เผยแพร่ผลงานครู » สุขศึกษาและพละศึกษา

เลือกห้อง >>

สุขศึกษาและพละศึกษา

รายงานการพัฒนาแบบฝึกเสริมสร้างสมรรถภาพทางกาย สำหรับนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3
[ โดย kruinfo ชม 476 ]
บทคัดย่อ รายงานการศึกษานี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนาและหาประสิทธิภาพของแบบฝึกเสริมสร้างสมรรถภาพทางกาย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ตามเกณฑ์ 80/80 เพื่อเพื่อเปรียบเทียบสมรรถภาพทางกายก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 และเพื่อศึกษาความพึงพอใจต่อการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยใช้แบบฝึกเสริมสร้างสมรรถภาพทางกาย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนวัดจอมแจ้ง อำเภอบ้านโคก จังหวัดอุตรดิตถ์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุตรดิตถ์ เขต 2 ปีการศึกษา 2552 จำนวน 14 คน โดยใช้วิธีการสุ่มแบบเจาะจง เปนนักเรียนที่คละความสามารถ ในระดับเก่ง ปานกลาง และระดับอ่อน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา คือ แบบฝึกเสริมสร้างสมรรถภาพทางกาย แบบประเมินแบบฝึกเสริมสร้างสมรรถภาพทางกายโดยผู้เชี่ยวชาญ และแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนต่อการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยใช้แบบฝึกเสริมสร้างสมรรถภาพทางกาย สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ยความเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติทดสอบ t ผลการศึกษา พบว่า แบบฝึกเสริมสร้างสมรรถภาพทางกาย สำหรับนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่ผู้ศึกษาสร้างขึ้นมีประสิทธิภาพ 87.96 / 82.86 สำหรับผลการทดสอบสมรรถภาพทางกายของนักเรียน หลังเรียนโดยใช้แบบฝึกเสริมสร้างสมรรถภาพทางกาย สูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และนักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยใช้แบบฝึกเสริมสร้างสมรรถภาพทางกายอยู่ในระดับมาก
การประเมินโครงการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน โรงเรียนวัดศรีสำราญราษฎร์บำรุง (แช่มประชาอุทิศ)
[ โดย kruinfo ชม 861 ]
บทคัดย่อ การประเมินนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินด้านบริบท ด้านปัจจัย ด้านกระบวนการ และด้านผลผลิตของโครงการระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนโรงเรียนวัดศรีสำราญราษฎร์บำรุง (แช่มประชาอุทิศ) สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสมุทรสาคร ประชากรประกอบด้วย ครูที่ปฏิบัติงานในปีการศึกษา 2551 จำนวน 57 คน นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-6 ปีการศึกษา 2551 จำนวน 1,641 คน และผู้ปกครองนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-6 ปีการศึกษา 2551 จำนวน 1,641 คน กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วย ครูที่ปฏิบัติงานในปีการศึกษา 2551 ที่ทำหน้าที่ครูประจำชั้น จำนวน 32 คน นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4-6 ปีการศึกษา 2551 จำนวน 791 คน และผู้ปกครองนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4-6 ปีการศึกษา 2551 จำนวน 791 คน ซึ่งกลุ่มตัวอย่างทั้งหมดได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการประเมินประกอบด้วย เครื่องมือประเมินด้านบริบท คือแบบสอบถามที่ใช้สอบถามครูประจำชั้น จำนวน 12 ข้อ เครื่องมือประเมินด้านปัจจัย คือ แบบสอบถามที่ใช้สอบถามครู จำนวน 12 ข้อ เครื่องมือประเมินด้านกระบวนการ คือ แบบสอบถามที่ใช้สอบถามครูในขั้นตอนการรู้จักนักเรียนเป็นรายบุคคล 6 ข้อ การคัดกรองนักเรียน 4 ข้อ การส่งเสริมพัฒนานักเรียน 6 ข้อ การป้องกันและช่วยเหลือ 6 ข้อ และการส่งต่อ 5 ข้อและเครื่องมือประเมินด้านผลผลิต คือแบบสอบถามที่ใช้สอบถามนักเรียน 14 ข้อ และสอบถามผู้ปกครอง 11 ข้อ เก็บรวบรวมโดยตรงจากครูประจำชั้น และให้ครูประจำชั้นเก็บรวบรวมข้อมูลจากนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4-6 และผู้ปกครองแล้วส่งกลับคืน วิเคราะห์ข้อมูลเพื่อหาค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานโดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูป SPSS ผลการประเมินสรุปได้ ดังนี้ 1. ผลการประเมินด้านบริบทอยู่ในระดับมาก 2. ผลการประเมินด้านปัจจัยอยู่ในระดับมาก 3. ผลการประเมินด้านกระบวนการในขั้นตอนการรู้จักนักเรียนเป็นรายบุคคล การคัดกรองนักเรียน การส่งเสริมพัฒนานักเรียน การป้องกันช่วยเหลือและการส่งต่ออยู่ในระดับมาก 4. ผลการประเมินด้านผลผลิตตามความคิดเห็นของนักเรียนอยู่ในระดับมากที่สุด และผลผลิตตามความคิดเห็นของผู้ปกครองอยู่ในระดับมาก
รายงานผลการพัฒนาการจัดการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษาโดยใช้หนังสืออ่านเพิ่มเติม ชุด พัฒนาคนใกล้ชิดด้วย สุขบัญญัติแห่งชาติชั้นประถมศึกษาปีที่ 4
[ โดย kruinfo ชม 456 ]
การศึกษาครั้งนี้ มีความมุ่งหมายเพื่อ 1) เพื่อพัฒนาหนังสืออ่านเพิ่มเติม ชุด พัฒนาคนใกล้ชิดด้วยสุขบัญญัติแห่งชาติชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 2) เพื่อศึกษาเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่เรียนโดยใช้หนังสืออ่านเพิ่มเติม ชุด พัฒนาคนใกล้ชิดด้วยสุขบัญญัติแห่งชาติ 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่มีต่อกิจกรรมการเรียนโดยใช้หนังสืออ่านเพิ่มเติม ชุด พัฒนาคนใกล้ชิดด้วยสุขบัญญัติแห่งชาติที่สร้างขึ้น กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านนาดินจี่แสงตะวัน (รวมธรรมราษฎร์บำรุง) สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสกลนคร เขต 2 ปีการศึกษา 2550 จำนวน 25 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล เป็น แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและแบบทดสอบวัดความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านนาดินจี่แสงตะวัน (รวมธรรมราษฎร์บำรุง) ที่มีต่อกิจกรรมการเรียนโดยใช้หนังสืออ่านเพิ่มเติม ชุด พัฒนาคนใกล้ชิดด้วยสุขบัญญัติแห่งชาติ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ค่าร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย ( ) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ค่า E1/E2 และค่า t-test ผลการศึกษาพบว่า 1. หนังสืออ่านเพิ่มเติม ชุด พัฒนาคนใกล้ชิดด้วยสุขบัญญัติแห่งชาติ กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษาของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 มีประสิทธิภาพ (E1/E2) เท่ากับ 83.09/87.12 เพราะนักเรียนมีคะแนนเฉลี่ย ( ) จากการทำหนังสืออ่านเพิ่มเติมชุด พัฒนาคนใกล้ชิดด้วยสุขบัญญัติแห่งชาติของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ทั้งหมด 10 เล่ม เท่ากับ 365.60 คะแนน จากคะแนนเต็ม (N) เท่ากับ 440 คะแนน ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) เท่ากับ 4.97 คะแนนเฉลี่ยคิดเป็นร้อยละ 83.09 (E1) และมีคะแนนเฉลี่ย ( ) จากการทำแบบทดสอบหลังการฝึกทักษะ ชุด พัฒนาคนใกล้ชิดด้วยสุขบัญญัติแห่งชาติของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 เท่ากับ 26.14 จากคะแนนเต็ม (N) เท่ากับ 30 คะแนน ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) เท่ากับ 1.08 คะแนนเฉลี่ยคิดเป็นร้อยละ 87.12 (E2) ดังนั้น หนังสืออ่านเพิ่มเติม ชุด พัฒนาคนใกล้ชิดด้วยสุขบัญญัติแห่งชาติ กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษาของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 มีประสิทธิภาพ (E1/E2) เท่ากับ 83.09/87.12 2. นักเรียนมีคะแนนเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังการใช้หนังสืออ่านเพิ่มเติม ชุด พัฒนาคนใกล้ชิดด้วยสุขบัญญัติแห่งชาติของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยที่คะแนนเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังการใช้หนังสืออ่านเพิ่มเติมสูงกว่าคะแนนเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนการใช้หนังสืออ่านเพิ่มเติม ซึ่งจะเห็นได้จากค่า t ที่ได้จากการคำนวณมีค่าเท่ากับ 27.94 ส่วนค่า t ที่ได้จากตารางที่ระดับ .01 df = 24 (df=n-1) มีค่าเท่ากับ 2.831 (วาโร เพ็งสวัสดิ์. 2547 : 585) ซึ่งค่า t จากการคำนวณ (27.94) มากกว่าค่า t จากตาราง (2.831) นั่นเอง 3. ระดับความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่มีต่อกิจกรรมที่มีต่อกิจกรรมการเรียนโดยใช้หนังสืออ่านเพิ่มเติม ชุด พัฒนาคนใกล้ชิดด้วยสุขบัญญัติแห่งชาติโรงเรียนบ้านนาดินจี่แสงตะวัน (รวมธรรมราษฎร์บำรุง) สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสกลนคร เขต 2 โดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อจำแนกเป็นรายด้านพบว่า อยู่ในระดับมากทุกด้าน เรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อยดังนี้ คือ ด้านการพัฒนาตนเองและการนำไปประยุกต์ใช้ ด้านกิจกรรมการเรียนการสอน ด้านการวัดผลและประเมินผล ด้านสื่ออุปกรณ์และแหล่งเรียนรู้และด้านเนื้อหาและภาษา
การประเมินโครงการโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพของโรงเรียนบ้านหาดงิ้ว
[ โดย kruinfo ชม 185 ]
การประเมินโครงการโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพของโรงเรียนบ้านหาดงิ้ว อำเภอเมือง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุตรดิตถ์ เขต 1 มีวัตถุประสงค์ เพื่อประเมินผลการดำเนินโครงการโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพของโรงเรียนบ้านหาดงิ้ว อำเภอเมือง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุตรดิตถ์ เขต 1 ด้านบริบท (Context) ด้านปัจจัยเบื้องต้น (Input) ด้านกระบวนการ (Process) และด้านผลผลิต (Product) ของโครงการโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพ และเพื่อประเมินความพึงพอใจ ที่มีต่อการดำเนินงานโครงการโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพ ของโรงเรียนบ้านหาดงิ้ว ประชากรและกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในประเมินโครงการโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพของโรงเรียนบ้านหาดงิ้ว ได้แก่ ครูผู้สอนโรงเรียนบ้านหาดงิ้ว ปีการศึกษา 2552 จำนวน 5 คน คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน โรงเรียนบ้านหาดงิ้ว จำนวน 8 คน นักเรียน ชั้นประถมศึกษา ปีที่ 2 ถึง ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านหาดงิ้ว ปีการศึกษา 2552 จำนวน 31 คน ผู้ปกครองนักเรียน จำนวน 31 คน เครื่องมือที่ใช้ในการประเมินโครงการโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพของโรงเรียนบ้านหาดงิ้วอำเภอเมือง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุตรดิตถ์ เขต 1 จำนวน 5 ฉบับ ได้แก่ แบบสอบถาม ความสอดคล้องและความเหมาะสมของโครงการโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพ แบบสำรวจ ความเพียงพอ ของปัจจัยเบื้องต้นสำหรับใช้ในการดำเนินงานของโครงการโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพ แบบสอบถามสภาพปัญหากระบวนการบริหารการดำเนินงานของโครงการโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพ แบบประเมินผลการดำเนินงานโครงการโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพ และแบบประเมินความพึงพอใจที่มีต่อการดำเนินงานโครงการโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพ แบบสอบถามทั้งหมด มีค่าดัชนีความตรง (Validity) เชิงเนื้อหาอยู่ระหว่าง 0.80 - 1.00 และแบบประเมินความพึงพอใจมีค่าความเชื่อมั่น (Reliability) โดยการหาสัมประสิทธิ์อัลฟา (-Coefficient)) ของครอนบัค (Cronbach) ได้ค่าความเชื่อมั่น .8440 สถิติที่ใช้ในการประเมินคือ ค่าเฉลี่ย () ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (σ) วิเคราะห์ข้อมูลด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูป ผลการประเมิน พบว่า 1. การดำเนินโครงการโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพของโรงเรียนบ้านหาดงิ้ว อำเภอเมือง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุตรดิตถ์ เขต 1 ในด้านต่าง ๆ มี ดังนี้ ด้านบริบท อยู่ในระดับ มากที่สุด โดยมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.63 และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.52 ด้านปัจจัยเบื้องต้น ไม่เพียงพอ ร้อยละ 56.84 ด้านกระบวนการ อยู่ในสภาพเป็นปัญหาค่อนข้างน้อย ร้อยละ 38.28 ด้านผลผลิต อยู่ในระดับ มาก โดยมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.36 และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เท่ากับ 0.47 2. ความพึงพอใจ ที่มีต่อการดำเนินงานโครงการโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพของโรงเรียน บ้านหาดงิ้ว อำเภอเมือง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุตรดิตถ์ เขต 1 โดยภาพรวม อยู่ในระดับ มาก โดยมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.82 และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เท่ากับ 0.56
รายงานการใช้เอกสารประกอบการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา (สุขศึกษา) เรื่อง สวัสดิภาพในชีวิต ของชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2
[ โดย kruinfo ชม 1,576 ]
บทคัดย่อ การศึกษาครั้งนี้ มีจุดประสงค์เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของเอกสารประกอบการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพละศึกษา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเมืองยาววิทยา อำเภอห้างฉัตร จังหวัดลำปาง เรื่อง สวัสดิภาพในชีวิต ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2550 และเพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพละศึกษา เรื่อง สวัสดิภาพในชีวิต ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเมืองยาววิทยา โดยใช้เอกสารประกอบการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษา ประชากรที่ศึกษาได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2550โรงเรียนเมืองยาววิทยา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาลำปาง เขต 1 จำนวน 25 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาประกอบด้วย 1. เอกสารประกอบการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพละศึกษา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เรื่อง สวัสดิภาพในชีวิต จำนวน 3 เล่ม ได้แก่ เล่มที่ 1 เรื่อง เฉียดความเสี่ยง เล่มที่ 2 เรื่อง หลีกเลี่ยงอันตราย เล่มที่ 3 เรื่อง สุขภาพกับสารเสพติด 2.. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กลุ่มสาระสุขศึกษา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เรื่อง สวัสดิภาพในชีวิต เป็นแบบปรนัย ชนิด 4 ตัวเลือก จำนวน 20 ข้อ ที่ผ่านการตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญและมีความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.91 การเก็บรวบรวมข้อมูล ผู้ศึกษาได้ดำเนินการทดสอบเพื่อวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนเรื่อง สวัสดิภาพในชีวิต ที่ผู้ศึกษาสร้างขึ้น จำนวน 20 ข้อ และดำเนินการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่จัดทำขึ้น ควบคู่กับเอกสารประกอบการเรียน เรื่อง สวัสดิภาพในชีวิต ที่ผู้ศึกษาสร้างขึ้นจำนวน 3 เล่ม 3 เรื่อง และหลังจากนั้นจึงทดสอบหลังเรียนโดยใช้แบบทดสอบชุดเดิม เสร็จแล้วนำมาวิเคราะห์หาประสิทธิภาพของเอกสารประกอบการเรียน ผลการวิจัยพบว่า 1. เอกสารประกอบการเรียนสาระการเรียนรู้สุขศึกษา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เรื่องสวัสดิภาพในชีวิต มีประสิทธิภาพโดยรวมเท่ากับ 82.00/87.40 มีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดไว้คือ 80/80 2. นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังใช้เอกสารประกอบการเรียนสูงกว่าก่อนใช้ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05
นวัตกรรมยางล้อสปริง เพื่อพัฒนาทักษะ การวิ่งกระโดดพุ่งม้วนหน้าวิชายิมนาสติกขั้นพื้นฐาน
[ โดย kruinfo ชม 662 ]
ความเป็นมาและความสำคัญ การเล่นกีฬาทุกประเภทจะก่อให้เกิดการพัฒนาทั้งทางด้านร่างกายจิตใจ อารมณ์ และสังคมได้ถ้าผู้เล่นเล่นกีฬาด้วยความเหมาะสมกับสภาพร่ากาย โอกาสและกาลเทศะแล้ว ผู้เล่นกีฬาก็จะได้รับประโยชน์จากการเล่นอย่างเต็มที่ แต่อย่างไรก็ตามการเล่นกีฬาที่ไม่เหมาะกับสภาพร่างกายของตนเองก็อาจก่อให้ เกิดโทษต่อร่างกายได้เช่นเดียวกันวิชายิมนาสติกจัดเป็นกีฬาประเภทหนึ่งที่ ผู้เล่นสามารถเล่นได้ทุกเพศทุกวัย อีกทั้งยังจะช่วยให้ร่างกายของผู้เล่นมี ความอ่อนตัว มีความคล่องแคล่วว่องไว มีการทรงตัว มีความอดทน มีพลัง ตลอดจนทำให้มีจิตใจเข้มแข็ง มีความสุขุมรอบคอบ มีความคิดริเริ่มกล้าตัดสินใจอย่างมีเหตุผลเป็นต้น อันจะทำให้ผู้เล่นมีสมรรถภาพทางกายและจิตที่ดี สามารถประกอบกิจวัตรประจำวันได้อย่างมีประสิทธิภาพ การ จัดการเรียนการสอนวิชายิมนาสติก จะต้องจัดการเรียนการสอนให้นักเรียนเกิดความรู้สึกว่า ผู้เรียนสามารถนำความรู้และทักษะไปใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวันได้อย่างแท้ จริง และต้องเป็นสิ่งที่นักเรียนสามารถฝึกปฏิบัติได้ นอกจากนี้แล้วการจัดเตรียมอุปกรณ์ในการเรียนการสอน การป้องกันอันตรายต่าง ๆที่อาจจะเกิดขึ้นจากการเล่นที่เหมาะสมสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้จะทำให้นักเรียนมีความสนใจตระหนักถึงความสำคัญและความกล้าที่จะ กระทำ อันจะทำให้การเรียนการสอนประสบผลสำเร็จได้ ในการจัดการเรียนการสอนวิชายิมนาสติกในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 นั้น ผู้เรียนทุกคนมีทักษะพื้นฐานในการเรียนวิชายืดหยุ่นผ่านมาแล้ว และ เมื่อมาเรียนในวิชายิมนาสติกนั้น เป็นทักษะที่ต่อจากยืดหยุ่นเช่น การม้วนหน้า การม้วนหลัง การพุ่งม้วน การวิ่งกระโดดพุ่งม้วนหน้า โดยเฉพาะการวิ่งกระโดดพุ่งม้วนหน้าที่เกณฑ์การปฏิบัติของนักเรียนอยู่ในขั้น ต่ำ ผู้สอนได้วิเคราะห์ถึงปัญหาที่เกิดขึ้นกับผู้เรียนพอสรุปได้ คือ 1.ผู้เรียนยังมีทักษะการวิ่งกระโดดพุ่งม้วนหน้า ที่ไม่ดีพอ 2.ผู้เรียนไม่กล้าที่จะกระโดดพุ่งม้วนหน้า เพราะไม่มีอุปกรณ์ในการช่วยฝึก 3. เนื่องจากผู้เรียนมีความสามารถที่แตกต่างกันโดยเฉพาะเพศหญิงและชาย 4.มีข้อจำกัดในเรื่องของเวลาในการเรียนรู้ตามโครงสร้างของหลักสูตรสถานศึกษา 5.ผู้เรียนขาดอุปกรณ์ในการฝึกทักษะอย่างต่อเนื่อง ขาดความสนใจ และไม่กระตือรือร้นในการทักษะปฏิบัติ จากปัญหาจึงมีผลที่ตามมา คือ 1. ท่าทางการวิ่งกระโดดพุ่งม้วนหน้าที่ไม่ถูกต้อง 2.คาดคะเนจุดกระโดดลงเท้าคู่ตัวไม่ได้ จากปัญหาดังกล่าว ผู้สอนจึงหาวิธีแก้ปัญหาด้วยการประดิษฐ์นวัตกรรมยางล้อสปริงเพื่อพัฒนาทักษะ การวิ่งกระโดดพุ่งม้วนหน้า วิชายิมนาสติกขั้นพื้นฐาน ร่วมกับแบบฝึก ผู้เรียนสามารถใช้ฝึกได้ด้วยตนเอง ทั้งในเวลาเรียน นอกเวลาเรียน กระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดความสนใจ สนุกสนาน กระตือรือร้นในการฝึกปฏิบัติ อยากเรียนกับสื่อการเรียนแบบใหม่ ยังเป็นการท้าทายความสามารถของผู้เรียนที่ต้องมีความปฏิสัมพันธ์กับอุปกรณ์ ด้วยตนเอง นักเรียนมีโอกาสฝึกได้ตามเวลาที่ต้องการเป็นการเสริมสร้างความมีระเบียบวินัยการเคารพกฎ กติกาให้แก่ผู้เรียน และเป็นแนวทางในการพัฒนาทักษะในขั้นสูง ต่อไป วัตถุประสงค์ 1.เพื่อประดิษฐ์ยางล้อสปริง พัฒนาทักษะการวิ่งกระโดดพุ่งม้วนหน้า วิชายิมนาสติกขั้นพื้นฐาน นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านแม่งูด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเชียงใหม่ เขต 5 2.เพื่อศึกษาความพึงพอใจในการใช้ นวัตกรรมยางล้อสปริง พัฒนาทักษะการวิ่งกระโดดพุ่งม้วนหน้า วิชายิมนาสติกขั้นพื้นฐาน นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1โรงเรียนบ้านแม่งูด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเชียงใหม่ เขต 5 ลักษณะเด่นของนวัตกรรม 1.เป็นอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับฝึกทักษะยิมนาสติกขั้นพื้นฐาน 2.สามารถเคลื่อนย้ายได้สะดวก 3.ผู้เรียนสามารถใช้ฝึกทักษะได้ด้วยตนเอง ทั้งในเวลาเรียนและนอกเวลาเรียน 4.นำไปใช้กับแบบฝึกต่าง ๆ ในวิชายิมนาสติกได้ 5.ราคาประหยัดกว่าอุปกรณ์ยิมนาสติกที่มีขายในท้องตลาด 6. นำวัสดุที่ไม่ใช้มาดัดแปลงให้เกิดประโยชน์
รายงานผลการใช้ชุดแบบฝึกความคล่องแคล่วว่องไว กีฬาเซปักตะกร้อ
[ โดย kruinfo ชม 336 ]
บทคัดย่อ การศึกษาค้นคว้าครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาผลการใช้แบบฝึกเพื่อเพิ่มความคล่องแคล่วว่องไว กีฬาเซปักตะกร้อ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านป่ากะพี้ จังหวัดอุตรดิตถ์ 2) เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยความคล่องแคล่วว่องไวก่อนการฝึก (Pre-test) กับ หลังการฝึกครบ 4 สัปดาห์ (Post-test 4 wk.) ก่อนการฝึก (Pre-test) กับ หลังการฝึกครบ 6 สัปดาห์ (Post-test 6 wk.) และหลังการฝึกครบ 4 สัปดาห์กับหลังการฝึกครบ 6 สัปดาห์ กลุ่มตัวอย่างได้แก่นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านป่ากะพี้ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุตรดิตถ์ เขต 1 ปีการศึกษา 2551 จำนวน 17 คน เครื่องมือ ที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ ชุดแบบฝึกความคล่องแคล่วว่องไว กีฬาเซปักตะกร้อ แบบทดสอบวัดทดสอบความคล่องแคล่วว่องไว (Semo Agility Test) นำข้อมูลมาวิเคราะห์โดยหาค่าเฉลี่ย ( ) ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และใช้การทดสอบแบบ t – test ผลการศึกษา สรุปได้ดังนี้ 1. ผลการทดสอบความคล่องแคล่วว่องไวก่อนทำการทดสอบการฝึก 1 วัน (Pre-test) เวลาเฉลี่ยของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ทั้งหมดทำได้คือ 24.88 1.8070 วินาที ผลการทดสอบหลังจากการทำการฝึกไปได้ 4 สัปดาห์ (Post-test 4 wk) เวลาเฉลี่ยที่นักเรียนทั้งหมดทำได้คือ 23.751.7344 วินาที เวลาลดลง 1.33 วินาที คิดเป็นร้อยละ 5.35 2. ผลการทดสอบความคล่องแคล่วว่องไวก่อนทำการทดสอบการฝึก 1 วัน (Pre-test) เวลาเฉลี่ยของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ทั้งหมดทำได้คือ 24.88 1.8070 วินาที ผลการทดสอบหลังจากการทำการฝึกไปได้ 6 สัปดาห์ (Post-test 6 wk) เวลาเฉลี่ยที่นักเรียนทั้งหมดทำได้คือ 22.62  1.7819 วินาที เวลาลดลง 2.26 วินาที คิดเป็นร้อยละ 9.08 3. ผลการทดสอบความคล่องแคล่วว่องไวหลังจากการทำการฝึกไปได้ 4 สัปดาห์ (Post-test 4 wk) เวลาเฉลี่ยที่นักเรียนทั้งหมดทำได้คือ 23.751.7344 วินาที ผลการทดสอบหลังจากการทำการฝึกไปได้ 6 สัปดาห์ (Post-test 6 wk) เวลาเฉลี่ยที่นักเรียนทั้งหมดทำได้คือ 22.62  1.7819 วินาที เวลาลดลง 1.13 วินาที คิดเป็นร้อยละ 4.76 3. ผลการเปรียบเทียบความคล่องแคล่วว่องไว 3.1 ผลการทดสอบความคล่องแคล่วว่องไวก่อนฝึก (Pre-test) กับผลการทดสอบหลังจากทำการฝึกไปได้ 4 สัปดาห์ (Post-test 4 wk.) ปรากฏว่า มีความความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับความเชื่อมั่น 99% (p
รายงานการพัฒนาเอกสารประกอบการสอน สาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3
[ โดย kruinfo ชม 276 ]
การศึกษาการพัฒนาเอกสารประกอบการสอน สาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านหนองเหมือดเมี่ยง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสกลนคร เขต 3 วัตถุประสงค์ 1. เพื่อศึกษาหาประสิทธิภาพของเอกสารประกอบการสอน กลุ่มสาระ การเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านหนองเหมือดเมี่ยง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสกลนคร เขต 3 2. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้เอกสารประกอบการสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านหนองเหมือดเมี่ยง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสกลนคร เขต 3 ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน 3. เพื่อศึกษาระดับความก้าวหน้าของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้เอกสารประกอบการสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านหนองเหมือดเมี่ยง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสกลนคร เขต 3 4. เพื่อศึกษาระดับความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการกิจกรรมการเรียนรู้ โดยใช้เอกสารประกอบการสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษา ปีที่ 3 โรงเรียนบ้านหนองเหมือดเมี่ยง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสกลนคร เขต 3 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านหนองเหมือดเมี่ยง อำเภอคำตากล้า สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสกลนคร เขต 3 ปีการศึกษา 2551 จำนวน 10 คน ปีการศึกษา 2551 โดยวิธีการสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ประกอบด้วย เอกสารประกอบการสอน สาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบทดสอบก่อนเรียนและ หลังเรียน ผลการศึกษา พบว่า 1. เอกสารประกอบการสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้ สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านหนองเหมือดเมี่ยง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสกลนคร เขต 3 มีประสิทธิภาพที่ระดับ 86.30 / 83.67 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดไว้ที่ระดับ 80 / 80 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียน บ้านหนองเหมือดเมี่ยง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสกลนคร เขต 3 ที่ได้รับการสอน โดยใช้เอกสารประกอบการสอน ก่อนเรียนและหลังเรียน มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติที่ระดับ .01 โดยมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน สูงกว่าก่อนเรียน 3. เอกสารประกอบการสอนโดยรวมและรายเรื่อง มีคะแนนความก้าวหน้าทาง การเรียน แสดงว่าเอกสารประกอบการสอน สาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นระถมศึกษา ปีที่ 3 สามารถทำให้นักเรียนมีความรู้เพิ่มขึ้นมีคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนมีความก้าวหน้า มากขึ้นตามลำดับ 4. ระดับความพึงพอใจของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่มีต่อการเรียนสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา โดยใช้เอกสารประกอบการสอน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านหนองเหมือดเมี่ยง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสกลนคร เขต 3 ในภาพรวมและรายข้ออยู่ในระดับมาก
เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ การประเมินโครงการอาหารกลางวันโรงเรียนเทศบาล 3 ชุมชนวัดจันทราวาสสังกัดเทศบาลเมืองเพชรบุรี จังหวัดเพชรบุรี
[ โดย kruinfo ชม 298 ]
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินโครงการอาหารกลางวัน โรงเรียนเทศบาล ชุมชนวัดจันทราวาส สังกัดเทศบาลเมืองเพชรบุรี จังหวัดเพชรบุรี ใน 4 ด้าน คือ ด้านบริบท ด้านปัจจัยนำเข้า ด้านกระบวนการ และด้านผลผลิต โดยดำเนินการเก็บข้อมูลจากประชากร จำนวน 297 คน เป็นผู้บริหาร และครู 53 คน นักเรียน 297 คน และผู้ปกครอง 297 คน รวม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม ค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามสำหรับผู้บริหาร ครู และพี่เลี้ยงเท่ากับ 0 .98 ค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามสำหรับนักเรียนเท่ากับ 0.90 และค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามสำหรับผู้ปกครองมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.95 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า การประเมินโครงการอาหารกลางวัน โรงเรียนเทศบาล 3 ชุมชนวัดจันทราวาส สังกัดเทศบาลเมืองเพชรบุรี จังหวัดเพชรบุรี ใน 4 ด้าน คือด้านบริบท ด้านปัจจัยนำเข้า ด้านกระบวนการ และด้านผลผลิต และสรุปผลการประเมินในแต่ละด้านแล้วทำให้ทราบถึงการดำเนินงานโครงการที่น่าสนใจหลายประการดังนี้ การประเมินโครงการอาหารกลางวันโรงเรียนเทศบาล 3 ชุมชนวัดจันทราวาส สังกัดเทศบาลเมืองเพชรบุรี จังหวัดเพชรบุรีของ ผู้บริหาร และครูในภาพรวมอยู่ในระดับเห็นด้วยมาก โดยลำดับแรกด้านบริบท รองลงมาด้านผลผลิต ด้านกระบวนการ และด้านปัจจัยนำเข้า ตามลำดับ ส่วนของผู้ปกครองและนักเรียนในด้านผลผลิตอยู่ในระดับเห็นด้วยมากทั้งสองกลุ่ม ด้านบริบท การประเมินโครงการอาหารกลางวันโรงเรียนเทศบาล 3 ชุมชนวัดจันทราวาส สังกัดเทศบาลเมืองเพชรบุรี จังหวัดเพชรบุรีของผู้บริหาร และครู ด้านบริบท อยู่ในระดับเห็นด้วยมากที่สุด โดยโครงการมีวัตถุประสงค์ในด้านการลดปัญหาการขาดสารอาหารในวัยเรียน เห็นด้วยมากที่สุด เป็นลำดับแรก รองลงมา โครงการมีวัตถุประสงค์ในด้านการส่งเสริมภาวะโภชนาการที่ดีเหมาะสมกับวัยของนักเรียน ส่วนโครงการมีแนวทางดำเนินงานที่สอดคล้องกับแผนงานชัดเจน และมีความจำเป็นที่จะต้องดำเนินโครงการเป็นอย่างมาก เห็นด้วยมากที่สุด เป็นลำดับสุดท้าย เท่ากัน 2 ข้อ ด้านปัจจัยนำเข้า การประเมินโครงการอาหารกลางวันโรงเรียนเทศบาล 3 ชุมชนวัดจันทราวาส สังกัดเทศบาลเมืองเพชรบุรี จังหวัดเพชรบุรีของผู้บริหาร และครู ด้านปัจจัยนำเข้า อยู่ในระดับเห็นด้วยมาก คณะกรรมการดำเนินงานและครู ผู้รับผิดชอบโครงการมีความเข้าใจในเรื่อง โภชนาการ เห็นด้วยมากที่สุด เป็นลำดับแรก รองลงมา คณะกรรมการดำเนินงาน และครู ผู้รับผิดชอบโครงการมีความเข้าใจในวิธีการ ดำเนินงานให้บรรลุวัตถุประสงค์ ส่วนสถานที่รับประทานอาหารถูกจัดไว้อย่างเพียงพอและถูกสุขลักษณะ เห็นด้วยมาก เป็นลำดับสุดท้าย ด้านกระบวนการ การประเมินโครงการอาหารกลางวันโรงเรียนเทศบาล 3 ชุมชนวัดจันทราวาส สังกัดเทศบาลเมืองเพชรบุรี จังหวัดเพชรบุรีของผู้บริหาร และครู ด้านกระบวนการ อยู่ในระดับเห็นด้วยมาก โดยโรงเรียนให้การสนับสนุนโครงการเพื่อให้ประสบผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์และผู้บริหารมีการประเมินผลโครงการเพื่อให้ประสบผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์ เห็นด้วยมาก เป็นลำดับแรก เท่ากัน 2 ข้อ รองลงมา โครงการมีการให้ความรู้ด้านต่าง ๆ แก่นักเรียน เช่น มารยาทในการรับประทานอาหาร, การรักษาความ และโครงการมีการจัดซื้อจัดจ้างผู้ประกอบอาหาร อย่างถูกต้องและเหมาะสม เท่ากัน 2 ข้อ ส่วนมีการประชุมผู้รับผิดชอบเพื่อวางแผนการดำเนินงานตามโครงการ เห็นด้วยมาก เป็นลำดับสุดท้ายด้านผลผลิต การประเมินโครงการอาหารกลางวันโรงเรียนเทศบาล 3 ชุมชนวัดจันทราวาส สังกัดเทศบาลเมืองเพชรบุรี จังหวัดเพชรบุรีของผู้บริหาร และครู ด้านผลผลิต อยู่ในระดับเห็นด้วยมาก โดยนักเรียนบ้วนปาก และแปรงฟันหลังรับประทานอาหาร เห็นด้วยมาก เป็นลำดับแรก รองลงมา โครงการช่วยลดจำนวนนักเรียนที่ขาดสารอาหาร ส่วนนักเรียนมีมารยาทในการรับประทานอาหาร เช่น การเคี้ยวอาหาร การพูดคุยระหว่างการรับประทานอาหาร เป็นต้น เห็นด้วยมาก เป็นลำดับสุดท้าย การประเมินโครงการอาหารกลางวันโรงเรียนเทศบาล 3 ชุมชนวัดจันทราวาส สังกัดเทศบาลเมืองเพชรบุรี จังหวัดเพชรบุรีของผู้ปกครองด้านผลผลิต อยู่ในระดับเห็นด้วยมาก โดยอาหารที่โครงการจัดให้นักเรียนรับประทานมีคุณค่าสารอาหารครบ 5 หมู่ มีความสะอาด ปลอดภัย ไม่มีสารปนเปื้อน เห็นด้วยมาก เป็นลำดับแรก รองลงมา โครงการช่วยลดจำนวนนักเรียนที่ขาดสารอาหาร ส่วนนักเรียนที่เข้าร่วมโครงการมีน้ำหนักและส่วนสูงได้ตามเกณฑ์ เห็นด้วยมาก เป็นลำดับสุดท้าย การประเมินโครงการอาหารกลางวันโรงเรียนเทศบาล 3 ชุมชนวัดจันทราวาส สังกัดเทศบาลเมืองเพชรบุรี จังหวัดเพชรบุรีของนักเรียน ด้านผลผลิต อยู่ในระดับเห็นด้วยมาก โดยนักเรียนสามารถใช้อุปกรณ์รับประทานอาหารอย่างถูกต้องและเหมาะสม เห็นด้วยมากที่สุด เป็นลำดับแรก รองลงมา อาหารที่โครงการจัดให้นักเรียนรับประทานมีคุณค่าสารอาหารครบ 5 หมู่ มีความสะอาด ปลอดภัย ไม่มีสารปนเปื้อน ส่วนนักเรียนที่เข้าร่วมโครงการมีน้ำหนักและส่วนสูงได้ตามเกณฑ์ และนักเรียนมีมารยาทในการรับประทานอาหาร เช่น การเคี้ยวอาหาร การพูดคุยระหว่างการรับประทานอาหาร เป็นต้น เห็นด้วยมาก เป็นลำดับสุดท้าย เท่ากัน 2 ข้อ ข้อเสนอแนะ 1. ควรมีการบริหารจัดการในเรื่องความเหมาะสม และเพียงพอของสถานที่รับประทานอาหาร 2. ควรเพิ่มการส่งเสริมความรู้ด้านโภชนาการ มารยาทในการรับประทานอาหารให้มากขึ้น อาจใช้วิธีจัดเพิ่มป้ายนิเทศ ประชาสัมพันธ์หรือสอดแทรกบูรณาการในการจัดการเรียนการสอนในกลุ่มสาระการเรียนรู้ต่างๆ 3. ควรประชาสัมพันธ์ถึงประโยชน์ของการรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ โทษของการขาดสารอาหาร และโรคที่เกิดจากการขาดสารอาหาร รวมถึงกวดขันตรวจสอบถาดอาหารของนักเรียนหลังรับประทานอาหาร เพื่อลดปัญหาการเลือกรับประทานอาหารของนักเรียน 4. ควรสอดแทรกการเรียนการสอนเรื่องมารยาทในการรับประทานอาหารเข้าไปในชีวิตประจำวัน ให้นักเรียนได้เรียนรู้จากการปฏิบัติจริงและฝึกฝนจนเป็นนิสัยต่อไป
รายงานการใช้บทเรียนสำเร็จรูป ชุดตัวเราและครอบครัว กลุ่มสาระการเรียนรู้ สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านหนองข้าวเหนียว สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประจวบคีรีขันธ์ เขต 2
[ โดย kruinfo ชม 203 ]
บทคัดย่อ การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของบทเรียนสำเร็จรูป ชุดตัวเราและครอบครัว เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ชุดตัวเราและครอบครัว กลุ่มสาระการเรียนรู้กลุ่มสาระสุขศึกษาและพละศึกษา และเพื่อศึกษาเจตคติของนักเรียนที่มีต่อบทเรียนสำเร็จรูปชุดตัวเราและครอบ ครัวกลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6โรงเรียนบ้านหนองข้าวเหนียว สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประจวบคีรีขันธ์ เขต 2 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2552 จำนวน 10 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาคือ แผนการจัดการเรียนรู้แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทาง การเรียนแบบทดสอบท้ายบทเรียนสำเร็จรูปชุดตัวเราและครอบครัว กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา และแบบสอบถามวัดเจตคติของนักเรียนที่มีต่อบทเรียนสำเร็จรูป ชุดการตัวเราและครอบครัวกลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าความยาก ค่าอำนาจจำแนก ค่าความเชื่อมั่น KR 20 ค่าดัชนีความสอดคล้อง ( IOC ) ค่าความเชื่อมั่นสัมประสิทธิ์แอลฟ่า ทดสอบค่าที สรุปผลการศึกษาพบว่า 1. บทเรียนสำเร็จรูป ชุดตัวเราและครอบครัวกลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านหนองข้าวเหนียว สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประจวบคีรีขันธ์ เขต 2 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 88.89/88.00 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดคือ 80/80 แสดงว่าบทเรียนสำเร็จรูป ชุดตัวเราและครอบครัวกลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6โรงเรียนบ้านหนองข้าวเหนียว มีประสิทธิภาพเป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องตัวเราและครอบครัวที่เรียนโดยการใช้บทเรียนสำเร็จรูป เรื่องตัวเราและครอบครัว ก่อนเรียนและหลังเรียน มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนมีค่าสูงกว่าก่อนเรียน 3. พบว่าเจตคติของนักเรียนต่อการเรียนโดยใช้บทเรียนสำเร็จรูเรื่องตัวเราและ ครอบครัว โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุดมีค่าเฉลี่ย 4.68 และเมื่อพิจารณาเป็นรายการความคิดเห็นพบว่า ความคิดเห็นต่อรายการประเมินที่ 8,9,10, และที่ 15 อยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ย 4.30 – 4.50และ ส่วนรายการอื่นๆ อยู่ในระดับมากที่สุดค่าเฉลี่ยระหว่าง 4.60 – 4.90
รายงานการประเมินโครงการโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพ โรงเรียนสีคิ้ว
[ โดย kruinfo ชม 249 ]
รายงานการประเมินโครงการโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพของโรงเรียนสีคิ้ว
การพัฒนาบทเรียนสำเร็จรูป ชุดสร้างเสริมสุขภาพ กลุ่มสาระการเรียนรู้ สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2
[ โดย kruinfo ชม 302 ]
บทคัดย่อ การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนาและหาประสิทธิภาพของ บทเรียนสำเร็จรูป ชุดสร้างเสริมสุขภาพ กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อศึกษาดัชนีประสิทธิผลของของบทเรียนสำเร็จรูป ชุดสร้างเสริมสุขภาพ กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 3) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของนักเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยบทเรียนสำเร็จรูป ชุดสร้างเสริมสุขภาพ กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 4) เพื่อศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนหลังเรียนด้วย บทเรียนสำเร็จรูป ชุดสร้างเสริมสุขภาพ กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ที่สร้างและพัฒนาขึ้น จำนวน 6 เล่ม ได้แก่ (1) เพศศึกษา(2) ความปลอดภัยทางเพศ (3) สุขภาพดีมีสุข (4) การเสริมสร้างสุขภาพและการป้องกันโรค (5) ความปลอดภัยในชีวิต (6) การปฐมพยาบาล กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2552 โรงเรียนนาผือบอนราษฎร์นุกูล สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครพนม เขต 1 จำนวน 29 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) การวิเคราะห์ข้อมูลใช้คอมพิวเตอร์ โปรแกรมสำเร็จรูป SPSS for Window สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย(Mean) และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) และค่า t – test ชนิด Dependent Samples ผลการศึกษา พบว่า 1. ประสิทธิภาพของบทเรียนสำเร็จรูป ชุดสร้างเสริมสุขภาพ กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษา และพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 มีประสิทธิภาพ เท่ากับ 80.17 / 90.00 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด คือ 80/80 2. ดัชนีประสิทธิผลของบทเรียนสำเร็จรูป ชุดสร้างเสริมสุขภาพ กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ค่าดัชนีประสิทธิผล เท่ากับ 0.7986 หรือคิดเป็นร้อยละ 79.86 สูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 50 3. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 4. ความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อการเรียนด้วยบทเรียนสำเร็จรููปชุดสร้างเสริมสุขภาพ กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2พบว่า โดยภาพรวมมีความคิดเห็นอยู่ในระดับมากที่สุด
การพัฒนาบทเรียนสำเร็จรูปประกอบภาพการ์ตูน เรื่อง โรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านผือ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาศรีสะเกษ เขต 2
[ โดย kruinfo ชม 410 ]
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาบทเรียนสำเร็จรูปประกอบภาพการ์ตูน เรื่องโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยบทเรียนสำเร็จรูปประกอบภาพการ์ตูน เรื่องโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 และเพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนด้วยบทเรียนสำเร็จรูปประกอบภาพการ์ตูน เรื่องโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้น กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2552 โรงเรียนบ้านผือ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาศรีสะเกษ เขต 2 จำนวน 24 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ บทเรียนสำเร็จรูปประกอบภาพการ์ตูน เรื่อง โรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 3 เล่ม แผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 12 แผน ใช้เวลา 12 ชั่วโมง แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง โรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 แบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ ที่มีค่าความยากง่าย (P) อยู่ระหว่าง 0.29 - 0.80 ค่าอำนาจจำแนก (R) อยู่ระหว่าง 0.21-0.86 และค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.97 แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อบทเรียนสำเร็จรูปประกอบภาพการ์ตูน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้การทดสอบลำดับพิสัย วิลคอกซอน (Wilcoxon - singed rank test) ด้วยโปรแกรมสำเร็จรูป ผลการศึกษาพบว่า 1. บทเรียนสำเร็จรูปประกอบภาพการ์ตูน เรื่อง โรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 85.31/86.81 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้คือ 80/80 2. นักเรียนที่เรียนด้วยบทเรียนสำเร็จรูปประกอบภาพการ์ตูน เรื่อง โรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 3. ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อบทเรียนสำเร็จรูปประกอบภาพการ์ตูน เรื่องโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 อยู่ในระดับมาก คือมีค่าเฉลี่ยความพึงพอใจอยู่ในระดับ 4.26
รายงานผลการใช้บทเรียนสำเร็จรูปเรื่องกิจกรรมลูกเสือเพื่อพัฒนาคุณลักษณะอัน พึงประสงค์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1. โรงเรียนวัดหนองพะยอมสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาพิษณุโลก เขต 1.
[ โดย kruinfo ชม 233 ]
การศึกษาครั้งนี้ มีความวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาผลการหาประสิทธิภาพของบทเรียนสำเร็จรูปเรื่องกิจกรรมลูกเสือเพื่อพัฒนา คุณลักษณะอันพึงประสงค์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 1 ด้วยวิธีการหาประสิทธิภาพนวัตกรรมแบบ E1: E2 ที่เกณฑ์ 80/80 2) ศึกษาผลการใช้บทเรียนสำเร็จรูปเรื่องกิจกรรมลูกเสือเพื่อพัฒนาคุณลักษณะอัน พึงประสงค์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 1 3) ศึกษาผลการประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนวัดหนองพะยอม ที่ได้รับการจัดการเรียนการสอนโดยใช้บทเรียนสำเร็จรูปเรื่องกิจกรรมลูกเสือ เพื่อพัฒนาคุณลักษณะอันพึงประสงค์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 4) ศึกษาความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อบทเรียนสำเร็จรูปเรื่องกิจกรรมลูกเสือเพื่อพัฒนา คุณลักษณะอันพึงประสงค์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 กลุ่มตัวอย่างคือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ปีการศึกษา 2549 โรงเรียนวัดหนองพะยอม จำนวน 22 คน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่บทเรียนสำเร็จรูปเรื่องกิจกรรมลูกเสือเพื่อพัฒนาคุณลักษณะอันพึง ประสงค์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 แบบทดสอบก่อนเรียนหลังเรียนเรื่องกิจกรรมลูกเสือชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 แบบวัดคุณลักษณะอันพึงประสงค์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนวัดหนองพะยอม และแบบสอบถามความพึงพอใจของผู้เรียน ที่มีต่อบทเรียนสำเร็จรูปเรื่องกิจกรรมลูกเสือเพื่อพัฒนาคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ของสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ผลการศึกษา พบว่า 1. ประสิทธิภาพของบทเรียนสำเร็จรูปเรื่องกิจกรรมลูกเสือเพื่อพัฒนาคุณลักษณะ อันพึงประสงค์ สำหรับลูกเสือ-เนตรนารีชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1โดยรวมมีค่าเท่ากับ 81.40: 83.65 ซึ่งผ่านเกณฑ์ประสิทธิภาพของนวัตกรรมที่ตั้งไว้ที่ระดับ 80: 80 2. คะแนนทดสอบหลังเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ซึ่งมีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 34.18 คะแนน สูงกว่าคะแนนทดสอบก่อนเรียนที่มีค่าคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 29.68 คะแนน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ที่ระดับร้อยละ 80 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3. ผลการประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์ สำหรับลูกเสือ-เนตรนารี ชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 1 ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.02 (ค่า S.D. เท่ากับ 0.41) 4. ความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อบทเรียนสำเร็จรูปเรื่องกิจกรรมลูกเสือเพื่อ พัฒนาคุณลักษณะอันพึงประสงค์ สำหรับลูกเสือ- เนตรนารี ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด โดยมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.56 (ค่า S.D. เท่ากับ 0.32)
รการพัฒนาชุดกิจกรรม “พัฒนากาย พัฒนาใจ ตามวัยของเรา” กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1
[ โดย kruinfo ชม 165 ]
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและหาประสิทธิภาพของชุดกิจกรรม “พัฒนากาย พัฒนาใจ ตามวัยของเรา” กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 และเพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยชุด กิจกรรม “พัฒนากาย พัฒนาใจ ตามวัยของเรา” กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษา และพลศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 กลุ่มเป้าหมายที่ใช้การวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2552 โรงเรียนบ้านหัวขัว ตำบลนาคำ อำเภอคำเขื่อนแก้ว จังหวัดยโสธร สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษายโสธร เขต 1 จำนวน 6 คน ได้มาซึ่งได้มาโดยการเลือก แบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) ชุดกิจกรรม “พัฒนากาย พัฒนาใจ ตามวัยของเรา” กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 15 ชุด มีค่าดัชนีความสอดคล้อง ตั้งแต่ .50 ขึ้นไป 2) แผนการจัดการเรียนรู้ประกอบการใช้ ชุดกิจกรรม “พัฒนากาย พัฒนาใจ ตามวัยของเรา” กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 15 แผน จำนวน 15 ชั่วโมง มีค่าดัชนีความสอดคล้อง .50 ขึ้นไป 3) เครื่องมือวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนรู้ด้วยชุดกิจกรรม “พัฒนากาย พัฒนาใจ ตามวัยของเรา” กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 เป็นแบบปรนัย ชนิดเลือกตอบ จำนวน 30 ข้อ มีค่าความยากง่าย ตั้งแต่ .26 – .72 ค่าอำนาจจำแนกรายข้อ ตั้งแต่ .27 – .71 และค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ เท่ากับ .87 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่า Z-test ผลการวิจัยพบว่า 1. ชุดกิจกรรม “พัฒนากาย พัฒนาใจ ตามวัยของเรา” กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 86.22/84.44 สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 ที่ตั้งไว้ 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยชุดกิจกรรม “พัฒนากาย พัฒนาใจ ตามวัยของเรา” กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .05
การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษาของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่ได้รับการสอนด้วยชุดการสอนหน่วยการสร้างเสริมสุขภาพ
[ โดย kruinfo ชม 353 ]
บทคัดย่อ การศึกษาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) สร้างและหาประสิทธิภาพของชุดการสอน หน่วยการสร้างเสริมสุขภาพ กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนและ หลังเรียนโดยใช้ชุดการสอน หน่วยการสร้างเสริมสุขภาพ กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา 3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อชุดการสอน หน่วยการสร้างเสริมสุขภาพ กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนเทศบาล บ้านท้ายช้าง สังกัดเทศบาลเมืองพังงา จังหวัดพังงา ปีการศึกษา 2552 จำนวน 100 คน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5/2 ปีการศึกษา 2552 โรงเรียนเทศบาลบ้านท้ายช้าง สังกัดเทศบาลเมืองพังงา จังหวัดพังงา จำนวน 33 คน ได้มาจาก การเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่ ชุดการสอน หน่วยการสร้างเสริมสุขภาพ กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 5 ชุด แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หน่วยการสร้างเสริมสุขภาพ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 30 ข้อ เป็นแบบปรนัย 4 ตัวเลือก และแบบประเมินความพึงพอใจที่มีต่อการเรียนโดยใช้ชุดการสอน หน่วยการสร้างเสริมสุขภาพ กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา การเก็บรวบรวมข้อมูลโดยผู้ศึกษาทดสอบก่อนเรียนด้วยแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทาง การเรียน หลังจากนั้นให้นักเรียนเรียนโดยใช้ชุดการสอน หน่วยการสร้างเสริมสุขภาพ กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 แล้วทดสอบด้วยแบบทดสอบ วัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การหาค่าประสิทธิภาพ E1/E2 และการทดสอบค่าที (t-Test) ผลการวิจัยพบว่า 1) ประสิทธิภาพของชุดการสอน หน่วยการสร้างเสริมสุขภาพ กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 มีประสิทธิภาพ 83.85/82.31 สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนด 80/80 2) ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียน และหลังเรียนโดยใช้ชุดการสอน หน่วยการสร้างเสริมสุขภาพ กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและ พลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 3) ผลการศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อชุดการสอน หน่วยการสร้างเสริมสุขภาพ กลุ่มสาระการเรียนรู้ สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก
รายงานการใช้เอกสารประกอบการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา (สุขศึกษา) เรื่อง สวัสดิภาพในชีวิต ของชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเมืองยาววิทยา อำเภอห้างฉัตร จังหวัดลำปาง
[ โดย kruinfo ชม 189 ]
การศึกษาครั้งนี้ มีจุดประสงค์เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของเอกสารประกอบการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพละศึกษา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเมืองยาววิทยา อำเภอห้างฉัตร จังหวัดลำปาง เรื่อง สวัสดิภาพในชีวิต ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2550 และเพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพละศึกษา เรื่อง สวัสดิภาพในชีวิต ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเมืองยาววิทยา โดยใช้เอกสารประกอบการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษา ประชากรที่ศึกษาได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2550โรงเรียนเมืองยาววิทยา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาลำปาง เขต 1 จำนวน 25 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาประกอบด้วย 1. เอกสารประกอบการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพละศึกษา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เรื่อง สวัสดิภาพในชีวิต จำนวน 3 เล่ม ได้แก่ เล่มที่ 1 เรื่อง เฉียดความเสี่ยง เล่มที่ 2 เรื่อง หลีกเลี่ยงอันตราย เล่มที่ 3 เรื่อง สุขภาพกับสารเสพติด 2.. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กลุ่มสาระสุขศึกษา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เรื่อง สวัสดิภาพในชีวิต เป็นแบบปรนัย ชนิด 4 ตัวเลือก จำนวน 20 ข้อ ที่ผ่านการตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญและมีความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.91 การเก็บรวบรวมข้อมูล ผู้ศึกษาได้ดำเนินการทดสอบเพื่อวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนเรื่อง สวัสดิภาพในชีวิต ที่ผู้ศึกษาสร้างขึ้น จำนวน 20 ข้อ และดำเนินการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่จัดทำขึ้น ควบคู่กับเอกสารประกอบการเรียน เรื่อง สวัสดิภาพในชีวิต ที่ผู้ศึกษาสร้างขึ้นจำนวน 3 เล่ม 3 เรื่อง และหลังจากนั้นจึงทดสอบหลังเรียนโดยใช้แบบทดสอบชุดเดิม เสร็จแล้วนำมาวิเคราะห์หาประสิทธิภาพของเอกสารประกอบการเรียน ผลการวิจัยพบว่า 1. เอกสารประกอบการเรียนสาระการเรียนรู้สุขศึกษา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เรื่อง สวัสดิภาพในชีวิต มีประสิทธิภาพโดยรวมเท่ากับ 82.00/87.40 มีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดไว้คือ 80/80 2. นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังใช้เอกสารประกอบการเรียนสูงกว่าก่อนใช้ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05
การพัฒนาชุดกิจกรรม “พัฒนากาย พัฒนาใจ ตามวัยของเรา” กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1
[ โดย kruinfo ชม 161 ]
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและหาประสิทธิภาพของชุดกิจกรรม “พัฒนากาย พัฒนาใจ ตามวัยของเรา” กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 และเพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยชุดกิจกรรม “พัฒนากาย พัฒนาใจ ตามวัยของเรา” กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 กลุ่มเป้าหมายที่ใช้การวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2552โรงเรียนบ้านหัวขัว ตำบลนาคำ อำเภอคำเขื่อนแก้ว จังหวัดยโสธร สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษายโสธร เขต 1 จำนวน 7 คน ได้มาซึ่งได้มาโดยการเลือก แบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) ชุดกิจกรรม “พัฒนากาย พัฒนาใจ ตามวัยของเรา” กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 15 ชุด มีค่าดัชนีความสอดคล้อง ตั้งแต่ .50 ขึ้นไป 2) แผนการจัดการเรียนรู้ประกอบการใช้ ชุดกิจกรรม “พัฒนากาย พัฒนาใจ ตามวัยของเรา” กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 15 แผน จำนวน 15 ชั่วโมง มีค่าดัชนีความสอดคล้อง .50 ขึ้นไป 3) เครื่องมือวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนรู้ ด้วยชุดกิจกรรม “พัฒนากาย พัฒนาใจ ตามวัยของเรา” กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 เป็นแบบปรนัย ชนิดเลือกตอบ จำนวน 30 ข้อ มีค่าความยากง่าย ตั้งแต่ .26 – .72 ค่าอำนาจจำแนกรายข้อ ตั้งแต่ .27 – .71 และค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ เท่ากับ .87 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่า Z-test ผลการวิจัยพบว่า 1. ชุดกิจกรรม “พัฒนากาย พัฒนาใจ ตามวัยของเรา” กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 86.22/85.71 สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 ที่ตั้งไว้ 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยชุดกิจกรรม “พัฒนากาย พัฒนาใจ ตามวัยของเรา” กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
รายงานการพัฒนาสมรรถภาพทางกลไก ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โดยการฝึกกิจกรรมการออกกำลังกาย โดยใช้ตาราง 9 ช่อง
[ โดย kruinfo ชม 524 ]
รายงานการพัฒนาสมรรถภาพทางกลไก ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โดยการฝึกกิจกรรมการออกกำลังกาย โดยใช้ตาราง 9 ช่อง ผู้วิจัยได้กำหนดวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1)เพื่อศึกษาระดับสมรรถภาพทางกลไก ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ก่อนและหลังการฝึกกิจกรรมการออกกำลังกายโดยใช้ตาราง 9 ช่อง 2)เพื่อเปรียบเทียบความแตกต่าง ของระดับสมรรถภาพทางกลไก ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ก่อนและหลังการฝึกกิจกรรมการออกกำลังกายโดยใช้ตาราง 9 ช่อง ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านผักขย่าใหญ่ ที่กำลังเรียนอยู่ในโรงเรียน ปีการศึกษา 2551 จำนวน 13 คน เป็นกลุ่มตัวอย่างในการทดลอง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ประกอบด้วย 1) แบบทดสอบสมรรถภาพทางกลไก (Motor Fitness Test) ของสมาคมกีฬาสมัครเล่นของญี่ปุ่น ซึ่งเป็นแบบทดสอบมาตรฐานที่ได้รับการรับรองจากการกีฬาแห่งประเทศไทย ที่สามารถใช้ทำการทดสอบได้ในบุคคลชายและหญิงที่มีอายุตั้งแต่ 4-65 ปี แบบทดสอบประกอบด้วย รายการของการทดสอบ 5 รายการ คือ 1)ยืนกระโดดไกล 2)ลุก-นั่ง 3)ดันพื้น 4)วิ่งกลับตัว 5)วิ่ง 5 นาที 2) แบบฝึกกิจกรรมการออกกำลังกาย โดยการใช้ตาราง 9 ช่อง จำนวน 3 ชุด ดังนี้ 2.1 ชุดที่ 1 มีแบบฝึกกิจกรรมออกกำลังกาย จำนวน 6 แบบ 2.2 ชุดที่ 2 มีแบบฝึกกิจกรรมออกกำลังกาย จำนวน 5 แบบ 2.3 ชุดที่ 3 มีแบบฝึกกิจกรรมออกกำลังกาย จำนวน 6 แบบ การวิเคราะห์ข้อมูล และสถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล โดยหาค่าเฉลี่ย ( ) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน(S.D) และทดสอบความแตกต่างของผลต่างโดยการทดสอบค่าที (t
รายงานการใช้เอกสารประกอบการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา (สุขศึกษา) เรื่อง สวัสดิภาพในชีวิต ของชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเมืองยาววิทยา อำเภอห้างฉัตร จังหวัดลำปาง
[ โดย kruinfo ชม 173 ]
การศึกษาครั้งนี้ มีจุดประสงค์เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของเอกสารประกอบการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพละศึกษา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเมืองยาววิทยา อำเภอห้างฉัตร จังหวัดลำปาง เรื่อง สวัสดิภาพในชีวิต ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2550 และเพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพละศึกษา เรื่อง สวัสดิภาพในชีวิต ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเมืองยาววิทยา โดยใช้เอกสารประกอบการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษา ประชากรที่ศึกษาได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2550โรงเรียนเมืองยาววิทยา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาลำปาง เขต 1 จำนวน 25 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาประกอบด้วย 1. เอกสารประกอบการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพละศึกษา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เรื่อง สวัสดิภาพในชีวิต จำนวน 3 เล่ม ได้แก่ เล่มที่ 1 เรื่อง เฉียดความเสี่ยง เล่มที่ 2 เรื่อง หลีกเลี่ยงอันตราย เล่มที่ 3 เรื่อง สุขภาพกับสารเสพติด 2.. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กลุ่มสาระสุขศึกษา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เรื่อง สวัสดิภาพในชีวิต เป็นแบบปรนัย ชนิด 4 ตัวเลือก จำนวน 20 ข้อ ที่ผ่านการตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญและมีความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.91 การเก็บรวบรวมข้อมูล ผู้ศึกษาได้ดำเนินการทดสอบเพื่อวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนเรื่อง สวัสดิภาพในชีวิต ที่ผู้ศึกษาสร้างขึ้น จำนวน 20 ข้อ และดำเนินการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่จัดทำขึ้น ควบคู่กับเอกสารประกอบการเรียน เรื่อง สวัสดิภาพในชีวิต ที่ผู้ศึกษาสร้างขึ้นจำนวน 3 เล่ม 3 เรื่อง และหลังจากนั้นจึงทดสอบหลังเรียนโดยใช้แบบทดสอบชุดเดิม เสร็จแล้วนำมาวิเคราะห์หาประสิทธิภาพของเอกสารประกอบการเรียน ผลการวิจัยพบว่า 1. เอกสารประกอบการเรียนสาระการเรียนรู้สุขศึกษา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เรื่อง สวัสดิภาพในชีวิต มีประสิทธิภาพโดยรวมเท่ากับ 82.00/87.40 มีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดไว้คือ 80/80 2. นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังใช้เอกสารประกอบการเรียนสูงกว่าก่อนใช้ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05
การพัฒนาแบบฝึกทักษะกีฬาฟุตบอลขั้นพื้นฐาน กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6
[ โดย kruinfo ชม 1,671 ]
ฝึกทักษะกีฬาฟุตบอลขั้นพื้นฐาน กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษา และ พลศึกษา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาน้อมเกล้า กบินทร์บุรี อปท.ปราจีนบุรี การวิจัยครั้งนี้ มีความมุ่งหมายเพื่อพัฒนาแบบฝึกทักษะกีฬาฟุตบอล กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษา และพลศึกษา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 เพื่อศึกษาค่าดัชนีประสิทธิผลของแบบฝึกทักษะกีฬาฟุตบอล สาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 และเพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ที่มีต่อการเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะกีฬาฟุตบอลขั้นพื้นฐาน สาระการเรียนรู้สุขศึกษาพลศึกษา กลุ่มตัวอย่างได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาน้อมเกล้ากบินทร์บุรี ปีการศึกษา 2550 จำนวน 30 คน ได้มาโดยวิธีการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ แบบฝึกทักษะกีฬาฟุตบอล คู่มือการใช้แบบฝึก แบบทดสอบภาคปฏิบัติ และแบบวัดความพึงพอใจของนักเรียนต่อการจัดการเรียนการสอน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการศึกษาค้นคว้าครั้งนี้ ปรากฏดังนี้ 1. แบบฝึกทักษะกีฬาฟุตอบอล สาระการเรียนรู้สุขศึกษา และพลศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 มีประสิทธิภาพ 87.64 / 87.70 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 80/80 และมีค่าดัชนีประสิทธิภาพเท่ากับ 0.61 แสดงว่านักเรียนมีความรู้เพิ่มขึ้นหลังจาการเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะกีฬาฟุตบอล สาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 เพิ่มขึ้นร้อยละ 61 2. นักเรียนที่เรียนด้วยแบบฝึกทักษะกีฬาฟุตบอล กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 มีความพึงพอใจโดยภาพรวม อยู่ในระดับ มากที่สุด เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า นักเรียนต้องการเรียนกีฬาฟุตบอลทุกสัปดาห์มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด คือ 4.93 รองลงมาคือ นักเรียนมีความสนใจ เข้าเรียนมากขึ้น มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.90 และนักเรียนพอใจที่มีทักษะที่ถูกต้อง มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.83 ตามลำดับ แบบฝึกทักษะกีฬาฟุตบอล สาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพและมีประสิทธิผล และนักเรียนมีความพึงพอใจอยู่ในระดับสูง จึงมีความเหมาะสมที่จะนำไปใช้ในการเรียนการสอน
การพัฒนาบทเรียนสำเร็จรูป วิชาสุขศึกษา กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษา และพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1
[ โดย kruinfo ชม 427 ]
บทคัดย่อ การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อสร้างและพัฒนาบทเรียนสำเร็จรูป วิชาสุขศึกษา กลุ่มสาระการเรียนรู้ สุขศึกษา และพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อศึกษาดัชนีประสิทธิผลของบทเรียนสำเร็จรูป วิชาสุขศึกษา กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษา และพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 3) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังใช้บทเรียนสำเร็จรูป วิชาสุขศึกษา กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษา และพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 4) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียน โดยใช้บทเรียนสำเร็จรูป วิชาสุขศึกษา กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษา และพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ที่สร้างและพัฒนาขึ้น จำนวน 7 เล่ม ได้แก่ (1) อวัยวะต่าง ๆ ของร่างกาย (2) หน้าที่อวัยวะส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย (3) การทำความสะอาดร่างกาย (4) ฟันสะอาดแข็งแรง (5) การเจริญเติบโต (6) การเข้าใจตนเอง (7) ฉันเป็นใคร กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1โรงเรียนบ้านนามะเขือ อำเภอปลาปาก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครพนมเขต 1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2552 จำนวน 28 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) การวิเคราะห์ข้อมูลใช้คอมพิวเตอร์ โปรแกรมสำเร็จรูป SPSS for Window สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย(Mean) และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) และค่า t – test ชนิด Dependent Samples ผลการศึกษา พบว่า 1. ประสิทธิภาพของบทเรียนสำเร็จรูป วิชาสุขศึกษา กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษา และพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 มีประสิทธิภาพ เท่ากับ 84.85/ 89.46 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด คือ 80/80 2. ดัชนีประสิทธิผลของบทเรียนสำเร็จรูป วิชาสุขศึกษา กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษา และพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ค่าดัชนีประสิทธิผล 0.6974 คิดเป็นร้อยละ 69.74 สูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 50 3. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 4. ความพึงพอใจของนักเรียนหลังใช้บทเรียนสำเร็จรูป วิชาสุขศึกษา กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษา และพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก
การพัฒนาทักษะกระบวนการเรียนกีฬาบาสเกตบอลโดยใช้แบบฝึกทักษะ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5
[ โดย kruinfo ชม 702 ]
การจัดการเรียนกีฬาบาสเกตบอลโดยใช้แบบฝึกทักษะกลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 จะเป็นการปลูกฝังให้ผู้เรียนรู้จักคิด และฝึกการปฏิบัติซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาทักษะกระบวนการเรียนกีฬาบาสเกตบอลและส่งผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ในการดำเนินการครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อสร้างทักษะการเรียนกีฬาบาสเกตบอลโดยใช้แบบฝึกทักษะชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 และเพื่อหาดัชนีประสิทธิผลของการพัฒนาทักษะกระบวนการเรียนกีฬาบาสเกตบอลโดยใช้แบบฝึกทักษะ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ของนักเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ภาคเรียนที่ 1/2550 โรงเรียนลับแลศรีวิทยา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุตรดิตถ์ เขต 1จำนวน 25 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการดำเนินการครั้งนี้คือแบบฝึกทักษะการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 5 ชุด และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน ชนิดเลือกตอบตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ มีค่าความยาก 0.20
การพัฒนาทักษะกระบวนการเรียนกีฬาบาสเกตบอล โดยใช้แบบฝึกทักษะ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2
[ โดย kruinfo ชม 390 ]
การจัดการเรียนกีฬาบาสเกตบอลโดยใช้แบบฝึกทักษะกลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 จะเป็นการปลูกฝังให้ผู้เรียนรู้จักคิด และฝึกการปฏิบัติซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาทักษะกระบวนการเรียนกีฬาบาสเกตบอลและส่งผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ในการดำเนินการครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อสร้างทักษะการเรียนกีฬาบาสเกตบอลโดยใช้แบบฝึกทักษะชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 และเพื่อหาดัชนีประสิทธิผลของ การพัฒนาทักษะกระบวนการเรียนกีฬาบาสเกตบอลโดยใช้แบบฝึกทักษะ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ของนักเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ภาคเรียนที่ 1/2550 โรงเรียนลั) เครื่องมือที่ใช้ในการดำเนินการครั้งนี้คือแบบฝึกทักษะการเรียนรู้สุขศึกษาบแลศรีวิทยา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุตรดิตถ์ เขต 1จำนวน 25 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Samplingและพลศึกษา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 5 ชุด และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน ชนิดเลือกตอบตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ มีค่าความยาก 0.20
เกณฑ์ปกติสมรรถภาพทางกายเพื่อสุขภาพของนักเรียนโรงเรียนทุ่งสองห้อง (คุปตัษเฐียรอุปถัมภ์) กรุงเทพมหานคร
[ โดย kruinfo ชม 173 ]
บทคัดย่อ วัตถุประสงค์ของการวิจัยในครั้งนี้เพื่อศึกษาระดับและสร้างเกณฑ์ปกติสมรรถภาพทางกายเพื่อสุขภาพของนักเรียนช่วงชั้นที่ 1-3 โรงเรียนทุ่งสองห้อง (คุปตัษเฐียรอุปถัมภ์) ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนชายและนักเรียนหญิงช่วงชั้นที่ 1-3 ที่ศึกษาในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2551 รวมทั้งสิ้น 738 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบทดสอบสมรรถภาพทางกายเพื่อสุขภาพ โรงเรียนทุ่งสองห้อง (คุปตัษเฐียรอุปถัมภ์) จำนวน 5 รายการ คือ ดัชนีมวลกาย การนั่งงอตัว การนอนยกตัวและการเดิน/วิ่ง 1.6 กิโลเมตร วิเคราะห์ข้อมูล โดย คำนวณค่าเฉลี่ย (mean) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (standard deviation) และสร้างเกณฑ์ปกติสมรรถภาพทางกายเพื่อสุขภาพ ซึ่งระดับสมรรถภาพทางกายเพื่อสุขภาพของนักเรียนโรงเรียนทุ่งสอง ทั้งเพศชายและหญิงเฉลี่ยอยู่ในเกณฑ์ดี ผลการวิจัยพบว่า 1. นักเรียนชายชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ดัชนีมวลกาย 19.64-23.06 กก./ม.2อยู่ในระดับดี การนั่งงอตัว 18.21-22.89 ซม.อยู่ในระดับดี การนอนยกตัว 26-28 ครั้ง/นาที อยู่ในระดับดี การเดินวิ่ง 1.6 กิโลเมตร 12.15- 12.99 นาทีลงมาอยู่ในระดับดี 2. นักเรียนหญิงชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ดัชนีมวล 19.๔4-22.85 กก./ม.2 อยู่ในระดับดี การนั่งงอตัว 18.21
การพัฒนาทักษะการเรียน เรื่อง โรคไข้เลือดออก โดยใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-Book)
[ โดย kruinfo ชม 209 ]
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ คือ 1) เพื่อพัฒนาและหาประสิทธิภาพของหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ เรื่อง โรคไข้เลือดออก กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนวัดรางเสน่ห์นครจันทร์ ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษาของนักเรียนที่เรียนด้วยหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ เรื่อง โรคไข้เลือดออก ก่อนและหลังการเรียน 3) เพื่อศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อการใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย เป็นนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2550 โรงเรียนวัดรางเสน่ห์นครจันทร์ อำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี จำนวน 13 คน (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ เรื่อง โรคไข้เลือดออก กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา เรื่อง โรคไข้เลือดออก แบบสัมภาษณ์นักเรียนเพื่อศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนเกี่ยวกับการใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ สถิติที่ใช้คือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและ t-test (Dependent Samples) ผลการวิจัย 1. การจัดการเรียนรู้โดยหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ เรื่อง โรคไข้เลือดออก กลุ่มสาระ การเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ที่พัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพ 82.90/83.84 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ( = 4.53, S.D. = 0.77) และหลังเรียน ( = 8.38, S.D. = 1.04) แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 3. การวิเคราะห์ความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อการใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ เรื่อง โรคไข้เลือดออก กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ดังนี้ นักเรียนส่วนมากชอบเรียนด้วยหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ ทำให้นักเรียนมีความสุข สนุกกับการเรียน ได้ช่วยกันคิดและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับเพื่อนๆ ทำให้พวกเขามีความกระตือรือร้นในการเรียนและเกิดความมั่นใจ ในตนเอง
การพัฒนาการจัดการเรียนรู้สาระสุขศึกษาและพลศึกษาหน่วยที่ 4 พัฒนาทักษะกีฬาพัฒนากำลัง(วอลเลย์บอล) โดยใช้แบบฝึกทักษะขั้นพื้นฐานกีฬาวอลเลย์บอลสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านโคกกรม ปีการศึกษา 2550
[ โดย kruinfo ชม 260 ]
รายงานการพัฒนาการจัดการเรียนรู้สาระสุขศึกษาและพลศึกษา หน่วยที่ 4 พัฒนาทักษะกีฬาพัฒนากำลัง(วอลเลย์บอล) โดยใช้แบบฝึกทักษะขั้นพื้นฐานกีฬาวอลเลย์บอลสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5โรงเรียนบ้านโคกกรม ปีการศึกษา 2550 มีวัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนาแบบฝึกทักษะขั้นพื้นฐานกีฬาวอลเลย์บอล สำหรับนักเรียนชั้นระถมศึกษาปีที่ 5 ที่เป็นสื่อสิ่งพิมพ์ชนิดหนึ่งที่มีประสิทธิภาพ 80/80 ศึกษาดัชนีประสิทธิผลของแบบฝึกทักษะขั้นพื้นฐานกีฬาวอลเลย์บอลสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่ใช้เป็นสื่อหลักประกอบการเรียนการสอน ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียน ที่มีต่อการใช้แบบฝึกทักษะขั้นพื้นฐานกีฬาวอลเลย์บอลสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่ใช้เป็นสื่อหลักประกอบการเรียนการสอน และ ศึกษาความพึงพอใจของผู้ปกครองนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่มีต่อการใช้แบบฝึกทักษะขั้นพื้นฐานกีฬาวอลเลย์บอล สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่ใช้เป็นสื่อหลักประกอบการเรียนการสอน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้า คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านโคกกรม ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2550 จำนวน 23 คน ที่ได้มาโดยการเลือกทั้งหมด เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าได้แก่ แบบฝึกทักษะขั้นพื้นฐานกีฬาวอลเลย์บอล สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่ใช้ประกอบการเรียนการสอนเป็นสื่อหลักที่มีค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC : Index of Item
รายงานผลการพัฒนาหนังสือส่งเสริมการอ่านกลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษาชุดเพื่อการเรียนรู้เกี่ยวกับสุขบัญญัติ 10 ประการ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1
[ โดย kruinfo ชม 910 ]
รายงานผลการพัฒนาหนังสือส่งเสริมการอ่าน จัดทำขึ้นเพื่อรายงานการใช้นวัตกรรม คือหนังสือส่งเสริมการอ่านกลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชุดเพื่อการเรียนรู้เกี่ยวกับสุขบัญญัติ 10 ประการ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ที่ใช้ศึกษาและทดลอง กับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนวัดท่ามะขาม สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาราชบุรี เขต 2 ซึ่งมีวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1). เพื่อสร้างหนังสือส่งเสริมการอ่านกลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชุดเพื่อการเรียนรู้เกี่ยวกับสุขบัญญัติ 10 ประการ 2). เพื่อหาประสิทธิภาพของหนังสือส่งเสริมการอ่านกลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชุดเพื่อการเรียนรู้เกี่ยวกับสุขบัญญัติ10 ประการ จำนวน 10 เล่ม 3).เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่นักเรียนชั้นประถมปีที่ 1/1 ปีการศึกษา2550 โรงเรียนวัดท่ามะขาม สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาราชบุรี เขต 2 จำนวน 22 คน เนื้อหาที่ใช้ในการศึกษาทดลอง เป็นเนื้อหาในกลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษาตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานพ.ศ.2544 เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาทดลอง ได้แก่หนังสือส่งเสริมการอ่านกลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชุดเพื่อการเรียนรู้เกี่ยวกับสุขบัญญัติ 10 ประการ จำนวน 10 เล่ม แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ที่สร้างขึ้นจำนวน 20 ข้อ สถิติที่ใช้ได้แก่ การหาค่าเฉลี่ย การหาประสิทธิภาพและ t
การพัฒนาทักษะการเรียน เรื่อง โรคไข้เลือดออก โดยใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-Book)
[ โดย kruinfo ชม 213 ]
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ คือ 1) เพื่อพัฒ นาและหาประสิทธิภาพของหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ เรื่อง โรคไข้เลือดออก กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนวัดรางเสน่ห์นครจันทร์ ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษาของนักเรียนที่เรียนด้วยหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ เรื่อง โรคไข้เลือดออก ก่อนและหลังการเรียน 3) เพื่อศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อการใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย เป็นนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2550 โรงเรียนวัดรางเสน่ห์นครจันทร์ อำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี จำนวน 13 คน (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ เรื่อง โรคไข้เลือดออก กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา เรื่อง โรคไข้เลือดออก แบบสัมภาษณ์นักเรียนเพื่อศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนเกี่ยวกับการใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ สถิติที่ใช้คือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและ t-test (Dependent Samples) ผลการวิจัย 1. การจัดการเรียนรู้โดยหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ เรื่อง โรคไข้เลือดออก กลุ่มสาระ การเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ที่พัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพ 82.90/83.84 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ( = 4.53, S.D. = 0.77) และหลังเรียน ( = 8.38, S.D. = 1.04) แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 3. การวิเคราะห์ความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อการใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ เรื่อง โรคไข้เลือดออก กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ดังนี้ นักเรียนส่วนมากชอบเรียนด้วยหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ ทำให้นักเรียนมีความสุข สนุกกับการเรียน ได้ช่วยกันคิดและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับเพื่อนๆ ทำให้พวกเขามีความกระตือรือร้นในการเรียนและเกิดความมั่นใจ ในตนเอง
การพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ เรื่อง การสร้างเสริมสุขภาพ สมรรถภาพและการป้องกันโรค วิชาสุขศึกษา กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษา และพลศึกษา
[ โดย kruinfo ชม 213 ]
การจัดการเรียนการสอนโดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ เป็นที่นิยมใช้กันมากในสถาบันการศึกษา เพราะเป็นการนำข้อมูลนำเสนอข้อมูลสารสนเทศในลักษณะสื่อหลายมิติที่มีประสิทธิภาพมาใช้ในการพัฒนาการเรียนการสอน การดำเนินการครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างและพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา เรื่อง การสร้างเสริมสุขภาพ สมรรถภาพและการป้องกันโรค ระดับมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 เพื่อหาดัชนีประสิทธิผลของบทเรียนคอมพิวเตอร์ที่ผู้ดำเนินการพัฒนาขึ้น และเพื่อศึกษาความพึงพอใจต่อการเรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ของนักเรียนที่เรียนเรื่อง เรื่อง การสร้างเสริมสุขภาพ สมรรถภาพและการป้องกันโรค ระดับมัธยมศึกษาปีที่ 1 จากบทเรียนคอมพิวเตอร์ ที่ผู้รายงานพัฒนาขึ้น กลุ่มตัวอย่างครั้งนี้ ได้แก่นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนลับแลศรีวิทยา อำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ ในภาคเรียนที 1 ปีการศึกษา 2550 จำนวน 120 คน จาก 3 ห้องเรียนคือชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/1,1/2และ1/3 ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการดำเนินการ ประกอบด้วย 1) บทเรียนคอมพิวเตอร์ เรื่อง การสร้างเสริมสุขภาพ สมรรถภาพและการป้องกันโรค 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 3) แบบสอบถามความพึงพอใจที่ผู้เรียนมีต่อบทเรียนคอมพิวเตอร์ คือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ปรากฏ ดังนี้ 1. บทเรียนคอมพิวเตอร์ เรื่อง การสร้างเสริมสุขภาพ สมรรถภาพและการป้องกันโรค กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีประสิทธิภาพ 80.30/81.08 2. ดัชนีประสิทธิผลของบทเรียนคอมพิวเตอร์ เรื่อง การสร้างเสริมสุขภาพ สมรรถภาพและการป้องกันโรค กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 เท่ากับ.58 หรือคิดเป็นร้อยละ 58 3. นักเรียนที่เรียนโดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ มีความพึงพอใจโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด นักเรียนพอใจเมื่อทำกิจกรรมแล้วได้ทราบคะแนนทันที และบทเรียนคอมพิวเตอร์ทำให้นักเรียนสนุกเพลิดเพลินกับการเรียน โดยสรุป บทเรียนคอมพิวเตอร์ เรื่อง เรื่อง การสร้างเสริมสุขภาพ สมรรถภาพและการป้องกันโรค กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ในระดับมากที่สุด ดังนั้น จึงควรส่งเสริมให้ครูนำมาใช้ในการจัดการเรียนการสอนเพื่อช่วยให้ผู้เรียนบรรลุเป้าหมายต่อไป
การสร้างและพัฒนาบทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง ระบบต่าง ๆ ของร่างกาย กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านถ่อน อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร
[ โดย kruinfo ชม 224 ]
การศึกษาในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างและพัฒนาบทเรียนสำเร็จรูป กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา เรื่อง ระบบต่าง ๆ ของร่างกาย สำหรับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 และเพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียนโดยใช้บทเรียนสำเร็จรูป กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาในครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านถ่อน อำเภอพรรณานิคม สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสกลนคร เขต 2 ที่ศึกษาในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2550 จำนวน 28 คน ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูลคือ บทเรียนสำเร็จรูป กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา เรื่อง ระบบต่าง ๆ ของร่างกาย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 7 เล่ม และแบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนที่ผู้ศึกษาสร้างขึ้น มีค่าความยากระหว่าง .20- .80 ค่าอำนาจจำแนกระหว่าง .20
รายงานการใช้เอกสารประกอบการเรียนการสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา (สุขศึกษา) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ปีการศึกษา 2552
[ โดย kruinfo ชม 550 ]
รายงานการใช้เอกสารประกอบการเรียนการสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษา และพลศึกษา (สุขศึกษา) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ปีการศึกษา 2552 มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของเอกสารประกอบการเรียนการสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา (สุขศึกษา) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ปีการศึกษา 2552 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลัง การใช้เอกสารประกอบการเรียนการสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา (สุขศึกษา) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ปีการศึกษา 2552 3) เพื่อศึกษาเจตคติของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ปีการศึกษา 2552 ที่มีต่อเอกสารประกอบการเรียนการสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา (สุขศึกษา) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ปีการศึกษา 2552 ประชากรที่ใช้ในการรายงาน ได้แก่ นักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ปีการศึกษา 2552 โรงเรียนบ้านเขาน้ำเพชร สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากำแพงเพชร เขต 1 จำนวน 16 คน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้ 2) เอกสารประกอบการเรียนการสอน จำนวน 18 เล่ม 3) แบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนจำนวน 18 ฉบับ 4) แบบฝึกเสริมประสบการณ์ระหว่างเรียน จำนวน 18 ฉบับ 5) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จำนวน 1 ฉบับ และ 6) แบบสอบถามวัดเจตคตินักเรียน จำนวน 1 ฉบับ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที ผลการศึกษา พบว่ารายงานการใช้เอกสารประกอบการเรียนการสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา (สุขศึกษา) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ปีการศึกษา 2552 สรุปผลได้ตามลำดับ ดังนี้ 1. ประสิทธิภาพของเอกสารประกอบการเรียนการสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา (สุขศึกษา) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ปีการศึกษา 2552 ทั้งในภาพรวมและ รายฉบับมีค่าประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด 80 : 80 ดังนี้ สาระที่ 1 การเจริญเติบโตและพัฒนาการของมนุษย์ หน่วยที่ 1 ชีวิตของเรา มีค่าประสิทธิภาพในภาพรวม เท่ากับ 89.72 : 92.50 และมีค่าประสิทธิภาพทั้ง 9 เล่ม ดังนี้ เล่มที่ 1 เรื่อง การเจริญเติบโตและพัฒนาการของชีวิต มีค่าเท่ากับ 92.5 : 93.13 เล่มที่ 2 เรื่อง วัยต่าง ๆ ของมนุษย์ มีค่าเท่ากับ 91.25 : 88.13 เล่มที่ 3 เรื่อง ครอบครัวและการเลี้ยงดู มีค่า 92.50 : 90.63 เล่มที่ 4 เรื่อง การสร้างสัมพันธภาพในครอบครัว มีค่าเท่ากับ 97.50 : 91.25 เล่มที่ 5 เรื่อง วัยผู้ใหญ่และวัยสูงอายุ มีค่าเท่ากับ 88.75 : 91.88 เล่มที่ 6 เรื่อง ฟันและกระดูกขากรรไกร มีค่าเท่ากับ 93.75 : 91.25 เล่มที่ 7 เรื่อง อาหารที่มีประโยชน์ต่อฟันและกระดูกขากรรไกร มีค่าเท่ากับ 83.75 : 94.38 เล่มที่ 8 เรื่อง โรคที่เกิดกับปากและฟัน มีค่าเท่ากับ 93.75 : 92.50 เล่มที่ 9 เรื่อง การแปรงฟันที่ถูกวิธี มีค่าเท่ากับ 87.50 : 93.75 สาระที่ 2 ชีวิตและครอบครัว หน่วยที่ 2 ครอบครัวมีสุข มีค่าประสิทธิภาพในภาพรวมเท่ากับ 95.00 : 91.95 และมีค่าประสิทธิภาพทั้ง 9 เล่ม ดังนี้ เล่มที่ 1 เรื่อง คุณค่าของชีวิต มีค่าเท่ากับ 96.25 : 91.25 เล่มที่ 2 เรื่อง สิทธิของเรา มีค่าเท่ากับ 95.00 : 91.88 เล่มที่ 3 เรื่อง ครอบครัวและการเลี้ยงดู มีค่า 92.50 : 90.63 เล่มที่ 4 เรื่อง การสร้างสัมพันธภาพในครอบครัว มีค่าเท่ากับ 97.50 : 91.25 เล่มที่ 5 เรื่อง พัฒนาการทางเพศ มีค่าเท่ากับ 96.25 : 91.88 เล่มที่ 6 เรื่อง มารยาทและพฤติกรรมที่เหมาะสมกับเพศ มีค่าเท่ากับ 93.75 : 91.25 เล่มที่ 7 เรื่อง ความผิดปกติเกี่ยวกับอวัยวะเพศและอวัยวะขับถ่าย มีค่าเท่ากับ 95.00 : 93.13 เล่มที่ 8 เรื่อง การสื่อสารและการทำความสะอาดร่างกายและอวัยวะเพศมีค่ากับ 92.50 : 95.00 เล่มที่ 9 เรื่อง การป้องกันการถูกล่วงละเมิดทางเพศ มีค่าเท่ากับ 96.25 : 91.25 2. การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียน และหลังเรียน โดยใช้เอกสารประกอบการเรียนการสอน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ปีการศึกษา 2552 พบว่ามีค่าคะแนนเฉลี่ยหลังเรียน สูงกว่าคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 3. เจตคติของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ปีการศึกษา 2552 ที่มีต่อเอกสารประกอบ การเรียนการสอน พบว่า ในภาพรวมมีคะแนนเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาแต่ละข้อ พบว่า นักเรียนส่วนใหญ่เห็นด้วยอยู่ในระดับมากทุกข้อ โดยข้อที่เห็นด้วยเป็นอันดับสูงสุด ได้แก่ นักเรียนมีคะแนนวิชาสุขศึกษาสูงขึ้นกว่าเดิม รองลงมา ได้แก่ นักเรียนสามารถอ่านเอกสารประกอบการเรียนการสอนได้ด้วยตนเอง และนักเรียนสามารถตอบคำถามในเอกสารประกอบ การเรียนการสอนได้ถูกต้อง นอกจากนี้ นักเรียนสามารถนำความรู้ที่ได้ไปบอกต่อผู้อื่นได้ สำหรับข้อที่เห็นด้วยเป็นอันดับน้อยที่สุด ได้แก่ กิจกรรมในเอกสารประกอบการเรียนการสอน มีหลากหลาย ทำให้ไม่น่าเบื่อ
การพัฒนาผลการเรียน เรื่องการปฐมพยาบาลโดยใช้ชุดฝึกทักษะการปฐมพยาบาล กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6
[ โดย kruinfo ชม 244 ]
บทคัดย่อ การศึกษาการพัฒนาผลการเรียน เรื่องการปฐมพยาบาลโดยใช้ชุดฝึกทักษะการปฐมพยาบาลโดยใช้ชุดฝึกทักษะการปฐมพยาบาล กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษาชั้นประถมศึกษา ปีที่ 6 ในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อหาประสิทธิภาพของชุดฝึกทักษะการปฐมพยาบาล กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เพื่อศึกษาผลการพัฒนาทางการเรียนของผู้เรียนก่อนและหลังการใช้ชุดฝึกทักษะ และเพื่อศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อการเรียน สุขศึกษาและพลศึกษา โดยใช้ชุดฝึกทักษะการปฐมพยาบาล กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและ พลศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านยาง อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 3 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2552 จำนวน 17 คน โดยเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ ชุดฝึกทักษะการปฐมพยาบาล กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 คู่มือการใช้ชุดฝึกทักษะ แบบทดสอบวัดผลการพัฒนาทางการเรียน และแบบสอบถามความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อการเรียนด้วยชุดฝึกทักษะ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ คือ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการศึกษาพบว่า 1. ประสิทธิภาพของชุดฝึกทักษะทักษะการปฐมพยาบาล กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่จัดทำขึ้นทั้ง 10 แบบฝึกทักษะ ตามเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดไว้ 80/80 ปรากฏว่า มีค่าประสิทธิภาพโดยรวม เท่ากับ 84.58/81.17 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดไว้ 2. คะแนนเฉลี่ยของการทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 แสดงว่าผู้เรียนมีพัฒนาการทางการเรียนสูงขึ้นจริง 3. ความคิดเห็นของผู้เรียนที่เรียนด้วยชุดฝึกทักษะการปฐมพยาบาล กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีระดับความคิดเห็นโดยภาพรวมอยู่ในเกณฑ์มากที่สุดโดยมีค่าเฉลี่ย 4.64 แสดงว่า ผู้เรียนที่ได้เรียนรู้ด้วยชุดฝึกทักษะทักษะการปฐมพยาบาล กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีความพึงพอใจต่อการเรียนด้วยชุดฝึกทักษะมากที่สุด
รายงานการประเมินโครงการพัฒนาสมรรถภาพทางกายของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนสุรพินท์พิทยา อำเภอลำดวน จังหวัดสุรินทร์
[ โดย kruinfo ชม 170 ]
รายงานการประเมินโครงการพัฒนาสมรรถภาพทางกายของนักเรียน ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนสุรพินท์พิทยา อำเภอลำดวน จังหวัดสุรินทร์ มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อประเมินบริบทหรือสภาพแวดล้อม (Context) ของโครงการ (2) เพื่อประเมินปัจจัยนำเข้า (Input) ของโครงการ (3) เพื่อประเมินกระบวนการ (Process) ของโครงการ และ (4) เพื่อประเมินผลผลิต (Product) ของโครงการ โดยมีกิจกรรมหลัก 3 กิจกรรม คือ กิจกรรมวิ่งเช็ครอบ กิจกรรม
รายงานการพัฒนาบทเรียนสำเร็จรูป ชุดการสร้างเสริมสุขภาพครบวงจร ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2
[ โดย kruinfo ชม 179 ]
บทคัดย่อ การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อพัฒนาบทเรียนสำเร็จรูป ชุดการสร้างเสริมสุขภาพครบวงจร ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 (2) เพื่อศึกษาดัชนีประสิทธิผลของการเรียนด้วยบทเรียนสำเร็จรูป ชุดการสร้างเสริมสุขภาพครบวงจร ชั้นประถมศึกษา ปีที่ 2 (3) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ของนักเรียน ก่อนการทดลองและหลังการทดลองบทเรียนสำเร็จรูป ชุดการสร้างเสริมสุขภาพครบวงจร ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 (4) เพื่อศึกษาระดับความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อบทเรียนสำเร็จรูป ชุดการสร้างเสริมสุขภาพครบวงจร ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านสีล้ง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาฉะเชิงเทรา เขต 1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2552 จำนวน 1 ห้องเรียน จำนวนนักเรียน 16 คน การทดสอบใช้การทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนโดยรวม ด้วยข้อสอบแบบปรนัย ชนิดเลือกตอบ 3 ตัวเลือก จำนวน 20 ข้อ และการทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน ด้วยบทเรียนสำเร็จรูป จำนวน 9 เล่ม เล่มละ10 ข้อ รวม 90 ข้อ ทดสอบความแตกต่างด้วยสถิติ t
รายงานการใช้แบบฝึกกรีฑา เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและ พลศึกษา ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2
[ โดย kruinfo ชม 607 ]
การศึกษาค้นคว้าครั้งนี้ มีความมุ่งหมายเพื่อสร้างแบบฝึกกรีฑา สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 2 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 ศึกษาความก้าวหน้าในการเรียนรู้ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่ได้รับการสอนด้วยแบบฝึกกรีฑา และเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชาสุขศึกษาและพลศึกษาของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 หลังได้รับการสอนด้วยแบบฝึกกรีฑากับเกณฑ์ กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2550 โรงเรียน โพธินิมิตวิทยาคม อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี จำนวน 31 คน ที่ได้มาโดยการสุ่มอย่างง่าย (Simple Random Sampling) โดยใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยการสุ่ม (Sampling Unit) แบบแผนการทดลองแบบ One
รายงานการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนวิชาสุขศึกษาและพลศึกษา (พ43101) เพื่อเสริมสร้างวินัยเชิงบวก ด้านการป้องกันและแก้ปัญหายาเสพติด ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ปีการศึกษา 2551
[ โดย kruinfo ชม 392 ]
วัตถุประสงค์ 1) เพื่อประเมินการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนวิชาสุขศึกษาและพลศึกษา (พ43101)เสริมสร้างวินัยเชิงบวก ด้านการป้องกันและแก้ปัญหายาเสพติด ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ปีการศึกษา 2551 ในด้านบริบท ด้านปัจจัยนำเข้า ด้านกระบวนการ และด้านผลผลิต 2) เพื่อประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ปีการศึกษา 2551 วิชาสุขศึกษาและพลศึกษา (พ43101) ที่เรียนโดยใช้การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนเพื่อเสริมสร้างวินัยเชิงบวก ด้านการป้องกันและแก้ปัญหายาเสพติด ประชากรที่ใช้ในการรายงาน ได้แก่ คณะครู ผู้ปกครองและนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ปีการศึกษา 2551 โรงเรียนบางกระทุ่มพิทยาคม ปีการศึกษา 2551 รวมทั้งสิ้น 156 คน เครื่องมือที่ใช้ 1) แผนการจัดการเรียนรู้วิชาสุขศึกษาและพลศึกษา (พ43101) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ปีการศึกษา 2551 2) คู่มือการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนวิชาสุขศึกษาและ พลศึกษา (พ43101) เพื่อเสริมสร้างวินัยเชิงบวก ด้านการป้องกันและแก้ปัญหายาเสพติด ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ปีการศึกษา 2551 3) แบบสอบถามความคิดเห็นของคณะครู ผู้ปกครอง และนักเรียนในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนวิชาสุขศึกษาและพลศึกษา (พ43101) เพื่อเสริมสร้างวินัยเชิงบวก ด้านการป้องกันและแก้ปัญหายาเสพติด ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ปีการศึกษา 2551 4) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชาสุขศึกษาและพลศึกษา (พ43101) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ปีการศึกษา 2551 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที (T-test (Dependent Samples) ผลการศึกษา พบว่า 1) การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนวิชาสุขศึกษาและพลศึกษา (พ43101) เพื่อเสริมสร้างวินัยเชิงบวก ด้านการป้องกันและแก้ปัญหายาเสพติด ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 6 ปีการศึกษา 2551 ทั้ง 4 ด้าน ในด้านบริบท ด้านปัจจัยนำเข้า ด้านกระบวนการ และด้านผลผลิต ดังนี้ ด้านที่ 1 ผลการประเมินด้านบริบทของกิจกรรมการเรียนการสอนวิชาสุขศึกษา และพลศึกษา (พ43101) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ปีการศึกษา 2551 ในภาพรวมพบว่าคณะครูผู้ปกครอง และนักเรียน เห็นด้วยอยู่ในระดับมาก โดยเมื่อพิจารณาแต่ละข้อ พบว่า ข้อที่มีค่าเฉลี่ยอันดับสูงสุด ได้แก่ ข้อ 3 มีการวิเคราะห์ปัญหาและสาเหตุก่อนทำกิจกรรม โดยมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากที่สุด รองลงมาเป็นข้อ 1 กิจกรรมมีวัตถุประสงค์ชัดเจนสอดคล้องกับหลักสูตรของโรงเรียน โดยมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากที่สุด และข้อที่มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด ได้แก่ ข้อ 6 บุคลากรมีความรู้ความเข้าใจในการจัดกิจกรรมตามกิจกรรม โดยมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก ด้านที่ 2 ผลการประเมินด้านปัจจัยนำเข้าของกิจกรรมการเรียนการสอนวิชาสุขศึกษาและพลศึกษา (พ43101) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ปีการศึกษา 2551 ในภาพรวมพบว่า คณะครู ผู้ปกครอง และนักเรียน เห็นด้วยอยู่ในระดับมาก โดยเมื่อพิจารณาแต่ละข้อ พบว่า ข้อที่มีค่าเฉลี่ยอันดับสูงสุด ได้แก่ ข้อ 6 มีอาคารสถานที่เพียงพอในการจัดกิจกรรม โดยมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก รองลงมาเป็นข้อ 3 โรงเรียนมีการระดมทุนจากแหล่งอื่น ๆ เพื่อสนับสนุนกิจกรรม โดยมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก และข้อที่มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด ได้แก่ ข้อ 8 โรงเรียนมีจำนวนบุคลากรเพียงพอ โดยมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก ด้านที่ 3 ผลการประเมินด้านกระบวนการของกิจกรรมการเรียนการสอนวิชาสุขศึกษาและพลศึกษา (พ43101) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ปีการศึกษา 2551 ในภาพรวมพบว่า คณะครู ผู้ปกครอง และนักเรียน เห็นด้วยอยู่ในระดับมาก โดยเมื่อพิจารณาแต่ละข้อ พบว่า ข้อที่มีค่าเฉลี่ยอันดับสูงสุด ได้แก่ ข้อ 9 มีการประเมินกิจกรรมโดยคณะกรรมการภายในโรงเรียนและคณะกรรมการภายนอก(สพท.) โดยมีค่าเฉลี่ย อยู่ในระดับมากที่สุด รองลงมาเป็นข้อ 7 มีการระดมสมองนักเรียนเข้าร่วมวิเคราะห์หาวิธีแก้ปัญหา โดยมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก และ ข้อที่มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด ได้แก่ ข้อ 2 นักเรียนมีส่วนรับผิดชอบกิจกรรม โดยมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก ด้านที่ 4 ผลการประเมินด้านผลผลิตของกิจกรรมการเรียนการสอนวิชาสุขศึกษาและ พลศึกษา (พ43101) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ปีการศึกษา 2551 ในภาพรวมพบว่า คณะครู ผู้ปกครอง และนักเรียน เห็นด้วยอยู่ในระดับมาก โดยเมื่อพิจารณาแต่ละข้อ พบว่า ข้อที่มีค่าเฉลี่ยอันดับสูงสุด ได้แก่ ข้อ 9 นักเรียนมีความคิดสร้างสรรค์ สามารถพัฒนางานส่วนร่วมไปสู่ความสำเร็จได้ โดยมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก รองลงมาเป็นข้อ 4 นักเรียนมีความกระตือรือร้นต่อกิจกรรม โดยมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก และข้อที่มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด ได้แก่ ข้อ 7 นักเรียนนำความรู้ไปใช้จริงในชีวิตประจำวันได้ โดยมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก 2) การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ก่อนและหลังเรียนตามแผนการจัดการเรียนรู้ วิชาสุขศึกษาและพลศึกษา (พ43101) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ปีการศึกษา 2551 ทั้ง 5 เล่ม ดังนี้ ภาคเรียนที่ 1 หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 เรื่อง ชีวิตจะดีต้องมีแผน มีค่าคะแนนเฉลี่ยหลังเรียน สูงกว่าคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ภาคเรียนที่ 2 หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 เรื่อง สุขภาพผู้บริโภค มีค่าคะแนนเฉลี่ย หลังเรียน สูงกว่าคะแนนเฉลี่ย ก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ภาคเรียนที่ 2 หน่วยการเรียนรู้ที่ 5 เรื่อง สุขภาพดี สาธารณสุขดี ไม่เป็นปัญหา พบว่า มีค่าคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ภาคเรียนที่ 2 หน่วยการเรียนรู้ที่ 7 เรื่อง อุบัติเหตุ สารเสพติด และความรุนแรง พบว่า มีค่าคะแนนเฉลี่ยหลังเรียน สูงกว่าคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
รายงานการใช้ชุดกิจกรรมกลุ่มในการพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ปีการศึกษา 2552 โรงเรียนสมเด็จพระปิยมหาราชรมณียเขต อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี
[ โดย kruinfo ชม 223 ]
การ ศึกษาครั้งนี้ เป็นการศึกษาเชิงทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความฉลาดทางอารมณ์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ก่อนและหลังการใช้ชุดกิจกรรมกลุ่มในการพัฒนาความฉลาดทาง อารมณ์ และเปรียบเทียบความฉลาดทางอารมณ์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ก่อนและหลังการใช้ชุดกิจกรรมกลุ่มในการพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์ กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียน ชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 ปีการศึกษา 2552 โรงเรียนสมเด็จพระปิยมหาราชรมณียเขต อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี โดยใช้วิธีเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive Sampling) ได้กลุ่มตัวอย่าง มา เป็นกลุ่มทดลอง จำนวน 39 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ ชุดกิจกรรมกลุ่มในการพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์ และแบบประเมินความฉลาดทางอารมณ์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้คะแนนเฉลี่ย ความเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที t (t-test in Dependent) ผลการศึกษาพบว่า 1. ความฉลาดทางอารมณ์ของนักเรียนก่อนการใช้ชุดกิจกรรมกลุ่มในการพัฒนา ความ ฉลาดทางอารมณ์ พบว่า ความฉลาดทางอารมณ์ด้านดี ด้านเก่ง และด้านสุข โดยรวมอยู่ในระดับค่อนข้างไม่ดี เมื่อพิจารณารายด้านย่อย พบว่า ด้านการควบคุมอารมณ์ตนเอง ด้านรู้จักเห็นใจผู้อื่น ด้านมีความรับผิดชอบต่อส่วนรวม ด้านการมีแรงจูงใจ ด้านมีสัมพันธภาพที่ดีกับผู้อื่น ด้านการพอใจในชีวิต และด้านมีความสุขสงบทางใจ อยู่ในระดับค่อนข้างไม่ดี ส่วนด้านสามารถตัดสินใจและแก้ปัญหาและด้านมีความภาคภูมิใจในตนเอง พบว่า อยู่ในระดับไม่ดี และเมื่อพิจารณารายข้อ พบว่า ส่วนใหญ่อยู่ในระดับค่อนข้างไม่ดี และความฉลาดทางอารมณ์ของนักเรียนหลังจากการใช้ ชุด กิจกรรมกลุ่มในการพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์ พบว่า ความฉลาดทางอารมณ์ด้านดี ด้านเก่ง และด้านสุข โดยรวมอยู่ในระดับดี เมื่อพิจารณารายด้านย่อย พบว่า ด้านการควบคุมอารมณ์ตนเอง ด้านรู้จักเห็นใจผู้อื่น ด้านมีความรับผิดชอบต่อส่วนรวม ด้านการมีแรงจูงใจ ด้านสามารถตัดสินใจและแก้ปัญหา ด้านมีสัมพันธภาพที่ดีกับผู้อื่น ด้านมีความภาคภูมิใจในตนเอง ด้านการพอใจในชีวิต และด้านมีความสุขสงบทางใจ พบว่า อยู่ในระดับดีทุกด้าน และเมื่อพิจารณารายข้อ พบว่า อยู่ในระดับดีทุกข้อ 2. การ เปรียบเทียบความฉลาดทางอารมณ์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ปีการศึกษา 2552 โรงเรียนสมเด็จพระปิยมหาราชรมณียเขต อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี จำนวน 39 คน ก่อนและหลังการใช้ชุดกิจกรรมกลุ่มในการพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์ พบว่า ความฉลาด ทางอารมณ์ของนักเรียน หลังการใช้ชุดกิจกรรมกลุ่มในการพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์สูงกว่าก่อนการใช้ชุด กิจกรรมกลุ่มในการพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ทั้งด้านดี ด้านเก่ง และด้านสุข
การพัฒนาแบบฝึกทักษะพื้นฐานกีฬาเซปักตะกร้อ กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา (วิชาพลศึกษา) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5
[ โดย kruinfo ชม 1,534 ]
การศึกษาในครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาแบบฝึกทักษะพื้นฐานกีฬาเซปักตะกร้อ กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา (วิชาพลศึกษา) ชั้นประถม ศึกษาปีที่ 5 เพื่อศึกษาผลการเปลี่ยนแปลงความรู้พื้นฐานกีฬาเซปักตะกร้อและทักษะพื้นฐานกีฬาเซปักตะกร้อ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 และเพื่อเปรียบเทียบทักษะพื้นฐานกีฬาเซปักตะกร้อของนักเรียนหลังการฝึกทักษะด้วยแบบฝึกทักษะพื้นฐานกีฬาเซปักตะกร้อที่สร้างขึ้นกับเกณฑ์ปกติ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านตาเกา อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2551 จำนวน 20 คน ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ผู้ศึกษาได้แบ่งการจัดเก็บข้อมูลออกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนที่ 1 เป็นการจัดเก็บข้อมูลความรู้พื้นฐานกีฬาเซปักตะกร้อ โดยดำเนินการทดสอบความรู้พื้นฐานก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะพื้นฐานกีฬาเซปักตะกร้อ ส่วนที่ 2 เป็นการทดสอบทักษะพื้นฐานกีฬาตะกร้อโดยได้ดำเนินการทดสอบทักษะก่อนการฝึกและหลังการฝึกทักษะด้วยแบบฝึกทักษะพื้นฐานกีฬาเซปักตะกร้อที่ผู้ศึกษาสร้างขึ้น เป็นเวลา 17 ชั่วโมง เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาประกอบด้วย แบบฝึกทักษะพื้นฐานกีฬาเซปักตะกร้อ กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา (วิชาพลศึกษา) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 แบบทดสอบความรู้พื้นฐานกีฬาเซปักตะกร้อ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 และแบบทดสอบทักษะพื้นฐานกีฬาเซปักตะกร้อ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบค่าที (t-test) สรุปผลการศึกษาได้ดังนี้ 1. แบบฝึกทักษะพื้นฐานกีฬาเซปักตะกร้อ กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา (วิชาพลศึกษา) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่สร้างขึ้น มีประสิทธิภาพเท่ากับ 84.89/83.33 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดไว้ 2. ความรู้พื้นฐานกีฬาเซปักตะกร้อของนักเรียนก่อนและหลังเรียนด้วยแบบฝึกทักษะพื้นฐานกีฬาเซปักตะกร้อ กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา (วิชาพลศึกษา) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 พบว่า มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน 3. ทักษะพื้นฐานกีฬาเซปักตะกร้อของนักเรียนก่อนการฝึกและหลังการฝึกด้วยแบบฝึกทักษะพื้นฐานกีฬาเซปักตะกร้อ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่สร้างขึ้นทั้ง 6 ทักษะ ได้แก่ ทักษะการเดาะตะกร้อด้วยข้างเท้าด้านใน (ลูกแป) ทักษะการเล่นลูกหลังเท้า ทักษะการเสิร์ฟตะกร้อทักษะการตั้งตะกร้อ (การชง) ทักษะการเล่นลูกเข่า และทักษะการเล่นตะกร้อด้วยศีรษะ พบว่า มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยค่าเฉลี่ยหลังการฝึกสูงกว่าค่าเฉลี่ยก่อนการฝึกทุกทักษะ 4. ทักษะพื้นฐานกีฬาเซปักตะกร้อของนักเรียนหลังการฝึกทักษะด้วยแบบฝึกทักษะพื้นฐานกีฬาเซปักตะกร้อ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่สร้างขึ้น มีคะแนนเฉลี่ยสูงกว่าเกณฑ์ปกติของโรงเรียนในระดับดีมากทุกทักษะ แสดงว่า นักเรียนที่ได้รับการฝึกทักษะด้วยแบบฝึกทักษะพื้นฐานกีฬาเซปักตะกร้อ กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา (วิชาพลศึกษา) ชั้นประถม ศึกษาปีที่ 5 ที่สร้างขึ้น มีความสามารถอยู่ในระดับดีมาก
รายงานผลการให้เอกสารประกอบการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้ สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 เรื่อง การไหว้ครูมวยไทย
[ โดย kruinfo ชม 244 ]
บทคัดย่อ การศึกษาค้นคว้าครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาเอกสารประกอบการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 ) ศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนและหลังการใช้เอกสารประกอบการเรียน เรื่อง การไหว้ครูมวยไทย 3) ศึกษา ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่มีต่อเอกสารประกอบการเรียน เรื่อง การไหว้ครูมวยไทย ประชากรที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้า คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ของโรงเรียนวัดจันทาราม สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาปทุมธานี เขต 1 จำนวน 15 คน ที่กำลังศึกษา ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2551 เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลมี 3 ชนิด ได้แก่ 1) เอกสารประกอบการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนแบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ 3) แบบ สอบถามความพึงพอใจของนักเรียนขั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่มีต่อเอกสารประกอบการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา เรื่อง การไหว้ครูมวยไทย เป็นแบบประมาณค่า (Ratting Scales) 5 ระดับ จำนวน 10 ข้อ ผลการศึกษาค้นคว้า พบว่า 1. ประสิทธิภาพ ของเอกสารประกอบการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 เรื่อง การไหว้มวยไทย ที่ผู้รายงานสร้างขึ้นมีประสิทธิภาพ E1 / E2 เท่ากับ 88.59 / 89.46 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนไว้ คือ 80 / 80 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3. นักเรียนมีความพึงพอใจต่อเอกสารประกอบการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โดยเฉลี่ยอยู่ในระดับมากที่สุด
หนังสืออ่านเพิ่มเติม ชุดสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5
[ โดย kruinfo ชม 404 ]
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อหาประสิทธิภาพ และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของหนังสืออ่านเพิ่มเติม ชุดสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนวัดขี้เหล็ก กลุ่มประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนวัดขี้เหล็ก อำเภอเมือง จังหวัดลำพูน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาลำพูน เขต 1 จำนวน 31 คน แบ่งเป็นนักเรียนชาย 17 คน และนักเรียนหญิง 14 คน สถิติที่ใช้การวิเคราะห์ข้อมูล ใช้ค่าเฉลี่ยร้อยละ ของคะแนนทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน และคะแนนการทำกิจกรรมหาประสิทธิภาพของหนังสืออ่านเพิ่มเติมชุดสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค โดยกำหนดมาตรฐานระดับ 80/80 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ t
การพัฒนาการเรียนรู้เรื่อง “ยาเสพติด”โดยใช้สื่อประสม กลุ่มสาระการเรียนรู้ สุขศึกษาและพลศึกษา ของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านหนองปลาคูณ จังหวัดศรีสะเกษ
[ โดย kruinfo ชม 294 ]
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียน เรื่อง “ยาเสพติด” โดยใช้สื่อประสม กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านหนองปลาคูณ จังหวัดศรีสะเกษ (2) เพื่อพัฒนาสื่อประสม เรื่อง “ยาเสพติด” กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5โรงเรียนบ้านหนองปลาคูณ จังหวัดศรีสะเกษ ที่มีประสิทธิภาพ ตามเกณฑ์ 80 / 80 (3) เพื่อศึกษาความ พึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน เรื่อง “ยาเสพติด” โดยใช้สื่อประสม กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5โรงเรียนบ้านหนองปลาคูณ จังหวัดศรีสะเกษ (4) เพื่อศึกษาการมีวินัยใน การเรียนเรื่อง “ยาเสพติด” กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านหนองปลาคูณ จังหวัดศรีสะเกษ ภายหลังการเรียนโดยใช้สื่อประสม กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ปีการศึกษา 2551โรงเรียนบ้านหนองปลาคูณ จังหวัดศรีสะเกษ จำนวน 21 คนแยกเป็นนักเรียนชาย 12 คน นักเรียนหญิง 9 คน ซึ่งได้มาโดยการสุ่มแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้วิชา สุขศึกษา สื่อประสมเรื่อง “ยาเสพติด” ประกอบด้วย ใบความรู้ ใบกิจกรรม ใบงาน แผนภูมิ แผนภาพ เกม บัตรคำ เทปเพลง บทบาทสมมติ และของจริง แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนซึ่งมีค่าความยาก (p) ระหว่าง .44 - .70 ค่าอำนาจจำแนก(r) .45 - .60 และมีค่าความเชื่อถือได้ทั้งฉบับ.89 แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยใช้สื่อประสม เรื่อง “ยาเสพติด” ซึ่งมีค่าอำนาจจำแนกระหว่าง .36 ถึง.68 ค่าความเชื่อถือได้ทั้งฉบับเท่ากับ.95 และแบบประเมินการมีวินัยในการเรียนเรื่อง “ยาเสพติด” สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ สถิติพื้นฐาน ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานค่าประสิทธิภาพ (E1 / E2) ค่าดัชนีประสิทธิผล (E.I.) และการทดสอบที t –test (Paired – Samples T Test) ผลการวิจัยพบว่า ผลการวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้เรื่อง “ยาเสพติด”โดยใช้สื่อประสม กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5โรงเรียนบ้านหนองปลาคูณ จังหวัดศรีสะเกษ โดยมีผลการวิจัยดังนี้ 1. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน เรื่อง “ยาเสพติด”โดยใช้สื่อประสม กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนและมีคะแนนเฉลี่ยแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 2. ประสิทธิภาพของสื่อประสม เรื่อง “ยาเสพติด” กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา มีประสิทธิภาพเท่ากับ 86.88 / 85.47 และค่าดัชนีประสิทธิผลของสื่อประสม เรื่อง “ยาเสพติด” กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา มีค่าเท่ากับ .7024 แสดงว่าหลังการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยใช้ สื่อประสม เรื่อง “ยาเสพติด” กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษาของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ส่งผลให้นักเรียนมีความรู้เพิ่มขึ้นร้อยละ 70.24 3. ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยใช้สื่อประสม เรื่อง “ยาเสพติด” กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านหนองปลาคูณ จังหวัดศรีสะเกษ อยู่ในระดับมาก 4. การมีวินัยในการเรียน เรื่อง “ยาเสพติด” กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษาของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านหนองปลาคูณ จังหวัดศรีสะเกษ อยู่ในระดับดีมาก
การใช้ชุดการสอนเพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและ พลศึกษา วิชาสุขศึกษา รหัสวิชา พ 22101 ช่วงชั้นที่ 2 ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 เรื่อง การเจริญเติบโตของมนุษย์
[ โดย kruinfo ชม 373 ]
การศึกษาในครั้งนี้ ผู้รายงานมีจุดมุ่งหมายเพื่อสร้างชุดการสอนเพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา วิชา สุขศึกษา รหัสวิชา พ22101 ช่วงชั้นที่ 2 ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 เรื่อง การเจริญเติบโตของมนุษย์ ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2550 โรงเรียนบ้านหน้าทอง อำเภอระโนด จังหวัดสงขลา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสงขลา เขต 1 จำนวน 30 คน เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วยชุดการสอนแบบศูนย์การเรียน เรื่อง “การเจริญเติบโตของชีวิต” จำนวน 7 ชุด ประกอบด้วย ชุดที่ 1 ระบบผิวหนัง ชุดที่ 2 ระบบกระดูกและกล้ามเนื้อ ชุดที่ 3 ระบบหายใจ ชุดที่ 4 ระบบย่อยอาหารและระบบขับถ่าย ชุดที่ 5 พัฒนาการวัยแรกรุ่นและวัยรุ่น ชุดที่ 6 ทันตสุขภาพ และชุดที่ 7 ชุดสำรองเกมและกิจกรรมนันทนาการ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา การวิเคราะห์ข้อมูลใช้วิธีหาค่าเฉลี่ย ( ) ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ใช้ค่า ใช้ค่า E1 และ E2 หาค่าประสิทธิภาพเครื่องมือ และเปรียบเทียบความแตกต่างด้วยค่า “ที” ( t-test ) พบว่าได้ผลดังนี้ 1. ชุดการสอนในเรื่อง”รูปแบบการฝึกทักษะพื้นฐานกรีฑาประเภทลู่” ที่สร้างขึ้น มีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 คือ 90.5 และ 81.14 2. เมื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ของนักเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน พบว่าหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ 0.01
การพัฒนาบทเรียนสำเร็จรูป กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา เรื่อง การสร้างเสริมสุขภาพ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนน้ำยืน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุบลราช
[ โดย kruinfo ชม 287 ]
บทคัดย่อ การพัฒนาบทเรียนสำเร็จรูป กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา เรื่อง การสร้างเสริมสุขภาพ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีวัตถุประสงค์เพื่อ พัฒนาบทเรียนสำเร็จรูป กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา เรื่องการสร้างเสริมสุขภาพ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 และหาประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่ใช้บทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง การสร้างเสริมสุขภาพ ระหว่างก่อนเรียน (Pre-test) และหลังเรียน (Post-test) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียน ที่มีต่อบทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง การสร้างเสริมสุขภาพ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้ง เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3/1 โรงเรียนน้ำยืน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา เขต 5 จำนวน 27 คน ได้มาโดยวิธีสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 12 แผน บทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง การสร้างเสริมสุขภาพ จำนวน 12 ชุด แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบสอบวัดความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนด้วยบทเรียนสำเร็จรูป สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การวิเคราะห์หาประสิทธิภาพของบทเรียนสำเร็จรูปตามเกณฑ์ 80/80 โดยใช้สูตร E1/E2 ทดสอบความแตกต่างของคะแนนวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนด้วยบทเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน โดยใช้สถิติแบบ t-test และการวิเคราะห์ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อบทเรียนสำเร็จรูป โดยการหาค่าคะแนนเฉลี่ย ( ) และค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และระดับความพึงพอใจ สรุปผลการศึกษาได้ ดังนี้ 1. ประสิทธิภาพของบทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง การสร้างเสริมสุขภาพ มีประสิทธิภาพของกระบวนการ (E1) ร้อยละ 84.14 และประสิทธิภาพด้านผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน (E2) ร้อยละ85.56 แสดงว่ามีประสิทธิภาพ 84.14 / 85.56 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ คือ 80 / 80 3. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่ใช้บทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง การสร้างเสริมสุขภาพ ระหว่างก่อนเรียน (Pretest) และหลังเรียน (Posttest) แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ.05 โดยค่าเฉลี่ยของคะแนนหลังการทดลองใช้บทเรียนสำเร็จรูปสูงกว่าค่าเฉลี่ยของคะแนนก่อนทดลองใช้บทเรียนสำเร็จรูป 3. ความ พึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่มีต่อบทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง การสร้างเสริมสุขภาพ โดยรวมอยู่ในระดับมาก และข้อที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ เรียนด้วยตนเองอย่างมีความสุข

ยอดนิยม