เผยแพร่ผลงานครู » สุขศึกษาและพละศึกษา

เลือกห้อง >>

สุขศึกษาและพละศึกษา

รายงานผลการพัฒนาการเรียนรู้โดยใช้หนังสืออ่านเพิ่มเติม เรื่องความปลอดภัยในชีวิต ( รายวิชาสุขศึกษา ) กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3
[ โดย kruinfo ชม 180 ]
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของหนังสืออ่านเพิ่มเติม เรื่องความปลอดภัยในชีวิต เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้หนังสืออ่านเพิ่มเติม เรื่องความปลอดภัยในชีวิต และเพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่มีต่อการเรียนโดยใช้หนังสืออ่านเพิ่มเติม เรื่องความปลอดภัยในชีวิต ประชากรที่ใช้ในการศึกษา นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านยางหลวง ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2551 จำนวน 17 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา คือ แผนการจัดการเรียนรู้ หนังสืออ่านเพิ่มเติมเรื่องความปลอดภัยในชีวิต จำนวน 9 เล่ม แบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน แบบสอบถามความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ สถิติค่าร้อยละ สถิติค่าที ( t-test ) ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าความยากง่าย ค่าอำนาจจำแนก ค่าความเชื่อมั่น ค่าดัชนีความสอดคล้อง ผลการวิจัยพบว่าหนังสืออ่านเพิ่มเติม เรื่องความปลอดภัยในชีวิต กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 9 เล่ม โดยภาพรวมมีประสิทธิภาพเท่ากับ 83.33/94.24 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดไว้ 80/80 เป็นไปตามสมมุติฐานที่ตั้งไว้ สามารถนำมาเป็นสื่อการเรียนรู้ได้ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนโดยใช้หนังสืออ่านเพิ่มเติม เรื่องความปลอดภัยในชีวิต มีคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 แสดงว่าหนังสืออ่านเพิ่มเติม เรื่องความปลอดภัยในชีวิต จำนวน 9 เล่ม มีคุณภาพสามารถนำไปจัดกิจกรรมการเรียนการสอนได้เป็นอย่างดี ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้หนังสืออ่านเพิ่มเติม เรื่องความปลอดภัยในชีวิต ปรากฏว่าโดยภาพรวมมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด
การสร้างเสริมสมรรถภาพทางกลไกและการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
[ โดย kruinfo ชม 184 ]
บทคัดย่อ การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ดังนี้ 1) เพื่อสร้างและพัฒนาโปรแกรมการสร้างเสริมสมรรถภาพทางกลไก ฝึกแบบสถานีโดยใช้อุปกรณ์มีน้ำหนัก 2) เพื่อสร้างเสริมสมรรถภาพทางกลไก และพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน รายวิชามวยสากล ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 6 โดยใช้โปรแกรมการสร้างเสริมสมรรถภาพทางกลไกฝึกแบบสถานีโดยใช้อุปกรณ์มีน้ำหนัก 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของผู้เรียนต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้โปรแกรมการสร้างเสริมสมรรถภาพทางกลไกฝึกแบบสถานีโดยใช้อุปกรณ์มีน้ำหนัก ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ประชากรที่ใช้ในการศึกษาได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนศึกษาสงเคราะห์จิตต์อารี ในพระอุปถัมภ์ของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ปีการศึกษา 2553 ที่ลงทะเบียนเรียนวิชาเพิ่มเติม รายวิชา มวยสากล (พ 40108) จำนวน 25 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลได้แก่ โปรแกรมการสร้างเสริมสมรรถภาพทางกลไกฝึกแบบสถานีโดยใช้อุปกรณ์มีน้ำหนัก แบบทดสอบ และ แบบประเมิน สถิติที่ใช้ได้แก่ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการศึกษาพบว่า 1. ผลการสร้าง โปรแกรมการสร้างเสริมสมรรถภาพทางกลไกแบบสถานี โดยใช้อุปกรณ์ มีน้ำหนักฝึก ประกอบด้วย 10 สถานี สถานีที่ 1 ชื่อท่าพับแขนดันขึ้นฟ้า (ดัมเบล 1) สถานีที่ 2 ชื่อท่าพับแขนไว้ที่อก (ดัมเบล 2) สถานีที่ 3 ชื่อท่านอนยกแขนข้ามศีรษะ (ดัมเบล 3 ) สถานีที่ 4 ชื่อท่าตาราง 3 ช่อง (ดัมเบล 4) สถานีที่ 5ชื่อท่าดันแขนขึ้นฟ้า (บาร์เบล 1) สถานีที่ 6 ชื่อท่าพับแขนไว้ที่อก (บาร์เบล 2) สถานีที่ 7 ชื่อท่าดันแขนไปข้างหน้า (บาร์เบล 3) สถานีที่ 8 ชื่อท่าส่งลูก 2 มือระดับอก (เมดิซิลบอล 1) สถานีที่ 9 ชื่อท่า ส่งลูก 2 มือเหนือศีรษะ (เมดิซิลบอล 2) สถานีที่ 10 ชื่อท่าส่งลูกมือเดียวเหนือไหล่ (เมดิซิลบอล 3 ) 2. ผลการสร้างเสริมสมรรถภาพทางกลไกพบว่าคะแนนเฉลี่ยหลังฝึกสูงกว่าก่อนฝึก 3. ผลการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ พบว่าคะแนนเฉลี่ยในการทดสอบ มีค่าคะแนนเฉลี่ยหลังฝึกสูง กว่าก่อนฝึก 4. ความพึงพอใจของนักเรียน ต่อการเรียนรู้โดยโปรแกรมการเสริมสร้างสมรรถภาพทางกลไกฝึกแบบสถานีโดยใช้อุปกรณ์มีน้ำหนัก โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด
รายงานพัฒนาการความสามารถด้านการใช้กล้ามเนื้อใหญ่โดยการใช้เกมการละเล่นพื้นบ้านไทย ชั้นอนุบาลปีที่ 1
[ โดย kruinfo ชม 715 ]
บทคัดย่อ ชื่อเรื่อง รายงานพัฒนาการความสามารถด้านการใช้กล้ามเนื้อใหญ่โดยการใช้เกมการละเล่น พื้นบ้านไทย ชั้นอนุบาลปีที่ 1 ผู้รายงาน นางบุญรักษ์ ดิษริยะกุล ปีที่รายงาน 2552 การพัฒนาความสามารถด้านการใช้กล้ามเนื้อใหญ่จากการจัดประสบการณ์กิจกรรมกลางแจ้งโดยการใช้เกมการละเล่นพื้นบ้านไทย ครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อการศึกษาพัฒนาความสามารถด้านการใช้กล้ามเนื้อใหญ่ของเด็กอนุบาลปีที่ 1 โรงเรียนบ้านห้วยหิน อำเภอสนามชัยเขต จังหวัดฉะเชิงเทรา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาฉะเชิงเทราเขต 2 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2552 จำนวน 25 คน หลังการเรียนสูงกว่าก่อนเรียนโดยใช้กิจกรรมการละเล่นพื้นบ้านไทย จำนวน 20 กิจกรรม วิธีการดำเนินงานศึกษาค้นคว้า มี 2 ขั้นตอนดังนี้ ตอนที่ 1 การสร้างและหาคุณภาพแบบประเมินพัฒนาการด้านร่างกาย ด้านความสามารถการใช้กล้ามเนื้อใหญ่ และคู่มือการจัดกิจกรรมเกมการละเล่น 1. สร้างคู่มือการจัดกิจกรรมการละเล่นที่พัฒนาด้านการใช้กล้ามเนื้อใหญ่ 2. จัดทำแผนการจัดประสบการณ์กิจกรรมกลางแจ้งเกมการละเล่นพื้นบ้านไทย 3. สร้างแบบประเมินพัฒนาการด้านร่างกายเพื่อใช้ประเมิน ก่อน-หลังการจัดกิจกรรม 4. นำไปให้ผู้ทรงคุณวุฒิตรวจสอบ 5. นำไปปรับปรุงตามข้อเสนอแนะและนำไปจัดพิมพ์เป็นรูปเล่ม ตอนที่ 2 การทดลองใช้เกมการละเล่นพื้นบ้านไทย เพื่อพัฒนา ความสามารถด้านการใช้กล้ามเนื้อใหญ่ดั้งนี้ 1. ก่อนใช้กิจกรรมการละเล่นแต่ละเรื่อง ครูจะประเมินพัฒนาการด้านร่างกายและด้านความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อใหญ่ ของเด็กก่อนทั้ง 20 กิจกรรม และให้เด็กใช้กิจกกรมการละเล่นตามขั้นตอนตามคู่มือ และประเมินการพัฒนาด้านร่างกายทักษะการใช้กล้ามเนื้อใหญ่ หลังจากที่ใช้เกมการละเล่นแต่ละกิจกรรม 2. หลังจากใช้เกมการละเล่น ให้เด็กและครูช่วยกันฝึกกิจกรรมที่มีเด็กบางคนยังทำไม่คล่อง เพื่อให้เด็กได้ทราบผลและแก้ไขข้อบกพร่องในการใช้กล้ามเนื้อใหญ่ และนำผลการประเมินก่อนและหลังการใช้เกมละเล่น นำมาเปรียบเทียบวิเคราะห์ข้อมูลต่อไป เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้า ได้แก่ แบบประเมินพัฒนาการด้านการใช้กล้ามเนื้อใหญ่ ก่อนและหลังใช้เกมการละเล่นพื้นบ้านไทย คู่มือการจัดกิจกรรมการละเล่นพื้นบ้านไทย จำนวน 20 กิจกรรม แผนการจัดประสบการณ์ใช้ประกอบการจัดกิจกรรมกลางแจ้งเกมการละเล่นพื้นบ้านไทย จำนวน 60 แผน สรุปผลการศึกษาความสามารถด้านการใช้กล้ามเนื้อใหญ่ของเด็ก ชั้นอนุบาลปีที่ 1 โรงเรียนบ้านห้วยหิน อำเภอสนามชัยเขต จังหวัดฉะเชิงเทรา สำนักงานเขตพื้นที่การประถมศึกษาฉะเชิงเทราเขต 2 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2552 จำนวน 25 คน ก่อนและหลังใช้เกมการละเล่นพื้นบ้านไทยนำคะแนนก่อนและหลังเกมการละเล่นพื้นบ้านไทย พบว่าคะแนนหลังการใช้เกมการละเล่นพื้นบ้านไทยทั้ง 20 กิจกรรม เพื่อพัฒนาความสามารถด้านการใช้กล้ามเนื้อใหญ่ ของเด็กชั้นอนุบาลปีที่ 1 โรงเรียนบ้านห้วยหิน สูงกว่าก่อนการใช้เกมการละเล่นพื้นบ้านไทยดังนี้ คะแนนก่อนเรียน 1086.86 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 54.34 คะแนนระหว่างเรียน 1720 คะแนนคิดเป็นร้อยละ 86.00 คะแนนหลังเรียน 1893.34 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 94.67คะแนนพัฒนา804.48คะแนนคิดเป็นร้อยละ 40.32 จากการศึกษาค้นคว้า แสดงว่าการจัดกิจกรรมเกมการละเล่นพื้นบ้านไทยที่ฝึกทักษะการใช้กล้ามเนื้อใหญ่ช่วยให้เด็กมีพัฒนาการทักษะด้านร่างกาย ด้านอารมณ์
การศึกษาสภาพการดำเนินงานลูกเสือภายในสถานศึกษา ของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเชียงใหม่ เขต 6
[ โดย kruinfo ชม 117 ]
บทคัดย่อ การศึกษาในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพของการดำเนินงานลูกเสือภายในสถานศึกษา ของสถานศึกษา และเพื่อรับทราบผลการดำเนินงาน ปัญหา ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการดำเนินงานลูกเสือในสถานศึกษา ประชากรที่ใช้การศึกษาครั้งนี้ คือผู้บริหารสถานศึกษาจากทุกโรงเรียนในสังกัด จำนวน 97 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา คือแบบสอบถามสภาพการดำเนินงานลูกเสือภายในสถานศึกษา และแบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหา ค่าเฉลี่ย (µ) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน () และนำเสนอข้อมูลในรูปตารางประกอบการบรรยาย ผลการศึกษา พบว่า สถานศึกษาที่เปิดทำการสอนกิจกรรมลูกเสือในสถานศึกษา จำนวน 96 แห่ง มีเพียง 1 แห่งที่ยังไม่ดำเนินการแต่จะเริ่มดำเนินการในปีการศึกษา 2554 ส่วนผล การดำเนินงานลูกเสือภายในสถานศึกษา ทั้ง 4 องค์ประกอบ คือ องค์ประกอบที่ 1 ด้านลูกเสือ องค์ประกอบที่ 2 ด้านผู้บริหาร องค์ประกอบที่ 3 ด้านผู้กำกับลูกเสือ และองค์ประกอบที่ 4 ด้านการจัดมวลกิจกรรมลูกเสือ และทุกตัวบ่งชี้ในแต่ละองค์ประกอบ มีผลการดำเนินงานโดยรวมอยู่ในระดับดีมาก และเมื่อพิจารณาผลการศึกษาเป็นรายข้อของตัวบ่งชี้ พบว่า มีผลการดำเนินงานที่นำไปสู่การปฏิบัติอยู่ในระดับดีมากทุกรายการ ส่วนประเด็นปัญหา และข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการดำเนินงานลูกเสือภายในสถานศึกษาพบว่าประเด็นที่เป็นปัญหาเช่นด้านบุคลากร ที่ขาดแคลนบุคลากรที่มีความรู้กิจกรรมลูกเสือโดยเฉพาะในโรงเรียนขนาดเล็กมีครูไม่ครบชั้น นอกจากนี้ควรการจัดอบรมให้กับบุคลากรทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับงานด้านกิจการลูกเสือเพิ่มขึ้น หรือการให้ความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องในการจัดกิจกรรมลูกเสือ ด้านงบประมาณที่ขาดแคลน วัสดุอุปกรณ์ไม่เพียงพอกับผู้เรียน ด้านหลักสูตรและจัดกระบวนการการจัดการเรียนรู้ พบว่ายังขาดหลักสูตรการจัดกิจกรรมการเรียนรู้กิจกรรมลูกเสือที่ได้มาตรฐานในสถานศึกษา นอกจากนี้ยังพบว่าสถานศึกษามีกิจกรรมที่ดำเนินการได้ดี ซึ่งเป็นผลมาจากการจัดกิจกรรมเกี่ยวกับกระบวนการลูกเสือในสถานศึกษา ทั้ง 4 องค์ประกอบ
การศึกษาสภาพการดำเนินงานลูกเสือภายในสถานศึกษา ของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเชียงใหม่ เขต 6
[ โดย kruinfo ชม 126 ]
บทคัดย่อ การศึกษาในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพของการดำเนินงานลูกเสือภายในสถานศึกษา ของสถานศึกษา และเพื่อรับทราบผลการดำเนินงาน ปัญหา ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการดำเนินงานลูกเสือในสถานศึกษา ประชากรที่ใช้การศึกษาครั้งนี้ คือผู้บริหารสถานศึกษาจากทุกโรงเรียนในสังกัด จำนวน 97 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา คือแบบสอบถามสภาพการดำเนินงานลูกเสือภายในสถานศึกษา และแบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหา ค่าเฉลี่ย (µ) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน () และนำเสนอข้อมูลในรูปตารางประกอบการบรรยาย ผลการศึกษา พบว่า สถานศึกษาที่เปิดทำการสอนกิจกรรมลูกเสือในสถานศึกษา จำนวน 96 แห่ง มีเพียง 1 แห่งที่ยังไม่ดำเนินการแต่จะเริ่มดำเนินการในปีการศึกษา 2554 ส่วนผล การดำเนินงานลูกเสือภายในสถานศึกษา ทั้ง 4 องค์ประกอบ คือ องค์ประกอบที่ 1 ด้านลูกเสือ องค์ประกอบที่ 2 ด้านผู้บริหาร องค์ประกอบที่ 3 ด้านผู้กำกับลูกเสือ และองค์ประกอบที่ 4 ด้านการจัดมวลกิจกรรมลูกเสือ และทุกตัวบ่งชี้ในแต่ละองค์ประกอบ มีผลการดำเนินงานโดยรวมอยู่ในระดับดีมาก และเมื่อพิจารณาผลการศึกษาเป็นรายข้อของตัวบ่งชี้ พบว่า มีผลการดำเนินงานที่นำไปสู่การปฏิบัติอยู่ในระดับดีมากทุกรายการ ส่วนประเด็นปัญหา และข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการดำเนินงานลูกเสือภายในสถานศึกษาพบว่าประเด็นที่เป็นปัญหาเช่นด้านบุคลากร ที่ขาดแคลนบุคลากรที่มีความรู้กิจกรรมลูกเสือโดยเฉพาะในโรงเรียนขนาดเล็กมีครูไม่ครบชั้น นอกจากนี้ควรการจัดอบรมให้กับบุคลากรทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับงานด้านกิจการลูกเสือเพิ่มขึ้น หรือการให้ความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องในการจัดกิจกรรมลูกเสือ ด้านงบประมาณที่ขาดแคลน วัสดุอุปกรณ์ไม่เพียงพอกับผู้เรียน ด้านหลักสูตรและจัดกระบวนการการจัดการเรียนรู้ พบว่ายังขาดหลักสูตรการจัดกิจกรรมการเรียนรู้กิจกรรมลูกเสือที่ได้มาตรฐานในสถานศึกษา นอกจากนี้ยังพบว่าสถานศึกษามีกิจกรรมที่ดำเนินการได้ดี ซึ่งเป็นผลมาจากการจัดกิจกรรมเกี่ยวกับกระบวนการลูกเสือในสถานศึกษา ทั้ง 4 องค์ประกอบ
การศึกษาสภาพการดำเนินงานลูกเสือภายในสถานศึกษา ของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเชียงใหม่ เขต 6
[ โดย kruinfo ชม 131 ]
บทคัดย่อ การศึกษาในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพของการดำเนินงานลูกเสือภายในสถานศึกษา ของสถานศึกษา และเพื่อรับทราบผลการดำเนินงาน ปัญหา ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการดำเนินงานลูกเสือในสถานศึกษา ประชากรที่ใช้การศึกษาครั้งนี้ คือผู้บริหารสถานศึกษาจากทุกโรงเรียนในสังกัด จำนวน 97 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา คือแบบสอบถามสภาพการดำเนินงานลูกเสือภายในสถานศึกษา และแบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหา ค่าเฉลี่ย (µ) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และนำเสนอข้อมูลในรูปตารางประกอบการบรรยาย ผลการศึกษา พบว่า สถานศึกษาที่เปิดทำการสอนกิจกรรมลูกเสือในสถานศึกษา จำนวน 96 แห่ง มีเพียง 1 แห่งที่ยังไม่ดำเนินการแต่จะเริ่มดำเนินการในปีการศึกษา 2554 ส่วนผล การดำเนินงานลูกเสือภายในสถานศึกษา ทั้ง 4 องค์ประกอบ คือ องค์ประกอบที่ 1 ด้านลูกเสือ องค์ประกอบที่ 2 ด้านผู้บริหาร องค์ประกอบที่ 3 ด้านผู้กำกับลูกเสือ และองค์ประกอบที่ 4 ด้านการจัดมวลกิจกรรมลูกเสือ และทุกตัวบ่งชี้ในแต่ละองค์ประกอบ มีผลการดำเนินงานโดยรวมอยู่ในระดับดีมาก และเมื่อพิจารณาผลการศึกษาเป็นรายข้อของตัวบ่งชี้ พบว่า มีผลการดำเนินงานที่นำไปสู่การปฏิบัติอยู่ในระดับดีมากทุกรายการ ส่วนประเด็นปัญหา และข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการดำเนินงานลูกเสือภายในสถานศึกษาพบว่าประเด็นที่เป็นปัญหาเช่นด้านบุคลากร ที่ขาดแคลนบุคลากรที่มีความรู้กิจกรรมลูกเสือโดยเฉพาะในโรงเรียนขนาดเล็กมีครูไม่ครบชั้น นอกจากนี้ควรการจัดอบรมให้กับบุคลากรทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับงานด้านกิจการลูกเสือเพิ่มขึ้น หรือการให้ความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องในการจัดกิจกรรมลูกเสือ ด้านงบประมาณที่ขาดแคลน วัสดุอุปกรณ์ไม่เพียงพอกับผู้เรียน ด้านหลักสูตรและจัดกระบวนการการจัดการเรียนรู้ พบว่ายังขาดหลักสูตรการจัดกิจกรรมการเรียนรู้กิจกรรมลูกเสือที่ได้มาตรฐานในสถานศึกษา นอกจากนี้ยังพบว่าสถานศึกษามีกิจกรรมที่ดำเนินการได้ดี ซึ่งเป็นผลมาจากการจัดกิจกรรมเกี่ยวกับกระบวนการลูกเสือในสถานศึกษา ทั้ง 4 องค์ประกอบ
รายงานการใช้เอกสารประกอบการสอนวิชาฟุตซอล กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2
[ โดย kruinfo ชม 305 ]
บทคัดย่อ การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนาเอกสารประกอบการสอนที่มีประสิทธิภาพ และเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชาฟุตซอล กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ศึกษาเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ปีการศึกษา 2552 โรงเรียนปลายพระยาวิทยาคม อำเภอปลายพระยา จังหวัดกระบี่ จำนวน 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา คือ 1) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 2) เอกสารประกอบการสอน 3) แผนการจัดการเรียนรู้ และ 4) แบบสอบถามความพึงพอใจของผู้เรียนเกี่ยวกับเอกสารประกอบการสอน การวิเคราะห์ข้อมูลใช้โปรแกรมสำเร็จรูป SPSS for Windows Version 11.0 เพื่อหา ค่าเฉลี่ย (Mean) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) และค่าร้อยละ (Percentage) ผลการศึกษา สรุปได้ ดังนี้ 1.ได้พัฒนาเอกสารประกอบการสอน ที่มีประสิทธิภาพ 80.78/80.67 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ มาตรฐาน 80/80 และมีค่าดัชนีประสิทธิผล 0.70 สูงกว่า เกณฑ์มาตรฐาน .50 2. นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ผ่านเกณฑ์ที่กำหนด ร้อยละ 80 จำนวน 25 คน คิดเป็น ร้อยละ 33.33 ของนักเรียนทั้งหมด 3. นักเรียนมีความพึงพอใจเกี่ยวกับเอกสารประกอบการสอน ในระดับมาก
รายงานผลการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะพื้นฐานกีฬาวอลเลย์บอลสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านอาพืด ปีการศึกษา 2552
[ โดย kruinfo ชม 137 ]
การศึกษาครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อ (1) เพื่อสร้างและพัฒนาแบบฝึกทักษะพื้นฐานกีฬาวอลเลย์บอล สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านอาพืด ปีการศึกษา 2552 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 (2) เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านทักษะกระบวนการฝึกปฏิบัติของนักเรียนจากการจัดการเรียนรู้ โดยใช้แบบฝึกทักษะพื้นฐานกีฬาวอลเลย์บอล สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 (3) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนจาก การจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะพื้นฐานกีฬาวอลเลย์บอล สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน (4) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะพื้นฐานกีฬาวอลเลย์บอล สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาประกอบด้วย (1) แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะพื้นฐานกีฬาวอลเลย์บอล สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 15 แผน ใช้เวลาสอน 15 ชั่วโมง ไม่รวมเวลาทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน (2) แบบฝึกทักษะพื้นฐานกีฬาวอลเลย์บอล สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น จำนวน 15 แบบฝึก (3) แบบทดสอบประจำแบบฝึกทักษะพื้นฐานกีฬาวอลเลย์บอล จำนวน 150 ข้อ (4) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่อง กีฬาวอลเลย์บอล สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 แบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ (5) แบบสอบถามความพึงพอใจ ของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะพื้นฐานกีฬาวอลเลย์บอล สำหรับนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 15 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการเปรียบเทียบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยโดยใช้ t-test (Dependent) ผลการดำเนินการพบว่า 1. ผลการพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้และแบบฝึกทักษะพื้นฐานกีฬาวอลเลย์บอล สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น มีประสิทธิภาพโดยรวมเฉลี่ย (E1/ E2) เท่ากับ 90.94/89.48 โดยมีแผนการจัดการเรียนรู้และแบบฝึกทักษะพื้นฐานกีฬาวอลเลย์บอลที่มีประสิทธิภาพ กระบวนการสูงสุดคือ แบบฝึกที่ 5 เรื่อง การเล่นลูกสองมือล่างไปด้านหน้า มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 94.32 แบบฝึกทักษะพื้นฐานกีฬาวอลเลย์บอลที่มีประสิทธิภาพกระบวนการต่ำสุด คือ แบบฝึกที่ 9 เรื่อง การเล่นลูกสองมือบนกลับหลัง และแบบฝึกที่ 12 เรื่อง การเสิร์ฟลูกมือบน มีค่าเฉลี่ยเท่ากัน ร้อยละ 88.86 ส่วนค่าประสิทธิภาพผลลัพธ์ (E2) พบว่า มีค่าเฉลี่ยอยู่ระหว่าง 87.27
รายงานผลการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะพื้นฐานกีฬาวอลเลย์บอลสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านอาพืด ปีการศึกษา 2552
[ โดย kruinfo ชม 412 ]
การศึกษาครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อ (1) เพื่อสร้างและพัฒนาแบบฝึกทักษะพื้นฐานกีฬาวอลเลย์บอล สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านอาพืด ปีการศึกษา 2552 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 (2) เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านทักษะกระบวนการฝึกปฏิบัติของนักเรียนจากการจัดการเรียนรู้ โดยใช้แบบฝึกทักษะพื้นฐานกีฬาวอลเลย์บอล สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 (3) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนจาก การจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะพื้นฐานกีฬาวอลเลย์บอล สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน (4) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะพื้นฐานกีฬาวอลเลย์บอล สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาประกอบด้วย (1) แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะพื้นฐานกีฬาวอลเลย์บอล สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 15 แผน ใช้เวลาสอน 15 ชั่วโมง ไม่รวมเวลาทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน (2) แบบฝึกทักษะพื้นฐานกีฬาวอลเลย์บอล สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น จำนวน 15 แบบฝึก (3) แบบทดสอบประจำแบบฝึกทักษะพื้นฐานกีฬาวอลเลย์บอล จำนวน 150 ข้อ (4) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่อง กีฬาวอลเลย์บอล สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 แบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ (5) แบบสอบถามความพึงพอใจ ของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะพื้นฐานกีฬาวอลเลย์บอล สำหรับนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 15 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการเปรียบเทียบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยโดยใช้ t-test (Dependent) ผลการดำเนินการพบว่า 1. ผลการพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้และแบบฝึกทักษะพื้นฐานกีฬาวอลเลย์บอล สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น มีประสิทธิภาพโดยรวมเฉลี่ย (E1/ E2) เท่ากับ 90.94/89.48 โดยมีแผนการจัดการเรียนรู้และแบบฝึกทักษะพื้นฐานกีฬาวอลเลย์บอลที่มีประสิทธิภาพ กระบวนการสูงสุดคือ แบบฝึกที่ 5 เรื่อง การเล่นลูกสองมือล่างไปด้านหน้า มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 94.32 แบบฝึกทักษะพื้นฐานกีฬาวอลเลย์บอลที่มีประสิทธิภาพกระบวนการต่ำสุด คือ แบบฝึกที่ 9 เรื่อง การเล่นลูกสองมือบนกลับหลัง และแบบฝึกที่ 12 เรื่อง การเสิร์ฟลูกมือบน มีค่าเฉลี่ยเท่ากัน ร้อยละ 88.86 ส่วนค่าประสิทธิภาพผลลัพธ์ (E2) พบว่า มีค่าเฉลี่ยอยู่ระหว่าง 87.27
โปรดเลือก ดร.ปกปัก จันทรุกขา
[ โดย kruinfo ชม 183 ]
เพื่อนข้าราชการครูประถมศึกษาที่รักทุกท่าน โปรดเลือก ดร.ปกปัก จันทรุกขา เบอร์ 12 เป็นผู้แทนครูใน ก.ค.ศ. ตัวแทนของพวกเราชาวครูประถมศึกษาทั่วประเทศ นำการแก้ไขหลักเกณฑ์ประเมินความก้าวหน้าของข้าราชการครูจากวิทยฐานะชำนาญการพิเศษ สู่วิทยฐานะเชี่ยวชาญทุกตำแหน่งโดยเร็ว เหมือนครั้งที่เขาเคยทำสำเร็จมาแล้ว คือทำให้ครูมีวิทยฐานะชำนาญการพิเศษทั่วประเทศ ด้วยพลังแห่งความรักสามัคคี ของเพื่อนครู พร้อมใจเลือกตั้งผู้แทนข้าราชการครู ใน ก.ค.ศ. 19 ม.ค.นี้ ครูประถม ฯ เลือกครูประถม ฯ เบอร์ 12 ปกปัก จันทรุกขา ครู คือแสงเทียนแสงธรรม คือผู้นำการพัฒนาบ้านเมือง แสงเทียนแห่งศรัทธา......เพื่อนครู
รายงานการใช้เอกสารประกอบการเรียนการสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้ สุขศึกษาและพลศึกษา (สุขศึกษา) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2
[ โดย kruinfo ชม 232 ]
บทคัดย่อ ชื่อเรื่อง รายงานการใช้เอกสารประกอบการเรียนการสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้ สุขศึกษาและพลศึกษา (สุขศึกษา) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ผู้รายงาน นางหทัยรัตน์ พลอยไป ตำแหน่ง ครูชำนาญการ โรงเรียนวัดทุ่งนาไทย สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุทัยธานี เขต 1 ปีที่ศึกษา 2552 รายงานการใช้เอกสารประกอบการเรียนการสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา (สุขศึกษา) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนวัดทุ่งนาไทย มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพเอกสารประกอบการเรียนการสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา (สุขศึกษา)ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ที่สร้างขึ้นโดยเทียบกับเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ที่เรียนโดยใช้เอกสารประกอบการเรียนการสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา (สุขศึกษา) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 และ 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อเอกสารประกอบการเรียนการสอน กลุ่มสาระ การเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา (สุขศึกษา) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ปีการศึกษา 2552 โรงเรียนวัดทุ่งนาไทย จำนวน 11 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ประกอบด้วย 1) เอกสารประกอบการเรียนการสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา (สุขศึกษา) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 11 เล่ม 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กลุ่มสาระ การเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา (สุขศึกษา) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 เป็นแบบปรนัย 3 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ และ 3) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อเอกสารประกอบการเรียนการสอน กลุ่มสาระ การเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา (สุขศึกษา) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 10 ข้อ ผลการศึกษาพบว่า 1. เอกสารประกอบการเรียนการสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา (สุขศึกษา) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ทั้ง 11 เล่ม มีประสิทธิภาพ 83.10/86.11 สูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ที่ตั้งไว้ 2. คะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้เอกสารประกอบการเรียนการสอน กลุ่มสาระ การเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา (สุขศึกษา) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน โดยมีคะแนนการพัฒนาท่ากับร้อยละ 45.75 3. ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อเอกสารประกอบการเรียนการสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้ สุขศึกษาและพลศึกษา (สุขศึกษา) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ภาพรวมอยู่ในระดับมาก
ผลงาวิชาการ
[ โดย kruinfo ชม 146 ]
ชื่อเรื่อง การพัฒนาความมีวินัยในตนเองโดยใช้ชุดกิจกรรมการละเล่นแบบไทยและ ตอบคำถามปลายเปิด ของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2 โรงเรียนวัดเกษตรนิคม ผู้ศึกษาค้นคว้า นางนงนภัส หลงแก้ว ครูชำนาญการ โรงเรียนวัดเกษตรนิคม ปีที่ศึกษา 2552 บทคัดย่อ การพัฒนาความมีวินัยในตนเองโดยใช้ชุดกิจกรรมการละเล่นแบบไทยและตอบคำถามปลาย เปิด ของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2 โรงเรียนวัดเกษตรนิคม การศึกษาค้นคว้าครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อพัฒนา ชุดกิจกรรมการละเล่นแบบไทยและตอบคำถามปลายเปิดของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2โรงเรียน วัดเกษตรนิคม ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75 และเพื่อเปรียบเทียบความมีวินัยในตนเองของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน โดยผู้ศึกษาได้ดำเนินการสอนด้วยตนเอง ใช้เวลาสอน 21 แผนการจัดประสบการณ์ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าครั้งนี้ เป็น นักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2552โรงเรียนวัดเกษตรนิคม สังกัดเขตพื้นที่การศึกษาพัทลุง เขต 1 จำนวน 21 คนโดยการสุ่มแบบเฉพาะเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ 1. ชุดกิจกรรมการละเล่นแบบไทยและตอบคำถามปลายเปิด ที่ผู้ศึกษาสร้างขึ้น จำนวน 21 การละเล่น 2. แผนการจัดประสบการณ์ประกอบการใช้ชุดกิจกรรมการละเล่นแบบไทยและตอบคำถามปลาย เปิด ที่ผู้ศึกษาสร้างขึ้น จำนวน 21 แผนการจัดประสบการณ์ 3. แบบประเมินความมีวินัยในตนเอง จำนวน 2 ชุด สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เปรียบเทียบความแตกต่างความมีวินัยในตนเองก่อนและหลังเรียน โดยใช้ t-test (Dependent Samples) ผลการศึกษาค้นคว้า ปรากฏผลดังนี้ 1. ชุดกิจกรรมการละเล่นแบบไทยและตอบคำถามปลายเปิด ของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2 มีประสิทธิภาพ 75.28/80.95 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 75/75 ที่ตั้งไว้ 2. ความมีวินัยในตนเองโดยใช้ชุดกิจกรรมการละเล่นแบบไทยและตอบคำถามปลายเปิดของ นักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2พบว่า หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
รายงานผลการใช้เอกสารประกอบการเรียน สาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา
[ โดย kruinfo ชม 144 ]
ชื่อเรื่อง รายงานผลการใช้เอกสารประกอบการเรียน สาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา หน่วยการ เรียนรู้ที่ 3 สุขภาพดีชีวีมีสุข ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ผู้รายงาน นางขวัญยืน ชินพิเศษ หน่วยงาน โรงเรียนบ้านสะพานหิน ปีการศึกษา 2552 บทคัดย่อ การศึกษาผลการใช้เอกสารประกอบการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา หน่วยการเรียนรู้ที่ 3 สุขภาพดีชีวีมีสุข สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีวัตถุประสงค์ เพื่อสร้างและพัฒนาเอกสารประกอบการเรียนให้มีประสิทธิภาพ ตามเกณฑ์กระบวนการ/ผลลัพธ์ 80/80 เพื่อเปรียบเทียบคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ก่อนและหลังเรียนด้วยเอกสารประกอบการเรียน และเพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่เรียนด้วยเอกสารประกอบการเรียน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2552 โรงเรียนบ้านสะพานหิน จังหวัดชัยนาท จำนวน 20 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ประกอบด้วยเอกสารประกอบการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา หน่วยการเรียนรู้ที่ 3 สุขภาพดีชีวีมีสุข ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จำนวน 35 ข้อ และแบบสอบถามความพึงพอใจในการเรียนด้วยเอกสารประกอบการเรียน ดำเนินการทดลองใช้เอกสารประกอบการเรียนในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2552 เป็นระยะเวลา 11 ชั่วโมง วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาประสิทธิภาพ(E1/E2)ของเอกสารประกอบการเรียน เปรียบเทียบความแตกต่างคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนและหลังการได้รับการสอนด้วยเอกสารประกอบ การเรียน ด้วยสถิติทดสอบ t แบบ dependent และหาค่าเฉลี่ยของคะแนนความพึงพอใจ สรุปผลการศึกษาได้ ดังนี้ 1. เอกสารประกอบการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา หน่วยการเรียนรู้ที่ 3สุขภาพดีชีวีมีสุข มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ความสัมพันธ์ ระหว่าง กระบวนการ (E1) และผลลัพธ์ (E2) เท่ากับ 84.36 / 81.14 2. คะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา หน่วยการเรียนรู้ที่ 3 สุขภาพดีชีวีมีสุข มีค่าแตกต่างจากคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียน 3. นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนด้วยเอกสารประกอบการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้ สุขศึกษาและพลศึกษา หน่วยการเรียนรู้ที่ 3 สุขภาพดีชีวีมีสุข อยู่ในระดับมาก
รายงานการพัฒานชุดการสอน รายวิชาพ12101 สุขศึกษาพลศึกษา เรื่องร่างกายของเรา ชั้นประถมศึกษาปีท่ี 2
[ โดย kruinfo ชม 151 ]
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์1)เพื่อพัฒนาชุดการสอนรายวิชา พ12101 สุขศึกษาและพลศึกษา เรื่อง ร่างกายของเรา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 2)เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชา พ12101 สุขศึกษาและพลศึกษา เรื่อง ร่างกายของเรา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ที่เรียนรู้โดยใช้ชุดการสอนก่อนเรียนและหลังเรียน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2553 โรงเรียนบ้านยางวังกางฮุง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 4 จำนวน 19 คน ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาคือ ชุดการสอนรายวิชา พ12101 สุขศึกษาและพลศึกษา เรื่อง ร่างกายของเรา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ผู้ศึกษาสร้างขึ้น แบบทดสอบมีค่าความยากง่ายอยู่ระหว่าง .20 - .80 ค่าอำนาจจำแนกอยู่ระหว่าง .30 - .73 และค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ .72 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่า t ผลการศึกษาพบว่า 1. ชุดการสอนรายวิชา พ12101 สุขศึกษาและพลศึกษา เรื่อง ร่างกายของเรา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ที่ผู้ศึกษาสร้างขึ้นมีประสิทธิภาพ เท่ากับ 85.16/84.04 2. นักเรียนที่เรียนด้วยชุดการสอนรายวิชา พ12101 สุขศึกษาและพลศึกษา เรื่องร่างกายของเรา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังการเรียนสูงกว่าก่อนการเรียน
รายงานผลการใช้บทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง อาหารและผลิตภัณฑ์สุขภาพ
[ โดย kruinfo ชม 276 ]
ชื่อเรื่องที่ศึกษา : รายงานผลการใช้บทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง อาหารและผลิตภัณฑ์สุขภาพ กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนวัดป่าสัก ชื่อผู้ศึกษา : นางสาวจงรักษ์ หลวงอุโมงค์ สถานศึกษา : โรงเรียนวัดป่าสัก สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาลำพูน เขต 1 ปีการศึกษา : ปีการศึกษา 2552 บทคัดย่อ การศึกษารายงานผลการใช้บทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง อาหารและผลิตภัณฑ์สุขภาพ กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนวัดป่าสัก มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของบทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง อาหารและผลิตภัณฑ์สุขภาพชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนวัดป่าสัก กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80 / 80 เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างก่อนและหลังเรียน เรื่อง อาหารและผลิตภัณฑ์สุขภาพ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนวัดป่าสัก กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและ พลศึกษา และเพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนวัดป่าสักที่มีต่อบทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง อาหารและผลิตภัณฑ์สุขภาพ กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2552 โรงเรียนวัดป่าสัก ตำบลบ้านธิ อำเภอบ้านธิ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา จำนวน 10 คน เป็นนักเรียนชาย 5 คน นักเรียนหญิง 5 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลประกอบด้วยบทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง อาหาร และผลิตภัณฑ์สุขภาพ คู่มือการใช้บทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง อาหารและผลิตภัณฑ์สุขภาพ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ มีค่าความยากง่ายรายข้อตั้งแต่ 0.44
การศึกษาผลการดำเนินงานลูกเสือภายในสถานศึกษา ของสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเชียงใหม่ เขต 6
[ โดย kruinfo ชม 244 ]
บทคัดย่อ การศึกษาในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลการดำเนินงานลูกเสือภายในสถานศึกษา ของสถานศึกษา และเพื่อรับทราบผลการดำเนินงาน ปัญหา ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการดำเนินงานลูกเสือในสถานศึกษา ประชากรที่ใช้การศึกษาครั้งนี้ คือผู้บริหารสถานศึกษาจากทุกโรงเรียนในสังกัด จำนวน 97 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา คือแบบสอบถามผลการดำเนินงานลูกเสือภายในสถานศึกษา และแบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าเฉลี่ย ค่าเฉลี่ย (µ) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน () และนำเสนอข้อมูลในรูปตารางประกอบการบรรยาย ผลการศึกษา พบว่า สถานศึกษาที่เปิดทำการสอนกิจกรรมลูกเสือในสถานศึกษา จำนวน 96 แห่ง มีเพียง 1 แห่งที่ยังไม่ดำเนินการแต่จะเริ่มดำเนินการในปีการศึกษา 2554 ส่วนผล การดำเนินงานลูกเสือภายในสถานศึกษา ทั้ง 4 องค์ประกอบ คือ องค์ประกอบที่ 1 ด้านลูกเสือ องค์ประกอบที่ 2 ด้านผู้บริหาร องค์ประกอบที่ 3 ด้านผู้กำกับลูกเสือ และองค์ประกอบที่ 4 ด้านการจัดมวลกิจกรรมลูกเสือ และทุกตัวบ่งชี้ในแต่ละองค์ประกอบ มีผลการดำเนินงานโดยรวมอยู่ในระดับดีมาก และเมื่อพิจารณาผลการศึกษาเป็นรายข้อของตัวบ่งชี้ พบว่า มีผลการดำเนินงานที่นำไปสู่การปฏิบัติอยู่ในระดับดีมากทุกรายการ ส่วนประเด็นปัญหา และข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการดำเนินงานลูกเสือภายในสถานศึกษาพบว่าประเด็นที่เป็นปัญหาเช่นด้านบุคลากร ที่ขาดแคลนบุคลากรที่มีความรู้กิจกรรมลูกเสือโดยเฉพาะในโรงเรียนขนาดเล็กมีครูไม่ครบชั้น นอกจากนี้ควรการจัดอบรมให้กับบุคลากรทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับงานด้านกิจการลูกเสือเพิ่มขึ้น หรือการให้ความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องในการจัดกิจกรรมลูกเสือ ด้านงบประมาณที่ขาดแคลน วัสดุอุปกรณ์ไม่เพียงพอกับผู้เรียน ด้านหลักสูตรและจัดกระบวนการการจัดการเรียนรู้ พบว่ายังขาดหลักสูตรการจัดกิจกรรมการเรียนรู้กิจกรรมลูกเสือที่ได้มาตรฐานในสถานศึกษา นอกจากนี้ยังพบว่าสถานศึกษามีกิจกรรมที่ดำเนินการได้ดี ซึ่งเป็นผลมาจากการจัดกิจกรรมเกี่ยวกับกระบวนการลูกเสือในสถานศึกษา ทั้ง 4 องค์ประกอบ
รายงานการจัดทำและพัฒนาเอกสารประกอบการเรียนเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ เรื่อง ความปลอดภัยในชีวิต กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4
[ โดย kruinfo ชม 234 ]
บทคัดย่อ การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของเอกสาร ประกอบการเรียนให้มีประสิทธิภาพตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด 2) เพื่อเปรียบเทียบผลการเรียนของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านท่าสาป สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา ยะลาเขต 1 ที่เรียนโดยใช้ เอกสารประกอบการเรียน ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน 3) เพื่อศึกษาระดับความพึงพอใจของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 4โรงเรียนบ้านท่าสาป สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา ยะลาเขต 1 ที่มีต่อการจัดการ เรียนรู้โดยใช้เอกสารประกอบการเรียน ประชากรที่ใช้ในการศึกษา คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4/1 โรงเรียนบ้านท่าสาป สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษายะลา เขต 1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2553 จำนวน 15 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาในครั้งนี้ประกอบด้วย 1) เอกสารประกอบการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษาชั้น ประถมศึกษาปีที่ 4 หน่วยการเรียนรู้ที่ 5เรื่องความปลอดภัยในชีวิตจำนวน 3 เล่ม 2) แบบวัดความพึงพอใจของนักเรียน ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้เอกสารประกอบการเรียน เป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน 10 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ การหาดัชนี ประสิทธิผล ผลการศึกษาค้นคว้าพบว่า 1. เอกสารประกอบการเรียนหนว่ ยที่ 5 เรื่อง ความปลอดภัยในชีวิตกลุ่มสาระการเรียนรู้สุข ศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 86.52/86 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนด 80/80 2. ผลการเรียนของกลุ่มตัวย่างหลังการเรียนรู้โดยการใช้เอกสารประกอบการเรียน หน่วยการเรียนรู้ที่ 5 เรื่อง ความปลอดภัยในชีวิต กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 3. ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยการใช้เอกสาร ประกอบการเรียนหน่วยที่ 5 เรื่องความปลอดภัยในชีวิต อยู่ในระดับมากที่สุด โดยสรุปการจัดการเรียนรู้โดยใช้เอกสารประกอบการเรียน ช่วยให้ นักเรียนมีผลการเรียนสูงขึ้น มีพัฒนาการทางการเรียนเพิ่มขึ้น ควรสนับสนุนให้มี การนำไปใช้ในการจัดการเรียนรู้ให้กับนักเรียน จะทำให้นักเรียนมีความสุข สนุกสนานกับการเรียนรู้ และส่งผลให้มี ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนดีขึ้น
รายงานผลการพัฒนากล้ามเนื้อแขนเพื่อความแข็งแรงและความแม่นยำ ในกีฬาบอชชี่สำหรับเด็กที่มีความต้องการด้านการเรียนรู้ช้า ช่วงชั้นที่ 2 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4
[ โดย kruinfo ชม 190 ]
บทคัดย่อ การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลการฝึกกล้ามเนื้อแขนเพื่อความแข็งแรง และความแม่นยำในกีฬาบอชชี่ ศึกษาผลการพัฒนาความแม่นยำของกล้ามแขนในกีฬากีฬาบอชชี่ สำหรับเด็กที่มีความต้องการด้านการเรียนรู้ช้าในโรงเรียนวัดเจ็ดยอด และเพื่อศึกษาความพึงพอใจของเด็กที่มี ความต้องด้านการเรียนรู้ช้า ในโรงเรียนวัดเจ็ดยอด อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ ที่ได้รับการฝึกกล้ามเนื้อแขนความแข็งแรง และความแม่นยำในกีฬาบอชชี่ ซึ่งโปรแกรมการฝึกในใช้กีฬาบอชชี่นี้เป็นกีฬาที่มีลักษณะคล้ายกับการเล่นกีฬาเปตอง เป็นการฝึกพัฒนากล้ามเนื้อให้ค่อย ๆ ปรับตัวรับรู้สภาวะน้ำหนักและค่อย ๆ เพิ่มความแข็งแรงทนทานขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งสามารถปรับน้ำหนักได้มากที่สุด และความสามารถในการโยนลูกบลูให้ใกล้ลูกเป้า หรือลูกเชอร์รี่ให้มากที่สุด โดยศึกษากับกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนที่มีความต้องการด้านการเรียนรู้ช้า ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 - 6 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2552 โรงเรียนวัดเจ็ดยอด จำนวน 3 ห้องเรียน จำนวนนักเรียน 19 คน เป็นเพศชาย 13 คน เพศหญิง 6 คน ได้มาโดยการสุ่มอย่างง่าย โดยใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยการสุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาผลครั้งนี้คือ Hand Grip Dynamometer ทดสอบความแข็งแรงของแขน และทดสอบความแม่นยำโดยการเข้า การวางลูกบอชชี่ ระยะทาง 8.50 เมตร ให้ลูกบลู เข้าใกล้เป้าหมายมากที่สุด ใช้เวลาในการฝึก 6 สัปดาห์ ๆ ละ 3 วัน วิเคราะห์ผลโดยการหาค่าเฉลี่ยของผลการใช้จากเครื่อง Hand Grip Dynamometer และการนับความแม่นยำ ผลการศึกษาพบว่า 1. หลังการฝึกตามโปรแกรม เป็นเวลา 6 สัปดาห์ กลุ่มควบคุมมีความแข็งแรงเพิ่มขึ้นกว่าก่อนการฝึก อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ p < 0.05 2. หลังการฝึกตามโปรแกรมการฝึกความแข็งแรงและการฝึกกล้ามเนื้อแขนเพื่อความแข็งแรงและความแม่นยำในกีฬาบอชชี่ แล้วนักเรียนมีความแข็งแรง (แรงบีบมือ) เพิ่มขึ้น สูงกว่าก่อนการฝึก 3. นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการใช้โปรแกรมการฝึกกล้ามเนื้อแขนเพื่อความแข็งแรง และความแม่นยำในกีฬาบอชชี่ ในระดับมาก
รายงานการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกเสริมประสบการณ์ การคิดอย่างสร้างสรรค์ เรื่อง ความปลอดภัยในชีวิต กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2
[ โดย kruinfo ชม 152 ]
ประวัติ เพียสมนา. 2553. รายงานการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกเสริมประสบการณ์การคิดอย่างสร้างสรรค์ เรื่อง ความปลอดภัยในชีวิต กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนพระธาตุขามแก่นพิทยาลัย สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดขอนแก่น ที่ปรึกษา ดร.สมปอง ชาสิงห์แก้ว นายบัณดิษฐ์ กองจันทา และนายจงศักดิ์ ขามธาตุ บทคัดย่อ การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาประสิทธิภาพ และเพื่อเปรียบเทียบคะแนนผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกเสริมประสบการณ์การคิดอย่างสร้างสรรค์ เรื่อง ความปลอดภัย ในชีวิต กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการศึกษาเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ปีการศึกษา 2553 โรงเรียนพระธาตุขามแก่นพิทยาลัย สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดขอนแก่น จำนวน 23 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ แบบฝึกเสริมทักษะการคิดอย่างสร้างสรรค์ เรื่อง ความปลอดภัยในชีวิต และแบบทดสอบวัดผลการเรียนรู้ จำนวน 40 ข้อ มีค่าความยากรายข้อตั้งแต่ .40 ถึง .67 ค่าอำนาจจำแนกรายข้อตั้งแต่ .20 ถึง .48 และค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ .96 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าเฉลี่ย (Mean) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) ค่าร้อยละ (Percentage) สัมประสิทธิ์การกระจาย (C.V.) และการทดสอบค่าที (t-test) ผลการศึกษาพบว่า 1. แบบฝึกเสริมประสบการณ์การคิดอย่างสร้างสรรค์ เรื่อง ความปลอดภัยในชีวิต กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 83.26/85.98 2. การวัดผลการเรียนรู้ทางการเรียนของนักเรียน โดยใช้แบบทดสอบวัดผลการเรียนรู้ทางการเรียน นักเรียนมีคะแนนผลการเรียนรู้เฉลี่ย 34.39 คะแนน คิดเป็น 85.98 สูงกว่าเกณฑ์ของคะแนนผลการเรียนรู้ที่กำหนดเอาไว้ (80/80) และคะแนนผลการทดสอบการเรียนรู้ก่อนเรียนและหลังเรียนแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
การสร้างและพัฒนาหนังสืออ่านเพิ่มเติม กลุ่มสาระการเรียนรู้ สุขศึกษาและพลศึกษา เรื่อง การสร้างเสริมสุขภาพ สำหรับนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3
[ โดย kruinfo ชม 404 ]
ชื่อเรื่องวิจัย : การสร้างและพัฒนาหนังสืออ่านเพิ่มเติม กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา เรื่อง การสร้างเสริมสุขภาพ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านขะเนก สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุรินทร์ เขต 1 ชื่อผู้วิจัย : นางฉวีวรรณ สมแสง ปีที่ทำการวิจัย : 2551 บทคัดย่อ การวิจัยเรื่องนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลอง มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนาและหาประสิทธิภาพของหนังสืออ่านเพิ่มเติม กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา เรื่อง การสร้างเสริมสุขภาพ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านขะเนก สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุรินทร์ เขต 1 มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80 / 80 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2551 โรงเรียนบ้านขะเนก สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุรินทร์ เขต 1 ก่อนเรียนด้วยหนังสืออ่านเพิ่มเติม กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา เรื่อง การสร้างเสริมสุขภาพ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 กับหลังเรียน และ 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2551 โรงเรียนบ้านขะเนก สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุรินทร์ เขต 1 ที่มีต่อการใช้หนังสืออ่านเพิ่มเติม กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา เรื่อง การสร้างเสริมสุขภาพ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ประชากรและกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการทดลองครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ของโรงเรียนบ้านขะเนก สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุรินทร์ เขต 1 ที่กำลังเรียนอยู่ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2551 จำนวน 15 คน ซึ่งได้มาโดยวิธีเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ 1) หนังสืออ่านเพิ่มเติม กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและ พลศึกษา เรื่อง การสร้างเสริมสุขภาพ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 5 เล่ม 2) แผนการจัดการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา เรื่อง การสร้างเสริมสุขภาพ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่สอดคล้องกับหนังสืออ่านเพิ่มเติมที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น จำนวน 10 แผน 3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน เรื่อง การสร้างเสริมสุขภาพ กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่ผู้วิจัยได้สร้างขึ้น เป็นแบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ และ 4) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการใช้หนังสืออ่านเพิ่มเติม กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา เรื่อง การสร้างเสริมสุขภาพ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 เป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบ ค่าที (t &#8211; test) ผลการวิจัยพบว่า 1. หนังสืออ่านเพิ่มเติม กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา เรื่อง การสร้างเสริมสุขภาพ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นมีค่าประสิทธิภาพเท่ากับ 83.33 / 82.67 2. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านขะเนก สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุรินทร์ เขต 1 ที่เรียนด้วยหนังสืออ่านเพิ่มเติม กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา เรื่อง การสร้างเสริมสุขภาพ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน สูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 3. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านขะเนก สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุรินทร์ เขต 1 มีความพึงพอใจต่อหนังสืออ่านเพิ่มเติม กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา เรื่อง การสร้างเสริมสุขภาพ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก
รายงานการพัฒนาเอกสารประกอบการเรียนวิชาสุขศึกษาและพลศึกษา รหัสวิชา พ32101 (มวยสากลสมัครเล่น) ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนโพธิ์ทอง
[ โดย kruinfo ชม 233 ]
ชาติชาย บุญฉ่ำ. (2552). รายงานการพัฒนาเอกสารประกอบการเรียนวิชาสุขศึกษาและพลศึกษา รหัสวิชา พ32101 (มวยสากลสมัครเล่น) ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนโพธิ์ทอง
การพัฒนาบทเรียนการ์ตูนเอดิเมชัน เรื่อง ทันตสุขภาพ กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2
[ โดย kruinfo ชม 198 ]
บทคัดย่อ ผู้วิจัยพบว่านักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนทวีคามวิทยา ปีการศึกษา 2552 ที่เรียนวิชาสุขศึกษานั้นมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่อง ทันตสุขภาพ อยู่ในระดับต่ำ อาจเนื่องมาจากครู และสื่อการเรียนรู้ที่จัดกิจกรรมไม่น่าสนใจ ไม่มีสื่อการสอน มีเอกสารและเนื้อหาที่เรียนไม่เป็นนามธรรม ทำให้ผู้เรียนไม่เข้าใจเนื้อหาและมีปัญหาในการเรียน และนักเรียนโรงเรียนทวีคามวิทยา มีโรคฟันผุ ร้อยละ 57.3 โดยมีค่าเฉลี่ยฟันผุ อุด ถอน คนละ 1.64 ซี่ จึงพัฒนาบทเรียนการ์ตูนเอดิเมชัน เรื่อง ทันตสุขภาพ กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 เพราะการ์ตูนเอดิเมชันเป็นสื่อการเรียนการสอนหนึ่งที่ผู้วิจัยได้วิเคราะห์แล้ว เป็นที่ดึงดูดความสนใจของผู้เรียนมากที่สุดประเภทหนึ่ง ดังนั้นจุดมุ่งหมายของพัฒนาบทเรียนการ์ตูน เรื่อง ทันตสุขภาพ กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 เพื่อพัฒนาบทเรียนการ์ตูน เรื่อง ทันตสุขภาพ กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ที่มีประสิทธิตามเกณฑ์ 80/80 เพื่อศึกษาดัชนีประสิทธิผลของการจัดกิจกรรมการเรียนเรียนรู้โดยใช้ บทเรียนการ์ตูนเอดิเมชัน เรื่อง ทันตสุขภาพของกลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 และศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ที่มีต่อบทเรียนการ์ตูนเอดิเมชัน เรื่อง ทันตสุขภาพ กลุ่มเป้าหมาย คือนักเรียนโรงเรียนทวีคามวิทยา สำนักงานเขตพื้นการศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์ เขต 1 จำนวน 19 คน ปีการศึกษา 2552 เครื่องมือที่ใช้ทดลองในรายงานการวิจัย คือ บทเรียนการ์ตูนเอดิเมชัน เรื่อง ทันตสุขภาพ จำนวน 5 เรื่อง แบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง ทันตสุขภาพ จำนวน 20 ข้อ มีค่า อำนาจจำแนก( B) 0.28 ถึง 0.78 มีความเชื่อมั่น 0.98 และแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อบทเรียนการ์ตูนเรื่องทันตสุขภาพ กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 1 ฉบับ อำนาจจำแนก 0.21.ถึง 9.19 มีความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.17 ผลการทดลองพบว่า 1. บทเรียนการ์ตูนเอดิเมชัน เรื่อง ทันตสุขภาพ กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 มีประสิทธิเท่ากับ 82.87/80.83 2. ดัชนีประสิทธิผลของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยบทเรียนการ์ตูนเอดิเมชัน เรื่อง ทันตสุขภาพ กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 มีค่าเท่ากับ 0.6973 แสดงว่าผู้เรียนมีความรู้เพิ่มขึ้นร้อยละ 69.73 3. ความพึงพอใจในภาพรวมของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ต่อบทเรียนการ์ตูน เรื่อง ทันตสุขภาพ ( = 3.94) ระดับความพึงพอใจมาก สรุป การพัฒนาบทเรียนการ์ตูนเอดิเมชัน เรื่อง ทันตสุขภาพ กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ช่วยให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ได้เป็นอย่างดี เพราะบทเรียนการ์ตูนเป็นสื่อที่เร้าความสนใจและอ่านเข้าใจง่าย ส่งผลให้บทเรียนการ์ตูนเอดิเมชัน มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล
การพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน วิชากระบี่กระบอง ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2
[ โดย kruinfo ชม 295 ]
บทคัดย่อ การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน วิชากระบี่กระบอง ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 เรื่อง การรำกระบี่กระบอง ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหลังเรียน โดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน วิชากระบี่กระบอง ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 เรื่อง การรำกระบี่กระบอง 3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่มีต่อการเรียนการสอน โดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน วิชากระบี่กระบอง หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 เรื่อง การรำกระบี่กระบอง กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/4 โรงเรียนมัธยมวชิราลงกรณวราราม อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2553 จำนวน 44 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าประกอบด้วย 1) บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน วิชากระบี่-กระบอง ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 เรื่อง การรำกระบี่กระบอง 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน วิชากระบี่กระบอง ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 เรื่อง การรำกระบี่กระบอง จำนวนข้อสอบ 40 ข้อ 3) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่มีต่อการเรียนการสอน โดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน วิชากระบี่กระบอง หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 เรื่อง การรำกระบี่กระบอง จำนวน 10 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่า t การหาประสิทธิภาพ (E1/ E2) ค่าดัชนีความสอดคล้อง
รายงานผลการพัฒนาแผนการจัดประสบการณ์แบบบูรณาการที่เน้นการจัดกิจกรรมเกมเบ็ดเตล็ด เพื่อพัฒนาทักษะทางอารมณ์และสังคม สำหรับเด็กปฐมวัย
[ โดย kruinfo ชม 152 ]
การศึกษาครั้งนี้มีจุดมุ่งหมาย เพื่อพัฒนาแผนการจัดประสบการณ์แบบบูรณาการ ที่เน้นการจัดกิจกรรมเกมเบ็ดเตล็ด เพื่อพัฒนาทักษะทางอารมณ์และสังคมของเด็กปฐมวัย ชั้นอนุบาลปีที่ 3 (อายุ5
รายงานผลการพัฒนาแผนการจัดประสบการณ์แบบบูรณาการที่เน้นการจัดกิจกรรมเกมเบ็ดเตล็ด เพื่อพัฒนาทักษะทางอารมณ์และสังคม สำหรับเด็กปฐมวัย
[ โดย kruinfo ชม 188 ]
การศึกษาครั้งนี้มีจุดมุ่งหมาย เพื่อพัฒนาแผนการจัดประสบการณ์แบบบูรณาการที่เน้นการจัดกิจกรรมเกมเบ็ดเตล็ด เพื่อพัฒนาทักษะทางอารมณ์และสังคมของเด็กปฐมวัย ชั้นอนุบาลปีที่ 3 (อายุ5
รายงานผลการพัฒนาแผนการจัดประสบการณ์แบบบูรณาการที่เน้นการจัดกิจกรรมเกมเบ็ดเตล็ด เพื่อพัฒนาทักษะทางอารมณ์และสังคม สำหรับเด็กปฐมวัย
[ โดย kruinfo ชม 330 ]
การศึกษาครั้งนี้มีจุดมุ่งหมาย เพื่อพัฒนาแผนการจัดประสบการณ์แบบบูรณาการที่เน้นการจัดกิจกรรมเกมเบ็ดเตล็ด เพื่อพัฒนาทักษะทางอารมณ์และสังคมของเด็กปฐมวัย ชั้นอนุบาลปีที่ 3 (อายุ5
การพัฒนาคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนวัดสลักเหนือ ด้วยการจัดการเรียนรู้โดยใช้กรณีศึกษา
[ โดย kruinfo ชม 138 ]
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อพัฒนาแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กรณีตัวอย่าง กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 (2) เพื่อเปรียบเทียบการใช้แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้กรณีศึกษา ก่อนและหลังเรียน และ (3) เพื่อศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ ประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2552 โรงเรียนวัดสลักเหนือ จำนวน 2 ห้องเรียน จำนวนนักเรียน 60 คน กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2552 โรงเรียนวัดสลักเหนือ จำนวน 1 ห้องเรียน จำนวนนักเรียน 30 คน ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบกลุ่ม (Cluster Sampling) โดยผู้ศึกษาใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยในการสุ่ม การวิเคราะห์ข้อมูล และสถิติที่ใช้คือ (1) หาค่าประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้โดยหาค่า E1/E2 (2) เปรียบเทียบผลการเรียนรู้ก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้สถิติ t
เอกสารประกอบการเรียน ชุดมั่นใจในชีวิต
[ โดย kruinfo ชม 214 ]
ชื่อเรื่อง รายงานผลการใช้เอกสารประกอบการเรียน ชุด มั่นใจในชีวิต กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 หน่วยงาน โรงเรียนสหราษฎร์อนุกูล สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 3 ผู้จัดทำ ปฏิวัติ ภูศรี ปีการศึกษา 2553 บทคัดย่อ การศึกษาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาเอกสารประกอบการเรียน ชุด มั่นใจในชีวิต กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 และเพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ปีการศึกษา 2553 โรงเรียนสหราษฎร์อนุกูล อำเภอพล ที่เรียนด้วยแผนการจัดการเรียนรู้ โดยใช้เอกสารประกอบการเรียน ชุด มั่นใจในชีวิต กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนสหราษฎร์อนุกูล อำเภอพล สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 3 ปีการศึกษา 2553 จำนวน 11 คน ซึ่งเป็นห้องเรียนที่ผู้ศึกษาได้รับมอบหมายให้เป็นครูผู้สอน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ เอกสารประกอบการเรียน ชุด มั่นใจในชีวิต กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 10 เล่ม และแบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ชุด มั่นใจในชีวิต กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ที่ผู้ศึกษาจัดทำขึ้น จำนวน 40 ข้อ มีค่าความยากง่ายอยู่ระหว่าง 0.55 ถึง 0.77 ค่าอำนาจจำแนก เป็นรายข้ออยู่ระหว่าง 0.27 ถึง 0.64 และค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบทั้งฉบับเท่ากับ 0.81 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ การทดสอบสมมติฐาน โดยใช้ t - test ผลการศึกษาพบว่า 1. เอกสารประกอบการเรียน ชุด มั่นใจในชีวิต กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและ พลศึกษา สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่ผู้ศึกษาสร้างขึ้นมีประสิทธิภาพเท่ากับ 83.27/82.27 เป็นไปตามเกณฑ์และสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่ตั้งไว้ คือ 80 / 80 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนด้วยแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้เอกสารประกอบการเรียน ชุด มั่นใจในชีวิต กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ปีการศึกษา 2553 โรงเรียนสหราษฎร์อนุกูล อำเภอพล พบว่า นักเรียนทำคะแนนทดสอบก่อนเรียน ( Pre-test ) ได้คะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 20.27 คะแนน จากคะแนนเต็ม 40 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 50.68 และทำการทดสอบหลังเรียน (Post-test) ได้คะแนนเฉลี่ย เท่ากับ 32.91 คะแนน จากคะแนนเต็ม 40 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 82.27 แสดงว่า ผลการเรียนของนักเรียนที่เรียนด้วยแผนการจัดการเรียนรู้ โดยใช้เอกสารประกอบการเรียน ชุด มั่นใจในชีวิต กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .01
รายงานการผลิตและทดสอบประสิทธิภาพแบบฝึกทักษะพื้นฐานการเล่นเทเบิลเทนนิส
[ โดย kruinfo ชม 374 ]
การศึกษาครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อผลิตและทดสอบประสิทธิภาพ แบบฝึกทักษะพื้นฐานการเล่นเทเบิลเทนนิส รายวิชา พ 32101 สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เปรียบเทียบความสามารถของการเล่นกีฬาเทเบิลเทนนิส และศึกษา ความคิดเห็นของครูต่อการใช้แบบฝึกทักษะพื้นฐานการเล่นเทเบิลเทนนิส รายวิชา พ 32101 สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้า ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบางปะกอกวิทยาคม ได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling ) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้า ได้แก่ แบบฝึกทักษะพื้นฐานการเล่นเทเบิลเทนนิส รายวิชา พ 32101 สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 แบบทดสอบ ก่อนเรียนและหลังเรียน แบบสอบถามความคิดเห็นของครู สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละค่าเฉลี่ยส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน t-test แบบ Dependent Sample ค่า E1 / E2 ผลการศึกษา พบว่า 1. ประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะพื้นฐานการเล่นเทเบิลเทนนิส รายวิชา พ 32101 สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 1.1 ประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะพื้นฐานการเล่นเทเบิลเทนนิส รายวิชา พ 32101 สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 จากการทดลองแบบ 1 : 1 มีค่า E1 เท่ากับ 80.25 และ E2 เท่ากับ 81.67 คะแนนความก้าวหน้าร้อยละ 18.33 1.2 ประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะพื้นฐานการเล่นเทเบิลเทนนิส รายวิชา พ 32101 สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 จากการทดลองแบบ 1 : 10 มีค่า E1 เท่ากับ 80.25 และ E2 เท่ากับ 84.75 คะแนนความก้าวหน้าร้อยละ 18.00 1.3 ประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะพื้นฐานการเล่นเทเบิลเทนนิสรายวิชา พ 32101 สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 จากการทดลองแบบกลุ่มใหญ่ (1 : 30 ) มีค่า E1 เท่ากับ 86.13 และ E2 เท่ากับ 85.67 คะแนนความก้าวหน้าร้อยละ 19.92 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้รายวิชา พ32101 สุขศึกษาและพลศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/1 โรงเรียนบางปะกอกวิทยาคม จำนวน 56 คน มีคะแนนเฉลี่ยผลความสามารถ ในการเล่นกีฬา เทเบิลเทนนิส ที่เรียนด้วยแบบฝึกทักษะพื้นฐานการเล่นเทเบิลเทนนิส รายวิชา พ 32101 สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบางปะกอกวิทยาคม โดยรวมมีคะแนนก่อนเรียนร้อยละ 75.71 คะแนนระหว่างเรียนร้อยละ 91.07 คะแนน หลังเรียนร้อยละ 90.58 คะแนนความก้าวหน้าร้อยละ 14.87 3. ผลการเปรียบเทียบความสามารถในการเล่นกีฬาเทเบิลเทนนิส ก่อนเรียนและหลังเรียนพบว่านักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/1 โรงเรียนบางปะกอกวิทยาคม ที่เรียนโดยการใช้แบบฝึก ทักษะพื้นฐานการเล่นเทเบิลเทนนิส รายวิชา พ 32101 สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 แสดงว่าผู้เรียน มีความสามารถในการเล่นกีฬา เทเบิลเทนนิสสูงขึ้น หลังเรียนด้วยแบบฝึกทักษะพื้นฐานการเล่นเทเบิลเทนนิส รายวิชา พ 32101 สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 4. ครูที่สอนรายวิชา พ 32101 สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่ได้รับ การเผยแพร่ แบบฝึกทักษะพื้นฐานการเล่นเทเบิลเทนนิส รายวิชา พ 32101 สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 และนำไปใช้ประกอบการจัดการเรียนการสอน มีความคิดเห็นเกี่ยวกับแบบฝึกทักษะพื้นฐานการเล่นเทเบิลเทนนิสรายวิชา พ32101สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยรวมเหมาะสมในระดับมาก
รายงานการวิจัยในชั้นเรียน
[ โดย kruinfo ชม 1,024 ]
เรื่อง รายงานการวิจัยในชั้นเรียน เรื่อง การพัฒนาบทเรียนโปรแกรมประกอบภาพการ์ตูน กลุ่มสาระการเรียนรู้ สุขศึกษาและพลศึกษา หน่วยที่ 4 โรคติดต่อที่สำคัญ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ผู้รายงาน นายธวัช จามพัฒน์ การศึกษารายงานครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนาและหาประสิทธิภาพของบทเรียนโปรแกรมประกอบภาพการ์ตูนตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน และศึกษาความพึงพอใจของผู้เรียนต่อการเรียนด้วยบทเรียนโปรแกรมประกอบภาพการ์ตูน กลุ่มสาระการเรียนรู้ สุขศึกษาและพลศึกษา หน่วยที่ 4 โรคติดต่อ ที่สำคัญ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 กลุ่มเป้าหมายเป็นผู้เรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2553โรงเรียนมิ่งมงคล เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอำนาจเจริญ จำนวน 15 คน เครื่องมือที่ใช้ ในการศึกษารายงาน ประกอบด้วย บทเรียนโปรแกรมประกอบภาพการ์ตูนกลุ่มสาระการเรียนรู้ สุขศึกษาและพลศึกษา หน่วยที่ 4 โรคติดต่อที่สำคัญ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 และแบบทดสอบประจำบทเรียนโปรแกรมประกอบภาพการ์ตูน จำนวน 7 ชุด วิธีดำเนินการศึกษารายงาน ได้นำบทเรียนโปรแกรมประกอบภาพการ์ตูน แบบฝึกหัด และแบบทดสอบประจำบทเรียนโปรแกรมประกอบภาพการ์ตูนทุกชุดที่ผ่านกระบวนการหาคุณภาพ มาแล้ว ไปใช้สอนกับผู้เรียนกลุ่มเป้าหมาย ให้ผู้เรียนทำกิจกรรมในบทเรียนโปรแกรมประกอบภาพการ์ตูน ที่ได้จัดเตรียมไว้จนครบ 7 ครั้ง ครั้งละ 2 ชั่วโมง รวม 14 ชั่วโมง บันทึกข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูลเพื่อทดสอบสมมติฐาน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ ค่าเบี่ยงเบน-มาตรฐาน และ t-test Dependent Sample ผลการศึกษาพบว่าบทเรียนโปรแกรมประกอบภาพการ์ตูนกลุ่มสาระการเรียนรู้ สุขศึกษาและพลศึกษา หน่วยที่ 4 โรคติดต่อที่สำคัญ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 85.43/86.76 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 ผู้เรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน สูงกว่า ก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และผู้เรียนมีความพึงพอใจของผู้เรียนต่อบทเรียนโปรแกรมประกอบภาพการ์ตูนอยู่ในระดับมากที่สุด ซึ่งสูงกว่าสมมติฐานที่ตั้งไว้
รายงานผลการใช้ชุดการสอน เรื่อง สารเสพติด กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6
[ โดย kruinfo ชม 305 ]
การศึกษาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อหาประสิทธิภาพของชุดการสอน เรื่อง สารเสพติด กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษาก่อนและหลังการใช้ชุดการสอน เรื่อง สารเสพติด ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 และศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่มีต่อการเรียนการสอนโดยใช้ชุดการสอน เรื่อง สารเสพติด โดยประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านใหม่ อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 3 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2553 จำนวน 22 คน ผลการศึกษาสรุปได้ดังนี้ 1. ประสิทธิภาพของชุดการสอน เรื่อง สารเสพติด กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและ พลศึกษาของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ 80/80 คือ 84.91/86.36 2. ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษาก่อนและหลังการใช้ชุดการสอน เรื่อง สารเสพติด ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ระหว่างก่อนเรียนกับหลังเรียน พบว่า คะแนนเฉลี่ยร้อยละก่อนเรียนมีค่าเท่ากับ 20.72 คิดเป็นร้อยละ 69.09 คะแนนเฉลี่ยร้อยละหลังเรียนมีค่าเท่ากับ 26.72 คิดเป็นร้อยละ 89.09 ซึ่งผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน โดยมีพัฒนาการเพิ่มขึ้นร้อยละ 20.00 3. ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่มีต่อการเรียนการสอนโดยใช้ชุดการสอน เรื่อง สารเสพติด กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา พบว่า โดยรวมนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก
การศึกษาผลการใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนกลุ่มการเรียนรู้สาระสุขศึกษาและพลศึกษา เรื่องบาสเกตบอล
[ โดย kruinfo ชม 314 ]
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนกลุ่มการเรียนรู้สาระสุขศึกษาและพลศึกษา เรื่อง บาสเกตบอล กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการทดลองเพื่อคำนวณหาประสิทธิภาพของบทเรียน เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ของโรงเรียนเทศบาล วัดแม่นางปลื้มจำนวน 50 คน มีขั้นตอนการคำเนินการวิจัย 4 ขั้น ได้แก่ (1) กำหนดกรอบแนวคิดในการวิจัย (2) สร้างบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนและจัดทำคู่มือการใช้โปรแกรม (3) สร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน (4) หาประสิทธิภาพของบทเรียนคอมพิวเตอร์ ช่วยสอน ด้วยการหาค่าเฉลี่ยประสิทธิภาพของกระบวนการ/ค่าเฉลี่ยประสิทธิภาพของผลลัพธ์ คิดเป็นร้อยละ ผลการวิจัยสรุปได้ว่า บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนกลุ่มการเรียนรู้สาระสุขศึกษาและ พลศึกษา เรื่อง บาสเกตบอล ในระบบสื่อมัลติมีเดีย ที่สร้างขึ้นมีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด คือ สามารถเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมสุขภาพด้านความรู้ 86.29/83.16 ด้านเจตคติ 86.80/81.40 และด้านการปฏิบัติ 89.06/83.72
รายงานผลการใช้บทเรียนสำเร็จรูปแบบเส้นตรง ชุดโรคติดต่อ กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5
[ โดย kruinfo ชม 194 ]
การศึกษาค้นคว้าครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ของการศึกษาค้นคว้า เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของบทเรียนสำเร็จรูปแบบเส้นตรง ชุดโรคติดต่อ กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 เพื่อหาดัชนีประสิทธิผลของการจัด การเรียนรู้ด้วยของบทเรียนสำเร็จรูปแบบเส้นตรง ชุดโรคติดต่อ กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้ด้วยบทเรียนสำเร็จรูปแบบเส้นตรง ชุดโรคติดต่อ กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 และเพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อ การจัดการเรียนรู้ด้วยบทเรียนสำเร็จรูปแบบเส้นตรง ชุดโรคติดต่อ กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 กลุ่มประชากรที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้า ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2552 โรงเรียนบ้านวังศรี ตำบลสบแม่ข่า อำเภอหางดง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเชียงใหม่ เขต 4 ชาย จำนวน 2 คน หญิง จำนวน 9 คน รวมจำนวน 11 คน สถิติที่ใช้ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบสมมติฐานโดยใช้ t-test dependent มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 จากการศึกษาพบว่า บทเรียนสำเร็จรูปแบบเส้นตรง ชุดโรคติดต่อ กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 มีประสิทธิภาพ 85.33/87.33 ดัชนีประสิทธิผลของการจัดการเรียนรู้ด้วยบทเรียนสำเร็จรูปแบบเส้นตรง ชุดโรคติดต่อ กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 เท่ากับ 0.6140 หรือมีความก้าวหน้าในการเรียนรู้ตามแผนการจัดการเรียนรู้ ร้อยละ 61.40 นักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้บทเรียนสำเร็จรูปแบบเส้นตรง ชุดโรคติดต่อ กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังการจัดการเรียนรู้และก่อนการจัดการเรียนรู้แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยนักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้บทเรียนสำเร็จรูปแบบเส้นตรง ชุดโรคติดต่อ กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 จะมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังการจัดการเรียนรู้โดยใช้บทเรียนสำเร็จรูปแบบเส้นตรง ชุดโรคติดต่อ กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 สูงกว่าก่อนเรียน และนักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ด้วยบทเรียนสำเร็จรูปแบบเส้นตรง ชุดโรคติดต่อ กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 อยู่ในระดับมากที่สุด
รายงานการพัฒนาและการใช้ชุดฝึกทักษะพื้นฐานกีฬาเซปักตะกร้อกลุ่มสาระการเรียนรู้ สุขศึกษาและพลศึกษา สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6
[ โดย kruinfo ชม 241 ]
บทคัดย่อ การจัดการเรียนการสอนที่มีประสิทธิภาพ และบรรลุจุดประสงค์การเรียนรู้นั้น จำเป็นต้องใช้สื่อนวัตกรรมตลอดจนเทคนิค และวิธีการสอนในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อให้กิจกรรมการเรียนการสอนน่าสนใจ อีกทั้งยังเป็นการสร้างความเข้าใจในเนื้อหาให้กระจ่างชัดยิ่งขึ้น การศึกษาครั้งนี้มีความมุ่งหมาย (1) เพื่อพัฒนาชุดฝึกทักษะพื้นฐานกีฬาเซปักตะกร้อ กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 (2) เพื่อหาประสิทธิภาพของชุดฝึกทักษะพื้นฐานกีฬาเซปักตะกร้อ กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 (3) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้ชุดฝึกทักษะพื้นฐานกีฬาเซปักตะกร้อ กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน (4) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่เรียนด้วยชุดฝึกทักษะพื้นฐานกีฬาเซปักตะกร้อ กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและ พลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าครั้งนี้คือ ชุดฝึกทักษะพื้นฐานกีฬาเซปักตะกร้อ จำนวน 12 ชุด แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบสอบถามความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าร้อยละ และการทดสอบสมมติฐานใช้ t-test Dependent ผลการศึกษาปรากฏ ดังนี้ 1. การพัฒนาและหาประสิทธิภาพของชุดฝึกทักษะพื้นฐานกีฬาเซปักตะกร้อกลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 พบว่า ชุดฝึกทักษะพื้นฐานกีฬาเซปักตะกร้อ ที่ผู้รายงานสร้างขึ้นมีประสิทธิภาพ 84.17/87.02 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ที่ตั้งไว้ 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้ชุดฝึกทักษะพื้นฐานกีฬาเซปักตะกร้อ กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน โดยนักเรียนมีคะแนนเฉลี่ยของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และค่าดัชนีประสิทธิผลของการเรียนด้วยชุดฝึกทักษะมีค่าเท่ากับ 0.7628 แสดงว่าผู้เรียนที่เรียนโดยใช้ชุดฝึกทักษะ เซปักตะกร้อมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเพิ่มขึ้นร้อยละ 76.28 3. การศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนด้วยชุดฝึกทักษะพื้นฐานกีฬาเซปักตะกร้อ กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก ( = 4.47) และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) เท่ากับ 0.59 ซึ่งแสดงให้เห็นว่าระดับความพึงพอใจของนักเรียนมีความสอดคล้องกัน
รายงานผลการพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้ หน่วยการเรียนรู้ เรื่อง สุขศึกษา โดยใช้รูปแบบการเรียนการสอนแบบโมเดลซิปปา กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6. โรงเรียนบ้านทรัพย์สมบูรณ์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 5.
[ โดย kruinfo ชม 163 ]
บทคัดย่อ การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการเรียนการสอนแบบโมเดลซิปปา ศึกษาค่าดัชนีประสิทธิผลของแผนการจัดการเรียนรู้ เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนและศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ด้วยรูปแบบการเรียนการสอนแบบโมเดลซิปปา โดยใช้รูปแบบการวิจัยเชิงทดลองแบบกลุ่มตัวอย่างกลุ่มเดียว (One Group Pretest-Posttest Design) ซึ่งมีกลุ่มเป้าหมายในการศึกษา คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านทรัพย์สมบูรณ์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 5 จำนวน 19 คน ที่กำลังศึกษาในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2553 โดยวิธีเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา คือ แผนการจัดการเรียนรู้ โดยใช้รูปแบบการเรียนการสอนแบบโมเดลซิปปา หน่วยการเรียนรู้ เรื่อง สุขศึกษา กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 12 แผนแบบฝึกหัด แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนเมื่อได้เรียนตามหน่วยการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้น ผลการศึกษา พบว่า กิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบโมเดลซิปปา มีประสิทธิภาพ 82.11/85.61 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ตั้งไว้ 80/80 ค่าดัชนีประสิทธิผลของการจัดการเรียนรู้ เท่ากับ 0.7440 เมื่อได้เรียนด้วยรูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบโมเดลซิปปาแล้วนักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และนักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบโมเดลซิปปา กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา อยู่ในระดับมากที่สุด อีกทั้งพบว่าการพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการเรียนการสอนแบบโมเดลซิปปา กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เป็นไปตามขั้นตอนอย่างเป็นระบบต่อเนื่องสัมพันธ์กัน เน้นการใช้เทคนิควิธีการสอนที่หลากหลาย ผู้เรียนสามารถนำความรู้และกระบวนการทั้งหลายที่เกิดจากการเรียนรู้ไปใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวันได้ กิจกรรมการเรียนรู้ส่งเสริมให้นักเรียนทุกคนได้ทำกิจกรรมและได้สร้างผลงาน ช่วยให้นักเรียนมีความภาคภูมิใจในตนเอง สามารถพัฒนาศักยภาพให้เป็นทรัพยากรที่มีคุณค่าของประเทศชาติต่อไป
การพัฒนาชุดการสอน เรื่อง ปลอดภัยไว้ก่อน
[ โดย kruinfo ชม 170 ]
การพัฒนาชุดการสอน เรื่อง ปลอดภัยไว้ก่อน กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านม่อนปิ่น มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของชุดการสอน เรื่อง ปลอดภัยไว้ก่อน กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านม่อนปิ่น ตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ คือ 80/80 2) เพื่อศึกษาประสิทธิผลของนักเรียนก่อนและหลังเรียนด้วยชุดการสอน เรื่อง ปลอดภัยไว้ก่อน กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านม่อนปิ่น 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนจากการเรียนด้วยชุดการสอน เรื่อง ปลอดภัยไว้ก่อน กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านม่อนปิ่น ประชากรที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านม่อนปิ่น จำนวน 23 คน (เพศชาย 10 คนและเพศหญิง 13 คน) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่ 1) ชุดการสอน เรื่อง ปลอดภัยไว้ก่อน กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 2 โรงเรียนบ้านม่อนปิ่น 2) แผนการจัดการเรียนรู้ โดยใช้ชุดการสอน เรื่อง ปลอดภัยไว้ก่อน กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านม่อนปิ่น 3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 4) แบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อ ชุดการสอน เรื่อง ปลอดภัยไว้ก่อน กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านม่อนปิ่น และสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ค่าร้อยละ ( ) หาค่าดัชนีประสิทธิผล (E.I.) หาค่าเฉลี่ย (&#61549;) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (&#61555;) สรุปผลการศึกษา 1. ประสิทธิภาพของชุดการสอน เรื่อง ปลอดภัยไว้ก่อน กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านม่อนปิ่น โดยเฉลี่ยทุกหน่วยการเรียนรู้ของนักเรียนทั้งหมด พบว่าในการทดสอบคะแนนระหว่างเรียนของชุดการสอน เรื่อง ปลอดภัยไว้ก่อน กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านม่อนปิ่น ทั้ง 6 ชุด ได้ค่าเฉลี่ยร้อยละรวม 86.23 และคะแนนหลังเรียนของชุดการสอน เรื่อง ปลอดภัยไว้ก่อน กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านม่อนปิ่น ทั้ง 6 ชุดได้คะแนนเฉลี่ย ร้อยละ 86.19 ดังนั้น ประสิทธิภาพของชุดการสอน เรื่อง ปลอดภัยไว้ก่อน กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านม่อนปิ่น จึงเป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 ที่ตั้งไว้ เท่ากับ 86.23/86.19 2. ดัชนีประสิทธิผลของนักเรียนที่เรียนจากชุดการสอน เรื่อง ปลอดภัยไว้ก่อน กลุ่มสาระการเรียนรู้ สุขศึกษาและพลศึกษา สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านม่อนปิ่น มีค่าเท่ากับ 0.697 แสดงว่า นักเรียนที่เรียนรู้ด้วยชุดการสอน เรื่อง ปลอดภัยไว้ก่อน กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านม่อนปิ่น ที่ผู้ศึกษาพัฒนาขึ้นมีความรู้เพิ่มมากขึ้น 0.697 หรือ คิดเป็นร้อยละ 69.70 แสดงให้เห็นว่าชุดการสอน เรื่อง ปลอดภัยไว้ก่อน กลุ่มสาระการเรียนรู้ สุขศึกษาและพลศึกษา สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 2 โรงเรียนบ้านม่อนปิ่น มีประสิทธิผลอยู่ในเกณฑ์ที่ยอมรับได้และเป็นที่น่าพอใจ คือมีค่ามากกว่า 0.50 3. ความพึงพอใจของนักเรียนที่เรียนจากชุดการสอน เรื่อง ปลอดภัยไว้ก่อน กลุ่มสาระการเรียนรู้ สุขศึกษาและพลศึกษา สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านม่อนปิ่น ปรากฏว่านักเรียนมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก (&#61549;=4.20, &#61555;=0.62)
รายงานผลการใช้บทเรียนสำเร็จรูปแบบเส้นตรง ชุดโรคติดต่อ กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5
[ โดย kruinfo ชม 173 ]
การศึกษาค้นคว้าครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ของการศึกษาค้นคว้าเพื่อเพื่อหาประสิทธิภาพ ของบทเรียนสำเร็จรูปแบบเส้นตรง ชุด โรคติดต่อ กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 เพื่อหาดัชนีประสิทธิผลของการจัด การเรียนรู้ด้วยของบทเรียนสำเร็จรูปแบบเส้นตรง ชุด โรคติดต่อ กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษา และพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังการจัด การเรียนรู้ด้วยบทเรียนสำเร็จรูปแบบเส้นตรง ชุด โรคติดต่อ กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและ พลศึกษา ชั้นประถมศึกษา ปีที่ 5 และเพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ด้วยบทเรียนสำเร็จรูป แบบเส้นตรง ชุด โรคติดต่อ กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 กลุ่มประชากรที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้า ได้แก่ นักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2552 โรงเรียนบ้านวังศรี ตำบลสบแม่ข่า อำเภอหางดง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเชียงใหม่ เขต 4 จำนวน 11 คน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลใช้ร้อยละและค่าเฉลี่ย จากการศึกษาพบว่า บทเรียนสำเร็จรูปแบบเส้นตรง ชุด โรคติดต่อ กลุ่มสาระการเรียนรู้ สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 มีประสิทธิภาพ 87.33/85.33 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดไว้ 80/80 ดัชนีประสิทธิผลของการจัดการเรียนรู้ด้วยบทเรียนสำเร็จรูปแบบเส้นตรง ชุด โรคติดต่อ กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 เท่ากับ 0.6140 มีความก้าวหน้าในการเรียนรู้ตามแผนการจัดการเรียนรู้ คิดเป็นร้อยละ 61.40 แสดงว่านักเรียน ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้บทเรียนสำเร็จรูปแบบเส้นตรง ชุด โรคติดต่อ กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน และนักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ด้วยบทเรียนสำเร็จรูปแบบเส้นตรง ชุด โรคติดต่อ กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 อยู่ในระดับมากที่สุด
การส่งเสริมสุขภาพนักเรียนโรงเรียนบ้านห้วยม่วง โดยใช้กิจกรรม 4 ส.
[ โดย kruinfo ชม 299 ]
ชื่อเรื่องที่ศึกษา : การส่งเสริมสุขภาพนักเรียนโรงเรียน บ้านห้วยม่วง โดยใช้กิจกรรม 4 ส. ชื่อผู้ศึกษา : นายเจษฎาภรณ์ รอบคอบ ปีที่ศึกษา : ปีการศึกษา 2553 บทคัดย่อ การศึกษาการส่งเสริมสุขภาพนักเรียนโรงเรียนบ้านห้วยม่วง โดยใช้กิจกรรม 4 ส. มีวัตถุประสงค์ในการศึกษา เพื่อพัฒนากิจกรรมส่งเสริมสุขภาพนักเรียนในโรงเรียนบ้านห้วยม่วง ศึกษากระบวนการดำเนินงาน ผลการใช้กิจกรรมส่งเสริมสุขภาพนักเรียน และความ พึงพอใจของครู นักเรียน ผู้ปกครอง และคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานโรงเรียนบ้านห้วยม่วงที่มีต่อการใช้กิจกรรมส่งเสริมสุขภาพ นักเรียนหรือ กิจกรรม 4 ส. ในโรงเรียนบ้านห้วยม่วง โดยประชากรที่ใช้ในการศึกษาได้แก่ ครู จำนวน 6 คน คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 7 คน และศึกษาจากกลุ่มตัวอย่างที่ได้จากการเลือกแบบเจาะจง (Purposive sampling) ได้แก่ นักเรียน จำนวน 34 คน และผู้ปกครอง จำนวน 63 คน รวมทั้งสิ้น 110 คน โดย เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาคือ กิจกรรมส่งเสริมส่งภาพนักเรียนหรือกิจกรรม 4 ส. ส่วนเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล มี 4 ชุดได้แก่ แบบบันทึกการตรวจสุขภาพนักเรียน แบบประเมินการดำเนินกิจกรรม แบบประเมินกิจกรรม และแบบสอบถามความพึงพอใจการดำเนินงานส่งเสริมสุขภาพนักเรียนโรงเรียนบ้านห้วยม่วง โดยใช้กิจกรรม 4 ส. ดำเนินการวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าสถิติร้อยละ ค่าความถี่ ค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน นำเสนอในรูปตารางพร้อมคำอธิบายประกอบ ผลการศึกษา พบว่า 1. จากการพัฒนากิจกรรมส่งเสริมสุขภาพนักเรียนหรือ กิจกรรม 4 ส. ดังกล่าว ทำให้การดำเนินกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพนักเรียนของ โรงเรียนมีความเหมาะสมกับสภาพและบริบทของโรงเรียน ปฏิบัติ ได้จริงเป็นรูปธรรม และเป็นประโยชน์แก่นักเรียน 2. หลังใช้กิจกรรมส่งเสริมสุขภาพนักเรียนหรือ กิจกรรม 4 ส. นักเรียน มีผลการตรวจสุขภาพดีขึ้นกว่าก่อนดำเนินกิจกรรม แตกต่างอย่าง มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.001 3. ผลการประเมินการดำเนินการจัดกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพนักเรียน หรือ กิจกรรม 4 ส. ตามขั้นตอนการดำเนินงานกระบวนการ PAOR พบว่า ผลการประเมินอยู่ในระดับดีมาก 4. ผลการประเมินกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพนักเรียน หรือกิจกรรม 4 ส. หลังดำเนินกิจกรรม พบว่า ผลการประเมินอยู่ในระดับดีมาก 5. ความพึงพอใจของครู นักเรียน ผู้ปกครอง และคณะกรรมการ สถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ที่มีต่อการใช้กิจกรรมส่งเสริมสุขภาพ นักเรียน หรือกิจกรรม 4 ส. พบว่าโดยรวมมีความพึงพอใจในระดับ มากที่สุด และเมื่อพิจารณาในรายละเอียดความพึงพอใจของ แต่ละกลุ่ม พบว่า 5.1 ครู มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด 5.2 นักเรียน มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด 5.3 ผู้ปกครอง มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก 5.4 คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด

ยอดนิยม