เผยแพร่ผลงานครู » การงานอาชีพและเทคโนโลยี

เลือกห้อง >>

การงานอาชีพและเทคโนโลยี

ชุดพัฒนาการสอนด้วยแบบฝึกทักษะกระบวนการ การงานอาชีพและเทคโนโลยี
[ โดย kruinfo ชม 944 ]
การศึกษาค้นคว้าคร้งนี้มีจุดมุ่งหมาย 1.เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของแบบฝึกหัดทักษะกระบวนการ การงานอาชีพและเทคโนโลยีเรื่อง ช่างปักด้วยมือสำหรับนัก เรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ตามเกณฑ์ 80/80 2. เพื่อเปรียบเทียบทักษะกระบวนการ การงานอาชีพและเทคโนโลยีของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่2 ระหว่างก่อนเรียนและหลัง เรียนด้วยแบบทดสอบวัดทักษะกระบวนการ การงานอาชีพ เรื่อง การปักด้วยมือ 3. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่2 ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยแบบทดสอบวัดผล สัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่อง ช่างปักด้วยมือ ซึ่งการศึกษาครั้งนี้แบ่งออกเป็น 2 ขั้นตอน ขั้นตอนที่1 การสร้างและหาประสิทธิภาพของแบบฝึกหัดทักษะกระบวนการ การงาน อาชีพและเทคโนโลยีจำนวน 5 หน่วยย่อยคือ หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 เรื่อง วัสดุ อุปกรณ์เย็บผ้า หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 เรื่อง ชนิดการปักด้วยมือ หน่วยการเรียนรู้ที่ 3 เรื่อง การเลือกลาย หน่วยการเรียนรู้ที่ 4 เรื่อง วิธีการปักด้วยมือตอนที่1 หน่วยการเรียนรู้ที่ 5 เรื่อง วิธีการปักด้วยมือตอนที่2 ได้นำแบบฝึกทักษะกระบวนการ การงานอาชีพและเทคโนโลยีที่สร้างขึ้นโดยอ้างอิงเนื้อหาสาระไปให้ผู้เชี่ยวชาญด้านการสอนด้านการงานอาชีพและเทคโนโลยี รายวิชา ช่างปักด้วยมือ จำนวน 7 คน ตรวจสอบสอบความเหมาะสมของแบบฝึกหัดในด้านต่างๆนำไปทดลองครั้งที่1 กับนักเรียนจำนวน 3 คน นำไปทดลองครั้งที่2กับนักเรียนจำนวน 9 คน ครั้งที่ 3 จำนวน 38 คน และนำไปใช้กับกลุ่มตัวอย่าง 38 คน สถิติที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้า คือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่า ( S.D. ) ขั้นตอนที่ 2 การทดลองใช้แบบฝึกทักษะกระบวนการ การงานอาชีพและเทคโนโลยี นะแบบฝึกทักษะกระบวนการ การงานอาชีพและเทคโนโลยีไปใช้กับนักเรียนกลุ่มตัวอย่าง โรงเรียนทุ่งสุขลาพิทยา "กรุงไทยอนุเคราะห์" อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี สำนักงานเขตพื้นที่ การศึกษาชลบุรี เขต 3 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2551-2552 1 ห้องเรียน จำนวน 38 คนสถิติที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้า t- test ผลการศึกษาค้นคว้า พบว่า 1. แสดงว่าการใช้สื่อวีดีทัศน์ประกอบการสอนมีความเหมาะสม และมีประสิทธิภาพ 81.9/84.74 2.ทักษะกระบวนการทางด้านการงานอาชีพและเทคโนโลยีหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 3.ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01
รายงานการพัฒนาและการใช้สื่อประสม เรื่อง คอมพิวเตอร์เบื้องต้น
[ โดย kruinfo ชม 187 ]
บทคัดย่อ วัตถุประสงค์ในการศึกษาค้นคว้าครั้งนี้ คือ เพื่อพัฒนาสื่อประสม เรื่อง คอมพิวเตอร์เบื้องต้น กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (คอมพิวเตอร์) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้สื่อประสม และเพื่อศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่มีต่อการเรียนโดยใช้สื่อประสม กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการ ศึกษาค้นคว้าเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนชุมชนนาสีนวล อำเภอพยัคฆภูมิพิสัย สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษมหาสารคาม เขต 2 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2551 จำนวน 29 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้า ได้แก่ สื่อประสม เรื่อง คอมพิวเตอร์เบื้องต้น กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (คอมพิวเตอร์) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ซึ่งประกอบไปด้วยวีดิทัศน์เพื่อการศึกษา จำนวน 1 หน่วยการเรียนรู้ เอกสารประกอบการเรียน จำนวน 4 หน่วยการเรียนรู้ และหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (e-Book) จำนวน 4 หน่วยการเรียนรู้ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (คอมพิวเตอร์) ชั้นประถมศึกษา ปีที่ 4 จำนวน 40 ข้อ และแบบสอบถามความคิดเห็นของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่มีต่อการเรียนโดยใช้สื่อประสม จำนวน 10 ข้อ การหาค่าประสิทธิภาพของสื่อประสมตามเกณฑ์ 80/80 คำนวณจากสูตร E1 / E2 การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ก่อนเรียนและหลังเรียน วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่า t-test (Dependent) การศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้สื่อประสม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าร้อยละ (p) ค่าเฉลี่ย ( X) และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และการตรวจสอบคุณภาพของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ค่าความยาก (p) ค่าอำนาจจำแนก (r) และค่าความเชื่อมั่น (rtt) ผลการศึกษาค้นคว้า พบว่า 1. สื่อประสม เรื่อง คอมพิวเตอร์เบื้องต้น กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (คอมพิวเตอร์) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 87.54/86.12 สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ 80/80 2. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่เรียนโดยใช้สื่อประสม มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 มีความคิดเห็นต่อการเรียนโดยใช้สื่อประสมโดยเฉลี่ยอยู่ในระดับเห็นด้วยมากที่สุด (X= 4.73)
การพัฒนาเอกสารประกอบการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้ การงานอาชีพ และเทคโนโลยี ( งานบ้าน ) เรื่องงานบ้าน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5
[ โดย kruinfo ชม 304 ]
บทคัดย่อ การพัฒนาเอกสารประกอบการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี( งานบ้าน ) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 มีความมุ่งหมายเพื่อ พัฒนาเอกสารประกอบการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ( งานบ้าน ) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์80/80 เพื่อหาค่าดัชนีประสิทธิผลบทเรียนสำเร็จรูป กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ( งานบ้าน ) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่เรียนด้วยเอกสารประกอบการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ( งานบ้าน ) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 และเพื่อประเมินพฤติกรรมนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 หลังการใช้เอกสารประกอบการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ( งานบ้าน) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ทดลองใช้เอกสารประกอบการเรียน การงานอาชีพและเทคโนโลยี ( งานบ้าน ) ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2551 โรงเรียน ไทยรัฐวิทยา๙(วัดใหม่ราษฎร์นุกูล) อำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสมุทรสาคร จำนวน 25 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา คือ เอกสารประกอบการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ( งานบ้าน ) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 แบบ ทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบสังเกตพฤติกรรมนักเรียนสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบสมมติฐานการเปรียบเทียบความแตกต่างใช้ t- test dependent sample ผลการศึกษาพบว่า 1. เอกสารประกอบการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้ การงานอาชีพและเทคโนโลยี ( งานบ้าน )เรื่อง งานบ้าน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ประสิทธิภาพเท่ากับ 85.74/80.63 ( E1 /E2 ) เท่ากับเกณฑ์ที่ตั้งไว้ 2.ดัชนีประสิทธิผลของเอกสารประกอบการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้ การงานอาชีพและเทคโนโลยี ( งานบ้าน ) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 เท่ากับ 0.5734 แสดงว่า หลังการใช้เอกสารประกอบการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้ การงานอาชีพและเทคโนโลยี ( งานบ้าน ) ผู้เรียนมีคะแนนเพิ่มขึ้นร้อยละ 57.34 3.คะแนนเฉลี่ยของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน ด้วยเอกสารประกอบการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้ การงานอาชีพและเทคโนโลยี ( งานบ้าน ) เรื่อง งานบ้าน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 แตกต่างกันมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 4. พฤติกรรมของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่เรียนด้วยการใช้เอกสารประกอบการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ( งานบ้าน ) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โดยรวมนักเรียนมีพฤติกรรมอยู่ในระดับดี
การจัดการเรียนรู้โดยใช้เอกสารประกอบการเรียนรู้รูปแบบนิทาน เรื่อง การประดิษฐ์ดอกไม้จากวัสดุที่ย่อยสลายและสะท้อนเอกลักษณ์ไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5
[ โดย kruinfo ชม 259 ]
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพเอกสารประกอบการเรียนรู้รูปแบบนิทาน เรื่อง การประดิษฐ์ดอกไม้จากวัสดุที่ย่อยสลายและสะท้อนเอกลักษณ์ไทย กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การประดิษฐ์ดอกไม้จากวัสดุที่ย่อยสลายและสะท้อนเอกลักษณ์ไทยของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่เรียนด้วยเอกสารประกอบการเรียนรู้รูปแบบนิทาน เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่เรียนโดยเอกสารประกอบการเรียนรู้รูปแบบนิทาน ประชากรที่ใช้ในการศึกษา คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านแฮะ อำเภอปง จังหวัดพะเยา จำนวน 11 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ เอกสารประกอบการเรียนรู้รูปแบบนิทาน แบบประเมินเอกสารประกอบการเรียนรู้ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบสอบถามความคิดเห็นเกี่ยวกับความพึงพอใจของนักเรียนต่อเอกสารประกอบการเรียนรู้ ผู้วิจัยได้นำข้อมูลที่ได้จากการทดลองมาวิเคราะห์โดยหา ค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการศึกษาพบว่า เอกสารประกอบการเรียนรู้รูปแบบนิทาน เรื่อง การประดิษฐ์ดอกไม้จากวัสดุที่ย่อยสลาย และสะท้อนเอกลักษณ์ไทย กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 5 เรื่อง มีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ 80/80 กล่าวคือ เอกสารประกอบการเรียนรู้รูปแบบนิทาน เรื่อง การประดิษฐ์ดอกไม้จากวัสดุที่ย่อยสลาย และสะท้อนเอกลักษณ์ไทย กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 เล่มที่ 1 ตอน การฟอกขาวและการย้อมสีเปลือกข้าวโพด มีประสิทธิภาพ 84.00/83.00 เล่มที่ 2 ตอน การประดิษฐ์ดอกไม้จากเปลือกข้าวโพด มีประสิทธิภาพ 84.00/83.00 เล่มที่ 3 ตอน การประดิษฐ์กระทงจากเปลือกข้าวโพด มีประสิทธิภาพ 84.00/85.00 เล่มที่ 4 ตอน การประดิษฐ์ถาดสามเหลี่ยมจากเปลือกข้าวโพด มีประสิทธิภาพ 85.00/ 85.00 เล่มที่ 5 ตอน การประดิษฐ์มาลัยเกลียวจากเปลือกข้าวโพด มีประสิทธิภาพ 86.00/87.00 นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน นักเรียนมีความพึงพอใจต่อเอกสารประกอบการเรียนรู้รูปแบบนิทาน อยู่ในระดับมากที่สุด ทั้งนี้เป็นการจัดการเรียนการสอนที่นำเสนอเนื้อหาในรูปแบบนิทาน ทำให้นักเรียนสนุกสนาน เกิดความเพลิดเพลิน
ปัญหาการจัดการเรียนการสอนรูปแบบโครงงานที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่ม สาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ของนักเรียนโรงเรียนเทศบาล 5 วัด เกาะกลาง สังกัดเทศบาลตำบลหนองแค จังหวัดสระบุรี
[ โดย kruinfo ชม 245 ]
วัตถุประสงค์ของการวิจัย เพื่อศึกษาปัญหาการจัดการเรียนการสอนรูปแบบโครงงานที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ของนักเรียนโรงเรียนเทศบาล 5 วัดเกาะกลาง สังกัดเทศบาลตำบลหนองแค จังหวัดสระบุรี ในขอบข่าย 4 ปัญหา ซึ่งประกอบด้วยปัญหาเกี่ยว กับสภาพทั่วไปของโรงเรียน ปัญหาทั่วไปเกี่ยวกับตัวผู้เรียน ปัญหาทั่วไปเกี่ยวกับครูผู้สอน ปัญหาด้านการจัดการเรียนการสอนสื่อและวัสดุอุปกรณ์ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ทั้งหมดจำนวน 198 คน ของโรงเรียนเทศบาล 5 วัดเกาะกลาง ในปีการศึกษา 2551 ผลการวิจัย พบว่า ปัญหาการจัดการเรียนการสอนรูปแบบโครงงานที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่ม สาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ของนักเรียนโรงเรียนเทศบาล 5 วัดเกาะกลาง สังกัดเทศบาลตำบลหนองแค จังหวัดสระบุรี พบว่า 1) ปัญหาเกี่ยวกับสภาพทั่วไปของโรงเรียน มีปัญหามากถึงมากที่สุด คือ ขาดการจัดทำเอกสารตำราประกอบการเรียนการสอนแจกจ่ายนักเรียนรองลงมาคือ ขาดการนำโสตทัศนอุปกรณ์มาใช้ประกอบการเรียนการสอน 2) ปัญหาทั่วไปเกี่ยวกับตัวผู้เรียน มีปัญหามากที่สุดใกล้เคียงกันคือ นักเรียนขาดการศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับขั้นตอนการทำโครงงาน เมื่อมีปัญหาในการทำโครงงานนักเรียนไม่กล้าปรึกษาครูผู้สอน นักเรียนขาดระเบียบวินัย ความรับผิดชอบและไม่ตรงต่อเวลา 3) ปัญหาทั่วไปเกี่ยวกับครู ผู้สอน มีปัญหาอยู่ในระดับมากถึงมากที่สุด คือ ครูผู้สอนไม่มีวิธีการวัดประเมินผลที่หลากหลายและให้โอกาสนักเรียนที่ ปฏิบัติไม่ผ่านตามเกณฑ์เสมอ รองลงมาคือ ครูผู้สอนไม่นำเทคนิควิธีสอนแนวใหม่ที่เปลี่ยนแปลงมาใช้ในการเรียนการสอน เช่น อุปกรณ์ต่างๆ 4) ปัญหาด้านการจัดการเรียนการสอนสื่อและวัสดุอุปกรณ์ มีปัญหาอยู่ในระดับมากที่สุด คือ ไม่มีการใช้สื่อการเรียนการสอนชนิดต่างๆ ที่หลากหลายอยู่เสมอ รองลงมาคือ ครูผู้สอนไม่มีแบบฝึกปฏิบัติให้นักเรียนทุกคน
รายงานผลการใช้ชุดการเรียน เรื่องการประดิษฐ์ดอกไม้จากเศษวัสดุ ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
[ โดย kruinfo ชม 355 ]
รายงานศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อหาประสิทธิภาพของชุดการเรียน เรื่องการประดิษฐ์ดอกไม้จากเศษวัสดุ เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ก่อนการเรียนและหลังการเรียน โดยใช้ชุดการเรียน เรื่องการประดิษฐ์ดอกไม้จากเศษวัสดุ และศึกษาความพึงพอใจของนักเรียน ที่เรียนโดยใช้ชุดการเรียนเรื่องการประดิษฐ์ดอกไม้จากเศษวัสดุ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าครั้งนี้คือ นักเรียนของโรงเรียนเทศบาล 5 วัดเกาะกลาง ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2552 จำนวน 33 คน เครื่องมือที่ใช้เพื่อการศึกษาค้นคว้า ประกอบด้วยแผนการจัดการเรียนรู้รายชั่วโมงวิชาช่างประดิษฐ์ดอกไม้ (ง 31201) ชุดการเรียนเรื่องการประดิษฐ์ดอกไม้จากเศษวัสดุ จำนวน 6 ชุด แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องการประดิษฐ์ดอกไม้จากเศษวัสดุ และแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่เรียนโดยชุดการเรียน เรื่องการประดิษฐ์ดอกไม้จากเศษวัสดุ ทำการสอนกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ชุดการเรียนเรื่องการประดิษฐ์ดอกไม้จากเศษวัสดุ เป็นเวลา 26 ชั่วโมง เก็บข้อมูลด้วยการวัดผลสัมฤทธิ์ก่อนการเรียนและหลังการเรียนโดยชุดการเรียน เรื่องการประดิษฐ์ดอกไม้จากเศษวัสดุ และประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่เรียน โดยชุดการเรียน เรื่องการประดิษฐ์ดอกไม้จากเศษวัสดุ ผลการศึกษาค้นคว้า พบว่า ชุดการเรียน เรื่องการประดิษฐ์ดอกไม้จากเศษวัสดุ ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีประสิทธิภาพ 85.08/84.09 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ 80/80 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 หลังการเรียนโดยใช้ชุดการเรียน เรื่องการประดิษฐ์ดอกไม้จากเศษวัสดุ มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับความเชื่อมั่น .01 ความพึงพอใจของนักเรียนที่เรียนโดยชุดการเรียน เรื่องการประดิษฐ์ดอกไม้จากเศษวัสดุ ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ผลการประเมินมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.26 อยู่ในระดับมาก
รายงานการใช้เอกสารประกอบการเรียนเพื่อพัฒนาการเรียนรู้คอมพิวเตอร์ กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (สาระเทคโนโลยีสารสนเทศ) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4
[ โดย kruinfo ชม 240 ]
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. สร้างและศึกษาประสิทธิภาพของเอกสารประกอบการเรียนเพื่อพัฒนาการเรียนรู้คอมพิวเตอร์ กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (สาระเทคโนโลยีสารสนเทศ) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 2. ศึกษาและเปรียบเทียบผลการสอบก่อนเรียนและหลังเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (สาระเทคโนโลยีสารสนเทศ) ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่เรียนโดยใช้เอกสารประกอบการเรียนเพื่อพัฒนาการเรียนรู้คอมพิวเตอร์ 3. เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (สาระเทคโนโลยีสารสนเทศ) ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน ที่เรียนโดยใช้เอกสารประกอบการเรียนเพื่อพัฒนาการเรียนรู้คอมพิวเตอร์ 4. วัดเจตคติของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่มีต่อการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (สาระเทคโนโลยีสารสนเทศ) กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4/2 โรงเรียนอนุบาลเพชรบูรณ์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 1 ปีการศึกษา 2550 จำนวน 1 ห้องเรียน จำนวนนักเรียน 48 คน โดยการสุ่มตัวอย่างแบบง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ แบบทดสอบ วัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เอกสารประกอบการเรียนเพื่อพัฒนาการเรียนรู้คอมพิวเตอร์ จำนวน 5 เล่ม แบบสอบถามเจตคติของนักเรียนที่มีต่อการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (สาระเทคโนโลยีสารสนเทศ) สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ คะแนนเฉลี่ย ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสถิติ t-test แบบ Dependent ผลการศึกษาพบว่า 1. ประสิทธิภาพของเอกสารประกอบการเรียนเพื่อพัฒนาการเรียนรู้คอมพิวเตอร์ กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (สาระเทคโนโลยีสารสนเทศ) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 เท่ากับ 81.99 / 81.56 สูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ 2. ผลการสอบกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (สาระเทคโนโลยีสารสนเทศ) ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 หลังเรียนที่เรียนโดยใช้เอกสารประกอบการเรียนเพื่อพัฒนาการเรียนรู้คอมพิวเตอร์ สูงกว่าก่อนเรียนโดยใช้เอกสารประกอบการเรียนเพื่อพัฒนาการเรียนรู้คอมพิวเตอร์ 3. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (สาระเทคโนโลยีสารสนเทศ) ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนที่เรียนโดยใช้เอกสารประกอบการเรียนเพื่อพัฒนาการเรียนรู้คอมพิวเตอร์ 4. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 มีเจตคติที่ดีต่อการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (สาระเทคโนโลยีสารสนเทศ) อยู่ในระดับมากที่สุด
การพัฒนาชุดการสอน เรื่อง การประดิษฐ์ของที่ระลึกจากแป้งข้าวเหนียว สาระการงานอาชีพ และ เทคโนโลยี สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5
[ โดย kruinfo ชม 348 ]
การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนาชุดการสอน เรื่อง การประดิษฐ์ของที่ระลึกจากแป้งข้าวเหนียว สาระการงานอาชีพและเทคโนโลยี สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านโป่งนก ระหว่างคะแนนทดสอบก่อนเรียน และหลังเรียนโดยใช้ชุดการสอน เพื่อศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อการเรียนด้วยชุดการสอน และเพื่อศึกษาผลการสังเกตพฤติกรรมทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนโดยใช้ชุดการสอน กลุ่มประชากรที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้ คือนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่กำลังศึกษาในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2551 โรงเรียนบ้านโป่งนก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเชียงใหม่ เขต 3 จำนวน 23 คน จำนวน 1 ห้องเรียน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ประกอบด้วย ชุดการสอน เรื่อง การประดิษฐ์ของที่ระลึกจากแป้งข้าวเหนียว สาระการงานอาชีพและเทคโนโลยี สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบสอบถามความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อการเรียนด้วยชุดการสอน และแบบสังเกตพฤติกรรมทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนโดยใช้ชุดการสอน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น มีค่าความยากง่ายตั้งแต่ 0.41- 0.60 ค่าอำนาจ จำแนกตั้งแต่ 0.25 ขึ้นไป ได้ค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .78 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่า t ผลการวิจัยพบว่า 1. ชุดการสอน เรื่อง การประดิษฐ์ของที่ระลึกจากแป้งข้าวเหนียว สาระการงานอาชีพและเทคโนโลยี สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 มีจำนวน 5 ชุด พบว่ามีประสิทธิภาพ 82.46/83.20 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่ตั้งไว้ 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การประดิษฐ์ของที่ระลึกจากแป้งข้าวเหนียว สาระการงานอาชีพและเทคโนโลยี สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 หลังเรียนด้วยชุดการสอนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 3. นักเรียนมีความคิดเห็นต่อการเรียนด้วยชุดการสอน อยู่ในระดับเห็นด้วยมากที่สุด 4. ผลการสังเกตพฤติกรรมทางการเรียนโดยใช้ชุดการสอน อยู่ในระดับ ดีมาก
การพัฒนาบทเรียนออนไลน์ เรื่อง การนำเสนอข้อมูลด้วยโปรแกรม Microsoft PowerPoint เบื้องต้น รายวิชาเพิ่มเติม ง13201 เทคโนโลยีสารสนเทศ
[ โดย kruinfo ชม 225 ]
บทคัดย่อ การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและหาประสิทธิภาพของบทเรียนออ นไลน์ เรื่อง การนำเสนอข้อมูลด้วยโปรแกรม Microsoft PowerPoint เบื้องต้น รายวิชาเพิ่มเติม ง13201 เทคโนโลยีสารสนเทศ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 เพื่อเปรียบเทียบผลการประเมินทักษะ การนำเสนอข้อมูลด้วยโปรแกรม Microsoft PowerPoint เบื้องต้น และเพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการใช้บทเรียนออนไลน์ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาโรงเรียนเทศบาล ๓ (ยมราชสามัคคี) ประกอบด้วย กลุ่มตัวอย่างในการหาประสิทธิภาพของบทเรียนออนไลน์ เป็นนักเรียนที่กำลังเรียนอยู่ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2552 จำนวน 43 คน ซึ่งมี 3 ขั้นตอน คือ ขั้นทดสอบแบบหนึ่งต่อหนึ่ง ขั้นทดสอบกลุ่มเล็ก และขั้นทดสอบภาคสนาม และกลุ่มตัวอย่างในการทดลองเพื่อเปรียบเทียบผลการประเมินทักษะ การนำเสนอข้อมูลด้วยโปรแกรม Microsoft PowerPoint เบื้องต้น เป็นนักเรียนที่กำลังเรียนอยู่ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2553 จำนวน 40 คน เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูล คือ แบบประเมินทักษะการนำเสนอข้อมูลด้วยโปรแกรม Microsoft PowerPoint เบื้องต้น และแบบสอบถามความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อการใช้บทเรียนออนไลน์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และการทดสอบค่าที ผลการศึกษา พบว่า 1. ประสิทธิภาพของบทเรียนออนไลน์ เรื่อง การนำเสนอข้อมูลด้วยโปรแกรม Microsoft PowerPoint รายวิชาเพิ่มเติม ง13201 เทคโนโลยีสารสนเทศ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่ผู้รายงานพัฒนาขึ้น มีประสิทธิภาพเท่ากับ 82.13 / 83.44 สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ 80 / 80 2. ผลการเปรียบเทียบผลการประเมินทักษะการนำเสนอข้อมูลด้วยโปรแกรม Microsoft PowerPoint เบื้องต้น รายวิชาเพิ่มเติม ง13201 เทคโนโลยีสารสนเทศ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ทักษะการนำเสนอข้อมูลด้วยโปรแกรม Microsoft PowerPoint เบื้องต้น ของกลุ่มเป้าหมายที่เรียนด้วยบทเรียนออนไลน์หลังเรียน สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 3. นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการใช้บทเรียนออนไลน์ อยู่ในระดับมากที่สุด
รายงานผลการพัฒนาเอกสารประกอบการเรียน งานประดิษฐ์จากเศษวัสดุชั้นประถมศึกษาปีที่ 3
[ โดย kruinfo ชม 268 ]
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างเอกสารประกอบการเรียน เรื่อง การประดิษฐ์จากเศษวัสดุ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 เพื่อหาประสิทธิภาพเอกสารประกอบการเรียน ตามเกณฑ์ 80/80 เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยใช้เอกสารประกอบการเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านช้างสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุดรธานี เขต 1 ปีการศึกษา 2551 จำนวน 5 คน เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วย เอกสารประกอบการเรียน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จำนวน 30 ข้อสถิติที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้า ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ t-test ผลการพัฒนาพบว่า 1. เอกสารเอกสารประกอบการเรียน เรื่อง การประดิษฐ์จากเศษวัสดุ มีประสิทธิภาพ เฉลี่ย 89.33/88.00 สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนด 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3. หลังการใช้เอกสารประกอบการเรียน มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงกว่าก่อนการใช้อกสารประกอบการเรียน เรื่อง งานประดิษฐ์จากเศษวัสดุ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
รายงานการพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่องการใช้โปรแกรม ไมโครซอฟต์เอ็กเซล 2003 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านโคกรัมย์ อำเภอสังขะ จังหวัดสุรินทร์
[ โดย kruinfo ชม 138 ]
บทคัดย่อ การรายงานครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อหาประสิทธิภาพบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง การใช้โปรแกรมไมโครซอฟต์เอ็กเซล 2003 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านโคกรัมย์ อำเภอสังขะ จังหวัดสุรินทร์ 2) เพื่อหาดัชนีประสิทธิผลบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน กลุ่มสาระ การเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี เรื่องการใช้โปรแกรมไมโครซอฟต์เอ็กเซล 2003 สำหรับนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านโคกรัมย์ อำเภอสังขะ จังหวัดสุรินทร์ 3) เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่องการใช้โปรแกรมไมโครซอฟต์เอ็กเซล 2003 4) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อบทเรียนคอมพิวเตอร์ ช่วยสอน เรื่อง การใช้โปรแกรมไมโครซอฟต์เอ็กเซล 2003 กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านโคกรัมย์ อำเภอสังขะ จังหวัดสุรินทร์ ปีการศึกษา 2551 จำนวน 16 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเฉพาะเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้คือ 1)เครื่องมือที่ใช้ในการสอน ได้แก่ บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่องการใช้โปรแกรมไมโครซอฟต์เอ็กเซล 2003 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 2) เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน แบบทดสอบระหว่างเรียน และแบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนด้วยบทเรียน คอมพิวเตอร์ช่วยสอน ผลการศึกษา พบว่า 1)บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่องการใช้โปรแกรมไมโครซอฟต์เอ็กเซล 2003 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีประสิทธิภาพ เท่ากับ 81.88/85.83 2)ค่าดัชนีประสิทธิผล ของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่องการใช้โปรแกรมไมโครซอฟต์เอ็กเซล 2003 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีค่าเท่ากับ 0.6807 3) นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 4) นักเรียนมีความพึงพอใจ ต่อการเรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่องการใช้โปรแกรมไมโครซอฟต์เอ็กเซล 2003 ชั้นประถมศึกษา ปีที่ 6 โดยรวมอยู่ในระดับมาก
รายงานผลการพัฒนาและใช้สื่อประสม งานจักสานตะกร้า กลุ่มสาระการเรียนรู้การงาน อาชีพและเทคโนโลยี (การอาชีพ) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนวัดหนองจิก
[ โดย kruinfo ชม 213 ]
การศึกษาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของสื่อประสม งานจักสานตะกร้า กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนวัดหนองจิก ที่สร้างขึ้นตามเกณฑ์ 80/80 และ ศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนวัดหนองจิก ที่เรียนโดยใช้สื่อประสม งานจักสานตะกร้าประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนวัดหนองจิก ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2549 ทุกคน จำนวน 12 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา คือ สื่อประสมงานจักสานตะกร้า กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่ประกอบด้วย ซีดี-รอม ขั้นตอนการสานตะกร้า(การสอดลาย) และเอกสารประกอบการเรียน จำนวน 8 ตอน และ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบทดสอบก่อนเรียน หลังเรียน ผลการศึกษา พบว่า ประสิทธิภาพของสื่อประสม งานจักสานตะกร้า กลุ่มสาระการเรียนรู้การงาน อาชีพและเทคโนโลยี ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนวัดหนองจิก สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาชัยนาท ที่สร้างขึ้นมีค่าประสิทธิภาพ ( E1/E2 ) 89.27/85.83 สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด คือ 80/80 และมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน โดยใช้สื่อประสม งานจักสานตะกร้า สูงกว่าก่อนเรียน มีค่าความก้าวหน้าทางการเรียนสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ที่ร้อยละ 15 ขึ้นไป ทั้งจากการเปรียบเทียบผลการทดสอบด้วยแบบทดสอบก่อนเรียน หลังเรียน แต่ละตอน มีค่าความก้าวหน้าเฉลี่ยร้อยละ 39.48 และผลการเปรียบเทียบด้วยแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จากการทดสอบก่อนสอนด้วยสื่อประสม และหลังจากสอนด้วยสื่อประสม ทั้ง 8 ตอน มีค่าความก้าวหน้าเฉลี่ยร้อยละ 41.39
รายงานการจัดกิจกรรมสร้างรายได้ระหว่างเรียนด้วยการทอผ้ากี่ผูกเอว ของนักเรียนหญิงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านป่าเลา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาลำพูน เขต 1
[ โดย kruinfo ชม 141 ]
บทคัดย่อ การรายงานครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและรายงานผลการใช้กิจกรรมสร้างรายได้ระหว่างเรียนด้วยการทอผ้ากี่ผูกเอว และ เพื่อหาระดับความพึงพอใจของนักเรียนในการใช้กิจกรรมสร้างรายได้ระหว่างเรียนด้วยการทอผ้ากี่ผูกเอวประชากรเป็นนักเรียนหญิงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ปีการศึกษา 2551 จำนวน 12 คน นวัตกรรมที่ใช้ ประกอบด้วย หนังสืออ่านเสริมกิจกรรมสร้างรายได้ระหว่างเรียนด้วยการทอผ้ากี่ผูกเอว และแผนการจัดการเรียนรู้กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน(แนะแนว) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลประกอบด้วย แบบสังเกตสภาพความเป็นอยู่ทางเศรษฐกิจในครอบครัวของนักเรียน แบบทดสอบวัดความรู้ เรื่องการทอผ้ากี่ผูกเอว แบบวัดความพึงพอใจต่อการจัดกิจกรรมสร้างรายได้ระหว่างเรียนด้วยการทอผ้ากี่ผูกเอว แบบประเมินคุณลักษณะด้านการทำงาน และแบบวัดทักษะปฏิบัติการทอผ้ากี่ผูกเอว ก่อนดำเนินการศึกษา ผู้รายงานสังเกตสภาพความเป็นอยู่ทางเศรษฐกิจในครอบครัวของนักเรียน บันทึกผลเป็นข้อมูลเชิงคุณภาพ และนำแบบทดสอบ ไปทดสอบก่อนเรียน (Pre - test) จากนั้นดำเนินการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ โดยใช้ หนังสืออ่านเสริมกิจกรรมสร้างรายได้ระหว่างเรียนด้วยการทอผ้ากี่ผูกเอวที่ ผู้รายงานสร้างขึ้น จำนวน 7 ครั้ง ในระหว่างการจัดกิจกรรมได้สังเกตคุณลักษณะด้านการทำงาน และประเมินผลการปฏิบัติการทอผ้าด้วยกี่ผูกเอว หลังสิ้นสุดการจัดกิจกรรมผู้รายงานได้ทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์(Post - test) โดยใช้แบบทดสอบฉบับเดิม ประเมินความพึงพอใจโดยใช้แบบสอบถามความพึงพอใจต่อการจัดกิจกรรมสร้างรายได้ระหว่างเรียน และสังเกตสภาพความเป็นอยู่เศรษฐกิจในครอบครัวของนักเรียนที่ศึกษา บันทึกผลเป็นข้อมูลเชิงคุณภาพ ผลการศึกษาพบว่า การจำหน่ายผลิตภัณฑ์ผ้าทอออกสู่ตลาดทำให้เกิดรายได้เพิ่มขึ้น นักเรียน สามารถนำมาปรับปรุงที่อยู่อาศัยของนักเรียนให้มีสภาพคงทน และมีเงินเก็บออม นักเรียนได้เห็นคุณค่าของอาชีพในท้องถิ่นของตนเอง นักเรียนได้มองเห็นว่าการทอผ้ากี่ผูกเอว สามารถยกระดับคุณภาพชีวิตในครอบครัวของนักเรียนได้ จนมีความพึงพอใจต่อการจัดกิจกรรม ที่ได้มีโอกาสเรียนรู้เรื่องการทอผ้า มีโอกาสได้ฝึกปฏิบัติพร้อม ๆ ไปกับการฝึกคุณลักษณะที่ดีในด้านการทำงาน และฝึกให้เป็นคนมีคุณธรรมจริยธรรมที่ดี
รายงานการใช้บทเรียนสำเร็จรูป หน่วยการเรียนรู้ที่ 3 อาหารและโภชนาการ
[ โดย kruinfo ชม 192 ]
การจัดการเรียนรู้โดยใช้บทเรียนสำเร็จรูป เป็นนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ชนิดหนึ่ง ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ คือ ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ด้วยตนเองตามความสามารถของตนเอง เป็นการตอบสนองความแตกต่างระหว่างบุคคลและได้พัฒนาเต็มตามศักยภาพ จึงมีความสนใจที่จะพัฒนาบทเรียนสำเร็จรูป หน่วยการเรียนรู้ที่ 3 อาหารและโภชนาการ กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี(งานบ้าน) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โดยมีความมุ่งหมาย 1) เพื่อรายงานการใช้บทเรียนสำเร็จรูปหน่วยการเรียนรู้ที่ 3 อาหารและโภชนาการ กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (งานบ้าน) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 85/85 2) เพื่อศึกษาดัชนีประสิทธิผลของบทเรียนสำเร็จรูป หน่วยการเรียนรู้ที่ 3 อาหารและโภชนาการ กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (งานบ้าน) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจต่อการเรียนรู้ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ที่มีต่อการเรียนรู้ด้วยบทเรียนสำเร็จรูป หน่วยการเรียนรู้ ที่ 3 อาหารและโภชนาการ กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (งานบ้าน) กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียน นาตาลวิทยาคม อำเภอท่าคันโท สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากาฬสินธุ์ เขต 2 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2550 จำนวน 18 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ มี 4 ชนิด ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ประกอบการใช้บทเรียนสำเร็จรูป สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 12 แผน บทเรียนสำเร็จรูป หน่วยการเรียนรู้ที่ 3 อาหารและโภชนาการ กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (งานบ้าน) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 6 เล่ม แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบปรนัย ชนิดเลือกตอบ 3 ตัวเลือก จำนวน 20 ข้อ และแบบวัดความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ที่มีต่อการเรียนรู้โดยบทเรียนสำเร็จรูป หน่วยการเรียนรู้ที่ 3 อาหารและโภชนาการ กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (งานบ้าน) สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าดัชนีประสิทธิผล ผลการศึกษาพบว่า ประสิทธิภาพของบทเรียนสำเร็จรูป หน่วยการเรียนรู้ที่ 3 อาหารและโภชนาการ กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (งานบ้าน) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 87.03/89.45 ค่าดัชนีประสิทธิผลของบทเรียนสำเร็จรูป หน่วยการเรียนรู้ที่ 3 อาหารและโภชนาการ กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (งานบ้าน) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 มีค่าเท่ากับ 0.8207 คิดเป็นร้อยละ 82.07 และความพึงพอใจ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ โดยใช้บทเรียนสำเร็จรูป หน่วยการเรียนรู้ที่ 3 อาหารและโภชนาการ กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (งานบ้าน) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โดยรวมอยู่ในระดับมาก โดยสรุปบทเรียนสำเร็จรูป หน่วยการเรียนรู้ที่ 3 อาหารและโภชนาการ กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (งานบ้าน) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลเหมาะสมที่จะนำไปใช้ในการพัฒนาการเรียนรู้ ให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ที่มีคุณภาพและ มีความพึงพอใจต่อการเรียนรู้
รายงานการพัฒนาเอกสารประกอบการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี เรื่องการประดิษฐ์ของที่ระลึกจากเกล็ดปลา
[ โดย kruinfo ชม 1,002 ]
การรายงานการพัฒนาเอกสารประกอบการเรียนรู้มีวัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนาเอกสาร ประกอบการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี เรื่องการประดิษฐ์ ของที่ระลึกจากเกล็ดปลา ให้มีประสิทธิภาพตามเกมณฑ์มาตรฐาน 80/80 เพื่อเปรียบเทียบ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ภายหลังเรียนด้วยเอกสารประกอบการเรียนรู้สาระการเรียนรู้การงาน อาชีพและเทคโนโลยี เรื่องการประดิษฐ์ของที่ระลึกจากเกล็ดปลา เพื่อศึกษาความพึงพอใจ ของนักเรียนที่มีต่อการเรียนด้วยเอกสารประกอบการเรียนรู้ สาระการเรียนรู้การงานอาชีพ และเทคโนโลยี เรื่องการประดิษฐ์ของที่ระลึกจากเกล็ดปลา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ทดลองได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านขุนฝาง อำเภอเมือง จังหวัดอุตรดิตถ์ ปีการศึกษา 2551 จำนวน 12 คน โดยวิธีการสุ่มแบบเฉพาะเจาะจง ( Specific purpose Sampling ) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ แบบตรวจสอบคุณภาพแผนการจัดการเรียนรู้ แบบตรวจสอบคุณภาพของเอกสารประกอบการเรียนรู้ แบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน แบบสอบถาม ความพึงพอใจที่มีต่อเอกสารประกอบการเรียนรู้ เรื่องการประดิษฐ์ของที่ระลึกจากเกล็ดปลา การวิเคราะห์ข้อมูล โดยหาค่าเฉลี่ย ( Mean ) ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ( Standard Deviation ) และการทดสอบค่าที ( T-test ) แล้วนำเสนอในรูปแบบตารางความเรียง ผลการวิจัยพบว่า ผลการวิเคราะห์แผนการจัดการเรียนรู้อยู่เกณฑ์ระดับเดียว ผลการวิเคราะห์แบบสอบถามคุณภาพของเอกสารประกอบการเรียนรู้อยู่ในเกณฑ์ดีมาก ผลการวิเคราะห์แบบทดสอบก่อนเรียนหลังเรียนเรื่องการประดิษฐ์ของที่ระลึกจากเกล็ดปลาพบว่าคะแนนแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ ระดับ 0.05 ผลการวิเคราะห์แบบสอบถามความพึงพอใจที่มีต่อเอกสารประกอบการเรียนรู้ เรื่องการประดิษฐ์ของที่ระลึกจากเกล็ดปลาอยู่ในระดับความพึงพอใจมากที่สุด
การพัฒนาคุณภาพการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่เน้นทักษะการคิด ของพนักงานครู โรงเรียนเทศบาล ๓ (โศภนพิทยาคุณานุสรณ์) อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา
[ โดย kruinfo ชม 128 ]
การศึกษาครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาปัญหาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่เน้นทักษะการคิดของพนักงานครูโรงเรียนเทศบาล ๓ (โศภนพิทยาคุณานุสรณ์) อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เพื่อศึกษาความรู้ความเข้าใจในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่เน้นทักษะการคิด ก่อนและหลังการอบรมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง การพัฒนาคุณภาพการจัดการเรียนรู้ที่เน้นทักษะการคิดของพนักงานครู โรงเรียนเทศบาล ๓ (โศภนพิทยาคุณานุสรณ์) อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เพื่อศึกษาผลการประเมินคุณภาพแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่เน้นทักษะการคิดของพนักงานครูโรงเรียนเทศบาล ๓ (โศภนพิทยาคุณานุสรณ์) อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เพื่อศึกษาความพึงพอใจที่มีต่อการอบรมเชิงปฏิบัติการเรื่อง การพัฒนาคุณภาพการจัดการเรียนรู้ที่เน้นทักษะการคิด ของพนักงานครูโรงเรียนเทศบาล ๓ (โศภนพิทยาคุณานุสรณ์) อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา และเพื่อประมวลผลข้อเสนอแนะของพนักงานครูเทศบาลเกี่ยวกับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่เน้นทักษะการคิด ประชากรที่ใช้ในการศึกษาได้แก่พนักงานครูโรงเรียนเทศบาล ๓ (โศภนพิทยาคุณานุสรณ์) อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ปีการศึกษา 2550 จำนวน 45 คน ที่เข้ารับการอบรมเชิงปฏิบัติการ เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ประกอบด้วย 1. แบบสอบถามศึกษาสภาพปัญหาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่เน้นทักษะการคิดของพนักงานครู 2. แบบสอบถามความรู้ความเข้าใจ การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่เน้นทักษะการคิดของพนักงานครูโรงเรียนเทศบาล ๓ (โศภนพิทยาคุณานุสรณ์) อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา 3. แบบสอบถามความพึงพอใจของผู้เข้ารับการอบรมที่มีต่อการอบรมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง การพัฒนาคุณภาพการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่เน้นทักษะการคิดของพนักงานครู โรงเรียนเทศบาล ๓ (โศภนพิทยาคุณานุสรณ์) อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา 4. แบบสอบถามการประเมินคุณภาพแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่เน้นทักษะการคิด ของพนักงานครูโรงเรียนเทศบาล ๓ (โศภนพิทยาคุณานุสรณ์) อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา วิเคราะห์ข้อมูลโดย หาค่าดัชนีความสอดคล้อง ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าที ผลการวิจัยพบว่า 1. ความคิดเห็นต่อสภาพปัญหาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่เน้นทักษะการคิดของพนักงานครูโรงเรียนเทศบาล ๓ (โศภนพิทยาคุณานุสรณ์) อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลาโดยภาพรวมมีปัญหาอยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ย 3.79 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.76 2. ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่เน้นทักษะการคิดของพนักงานครูโรงเรียนเทศบาล ๓ (โศภนพิทยาคุณานุสรณ์) อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ก่อนได้รับการอบรมเชิงปฏิบัติการ มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 19.56 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 2.05 และหลังได้รับการอบรมเชิงปฏิบัติการ มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 40.09 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 2.66 ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่เน้นทักษะการคิดหลังได้รับการอบรมสูงกว่าก่อนการอบรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 3. การประเมินคุณภาพการเขียนแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่เน้นทักษะการคิดของพนักงานครูโรงเรียนเทศบาล ๓ (โศภนพิทยาคุณานุสรณ์) อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา โดยภาพรวมมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก สอดคล้องกับสมมติฐานที่ตั้งไว้ มีค่าเฉลี่ยโดยภาพรวมเท่ากับ 3.77 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.35 และเมื่อพิจารณาเป็นรายข้อมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก 4. ความพึงพอใจต่อการอบรมเชิงปฏิบัติการ โดยภาพรวมมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก สอดคล้องกับสมมติฐานที่ตั้งไว้ มีค่าเฉลี่ยโดยภาพรวมเท่ากับ 3.94 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานโดยภาพรวมเท่ากับ 0.45 5. การประมวลผลข้อเสนอแนะของพนักงานครูเทศบาลเกี่ยวกับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่เน้นทักษะการคิด ผู้สอนต้องการพัฒนาตนเองในเรื่องการเขียนแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่เน้นทักษะการคิด ซึ่งสอดคล้องกับกลุ่มสาระการเรียนรู้ รวมทั้งต้องการพัฒนาเทคนิคการสอนรูปแบบการสอน วิธีการวัดผล และประเมินผล เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ โดยสรุป ผลการอบรมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง การพัฒนาคุณภาพการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่เน้นทักษะการคิดของพนักงานครู โรงเรียนเทศบาล ๓ (โศภนพิทยาคุณานุสรณ์) สามารถนำไปใช้ปรับเปลี่ยนรูปแบบ วิธีสอน และเทคนิคการสอน กระบวนการเรียนรู้ ให้ผู้เรียนมีทักษะพื้นฐานการคิดที่สามารถเชื่อมโยงการคิดในระดับสูงได้ และส่งผลให้ผู้เรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น
รายงานการใช้ชุดการสอน เรื่อง การปลูกหอมแดงโดยใช้น้ำหมักชีวภาพ รายวิชาการงานอาชีพและเทคโนโลยี ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5
[ โดย kruinfo ชม 182 ]
การจัดการเรียนการสอน รายวิชาการงานอาชีพและเทคโนโลยี พบปัญหาสำคัญ คือผู้เรียนขาดความกระตือรือร้น ไม่สามารถปฏิบัติได้อย่างถูกต้องตามหลักการและวิธีการ ขาดทักษะกระบวนการทำงานกลุ่ม การวางแผนในการทำงาน เพื่อให้ผู้เรียนให้มีความเข้าใจในกระบวนการทำงานกลุ่ม การวางแผนการทำงาน ส่งผลให้ผู้เรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ดี สามารถนำความรู้ไปพัฒนาในการประกอบอาชีพ การรายงานครั้งนี้จึงมีวัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนาชุดการสอน เรื่อง การปลูกหอมแดงโดยใช้น้ำหมักชีวภาพ รายวิชาการงานอาชีพและเทคโนโลยี ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 และ เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนของผู้เรียนที่เรียนโดยใช้ชุดการสอน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการรายงาน คือ นักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/1 โรงเรียนหนองทุ่มศรีสำราญวิทยา อำเภอวังหิน จังหวัดศรีสะเกษ จำนวน 30 คน ที่ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ ประกอบด้วย ชุดการสอน แผนการเรียนรู้ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนแบบปรนัย ชนิดเลือกตอบ จำนวน 60 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ t- test ผลการดำเนินการ พบว่า ได้ชุดการสอนแบบบรรยาย เรื่อง การปลูกหอมแดงโดยใช้ น้ำหมักชีวภาพ ที่มีประสิทธิภาพ เท่ากับ 88.22/82.00 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด ผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้ชุดการสอนแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดย ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน สามารถนำรูปแบบการจัดกิจกรรมไปใช้เป็น แนวทางสำหรับครูผู้สอนวิชาการงานอาชีพและเทคโนโลยี และในรายวิชาอื่นๆต่อไป
การพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง การเขียนแบบ กลุ่มสาระการงานอาชีพและเทคโนโลยี ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3
[ โดย kruinfo ชม 119 ]
บทคัดย่อ บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนเป็นนวัตกรรมการเรียนการสอนในยุคเทคโนโลยีสารสนเทศ และ การสื่อสารที่ผู้เรียนสามารถใช้เพื่อการเรียนรู้ได้ด้วยตนเองโดยไม่จำกัด สถานที่และเวลาโดย เฉพาะอย่างยิ่งบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง การเขียนแบบเบื้องต้น กลุ่มสาระการงานอาชีพและเทคโนโลยี ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ดังนั้น การศึกษาครั้งนี้จึงมีความมุ่งหมายในการศึกษา ดังนี้ 1) เพื่อพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ เรื่อง การเขียนแบบเบื้องต้น กลุ่มสาระการงานอาชีพและเทคโนโลยี ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อศึกษาดัชนีประสิทธิผลของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง การเขียนแบบเบื้องต้น กลุ่มสาระการงานอาชีพและเทคโนโลยี ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่พัฒนาขึ้น 3) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง การเขียนแบบเบื้องต้น กลุ่มสาระการงานอาชีพและเทคโนโลยี ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่ได้พัฒนาขึ้น 4) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง การเขียนแบบเบื้องต้น กลุ่มสาระการงานอาชีพและเทคโนโลยี ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่ได้พัฒนาขึ้น กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 1 ห้องเรียน จำนวน 19 คน ที่เรียนในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2550 โรงเรียนกันทรวิชัย อำเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาประกอบด้วย บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จำนวน 40 ข้อ ได้ค่าความยากตั้งแต่ 0.22 ถึง 0.78 ค่าอำนาจจำแนกตั้งแต่ 0.22 ถึง 0.97 และค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบเท่ากับ 0.94 และแบบวัดความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน สถิติที่ใช้ คือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบสมมติฐานด้วย t-test (Dependent Samples) ผลการศึกษาปรากฏ ดังนี้ 1. บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง การเขียนแบบเบื้องต้น กลุ่มสาระการงานอาชีพและเทคโนโลยี ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่พัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพ 91.97/88.68 สูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ที่ตั้งไว้ 2. ค่าดัชนีประสิทธิผลของนักเรียนจากการเรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง การเขียนแบบเบื้องต้น กลุ่มสาระการงานอาชีพและเทคโนโลยี ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3เท่ากับ 0.75 ซึ่งหมายความว่า นักเรียนมีความรู้เพิ่มขึ้นกว่าเดิม ร้อยละ 75 3. นักเรียนที่เรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง การเขียนแบบเบื้องต้น กลุ่มสาระการงานอาชีพและเทคโนโลยี ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และมีความพึงพอใจต่อบทเรียนที่พัฒนาขึ้นอยู่ในระดับพอใจมากที่สุด 4. นักเรียนมีความพึงพอใจต่อบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง การเขียนแบบเบื้องต้น กลุ่มสาระการงานอาชีพและเทคโนโลยี ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 อยู่ในระดับมากที่สุด โดยสรุป การศึกษาครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่าบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง การเขียนแบบเบื้องต้น กลุ่มสาระการงานอาชีพและเทคโนโลยี ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีประสิทธิภาพสามารถใช้ประกอบการสอน ส่งผลให้นักเรียนมีความก้าวหน้าทางการเรียนเพิ่มขึ้น และช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
รายงานการพัฒนาเอกสารประกอบการเรียนสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี เรื่อง
[ โดย kruinfo ชม 149 ]
รายงานการพัฒนาเอกสารประกอบการเรียนสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี เรื่อง
รายงานผลการเรียนรู้งานช่างพื้นฐานโดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี
[ โดย kruinfo ชม 147 ]
การศึกษาพัฒนานี้มีวัตถุประสงค์คือ 1.เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนให้สูงขึ้น 2. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียน 3. เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง งานช่างพื้นฐาน ตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 และ 4. เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง งานช่างพื้นฐาน สำหรับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยีกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2550 โรงเรียนศรีนคร อำเภอศรีนคร จังหวัดสุโขทัย จำนวน 40 คน ที่ได้จากการสุ่มแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ได้แก่ ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและแบบประเมินความพึงพอใจที่มีต่อชุดกิจกรรมการเรียนรู้ สำหรับ เนื้อหาของชุดกิจกรรมการเรียนรู้ งานช่างพื้นฐาน มีทั้งหมด 5 ชุด ดังนี้ ชุดที่ 1 เรื่อง ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับงานช่าง ชุดที่ 2 เรื่อง ความปลอดภัยในการปฏิบัติงานช่าง ชุดที่ 3 เรื่อง การอ่านแบบ ชุดที่ 4 เรื่อง งานไม้ ชุดที่ 5 เรื่อง งานสี สำหรับ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าเฉลี่ยประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมการเรียนรู้ ตามเกณฑ์ 80/80 ซึ่งหาได้จากค่าเฉลี่ยของคะแนนจากการทำชุดกิจกรรมการเรียนรู้ งานช่างพื้นฐาน แต่ละชุด และค่าเฉลี่ยของการวัดผลสัมฤทธิ์หลังจากใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ งานช่างพื้นฐาน แต่ละชุด นอกจากนี้ยังใช้ค่าสถิติค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบ T-Test ผลการศึกษาพัฒนาพบว่า 1. ในปีการศึกษา 2550 นักเรียนที่เรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเฉลี่ย 3.05 ซึ่งเมื่อเทียบกับเกณฑ์ที่กำหนดพบว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงกว่าเกณฑ์คิดเป็นค่าเฉลี่ย 0.55 2. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนคิดเป็นค่าเฉลี่ย 17.75 และมีคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนเฉลี่ย 22.70 เมื่อนำไปเทียบกับค่าที ( t-test ) พบว่า คะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียนแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ ระดับ 0.05 3. ด้านประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง งานช่างพื้นฐานมีประสิทธิภาพ E / E = 83.51/86.75 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนด 4. ด้านความพึงพอใจที่มีต่อชุดกิจกรรมการเรียนรู้ พบว่านักเรียนมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด คิดเป็นค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.58 ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเฉลี่ยเท่ากับ 0.47
รายงานผลการใช้ชุดการเรียน เรื่อง การทำนาข้าวอินทรีย์ วิชาเทคโนโลยีเพื่อการทำงานและอาชีพ รหัส ง43101 กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6
[ โดย kruinfo ชม 153 ]
บทคัดย่อ การศึกษาครั้งนี้จึงมีจุดมุ่งหมาย (1) เพื่อหาประสิทธิภาพชุดการเรียน เรื่อง การทำนาข้าวอินทรีย์ วิชา เทคโนโลยีเพื่อการทำงานและอาชีพ รหัส ง43101 กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 (2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน ที่เกิดจากการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ชุดการเรียน เรื่องการทำนาข้าวอินทรีย์ วิชา เทคโนโลยีเพื่อการทำงานและอาชีพ รหัส ง43101 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 (3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่เกิดจากการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ ชุดการเรียน เรื่องการทำนาข้าวอินทรีย์ วิชา เทคโนโลยีเพื่อการทำงานและอาชีพ รหัส ง43101 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 21 คน ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ได้แก่ (1) ชุดการเรียน เรื่องการทำนาข้าวอินทรีย์ วิชา เทคโนโลยีเพื่อการทำงานและอาชีพ รหัส ง43101 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 10 ชุด (2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จำนวน 40 ข้อ (3) แบบวัดความพึงพอใจของนักเรียน ที่มีต่อ ชุดการเรียน เรื่องการทำนาข้าวอินทรีย์ วิชา เทคโนโลยีเพื่อการทำงานและอาชีพ รหัส ง43101 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ร้อยละ และ t – test (Dependent Samples) ผลการศึกษาพบว่าชุดการเรียน เรื่อง การทำนาข้าวอินทรีย์ วิชา เทคโนโลยีเพื่อการทำงานและอาชีพ รหัส ง43101 กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6ทั้ง 10 ชุด พบว่า มีประสิทธิภาพโดยรวม เท่ากับ 81.02/81.81 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ 80/80 และผลการใช้ชุดการเรียน เรื่อง การทำนาข้าวอินทรีย์ วิชา เทคโนโลยีเพื่อการทำงานและอาชีพ รหัส ง43101 กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 พบ ว่า นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 สำหรับความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ชุดการ เรียน เรื่อง การทำนาข้าวอินทรีย์ วิชา เทคโนโลยีเพื่อการทำงานและอาชีพ รหัส ง43101 กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 มีคุณภาพอยู่ในระดับมากที่สุดจึงกล่าวได้ว่า ชุดการเรียน เรื่อง การทำนาข้าวอินทรีย์ วิชา เทคโนโลยีเพื่อการทำงานและอาชีพ รหัส ง43101 กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ส่งผลให้นักเรียนบรรลุผลตามจุดมุ่งหมายได้เป็นอย่างดี
รายงานการพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้งานช่างพื้นฐาน เรื่อง งานไม้ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนเทศบาล 2 (วัดทุ่งสวน) สังกัดเทศบาลเมืองกำแพงเพชร
[ โดย kruinfo ชม 168 ]
บทคัดย่อ การศึกษาในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1) เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมการเรียนรู้งานช่างพื้นฐาน เรื่อง งานไม้ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียน และหลังเรียน ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ งานช่างพื้นฐาน เรื่อง งานไม้ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่มีต่อชุดกิจกรรมการเรียนรู้งานช่างพื้นฐาน เรื่อง งานไม้ ประชากร ที่ใช้ในการศึกษา คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนเทศบาล 2 (วัดทุ่งสวน) ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2552 จำนวน 109 คน กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/2 โรงเรียนเทศบาล 2 (วัดทุ่งสวน) ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2552 จำนวน 36 คน ซึ่งได้มาโดยการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบกลุ่ม (Cluster Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา คือ 1) ชุดกิจกรรมการเรียนรู้งานช่างพื้นฐาน เรื่อง งานไม้ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 5 ชุด 2) แผนการจัดการเรียนรู้ โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้งานช่างพื้นฐาน เรื่อง งานไม้ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 5 แผน 3) แบบทดสอบท้ายชุดกิจกรรมการเรียนรู้ ใช้เป็นแบบทดสอบวัดผลการเรียนรู้ที่คาดหวังในแต่ละชุดกิจกรรมการเรียนรู้ มีลักษณะเป็นแบบทดสอบปรนัย ชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวนชุดละ 10 ข้อ 4) แบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้งานช่างพื้นฐาน เรื่อง งานไม้ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 เป็นแบบทดสอบปรนัย ชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 40 ข้อ 5) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่มีต่อชุดกิจกรรมการเรียนรู้ มีลักษณะเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า (Rating scale) 5 ระดับ จำนวน 15 ข้อ การวิเคราะห์ข้อมูลความสอดคล้องของชุดกิจกรรมการเรียนรู้ แบบทดสอบ และแบบสอบถามความพึงพอใจ วิเคราะห์โดยใช้ค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ระหว่างข้อคำถามกับจุดประสงค์การประเมินความเหมาะสมขององค์ประกอบของชุดกิจกรรมการเรียนรู้ สำหรับผู้เชี่ยวชาญ และความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อชุดกิจกรรมการเรียนรู้ วิเคราะห์โดยหาค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน การหาค่าประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมการเรียนรู้ วิเคราะห์โดยใช้ค่า E1/E2 และ การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนก่อนเรียนและหลัง เรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ งานช่างพื้นฐาน เรื่อง งานไม้ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 วิเคราะห์โดยการหาค่า t-test แบบ dependent ผลการศึกษา พบว่า 1. การสร้างและหาประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมการเรียนรู้ งานช่างพื้นฐาน เรื่อง งานไม้ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 พบว่า มีความเหมาะสมในระดับ มากที่สุด และมีประสิทธิภาพ เท่ากับ 82.11 / 81.29 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ 2. ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ งานช่างพื้นฐาน เรื่อง งานไม้ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 พบว่า นักเรียนมีคะแนนทดสอบหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 3. การประเมินความพึงพอใจของนักเรียน ที่มีต่อชุดกิจกรรมการเรียนรู้ งานช่างพื้นฐาน เรื่อง งานไม้ โดยภาพรวม พบว่า นักเรียนมีความพึงพอใจอยู่ระดับ มาก เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่า นักเรียนมีความพึงพอใจอยู่ในระดับ มาก ทุกข้อ โดยข้อที่มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด ได้แก่ ส่งเสริมให้ผู้เรียนได้ฝึกค้น รวบรวมข้อมูลและสร้างสรรค์ความรู้ด้วยตนเอง รองลงมา ได้แก่ ส่งเสริมให้ผู้เรียนมีวินัยและรับผิดชอบในการทำงาน และข้อที่มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด ได้แก่ ส่งเสริมนักเรียนฝึกคิดอย่างหลากหลายและสร้างสรรค์จินตนาการ ตลอดจนได้แสดงออกอย่างชัดเจนและมีเหตุผล
พัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน สาระการเรียนรู้เพิ่มเติม(คอมพิวเตอร์) เรื่อง การใช้งานโปรแกรม Microsoft PowerPoint 2003 ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5
[ โดย kruinfo ชม 321 ]
บทเรียนคอมพิวเตอร์ในยุคปัจจุบัน เป็นนวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการศึกษาที่มีรูปแบบการนำเสนอเนื้อหาได้หลากหลาย ตอบสนองต่อการจัดการเรียนการสอน ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ การศึกษาค้นคว้าครั้งนี้ มีความมุ่งหมายเพื่อพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน สาระการเรียนรู้เพิ่มเติม(คอมพิวเตอร์) เรื่อง การใช้งานโปรแกรม Microsoft PowerPoint 2003 ของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80เพื่อหาดัชนีประสิทธิผลบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง การใช้งานโปรแกรม Microsoft PowerPoint 2003 ของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่พัฒนาขึ้นเพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่มีต่อบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน สาระการเรียนรู้เพิ่มเติม (คอมพิวเตอร์) เรื่อง การใช้งานโปรแกรม Microsoft PowerPoint 2003กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าครั้งนี้ เป็นนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2550 โรงเรียนบ้านไร่ต้นสำโรง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครปฐม เขต 1 จำนวน 16 คน โดยวิธีการเลือกแบบเจาะจง ( Purposive Sampling ) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าครั้งนี้มี 3 ชนิดคือ บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง การใช้งานโปรแกรม Microsoft PowerPoint 2003 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง การใช้งานโปรแกรม Microsoft PowerPoint 2003 แบบสอบถามความพึงพอใจต่อบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง การใช้งานโปรแกรม Microsoft PowerPoint 2003 ผลการศึกษาค้นคว้าปรากฏดังนี้ 1. บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน สาระการเรียนรู้เพิ่มเติม (คอมพิวเตอร์) เรื่อง การใช้งานโปรแกรม Microsoft PowerPoint 2003 สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 85.31/ 82.83 2. บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน สาระการเรียนรู้เพิ่มเติม (คอมพิวเตอร์) เรื่อง การใช้งานโปรแกรม Microsoft PowerPoint 2003 สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 มีดัชนีประสิทธิผลของบทเรียนคอมพิวเตอร์มีค่าเท่ากับ 0.7395หรือคิดเป็นร้อยละ 73.95 3. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 มีความพึงพอใจต่อการเรียนโดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน สาระการเรียนรู้เพิ่มเติม (คอมพิวเตอร์) เรื่อง การใช้งานโปรแกรม Microsoft PowerPoint 2003ในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ( = 4.57) รายการที่นักเรียนมีความพึงพอใจมากที่สุด คือ เมื่อได้ทำกิจกรรมสร้างสรรค์ผลงาน และนำเสนอผลงาน และนักเรียนต้องการเรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนในสาระการเรียนรู้อื่นๆด้วย มีความพึงพอใจสูงเป็นลำดับแรกมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ ( = 4.70)
ผลการพัฒนาเอกสารประกอบการเรียน เรื่อง งานประดิษฐ์จากวัสดุธรรมชาติ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี
[ โดย kruinfo ชม 126 ]
บทคัดย่อ การศึกษาครั้งนี้ เป็นการรายงานผลการพัฒนาเอกสารประกอบการเรียน เรื่อง งานประดิษฐ์ จากวัสดุธรรมชาติ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี โรงเรียนวัดบางปะกอก สำนักงานเขตราษฎร์บูรณะ กรุงเทพมหานคร โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างเอกสารประกอบการเรียน เรื่อง งานประดิษฐ์จากวัสดุธรรมชาติ กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 และเพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง งานประดิษฐ์จากวัสดุธรรมชาติ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ระหว่างคะแนนก่อนเรียนและหลังเรียน ด้วยเอกสารประกอบการเรียนที่ผู้ศึกษาสร้างขึ้น โดยมีสมมติฐานในการศึกษาค้นคว้า คือ เอกสารประกอบการเรียน เรื่อง งานประดิษฐ์จากวัสดุธรรมชาติ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ที่ผู้ศึกษาค้นคว้าสร้างขึ้นมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน กลุ่มตัวอย่างในการศึกษาครั้งนี้ เป็นกลุ่มตัวอย่างโดยเลือกแบบเจาะจง ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3/2 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2551 โรงเรียนวัดบางปะกอก สำนักงานเขตราษฎร์บูรณะ กรุงเทพมหานคร จำนวน 40 คน ผลการศึกษาปรากฏดังนี้ 1. เอกสารประกอบการเรียน เรื่อง งานประดิษฐ์จากวัสดุธรรมชาติ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ที่ผู้ศึกษาค้นคว้าสร้างขึ้นมีประสิทธิภาพ เท่ากับ 87.63/83.67 สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ คือ 80/80 2. การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียน พบว่า คะแนนเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยมีค่าคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน
การจัดการเรียนรู้โดยใช้เอกสารประกอบการเรียนรู้รูปแบบนิทาน เรื่อง การประดิษฐ์ ดอกไม้จากวัสดุที่ย่อยสลายและสะท้อนเอกลักษณ์ไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5
[ โดย kruinfo ชม 103 ]
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพเอกสารประกอบการเรียนรู้รูปแบบนิทาน เรื่อง การ ประดิษฐ์ดอกไม้จากวัสดุที่ย่อยสลายและสะท้อนเอกลักษณ์ไทย กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การประดิษฐ์ดอกไม้จากวัสดุที่ย่อยสลายและสะท้อนเอกลักษณ์ไทยของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่เรียนด้วยเอกสารประกอบการเรียนรู้รูปแบบนิทาน เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่เรียนโดยเอกสารประกอบการเรียนรู้รูปแบบนิทาน ประชากรที่ใช้ในการศึกษา คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านแฮะ อำเภอปง จังหวัดพะเยา จำนวน 11 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ เอกสารประกอบการเรียนรู้รูปแบบนิทาน แบบประเมินเอกสารประกอบการเรียนรู้ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบสอบถามความคิดเห็นเกี่ยวกับความพึงพอใจของนักเรียนต่อเอกสารประกอบการเรียนรู้ ผู้วิจัยได้นำข้อมูลที่ได้จากการทดลองมาวิเคราะห์โดยหา ค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผล การศึกษาพบว่า เอกสารประกอบการเรียนรู้รูปแบบนิทาน เรื่อง การประดิษฐ์ดอกไม้จากวัสดุที่ย่อยสลาย และสะท้อนเอกลักษณ์ไทย กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 5 เรื่อง มีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ 80/80 กล่าวคือ เอกสารประกอบการเรียนรู้รูปแบบนิทาน เรื่อง การประดิษฐ์ดอกไม้จากวัสดุที่ย่อยสลาย และสะท้อนเอกลักษณ์ไทย กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 เล่มที่ 1 ตอน การฟอกขาวและการย้อมสีเปลือกข้าวโพด มีประสิทธิภาพ 84.00/83.00 เล่มที่ 2 ตอน การประดิษฐ์ดอกไม้จากเปลือกข้าวโพด มีประสิทธิภาพ 84.00/83.00 เล่มที่ 3 ตอน การประดิษฐ์กระทงจากเปลือกข้าวโพด มีประสิทธิภาพ 84.00/85.00 เล่มที่ 4 ตอนการประดิษฐ์ถาดสามเหลี่ยมจากเปลือกข้าวโพด มีประสิทธิภาพ 85.00/ 85.00 เล่มที่ 5ตอน การประดิษฐ์มาลัยเกลียวจากเปลือกข้าวโพด มีประสิทธิภาพ 86.00/87.00 นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน นักเรียนมีความพึงพอใจต่อเอกสารประกอบการเรียนรู้รูปแบบนิทาน อยู่ในระดับมากที่สุด ทั้งนี้เป็นการจัดการเรียนการสอนที่นำเสนอเนื้อหาในรูปแบบนิทาน ทำให้นักเรียนสนุกสนาน เกิดความเพลิดเพลิน
รายงานผลการใช้เอกสารประกอบการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและ เทคโนโลยี (งานประดิษฐ์) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ชุด ภูมิปัญญาท้องถิ่นประดิษฐ์ดอกไม้จากเปลือกข้าวโพด
[ โดย kruinfo ชม 156 ]
บทคัดย่อ รายงานผลการใช้เอกสารประกอบการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและ เทคโนโลยี (งานประดิษฐ์) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ชุด ภูมิปัญญาท้องถิ่นประดิษฐ์ดอกไม้จาก เปลือกข้าวโพด มี จุดประสงค์ของการศึกษา เพื่อ (1) สร้างและหาประสิทธิภาพของเอกสารประกอบการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้การงาน อาชีพและเทคโนโลยี (งานประดิษฐ์) ชุด ภูมิปัญญาท้องถิ่นประดิษฐ์ดอกไม้จากเปลือกข้าวโพด สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านคลองกรวด อำเภอหนองไผ่ จังหวัดเพชรบูรณ์ ตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 (2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและ เทคโนโลยี (งานประดิษฐ์) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้เอกสารประกอบการเรียน ชุด ภูมิปัญญาท้องถิ่นประดิษฐ์ดอกไม้จากเปลือกข้าวโพด และ (3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านคลองกรวด อำเภอหนองไผ่ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 3 ที่มีต่อการใช้เอกสารประกอบการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและ เทคโนโลยี (งานประดิษฐ์) ชุด ภูมิปัญญาท้องถิ่นประดิษฐ์ดอกไม้จากเปลือกข้าวโพด ดำเนินการศึกษาโดยใช้แบบแผนการทดลองแบบ The single group pretest - posttest design กลุ่มเป้าหมายในการศึกษา คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านคลองกรวด อำเภอหนองไผ่ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 3 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2552 จำนวน 15 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา คือ เอกสารประกอบการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (งานประดิษฐ์) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ชุด ภูมิปัญญาท้องถิ่นประดิษฐ์ดอกไม้จาก เปลือกข้าวโพด แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ และแบบประเมินความพึงพอใจของผู้เรียน จำนวน 10 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือ ค่าประสิทธิภาพของเอกสารประกอบการเรียน ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที (t - test) ผลการศึกษาพบว่า 1. เอกสารประกอบการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (งานประดิษฐ์) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ชุด ภูมิปัญญาท้องถิ่นประดิษฐ์ดอกไม้จากเปลือกข้าวโพด ที่ผู้ศึกษาสร้างขึ้นมีประสิทธิภาพเท่ากับ 82.73/82.22 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนด คือ 80/80 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนหลังการใช้เอกสารประกอบการเรียนสูงกว่า ก่อนการใช้เอกสารประกอบการเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 3. ระดับความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้เอกสารประกอบการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (งานประดิษฐ์) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ชุด ภูมิปัญญาท้องถิ่นประดิษฐ์ดอกไม้จากเปลือกข้าวโพด ในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.59 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.14
รายงานการพัฒนาและผลการใช้บทเรียนสำเร็จรูป ชุดขนมไทย..ใจรักษ์..แสนอร่อย กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี วิชา งานขนมไทย ง 30203 ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2
[ โดย kruinfo ชม 184 ]
บทคัดย่อ การรายงานครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาบทเรียนสำเร็จรูป ชุดขนมไทย..ใจรักษ์.. แสนอร่อย กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี วิชา งานขนมไทย ง 30203 ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ให้มีประสิทธิภาพ ตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนการเรียนและหลังการเรียน เมื่อใช้บทเรียนสำเร็จรูป ชุดขนมไทย..ใจรักษ์..แสนอร่อย กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี วิชา งานขนมไทย ง 30203 ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 และเพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่เรียนด้วยบทเรียนสำเร็จรูป ชุดขนมไทย..ใจรักษ์..แสนอร่อย กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี วิชา งานขนมไทย ง 30203 ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/2 โรงเรียน วัดราษฎร์บำรุง (งามศิริวิทยาคาร) สำนักงานเขตบางแค กรุงเทพมหานคร ปีการศึกษา 2549 จำนวน 1 ห้องเรียน จำนวน 36 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ บทเรียนสำเร็จรูป ชุดขนมไทย..ใจรักษ์..แสนอร่อย กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี วิชา งานขนมไทย ง 30203 ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 10 เรื่อง แบบทดสอบก่อนการเรียนและหลังการเรียนของบทเรียนสำเร็จรูป ชุดขนมไทย..ใจรักษ์..แสนอร่อย กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี วิชา งานขนมไทย ง 30203 ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เป็นแบบปรนัย 4 ตัวเลือก จำนวน 10 เรื่อง เรื่องละ 10 ข้อ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของบทเรียนสำเร็จรูป ชุดขนมไทย..ใจรักษ์..แสนอร่อย กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี วิชา งานขนมไทย ง 30203 ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เป็นแบบปรนัย 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ และแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่เรียนด้วยบทเรียนสำเร็จรูป ชุดขนมไทย..ใจรักษ์..แสนอร่อย กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี วิชา งานขนมไทย ง 30203 ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 การวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการหาค่า ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ การทดสอบค่าที (t
การรายงานการใช้บทเรียนการ์ตูน ชุดเรียนรู้เรื่องโครงงาน สำหรับชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 3 กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี
[ โดย kruinfo ชม 187 ]
การจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้บทเรียนสำเร็จรูปประกอบภาพการ์ตูน เป็นรูปแบบของการจัดการเรียนรู้รูปแบบหนึ่งที่สามารถพัฒนาการเรียนรู้โดยเน้นประโยชน์ที่ผู้เรียนจะได้รับ คำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคลเพื่อส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพของผู้เรียนและปลูกฝังให้ผู้เรียนแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง ให้เป็นผู้ใฝ่รู้ใฝ่เรียนเป็นผู้มีนิสัยรักการอ่าน และช่วยให้นักเรียนเรียนรู้ด้วย ความสนุกสนาน ทำให้นักเรียนพัฒนาความสามารถเต็มตามศักยภาพ การใช้บทเรียนการ์ตูน ชุดเรียนรู้เรื่องโครงงาน สำหรับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี มีความมุ่งหมาย (1) เพื่อพัฒนาบทเรียนการ์ตูน ชุดเรียนรู้เรื่องโครงงาน สำหรับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 (2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้บทเรียนการ์ตูน (3) เพื่อศึกษาดัชนีประสิทธิผลของบทเรียนการ์ตูน ชุด เรียนรู้เรื่องโครงงาน สำหรับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 (4) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่มีต่อการเรียนโดยใช้บทเรียนการ์ตูน ชุดเรียนรู้เรื่องโครงงาน กลุ่มตัวอย่างเป็น นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่เรียนในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2550 โรงเรียนบ้านหนองหอยป่าหวาย อำเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร จำนวน 12 คน จาก 1 ห้องเรียนได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าครั้งนี้ได้แก่ บทเรียนการ์ตูน ชุดเรียนรู้เรื่องโครงงานสำหรับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 6 เล่ม แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องโครงงาน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 เป็นแบบเลือกตอบชนิด 4 ตัวเลือกจำนวน 40 ข้อ แบบสอบถามความพึงพอใจที่มีต่อการเรียนรู้โดยใช้บทเรียนการ์ตูน ชุดเรียนรู้เรื่องโครงงานสำหรับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ร้อยละค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ t-test (Dependent Samples) ผลการศึกษาพบว่า 1. บทเรียนการ์ตูน ชุดเรียนรู้เรื่องโครงงาน สำหรับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีประสิทธิภาพ 82.08/ 81.39 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 ที่ ตั้งไว้ 2. ผลการวิเคราะห์เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องโครงงาน ก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้บทเรียนการ์ตูนพบว่านักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่เรียนโดยใช้บทเรียนการ์ตูนชุดเรียนรู้เรื่องโครงงาน มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 3. ดัชนีประสิทธิผลของ บทเรียนการ์ตูน ชุดเรียนรู้เรื่องโครงงาน มีค่าเท่ากับ 0.65 4. ผลการวิเคราะห์ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนรู้โดยใช้บทเรียนการ์ตูนชุดเรียนรู้เรื่องโครงงาน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 พบว่า ระดับความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนรู้ด้วยบทเรียนการ์ตูน ชุดเรียนรู้เรื่องโครงงาน โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด คือด้านเนื้อหา (X = 4.42) รองลงมาคือ ด้านสื่ออุปกรณ์ประกอบการเรียนรู้ (X = 4.33) ด้านการวัดและประเมินผล (X = 4.33) และด้านกิจกรรมการเรียนรู้ (X=4.17) ตามลำดับ เมื่อพิจารณาจากประสิทธิภาพ คะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ดัชนีประสิทธิผลของบทเรียนการ์ตูน และความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนรู้โดยใช้ บทเรียนการ์ตูน ชุดเรียนรู้เรื่องโครงงาน สำหรับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จะเห็นได้ว่าบทเรียนการ์ตูนชุดเรียนรู้เรื่องโครงงานช่วยให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น มีพัฒนาการทางการเรียนเพิ่มขึ้น เพราะบทเรียนการ์ตูนทำ ให้นักเรียนมีความรู้ความเข้าใจยิ่งขึ้นและสนุกสนานในการเรียน จึงมีความเหมาะสมในการนำไปใช้ ในการจัดการเรียนการสอนต่อไป
บทเรียนสำเร็จรูป ชุดขนมไทย..ใจรักษ์..แสนอร่อย กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี วิชา งานขนมไทย ง 30203 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2
[ โดย kruinfo ชม 377 ]
บทคัดย่อ การรายงานครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาบทเรียนสำเร็จรูป ชุดขนมไทย..ใจรักษ์.. แสนอร่อย กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี วิชา งานขนมไทย ง 30203 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ให้มีประสิทธิภาพ ตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนการเรียนและหลังการเรียน เมื่อใช้บทเรียนสำเร็จรูป ชุดขนมไทย..ใจรักษ์..แสนอร่อย กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี วิชา งานขนมไทย ง 30203 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 และเพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่เรียนด้วยบทเรียนสำเร็จรูป ชุดขนมไทย..ใจรักษ์..แสนอร่อย กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี วิชา งานขนมไทย ง 30203 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/2 โรงเรียน วัดราษฎร์บำรุง (งามศิริวิทยาคาร) สำนักงานเขตบางแค กรุงเทพมหานคร ปีการศึกษา 2549 จำนวน 1 ห้องเรียน จำนวน 36 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ บทเรียนสำเร็จรูป ชุดขนมไทย..ใจรักษ์..แสนอร่อย กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี วิชา งานขนมไทย ง 30203 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 10 เรื่อง แบบทดสอบก่อนการเรียนและหลังการเรียนของ บทเรียนสำเร็จรูป ชุดขนมไทย..ใจรักษ์..แสนอร่อย กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี วิชา งานขนมไทย ง 30203 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เป็นแบบปรนัย 4 ตัวเลือก จำนวน 10 เรื่อง เรื่องละ 10 ข้อ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของบทเรียนสำเร็จรูป ชุดขนมไทย..ใจรักษ์..แสนอร่อย กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี วิชา งานขนมไทย ง 30203 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เป็นแบบปรนัย 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ และแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่เรียนด้วยบทเรียนสำเร็จรูป ชุดขนมไทย..ใจรักษ์..แสนอร่อย กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี วิชา งานขนมไทย ง 30203 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 การวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการหาค่า ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที (t
การพัฒนาเทคนิคการปั้นไม้ดอกไม้ประดับจากดิน ไทยโดยใช้เอกสารประกอบการเรียนรู้ เรื่องดอกไม้ประดิษฐ์จากดินไทย กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (สาระเพิ่มเติม) นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5โรงเรียนลับแลศรีวิทยา อำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ ส
[ โดย kruinfo ชม 815 ]
บทคัดย่อ การพัฒนาเทคนิคการปั้นไม้ดอกไม้ประดับจากดินไทยโดยใช้เอกสาร ประกอบการเรียนรู้ เรื่อง ดอกไม้ประดิษฐ์จากดินไทย กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (สาระเพิ่มเติม) นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนลับแลศรีวิทยา อำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุตรดิตถ์ เขต 1 สำนักงานคณะกรรมการ การศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวง ศึกษาธิการ วัตถุประสงค์เพื่อสร้างเอกสารประกอบการเรียนรู้และศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนด้วยเอกสารประกอบการเรียนรู้สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 5 โรงเรียนลับแลศรีวิทยา ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนลับแลศรีวิทยา อำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุตรดิตถ์ เขต 1 จำนวน 11 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง ดอกไม้ประดิษฐ์จากดินไทย 2) เอกสารประกอบการเรียนรู้ เรื่อง ดอกไม้ประดิษฐ์จากดินไทย 3) คู่มือการใช้เอกสารประกอบการเรียนรู้ เรื่อง ดอกไม้ประดิษฐ์จากดินไทย 4) แบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน เรื่อง ดอกไม้ประดิษฐ์จากดินไทย 5) แบบตรวจสอบความพึงพอใจในการเรียนเอกสาร ประกอบการเรียนรู้ เรื่อง ดอกไม้ประดิษฐ์จากดินไทย ผลการพัฒนาพบว่า 1. ด้านผลการวิเคราะห์ข้อมูลเปรียบเทียบค่าประสิทธิภาพของเอกสาร ประกอบการเรียนรู้ เรื่องดอกไม้ประดิษฐ์จากดินไทย มีค่าประสิทธิภาพระหว่างเรียนและหลังเรียนสูงกว่าเกณฑ์ที่ กำหนดไว้ 80/80 ที่ตั้งไว้คือ 80.42/85.70 2. ด้านผลการวิเคราะห์ข้อมูลเปรียบเทียบจากผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ก่อนเรียนหลังเรียนด้วยแบบฝึกทักษะงานประดิษฐ์ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนลับแลศรีวิทยา อำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุตรดิตถ์ เขต 1 จำนวน 11 คน ได้คะแนนจากผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนด้วยเอกสารประกอบ การเรียนรู้ ได้คะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 18.36 คิดเป็นร้อยละ 61.21 และได้คะแนนจากผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนจากการ ใช้ เอกสารประกอบการเรียนรู้ เรื่องดอกไม้ประดิษฐ์จากดินไทย ได้คะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 24.91 คิดเป็นร้อยละ 83.03 ซึ่งมีคะแนนแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ ระดับ .05 3. ด้านผลการวิเคราะห์ข้อมูลจากแบบตรวจสอบความพึงพอใจในการเรียน พบว่า แบบตรวจสอบความพึงพอใจในการเรียนเอกสารประกอบการเรียนรู้< span style="mso-spacerun: yes;"> เรื่องดอกไม้ประดิษฐ์จากดินไทย นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนลับแลศรีวิทยา อำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุตรดิตถ์ เขต 1 จำนวน 11 คน มีความพึงพอใจเอกสารประกอบการเรียนรู้ เรื่องดอกไม้ประดิษฐ์จากดินไทย เป็นค่าเฉลี่ยรวม 4.43 ซึ่งอยู่ในระดับพึงพอใจมากที่สุด เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อพบว่า นักเรียนชอบเรียนจากแบบฝึกทักษะงานประดิษฐ์ เรื่องการประดิษฐ์ วัสดุและเศษวัสดุเป็นของประดับตกแต่ง มีการนำสื่อเทคโนโลยีมาใช้ทำให้การเรียนสนุกไม่น่าเบื่อเป็นอันดับ แรก อยู่ในระดับพึงพอใจมากที่สุดคิดเป็นค่าเฉลี่ย 4.72 รองลงมามีความพึงพอใจชอบเรียนจากแบบฝึกทักษะงานประดิษฐ์ เรื่องการประดิษฐ์วัสดุและเศษวัสดุเป็นของประดับตกแต่ง มีภาพสีสวยงามน่าสนใจ อยู่ในระดับพึงพอใจมากที่สุดคิดเป็นค่าเฉลี่ย 4.52 และมีความพึงพอใจแบบฝึกทักษะงานประดิษฐ์ เรื่องการประดิษฐ์วัสดุและเศษวัสดุเป็นของประดับตกแต่ง เนื้อหาแปลกใหม่ทันสมัยเหมาะสม อยู่ในระดับพึงพอใจมาก คิดเป็นค่าเฉลี่ย 4.48 และมีความพึงพอใจในแบบฝึกทักษะงานประดิษฐ์ เรื่องการประดิษฐ์วัสดุและเศษวัสดุเป็นของประดับ ตกแต่ง มีภาพแสดงประกอบขั้นตอนการทำงานชัดเจน อยู่ในระดับพึงพอใจมาก คิดเป็นค่าเฉลี่ย 4.40 และมีความพึงพอใจในแบบฝึกทักษะงานประดิษฐ์ เรื่องการประดิษฐ์วัสดุและเศษวัสดุเป็นของประดับ ตกแต่ง ศึกษาขั้นตอนการทำงานเข้าใจง่ายไม่สับสน อยู่ในระดับพึงพอใจมาก คิดเป็นค่าเฉลี่ย 4.32 และ มีความพึงพอใจแบบฝึกทักษะงานประดิษฐ์ ในด้านนักเรียนชอบเรียนจากแบบฝึกทักษะงานประดิษฐ์ เรื่องการประดิษฐ์วัสดุและเศษวัสดุเป็นของประดับตกแต่ง อยู่ในระดับพึงพอใจมาก คิดเป็นค่าเฉลี่ย 4.16 ตามลำดับ
การพัฒนาบทเรียนออนไลน์ วิชาเทคโนโลยีสารสนเทศเบื้องต้น สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6
[ โดย kruinfo ชม 136 ]
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาบทเรียนออนไลน์ วิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ให้มีประสิทธิภาพกระบวนการ/ประสิทธิภาพผลลัพธ์ (E1/E2) โดยมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียน ที่เรียนโดยบทเรียนออนไลน์ วิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 3) เพื่อศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อบทเรียนออนไลน์ วิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ในขั้นตอนการหาประสิทธิภาพบทเรียนออนไลน์ วิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนเทศบาล 3 (ยมราชสามัคคี) อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2549 จำนวน 4 ห้องเรียน มีนักเรียนจำนวนทั้งสิ้น 168 คน ได้มาโดยการสุ่มตัวอย่างอย่างง่าย (Simple Random Sampling) ด้วยวิธีจับสลาก จำนวน 42 คน และในขั้นตอนการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และประเมินความคิดเห็นในการเรียนโดยใช้บทเรียนออนไลน์ วิชาเทคโนโลยีสารสนเทศเบื้องต้น สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนเทศบาล 3 (ยมราชสามัคคี) อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2550 และยังไม่เคยเรียนเนื้อหาในภาคทฤษฎีวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ ในชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มาก่อน จำนวน 4 ห้องเรียน มีนักเรียนจำนวนทั้งสิ้น 169 คนได้มาโดยการสุ่มตัวอย่างอย่างง่าย (Simple Random Sampling) ด้วยวิธีจับสลาก จำนวน 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ บทเรียนออนไลน์ วิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เป็นบทเรียนที่ผู้ศึกษาได้ผลิตขึ้น มีเนื้อหาทั้งหมด 8 เรื่อง ได้แก่ เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ระบบคอมพิวเตอร์และองค์ประกอบ ซอฟต์แวร์และภาษาคอมพิวเตอร์ ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์เบื้องต้น ยุคข้อมูลข่าวสารและเครือข่ายอินเทอร์เน็ต พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์เบื้องต้น ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ และไวรัสคอมพิวเตอร์ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 และแบบสอบถามความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อบทเรียนออนไลน์ วิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ผลการศึกษาพบว่า 1. บทเรียนออนไลน์ วิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่ผู้ศึกษาพัฒนาขึ้น มีประสิทธิภาพกระบวนการ/ประสิทธิภาพผลลัพธ์ (E1/E2) เท่ากับ 83.14/88.00 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด (E1/E2 เท่ากับ 80/80) 2. ค่าเฉลี่ยของคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน จากการทดสอบหลังเรียนสูงกว่าค่าเฉลี่ยของคะแนนการทดสอบก่อนเรียน หลังการใช้บทเรียนออนไลน์ วิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 3. นักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนการสอนโดยบทเรียนออนไลน์ วิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีความคิดเห็นที่เห็นด้วยกับการจัดการเรียนการสอนโดยบทเรียนออนไลน์
รายงานการสร้างและผลการทดลองใช้เอกสารประกอบการเรียนรู้ วิชา ง23101 การงานอาชีพและเทคโนโลยี เรื่องการเลี้ยงปลาสวยงาม
[ โดย kruinfo ชม 221 ]
การศึกษาครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อ 1)สร้างเอกสารประกอบการเรียนรู้วิชา ง 23101 การงานอาชีพ และเทคโนโลยี เรื่องการเลี้ยงปลาสวยงาม 2)ศึกษาประสิทธิภาพของเอกสารประกอบการเรียนรู้วิชา ง 23101 การงานอาชีพและเทคโนโลยี เรื่องการเลี้ยงปลาสวยงาม 3)ศึกษาประสิทธิภาพของผลการสอนโดยใช้เอกสารประกอบการเรียนรู้วิชา ง 23101 การงานอาชีพและเทคโนโลยี เรื่องการเลี้ยงปลาสวยงาม 4)เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ก่อนการทดลองและหลังการทดลองใช้เอกสารประกอบการเรียนรู้วิชา ง 23101 การงานอาชีพและเทคโนโลยี เรื่องการเลี้ยงปลาสวยงาม ประชากรเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านบ่อดิน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาบุรีรัมย์ เขต 2 มีจำนวนนักเรียน 11 คน โดยศึกษาทั้งหมด ใช้เวลาในการทดลองสอนจำนวน 20 สัปดาห์ ๆ ละ 1 วัน ๆ ละ 2 ชั่วโมง รวมเวลาทั้งสิ้น 40 ชั่วโมงอย่างต่อเนื่องในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2550 เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา คือ เอกสารประกอบการเรียนรู้ แบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน หน่วยการเรียนรู้ที่ 1-4 และแผนการจัดการเรียนรู้จำนวน 13 แผน ผลการศึกษาพบว่า มีค่าประสิทธิภาพของเอกสารประกอบการเรียนรู้ทุกหน่วยการเรียนรู้เฉลี่ยรวม เท่ากับ 85.12/89.09 ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 ที่ตั้งไว้ ประสิทธิภาพของผล การสอนโดยใช้เอกสารประกอบการเรียนรู้ วิชา ง 23101การงานอาชีพและเทคโนโลยี เรื่อง การเลี้ยงปลาสวยงาม พบว่า ทุกหน่วยการเรียนรู้มีประสิทธิภาพผลการสอน (C.V.) เฉลี่ยรวมเท่ากับ 8.84 ซึ่งมีประสิทธิภาพอยู่ในระดับ ดีมาก และผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทาง การเรียนของนักเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนจากการใช้เอกสารประกอบการเรียนรู้ วิชา ง 23101 การงานอาชีพและเทคโนโลยี เรื่องการเลี้ยงปลาสวยงาม หน่วยการเรียนรู้ที่ 1-4 จัดกิจกรรม การเรียนรู้ให้กับนักเรียน พบว่า มีคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าคะแนนก่อนเรียนทุกหน่วย การเรียนรู้ โดยมีคะแนนรวมก่อนเรียนคิดเป็นร้อยละ 42.50 คะแนนรวมหลังเรียนคิดเป็น ร้อยละ 89.09 และนักเรียนมีคะแนนหลังเรียนสูงกว่าคะแนนก่อนเรียนผ่านเกณฑ์ร้อยละ 70 ที่กำหนดไว้ทุกหน่วยการเรียนรู้ทุกคน
รายงานการใช้เอกสารประกอบการเรียน ชุดการฝึกทักษะอาชีพในชุมชน กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี วิชางานประดิษฐ์ (ง 31101) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ปีการศึกษา 2552
[ โดย kruinfo ชม 158 ]
รายงานการใช้เอกสารประกอบการเรียน ชุดการฝึกทักษะอาชีพในชุมชน กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี วิชางานประดิษฐ์ (ง 31101) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ปีการศึกษา 2552 มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของเอกสารประกอบการเรียน ชุดการฝึกทักษะอาชีพในชุมชน กลุ่มสาระการเรียนรู้ การงานอาชีพและเทคโนโลยี วิชางานประดิษฐ์ (ง 31101) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ปีการศึกษา 2552 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ก่อนและหลัง การใช้เอกสารประกอบการเรียน ชุดการฝึกทักษะอาชีพในชุมชน กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี วิชางานประดิษฐ์ (ง 31101) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ปีการศึกษา 2552 และ 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ปีการศึกษา 2552 ที่มีต่อเอกสารประกอบการเรียน ชุดการฝึกทักษะอาชีพในชุมชน กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี วิชางานประดิษฐ์ (ง 31101) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ปีการศึกษา 2552 ประชากร ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ปีการศึกษา 2552 โรงเรียนเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทร์ กำแพงเพชร สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากำแพงเพชร เขต 1 จำนวน 6 ห้อง รวมทั้งสิ้น 248 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้ ชุดการฝึกทักษะอาชีพในชุมชน กลุ่มสาระการเรียนรู้ การงานอาชีพและเทคโนโลยี วิชางานประดิษฐ์ (ง 31101) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ปีการศึกษา 2552 2) เอกสารประกอบการเรียน ชุดการฝึกทักษะอาชีพในชุมชน กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี วิชางานประดิษฐ์ (ง 31101) ชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 1 ปีการศึกษา 2552 จำนวน 3 เล่ม 3) แบบทดสอบก่อนเรียน และหลังเรียน ในวิชางานประดิษฐ์ (ง 31101) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ปีการศึกษา 2552 จำนวน 3 ฉบับ 4) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี วิชางานประดิษฐ์ (ง 31101) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ปีการศึกษา 2552 จำนวน 1 ฉบับ และ 5) แบบสอบถามวัดความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ปีการศึกษา 2552 ที่มีต่อเอกสารประกอบการเรียน ชุดการฝึกทักษะอาชีพในชุมชน กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี วิชางานประดิษฐ์ (ง 31101) จำนวน 3 ฉบับ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การหาค่าเฉค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที ผลการศึกษา พบว่า 1. ประสิทธิภาพของเอกสารประกอบการเรียน ชุดการฝึกทักษะอาชีพในชุมชน กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี วิชางานประดิษฐ์ (ง 31121) ชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 1 ปีการศึกษา 2552 ทั้ง 3 เล่ม มีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดกำหนด 80 : 80 2. ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ปีการศึกษา 2552 จำนวน 6 ห้องเรียน หลังเรียนด้วยเอกสารประกอบการเรียน ด้วยชุดการฝึกทักษะอาชีพในชุมชน กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี วิชางานประดิษฐ์ (ง 31101) พบว่า ทุกห้องมีคะแนนคะแนนเฉลี่ยหลังเรียน สูงกว่าคะแนนเฉลี่ย ก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 3. ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ปีการศึกษา 2552 ที่มีต่อเอกสาร ประกอบการเรียน ชุดการฝึกทักษะอาชีพในชุมชน กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี วิชางานประดิษฐ์ (ง 31101) พบว่า นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ปีการศึกษา 2552 มีความพึงพอใจในเอกสารประกอบการเรียนทั้ง 3 เล่ม มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก
การประเมินโครงการพัฒนาบุคลากรด้านการใช้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ ของโรงเรียนวัดสร้อยทอง สำนักงานเขตบางซื่อ กรุงเทพมหานคร ปีการศึกษา 2552
[ โดย kruinfo ชม 101 ]
วัตถุประสงค์ของการประเมินครั้งนี้ 1) เพื่อประเมินโครงการพัฒนาบุคลากรด้านการใช้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ ด้านสภาวะแวดล้อม(Context) 2) เพื่อประเมินโครงการพัฒนาบุคลากรด้านการใช้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ ด้านปัจจัยนำเข้า(Input) 3) เพื่อประเมินโครงการพัฒนาบุคลากรด้านการใช้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ ด้านกระบวนการ(Process) 4) เพื่อประเมินโครงการพัฒนาบุคลากรด้านการใช้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ ด้านผลผลิต(Product) ประชากรที่ใช้ในการประเมินครั้งนี้ ได้แก่ ผู้บริหาร และนักเรียน โรงเรียนวัดสร้อยทอง ในปีการศึกษา 2553 ดังนี้คือ ผู้บริหาร จำนวน 3 คน ครูผู้สอน จำนวน 37 คน นักเรียนช่วงชั้นที่ 1 จำนวน 375 คน และนักเรียนช่วงชั้นที่ 2 จำนวน 339 คน รวมประชากรทั้งสิ้น 754 คน ผลการประเมิน พบว่า ความคิดเห็นของผู้บริหาร ครูผู้สอน และนักเรียน ต่อโครงการพัฒนาบุคลากรด้านการใช้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ ของโรงเรียนวัดสร้อยทอง ทั้ง 4 ด้าน โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากทุกด้าน เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า 1) ด้านสภาวะแวดล้อม ประเด็นที่มีผลการประเมินอยู่ในระดับมากที่สุด คือ เป้าหมายของโครงการสอดคล้องกับนโยบายการพัฒนาบุคลากร 2) ด้านปัจจัยนำเข้า ประเด็นที่มีผลการประเมินอยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ วิทยากรผู้ให้ความรู้แต่ละกิจกรรม มีความรู้ความสามารถและคุณสมบัติเหมาะสม 3) ด้านกระบวนการ พบว่า ด้านการวางแผน(P) ประเด็นที่มีผลการประเมินอยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ การดำเนินงานของโครงการสอดคล้องกับนโยบายของกรุงเทพมหานคร ด้านการดำเนินการ(D)ประเด็นที่มีผลการประเมินอยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ กิจกรรมที่จัด ทำให้สามารถบรรลุตามวัตถุประสงค์ของโครงการ ด้านการติดตามและประเมินผล(C) ประเด็นที่มีผลการประเมินอยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ มีการติดตามประเมินผลการดำเนินกิจกรรมตามโครงการ และด้านการนำผลการประเมินมาปรับปรุง/พัฒนา(A) ประเด็นที่มีผลการประเมินอยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ มีการนำผลการประเมินมาใช้ปรับปรุงพัฒนาโครงการอย่างต่อเนื่อง 4)ด้านผลผลิต พบว่า ผู้บริหารและครูผู้สอน มีความคิดเห็นว่า ความสามารถของครู ในการใช้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ผลิตสื่อการสอน ประเภทหนังสืออ่านประกอบ/หนังสืออ่านเพิ่มเติม และสื่อ e &#8211;Book เป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนด มีความสอดคล้องอยู่ในระดับมาก และประเด็นที่นักเรียนมีความคิดเห็นว่ามีความสอดคล้องอยู่ในระดับมากที่สุด ตามลำดับ ได้แก่ นักเรียนชอบให้ครูนำเทคโนโลยีมาใช้ในการจัดการเรียนการสอน สื่อการสอนที่ครูผลิตและนำมาใช้ ช่วยให้นักเรียนกระตือรือร้นสนใจการเรียนรู้มากขึ้น และสื่อ การสอนที่ครูผลิตและนำมาใช้ ช่วยให้นักเรียนสามารถเรียนรู้ได้ง่ายขึ้น
การพัฒนาหลักสูตรท้องถิ่น กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี เรื่อง การเพาะเห็ด ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านหนองนกทา อำเภอเขมราฐ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุบลราชธานี เขต 2
[ โดย kruinfo ชม 294 ]
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนาหลักสูตรท้องถิ่น กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี เรื่อง การเพาะเห็ด ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านหนองนกทา อำเภอเขมราฐ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุบลราชธานี เขต 2 มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้หลักสูตรท้องถิ่น กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี เรื่อง การเพาะเห็ด ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านหนองนกทา อำเภอเขมราฐ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุบลราชธานี เขต 2 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 70/70 เพื่อศึกษาดัชนีประสิทธิผลของแผนการจัดการเรียนรู้ด้วยแผนการจัดการเรียนรู้เรื่องการเพาะเห็ด ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้าน หนองนกทา อำเภอเขมราฐ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุบลราชธานี เขต 2 เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่มีต่อ การเรียนตามแผนการจัดการเรียนรู้จากหลักสูตรท้องถิ่น กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี เรื่อง การเพาะเห็ด จำนวน 22 คน ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2549 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ใบงาน แบบสอบถามความพึงพอใจต่อการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน วิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้โปรแกรม SPSS for Windows v.11 เพื่อหาค่าความถี่และร้อยละค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ใช้สถิติแบบที (t-test) ในการเปรียบเทียบผลการจัดการเรียนรู้ก่อนและหลังเรียนและค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่างข้อคำถามกับผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง (IOC) สถิติที่ใช้ประเมินหลักสูตร แบบ P.M (Puissance Measure) ค่าดัชนีประสิทธิผล โดยใช้วิธีของกูดแมน, เฟลคเทอร์ และชไนเดอร์ (Goodman , Flecther and Schneider) สรุปผลการวิจัย 1. ผลการประเมินหลักสูตรท้องถิ่น กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี เรื่อง การเพาะเห็ด ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านหนองนกทา อำเภอเขมราฐ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุบลราชธานี เขต 2 โดยอาศัยแนวคิดในการประเมิน Puissance Measure (P.M) ซึ่งครอบคลุมการประเมิน 3 ด้าน คือ ผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ และการวัดและประเมินผล ปรากฏว่า ด้านผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง หลักสูตรมีค่า P.M. ของผลการเรียนรู้ที่คาดหวังที่ได้จากการคำนวณ มีค่าเท่ากับ 11.56 มีค่าสูงสุด ด้านกิจกรรมการเรียนรู้ค่า P.M ของผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ได้จากการคำนวณ หลักสูตรมีค่าเท่ากับ 10.74 มีค่าสูงสุด ด้านการจัดการวัดผลประเมินผล พบว่า ค่า P.M วัดและประเมินผลได้จากการคำนวณ หลักสูตรมีค่าเท่ากับ 11.90 มีค่าสูงสุด ผลการประเมินทั้ง 3 ด้าน ค่า P.M. มีค่าสูงกว่า 10 ซึ่งแปลความหมายตามเกณฑ์การประเมินได้ว่า หลักสูตร มีค่าสูงสุด 2. ผลการวิเคราะห์หาประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้หลักสูตรท้องถิ่น กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี เรื่อง การเพาะเห็ด ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านหนองนกทา อำเภอเขมราฐ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุบลราชธานี เขต 2 ตามเกณฑ์ 70/70 พบว่า คะแนนจากการทดสอบย่อยในการร่วมกิจกรรมการเรียนการสอนตามแผนการจัดการเรียนรู้ ทั้ง 10 แผน มีค่าเฉลี่ยก่อนเรียน 81.45 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 2.65 คิดเป็นร้อยละ 77.90 และผลการเรียนรู้หลังเรียนจากแบบทดสอบวัดผลการเรียนรู้ มีค่าเฉลี่ย 32.54 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 3.21 คิดเป็นร้อยละ 81.35 ดังนั้น แผนการเรียนรู้ มีประสิทธิภาพ 77.90/81.35 แสดงว่า แผนการเรียนรู้ ที่ผู้ศึกษาค้นคว้าสร้างขึ้นมีประสิทธิภาพเป็นไปตามเกณฑ์ที่ตั้งไว้ เหมาะสมที่จะนำไปใช้ในการสอนได้อย่างดีและ มีประสิทธิภาพ 3. ผลการวิเคราะห์หาค่าดัชนีประสิทธิผลของแผนการจัดการเรียนรู้หลักสูตรท้องถิ่น กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี เรื่อง การเพาะเห็ด ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านหนองนกทา อำเภอเขมราฐ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุบลราชธานี เขต 2 ตามเกณฑ์ 70/70 พบว่า แผนการจัดการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี เรื่อง การเพาะเห็ด ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านหนองนกทา อำเภอเขมราฐ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุบลราชธานี เขต 2 มีค่าดัชนีประสิทธิผลเท่ากับ 0.43 แสดงว่าผู้เรียนมีความรู้เพิ่มขึ้นร้อยละ 43 4. ผลการวิเคราะห์หาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี เรื่อง การเพาะเห็ด ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านหนองนกทา อำเภอเขมราฐ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุบลราชธานี เขต 2 พบว่า ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนตามแผนการจัดการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยีเรื่อง การเพาะเห็ด ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านหนองนกทา อำเภอเขมราฐ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุบลราชธานี เขต 2 โดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายข้อ พบว่า มีความพึงพอใจ อยู่ในระดับมาก คือ การใช้วิธีการวัดและประเมินผลตามสภาพที่แท้จริง ทำให้นักเรียนเข้าใจขอบข่ายการทำงานได้ชัดเจนยิ่งขึ้น นักเรียนชอบที่ได้ทราบผลการทำงานทั้งด้านความรู้ กระบวนการและคุณลักษณะที่ดี ในการทำงาน เกณฑ์ที่นำมาใช้ในการประเมินคุณภาพผลงานนักเรียนมีความชัดเจน จนทำให้นักเรียน เห็นแนวทางในการพัฒนาคุณภาพของผลงานได้เป็นอย่างดี การได้ไปศึกษาค้นคว้าและรวบรวมข้อมูลจากแหล่งเรียนรู้ต่างๆ ทำให้นักเรียนเห็นประโยชน์จากการเพาะเห็ด นักเรียนรู้สึกชอบที่ได้ศึกษาเอกสาร หนังสือประกอบประเภทต่าง ๆ อย่างหลากหลาย การได้มีส่วนร่วมในการประเมินผลงานของตนเองตลอดเวลาทำให้นักเรียนมองเห็นจุดเด่น จุดด้อยของผลงานได้เป็นอย่างดี นักเรียนรู้สึกชอบที่ได้เรียนรู้จากเทคนิคการเพาะเห็ด นักเรียนรู้สึกชอบที่ได้เรียนในเรื่องการเพาะเห็ด นักเรียนรู้สึกชอบที่จัดให้เรียนเกี่ยวกับหลักการเพาะเห็ดก่อนที่จะนำไปปฏิบัติ การได้เรียนเรื่องการเพาะเห็ดทำให้นักเรียนรู้สึกว่าตนเองเป็นส่วนหนึ่งของการถ่ายทอดหลักสูตรการเพาะเห็ด การได้เรียนรู้เกี่ยวกับหลักการ วิธีการขั้นตอนการเพาะเห็ดช่วยส่งเสริมให้นักเรียนสนุกกับการเรียนรู้มากยิ่งขึ้น การเรียนโดยการปฏิบัติกิจกรรมกลุ่มช่วยส่งเสริมให้เกิดสัมพันธภาพระหว่างเพื่อนในชั้นเรียนได้ เป็นอย่างดี ใบความรู้ในแต่ละหน่วยมีรายละเอียดที่ชัดเจน ทำให้นักเรียนเกิดความรู้ความเข้าใจ ในเนื้อหาสาระที่เรียนได้ เป็นอย่างดี การวางแผนปฏิบัติงานตั้งแต่ขั้นตอนการเตรียมเชื้อเห็ด ปฏิบัติทุกขั้นตอนจนสำเร็จเป็นงานที่ท้าทายความสามารถของนักเรียน นักเรียนชอบที่ได้ปฏิบัติตามลำดับขั้นตอนการเพาะเห็ดโดยการนำไปปฏิบัติจนได้ผลงานที่สำเร็จสมบูรณ์ ข้อเสนอแนะ 1. ข้อเสนอแนะสำหรับการนำไปใช้ 1.1 แผนการจัดการเรียนรู้มีประสิทธิภาพ 77.90/81.35 แสดงว่าเป็นไปตามเกณฑ์และสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ คือ 70/70 แสดงให้เห็นว่า แบบฝึกที่ครูสร้างขึ้นได้ดำเนินงานตามกระบวนการและขั้นตอนที่วางแผนไว้ ตลอดจนผู้ปกครองได้มีส่วนช่วยเหลือนักเรียน จึงทำให้นักเรียนมีผลการเรียนรู้สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ ผลการเรียนรู้หลังเรียนสูงกว่าผลการเรียนรู้ก่อนเรียน ทำให้นักเรียน มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่สูงขึ้น นักเรียนมีความพึงพอใจมาก ดังนั้นผู้ที่เกี่ยวข้องในการจัดการเรียนรู้ จึงควรสนับสนุนให้ครูสร้างนวัตกรรมและสื่อหรือพัฒนาแบบฝึก เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ของผู้เรียนให้มีผลสัมฤทธิ์ที่สูงขึ้นและเพื่อให้การจัดการเรียนรู้ในรายวิชานั้นประสบผลสำเร็จและมีประสิทธิภาพต่อไป 1.2 การนำแบบฝึกไปใช้ในกระบวนการเรียนการสอน ควรเตรียมในเรื่องต่อไปนี้ 1.2.1 ด้านครู 1) ครูควรวิเคราะห์ ศึกษารายละเอียดการเขียนแผนการสอนโดยใช้ แบบฝึก โดยการศึกษาเนื้อหา ขั้นตอนการสอน กิจกรรมที่สอดคล้องกับเนื้อหา โดยคำนึงถึงความรู้ ความสามารถ และความถนัดของผู้เรียน มีเครื่องมือวัดและประเมินผลในทุกกิจกรรมการเรียนการสอน 2) ก่อนการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ครูควรมีการทบทวนเนื้อหา และกิจกรรมการจัดการเรียนการสอนก่อนทุกครั้ง 3) ครูควรเพิ่มการบ้านให้นักเรียนที่เรียนอ่อนให้มากขึ้น 1.2.2 ด้านผู้เรียน 1) ควรชี้แจงให้นักเรียนเข้าใจวัตถุประสงค์ เนื้อหาการจัดการเรียน การสอน 2) ควรมีการแบ่งกลุ่มให้นักเรียนที่เรียนอ่อนและนักเรียนที่เรียนเก่ง คละกันเพื่อให้นักเรียนที่เรียนอ่อนได้ฝึกทักษะด้านการทำใบงาน ครูคอยแนะนำ ช่วยเหลือ 1.2.3 ด้านผู้ปกครองและผู้เกี่ยวข้อง 1) ครูควรแจ้งผลการประเมินการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนให้ผู้ปกครองทราบ เพื่อขอความช่วยเหลือผู้ปกครองในการให้คำแนะนำหรือช่วยเหลือ โดยเฉพาะการทำการบ้าน การฝึกทักษะการใช้แบบฝึกหรือใบงาน 2) ควรมีการจัดประชุมผู้ปกครองให้มีส่วนร่วมในการจัดระบวนการเรียนรู้ให้แก่นักเรียน 1.3 แผนการจัดการเรียนรู้ ควรปรับปรุงด้านเนื้อหาให้กระชับ และมีกิจกรรมที่สอดคล้องกับเวลาเรียนในแต่ละภาคเรียน เพื่อให้นักเรียนมีความสนใจมากขึ้น ครูควรมีการสอนโดยนำเข้าสู่บทเรียน ครูควรให้นักเรียนเข้าห้องสมุดเพื่อศึกษาเนื้อหาเพิ่มเติม หรือสารคดีที่น่าสนใจเกี่ยวกับการเพาะเห็ด พัฒนาการของเห็ด หรือสื่อที่เป็นภาพสี วีดีทัศน์หรือดีวีดี มาให้นักเรียนได้ศึกษา 2. ข้อเสนอแนะสำหรับการทำวิจัยครั้งต่อไป 2.1 ควรศึกษาการพัฒนาหลักสูตรท้องถิ่นให้ครบทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้และ ทุกช่วงชั้น 2.2 ควรศึกษาการพัฒนาหลักสูตรท้องถิ่น โดยการนำสื่อประสมมาใช้ในการจัดการเรียนรู้ กลุ่มสาระการงานอาชีพและเทคโนโลยี เรื่อง การดำรงชีวิตและครอบครัวในงานเกษตรและ งานช่างของนักเรียนช่วงชั้นที่ 3 โดยชุดปฏิบัติการ 2.4 ควรศึกษารูปแบบการพัฒนาการจัดการเรียนรู้ตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงกลุ่มสาระการงานอาชีพและเทคโนโลยีของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยชุดปฏิบัติการและการสอนแบบโครงงาน ความเป็นมา แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 9 (พ.ศ. 2545-2549) ซึ่งมีการดำเนินการอย่างต่อเนื่องจากแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 8 ในด้านแนวคิดที่ยึด
รายงานการใช้หนังสืออ่านประกอบ เรื่อง งานประดิษฐ์จากวัสดุธรรมชาติในท้องถิ่น ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4
[ โดย kruinfo ชม 170 ]
บทคัดย่อ รายงานในครั้งนี้ มีจุดมุ่งหมายหลักเพื่อหาประสิทธิภาพหนังสือ อ่านประกอบ เรื่อง งานประดิษฐ์จากวัสดุธรรมชาติในท้องถิ่น ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนจาก การใช้หนังสืออ่านประกอบ เรื่อง งานประดิษฐ์จากวัสดุธรรมชาติในท้องถิ่น ชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 4 และเพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อหนังสืออ่านประกอบ เรื่อง งานประดิษฐ์จากวัสดุธรรมชาติในท้องถิ่น ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2552 จำนวน 27 คน เครื่องมือในการรายงาน ได้แก่ หนังสืออ่านประกอบ เรื่อง งานประดิษฐ์จากวัสดุธรรมชาติในท้องถิ่น ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เป็นแบบปรนัย ชนิดเลือกตอบ จำนวน 40 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการศึกษา พบว่า หนังสืออ่านประกอบ เรื่อง งานประดิษฐ์จากวัสดุธรรมชาติในท้องถิ่น ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 มีประสิทธิภาพ 81.71/82.22 ซึ่ง สูงกว่าเกณฑ์ 80/ 80 ที่ตั้งไว้ นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .01 และนักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนด้วยหนังสืออ่านประกอบโดยรวมและรายด้าน 3 ด้าน คือ ด้านเนื้อหา ด้านสื่อและอุปกรณ์ในการเรียนการสอน และด้านการวัดและประเมินผล อยู่ในระดับเห็นด้วยมากที่สุด ดังนั้น การพัฒนาสื่อหนังสืออ่านประกอบ เรื่อง งานประดิษฐ์จากวัสดุธรรมชาติในท้องถิ่น ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่สร้างขึ้นมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ ครูผู้สอนสามารถนำไปใช้เป็นสื่อเทคโนโลยีในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ และผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง
การพัฒนาทักษะกระบวนการทางการงานอาชีพและเทคโนโลยี ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยการจัดการเรียนรู้แบบโครงงาน
[ โดย kruinfo ชม 153 ]
บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลอง (Experimental Research) แผนการวิจัยกลุ่มเดียว (One Group Pretest Posttest Design) โดยมีวัตถุประสงค์ของการวิจัยดังนี้ 1) เพื่อเปรียบเทียบผลการเรียนรู้ เรื่อง การแปรรูปผลิตผล ทางการเกษตร ของนักเรียนก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้แบบโครงงาน 2) เพื่อศึกษาทักษะกระบวนการ ทางการงานอาชีพและเทคโนโลยีที่จัดการเรียนรู้แบบโครงงาน 3) เพื่อศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้แบบโครงงาน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนเทศบาล 3 วัดไชนาวาส เทศบาลเมืองสุพรรณบุรี ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2551 จำนวน 32 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้แบบโครงงาน 2) แบบทดสอบทักษะกระบวนการทางการงานอาชีพและเทคโนโลยี 3) แบบประเมินทักษะกระบวนการทางการงานอาชีพและเทคโนโลยี 4) แบบทดสอบวัดผลการเรียนรู้เรื่องการแปรรูปผลิตผลทางการเกษตร 5) แบบสอบถามความคิดเห็น การวิเคราะห์ข้อมูล ใช้ค่าร้อยละ (%) ค่าเฉลี่ย ( ) ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) การทดสอบค่าที (t - test) แบบ Dependent และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1. ผลการเรียนรู้การแปรรูปผลิตผลทางการเกษตร ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ก่อนและหลังการจัด การเรียนรู้แบบโครงงาน แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ ระดับ 0.05 โดยนักเรียนมีคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน 2. ทักษะกระบวนการทางการงานอาชีพและเทคโนโลยี ของนักเรียนที่จัดการเรียนรู้แบบโครงงานโดยภาพรวมอยู่ในระดับสูง โดยเรียงลำดับ ได้แก่ ทักษะกระบวนการทำงาน ทักษะการจัดการ ทักษะการทำงานร่วมกับผู้อื่น ทักษะความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ทักษะการแก้ปัญหา 3. ความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้แบบโครงงาน พบว่า โดยภาพรวมนักเรียนเห็นด้วยในระดับมากทั้งสามด้าน ดังนี้ ด้านการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ด้านความสามารถในการทำโครงงาน และด้านผลของการทำโครงงาน ตามลำดับ
รายงานการพัฒนาเอกสารประกอบการเรียนการสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี วิชางานบ้าน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 เรื่อง ลูกชุบขนมไทยที่ควรอนุรักษ์ ประเภทผลไม้ และประเภทผัก
[ โดย kruinfo ชม 219 ]
บทคัดย่อ การศึกษาครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อ 1) เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของเอกสารประกอบ การเรียนการสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี วิชางานบ้าน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 เรื่อง ลูกชุบขนมไทยที่ควรอนุรักษ์ประเภทผลไม้ และประเภทผัก ให้มีประสิทธิภาพเป็นไปตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อ เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างก่อนเรียนและหลังการเรียนโดยใช้ เอกสารประกอบการเรียนการสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี วิชางานบ้าน เรื่อง ลูกชุบขนมไทยที่ควรอนุรักษ์ประเภทผลไม้ และประเภทผัก ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่1/1โรงเรียนเทศบาล3 วัดไชนาวาส ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2551 จำนวน 32 คน 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/1 โรงเรียนเทศบาล 3 วัดไชนาวาส ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2551 จำนวน 32 คน ที่มีต่อการเรียนด้วยเอกสารประกอบการเรียนการสอน เรื่อง ลูกชุบขนมไทยที่ควรอนุรักษ์ประเภทผลไม้ และประเภทผัก กลุ่มตัวอย่างคือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/1โรงเรียนเทศบาล 3 วัดไชนาวาส ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2551 จำนวน 1 ห้องเรียน จำนวนนักเรียน 32 คน ได้จากได้มาโดยการสุ่มอย่างง่าย (simple random sampling) ระยะเวลาที่ใช้ในการศึกษาจำนวน 12 ชั่วโมง เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ เอกสารประกอบการเรียนการสอน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบสอบถาม ความพึงพอใจ นำข้อมูลที่ได้จากการศึกษามาวิเคราะห์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การวิเคราะห์ข้อมูลร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ ค่า t-test dependent ผลการศึกษา พบว่า 1. เอกสารประกอบการเรียนการสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี วิชางานบ้าน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 เรื่อง ลูกชุบขนมไทยที่ควรอนุรักษ์ประเภทผลไม้ และประเภทผัก มีค่าประสิทธิภาพ 86.62/84.70 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด 80/80 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/1 โรงเรียนเทศบาล 3 วัดไชนาวาส ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2551 จำนวน 32 คน หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/1 โรงเรียนเทศบาล 3 วัดไชนาวาส ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2551 จำนวน 32 คน มีความพึงพอใจต่อการเรียนด้วยเอกสารประกอบการเรียนการสอน กลุ่มสาระ การเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี วิชางานบ้าน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 เรื่อง ลูกชุบขนมไทยที่ควรอนุรักษ์ประเภทผลไม้ และประเภทผัก อยู่ในระดับมากที่สุด ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.63
รายงานการใช้เอกสารประกอบการสอน รายวิชา งานช่าง เรื่อง งานช่างไฟฟ้าภายในบ้าน (ทฤษฎี-ปฏิบัติ) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนพรรณาวุฒาจารย์
[ โดย kruinfo ชม 150 ]
การศึกษาค้นคว้าในครั้งนี้มีความมุ่งหมาย 1) เพื่อพัฒนาเอกสารประกอบการสอน เรื่อง งานช่างไฟฟ้าภายในบ้าน (ทฤษฎี
รายงานการใช้เอกสารประกอบการสอน รายวิชา งานช่าง เรื่อง งานช่างไฟฟ้าภายในบ้าน (ทฤษฎี-ปฏิบัติ) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนพรรณาวุฒาจารย์
[ โดย kruinfo ชม 418 ]
การศึกษาค้นคว้าในครั้งนี้มีความมุ่งหมาย 1) เพื่อพัฒนาเอกสารประกอบการสอน เรื่อง งานช่างไฟฟ้าภายในบ้าน (ทฤษฎี
รายงาน การพัฒนาทักษะกระบวนการ งานร้อยมาลัย โดยใช้เอกสารประกอบการเรียนรู้สู่โครงงาน (ทฤษฎี-ปฏิบัติ) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6
[ โดย kruinfo ชม 429 ]
รายงานการพัฒนาทักษะการเรียนรู้ เรื่อง งานร้อยมาลัย(เรียนโดยใช้เอกสารประกอบการเรียนรู้สู่โครงงาน) จัดทำขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้และเอกสารประกอบการเรียนรู้สู่โครงงาน ที่ใช้ฝึกทักษะพื้นฐานการร้อยมาลัยของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เรื่อง งานร้อยมาลัย 2) เพื่อพัฒนาทักษะกระบวนการเรียนรู้โดยใช้เอกสารประกอบการเรียนรู้สู่โครงงาน เรื่องงานร้อยมาลัย ให้มีทักษะพื้นฐานในงานร้อยมาลัยตามเกณฑ์กำหนด 80/80 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนโดยใช้เอกสารประกอบการเรียนรู้สู่โครงงานตามแผนการจัดการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (งานประดิษฐ์) ประชากรที่ใช้ ในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านตูม(อนุกูลราษฎร์พัฒนา) สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุรินทร์ เขต 2 ปีการศึกษา 2549 ภาคเรียนที่ 1 จำนวน 22 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ 1)แผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง งานร้อยมาลัย (เรียนโดยใช้เอกสารปะกอบการเรียนรู้สู่โครงงาน) 2) แบบทดสอบก่อนเรียน-หลังเรียน 3) แบบประเมินพฤติกรรมการทำงาน 4) แบบประเมินคุณภาพชิ้นงาน 5)แบบประเมินความเหมาะสมของแบบสอบถามความพึงพอใจ ใช้เวลาในการศึกษา ตั้งแต่ เดือนมิถุนายน
การศึกษาเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชา การสร้างสื่อบทเรียนคอมพิวเตอร์ ช่วยสอน
[ โดย kruinfo ชม 138 ]
การศึกษาค้นคว้าครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ คือ 1) เพื่อพัฒนาสื่อประสมอิเล็กทรอนิกส์ วิชา การสร้างสื่อบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ที่ผู้วิจัยกำหนด 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนของนักเรียน ระหว่างการเรียนรู้โดยการใช้สื่อประสมอิเล็กทรอนิกส์กับการสอนปกติ 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อสื่อประสมอิเล็กทรอนิกส์ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนชลกันยานุกูล สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาชลบุรี เขต 1 อำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี ปีการศึกษา 2551 จำนวน 86 คน ได้มาโดยใช้วิธีการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) จากห้องเรียนที่มีการจัดชั้นเรียนที่มีนักเรียน เก่ง ปานกลาง และอ่อนคละกัน ซึ่งเป็นห้องเรียนที่ผู้วิจัยได้รับมอบหมายในการสอน แล้วใช้วิธีการสุ่มอย่างง่าย (Simple Random Sampling) ด้วยวิธีการจับสลากแบ่งเป็นกลุ่มทดลอง หนึ่งห้องเรียน จำนวน 43 คน และกลุ่มควบคุม หนึ่งห้องเรียน จำนวน 43 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ สื่อประสมอิเล็กทรอนิกส์ วิชา การสร้างสื่อบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ซึ่งเป็นสื่อในลักษณะเว็บไซต์ที่ประกอบด้วย สื่ออิเล็กทรอนิกส์หลากหลายชนิดให้นักเรียนเลือกศึกษาด้วยตนเอง จำนวน 6 หน่วยการเรียนรู้ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบฝึกหัด ใบมอบหมายงาน และแบบสอบถามความพึงพอใจต่อสื่อประสมอิเล็กทรอนิกส์ หลังการทดลองนำผลที่ได้จากการศึกษามาวิเคราะห์ข้อมูลด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ โดยใช้โปรแกรม Microsoft Excel สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าร้อยละ และค่าที (t-test Independent) ผลการศึกษา พบว่า 1) สื่อประสมอิเล็กทรอนิกส์ วิชา การสร้างสื่อบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน มีประสิทธิภาพ เท่ากับ 81.40 /82.77 เป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนด 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนของนักเรียนที่เรียนรู้โดยการใช้สื่อประสมอิเล็กทรอนิกส์ มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สูงกว่านักเรียนที่เรียนรู้โดยการสอนปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และ 3) นักเรียนมีความพึงพอใจต่อสื่อประสมอิเล็กทรอนิกส์ในระดับ มากที่สุด เป็นไปตามสมมติฐานการวิจัยที่ตั้งไว้
รายงานการพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ การงานอาชีพและเทคโนโลยี (คอมพิวเตอร์)เรื่องหลักการพื้นฐานของคอมพิวเตอร์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4
[ โดย kruinfo ชม 146 ]
บทคัดย่อ การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อ พัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง หลักการพื้นฐานของคอมพิวเตอร์ กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (คอมพิวเตอร์) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (คอมพิวเตอร์) เรื่องหลักการพื้นฐานของคอมพิวเตอร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านโคกยาง อำเภอกันตัง จังหวัดตรัง ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2549 ก่อนและหลังเรียนโดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน และเพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนต่อการเรียนโดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านโคกยาง อำเภอกันตัง จังหวัดตรัง ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2549 จำนวน 20 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูล คือ แบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง คือ แผนการเรียนรู้และบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือ ค่าเฉลี่ยและค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า 1. บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน มีประสิทธิภาพ 81.83 / 83.50 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ 80 / 80 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนเมื่อเรียนโดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน 3. ความพึงพอใจของนักเรียนต่อการเรียนโดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด
รายงานการพัฒนาเอกสารประกอบการเรียนรู้ วิชา การสร้างสื่อบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6
[ โดย kruinfo ชม 136 ]
บทคัดย่อ การศึกษาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาเอกสารประกอบการเรียนรู้ วิชา การสร้างสื่อบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ที่กำหนด 2) เปรียบ เทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างก่อนเรียนกับหลังเรียนของนักเรียนที่ใช้ เอกสารประกอบการเรียนรู้ วิชา การสร้างสื่อบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 3) ศึกษาค่าดัชนีประสิทธิผลของการใช้เอกสารประกอบการเรียนรู้ วิชา การสร้างสื่อบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 4) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อเอกสารประกอบการเรียนรู้ วิชา การสร้างสื่อบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนชลกันยานุกูล สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาชลบุรี เขต 1 อำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี ปีการศึกษา 2551 จำนวน 46 คน ได้มาโดยใช้วิธี เลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) จาก ห้องเรียนที่มีการจัดชั้นเรียนแบบคละ คือ มีนักเรียน เก่ง ปานกลาง และอ่อน เรียนร่วมกัน ซึ่งเป็นห้องเรียนที่ผู้รายงานได้รับมอบหมายในการจัดการเรียนรู้ เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ เอกสารประกอบการเรียนรู้ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อเอกสารประกอบการเรียนรู้ แบบฝึกหัด ใบมอบหมายงาน แบบ ประเมินผลงานของนักเรียน และแบบประเมินผลการปฏิบัติงานของนักเรียน การวัดผลและประเมินผลการเรียนรู้ มีการวัดผลทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ หลังการทดลอง นำผลที่ได้จากการศึกษามาวิเคราะห์ข้อมูลด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ โดยใช้โปรแกรม Microsoft Excel สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าร้อยละ และค่าที (t-test Dependent) ผลการศึกษาการพัฒนาเอกสารประกอบการเรียนรู้ วิชา การสร้างสื่อบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 พบว่า 1) เอกสารประกอบการเรียนรู้มีประสิทธิภาพ (E1/E2) เท่ากับ 81.34 /81.11 เท่ากับเกณฑ์ประสิทธิภาพที่กำหนด (80/80) 2) นักเรียนมีคะแนนเฉลี่ยหลังเรียน (ค่าเฉลี่ย= 97.33, S.D. = 3.33) สูงกว่าก่อนเรียน(ค่าเฉลี่น= 41.93, S.D. = 5.23) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 3) ค่าดัชนีประสิทธิผล เท่ากับ 0.71 ซึ่งหมายความว่า นักเรียนมีพัฒนาการการเรียนรู้เพิ่มขึ้น เท่ากับ 0.71 หรือคิดเป็นร้อยละ 71 และ 4) นักเรียนมีความพึงพอใจต่อเอกสารประกอบการเรียนรู้ ในระดับมากที่สุด (ค่าเฉลี่ย= 4.63, S.D. = 0.12) ผลการศึกษาเป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้ทุกประการ
รายงานการศึกษาความสามารถในการประดิษฐ์กล่องทิชชู่จากผ้าของนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน ในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โดยใช้เอกสารประกอบการเรียน
[ โดย kruinfo ชม 190 ]
การวิจัยครั้งนี้มีจุดมุ่งหมาย เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของเอกสารประกอบการเรียนการประดิษฐ์กล่องทิชชู่จากผ้า ตามเกณฑ์ 80/80 เพื่อศึกษาความสามารถในการประดิษฐ์กล่องทิชชู่จากผ้า ของนักเรียกที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน ในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โดยใช้เอกสารประกอบการเรียนการประดิษ์กล่องทิชชู่จากผ้า และเพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการประดิษฐ์กล่องทิชชู่จากผ้า ระหว่างก่อนและหลังใช้เอกสารประกอบการเรียนการประดิษฐ์กล่องทิชชู่จากผ้า กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา เป็นนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2551 โรงเรียนนครสวรรค์ปัญญานุกูล อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์ ได้มาโดยวิธีเลือกแบบเจาะจง จำนวน 5 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ เอกสารประกอบการเรียนการประดิษฐ์กล่องทิชชู่จากผ้า แผนการสอนและแบบทดสอบวัดความสามารถการประดิษฐ์กล่องทิชชู่จากผ้าที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ใช้สถิติทดสอบ The Wilcoxon Match Pairs Signed

ยอดนิยม




ติดต่อ konthaizone@gmail.com