เลือกห้อง >>

ภาษาไทย

รายงานการใช้แบบฝึกทักษะการอ่าน การเขียนคำในมาตราแม่ ก กาและมาตราตัวสะกด ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านปางห้า อ.แม่สาย จ.เชียงราย
[ โดย moy00418 ชม 50 ]
รายงานการใช้แบบฝึกทักษะการอ่าน การเขียนคำในมาตราแม่ ก กา และมาตราตัวสะกด ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านปางห้า อ.แม่สาย จ.เชียงราย มีวัตถุประสงค์ ของการศึกษาเพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะการอ่าน การเขียนคำในมาตราแม่ ก กาและมาตราตัวสะกด เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่เรียน โดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่าน การเขียนคำในมาตราแม่ ก กา และมาตราตัวสะกด และเพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านปางห้า ที่มีต่อการเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่าน การเขียนคำในมาตราแม่ ก กาและมาตราตัวสะกด กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ประชากรที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านปางห้า สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงราย เขต 3 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2556 จำนวน 16 คน
หนังสือนิทานประกอบแบบฝึกทักษะการอ่านและเขียนสะกดคำ
[ โดย วีอา ชม 502 ]
หนังสือนิทานประกอบแบบฝึกทักษะการอ่านและเขียนสะกดคำ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนชุมชนบ้านเมืองงาย จังหวัดเชียงใหม่
รายงานผลการใช้และพัฒนาเพลงประกอบการสอน เรื่อง ชนิดของคำและประโยค เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
[ โดย kruinfo ชม 965 ]
บทคัดย่อ การ วิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) สร้างและพัฒนาเพลงประกอบการสอน เรื่องชนิดของคำและประโยค กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 2) ศึกษาผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนของนักเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยการใช้เพลงประกอบการสอน 3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนด้วยการใช้เพลงประกอบการสอน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนเทศบาลวัดชัยชุมพล เทศบาลเมืองทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช จำนวน 34 คน ซึ่งได้มาโดยการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูลมี 3 ชนิด ได้แก่ (1) เพลงประกอบการสอน เรื่องชนิดของคำและประโยค กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย (2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน เรื่องชนิดของคำและประโยค ซึ่งผ่านการหาคุณภาพของข้อสอบและได้ค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.89 (3) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนด้วยการใช้เพลงประกอบการส อน เป็นแบบประมาณค่า (Rating Scales) จำนวน 20 ข้อ ผลจากการวิจัย พบว่า 1. เพลงประกอบการสอน เรื่องชนิดของคำและประโยค ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นมีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่ตั้งไว้ (80/80) ได้ค่าประสิทธิภาพเท่ากับ 87.03 /86.69 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนด้วยการใช้เพลงประกอบการสอน เรื่องชนิดของคำและประโยค สูงกว่าก่อนเรียนมีค่าเฉลี่ย เท่ากับ 34.76 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เท่ากับ 2.0009 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3. ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนด้วยการใช้เพลงประกอบการสอน เรื่องชนิดของคำและประโยค มีค่าเฉลี่ยรวม 4.65 และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน เท่ากับ 0.18 อยู่ในระดับ มากที่สุด
ผลการพัฒนาทักษะการอ่านสะกดคำโดยใช้ชุดฝึกทักษะและวิธีการเรียนรู้แบบร่วมมือ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนเทศบาล ๕ (บ้านตลาดเก่า) เทศบาลนครยะลา จังหวัดยะลา
[ โดย kruinfo ชม 295 ]
บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้ เป็นการวิจัยแบบกึ่งทดลอง (Quasi experimental design) ชนิด One group pretest-posttest design เพื่อพัฒนาชุดฝึกทักษะการอ่านสะกดคำโดยวิธีการเรียนรู้แบบร่วมมือ ประชากรที่ศึกษาในการวิจัยครั้งนี้เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนเทศบาล ๕ (บ้านตลาดเก่า) เทศบาลนครยะลา จังหวัดยะลา จำนวน 41 คน ซึ่งใช้เป็นกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วยชุดฝึกทักษะการอ่านสะกดคำที่พัฒนาขึ้นผ่านการตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญและมีประสิทธิภาพ 80/80 แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องการอ่านสะกดคำ ซึ่งผู้วิจัยสร้างขึ้นและตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาจากผู้ทรงคุณวุฒิทั้ง 5 ท่าน และหาความเที่ยงของแบบทดสอบ โดยใช้สูตรคูเดอร์ ริชาร์ดสัน 20 (KR-20) ซึ่งมีค่าความเที่ยงของแบบทดสอบ เท่ากับ 0.81 แบบประเมินทักษะการอ่านสะกดคำและแบบประเมินความพึงพอใจซึ่งมีค่าความเที่ยงสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แอลฟาของครอนบาค เท่ากับ 0.78 และ 0.84 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ คะแนนเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและการทดสอบค่าที (T-test) ผลการวิจัยพบว่า 1.ชุดฝึกทักษะการอ่านสะกดคำ ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น มีประสิทธิภาพ 80/80 เป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้ 2. การเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ในเรื่องการอ่านสะกดคำก่อนและหลังการ สอน แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานที่วางไว้ โดยคะแนนเฉลี่ยภายหลังการสอนสูงกว่าก่อนการสอน 3. คะแนนเฉลี่ยทักษะการอ่านสะกดคำโดยรวมทุกด้านอยู่ในระดับ ดี 4. คะแนนเฉลี่ยความพึงพอใจโดยรวมทุกด้านอยู่ในระดับ ดี ข้อเสนอแนะ : ควรศึกษาผลการใช้ชุดฝึกทักษะการอ่านสะกดคำโดยวิธีการเรียนรู้แบบร่วมมือเพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์และทักษะการเรียนสาระการเรียนรู้ภาษาไทยด้านอื่น ๆ คำสำคัญ : ชุดฝึกทักษะ การอ่านสะกดคำ การเรียนรู้แบบร่วมมือ
การพัฒนาการอ่านจับใจความกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนวัดดุสิตาราม โดยใช้หนังสือนิทานประกอบภาพ เรื่อง นิทานสอนใจ
[ โดย kruinfo ชม 1,142 ]
วัตถุประสงค์ของการวิจัย 1.) เพื่อพัฒนาหนังสือนิทานประกอบภาพ เรื่อง นิทานสอนใจ สำหรับการอ่านจับใจความ ให้มีคุณภาพอยู่ในระดับดีขึ้นไป โดยวัดผลจากการประเมินของผู้เชี่ยวชาญ 2.) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน การอ่านจับใจความ จากหนังสือนิทานประกอบภาพ เรื่อง นิทานสอนใจ ของกลุ่มตัวอย่าง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนวัดดุสิตาราม สำนักงานเขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2551 ที่ยังไม่เคยอ่าน จับใจความ จากหนังสือนิทานประกอบภาพ เรื่อง นิทานสอนใจ โดยใช้เทคนิคการสุ่มตัวอย่างที่ไม่คำนึงถึงความน่าจะเป็นในการสุ่ม (non-probability sampling) แบบการสุ่มอย่างเฉพาะเจาะจง (purposive sampling) ได้กลุ่มตัวอย่างมาจำนวน 29 คน เครื่องที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้เป็นหนังสือนิทานประกอบภาพ เรื่อง นิทานสอนใจ สำหรับการอ่านจับใจความ จำนวน 10 เรื่อง แบบประเมินคุณภาพหนังสือนิทานประกอบภาพ เรื่อง นิทานสอนใจ แบบทดสอบก่อนเรียน (pre-test) และ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน (post-test) เป็นแบบทดสอบแบบปรนัย ชนิด 3 ตัวเลือก จำนวน 50 ข้อ เป็นแบบทดสอบคู่ขนาน โดยผ่านการทดสอบ และ ตรวจสอบ-ประเมินผลจากผู้เชี่ยวชาญ และผู้ทรงคุณวุฒิในแต่ละด้าน ผลการวิจัย พบว่า หนังสือนิทานประกอบภาพ เรื่อง นิทานสอนใจ สำหรับการอ่านจับใจความ ที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้นมามีคุณภาพอยู่ในระดับดี โดยผลการประเมินคุณภาพจากผู้ทรงคุณวุฒิที่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการผลิตสื่อ จำนวน 3 ท่าน มีค่าคะแนนระดับความคิดเห็นเฉลี่ยอยู่ที่ 4.31 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานมีค่าเท่ากับ 0.22 การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนการอ่านจับใจความจากหนังสือนิทานประกอบภาพ เรื่อง นิทานสอนใจ ของกลุ่มตัวอย่าง ผลปรากฎว่ากลุ่มตัวอย่างมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
การสร้างแบบฝึกทักษะการคูณ กลุ่มสาระการเรียนรู้ คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4
[ โดย kruinfo ชม 334 ]
บทคัดย่อ การศึกษาค้นคว้าครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อสร้างแบบฝึกทักษะการคูณ กลุ่มสาระ การเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75 2) เพื่อเปรียบเทียบ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องการคูณ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่4ก่อนและ หลังเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการคูณ 3)เพื่อสำรวจความพึงพอใจของนักเรียนต่อการเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการคูณ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการทดลองจริง ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4โรงเรียนบ้านทุ่งมน (ริมราษฎร์นุสรณ์) สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุรินทร์ เขต 3 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2552 จำนวน 34 คน เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูลมีดังต่อไปนี้ 1) แผนการจัดการเรียนรู้ทักษะการคูณ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 2) แบบฝึกทักษะการคูณ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 3)แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องการคูณ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 4) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนต่อ การเรียนด้วยแบบฝึกทักษะการคูณ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่4 สถิติ ที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐานและ t-test Dependent ผลการศึกษาค้นคว้าพบว่า 1. แบบฝึกทักษะการคูณกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 มีประสิทธิภาพ 79.94/76.32 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องการคูณ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษา ปีที่ 4 หลังเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการคูณ สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 3. นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการคูณ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ในระดับมาก
ผลการใช้การเรียนรู้ความหมายคำศัพท์ภาษาอังกฤษจากโครงสร้างและบริบทโดยใช้แนวคิด ทฤษฎีการสร้างสรรค์ความรู้(Constructivism)ที่มีต่อความสามารถในการพัฒนาทักษะการใช้ คำศัพท์ภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนวัดบวรมงคล กรุงเทพมหานคร
[ โดย kruinfo ชม 586 ]
บทคัดย่อ วัตถุประสงค์ของการดำเนินเงาน เพื่อตรวจสอบผลการเรียนรู้ความหมายคำศัพท์ภาษาอังกฤษโดยใช้แนวคิดทฤษฎีการ สร้างสรรค์ความรู้(Constructivism) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนจากการเรียนรู้ความหมายคำ ศัพท์ภาษาอังกฤษที่ใช้วิธีการเรียนรู้แบบทั่วไปและการเรียนรู้โดยใช้แนวคิด ทฤษฎีการสร้างสรรค์ความรู้(Constructivism) และเพื่อศึกษาความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของนักเรียนจากการเรียนรู้ความหมายคำ ศัพท์ภาษาอังกฤษโดยใช้แนวคิดทฤษฎีการสร้างสรรค์ความรู้(Constructivism) วิธีดำเนินการ ศึกษาประสิทธิภาพของสื่อ นวัตกรรม และแผนการจัดการเรียนรู้ความหมายคำศัพท์ภาษาอังกฤษโดยใช้แนวคิดทฤษฎีการ สร้างสรรค์ความรู้(Constructivism) การทดสอบความมีนัยสำคัญทางสถิติจากความก้าวหน้าของนักเรียน การวิเคราะห์ประสิทธิภาพการสอนของครู การศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อกลวิธีและเทคนิคการเรียนรู้ความหมาย คำศัพท์ภาษาอังกฤษ และที่มีต่อแบบฝึกการเรียนรู้ความหมายคำศัพท์ภาษาอังกฤษโดยใช้แนวคิดทฤษฎี การสร้างสรรค์ความรู้(Constructivism) การสังเกตพฤติกรรมระหว่างเรียนภาษาอังกฤษ การสัมภาษณ์นักเรียนเรื่องการเรียนรู้ความหมายคำศัพท์ภาษาอังกฤษ การบันทึกหลังการเรียนรู้ของนักเรียนและการบันทึกหลังการสอนของครู เครื่องมือที่ใช้คือแบบทดสอบ แบบสอบถาม แบบสังเกต แบบสัมภาษณ์ บันทึกหลังการเรียนรู้ของนักเรียนและบันทึกหลังการสอนของครู และทำการวิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าร้อยละ ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ความแตกต่างระหว่างกลุ่มด้วยค่าที(t-test) ผลการดำเนินงาน 1. การหาประสิทธิภาพของสื่อ นวัตกรรม และแผนการจัดการเรียนรู้ความหมายคำศัพท์ภาษาอังกฤษโดยใช้แนวคิดทฤษฎีการ สร้างสรรค์ความรู้(Constructivism)มีประสิทธิภาพอยู่ในระดับ 83.60/82.20 ซึ่งอยู่สูงกว่าเกณฑ์ 80/80 2. ความก้าวหน้าในการเรียนของนักเรียนระหว่างคะแนนก่อนเรียนและหลังเรียนมีความ แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 3. ประสิทธิภาพการสอนของครูมีระดับคุณภาพการสอนดี 4. ความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อกลวิธีและเทคนิคการเรียนรู้ความหมายคำศัพท์ ภาษาอังกฤษมีระดับการปฏิบัติโดยเฉลี่ยรวมอยู่ในระดับน้อย 5. ความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อแบบฝึกการเรียนรู้ความหมายคำศัพท์ภาษาอังกฤษ โดยใช้แนวคิดทฤษฎีการสร้างสรรค์ความรู้(Constructivism)โดยเฉลี่ยทุกข้ออยู่ ในระดับมาก 6. พฤติกรรมระหว่างเรียนภาษาอังกฤษของนักเรียนกลุ่มทดลองเรื่องการเรียนรู้ความ หมายคำศัพท์ภาษาอังกฤษโดยเฉลี่ยอยู่ในระดับปานกลาง 7. ผลการสัมภาษณ์นักเรียนกลุ่มทดลองเรื่องการเรียนรู้ความหมายคำศัพท์ภาษา อังกฤษสรุปว่า การเรียนรู้ความหมายคำศัพท์ภาษาอังกฤษโดยใช้แนวคิดทฤษฎีการสร้างสรรค์ความ รู้จะช่วยให้นักเรียนมีหลักการและวิธีเดาความหมายคำศัพท์ได้ง่ายและแม่นยำ โดยไม่จำเป็นต้องเปิดพจนานุกรมมากนัก และหากได้ฝึกฝนมากขึ้นจะทำให้เรียนรู้คำศัพท์ได้ดี 8. ผลจากการบันทึกหลังการเรียนรู้ของนักเรียนและบันทึกหลังการสอนของครูสรุปได้ ว่า ทั้งครูและนักเรียนต่างเชื่อว่า การเรียนรู้ความหมายคำศัพท์ภาษาอังกฤษโดยใช้แนวคิดทฤษฎีการสร้างสรรค์ความ รู้(Constructivism)ที่ให้เทคนิคและหลักการจะนำไปสู่แนวทางการสร้างองค์ความ รู้เพื่อไปศึกษาเรื่องการอ่านและการวิเคราะห์ประเด็นอื่นๆได้เป็นอย่างดี
รายงานการพัฒนาบทเรียนออนไลน์ (e-learning) กลุ่มสาระการเรียนรู้ วิทยาศาสตร์ เรื่อง สารในชีวิตประจำวัน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6
[ โดย kruinfo ชม 330 ]
บทคัดย่อ ในการพัฒนาบทเรียนออนไลน์กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่อง สารในชีวิตประจำวัน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ให้มีประสิทธิภาพต้องอาศัยเทคนิคและรูปแบบการสอนที่ต่างกัน บทเรียนออนไลน์จัดเป็นเทคโนโลยีทางการศึกษาอย่างหนึ่งซึ่งช่วยให้การเรียน การสอนมีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น การศึกษาค้นคว้าและพัฒนาในครั้งนี้มีความมุ่งหมาย ดังนี้ 1. เพื่อสร้างและพัฒนาบทเรียนออนไลน์ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่อง สาร ในชีวิตประจำวัน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 85/85 2. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้เรียนบทเรียนออนไลน์ผ่าน เครือข่ายอินเทอร์เน็ตกับการเรียนปกติ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่อง สารในชีวิตประจำวัน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 3. เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนต่อการเรียนบทเรียนออนไลน์ผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่อง สารในชีวิตประจำวัน ชั้นประถมศึกษา ปีที่ 6 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาและพัฒนาในครั้งนี้ เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ปี การศึกษา 2550 ภาคเรียนที่ 2 จำนวน 60 คน โดยขอความอนุเคราะห์จากโรงเรียนบ้านม่วงตึ๊ด จำนวน 24 คน โรงเรียนบ้านท่าล้อ จำนวน 6 คน รวมเป็น 30 คน ใช้เป็นกลุ่มทดลอง และโรงเรียนบ้านไชยสถาน จำนวน 30 คน ใช้เป็นกลุ่มควบคุม เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาและพัฒนาในครั้งนี้ คือ บทเรียนออนไลน์กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่อง สารในชีวิตประจำวัน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบประเมินความพึงพอใจของผู้เรียนบทเรียนออนไลน์ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่อง สารในชีวิตประจำวัน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การหาค่าเฉลี่ยหรือมัชฌิมเลขคณิต ( ) และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.)ตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาโดยใช้ดัชนีความสอดคล้องระหว่างข้อ ทดสอบกับจุดประสงค์ เชิงพฤติกรรม IOC (Index of Concordance) ตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาโดยใช้ดัชนีความสอดคล้องระหว่างข้อทดสอบกับ จุดประสงค์เชิงพฤติกรรม IOC การหาค่าความยาก - ง่าย (Difficulty : P) หาค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยวิธี คูเดอร์ ริชาร์ดสัน (Kuder Richardson Method) ใช้สูตร KR 20วิเคราะห์ความเที่ยงตรงของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จากการหาค่าดัชนีความสอดคล้องของข้อคำถามกับวัตถุประสงค์ (Index of Concordance)เปรียบเทียบความแตกต่างของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลัง เรียน(Posttest) ระหว่างกลุ่มทดลองที่เรียนจากบทเรียนออนไลน์ผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตและ กลุ่มควบคุมที่เรียนแบบปกติ โดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป SPSS 9.0 for Windows ใน การวิเคราะห์หาค่าเฉลี่ย ความเบี่ยงเบนมาตรฐานและ การทดสอบนัยสำคัญของ t-test Independent หาค่าความเชื่อมั่นสัมประสิทธิ์แอลฟา (Alpha Coefficient) ของแบบประเมินความพึงพอใจ ของครอนบาค (Cronbach ) ผลการศึกษาค้นคว้าและพัฒนา ปรากฏผลดังนี้ 1.บทเรียนออนไลน์ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่องสารในชีวิตประจำวัน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ทดลองกับกลุ่มเป้าหมาย เพื่อหาประสิทธิภาพ พบว่าบทเรียนออนไลน์ที่พัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพเท่ากับ 89.13/88.11 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 85/85 แสดงว่าบทเรียนออนไลน์นี้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ที่ตั้งไว้ 2. การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดย การเรียนจากบทเรียนออนไลน์ผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตกับการเรียนแบบปกติพบ ว่ามีผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 แสดงให้เห็นว่าบทเรียนออนไลน์ผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตที่ได้พัฒนาขึ้น สามารถใช้เป็นสื่อการเรียน การสอนได้เป็นอย่างดีและมี ความเหมาะสม เพราะหลังจากที่ผู้เรียนได้ศึกษาเนื้อหาสาระและทำกิจกรรมจนจบขั้นตอนและทำ แบบทดสอบหลังเรียน ปรากฏว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนสองกลุ่มแตกต่างกัน 3. การศึกษาความพึงพอใจต่อการเรียนของนักเรียน ที่เรียนจากบทเรียนออนไลน์ผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต พบว่า นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่เรียนจากบทเรียนออนไลน์ผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่อง สารในชีวิตประจำวัน มี ความพึงพอใจต่อการเรียนในระดับมากที่สุด ( = 4.98)
การพัฒนาแบบฝึกทักษะ เรื่อง คำควบกล้ำ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยชั้นประถมศึกษาปีที่ ๒
[ โดย kruinfo ชม 536 ]
การศึกษาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ (๑) หาประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะ เรื่อง คำควบกล้ำ ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๒ โรงเรียนสามแยกพิทักษ์ อำเภอบ้านม่วง จังหวัดสกลนคร ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ ๘๐/๘๐ (๒) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะ เรื่อง คำควบกล้ำ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๒ โรงเรียนสามแยกพิทักษ์ อำเภอบ้านม่วง จังหวัดสกลนคร (๓) เพื่อหาค่าดัชนีประสิทธิผล แบบฝึกทักษะ เรื่อง คำควบกล้ำ ของนักเรียนกลุ่มตัวอย่าง ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๒ โรงเรียนสามแยกพิทักษ์ อำเภอบ้านม่วง จังหวัดสกลนคร จำนวน ๒๕ คน ภาคเรียนที่ ๒ ปีการศึกษา ๒๕๕๑ ได้มาโดยใช้วิธีการสุ่มแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลข้อมูลได้แก่ แบบฝึกทักษะ คำควบกล้ำ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ผลการวิจัยพบว่า ๑. ประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะเรื่องคำควบกล้ำ มีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน ๘๐/๘๐ โดยมีประสิทธิภาพเท่ากับ ๘๒.๔๐ / ๘๙.๐๖ เป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้ ๒. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๒ โรงเรียนสามแยกพิทักษ์ อำเภอบ้านม่วง จังหวัดสกลนคร หลังการใช้แบบฝึกทักษะทักษะเพิ่มสูงขึ้นกว่าก่อนใช้แบบฝึกทักษะอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .๐๑ เป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้ ๓. ค่าดัชนีประสิทธิผลของการใช้แบบฝึกทักษะเรื่อง คำควบกล้ำ ผู้เรียนมีความรู้เพิ่มขึ้น มีค่าเท่ากับ .๘๙ คิดเป็นร้อยละ ๘๙.๐๖
รายงานผลการพัฒนาเอกสารประกอบการเรียน วิชางานบ้าน เรื่องอาหารสมุนไพรจานเดียว ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี
[ โดย kruinfo ชม 417 ]
บทคัดย่อ การรายงานผลการพัฒนาเอกสารประกอบการเรียน วิชางานบ้าน เรื่องอาหารสมุนไพร จานเดียว ของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนชุมชนวัดไทยงาม มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาประสิทธิภาพ ของเอกสารประกอบการเรียน วิชางานบ้าน เรื่องอาหารสมุนไพรจาน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน ที่เรียนโดยใช้เอกสารประกอบการเรียน วิชางานบ้าน เรื่องอาหารสมุนไพรจานเดียว ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 และเพื่อศึกษา ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ โดยใช้เอกสารประกอบการเรียน วิชางานบ้าน เรื่องอาหารสมุนไพรจานเดียว ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ประชากรที่ใช้ ในการศึกษาครั้งนี้ เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนชุมชนวัดไทยงาม สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสระบุรี เขต 2 ที่เรียนในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2551 ซึ่งใช้วิธีการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) จำนวน 26 คน เครื่องมือที่ใช้ในการดำเนินการครั้งนี้ได้แก่ เอกสารประกอบการเรียนวิชางานบ้านเรื่องอาหารสมุนไพรจานเดียว ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 สาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี จำนวน 2 เล่ม ได้แก่ เล่มที่ 1 อาหารสมุนไพรจานเดียวประเภทข้าว และเล่มที่ 2 อาหารสมุนไพรจานเดียว ประเภทเส้น นอกจากนี้ยังจัดสร้างแบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบทดสอบก่อน-หลังเรียนของแต่ละเรื่องและแบบสอบถามความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสถิติทดสอบที (t-test) ผลการศึกษาพบว่า 1. เอกสารประกอบการเรียนวิชางานบ้านเรื่องอาหารสมุนไพรจานเดียวของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 6 ที่สร้างขึ้นมีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด (80/80)คือมีคะแนนเฉลี่ยระหว่างเรียนและหลังเรียน คิดเป็นร้อยละ 85.35 / 80.65 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนโดยใช้เอกสารประกอบการเรียน วิชางานบ้าน เรื่องอาหารสมุนไพรจานเดียว ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนตามสมมติฐานที่ตั้งไว้ และแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .05 3.ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้เอกสารประกอบการ เรียน วิชางานบ้าน เรื่องอาหารสมุนไพรจานเดียว ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 พบว่า มีค่าคะแนนเฉลี่ยที่ 3.95 ซึ่งอยู่ในระดับมาก
รายงานการประเมินโครงการหลักสูตรการพัฒนาบุคลิกภาพของ โรงเรียนพระราม ๙ กาญจนาภิเษก ปีการศึกษา 2552
[ โดย kruinfo ชม 223 ]
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินโครงการหลักสูตรการพัฒนา บุคลิกภาพของโรงเรียนพระราม ๙ กาญจนาภิเษก ปีการศึกษา 2552 โดยใช้รูปแบบการประเมินแบบซิปป์ (CIPP Model) ตามแนวคิดของสตัฟเฟิลบีม (Stufflebeam,1983) โดยทำการประเมิน 4 ด้าน คือ 1) ด้านบริบท (Context) 2) ด้านปัจจัย (Input) 3) ด้านกระบวนการ (Process) และ 4) ด้านผลผลิต (Product) กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ ครูและบุคลากรของโรงเรียนพระราม ๙ กาญจนาภิเษก นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4- 6 ผู้ปกครองนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 - 6 เครื่องมือที่ใช้ในการประเมินมี 3 ฉบับ เป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ( ) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ( S.D.) ผลการประเมินโครงการหลักสูตรการพัฒนาบุคลิกภาพของโรงเรียนพระราม ๙ กาญจนาภิเษก พบว่า 1. การประเมินด้านบริบท (Context) ในภาพรวมโครงการมีความสอดคล้องกับบริบทอยู่ในระดับมากเมื่อพิจารณาเป็นราย ข้อพบว่า รายการที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดได้แก่ โครงการมีความสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของโรงเรียน อยู่ในระดับมากที่สุด รองลงมาได้แก่โครงการมีความสอดคล้องกับเป้าหมายของโรงเรียน อยู่ในระดับมาก ส่วนรายการที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุดได้แก่ โครงการมีความสอดคล้องกับความต้องการของชุมชน อยู่ในระดับมาก ผลการประเมินด้านบริบทสูงกว่าเกณฑ์การประเมินที่ตั้งไว้ 2. การประเมินด้านปัจจัย (Input) ในภาพรวมผลการประเมินอย่ในระดับมากรายการที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดได้แก่ ด้านบุคลากร อยู่ในระดับมาก รองลงมาได้แก่ด้านวัสดุอุปกรณ์และสถานที่ อยู่ในระดับมาก ส่วนรายการที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุดได้แก่ด้านงบประมาณ อยู่ในระดับมาก ผลการประเมินด้านปัจจัยสูงกว่าเกณฑ์การประเมินที่ตั้งไว้ 3. การประเมินด้านกระบวนการ (Process) ในภาพรวมมีการปฏิบัติ อยู่ในระดับมาก และเมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่ารายการที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด ได้แก่ ด้านการวางแผน (Plan) อยู่ในระดับมากที่สุด รองลงมาคือด้านการตรวจสอบ (Check) อยู่ในระดับมากที่สุด ส่วนรายการที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด ได้แก่ด้านการปรับปรุงแก้ไข อยู่ในระดับมาก ผลการประเมินด้านกระบวนการ สูงกว่าเกณฑ์การประเมินที่ตั้งไว้ 4. การประเมินด้านผลผลิต (Product) ในภาพรวมมีผลสำเร็จอยู่ในระดับ มากที่สุด และเมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่า รายการที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด ได้แก่ ด้านโรงเรียน อยู่ในระดับมากที่สุด รองลงมาได้แก่ ด้านนักเรียน อยู่ในระดับมากที่สุด ส่วนรายการที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด ได้แก่ ด้านผู้ปกครองและชุมชน อยู่ในระดับมาก ผลการประเมินด้านผลิตสูงกว่าเกณฑ์การประเมินที่ตั้งไว้ ผลที่ได้รับจากโครงการหลักสูตรการพัฒนาบุคลิกภาพของโรงเรียนพระราม ๙ กาญจนาภิเษก ปีการศึกษา 2552 นักเรียนได้รับการคัดเลือกให้ร่วมกิจกรรมสำคัญที่กรุงเทพมหานครจัดขึ้น โดยทำหน้าที่นักข่าวน้อย มัคคุเทศก์น้อย และฝ่ายต้อนรับ เช่น งานมหกรรมการศึกษากรุงเทพมหานคร กีฬาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกรุงเทพเกมส์ ครูและบุคลากรได้รับเชิญเป็นพิธีกรและฝ่ายต้อนรับในงานที่กรุงเทพมหานครจัด ในโอกาสต่างๆ ทำให้โรงเรียนพระราม ๙ กาญจนาภิเษก มีผลงานดีเด่นด้านการพัฒนาบุคลิกภาพ
รายงานการพัฒนาการใช้หนังสือการ์ตูนส่งเสริมการอ่านกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาไทย)
[ โดย kruinfo ชม 252 ]
การรายงานครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาหนังสือการ์ตูนส่งเสริมการอ่าน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนโดยใช้หนังสือการ์ตูนส่งเสริมการอ่านระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน และเพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่เรียนด้วยหนังสือการ์ตูนส่งเสริมการอ่าน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 1 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านท่าอ่าง อำเภอโชคชัย สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครราชสีมา เขต 2 ปีการศึกษา 2550 จำนวน 38 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่ หนังสือการ์ตูนส่งเสริมการอ่าน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 10 เรื่อง แบบทดสอบก่อนเรียนหลังเรียนของหนังสือการ์ตูนส่งเสริมการอ่าน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 10 เรื่อง เรื่องละ 10 ข้อ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 แบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ และแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อหนังสือการ์ตูนส่งเสริมการอ่าน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่า t
รายงานการพัฒนาทักษะการอ่านภาษาอังกฤษโดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6
[ โดย kruinfo ชม 249 ]
การจัดกิจกรรมการอ่านภาษาอังกฤษโดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือ ถือว่าเป็นวิธีการหนึ่งเพื่อแก้ปัญหาการเรียนการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ) และสอดคล้องกับพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช 2542 ที่เน้นให้ผู้เรียนมีส่วนร่วม และลงมือปฏิบัติจริงทุกขั้นตอนจนเกิดการเรียนรู้ด้วยตนเอง โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อ (1) พัฒนาแผนการเรียนรู้ที่พัฒนาทักษะการอ่านภาษาอังกฤษโดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือ (2) เพื่อหาประสิทธิผลทางการเรียนที่พัฒนาทักษะการอ่านภาษาอังกฤษโดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือ (3) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่พัฒนาทักษะการอ่านภาษาอังกฤษโดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน (4) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่มีต่อการพัฒนาทักษะการอ่านภาษาอังกฤษโดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือ ทำการศึกษากับกลุ่มตัวอย่างคือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2551 โรงเรียนบ้านหนองหว้าหนองแคนดอนบาก สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามหาสารคาม เขต 1 จำนวนนักเรียน 20 คน ได้มาโดยการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้ามี 3 ชนิด คือ แผนการจัดการเรียนรู้ที่พัฒนาทักษะการอ่านภาษาอังกฤษโดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือ ที่มีประสิทธิภาพเท่ากับ 84.00/76.63 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเป็นแบบปรนัย 4 ตัวเลือก จำนวน 40 ข้อ ซึ่งมีค่าอำนาจจำแนก (B) ตั้งแต่ 0.22 ถึง 0.84 และมีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.88 แบบวัดความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ซึ่งเป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 อันดับ จำนวน 15 ข้อ มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ .79 สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบสมมติฐานใช้ t-test (Dependent Samples) ผลการค้นคว้าปรากฏดังนี้ 1. แผนการจัดการเรียนรู้ที่พัฒนาทักษะการอ่านภาษาอังกฤษโดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 84.00/76.63 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ 75/75 2. แผนการจัดการเรียนรู้ที่พัฒนาทักษะการอ่านภาษาอังกฤษโดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีค่าดัชนีประสิทธิผล เท่ากับ 0.5720 แสดงว่านักเรียนมีความก้าวหน้าในการเรียน หรือมีคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเพิ่มขึ้น คิดเป็นร้อยละ 57.20 3. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่พัฒนาทักษะการอ่านภาษาอังกฤษโดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือ มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 4. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีความพึงพอใจต่อการพัฒนาทักษะการอ่านภาษาอังกฤษโดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือ โดยรวมเป็นรายข้อทุกข้ออยู่ในระดับมาก โดยสรุป การพัฒนาทักษะการอ่านภาษาอังกฤษโดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือ สามารถสนับสนุนและเสริมสร้างคุณภาพการเรียนภาษาอังกฤษ โดยเฉพาะทักษะการอ่านให้สูงขึ้นซึ่งมีปัจจัยสำคัญในการเรียนรู้คือการฝึกทักษะทางภาษา นับว่าเป็นวิธีการเรียนที่สอดคล้องกับแนวคิดการเรียนภาษาอังกฤษเพื่อการอ่านสำหรับนักเรียนที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่สอง และสามารถประยุกต์กระบวนการเรียนรู้ดังกล่าวไปปรับใช้ในบริบทที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของนักเรียนได้เป็นอย่างดี
ลการใช้แบบฝึกและรูปแบบการเรียนการสอนโมเดลซิปปา ที่มีต่อทักษะ การอ่านและการเขียน
[ โดย kruinfo ชม 382 ]
บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สาระการอ่านและสาระการเขียนคำมาตราตัวสะกด ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนเทศบาล ๓ (วัดพุทธภูมิ) สำนักการศึกษา เทศบาลนครยะลา (2) เพื่อศึกษาระดับความสามารถทักษะกระบวนการ 2 ด้าน ได้แก่ ทักษะการแสวงหาความรู้ และทักษะการทำงานกลุ่ม ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนเทศบาล ๓(วัดพุทธภูมิ)สำนักการศึกษา เทศบาลนครยะลา (3) เพื่อศึกษาคุณลักษณะอันพึงประสงค์ด้านความรับผิดชอบต่อการเรียนภาษาไทย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนเทศบาล ๓ (วัดพุทธภูมิ) สำนักการศึกษา เทศบาลนครยะลา กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนเทศบาล ๓(วัดพุทธภูมิ) สำนักการศึกษา เทศบาลนครยะลา ปีการศึกษา 2552 จำนวน 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ (1) แบบฝึกเพื่อพัฒนาทักษะการอ่านและการเขียน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 16 ชุด ค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) เท่ากับ 0.81 ประสิทธิภาพ E1/ E2เเท่ากับ 80.46 /85.08 (2) แผนการจัดการเรียนรู้ เพื่อพัฒนาทักษะการอ่านและการเขียน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้รูปแบบการเรียนการสอนโมเดลซิปปา จำนวน 16 แผน ค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) เท่ากับ 0.84 (3 ) แบบทดสอบหลังเรียน จำนวน 16 ฉบับ ค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) เท่ากับ 0.79 ค่าความยากง่ายของแบบทดสอบหลังเรียน (P) อยู่ระหว่าง 0.57 – 0.67 ค่าอำนาจจำแนก (r) อยู่ระหว่าง 0.60 – 0.67ค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบหลังเรียน (Rtt) อยู่ระหว่าง 0.75 – 0.79 (4) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนท้ายวงจรปฏิบัติการวิจัย วงจรที่ 1 – วงจรที่ 4 ค่าดัชนีความสอดคล้องอยู่ ระหว่าง 0.90 – 0.95 ค่าความยากง่ายของแบบทดสอบ (P)) อยู่ระหว่าง 0.58 - 0.59 ค่าอำนาจจำแนก (r) อยู่ระหว่าง 0.57 – 0.61 ค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนท้ายวงจร (Rtt) อยู่ระหว่าง 0.86 - 0.89 (5) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) เท่ากับ 0.82 ค่าความยากง่ายของข้อสอบ (P) เท่ากับ 0.56 ค่าอำนาจจำแนก (r) เท่ากับ 0.33 ค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน (Rtt) เท่ากับ 0.84 (6 ) แบบประเมินด้านทักษะการแสวงหาความรู้ ค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) เท่ากับ 0. 80 แบบประเมินด้านการทำงานกลุ่ม ค่าดัชนีความสอดคล้อง เท่ากับ 0. 80 (7) แบบประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์ด้านความรับผิดชอบ ค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) เท่ากับ 0. 80 ผลการวิจัยพบว่า (1) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สาระการอ่านและสาระการเขียน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนเทศบาล ๓ (วัดพุทธภูมิ) สำนักการศึกษา เทศบาลนครยะลา อยู่ในระดับมากที่สุด ( )เท่ากับ 4.33 คิดเป็นร้อยละ 86.67 (2) ระดับความสามารถ ทักษะการแสวงหาความรู้ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนเทศบาล ๓ (วัดพุทธภูมิ) อยู่ในระดับมากที่สุด ( ) เท่ากับ 4.35 คิดเป็นร้อยละ 81.50 ทักษะการทำงานกลุ่ม ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนเทศบาล ๓ (วัดพุทธภูมิ) สำนักการศึกษา เทศบาลนครยะลา อยู่ในระดับมากที่สุด ( ) เท่ากับ 4.14 คิดเป็นร้อยละ 81.00 (3) ความรับผิดชอบ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนเทศบาล ๓ (วัดพุทธภูมิ) สำนักการศึกษา เทศบาลนครยะลา อยู่ในระดับมากที่สุด( )เท่ากับ 4.39 คิดเป็นร้อยละ 81.42
รายงานการใช้แบบฝึกทักษะการอ่านและเขียนสะกดคำ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษา ปีที่ 3
[ โดย kruinfo ชม 231 ]
การพัฒนาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ 1. เพื่อสร้างและพัฒนาแบบฝึกทักษะการอ่านและเขียนสะกดคำให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 2. เพื่อพิจารณาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในการอ่านและเขียนสะกดคำให้สูงขึ้นร้อยละ 75 กลุ่มประชากรที่ใช้ในการพัฒนาครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ปีการศึกษา 2550 โรงเรียนขจรทรัพย์อำรุง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาปทุมธานีที เขต 1 จำนวน 33 คน ผู้รายงาน ได้สร้างแบบฝึกทักษะการอ่านและเขียนสะกดคำ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 8 เล่ม เครื่องมือที่ใช้ในการหาประสิทธิภาพของแบบฝึกคือ แบบทดสอบวัดความรู้ความเข้าใจ ซึ่งเป็นแบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ ผลการดำเนินการพบว่า 1. แบบฝึกทักษะการอ่านและเขียนสะกดคำ กลุ่มสาระการเรียนภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีค่าประสิทธิภาพเท่ากับ 92.98/83.71 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด คือ 80/80 2. ผลสัมฤทธิ์ด้านการอ่านและเขียนสะกดคำ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 หลังจากที่เรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านและเขียนสะกดคำ มีค่าเฉลี่ยคิดเป็นร้อยละ 80.20 ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายที่กำหนดคื ร้อยละ 75
การประเมินโครงการส่งเสริมนิสัยรักการอ่าน โรงเรียนหอพระ ปีการศึกษา 2551
[ โดย kruinfo ชม 284 ]
การประเมินโครงการส่งเสริมนิสัยรักการอ่าน โรงเรียนหอพระ ปีการศึกษา 2551 มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาความคิดเห็นของคณะกรรมการดำเนินโครงการและนักเรียนโรงเรียนหอพระ ปีการศึกษา 2551 ที่มีต่อโครงการในด้านสภาพแวดล้อมโครงการ ด้านปัจจัยโครงการ ด้านกระบวนการดำเนินโครงการ ด้านผลผลิตโครงการ เพื่อศึกษาแนวทางในการพัฒนาโครงการส่งเสริมนิสัยรักการอ่านและศึกษาลักษณะการแสดงพฤติกรรมการอ่านของนักเรียน ประชากรที่ใช้ในการประเมินครั้งนี้ ได้แก่ คณะกรรมการดำเนินโครงการส่งเสริมนิสัยรักการอ่าน จำนวน 30 คน และกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการดำเนินการประเมินครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนโรงเรียนหอพระ ปีการศึกษา 2551 ทุกระดับชั้น จำนวน 360 คน ระดับชั้นละ 60 คน การคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างใช้วิธีสุ่มแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการประเมินครั้งนี้ มีจำนวน 3 รายการ คือ แบบสอบถามความคิดเห็นของคณะกรรมการดำเนินโครงการส่งเสริมนิสัยรักการอ่าน และนักเรียนโรงเรียนหอพระ ปีการศึกษา 2551 ที่มีต่อการดำเนินโครงการส่งเสริมนิสัยรักการอ่าน ในด้านสภาพแวดล้อมโครงการ ด้านปัจจัยโครงการ ด้านกระบวนการดำเนินโครงการ และด้านผลผลิตโครงการ แบบประเมินตนเองเกี่ยวกับลักษณะการแสดงพฤติกรรมการอ่านของนักเรียนโรงเรียนหอพระ ปีการศึกษา 2551 มีลักษณะเป็นแบบประมาณค่าและปลายเปิด และแบบบันทึกข้อมูลการใช้บริการการอ่านและสืบค้น การใช้บริการยืมหนังสือ สื่อสิ่งพิมพ์ และการใช้บริการตอบคำถามช่วยการค้นคว้าของห้องสมุดโรงเรียนและการใช้บริการสืบค้นข้อมูลทางอินเทอร์เน็ตจากห้องสมุดอิเล็กทรอนิกส์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการดำเนินงาน 1. ผลการศึกษาความคิดเห็นของคณะกรรมการดำเนินโครงการและนักเรียนโรงเรียนหอพระ ปีการศึกษา 2551 ปรากฏผลดังนี้ 1.1 ด้านสภาพแวดล้อมโครงการ พบว่าผลการประเมินโดยรวมอยู่ในระดับความพึงพอใจมากที่สุด รายการประเมินที่มีระดับความพึงพอใจสูงสุดตามความคิดเห็นของคณะกรรมการดำเนินโครงการและนักเรียนโรงเรียนหอพระ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 - 6 คือ การกำหนดโครงการไว้ในแผนปฏิบัติการของโรงเรียน การกำหนดวัตถุประสงค์ของโครงการมีความชัดเจนและสอดคล้องกับนโยบาย วิสัยทัศน์ของโรงเรียน ชุมชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรมและโรงเรียนมีนโยบายให้มีการอ่านมาใช้ในการจัดการเรียนการสอน 1.2 ด้านปัจจัยโครงการ พบว่าผลการประเมินโดยรวมอยู่ในระดับความพึงพอใจมากที่สุด รายการประเมินที่มีระดับความพึงพอใจสูงสุด ตามความเห็นของคณะกรรมการดำเนินโครงการและนักเรียนโรงเรียนหอพระ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 - 6 คือ คณะครูมีความตระหนักและเห็นความสำคัญของการอ่านและให้ความร่วมมือในการจัดกิจกรรมตามโครงการอย่างต่อเนื่อง คณะกรรมการดำเนินโครงการปฏิบัติหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมายอย่างเต็มความสามารถ ห้องสมุดมีลักษณะและบรรยากาศที่ส่งเสริมการอ่าน วัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการจัดกิจกรรมมีความเหมาะสมและมีความเพียงพอ 1.3 ด้านกระบวนการดำเนินโครงการ พบว่าผลการประเมินโดยรวมอยู่ในระดับความพึงพอใจมากที่สุด รายการประเมินที่มีระดับความพึงพอใจสูงสุด ตามความคิดเห็นของคณะกรรมการดำเนินโครงการและนักเรียนโรงเรียนหอพระ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 - 6 คือ โรงเรียนมีการประเมินความก้าวหน้าของโครงการอย่างสม่ำเสมอ แล้วสรุปรายงานผลการดำเนินโครงการให้ผู้เกี่ยวข้องทราบ รวมทั้งมีการนำผลที่ได้จากการประเมินความก้าวหน้าของโครงการมาปรับปรุงแก้ไขการดำเนินโครงการในปีการศึกษาต่อไป โรงเรียนมีการประชาสัมพันธ์โครงการอย่างต่อเนื่อง และครูมีการจัดกิจกรรมส่งเสริมนิสัยรักการอ่านอย่างต่อเนื่อง 1.4 ด้านผลผลิตโครงการ พบว่าผลการประเมินโดยรวมอยู่ระดับความพึงพอใจมากที่สุด รายการประเมินที่มีระดับความพึงพอใจสูงสุด ตามความคิดเห็นของคณะกรรมการดำเนินโครงการ และนักเรียนโรงเรียนหอพระ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 - 6 คือ นักเรียนมีความตระหนักและเห็นความสำคัญของการอ่าน รู้จักเสาะแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง ตลอดจนสามารถนำความรู้ที่ได้รับจากการอ่านไปพัฒนาด้านสติปัญญา ความรู้ ความสามารถและพฤติกรรมต่างๆ รวมทั้งนักเรียนรู้จักใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์จากการอ่าน และสามารถนำความรู้ที่ได้จากการอ่านไปเผยแพร่ในรูปแบบต่างๆ อย่างสร้างสรรค์ นอกจากนี้โรงเรียนยังได้รับความร่วมมือจากชุมชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้การส่งเสริมสนับสนุนให้นักเรียนมีนิสัยรักการอ่าน 2. ผลการศึกษาแนวทางในการพัฒนาโครงการส่งเสริมนิสัยรักการอ่าน พบว่าคณะกรรมการดำเนินโครงการและนักเรียนโรงเรียนหอพระ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 - 6 มีข้อเสนอแนะให้มีการพัฒนาห้องสมุดด้วยการติดเครื่องปรับอากาศภายในห้องสมุด จัดหาบุคลากรช่วยงานห้องสมุดเพิ่มเติม ขยายพื้นที่ให้บริการอ่านให้กว้างขวางขึ้น จัดหาเครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีประสิทธิภาพให้บริการสืบค้นข้อมูลในห้องสมุดอิเล็กทรอนิกส์ จัดหาหนังสือใหม่ๆ และหนังสือประเภทต่างๆ ให้เหมาะสมตามความสนใจของนักเรียน ให้ปรับปรุงระบบการให้ยืมโดยเพิ่มจำนวนหนังสือที่ให้ยืมและขยายเวลาในการยืมให้นานขึ้น สำหรับการจัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่านนั้น มีข้อเสนอแนะให้เปิดสอนรายวิชาการใช้ห้องสมุด ให้มีการอบรมมารยาทการใช้ห้องสมุดให้แก่นักเรียน และครูควรให้นักเรียนได้มีการอ่านออกเสียง 3. ผลการศึกษาลักษณะการแสดงพฤติกรรมการอ่าน พบว่าผลการประเมินการแสดงพฤติกรรมการอ่านโดยรวมอยู่ในระดับการปฏิบัติมากที่สุด โดยมีรายการที่มีการปฏิบัติสูงสุดตามความเห็นของนักเรียนโรงเรียนหอพระ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
ผลของการใช้กิจกรรมแนะแนวเพื่อพัฒนาความรับผิดชอบต่อการแก้ปัญหาทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนสตรีชัยภูมิ
[ โดย kruinfo ชม 264 ]
การศึกษาวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของกิจกรรมแนะแนวเพื่อพัฒนาความรับผิดชอบต่อการแก้ปัญหาทางการเรียน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 และ เพื่อสำรวจความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อกิจกรรมแนะแนว โดยมีสมมติฐานว่า นักเรียนที่เข้าร่วมกิจกรรมแนะแนวเพื่อพัฒนาความรับผิดชอบต่อการแก้ปัญหาทางการเรียน จะมีความรับผิดชอบสูงกว่าก่อนเข้าร่วมกิจกรรมแนะแนวอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 กลุ่มตัวอย่าง คือ กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ปีการศึกษา 2551 ที่มีปัญหาทางการเรียนมีผลการเรียน 0, ร, ม.ส. จำนวน 48 คน เป็นกลุ่มทดลอง โดยกลุ่มทดลอง เข้าร่วมโปรแกรมกิจกรรมแนะแนวเพื่อพัฒนาความรับผิดชอบต่อการแก้ปัญหาทางการเรียน สัปดาห์ละ 1 ครั้ง ครั้งละ 1 คาบ คาบละ 50 นาที รวม 12 ครั้ง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย (1) โปรแกรมกิจกรรมแนะแนวเพื่อพัฒนาความรับผิดชอบต่อการแก้ปัญหาทางการเรียน (2 ) แบบทดสอบความรับผิดชอบทางการเรียน โดยมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .7675 และ (3) แบบสำรวจความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อกิจกรรมแนะแนว สถิติที่ใช้การวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที (t-test) ผลการวิจัยพบว่า (1) นักเรียนที่เข้าร่วมกิจกรรมแนะแนวเพื่อ พัฒนาความรับผิดชอบต่อการแก้ปัญหาทางการเรียน มีความรับผิดชอบสูงกว่าก่อนเข้าร่วมกิจกรรมแนะแนวอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 (2) นักเรียนมีความคิดเห็นต่อกิจกรรมแนะแนวมีความพึงพอใจโดยรวมในระดับมากที่สุด
รายงานการสร้างและผลการใช้แบบฝึกเสริมทักษะเพื่อแก้ปัญหาการอ่านออก เสียงคำควบกล้ำ ร ล ว สาระวิชาภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ปีการศึกษา 2551
[ โดย kruinfo ชม 683 ]
บทคัดย่อ รายงานการสร้างและผลการใช้แบบฝึกเสริมทักษะเพื่อแก้ปัญหาการอ่านออกเสียงคำควบกล้ำ ร ล ว สาระวิชาภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ปีการศึกษา 2551 มีวัตถุประสงค์ 3 ประเด็น คือ . ประสิทธิภาพของแบบฝึกเสริมทักษะการอ่านออกเสียง คำควบกล้ำ ร ล ว โดยเทียบเกณฑ์มาตรฐาน 75/75 และประสิทธิภาพของแบบฝึกเสริมทักษะการอ่านออกเสียงคำควบกล้ำจากการทดสอบ ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน 2. เพื่อหาแนวทางในการพัฒนาการเรียนการสอนให้ดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพ กลุ่มตัวอย่างในการดำเนินการทดลอง เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 /4 โรงเรียนระหานวิทยา ปีการศึกษา 2551 จำนวน 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการทดลองประกอบด้วย แบบฝึกเสริมทักษะการอ่านออกเสียงคำควบกล้ำ ร จำนวน 10 แบบฝึก แบบฝึกทักษะการอ่านออกเสียงคำควบกล้ำ ล จำนวน 10 แบบฝึก และ แบบฝึกทักษะการอ่านออกเสียงคำควบกล้ำ ว จำนวน 10 แบบฝึก และแผนการจัดการเรียนรู้จำนวน 12 แผน เพื่อใช้ประกอบการใช้แบบฝึกทักษะการอ่านออกเสียงคำควบกล้ำ ร ล ว 3. เพื่อสำรวจเจตคติของนักเรียนที่มีต่อแบบฝึกเสริมทักษะการอ่านออกเสียงคำควบ กล้ำ ร ล ว ปรากฏผลดังนี้ 1. ประสิทธิภาพ ของแบบฝึกทักษะการอ่านออกเสียงคำควบกล้ำ ร ล ว กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่ผลิตและพัฒนาขึ้นใช้มีค่าประสิทธิภาพของกระบวนการ : ประสิทธิภาพของผลลัพธ์ สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดในระดับ 94.80 / 96.88 2. การจัดการเรียนการสอน โดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านออกเสียงคำควบกล้ำ ร ล ว ที่ผู้รายงานจัดทำขึ้น ช่วยให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ 0.5 3. นักเรียนมีเจตคติที่ดีต่อชุดฝึกเสริมทักษะการอ่านออกเสียงคำควบกล้ำ ร ล ว ในระดับค่าเฉลี่ยที่ 4.71 เป็นค่าระดับความพอใจอยู่ในเกณฑ์มาก
การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ โดยใช้ชุดการสอน บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่องความน่าจะเป็น ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6
[ โดย kruinfo ชม 295 ]
การศึกษาค้นคว้านี้มีวัตถุประสงค์เพื่อการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ โดยใช้ชุดการสอน เรื่องความน่าจะเป็น ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 และศึกษา ความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อชุดการสอนที่ผู้ศึกษาค้นคว้าสร้างขึ้น โดยประชากร เป็นนักเรียน ที่กำลังศึกษาอยู่ในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2551 โรงเรียนดอนตาลวิทยา อำเภอดอนตาล จังหวัดมุกดาหาร ทั้งหมด 5 ห้องเรียน จำนวน 180 คน กลุ่มตัวอย่าง เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 6 ภาคเรียนที่ 1 ปการศึกษา 2551 โรงเรียนดอนตาลวิทยา อําเภอดอนตาล จังหวัดมุกดาหาร 2 ห้องเรียน จํานวน 60 คน เครื่องมือการศึกษา ได้แก่ ชุดการสอนเรื่องความน่าจะเป็น จำนวน 15 ชุด แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์เรื่องความน่าจะเป็น ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 30 ข้อ และแบบสอบถามความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อชุดการสอนที่ผู้ศึกษาสร้างขึ้น ผลการศึกษาค้นคว้าสรุปได้ดังนี้ 1. ชุดการสอนเรื่องความน่าจะเป็นที่ผู้ศึกษาสร้างขึ้น สําหรับชั้นมัธยมศึกษาปที่ 6 โรงเรียนดอนตาลวิทยา อําเภอดอนตาล จังหวัดมุกดาหาร มีประสิทธิภาพสูงกวาเกณฑ 80/80 ที่ตั้งไว้ทุกชุด 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนคณิตศาสตร เรื่องความน่าจะเป็นโดยใชชุดการสอนมีจำนวนนักเรียนที่ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 80 ของคะแนนเต็ม จำนวน 52 คน คิดเป็นร้อยละ 86.67 3. ความพึงพอใจของนักเรียนต่อชุดการสอนเรื่องความน่าจะเป็น มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.57 แปลความได้ว่า ผู้เรียนมีความคิดเห็นในระดับดีมากต่อชุดการสอนที่ผู้ศึกษาสร้างขึ้น และค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.67 แสดงว่านักเรียนส่วนใหญ่มีความคิดเห็นค่อนข้างสอดคล้องกัน โดย 3 อันดับแรก ที่มีความคิดเห็นว่าดีมากคือ เวลาที่ใช้ในการเรียนแต่ละเนื้อหา( = 4.89) การจัดการเรียนรู้เป็นไปตามลำดับเนื้อหาและความยากง่าย( = 4.89)มีความน่าสนใจในการเรียนรู้ ( = 4.80)
รายงานการพัฒนานวัตกรรมหนังสืออ่านเพิ่มเติม ชุดห้องเรียนหรรษา จำนวน 5 เรื่อง
[ โดย kruinfo ชม 268 ]
การพัฒนานวัตกรรมหนังสืออ่านเพิ่มเติม ชุดห้องเรียนหรรษา ประกอบด้วย 5 เรื่องด้วยกัน เรื่องที่ 1 เป็นเรื่องเกี่ยวกับขั้นตอนการวาดภาพระบายสีต้นไม้ เรื่องที่ 2 เป็นเรื่องเกี่ยวกับการสังเกตและการวาดภาพรบายสีภาพธรรมชาติ เรื่องที่ 3 เป็นเรื่องเกี่ยวกับนักเรียนสร้างองค์ความรู้การพิมพ์ภาพ เรื่องที่ 4 เป็นเรื่องเกี่ยวกับการสร้างสรรค์ผลงานจากเยื่อกระดาษที่เหลือใช้ เรื่องที่ 5 เป็นเรื่องเกี่ยวกับการนำเสนอและการวิจารณ์ผลงาน ในการสร้างนวัตกรรมครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาข้อมูลพื้นฐานสำหรับการพัฒนาการเรียนรู้ของนักเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ ( สาระทัศนศิลป์ ) 2) เพื่อทดลองใช้หนังสืออ่านเพิ่มเติม ชุดห้องเรียนหรรษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 3) ประเมินผลการทดลองใช้หนังสืออ่านเพิ่มเติม ชุดห้องเรียนหรรษา ประชากรที่ใช้ในการทดลองใช้ นวัตกรรมชุดห้องเรียนหรรษา คือนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4/2 โรงเรียนวัดปากน้ำฝั่งเหนือ เครื่องมือที่ในการพัฒนา ประกอบด้วยแบบแบบประเมินผลการปฏิบัติกิจกรรม นวัตกรรมชุดห้องเรียนหรรษา แบบวัดเจตคติต่อหนังสืออ่านเพิ่มเติมของนักเรียน แบบประเมินความสอดคล้องเบื้องต้นของนวัตกรรม จากผู้เชี่ยวชาญ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิเคราะห์ข้อมูลโดย หาค่าดัชนีความสอดคล้อง ค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า ผลงานทางวิชาการ นวัตกรรมหนังสืออ่านเพิ่มเติม ชุดห้องเรียนหรรษามีองค์ประกอบเหมาะสมและสอดคล้องทุกประเด็นที่จะนำไปใช้ในการจัดการเรียนรู้ การศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมจากนวัตกรรมชุดนี้ จากการทดลองใช้กับกลุ่มเป้าหมาย ปรากฏว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนจากการทดสอบหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน การประเมินผลการปฏิบัติกิจกรรมอยู่ในระดับดีและผลการสอบถามความคิดเห็นของนักเรียน ผู้บริหารสถานศึกษา ผู้ปกครอง ครูผู้สอนจากโรงเรียนต่าง ๆ ที่นำนวัตกรรมไปใช้ อยู่ในระดับมากและมากที่สุด
รายงานการใช้แบบฝึกเพื่อพัฒนาทักษะการแต่งกาพย์ยานี 11 โดยการจัดกิจกรรมแบบโครงงานของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านใหม่สามัคคี
[ โดย kruinfo ชม 393 ]
การรายงานครั้งนี้ เป็นการรายงานเชิงทดลอง (experimental research) มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อหาประสิทธิภาพของแบบฝึกเพื่อพัฒนาทักษะการแต่งกาพย์ยานี 11 ของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยการจัดกิจกรรมแบบโครงงานให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80 : 80 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียนโดยใช้แบบฝึกเพื่อพัฒนาทักษะ การแต่งกาพย์ยานี 11 ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยการจัดกิจกรรมแบบโครงงานและ 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่มีต่อการเรียนโดยใช้แบบฝึกเพื่อพัฒนาทักษะการแต่งกาพย์ยานี 11 โดยการจัดกิจกรรมแบบโครงงาน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านใหม่สามัคคี อำเภอชัยบาดาล จังหวัดลพบุรี ปีการศึกษา 2551 จำนวนนักเรียน 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาได้แก่ แบบฝึกเพื่อพัฒนาการแต่งกาพย์ยานี 11 โดยการจัดกิจกรรมแบบโครงงาน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่อง กาพย์ยานี 11 และแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่ได้รับการสอนโดยใช้แบบฝึกเพื่อพัฒนาทักษะการแต่งกาพย์ยานี 11 โดยการจัดกิจกรรมแบบโครงงาน ที่ผู้รายงานสร้างขึ้น โดยผ่านการตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญ 5 ท่าน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การหาค่าเฉลี่ย ( ) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ( ) ผลการศึกษาพบว่า 1. แบบฝึกเพื่อพัฒนาทักษะการแต่งกาพย์ยานี 11 โดยการจัดกิจกรรมแบบโครงงานมี ประสิทธิภาพ( E1 : E2) เท่ากับ 87.00 : 82.22 สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่ตั้งไว้ 2. ผู้เรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนหลังใช้แบบฝึกเสริมทักษะการแต่งกาพย์ยานี 11 สูงกว่าก่อนใช้แบบฝึกเพื่อพัฒนาทักษะการแต่งกาพย์ยานี 11 โดยการจัดกิจกรรมแบบโครงงาน 3. ผู้เรียนที่เรียนโดยใช้แบบฝึกเพื่อพัฒนาทักษะการแต่งกาพย์ยานี 11 โดยการจัดกิจกรรมแบบโครงงาน มีความพึงพอใจหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน โดยรวมอยู่ในระดับ มาก
รายงานการพัฒนาการจัดการเรียนรู้ โดยใช้สื่อประสม เรื่องหลักการใช้ภาษา กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยชั้นประถมศึกษาปีที่ 2
[ โดย kruinfo ชม 272 ]
การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนต้องยึดหลักว่าผู้เรียนทุกคนมีความสามารถเรียนได้สนองความแตกต่างระหว่างบุคคล ทั้งในด้านทักษะ ด้านความสามารถ ด้านความเข้าใจ ด้านความมีระเบียบวินัย ด้านความมีคุณธรรมและจริยธรรม โดยการนำนวัตกรรมมาใช้ในการพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ การศึกษาครั้งนี้ มีความมุ่งหมายเพื่อ 1) เพื่อพัฒนาสื่อประสม ประกอบการสอน เรื่องหลักการใช้ภาษา กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อหาดัชนีประสิทธิผลของสื่อประสมประกอบการสอน เรื่องหลักการใช้ภาษา กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 3) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างก่อนและหลังเรียนด้วยสื่อประสม และ 4) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ที่มีต่อการเรียนด้วยสื่อประสม กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2550 โรงเรียนวังจระเข้ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสระแก้ว เขต 1 จำนวน 19 คน ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้มี 3 ชนิด คือ 1) สื่อประสม เรื่องหลักการใช้ภาษา กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2ซึ่งประกอบไปด้วย บทเรียนสำเร็จรูป เกมประกอบการสอน และ แบบฝึกหัด 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังจากเรียนด้วยสื่อประสมที่ผู้ศึกษาสร้างขึ้น 1 ฉบับ จำนวน 20 ข้อ เป็นแบบ 3 ตัวเลือก ซึ่งมีค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ เท่ากับ 0.76 และ 3) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการสอนโดยใช้ชุดสื่อประสม เรื่องหลักการใช้ภาษา กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 18 ข้อ ใช้เวลาในการทดลอง 18 ชั่วโมง สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงแบนมาตรฐาน และทดสอบสมมุติฐานโดยใช้ค่า t-test ผลการศึกษาพบว่า ชุดสื่อประสมประกอบการสอนวิชาภาษาไทย เรื่องหลักการใช้ภาษา กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ดังนี้ 1. ประสิทธิภาพของชุดสื่อประสมประกอบการสอน เรื่องหลักการใช้ภาษา กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 มีประสิทธิภาพ เท่ากับ 84.84/93.68 สูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ที่ตั้งไว้ 2. ดัชนีประสิทธิผล (The Effectiveness Index) ของสื่อประสมประกอบการสอน วิชาภาษาไทย เรื่องหลักการใช้ภาษา กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2ที่ผู้รายงานพัฒนาขึ้นมีค่าเท่ากับ 0.8888 หมายความว่า หลังการเรียนด้วยสื่อประสมแล้วผู้เรียนมีคะแนนเพิ่มขึ้นคิดเป็นร้อยละ 88.88 3. ผู้เรียนที่เรียนด้วยชุดสื่อประสมประกอบการสอน มีค่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 4. ผู้เรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนด้วยชุดสื่อประสมประกอบการสอน วิชาภาษาไทย เรื่องหลักการใช้ภาษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 มีค่าเฉลี่ยโดยรวม เท่ากับ 4.42 ซึ่งมีเกณฑ์อยู่ในระดับมาก โดยสรุปแล้วผลการศึกษาการพัฒนาสื่อประสมประกอบการสอน รายวิชาภาษาไทย เรื่องหลักการใช้ภาษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเปลี่ยนแปลง ด้านความรู้ ความเข้าใจในการเรียนรู้และการพัฒนาการเรียนรู้ ของผู้เรียนได้ดีขึ้น ซึ่งส่งผลดีต่อการแก้ปัญหาการเรียนรู้และพัฒนาสื่อการเรียนการสอน เพิ่มความกระตือรือร้น และนักเรียนได้รับการพัฒนาให้เป็นผู้ที่มีสุขภาพกายสุขภาพจิตที่ดี มีการเรียนดีขึ้นในที่สุดทำให้มีความสุข ซึ่งสอดคล้องกับปรัชญาการศึกษาในปัจจุบันคือผู้เรียนต้อง ดี เก่ง และ มีความสุข อันจะทำให้เกิดประโยชน์อย่างยิ่งต่อการพัฒนาครูและผู้เรียนต่อไป
ผลการพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์มัลติมีเดียที่ส่งเสริมการสร้างความรู้ เรื่อง เศรษฐกิจพอเพียง สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3
[ โดย kruinfo ชม 215 ]
การศึกษาครั้งนี้มุ่งพัฒนามัลติมีเดียที่ส่งเสริมการสร้างความรู้ เรื่อง เศรษฐกิจพอเพียง สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 และศึกษาผลของมัลติมีเดียที่ส่งเสริมการสร้างความรู้ของผู้เรียนโดยมีวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1) เพื่อศึกษาความคิดเห็นของผู้เรียนเกี่ยวกับมัลติมีเดียที่ส่งเสริมการสร้างความรู้ 2) เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนที่เรียนด้วย มัลติมีเดียที่ส่งเสริมการสร้างความรู้ กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในครั้งนี้ เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ซึ่งกำลังศึกษาในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา โรงเรียนโรงเรียนนวมินทราชินูทิศ เบญจมราชาลัย สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 2 จำนวนทั้งสิ้น 43 คน โดยใช้รูปแบบการวิจัยก่อนการทดลอง (Pre-experimental design) แบบกลุ่มเดียวทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน (One group pretest posttest design) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ มัลติมีเดียที่ส่งเสริมการสร้างความรู้ เรื่อง เศรษฐกิจพอเพียง สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 แบบทดสอบผลสัมฤทธ์ทางการเรียนและแบบสำรวจความคิดเห็นของผู้เรียน ผู้วิจัยได้ดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลและนำข้อมูลที่ได้มาหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพโดยการสรุปตีความ ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนที่เรียนด้วย มัลติมีเดียที่ส่งเสริมการสร้างความรู้ตามแนวคอนสตรัคติวิสต์ฯ พบว่า ผู้เรียนที่เรียนด้วยมัลติมีเดียที่ส่งเสริมการสร้างความรู้เรื่อง เศรษฐกิจพอเพียง สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น โดยมีค่าเฉลี่ยของคะแนนทดสอบหลังเรียนเพิ่มขึ้นจากค่าเฉลี่ยของคะแนนทดสอบก่อนเรียน 2) ความคิดเห็นของผู้เรียนเกี่ยวกับมัลติมีเดียที่ส่งเสริมการสร้างความรู้ฯ ในการศึกษาความคิดเห็นของผู้เรียนที่เรียนด้วยมัลติมีเดียที่ส่งเสริมการสร้างความรู้ฯ พบว่า ผู้เรียนมีความคิดเห็นว่า มัลติมีเดียที่ส่งเสริมการสร้างความรู้ฯ มีความเหมาะสมทั้ง 3 ด้าน คือ ด้านมัลติมีเดียพบว่า การออกแบบหน้าจอมีความเหมาะสม ดึงดูดความสนใจ มีการใช้รูปแบบสัญลักษณ์(Icon)ที่คงที่ ช่วยให้นักเรียนค้นหาข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว ภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหวที่ใช้มีความเหมาะสมกับเนื้อหาและช่วยส่งเสริมสนับสนุนการเรียนรู้ ทำให้นักเรียนเข้าใจเนื้อหาได้ง่ายขึ้น ขนาดตัวอักษรและสีที่ใช้มีความเหมาะสม ด้านเนื้อหาในการเรียนรู้ พบว่า เนื้อหามีรูปแบบการนำเสนอที่เป็นลำดับขั้นตอน ง่ายต่อการทำความเข้าใจ ในเนื้อหา ส่งเสริมการเรียนรู้และการศึกษาค้นคว้าของนักเรียน ส่วนด้านการออกแบบ พบว่า สถานการณ์ปัญหามีความใกล้เคียงกับสภาพปัญหาที่เกิดขึ้นจริงและเป็นสิ่งที่นำนักเรียนเข้าสู่เนื้อหาการเรียนรู้ ช่วยกระตุ้นให้นักเรียนสร้างความรู้ด้วยตนเองและค้นหาคำตอบอย่างต่อเนื่อง กระตุ้นให้นักเรียนนำประสบการณ์และทักษะมาเชื่อมโยงในการแก้ปัญหา ธนาคารความรู้ ช่วยสนับสนุนข้อมูลต่างๆ สำหรับการแก้ปัญหา การให้คำแนะนำของครูช่วยกระตุ้นให้นักเรียนคิดค้นหาคำตอบและสามารถทำภารกิจได้อย่างต่อเนื่อง การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยการแบ่งกลุ่มเปิดโอกาสให้นักเรียนได้แสวงหาความรู้โดยการลงมือกระทำอย่างตื่นตัวทั้งทางร่างกายและสติปัญญา (Active Learning) นักเรียนได้มีส่วนร่วมในการเรียนรู้ สร้างแนวคิดและแก้ปัญหาโดยมีการค้นหาคำตอบที่หลากหลาย นอกจากนี้นักเรียนได้มีปฏิสัมพันธ์ร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน ได้มีการสนทนาโต้ตอบระหว่างนักเรียนด้วยกันเอง ครูหรือผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งช่วยส่งเสริมและขยายแนวคิด และกระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้โดยนักเรียนสร้างความรู้ ค้นพบคำตอบและแก้ปัญหา
รายงานการพัฒนาผลการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอ
[ โดย kruinfo ชม 203 ]
บทคัดย่อ รายงานการพัฒนาผลการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน จัดทำขึ้นโดยมี วัตถุประสงค์ของการศึกษา 1) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน ก่อนและหลังเรียนโดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ 2) เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนตามเกณฑ์มาตรฐาน75/75 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน และสร้างเครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ 1) บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน 3 บทเรียน 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องสมการและการแก้สมการ เรื่องมุมและส่วนของเส้นตรง เรื่องรูปเรขาคณิตสามมิติและปริมาตรของทรงสี่เหลี่ยมมุมฉาก 3) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ซึ่งผ่านการตรวจสอบความถูกต้องจากผู้เชี่ยวชาญจำนวน 5 คนผ่านการทดลองใช้(Try Out) จนเครื่องมือมีคุณภาพ หลังจากนั้นนำไปใช้จริงกับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านโรงเข้ ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมาย จำนวน 30 คน ในปีการศึกษา 2550 และเก็บรวบรวมคะแนน เพื่อคิดคำนวณค่าสถิติ ซึ่งวิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้สถิติค่าเฉลี่ย( )ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน(SD)และผลการทดสอบที(t-test for Dependent) ผลจากการศึกษาพบว่า 1) การจัดกิจกรรมการเรียนการสอน โดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่สร้างขึ้น ช่วยให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ได้อย่าง มีประสิทธิภาพเท่ากับ 85.97/85.83 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 75/75 ที่กำหนดไว้ มีคะแนนเฉลี่ยหลังเรียน สูงกว่าคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ 0.05 2) ประสิทธิภาพของการใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนเรื่องสมการและการแก้สมการ เรื่องมุมและส่วนของเส้นตรง เรื่องรูปเรขาคณิตสามมิติและปริมาตรของทรงสี่เหลี่ยมมุมฉาก กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีค่าสูงกว่า 75/75 3) นักเรียนมีความ พึงพอใจต่อบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ที่สร้างขึ้นอยู่ในระดับมากที่สุด ( = 3.85 และSD = 0.35 ) ผ่านเกณฑ์ความคาดหวัง ที่กำหนด
รายงานการพัฒนาทักษะการอ่านเพื่อจับใจความ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ด้วยชุดฝึกทักษะ ประกอบการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิคจิ๊กซอว์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนเทศบาล 3 ชุมชนวัดจันทราวาส
[ โดย kruinfo ชม 309 ]
การพัฒนาทักษะการอ่านจับใจความด้วยชุดฝึกทักษะประกอบการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิคจิ๊กซอว์ครั้งนี้มี วัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาประสิทธิภาพของชุดฝึกทักษะ 2) เปรียบเทียบทักษะการอ่านจับใจความของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ก่อนและหลังการเรียนด้วยชุดฝึกทักษะประกอบการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิคจิ๊กซอว์ 3) ศึกษาเจตคติของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ต่อการเรียนโดยชุดฝึกทักษะ กลุ่มเป้าหมายได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนเทศบาล 3 ชุมชนวัดจันทราวาส ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2550 จำนวน 29 คน ผ่านการพัฒนาด้วยชุดฝึกทักษะการอ่านจับใจความ ประกอบการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิคจิ๊กซอว์ ระยะเวลา 9 สัปดาห์ จำนวน 20 ชั่วโมง เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบทดสอบวัดทักษะการอ่านจับใจความ แบบประเมินเจตคติต่อการเรียนโดยชุดฝึกทักษะ วิเคราะห์ข้อมูล โดยหาค่าเฉลี่ย ( X ) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ( SD ) ร้อยละความก้าวหน้า ( d % ) และทดสอบค่าที ( t
รายงานผลการพัฒนาหนังสือส่งเสริมการอ่าน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนวัดวังสวัสดี สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครสวรรค์ เขต 1
[ โดย kruinfo ชม 214 ]
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อสร้างและพัฒนาหนังสือส่งเสริมการอ่านสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 5 เล่ม เพื่อหาประสิทธิภาพของหนังสือส่งเสริมการอ่าน จำนวน 5 เล่ม โดยเปรียบเทียบกับเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ระหว่างคะแนนก่อนเรียนและหลังเรียน โดยใช้หนังสือส่องเสริมการอ่าน เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการใช้หนังสือส่งเสริมการอ่าน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ซึ่งกำลังเรียนอยู่ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2551 โรงเรียนวัดวังสวัสดี จำนวน 4 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา คือ หนังสือส่งเสริมการอ่าน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบสำรวจความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์โดยหาค่าเฉลี่ยค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าร้อยละเปรียบเทียบกับเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 และหาค่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนแบบแผนการทดลองโดยใช้กลุ่มเดียวทดสอบก่อน - หลัง (One - Group Pretest- Posttest Design) (t-test) วิเคราะห์ด้วยระบบคอมพิวเตอร์โปรแกรม SPSS for Windows ผลการศึกษาพบว่า ด้านประสิทธิภาพของหนังสือส่งเสริมการอ่าน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยที่ผู้รายงานสร้างขึ้น ผลการศึกษาพบว่ามีประสิทธิภาพ 87.20/94.00 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ที่ระดับ 80/80 ด้านผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้หนังสือส่งเสริมการอ่าน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน โดยหลังเรียนนักเรียนได้คะแนนเฉลี่ย เท่ากับ 23.50 เมื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยการทดสอบค่าที (t - test) พบว่า มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติที่ระดับ .05 ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้ อาจเป็นเพราะผู้รายงานมีการวางแผนมุ่งเน้น การเรียนการสอนโดยยืดผู้เรียนเป็นสำคัญ จึงสร้างหนังสือส่งเสริมการอ่านให้เกิดความน่าสนใจตั้งแต่รูปเล่มจนถึงภาพประกอบเนื้อหาสีสันสวยงามน่าอ่าน และคอยเอาใจใส่แนะนำส่งเสริมให้นักเรียนรู้จักเรียนรู้ด้วยตน ด้านความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อหนังสือส่งเสริมการอ่านพบว่า นักเรียนมีความพึงพอใจที่มีต่อหนังสือส่งเสริมการอ่าน อยู่ในระดับดีมากทุกข้อ ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐาน
การพัฒนาความสามารถด้านการเขียนเรียงความของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนสถาพรวิทยา อำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม โดยใช้แบบฝึกทักษะการเขียนเรียงความ
[ โดย kruinfo ชม 180 ]
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1)พัฒนาและหาประสิทธิภาพแบบฝึกทักษะการเขียนเรียงความของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ให้มีประสิทธิภาพ 75/75 2)เปรียบเทียบความสามารถด้านการเขียนเรียงความของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่เรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการเขียนเรียงความก่อนเรียนและหลังเรียน 3)ศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่มีต่อการเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการเขียนเรียงความ กลุ่มเป้าหมาย คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ห้อง2/1 จำนวน 34 คน ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2550 โรงเรียนสถาพรวิทยา อำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครปฐม เขต 2 เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาประกอบด้วย 1)แบบฝึกทักษะการเขียนเรียงความ จำนวน 8 ตอน 2)แผนการจัดการเรียนรู้ที่เรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการเขียนเรียงความ จำนวน 14 แผน 3)แบบทดสอบวัดความสามารถด้านการเขียนเรียงความ 4)แบบสอบถามความคิดเห็นของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่มีต่อการเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการเขียนเรียงความ ผลการศึกษาพบว่า 1)แบบฝึกทักษะการเขียนเรียงความของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีประสิทธิภาพ E1/E2 = 78.16/79.12 สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้คือ E1/E2 = 75/75 2)ความสามารถด้านการเขียนเรียงความของนักเรียนที่เรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการเขียนเรียงความหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.05 3)ความคิดเห็นของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่มีต่อการเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการเขียนเรียงความอยู่ในระดับเหมาะสมมากที่สุด
ผลของการเรียนการสอนวิชาวิทยาศาสตร์ เรื่อง การจำแนกสาร ด้วยรูปแบบ SSCS ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนหาดใหญ่วิทยาลัย อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา
[ โดย kruinfo ชม 241 ]
การวิจัยครั้งนี้ เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ เรื่อง การจำแนกสาร ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่ได้รับการจัดการเรียนการสอนด้วยรูปแบบ SSCS 2) ศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่เรียนวิชาวิทยาศาสตร์ เรื่อง การจำแนกสาร ด้วยการจัดการเรียนการสอนแบบ SSCS ที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนด้วยรูปแบบ SSCS และ 3) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ เรื่อง การจำแนกสาร ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ระหว่างกลุ่มที่ได้รับการจัดการเรียนการสอนด้วยรูปแบบ SSCS กับกลุ่มที่ได้รับการจัดการเรียนการสอนด้วยรูปแบบปกติ กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2551 โรงเรียนหาดใหญ่วิทยาลัย อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา จำนวน 2 ห้องเรียน ประกอบด้วย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/6 จำนวน 50 คน ที่เรียนด้วยรูปแบบปกติ และชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/9 จำนวน 48 คน ที่เรียนด้วยรูปแบบ SSCS เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ เรื่อง การจำแนกสาร ฉบับก่อนเรียน 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ เรื่อง การจำแนกสาร ฉบับหลังเรียน และ 3) แบบสอบถามความคิดเห็นที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนด้วยรูปแบบ SSCS วิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติด้วยค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติทดสอบ Paired Samples T Test และ Independent Samples T Test ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนของนักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนการสอนด้วยรูปแบบ SSCS ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 70 มีจำนวน 45 คน คิดเป็นร้อยละ 93.8 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนของนักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนการสอนด้วยรูปแบบ SSCS สูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนของนักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนการสอนด้วยรูปแบบ SSCS สูงกว่านักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนการสอนด้วยรูปแบบปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 4. นักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนการสอนด้วยรูปแบบ SSCS มีความคิดเห็นที่เห็นด้วยในระดับมากต่อคุณลักษณะของการจัดการเรียนการสอนด้วยรูปแบบ SSCS ในทุกด้าน โดยมีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านบรรยากาศในการเรียน และด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ ด้านกิจกรรมนำเข้าสู่บทเรียน
รายงานผลการใช้ชุดการเรียนด้วยตนเอง เรื่อง ชนิดของคำ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6
[ โดย kruinfo ชม 184 ]
การศึกษาทดลองในครั้งนี้ เป็นการรายงานผลการใช้ชุดการเรียนด้วยตนเอง เรื่อง ชนิดของคำ กลุ่ม สาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนวิชากร สำนักงานเขตดินแดง กรุงเทพมหานคร โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของชุดการสอน ศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและศึกษาความพึงพอใจในการเรียนของนักเรียน ที่ได้รับการสอนโดยใช้ชุดการเรียนด้วยตนเอง และเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง ชนิดของคำ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ระหว่างกลุ่มผู้เรียนที่เรียน โดยใช้ชุดการเรียนด้วยตนเองกับกลุ่มผู้เรียนที่ใช้การสอนตามคู่มือครู ประชากรที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าครั้งนี้เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนวิชากร สำนักงานเขตดินแดง กรุงเทพมหานคร จำนวน 151 คน กลุ่มตัวอย่างในการศึกษาค้นคว้าครั้งนี้สำหรับกลุ่มทดลองที่ใช้ชุดการเรียนด้วยตนเอง เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/4 โรงเรียนวิชากร สำนักงานเขตดินแดง กรุงเทพมหานคร จำนวน 35 คน กลุ่มควบคุมที่เรียนตามคู่มือครูเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/2 โรงเรียนวิชากร สำนักงานเขตดินแดง กรุงเทพมหานคร จำนวน 35 คน ซึ่งได้จากการเลือกสุมอย่างง่าย โดยการจับฉลากเลือกกลุ่มตัวอย่าง เครื่องมือที่ใช้การทดลอง คือ ชุดการเรียน ด้วยตนเอง เรื่อง ชนิดของคำ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของชุดการเรียนด้วยตนเอง เรื่อง ชนิดของคำ แบบสอบถามความพึงพอใจในการใช้ชุดการเรียนด้วยตนเอง เรื่อง ชนิดของคำ สำหรับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ( ) ค่าความสอดคล้องโดยผู้เชี่ยวชาญ (IOC) ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และค่า t
รายงานผลการใช้นิทานกิจกรรมนำความรู้ ควบคู่คุณธรรม ชุด เจ็ดพี่น้องคล่องการคูณ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ช่วงชั้นที่ 2 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4
[ โดย kruinfo ชม 186 ]
การพัฒนางานวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ คือ (1) เพื่อสร้างนิทานกิจกรรมนำความรู้ ควบคู่คุณธรรม ชุด เจ็ดพี่น้องคล่องการคูณ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 (2) เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ในการเรียน เรื่อง การคูณ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4ก่อนและหลังใช้นิทานกิจกรรม (3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจในการเรียนวิชาคณิตศาสตร์จากการเรียนโดยนิทานกิจกรรมนำความรู้ควบคู่คุณธรรม ชุด เจ็ดพี่น้องคล่องการคูณ วิธีดำเนินการพัฒนา ในครั้งนี้ คือ (1) ศึกษาสาระการเรียนรู้กลุ่มสาระคณิตศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง ค้นคว้าเอกสาร และทฤษฎี ต่าง ๆ จากนั้นวางกรอบแนวทางดำเนินการสร้างนวัตกรรม ออกแบบนวัตกรรม ดำเนินการ สร้างนวัตกรรม ตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ จากนั้นนำไปหาประสิทธิภาพและทดลองใช้ เพื่อให้นวัตกรรมมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ที่ตั้งไว้คือ 80/80 (2) นำ นวัตกรรมที่สร้างแล้วไปหาประสิทธิภาพตามเกณฑ์ที่กำหนด จากนั้นนำไปทดลองใช้กับนักเรียนต่างโรงเรียน ซึ่งมีผลการเรียนใกล้เคียงกับกลุ่มตัวอย่าง และอยู่ในระดับ ชั้นเดียวกัน นำผลที่ได้มาวิเคราะห์ข้อมูลและตรวจสอบอย่างละเอียดโดยผู้เชี่ยวชาญ เพื่อประเมินคุณภาพของนวัตกรรม ตลอดจนคู่มือการใช้นวัตกรรมที่สร้างขึ้นควบคู่กัน เมื่อ ได้นวัตกรรมที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ที่ต้องการแล้ว นำไปใช้ในการจัดการเรียนการสอนจริงกับกลุ่มตัวอย่าง เพื่อพัฒนาความก้าวหน้าแก่ผู้เรียนโดยใช้สื่อที่สร้างสำเร็จแล้ว คือ นิทานกิจกรรมนำความรู้ ควบคู่คุณธรรม ชุด เจ็ดพี่น้องคล่องการคูณ จำนวน 7 เล่ม เป็นเครื่องมือในการวิจัย ผลการวิจัยพบว่า นิทานกิจกรรมนำความรู้ ควบคู่คุณธรรม ชุด เจ็ดพี่น้องคล่องการคูณ จำนวน 7 เล่ม สำหรับนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่สร้างขึ้นมีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 คือ 81.91/80.87 นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน เฉลี่ยร้อยละ 84.58 และคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2552 เฉลี่ยร้อยละ 84.58 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่โรงเรียนกำหนดไว้ ร้อยละ 75 รวมถึงนักเรียนที่เรียนโดยใช้นิทานกิจกรรมนำความรู้ ควบคู่คุณธรรม มีความพึงพอใจภาพรวมส่วนใหญ่ อยู่ในระดับมาก = 4.31 และเมื่อพิจารณารายข้อพบว่านักเรียนมีความพึงพอใจเกี่ยวกับการนำมาทบทวนซ้ำได้ตามความต้องการ อยู่ในระดับ มากที่สุด คือ ค่าเฉลี่ย = 4.67 ส่วนข้ออื่น ๆ นักเรียนมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากทั้งหมด ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้ทุกประการ
การพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยเรื่อง ภาษาต่างประเทศในภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2
[ โดย kruinfo ชม 354 ]
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1. เพื่อหาประสิทธิภาพของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่อง ภาษาต่างประเทศในภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางด้านการเรียนของนักเรียน ที่เรียนโดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่อง ภาษาต่างประเทศในภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 3. เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่อง ภาษาต่างประเทศในภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนวิเชียร กลิ่นสุคนธ์อุปถัมภ์ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2550 จำนวน 30 คน ใช้วิธีการเลือกกลุ่มตัวอย่าง แบบเจาะจง (Purposive Sampling) ผู้ศึกษาได้พัฒนาบทเรียนบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่อง ภาษาต่างประเทศในภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยแบ่งออกเป็น 6 เรื่อง ดังนี้ 1. สาเหตุของการยืมคำภาษาต่างประเทศมาใช้ในภาษาไทย 2. คำยืมภาษาเขมร 3. คำยืมภาษาบาลี - สันสกฤต 4. คำยืมภาษาจีน 5. คำยืมภาษาอังกฤษ 6. คำยืมภาษาอื่น ๆ คือ ญี่ปุ่น ชวา และฝรั่งเศส พร้อมทั้งสร้างแผนการจัดการเรียนรู้ แบบทดสอบก่อนเรียน และหลังเรียน และแบบวัดความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ซึ่งเครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาได้ผ่านการตรวจสอบคุณภาพจากผู้เชี่ยวชาญ การวิเคราะห์หาค่าความยากง่าย (p) และค่าอำนาจจำแนก (r) ค่าความเชื่อมั่น การหาประสิทธิภาพโดยการทดลองรายบุคคล การทดลองกลุ่มเล็ก และการทดลองภาคสนาม กับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนวิเชียรกลิ่นสุคนธ์อุปถัมภ์ ปีการศึกษา 2550 ผู้ศึกษานำข้อมูลจากการทดลองมาวิเคราะห์หาประสิทธิภาพของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง ภาษาต่างประเทศในภาษาไทย โดยใช้สถิติ E1/E2 t-test ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการศึกษาพบว่า 1. ผลการวิเคราะห์ประสิทธิภาพของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง ภาษาต่างประเทศในภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่ผู้ศึกษาได้พัฒนาขึ้นพบว่าบทเรียน มีประสิทธิภาพ เท่ากับ 88.05/88.56 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้คือ 80/80 2. ผลการวิเคราะห์ความก้าวหน้าด้านการเรียนของนักเรียน ที่เรียนด้วยบทเรียนบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่อง ภาษาต่างประเทศในภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงกว่าก่อนการเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 แสดงว่านักเรียนที่เรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง ภาษาต่างประเทศในภาษาไทย มีความสามารถทางการเรียนดีขึ้น 3. ผลการวิเคราะห์ความพึงพอใจของนักเรียน ที่มีต่อบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่อง ภาษาต่างประเทศในภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีค่าเฉลี่ย 4.7 อยู่ในระดับ พอใจมาก
รายงานการพัฒนาและผลการใช้หนังสืออ่านเพิ่มเติม ชุดนิทานมาตราตัวสะกด สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2
[ โดย kruinfo ชม 525 ]
บทคัดย่อ การ ศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1. เพื่อสร้างและพัฒนาหนังสืออ่านเพิ่มเติม ชุดนิทานมาตราตัวสะกด ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 2. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยหนังสือ อ่านเพิ่มเติม ชุดนิทานมาตรตัวสะกด กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา ครั้งนี้เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2/2 ของโรงเรียนกลางคลองสอง (พร ดีเจริญ) เขตคลองสามวา กรุงเทพมหานคร ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2551 จำนวน 25 คน ดำเนินการทดลองโดยใช้เวลาในการทดลอง 17 ชั่วโมง ใช้แบบแผนการทดลองแบบ One Group Pretest – posttest Desigin และเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้ t-test ผลการศึกษา พบว่า 1. หนังสืออ่านเพิ่มเติม ชุดนิทานมาตราตัวสะกด ที่สร้างขึ้นมีค่าประสิทธิภาพเท่ากับ 80.44/85.8 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ถึง 80/80 ที่ตั้งไว้ 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียนหนังสืออ่านเพิ่มเติม ชุดนิทานมาตรตัวสะกด หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 (เชื่อมั่นได้ร้อยละ 99) ซึ่งเป็นไปตามสมมุติฐานที่ตั้งไว้
การสร้างและพัฒนาหนังสือส่งเสริมการอ่านกลุ่มสาระการเรียนรู้ ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1
[ โดย kruinfo ชม 207 ]
วัตถุประสงค์ของการศึกษา 1. เพื่อสร้างและพัฒนาหนังสือส่งเสริมการอ่าน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 2. เพื่อหาคุณภาพและประสิทธิภาพของหนังสือส่งเสริมการอ่าน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 3. เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ที่เรียนรู้โดยหนังสือส่งเสริมการอ่านกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน 4. เพื่อศึกษาพฤติกรรมการเรียนรู้ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ที่เรียนรู้โดยหนังสือส่งเสริมการอ่าน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 5. เพื่อศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อการเรียนรู้โดยใช้หนังสือส่งเสริมการอ่าน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 สมมติฐานของการศึกษา 1. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ที่เรียนโดยใช้หนังสือส่งเสริมการอ่านสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ที่เรียนโดยใช้หนังสือส่งเสริมการอ่านกลุ่มสาระ การเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 มีพฤติกรรมการเรียนรู้ อยู่ในระดับมาก 3. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ที่เรียนโดยใช้หนังสือส่งเสริมการอ่านกลุ่มสาระ การเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 มีความพึงพอใจ อยู่ในระดับมาก วิธีดำเนินการ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาคือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1/5 จำนวน 43 คน ปีการศึกษา 2550 ใช้วิธีการสุ่มแบบเฉพาะเจาะจง (Purposive Sampling) เป็นห้องที่ผู้รายงานได้รับมอบหมายให้ดำเนินการสอนโดยเป็นครูประจำชั้น เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาคือ หนังสือส่งเสริมการอ่านกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบประเมินพฤติกรรมการเรียนรู้ของนักเรียนและแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการใช้หนังสือส่งเสริมการอ่านกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย โดยนำไปทดลองใช้ในโรงเรียนบางชัน (ปลื้มวิทยานุสรณ์) สำนักงานเขตหนองจอก กรุงเทพมหานคร แล้วนำผลจากการทดลองมาวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ( ) ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D) เปรียบเทียบเกณฑ์เฉลี่ย และทดสอบสมมติฐาน โดยใช้ t-test ผลการศึกษา ผลการศึกษา พบว่า หนังสือส่งเสริมการอ่านกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 มีคุณภาพและประสิทธิภาพเป็นไปตามเกณฑ์และสมมติฐานที่กำหนด นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 นักเรียนมีพฤติกรรมการเรียนรู้อยู่ในระดับดีมาก และนักเรียนมีความพึงพอใจต่อการใช้หนังสือส่งเสริมการอ่านกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1อยู่ในระดับมากที่สุด และมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนปีการศึกษา 2550 ก้าวหน้าขึ้นกว่าปีการศึกษา 2549
การพัฒนาแบบฝึกทักษะการอ่านออกเสียงคำควบกล้ำ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔โรงเรียนบ้านสองแคว อำเภอสองแคว สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาน่านเขต ๒
[ โดย kruinfo ชม 289 ]
การพัฒนาแบบฝึกทักษะการอ่านออกเสียงคำควบกล้ำ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษา ปีที่ ๔ โรงเรียนบ้านสองแคว อำเภอสองแคว สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาน่านเขต ๒ ในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ ๑) เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะการอ่านออกเสียงคำควบกล้ำ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ ตามเกณฑ์ ๒) เพื่อวัดผลการเรียนรู้ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ หลังการใช้แบบฝึกทักษะการอ่านออกเสียงคำควบกล้ำ ๓) เพื่อประเมิน ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านออกเสียงคำควบกล้ำ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ โรงเรียนบ้านสองแคว อำเภอสองแคว สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาน่านเขต ๒ ปีการศึกษา ๒๕๕๑ จำนวน ๑๘ คน ซึ่งได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ ๑) แบบฝึกทักษะการอ่านออกเสียง คำควบกล้ำ จำนวน ๑๐ แบบฝึก ๒)แผนการจัดการเรียนรู้การอ่านออกเสียงคำควบกล้ำ จำนวน ๑๐ แผน ๓) แบบทดสอบวัดผลการเรียนรู้การอ่านออกเสียงคำควบกล้ำ จำนวน ๕๐ ข้อ ๔) แบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านออกเสียงคำควบกล้ำ จำนวน ๑๕ ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือค่าเฉลี่ย (m )และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (s) และค่าร้อยละผลการดำเนินการพบว่า ๑. แบบฝึกทักษะการอ่านออกเสียงคำควบกล้ำ มีประสิทธิภาพ ๘๗.๔๒/ ๘๘.๖๖ และแบบฝึกทักษะมีประสิทธิภาพของกระบวนการแต่ละชุดเรียงตามลำดับ ๗๕.๙๓ , ๘๗.๓๑ , ๘๕.๕๕ , ๘๘.๔๐ , ๘๙.๗๐ , ๘๘.๐๕ , ๘๖.๙๕ , ๘๘.๓๕ , ๙๑.๑๐ , ๘๘.๘๘ ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ คือ ๘๐ / ๘๐ จึงถือได้ว่าแบบฝึกทักษะการอ่านออกเสียงคำควบกล้ำ ของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ ที่สร้างขึ้นมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ ๒. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔โรงเรียนบ้านสองแคว อำเภอสองแคว มีค่าเฉลี่ยของคะแนนที่ได้จากการทำแบบทดสอบวัดผลการเรียนรู้หลังเรียนมีคะแนนเฉลี่ย ๔๔.๓๓ คิดเป็น ร้อยละ ๘๘.๖๗ แสดงว่าหลังการใช้แบบฝึกทักษะการอ่านออกเสียงคำควบกล้ำ นักเรียนมีคะแนนสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ คือ ร้อยละ ๘๐ ๓. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ โรงเรียนบ้านสองแคว อำเภอสองแคว สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาน่านเขต ๒ มีความพึงพอใจต่อการการเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านออกเสียงคำควบกล้ำ โดยรวมอยู่ในระดับมาก
การพัฒนาหนังสือส่งเสริมการอ่าน ชุดคุณธรรมนำชีวิต กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1
[ โดย kruinfo ชม 206 ]
วัตถุประสงค์ของการศึกษา 1. เพื่อศึกษาผลการใช้หนังสือส่งเสริมการอ่าน ชุดคุณธรรมนำชีวิต กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 2. เพื่อหาคุณภาพและประสิทธิภาพของหนังสือส่งเสริมการอ่าน ชุด คุณธรรมนำชีวิตกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย 3. เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้หนังสือส่งเสริมการอ่าน ชุด คุณธรรมนำชีวิต ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ก่อนเรียน ระหว่างเรียนและหลังเรียน 4. เพื่อศึกษาพฤติกรรมการเรียนรู้ของนักเรียน ที่เรียนโดยใช้หนังสือส่งเสริมการอ่านชุด คุณธรรมนำชีวิต กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 5. เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่เรียนโดยใช้หนังสือส่งเสริมการอ่าน ชุด คุณธรรมนำชีวิต ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 สมมุติฐานของการศึกษา 1. นักเรียนที่เรียนโดยใช้หนังสือส่งเสริมการอ่าน ชุด คุณธรรมนำชีวิต ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างเรียน ก่อนเรียน และหลังเรียนแตกต่างกันหลังใช้นวัตกรรม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2. นักเรียนที่เรียนโดยใช้หนังสือส่งเสริมการอ่าน ชุด คุณธรรมนำชีวิต ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 มีพฤติกรรมการเรียนอยู่ในระดับเหมาะสมมาก 3. นักเรียนที่เรียนโดยใช้หนังสือส่งเสริมการอ่าน ชุด คุณธรรมนำชีวิต มีความพึงพอใจต่อการเรียนโดยใช้ชุด คุณธรรมนำชีวิต ในระดับมาก วิธีดำเนินการ 1. กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา คือนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 42 คนปีการศึกษา 2550 โดยใช้วิธีการสุ่มกลุ่มตัวอย่างโดยใช้แบบเฉพาะเจาะจงเพราะผู้รายงานได้รับมอบหมายให้ทำการสอนในชั้นนี้ เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาคือ หนังสือส่งเสริมการอ่าน ชุด คุณธรรมนำชีวิต กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบประเมินพฤติกรรมการเรียนรู้ของนักเรียน และแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการใช้หนังสือส่งเสริมการอ่าน ชุด คุณธรรมนำชีวิต โดยนำไปทดลองใช้กับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบางชัน ( ปลื้มวิทยานุสรณ์ ) สำนักงานเขตคลองสามวา กรุงเทพมหานคร เมื่อได้ทำการทดลองใช้แล้วได้นำผลของการทดลองมาวิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้ค่าเฉลี่ย (x) ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) เปรียบเทียบกับเกณฑ์เฉลี่ย และทดสอบสมมติฐานโดยใช้ t
รายงานการพัฒนาการอ่านจับใจความ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โดยใช้แบบฝึกพัฒนาทักษะการอ่านจับใจความ
[ โดย kruinfo ชม 178 ]
บทคัดย่อ จากปัญหาที่นักเรียนไม่เข้าใจความหมายของคำศัพท์ ทำให้นักเรียนไม่เข้าใจเรื่องที่อ่าน ไม่ สามารถจับประเด็น และสรุบใจความสำคัญผู้รายงานเห็นว่าสิ่งที่จะพัฒนาทักษะการอ่านจับใจความให้ นักเรียนมีศักยภาพสูงขึ้น ได้แก่ การใช้แบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความ มาพัฒนานักเรียนอย่างต่อเนื่องในช่วงเวลาที่เหมาะสม โดยให้นักเรียนได้รับการฝึกปฏิบัติแบบเน้นย้ำ ซ้ำทวนอย่างสม่ำเสมอ รายงาน การพัฒนาการอ่านจับใจความ สาระการเรียนรู้ภาษาไทย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โดยใช้แบบฝึกพัฒนาทักษะการอ่านจับใจความในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ คือ 1. เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของแบบฝึกพัฒนาทักษะการอ่านจับใจความให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 2. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียน และหลังเรียนที่เรียนโดยใช้แบบฝึกพัฒนาทักษะการอ่านจับใจความ 3. เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อแบบฝึกพัฒนาทักษะการอ่านจับใจความ รายงาน ในครั้งนี้ใช้แบบแผนการวิจัยแบบ One Group Pretest-Posttest Design กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4/1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2549 และปีการศึกษา2550 โรงเรียนวัดร่องแซง (กุลไพศาลวิทยา) ปีการศึกษาละ 1 ห้องเรียน มีนักเรียนจำนวน 26และ 27 คน ตามลำดับ ได้จากการสุ่มแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการดำเนินการศึกษา 1. แผนการจัดการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่องแบบฝึกพัฒนาทักษะการอ่านจับใจความ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 27 แผน 2. แบบฝึกพัฒนาทักษะการอ่านจับใจความ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 9 ชุด 3. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ปรนัยแบบ 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ 4. แบบสอบถามวัดความพึงพอใจที่มีต่อแบบฝึกพัฒนาทักษะการอ่านจับในความ จำนวน 10 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล 1. E1ประสิทธิภาพของกระบวนการเรียนการสอน 2. E2ประสิทธิภาพของผลสัมฤทธิ์จากแบบฝึกพัฒนาทักษะการอ่านจับใจความ 3. คะแนนเฉลี่ย (Mean) 4. ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) 5. t-test for dependent ค่าเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ของแบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ผลการศึกษาพบว่า 1. ประสิทธิภาพของแบบฝึกพัฒนาทักษะการอ่านจับใจความ ทั้ง 9 ชุด มีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 คือ แบบฝึกพัฒนาทักษะการอ่านจับใจความ มีประสิทธิภาพเฉลี่ย 80.51/82.64 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ก่อนเรียนและหลังเรียนแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 แสดงว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน 3. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4/1 มีความพึงพอใจต่อแบบฝึกพัฒนาทักษะการอ่านจับใจความ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 สาระการเรียนรู้ภาษาไทย จำนวน 9 ชุด มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก และมีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟ่า เท่ากับ 0.96 สรุปได้ว่าการจัดทำแบบฝึกพัฒนาทักษะการอ่านจับใจความ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 มีความสอดคล้องกับความสนใจของนักเรียน
รายงานผลการใช้แบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6
[ โดย kruinfo ชม 221 ]
การศึกษาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ของการศึกษา ดังนี้ เพื่อพัฒนาแบบฝึกทักษะการอ่าน จับใจความสำคัญ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์การอ่านจับใจความ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ระหว่างก่อนเรียนกับหลังเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความ และเพื่อศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่มีต่อการเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่าน จับใจความ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านวังร่อง ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2550 จำนวน 32 คน ใช้วิธีสุ่มแบบเจาะจง (Purposive Sampling) ซึ่งเป็นนักเรียนที่ผู้ศึกษารับผิดชอบจัดการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ดำเนินการทดลองในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2550 ระหว่างวันที่ 5 พฤศจิกายน 2550 ถึง วันที่ 24 ธันวาคม 2550 โดยใช้เวลาสัปดาห์ละ 3 ชั่วโมง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความ แผนการจัดการเรียนรู้ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์การอ่านจับใจความ และแบบสอบถามความคิดเห็นที่มีต่อการเรียน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ได้แก่ การทดสอบที (t-test dependent) ผลการศึกษา พบว่า 1. ผลการพัฒนาและหาประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความ กลุ่มสาระ การเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 พบว่า แบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความมีประสิทธิภาพเท่ากับ 83.19/85.83 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 80/80 สอดคล้องกับสมมติฐานการวิจัยข้อที่ 1 2. ผลการศึกษา ผลสัมฤทธิ์การอ่านจับใจความของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยแบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 โดยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนด้วยแบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความสูงกว่าก่อนเรียน สอดคล้องกับสมมติฐานการวิจัยข้อที่ 2 3. ผลการศึกษา ความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่าน จับใจความสำคัญ อยู่ในระดับเห็นด้วยมาก มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.32 และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.20 สอดคล้องกับสมมติฐานการวิจัยข้อที่ 3
รายงานผลการใช้ชุดสื่อการเรียนรู้ภาพพลิก นิทานส่งเสริมการคิดวิเคราะห์ ชุด สัตว์เลี้ยงแสนรัก กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1
[ โดย kruinfo ชม 321 ]
วัตถุประสงค์ของการสร้างและพัฒนาชุดสื่อการเรียนรู้ภาพพลิก นิทานส่งเสริมการคิดวิเคราะห์ ชุด สัตว์เลี้ยงแสนรัก กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 คือ สร้างและพัฒนาชุดสื่อการเรียนรู้ภาพพลิก นิทานส่งเสริมการคิดวิเคราะห์ ชุด สัตว์เลี้ยงแสนรักให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 ศึกษาผลการใช้ชุดสื่อการเรียนรู้ภาพพลิก นิทานส่งเสริมการคิดวิเคราะห์ ชุด สัตว์เลี้ยงแสนรัก ในการจัดกิจกรรมส่งเสริมการคิดวิเคราะห์ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โดยเปรียบเทียบความสามารถด้านการคิดวิเคราะห์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ก่อนและหลังใช้ ชุดสื่อการเรียนรู้ภาพพลิก นิทานส่งเสริมการคิดวิเคราะห์ ชุด สัตว์เลี้ยงแสนรัก ศึกษาค่าดัชนีประสิทธิผลของชุดสื่อการเรียนรู้ภาพพลิก นิทานส่งเสริม การคิดวิเคราะห์ ชุด สัตว์เลี้ยงแสนรัก ศึกษาความพึงพอใจ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ โดยใช้ชุดสื่อการเรียนรู้ภาพพลิก นิทานส่งเสริมการคิดวิเคราะห์ ชุด สัตว์เลี้ยงแสนรัก กลุ่มประชากร ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านไผ่แปลกแม่ อำเภอสุพรรณบุรี จังหวัดสุพรรณบุรี ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2551 จำนวนนักเรียน 7 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าครั้งนี้ มี 3 ชนิด ประกอบด้วย 1. ชุดสื่อการเรียนรู้ภาพพลิก นิทานส่งเสริมการคิดวิเคราะห์ ชุด สัตว์เลี้ยงแสนรัก มีนิทานทั้งหมด 9 เรื่อง ดังนี้ 1) ลูกเป็ดของเรา 2) แม่หมาน่าสงสาร 3) เจ้าสีน้ำตาลของแม่ 4) นกขุนทองของน้ามาลี 5) ปลาหางนกยูงสีสวย 6) แม่ไก่ผู้กล้าหาญ 7) เลี้ยงม้าที่บ้านตา 8) ขี่ช้างเที่ยวป่า 9) นิทานเรื่อง นั่งเกวียนที่บ้านอา 2. แบบทดสอบวัดความสามารถด้านการคิดวิเคราะห์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 เป็นแบบทดสอบแบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 3 ตัวเลือก จำนวน 20 ข้อ 3. แบบวัดความพึงพอใจของนักเรียนต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ โดยใช้ชุดสื่อการเรียนรู้ภาพพลิก นิทานส่งเสริมการคิดวิเคราะห์ ชุด สัตว์เลี้ยงแสนรัก สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลครั้งนี้ ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและการทดสอบ t-test (Dependent) จากการศึกษาพบว่า 1. ผลการสร้างชุดสื่อการเรียนรู้ภาพพลิก นิทานส่งเสริมการคิดวิเคราะห์ ชุด สัตว์เลี้ยงแสนรัก กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 มีค่าประสิทธิภาพเท่ากับ 84.52/88.50แสดงว่าชุดสื่อการเรียนรู้ ภาพพลิกนิทานส่งเสริมการคิดวิเคราะห์ ชุด สัตว์เลี้ยงแสนรัก ที่สร้างขึ้น มีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์ 80/80 สามารถกล่าวได้ว่า ชุดสื่อการเรียนรู้ภาพพลิกนี้มีประสิทธิภาพดียิ่ง สามารถนำไปใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ เพื่อส่งเสริมการคิดวิเคราะห์ได้เป็นอย่างดี 2. ผลการใช้ชุดสื่อการเรียนรู้ภาพพลิกนิทานส่งเสริมการคิดวิเคราะห์ ชุด สัตว์เลี้ยงแสนรัก กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ดังนี้ 2.1 ผลการเปรียบเทียบคะแนนความสามารถด้านการคิดวิเคราะห์ ของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ก่อนและหลังใช้ชุดสื่อการเรียนรู้ภาพพลิก นิทานส่งเสริมการคิดวิเคราะห์ ชุด สัตว์เลี้ยงแสนรัก นักเรียนมีคะแนนความสามารถด้านการคิดวิเคราะห์ก่อนเรียนและหลังเรียน แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยคะแนนทดสอบหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน 2.2 ค่าดัชนีประสิทธิผลของชุดสื่อการเรียนรู้ภาพพลิก นิทานส่งเสริมการคิดวิเคราะห์ ชุด สัตว์เลี้ยงแสนรัก มีค่าเท่ากับเท่ากับ 0.71 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำ แสดงว่าชุดสื่อการเรียนรู้ ภาพพลิกนิทานส่งเสริมการคิดวิเคราะห์ ชุด สัตว์เลี้ยงแสนรัก ช่วยให้ผู้เรียนเกิดประสบการณ์ การเรียนรู้ได้จริง 3. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 มีความพึงพอใจต่อการเรียน ต่อการจัดกิจกรรม การเรียนรู้ โดยใช้ชุดสื่อการเรียนรู้ภาพพลิก นิทานส่งเสริมการคิดวิเคราะห์ ชุด สัตว์เลี้ยงแสนรัก โดยคะแนนเฉลี่ยมีค่าเท่ากับ 4.73 ซึ่งอยู่ในระดับพึงพอใจมากที่สุด แสดงว่าสื่อการเรียนรู้ภาพพลิก ที่ผู้รายงานสร้างขึ้นนี้ สามารถนำไปใช้เป็นสื่อการเรียนรู้ เพื่อส่งเสริมการคิดวิเคราะห์ ได้เป็นอย่างดี
การพัฒนาความสามารถด้านการเขียนเรียงความของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2โรงเรียนสถาพรวิทยา อำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม โดยใช้แบบฝึกทักษะการเขียนเรียงความ
[ โดย kruinfo ชม 309 ]
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1)พัฒนาและหาประสิทธิภาพแบบฝึกทักษะการเขียนเรียงความของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ให้มีประสิทธิภาพ 75/75 2)เปรียบเทียบความสามารถด้านการเขียนเรียงความของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่เรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการเขียนเรียงความก่อนเรียนและหลังเรียน 3)ศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่มีต่อการเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการเขียนเรียงความ กลุ่มเป้าหมาย คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ห้อง2/1 จำนวน 34 คน ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2550 โรงเรียนสถาพรวิทยา อำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครปฐม เขต 2 เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาประกอบด้วย 1)แบบฝึกทักษะการเขียนเรียงความ จำนวน 8 ตอน 2)แผนการจัดการเรียนรู้ที่เรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการเขียนเรียงความ จำนวน 14 แผน 3)แบบทดสอบวัดความสามารถด้านการเขียนเรียงความ 4)แบบสอบถามความคิดเห็นของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่มีต่อการเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการเขียนเรียงความ ผลการศึกษาพบว่า 1)แบบฝึกทักษะการเขียนเรียงความของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีประสิทธิภาพ E1/E2 = 78.16/79.12 สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้คือ E1/E2 = 75/75 2)ความสามารถด้านการเขียนเรียงความของนักเรียนที่เรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการเขียนเรียงความหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.05 3)ความคิดเห็นของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่มีต่อการเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการเขียนเรียงความอยู่ในระดับเหมาะสมมากที่สุด
รายงานผลการใช้แผนการเรียนรู้โดยวิธีการสอนแบบย้อนกลับ (Backward Design) ที่มีต่อการอ่านและการเขียนคำมาตราตัวสะกดที่ไม่ตรงมาตรา ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๒ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย โรงเรียนเทศบาล ๓ (บ้านนาตาล่วง) อำเภอเมือง จังหวัดตรัง
[ โดย kruinfo ชม 300 ]
บทคัดย่อ การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ของการศึกษา ๑) เพื่อพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้แบบย้อนกลับ(Backward Design) กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๒ ให้ได้ตามเกณฑ์ประสิทธิภาพ ๘๐/๘๐ ๒) เพื่อเปรียบเทียบดัชนีประสิทธิผลของแผนการจัดการเรียนรู้แบบย้อนกลับกับแผนการจัดการเรียนรู้แบบปกติ ๓) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย ก่อนและหลังเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๒ ที่เรียนด้วยแผนการจัดการเรียนรู้แบบย้อนกลับกับแผนการจัดการเรียนรู้แบบปกติ กลุ่มตัวอย่างจริงที่ใช้ในการศึกษาในครั้งนี้ เพื่อการใช้แผนการจัดการเรียนรู้แบบย้อนกลับ คือ นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ ๒ โรงเรียนเทศบาล ๓ (บ้านนาตาล่วง) อำเภอเมือง จังหวัดตรัง สังกัดเทศบาลนครตรัง ที่กำลังเรียนอยู่ภาคเรียนที่ ๑ ปีการศึกษา ๒๕๕๒ จำนวน ๒ ห้องเรียน รวมทั้งสิ้น ๔๔ คน โดยการสุ่มอย่างง่าย (Simple Random Sampling) ผลการจับสลากได้ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๒/๑ จำนวน ๒๒ คน เป็นกลุ่มทดลองที่จะสอนด้วยแผนการจัดการเรียนรู้แบบย้อนกลับ และชั้นประถมศึกษาปีที่ ๒/๒ จำนวน ๒๒ คน เป็นกลุ่มควบคุมที่จะสอนด้วยวิธีแบบปกติ เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ประกอบด้วย ๑) แผนการจัดการเรียนรู้แบบย้อนกลับและแผนการจัดการเรียนรู้ที่ใช้เรียนแบบปกติ เรื่อง การอ่านและการเขียนคำมาตราตัวสะกดที่ไม่ตรงมาตรา กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๒ จำนวน ๒๔ แผน จำนวน ๔ มาตรา คือ มาตราแม่กก แม่กบ แม่กน และแม่กด ซึ่งประกอบด้วย ๖ หน่วยการเรียนรู้ ๒) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๒ ซึ่งเป็นข้อสอบชนิดเลือกตอบ ๔ ตัวเลือก ทั้งหมดจำนวน ๔๐ ข้อ เพื่อใช้ใช้ทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน ผลการศึกษา พบว่า ๑) ผลการหาประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้แบบย้อนกลับ เรื่อง การอ่านและการเขียนคำมาตราตัวสะกดที่ไม่ตรงมาตรา ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๒ ซึ่งเป็นกลุ่มตัวอย่างจริง จำนวน ๒๒ คน ได้ค่าร้อยละของประสิทธิภาพกระบวนการทำงาน (E๑ ) เท่ากับ ๘๗.๓๙และร้อยละของผลลัพธ์หลังกระบวนการทำงาน (E๒ ) เท่ากับ E๒ เท่ากับ ๙๕.๓๔ ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนด (๘๐/๘๐) แสดงว่าแผนการจัดการเรียนรู้แบบย้อนกลับ เรื่อง การอ่านและการเขียนคำมาตราตัวสะกดที่ไม่ตรงมาตรา ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๒ มีประสิทธิภาพมากพอที่จะใช้เป็นแผนการจัดการเรียนรู้ ในการเรียนการสอนได้ ๒) กลุ่มทดลองที่เรียนด้วยแผนการจัดการเรียนรู้ย้อนกลับ เรื่อง การอ่านและการเขียนคำมาตราตัวสะกดที่ไม่ตรงมาตรา ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๒ ได้ดัชนีประสิทธิผลหรือ E.I เท่ากับ ๐.๗๖ หรือคิดเป็นร้อยละ ๗๖ ซึ่งมากกว่าเกณฑ์ที่กำหนดคือตั้งแต่ ๐.๕๐ ในขณะที่กลุ่มควบคุมที่เรียนด้วยแผนการจัดการเรียนรู้ปกติ เรื่อง การอ่านและการเขียนคำมาตราตัวสะกดที่ไม่ตรงมาตรา ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๒ ได้ดัชนีประสิทธิผลหรือ E.I เท่ากับ ๐.๖๗ หรือคิดเป็นร้อยละ ๖๗ นั่นคือ อัตราการเรียนรู้ที่ก้าวหน้าจากพื้นความรู้เดิมที่มีอยู่หลังจากผู้เรียนได้เรียนด้วยแผนการจัดการเรียนรู้ย้อนกลับและแบบปกติ ๓) เมื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนการเรียน ของนักเรียนกลุ่มทดลองที่เรียนด้วยแผนการจัดการเรียนรู้แบบย้อนกลับกับกลุ่ม ควบคุมแผนการจัดการเรียนรู้แบบ พบว่า นักเรียนทั้งสองกลุ่มมีความแตกต่างกันทางสถิติอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .๐๕ ๔) ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังการเรียน ของนักเรียนกลุ่มทดลองที่เรียนด้วยแผนการจัดการเรียนรู้แบบย้อนกลับกับกลุ่ม ควบคุมที่เรียนด้วยแผนการจัดการเรียนรู้แบบปกติ พบว่า นักเรียนทั้งสองกลุ่มมีความแตกต่างกันทางสถิติ อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .๐๕ ๕) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย ก่อนและหลังเรียนของกลุ่มทดลองที่เรียนด้วยแผนการจัดการเรียนรู้แบบย้อนกลับ พบว่า มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .๐๕ จึงกล่าวได้ว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังการเรียนด้วยแผนการจัดการเรียนรู้แบบย้อนกลับ สูงกว่าก่อนเรียน ( p < .๐๕) ๖) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย ก่อนและหลังเรียนของกลุ่มควบคุมที่เรียนด้วยแผนการจัดการเรียนรู้แบบปกติกลับ พบว่า มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .๐๕ จึงกล่าวได้ว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังการเรียนด้วยแผนการจัดการเรียนรู้แบบปกติสูงกว่าก่อนเรียน ( p < .๐๕)
รายงานการใช้แบบฝึกการอ่านจับใจความสำคัญสำหรับนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2
[ โดย kruinfo ชม 230 ]
บทคัดย่อ การศึกษาครั้งนี้เป็นการรายงานการใช้แบบฝึกการอ่านจับใจ ความสำคัญสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 อ่านจับใจความสำคัญ นี้ มีวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1. เพื่อพัฒนาแบบฝึกการอ่านจับใจความสำคัญสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80 / 80 2. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องการอ่านจับใจความสำคัญก่อน เรียนและหลังเรียนด้วยแบบฝึกการอ่านจับใจความสำคัญ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 3. เพื่อศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่มีต่อการเรียนโดยใช้แบบฝึก การอ่านจับใจความสำคัญ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 / 3 โรงเรียนงิ้วรายบุญมีรังสฤษดิ์ ที่เรียนในปีการศึกษา 2550 จำนวน 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา คือ แบบฝึกการอ่านจับใจความสำคัญ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 แผนการจัดการเรียนรู้ เรื่องการอ่านจับใจความสำคัญ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องการอ่านจับใจความสำคัญและแบบสอบถาม ความคิดเห็นของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่มีต่อการเรียนโดยใช้แบบฝึกการอ่านจับใจความสำคัญ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ใช้ค่าเฉลี่ย ( ) ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และค่า t - test ผลการศึกษา พบว่า 1. ประสิทธิภาพของแบบฝึกการอ่านจับใจความสำคัญ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เท่ากับ 87.08 / 86.57 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 80 / 80 ที่ตั้งไว้ 2. นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องการอ่านจับใจความสำคัญก่อนเรียนและ หลังเรียนด้วยแบบฝึกการอ่านจับใจความสำคัญ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ 0.05 โดยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนด้วยแบบฝึกการอ่านจับใจความสำคัญสูงกว่า ก่อนเรียน 3. ความคิดเห็นของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่มีต่อการเรียนโดยใช้แบบฝึกการอ่านจับใจความสำคัญ ในภาพรวมนักเรียนมีความคิดเห็นอยู่ในระดับเห็นด้วยมากโดยสามารถพัฒนาทักษะ การอ่านจับใจความสำคัญได้ดียิ่งขึ้น มีความสนใจในรูปภาพประกอบและเนื้อเรื่องที่ใช้ในแบบฝึก นักเรียนเข้าใจในบทเรียนดีขึ้นและมีความพึงพอใจต่อการเรียนโดยใช้แบบฝึก
การพัฒนาทักษะการเขียนคำภาษาไทย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะ
[ โดย kruinfo ชม 232 ]
ในปัจจุบันพบว่า การเขียนคำไม่ถูกต้องของเด็กนั้น เป็นปัญหาใหญ่ที่มีผลต่อการเรียนการสอนภาษาไทย คือ ทำให้เด็กไม่สามารถเข้าใจเรื่องราวจากผู้อื่น และไม่สามารถแสดงให้ผู้อื่นเข้าใจความคิดของตนเองได้ ดังนั้นจึงต้องมีการศึกษาค้นคว้า เพื่อจะพัฒนาทักษะการเขียนคำภาษาไทยของนักเรียน ให้มีความถูกต้องตามหลักเกณฑ์ทางภาษา และสามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ โดยมีการเลือกใช้นวัตกรรมคือ แบบฝึกเสริมทักษะการเขียนคำภาษาไทย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 การศึกษาค้นคว้าครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างและ หาประสิทธิภาพของแบบฝึกเสริมทักษะการเขียนคำภาษาไทย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 พร้อมทั้งเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ของการเรียนก่อนและหลังการสอน โดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะการเขียนคำภาษาไทยที่สร้างขึ้น ประชากรที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าครั้งนี้เป็นนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ปีการศึกษา 2551 โรงเรียนบ้านนาฟ่อน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเชียงใหม่ เขต 5 จำนวน 20 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าเป็น แบบฝึกเสริมทักษะ การเขียนคำภาษาไทย จำนวน 10 แบบฝึก พร้อมแผนการการจัดการเรียนรู้ จำนวน 10 แผน ใช้เวลาในการสอนและฝึกครั้งละ 3 คาบ (60 นาที) และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียน และหลังเรียน จำนวน 20 ข้อ แล้วนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์โดยใช้สถิติพื้นฐาน จากผลการศึกษาค้นคว้าพบว่า 1. แบบฝึกเสริมทักษะการเขียนคำภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ที่สร้างขึ้นมีประสิทธิภาพ 81.45/83.25 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดไว้คือ 80/80 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้วยแบบฝึกเสริมทักษะการเขียนคำภาษาไทยหลังเรียน สูงกว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญที่ 0.01
รายงานการพัฒนาและผลการใช้แบบฝึกการอ่านแจกลูกตรงตามมาตราตัวสะกดไทย ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1
[ โดย kruinfo ชม 160 ]
การศึกษาวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพแบบฝึกการ อ่านแจกลูกตรงตามมาตราตัวสะกดไทย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ให้มีคุณภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 และเพื่อศึกษาเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้แบบฝึกการอ่านแจกลูก ตรงตามมาตราตัวสะกดไทย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ทั้งก่อนเรียนและหลังเรียน และศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ที่มีต่อการเรียนโดยแบบฝึกการอ่านแจกลูกตรงตามมาตราตัวสะกดไทย กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1/3 จำนวน 36 คน ในปีการศึกษา 2552 ได้มาโดยการสุ่มอย่างง่ายจับฉลาก โดยใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยการสุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบฝึกการอ่านแจกลูกตรงตามมาตราตัวสะกดไทย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 แผนการจัดการเรียนรู้ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบสอบถามความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบที ผลการวิจัยพบว่า แบบฝึกการอ่านแจกลูกตรงตามมาตราตัวสะกดไทย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 มีประสิทธิภาพ เท่ากับ 86.73/86.88 ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนด นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนโดยใช้แบบฝึกสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และนักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนโดยใช้แบบฝึก อยู่ในระดับมาก
รายงานการพัฒนาทักษะการใช้เส้นในภาพวาด โดยใช้หนังสืออ่านเพิ่มเติม สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนแย้มจาดวิชชานุสรณ์ สำนักงานเขตบึงกุ่ม กรุงเทพมหานคร
[ โดย kruinfo ชม 181 ]
การวิจัยครั้งนี้มี จุดประสงค์ เพื่อ 1.สร้างหนังสืออ่านเพิ่มเติม เรื่อง มีอะไรในภาพ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่1 โรงเรียนแย้มจาดวิชชานุสรณ์ สำนักงานเขตบึงกุ่ม กรุงเทพมหานคร 2.หาประสิทธิภาพของหนังสืออ่านเพิ่มเติม เรื่อง มีอะไรในภาพ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่1 โรงเรียนแย้มจาดวิชชานุสรณ์ สำนักงานเขตบึงกุ่ม กรุงเทพมหานครตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 กลุ่มประชากร ที่ใช้ในการวิจัย คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 191 คน กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1/6 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2553 โรงเรียนแย้มจาดวิชชานุสรณ์ สำนักงานเขตบึงกุ่ม กรุงเทพมหานคร 1 ห้องเรียน จำนวน 33 คน ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบง่าย (Simple Random Sampling) โดยวิธีจับฉลาก เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือเครื่องมือที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นเอง การวิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่า IOC, E1/E2 , ,ร้อยละ, P , R ผลของการวิจัยพบว่า 1.หนังสืออ่านเพิ่มเติม เรื่อง มีอะไรในภาพ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนแย้มจาดวิชชานุสรณ์ สำนักงานเขตบึงกุ่ม กรุงเทพมหานคร ผลการประเมินคุณภาพหนังสืออ่านเพิ่มเติม จากผู้เชี่ยวชาญ 3 คน พบว่า ความสอดคล้องของหนังสืออ่านเพิ่มเติม กับจุดประสงค์การเรียนรู้ทุกด้านอยู่ในระดับดี มีค่าเฉลี่ย เท่ากับ 1 2. ประสิทธิภาพของหนังสืออ่านเพิ่มเติม เรื่อง มีอะไรในภาพ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนแย้มจาดวิชชานุสรณ์ สำนักงานเขตบึงกุ่ม กรุงเทพมหานครตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 พบว่า หนังสืออ่านเพิ่มเติม มีประสิทธิภาพ 84.36/91.51

ยอดนิยม