เลือกห้อง >>

ภาษาไทย

การพัฒนาแบบประเมินทักษะการอ่านคิดวิเคราะห์ ของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5
[ โดย kruinfo ชม 221 ]
บทคัดย่อ การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อสร้างและพัฒนาแบบประเมินทักษะการอ่าน คิดวิเคราะห์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โดยใช้แนวคิดในการประเมินทักษะการอ่าน คิดวิเคราะห์ มาเป็นกรอบแนวคิดแล้วทำการ สนทนากลุ่ม กลุ่มครู นักเรียน ผู้ปกครอง เพื่อสร้าง ตัวบ่งชี้และเกณฑ์การให้คะแนนแบบแยกองค์ประกอบ กลุ่มตัวอย่างคือ นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5/2 และ 5/4 จำนวน 80 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มแบบหลายขั้นตอนและนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์คุณภาพของแบบประเมินในด้านความตรงและความเที่ยง ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. แบบประเมินทักษะการอ่านคิดวิเคราะห์ มี 6 ตัวบ่งชี้ ได้แก่ การประเมินทักษะการอ่าน ตัวบ่งชี้ คือ ความคล่องในการอ่าน ความเข้าใจในการอ่าน วิธีการอ่านสาร การประเมินทักษะการคิดวิเคราะห์ ตัวบ่งชี้ คือ วิเคราะห์เนื้อหา วิเคราะห์ความสัมพันธ์ วิเคราะห์หลักการ 2. คุณภาพของแบบประเมินทักษะการอ่านคิดวิเคราะห์ พบว่า 2.1.แบบประเมินทักษะการอ่านคิดวิเคราะห์ มีความตรงเชิงเนื้อหา ค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่างตัวบ่งชี้กับทักษะที่ประเมินและระหว่างเกณฑ์การให้คะแนนกับตัวบ่งชี้มีค่าเท่ากับ 0.83 - 1.00 มีความตรงเชิงเกณฑ์สัมพันธ์ ที่ได้จากการวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ระหว่างคะแนนที่ได้จากการประเมินทั้ง 2 ทักษะ กับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .01 มีความตรงเชิงจำแนก จากการทดสอบความแตกต่างระหว่างค่าเฉลี่ยของนักเรียนที่มีทักษะทางการเรียนสูงและต่ำ พบว่า มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ.01 และมีความตรงเชิงโครงสร้างที่ได้จากการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน 2.2.แบบประเมินทักษะการอ่านคิดวิเคราะห์ มีความเที่ยงแบบความสอดคล้องระหว่าง ผู้ประเมิน มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .01 และมีความเที่ยงแบบความสอดคล้องภายในโดยวิธีสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค เท่ากับ .820 - .946
ผลการใช้ชุดกิจกรรมเสริมทักษะ พัฒนาการอ่านเพื่อความเข้าใจ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1
[ โดย kruinfo ชม 334 ]
บทคัดย่อ การศึกษาในครั้งนี้ จุดมุ่งหมายของการศึกษา คือ เพื่อพัฒนาชุดกิจกรรมเสริมทักษะ เสริมทักษะ ให้มีประสิทธิภาพ เพื่อศึกษาทักษะการอ่านเพื่อความเข้าใจโดยภาพรวม และเพื่อเปรียบเทียบผลการเรียนรู้ทักษะการอ่าน ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้ กลุ่มที่ศึกษา คือ นักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนรัฐเขื่อนพลเทพอุปถัมภ์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาชัยนาท ปีการศึกษา 2552 ภาคเรียนที่ 2 จำนวน 13 คน ระยะเวลาการศึกษา 10 สัปดาห์ๆ ละ 4 วันๆ ละ 1 ชั่วโมง ในกิจกรรมเสริม เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ ชุดกิจกรรมเสริมทักษะ เรื่อง สองพี่น้องจอมกับจิน จำนวน 10 เล่มๆ ละ 1 ตอน และแผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 40 แผน ๆ ละ 1 ชั่วโมง วัดและประเมินผลโดยใช้แบบประเมินทักษะภาษาด้านการอ่าน เพื่อความเข้าใจ ได้แก่ การตอบคำถาม การเรียงลำดับเหตุการณ์ การเล่าเรื่อง การสรุปสาระสำคัญ จากเรื่องที่อ่าน และแบบทดสอบการอ่าน ชนิดเลือกตอบ จำนวน 40 ข้อ โดยใช้ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ใช้ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และค่า t แบบDependent และการวิเคราะห์ดัชนีความสอดคล้องเนื้อหา (IOC) ผลการศึกษาพบว่า 1. ชุดกิจกรรมเสริมทักษะ มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 เป็นไป ตามสมมติฐาน และมีค่าประสิทธิภาพ E1/E2 เท่ากับ 86.64/85.39 สูงกว่าเกณฑ์ 2. ระดับทักษะภาษาด้านการอ่านเพื่อความเข้าใจ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษา ปีที่ 1 ที่ใช้ชุดกิจกรรมเสริมทักษะ เรื่อง สองพี่น้องจอมกับจิน ในกิจกรรมการเรียนรู้ โดยภาพรวมอยู่ในระดับคุณภาพดีมาก เมื่อเปรียบเทียบกับเกณฑ์ ร้อยละ 80 พบว่าระดับทักษะภาษาด้านการอ่านเพื่อความเข้าใจโดยภาพรวม อยู่สูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ ร้อยละ 80 และเป็นไปตามสมมติฐานที่ทั้งไว้ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิต ที่ระดับ 0.05 3. การเปรียบเทียบผลการเรียนรู้ทักษะการอ่าน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 หลังการจัดการเรียนรู้สูงกว่าก่อนการจัดการเรียนรู้ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
รายงานผลการเรียนรู้โดยใช้ บทเรียนการ์ตูน เรื่อง ชนิดของคำ รายวิชาภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑ โรงเรียนลำพระเพลิงพิทยาคม
[ โดย kruinfo ชม 272 ]
บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ คือ ๑) เพื่อพัฒนาบทเรียนการ์ตูนเรื่องชนิดของคำ รายวิชาภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑ โดยกำหนดเกณฑ์ประสิทธิภาพ ๘๐ / ๘๐ ๒) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน โดยใช้บทเรียนการ์ตูนเรื่องชนิดของคำ ๓) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อบทเรียนการ์ตูนเรื่องชนิดของคำที่ใช้ประกอบการเรียนรู้ กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑/๓ โรงเรียนลำพระเพลิงพิทยาคม ตำบลตะขบ อำเภอ ปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา ทดลองใช้ในภาคเรียนที่ ๑ ปีการศึกษา ๒๕๕๒ จำนวน ๔๑ คน เป็นการวิจัยโดยใช้บทเรียนการ์ตูนเรื่องชนิดของคำ เครื่องมือที่ใช้ในการทำวิจัย คือ บทเรียนการ์ตูน แบบทดสอบ ก่อนเรียน แบบทดสอบหลังเรียน เรื่องชนิดของคำไทย ๗ ชนิด และแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑ ที่มีต่อการเรียนภาษาไทย ด้วยบทเรียนการ์ตูน การวิเคราะห์ข้อมูล ใช้สถิติ ค่าร้อยละ (%) ค่าเฉลี่ย ( ) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D) และ t-test แบบ Dependent ผลการวิจัยพบว่า ๑. บทเรียนการ์ตูนเรื่องชนิดของคำ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑ ที่สร้างขึ้นประกอบด้วยจำนวนบทเรียนการ์ตูนมี ๗ เล่ม คือ ๑) คำนาม ๒) คำสรรพนาม ๓) คำกริยา ๔) คำวิเศษณ์ ๕) คำบุพบท ๖) คำสันธาน ๗) คำอุทาน ค่าประสิทธิภาพของบทเรียนการ์ตูนเท่ากับ ๘๖.๐๒ / ๘๐.๙๘ ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ ๘๐ / ๘๐ ที่กำหนดไว้ ๒. ผลการเรียนรู้เรื่องชนิดของคำ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑ ก่อนเรียนหลังเรียนแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ ๐.๐๕ โดยคะแนนหลังเรียนสูงกว่าคะแนน ก่อนเรียน ๓. นักเรียนมีความพึงพอใจต่อบทเรียนการ์ตูนเรื่องชนิดของคำที่ใช้ประกอบการเรียนรู้โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก ซึ่งมีลำดับความคิดเห็นดังนี้ ๑) นักเรียนต้องการเรียนภาษาไทยเรื่องอื่นๆ ด้วยบทเรียนการ์ตูน ๒) การเรียนภาษาไทยเรื่องชนิดของคำด้วยบทเรียนการ์ตูนช่วยให้นักเรียนสนุกกับการเรียน ๓) การเรียนภาษาไทยเรื่องชนิดของคำไทยด้วยบทเรียนการ์ตูนช่วยให้นักเรียนเข้าใจชนิดของคำได้มากขึ้น
การพัฒนาแบบฝึกทักษะเรื่องการเขียนศัพท์คำยาก กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1
[ โดย kruinfo ชม 202 ]
บทคัดย่อ การศึกษาครั้งนี้ มีความมุ่งหมาย เพื่อพัฒนาแบบฝึกทักษะเรื่องการเขียนศัพท์คำยาก กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ที่สร้างขึ้นที่มีประสิทธิภาพ 80 / 80 เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังการเรียนรู้ด้วยแบบฝึกทักษะเรื่อง การเขียนศัพท์คำยาก กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 เพื่อหาดัชนีประสิทธิผลการเรียนรู้ของนักเรียนที่เรียนด้วยแบบฝึกทักษะเรื่อง การเขียนศัพท์คำยาก กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2552 โรงเรียนวัดบ้านราม อำเภอหัวไทร สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครศรีธรรมราช เขต 3 จำนวน 12 คน โดยเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling ) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ มี 3 ชนิด ได้แก่ แบบฝึกทักษะเรื่องการเขียนศัพท์คำยาก กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 10 ชุด แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จำนวน 1 ฉบับ เป็นแบบทดสอบ ชนิดเลือกตอบ 3 ตัวเลือก จำนวน 1 ฉบับ มีจำนวน 30 ข้อ ซึ่งมีค่าอำนาจจำแนก (B) ของแบบทดสอบเป็นรายข้อ ระหว่าง 0.30 ถึง 0.80 และค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบเท่ากับ 0.82 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าดัชนีประสิทธิผล และการทดสอบสมมติฐานใช้ t - test ( Dependent Samples) ผลการศึกษา พบว่า แบบฝึกทักษะเรื่องการเขียนศัพท์คำยาก กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถม ศึกษาปีที่ 1 มีประสิทธิภาพ มีประสิทธิภาพเท่ากับ 84.20 / 82.22 สูงกว่าเกณฑ์ 80 / 80 ที่ตั้งไว้ การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังการเรียนรู้ด้วยแบบฝึกทักษะเรื่องการเขียนศัพท์คำยาก กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 มีคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียน เท่ากับ 14.3 มีค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 2.50 คิดเป็นร้อยละ 47.78 และมีคะแนนเฉลี่ยหลังการเรียน เท่ากับ 24.7 มีค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 1.67 คิดเป็นร้อยละ 82.22 จึงสรุปว่าหลังการเรียนด้วยแบบฝึกทักษะมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และมีค่าดัชนีประสิทธิผลคือค่าความก้าวหน้าทางการเรียนของนักเรียน ดังมีคะแนนรวมก่อนเรียนเท่ากับมีผลคูณของจำนวนนักเรียนกับคะแนนเต็มเท่ากับ 360 มีผลรวมของคะแนนก่อนเรียนเท่ากับ 172 และมีผลรวมของคะแนนหลังเรียน 296 มีค่าดัชนีประสิทธิผลเท่ากับ 0.6595 ซึ่งแสดงว่านักเรียนมีความรู้เพิ่มขึ้นร้อยละ 65.95 สรุปว่า แบบฝึกทักษะการเขียนศัพท์คำยาก กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษา ปีที่ 1 ที่มีประสิทธิภาพสามารถพัฒนานักเรียนได้จริงจนทำให้ผลการเรียนของนักเรียนเกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น
รายงานการใช้แบบฝึกเสริมทักษะการอ่านจับใจความสำคัญการเรียนรู้ภาษาไทยของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5
[ โดย kruinfo ชม 591 ]
รายงานการใช้แบบฝึกเสริมทักษะการอ่านจับใจความสำคัญ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนาแบบฝึกการอ่านจับใจความสำคัญ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ด้านการอ่านจับใจความสำคัญของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ก่อนและหลังเรียนด้วยแบบฝึกเสริมทักษะการอ่านจับใจความ 3.) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียน ต่อการเรียนโดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะการอ่านจับใจความสำคัญ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ปีการศึกษา 2551 จำนวน 33 คน ที่เรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยเครื่องมือที่ใช้ในการพัฒนา ประกอบด้วยแบบฝึกเสริมทักษะการอ่านจับใจความสำคัญจำนวน 7 ชุด ชุดที่ 1 การอ่านจับใจความสำคัญขั้นพื้นฐาน ชุดที่ 2 ฝึกอ่านนิทานหรรษา ชุดที่ 3 พินิจโฆษณาน่าฉงน ชุดที่ 4 สืบค้นใจความข่าวชุดที่5 ฝึกอ่านเรื่องราวสารคดี ชุดที่ 6เรียนรู้วิถีบทเพลง ชุดที่ 7 เก่งอ่านบทร้อยกรอง แบบทดสอบ วัดผลสัมฤทธิ์การอ่านจับใจความสำคัญเป็นข้อทดสอบแบบปรนัยชนิด 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อซึ่งมีค่าความยากง่าย (p) มีค่าระหว่าง 0.20 - 0.77 ค่าอำนาจจำแนก (r) อยู่ระหว่าง -0.03 - 0.61 ค่าความเที่ยง 0.8382 แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียน ชั้นประถม ศึกษาปีที่5 ที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะการอ่านจับใจความสำคัญเป็นแบบสอบถามแบบมาตรส่วนประมาณค่า มุ่งวัดความรู้สึกของนักเรียนที่มีต่อการเรียนรู้ภาษาไทย แบ่งเป็น 5 ระดับ จำนวน 20 ข้อ พบว่านักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนโดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะการอ่านจับใจความสำคัญ โดยมีระดับคุณภาพความพึงพอใจ อยู่ในระดับมากที่สุด S.D. = 0 .15) แผนการจัดการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่อง การอ่านจับใจความสำคัญ จำนวน 21 แผน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ t-test ผลการพัฒนาปรากฏดังนี้ 1. ผลการศึกษาประสิทธิภาพของแบบฝึกเสริมทักษะการอ่านจับใจความสำคัญ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 พบว่าประสิทธิภาพของ กระบวนการ( E1 ) / ประสิทธิภาพของผลลัพธ์ (E2) เท่ากับ 82.98/84.20 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด (80/80) เป็นไปตามสมมติฐานที่กำหนด 2. นักเรียนที่ผ่านการเรียนโดย แบบฝึกเสริมทักษะการอ่านจับใจความสำคัญ มีผลสัมฤทธิ์ด้านการอ่านจับใจความสำคัญ หลังการใช้แบบฝึกเสริมทักษะการอ่านจับใจความสำคัญเท่ากับร้อยละ 85.56 สูงกว่าก่อนใช้แบบฝึกเสริมทักษะการอ่านจับใจความสำคัญ ซึ่งเท่ากับร้อยละ 81.11 เป็นไปตามสมมติฐานที่กำหนดไว้ 3. ความพึงพอใจของนักเรียนต่อการใช้แบบฝึกเสริมทักษะการอ่านจับใจความสำคัญ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 พบว่า นักเรียนมีความพึงพอใจมากที่สุด S.D. = 0 .15)โดยมีระดับคุณภาพความพึงพอใจ อยู่ในระดับมากที่สุด เป็นไปตามสมมติฐานที่กำหนด
รายงานการพัฒนาและใช้ชุดการเรียนเสริมทักษะวิชาคณิตศาสตร์ เรื่องลำดับและอนุกรม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนวัดห้วยจรเข้วิทยาคม
[ โดย kruinfo ชม 254 ]
ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 เป็นกฏหมายแม่บทที่เชื่อมต่อกับบทบัญญัติเกี่ยวกับการศึกษาในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 เพื่อเป็นฐานหลักในนโยบายแห่งรัฐด้านการศึกษา ศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรม และกีฬา และเป็นฐานหลักเพื่อการปฏิรูปการศึกษาของประเทศ ผลจากการประกาศใช้พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ทำให้วงการศึกษาต้องพลิกโฉมรูปแบบการเรียนการสอนที่เคยเป็นมาให้เป็นการจัดการเรียนการสอนที่มุ่งเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ การจัดการศึกษาช่วงชั้นที่ 4 ถือว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาศักยภาพของผู้เรียนเนื่องด้วยเป็นช่วงชั้นสุดท้ายก่อนที่ผู้เรียนจะออกไปประกอบอาชีพหรือเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา แต่ทั้งนี้ยังพบว่ามีสถานการณ์อันน่าเป็นห่วงทางด้านคุณภาพการศึกษา เพราะปรากฎว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนระดับต่ำกว่าอุดมศึกษาไม่อยู่ในระดับที่น่าพึงพอใจ ไม่ว่าจะเป็นวิชาวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ภาษาอังกฤษ และคอมพิวเตอร์ เพื่อแก้ปัญหาคุณภาพการศึกษาดังกล่าว สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ได้กำหนดนโยบายด้านการศึกษาในปี พ.ศ. 2550-2551 โดยยึดหลักคุณธรรมนำความรู้ พัฒนาคุณภาพ และมาตรฐานการศึกษา ซึ่งมีเป้าหมายให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและคุณภาพทางการศึกษาสูงขึ้นทุกระดับและประเภทการศึกษา ทั้งนี้ยังได้นำนโยบายมากำหนดเป็นกลยุทธ์ และหนึ่งในกลยุทธ์ดังกล่าว ได้แก่ กลยุทธ์พัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการศึกษาทุกระดับ ซึ่งได้กำหนดเป้าหมายให้ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทุกแห่งมีค่าเฉลี่ยของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในกลุ่มสาระคณิตศาสตร์ และภาษาไทย สูงขึ้น วิชาคณิตศาสตร์เป็นวิชาที่มีความซับซ้อน และมีลักษณะเนื้อหาที่เป็นนามธรรม หลักสูตรวิชาคณิตศาสตร์ จึงมุ่งเน้นให้ผู้เรียนเรียนคณิตศาสตร์อย่างมีความหมาย เรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ด้วยความเข้าใจ ฝึกฝนให้เกิดทักษะจนเป็นความคล่องแคล่ว แม่นยำ รวดเร็ว พัฒนาการคิดอย่างเป็นเหตุเป็นผล และคิดอย่างเป็นระเบียบแบบแผน ตลอดจนรู้คุณค่าของคณิตศาสตร์เพื่อพัฒนาให้ถึงขั้นนำประสบการณ์ไปใช้ แต่ปัญหาสำคัญซึ่งพบมากในการจัดการเรียนการสอนวิชาคณิตศาสตร์ ก็คือ นักเรียนไม่ชอบเรียนวิชาคณิตศาสตร์ โดยหนึ่งในสาเหตุเป็นเพราะนักเรียนไม่ชอบวิธีการสอนแบบบรรยาย ซึ่งทำให้ขาดทักษะทางการคิด ไม่เกิดความคิดรวบยอด จำสูตรไม่แม่น และไม่สามารถนำไปใช้ในเนื้อหาอื่นได้ เป็นผลต่อเนื่องให้นักเรียนเกิดเจตคติที่ไม่ดีต่อวิชาคณิตศาสตร์ มีความรู้สึกเบื่อหน่าย ไม่อยากเรียน ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำ ไม่สามารถผ่านการประเมินผลตามจุดประสงค์การเรียนรู้ในที่สุด ซึ่งทำให้กล่าวได้ว่า การจัดการเรียนการสอนวิชาคณิตศาสตร์ในปัจจุบันยังไม่สามารถบรรลุจุดมุ่งหมายของหลักสูตร โดยพิจารณาได้จากผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหรือคะแนนจีพีเอ ในรายวิชาคณิตศาสตร์ที่ต่ำกว่ารายวิชาอื่น ผู้รายงานปฏิบัติงานในโรงเรียนวัดห้วยจรเข้วิทยาคม และได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่สอนในรายวิชาคณิตศาสตร์ ซึ่งเป็นวิชาที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในการจัดการศึกษา เนื่องด้วยเป็นวิชาที่เน้นการพัฒนาความคิดอย่างสร้างสรรค์ มีเหตุผล คิดเป็นระบบระเบียบ มีแบบแผน สามารถวิเคราะห์ปัญหาและสถานการณ์ได้อย่างถี่ถ้วน รอบคอบ ทำให้สามารถคาดการณ์ วางแผนการตัดสินใจ และแก้ ปัญหาได้อย่างเหมาะสม แต่จากรายงานผลการสอบวัดผลระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) กลับพบว่าใน ปีการศึกษา 2549 นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนวัดห้วยจรเข้วิทยาคม มีคะแนนเฉลี่ยรายวิชาคณิตศาสตร์ เพียงร้อยละ 24.68 ซึ่งถือว่าต่ำมาก โดยเฉพาะผลการเรียนในรายวิชาคณิตศาสตร์พื้นฐาน (ค 43101) เรื่องลำดับและอนุกรม ที่ผู้รายงานได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่สอนมาตั้งแต่ปีการศึกษา 2548 และพบว่า นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำกว่าหน่วยการเรียนอื่น ๆ อย่างเห็นได้ชัด จากปัญหาดังกล่าว ผู้รายงานจึงได้ทบทวนสภาพการจัดการเรียนการสอนรายวิชาคณิตศาสตร์พื้นฐาน (ค 43101) เรื่องลำดับ จากบันทึกหลังการสอน และพบว่านักเรียนส่วนใหญ่ที่ไม่ผ่านการวัดผล ได้รับการฝึกทักษะซึ่งเป็นสิ่งที่จำเป็นในการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์น้อยกว่าที่ควร ผู้รายงานจึงศึกษาหาวิธีการสอนซ่อมเสริมเฉพาะกับนักเรียนที่ไม่ผ่านจุดประสงค์การเรียนรู้ที่กำหนด และพบว่า ชุดการเรียนเป็นหนึ่งในเครื่องมือการเรียนรู้ที่สามารถนำมาให้นักเรียนศึกษาหาความรู้และฝึกทักษะด้วยตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยชุดการเรียนเสริมทักษะวิชาคณิตศาสตร์ เรื่องลำดับ ที่ผู้รายงานสร้างและพัฒนามีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 และสามารถทำให้นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ที่ไม่ผ่านการประเมินผลตามจุดประสงค์การเรียนรู้เรื่องลำดับ มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังจากใช้ชุดการเรียนเสริมทักษะวิชาคณิตศาสตร์เรื่องลำดับ สูงกว่าก่อนใช้ชุดการเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ด้วยเล็งเห็นประโยชน์และความสำคัญของการพัฒนากระบวนการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ โดยใช้ชุดการเรียนเสริมทักษะที่มีประสิทธิภาพเป็นเครื่องมือในการเรียนรู้ ผู้รายงานจึงมุ่งศึกษาต่อยอดความรู้จากปีการศึกษา 2550 ที่ผ่านมา โดยทำการสร้างและพัฒนาชุดการเรียนเสริมทักษะวิชาคณิตศาสตร์ เรื่องลำดับและอนุกรม สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 เพื่อการศึกษา เรียนรู้ และฝึกทักษะด้วยตนเองนอกชั้นเรียนควบคู่ไปกับการศึกษาในชั้นเรียน เพราะตระหนักว่า แม้ชุดการเรียนเดิม ที่สร้างในปีการศึกษา 2550 จะมีประสิทธิภาพเพียงใด ก็เป็นเพียงชุดการเรียนที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อใช้ในการสอนซ่อมเสริม ซึ่งถือว่าเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ วัตถุประสงค์ของการศึกษา 1. เพื่อสร้างและพัฒนาชุดการเรียนเสริมทักษะวิชาคณิตศาสตร์ เรื่องลำดับและอนุกรม สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ก่อนและหลังใช้ชุดการเรียนเสริมทักษะวิชาคณิตศาสตร์ เรื่องลำดับและอนุกรม ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนวัดห้วยจรเข้วิทยาคม 3. เพื่อศึกษาความพึงพอใจต่อชุดการเรียนเสริมทักษะวิชาคณิตศาสตร์ เรื่องลำดับและอนุกรม ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนวัดห้วยจรเข้วิทยาคม ขอบเขตของการศึกษา 1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา 1.1 ประชากรที่ใช้ในการศึกษา เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนวัดห้วยจรเข้-วิทยาคม อำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม ซึ่งศึกษาในรายวิชาคณิตศาสตร์พื้นฐาน (ค43101) ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2552 จำนวน 6 ห้องเรียน รวมทั้งสิ้น 202 คน 1.2 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ห้อง 2 โรงเรียน วัดห้วยจรเข้วิทยาคม ที่ศึกษาในรายวิชาคณิตศาสตร์พื้นฐาน (ค43101) ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2552 ซึ่งได้มาจากการสุ่มแบบกลุ่ม (cluster sampling) โดยกำหนดห้องเรียนเป็นกลุ่มของหน่วยตัวอย่าง และ สุ่มเลือกห้องเรียนด้วยวิธีการสุ่มแบบง่ายมา 1 ห้องเรียน รวมจำนวน 40 คน 2. เนื้อหาสาระที่ใช้ในการศึกษา เนื้อหาสาระที่ใช้ในการศึกษาครอบคลุมเนื้อหาในรายวิชาคณิตศาสตร์พื้นฐาน(ค 43101) เรื่องลำดับและอนุกรม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ตามหลักสูตรสถานศึกษาของโรงเรียนวัดห้วยจรเข้วิทยาคม พ.ศ. 2546 ประกอบด้วย 2.1 ชุดการเรียนที่ 1 ลำดับ (sequence( 2.2 ชุดการเรียนที่ 2 ลำดับเลขคณิต (arithmetic sequence) 2.3 ชุดการเรียนที่ 3 ลำดับเรขาคณิต (geometric sequence) 2.4 ชุดการเรียนที่ 4 อนุกรม (series) 2.5 ชุดการเรียนที่ 5 อนุกรมเลขคณิต (arithmetic series) 2.6 ชุดการเรียนที่ 6 อนุกรมเรขาคณิต (geometric series) 3. ระยะเวลาที่ใช้ในการศึกษา ผู้รายงานได้มอบชุดการเรียนเสริมทักษะวิชาคณิตศาสตร์ เรื่องลำดับและอนุกรม ที่สร้างและพัฒนาให้กับนักเรียนกลุ่มตัวอย่างเพื่อนำไปเรียนรู้ด้วยตนเอง โดยกำหนดเวลาการเรียนรู้ 5 สัปดาห์ ระหว่างวันที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2552 ถึงวันที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2552 ตัวแปรที่ศึกษา ประกอบด้วย 3.1 ประสิทธิภาพของชุดการเรียนเสริมทักษะวิชาคณิตศาสตร์ เรื่องลำดับและอนุกรม 3.2 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่องลำดับและอนุกรม 3.3 ความพึงพอใจต่อชุดการเรียนเสริมทักษะวิชาคณิตศาสตร์ เรื่องลำดับและอนุกรม เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา 1. ชุดการเรียนเสริมทักษะวิชาคณิตศาสตร์ เรื่องลำดับและอนุกรม 2. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่องลำดับและอนุกรม 3. แบบสอบถามความพึงพอใจต่อชุดการเรียน การวิเคราะห์ข้อมูล ผู้รายงานนำข้อมูลที่ได้มาจัดกระทำและวิเคราะห์ข้อมูล ดังนี้ 1. เพื่อศึกษาคุณภาพด้านความตรงของชุดการเรียน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบสอบถามความพึงพอใจต่อชุดการเรียน วิเคราะห์ข้อมูลโดยให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจความตรงเชิงเนื้อหา ด้วยการหาดัชนีความสอดคล้อง 2. เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของชุดการเรียน วิเคราะห์ข้อมูลโดยการใช้ค่าประสิทธิภาพแบบ E1/E2 เปรียบเทียบกับเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 3. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ก่อนและหลังใช้ชุดการเรียน วิเคราะห์ข้อมูลโดยการทดสอบที (dependent t-test) 4. เพื่อศึกษาความพึงพอใจต่อชุดการเรียนเสริมทักษะวิชาคณิตศาสตร์ เรื่องลำดับและอนุกรม วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการศึกษาพบว่า 1. ชุดการเรียนเสริมทักษะวิชาคณิตศาสตร์ เรื่องลำดับและอนุกรม สำหรับนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 โดยประสิทธิภาพของชุดการเรียนเสริมทักษะวิชาคณิตศาสตร์ เรื่องลำดับและอนุกรม มีค่าเท่ากับ 82.79/83.19 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนวัดห้วยจรเข้-วิทยาคม หลังการใช้ชุดการเรียนเสริมทักษะวิชาคณิตศาสตร์ เรื่องลำดับและอนุกรม สูงกว่าก่อนใช้ ชุดการเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนวัดห้วยจรเข้วิทยาคม มีความพึงพอใจต่อ ชุดการเรียนเสริมทักษะวิชาคณิตศาสตร์ เรื่องลำดับและอนุกรม อยู่ในระดับมาก
แบบฝึกทักษะ
[ โดย kruinfo ชม 143 ]
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) สร้างและหาประสิทธิภาพแบบฝึกทักษะ
การพัฒนาศักยภาพครู ในการส่งเสริมการอ่านของนักเรียน โรงเรียนวัดตะกู (สมจิตรัชนีอุปถัมภ์) สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาชัยนาท
[ โดย kruinfo ชม 144 ]
การพัฒนาศักยภาพครู ในการส่งเสริมการอ่านของนักเรียนโรงเรียนวัดตะกู (สมจิตรัชนีอุปถัมภ์) สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาชัยนาท มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาศักยภาพครูโรงเรียนวัดตะกู (สมจิตรัชนีอุปถัมภ์) ในการส่งเสริมการอ่านของนักเรียน และเพื่อส่งเสริมการอ่านของนักเรียนโรงเรียนวัดตะกู (สมจิตรัชนีอุปถัมภ์) โดยใช้กลยุทธ์ในการพัฒนา คือการอบรมเชิงปฏิบัติการ การนิเทศและการจัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่าน2 โครงการคือโครงการวางทุกงาน อ่านทุกคนและโครงการแนะนำหนังสือ โดยมีกลุ่มเป้าหมายในการพัฒนาคือครูจำนวน 3 คน และนักเรียนจำนวน 41 คนโดยผู้วิจัยเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยตนเองจากการใช้แบบสังเกตแบบสัมภาษณ์ แบบบันทึก และแบบประเมินแล้วนำข้อมูลมาจัดหมวดหมู่ตามกรอบการวิจัย แล้วทำการวิเคราะห์ประเมินผลการเรียบเรียงเพื่อสะท้อนผลจากการพัฒนาบุคลากร ตามวัตถุประสงค์เชิงพรรณนาวิเคราะห์ สรุปผลจากการพัฒนาศักยภาพครูในการส่งเสริมการอ่านของนักเรียน โรงเรียนวัดตะกู(สมจิตรัชนีอุปถัมภ์) สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาชัยนาท พบว่า ครูมีความกระตือรือร้น ต้องการพัฒนาตนเอง มีความสนใจร่วมในการอบรมเชิงปฏิบัติการ เมื่อนิเทศติดตาม พบว่า ครูบางคนยังดำเนินการในการส่งเสริมการอ่านได้ยังไม่บรรลุวัตถุประสงค์ โดยกิจกรรมส่งเสริมการอ่านที่จัดให้นักเรียนนั้นยังไม่สามารถทำให้นักเรียนมีทักษะการอ่านและอ่านหนังสือเป็น จึงได้ดำเนินการในการพัฒนาโดยใช้กลยุทธ์ในการอบรมเชิงปฏิบัติการ การนิเทศและการดำเนินกิจกรรมส่งเสริมการอ่านในวงรอบที่ 2 ผลปรากฏว่าครูทุกคนมีความมั่นใจ มีความรู้ ความเข้าใจ สามารถนำความรู้ที่ได้รับจากการอบรมเชิงปฏิบัติการไปใช้ดำเนินการส่งเสริมการอ่านของนักเรียนได้สำเร็จทุกคน ครูสามารถดำเนินการส่งเสริมการอ่านได้อย่างมีลำดับขั้นตอน ส่งผลให้นักเรียนมีความสนใจในการที่ได้อ่านหนังสือ นักเรียนชอบเข้าห้องสมุดมากขึ้น นักเรียนอ่านหนังสือได้คล่องขึ้น นักเรียนอ่านหนังสือในเวลาว่างมากขึ้น และนักเรียนสนใจที่จะใช้เวลาว่างในการอ่านหนังสือ และรู้จักเลือกหนังสือสำหรับอ่านได้เหมาะสมกับวัยของตนเอง ส่งผลให้นักเรียนมีความสุข ในการเรียนและผู้ปกครองพึงพอใจในการจัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่านของโรงเรียน
การสร้างและพัฒนาแบบฝึกทักษะแบบมุ่งประสบการณ์ทางภาษา รูปแบบที่ 3 เรื่องรามเกียรติ์ ตอน นารายณ์ปราบนนทก กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนราชินูทิศ 2 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุดรธานี เขต 1
[ โดย kruinfo ชม 202 ]
บทคัดย่อ การสร้างและพัฒนาแบบฝึกทักษะแบบมุ่งประสบการณ์ทางภาษา รูปแบบที่ 3 เรื่องรามเกียรติ์ ตอนนารายณ์ปราบนนทก กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนราชินูทิศ 2 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุดรธานี เขต 1 มีวัตถุประสงค์ดังนี้ 1) เพื่อสร้างและพัฒนาแบบฝึกทักษะแบบมุ่งประสบการณ์ทางภาษา รูปแบบที่ 3 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ที่กำหนดคือ 80/80 2) เพื่อศึกษาเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ของนักเรียน โรงเรียนราชินูทิศ 2 ก่อนเรียนและหลังเรียน โดยใช้แบบฝึกทักษะแบบมุ่งประสบการณ์ทางภาษา รูปแบบที่ 3 3) เพื่อศึกษาค่าดัชนีประสิทธิผลของแบบฝึกทักษะแบบมุ่งประสบการณ์ทางภาษา รูปแบบที่ 3 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 4) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะแบบมุ่งประสบการณ์ทางภาษา รูปแบบที่ 3 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนราชินูทิศ 2 ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2551 จำนวน 26 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาประกอบด้วย 1) แบบฝึกทักษะแบบมุ่งประสบการณ์ทางภาษา รูปแบบที่ 3 จำนวน 26 แบบฝึก 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จำนวน 40 ข้อ 3) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียน จำนวน 20 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าที (t) ผลการศึกษาพบว่า 1) ค่าประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะแบบมุ่งประสบการณ์ทางภาษา รูปแบบที่ 3 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีค่าประสิทธิภาพ 85.10/82.69 สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่ตั้งไว้คือ 80/80 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยของนักเรียน โดยใช้แบบฝึกทักษะแบบมุ่งประสบการณ์ทางภาษา รูปแบบที่ 3 พบว่า คะแนนทดสอบหลังเรียนสูงกว่าคะแนนทดสอบก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 3) ค่าดัชนีประสิทธิผลของ แบบฝึกทักษะแบบมุ่งประสบการณ์ทางภาษา รูปแบบที่ 3 มีค่าเท่ากับ 0.55 4) ด้านความพึงพอใจของนักเรียนที่เรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะแบบมุ่งประสบการณ์ทางภาษา รุปแบบที่ 3 นักเรียนมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด มีค่าเท่ากับ 4.80
การพัฒนาทักษะการเขียนคำควบกล้ำ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะ กลุ่มสาระการเรียนรู้ ภาษาไทย
[ โดย kruinfo ชม 298 ]
การศึกษาค้นคว้าครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ สร้างแบบฝึกเสริมทักษะการเขียนคำควบกล้ำ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 และเพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์การเขียนคำควบกล้ำ ก่อนและหลังการใช้แบบฝึกเสริมทักษะการเขียนคำควบกล้ำ ประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2551 โรงเรียนบ้านนาฟ่อน จำนวน 12 คน เครื่องมือที่ใช้ในการพัฒนาแบบฝึกเสริมทักษะการเขียนคำควบกล้ำประกอบด้วย แบบฝึกเสริมทักษะการเขียนคำควบกล้ำจำนวน 10 ชุด พร้อมแผนการจัดการเรียนรู้จำนวน 10 แผน และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์การเขียนคำควบกล้ำ 1 ฉบับจำนวน 20 ข้อ สถิติที่ใช้ในการทดสอบข้อมูล คือ การทดสอบค่าที ผลการวิจัยพบว่า 1. แบบฝึกเสริมทักษะการเขียนคำควบกล้ำ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยที่สร้างขึ้นมีประสิทธิภาพ 84.38/83.33 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดไว้คือ 80/80 2. ผลสัมฤทธิ์ด้านการเขียนคำควบกล้ำของนักเรียนหลังใช้แบบฝึกเสริมทักษะสูงขึ้นกว่าก่อนใช้แบบฝึกเสริมทักษะ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01
รายงานการใช้บทเรียนสำเร็จรูป ชุด การสร้างคำ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ปีการศึกษา 2551
[ โดย kruinfo ชม 308 ]
รายงานการใช้บทเรียนสำเร็จรูป ชุด การสร้างคำ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ปีการศึกษา 2551 มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของรายงานการใช้บทเรียนสำเร็จรูป ชุด การสร้างคำ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ปีการศึกษา 2551 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ก่อนและหลังการใช้บทเรียนสำเร็จรูป ชุด การสร้างคำ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ปีการศึกษา 2551 3) เพื่อศึกษาเจตคติของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ปีการศึกษา 2551 ที่มีต่อบทเรียนสำเร็จรูป ชุด การสร้างคำ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ปีการศึกษา 2551 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการรายงาน ได้แก่ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ปีการศึกษา 2551 จำนวน 68 คน เครื่องมือที่ใช้ในการรายงาน ประกอบด้วย 1) แผนการจัดการเรียนรู้ ชุดการสร้างคำ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ปีการศึกษา 2551 2) บทเรียนสำเร็จรูป ชุด การสร้างคำ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ปีการศึกษา 2551 จำนวน 5 เล่ม 3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ปีการศึกษา 2551 จำนวน 1 ฉบับ และ 4) แบบวัดเจตคติของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ปีการศึกษา 2551 ที่มีต่อบทเรียนสำเร็จรูป ชุด การสร้างคำ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย จำนวน 1 ฉบับ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ( ) ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน( ) และการทดสอบค่าที (Dependent Samples T-test) จากการศึกษาพบว่า 1. ผลการหาประสิทธิภาพของบทเรียนสำเร็จรูป ชุด การสร้างคำ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ปีการศึกษา 2551 พบว่า โดยภาพรวมบทเรียนสำเร็จรูป ชุด การสร้างคำ มีค่าประสิทธิภาพระหว่างเรียน ( ) และค่าประสิทธิภาพของแบบทดสอบหลังเรียน ( ) เท่ากับ 87.85 : 91.41 เมื่อพิจารณาประสิทธิภาพของบทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง การสร้างคำ ในแต่ละเล่ม พบว่า เล่มที่ 1 เรื่อง คำและพยางค์ มีค่าประสิทธิภาพเท่ากับ 89.85 : 91.03 เล่มที่ 2 เรื่อง คำไทยแท้และคำภาษาอื่น มีค่าประสิทธิภาพเท่ากับ 89.26 : 92.94 เล่มที่ 3 เรื่อง คำซ้ำ มีค่าประสิทธิภาพเท่ากับ 81.62 : 89.71 เล่มที่ 4 เรื่อง คำซ้อน มีค่าประสิทธิภาพเท่ากับ 88.24 : 92.21 และเล่มที่ 5 เรื่อง คำประสม มีค่าประสิทธิภาพเท่ากับ 90.29 : 91.18 2. แสดงการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียน และหลังเรียน ด้วยบทเรียนสำเร็จรูป ชุด การสร้างคำ พบว่า นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีค่าคะแนนเฉลี่ยหลังเรียน สูงกว่าคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียน ( อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 3. เจตคติของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ปีการศึกษา 2551 ที่มีต่อบทเรียนสำเร็จรูป พบว่า ในภาพรวมเห็นด้วยอยู่ในในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่า ข้อที่เห็นด้วยอันดับสูงสุด คือ ข้อ 1 บทเรียนสำเร็จรูปใช้ภาษาอ่านแล้วเข้าใจง่าย โดยเห็นด้วยอยู่ในระดับมากที่สุด รองลงมาเป็นข้อที่ 11 บทเรียนสำเร็จรูป สามารถนำความรู้ที่ได้ไปเผยแพร่หรือบอกต่อ โดยเห็นด้วยอยู่ในระดับมากที่สุด สำหรับข้อที่เห็นด้วยอันดับน้อยที่สุด ได้แก่ ข้อ 13 เมื่ออ่านบทเรียนสำเร็จรูปแล้ว สามารถทำงานได้เป็นลำดับขั้นตอนมากขึ้น โดยเห็นด้วยอยู่ในระดับมาก
รายงานการพัฒนาบทเรียนสำเร็จรูปโดยใช้แผนผังความคิด กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่อง ชนิดของคำ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑
[ โดย kruinfo ชม 234 ]
บทคัดย่อ รายงานการพัฒนานวัตกรรมครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาบทเรียนสำเร็จรูปประกอบแผนผังความคิด เพื่อศึกษาดัชนีประสิทธิผลของบทเรียนสำเร็จรูปโดยใช้แผนผังความคิด และ เพื่อ เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างคะแนนทดสอบก่อนเรียนและคะแนนทดสอบ หลังเรียนที่เรียนด้วยบทเรียนสำเร็จรูปประกอบแผนผังความคิด เรื่องชนิดของคำ กลุ่มการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าในครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑/๔ ภาคเรียนที่ ๒ ปีการศึกษา ๒๕๕๑ โรงเรียนอุดรธานีพิทยาคม สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุดรธานี เขต ๑ จำนวน ๓๓ คน กลุ่มตัวอย่างได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้า คือ แผนการจัดการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย จำนวน ๗ แผน บทเรียนสำเร็จรูปโดยใช้แผนผังความคิด เรื่อง ชนิดของคำ ๗ ชุด แบบทดสอบย่อย เรื่อง ชนิดของคำ จำนวน ๗ ฉบับ แบบประเมินการเขียนแผนผังความคิด และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จำนวน ๓๐ ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบค่า t – test (Dependent Sample) ผลการศึกษาค้นคว้า ปรากฏดังนี้ ๑. บทเรียนสำเร็จรูปโดยใช้แผนผังความคิด กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่อง ชนิดของคำ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑ มีประสิทธิภาพเท่ากับ ๘๒.๔๐/๘๒.๕๓ 2. ดัชนีประสิทธิผลของบทเรียนสำเร็จรูปโดยใช้แผนผังความคิด กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่อง ชนิดของคำ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑ มีค่าเท่ากับ ๐.๕๕ หมายความว่า นักเรียนมีความรู้มากขึ้น ๐.๕๕ หรือคิดเป็นร้อยละ ๕๕ 3. เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างคะแนนทดสอบก่อนเรียนและคะแนนทดสอบหลังเรียนที่เรียนด้วยบทเรียนโปรแกรมโดยใช้แผนผังความคิด กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่องชนิดของคำ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑พบว่า คะแนนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .๐๑ โดยสรุป บทเรียนสำเร็จรูปโดยใช้แผนผังความคิด กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่อง ชนิดของคำ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑ นักเรียนมีความก้าวหน้าทางการเรียนหลังเรียนเพิ่มขึ้น สามารถ นำไปใช้จัดกิจกรรมการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพและสามารถนำไปประยุกต์ใช้ กับกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่น ๆ ได้ตามความเหมาะสม
รายงานการใช้ชุดกิจกรรมการละเล่นพื้นบ้านไทย เพื่อพัฒนาทักษะภาษาไทยกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5
[ โดย kruinfo ชม 276 ]
รายงานการใช้ชุดกิจกรรมการละเล่นพื้นบ้านไทย เพื่อพัฒนาทักษะภาษาไทยกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ปีการศึกษา 2551 มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมการละเล่นพื้นบ้านไทย เพื่อพัฒนาทักษะภาษาไทย กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ปีการศึกษา 2551 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ก่อนและหลัง การสอนโดยใช้ชุดกิจกรรมการละเล่นพื้นบ้านไทย เพื่อพัฒนาทักษะภาษาไทย กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ปีการศึกษา 2551 และ 3) เพื่อศึกษาเจตคติของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ปีการศึกษา 2551 ที่มีต่อชุดกิจกรรมการละเล่นพื้นบ้านไทย เพื่อพัฒนาทักษะภาษาไทย กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ปีการศึกษา 2551 ประชากรที่ใช้ในการรายงาน ได้แก่นักเรียนโรงเรียนเทศบาลพิรามอุทิศ เทศบาลตำบลพรหมพิราม อำเภอพรหมพิราม จังหวัดพิษณุโลก จำนวน 31 คน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ คู่มือการใช้ชุดกิจกรรมการละเล่นพื้นบ้านไทย เพื่อพัฒนาทักษะภาษาไทย กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 12 เล่ม แบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน จำนวน 12 ฉบับ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จำนวน 1 ฉบับ และแบบวัดเจตคติของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 1 ฉบับ สถิติที่ใช้ ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที ผลการศึกษา ปรากฏดังนี้ 1. ผลการหาประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมการละเล่นพื้นบ้านไทย เพื่อพัฒนาทักษะภาษาไทย กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ปีการศึกษา 2551 มีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด 2. ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ปีการศึกษา 2551 ก่อนเรียนและหลังเรียน ด้วยชุดกิจกรรมการละเล่นพื้นบ้านไทย เพื่อพัฒนาทักษะภาษาไทย กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ปีการศึกษา 2551 มีคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 3. เจตคติของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ปีการศึกษา 2551 ที่มีต่อชุดกิจกรรมการละเล่นพื้นบ้านไทย เพื่อพัฒนาทักษะภาษาไทย กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ในภาพรวม มีเจตคติที่ดีต่อชุดกิจกรรมในระดับมาก และเมื่อพิจารณาทั้ง 12 เล่ม ทุกเล่มมีเจตคติที่ดีต่อชุดกิจกรรมในระดับมาก ยกเว้นชุดที่ 9 มีเจตคติที่ดีต่อชุดกิจกรรมในระดับปานกลาง
รายงานผลการใช้หนังสือประกอบการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 เรื่อง ชนิดของคำ
[ โดย kruinfo ชม 202 ]
การศึกษาค้นคว้าครั้งนี้ มีความมุ่งหมายเพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของหนังสือประกอบ การเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 เรื่อง ชนิดของคำ เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ก่อนและหลังจากการใช้หนังสือประกอบการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 เรื่อง ชนิดของคำ และเพื่อประเมินความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่มีต่อหนังสือประกอบการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 เรื่อง ชนิดของคำ กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2551 โรงเรียนบ้านหนองมันปลา ตำบลกู่ทอง อำเภอเชียงยืน จังหวัดมหาสารคาม สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามหาสารคาม เขต 3 จำนวน 9 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มแบบเจาะจงเฉพาะ (Purposive Random Sampling) และใช้ประชากรเป็นกลุ่มตัวอย่าง เนื่องจากโรงเรียนบ้านหนองมันปลามีนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 เพียงห้องเดียว และผู้ศึกษาค้นคว้าเป็นครูผู้สอนชั้นเรียนดังกล่าว ดำเนินการสอนโดยใช้หนังสือประกอบ การเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 เรื่อง ชนิดของคำ แบบแผนการวิจัยเป็น แบบ One-Group Pretest-Posttest Design สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าประสิทธิภาพ E1/E2 และ t-test for Dependent Samples ผลการศึกษาพบว่า 1. หนังสือประกอบการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 เรื่อง ชนิดของคำ ทั้ง 7 เล่ม มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ E1/E2 (80/80) ดังนี้ 1.1 หนังสือประกอบการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 เรื่อง ชนิดของคำ เล่มที่ 1 คำนาม มีประสิทธิภาพเท่ากับ 82.22/80.32 1.2 หนังสือประกอบการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 เรื่อง ชนิดของคำ เล่มที่ 2 คำสรรพนาม มีประสิทธิภาพเท่ากับ 80.00/80.32 1.3 หนังสือประกอบการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 เรื่อง ชนิดของคำ เล่มที่ 3 คำกริยา มีประสิทธิภาพเท่ากับ 86.67/80.32 1.4 หนังสือประกอบการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 เรื่อง ชนิดของคำ เล่มที่ 4 คำวิเศษณ์ มีประสิทธิภาพเท่ากับ 86.67/80.32 1.5 หนังสือประกอบการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 เรื่อง ชนิดของคำ เล่มที่ 5 คำบุพบท มีประสิทธิภาพเท่ากับ 82.22/80.32 1.6 หนังสือประกอบการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 เรื่อง ชนิดของคำ เล่มที่ 6 คำสันธาน มีประสิทธิภาพเท่ากับ 86.67/80.32 1.7 หนังสือประกอบการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 เรื่อง ชนิดของคำ เล่มที่ 7 คำอุทาน มีประสิทธิภาพเท่ากับ 86.67/80.32 โดยมีประสิทธิภาพโดยรวมทั้ง 7 เล่ม เป็น 84.44/80.32 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหลังการใช้หนังสือประกอบการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 เรื่อง ชนิดของคำ ในแต่ละเล่ม และโดยรวมทั้ง 7 เล่ม สูงกว่าก่อนการใช้หนังสือประกอบการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 เรื่อง ชนิดของคำ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 3. นักเรียนมีความพึงพอใจต่อหนังสือประกอบการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 เรื่อง ชนิดของคำ อยู่ในเกณฑ์ระดับดี
รายงานการพัฒนาชุดกิจกรรมค่ายวิทยาศาสตร์จากธรรมชาติ เรื่องการสำรวจสภาพแวดล้อมและระบบนิเวศวิทยา สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนสระแก้ว
[ โดย kruinfo ชม 233 ]
บทคัดย่อ การรายงานในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) สร้างชุดกิจกรรมค่ายวิทยาศาสตร์จากธรรมชาติ เรื่องการสำรวจสภาพแวดล้อม และระบบนิเวศวิทยา สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนสระแก้ว ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 (2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน โดยใช้ชุดกิจกรรมค่ายวิทยาศาสตร์จากธรรมชาติ เรื่องการสำรวจ สภาพแวดล้อมและระบบนิเวศวิทยา 3) ศึกษาระดับเจตคติต่อวิทยาศาสตร์หลังการใช้ชุดกิจกรรมค่ายวิทยาศาสตร์จากธรรมชาติ เรื่อง การสำรวจสภาพแวดล้อมและระบบนิเวศวิทยา (4) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อชุดกิจกรรมค่ายวิทยาศาสตร์จากธรรมชาติหลังการเรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมค่ายวิทยาศาสตร์จากธรรมชาติ เรื่องการสำรวจสภาพแวดล้อมและระบบนิเวศวิทยา กลุ่ม ตัวอย่างได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2550 โรงเรียนสระแก้ว อำเภอเมืองสระแก้ว จังหวัดสระแก้ว จำนวน 40 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่ ชุดกิจกรรมค่ายวิทยาศาสตร์จากธรรมชาติ เรื่องการสำรวจสภาพแวดล้อมและ ระบบนิเวศวิทยา สำหรับนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนสระแก้ว แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ แบบทดสอบก่อนเรียน หลังเรียน แบบวัดเจตคติต่อวิทยาศาสตร์ และแบบวัดความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ ค่าเฉลี่ยส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่า t-test for dependent samples ผลการศึกษาพบว่า 1. ผลของการสร้างชุดกิจกรรมค่ายวิทยาศาสตร์จากธรรมชาติ เรื่องการสำรวจสภาพแวดล้อมและระบบนิเวศวิทยา สำหรับ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3โรงเรียนสระแก้ว จำนวน 7 ชุด ได้แก่ ชุดที่ 1 ช่วยกันคิดเรียนรู้ร่วมกันอย่างไรให้สนุก ชุดที่ 2 ตามล่าหาสมบัติ ชุดที่ 3 ห่วงโซ่อาหาร สายใยอาหาร ชุดที่ 4 สำรวจน้ำ ชุดที่ 5 เดินสำรวจป่า ชุดที่ 6 พรรณไม้งามตา ชุดที่ 7 นันทนาการ เกมเพลง ชุดกิจกรรมทุกชุดโดยภาพรวมมีความเหมาะสมในระดับมากที่สุด และมีประสิทธิภาพเท่ากับ 87.04/88.00 2. ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ก่อน และหลังการใช้ชุดกิจกรรมค่ายวิทยาศาสตร์จากธรรมชาติ เรื่องการสำรวจสภาพแวดล้อมและระบบนิเวศวิทยา สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 พบว่าผลสัมฤทธิ์หลังเรียน สูงกว่า ผลสัมฤทธิ์ ก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3. ผลของการใช้ชุดกิจกรรมค่ายวิทยาศาสตร์จากธรรมชาติ เรื่องการสำรวจสภาพแวดล้อมและระบบนิเวศวิทยา สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนสระแก้ว พบว่า นักเรียนมีเจตคติต่อวิทยาศาสตร์หลังการใช้ชุดกิจกรรมค่ายวิทยาศาสตร์จากธรรมชาติ เรื่องการสำรวจสภาพแวดล้อมและระบบนิเวศวิทยา โดยภาพรวมมีเจตคติอยู่ในระดับมากที่สุด 4. ผลของการศึกษา ความพึงพอใจที่มีต่อชุดกิจกรรมค่ายวิทยาศาสตร์จากธรรมชาติ เรื่องการสำรวจสภาพแวดล้อมและ ระบบนิเวศวิทยา สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนสระแก้ว หลังการใช้ชุดกิจกรรมค่ายวิทยาศาสตร์จากธรรมชาติ เรื่อง การสำรวจสภาพแวดล้อมและระบบนิเวศวิทยา โดยภาพรวมมีความพึงพอใจในระดับมากที่สุด
การสร้างชุดการสอนเพื่อพัฒนาทักษะการเขียนสะกดคำ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชันประถมศึกษาปีที่ 4
[ โดย kruinfo ชม 181 ]
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของชุดการสอนเพื่อพัฒนาทักษะการเขียนสะกดคำ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔โรงเรียนบ้านหนองผือโพนศรีสามัคคี สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาร้อยเอ็ด เขต ๑ อำเภอเมืองร้อยเอ็ด จังหวัดร้อยเอ็ด และ ศึกษาเปรียบเทียบความสามารถในการเขียนสะกดคำก่อนและหลังเรียนโดยใช้ชุดการสอนเพื่อพัฒนาทักษะการเขียนสะกดคำ กลุ่มเป้าหมายในการวิจัย ได้แก นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ โรงเรียนบ้านหนองผือโพนศรีสามัคคี สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาร้อยเอ็ด เขต ๑ อำเภอเมืองร้อยเอ็ด จังหวัดร้อยเอ็ด จำนวน ๑๗ คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ประกอบด้วย (๑) แบบทดสอบวัดความสามารถในการเขียนสะกดคำ เพื่อใช้ทดสอบก่อนและหลังการใช้ชุดการสอนการเขียนสะกดคำ ประกอบด้วยแบบทดสอบจำนวน ๓๐ ข้อซึ่งมีค่าความเชื่อมัน เท่ากับ ๐.๙๑ (๒) ชุดการสอนการเขียนสะกดคำภาษาไทยเพื่อการพัฒนาทักษะการเขียนสะกดคำ สำหรับผู้เรียนใช้ในการเรียนรู้ ซึ่งประกอบด้วยคู่มือนักเรียน ใบความรู้ ใบกิจกรรม กิจกรรมฝึกสมอง ลองปัญญา และแบบเฉลย มีทั้งหมด จำนวน ๑๐ ชุด และ (๓) แบบทดสอบกิจกรรมฝึกสมอง ลองปัญญา ซึ่งใช้เป็นแบบประเมินผลความรู้ หลังการเรียนด้วยชุดการสอนในจำนวนทั้ง ๑๐ ชุด การวิเคราะห์ข้อมูลเป็นการวิเคราะห์เพื่อหาคุณภาพของชุดการสอน คุณภาพของแบบทดสอบกิจกรรมฝึกสมอง ลองปัญญา และ การวิเคราะห์เปรียบเทียบความสามารถในการเขียนสะกดคำ ก่อนและหลังเรียน ผลการวิจัย พบว่า ๑. ผลการวิเคราะห์ข้อมูลระหว่างเรียน (E1) จากคะแนนการทำกิจกรรมระหว่างเรียนโดยใช้ชุดการสอนเพื่อพัฒนาทักษะการเขียนสะกดคำ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ ชุดที่ ๑
การพัฒนาแบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำตัวสะกดที่ไม่ตรงมาตรา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4/2 โรงเรียนอนุบาลพาน (ป่ากว๋าวมิตรภาพ 68) ตำบลเมืองพาน อำเภอพาน จังหวัดเชียงราย
[ โดย kruinfo ชม 294 ]
บทคัดย่อ การศึกษาค้นคว้าครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ เพื่อการพัฒนาแบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำตัวสะกดที่ไม่ตรงมาตรา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4/2 จำนวน 25 คน ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2551กลุ่มสาระภาษาไทย โรงเรียนอนุบาลพาน (ป่ากว๋าวมิตรภาพ 68) ตำบลเมืองพาน อำเภอพาน จังหวัดเชียงราย กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4/2 ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2551 กลุ่มสาระภาษาไทย โรงเรียนอนุบาลพาน (ป่ากว๋าวมิตรภาพ 68) ตำบลเมืองพาน อำเภอพาน จังหวัดเชียงราย จำนวน 25 คน เลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง เครื่อง มือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ประกอบด้วย แบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำตัวสะกดที่ไม่ตรงมาตรา แบบทดสอบระหว่างเรียนและแบบทดสอบหลังเรียน เพื่อหาประสิทธิภาพทางการเรียน มีแผนการสอนที่มีแบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำตัวสะกดที่ไม่ตรงมาตรา และแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียน ที่มีต่อแบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำตัวสะกดที่ไม่ตรงมาตรา การวิเคราะห์ข้อมูลของนักเรียนที่เรียนด้วยแบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำตัวสะกดที่ไม่ตรงมาตรา ผลการศึกษาพบว่า 1. แบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำตัวสะกดที่ไม่ตรงมาตรา ที่ผู้ศึกษาพัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพ และคุณภาพมาก ที่ 86.00/88.00 ซึ่งแสดงให้เห็นว่าแบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำตัวสะกดที่ไม่ตรงมาตรา ที่พัฒนาขึ้นมีคุณภาพ และมีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ที่กำหนดไว้ 2. แบบ ฝึกทักษะการเขียนสะกดคำตัวสะกดที่ไม่ตรงมาตรา ที่นักเรียนได้ทำแบบสอบถามความพึงพอใจเมื่อเรียนเรียบร้อยแล้ว นักเรียนส่วนใหญ่มีความพึงพอใจในการใช้แบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำตัวสะกดที่ ไม่ตรงมาตรา ในระดับมากที่สุด ค่าเฉลี่ย 4.83/0.09
รายงานการใช้แบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียนพื้นฐาน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1
[ โดย kruinfo ชม 209 ]
บทคัดย่อ การศึกษาค้นคว้าในครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อพัฒนาประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียนพื้นฐาน และเพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2551 โรงเรียนบ้านเซือม อำเภออากาศอำนวย จังหวัดสกลนคร กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้า ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1/1 โรงเรียนบ้านเซือม จำนวน 21 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักเรียนที่มีปัญหาบกพร่องทางการเรียนรู้ทั้งการอ่านและการเขียน เนื่องจากผู้รายงานเป็นครูประจำชั้น จึงได้เลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าคือ แบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียนพื้นฐาน ซึ่งประกอบด้วย แบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียนพื้นฐาน จำนวน 20 แบบฝึก สำหรับสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าความยาก ค่าอำนาจจำแนก การวิเคราะห์หาค่าดัชนีประสิทธิภาพของ แบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียนพื้นฐาน ใช้สูตร E1/E2 และทดสอบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยโดยใช้การทดสอบค่าที (t
รายงานผลการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิคการเรียนรู้แบบร่วมมือและหนังสือส่งเสริมการอ่าน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖
[ โดย kruinfo ชม 267 ]
ตัวอย่างแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิคการเรียนรู้แบบร่วมมือ และหนังสือส่งเสริมการอ่านชุด รู้รักการอ่าน ตัวอย่างแผนการจัดการเรียนรู้ที่ ๕กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย (หนังสือส่งเสริมการอ่าน) ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖ หน่วยการเรียนรู้ที่ ๑๒ เรื่อง เสกสรรภาษา โฆษณาจูงใจ เวลาเรียน ๑๕ ชั่วโมง หน่วยย่อยที่ ๓ เรื่อง หลักเศรษฐกิจพอเพียง เวลาเรียน ๓ ชั่วโมง เรื่อง อ่านจับใจความและแสดงความคิดเห็น เวลาเรียน ๑ ชั่วโมง สอนวันที่ ๑๒ เดือน พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๐ ภาคเรียนที่ ๒ ปีการศึกษา ๒๕๕๐ ๑. สาระสำคัญ การอ่านในใจเพื่อจับใจความ ถือเป็นทักษะสำคัญที่คนใช้อ่านเพื่อการสื่อสารมากที่สุด เพราะการอ่านในใจเพื่อจับใจความเป็นพื้นฐานที่จำเป็นในการศึกษาหาความรู้ จึงควรฝึกฝนให้เกิดความชำนาญจนสามารถจับความสำคัญในการเขียนทุกประเภท การอ่านในใจที่ดีจะต้องสามารถ จับใจความและเก็บเฉพาะใจความสำคัญของเรื่องจากการอ่านเรื่องใดเรื่องหนึ่ง แล้วนำมาเรียบเรียงใหม่เพียงย่อ ๆ แต่ได้ใจความสมบูรณ์ สามารถนำไปใช้ประโยชน์ ๒. จุดประสงค์การเรียนรู้ ๒.๑ อ่านในใจเรื่อง
รายงานการพัฒนาบทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง ชนิดและหน้าที่ของคำ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑ โรงเรียนมัธยมโพนค้อ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาศรีสะเกษ เขต ๑
[ โดย kruinfo ชม 242 ]
รายงานการพัฒนาบทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง ชนิดและหน้าที่ของคำ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑ ในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ (๑) พัฒนาบทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง ชนิดและหน้าที่ของคำ ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ ๘๐/๘๐ (๒) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียน ก่อนและหลังเรียนของนักเรียนที่เรียนด้วยบทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง ชนิดและหน้าที่ ของคำ และ (๔) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑ ที่มีต่อการเรียนรู้ ด้วยบทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง ชนิดและหน้าที่ของคำ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑/๑ โรงเรียนมัธยมโพนค้อ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาศรีสะเกษ เขต ๑ ภาคเรียนที่ ๑ ปีการศึกษา ๒๕๕๐ จำนวนนักเรียน ๓๘ คน ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ ๑. บทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง ชนิดและหน้าที่ของคำ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑ จำนวน ๗ ชุด ใช้เวลาสอน ชุดละ ๒ ชั่วโมง เวลาเรียนทั้งหมด ๑๔ ชั่วโมง โดยมีเนื้อหา ประกอบด้วย ชุดที่ ๑ คำนาม ชุดที่ ๒ คำสรรพนาม ชุดที่ ๓ คำกริยา ชุดที่ ๔ คำวิเศษณ์ ชุดที่ ๕ คำบุพบท ชุดที่ ๖ คำสันธาน และชุดที่ ๗ คำอุทาน ๒. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง ชนิดและหน้าที่ของคำ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑ จำนวน ๕๐ ข้อ เป็นข้อสอบแบบปรนัย ชนิดเลือกตอบ ๔ ตัวเลือก ๓. แบบสอบถามวัดความพึงพอใจที่นักเรียนมีต่อการเรียนด้วยบทเรียนสำเร็จรูป ซึ่งเป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) มี ๕ ระดับ จำนวน ๒๐ ข้อ ๑ ฉบับ ผลการศึกษาพบว่า ๑. ประสิทธิภาพของบทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง ชนิดและหน้าที่ของคำ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑ มีประสิทธิภาพเท่ากับ ๘๓.๗๘/๘๔.๖๒ เป็นไปตามเกณฑ์ ๘๐/๘๐ ที่กำหนดไว้ ๒. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑ ที่ผ่านการเรียนด้วยบทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง ชนิดและหน้าที่ของคำ มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .๐๕ สอดคล้องกับสมมติฐานที่ตั้งไว้ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑ มีความพึงพอใจที่มีต่อการเรียนด้วยบทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง ชนิดและหน้าที่ของคำ โดยรวมทุกด้านอยู่ในระดับมาก
รายงาน ผลการพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง การใช้โปรแกรมตารางงาน สำหรับนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ชั้นปีที่ 1 วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีศรีสะเกษ จังหวัดศรีสะเกษ
[ โดย kruinfo ชม 168 ]
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 3 ประการคือ (1) เพื่อสร้างบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง การใช้โปรแกรมตารางงาน สำหรับนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 (2) เพื่อสร้างบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง การใช้โปรแกรมตารางงาน สำหรับนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ที่มีค่าดัชนีประสิทธิผลไม่ต่ำกว่า 0.50 เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่อง การใช้โปรแกรมตารางงาน ของนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ก่อนและหลังเรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนเรื่อง การใช้โปรแกรมตารางงาน นักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ชั้นปีที่ 1 วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี ศรีสะเกษ จังหวัดศรีสะเกษ ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2550 ที่เรียนวิชา 2201-2404 การใช้โปรแกรมตารางงาน จำนวน 52 คน โดยได้จากการสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิอย่างง่าย จากนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ชั้นปีที่ 1 วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีศรีสะเกษ จังหวัดศรีสะเกษ จำนวน 2 ห้อง ตามสัดส่วนของชั้นภูมิ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ประกอบด้วย (1) บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนเรื่อง การใช้โปรแกรมตารางงาน ของนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ชั้นปีที่ 1 วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีศรีสะเกษ จังหวัดศรีสะเกษ (2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องการใช้โปรแกรมตารางงาน และ (3) แบบสอบถามวัดความพึงพอใจ จำนวน 1 ฉบับ ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1) บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง การใช้โปรแกรมตารางงาน มีค่า E1 / E2 เท่ากับ 87.13/83.70 สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ 2) ค่าดัชนีประสิทธิผลของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง การใช้โปรแกรมตารางงาน มีค่าเท่ากับ 0.56 แสดงว่า บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง การใช้โปรแกรมตารางงาน ช่วยให้ผู้เรียนเกิดประสบการณ์การเรียนรู้ได้จริง 3) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเฉลี่ยของนักเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง การใช้โปรแกรมตารางงาน แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 4) นักเรียนส่วนใหญ่มีความพึงพอใจต่อบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนในระดับมาก ( =3.7267, S.D. = .22928)
รายงาน ผลการพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง การใช้โปรแกรมตารางงาน สำหรับนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ชั้นปีที่ 1 วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีศรีสะเกษ จังหวัดศรีสะเกษ
[ โดย kruinfo ชม 146 ]
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 3 ประการคือ (1) เพื่อสร้างบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง การใช้โปรแกรมตารางงาน สำหรับนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 (2) เพื่อสร้างบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง การใช้โปรแกรมตารางงาน สำหรับนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ที่มีค่าดัชนีประสิทธิผลไม่ต่ำกว่า 0.50 เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่อง การใช้โปรแกรมตารางงาน ของนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ก่อนและหลังเรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนเรื่อง การใช้โปรแกรมตารางงาน นักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ชั้นปีที่ 1 วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี ศรีสะเกษ จังหวัดศรีสะเกษ ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2550 ที่เรียนวิชา 2201-2404 การใช้โปรแกรมตารางงาน จำนวน 52 คน โดยได้จากการสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิอย่างง่าย จากนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ชั้นปีที่ 1 วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีศรีสะเกษ จังหวัดศรีสะเกษ จำนวน 2 ห้อง ตามสัดส่วนของชั้นภูมิ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ประกอบด้วย (1) บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนเรื่อง การใช้โปรแกรมตารางงาน ของนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ชั้นปีที่ 1 วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีศรีสะเกษ จังหวัดศรีสะเกษ (2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องการใช้โปรแกรมตารางงาน และ (3) แบบสอบถามวัดความพึงพอใจ จำนวน 1 ฉบับ ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1) บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง การใช้โปรแกรมตารางงาน มีค่า E1 / E2 เท่ากับ 87.13/83.70 สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ 2) ค่าดัชนีประสิทธิผลของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง การใช้โปรแกรมตารางงาน มีค่าเท่ากับ 0.56 แสดงว่า บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง การใช้โปรแกรมตารางงาน ช่วยให้ผู้เรียนเกิดประสบการณ์การเรียนรู้ได้จริง 3) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเฉลี่ยของนักเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง การใช้โปรแกรมตารางงาน แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 4) นักเรียนส่วนใหญ่มีความพึงพอใจต่อบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนในระดับมาก ( =3.7267, S.D. = .22928)
การพัฒนาและผลการใช้แบบฝึกทักษะกลุ่มการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่องการอ่านและการเขียนสะกดคำ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1
[ โดย kruinfo ชม 177 ]
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างแบบฝึกทักษะกลุ่มการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่องการอ่านและการเขียนสะกดคำ สระลดรูปและเปลี่ยนรูป ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 และหาประสิทธิภาพของบทเรียนตามเกณฑ์ 80/80 และเพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนแบบฝึกทักษะกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่องการอ่านและการเขียนสะกดคำ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ประชากรที่ใช้ในการทดลองเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนคลองสองต้นนุ่น เขตมีนบุรี กรุงเทพมหานคร ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2551 จำนวน 2 ห้องเรียน รวมทั้งสิ้น 82 คน ซึ่งจัดนักเรียนมีความสามารถทางการเรียนคละกันทั้งคนเก่ง ปานกลาง และอ่อน อยู่ในห้องเดียวกัน กลุ่มตัวอย่างในการทดลองเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ก่อนเรียนและหลังเรียนได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจงห้องเรียน คือนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1/1 ที่ผู้ศึกษาเน้นผู้รับผิดชอบห้องเรียน ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2551 จำนวน 40 คน มีเครื่องมือที่ใช้ในการทดลองครั้งนี้ได้แก่ (1) แบบฝึกทักษะ เรื่องการอ่านและเขียนสะกดคำ (2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ด้านการอ่านและเขียนสะกดคำ วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่า t-test (3) แบบสอบถามความคิดเห็น ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ผลการศึกษาพบว่า 1. แบบฝึกทักษะภาษาไทย เรื่องการอ่านและเขียนสะกดคำ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 มีประสิทธิภาพ 82.11/86.33 สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่ตั้งไว้คือ 80/80 2. ความสามารถการเรียนรู้ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ที่เรียนแบบฝึกทักษะกลุ่มสาระ การเรียนรู้ภาษาไทย เรื่องการอ่านและเขียนสะกดคำ พบว่าแบบฝึกทักษะมีค่าเฉลี่ยอยู่ระหว่าง ร้อยละ 80.25 - 82.25 ซึ่งมากกว่าเกณฑ์คือ ร้อยละ 80 3. ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนเรียนกับหลังเรียนโดยใช้แบบ ฝึกทักษะ พบว่าแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยที่ผลสัมฤทธิ์ทาง การเรียนของนักเรียนหลังเรียนสูงกว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 4. ความคิดเห็นของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ที่เรียนแบบฝึกทักษะกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษา ไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 เรื่องการอ่านและเขียนสะกด พบว่าความคิดเห็นโดยรวมโดยส่วน ใหญ่อยู่ระดับเห็นด้วยมาก คือมีค่าเฉลี่ย (X) = 4.38 และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) = 0.71
การพัฒนาแบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความภาษาไทย กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3
[ โดย kruinfo ชม 382 ]
การ พัฒนาแบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความภาษาไทย กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 เป็นการวิจัยกึ่งทดสอง มีวัตถุประสงค์ดังนี้ 1) เพื่อการพัฒนาแบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความภาษาไทย กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80 /80 2) เพื่อเปรียบเทียบผลการเรียนรู้การอ่านจับใจความภาษาไทย ระหว่างก่อนกับหลังการใช้แบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความภาษาไทย 3) เพื่อศึกษา ความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อแบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความภาษาไทย ซึ่งในการวิจัยครั้งนี้มีวิธีดำเนินการวิจัย คือ กลุ่ม ตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนพลิ้ว สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาจันทบุรี เขต 2 จำนวน 22 คน ที่กำลังศึกษาในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2550 จากการสุ่มแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือในการเก็บข้อมูล ประกอบด้วย 1) แผนการจัดการเรียนรู้การอ่านจับใจความภาษาไทย สาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 10 แผน 1) แบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความภาษาไทย กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 10 ชุด และ 3) แบบทดสอบผลการเรียนรู้การเรียนการอ่านจับใจความภาษาไทย จำนวน 10 ชุด ๆ ละ 10 ข้อ รวมทั้งสิ้น จำนวน 100 ข้อ การวิเคราะห์ข้อมูลได้ทำการวิเคราะห์หาประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความภาษาไทย กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 เปรียบเทียบผลการเรียนรู้การอ่านจับใจความภาษาไทย ระหว่างก่อนกับหลังการใช้แบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความภาษาไทย และศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อแบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความภาษาไทย ซึ่งในบทนี้นำเสนอหัวข้อ สรุปผลการศึกษา อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ มีรายละเอียดดังนี้ สรุปผลการศึกษาได้ดังนี้ 1. ประสิทธิภาพ ของแบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความภาษาไทย กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โดยรวมมีประสิทธิภาพ เท่ากับ 81.10 / 82.18 ซึ่งเป็นตามเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดไว้ คือ 80 /80 โดยจำแนกแต่ละชุดดังนี้ 1.1 ชุดที่ 1 เรื่อง ถนนขยะ มีประสิทธิภาพ เท่ากับ 81.17 / 80.91 1.2 ชุดที่ 2 เรื่อง กระต่ายกับเต่า มีประสิทธิภาพ เท่ากับ 81.30 / 82.27 1.3 ชุดที่ 3 เรื่อง เด็กเลี้ยงแกะ มีประสิทธิภาพ เท่ากับ 81.06 / 80.91 1.4 ชุดที่ 4 เรื่อง จับผู้ร้าย มีประสิทธิภาพ เท่ากับ 80.30 / 81.36 1.5 ชุดที่ 5 เรื่อง ลูกรักของพ่อแม่ เท่ากับ 80.59 / 81.82 1.6 ชุดที่ 6 เรื่อง คนที่รู้จักพอเพียง มีประสิทธิภาพ เท่ากับ 80.43 / 82.27 1.7 ชุดที่ 7 เรื่อง ชีวิตแมลงปอ มีประสิทธิภาพ เท่ากับ 82.37 / 81.82 1.8 ชุดที่ 8 เรื่อง เสียงจากธรรมชาติ มีประสิทธิภาพ เท่ากับ 82.39 / 83.18 1.9 ชุดที่ 9 เรื่อง เมืองจันท์น่าเที่ยว มีประสิทธิภาพ เท่ากับ 80.71 / 82.27 1.10 ชุดที่ 10 เรื่อง ผักสวนครัว มีประสิทธิภาพ เท่ากับ 80.54 / 85.00 2. ผล สัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่จัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่าน จับใจความภาษาไทย กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ทั้ง 10 เรื่อง พบว่า คะแนนหลังเรียนสูงกว่าคะแนนก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .01 3. ความ คิดเห็นเกี่ยวกับความเหมาะสมของแบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความภาษาไทย กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โดยรวม มีความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก และเมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า มีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากทั้ง 3 ด้าน คือ ด้านภาพรวมทางกายภาพของแบบฝึก ด้านเนื้อหาและรูปแบบการนำเสนอ และด้านกิจกรรม
รายงานผลการพัฒนาการอ่านคำที่ประสมด้วยสระโดยใช้แบบฝึกของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1
[ โดย kruinfo ชม 154 ]
การศึกษาค้นคว้าครั้งนี้ มีจุดประสงค์ของการค้นคว้าเพื่อพัฒนาแบบฝึกเสริมทักษะการพัฒนาการอ่านคำที่ประสมด้วยสระ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 และเพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่เรียนด้วยแบบฝึกที่ผู้รายงานสร้างขึ้น ก่อนและหลังการเรียนด้วยแบบฝึกเสริมทักษะการพัฒนาการอ่านคำที่ประสมด้วยสระ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้า เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2550 โรงเรียนนาหลวง สำนักงานเขตทุ่งครุ กรุงเทพมหานคร จำนวน 28 คน ที่ได้จากการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) ทั้งนี้เนื่องจากผู้รายงานได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติการสอนและรับผิดชอบเป็นครูประจำชั้น ดังนั้นผู้รายงานจึงเจาะจงเลือกห้องเรียนดังกล่าวมาศึกษาค้นคว้า เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าประกอบด้วย 1. แบบฝึกเสริมทักษะการพัฒนาการอ่านคำที่ประสมด้วยสระ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 2. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในการอ่านคำที่ประสมด้วยสระ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ผลการศึกษาค้นคว้าพบว่า 1. แบบฝึกเสริมทักษะการพัฒนาการอ่านคำที่ประสมด้วยสระ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 มีประสิทธิภาพ 97.71/81.90 ซึ่งสูงกว่าประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 ที่กำหนดไว้ 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในการอ่านคำที่ประสมด้วยสระ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษา ปีที่ 1 หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้
รายงานการใช้แบบฝึกการอ่านจับใจความสำคัญสำหรับนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนงิ้วรายบุญมีรังสฤษดิ์
[ โดย kruinfo ชม 213 ]
รายงานครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ เพื่อ 1) รายงานผลการพัฒนาแบบฝึกการอ่านจับใจความสำคัญสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80 / 80 2) รายงานผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องการอ่านจับใจความสำคัญก่อนเรียนและหลังเรียน ด้วยแบบฝึกการอ่าน จับใจความสำคัญ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 3) เพื่อรายงานผลการศึกษาความคิดเห็น ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่มีต่อการเรียนโดยใช้แบบฝึกการอ่านจับใจความสำคัญ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/ 4 โรงเรียนงิ้วรายบุญมีรังสฤษดิ์ ที่เรียนใน ปีการศึกษา 2550 จำนวน 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา คือ แบบฝึกการอ่านจับใจความสำคัญ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 แผนการจัดการเรียนรู้ เรื่องการอ่านจับใจความสำคัญ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องการอ่านจับใจความสำคัญ และแบบสอบถามความคิดเห็นของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่มีต่อการเรียนโดยใช้แบบฝึกการอ่านจับใจความสำคัญ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ค่าเฉลี่ย ( ) ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และค่า t - test ผลการศึกษา พบว่า 1. ประสิทธิภาพของแบบฝึกการอ่านจับใจความสำคัญ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 1 เท่ากับ 87.08 / 86.57 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 80 / 80 ที่ตั้งไว้ 2. นัก เรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องการอ่านจับใจความสำคัญก่อนเรียนและหลัง เรียนด้วยแบบฝึกการอ่านจับใจความสำคัญ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ 0.05 โดยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนด้วยแบบฝึก การอ่านจับใจความสำคัญสูงกว่าก่อนเรียน 3. ความคิดเห็นของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่มีต่อการเรียน โดยใช้แบบฝึกการอ่าน จับใจความสำคัญ ในภาพรวมนักเรียนมีความคิดเห็น อยู่ในระดับ เห็นด้วยมาก โดยสามารถพัฒนาทักษะ การอ่านจับใจความสำคัญได้ดียิ่งขึ้น มีความสนใจในรูปภาพประกอบและเนื้อเรื่องที่ใช้ในแบบฝึก นักเรียนเข้าใจในบทเรียนดีขึ้นและมีความพึงพอใจต่อการเรียนโดยใช้แบบฝึก
การพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่อง ชนิดของคำในภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖
[ โดย kruinfo ชม 242 ]
ในการศึกษาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ ๑) เพื่อพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่อง ชนิดของคำในภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖ ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน ๘๐/๘๐ ๒) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่อง ชนิดของคำในภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖ ๓) เพื่อศึกษาดัชนีประสิทธิผลของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่อง ชนิดของคำในภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖ และ ๔) เพื่อศึกษาความพึงพอใจต่อการเรียนรู้โดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่อง ชนิดของคำในภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖ ประชากรและกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖ โรงเรียนบ้านเซโนนม่วง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษายโสธร เขต ๒ ภาคเรียนที่ ๒ ปีการศึกษา ๒๕๕๐ จำนวนนักเรียน ๙ คน โดยใช้วิธีการสุ่มแบบเจาะจง (Purposive Sample) เครื่องมือที่ใช้ในศึกษา ได้แก่ บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่อง ชนิดของคำในภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ก่อนและหลังเรียน และแบบสอบถามความพึงพอใจต่อการเรียนรู้โดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่อง ชนิดของคำในภาษาไทย สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที (t-test) สรุปผลการศึกษาได้ดังนี้ ๑. ประสิทธิภาพของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่อง ชนิดของคำในภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖ ที่ผู้ศึกษาสร้างขึ้น มีประสิทธิภาพเท่ากับ ๘๒.๐๖/๘๓.๘๙ ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ที่ตั้งไว้ ๒. นักเรียนที่เรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่อง ชนิดของคำในภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖ มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .๐๑ ๓. ดัชนีประสิทธิผลจากการเรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน กลุ่มสาระ การเรียนรู้ภาษาไทย เรื่อง ชนิดของคำในภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖ (E.I.) มีค่าเท่ากับ ๐.๖๐๕๔ หรือคิดเป็นร้อยละ ๖๐.๕๔ แสดงว่า นักเรียนมีความก้าวหน้าในการเรียนเพิ่มขึ้นคิดเป็น ร้อยละ ๖๑.๑๒ ๔. นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่อง ชนิดของคำในภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖ โดยรวมอยู่ในระดับมาก
รายงานผลการพัฒนาแบบฝึกเสริมทักษะการอ่านและการเขียนคำที่มีตัวสะกด ตรงมาตรา สำหรับนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนไตรธารวิทยา
[ โดย kruinfo ชม 156 ]
บทคัดย่อ รายงานผลการพัฒนาแบบฝึกเสริมทักษะการอ่านและการเขียนคำที่มีตัวสะกดตรงมาตรา สำหรับนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนไตรธารวิทยา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาน่าน เขต 1 วัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อพัฒนาแบบฝึกเสริมทักษะการอ่านและการเขียนคำที่มีตัวสะกดตรงมาตราของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สาระการเรียนรู้ภาษาไทยของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ก่อนและหลังการใช้แบบฝึกเสริมทักษะการอ่านและการเขียนคำที่มีตัวสะกดตรงมาตรา 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อแบบฝึกเสริมทักษะการอ่านและการเขียนคำที่มีตัวสะกดตรงมาตรา กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนไตรธารวิทยา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาน่าน เขต 1 จำนวน 9 คน ได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบฝึกเสริมทักษะการอ่านและการเขียนคำที่มีตัวสะกดตรงตามมาตรา แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์การอ่านและการเขียนคำที่มีตัวสะกดตรงตามมาตรา แบบสอบถามความพึงพอใจต่อการเรียนภาษาไทยโดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะการอ่านและการเขียนคำที่มีตัวสะกดตรงตามมาตรา สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ค่าเฉลี่ย () และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และใช้ t-test (Dependent Samples) ผลการวิจัย พบว่า 1. แบบฝึกเสริมทักษะการอ่านและการเขียนคำที่สะกดคำตรงตามมาตราที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นมีประสิทธิภาพเท่ากับ 74.57/73.30 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ 2. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ที่ เรียนด้วยแบบฝึกเสริมทักษะการอ่านและการเขียนคำที่มีตัวสะกดตรงตามมาตรมีผล สัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ ระดับ .01 3. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 มี ความพึงพอใจต่อการเรียนด้วยแบบฝึกเสริมทักษะการอ่านและการเขียนคำที่มีตัว สะกดตรงตามมาตรา โดยภาพรวมมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 2.67
การพัฒนาแบบฝึกแก้ไขข้อบกพร่องการใช้ภาษาไทยในงานเขียนร้อยแก้วสำหรับ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนวรคุณอุปถัมภ์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาศรีสะเกษ เขต 2
[ โดย kruinfo ชม 163 ]
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและหาประสิทธิภาพแบบฝึกแก้ไขข้อบกพร่องการใช้ภาษาในงานเขียนร้อยแก้ว สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนวรคุณอุปถัมภ์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาศรีสะเกษ เขต 2 และเปรียบเทียบคะแนนความสามารถในการใช้ภาษาในงานเขียนร้อยแก้ว ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ก่อนและหลังการแก้ไขข้อบกพร่องโดยใช้แบบฝึกแก้ไขข้อบกพร่องการใช้ภาษาในงานเขียนร้อยแก้ว กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในงานวิจัยได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนวรคุณอุปถัมภ์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาศรีสะเกษ เขต 2 จำนวน 23 คน ซึ่งกำลังศึกษาในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2551 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ 1) แผนการจัดการเรียนรู้การใช้ภาษาไทยในงานเขียนร้อยแก้ว 2) แบบฝึกแก้ไขข้อบกพร่องของการใช้ภาษาไทยในงานเขียนร้อยแก้ว 3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการใช้ภาษาไทยในงานเขียนร้อยแก้ว การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติทดสอบ t-test แบบ Dependent Samples ผลการวิจัย พบว่า 1. แบบฝึกแก้ไขข้อบกพร่องการใช้ภาษาไทยในงานเขียนร้อยแก้วที่สร้างขึ้นมีทั้งหมด 4 ชุด ประกอบด้วย แบบฝึกแก้ไขข้อบกพร่องในการสะกดการันต์ แบบฝึกแก้ไขข้อบกพร่องในการใช้ถ้อยคำ แบบฝึกแก้ไขข้อบกพร่องในการเรียบเรียงประโยค แบบฝึกแก้ไขข้อบกพร่องในการใช้เครื่องหมายวรรคตอน มีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์คือ 83.78/81.95 2. นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์การใช้ภาษาไทยในงานเขียนร้อยแก้วก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยแบบฝึกแก้ไขข้อบกพร่องการใช้ภาษาไทยในงานเขียนร้อยแก้ว แตกต่างกันอย่างนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 โดยหลังเรียนนักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการใช้ภาษาสูงกว่าก่อนเรียน
รายงานการใช้ชุดการเรียน เพื่อพัฒนาทักษะการอ่าน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
[ โดย kruinfo ชม 144 ]
บทคัดย่อ การศึกษาครั้งนี้ มีความมุ่งหมาย เพื่อสร้างชุดการเรียน เพื่อพัฒนาทักษะการอ่านสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา 1 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80 / 80 ศึกษาคุณภาพของชุดการเรียน เพื่อพัฒนาทักษะการอ่านโดยครูผู้สอนภาษาไทย และเปรียบเทียบทักษะการอ่านก่อนและหลังการเรียนด้วยชุดการเรียน กลุ่มตัวอย่าง เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนนวมินทราชินูทิศ หอวัง นนทบุรี ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2550 จำนวน 53 คน ที่ได้มาจาการสุ่มตัวอย่างอย่างง่าย (Simple Random Sampling) โดยมีห้องเรียนเป็นหน่วยการสุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ ชุดการเรียนเพื่อพัฒนาทักษะการอ่าน สำหรับ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 4 ชุด ประกอบด้วย ชุดที่ 1 เรื่อง การอ่านจับใจความสำคัญ ชุดที่ 2 เรื่อง การอ่านแยกข้อเท็จจริงและข้อคิดเห็น ชุดที่ 3 เรื่อง การอ่านตีความ และชุดที่ 4 เรื่อง การอ่านในใจ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และ แบบประเมินคุณภาพของชุดการเรียน เพื่อพัฒนาทักษะการอ่านโดยครูผู้สอนภาษาไทย ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 สถิติที่ใช้การวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ( ) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และ การทดสอบค่าสถิติ t แบบ Dependent ผลการศึกษา พบว่า 1. ประสิทธิภาพของชุดการเรียน เพื่อพัฒนาทักษะการอ่าน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ตามเกณฑ์ความสัมพันธ์ระหว่างกระบวนการและผลลัพธ์ (E1 / E2) เท่ากับ 86.38 / 88.92 สูงกว่าเกณฑ์ 80 / 80 ที่กำหนดไว้ 2. คุณภาพของชุดการเรียน เพื่อพัฒนาทักษะการอ่าน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยครูผู้สอนภาษาไทย พบว่า ชุดการเรียนมีคุณภาพอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาค่าเฉลี่ยมากที่สุด คือ ด้านเนื้อหา รองลงมา ได้แก่ ด้านรูปแบบ และด้านการพิมพ์และการจัดทำรูปเล่ม 3. ทักษะการอ่านของนักเรียนหลังการเรียนโดยใช้ชุดการเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.001
การพัฒนาบทเรียนสำเร็จรูปเรื่อง การบวกและการลบจำนวนนับที่มีผลลัพธ์และตัวตั้ง ไม่เกิน100 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านเกษตรสมบูรณ์ อำเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์
[ โดย kruinfo ชม 192 ]
บทคัดย่อ รายงานการพัฒนาบทเรียนสำเร็จรูปเรื่อง การบวกและการลบจำนวนนับที่มีผลลัพธ์และตัวตั้งไม่เกิน100 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านเกษตรสมบูรณ์ อำเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของบทเรียนสำเร็จรูปเรื่อง การบวกและการลบจำนวนนับ ที่มีผลลัพธ์และตัวตั้งไม่เกิน100 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75 2) เพื่อทดลองใช้บทเรียนสำเร็จรูปเรื่อง การบวกและการลบจำนวนนับ ที่มีผลลัพธ์และตัวตั้งไม่เกิน100 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ซึ่งศึกษาผลการใช้โดยเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนและ 3) เพื่อประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อบทเรียนสำเร็จรูปเรื่องการบวก และการลบจำนวนนับ ที่มีผลลัพธ์และตัวตั้งไม่เกิน100 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 อำเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์ กลุ่มตัวอย่าง นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านเกษตรสมบูรณ์ อำเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์ จำนวน 16 คน เครื่องมือที่ใช้ ในการศึกษาค้นคว้าประกอบด้วย 1) บทเรียนสำเร็จรูปเรื่อง การบวกและการลบจำนวนนับ ที่มีผลลัพธ์และตัวตั้งไม่เกิน100 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่สอดคล้องกับผลการเรียนรู้ที่คาดหวังและ จุดประสงค์การเรียนรู้ เรื่องการบวกและการลบจำนวนนับ ที่มีผลลัพธ์และตัวตั้งไม่เกิน100 ซึ่งเป็นแบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 3 ตัวเลือกจำนวน 30 ข้อ 3) แบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบสมมุติฐานโดยใช้ t-test (Dependent Sample) ผลการศึกษา พบว่า (1) บทเรียนสำเร็จรูปเรื่อง การบวกและการลบจำนวนนับ ที่มีผลลัพธ์และตัวตั้งไม่เกิน100 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 มีประสิทธิภาพ 80.66/79.58 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 75/75 ที่ตั้งไว้ (2) นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนเพิ่มขึ้นจากก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 (3) นักเรียนมีความพึงพอใจต่อบทเรียนสำเร็จรูปเรื่อง การบวกและการลบจำนวนนับ ที่มีผลลัพธ์และตัวตั้งไม่เกิน100 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก
การศึกษาความสามารถทางคณิตศาสตร์ ของเด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา
[ โดย kruinfo ชม 152 ]
การวิจัยครั้งนี้มีจุดมุ่งหมาย เพื่อศึกษาความสามารถทางคณิตศาสตร์ ของเด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา ระดับเรียนได้ ด้วยวิธีการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการ และเพื่อเปรียบเทียบความสามารถทางคณิตศาสตร์ก่อนและหลังการดำเนินกิจกรรมของเด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา กลุ่มประชากรที่ใช้ในการวิจัยได้แก่นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 5 คน ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2550 เป็นเวลา 8 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 3 ชั่วโมง รวม 24 ชั่วโมง วิธีการทดลองครั้งนี้ เป็นการทดลองแบบ One-Group Pretest-Posttest Design เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง คือ แผนการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการ 4 หน่วย ได้แก่ หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 เรื่องกระทงน้อยลอยนาวา บูรณาการเรื่อง การวัดความยาว และรูปเรขาคณิต หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 เรื่อง ปั้นแป้งจากแป้งโดว์ บูรณาการ ในเรื่องการบวกจำนวนเต็ม และการตวง หน่วยการเรียนรู้ที่ 3 เรื่องลูกชุบแสนสวย บูรณาการในเรื่อง การบวก การลบจำนวนเต็ม การชั่ง และการตวง หน่วยการเรียนรู้ที่ 4 เรื่องวุ้นใสวัยหวาน บูรณากรในเรื่อง การบวก ลบ จำนวนเต็ม การชั่ง การตวง และ รูปเรขาคณิตและแบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน จำนวน 30 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือ ค่าเฉลี่ย ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติทดสอบ The Wilcoxon Matched-Pairs Signed-Ranks Test ผลการวิจัยพบว่า 1. ความสามารถทางคณิตศาสตร์ของเด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาหลังการเข้าร่วมกิจกรรมการเรียนรู้แบบบูรณาการ อยู่ในระดับดีมาก 2. เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ แบบบูรณาการ มีความสามารถทางคณิตศาสตร์ก่อนและหลังการทดลองแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
รายงานการสร้างชุดฝึกทักษะการสรุปใจความสำคัญเชิงวิเคราะห์โดยใช้นิทานพื้นบ้านล้านนา สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านหลวงเหนือ (วิทตตานุกูล) อ.งาว จ.ลำปาง
[ โดย kruinfo ชม 173 ]
บทคัดย่อ การ ศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) เพื่อสร้างชุดฝึกทักษะการสรุปใจความสำคัญเชิงวิเคราะห์โดยใช้นิทานพื้นบ้าน ล้านนา สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 (2) เพื่อหาประสิทธิภาพของชุดฝึกทักษะการสรุปใจความสำคัญเชิงวิเคราะห์โดยใช้ นิทานพื้นบ้านล้านนา สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 (3) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ การสรุปใจความสำคัญ เชิง วิเคราะห์ ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน ในการใช้ชุดฝึกทักษะการสรุปใจความสำคัญเชิงวิเคราะห์โดยใช้นิทานพื้นบ้าน ล้านนา (4) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนในการใช้ชุดฝึกทักษะการสรุปใจความสำคัญ เชิงวิเคราะห์โดยใช้นิทานพื้นบ้านล้านนา สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ประชากร คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านหลวงเหนือ (วิทิตตานุกูล) อำเภองาว จังหวัดลำปาง ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2550 จำนวน 8 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาประกอบด้วย (1) ชุดฝึกทักษะการสรุปใจความสำคัญเชิงวิเคราะห์โดยใช้นิทานพื้นบ้านล้านนา สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 (2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์การสรุปใจความสำคัญ เชิง วิเคราะห์ (3) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนในการใช้ชุดฝึกทักษะการสรุปใจความสำคัญเชิง วิเคราะห์โดยใช้นิทานพื้นบ้านล้านนา สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาร้อยละ ค่าเฉลี่ย การหาประสิทธิภาพชุดฝึกโดยสูตร E1/E2 และการทดสอบค่าที ผล การศึกษา พบว่า (1) ได้ชุดฝึกทักษะการสรุปใจความสำคัญเชิงวิเคราะห์โดยใช้นิทานพื้นบ้านล้านนา สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 5 เล่ม (2) ชุดฝึกทักษะการสรุปใจความสำคัญเชิงวิเคราะห์โดยใช้นิทานพื้นบ้าน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่สร้างขึ้น มีประสิทธิภาพโดยรวมเท่ากับ 89.71/87.50 ซึ่ง สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดไว้คือ 80/80 (3) นักเรียนที่เรียนโดยใช้ชุดฝึกทักษะการสรุปใจความสำคัญเชิงวิเคราะห์โดยใช้ นิทานพื้นบ้านล้านนา มีคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนเท่ากับ 10.38 คะแนนเฉลี่ยหลังเรียนเท่ากับ 23.75 คะแนนเฉลี่ยความก้าวหน้าเท่ากับ 13.375 ร้อยละของความก้าวหน้าเท่ากับ 44.58 ซึ่ง สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดคือ ต้องเพิ่มขึ้นอย่างน้อยร้อยละ 25 ของคะแนนเต็มและเมื่อเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยคะแนนก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้ t-test นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์การสรุปใจความสำคัญเชิงวิเคราะห์ หลัง เรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 (4) นักเรียนมีความพึงพอใจในการใช้ชุดฝึกทักษะการสรุปใจความสำคัญเชิงวิเคราะห์ โดยใช้นิทานพื้นบ้านล้านนา สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 อยู่ในระดับ มากที่สุด
การสร้างและพัฒนาแบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียนภาษาไทยโดยใช้แหล่การสร้างและพัฒนาแบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียนภาษาไทยโดยใช้แหล่ง เรียนรู้ในสถานศึกษากลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1
[ โดย kruinfo ชม 169 ]
วัตถุประสงค์ 1. เพื่อสร้างและพัฒนาแบบฝึกพัฒนาทักษะการอ่านการเขียนภาษาไทย โดยใช้แหล่งเรียนรู้ในสถานศึกษา กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 2. เพื่อคุณภาพและประสิทธิภาพของแบบฝึกพัฒนาทักษะการอ่านการเขียนภาษาไทย โดยใช้แหล่งเรียนรู้ในสถานศึกษา กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 3. เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน ชันประถมศึกษาปีที่ 1 ที่เรียนรู้โดยใช้แบบฝึกพัฒนาทักษะการอ่านการเขียนภาษาไทยโดยใช้ แหล่งเรียนรู้ในสถานศึกษา กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ก่อนเรียน ระหว่างเรียน และหลังเรียน 4. เพื่อศึกษาพฤติกรรมการเรียนรู้ของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ที่เรียนรู้โดยใช้แบบฝึกพัฒนาทักษะการอ่านการเขียนภาไทยโดยใช้ แหล่งเรียนรู้ในสถานศึกษา กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 5. เพื่อศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกพัฒนาทักษะการอ่านการเขียนภาษาไทย โดยใช้ แหล่งเรียนรู้ในสถานศึกษา กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 สมมติฐานของการศึกษา 1. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่1/4 ที่เรียนโดยใช้แบบฝึกพัฒนาทักษะการอ่านการเขียนภาษาไทยโดยใช้แหล่งเรียนรู้ในสถานศึกษา กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1/4 ที่เรียนโดยใช้แบฝึกพัฒนาทักษะการอ่านการเขียน ภาไทยโดยใช้แหล่งเรียนรู้ในสถานศึกษา มีพฤติกรรมการเรียนรู้ในระดับมาก 3. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1/4 ที่เรียนโดยใช้แบฝึกพัฒนาทักษะการอ่านการเขียนภาษาไทยโดยใช้แหล่งเรียนรู้ในสถานศึกษา กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก วิธีดำเนินการ กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1/4 จำนวน 41 คน โรงเรียนบางชัน(ปลื้มวิทยานุสรณ์) ที่กำลังศึกษาอยู่ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2550 แบบแผนการวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบเฉพาะเจาะจง (Purposive Sampling) เป็นห้องที่ผู้รายงานได้รับมอบหมายให้ดำเนินการสอนโดยเป็นครูประจำชั้น เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบฝึกพัฒนาทักษะการอ่านและการเขียนภาษาไทยโดยใช้แหล่งเรียนรู้ในสถานศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 คู่มือการจัดการเรียนรู้และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนแบบประเมินพฤติกรรมการเรียนรู้ของนักเรียนและแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อทำแบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียนภาษาไทยโดยใช้แหล่งเรียนรู้ในสถานศึกษาโดยการนำไปทดลองใช้ในโรงเรียนบางชัน(ปลื้มวิทยานุสรณ์) สำนักงานเขตคลองสามวา กรุงเทพมหานคร แล้วนำผลจากการทดลองมาวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) เปรียบเทียบกับเกณฑ์เฉลี่ยและทดสอบสมมติฐานโดยใช้ t-test ผลการศึกษา ผลการศึกษา พบว่า คะแนนผลสัมฤทธิ์การอ่านและการเขียนก่อนเรียนและหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน หลังการใช้แบบฝึกพัฒนาทักษะการอ่านและการเขียนภาษาไทยโดยใช้แหล่งเรียนรู้ในสถานศึกษาแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.05 นักเรียนมีพฤติกรรมการเรียนรู้อยู่ในระดับดีมากและมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ปีการศึกษา 2550 ก้าวหน้ากว่า ปีการศึกษา 2549
รายงานการพัฒนาแบบฝึกเสริมทักษะ เรื่อง การเขียนประสมสระ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนที่มีปัญหาทางการเรียนรู้ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1
[ โดย kruinfo ชม 173 ]
การรายงานครั้งนี้ มีความมุ่งหมายคือ 1) เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพแบบฝึกเสริมทักษะ เรื่อง การเขียนประสมสระ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนที่มีปัญหาทางการเรียนรู้ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาไทย สำหรับนักเรียนที่มีปัญหาทางการเรียนรู้ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ซึ่งได้รับการฝึก โดยใช้แบบฝึกทักษะ การเขียนประสมสระ ก่อนและหลังการใช้แบบฝึก กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ปีการศึกษา 2551 โรงเรียนบ้านรอดนิลวิทยา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากำแพงเพชร เขต 2 จำนวน 1 ห้องเรียน จำนวนนักเรียน 6 คน ซึ่งได้มาโดยวิธีการเลือกแบบเจาะจง ( Purpossive Random Sampling ) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาประกอบด้วย แบบฝึกเสริมทักษะ เรื่อง การเขียนประสมสระ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนที่มีปัญหาทางการเรียนรู้ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การเขียนประสมสระ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนที่มีปัญหาทางการเรียนรู้ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การหาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าร้อยละ และสูตรการคำนวณ หาประสิทธิภาพ นำเสนอข้อมูลโดยตารางประกอบคำบรรยาย ผลการศึกษาพบว่า 1. ประสิทธิภาพของแบบฝึกเสริมทักษะ เรื่อง การเขียนประสมสระ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนที่มีปัญหาทางการเรียนรู้ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 มีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 ที่กำหนดไว้ 2. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ที่เรียนด้วยแบบฝึกเสริมทักษะ เรื่อง การเขียนประสมสระ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนที่มีปัญหาทางการเรียนรู้ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
รายงานผลการใช้แบบฝึกทักษะการอ่านเชิงวิเคราะห์จากสื่อสิ่งพิมพ์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3
[ โดย kruinfo ชม 291 ]
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะการอ่านเชิงวิเคราะห์จากสื่อสิ่งพิมพ์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการอ่านเชิงวิเคราะห์ก่อนและหลังเรียนด้วยแบบฝึกทักษะการอ่านเชิงวิเคราะห์จากสื่อสิ่งพิมพ์ และศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการใช้แบบฝึกทักษะการอ่านเชิงวิเคราะห์จากสื่อสิ่งพิมพ์ ประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนวัดบ้านพริกอำเภอบ้านนา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครนายก ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2550 จำนวน 42 คน โดยใช้จำนวนนักเรียนทั้งหมดเป็นกลุ่มประชากรในการศึกษา ใช้ระยะเวลา ในการทดลองทั้งสิ้น จำนวน 12 ชั่วโมง เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่ แบบฝึกทักษะการอ่านเชิงวิเคราะห์จากสื่อสิ่งพิมพ์ จำนวน 6 ชุด ประกอบด้วย ชุดที่ 1 การอ่านเชิงวิเคราะห์จาก เนื้อข่าว ชุดที่ 2 การอ่านเชิงวิเคราะห์จากเนื้อหาบทความ ชุดที่ 3 การอ่านเชิงวิเคราะห์จากเนื้อหาสารคดี ชุดที่ 4 การอ่านเชิงวิเคราะห์จากเนื้อหาโฆษณา ชุดที่ 5 การอ่านเชิงวิเคราะห์จากเนื้อหา เรื่องสั้น และชุดที่ 6 การอ่านเชิงวิเคราะห์จากเนื้อหาบทร้อยกรอง และแบบทดสอบวัดความสามารถในการอ่านเชิงวิเคราะห์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยการทดสอบค่า t - test แบบ Dependent ผลการศึกษาพบว่า 1. แบบฝึกทักษะการอ่านเชิงวิเคราะห์จากสื่อสิ่งพิมพ์ มีประสิทธิภาพ 84.66/85.10 2. นักเรียนที่เรียนด้วยแบบฝึกทักษะการอ่านเชิงวิเคราะห์จากสื่อสิ่งพิมพ์ มีความสามารถในการอ่านเชิงวิเคราะห์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 3. นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการใช้แบบฝึกทักษะการอ่านเชิงวิเคราะห์จากสื่อสิ่งพิมพ์อยู่ในระดับมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 90.20
ผลการใช้ชุดการสอนประกอบการบรรยายเรื่อง การเขียนสะกดคำภาษาไทยตามมาตราตัวสะกดสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2
[ โดย kruinfo ชม 205 ]
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนาและหาประสิทธิภาพของชุดการสอนประกอบการบรรยาย เรื่อง การเขียนสะกดคำภาษาไทยตามมาตราตัวสะกดตามเกณฑ์ 80/80สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาที่ 2 และเพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ด้านการเขียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ระหว่างก่อนและหลังการใช้ชุดการสอนประกอบการบรรยาย เรื่อง การเขียนสะกดคำภาษาไทยตามมาตราตัวสะกด ประชากร ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 เครือข่ายพัฒนาคุณภาพการศึกษาทุ่งหลวง
การพัฒนาทักษะการเขียนคำภาษาไทย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะ
[ โดย kruinfo ชม 164 ]
บทคัดย่อ ในปัจจุบันพบว่า การเขียนคำไม่ถูกต้องของเด็กนั้น เป็นปัญหาใหญ่ที่มีผลต่อการเรียนการสอนภาษาไทย คือ ทำให้เด็กไม่สามารถเข้าใจเรื่องราวจากผู้อื่น และไม่สามารถแสดงให้ผู้อื่นเข้าใจความคิดของตนเองได้ ดังนั้นจึงต้องมีการศึกษาค้นคว้า เพื่อจะพัฒนาทักษะการเขียนคำภาษาไทยของนักเรียน ให้มีความถูกต้องตามหลักเกณฑ์ทางภาษา และสามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ โดยมีการเลือกใช้นวัตกรรมคือ แบบฝึกเสริมทักษะการเขียนคำภาษาไทย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 การศึกษาค้นคว้าครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างและ หาประสิทธิภาพของแบบฝึกเสริมทักษะการเขียนคำภาษาไทย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 พร้อมทั้งเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ของการเรียนก่อนและหลังการสอน โดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะการเขียนคำภาษาไทยที่สร้างขึ้น ประชากรที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าครั้งนี้เป็นนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ปีการศึกษา 2551 โรงเรียนบ้านนาฟ่อน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเชียงใหม่ เขต 5 จำนวน 20 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าเป็น แบบฝึกเสริมทักษะ การเขียนคำภาษาไทย จำนวน 10 แบบฝึก พร้อมแผนการการจัดการเรียนรู้ จำนวน 10 แผน ใช้เวลาในการสอนและฝึกครั้งละ 3 คาบ (60 นาที) และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียน และหลังเรียน จำนวน 20 ข้อ แล้วนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์โดยใช้สถิติพื้นฐาน จากผลการศึกษาค้นคว้าพบว่า 1. แบบฝึกเสริมทักษะการเขียนคำภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ที่สร้างขึ้นมีประสิทธิภาพ 81.45/83.25 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดไว้คือ 80/80 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้วยแบบฝึกเสริมทักษะการเขียนคำภาษาไทยหลังเรียน สูงกว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญที่ 0.01
พัฒนาแบบฝึกเสริมทักษะการเขียนสะกดคำภาษาไทยตามมาตราตัวสะกด กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๒
[ โดย kruinfo ชม 161 ]
ในการศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาแบบฝึกเสริมทักษะการเขียนสะกดคำภาษาไทยตามมาตราตัวสะกด กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับชั้นประถมศึกษาปีที่ ๒ ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ ๘๐/๘๐ และเพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนกับหลังการใช้แบบฝึกเสริมทักษะการเขียนสะกดคำภาษาไทยตามมาตราตัวสะกด กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๒/๑ โรงเรียนบ้านม่วงนาดี สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุบลราชธานี เขต ๕ ภาคเรียนที่ ๒ ปีการศึกษา ๒๕๕๐ จำนวน ๓๕ คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ แบบฝึกเสริมทักษะการเขียนสะกดคำภาษาไทยตามมาตราตัวสะกด กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับชั้นประถมศึกษาปีที่ ๒ จำนวน ๑๒ ชุด และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การเขียนสะกดคำภาษาไทยตามมาตราตัวสะกด จำนวน ๓๐ ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบก่อนเรียนหลังเรียนด้วย ค่า t (t
การวิจัยเรื่องการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์การใช้นวัตกรรมสื่อประสมชุดแบบฝึกทักษะและซีดีรอม กับชุดหนังสือส่งเสริมการเขียนและแบบฝึกหัด หน่วยการเรียนรู้ เรื่อง หลักการเขียนเบื้องต้น รายวิชาการเขียนร้อยแก้ว รหัสวิชา ท 40204 ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ภาคเรียนที่ 1
[ โดย kruinfo ชม 365 ]
การวิจัยเรื่องการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์การใช้นวัตกรรมสื่อประสมชุดแบบฝึกทักษะและซีดีรอม กับชุดหนังสือส่งเสริมการเขียนและแบบฝึกหัด หน่วยการเรียนรู้ เรื่อง หลักการเขียนเบื้องต้น รายวิชาการเขียนร้อยแก้ว รหัสวิชา ท 40204 ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2550 โรงเรียนเมืองราดวิทยาคม โดย ศศิกาญจน์ ชมชื่น โรงเรียนเมืองราดวิทยาคม เพชรบูรณ์ วัตถุประสงค์การวิจัย 1. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์การใช้นวัตกรรมสื่อประสมชุดแบบฝึกทักษะและซีดีรอม(CDRom) กับชุดหนังสือส่งเสริมการเขียนและแบบฝึกหัด หน่วยการเรียนรู้ เรื่อง หลักการเขียนเบื้องต้น รายวิชาการเขียนร้อยแก้ว รหัสวิชา ท 40204 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2550 โรงเรียนเมืองราดวิทยาคม 2. เพื่อศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนต่อการใช้นวัตกรรมสื่อประสมชุดแบบฝึกทักษะ และซีดีรอม เรื่อง หลักการเขียนเบื้องต้น รายวิชาการเขียนร้อยแก้ว ท 40204 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2550 โรงเรียนเมืองราดวิทยาคม 3. เพื่อศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนต่อการใช้นวัตกรรมชุดหนังสือส่งเสริมการเขียนและแบบฝึกหัด เรื่อง หลักการเขียนเบื้องต้น รายวิชาการเขียนร้อยแก้ว ท 40204 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2550 โรงเรียนเมืองราดวิทยาคม ขอบเขตการวิจัย ด้านเนื้อหา 1. เนื้อหารายวิชาการเขียนร้อยแก้ว ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ตามหลักสูตรสถานศึกษาโรงเรียนเมืองราดวิทยาคม กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย พุทธศักราช 2550 หลักการเขียนเบื้องต้น รายวิชาการเขียนร้อยแก้ว ท 40204 ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 2. การใช้ชุดหนังสือส่งเสริมการเขียนและแบบฝึกหัด กับนวัตกรรมสื่อประสมชุดแบบฝึกทักษะและซีดีรอม หน่วยการเรียนรู้ เรื่อง หลักการเขียนเบื้องต้น รายวิชาการเขียนร้อยแก้ว รหัสวิชา ท 40204 ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2550 โรงเรียนเมืองราดวิทยาคม ประกอบด้วย นวัตกรรมสื่อประสมชุดแบบฝึกทักษะและซีดีรอมหนั กับหนังสือส่งเสริมการเขียนและแบบฝึกหัด ดังนี้ 1. นวัตกรรมสื่อประสมชุดแบบฝึกทักษะและซีดีรอม ๓ ชุด ชุดที่ ๑ เรื่อง การเขียนคำไวพจน์ ชุดที่ ๒ เรื่อง การเขียนคำจากภาพ ชุดที่ ๓ เรื่อง การเขียนประโยคบรรยายภาพ 2. ชุดหนังสือส่งเสริมการเขียนและแบบฝึกหัด 2.1 หนังสือส่งเสริมการเขียน เรื่องหลักการเขียนเบื้องต้น การเขียนคำไวพจน์ การเขียนคำจากภาพ และการเขียนประโยคบรรยายภาพ 1 เล่ม 2.2 แบบฝึกหัด 1 เล่ม 3. การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังการเรียนโดยใช้ นวัตกรรมสื่อประสมชุดแบบฝึกทักษะและซีดีรอมกับชุดหนังสือส่งเสริมการเขียนและแบบฝึกหัด หน่วยการเรียนรู้ เรื่อง หลักการเขียนเบื้องต้น รายวิชาการเขียนร้อยแก้ว ท 40204ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ปีการศึกษา 2550 โรงเรียนเมืองราดวิทยาคม 4. ความคิดเห็นของนักเรียนในการใช้นวัตกรรมสื่อประสมชุดแบบฝึกทักษะและซีดีรอม เรื่อง หลักการเขียนเบื้องต้น รายวิชาการเขียนร้อยแก้ว ท 40204 ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2550 โรงเรียนเมืองราดวิทยาคม 5. ความคิดเห็นของนักเรียนในการใช้นวัตกรรมชุดหนังสือส่งเสริมการเขียนและแบบฝึกหัด เรื่อง หลักการเขียนเบื้องต้น รายวิชาการเขียนร้อยแก้ว ท 40204 ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2550 โรงเรียนเมืองราดวิทยาคม ด้านระยะเวลาในการวิจัย 1. การสร้างและพัฒนานวัตกรรมสื่อประสมชุดแบบฝึกทักษะและวีซีดี กับชุดหนังสือส่งเสริมการเขียนเบื้องต้น หน่วยการเรียนรู้เรื่อง หลักการเขียนเบื้องต้น รายวิชาการเขียนร้อยแก้ว รหัสวิชา ท 40204 ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2550 ระหว่างเดือนเมษายน-สิงหาคม 2550 2. กลุ่มตัวอย่างใช้เวลาทดลองและพัฒนานวัตกรรมดังนี้ สื่อประสมชุดแบบฝึกทักษะและวีซีดี(VCD) หน่วยการเรียนรู้ เรื่อง หลักการเขียนเบื้องต้น รายวิชาการเขียนร้อยแก้ว รหัสวิชา ท 40204 ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2550 โรงเรียนเมืองราดวิทยาคม จำนวน 3 ชุด ใช้เวลาทดลองชุดที่ 1-3 ชุดละ 4 ชั่วโมง รวม 12 ชั่วโมง ชุดหนังสือส่งเสริมการเขียนเบื้องต้นและแบบฝึกหัด หน่วยการเรียนรู้ เรื่อง หลักการเขียนเบื้องต้น รายวิชาการเขียนร้อยแก้ว รหัสวิชา ท 40204 ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2550 โรงเรียนเมืองราดวิทยาคม ใช้เวลาทดลอง 12 ชั่วโมง ทั้งนี้ไม่นับรวมชั่วโมงที่ใช้วัดผลประเมินผล ทำการทดลองในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2550 เดือนพฤษภาคม - มิถุนายน 2550 ผลที่คาดว่าจะได้รับ 1. ได้สื่อประสมชุดแบบฝึกทักษะและวีซีดี(VCD) หน่วยการเรียนรู้ เรื่อง หลักการเขียนเบื้องต้น รายวิชาการเขียนร้อยแก้ว รหัสวิชา ท 40204 ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนเมืองราดวิทยาคม จำนวน 3 ชุด คาบเรียน 12 ชั่วโมง 2. ได้ชุดหนังสือส่งเสริมการเขียนเบื้องต้นและแบบฝึกหัด หน่วยการเรียนรู้ เรื่อง หลักการเขียนเบื้องต้น รายวิชาการเขียนร้อยแก้ว รหัสวิชา ท 40204 ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2550 โรงเรียนเมืองราดวิทยาคม จำนวน 1 ชุด คาบเรียน 12 ชั่วโมง 3. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนเมืองราดวิทยาคมมีผลการเรียนวิชาภาษาไทยหน่วยการเรียนรู้ เรื่องหลักการเขียนเบื้องต้นดีขึ้นและมีผลสัมฤทธิ์สูงผ่านการวัดผลรายจุดประสงค์การเรียนรู้มากขึ้น 4. นักเรียนมีทักษะในการเขียน และมีความสามารถใช้ภาษาเขียนในการสื่อสารได้ดีขึ้น 5. นักเรียนมีพัฒนาการในรายวิชาการเขียนร้อยแก้วดีขึ้น 6. นักเรียนมีทัศนคติที่ดีต่อการเรียนในกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยมากขึ้น 7. นักเรียนปรับพื้นฐานในการเขียนเบื้องต้นเพื่อเรียนในขั้นสูงต่อไป 8. การจัดการเรียนรู้มีประสิทธิภาพดีขึ้น สามารถสร้างเจตคติที่ดีต่อการเรียนภาษาไทยของนักเรียนได้ดี
การประเมินโครงการส่งเสริมนิสัยรักการอ่านโรงเรียนบ้านสนามบิน อำเภอกุสุมาลย์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสกลนคร เขต 1
[ โดย kruinfo ชม 165 ]
ชื่อเรื่อง การประเมินโครงการส่งเสริมนิสัยรักการอ่าน โรงเรียนบ้านสนามบิน อำเภอกุสุมาลย์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา สกลนคร เขต 1 ผู้ประเมิน นางพรรมาหา เพชรพรรณ ปีที่ประเมิน 2552 บทคัดย่อ การประเมินโครงการส่งเสริมนิสัยรักการอ่านโรงเรียนบ้านสนามบิน อำเภอกุสุมาลย์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสกลนคร เขต 1 ฉบับนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินโครงการส่งเสริมนิสัยรักการอ่านโรงเรียนบ้านสนามบิน ในปีการศึกษา 2552 โดยใช้รูปแบบการประเมินโครงการ แบบ CIPP MODEL ของ Stufflebeam ซึ่งประเมินใน 4 ด้าน ได้แก่ ด้านบริบทของโครงการ ด้านปัจจัยนำเข้า ด้านกระบวนการ และด้านผลผลิต ของกิจกรรมหลัก 2 กิจกรรมตามโครงการ ได้แก่ กิจกรรมส่งเสริมนิสัยรักการอ่านที่จัดในโรงเรียน และกิจกรรมส่งเสริมนิสัยรักการอ่านที่จัดโดยความร่วมมือจากผู้ปกครองนักเรียน กลุ่มเป้าหมายในการประเมินครั้งนี้ คือ คณะกรรมการติดตามและประเมินผลโครงการ ครูผู้สอน นักเรียน และผู้ปกครองนักเรียนในปีการศึกษา 2552 จำนวน 92 คน เครื่องมือที่ใช้ เป็นแบบสอบถาม แบ่งเป็น 2 ประเภท ได้แก่ แบบสอบถามความคิดเห็นของคณะกรรมการติดตามและประเมินผลโครงการ คณะครูโรงเรียนบ้านสนามบิน และผู้ปกครองนักเรียน ใช้มาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ แบบสอบถามความคิดเห็นของนักเรียน ใช้มาตราส่วนประมาณค่า 3 ระดับ และแบบบันทึกรายการ จำนวน 2 ฉบับ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการดำเนินโครงการ พบว่า การประเมินโครงการส่งเสริมนิสัยรักการอ่านโรงเรียนบ้านสนามบิน อำเภอกุสุมาลย์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสกลนคร เขต 1 ในด้านบริบทของโครงการส่งเสริมนิสัยรักการอ่านโรงเรียนบ้านสนามบิน ในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ผลการประเมินด้านปัจจัยเบื้องต้นของโครงการส่งเสริมนิสัยรักการอ่านของโครงการส่งเสริมนิสัยรักการอ่านโรงเรียนบ้านสนามบิน อำเภอกุสุมาลย์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสกลนคร เขต 1 ตามความคิดเห็นของคณะกรรมการติดตามและประเมินผลโครงการ และครูผู้สอน พบว่า ปัจจัยเบื้องต้นของกิจกรรมหลักที่ 1 กิจกรรมที่จัดขึ้นในโรงเรียน ในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ปัจจัยเบื้องต้นของกิจกรรมหลักที่ 2 กิจกรรมที่จัดขึ้นโดยความร่วมมือจากผู้ปกครองนักเรียน ในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ผลการประเมินกระบวนการโครงการส่งเสริมนิสัยรักการอ่านโรงเรียนบ้านสนามบิน อำเภอกุสุมาลย์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสกลนคร เขต 1 ตามความคิดเห็นของ คณะกรรมการติดตามและประเมินผลโครงการ และครูผู้สอน ปรากฏผลดังนี้ กิจกรรมหลักที่ 1 กิจกรรมที่จัดในโรงเรียน ในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด กิจกรรมหลักที่ 2 กิจกรรมที่จัดขึ้นโดยความร่วมมือจากผู้ปกครองนักเรียน ในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ผลการดำเนินงานตามกิจกรรมในโครงการส่งเสริมนิสัยรักการอ่านโรงเรียนบ้านสนามบิน อำเภอกุสุมาลย์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสกลนคร เขต 1 สามารถทำให้นักเรียนมีพฤติกรรมรักการอ่านในทุกกิจกรรม ส่วนปัญหาและอุปสรรคที่พบส่วนใหญ่ จะเกิดกับนักเรียนที่มีบางคนไม่สนใจในกิจกรรมในโครงการและผู้ปกครองยังไม่เข้าใจขั้นตอนในการทำกิจกรรมในโครงการอย่างชัดเจน ผลการประเมินผลผลิตของโครงการ สรุปผลได้ดังนี้ 4.1 ผลการประเมินนิสัยรักการอ่านของนักเรียนโรงเรียนบ้านสนามบิน อำเภอกุสุมาลย์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสกลนคร เขต 1 ตามความคิดเห็นของคณะกรรมการติดตามและประเมินผลโครงการและครูผู้สอนในภาพรวมอยู่ในระดับมาก 4.2 ผลการประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนในปีการศึกษา 2551- 2552 จากการดำเนินงานโครงการส่งเสริมนิสัยรักการอ่านโรงเรียนบ้านสนามบิน อำเภอกุสุมาลย์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสกลนคร เขต 1 มีค่าเฉลี่ยสูงขึ้นทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ 4.3 ผลการประเมินความพึงพอใจของนักเรียนโรงเรียนบ้านสนามบิน อำเภอกุสุมาลย์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสกลนคร เขต 1 ต่อกิจกรรมตามโครงการส่งเสริมนิสัย รักการอ่านของโรงเรียนตามความคิดเห็นของนักเรียนในภาพรวมอยู่ในระดับมาก 4.4 ผลการประเมินความพึงพอใจของนักเรียนจากการเข้าร่วมกิจกรรมตามโครงการส่งเสริมนิสัยรักการอ่านของโรงเรียนบ้านสนามบิน อำเภอกุสุมาลย์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสกลนคร เขต 1 ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก 4.5 ผลการประเมินความพึงพอใจของบุคลากร และผู้เกี่ยวข้องในโครงการส่งเสริมนิสัยรักการอ่าน ได้ประเมินความพึงพอใจของบุคลากรและผู้เกี่ยวข้องในโครงการได้ดังนี้ 4.5.1 กิจกรรมที่ 1 กิจกรรมส่งเสริมนิสัยรักการอ่านที่จัดขึ้นในโรงเรียนในภาพรวม อยู่ในระดับมากที่สุด 4.5.2 กิจกรรมที่ 2 กิจกรรมส่งเสริมนิสัยรักการอ่านที่จัดขึ้นโดยความร่วมมือจากผู้ปกครองนักเรียนในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด
รายงานการใช้แบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความ
[ โดย kruinfo ชม 180 ]
การศึกษาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างแบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความ ในกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สาระที่ ๑ การอ่าน ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ ๘๐/๘๐ เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียน ก่อนและหลังการใช้แบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความและเพื่อประเมินความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อแบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความ เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาประกอบด้วย แบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความ จำนวน ๕ เล่ม แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนจำนวน ๓๐ ข้อ และแบบประเมินความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อแบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความ จำนวน ๑๐ ข้อ โดยใช้ศึกษากับประชากร นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ โรงเรียนบ้านสันมะเกลือ ตำบลวิเชตนคร อำเภอแจ้ห่ม จังหวัดลำปาง ปีการศึกษา ๒๕๕๓ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลำปาง เขต ๓ จำนวน ๑๘ คน ดำเนินการทดลองโดยการทดสอบก่อนเรียน แล้วจัดกิจกรรมการเรียนรู้ โดยให้ผู้เรียนศึกษาแบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความ จำนวน ๕ เล่ม ใช้เวลาในการทดลอง ๒๐ วัน วันละ ๑ ชั่วโมง ผู้เรียนปฎิบัติกิจกรรมในแบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความจนครบทั้ง ๕ เล่ม จากนั้นจึงทดสอบหลังเรียน และตอบแบบประเมินความพึงพอใจของผู้เรียน ที่มีต่อแบบฝึกทักษะการอ่าน จับใจความนำคะแนนทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนมาหาค่าเฉลี่ยและค่าร้อยละเพื่อหาประสิทธิภาพของแบบฝึกและนำคะแนนจากแบบประเมินความพึงพอใจของผู้เรียนมาหาค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การศึกษาปรากฏผลดังนี้ ๑. ประสิทธิภาพ ของแบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความ ๕ ชุด ที่สร้างขึ้นตามเกณฑ์ มาตรฐาน ๘๐/๘๐ ปรากฏว่า ได้ค่าเฉลี่ย ๘๓.๘๙/๘๗.๗๘ ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ ๒. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน คะแนนทดสอบก่อนเรียนเฉลี่ยร้อยละ ๕๔.๘๑ คะแนนทดสอบหลังเรียน เฉลี่ยร้อยละ ๘๗.๗๘ สรุปว่าผลคะแนนทดสอบก่อนเรียนสูงกว่าก่อนเรียน ๓.ความพึงพอใจของนักเรียน ที่ใช้แบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความ โดยภาพรวมอยู่ใน เกณฑ์มากที่สุดมีค่าเฉลี่ย ๔.๗๔ เพราะแต่ละชุดของแบบฝึกมีกิจกรรมหลากหลาย นักเรียนมีความพอใจที่ทำคะแนนได้ในระดับดีมาก และมีความสนุกสนานกับกิจกรรม กับการทำแบบฝึกการอ่าน จับใจความกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย
รายงานการประเมินโครงการส่งเสริมจิตสาธารณะนักเรียนฯ
[ โดย kruinfo ชม 186 ]
รายงานการประเมินโครงการส่งเสริมจิตสาธารณะนักเรียน โรงเรียนประชาราษฎร์อุปถัมภ์วิทยา สำนักงานเขตคลองสามวา ในการรายงานครั้งนี้เป็นการประเมินโครงการส่งเสริมจิตสาธารณะนักเรียน โรงเรียนประชาราษฎร์อุปถัมภ์วิทยา วัตถุประสงค์ของการประเมิน คือ 1)เพื่อประเมินสภาวะแวดล้อมของโครงการเกี่ยวกับความสอดคล้องระหว่างวัตถุประสงค์ของโครงการกับนโยบายของกรุงเทพมหานคร นโยบาย ปัญหาความต้องการของโรงเรียน 2) เพื่อประเมินปัจจัยนำเข้าของโครงการ เกี่ยวกับความเหมาะสมเพียงพอด้านงบประมาณ บุคลากร วัสดุ อุปกรณ์ อาคารสถานที่ ระยะเวลาในการดำเนินโครงการ 3) เพื่อประเมินด้านกระบวนการดำเนินโครงการเกี่ยวกับความเหมาะสมของกระบวนการดำเนินโครงการ 4) เพื่อประเมินผลผลิตของโครงการเกี่ยวกับคุณลักษณะอันพึงประสงค์ด้านจิตสาธารณะใน 3 องค์ประกอบและจิตสำนึกเกี่ยวกับตนเอง ได้แก่ 1) การหลีกเลี่ยงการใช้หรือการกระทำที่จะทำให้เกิดความชำรุดเสียหายต่อส่วนรวม 2)การถือเป็นหน้าที่ที่จะมีส่วนร่วมในการดูแลรักษาของส่วนรวมในวิสัยที่ตนทำได้ 3 ) การเคารพสิทธิในการใช้ของส่วนรวมที่เป็นประโยชน์ร่วมกันของกลุ่ม ประเมินจิตสำนึกเกี่ยวกับตนเองและผู้อื่น และประเมินความสอดคล้องระหว่างผลการดำเนินโครงการกับวัตถุประสงค์ของโครงการ กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการรายงานครั้งนี้ ประกอบด้วย ผู้อำนวยการโรงเรียนรองผู้อำนวยการโรงเรียน จำนวน 3 คน ครูผู้สอน จำนวน 49 คน นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษา ปีที่ 1
รายงานผลการใช้แบบฝึกการอ่านจับใจความเพื่อพัฒนาการคิด
[ โดย kruinfo ชม 157 ]
ชื่อเรื่อง : รายงานผลการใช้แบบฝึกการอ่านจับใจความเพื่อพัฒนาการคิด กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ชื่อผู้รายงาน: นางสาวสีนวล ไข่แก้ว ปีการศึกษา : 2552 บทคัดย่อ การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของแบบฝึกการอ่านจับใจความเพื่อพัฒนาการคิด กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการอ่านจับใจความเพื่อพัฒนาการคิด ก่อนและหลังเรียนด้วยแบบฝึกการอ่านจับใจความเพื่อพัฒนาการคิด และศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนด้วยแบบฝึกการอ่านจับใจความเพื่อพัฒนาการคิด ประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนในสังกัดกลุ่มโรงเรียนบ้านพริก ตำบลบ้านพริก อำเภอบ้านนา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครนายก จำนวน 7 โรงเรียน ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2552 กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนวัดบ้านพริก จำนวน 30 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง ใช้ระยะเวลาในการทดลองทั้งสิ้น จำนวน 16 ชั่วโมง เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่ แบบฝึกการอ่านจับใจความเพื่อพัฒนาการคิด จำนวน 6 เล่ม และแบบทดสอบวัดความสามารถในการอ่านจับใจความเพื่อพัฒนาการคิด วิเคราะห์ข้อมูลโดยการทดสอบค่า t - test แบบ Dependent ผลการศึกษาพบว่า 1. แบบฝึกการอ่านจับใจความเพื่อพัฒนาการคิด มีประสิทธิภาพ 85.14/85.28 2. นักเรียนที่เรียนด้วยแบบฝึกการอ่านจับใจความเพื่อพัฒนาการคิดมีความสามารถในการอ่านจับใจความเพื่อพัฒนาการคิดหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 3. นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนด้วยแบบฝึกการอ่านจับใจความเพื่อพัฒนาการคิด อยู่ในระดับมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 90.20
รายงานการพัฒนาชุดการสอนการอ่านจับใจความกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านกล้วย
[ โดย kruinfo ชม 191 ]
เรื่อง รายงานการพัฒนาชุดการสอนการอ่านจับใจความ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านกล้วย ผู้ศึกษา นายภูษิต ไทยประยูร ตำแหน่งครูวิทยฐานะ ครูชำนาญการ โรงเรียนบ้านกล้วย สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุพรรณบุรี เขต 3 ปีที่ศึกษา 2550 บทคัดย่อ การรายงานครั้งนี้เป็นการรายงานผลการสร้างและพัฒนาชุดการสอนการอ่านจับใจความ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านกล้วย มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) สร้างและพัฒนาชุดการสอนการอ่านจับใจความกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5ที่มีประสิทธิภาพ 2) เปรียบเทียบความสามารถในการอ่านจับใจความก่อนและหลังใช้ชุดการสอนการอ่านจับใจความกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 และ 3) ศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อชุดการสอนการอ่านจับใจความกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านกล้วย ปีการศึกษา 2550 จำนวน 37 คน เครื่องมือที่ใช้ในการรายงานประกอบด้วย 1) ชุดการสอนการอ่านจับใจความ 2) แบบทดสอบความสามารถในการอ่านจับใจความและ 3) แบบสอบถามความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อชุดการสอนการอ่านจับใจความ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลประกอบด้วย ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและการทดสอบค่า ที (dependent t-test) ผลการวิเคราะห์ข้อมูลพบว่า 1.ประสิทธิภาพของชุดการสอนการอ่านจับใจความมีค่าเท่ากับ 86.49/80.72 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้คือ 80/80 แสดงว่า เป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในวัตถุประสงค์ 2. ความสามารถในการอ่านจับใจความของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5โรงเรียนบ้านกล้วย หลังเรียนด้วยชุดการสอนการอ่านจับใจความ สูงกว่าก่อนเรียนด้วยชุดการสอนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 3. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านกล้วย มีความคิดเห็นต่อชุดการสอนการอ่านจับใจความกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย เหมาะสมอยู่ในระดับมากทั้งโดยภาพรวมและรายข้อ

ยอดนิยม