รายงานการใช้เอกสารประกอบการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้ การงานอาชีพและเทคโนโลยี วิชางานประดิษฐ์ หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 เรื่อง การแกะสลักผักผลไม้ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6
[ โดย kruinfo ชม 2,016 ]
การรายงานการใช้เอกสารประกอบการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี วิชางานประดิษฐ์ หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 เรื่องการแกะสลักผักผลไม้ ชั้นประถมศึกษา ปีที่ 6
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์
1) เพื่อพัฒนาเอกสารประกอบการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี วิชางานประดิษฐ์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 9 เล่ม ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80
2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทาง การเรียนของนักเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี วิชางานประดิษฐ์ เรื่องการแกะสลักผักผลไม้ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้เอกสารประกอบการเรียน วิชางานประดิษฐ์ เรื่องการแกะสลักผักผลไม้
3) เพื่อศึกษาความ พึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้เอกสารประกอบการเรียน ประชากร ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านจรูกแขวะ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุรินทร์ เขต 3 ปีการศึกษา 2551 จำนวน 13 คน เครื่องมือที่ใช้ได้แก่ เอกสารประกอบการเรียน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน ชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก แบบประเมินพฤติกรรมการทำงาน และแบบสอบถามความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อเอกสารประกอบการเรียน เป็นสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า แล้ววิเคราะห์ข้อมูลโดยหา ค่าเฉลี่ย ( ) และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบที (t-test)
ผลการศึกษา พบว่า
1. ผลการวิเคราะห์หาประสิทธิภาพของเอกสารประกอบการเรียน กลุ่มสาระ การเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี วิชางานประดิษฐ์ หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 เรื่อง การแกะสลักผักผลไม้ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 82.69/91.23 สูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ คือ 80/80 และมีค่าดัชนีประสิทธิผลเท่ากับ 0.76
2. วิเคราะห์เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน โดยใช้เอกสารประกอบการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี วิชางานประดิษฐ์ หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 เรื่องการแกะสลักผักผลไม้ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 คะแนนทดสอบผลสัมฤทธิ์ก่อนเรียน คิดเป็นร้อยละ 62.77 คะแนน คะแนนทดสอบผลสัมฤทธิ์หลังเรียน คิดเป็นร้อยละเท่ากับ 91.23 คะแนนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน
3. วิเคราะห์ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้เอกสารประกอบการเรียน วิชางานประดิษฐ์ เรื่อง การแกะสลักผักผลไม้ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีความพึงพอใจโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด
การพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง อุปกรณ์คอมพิวเตอร์และซอฟต์แวร์
[ โดย kruinfo ชม 138 ]
การศึกษาค้นคว้าครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง อุปกรณ์คอมพิวเตอร์และซอฟต์แวร์ กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ให้ได้ประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน ของนักเรียนที่เรียนโดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง อุปกรณ์คอมพิวเตอร์และซอฟต์แวร์ กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 เพื่อหาดัชนีประสิทธิผลของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่เรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง อุปกรณ์คอมพิวเตอร์และซอฟต์แวร์ กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี
กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียน บ้านนาพิน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุบลราชธานี เขต 2 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2551 จำนวน 37 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าครั้งนี้ คือ บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง อุปกรณ์คอมพิวเตอร์และซอฟต์แวร์ กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1จำนวน 7 หน่วยการเรียนรู้ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 40 ข้อ ซึ่งมีค่าความยากง่ายระหว่าง 0.41 ถึง 0.77 ค่าอำนาจจำแนกระหว่าง 0.26 ถึง 0.79 ค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.866 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าดัชนีประสิทธิผลและการทดสอบสมมติฐานใช้ t-test (Dependent Samples)
ผลการศึกษาค้นคว้า ปรากฏดังนี้
สรุปผลการศึกษาค้นคว้า พบว่า
1. ผู้เชี่ยวชาญมีความคิดเห็นเกี่ยวกับบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง อุปกรณ์คอมพิวเตอร์และซอฟต์แวร์ กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีความสอดคล้องระหว่างเนื้อหากับวัตถุประสงค์ทุกหน่วยการเรียนรู้และมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐานเท่ากับ 86.83/85.61 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่ตั้งไว้ คือ 80/80
2. ผลการเรียนรู้โดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง อุปกรณ์คอมพิวเตอร์และซอฟต์แวร์ กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีค่าคะแนนเฉลี่ยผลการทดสอบก่อนเรียน เท่ากับ 19.68 คิดเป็นร้อยละ 49.19 มีค่าคะแนนเฉลี่ยผลการทดสอบหลังเรียน เท่ากับ 34.24 คิดเป็นร้อยละ 85.61 แบบทดสอบระหว่างเรียนในแต่ละหน่วย มีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 8.70 8.73 8.57 8.92 8.46 8.57 และ 8.84 คิดเป็นร้อยละ 87.03 87.30 85.68 89.19 84.59 85.68 และ 88.38 ตามลำดับ คะแนนเฉลี่ยรวมทั้ง 7 หน่วย เท่ากับ 8.68 คิดเป็นร้อยละ 86.83
3. ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน โดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง อุปกรณ์คอมพิวเตอร์และซอฟต์แวร์ กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีค่าคะแนนเฉลี่ยผลการทดสอบหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
4. ค่าดัชนีประสิทธิผลของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง อุปกรณ์คอมพิวเตอร์และซอฟต์แวร์ กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีค่าดัชนีประสิทธิผลเท่ากับ .7168 แสดงว่าบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนที่สร้างขึ้น ส่งผลต่อการเรียนรู้ คิดเป็นร้อยละ 71.68
การพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่องงานช่างไฟฟ้า รายวิชาการงานอาชีพและเทคโนโลยี (งานช่าง) รหัสวิชา ง32101 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2
[ โดย kruinfo ชม 168 ]
บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาหาคุณภาพและประสิทธิภาพของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่องงานช่างไฟฟ้า รายวิชาการงานอาชีพและเทคโนโลยี (งานช่าง) รหัสวิชา ง32101 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนและหลังเรียน โดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่องงานช่างไฟฟ้า รายวิชาการงานอาชีพและเทคโนโลยี (งานช่าง) รหัสวิชา ง32101 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 และศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่องงานช่างไฟฟ้า รายวิชาการงานอาชีพและเทคโนโลยี (งานช่าง) รหัสวิชา ง32101 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2
กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (purposive sampling) เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/5 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2551 โรงเรียนหัวไทรบำรุงราษฎร์ อำเภอหัวไทร จังหวัดนครศรีธรรมราช สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครศรีธรรมราช เขต 3 จำนวน 41 คน
เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน แบบทดสอบและแบบสอบถาม
สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ( ) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ค่าประสิทธิภาพ E1/E2 และค่า t
การพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่องงานช่างไฟฟ้า รายวิชาการงานอาชีพและเทคโนโลยี (งานช่าง) รหัสวิชา ง32101 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2
[ โดย kruinfo ชม 109 ]
บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาหาคุณภาพและประสิทธิภาพของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่องงานช่างไฟฟ้า รายวิชาการงานอาชีพและเทคโนโลยี (งานช่าง) รหัสวิชา ง32101 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนและหลังเรียน โดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่องงานช่างไฟฟ้า รายวิชาการงานอาชีพและเทคโนโลยี (งานช่าง) รหัสวิชา ง32101 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 และศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่องงานช่างไฟฟ้า รายวิชาการงานอาชีพและเทคโนโลยี (งานช่าง) รหัสวิชา ง32101 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2
กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (purposive sampling) เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/5 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2551 โรงเรียนหัวไทรบำรุงราษฎร์ อำเภอหัวไทร จังหวัดนครศรีธรรมราช สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครศรีธรรมราช เขต 3 จำนวน 41 คน
เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน แบบทดสอบและแบบสอบถาม
สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ( ) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ค่าประสิทธิภาพ E1/E2 และค่า t
รายงานการพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต เรื่อง การใช้โปรแกรม Adobe Photoshop CS2 วิชา ง 40201 สร้างสรรค์สิ่งพิมพ์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนราชประชาสมาสัย ฝ่ายมัธยม รัชดาภิเษก ในพระบรมราชูปถัมภ์
[ โดย kruinfo ชม 162 ]
การศึกษาครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาผลของการพัฒนาชุดกิจกรรมาการเรียนผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต
เรื่อง การใช้โปรแกรม Adobe Photoshop CS2 รายวิชา ง 40201 สร้างสรรค์สิ่งพิมพ์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 กลุ่มตัวอย่าง
ที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2551 โรงเรียนราชประชาสมาสัย
ฝ่ายมัธยม รัชดาภิเษก ในพระบรมราชูปถัมภ์ อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ จำนวน 40 คน ซึ่งได้มาจากการ
สุ่มอย่างง่ายใช้เวลาในการทดลอง 16 ชั่วโมง เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาได้แก่ชุดกิจกรรมาการเรียนผ่านเครือข่าย
อินเทอร์เน็ต เรื่อง การใช้โปรแกรม Adobe Photoshop CS2 รายวิชา ง 40201 สร้างสรรค์สิ่งพิมพ์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4
และแบบสอบถามวัดเจตคติต่อชุดกิจกรรมาการเรียนผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต เรื่อง การใช้โปรแกรม Adobe Photoshop
CS2 รายวิชา ง 40201 สร้างสรรค์สิ่งพิมพ์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือ การหาค่าเฉลี่ย การ
หาค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน การหาค่าดัชนีความเที่ยงตรง การหาค่า E1/E2 การหาความเชื่อมั่น และการหาค่า t
การพัฒนาเอกสารประกอบการสอน เรื่อง การร้อยมาลัย กลุ่มสาระการเรียนรู้ การงานอาชีพและเทคโนโลยี ช่วงชั้นที่ 2 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านวารีอุดม สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุบลราชธานี เขต 5
[ โดย kruinfo ชม 1,294 ]
การพัฒนาเอกสารประกอบการสอน เรื่อง การร้อยมาลัย กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ช่วงชั้นที่ 2 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาเอกสารประกอบการสอน เรื่อง การร้อยมาลัย กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ช่วงชั้นที่ 2 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยเอกสารประกอบการสอน เรื่อง การร้อยมาลัย และเพื่อศึกษาระดับความพึงพอใจของนักเรียนต่อการเรียนด้วยเอกสารประกอบการส อน เรื่อง การร้อยมาลัย
กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา ครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2551 โรงเรียนบ้านวารีอุดม สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุบลราชธานี เขต 5 จำนวน 1 ห้องเรียน จำนวนนักเรียน 22 คน ซึ่งได้มาโดยการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive Sampling)
เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ประกอบด้วย
1.แผนการจัดการเรียนรู้ หน่วยการเรียนรู้ที่ 4 งานประดิษฐ์คิดสร้างสรรค์ (การร้อยมาลัย) กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 10 แผน ใช้เวลาสอนรวม 16 ชั่วโมง
2.เอกสารประกอบการสอน เรื่อง การร้อยมาลัย กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ช่วงชั้นที่ 2 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 10 เล่ม
3.แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เป็นข้อสอบปรนัย ชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ
4.แบบสอบถามความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อการเรียนรู้โดยใช้เอกสารประกอบการสอน เรื่อง การร้อยมาลัย
สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่า t
ผลการศึกษาพบว่า
1.เอกสารประกอบการสอน เรื่อง การร้อยมาลัย กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ช่วงชั้นที่ 2 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่ผู้ศึกษาสร้างขึ้นมีประสิทธิภาพ เท่ากับ 81.92/82.45 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 และสอดคล้องกับสมมติฐาน ข้อที่ 1 ที่ตั้งไว้
2.ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยเอกสาร ประกอบการสอน เรื่อง การร้อยมาลัย แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 กล่าวคือ มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน สอดคล้องกับสมมติฐาน ข้อที่ 2 ที่ตั้งไว้
3.นักเรียนที่ผ่านการเรียนด้วยเอกสารประกอบการสอน เรื่อง การร้อยมาลัย มีความพึงพอใจโดยรวมอยู่ในระดับมาก โดยมีค่าเฉลี่ย เท่ากับ ( = 4.18) เมื่อพิจารณารายข้อ พบว่า มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากทุกข้อ สอดคล้องกับสมมติฐานข้อที่ 3 ที่ตั้งไว้
การสร้างแบบฝึกพัฒนาทักษะการใช้เครื่องมืองานช่างพื้นฐาน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเดื่อศรีไพรวัลย์ รายวิชางานช่าง กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี
[ โดย kruinfo ชม 187 ]
บทคัดย่อ
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อสร้างแบบฝึกพัฒนาทักษะการใช้เครื่องมืองานช่างพื้นฐาน รายวิชางานช่าง ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเดื่อศรีไพรวัลย์ ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อศึกษาผลของการใช้แบบฝึกพัฒนาทักษะการใช้เครื่องมืองานช่างพื้นฐาน ด้านความรู้ความเข้าใจ ด้านทักษะ และด้านเจตคติ กลุ่มตัวอย่างคือนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/1โรงเรียนเดื่อศรีไพรวัลย์ อำเภอวานรนิวาส จังหวัดสกลนคร ปีการศึกษา 2550 จำนวน 23 คน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบฝึกพัฒนาทักษะการใช้เครื่องมืองานช่างพื้นฐาน แบบทดสอบวัดความรู้ความเข้าใจ แบบประเมินทักษะปฏิบัติ และแบบทดสอบวัดเจตคติ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และการทดสอบค่าที (t
รายงานการพัฒนาชุดการเรียนการสอนกิจกรรมแนะแนว สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่4 โรงเรียนอนุบาลวัดสระแก้ว จังหวัดสระแก้ว
[ โดย kruinfo ชม 174 ]
บทคัดย่อ
รายงานการพัฒนาชุดการเรียนการสอนกิจกรรมแนะแนว สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนอนุบาลวัดสระแก้ว จังหวัดสระแก้ว มีวัตถุประสงค์
1) เพื่อพัฒนาชุดการเรียนการสอนกิจกรรมแนะแนว สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษา
ปีที่ 4 ให้มีประสิทธิภาพ 80/80 และค่าดัชนีประสิทธิผล เท่ากับ .50
2) เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนโดยใช้ชุดการเรียนการสอนกิจกรรมแนะแนว สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4
3) เพื่อศึกษาความคิดเห็นของนักเรียน ที่เรียนโดยใช้ชุดการเรียนการสอนกิจกรรม
แนะแนว สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4
กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการศึกษา เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนอนุบาล
วัดสระแก้ว อำเภอเมืองสระแก้ว จังหวัดสระแก้ว สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสระแก้ว เขต 1
ปีการศึกษา 2551 จำนวน 44 คน
เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ประกอบด้วย
1) ชุดการเรียนการสอนกิจกรรมแนะแนว สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4
2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
3) แบบสอบถามความคิดเห็นของนักเรียนที่เรียนโดยใช้ชุดการเรียนการสอนกิจกรรม
แนะแนว สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4
การวิเคราะห์ข้อมูล โดยการคำนวณค่าดัชนีความสอดคล้อง ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต
ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและค่าทดสอบที (t-test)
ผลการศึกษา พบว่า
1) ชุดการเรียนการสอนกิจกรรมแนะแนว สำหรับนักเรียนประถมศึกษาปีที่ 4
มีค่าประสิทธิภาพ เท่ากับ 82.05/85.06 สูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ (80/80 ) และมีค่าดัชนีประสิทธิผลเท่ากับ 0.83
2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหลังเรียนโดยใช้ชุดการเรียนการสอนกิจกรรม
แนะแนว สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
3) นักเรียนมีความคิดเห็นเกี่ยวกับชุดการเรียนการสอนกิจกรรมแนะแนว สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ค่าเฉลี่ยของระดับความคิดเห็นของนักเรียนอยู่ในระดับเห็นด้วยมากที่สุด (=4.51) และอยู่ในระดับสูงกว่าเกณฑ์ความพอใจ
รายงานผลการใช้เอกสารประกอบการสอน เรื่อง การใช้ Microsoft Office PowerPoint 2003 สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5
[ โดย kruinfo ชม 237 ]
บทคัดย่อ
วัตถุประสงค์ของศึกษาค้นคว้า เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของเอกสารประกอบการสอน เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน และศึกษาเจตคติของนักเรียนที่มีต่อเอกสารประกอบการสอน รายวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ เรื่องการใช้โปรแกรมนำเสนอข้อมูล ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้า ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ปีการศึกษา 2551 โรงเรียนบ้านนาทม อำเภอนาทม จังหวัดนครพนม จำนวน 1 ห้องเรียน จำนวน 22 คน ซึ่งเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้า ได้แก่ เอกสารประกอบการสอน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบวัดเจตคติต่อการเรียนวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ เรื่องการใช้โปรแกรมนำเสนอข้อมูล แล้ววิเคราะห์ข้อมูล โดยหาค่าเฉลี่ย (Mean) และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) และค่าสถิติที่ใช้ คือ การทดสอบที (t-test) ผลการศึกษาค้นคว้าพบว่า
1. เอกสารประกอบการสอน รายวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ เรื่องการใช้โปรแกรมนำเสนอข้อมูล มีประสิทธิภาพ 85.11 / 81.46
2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน ที่เรียนโดยใช้เอกสารประกอบการสอน รายวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ เรื่องการใช้โปรแกรมนำเสนอข้อมูล หลังเรียน สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
3. เจตคติของนักเรียนที่มีต่อเอกสารประกอบการสอน รายวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ เรื่องการใช้โปรแกรมนำเสนอข้อมูล อยู่ในระดับเห็นด้วยอย่างยิ่ง
รายงาน ผลการพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง การใช้โปรแกรมตารางงาน สำหรับนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ชั้นปีที่ 1 วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีศรีสะเกษ จังหวัดศรีสะเกษ
[ โดย kruinfo ชม 114 ]
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 3 ประการคือ (1) เพื่อสร้างบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง การใช้โปรแกรมตารางงาน สำหรับนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 (2) เพื่อสร้างบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง การใช้โปรแกรมตารางงาน สำหรับนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ที่มีค่าดัชนีประสิทธิผลไม่ต่ำกว่า 0.50 เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่อง การใช้โปรแกรมตารางงาน ของนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ก่อนและหลังเรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนเรื่อง การใช้โปรแกรมตารางงาน
นักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ชั้นปีที่ 1 วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี
ศรีสะเกษ จังหวัดศรีสะเกษ ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2550 ที่เรียนวิชา 2201-2404 การใช้โปรแกรมตารางงาน จำนวน 52 คน โดยได้จากการสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิอย่างง่าย จากนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ชั้นปีที่ 1 วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีศรีสะเกษ จังหวัดศรีสะเกษ จำนวน 2 ห้อง ตามสัดส่วนของชั้นภูมิ
เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ประกอบด้วย (1) บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนเรื่อง การใช้โปรแกรมตารางงาน ของนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ชั้นปีที่ 1 วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีศรีสะเกษ จังหวัดศรีสะเกษ (2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องการใช้โปรแกรมตารางงาน และ (3) แบบสอบถามวัดความพึงพอใจ จำนวน 1 ฉบับ
ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้
1) บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง การใช้โปรแกรมตารางงาน มีค่า E1 / E2 เท่ากับ 87.13/83.70 สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้
2) ค่าดัชนีประสิทธิผลของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง การใช้โปรแกรมตารางงาน มีค่าเท่ากับ 0.56 แสดงว่า บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง การใช้โปรแกรมตารางงาน ช่วยให้ผู้เรียนเกิดประสบการณ์การเรียนรู้ได้จริง
3) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเฉลี่ยของนักเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง การใช้โปรแกรมตารางงาน แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01
4) นักเรียนส่วนใหญ่มีความพึงพอใจต่อบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนในระดับมาก ( =3.7267, S.D. = .22928)
รายงานผลการจัดประสบการณ์แบบโครงการที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่เรียนรายวิชาผู้ประกอบการ ง 30287 โรงเรียนอุดรพิทยานุกูล อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี
[ โดย kruinfo ชม 109 ]
บทคัดย่อ
การศึกษาค้นคว้าครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) สร้างแผนการจัดประสบการณ์แบบโครงการ รายวิชาผู้ประกอบการ ง30287 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ให้มีประสิทธิภาพ ( E1 / E2 ) ตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 และค่าดัชนีประสิทธิผลไม่ต่ำกว่า 0.50 2) ศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่ได้รับการจัดประสบการณ์แบบโครงการ รายวิชาผู้ประกอบการ ง30287 เรื่องโครงการจัดทำแผนธุรกิจสำหรับการเป็นผู้ประกอบการในอนาคต และ 3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่มีต่อการจัดประสบการณ์แบบโครงการ รายวิชาผู้ประกอบการ ง30287 เรื่องโครงการจัดทำแผนธุรกิจสำหรับการเป็นผู้ประกอบการในอนาคต
กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าครั้งนี้ คือนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่กำลังศึกษาในปีการศึกษา 2550 ของโรงเรียนอุดรพิทยานุกูล อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุดรธานีเขต 1 เป็นนักเรียนที่เลือกเรียนรายวิชาผู้ประกอบการ ง30287 ในปีการศึกษา 2550 จำนวน 35 คน ที่ได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง
เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าครั้งนี้ประกอบด้วย 1) แผนการจัดประสบการณ์แบบโครงการ รายวิชาผู้ประกอบการ ง30287 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 2) แผนการจัดการเรียนรู้ตามรูปแบบของการจัดการประสบการณ์แบบโครงการ รายวิชาผู้ประกอบการ ง30287 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 10 แผน 3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ก่อนและหลังการจัดประสบการณ์แบบโครงการรายวิชาผู้ประกอบการ ง30287 เรื่องโครงการจัดทำแผนธุรกิจสำหรับการเป็นผู้ประกอบการในอนาคต ที่ผู้รายงานสร้างขึ้นตรงตามเนื้อหาและจุดประสงค์การเรียนรู้ เป็นแบบทดสอบแบบปรนัยชนิดเลือกตอบ ( Multiple Choice ) 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ มีค่าความยากง่ายอยู่ระหว่าง 0.59 – 0.78 มีค่าอำนาจจำแนกอยู่ระหว่าง 0.25 – 0.75 และมีค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบเท่ากับ 0.80 และ4) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่มีต่อการจัดประสบการณ์แบบโครงการ รายวิชา ผู้ประกอบการ ง30287 เรื่องโครงการจัดทำแผนธุรกิจสำหรับการเป็นผู้ประกอบการในอนาคต เป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน 30 ข้อ สถิติที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าได้แก่ ค่าเฉลี่ย, ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.), t-test (Dependent) และร้อยละ
จากการศึกษาค้นคว้า พบว่า
1. แผนการจัดประสบการณ์แบบโครงการ รายวิชาผู้ประกอบการ ง30287 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีประสิทธิภาพ ( E1 / E2 ) เท่ากับ 88.13 / 81.56 สูงกว่าเกณฑ์ประสิทธิภาพที่ตั้งไว้
2. ค่าดัชนีประสิทธิผล (E.I.) ของแผนการจัดประสบการณ์แบบโครงการ รายวิชาผู้ประกอบการ ง30287 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เท่ากับ 0.64 ซึ่งหมายความว่านักเรียนมีความรู้เพิ่มขึ้นมากกว่าเดิม คิดเป็นร้อยละ 64
3. นักเรียนที่ได้รับการจัดประสบการณ์แบบโครงการ รายวิชาผู้ประกอบการ
ง30287 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังการได้รับการจัดประสบการณ์แบบโครงการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01
4. ความพึงพอใจที่มีต่อการจัดประสบการณ์แบบโครงการ รายวิชา ผู้ประกอบการ ง30287 ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยรวมอยู่ในระดับพึงพอใจมากซึ่งหมายความว่า นักเรียนพึงพอใจเป็นอย่างมากต่อการจัดประสบการณ์แบบโครงการที่พัฒนาขึ้น ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการจัดการเรียนการสอน มีความเหมาะสมและอยู่ในความสนใจของนักเรียน
โดยสรุป แผนการจัดประสบการณ์แบบโครงการ รายวิชาผู้ประกอบการ ง30287 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 สามารถนำไปใช้ประกอบการจัดการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การพัฒนาทักษะการใช้กล้ามเนื้อรยางค์แขน ในเด็กนักเรียนซี.พี. ระดับมัธยมศึกษา ช่วงชั้นที่ 4 โดยบูรณาการกับการเรียนในหลักสูตรพื้นฐานงานอาชีพ ด้านช่างกลุ่มสาระการเรียนรู้ การงานอาชีพและเทคโนโลยี : โรงเรียนนครสวรรค์ปัญญานุกูล อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์
[ โดย kruinfo ชม 120 ]
บทคัดย่อ
การวิจัยในครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อพัฒนาทักษะการใช้กล้ามเนื้อรยางค์แขนในเด็กนักเรียน
ซี.พี. ระดับมัธยมศึกษาปีที่ 5 ช่วงชั้นที่ 4 ให้มีความแข็งแรงขึ้น โดยบูรณาการกับการเรียนใน
หลักสูตรพื้นฐานงานอาชีพด้านช่างกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี กลุ่มตัวอย่าง
ที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็น เด็กนักเรียน ซี.พี. เพศชาย จำนวน 3 คน ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/1
โรงเรียนนครสวรรค์ปัญญานุกูล อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์ นวัตกรรมที่ใช้ในการวิจัยและ
พัฒนาคือ แผนการจัดการเรียนรู้ รายวิชาการงานอาชีพและเทคโนโลยี รหัสวิชา ง 42102 เครื่องมือ
ที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบวิเคราะห์ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อรยางค์แขน
( Chart for analysis of muscle inbalance ) ที่นำไปทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนกับกลุ่มตัวอย่าง
ที่เรียนอยู่ในโรงเรียน ในภาคเรียนที่ 1/2550 ใช้เวลาทดลองศึกษา 1 ภาคเรียน หรือ 20 สัปดาห์
สัปดาห์ละ 3 ชั่วโมง รวมทั้งสิ้น 60 ชั่วโมง สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย
ค่าส่วนเบี่ยงเบน สถิติทดสอบแบบ The Wilcoxon Matched Pairs Signed-Rank Test และ
กราฟแสดงผลการพัฒนาเป็นรายบุคคล
ผลการวิจัยพบว่า
1. เด็กนักเรียน ซี.พี.ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/1 ทั้ง 3 คน มีความแข็งแรงของกล้ามเนื้อรยางค์แขนทั้ง 2 ข้างดีขึ้น โดยแขนซ้ายเฉลี่ยเพิ่มขึ้น ร้อยละ 10 และแขนขวาเฉลี่ยดีขึ้น ร้อยละ 8
2. เด็กนักเรียน ซี.พี.ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/1 ทั้ง 3 คน มีความแข็งแรงของกล้ามเนื้อรยางค์แขนหลังเรียนดีกว่าก่อนเรียน
รายงานการพัฒนาการเรียนการสอนโดยใช้บทเรียนสื่อประสม รายวิชาการออกแบบ Web Page (Web Design) รหัสวิชา ง 40201 เรื่องการสร้างเว็บไซต์ ด้วยโปรแกรม Macromedia Dreamwaver ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6
[ โดย kruinfo ชม 126 ]
บทคัดย่อ
บท เรียนสื่อประสมเป็นนวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการศึกษาอีกรูปแบบหนึ่งเหมาะที่ จะนำมาใช้จัดกิจกรรมการเรียนการสอน เพราะเป็นการนำเอาเทคโนโลยีการศึกษา สื่อการสอน เทคนิค วิธีการใหม่ ๆ เข้ามาประกอบการเรียนการสอน ทำให้การเรียนการสอนมีประสิทธิภาพมากขึ้นการศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาประสิทธิภาพของบทเรียนสื่อประสม รายวิชาการออกแบบ Web Page (Web Design) รหัสวิชา ง 40201 เรื่อง การสร้างเว็บไซต์ ด้วยโปรแกรม Macromedia Dreamwaver กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพ และเทคโนโลยี ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 2) ศึกษาดัชนีประสิทธิผลของบทเรียนสื่อประสม รายวิชาการออกแบบ Web Page (Web Design) รหัสวิชา ง 40201 เรื่อง การสร้างเว็บไซต์ ด้วยโปรแกรม Macromedia Dreamwaver ที่พัฒนาขึ้น 3) ศึกษาและเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชา การออกแบบ Web Page (Web Design) รหัสวิชา ง 40201 ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ที่เรียนโดยใช้บทเรียนสื่อประสม และ 4) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ที่มีต่อบทเรียนสื่อประสม เรื่อง การสร้างเว็บไซต์ ด้วยโปรแกรม Macromedia Dreamwaver ประชากรที่ใช้ในการศึกษา คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ที่เลือกเรียนรายวิชา การออกแบบ Web Page (Web Design) รหัสวิชา ง 40201 ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2551 โรงเรียนอุดรพิทยานุกูล จำนวน 4 กลุ่ม รวมทั้งสิ้น 129 คน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา คือ เป็นนักเรียนกลุ่มที่ 1 ที่เลือกเรียนรายวิชา การออกแบบ Web Page (Web Design) รหัสวิชา ง 40201 จำนวน 40 คน ได้มาโดยวิธีเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling)
เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้รายวิชา การออกแบบ Web Page (Web Design) รหัสวิชา ง 40201 ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 7 แผน 2) บทเรียนสื่อประสม จำนวน 7 ชุด 3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน รายวิชา การออกแบบ Web Page (Web Design) รหัสวิชา ง 40201 ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 40 ข้อ และ4) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนต่อบทเรียนสื่อประสม รายวิชา การออกแบบ Web Page (Web Design) รหัสวิชา ง 40201 ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ t-test (Dependent Samples)
ผลการศึกษา พบว่า
1. ค่าประสิทธิภาพของบทเรียนสื่อประสม รายวิชาการออกแบบ Web Page
(Web Design) รหัสวิชา ง 40201 เรื่อง การสร้างเว็บไซต์ด้วยโปรแกรม Macromedia Dreamwaver กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โดยรวมมีค่าร้อยละ 85.50/83.22 ซึ่งมากกว่าค่าที่กำหนดไว้ คือ 80/80
2. ผลการวิเคราะห์เพื่อหาค่าดัชนีประสิทธิผลของบทเรียนสื่อประสม รายวิชาการออกแบบ Web Page (Web Design) รหัสวิชา ง 40201 เรื่อง การสร้างเว็บไซต์ ด้วยโปรแกรม Macromedia Dreamwaver กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 พบว่า บทเรียนสื่อประสมมีค่าดัชนีประสิทธิผลเท่ากับ 0.7977 แสดงว่านักเรียนมีความก้าวหน้าทางการเรียนเพิ่มขึ้นร้อยละ 79.77
3. นัก เรียนที่เรียนโดยใช้บทเรียนสื่อประสมมีคะแนนเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดย รวมเพิ่มขึ้นจากก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 โดยคะแนนเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียน มีค่าเท่ากับ 14.18 และ 34.78 ตามลำดับ
4. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ที่เรียนโดยใช้บทเรียนสื่อประสม รายวิชา การออกแบบ Web Page (Web Design) รหัสวิชา ง 40201 เรื่อง การสร้างเว็บไซต์ ด้วยโปรแกรม Macromedia Dreamwaver กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 มีความพึงพอใจโดยรวมและเป็นรายข้ออยู่ในระดับ มากที่สุด ทุกข้อ
รายงานการพัฒนาเอกสารประกอบการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพ และเทคโนโลยี (งานประดิษฐ์) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 เรื่องการประดิษฐ์ของใช้ ด้วยใบตอง
[ โดย kruinfo ชม 145 ]
บทคัดย่อ
การศึกษาค้นคว้าในครั้งนี้มี วัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนาและหาประสิทธิภาพของเอกสารประกอบการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (งานประดิษฐ์) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 เรื่องการประดิษฐ์ของใช้ด้วยใบตอง 2) เพื่อศึกษาเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้เอกสารประกอบการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้ การงานอาชีพและเทคโนโลยี (งานประดิษฐ์) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 เรื่องการประดิษฐ์ของใช้
ด้วยใบตอง 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนต่อการใช้เอกสารประกอบการเรียนรู้ กลุ่มสาระ การเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (งานประดิษฐ์) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 เรื่องการประดิษฐ์ของใช้ด้วยใบตอง กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนวัดอุเบกขาราม
จำนวน 17 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าครั้งนี้ ประกอบด้วย แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ก่อนเรียนและหลังเรียนเอกสาร ประกอบการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (งานประดิษฐ์) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 เรื่องการประดิษฐ์ของใช้ด้วยใบตอง
จำนวน 6 เรื่อง และแบบสอบถามความพึงพอใจต่อเอกสาร ประกอบการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (งานประดิษฐ์) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 เรื่องการประดิษฐ์ของใช้ด้วยใบตอง ผู้ รายงานได้ดำเนินการสอนและเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยตนเอง แล้วนำข้อมูลมาวิเคราะห์ เพื่อหาประสิทธิภาพ ตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 ทดสอบความแตกต่างของคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียน
ผลการรายงาน พบว่า
1. ประสิทธิภาพของเอกสาร ประกอบการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (งานประดิษฐ์) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 เรื่องการประดิษฐ์ของใช้ด้วยใบตอง พบว่า ค่าเฉลี่ยของคะแนนระหว่างใช้เอกสาร ประกอบการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (งานประดิษฐ์) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 เรื่องการประดิษฐ์ของใช้ด้วยใบตอง ทั้ง 6 เรื่อง มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 8.52 คิดเป็นร้อยละ 85.20 และค่าเฉลี่ย ของคะแนนจากแบบทดสอบหลังเรียนมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 8.45 คิดเป็นร้อยละ 84.50 นั่นคือเอกสารประกอบการเรียนรู้มีประสิทธิภาพ เท่ากับ 85.20/84.50 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้
2. การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้เอกสารประกอบการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (งานประดิษฐ์)
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 เรื่องการประดิษฐ์ของใช้ด้วยใบตอง ผลเปรียบเทียบค่าคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างก่อนเรียนกับหลังเรียน จำนวน 6 เรื่อง พบว่า ทุกเรื่องมีคะแนนทดสอบหลังเรียนสูงกว่าคะแนนทดสอบก่อนเรียน เมื่อทดสอบความแตกต่างด้วยการทดสอบค่าที (t-test) พบว่าแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 แสดงว่าการเรียน โดยใช้เอกสารประกอบการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (งานประดิษฐ์) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 เรื่องการประดิษฐ์ของใช้ด้วยใบตอง ทั้ง 6 เรื่องส่งผลให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
3. ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการใช้เอกสารประกอบการเรียนรู้ กลุ่มสาระ การเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (งานประดิษฐ์) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 เรื่องการประดิษฐ์ของใช้ด้วยใบตอง โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่า ข้อที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด ได้แก่ เนื้อหาและรูปภาพมีความสัมพันธ์กัน รองลงมา เนื้อหาแต่ละเล่มตรงตามจุดประสงค์
การเรียนรู้ การใช้ภาษาในเนื้อหาอ่านแล้วเข้าใจง่าย และมีความสุขและสนุกกับเรียนรู้
การศึกษาประสิทธิภาพของเอกสารประกอบการเรียนกิจกรรมการใช้ห้องสมุด รหัสวิชา ก 40908 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนพิบูลวิทยาลัย
[ โดย kruinfo ชม 119 ]
การศึกษาครั้งนี้มีจุดมุ่งหมาย
เพื่อศึกษา 1. ประสิทธิภาพของเอกสารประกอบการเรียนกิจกรรมการใช้ห้องสมุด รหัสวิชา ก
40908 2. ความก้าวหน้าในการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยม
ศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนพิบูลวิทยาลัย 3. ความพึงพอใจของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนพิบูลวิทยาลัย ที่มีต่อการจัดการเรียนการสอนโดยใช้เอกสารประกอบการเรียนกิจกรรมการใช้ห้องสมุด รหัสวิชา ก
40908 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่
4 โรงเรียนพิบูลวิทยาลัย ที่เรียน ในภาคเรียนที่
1 ปีการศึกษา 2551 จำนวน 3 ห้องเรียน รวมนักเรียน 134 คน ได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง
เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ประกอบด้วย 1. เอกสารประกอบเรียนกิจกรรมการใช้ห้องสมุด รหัสวิชา ก 40908 จำนวน 5
เรื่อง 5 เล่ม 2. แผนการจัดการเรียนรู้กิจกรรมการใช้ห้องสมุด รหัสวิชา ก 40908 จำนวน 12 แผน 3. แบบทดสอบก่อนเรียน
/ หลังเรียน ซึ่งเป็นแบบทดสอบแบบปรนัย จำนวน
40 ข้อ 4. แบบสอบถามเพื่อประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนการสอนโดยใช้เอกสารประกอบการเรียนกิจกรรมการใช้ห้องสมุด
รหัสวิชา ก 40908 ที่ผู้รายงานสร้างขึ้น รูปแบบการวิจัยใช้รูปแบบหนึ่งกลุ่มสอบก่อน–สอบหลัง (One
Group Pretest-Posttest Design) โดยทดสอบก่อนเรียน เรียน และทดสอบหลังเรียน
กับนักเรียนกลุ่มเดียวที่เป็นกลุ่มตัวอย่าง สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล คือค่าเฉลี่ย
ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที ( t – test )
ผลการวิจัยพบว่า 1) ประสิทธิภาพของเอกสารประกอบการเรียนกิจกรรมการใช้ห้องสมุดรหัสวิชา
ก 40908 สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น มีประสิทธิภาพเท่ากับ 91.55 / 84.03 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้คือ 80 / 80 แสดงว่าเอกสารประกอบการเรียนมีประสิทธิภาพสามารถนำไปใช้ได้
2) นักเรียนมีความก้าวหน้าในการเรียน
โดยมีคะแนนการทดสอบหลังเรียน สูงกว่า ทดสอบก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ
. 05 ซึ่งแสดงว่าเอกสารประกอบการเรียนช่วยทำให้นักเรียนมีความรู้เพิ่มมากขึ้น 3) นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนการสอนโดยใช้เอกสารประกอบการเรียนกิจกรรมการใช้ห้องสมุด
รหัสวิชา ก 40908 ในระดับมากที่สุด โดยมีค่าเฉลี่ยรวมเท่ากับ 4.67 ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.12 ซึ่งมีความเห็นโดยรวมในระดับมากที่สุด
แสดงว่านักเรียนเห็นด้วยกับการจัดการเรียนการสอนด้วยเอกสารประกอบการเรียนกิจกรรมการใช้ห้องสมุด
รหัสวิชา ก 40908
รายงานการประเมินหลักสูตรท้องถิ่น วิชาการปลูกพืชผักปลอดสารพิษไร้ดิน รหัสวิชา ง ๔๐๒๔๑ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๖ ปีการศึกษา ๒๕๕๐ โรงเรียนหัวไทรบำรุงราษฎร์
[ โดย kruinfo ชม 267 ]
การรายงานการประเมินหลักสูตรท้องถิ่น วิชาการปลูกพืชผักปลอดสารพิษไร้ดิน รหัสวิชา ง ๔๐๒๔๑ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๖ ปีการศึกษา ๒๕๕๐ โรงเรียนหัวไทรบำรุงราษฎร์
วัตถุประสงค์ของการประเมิน (๑) เพื่อประเมินความเหมาะสมของหลักสูตรด้านความสอดคล้องกับสาระและมาตรฐานการเรียนรู้ระดับช่วงชั้นที่ ๔ ความต้องการและความสนใจของนักเรียน ผู้ปกครอง และท้องถิ่น (๒) เพื่อประเมินกระบวนการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนในรายวิชาการปลูกพืชผักปลอดสารพิษไร้ดิน (๓) เพื่อประเมินผลทางการเรียนของนักเรียนที่เลือกเรียน วิชาการปลูกพืชผักปลอดสารพิษไร้ดิน กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ชั้นมัธยม ศึกษาปีที่ ๖
ประชากรที่ใช้ในการประเมิน คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๖ โรงเรียนหัวไทรบำรุงราษฎร์ ที่เลือกเรียนสาระเพิ่มเติม รายวิชาการปลูกพืชปลอดสารพิษไร้ดิน ในภาคเรียนที่ ๒ ปีการศึกษา ๒๕๕๐ จำนวน ๑๕ คน ผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน ๓ คน หัวหน้ากลุ่มบริหารวิชาการ หัวหน้างานพัฒนาหลักสูตรและกระบวนการเรียนรู้ หัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้ ๘ กลุ่มสาระการเรียนรู้ ครูผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพ จำนวน ๔ คน รวม ๑๕ คน รวมทั้งหมด ๓๐ คน โดยไม่สุ่มตัวอย่างเลือก
เครื่องมือที่ใช้ในการประเมิน แบบสอบถาม ๒ ฉบับ แบบประเมินโครงงาน และแบบ สังเกตพฤติกรรมการปฏิบัติงาน ใช้รูปแบบการประเมินสนองความต้องการ (Responsive Model) สเตก รูปแบบการประเมินแบบนี้มี ๒ ประการ คือ การบรรยายและตัดสินคุณค่า โดยใช้ค่าเฉลี่ยค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าร้อยละ
สรุปผลวิจัย
๑. จากการประเมินความเหมาะสมของหลักสูตรด้านความสอดคล้องกับสาระ และมาตรฐานการเรียนรู้ระดับช่วงชั้นที่ ๔ ความต้องการและความสนใจของนักเรียน ผู้ปกครอง และท้องถิ่น อยู่ในระดับมาก ที่ค่าเฉลี่ย ๔.๔๕ เมื่อพิจารณาค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานแล้วพบว่า ความเหมาะสมของหลักสูตรด้านความสอดคล้องกับสาระและมาตรฐานการเรียนรู้ ความต้องการและความสนใจของนักเรียน ผู้ปกครองและท้องถิ่น ในแต่ละประเด็นของการสอบถามมีความแตกต่างกันน้อยมาก และเมื่อพิจารณาเป็นรายประเด็นแล้วพบว่า การกำหนดหน่วยการเรียนรู้สอดคล้องกับคำอธิบายรายวิชา การกำหนดหน่วยการเรียนรู้ย่อยได้เหมาะสมกับหน่วยเรียนรู้หลัก และผลการเรียนรู้ที่คาดหวังสอดคล้องกับสาระการเรียนรู้รายภาคและหน่วยการเรียนรู้ อยู่ในระดับมากที่สุด ที่ค่าเฉลี่ย ๔.๖๗ และคำอธิบายรายวิชาครอบคลุมสาระและมาตรฐานการเรียนในระดับช่วงชั้น อยู่ในระดับมาก แต่ที่ค่าเฉลี่ย ๔.๒๐ ซึ่งได้ดำเนินการตามกรอบแนวคิดในการประเมินของ สเตก ในส่วนของสิ่งนำ คือเอกสารประกอบหลักสูตรท้องถิ่น รายวิชาการปลูกพืชผักปลอดสารพิษไร้ดิน และเป็นไปตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๔๔ ซึ่งเป็นหลักสูตรแกนกลาง กำหนดให้สถานศึกษาจัดทำหลักสูตรสถานศึกษาขึ้นเอง โดยกำหนดโครงสร้างให้ยึดหลัก สูตรแกนกลาง ๗๐ เปอร์เซ็นต์ เป็นสาระพื้นฐานใน ๘ กลุ่มสาระการเรียนรู้ ส่วนที่เหลืออีก ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ให้สถานศึกษาจัดทำหลักสูตรที่สอดคล้องกับความต้องการของผู้เรียนและท้องถิ่นเป็นสาระเพิ่มเติม
๒. จากการประเมินกระบวนการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนในรายวิชาการปลูกพืชผักปลอดสารพิษไร้ดิน อยู่ในระดับมาก ที่ค่าเฉลี่ย ๔.๔๒ เมื่อพิจารณาค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานแล้วพบว่า กระบวนการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนในรายวิชาการปลูกพืชผักปลอดสารพิษไร้ดิน
ในแต่ประเด็นของการสอบถามมีความแตกต่างกันน้อยมาก และเมื่อพิจารณาเป็นรายประเด็นแล้วพบว่า การจัดทำแผนการเรียนรู้ทุกหน่วยการเรียน อยู่ในระดับมากที่สุดที่ค่าเฉลี่ย ๔.๗๓ การจัดกิจกรรมการเรียนรู้นอกสถานที่ อยู่ในระดับมากที่สุดที่ค่าเฉลี่ย ๔.๖๖ กิจกรรมการเรียนการสอนเหมาะสมกับวัยของผู้เรียน การเชื่อมโยงประสบการณ์และชีวิตจริง และให้นักเรียนทุกคนได้ปฏิบัติจริง อยู่ในระดับมากที่สุดที่ค่าเฉลี่ย ๔.๖๐ และการสร้างปฏิสัมพันธ์ระหว่างครูกับผู้เรียน และผู้เรียนกับกลุ่มเพื่อน และครูเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ปรับปรุงพัฒนาการเรียนตามศักยภาพของผู้เรียน อยู่ในระดับมากที่สุดเช่นกัน ที่ค่าเฉลี่ย ๔.๕๓ ซึ่งได้ดำเนินการตามกรอบแนวคิดของสเตก ในส่วนของการปฏิบัติ คือ คู่มือการใช้เอกสารประกอบหลักสูตรในรายวิชาการปลูกพืชผักปลอดสารพิษไร้ดิน และการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ พระราชบัญญัติ การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. ๒๕๔๕ มาตรา ๒๒
๓. จากการประเมินผลทางการเรียนของนักเรียนที่เลือกเรียนวิชาการปลูกพืชผักปลอดสารพิษไร้ดิน ผลทางการเรียนของนักเรียนที่เลือกเรียนรายวิชาการปลูกพืชผักปลอดสารพิษไร้ดิน จากแบบประเมินแบบสังเกตพฤติกรรม ทักษะ การปฏิบัติงาน อยู่ในระดับมาก แต่เมื่อพิจารณาแต่ละผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง พบว่าผลการเรียนรู้ที่ ๑๒ ผู้เรียนเตรียมวัสดุอุปกรณ์ปลูกพืชไร้ดิน อยู่ในระดับมากที่สุด คะแนนประเมินโครงงานโดยนักเรียนประเมินตนเองและครูประเมิน อยู่ในระดับมาก แต่นักเรียนประเมินตนเองและครูประเมินมีค่าแตกต่างกัน คะแนนประเมินคุณลักษณะประจำวิชา ประเมินเจตคติ อยู่ในระดับมาก คะแนนคุณลักษณะด้านความอดทน มุ่งมั่น มากที่สุด คะแนนวัดผลกลางภาคและปลายภาค อยู่ในระดับดี และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน อยู่ในระดับดีเยี่ยม ซึ่งได้ดำเนินการตามกรอบแนวคิดของสเตก ในส่วนของผลลัพธ์ และได้ดำเนินการวัดผลด้วยวิธีการที่หลากหลาย วัดผลได้ครอบคลุมทั้ง ความรู้ ทักษะ การปฏิบัติงาน และเจตคติ โดยให้นักเรียนประเมินตนเองและครูประเมิน เพื่อให้นักเรียนได้รับการพัฒนาเต็มศักยภาพของตนเอง มีประสบการณ์ตรง สามารถนำไปใช้ในชีวิตจริง เป็นไปตาม พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. ๒๕๔๕ มาตรา ๗
การพัฒนาหนังสืออิเล็กทรอนิกส์เรื่อง การเลี้ยงกบขวด สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4
[ โดย kruinfo ชม 125 ]
บทคัดย่อ
การพัฒนาหนังสืออิเล็กทรอนิกส์เรื่อง การเลี้ยงกบขวด สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4
ครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อ 1) เพื่อสร้างและพัฒนาหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ เรื่องการเลี้ยงกบขวด สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 2) เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนด้วยหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ เรื่องการเลี้ยงกบขวด กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (งานเกษตร) ชั้นประถมศึกษาปีที่4
3) เพื่อประเมินความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่เรียนด้วยหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ เรื่องการเลี้ยงกบขวด กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (งานเกษตร) กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยเป็น นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 /1 ปีการศึกษา 2551โรงเรียนอนุบาลวังสมบูรณ์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสระแก้ว เขต 1 จำนวน 30 คน ที่เลือกแบบเจาะจง เนื้อหาที่ใช้ในการศึกษา เรื่องการเลี้ยงกบขวด ใช้เวลาในการศึกษา 12 ชั่วโมง เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาประกอบด้วย1) หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ เรื่อง การเลี้ยงกบขวด กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (งานเกษตร) สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 6 เล่ม 2) แบบประเมินหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ เรื่อง การการเลี้ยงกบขวดโดยผู้เชี่ยวชาญ 3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือกจำนวน 30 ข้อ เรื่องการเลี้ยงกบขวด 4) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนรู้ด้วยหนังสืออิเล็กทรอนิกส์เรื่องการเลี้ยงกบขวด ทำการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานและการทดสอบค่าที (t-test)
จากการศึกษาพบว่า
1. หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ เรื่องการเลี้ยงกบขวด ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (งานเกษตร) มีประสิทธิภาพ 82.48/86.33ซึ่งเป็นค่าประสิทธิภาพที่สูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ คือ 80/80
2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนโดยการใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์เรื่องการเลี้ยงกบขวด กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (งานเกษตร) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่ผู้ศึกษาสร้างขึ้นแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
3. นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยหนังสืออิเล็กทรอนิกส์เรื่องการเลี้ยงกบขวด กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (งานเกษตร) โดยรวมและเป็นรายด้านอยู่ในระดับมากที่สุด
รายงานการพัฒนาบทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง อาหารจานเดียว กลุ่มสาระการเรียนรู้ การงานอาชีพและเทคโนโลยี ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนวัดหนองบัว (ปทุมาภิพัฒน์) สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาจันทบุรี เขต 1
[ โดย kruinfo ชม 311 ]
รายงานการพัฒนาบทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง อาหารจานเดียว กลุ่มสาระการเรียนรู้ การงานอาชีพและเทคโนโลยี ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาบทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง อาหารจานเดียว กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่ผ่านการเรียนด้วยด้วยบทเรียนสำเร็จรูประหว่างก่อนและหลังเรียน เพื่อหาค่าดัชนีประสิทธิผลของบทเรียนสำเร็จรูป และเพื่อศึกษาระดับความพึงพอใจของนักเรียนต่อการเรียนด้วยบทเรียนสำเร็จรูป
กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียน วัดหนองบัว (ปทุมาภิพัฒน์) สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาจันทบุรี เขต 1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2551 จำนวน 1 ห้องเรียน จำนวนนักเรียน 32 คน ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling)
เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่
1. บทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง อาหารจานเดียว กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 7 ชุด
2. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง อาหารจานเดียว เป็นข้อสอบปรนัย ชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 40 ข้อ
3. แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่มีต่อ การเรียนด้วยบทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง อาหารจานเดียว กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพ และเทคโนโลยี จำนวน 15 ข้อ
ผลการศึกษาพบว่า
1. บทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง อาหารจานเดียว กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพ และเทคโนโลยี ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 82.50/83.13 เป็นไปตามเกณฑ์ 80/80 สอดคล้องกับสมมติฐานข้อที่ 1 ที่ตั้งไว้
2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่เรียน ด้วยบทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง อาหารจานเดียว หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 สอดคล้องกับสมมติฐานข้อที่ 2 ที่ตั้งไว้
3. ค่าดัชนีประสิทธิผลของบทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง อาหารจานเดียว กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีค่าเท่ากับ 0.5542 แสดงว่านักเรียนมีพัฒนาการทางการเรียนเพิ่มขึ้น 0.5542 หรือคิดเป็นร้อยละ 55.42
4. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีความพึงพอใจที่มีต่อการเรียนด้วยบทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง อาหารจานเดียว โดยรวมอยู่ในระดับมาก โดยมีค่าเฉลี่ย เท่ากับ ( = 4.18) สอดคล้องกับสมมติฐานข้อที่ 3 ที่ตั้งไว้
รายงานการพัฒนาและการใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี สาระที่ 4 เทคโนโลยีสารสนเทศ เรื่อง ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับอินเทอร์เน็ต ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6
[ โดย kruinfo ชม 137 ]
บทเรียนคอมพิวเตอร์เป็นเทคโนโลยีและนวัตกรรมทางการศึกษา ที่สามารถนำมาใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากเป็นสื่อการสอนแบบเอกัตบุคคลที่ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้ตามความสนใจและความสามารถของตน โดยไม่มีข้อจำกัดทางด้านเวลาและสถานที่ การศึกษาค้นคว้าครั้งนี้มีความมุ่งหมาย 4 ประการคือ 1) เพื่อพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี สาระที่ 4 เรื่อง ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับอินเทอร์เน็ต สำหรับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 ที่มีประสิทธิภาพ 80/80 2) เพื่อหาดัชนีประสิทธิผลของบทเรียน 3) เพื่อศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนที่ได้พัฒนาขึ้น กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านท่าหลวงนาคำ อำเภอเดชอุดม จังหวัดอุบลราชธานี จำนวน 35 คน จาก 1 ห้องเรียน ปีการศึกษา 2550 ได้มาโดยวิธีเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้า ประกอบด้วย 1) บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับอินเทอร์เน็ต กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนรู้จากบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนที่พัฒนาขึ้น และ 3) แบบสอบถามความคิดเห็นของผู้เรียนที่มีต่อบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนที่พัฒนาขึ้น สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
ผลการศึกษาพบว่า
1. บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนที่ผู้รายงานสร้างขึ้นมีประสิทธิภาพเท่ากับ 82.81/83.52 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ คือ 80/80 เมื่อนำไปใช้ปรากฏว่ามีประสิทธิภาพเท่ากับ 82.29/84.00 แสดงว่าบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนมีประสิทธิภาพจริง
2. ค่าดัชนีประสิทธิผลของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี สารที่ 4 เรื่อง ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับอินเทอร์เน็ต เท่ากับ 0.74 ซึ่งหมายความว่านักเรียนมีความรู้เพิ่มขึ้นกว่าเดิม ร้อยละ 74
3. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่เรียนโดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน
มีความคิดเห็นโดยรวมอยู่ในระดับมากและเมื่อนำไปใช้ก็ปรากฏผลเช่นเดียวกันคือมีความคิดเห็นโดยรวมอยู่ในระดับมาก
รายงานการพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ( CAI. ) วิชาช่างเดินสายไฟฟ้าในอาคาร สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2
[ โดย kruinfo ชม 150 ]
บทคัดย่อ
รายงานการพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน(CAI) วิชาช่างเดินสายไฟฟ้าในอาคาร
สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) หาประสิทธิภาพของบทเรียนคอมพิวเตอร์
ช่วยสอน (CAI) วิชาช่างเดินสายไฟฟ้าในอาคาร สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนตะโก
ดอนหญ้านาง 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานพื้นฐานอาชีพและ
เทคโนโลยี ก่อนและหลังเรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน วิชาช่างเดินสายไฟฟ้าในอาคาร
สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนตะโกดอนหญ้านาง และ 3) ศึกษาความพึงพอใจ
ของนักเรียน นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่มีต่อการเรียนโดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน(CAI)
วิชาช่างเดินสายไฟฟ้าในอาคาร สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 กลุ่มตัวอย่าง ที่ใช้ในการศึกษา
คือ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนตะโกดอนหญ้านาง สำนักงานเขตพื้ที่การศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต 1 ในปีการศึกษา 2550 จำนวน 19 คน ซึ่งได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง ผู้วิจัย
วิเคราะห์ข้อมูลด้วยตนเองโดยหาค่าสถิติพื้นฐาน ได้แก่ การแจงนับ ค่าร้อยละ ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสถิติทดสอบ t ผลการศึกษาพบว่าบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน (CAI) วิชาช่างเดินสายไฟฟ้าในอาคารสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 ที่ได้กำหนดไว้ ซึ่งมีส่วนทำให้ผลสัมฤทธิ์ทางด้านการเรียนช่างเดินสายไฟฟ้าในอาคาร การงานอาชีพและเทคโนโลยี ของนักเรียนนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ก่อนและหลังการใช้บทเรียนสำเร็จรูปแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .01 โดยผลสัมฤทธิ์ทางด้านการเรียนหลังใช้บทเรียนบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน(CAI) วิชาช่างเดินสายไฟฟ้าในอาคาร สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 สูงกว่าก่อนใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน (CAI) วิชาช่างเดินสายไฟฟ้าในอาคาร สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 และนักเรียนมีความพึงพอใจต่อบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน (CAI) วิชาช่างเดินสายไฟฟ้าในอาคาร สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด
บทเรียนสำเร็จรูปประกอบภาพการ์ตูนชุดฉลาดบริโภค กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4
[ โดย kruinfo ชม 202 ]
บทคัดย่อ
วัตถุประสงค์ของการศึกษาค้นคว้า
1.เพื่อพัฒนาและหาประสิทธิภาพบทเรียนสำเร็จรูปประกอบภาพการ์ตูนชุดฉลาดบริโภค
2.เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนโดยใช้บทเรียน สำเร็จรูปประกอบภาพการ์ตูนชุดฉลาดบริโภค กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ระหว่างคะแนนทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน
ประชากรที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้า
นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนวัดห้วยทองหลาง อำเภอหนองแค สพท.สบ.2 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2550
เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้า
1. บทเรียนสำเร็จรูปประกอบภาพการ์ตูนชุดฉลาดบริโภค กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4
2. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนบทเรียนสำเร็จรูปประกอบภาพการ์ตูนชุดฉลาดบริโภค กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4
ผลการศึกษาค้นคว้า
1. บทเรียนสำเร็จรูปประกอบภาพการ์ตูนชุดฉลาดบริโภคมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์
2.คะแนนทดสอบหลังเรียนด้วยบทเรียนสำเร็จรูปประกอบภาพการ์ตูนชุดฉลาดบริโภคสูงกว่าคะแนนทดสอบก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
ผลการใช้โปรแกรม Microsoft Movie Maker ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6
[ โดย kruinfo ชม 130 ]
ผลงานวิจัยในชั้นเรียน เรื่อง ผลการใช้โปรแกรม Microsoft Movie Maker ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6
เพื่อศึกษาผลการใช้โปรแกรม Microsoft Movie Maker ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6
เครื่องมือที่ใช้ได้แก่ โปรแกรม Microsoft Movie Maker และแบบสอบถาม
สถิติที่ใช้ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย นำเสนอในรูปของตาราง
และแผนภูมิ
ผลการวิจัย 1. ผู้เรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยเฉลี่ยเท่ากับ 14.45 จาก
2. ผลจากการวิเคราะห์แบบสอบถาม พบว่า นักเรียนส่วนใหญ่เห็นด้วยมากที่สุดในเรื่องของโปรแกรมกใช้งานได้ง่าย สะดวก โปรแกรมมีลำดับโปรแกรมมีลำดับขั้นตอนการสร้างผลงานที่ชัดเจนเป็นขั้นตอน โปรแกรมมีเอฟเฟ็ค การเปลี่ยนภาพที่น่าสนใจ โปรแกรมมีเอฟเฟ็คสำหรับจัดการภาพที่น่าสนใจ สามารถนำไฟล์รูปภาพ ไฟล์วิดีโอไฟล์เสียงมาใช้งานร่วมกันได้สะดวก การจัดเรียงลำดับภาพ เสียงทำได้ง่าย ไม่ยุ่งยากซับซ้อน โปรแกรมนี้สามารถจัดหามาใช้งานได้สะดวก และโปรแกรมนี้เหมาะสมสำหรับนำมาใช้ในการจัดการเรียนการสอน ในภาคเรียนที่มีเวลาจำกัด (ภาคเรียนที่ 2)
และเห็นด้วยมากในเรื่องของ โปรแกรมมีเอฟเฟ็คสำหรับใส่ข้อความ ทำไตเติ้ลเริ่มเรื่อง และไตเติ้ลจบที่เหมาะสม โปรแกรมสามารถบันทึกไฟล์ภาพยนตร์ที่สร้างขึ้นได้หลายรูปแบ
การพัฒนาพฤติกรรมการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5
[ โดย kruinfo ชม 114 ]
การพัฒนาพฤติกรรมการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โดยใช้กระบวนการเรียนรู้แบบร่วมมือร่วมใจ : เทคนิคการแบ่งกลุ่มแบบกลุ่มสัมฤทธิ์ และเทคนิคการเรียนรู้ร่วมกัน
วัตถุประสงค์การวิจัย
เพื่อพัฒนาพฤติกรรมการช่วยเหลือซึ่งกันและกันของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5
ขอบเขตการวิจัย
1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2552 จำนวน 3 ห้องเรียน รวม 65 คน
2. ตัวแปรที่ศึกษา
ตัวแปรต้น คือ การเรียนการสอนโดยใช้กระบวนการเรียนรู้แบบร่วมมือร่วมใจ
ตัวแปรตาม คือ พฤติกรรมการร่วมมือซึ่งกันและกัน
3. ระยะเวลาในการวิจัย
พฤศจิกายน 2552
การพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพ และเทคโนโลยี (คอมพิวเตอร์) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เรื่อง การใช้งานโปรแกรม Microsoft Office Word 2007
[ โดย kruinfo ชม 265 ]
การศึกษาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (คอมพิวเตอร์) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เรื่อง การใช้งานโปรแกรม Microsoft Office Word 2007 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 (2) เพื่อศึกษาดัชนีประสิทธิผลของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (คอมพิวเตอร์) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เรื่อง การใช้งานโปรแกรม Microsoft Office Word 2007 (3) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหลังเรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (คอมพิวเตอร์) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เรื่อง การใช้งานโปรแกรม Microsoft Office Word 2007 กับเกณฑ์
ร้อยละ 80 (4) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (คอมพิวเตอร์) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เรื่อง การใช้งานโปรแกรม Microsoft Office Word 2007
กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนวัดราษฎร์บูรณะ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสมุทรปราการ เขต 2 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2553 จำนวน 34 คน ได้มาจากการสุ่มอย่างง่าย (Simple Random sampling) โดยใช้วิธีการจับสลาก เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาประกอบด้วย (1) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เป็นแบบปรนัย 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ ซึ่งมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.91 (2) แบบประเมินคุณภาพของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนโดยผู้เชี่ยวชาญด้านเนื้อหา การวัดและประเมินผลและด้านโปรแกรมคอมพิวเตอร์ (3) บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (คอมพิวเตอร์) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เรื่อง การใช้งานโปรแกรม Microsoft Office Word 2007 จำนวน 6 หน่วย ใช้เวลาในการเรียน 12 ชั่วโมง (4) แบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เป็นมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน 15 ข้อ รูปแบบของการศึกษา คือ One group pretest - posttest design สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบสมมติฐานใช้ t - test แบบทดสอบกลุ่มเดียว (One group t-test design)
ผลการศึกษาพบว่า
1. บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (คอมพิวเตอร์) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เรื่อง การใช้งานโปรแกรม Microsoft Office Word 2007 มีค่าประสิทธิภาพ
เท่ากับ 87.50 / 85.69 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ที่ตั้งไว้
2. ดัชนีประสิทธิผลของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (คอมพิวเตอร์) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เรื่อง การใช้งานโปรแกรม Microsoft Office Word 2007 มีค่าเท่ากับ 0.6996 แสดงว่านักเรียนที่เรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ที่ผู้ศึกษาพัฒนาขึ้น มีความรู้และความก้าวหน้าทางการเรียนเพิ่มขึ้น 0.6996 คิดเป็น ร้อยละ 69.96
3. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหลังเรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (คอมพิวเตอร์) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เรื่อง การใช้งานโปรแกรม Microsoft Office Word 2007 มีค่าคะแนนเฉลี่ยสูงกว่าร้อยละ 80 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
4. ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (คอมพิวเตอร์) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เรื่อง การใช้งานโปรแกรม Microsoft Office Word 2007 อยู่ในระดับมากที่สุด ( ค่าเฉลี่ย = 4.73 )
ผลการศึกษาทำให้ได้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (คอมพิวเตอร์) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เรื่อง การใช้งานโปรแกรม Microsoft Office Word 2007 ที่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลตามเกณฑ์ สามารถนำไปพัฒนากระบวนการเรียน การสอน ให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้บรรลุตามจุดมุ่งหมายได้เป็นอย่างดี
รายงานการพัฒนาเอกสารประกอบการเรียน ชุดงานประดิษฐ์วัสดุท้องถิ่น
[ โดย kruinfo ชม 158 ]
เรื่องที่จัดทำ : รายงานการพัฒนาเอกสารประกอบการเรียน
ชุดงานประดิษฐ์วัสดุท้องถิ่น กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนวัดสระโพธิ์
ผู้จัดทำ : นางสาวสุวนันท์ โททอง
ปีการศึกษา : 2552
บทคัดย่อ
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อจัดทำและพัฒนาเอกสารประกอบการเรียน ชุดงานประดิษฐ์วัสดุท้องถิ่น กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนวัดสระโพธิ์ 2) เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ก่อนและหลังการใช้เอกสารประกอบการเรียน ชุดงานประดิษฐ์วัสดุท้องถิ่น กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 3) เพื่อศึกษาเจตคติของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่มีต่อเอกสารประกอบการเรียน ชุดงานประดิษฐ์วัสดุท้องถิ่น กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 22 คน ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2552 โรงเรียนวัดสระโพธิ์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครศรีธรรมราช เขต 3 เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาประกอบด้วย เอกสารประกอบการเรียน ชุดงานประดิษฐ์วัสดุท้องถิ่น กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนวัดสระโพธิ์ การศึกษาประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 ใช้วิธีการหาค่าเฉลี่ยร้อยละ การทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังใช้เอกสารประกอบการเรียน โดยการทดสอบค่าที (t-test) และใช้ค่าคะแนนเฉลี่ย ( ) ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ศึกษาเจตคติของนักเรียนต่อการจัดการเรียนการสอน
ผลการศึกษาพบว่า 1)เอกสารประกอบการเรียน ชุดงานประดิษฐ์วัสดุท้องถิ่น ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนวัดสระโพธิ์ กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี มีประสิทธิภาพ 88.78/86.51 2)ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หลังใช้เอกสารประกอบการเรียน ของกลุ่มตัวอย่างสูงกว่าก่อนใช้เอกสารประกอบการเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 3)เจตคติของนักเรียนต่อการจัดการเรียนการสอน ชุดงานประดิษฐ์วัสดุท้องถิ่น กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี มีคะแนนเฉลี่ยรวม ( ) เท่ากับ 4.63 และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ( ) เท่ากับ 0.58 เมื่อเทียบกับเกณฑ์การพิจารณาระดับเจตคติ พบว่านักเรียนมีเจตคติที่ดีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน อยู่ในระดับมากที่สุด
รายงานผลการใช้ คู่มือฝึกอบรม ICT เพื่อการเรียนการสอน สำหรับพัฒนาความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับ ICT เพื่อการเรียนการสอน ครูโรงเรียนในโครงการหนึ่งอำเภอ หนึ่งโรงเรียนในฝัน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา ลำพูน เขต 2
[ โดย kruinfo ชม 127 ]
บทคัดย่อ
ชื่อเรื่อง : รายงานผลการใช้ คู่มือฝึกอบรม ICT เพื่อการเรียนการสอน สำหรับพัฒนาความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับ ICT เพื่อการเรียนการสอนครูโรงเรียนในโครงการหนึ่งอำเภอ หนึ่งโรงเรียนในฝัน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาลำพูน เขต 2
ชื่อผู้ศึกษา : นายประสิทธิ์ ภูมาศ
รายงานผลการใช้ คู่มือฝึกอบรม ICT เพื่อการเรียนการสอน สำหรับครูโรงเรียนในโครงการหนึ่งอำเภอ
หนึ่งโรงเรียนในฝัน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาลำพูน เขต 2 ตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ ของการฝึกอบรม ICT ครูโรงเรียนโครงการหนึ่งอำเภอ หนึ่งโรงเรียนในฝัน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาลำพูน เขต 2
และเพื่อศึกษาความพึงพอใจของครูที่มีต่อคู่มือฝึกอบรม ICT เพื่อการเรียนการสอน
ประชากรที่ใช้ในการศึกษาคือ ครูโรงเรียนในโครงการหนึ่งอำเภอ หนึ่งโรงเรียนในฝัน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาลำพูน เขต 2 ปีการศึกษา 2550 จำนวน 56 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ประกอบด้วย คู่มือฝึกอบรม ICT เพื่อการเรียนการสอน แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ของการฝึกอบรม ICT แบบปรนัย จำนวน 4 หน่วย ซึ่งมีค่าความเชื่อมั่น ตามลำดับคือ .83 .82 .85 และ .82 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์การฝึกอบรม ICT ภาคปฏิบัติ ซึ่งได้รับการตรวจสอบความสอดคล้องจากผู้เชี่ยวชาญแล้ว สามารถนำไปทดสอบได้ แบบสอบถามความพึงพอใจ ของครูที่มีต่อ การฝึกอบรม ICT โดยใช้คู่มือฝึกอบรม ICT เพื่อการเรียนการสอน วิเคราะห์ข้อมูล โดยหาค่าเฉลี่ย () และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน () ผลการศึกษาสรุปได้ดังนี้
1. ได้คู่มือฝึกอบรม ICT เพื่อการเรียนการสอน จำนวน 5 หน่วย แต่ละหน่วยมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์
ดังนี้
หน่วยที่ 1 เรื่อง ICT กับการเรียนรู้ มีประสิทธิภาพ 86.82/84.32
หน่วยที่ 2 เรื่อง แผนการจัดการเรียนรู้ที่บูรณาการด้วย ICT มีประสิทธิภาพ 87.73/85.91
หน่วยที่ 3 เรื่อง การเรียนรู้และสร้างผลงานด้วย ICT มีประสิทธิภาพ 88.18/84.55
หน่วยที่ 4 เรื่อง การวัดและประเมินผล มีประสิทธิภาพ 87.61/83.48
หน่วยที่ 5 เรื่อง ปฏิบัติการสร้างแผนการจัดการเรียนรู้ที่มีการใช้ ICT
มีประสิทธิภาพ 86.70/84.24
คู่มือฝึกอบรม ICT เพื่อการเรียนการสอน ทั้ง 5 หน่วย มีประสิทธิภาพเฉลี่ยอยู่ที่ 87.41/84.50 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้
2. ผลการหาประสิทธิภาพของ คู่มือฝึกอบรม ICT เพื่อการเรียนการสอนปรากฏว่า คู่มือฝึกอบรม ICT
เพื่อการเรียนการสอน ทั้ง 5 หน่วย ครูทำกิจกรรมระหว่างอบรมได้ถูกต้อง โดยเฉลี่ยร้อยละ 87.41 และค่าเฉลี่ยของคะแนนแบบทดสอบหลังอบรม โดยเฉลี่ยร้อยละ 84.50 แสดงว่า คู่มือฝึกอบรม ICT เพื่อการเรียนการสอน ที่สร้างขึ้นมีประสิทธิภาพ 87.41/84.50 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่ตั้งไว้
3. ผลการวิเคราะห์ข้อมูลจากการทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ของการฝึกอบรม ICT
โดยใช้คู่มือฝึกอบรม ICT เพื่อการเรียนการสอน ก่อนและหลังการฝึกอบรม พบว่า ครูสามารถทำคะแนนหลังการอบรมได้คะแนนสูงกว่าก่อนการอบรม ดังต่อไปนี้
หน่วยที่ 1 เรื่อง ICT กับการเรียนรู้ ก่อนการฝึกอบรม ได้คะแนนเฉลี่ย 12.11 คะแนน จากคะแนนเต็ม 20 คะแนน หลังการฝึกอบรม ได้คะแนนเฉลี่ย 19.41 คะแนน จากคะแนนเต็ม 20 คะแนน โดยมีคะแนนความก้าวหน้าของผลสัมฤทธิ์ของการฝึกอบรม เฉลี่ย 7.30 คะแนน
หน่วยที่ 2 เรื่อง แผนการจัดการเรียนรู้ที่บูรณาการด้วย ICT ก่อนการฝึกอบรมได้คะแนนเฉลี่ย 11.13 คะแนน จากคะแนนเต็ม 20 คะแนน หลังการฝึกอบรม ได้คะแนนเฉลี่ย 19.02 คะแนน จากคะแนนเต็ม 20 คะแนน โดยมีคะแนนความก้าวหน้าของผลสัมฤทธิ์ของการฝึกอบรม เฉลี่ย 7.89 คะแนน
หน่วยที่ 3 เรื่อง ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการเรียนรู้และสร้างผลงานด้วย ICT ก่อนการฝึกอบรมได้คะแนนเฉลี่ย 13.30 คะแนน จากคะแนนเต็ม 50 คะแนน หลังการฝึกอบรม ได้คะแนนเฉลี่ย 41.38 คะแนน จากคะแนนเต็ม 50 คะแนน โดยมีคะแนนความก้าวหน้า ของผลสัมฤทธิ์ของการฝึกอบรม เฉลี่ย 28.08 คะแนน
หน่วยที่ 4 เรื่อง การวัดผลประเมินผลการเรียนรู้ ก่อนการฝึกอบรมได้คะแนนเฉลี่ย 11.23 คะแนน จากคะแนนเต็ม 20 คะแนน หลังการฝึกอบรม ได้คะแนนเฉลี่ย 19.14 คะแนน จากคะแนนเต็ม 20 คะแนน โดยมีคะแนนความก้าวหน้าของผลสัมฤทธิ์ของการฝึกอบรม เฉลี่ย 7.91 คะแนน
หน่วยที่ 5 เรื่อง ปฏิบัติการสร้างแผนการจัดการเรียนรู้ที่มีการใช้ ICT ก่อนการฝึกอบรมได้คะแนนเฉลี่ย 7.75 คะแนน จากคะแนนเต็ม 15 คะแนน หลังการฝึกอบรม ได้คะแนนเฉลี่ย 14.93 คะแนน จากคะแนนเต็ม 15 คะแนน โดยมีคะแนนความก้าวหน้า ของผลสัมฤทธิ์ของการฝึกอบรม เฉลี่ย 7.18 คะแนน
สรุปผล แสดงว่า ครูที่ได้รับการฝึกอบรม ICT โดยใช้คู่มือฝึกอบรม ICT เพื่อการเรียนการสอน มีพัฒนาการด้านความรู้ความเข้าใจในการใช้ ICT เพื่อการเรียนการสอน สูงขึ้น
4. ผลการวิเคราะห์ข้อมูลจากแบบสอบถามความพึงพอใจของครูที่มีต่อการฝึกอบรม ICT โดยใช้ คู่มือฝึกอบรม ICT เพื่อการเรียนการสอน พบว่า ครูมีความพึงพอใจ ต่อการฝึกอบรม ICT โดยใช้ คู่มือฝึกอบรม ICT เพื่อการเรียนการสอน อยู่ในระดับ มากที่สุด
รายงานผลงานใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง การใช้โปรแกรม Microsoft Word 2007 สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6.
[ โดย kruinfo ชม 198 ]
บทคัดย่อ
ธวัชชัย ลอยพูน (2553). รายงานผลงานใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง การใช้โปรแกรม Microsoft Word 2007 สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6.
โรงเรียนบ้านคลองเตย สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิษณุโลก เขต 1
ในการรายงานครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาประสิทธิภาพของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง การใช้โปรแกรม Microsoft Word 2007
สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่สร้างขึ้นตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน
หลังจากที่นักเรียนได้ใช้ บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง การใช้โปรแกรม Microsoft Word 2007 สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6
และ 3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง การใช้โปรแกรม Microsoft Word 2007 สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษา
ปีที่ 6 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านคลองเตย อำเภอบางระกำ จังหวัดพิษณุโลก ปีการศึกษา 2552 จำนวน 20 คน ซึ่งได้มา
โดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ประกอบด้วย บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่องการใช้โปรแกรม Microsoft Word 2007 สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ก่อนเรียนหลังเรียน เรื่องการใช้โปรแกรม Microsoft Word 2007 สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 และแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่องการใช้โปรแกรม Microsoft Word 2007 สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6
ผลการศึกษาพบว่า
1.1 ประสิทธิภาพของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่องการใช้โปรแกรม Microsoft Word 2007 สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6
มีประสิทธิภาพ โดยรวมเท่ากับ 84.50/ 82.74 ซึ่งผ่านเกณฑ์ประสิทธิภาพที่ตั้งไว้ที่ระดับ 80/ 80
1.2 คะแนนสอบหลังเรียนซึ่งมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 33.50 คะแนน (ค่า S.D. เท่ากับ 2.21) สูงกว่าคะแนนสอบก่อนเรียนที่มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ
20.35 คะแนน (ค่า S.D. เท่ากับ 2.48) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 80 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
1.3 ความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง การใช้โปรแกรม Microsoft Word 2007 สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6
ในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด โดยมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.60 (ค่า S.D. เท่ากับ 0.62) และมีจำนวนนักเรียนที่มีความพึงพอใจระดับมากที่สุด จำนวน 16 คน
คิดเป็นร้อยละ 80.00 ระดับมาก จำนวน 4 คน คิดเป็นร้อยละ 20.00
การพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน (CAI) กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนยี (งานประดิษฐ์) เรื่องการประดิษฐ์ของใช้จากเศษผ้า สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2
[ โดย kruinfo ชม 180 ]
ชื่อเรื่อง : การพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน (CAI) กลุ่มสาระการเรียนรู้
การงานอาชีพและเทคโนยี (งานประดิษฐ์) เรื่องการประดิษฐ์ของใช้จากเศษผ้า
สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2
ผู้รายงาน : นางสังวาลย์ ศรีสมบูรณ์
ปีที่ทำรายงาน : ปีการศึกษา 2550
สถานศึกษา : โรงเรียนบ้านหินดาตราษฎร์บำรุง ตำบลหินดาต
อำเภอปางศิลาทอง จังหวัดกำแพงเพชร
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากำแพงเพชร เขต 2
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
บทคัดย่อ
การรายงานการพัฒนาครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อสร้างและพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน (CAI) กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนยี (งานประดิษฐ์) เรื่องการประดิษฐ์ของใช้จากเศษผ้า สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียนที่เรียนโดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน และศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ทำรายงานการพัฒนากับประชากรและกลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านหินดาตราษฎร์บำรุง ตำบลหินดาต อำเภอปางศิลาทอง จังหวัดกำแพงเพชร สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่ประถมศึกษาศึกษากำแพงเพชร เขต 2 ปีการศึกษา 2550 จำนวน 25 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการรายงานการพัฒนา ประกอบด้วย
1. บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน (CAI) กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนยี (งานประดิษฐ์) เรื่อง การประดิษฐ์ของใช้จากเศษผ้า สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 5 ชุด
2. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องการประดิษฐ์ของใช้จากเศษผ้า ก่อนเรียนและหลังเรียน
3. แบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน โดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน (CAI) กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนยี
(งานประดิษฐ์) เรื่องการประดิษฐ์ของใช้จากเศษผ้า
สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย (Mean) ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D) และทดสอบสมมติฐานใช้การทดสอบค่าที (t
รายงานการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้บทเรียนเลิร์นนิ่งอ็อบเจกต์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ การงานอาชีพและเทคโนโลยี เรื่อง ฉลาดเลือกฉลาดซื้อ วิชาการประกอบอาหารจานเดียว สำหรับ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2
[ โดย kruinfo ชม 136 ]
บทคัดย่อ
รายงานการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้บทเรียนเลิร์นนิ่งอ็อบเจกต์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ การงานอาชีพและเทคโนโลยี เรื่องฉลาดเลือกฉลาดซื้อ วิชาการประกอบอาหารจานเดียว สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเสริมงามวิทยาคม อำเภอเสริมงาม จังหวัดลำปาง ครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของบทเรียนเลิร์นนิ่งอ็อบเจกต์ กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี เรื่อง ฉลาดเลือกฉลาดซื้อ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์80/80 2)เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ก่อนและหลังการใช้บทเรียนเลิร์นนิ่งอ็อบเจกต์ กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี เรื่องฉลาดเลือกฉลาดซื้อ 3) เพื่อศึกษาเจตคติ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ต่อการเรียนโดยบทเรียนเลิร์นนิ่งอ็อบเจกต์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ การงานอาชีพและเทคโนโลยี เรื่องฉลาดเลือกฉลาดซื้อกลุ่มเป้าหมายได้แก่กลุ่มตัวอย่างนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2553 โรงเรียนเสริมงามวิทยา จำนวน 31 คน สำนักงานเขตพื้นที่ที่ศึกษาลำปาง ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง(Purposive Sampling)ระยะเวลาในการพัฒนาครั้งนี้ ดำเนินการในปีการศึกษา 2553 ภาคเรียนที่ 1 จำนวน 15 ชั่วโมงทั้งนี้ไม่รวมถึงเวลาที่ใช้ในการทดสอบก่อนเรียน(Pre-test)และหลังเรียน(Post-test) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาผลการพัฒนาได้แก่ 1)แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาการประกอบอาหารจานเดียวเรื่องฉลาดเลือกฉลาดซื้อ จำนวน 30 ข้อ 2) บทเรียนเลิร์นนิ่งอ็อบเจกต์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ การงานอาชีพและเทคโนโลยี เรื่อง ฉลาดเลือกฉลาดซื้อ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 5 เรื่อง
รายงานการพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน วิชาคอมพิวเตอร์
[ โดย kruinfo ชม 176 ]
บทคัดย่อ
ชื่อเรื่อง รายงานการพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน วิชาคอมพิวเตอร์
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 เรื่อง โปรแกรมไมโครเวิลด์ โปร
ชื่อผู้วิจัย นายวีรพันธ์ วิชญาปกรณ์ ครูโรงเรียนจ่าการบุญ
การศึกษาวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อหาประสิทธิภาพของบทเรียนคอมพิวเตอร์ ช่วยสอน เพื่อศึกษาเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน และเพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อบทเรียนคอมพิวเตอร์ ช่วยสอน
กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ปีการศึกษา 2552 โรงเรียนจ่าการบุญ อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก จำนวน 29 คน ใช้รูปแบบการวิจัย The Single Group, Pretest-Posttest Designs ใช้เวลาในการทดลอง 16 ชั่วโมง
เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน วิชาคอมพิวเตอร์ เรื่อง โปรแกรมไมโครเวิลด์ โปร แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบฝึกจากใบงานและแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียน ที่มีต่อบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน
ผลการศึกษาวิจัยพบว่า บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน วิชาคอมพิวเตอร์ เรื่อง โปรแกรมไมโครเวิลด์ โปร หน่วยการเรียนรู้ที่ 7 เต่าวิเศษ มีประสิทธิภาพ เท่ากับ 84.40/89.43 หน่วยการเรียนรู้ที่ 8 ภาพแสนสวย มีประสิทธิภาพ เท่ากับ 84.96/88.97 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด
นอกจากนี้ยังพบว่าหลังการใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน วิชาคอมพิวเตอร์ เรื่อง โปรแกรมไมโครเวิลด์ โปร นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงกว่าก่อนการใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน วิชาคอมพิวเตอร์ เรื่อง โปรแกรมไมโครเวิลด์ โปร อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 สำหรับความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน วิชาคอมพิวเตอร์ เรื่อง โปรแกรมไมโครเวิลด์ โปร โดยรวมอยู่ในระดับพึงพอใจมาก
รายงานการพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง การออกแบบภาพกราฟิกด้วยโปรแกรม Adobe Photoshop CS4 วิชาคอมพิวเตอร์กราฟิก ง40244
[ โดย kruinfo ชม 262 ]
การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่องการออกแบบภาพกราฟิกด้วยโปรแกรม Adobe Photoshop CS4 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนเมื่อใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนเรื่องการออกแบบภาพกราฟิกด้วยโปรแกรม Adobe Photoshop CS4 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่องการออกแบบภาพกราฟิกด้วยโปรแกรม Adobe Photoshop CS4 วิชาคอมพิวเตอร์กราฟิก ง40244
กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนพิบูลมังสาหาร อำเภอพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2551 จำนวน 1 ห้องเรียนจำนวน 35 คน ที่ได้มาด้วยวิธีการสุ่มอย่างง่าย (Simple Random Sampling) โดยวิธีการจับสลากเป็นห้อง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ 1) บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่องการออกแบบภาพ กราฟิกด้วยโปรแกรม Adobe Photoshop CS4 วิชาคอมพิวเตอร์กราฟิก ง40244 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 2) แผนการจัดการเรียนรู้จำนวน 7 แผน 3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จำนวน 30 ข้อ 4) แบบสอบถามวัดความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่องการออกแบบภาพกราฟิกด้วยโปรแกรม Adobe Photoshop CS4 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป ค่าสถิติที่ใช้ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าที (t-test)
ผลการศึกษาพบว่า
1. บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่องการออกแบบภาพกราฟิกด้วยโปรแกรม Adobe Photoshop CS4 วิชาคอมพิวเตอร์กราฟิก ง40244 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 พบว่ามีประสิทธิภาพเท่ากับ 82.20/87.63 ซึ่งมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80
2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนพบว่าหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนเมื่อนักเรียนใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่องการออกแบบภาพกราฟิกด้วยโปรแกรม Adobe Photoshop CS4 วิชาคอมพิวเตอร์กราฟิก ง40244 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
3. ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนเรื่องการออกแบบภาพกราฟิกด้วยโปรแกรม Adobe Photoshop CS4 วิชาคอมพิวเตอร์กราฟิก ง40244 โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (X-Bar=4.56 , S.D.=0.49 )
รายงานการสร้างและการใช้เอกสารประกอบการเรียน เรื่อง การทอผ้ากะเหรี่ยง ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6
[ โดย kruinfo ชม 124 ]
ผู้รายงานได้จัดทำเอกสารประกอบการเรียน มีวัตถุประสงค์เพื่อ1) เพื่อรายงานผลการสร้างและการใช้เอกสารประกอบการเรียน เรื่อง การทอผ้ากะเหรี่ยง ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 2) เพื่อหาประสิทธิภาพของเอกสารประกอบการเรียน เรื่อง การทอผ้ากะเหรี่ยง 3) เพื่อรายงานความพึงพอใจในการเรียนรู้ของนักเรียนที่มีต่อเอกสารประกอบการเรียน เรื่อง การทอผ้ากะเหรี่ยง ประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 20 คน ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2552 โรงเรียนบ้านโป่งแดง อำเภอทุ่งหัวช้าง จังหวัดลำพูนสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลำพูน เขต 2 เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาประกอบด้วยแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ จำนวน
17 กิจกรรม ใช้เวลาสอนจำนวน 24 ชั่วโมง เอกสารประกอบการเรียน เรื่อง การทอผ้ากะเหรี่ยง จำนวน 5 เล่ม แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน จำนวน 20 ข้อ และแบบวัดความพึงพอใจต่อการเรียน จำนวน 20 ข้อ แล้ววิเคราะห์ข้อมูลหาค่าร้อยละค่าเฉลี่ย( )
ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน( S.D. ) และค่า t
การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความสามารถในการทำโครงงานโดยใช้ชุดกิจกรรมโครงงานขนมไทยจากธัญพืช
[ โดย kruinfo ชม 138 ]
ชื่อเรื่อง การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความสามารถในการทำโครงงานโดยใช้ชุดกิจกรรมโครงงานขนมไทยจากธัญพืช ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2
ชื่อผู้ศึกษา นางสาวอำพันธ์ เรือแก้ว
ตำแหน่ง ครู วิทยฐานะชำนาญการ โรงเรียนเวียงเจดีย์วิทยา
ปีที่ศึกษา 2552
บทคัดย่อ
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) สร้างและหาประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมโครงงานขนมไทยจากธัญพืช ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เปรียบเทียบ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียน ด้วยชุดกิจกรรมโครงงานขนมไทยจากธัญพืช ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 3) ศึกษาความสามารถในการทำโครงงานของนักเรียนที่เรียนด้วยชุดกิจกรรมโครงงานขนมไทยจากธัญพืช ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 และ 4) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่เรียนด้วยชุดกิจกรรมโครงงานขนมไทยจากธัญพืช ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ประชากรที่ใช้ในการศึกษา ครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเวียงเจดีย์วิทยา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาลำพูน เขต 2 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2552 จำนวน 20 คน ที่ลงทะเบียนเรียนวิชาขนมไทยเป็นรายวิชาเพิ่มเติม เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาได้แก่ 1) ชุดกิจกรรมโครงงานขนมไทยจากธัญพืช จำนวน 7 ชุด 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เป็นแบบปรนัย ชนิด 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0 .72 3 ) แบบประเมินความสามารถในการทำโครงงานของนักเรียน และ4) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียน เป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) จำนวน 20 ข้อ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ / หาค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
ผลการศึกษาพบว่า
1. ประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมโครงงานขนมไทยจากธัญพืช ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 7 ชุด มีประสิทธิภาพเท่ากับ 86.90/82.50 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ คือ 80/80
2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนด้วยชุดกิจกรรมโครงงานขนมไทยจากธัญพืช ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน มีผลการพัฒนา 8.2
3. ความสามารถในการทำโครงงานของนักเรียนที่เรียนด้วยชุดกิจกรรมโครงงานขนมไทยจากธัญพืช ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยภาพรวมอยู่ในระดับคุณภาพดี
4. นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนด้วยชุดกิจกรรมโครงงานขนมไทยจากธัญพืช
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยภาพรวมมีความพึงพอใจอยู่ในระดับ มาก (μ = 4.16 )
สรุปได้ว่าชุดกิจกรรมโครงงานขนมไทยจากธัญพืช ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่ได้รับการสร้างและหาประสิทธิภาพตามลำดับขั้น ผ่านการกลั่นกรองจากผู้เชี่ยวชาญ ส่งผลให้ครูสามารถจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่สนองต่อความต้องการของผู้เรียนได้ และช่วยให้ผู้เรียนมีความสามารถในการทำโครงงานในระดับดี ทำให้ผู้เรียนเกิดความพึงพอใจและเต็มใจมีส่วนร่วมในการจัดการเรียนรู้ ให้บรรลุตามเจตนารมณ์ของหลักสูตร
การทำน้ำดื่มสมุนไพรจากผักและผลไม้ในท้องถิ่น ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านโคกกระเพอ อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ ปีการศึกษา 2552 โดยใช้ชุดปฏิบัติการ
[ โดย kruinfo ชม 104 ]
ชื่อวิจัย : การศึกษาผลการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี
เรื่อง การทำน้ำดื่มสมุนไพรจากผักและผลไม้ในท้องถิ่น ของนักเรียน
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3โรงเรียนบ้านโคกกระเพอ อำเภอเมืองสุรินทร์
จังหวัดสุรินทร์ โดยใช้ชุดปฏิบัติการ
ผู้ศึกษา : กิตติยา เสียงสนั่น
ปีที่ศึกษา : 2552
บทคัดย่อ
การศึกษาผลการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยีเรื่องการทำน้ำดื่มสมุนไพรจากผักและผลไม้ท้องถิ่น ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านโคกกระเพอ อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ โดยใช้ชุดปฏิบัติการ มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) เพื่อหา
ประสิทธิภาพของชุดปฏิบัติการ เรื่องการทำน้ำดื่มสมุนไพรจากผักและผลไม้ในท้องถิ่น กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (2) เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้
การงานอาชีพและเทคโนโลยีชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านโคกกระเพอ อำเภอเมืองสุรินทร์
จังหวัดสุรินทร์ (3) เพื่อศึกษาทักษะการทำงานกลุ่มในการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี เรื่องการทำน้ำดื่มสมุนไพรจากผักและผลไม้ในท้องถิ่น ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านโคกกระเพอ อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ (4) เพื่อศึกษาความมีวินัยในการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยีเรื่องการทำน้ำดื่มสมุนไพรจากผักและผลไม้ในท้องถิ่น ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านโคกกระเพอ อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ (5) เพื่อศึกษาความพึงพอใจในการเรียนรู้ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านโคกกระเพอ อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ ที่มีต่อการเรียนด้วยชุดปฏิบัติการ เรื่องการทำน้ำดื่มสมุนไพรจากผักและผลไม้ในท้องถิ่น กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี เป้าหมาย คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านโคกกระเพอ อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ ปีการศึกษา 2552 จำนวน 11 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง
(Purposive Sampling) การออกแบบการศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษาเชิงทดลอง ใช้กับนักเรียนกลุ่มเดียวกัน โดยมีการทดสอบก่อนเรียน หลังเรียน ระยะเวลา ที่ใช้ในการทดลองภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2552 จำนวน 18 ชั่วโมง เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ประกอบด้วย (1) ชุดปฏิบัติการจำนวน 9 ชุด (2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนจำนวน 30 ข้อ (3) แบบประเมินพฤติกรรมการทำงานกลุ่ม 1 ฉบับ จำนวน 3 ข้อ (4) แบบประเมินความมีวินัย 1 ฉบับ จำนวน 5 ข้อ และ
(5) แบบประเมินความพึงพอใจ 1 ฉบับ จำนวน 20 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าเฉลี่ย
ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบสมมติฐานใช้ t-test (Dependent Samples)
ผลการศึกษาพบว่า
1. ผลการหาประสิทธิภาพของชุดปฏิบัติการเรื่อง การทำน้ำดื่มสมุนไพรจากผักและผลไม้ในท้องถิ่น พบว่า ชุดปฏิบัติการ เรื่อง การทำน้ำดื่มสมุนไพรจากผักและผลไม้ในท้องถิ่น มีประสิทธิภาพเท่ากับ 93.33/83.64 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ที่ตั้งไว้
2. ผลการศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี เรื่องการน้ำดื่มสมุนไพรจากผักและผลไม้ในท้องถิ่น โดยใช้ชุดปฏิบัติการ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านโคกกระเพอ อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ ปีการศึกษา 2552 โดยใช้ชุดปฏิบัติการ พบว่า ก่อนเรียนนักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนผ่านเกณฑ์การประเมิน คิดเป็นร้อยละ 27.27 และไม่ผ่านเกณฑ์การประเมิน คิดเป็นร้อยละ 72.73 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนอยู่ในระดับต่ำ ( = 14.09, S.D = 2.95) ส่วนหลังเรียนมีนักเรียนผ่านเกณฑ์ คิดเป็นร้อยละ 100 ไม่ผ่านเกณฑ์การประเมินคิดเป็นร้อยละ 0.00 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนอยู่ในระดับสูง ( = 23.27,
SD = 2.41) และเมื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยีเรื่องการทำน้ำดื่มสมุนไพรจากผักและผลไม้ในท้องถิ่น ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านโคกกระเพอ อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ ปีการศึกษา 2552 ก่อนและหลังได้รับการสอนโดยใช้ชุดปฏิบัติการ พบว่า นักเรียนมีความสามารถในการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี เรื่องการทำน้ำดื่มสมุนไพรจากผักและผลไม้ในท้องถิ่น หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
3. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีทักษะการทำงานกลุ่มจากการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดปฏิบัติการ เรื่องการทำน้ำดื่มสมุนไพรจากผักและผลไม้ในท้องถิ่นโดยรวมอยู่ในระดับสูง
( = 8.64, S.D = 0.36)
4. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีวินัยในการเรียนรู้ จากการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดปฏิบัติการ เรื่องการทำน้ำดื่มสมุนไพรจากผักและผลไม้ในท้องถิ่น กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยีโดยรวมอยู่ในระดับสูง ( = 8.67, S.D = 0.31)
5. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีความพึงพอใจภายหลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ชุดปฏิบัติการ เรื่องการทำน้ำดื่มสมุนไพรจากผักและผลไม้ในท้องถิ่น กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี อยู่ในระดับมากที่สุดทุกด้าน โดยด้านที่มีความพึงพอใจมากที่สุดคือด้านรูปแบบ ( = 4.82, S.D = 0.23) รองลงมาคือ ด้านการจัดกิจกรรมการเรียน ( = 4.80, S.D = 0.25)
ด้านการวัดผลประเมินผล ( = 4.80, S.D = 0.25) ด้านสื่อการเรียนรู้ ( = 4.77, S.D = 0.24) และ
ด้านเนื้อหา ( = 4.52, S.D = 0.34) และเมื่อพิจารณาภาพรวมพบว่า นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3
มีความพึงพอใจภายหลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ชุดปฏิบัติการ เรื่องการทำน้ำดื่มสมุนไพรจากผักและผลไม้ในท้องถิ่น กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี อยู่ในระดับมากที่สุด ( = 4.74, S.D = 0.22)
โดยสรุป การศึกษาผลการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี
เรื่องการทำน้ำดื่มสมุนไพรจากผักและผลไม้ในท้องถิ่น ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3
โรงเรียนบ้านโคกกระเพอ อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ โดยใช้ชุดปฏิบัติการ มีประสิทธิภาพส่งผลให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น นักเรียนมีทักษะการทำงานกลุ่มและมีวินัยในการเรียนรู้สูงสามารถนำไปใช้ประกอบในการจัดการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การทำน้ำดื่มสมุนไพรจากผักและผลไม้ในท้องถิ่น ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านโคกกระเพอ อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ ปีการศึกษา 2552 โดยใช้ชุดปฏิบัติการ
[ โดย kruinfo ชม 105 ]
บทคัดย่อ
การศึกษาผลการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี เรื่องการทำน้ำดื่มสมุนไพรจากผักและผลไม้ในท้องถิ่น ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านโคกกระเพอ อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ ปีการศึกษา 2552 โดยใช้ชุดปฏิบัติการ มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานพื้นฐานอาชีพและเทคโนโลยี เรื่องการทำน้ำดื่มสมุนไพรจากผักและผลไม้ในท้องถิ่น โดยใช้ชุดปฏิบัติการ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านโคกกระเพอ อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ ปีการศึกษา 2552 (2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี เรื่องการทำน้ำดื่มสมุนไพรจากผักและผลไม้ในท้องถิ่น ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านโคกกระเพอ อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ ปีการศึกษา 2552 ก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้ชุดปฏิบัติการ (3) เพื่อศึกษาทักษะการทำงานกลุ่มในการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี เรื่องการทำน้ำดื่มสมุนไพรจากผักและผลไม้ในท้องถิ่น ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านโคกกระเพอ อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ ปีการศึกษา 2552 (4) เพื่อศึกษาความมีวินัยในการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี เรื่องการการทำน้ำดื่มสมุนไพรจากผักและผลไม้ในท้องถิ่น ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านโคกกระเพอ อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ ปีการศึกษา 2552 (5) เพื่อศึกษาความพึงพอใจในการเรียนรู้ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านโคกกระเพอ อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ ปีการศึกษา 2552 ที่มีต่อการเรียนด้วยชุดปฏิบัติการ เรื่อง การทำน้ำดื่มสมุนไพรจากผักและผลไม้ในท้องถิ่น กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี กลุ่มเป้าหมาย คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านโคกกระเพอ อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ ปีการศึกษา 2552 จำนวน 11 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) การออกแบบการศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษาเชิงทดลอง ใช้กับนักเรียนกลุ่มเดียวกัน โดยมีการทดสอบก่อนเรียน หลังเรียน ระยะเวลาที่ใช้ในการทดลองภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2552 จำนวน 18 ชั่วโมง เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ประกอบด้วย (1) ชุดปฏิบัติการจำนวน 1 ชุด ประกอบด้วยชุดการเรียนย่อยจำนวน 9 ชุด (2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนจำนวน 30 ข้อ (3) แบบประเมินพฤติกรรมการทำงานกลุ่ม 1 ฉบับ จำนวน 3 ข้อ (4) แบบประเมินความมีวินัย 1 ฉบับ จำนวน 5 ข้อ และ (5) แบบประเมินความพึงพอใจ 1ฉบับ จำนวน 20 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบสมมติฐานใช้ t-test (Dependent Samples)
ผลการศึกษา พบว่า
1. ผลการศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี เรื่องการทำน้ำดื่มสมุนไพรจากผักและผลไม้ในท้องถิ่น โดยใช้ชุดปฏิบัติการ ของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านโคกกระเพอ อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ ปีการศึกษา 2552โดยใช้ ชุดปฏิบัติการ พบว่า ก่อนเรียนนักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนผ่านเกณฑ์การประเมิน คิดเป็น ร้อยละ 27.27 และไม่ผ่านเกณฑ์การประเมิน คิดเป็นร้อยละ 72.73 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนอยู่ในระดับต่ำ ( = 14.09, S.D = 2.95) ส่วนหลังเรียนมีนักเรียนผ่านเกณฑ์ คิดเป็นร้อยละ 100 ไม่ผ่านเกณฑ์การประเมินคิดเป็นร้อยละ 0.00 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนอยู่ในระดับสูง ( =23.27, S.D = 2.41)
2. ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยีเรื่องการทำน้ำดื่มสมุนไพรจากผักและผลไม้ในท้องถิ่น ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านโคกกระเพอ อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ ปีการศึกษา 2552 ก่อนและหลังได้รับ การสอนโดยใช้ชุดปฏิบัติการ พบว่า นักเรียนมีความสามารถในการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี เรื่องการทำน้ำดื่มสมุนไพรจากผักและผลไม้ในท้องถิ่น หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01
3. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีทักษะการทำงานกลุ่มจากการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดปฏิบัติการ เรื่อง การทำน้ำดื่มสมุนไพรจากผักและผลไม้ในท้องถิ่นโดยรวมอยู่ในระดับสูง ( = 8.10, S.D = 0.71)
4. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีวินัยในการเรียนรู้ จากการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดปฏิบัติการ เรื่อง การทำน้ำดื่มสมุนไพรจากผักและผลไม้ในท้องถิ่น กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยีโดยรวมอยู่ในระดับสูง ( = 8.12 , S.D = 0.71)
5. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีความพึงพอใจภายหลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ชุดปฏิบัติการ เรื่อง การทำน้ำดื่มสมุนไพรจากผักและผลไม้ในท้องถิ่น กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี อยู่ในระดับมากที่สุดทุกด้าน โดยด้านที่มีความพึงพอใจมากที่สุดคือด้านรูปแบบ ( = 4.82 S.D = 0.23) รองลงมาคือ ด้านการจัดกิจกรรมการเรียน ( = 4.80 S.D = 0.25) ด้านการวัดผลประเมินผล ( = 4.80, S.D = 0.25) ด้านสื่อการเรียนรู้ ( = 4.77, S.D = 0.24) และ ด้านเนื้อหา ( = 4.52 S.D = 0.34) และเมื่อพิจารณาภาพรวมพบว่า นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีความพึงพอใจภายหลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ชุดปฏิบัติการ เรื่อง การทำน้ำดื่มสมุนไพรจากผักและผลไม้ในท้องถิ่น กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี อยู่ในระดับมากที่สุด ( = 4.74, S.D = 0.22)
โดยสรุป การศึกษาผลการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี เรื่องการทำน้ำดื่มสมุนไพรจากผักและผลไม้ในท้องถิ่น ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านโคกกระเพอ อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ ปีการศึกษา 2552 โดยใช้ชุดปฏิบัติการ มีประสิทธิภาพส่งผลให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น นักเรียนมีทักษะการทำงานกลุ่มและมีวินัยในการเรียนรู้สูง สามารถนำไปใช้ประกอบในการจัดการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การทำน้ำดื่มสมุนไพรจากผักและผลไม้ในท้องถิ่น ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านโคกกระเพอ อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ ปีการศึกษา 2552 โดยใช้ชุดปฏิบัติการ
[ โดย kruinfo ชม 98 ]
บทคัดย่อ
การศึกษาผลการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี เรื่องการทำน้ำดื่มสมุนไพรจากผักและผลไม้ในท้องถิ่น ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านโคกกระเพอ อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ ปีการศึกษา 2552 โดยใช้ชุดปฏิบัติการ มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานพื้นฐานอาชีพและเทคโนโลยี เรื่องการทำน้ำดื่มสมุนไพรจากผักและผลไม้ในท้องถิ่น โดยใช้ชุดปฏิบัติการ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านโคกกระเพอ อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ ปีการศึกษา 2552 (2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี เรื่องการทำน้ำดื่มสมุนไพรจากผักและผลไม้ในท้องถิ่น ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านโคกกระเพอ อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ ปีการศึกษา 2552 ก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้ชุดปฏิบัติการ (3) เพื่อศึกษาทักษะการทำงานกลุ่มในการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี เรื่องการทำน้ำดื่มสมุนไพรจากผักและผลไม้ในท้องถิ่น ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านโคกกระเพอ อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ ปีการศึกษา 2552 (4) เพื่อศึกษาความมีวินัยในการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี เรื่องการการทำน้ำดื่มสมุนไพรจากผักและผลไม้ในท้องถิ่น ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านโคกกระเพอ อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ ปีการศึกษา 2552 (5) เพื่อศึกษาความพึงพอใจในการเรียนรู้ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านโคกกระเพอ อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ ปีการศึกษา 2552 ที่มีต่อการเรียนด้วยชุดปฏิบัติการ เรื่อง การทำน้ำดื่มสมุนไพรจากผักและผลไม้ในท้องถิ่น กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี กลุ่มเป้าหมาย คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านโคกกระเพอ อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ ปีการศึกษา 2552 จำนวน 11 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) การออกแบบการศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษาเชิงทดลอง ใช้กับนักเรียนกลุ่มเดียวกัน โดยมีการทดสอบก่อนเรียน หลังเรียน ระยะเวลาที่ใช้ในการทดลองภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2552 จำนวน 18 ชั่วโมง เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ประกอบด้วย (1) ชุดปฏิบัติการจำนวน 1 ชุด ประกอบด้วยชุดการเรียนย่อยจำนวน 9 ชุด (2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนจำนวน 30 ข้อ (3) แบบประเมินพฤติกรรมการทำงานกลุ่ม 1 ฉบับ จำนวน 3 ข้อ (4) แบบประเมินความมีวินัย 1 ฉบับ จำนวน 5 ข้อ และ (5) แบบประเมินความพึงพอใจ 1ฉบับ จำนวน 20 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบสมมติฐานใช้ t-test (Dependent Samples)
ผลการศึกษา พบว่า
1. ผลการศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี เรื่องการทำน้ำดื่มสมุนไพรจากผักและผลไม้ในท้องถิ่น โดยใช้ชุดปฏิบัติการ ของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านโคกกระเพอ อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ ปีการศึกษา 2552โดยใช้ ชุดปฏิบัติการ พบว่า ก่อนเรียนนักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนผ่านเกณฑ์การประเมิน คิดเป็น ร้อยละ 27.27 และไม่ผ่านเกณฑ์การประเมิน คิดเป็นร้อยละ 72.73 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนอยู่ในระดับต่ำ ( = 14.09, S.D = 2.95) ส่วนหลังเรียนมีนักเรียนผ่านเกณฑ์ คิดเป็นร้อยละ 100 ไม่ผ่านเกณฑ์การประเมินคิดเป็นร้อยละ 0.00 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนอยู่ในระดับสูง ( =23.27, S.D = 2.41)
2. ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยีเรื่องการทำน้ำดื่มสมุนไพรจากผักและผลไม้ในท้องถิ่น ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านโคกกระเพอ อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ ปีการศึกษา 2552 ก่อนและหลังได้รับ การสอนโดยใช้ชุดปฏิบัติการ พบว่า นักเรียนมีความสามารถในการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี เรื่องการทำน้ำดื่มสมุนไพรจากผักและผลไม้ในท้องถิ่น หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01
3. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีทักษะการทำงานกลุ่มจากการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดปฏิบัติการ เรื่อง การทำน้ำดื่มสมุนไพรจากผักและผลไม้ในท้องถิ่นโดยรวมอยู่ในระดับสูง ( = 8.10, S.D = 0.71)
4. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีวินัยในการเรียนรู้ จากการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดปฏิบัติการ เรื่อง การทำน้ำดื่มสมุนไพรจากผักและผลไม้ในท้องถิ่น กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยีโดยรวมอยู่ในระดับสูง ( = 8.12 , S.D = 0.71)
5. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีความพึงพอใจภายหลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ชุดปฏิบัติการ เรื่อง การทำน้ำดื่มสมุนไพรจากผักและผลไม้ในท้องถิ่น กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี อยู่ในระดับมากที่สุดทุกด้าน โดยด้านที่มีความพึงพอใจมากที่สุดคือด้านรูปแบบ ( = 4.82 S.D = 0.23) รองลงมาคือ ด้านการจัดกิจกรรมการเรียน ( = 4.80 S.D = 0.25) ด้านการวัดผลประเมินผล ( = 4.80, S.D = 0.25) ด้านสื่อการเรียนรู้ ( = 4.77, S.D = 0.24) และ ด้านเนื้อหา ( = 4.52 S.D = 0.34) และเมื่อพิจารณาภาพรวมพบว่า นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีความพึงพอใจภายหลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ชุดปฏิบัติการ เรื่อง การทำน้ำดื่มสมุนไพรจากผักและผลไม้ในท้องถิ่น กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี อยู่ในระดับมากที่สุด ( = 4.74, S.D = 0.22)
โดยสรุป การศึกษาผลการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี เรื่องการทำน้ำดื่มสมุนไพรจากผักและผลไม้ในท้องถิ่น ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านโคกกระเพอ อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ ปีการศึกษา 2552 โดยใช้ชุดปฏิบัติการ มีประสิทธิภาพส่งผลให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น นักเรียนมีทักษะการทำงานกลุ่มและมีวินัยในการเรียนรู้สูง สามารถนำไปใช้ประกอบในการจัดการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
รายงานการพัฒนาเอกสารประกอบการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพ และเทคโนโลยี (งานประดิษฐ์) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 เรื่องการประดิษฐ์ของใช้ ด้วยใบตอง
[ โดย kruinfo ชม 302 ]
ชื่อเรื่อง รายงานการพัฒนาเอกสารประกอบการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพ
และเทคโนโลยี (งานประดิษฐ์) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 เรื่องการประดิษฐ์ของใช้
ด้วยใบตอง
ชื่อผู้รายงาน นงลักษณ์ นุสนธิ์
ตำแหน่ง ครู คศ.2 โรงเรียนวัดอุเบกขาราม อำเภอคลองขลุง จังหวัดกำแพงเพชร
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากำแพงเพชร เขต 2
ปีที่จัดทำ 2550
บทคัดย่อ
การศึกษาค้นคว้าในครั้งนี้มี วัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนาและหาประสิทธิภาพของเอกสารประกอบการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (งานประดิษฐ์) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 เรื่องการประดิษฐ์ของใช้ด้วยใบตอง ตามเกณฑ์ประสิทธิภาพ 80/80 2) เพื่อศึกษาผลการใช้เอกสารประกอบการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (งานประดิษฐ์) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 เรื่องการประดิษฐ์ของใช้ด้วยใบตอง โดยการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียน และหลังเรียน3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อ การเรียนด้วยเอกสารประกอบการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (งานประดิษฐ์) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 เรื่องการประดิษฐ์ของใช้ด้วยใบตอง ในระดับมาก กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนวัดอุเบกขาราม จำนวน 17 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าครั้งนี้ ประกอบด้วย แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ก่อนเรียนและหลังเรียนเอกสารประกอบการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (งานประดิษฐ์) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 เรื่องการประดิษฐ์ของใช้ด้วยใบตอง จำนวน 6 เรื่อง และแบบสอบถามความพึงพอใจต่อเอกสารประกอบการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (งานประดิษฐ์) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 เรื่องการประดิษฐ์ของใช้ด้วยใบตอง ผู้รายงานได้ดำเนิน การสอนและเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยตนเอง แล้วนำข้อมูลมาวิเคราะห์ เพื่อหาประสิทธิภาพ ตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 ทดสอบความแตกต่างของคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียน
ผลการศึกษา พบว่า
1. ประสิทธิภาพของเอกสารประกอบการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (งานประดิษฐ์) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 เรื่องการประดิษฐ์ของใช้ด้วยใบตอง พิจารณาจากค่าเฉลี่ยของคะแนนระหว่างใช้เอกสารประกอบการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (งานประดิษฐ์) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 เรื่องการประดิษฐ์ของใช้ด้วยใบตอง ทั้ง 6 เรื่อง มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 8.52 คิดเป็นร้อยละ 85.20 และค่าเฉลี่ย ของคะแนนจากแบบทดสอบหลังเรียนมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 8.45 คิดเป็นร้อยละ 84.50 นั่นคือเอกสารประกอบการเรียนรู้มีประสิทธิภาพ เท่ากับ 85.20/84.50 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้
2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้เอกสารประกอบการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (งานประดิษฐ์) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 เรื่อง การประดิษฐ์ของใช้ด้วยใบตอง ผลเปรียบเทียบค่าคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างก่อนเรียนกับหลังเรียน จำนวน 6 เรื่อง พบว่า ทุกเรื่องมีคะแนนทดสอบหลังเรียนสูงกว่าคะแนนทดสอบก่อนเรียน เมื่อทดสอบความแตกต่างด้วยการทดสอบค่าที (t-test) พบว่าแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 แสดงว่าการเรียน โดยใช้เอกสารประกอบการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้ การงานอาชีพและเทคโนโลยี (งานประดิษฐ์) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 เรื่องการประดิษฐ์ของใช้ด้วยใบตอง ทั้ง 6 เรื่องส่งผลให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้นอย่างชัดเจน
3. ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการใช้เอกสารประกอบการเรียน กลุ่มสาระ การเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (งานประดิษฐ์) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 เรื่องการประดิษฐ์ของใช้ด้วยใบตอง โดยรวมอยู่ในระดับมาก ซึ่งเป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้
การพัฒนาการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี งานเกษตร เรื่อง การปลูกผักสวนครัว โดยใช้สื่อบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน
[ โดย kruinfo ชม 191 ]
บทคัดย่อ
การวิจัยปฏิบัติการในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อ (1) เพื่อสร้างและพัฒนาสื่อบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี เรื่อง การปลูกผักสวนครัว สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ให้มีประสิทธิภาพ 80/80 (2) เพื่อศึกษาความก้าวหน้าในการเรียนของนักเรียนที่เรียนด้วยสื่อบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี เรื่อง การปลูกผักสวนครัว สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โดยเปรียบเทียบจากผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียน และ (3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนด้วยสื่อบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี เรื่อง การปลูกผักสวนครัว สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5/1 ปีการศึกษา 2552 โรงเรียนอนุบาลศรีประชานุกูล สำนักงานเขตพื้นการศึกษาศรีสะเกษ เขต 3 จำนวน 42 คน ได้มาโดยวิธีการสุ่มอย่างง่าย โดยการจับฉลากเลือกห้องเรียน จำนวน 1 ห้องเรียน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย (1) แผนการจัดการเรียนรู้ (2) สื่อบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน (3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ก่อนเรียน- หลังเรียน และ (4) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนด้วยสื่อบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที (t
ผลการใช้ชุดการสอน วิชา การขยายพันธุ์พืช สำหรับนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 กลุ่มสาระการเรียนรู้ การงานอาชีพและเทคโนโลยี โรงเรียนดอยสะเก็ดวิทยาคม
[ โดย kruinfo ชม 242 ]
ชื่อเรื่องที่ศึกษา: ผลการใช้ชุดการสอน วิชา การขยายพันธุ์พืช สำหรับนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 กลุ่มสาระการเรียนรู้ การงานอาชีพและเทคโนโลยี โรงเรียนดอยสะเก็ดวิทยาคม
ผู้ศึกษา : นางสุทธิพร คัณฑมนัส ตำแหน่ง ครู วิทยฐานะ ชำนาญการ
สถานศึกษา : โรงเรียนดอยสะเก็ดวิทยาคม สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 34
บทคัดย่อ
การศึกษาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อหาประสิทธิภาพของชุดการสอน วิชาการขยายพันธุ์พืช สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ตามเกณฑ์ที่กำหนด 80/80 (2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ระหว่างก่อนเรียนกับหลังเรียนด้วยชุดการสอน วิชา การขยายพันธุ์พืช สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนรู้ด้วยชุดการสอน วิชา การขยายพันธุ์พืช สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่เลือกเรียนวิชาการขยายพันธุ์พืช ง30242 โรงเรียนดอยสะเก็ดวิทยาคม อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2552 จำนวนทั้งสิ้น 17 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษามี 3 รายการ (1) ชุดการสอน วิชา การขยายพันธุ์พืช จำนวน 5 ชุด (2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ก่อนเรียนและหลังเรียน วิชา การขยายพันธุ์พืช ชนิด 4 ตัวเลือก จำนวน 2 ฉบับ ฉบับละ 40 ข้อ (3) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนรู้ด้วยชุดการสอน วิชา การขยายพันธุ์พืช จำนวน 10 ข้อ วิเคราะห์ข้อมูลโดย (1) การหาประสิทธิภาพของชุดการสอน วิชา การขยายพันธุ์พืช หน่วยการเรียนรู้วิธีการขยายพันธุ์พืช ( / ) (2) การเปรียบเทียบผลต่างของคะแนนผลสัมฤทธิ์ก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนแต่ละคน โดยใช้ค่าร้อยละ (3) การวิเคราะห์ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนรู้ด้วยชุดการสอน วิชา การขยายพันธุ์พืช หน่วยการเรียนรู้วิธีการขยายพันธุ์พืช โดยใช้ค่าเฉลี่ย ( ) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ( ) ผลการศึกษาสรุปได้ดังนี้
1. ประสิทธิภาพของชุดการสอน วิชา การขยายพันธุ์พืช ที่จัดทำขึ้นทั้ง 5 ชุด ตามเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดไว้ 80/80 ปรากฏว่าได้ค่าเฉลี่ยของเกณฑ์ประสิทธิภาพโดยรวมเท่ากับ83.41/81.62 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดไว้
2. ผลสัมฤทธ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่เรียนด้วยชุดการสอน วิชา การขยายพันธุ์พืช มีผลสัมฤทธิ์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนในภาพรวมมีค่าเท่ากับ ร้อยละ 20.15
3. ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนรู้ด้วยชุดการสอน เรื่องการขยายพันธุ์พืช มีความพอใจโดยภาพรวมอยู่ใน ระดับ มาก โดยมีค่าเฉลี่ย 4.42
การพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง การใช้โปรแกรมไมโครซอฟต์ ออฟฟิศ เวิร์ด 2003 สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5
[ โดย kruinfo ชม 129 ]
บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้มีจุดมุ่งหมาย 1) เพื่อพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง การใช้โปรแกรมไมโครซอฟต์ ออฟฟิศ เวิร์ด 2003 สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อศึกษาดัชนีประสิทธิผลของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง การใช้โปรแกรมไมโครซอฟต์ ออฟฟิศ เวิร์ด 2003 สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 3) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่ได้รับการสอนโดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน
เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยมี 2 ฉบับ คือ 1)บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง การใช้โปรแกรมไมโครซอฟต์ ออฟฟิศ เวิร์ด 2003 ซึ่งมีประสิทธิภาพ 82.20/81.50 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เป็นแบบทดสอบแบบปรนัยชนิด 4 ตัวเลือก จำนวน 20 ข้อ ซึ่งมีความตรงเชิงเนื้อหา มีค่าความยากง่ายอยู่ระหว่าง 0.45 – 0.65 ค่าอำนาจจำแนกอยู่ระหว่าง 0.30 – 0.40 และมีค่าความเที่ยง 0.70
กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการทดลอง ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียน
นิคมฯ สงเคราะห์ 4 อำเภอท่าปลา จังหวัดอุตรดิตถ์ จำนวน 7 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มอย่างง่าย
ผลการวิจัยพบว่า
1) บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง การใช้โปรแกรมไมโครซอฟต์ ออฟฟิศ เวิร์ด 2003 สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 มีประสิทธิภาพ 82.20/81.50 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ 80/80
2) บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง การใช้โปรแกรมไมโครซอฟต์ ออฟฟิศ เวิร์ด 2003 สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 มีดัชนีประสิทธิผลเท่ากับ 0.66 ซึ่งมีค่าดัชนีประสิทธิผลมากกว่า 0.5
3. นักเรียนที่ได้รับการสอนโดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง การใช้โปรแกรมไมโครซอฟต์ ออฟฟิศ เวิร์ด 2003 สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .05
การพัฒนาบทเรียนบนเครือข่ายเรื่อง เทคโนโลยีสารสนเทศ คอมพิวเตอร์ และซอฟต์แวร์ วิชาการงานอาชีพและเทคโนโลยี ระดับมัธยมศึกษาปีที่ 2
[ โดย kruinfo ชม 120 ]
การพัฒนาระบบการศึกษาให้ผู้เรียนมีความพร้อมในด้านความรู้ และทักษะต่างๆ ที่จำเป็นในการดำเนินชีวิต การจัดการเรียนรู้ไม่ควรที่จะเกิดขึ้นแต่ในห้องเรียน และการเรียนรู้จากครูเท่านั้น ระบบการสอนจะต้องให้เด็กมีทักษะในการเรียนรู้ ควบคู่กับการใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างเหมาะสม ดังนั้นการวิจัยครั้งนี้มุ่งหมาย 1) เพื่อพัฒนาบทเรียนบนเครือข่าย เรื่อง เทคโนโลยีสารสนเทศ คอมพิวเตอร์ และซอฟต์แวร์ วิชาการงานอาชีพและเทคโนโลยี กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อศึกษาดัชนีประสิทธิผลของบทเรียนบนเครือข่ายที่พัฒนาขึ้น กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้า ได้แก่ นักเรียนที่เรียนรายวิชาการงานอาชีพและเทคโนโลยี กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยีชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/1 โรงเรียนทรายทองวิทยา อำเภอโพนทราย จังหวัดร้อยเอ็ด ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2553 จำนวน 35 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้า ได้แก่ 1) บทเรียนบนเครือข่ายวิชาการงานอาชีพและเทคโนโลยี จำนวน 10 เรื่อง 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบเลือกตอบชนิด 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ มีค่าอำนาจจำแนกรายข้อตั้งแต่ .21 ถึง .84 ค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.85 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ร้อยละ และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
ผลการศึกษาค้นคว้าปรากฏดังนี้
1. บทเรียนบนเครือข่าย เรื่อง เทคโนโลยีสารสนเทศ คอมพิวเตอร์ และซอฟต์แวร์ วิชาการงานอาชีพและเทคโนโลยี กลุ่มสาระการงานอาชีพและเทคโนโลยี สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 82.94 / 83.43
2. ค่าดัชนีประสิทธิผลจากการเรียนด้วยบทเรียนบนเครือข่าย วิชาการงานอาชีพและเทคโนโลยี มีค่าเท่ากับ 0.702 หมายความว่า นักเรียนมีความรู้เพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม ร้อยละ 70.20
รายงานการพัฒนาและทดลองใช้หนังสืออ่านเพิ่มเติมการประดิษฐ์ดอกไม้จาก วัสดุเหลือใช้ เรื่องดอกไม้สวยงาม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนวัดเกษมบำรุง
[ โดย kruinfo ชม 123 ]
การทดลองครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและหาประสิทธิภาพของหนังสืออ่านเพิ่มเติม การประดิษฐ์ดอกไม้จากวัสดุเหลือใช้ เรื่องดอกไม้สวยงาม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 เพื่อวิเคราะห์หาดัชนีประสิทธิผลของหนังสืออ่านเพิ่มเติมการประดิษฐ์ดอกไม้จากวัสดุเหลือใช้ เรื่องดอกไม้สวยงาม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยใช้ผลการทดสอบก่อนและหลังการใช้หนังสืออ่านเพิ่มเติมการประดิษฐ์ดอกไม้จากวัสดุเหลือใช้ เรื่องดอกไม้สวยงาม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เรื่องดอกไม้สวยงาม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จากนักเรียนกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 19 คน โดยใช้หนังสืออ่านเพิ่มเติมการประดิษฐ์ดอกไม้จากวัสดุเหลือใช้ เรื่องดอกไม้สวยงาม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน ให้มีจำนวนไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของจำนวนนักเรียนทั้งหมดมีคะแนนร้อยละ 80 ขึ้นไป
เครื่องมือที่ใช้ในการทดลองคือ แผนการจัดการเรียนรู้ 2. หนังสืออ่านเพิ่มเติมการประดิษฐ์ดอกไม้จากวัสดุเหลือใช้ เรื่องดอกไม้สวยงาม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 3.แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ทางการเรียน
ผลการทดลองพบว่า
1. ประสิทธิภาพของหนังสือออ่านเพิ่มเติมการประดิษฐ์ดอกไม้จากวัสดุเหลือใช้ เรื่อง
ดอกไม้สวบยงาม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนวัดเกษมบำรุง มีประสิทธิภาพ 89.20/92.47
2. ประสิทธิผลของหนังสือออ่านเพิ่มเติมการประดิษฐ์ดอกไม้จากวัสดุเหลือใช้ เรื่อง
ดอกไม้สวบยงาม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนวัดเกษมบำรุง มีค่าเท่ากับ 0.7830
3. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนกลุ่มตัวอย่างก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้
หนังสือออ่านเพิ่มเติมการประดิษฐ์ดอกไม้จากวัสดุเหลือใช้ เรื่องดอกไม้สวบยงาม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนวัดเกษมบำรุง มีค่าเท่ากับ 19.60 และ 27.74 ตามลำดับ
ชาสมุนไพร "ชาใบฝรั่ง"
[ โดย kruinfo ชม 136 ]
เอกสารประกอบการเรียนรู้
การจัดการผลผลิตพืชสมุนไพรในท้องถิ่น (ตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง)
กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (งานเกษตร)
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5
เรื่อง ชาสมุนไพรใบฝรั่ง
ชาสมุนไพรเพื่อสุขภาพ
นางกัลยาณี ผิวผ่อง
ครู วิทยฐานะชำนาญการ
โรงเรียนชุมชนบ้านโค้งไผ่
อำเภอขาณุวรลักษบุรี จังหวัดกำแพงเพชร
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากำแพงเพชร เขต 2
กระทรวงศึกษาธิการ