อนที่แนวตรง รายวิชาฟิสิกส์พื้นฐาน ว31101 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .01 4. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 มีความพึงพอใจต่อการเรียนด้วยแบบฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาฟิสิกส์ เรื่อง การเคลื่อนที่แนวตรง รายวิชาฟิสิกส์พื้นฐาน ว31101 โดยรวมและรายข้อ ทั้ง 6 เรื่อง อยู่ในระดับ มากที่สุด โดยสรุป การพัฒนาแบบฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาฟิสิกส์ เรื่อง การเคลื่อนที่แนวตรง รายวิชาฟิสิกส์พื้นฐาน ว31101 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 เป็นสื่อในการจัดการเรียนการสอนที่สามารถพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหา และทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นบูรณาการของนักเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้นักเรียนมีความพึงพอใจต่อแบบฝึกทักษะและเจตคติที่ดีต่อวิชาฟิสิกส์สูงขึ้น จึงสมควรแนะนำให้ครูผู้สอนวิชาฟิสิกส์ได้นำไปใช้ในการจัดการเรียนการสอนวิชาฟิสิกส์ในทุกระดับชั้นต่อไป
บทเรียนโปรแกรมหนังสืออ่านเสริมประสบการณ์ ชุด จักรวาลและอวกาศ
[ โดย kruinfo ชม 285 ]
บทคัดย่อ การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) พัฒนาบทเรียนโปรแกรมหนังสืออ่านเสริมประสบการณ์ ชุด จักรวาลและอวกาศ ให้มีประสิทธิภาพ ตามเกณฑ์ 80/80 (2) เปรียบเทียบระหว่างคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกับคะแนนก่อนเรียน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่เรียนด้วยบทเรียนโปรแกรมหนังสืออ่านเสริมประสบการณ์ ชุด จักรวาลและอวกาศ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนเทศบาลชุมชนวิมลวิทยา สังกัดกองการศึกษาเทศบาลเมืองตราด อำเภอเมือง จังหวัดตราด ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2551 จำนวน 35 คน ได้มาโดยการสุ่มตัวอย่างแบบง่าย (Simple random sampling) โดยทำการจับสลากมา 35 คน จากประชากรนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 103 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ประกอบด้วย (1) บทเรียนโปรแกรมเพื่อพัฒนาความสามารถด้านการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่อง จักรวาลและอวกาศ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 (2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 เรื่องจักรวาลและอวกาศ ผลการศึกษาพบว่า 1) บทเรียนโปรแกรมหนังสืออ่านเสริมประสบการณ์ ชุด จักรวาลและอวกาศ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่สร้างขึ้น มีประสิทธิภาพ 82.57/85.14 ซึ่งสอดคล้องตามเกณฑ์ ที่กำหนดไว้ 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่เรียนด้วยบทเรียนโปรแกรมหนังสืออ่านเสริมประสบการณ์ ชุด จักรวาลและอวกาศ มีคะแนนหลังเรียนสูงกว่าคะแนนก่อนเรียน
รายงานการพัฒนาใช้ชุดกิจกรรม ประกอบการเรียนรู้ เรื่อง มารู้จักสัตว์กันเถอะ กลุ่มสาระวิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4
[ โดย kruinfo ชม 199 ]
รายงานการพัฒนาใช้ชุดกิจกรรม ประกอบการเรียนรู้ เรื่อง มารู้จักสัตว์กันเถอะ กลุ่มสาระวิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 วัตถุประสงค์ของการศึกษา มีดังนี้ คือ 1) เพื่อพัฒนาและหาประสิทธิภาพในการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ โดยใช้ชุดกิจกรรมประกอบการเรียนรู้ เรื่อง มารู้จักสัตว์กันเถอะ กลุ่มสาระวิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ก่อนและหลังการใช้ใช้ชุดกิจกรรมประกอบการเรียนรู้ กลุ่มสาระวิทยาศาสตร์ เรื่อง มารู้จักสัตว์กันเถอะ 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจในการเรียนของผู้เรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่มีต่อชุดกิจกรรมประกอบการเรียนรู้ เรื่อง มารู้จักสัตว์กันเถอะ กลุ่มสาระวิทยาศาสตร์ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4ประชากร คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนชุมชนบ้านใหม่ อำเภอเวียงสา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาน่าน เขต 1 จังหวัดน่าน กำลังเรียนภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2550 จำนวน 28 คน โดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ ชุดกิจกรรมประกอบการเรียนรู้ เรื่อง มารู้จักสัตว์กันเถอะ กลุ่มสาระวิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 3 ชุด คือ ชุดที่ 1 เรื่องการเจริญเติบของสัตว์ ชุดที่ 2 เรื่องวัฏจักรชีวิตของสัตว์ ชุดที่ 3 เรื่องการอนุรักษ์สัตว์ในท้องถิ่น แบบทดสอบก่อนและหลังเรียนฯ และแบบสอบถามความพีงพอใจฯ ระยะเวลาในการศึกษา ตั้งแต่วันที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2550 ถึงวันที่ 17 กรกฎาคม 2550 รวม 25 ชั่วโมง สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าสถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของคะแนน และค่า t – test ผลการศึกษาพบว่า 1) การหาประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมประกอบการเรียนรู้ เรื่อง มารู้จักสัตว์กันเถอะ กลุ่มสาระวิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 มีประสิทธิภาพด้านกระบวนการ (E1) และประสิทธิภาพด้านผลลัพธ์ (E2) คือ E1/E2 เท่ากับ 82.39/ 82.98 สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด คือ 80/80 และเป็นไปตามสมมุติฐานที่ตั้งไว้ 2) การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง มารู้จักสัตว์กันเถอะ ก่อนและหลังการใช้ ชุดกิจกรรมประกอบการเรียนรู้ เรื่อง มารู้จักสัตว์กันเถอะ กลุ่มสาระวิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 พบว่า ผลการเรียนรู้ของนักเรียน มีคะแนนสอบหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ซึ่งเป็นไปตามสมมุติฐานที่ตั้งไว้ 3) การศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการใช้ชุดกิจกรรมประกอบการเรียนรู้ เรื่อง มารู้จักสัตว์กันเถอะ กลุ่มสาระวิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 อยู่ในระดับมากที่สุด ซึ่งสูงกว่าสมมุติฐานที่ตั้งไว้
ผลการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดการสอนแบบกลุ่มกิจกรรม เรื่องการสังเคราะห์ด้วยแสงวิชาชีววิทยา 4 รหัสวิชา ว40244 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5
[ โดย kruinfo ชม 361 ]
เรื่อง ผลการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดการสอนแบบกลุ่มกิจกรรม เรื่อง การสังเคราะห์ด้วยแสงวิชาชีววิทยา 4 รหัสวิชา ว40244 กลุ่ม สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ผู้รายงาน นางนิศากร นนท์เทศา ปีที่ศึกษา 2552 บทคัดย่อ การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาประสิทธิภาพของชุดการสอนแบบกลุ่มกิจกรรม เรื่องการสังเคราะห์ด้วยแสง วิชาชีววิทยา 4 รหัสวิชา ว40244 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ตามเกณฑ์ 80/80 2) ศึกษาดัชนีประสิทธิผลของชุดการสอนแบบกลุ่มกิจกรรม เรื่อง การสังเคราะห์ด้วยแสง วิชาชีววิทยา 4 รหัสวิชา ว40244 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 3) เปรียบเทียบผลการทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนมัธยมศึกษา ปีที่ 5 จากการเรียนด้วยชุดการสอนแบบกลุ่มกิจกรรม เรื่องการสังเคราะห์ด้วยแสง วิชาชีววิทยา 4 รหัสวิชา ว40244 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ 4) ศึกษาความคงทนในการเรียนรู้ของนักเรียนจากการเรียนด้วยชุดการสอนแบบกลุ่มกิจกรรม เรื่องการสังเคราะห์ด้วยแสง วิชาชีววิทยา 4 รหัสวิชา ว40244 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/1 โรงเรียน ไพรบึงวิทยาคม จังหวัดศรีสะเกษ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2552 จานวน 41 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) วิธีการวิจัยเป็นการวิจัยเชิงการทดลองเบื้องต้น (Pre-experimental Design) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) ชุดการสอนแบบกลุ่มกิจกรรมเรื่องการสังเคราะห์ด้วยแสง จานวน 10 ชุด มีประสิทธิภาพเบื้องต้นจากการทดลองภาคสนาม เท่ากับ 81.68/80.71 2) แผนการจัดการเรียนรู้ จานวน 10 แผน มีคุณภาพด้านความเหมาะสมอยู่ในระดับเหมาะสมมากที่สุด (ค่าเฉลี่ย 4.58) 3) แบบทดสอบก่อนเรียนและแบบทดสอบหลังเรียน จานวน 60 ข้อ มีค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.97 สถิติในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ 1) ใช้ค่าร้อยละเพื่อวิเคราะห์ประสิทธิภาพและดัชนีประสิทธิผลของชุดการสอนแบบกลุ่มกิจกรรม 2) ใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และใช้สถิติ t-test แบบ Dependent Sample ในการเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของคะแนนจากการทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน 3) ใช้สถิติ t-test แบบ Dependent Sample ในการเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของคะแนนจากการทดสอบหลังเรียน และคะแนนจากการทดสอบภายหลังการทดสอบ หลังเรียน 14 วัน เพื่อศึกษาความคงทนในการเรียนรู้ 3 ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. ชุดการสอนแบบกลุ่มกิจกรรม เรื่องการสังเคราะห์ด้วยแสง วิชาชีววิทยา 4 รหัสวิชา ว40244 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 81.64/81.14 เป็นไปตามเกณฑ์ที่ตั้งไว้ 80/80 2. ชุดการสอนแบบกลุ่มกิจกรรม เรื่องการสังเคราะห์ด้วยแสง วิชาชีววิทยา 4 รหัสวิชา ว40244 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 มีค่าดัชนีประสิทธิผลเท่ากับ 0.7184 คิดเป็นร้อยละ 71.84 อยู่ในเกณฑ์ที่ยอมรับได้ 3. นักเรียนที่เรียนด้วยชุดการสอนแบบกลุ่มกิจกรรม เรื่องการสังเคราะห์ด้วยแสง วิชาชีววิทยา 4 รหัสวิชา ว40244 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 มีคะแนนจากการทดสอบหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .01 เป็นไปตามสมมติฐานการวิจัย 4. นักเรียนที่เรียนด้วยชุดการสอนแบบกลุ่มกิจกรรม เรื่องการสังเคราะห์ด้วยแสง วิชาชีววิทยา 4 รหัสวิชา ว40244 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 มีคะแนนจากการทดสอบหลังเรียนและคะแนนจากการทดสอบภายหลังการทดสอบหลังเรียน 14 วัน ไม่แตกต่างกัน แสดงว่ามีความคงทนในการเรียนรู้
ผลการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดการสอนแบบกลุ่มกิจกรรม เรื่องการสังเคราะห์ด้วยแสง วิชาชีววิทยา 4 รหัสวิชา ว40244 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5
[ โดย kruinfo ชม 240 ]
เรื่อง ผลการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดการสอนแบบกลุ่มกิจกรรม เรื่องการสังเคราะห์ด้วย แสง วิชาชีววิทยา 4 รหัสวิชา ว40244 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ผู้รายงาน นางนิศากร นนท์เทศา ปีที่ศึกษา 2552 บทคัดย่อ การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาประสิทธิภาพของชุดการสอนแบบกลุ่มกิจกรรม เรื่องการสังเคราะห์ด้วยแสง วิชาชีววิทยา 4 รหัสวิชา ว40244 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ตามเกณฑ์ 80/80 2) ศึกษาดัชนีประสิทธิผลของชุดการสอนแบบกลุ่มกิจกรรม เรื่อง การสังเคราะห์ด้วยแสง วิชาชีววิทยา 4 รหัสวิชา ว40244 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 3) เปรียบเทียบผลการทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนมัธยมศึกษา ปีที่ 5 จากการเรียนด้วยชุดการสอนแบบกลุ่มกิจกรรม เรื่องการสังเคราะห์ด้วยแสง วิชาชีววิทยา 4 รหัสวิชา ว40244 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ 4) ศึกษาความคงทนในการเรียนรู้ของนักเรียนจากการเรียนด้วยชุดการสอนแบบกลุ่มกิจกรรม เรื่องการสังเคราะห์ด้วยแสง วิชาชีววิทยา 4 รหัสวิชา ว40244 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/1 โรงเรียน ไพรบึงวิทยาคม จังหวัดศรีสะเกษ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2552 จานวน 41 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) วิธีการวิจัยเป็นการวิจัยเชิงการทดลองเบื้องต้น (Pre-experimental Design) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) ชุดการสอนแบบกลุ่มกิจกรรมเรื่องการสังเคราะห์ด้วยแสง จานวน 10 ชุด มีประสิทธิภาพเบื้องต้นจากการทดลองภาคสนาม เท่ากับ 81.68/80.71 2) แผนการจัดการเรียนรู้ จานวน 10 แผน มีคุณภาพด้านความเหมาะสมอยู่ในระดับเหมาะสมมากที่สุด (ค่าเฉลี่ย 4.58) 3) แบบทดสอบก่อนเรียนและแบบทดสอบหลังเรียน จานวน 60 ข้อ มีค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.97 สถิติในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ 1) ใช้ค่าร้อยละเพื่อวิเคราะห์ประสิทธิภาพและดัชนีประสิทธิผลของชุดการสอนแบบกลุ่มกิจกรรม 2) ใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และใช้สถิติ t-test แบบ Dependent Sample ในการเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของคะแนนจากการทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน 3) ใช้สถิติ t-test แบบ Dependent Sample ในการเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของคะแนนจากการทดสอบหลังเรียน และคะแนนจากการทดสอบภายหลังการทดสอบ หลังเรียน 14 วัน เพื่อศึกษาความคงทนในการเรียนรู้ 3 ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. ชุดการสอนแบบกลุ่มกิจกรรม เรื่องการสังเคราะห์ด้วยแสง วิชาชีววิทยา 4 รหัสวิชา ว40244 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 81.64/81.14 เป็นไปตามเกณฑ์ที่ตั้งไว้ 80/80 2. ชุดการสอนแบบกลุ่มกิจกรรม เรื่องการสังเคราะห์ด้วยแสง วิชาชีววิทยา 4 รหัสวิชา ว40244 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 มีค่าดัชนีประสิทธิผลเท่ากับ 0.7184 คิดเป็นร้อยละ 71.84 อยู่ในเกณฑ์ที่ยอมรับได้ 3. นักเรียนที่เรียนด้วยชุดการสอนแบบกลุ่มกิจกรรม เรื่องการสังเคราะห์ด้วยแสง วิชาชีววิทยา 4 รหัสวิชา ว40244 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 มีคะแนนจากการทดสอบหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .01 เป็นไปตามสมมติฐานการวิจัย 4. นักเรียนที่เรียนด้วยชุดการสอนแบบกลุ่มกิจกรรม เรื่องการสังเคราะห์ด้วยแสง วิชาชีววิทยา 4 รหัสวิชา ว40244 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 มีคะแนนจากการทดสอบหลังเรียนและคะแนนจากการทดสอบภายหลังการทดสอบหลังเรียน 14 วัน ไม่แตกต่างกัน แสดงว่ามีความคงทนในการเรียนรู้
ชุดการสอน เรื่อง โครงสร้างของไมโทคอนเดรีย รายวิชาชีววิทยา 4 รหัสวิชา ว40244
[ โดย kruinfo ชม 218 ]
ชุดการสอน เรื่อง โครงสร้างของไมโทคอนเดรีย รายวิชาชีววิทยา 4 รหัสวิชา ว40244 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ชุดนี้ จัดทำขึ้นเพื่อให้นักเรียนได้มีส่วนร่วมในการเรียนรู้เพื่อให้ชุดการสอนชุดนี้มีความสมบูรณ์ เร้าความสนใจของนักเรียน และเพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างแท้จริง
รายงานการใช้ หนังสืออ่านเพิ่มเติม เรื่อง ของเล่นของใช้แสนรัก กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2
[ โดย kruinfo ชม 374 ]
บทคัดย่อ การศึกษาค้นคว้าครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาหนังสืออ่านเพิ่มเติม เรื่อง ของเล่นของใช้แสนรัก กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ก่อนและหลังการใช้หนังสืออ่านเพิ่มเติม เรื่อง ของเล่นของใช้แสนรัก 3) หาดัชนีประสิทธิผลของหนังสืออ่านเพิ่มเติม เรื่อง ของเล่นของใช้แสนรัก และ 4) วิเคราะห์ความพึงพอใจของนักเรียนหลังการใช้แบบหนังสืออ่านเพิ่มเติม เรื่อง ของเล่นของใช้แสนรัก โดยกลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2/2 โรงเรียนเทศบาลวัดใหญ่เทศบาลนครนครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราช ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2552 จำนวน 30 คน ดำเนินการศึกษาค้นคว้าเชิงทดลอง เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ หนังสืออ่านเพิ่มเติม เรื่อง ของเล่นของใช้แสนรัก กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 6 เล่ม แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จำนวน 30 ข้อ โดยได้นำเครื่องมือมาตรวจสอบคุณภาพด้วยการหาประสิทธิภาพของแบบทดสอบ ตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 และดำเนินการตรวจสอบคุณภาพของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและแบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียนหลังการใช้หนังสืออ่านเพิ่มเติม ชุด ของเล่นของใช้แสนรัก กับนักเรียนที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง หลังจากนั้นนำเครื่องมือทั้ง 3 ชนิดมาดำเนินการทดลองใช้กับกลุ่มตัวอย่าง โดยให้ทำแบบทดสอบก่อนเรียนแล้วหลังจากนั้นศึกษาตามแบบฝึกหัดหลังเรียน จนครบ ตามเวลาและกระบวนการที่กำหนด จากนั้นทำการทดสอบหลังเรียนเพื่อนำผลการทดสอบมาหาความแตกต่างระหว่างผลการทดสอบก่อนเรียนกับหลังเรียน โดยการทดสอบค่า ที และให้นักเรียนตอบ และให้นักเรียนตอบแบบสอบถามวัดความพึงพอใจหลังการใช้หนังสืออ่านเพิ่มเติม ชุดของเล่นของใช้แสนรัก ผลการวิจัยปรากฏว่า 1.หนังสืออ่านเพิ่มเติม เรื่อง ของเล่นของใช้แสนรัก มีประสิทธิภาพ E1/E2 เท่ากับ 83.11/80.44 2.ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังการใช้หนังสืออ่านเพิ่มเติม เรื่อง ของเล่นของใช้แสนรัก สูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 3.ดัชนีประสิทธิผลของแบบฝึกทักษะการใช้หนังสืออ่านเพิ่มเติม เรื่อง ของเล่นของใช้แสนรัก เท่ากับ 0.57 4.นักเรียนมีความพึงพอใจในการเรียนด้วยหนังสืออ่านเพิ่มเติม ชุด ของเล่นของใช้แสนรัก อยู่ในระดับมาก ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่าการใช้หนังสืออ่านเพิ่มเติม เรื่อง ของเล่นของใช้แสนรัก กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ส่งผลให้ผู้เรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น
บรายงานการเพิ่มผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาเคมีพื้นฐาน (ว31102) เรื่อง โครงสร้างอะตอม ตารางธาตุ ธาตุและสารประกอบ โดยใช้สื่อประสม สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนโนนสะอาดพิทยาสรรค์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 20
[ โดย kruinfo ชม 682 ]
ชื่อเรื่อง รายงานการเพิ่มผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาเคมีพื้นฐาน (ว31102) เรื่อง โครงสร้างอะตอม ตารางธาตุ ธาตุและสารประกอบ โดยใช้สื่อประสม สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนโนนสะอาดพิทยาสรรค์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 20 ผู้ศึกษา นางนิราวรรณ ปัสสาโท สังกัด โรงเรียนโนนสะอาดพิทยาสรรค์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 20 จังหวัดอุดรธานี สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ บทคัดย่อ การจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้สื่อประสม เป็นการนำเอาข้อดีของสื่อการสอนในบางประเภทมาประยุกต์เข้าด้วยกัน เพื่อให้เหมาะสมกับเนื้อหาสาระที่ต้องการให้นักเรียนได้รับรู้รวดเร็วและเข้าใจมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังเป็นการกระตุ้นความสนใจของนักเรียน ไม่ให้เกิดความเบื่อหน่าย ในการเรียน ประโยชน์ที่กล่าวมานี้สอดคล้องกับรายงานการเพิ่มผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาเคมีพื้นฐาน (ว31102) เรื่อง โครงสร้างอะตอม ตารางธาตุ ธาตุและสารประกอบ โดยใช้สื่อประสม สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนโนนสะอาดพิทยาสรรค์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุดรธานี เขต 2 ซึ่งมีวัตถุประสงค์ดังนี้ (1) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/1 ที่เรียนโดยใช้สื่อประสมวิชาเคมีพื้นฐาน (ว31102) เรื่อง โครงสร้างอะตอม ตารางธาตุ ธาตุและสารประกอบ (2) เพื่อสร้างและพัฒนาสื่อประสมวิชาเคมีพื้นฐาน (ว31102) เรื่อง โครงสร้างอะตอม ตารางธาตุ ธาตุและสารประกอบ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 (3) เพื่อศึกษาค่าดัชนีประสิทธิผลของการเรียนรู้ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/1 ที่เรียนโดยใช้สื่อประสมวิชาเคมีพื้นฐาน (ว31102) เรื่อง โครงสร้างอะตอม ตารางธาตุ ธาตุและสารประกอบ (4) เพื่อศึกษาความ พึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/1 ที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้สื่อประสม วิชาเคมีพื้นฐาน (ว31102) เรื่อง โครงสร้างอะตอม ตารางธาตุ ธาตุและสารประกอบ กลุ่มตัวอย่างในการศึกษา เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/1 โรงเรียนโนนสะอาด พิทยาสรรค์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 20 ที่เรียนวิชาเคมีพื้นฐาน (ว31102) ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2552 จำนวน 29 คน ซึ่งได้มาโดยวิธีการเลือกแบบเจาะจง (Purposive sampling) สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ( ) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ค่าที (t
บทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง ธาตุกัมมันตรังสีและการนำไปใช้ประโยชน์
[ โดย kruinfo ชม 341 ]
ตัวอย่าง สื่อ/นวัตกรรม ที่ได้จัดทำขึ้น ในสื่อประสมทั้งหมด 10 ขุด
รายงานการพัฒนาชุดการสอนวิชาฟิสิกส์เพิ่มเติม (ว31201) เรื่องงานและพลังงาน
[ โดย kruinfo ชม 442 ]
ชื่อเรื่อง รายงานการพัฒนาชุดการสอนวิชาฟิสิกส์เพิ่มเติม (ว31201) เรื่องงานและพลังงาน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ชื่อผู้รายงาน นางสาวประนอม หมอกกระโทก โรงเรียน บ้านใหม่พิทยาคม อำเภอครบุรี จังหวัดนครราชสีมา ปีการศึกษา 2552 บทคัดย่อ การศึกษาครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อสร้างชุดการสอนวิชาฟิสิกส์ (ว31201) เรื่อง งานและพลังงาน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 70 /70 เพื่อศึกษาดัชนีประสิทธิผลของชุดการสอนวิชาฟิสิกส์เพิ่มเติม(ว31201) เรื่องงานและพลังงาน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนและหลังเรียนวิชาฟิสิกส์เพิ่มเติม (ว31201) เรื่อง งานและพลังงานด้วยชุดการสอน และศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนวิชาฟิสิกส์เพิ่มเติม (ว31201) เรื่อง งานและพลังงาน โดยใช้ชุดการสอน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าได้แก่นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2552 โรงเรียนบ้านใหม่พิทยาคม จำนวน 26 คนได้มาจากการสุ่มแบบแบ่งกลุ่ม (Cluster Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในศึกษา คือ ชุดการสอนวิชาฟิสิกส์เพิ่มเติม (ว31201) เรื่อง งานและพลังงานจำนวน 5 ชุด แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบสอบถามวัดความพึงพอใจ ผลการศึกษามีดังนี้ ได้ชุดการสอนวิชาฟิสิกส์เพิ่มเติม(ว31201) เรื่องงานและพลังงาน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 5 ชุด ที่มีประสิทธิภาพ 74.85 / 71.92 มีค่าดัชนีประสิทธิผล .60 เป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนด นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านใหม่พิทยาคม ปีการศึกษา 2552 จากการสอนโดยชุดการสอนวิชาฟิสิกส์เพิ่มเติม (ว31201) เรื่อง งานและพลังงาน ชุดที่ 1
รายงานการใช้เอกสารประกอบการเรียนการสอน วิชาวิทยาศาสตร์ ระดับ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนวัดอ่างแก้ว (จีบ ปานขำ)
[ โดย kruinfo ชม 233 ]
ชื่อเรื่อง รายงานการใช้เอกสารประกอบการเรียนการสอน วิชาวิทยาศาสตร์ ระดับนมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนวัดอ่างแก้ว (จีบ ปานขำ) ชื่อผู้ศึกษา นายฤทธิไกร คำเฮียง ปีที่ศึกษา 2552 ในการจัดทำรายงานครั้งนี้ผู้รายงานได้ดำเนินการแก้ปัญหาและพัฒนาการเรียนการสอนนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 1 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์โดยมีวัตถุประสงค์ของการศึกษา 1)เพื่อหาประสิทธิภาพของเอกสารประกอบการเรียนการสอน ตามเกณฑ์ 75/75 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ก่อนและหลังเรียนโดยใช้เอกสารประกอบการเรียนการสอน 3)เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่มีต่อเอกสารประกอบการเรียนการสอน ขอบเขตการศึกษาประชากร ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนวัดอ่างแก้ว (จีบ ปานขำ) สำนักงานเขตภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร ปีการศึกษา 2552 จำนวน 4 ห้องเรียน รวมนักเรียน 120 คนกลุ่มตัวอย่างได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/2 โรงเรียนวัดอ่างแก้ว (จีบ ปานขำ) สำนักงานเขตภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร ปีการศึกษา 2552 จำนวน 1 ห้องเรียน นักเรียน 30 คน ที่ได้จากการเลือกแบบเจาะจงเครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา คือ เอกสารประกอบการเรียนการสอน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จำนวน 40 ข้อ และ แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อเอกสารประกอบการเรียนการสอนรูปแบบการศึกษาใช้รูปแบบ One Group Pretest
รายงานการใช้บทเรียนสำเร็จรูป กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ สาระที่ 2 ชีวิตกับสิ่งแวดล้อม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านดงขวาง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 2
[ โดย kruinfo ชม 330 ]
การวิจัยในครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายของการวิจัย คือ 1) พัฒนาบทเรียนสำเร็จรูป กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ สาระที่ 2 ชีวิตกับสิ่งแวดล้อม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) ศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ และผลสัมฤทธิ์ทางด้านทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ก่อนเรียนและหลังเรียน 3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อบทเรียนสำเร็จรูป ระยะเวลาที่ใช้ในการวิจัย คือ วันที่ 16 พฤษภาคม
รายงานผลการใช้เอกสารประกอบการเรียนรู้วิชาวิทยาศาสตร์
[ โดย kruinfo ชม 167 ]
ชื่อเรื่อง รายงานผลการใช้เอกสารประกอบการเรียนรู้วิชาวิทยาศาสตร์ เพื่อพัฒนาการเรียนการสอนและเจตคติต่อวิชาวิทยาศาสตร์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๕ โรงเรียนวัดหนัง ผู้รายงาน นายชนินทร์ มหาครุฑ ใจอ่อน หน่วยงาน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ โรงเรียนวัดหนัง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากรุงเทพมหานคร เขต ๓ บทคัดย่อ รายงานผลการใช้เอกสารประกอบการเรียนรู้วิชาวิทยาศาสตร์ เพื่อพัฒนาการเรียนการสอนและเจตคติต่อวิชาวิทยาศาสตร์ มีวัตถุประสงค์เพื่อ ๑) พัฒนาเอกสารประกอบการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๕ โรงเรียนวัดหนัง ๒) เปรียบเทียบเจตคติต่อวิชาวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๕ ก่อนและหลังการใช้เอกสารประกอบการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลองแบบ One Group Pretest Posttest Design กลุ่มตัวอย่าง คือนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๕/๑ โรงเรียนวัดหนัง สพท.กทม.เขต๓ จำนวน ๓๐ คน ได้มาจากการเลือกแบบเฉพาะเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วย ๑) แผนการจัดการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๕ ๒) เอกสารประกอบการเรียนรู้ ๓) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ๔) แบบวัดเจตคติต่อวิชาวิทยาศาสตร์ การวิเคราะห์ข้อมูล โดยหาค่าสถิติพื้นฐานได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าความยากง่ายและอำนาจจำแนก ค่าความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาโดยใช้ดรรชนีความสอดคล้อง ประสิทธิภาพของเอกสารประกอบการเรียนรู้ ตามเกณฑ์ ๘๐/๘๐ (เสาวนีย์ สิขาบัณฑิต . ๒๕๒๖:๕๓) ความเชื่อมั่นของแบบสอบทั้งฉบับโดยใช้สูตร KR-20 ผลการวิจัยพบว่า ๑) เอกสารประกอบการเรียนรู้วิชาวิทยาศาสตร์ มีประสิทธิภาพ ๘๐/๘๔ มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ ๘๐/๘๐ ๒) เจตคติ ก่อนใช้เอกสารประกอบการเรียนรู้วิชาวิทยาศาสตร์ เฉลี่ยที่ ๒๑.๒๓ เจตคติหลังใช้เอกสารประกอบการเรียนรู้วิชาวิทยาศาสตร์ เฉลี่ยที่ ๒๖.๗๖ โดยมีผลต่างอยู่ที่ ๕.๕๓
การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวคิดวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสังคม เรื่อง ร่างกายมนุษย์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6
[ โดย kruinfo ชม 211 ]
ชื่อผลงาน การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวคิดวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสังคม เรื่อง ร่างกายมนุษย์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ชื่อผู้เขียน นางสาวจันทร์สม สมเขื่อน ปีการศึกษา 2553 บทคัดย่อ การศึกษา เรื่อง การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวคิดวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสังคม เรื่อง ร่างกายมนุษย์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนขุนยวม อำเภอขุนยวม จังหวัดแม่ฮ่องสอน ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2553 จำนวน 1 ห้องเรียน มีวัตถุประสงค์ของการศึกษา เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพ เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียน และ เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ด้วยกิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวคิดวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสังคม เรื่อง ร่างกายมนุษย์ จำนวน 26 คน โดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) กลุ่มที่ศึกษาได้รับการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสังคม ใช้เวลาในการจัดการเรียนรู้ 25 ชั่วโมง เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสังคม เรื่อง ร่างกายมนุษย์ แบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบวัดความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสังคม ดำเนินการทดลองตามแบบแผนการวิจัยแบบ One Group Pretest - Posttest Design วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาประสิทธิภาพของกิจกรรมการเรียนรู้ เปรียบเทียบผลต่างของคะแนนก่อนและหลังเรียนโดยใช้ค่าที ( t-test ) และวิเคราะห์ความพึงพอใจของนักเรียนโดยใช้ค่าเฉลี่ยและค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน สามารถสรุปผลการศึกษาได้ดังนี้ (1) ประสิทธิภาพกิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวคิดวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และ สังคม เรื่อง ร่างกายมนุษย์ ที่ สร้างขึ้นมีประสิทธิภาพเท่ากับ 81.48/80.14 (2)นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 (3) นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมตามแนวคิด วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสังคม เรื่อง ร่างกายมนุษย์ นักเรียนมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด คือ ด้านปัจจัยนำเข้ากิจกรรมตามแนวคิดวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและสังคม มีความใหม่น่าสนใจ ไม่เกิดความเบื่อหน่าย โดยมีค่าเฉลี่ย เท่ากับ 4.54 รองลงมาคือ ด้านกระบวนการ กิจกรรมการปฏิบัติมีความน่าสนใจ โดยมีค่าเฉลี่ย เท่ากับ 4.50 ส่วนด้านอื่น ๆ นักเรียนมีความพึงพอใจระดับมาก
การประเมินโครงการสวนพฤกษศาสตร์โรงเรียน ของโรงเรียนวัดจักรวรรดิ เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพมหานคร
[ โดย kruinfo ชม 275 ]
การประเมินโครงการครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินเพื่อประเมินโครงการสวนพฤกษศาสตร์โรงเรียน ของโรงเรียนวัดจักรวรรดิ เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพมหานคร โดยใช้รูปแบบการประเมิน CIPP Model ประชากรที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ บุคลากรในสถานศึกษา จำนวน 10 คน นักเรียน จำนวน 79 คน และผู้ปกครองและชุมชน จำนวน 79 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่แบบประเมินโครงการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวพระราชดำริ แบ่งออกเป็น 3 ฉบับ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการประเมินปรากฏผลดังนี้ 1. ด้านบริบท โดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อพบว่า ผู้บริหารสถานศึกษา สนับสนุนข้อมูลสารสนเทศโครงการสวนพฤกษศาสตร์โรงเรียน และโรงเรียนเป็นแบบอย่างในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้สวนพฤกษศาสตร์โรงเรียน มีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมา โรงเรียนขยายผลในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้สวนพฤกษศาสตร์โรงเรียน ทั้งในเขตพื้นที่บริการและใกล้เคียง และผู้บริหารสถานศึกษาส่งเสริมให้ครูใช้สวนพฤกษศาสตร์โรงเรียน ในกระบวนการเรียนการสอน ตามลำดับ 2. ด้านปัจจัยเบื้องต้น โดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่า ความร่วมมือในการดำเนินการตามโครงการของผู้บริหาร ครู และนักเรียน มีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมา มีการจัดสรรพื้นที่ศูนย์การจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้สวนพฤกษศาสตร์โรงเรียน และมีการจัดทำแผนการดำเนินการให้ผู้เกี่ยวข้องทราบ และการจัดอบรมและให้ความรู้ความเข้าใจกับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในโครงการ ตามลำดับ 3. ด้านกระบวนการดำเนินงาน โดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อพบว่า ครูนำนักเรียนมาเรียนรู้ในสวนพฤกษศาสตร์โรงเรียน มีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมา ครูใช้บริเวณสวนพฤกษศาสตร์โรงเรียนจัดกิจกรรมการเรียนรู้นอกห้องเรียน และมีการรายงานผลการดำเนินงานสวนพฤกษศาสตร์โรงเรียน ตามลำดับ 4. ด้านผลผลิต โดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่า โรงเรียนมีการนำผลการศึกษาและพัฒนาโครงการเพื่อเผยแพร่เป็นแหล่งเรียนรู้แก่ชุมชน มีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมา มีการนำผลการประเมินมาปรับปรุงการทำงาน และมีการประชุมสัมมนาเพื่อหาแนวทางในการดำเนินงานโครงการในปีถัดไป และโรงเรียนได้รับการยอมรับในเรื่องการจัดการเรียนรู้โดยใช้สวนพฤกษศาสตร์โรงเรียนจากบุคคลและหน่วยงานภายนอก ตามลำดับ
การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยใช้รูปแบบการสอนเพื่อพัฒนาการคิด และการทำโครงงาน
[ โดย kruinfo ชม 232 ]
บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนเทศบาล 2 (สหกรณ์สมทบ) ให้มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์และทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ผ่านเกณฑ์ที่กำหนดร้อยละ 70 และมีนักเรียนที่ผ่านเกณฑ์ดังกล่าวไม่น้อยกว่าร้อยละ 70 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยแบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ เครื่องมือที่ใช้ในการดำเนินการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการสอนเพื่อพัฒนาการคิดและการทำโครงงานจำนวน 13 แผน เครื่องมือที่ใช้สะท้อนผลการปฏิบัติ ได้แก่ แบบสังเกตพฤติกรรมการสอนของครู แบบสังเกตพฤติกรรมการเรียนของนักเรียน แบบบันทึกประจำวันของครู แบบสัมภาษณ์นักเรียน ใบงาน แบบทดสอบท้ายแผนการสอน แบบทดสอบท้ายวงจรการปฏิบัติการที่ 1, 2 และ 3 เครื่องมือที่ใช้ในการประเมินประสิทธิภาพการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ได้แก่ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ และแบบวัดทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ การหาค่าร้อยละ(%) ค่าเฉลี่ย (X ̅) ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และการทดสอบค่าที (t-test) ผลการวิจัยพบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ของนักเรียน ที่เรียนโดยใช้รูปแบบการสอนเพื่อพัฒนาการคิดและการทำโครงงาน นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ เฉลี่ยร้อยละ 80.34 มีจำนวนนักเรียนที่ผ่านเกณฑ์รอบรู้ร้อยละ 95.45 สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ร้อยละ 70 และผลสัมฤทธิ์ด้านทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ เฉลี่ยร้อยละ 80.11 มีนักเรียนผ่านเกณฑ์รอบรู้ร้อยละ 95.45 สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ร้อยละ 70
รายงานการพัฒนาคุณภาพนักเรียนโดยใช้บทเรียนสำเร็จรูป กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่อง พลังงานแสง ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4
[ โดย kruinfo ชม 449 ]
บทคัดย่อ การศึกษาในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนาบทเรียนสำเร็จรูป กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่อง พลังงานแสง ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 เพื่อหาดัชนีประสิทธิผลของการพัฒนาคุณภาพนักเรียนและการใช้บทเรียนสำเร็จรูป ที่ผู้ศึกษาสร้างและพัฒนาขึ้น เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียน ด้วยบทเรียนสำเร็จรูป กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 เรื่อง พลังงานแสง และเพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่มีต่อการใช้บทเรียนสำเร็จรูป กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่อง พลังงานแสง ที่ผู้ศึกษาสร้างและพัฒนาขึ้น กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านส้มป่อย จำนวน 26 คน ซึ่งได้มาโดยเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ศึกษาครั้งนี้ ประกอบด้วย บทเรียนสำเร็จรูป จำนวน 7 เล่ม แผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 7 แผน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนแบบ 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ ซึ่งมีค่าอำนาจจำแนก ตั้งแต่ 0.20 - 0.88 มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ 0.84 และ แบบสอบถามความพึงพอใจ เป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) จำนวน 18 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบความแตกต่างของคะแนนเฉลี่ยด้วย t-test แบบ Dependent Samples ผลการศึกษา พบว่า 1. บทเรียนสำเร็จรูป กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่อง พลังงานแสง ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่ผู้ศึกษาพัฒนาขึ้น มีประสิทธิภาพ เท่ากับ 86.10/89.36 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 ที่ตั้งไว้ 2. ดัชนีประสิทธิผลของการจัดการเรียนรู้โดยใช้บทเรียนสำเร็จรูป กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่อง พลังงานแสง ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 มีค่าเท่ากับ 0.7340 หมายความว่า ผู้เรียนมีความรู้เพิ่มขึ้น ร้อยละ 73.40 3. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่เรียนด้วยบทเรียนสำเร็จรูป กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่อง พลังงานแสง มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนเพิ่มขึ้นจากก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 4. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 มีความพึงพอใจต่อบทเรียนสำเร็จรูป กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่อง พลังงานแสง โดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า นักเรียนมีความพึงพอใจในด้านเนื้อหา ด้านการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน อยู่ในระดับมากที่สุด และมีความพึงพอใจในด้านสื่อ ด้านอุปกรณ์การเรียน และด้านการวัดประเมินผลอยู่ในระดับมาก
การพัฒนาชุดกิจกรรมฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6
[ โดย kruinfo ชม 300 ]
การพัฒนาชุดกิจกรรมฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ สำหรับนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีวัตถุประสงค์ คือ 1) เพื่อศึกษาประสิทธิภาพการเรียนรู้ของนักเรียน โดยใช้ชุดกิจกร รมฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ของนักเรียน ก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ 3) เพื่อศึกษาระดับความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อชุดกิจกรรมฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ประชากรได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6โรงเรียนมิตรมวลชน3 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาน่าน เขต 1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2552 จำนวน 14 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วยชุดกิจกรรมฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ด้านทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ และแบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อชุดกิจกรรมฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าสถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของคะแนน และค่า t
การจัดกิจกรรมการเรียนรู้วิชาฟิสิกส์ เรื่อง เสียง ชั้น ม.5 โดยใช้รูปแบบการเรียนรู้ตามแนวคิดทฤษฎีคอนสครัคติวิสต์
[ โดย kruinfo ชม 1,706 ]
บทคัดย่อ การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้วิชาฟิสิกส์เรื่อง เสียง ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โดยใช้รูปแบบการเรียนรู้ตามแนวคิดทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ 2) เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ให้นักเรียนจำนวนไม่น้อยกว่าร้อยละ 70 ของจำนวนนักเรียนทั้งหมดมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนร้อยละ 70 ขึ้นไป กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2553 โรงเรียนลำน้ำพอง อำเภอน้ำพอง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 25 จำนวน 31 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา แบ่งเป็น 3 ประเภท ดังนี้ 1) เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้วิชาฟิสิกส์ เรื่อง เสียง ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ตามแนวคิดทฤษฎีคอนสครัคติวิสต์ จำนวน 13 แผน 2) เครื่องมือที่สะท้อนผลการปฎิบัติ ได้แก่ แบบบันทึกการสังเกตการณ์การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ แบบบันทึกผลการใช้แผนการจัดการเรียนรู้ แบบบันทึกการสังเกตการณ์สัมภาษณ์นักเรียน แบบฝึกทักษะ แบบทดสอบท้ายวงจร 3) เครื่องมือที่ใช้ในการประเมินประสิทธิภาพ การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้ ได้แก่ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาฟิสิกส์ เรื่อง เสียง การศึกษาครั้งนี้ใช้รูปแบบการวิจัยเชิงปฎิบัติการ มีวงจรการปฏิบัติ 3 วงจร ดังนี้ วงจรที่ 1 ประกอบด้วยแผนการเรียนรู้ 1
การพัฒนาชุดการสอนเรื่อง ระบบหายใจและระบบขับถ่าย รายวิชาชีววิทยา
[ โดย kruinfo ชม 595 ]
ชื่อเรื่อง รายงานการพัฒนาชุดการสอนเรื่อง ระบบหายใจและระบบขับถ่าย รายวิชาชีววิทยาเพิ่มเติม1 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ผู้ศึกษา นางปิยกุล จันทเขตต์ ตำแหน่ง ครู วิทยฐานะ ชำนาญการ สถานที่ศึกษา โรงเรียนโนนราษีวิทยา อำเภอบรบือ จังหวัดมหาสารคาม สำนักงานเขตพื้นที่ การศึกษามัธยมศึกษา เขต 26 การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) หาประสิทธิภาพชุดการสอนเรื่อง ระบบหายใจและระบบขับถ่าย รายวิชาชีววิทยาเพิ่มเติม1 สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ตามเกณฑ์ 80/80 (2) เพื่อหาดัชนีประสิทธิผลของชุดการสอนเรื่อง ระบบหายใจและระบบขับถ่าย รายวิชาชีววิทยาเพิ่มเติม1 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 (3) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน ก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยชุดการสอนเรื่อง ระบบหายใจและระบบขับถ่าย รายวิชาชีววิทยาเพิ่มเติม1 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 (4) เพื่อศึกษาความคงทนในการเรียนรู้ของนักเรียนที่เรียนด้วยชุดการสอน เรื่อง ระบบหายใจและระบบขับถ่าย รายวิชาชีววิทยาเพิ่มเติม1 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 และ (5) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อชุดการสอน เรื่อง ระบบหายใจและระบบขับถ่าย รายวิชาชีววิทยาเพิ่มเติม1 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/2 โรงเรียนโนนราษีวิทยา อำเภอบรบือ จังหวัดมหาสารคาม ปีการศึกษา 2553 จำนวน 28 คน ด้วยวิธีการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูลที่ใช้ในการศึกษา คือ (1) ชุดการสอน 9 ชุด รวม 18 ชั่วโมง (2) แบบทดสอบวัดประจำหน่วย 40 ข้อ และแบบทดสอบในชุดการสอน ชุดละ 10 ข้อ (3) แบบสอบถามความพึงพอใจ 18 ข้อ และ (4) แผนการจัดการเรียนรู้ 9 แผน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าประสิทธิภาพ ค่าดัชนีประสิทธิผล ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบสมมติฐานโดยใช้ t
รายงานการใช้หนังสือการ์ตูนเรื่อง ประกอบการสอน
[ โดย kruinfo ชม 149 ]
บทคัดย่อ หัวข้อที่ศึกษา รายงานการใช้หนังสือการ์ตูนเรื่อง ประกอบการสอน วิชาวิทยาศาสตร์พื้นฐาน เรื่อง ระบบในร่างกายมนุษย์และสัตว์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนดอนมดแดงวิทยาคม อำเภอดอนมดแดง สำนักงานเขตพื้นที่ การศึกษามัธยมศึกษา เขต 29 ผู้ศึกษา นางมณีวรรณ คุณะโคตร ปีที่ศึกษา ปีการศึกษา 2553 การรายงานครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อหาประสิทธิภาพของหนังสือการ์ตูนเรื่อง ประกอบการสอน วิชาวิทยาศาสตร์พื้นฐาน เรื่อง ระบบในร่างกายมนุษย์และสัตว์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 และเพื่อศึกษาความก้าวหน้าในการเรียนโดยใช้หนังสือการ์ตูนเรื่อง ประกอบการสอน วิชาวิทยาศาสตร์พื้นฐาน เรื่อง ระบบในร่างกายมนุษย์และสัตว์ ชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 3 โรงเรียนดอนมดแดงวิทยาคม อำเภอดอนมดแดง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 29 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ห้อง 1 โรงเรียนดอนมดแดงวิทยาคม อำเภอดอนมดแดง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 29 ปีการศึกษา 2553 จำนวน 31 คน ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง แบบแผนการศึกษาในครั้งนี้ ใช้แบบแผนการวิจัยแบบกลุ่มทดลองกลุ่มเดียว วัดผลก่อนและหลังการทดลอง เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้า เป็นหนังสือการ์ตูนเรื่อง ประกอบการสอน วิชาวิทยาศาสตร์พื้นฐาน เรื่อง ระบบในร่างกายมนุษย์ และสัตว์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 5 เล่ม แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชาวิทยาศาสตร์พื้นฐาน เรื่อง ระบบในร่างกายมนุษย์และสัตว์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีค่าความเชื่อถือได้ .81 และแบบทดสอบหลังการอ่านท้ายเล่มหนังสือการ์ตูนเรื่อง ประกอบการสอน มีค่าความเชื่อถือได้ .86 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ SPSS for Window หาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ในการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนใช้การวิเคราะห์ร้อยละความก้าวหน้าของผลการเรียนรู้ ผลการศึกษาพบว่า 1. หนังสือการ์ตูนเรื่อง ประกอบการสอน วิชาวิทยาศาสตร์ เรื่อง ระบบในร่างกายมนุษย์และสัตว์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่ผู้ศึกษาสร้างขึ้นมีประสิทธิภาพเท่ากับ 85.08 / 87.74 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 ที่ตั้งไว้ 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ ของนักเรียนที่เรียนด้วยหนังสือการ์ตูนเรื่อง ประกอบการสอน วิชาวิทยาศาสตร์ เรื่อง ระบบในร่างกายมนุษย์และสัตว์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ร้อยละ 100 มีความก้าวหน้าในการเรียนสูงกว่าร้อยละ 25
รายงานการใช้หนังสือการ์ตูนเรื่อง ประกอบการสอน
[ โดย kruinfo ชม 205 ]
บทคัดย่อ หัวข้อที่ศึกษา รายงานการใช้หนังสือการ์ตูนเรื่อง ประกอบการสอน วิชาวิทยาศาสตร์พื้นฐาน เรื่อง ระบบในร่างกายมนุษย์และสัตว์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนดอนมดแดงวิทยาคม อำเภอดอนมดแดง สำนักงานเขตพื้นที่ การศึกษามัธยมศึกษา เขต 29 ผู้ศึกษา นางมณีวรรณ คุณะโคตร ปีที่ศึกษา ปีการศึกษา 2553 การรายงานครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อหาประสิทธิภาพของหนังสือการ์ตูนเรื่อง ประกอบ การสอน วิชาวิทยาศาสตร์พื้นฐาน เรื่อง ระบบในร่างกายมนุษย์และสัตว์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 และเพื่อศึกษาความก้าวหน้าในการเรียนโดยใช้หนังสือการ์ตูนเรื่อง ประกอบการสอน วิชาวิทยาศาสตร์พื้นฐาน เรื่อง ระบบในร่างกายมนุษย์และสัตว์ ชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 3 โรงเรียนดอนมดแดงวิทยาคม อำเภอดอนมดแดง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 29 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ห้อง 1 โรงเรียนดอนมดแดงวิทยาคม อำเภอดอนมดแดง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 29 ปีการศึกษา 2553 จำนวน 31 คน ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง แบบแผนการศึกษาในครั้งนี้ ใช้แบบแผนการวิจัยแบบกลุ่มทดลองกลุ่มเดียว วัดผลก่อนและหลังการทดลอง เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้า เป็นหนังสือการ์ตูนเรื่อง ประกอบการสอน วิชาวิทยาศาสตร์พื้นฐาน เรื่อง ระบบในร่างกายมนุษย์ และสัตว์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 5 เล่ม แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชาวิทยาศาสตร์พื้นฐาน เรื่อง ระบบในร่างกายมนุษย์และสัตว์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีค่าความเชื่อถือได้ .81 และแบบทดสอบหลังการอ่านท้ายเล่มหนังสือการ์ตูนเรื่อง ประกอบการสอน มีค่าความเชื่อถือได้ .86 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ SPSS for Window หาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ในการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนใช้การวิเคราะห์ร้อยละความก้าวหน้าของผลการเรียนรู้ ผลการศึกษาพบว่า 1. หนังสือการ์ตูนเรื่อง ประกอบการสอน วิชาวิทยาศาสตร์ เรื่อง ระบบในร่างกายมนุษย์และสัตว์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่ผู้ศึกษาสร้างขึ้นมีประสิทธิภาพเท่ากับ 85.08 / 87.74 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 ที่ตั้งไว้ 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ ของนักเรียนที่เรียนด้วยหนังสือการ์ตูนเรื่อง ประกอบการสอน วิชาวิทยาศาสตร์ เรื่อง ระบบในร่างกายมนุษย์และสัตว์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ร้อยละ 100 มีความก้าวหน้าในการเรียนสูงกว่าร้อยละ 25
การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความสามารถแก้ปัญหาทางฟิสิกส์ เรื่อง แรงและกฎการเคลื่อนที่ ของนักเรียนชั้นม.4 โดยใช้แบบฝึกความสามารถแก้ปัญหาทางฟิสิกส์ของโพลยา
[ โดย kruinfo ชม 366 ]
ชื่อเรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความสามารถแก้ปัญหาทางฟิสิกส์ เรื่อง แรงและกฎการเคลื่อนที่ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โดยใช้แบบฝึกความสามารถแก้ปัญหาทางฟิสิกส์ของโพลยา ผู้วิจัย นางวราภรณ์ ยนต์ชัย หน่วยงาน โรงเรียนสมเด็จพิทยาคม สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 24 ปีที่พิมพ์ 2554 บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้ เป็นการวิจัยเชิงทดลอง เรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และความสามารถแก้ปัญหาทางฟิสิกส์ เรื่อง แรงและกฎการเคลื่อนที่ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 4 โดยใช้แบบฝึกความสามารถแก้ปัญหาทางฟิสิกส์ของโพลยา มีวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1) เพื่อพัฒนาแบบฝึกความสามารถแก้ปัญหาทางฟิสิกส์ของโพลยา เรื่อง แรงและกฎการเคลื่อนที่ ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง แรงและกฎการเคลื่อนที่ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่เรียนโดยใช้แบบฝึกความสามารถแก้ปัญหาทางฟิสิกส์ของโพลยา ก่อนเรียนและหลังเรียน 3) เพื่อเปรียบเทียบความสามารถแก้ปัญหา ทางฟิสิกส์ เรื่อง แรงและกฎการเคลื่อนที่ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่เรียนโดยใช้แบบฝึกความสามารถแก้ปัญหาทางฟิสิกส์ของโพลยา กับเกณฑ์ที่กำหนด 4) เพื่อศึกษาความพึงพอใจ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง แรงและกฎการเคลื่อนที่ โดยใช้แบบฝึกความสามารถแก้ปัญหาทางฟิสิกส์ของโพลยา ประชากรในการวิจัยครั้งนี้ เป็นนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 แผนการเรียนเน้นวิทยาศาสตร์ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2553 โรงเรียนสมเด็จพิทยาคม อำเภอสมเด็จ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 24 จำนวน 8 ห้องเรียน รวม 330 คน กลุ่มตัวอย่าง เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/2 แผนการเรียนเน้นวิทยาศาสตร์ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2553 โรงเรียนสมเด็จพิทยาคม อำเภอสมเด็จ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 24 ซึ่งได้มาจากการสุ่มอย่างง่าย (Simple Random Sampling) โดยมีห้องเรียนเป็นหน่วยการสุ่ม จากการจับสลากมา 1 ห้องเรียน จำนวน 40 คน จากจำนวนทั้งหมด 8 ห้องเรียน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยสร้างขึ้นเอง ประกอบด้วย 1) แบบฝึกความสามารถแก้ปัญหาทางฟิสิกส์ของโพลยา เรื่อง แรงและกฎการเคลื่อนที่ จำนวน 9 เล่ม มีประสิทธิภาพ 77.63/76.50 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เป็นข้อสอบชนิดเลือกตอบ (Multiple Choice) 4 ตัวเลือก จำนวน 40 ข้อ มีค่าความเชื่อมั่น 0.88 3) แบบทดสอบวัดความสามารถแก้ปัญหาทางฟิสิกส์ เป็นข้อสอบแบบอัตนัย จำนวน 8 สถานการณ์ มีค่าความเชื่อมั่น 0.89 และ 4) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง แรงและกฎการเคลื่อนที่ โดยใช้แบบฝึกความสามารถแก้ปัญหาทางฟิสิกส์ของโพลยา เป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน 15 รายการ มีค่าความเชื่อมั่น 0.91 สถิติที่ใช้ในการวิจัย คือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย (x ̅) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S) สถิติทดสอบสมมติฐาน t-test Dependent และสถิติทดสอบสมมติฐาน t-test one group ผลการวิจัย พบว่า 1. แบบฝึกความสามารถแก้ปัญหาทางฟิสิกส์ของโพลยา เรื่อง แรงและกฎการเคลื่อนที่ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 มีประสิทธิภาพ 77.63/76.50 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 75/75 ที่กำหนดไว้ 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง แรงและกฎการเคลื่อนที่ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่เรียนโดยใช้แบบฝึกความสามารถแก้ปัญหาทางฟิสิกส์ของโพลยา หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3. ความสามารถแก้ปัญหาทางฟิสิกส์ เรื่อง แรงและกฎการเคลื่อนที่ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่เรียนโดยใช้แบบฝึกความสามารถแก้ปัญหาทางฟิสิกส์ของโพลยา สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 4. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 มีความพึงพอใจต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง แรงและกฎการเคลื่อนที่ โดยใช้แบบฝึกความสามารถแก้ปัญหาทางฟิสิกส์ของโพลยา อยู่ในระดับมากที่สุด
การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องการดำรงชีวิตของพืช
[ โดย kruinfo ชม 213 ]
ชื่อผลงาน : การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องการดำรงชีวิตของพืช กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ประกอบการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ ผู้จัดทำ : นายณฐกร เชื้อชาติ หน่วยงาน : โรงเรียนสามแยกป่าถล่ม สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาประจวบคีรีขันธ์ เขต 2 ปีการศึกษา: 2553 บทคัดย่อ การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องพืชรอบตัวเรา กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ประกอบการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อ 1) เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนเรื่องการดำรงชีวิตของพืช 2)เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ก่อน และหลังการเรียน ด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ประกอบการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ต่อการเรียนโดยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน กลุ่มเป้าหมายได้แก่นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนสามแยกป่าถล่ม ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2553 จำนวน 7 คน ผ่านการพัฒนาด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ประกอบการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ ระยะเวลา 10 สัปดาห์ จำนวน 18 ชั่วโมง เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบประเมินความพึงพอใจต่อการเรียนโดยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าเฉลี่ย ( ) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD) ร้อยละความก้าวหน้า (d%) และทดสอบค่าที่ (t - test) ผลการศึกษา 1. บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่องการดำรงชีวิตของพืช จากการทดลองในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2552 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 84.25/82.75 มีประสิทธิผลเท่ากับ 0.64 และจากการทดลองกับกลุ่มเป้าหมายในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2553 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 88.20/86.78 ค่าดัชนีประสิทธิผลเท่ากับ 0.71 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนด คือ 80 / 80 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องการดำรงชีวิตของพืช ของนักเรียนหลังเรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ประกอบการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือสูงกว่าก่อนเรียน และแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .01 และมีความก้าวหน้าโดยรวมร้อยละ 31.78 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด (ร้อยละ 25) 3. ความพึงพอใจต่อการเรียนโดยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนของนักเรียน อยู่ในระดับมากที่สุด
ชื่องานวิจัย การศึกษาเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องหลักเคมีของสิ่งมีชีวิตและ
[ โดย kruinfo ชม 170 ]
บทคัดย่อ ปัจจุบันสื่อเทคโนโลยีทางคอมพิวเตอร์มีความเจริญก้าวหน้าเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งโปรแกรมคอมพิวเตอร์สามารถนำมาใช้ในการสื่อสารการเรียนรู้ในห้องเรียนได้ จึงมีความสนใจที่จะศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของในรายวิชาเพิ่มเติมชีววิทยา เรื่องหลักเคมีและสารชีวโมเลกุล ระหว่างการสอนโดยใช้สื่อคอมพิวเตอร์ช่วยสอนและการใช้หนังสือเรียน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนหนองผึ้งวิทยาคาร ปีการศึกษา 2553 โดยการจัดการเรียนรู้สำหรับนักเรียน 2 กลุ่ม ซึ่งถือว่ามีพื้นฐานเหมือนกันทุกประการยกเว้นสื่อการเรียนรู้ กล่าวคือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/1 สอนโดยใช้สื่อคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ส่วนนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/2 สอนโดยใช้สื่อหนังสือเรียน ซึ่งจากการศึกษาวิจัยพบว่า ผลต่างของค่าทีเฉลี่ย ( Average T score ) ของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนในรายวิชาเพิ่มเติมชีววิทยา เรื่องสารชีวโมเลกุล ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/1 ที่สอนโดยใช้สื่อคอมพิวเตอร์ช่วยสอนมีค่าเท่ากับ 8.40 คิดเป็นร้อยละของคะแนนทีหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนเท่ากับ 18.34 ส่วนผลต่างของค่าทีเฉลี่ยของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนและก่อนเรียนในรายวิชาเพิ่มเติมชีววิทยา เรื่องสารชีวโมเลกุล ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/2 ที่สอนโดยใช้สื่อหนังสือเรียน มีค่าเท่ากับ 8.05 คิดเป็นร้อยละของคะแนนทีหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนเท่ากับ 17.51 ทำให้ผลต่างของร้อยละของค่าทีเฉลี่ยที่เพิ่มขึ้นระหว่างนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/1 และ 4/2 เท่ากับ 0.83 ซึ่งผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่า การใช้สื่อคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง สารชีวโมเลกุล ซึ่งพัฒนาโดย ดร.วัฒนา พัฒนากูล นั้นทำให้นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนหนองผึ้งวิทยาคารมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนใกล้เคียงกันกับการใช้สื่อหนังสือเรียนซึ่งจัดทำโดยสถานบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี(สสวท.)
รายงานผลการใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง บรรยากาศ สำหรับนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
[ โดย kruinfo ชม 166 ]
รายงานผลการใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง บรรยากาศ สำหรับนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
รายงานการพัฒนาแบบฝึก เรื่อง กรด-เบส รายวิชาเคมีเพิ่มเติม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5
[ โดย kruinfo ชม 309 ]
ชื่อเรื่อง รายงานการพัฒนาแบบฝึก เรื่อง กรด-เบส รายวิชาเคมีเพิ่มเติม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ผู้ศึกษา นางพิมลรัตน์ ทองยศ ตำแหน่ง ครู วิทยฐานะ ครูชำนาญการ สถานศึกษา โรงเรียนบรบือ อำเภอบรบือ จังหวัดมหาสารคาม สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา มัธยมศึกษา เขต 26 ปีที่พิมพ์ พ.ศ. 2553 รายงานฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) หาประสิทธิภาพของแบบฝึก เรื่อง กรด-เบส รายวิชาเคมีเพิ่มเติม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ตามเกณฑ์ 80/80 (2) หาประสิทธิผลของแบบฝึก เรื่อง กรด-เบส รายวิชาเคมีเพิ่มเติม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ตามเกณฑ์ 70 (3) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างคะแนนก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยแบบฝึก เรื่อง กรด-เบส รายวิชาเคมีเพิ่มเติม ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 (4) ศึกษาความคงทนในการเรียนด้วยแบบฝึก เรื่อง กรด-เบส รายวิชาเคมีเพิ่มเติม ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 (5) ศึกษาความเหมาะสมของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยแบบฝึก เรื่อง กรด-เบส รายวิชาเคมีเพิ่มเติม ตามความคิดเห็นของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 เครื่องมือในการศึกษา คือ (1) แบบฝึก 8 ชุด (2) แผนการจัดการเรียนรู้ ใช้จัดกิจกรรมการเรียนรู้ 16 ชั่วโมง (3) เครื่องมือวัดผลและประเมินผล คือ แบบฝึกหัด 25 ฉบับ แบบทดสอบจำนวน 11 ฉบับ รวม 110 ข้อ และแบบสอบถาม 15 ข้อ ที่นำมาใช้กับนักเรียนโรงเรียนบรบือ อำเภอบรบือ จังหวัดมหาสารคาม จำนวน 42 คน ด้วยวิธีการสุ่มอย่างง่าย ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2552 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าเฉลี่ย ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าประสิทธิภาพ ค่าดัชนีประสิทธิผล และทดสอบค่า t ผลการศึกษาปรากฏ ดังนี้ 1. แบบฝึกมีประสิทธิภาพรวมเฉลี่ยเท่ากับ 84.36/83.82 สูงกว่าเกณฑ์ 80/80 2. แบบฝึกมีประสิทธิผลรวมเฉลี่ยอยู่ในระดับดี (E.I. = 72.29) ตรงตามเกณฑ์ 70 แสดงว่า นักเรียนมีความก้าวหน้าด้านการเรียนร้อยละ 72.29 3. นักเรียน มีคะแนนผลสัมฤทธิ์หลังการเรียนด้วยแบบฝึก รวมเฉลี่ยและทั้ง 8 ชุด สูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 4. นักเรียนมีคะแนนผลสัมฤทธิ์หลังการเรียนและการทดสอบหลังเรียนแล้ว 2 สัปดาห์ ไม่แตกต่างกัน คือ มีคะแนนลดลงคิดเป็นร้อยละ 0.18 แสดงว่า นักเรียนมีความคงทนในการเรียนรู้ 5. นักเรียน มีความคิดเห็นว่า การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยแบบฝึก โดยภาพรวมเหมาะสมอยู่ในระดับมาก
แบบฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาวิชาฟิสิกส์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 เรื่องแสงและการมองเห็น
[ โดย kruinfo ชม 523 ]
ชื่อเรื่อง รายงานการศึกษาการใช้แบบฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาวิชาฟิสิกส์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 เรื่อง แสงและการมองเห็น โรงเรียน หนองพอกวิทยาลัย สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 27 ผู้จัดทำ นางสมศรี ระดารุต บทคัดย่อ แบบฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาวิชาฟิสิกส์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 เรื่อง แสงและการมองเห็น ที่พัฒนาขึ้น มีความสำคัญมากต่อการจัดการเรียนรู้ โดยมุ่งให้ผู้เรียนได้ศึกษา เรียนรู้ กระบวนการคิดคำนวณ เพื่อให้เกิดความรู้ ความเข้าใจ สามารถนำความรู้ที่ได้ใช้หาคำตอบในสถานการณ์ต่าง ๆ โดยจัดระเบียบการคิดอย่างเป็นระบบ ดังนั้นการศึกษาค้นคว้าครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1. เพื่อพัฒนาแบบฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาวิชาฟิสิกส์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 เรื่อง แสงและการมองเห็น มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80 / 80 2. เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน 3. เพื่อศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อการเรียนด้วยแบบฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาวิชาฟิสิกส์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 เรื่อง แสงและการมองเห็น โรงเรียนหนองพอกวิทยาลัย สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 27 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2552 จำนวน 42 คน ได้มาโดยศึกษาจากประชากรทั้งหมด เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่ 1. แบบฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาวิชาฟิสิกส์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 เรื่อง แสงและการมองเห็น จำนวน 6 เล่ม 2. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เป็นแบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ 3. แบบสอบถามความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อการเรียนด้วยแบบฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาวิชาฟิสิกส์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 เรื่อง แสงและการมองเห็น ชนิดมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน 10 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต (Mean) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และการทดสอบสมมติฐานใช้t
ชุดการสอนระบบนิเวศ
[ โดย kruinfo ชม 183 ]
ชุดการสอนระบบนิเวศ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ชุดที่ 4 เรื่อง การปรับตัวของสิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศ
wave
[ โดย kruinfo ชม 174 ]
วิชาสภาพลมฟ้าอากาศ เรื่อง อุณหภูมิ
[ โดย kruinfo ชม 132 ]
จัดทำโดย นายธีรภัทร์ เกื้อกูล นางสาวณัฐวรา แก้วเทพ นางสาวชฎาภรณ์ พินะสา นางสาวดาราวรรณ อินทะวัน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/7 โรงเรียนพรเจริญวิทยา (**ไฟล์อาจจะใหญ่หน่อยนะครับ แต่รับรองว่า ถูกอัดแน่นด้วยเนื้อหาสาระครับผม) มีทั้งไฟล์นามสกุล pdf และ ppt ครับ เลือกได้ตามสะดวกครับ
วิชาสภาพลมฟ้าอากาศ เรื่อง อุณหภูมิ
[ โดย kruinfo ชม 147 ]
จัดทำโดย นายธีรภัทร์ เกื้อกูล นางสาวณัฐวรา แก้วเทพ นางสาวชฎาภรณ์ พินะสา นางสาวดาราวรรณ อินทะวัน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/7 โรงเรียนพรเจริญวิทยา (**ไฟล์อาจจะใหญ่หน่อยนะครับ แต่รับรองว่า ถูกอัดแน่นด้วยเนื้อหาสาระครับผม) มีทั้งไฟล์นามสกุล pdf และ ppt ครับ เลือกได้ตามสะดวกครับ
วิชาสภาพลมฟ้าอากาศ เรื่อง อุณหภูมิ
[ โดย kruinfo ชม 231 ]
จัดทำโดย นายธีรภัทร์ เกื้อกูล นางสาวณัฐวรา แก้วเทพ นางสาวชฎาภรณ์ พินะสา นางสาวดาราวรรณ อินทะวัน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/7 โรงเรียนพรเจริญวิทยา (**ไฟล์อาจจะใหญ่หน่อยนะครับ แต่รับรองว่า ถูกอัดแน่นด้วยเนื้อหาสาระครับผม)
แผนการสอน power point เรื่องไฟฟ้ากระแสตรง
[ โดย kruinfo ชม 388 ]
เป็น ไฟล์ พาวเวอร์ พ้อยท์ ใช้ประกอบการสอน เรื่อง ไฟฟ้ากระแสตรงครับ โหลดได้ที่ ลิ้งข้างล่างนะครับ (ก้อปปี้ไปวางได้เลยครับ) http://www.filesonic.com/file/1693350784 ขอโทษนะครับ ที่ไม่ได้ เบราซ์ไฟล์ ให้โหลดง่ายๆ ยังไงก็ช่วยสนับสนุนการโหลดของผมด้วยนะครับ
ชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์แบบกลุ่มร่วมมือเทคนิค TGT เรื่อง พลังงานแสง ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4
[ โดย kruinfo ชม 337 ]
บทคัดย่อ ชื่อเรื่อง : รายงานการพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์แบบกลุ่มร่วมมือเทคนิค TGT เรื่อง พลังงานแสง ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ผู้รายงาน : นางสาวจันทร์สุนี วีราภรณ์กุล การศึกษาเรื่อง การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์แบบกลุ่มร่วมมือเทคนิค TGT เรื่อง พลังงานแสง ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์แบบกลุ่มร่วมมือเทคนิค TGT เรื่อง พลังงานแสง ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ เรื่อง พลังงานแสง ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ก่อนเรียนและหลังเรียน โดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์แบบกลุ่มร่วมมือเทคนิค TGT เรื่อง พลังงานแสง ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 และเพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์แบบกลุ่มร่วมมือเทคนิค TGT เรื่อง พลังงานแสง ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2553 โรงเรียนเทศบาลวัดป้อมแก้ว (อัครพงศ์ชนูปถัมภ์) สังกัดเทศบาลเมืองสมุทรสงคราม อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสงคราม โดยการสุ่มตัวอย่างอย่างง่าย 1 ห้องเรียน จาก 3 ห้องเรียน ได้ห้องเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4/2 จำนวน 31 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่ กิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์แบบกลุ่มร่วมมือเทคนิค TGT เรื่อง พลังงานแสง ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 9 เรื่อง แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ เรื่อง พลังงานแสง เป็นแบบทดสอบชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 40 ข้อ คะแนนเต็ม 40 คะแนน และแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์แบบกลุ่มร่วมมือเทคนิค TGT เรื่อง พลังงานแสง ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 เป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ผลการศึกษาพบว่า ประสิทธิภาพของกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์แบบกลุ่มร่วมมือเทคนิค TGT เรื่อง พลังงานแสง ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 E1/E2 เป็น 85.59/80.97 มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ที่ตั้งไว้ คะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ เรื่อง พลังงานแสง ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน ที่ระดับนัยสำคัญ .01 ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์แบบกลุ่มร่วมมือเทคนิค TGT เรื่อง พลังงานแสง ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก สรุปได้ว่าการศึกษาครั้งนี้ ครูผู้สอนในกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 สามารถนำกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์แบบกลุ่มร่วมมือเทคนิค TGT เรื่อง พลังงานแสง ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ไปใช้ได้ และสามารถนำไปเป็นแนวทางในการจัดกิจกรรม การเรียนการสอนในเรื่องอื่นๆได้
ผลของการใช้รูปแบบการสอนโดยใช้สิ่งช่วยจัดมโนมติล่วงหน้าร่วมกับแผนผัง มโนมติ ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความคงทนในการเรียนรู้ สาระการเรียนรู้ วิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เรื่อง ชีวิตกับสิ่งแวดล้อม
[ โดย kruinfo ชม 174 ]
บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาผลของการใช้รูปแบบการสอนโดยใช้สิ่งช่วยจัดมโนมติล่วงหน้าร่วมกับแผนผังมโนมติ ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และความคงทนในการเรียนรู้ สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 หน่วยการเรียนรู้เรื่อง ชีวิตกับสิ่งแวดล้อม และเพื่อศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามรูปแบบการสอนโดยใช้สิ่งช่วยจัดมโนมติล่วงหน้าร่วมกับแผนผังมโนมติ มีรูปแบบการวิจัยแบบศึกษากลุ่มเดียวทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน กลุ่มตัวอย่างของการวิจัย คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนอนุบาลหนองหิน อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี ที่กำลังศึกษาอยู่ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2552 จำนวน 27 คน ระยะเวลาที่ใช้ในการวิจัย โดยทดลองใช้กับกลุ่มตัวอย่าง ในปีการศึกษา 2552 ระหว่างวันที่ 18 พฤษภาคม 2552 - 29 กรกฎาคม 2552 เป็นเวลา 7 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 4 ชั่วโมง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แบบทดสอบวัดความรู้พื้นฐาน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้สิ่งช่วยจัดมโนมติล่วงหน้าร่วมกับแผนผังมโนมติ และแบบสอบถามความคิดเห็นของนักเรียน วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าเฉลี่ย และค่าร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที ผลการวิจัย พบว่า 1. ด้านผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ค่าเฉลี่ยของคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของตัวอย่าง ประชากรหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 2. ด้านความคงทนในการเรียนรู้ ค่าเฉลี่ยของคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและค่าเฉลี่ยคะแนน ทดสอบหลังการเรียนรู้ 2 สัปดาห์ ของตัวอย่างประชากรไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .01 แสดงว่า นักเรียนที่ได้รับการเรียนการสอนตามรูปแบบการสอนโดยใช้สิ่งช่วยจัดมโนมติล่วงหน้าร่วมกับแผนผังมโนมติ มีความคงทนในการเรียนรู้ 3. ค่าเฉลี่ยของคะแนนความคิดเห็นของนักเรียนที่ได้รับการเรียนการสอนตามรูปแบบการสอนโดยใช้สิ่งช่วยจัดมโนมติล่วงหน้าร่วมกับแผนผังมโนมติ มีความคิดเห็นด้วยกับการจัดกิจกรรมการเรียน การสอนตามรูปแบบการสอนโดยใช้สิ่งช่วยจัดมโนมติล่วงหน้าร่วมกับแผนผังมโนมติ โดยมีค่าเฉลี่ยร้อยที่เห็นด้วย เท่ากับ 81.50 ของตัวอย่างประชากรทั้งหมด และนักเรียนเห็นว่ารูปแบบการสอนโดยใช้สิ่งช่วยจัดมโนมติล่วงหน้า ช่วยให้นักเรียนได้ทบทวนความรู้เดิม มองเห็นภาพรวมและรู้เป้าหมายในสิ่งที่จะเรียนชัดเจนขึ้น มีการใช้สื่อและเทคนิควิธีการที่หลากหลาย ได้ร่วมมือกันปฏิบัติด้วยตนเอง มีกิจกรรมที่ให้ความสนุกสนานในการเรียน กระตุ้นความสนใจ ช่วยให้รับรู้และเข้าใจในสิ่งที่เรียนมากขึ้น
ผลการพัฒนาแบบฝึกเสริมทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์
[ โดย kruinfo ชม 293 ]
บทคัดย่อ การศึกษาในครั้งนี้เป็นการพัฒนาสื่อการเรียนรู้ประเภทแบบฝึกเสริมทักษะกระบวนการ ทางวิทยาศาสตร์ เรื่อง รอบรู้เรื่องสาร สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างแบบฝึกเสริมทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ให้มีประสิทธิภาพ 80 / 80 เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์และทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ และเพื่อศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนเกี่ยวกับแบบฝึกเสริมทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนอนุบาลหนองหิน อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี ปีการศึกษา 2552 ตัวอย่างประชากร เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนอนุบาลหนองหิน ปีการศึกษา 2552 จำนวน 27 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ได้แก่ แบบฝึกเสริมทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ เรื่อง รอบรู้เรื่องสาร แผนการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ เรื่อง รอบรู้เรื่องสาร แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบทดสอบวัดทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ และแบบสอบถามความคิดเห็นของตัวอย่างประชากรที่มีต่อแบบฝึกเสริมทักษะกระบวนการวิทยาศาสตร์ แผนการเรียนรู้ที่สอนโดยใช้ แบบฝึกเสริมทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ หน่วยย่อยการเรียนรู้ เรื่อง รอบรู้เรื่องสาร ผู้ศึกษาได้ทำการทดลองกับตัวอย่างประชากร โดยการสอนสัปดาห์ละ 2 วัน วันละ 2 ชั่วโมง เป็นเวลารวม ประมาณ 6 - 7 สัปดาห์ ผลการศึกษาพบว่า 1. ประสิทธิภาพของแบบฝึกเสริมทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ มีค่าประสิทธิภาพ E1 / E2 เท่ากับ 83.22 / 82.24 สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ 2 นักเรียนที่ได้รับการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ เรื่อง รอบรู้เรื่องสาร มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .01 3. นักเรียนที่ได้รับการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ เรื่อง รอบรู้เรื่องสาร มีคะแนนทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์หลังเรียนสูงก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 4. ความคิดเห็นของนักเรียนเกี่ยวกับแบบฝึกเสริมทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ แบ่งตามด้านได้ดังนี้ 1) ด้านรูปแบบของแบบฝึกเสริมทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ พบว่า นักเรียนมีความคิดเห็นด้วยในระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ย เท่ากับ 4.65 2) ด้านวิธีการใช้แบบฝึกเสริมทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์นักเรียนเห็นด้วยในระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ย 4.32 3) ด้านความรู้ที่ได้จากแบบฝึกเสริมทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ พบว่า นักเรียนเห็นด้วย ในระดับมาก คือ 4.31 4) ด้านบรรยากาศในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน พบว่า นักเรียนชอบบรรยากาศในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน อยู่ในระดับมาก คือมีค่าเฉลี่ย 3.99

ยอดนิยม