เลือกห้อง >>

ภาษาไทย

การศึกษาเด็กเป็นรายกรณี (Case Study) นักเรียนที่มีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม
[ โดย kruinfo ชม 1,090 ]
ชื่อการวิจัย การศึกษาเด็กเป็นรายกรณี (Case Study) นักเรียนที่มีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม ชั้นประถมศึกษาปีที่4-6โรงเรียนบ้านโตนด(คีรีมาศวิทยา) ผู้วิจัย นางเพ็ญทิวา จิตสว่าง ตำแหน่ง ครู วิทยฐานะ ครูชำนาญการ สถานศึกษา โรงเรียนบ้านโตนด ( คีรีมาศวิทยา ) บทคัดย่อ การวิจัยในครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาถึงสาเหตุที่ทำให้นักเรียนมีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมด้วยกระบวนการศึกษารายกรณีและศึกษาผลของการใช้วิธีการให้คำปรึกษาแบบเผชิญความจริงกับการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของนักเรียน ของนักเรียนโรงเรียนบ้านโตนด( คีรีมาศวิทยา )ปีการศึกษา 2551 จำนวน 4 คนด้วยการรวบรวมข้อมูลด้วยเครื่องมือจากกระบวนการศึกษารายกรณี ได้แก่แบบประเมินพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม และแบบบันทึกพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของนักเรียนในชั้นเรียน และเทคนิคต่างๆด้านจิตวิทยาได้แก่ การสังเกต การสัมภาษณ์ อัตชีวประวัติ บันทึกประจำวัน ระเบียนสะสม สังคมมิติการเยี่ยมบ้าน แบบสอบถาม และแบบทดสอบ วิเคราะห์ ข้อมูลโดยใช้วิธีวิเคราะห์เชิงพรรณนา โดยผลการศึกษาปรากฏดังนี้ พฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมในนักเรียนมีสาเหตุจากตัวแปร ด้านส่วนตัว คือนักเรียนมีบุคลิกภาพที่ไม่เหมาะสม และตัวแปรด้านสิ่งแวดล้อม ได้แก่ด้าน ครอบครัว คือฐานะทางเศรษฐกิจ สัมพันธภาพระหว่างสมาชิกในครอบครัว และสัมพันธภาพระหว่างนักเรียนกับครู นักเรียนกับเพื่อนบ้าน ลักษณะทางกายภาพ ของที่อยู่อาศัย พฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมที่มาจากโรคสมาธิสั้น และ ยังมี พฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมจากการรับสารเคมีบางตัวในขณะอยู่ในครรภ์มารดา หลังจากได้คำปรึกษาแบบเผชิญความจริง แล้วนักเรียนยอมรับ และมีความเข้าใจในพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของตังเองและมีความมุ่งมั่นที่ในการปรับปรุงพฤติกรรมของตัวเองจนดีขึ้นดังนี้ พฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมทางวาจา ไม่พูดคุยขณะครูสอน พูดสอดแทรก พูดขัดจังหวะพูดคำหยาบหรือ พูดคำไม่สุภาพพูดล้อเลียนหรือด่าทอ ชื่อพ่อ-แม่เพื่อน ส่วนทางกาย ที่พัฒนาขึ้นได้แก่ ไม่เคาะโต๊ะขณะเรียน หรืออยู่ในชั้นเรียนนั่งโยกเก้าอี้นั่งเก้าอี้สองขา ไม่ลุกเดินไปมาโดยไม่ได้รับอนุญาตจากครู แสดงสีหน้าไม่พอใจเมื่อครูตักเตือน นำงานอื่นๆขึ้นมาทำใช้กำลังทำร้ายหรือรังแกเพื่อนหรือ ผู้อื่น ใช้กำลังบังคับเอาสิ่งของๆผู้อื่น ขโมยของผู้อื่นมาเป็นของตน แสดงกิริยาล้อเลียน เยาะเย้ยผู้อื่นให้ ได้รับความอับอาย แสดงกิริยา อาการที่ส่อไปในทางชู้สาว
รายงานผลการพัฒนาเอกสารประกอบการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (งานประดิษฐ์) ชุด การประดิษฐ์ผลิตภัณฑ์จากแป้ง ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6
[ โดย kruinfo ชม 174 ]
ชื่อเรื่อง รายงานผลการพัฒนาเอกสารประกอบการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (งานประดิษฐ์) ชุด การประดิษฐ์ผลิตภัณฑ์จากแป้ง ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ผู้รายงาน นางพิชญา โชติช่วง โรงเรียน บ้านคลองปลาสร้อย สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากำแพงเพชร เขต 2 ปีการศึกษา 2552 บทคัดย่อ การพัฒนาเอกสารประกอบการเรียนรู้ ชุดการประดิษฐ์ผลิตภัณฑ์จากแป้ง กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (งานประดิษฐ์) สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1) เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของเอกสารประกอบการเรียนรู้ ชุด การประดิษฐ์ผลิตภัณฑ์จากแป้ง สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ตามเกณฑ์ประสิทธิภาพ 80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้เอกสารประกอบการเรียนรู้ ชุดการประดิษฐ์ผลิตภัณฑ์จากแป้ง สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียน ที่มีต่อการเรียนโดยใช้เอกสารประกอบการเรียนรู้ ชุดการประดิษฐ์ผลิตภัณฑ์จากแป้ง สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านคลองปลาสร้อย ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2552 จำนวน 8 คน ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ เอกสารประกอบการเรียนรู้ ชุดการประดิษฐ์ผลิตภัณฑ์จากแป้ง จำนวน 12 เรื่อง แผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 12 แผน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ชุดการประดิษฐ์ผลิตภัณฑ์จากแป้ง ซึ่งเป็นแบบปรนัย ชนิดเลือกตอบ (Multiple Choice) 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ มีค่าความยากระหว่าง 0.47
การศึกษาผลการใช้รูปแบบการสอนแบบ Storyline ประกอบการเล่านิทานพัฒนาทักษะการคิดเชิงเหตุผลของเด็กปฐมวัย
[ โดย kruinfo ชม 324 ]
การศึกษาผลการใช้รูปแบบการสอนแบบ Storyline ประกอบการเล่านิทานพัฒนาทักษะการคิดเชิงเหตุผลของเด็กปฐมวัย มีจุดประสงค์เพื่อศึกษาผลการใช้รูปแบบการสอนแบบ Storyline ประกอบการเล่านิทาน พัฒนาทักษะการคิดเชิงเหตุผลของเด็กปฐมวัย ประชากรได้แก่ นักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 3 โรงเรียนเทศบาลวัดพินิจธรรมสาร (วิบูลวิทย์อุปถัมภ์) สังกัดเทศบาลตำบลป่าโมก อำเภอป่าโมก จังหวัดอ่างทอง ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2553 จำนวน 11 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาได้แก่ 1) แผนการจัดกิจกรรมการสอนแบบ Storyline โดยใช้กิจกรรมการเล่านิทาน 2) แบบวัดการคิดเชิงเหตุผล แบบวัดการคิดเชิงเหตุผลแบบนิรนัย จำนวน 3 ชุด ได้แก่ การจัดประเภท การอุปมาอุปไมย และการสรุปความ แบบวัดการคิดเชิงเหตุผลแบบอุปนัย จำนวน 3 ชุด ได้แก่ การจำแนกประเภท การอนุกรม และการหาส่วนที่หายไปของภาพ ซึ่งเป็นแบบทดสอบแบบเลือกตอบประเภทข้อคำถามที่เป็นรูปภาพและข้อคำถามที่เป็นภาษา รวมทั้งหมดจำนวน 60 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าเฉลี่ย (Mean) ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation : SD) ของคะแนนจากการวัดการคิดเชิงเหตุผลก่อนการทดลองและหลังการทดลองและเปรียบเทียบคะแนนการคิดเชิงเหตุผลก่อนและหลังการทดลอง โดยใช้การทดลองค่าที (t-test) ผลการศึกษาพบว่า 1. คะแนนทดสอบก่อนเรียน (Pre
รายงานการใช้นิทานภาพประกอบพัฒนาทักษะการพูดสำหรับเด็กชั้นอนุบาลปีที่ 2 โรงเรียนเทศบาลวัดเจ้าเจ็ดนอก
[ โดย kruinfo ชม 236 ]
บทคัดย่อ รายงานการใช้นิทานภาพประกอบพัฒนาทักษะการพูดสำหรับเด็กชั้นอนุบาลปีที่ 2 โรงเรียนเทศบาลวัดเจ้าเจ็ดนอก สังกัดเทศบาลตำบลเจ้าเจ็ด จุดมุ่งหมายในการวิจัย เพื่อศึกษาพัฒนาการด้านทักษะการพูดของเด็กชั้นอนุบาลปีที่ 2 หลังได้รับการจัดกิจกรรมโดยใช้นิทานภาพประกอบในการเล่านิทาน กลุ่มตัวอย่างเป็นเด็กชั้นอนุบาลปีที่ 2 โรงเรียนเทศบาลวัดเจ้าเจ็ดนอก สังกัดเทศบาลตำบลเจ้าเจ็ด ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2553 กลุ่มตัวอย่างจำนวน 24 คน โดยใช้วิธีการสุ่มแบบเจาะจง ใช้แบบแผนการทดลองแบบ One Group Pretest Posttest Design เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา คือ1) นิทานภาพประกอบ 2. แผนการจัดกิจกรรมการเล่าโดยใช้นิทานภาพประกอบ และ3) แบบประเมินทักษะการพูด ผลการวิจัย พบว่า เด็กชั้นอนุบาลปีที่ 2 มีทักษะการพูดสูงขึ้นหลังจากที่ได้รับการจัดกิจกรรมตามแผนการดำเนินกิจกรรมการเล่านิทานโดยใช้นิทานภาพประกอบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
รายงานการพัฒนาความสามารถด้านการคิดและพูดของเด็กปฐมวัย โดยใช้แบบฝึกเพื่อพัฒนาความสามารถด้านการคิดและการพูด ชั้นอนุบาลปีที่ 1โรงเรียนชุมชนบ้านกุดปลาดุก อำเภอชื่นชม จังหวัดมหาสารคาม
[ โดย kruinfo ชม 193 ]
ชื่อเรื่อง รายงานการพัฒนาความสามารถด้านการคิดและพูดของเด็กปฐมวัย โดยใช้แบบฝึกเพื่อพัฒนาความสามารถด้านการคิดและการพูด ชั้นอนุบาลปีที่ 1 โรงเรียนชุมชนบ้านกุดปลาดุก อำเภอชื่นชม จังหวัดมหาสารคาม ผู้ศึกษา นางเพียงแข ไชยราช โรงเรียนชุมชนบ้านกุดปลาดุก อำเภอชื่นชม จังหวัดมหาสารคาม สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามหาสารคาม เขต 3 ปีที่พิมพ์ 2553 บทคัดย่อ รายงานการพัฒนาความสามารถด้านการคิดและพูดของเด็กปฐมวัย โดยใช้แบบฝึก เพื่อพัฒนาความสามารถด้านการคิดและการพูด ชั้นอนุบาลปีที่ 1 โรงเรียนชุมชนบ้านกุดปลาดุก อำเภอชื่นชม จังหวัดมหาสารคาม มีวัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนาความสามารถด้านการคิดและการพูด ของเด็กปฐมวัย โดยใช้แบบฝึกเพื่อพัฒนาความสามารถด้านการคิดและการพูดของเด็กปฐมวัย กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ เป็นเด็กชั้นอนุบาลปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2552 โรงเรียนชุมชน บ้านกุดปลาดุก สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษามหาสารคาม เขต 3 จำนวน 29 คน ซึ่งได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา แบบฝึก เพื่อพัฒนาความสามารถด้านการคิดและการพูดของเด็กปฐมวัย ชั้นอนุบาลปีที่ 1 จำนวน 10 ชุด แผนการจัดประสบการณ์ระดับปฐมวัย ชั้นอนุบาลปีที่ 1 มีทั้งหมดจำนวน 50 แผน แบบสังเกตพฤติกรรมการคิดและการพูดของเด็กปฐมวัย แบบสังเกตพฤติกรรมการจัดประสบการณ์ของครู แบบสัมภาษณ์นักเรียน วิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้เทคนิคการตรวจสอบข้อมูลแบบสามเส้า และเสนอ ผลการศึกษาโดย วิธีพรรณนา ผลการศึกษา พบว่า 1. การดำเนินการพัฒนาในวงจรปฏิบัติการที่ 1 การจัดประสบการณ์ตามแผนการจัดประสบการณ์ที่ 1- 25 จากการดำเนินการจัดประสบการณ์ในวงจรนี้ พบว่า เด็กร่วมจัดประสบการณ์แบบฝึกเพื่อพัฒนาความสามารถด้านการคิดและการพูดของเด็กปฐมวัย ชั้นอนุบาลปีที่ 1 ชุดที่ 1 หนูทำได้ ชุดที่ 2 อาหารดีมีประโยชน์ ชุดที่ 3 ครอบครัวของหนู ชุดที่ 4 พ่อของหนู ชุดที่ 5 วันสำคัญ โดยครูเป็นผู้แนะนำช่วยเหลือ เด็กๆ ร่วมกิจกรรมด้วยความกระตือรือร้น สนุกสนานกับกิจกรรมที่ทำ ชอบรูปภาพในหนังสือ นอกจากนี้แล้วเด็กชอบทำงานเป็นกลุ่ม โดยเฉพาะการเล่าเรื่อง เด็กๆ ชอบเล่าเรื่องร่วมกันมากกว่าให้เล่าเรื่องเพียงคนเดียว มีเด็กบางคนที่ใช้คำศัพท์ภาษาถิ่นอีสานพูดเป็นสำเนียงภาษาไทยกลาง ด้านความรู้ เด็กเข้าใจเรื่องที่ครูอ่านให้ฟัง ตอบคำถามด้วยปากเปล่า ได้ถูกต้อง เด็กบางคนยังไม่กล้าพูดมีอาการเขิน พูดภาษาถิ่นเป็นสำเนียงภาษาไทยกลางในการพูด ส่วนครูผู้สอน พบว่า มีความพร้อมในการจัดประสบการณ์ จัดตามขั้นตอน บางทีครูเครียด ครูควรยืดหยุ่นในการจัดประสบการณ์ตามความเป็นจริง ควรมีการปรับปรุงแก้ไขในวงจรที่ 2 2. การสะท้อนผลดำเนินการพัฒนาในวงจรปฏิบัติการที่ 2 การจัดประสบการณ์ตามแผนการจัดประสบการณ์ที่ 26 - 50 จากการดำเนินการพัฒนาในวงจรปฏิบัติการที่ 1 พบว่า เด็กบางคนยังไม่กล้าพูดมีอาการเขินอาย และพูดภาษาถิ่นด้วยสำเนียงภาษาไทยกลางในการเล่าเรื่องราว ผู้ศึกษาได้นำปัญหาที่เกิดขึ้นในวงจรที่ผ่านมามาปรับปรุงแก้ไขในวงจรปฏิบัติการที่ 2 ให้เด็กสามารถปรับตัวได้ โดยครูให้ความสนิทสนมเป็นกันเองกับเด็ก มีการโอบไหล่เด็กในขณะที่สนทนาซักถาม แสดงความรักให้เด็กมีความมั่นใจ แนะนำคำพูดที่เป็นภาษาไทยกลางแทนภาษาถิ่น ให้เด็กทราบและให้เด็กทุกคนฝึกพูดตามครู พร้อมทั้งอธิบายความสำคัญให้เด็กทราบ เมื่อเด็กทำกิจกรรมใดๆ จะให้การเสริมแรงด้วยวิธีการต่างๆ เพื่อให้เด็กรู้สึกว่าตนเองประสบผลสำเร็จ จากการดำเนินการดังกล่าว พบว่า เด็กมีความมั่นใจในตนเองมากขึ้น กล้าพูดกล้าแสดงออก สามารถใช้ภาษาไทยกลางในการสื่อสารสะท้อนความรู้ความคิดที่ได้จาก แบบฝึกเพื่อพัฒนาความสามารถด้านการคิดและการพูดของเด็กปฐมวัย ชั้นอนุบาลปีที่ 1 จำนวน 5 ชุด คือ ชุดที่ 6 ผีเสื้อแสนสวย ชุดที่ 7 หนูเป็นเด็กดี ชุดที่ 8 ปลอดภัยไว้ก่อน ชุดที่ 9 ดอกไม้แสนสวย ชุดที่ 10 ชุมชนของหนู ได้ดีขึ้น ส่วนครูผู้สอนมีความพร้อมในการจัดประสบการณ์ จัดประสบการณ์ตามลำดับขั้นตอน มีความเอื้ออาทรต่อเด็ก ให้ความรักต่อเด็ก และสามารถสร้างบรรยากาศที่ดีต่อการเรียนรู้ของเด็ก โดยสรุปการพัฒนาแบบฝึกเพื่อพัฒนาความสามารถด้านการคิดและการพูดของเด็กปฐมวัย ทำให้เด็กมีพัฒนาการและสามารถส่งเสริมและเสริมสร้างให้เด็กได้พัฒนาการด้านการคิดและ การพูดเต็มศักยภาพได้ดีขึ้น สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้
รายงานการพัฒนาแบบฝึกทักษะภาษาไทย เรื่อง การอ่านและการเขียนคำยาก กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2
[ โดย kruinfo ชม 187 ]
ชื่อเรื่อง รายงานการพัฒนาแบบฝึกทักษะภาษาไทย เรื่อง การอ่านและการเขียนคำยาก กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ชื่อผู้ศึกษา เครือวัลย์ หอยสังข์ สถานที่ศึกษา โรงเรียนเทศบาล 1
รายงานการพัฒนาแบบฝึกทักษะภาษาไทย กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 เรื่อง การอ่านและการเขียนคำไม่ตรงมาตราตัวสะกด
[ โดย kruinfo ชม 262 ]
บทคัดย่อ การศึกษาครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อ 1) เพื่อพัฒนาแบบฝึกทักษะภาษาไทย กลุ่มสาระ การเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 เรื่อง การอ่านและการเขียนคำไม่ตรงมาตราตัวสะกด ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3/3 โรงเรียนอนุบาลประโคนชัย (อำนวยกิจราษฎร์วิทยาคาร) สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาบุรีรัมย์ เขต 2 ที่เรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะภาษาไทย กลุ่มสาระ การเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 เรื่อง การอ่านและการเขียนคำไม่ตรงมาตราตัวสะกดระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3/3 โรงเรียนอนุบาลประโคนชัย (อำนวยกิจราษฎร์วิทยาคาร) สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาบุรีรัมย์ เขต 2 ที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยการใช้แบบฝึกทักษะภาษาไทย กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 เรื่อง การอ่านและการเขียนคำไม่ตรงมาตราตัวสะกด ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2551 จำนวน 31 คน จาก 1 ห้องเรียน ซึ่งได้มาโดยวิธีการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้มี 5 ชนิด คือ 1) แผนการจัดการเรียนรู้ประกอบการใช้แบบฝึกทักษะภาษาไทย กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 เรื่อง การอ่านและการเขียนคำไม่ตรงมาตราตัวสะกด จำนวน 22 แผน (รวมแผนการเตรียม ความพร้อม แผนการทดสอบหลังเรียนและประเมินความพึงพอใจ) 2) แบบฝึกทักษะภาษาไทย กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 เรื่อง การอ่านและการเขียนคำไม่ตรงมาตราตัวสะกด จำนวน 10 ชุด 3) แบบทดสอบย่อยหลังเรียน เรื่อง การอ่านและการเขียนคำไม่ตรงมาตราตัวสะกด ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 10 ชุด โดยแต่ละชุดใช้ทดสอบเมื่อสิ้นสุดการเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะภาษาไทย กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 เรื่อง การอ่านและการเขียนคำไม่ตรงมาตราตัวสะกด จบแต่ละชุด 4) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางเรียน เรื่อง การอ่านและการเขียนคำไม่ตรงมาตราตัวสะกด ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 เป็นแบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ ซึ่งมีค่าความยากตั้งแต่ 0.40 ถึง 0.80 และมีค่าอำนาจจำแนกตั้งแต่ 0.24 ถึง 0.63 ค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.816 5) แบบวัดความพึงพอใจของนักเรียน ที่มีต่อกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะภาษาไทย กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 เรื่อง การอ่านและการเขียนคำไม่ตรงมาตราตัวสะกดซึ่งเป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ (Rating Scales) จำนวน 15 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบสมมติฐานด้วย t-test (Dependent Samples) ผลการศึกษาปรากฏ ดังนี้ 1. แบบฝึกทักษะภาษาไทย กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 เรื่อง การอ่านและการเขียนคำไม่ตรงมาตราตัวสะกด มีประสิทธิภาพเท่ากับ 85.35/81.08 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ที่ตั้งไว้ 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3/3 โรงเรียนอนุบาลประโคนชัย (อำนวยกิจราษฎร์วิทยาคาร) สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาบุรีรัมย์ เขต 2 ที่เรียนโดยใช้ แบบฝึกทักษะภาษาไทย กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 เรื่อง การอ่าน และการเขียนคำไม่ตรงมาตราตัวสะกด มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ซึ่งสอดคล้องกับสมมติฐานที่ตั้งไว้ 3. ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3/3 โรงเรียนอนุบาลประโคนชัย (อำนวยกิจราษฎร์วิทยาคาร) สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาบุรีรัมย์ เขต 2 มีความพึงพอใจ ต่อการจัดกิจกรรมเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะภาษาไทย กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 เรื่อง การอ่านและการเขียนคำไม่ตรงมาตราตัวสะกด เฉลี่ยเท่ากับ 4.38 ซึ่งแสดงว่านักเรียนมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก
แนวทางการพัฒนาคุณภาพการศึกษาโรงเรียนเมืองพัทยา 10 (บ้านเกาะล้าน) สังกัดสำนักการศึกษาเมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี
[ โดย kruinfo ชม 155 ]
ชื่อผลงาน แนวทางการพัฒนาคุณภาพการศึกษาโรงเรียนเมืองพัทยา 10 (บ้านเกาะล้าน) สังกัดสำนักการศึกษาเมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี ชื่อผู้ศึกษา นางผกาพันธุ์ วีระสิงห์ ชื่อหน่วยงาน โรงเรียนเมืองพัทยา 10 (บ้านเกาะล้าน) ปีที่วิจัย 2554 บทคัดย่อ การศึกษาเรื่องแนวทางการพัฒนาคุณภาพการศึกษา โรงเรียนเมืองพัทยา 10 (บ้านเกาะล้าน) สังกัดสำนักการศึกษาเมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการดำเนินงานการพัฒนาคุณภาพการศึกษา ปัญหาการดำเนินงานพัฒนาคุณภาพการศึกษา และแนวทางการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนเมืองพัทยา 10 (บ้านเกาะล้าน) สังกัดสำนักการศึกษาเมืองพัทยา ประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ ผู้บริหารสถานศึกษา ครูผู้สอน คณะกรรมการสถานศึกษา และผู้ทรงคุณวุฒิทางการศึกษา สังกัดสำนักการศึกษาเมืองพัทยา จำนวน 47 คน ในการรวบรวมข้อมูลได้รับจากแบบสอบถามกลับคืน จำนวน 47 ฉบับ คิดเป็นร้อยละ 100 เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา มี 2 ประเภท คือ แบบสอบถาม เกี่ยวกับการดำเนินงานและปัญหาการดำเนินงานพัฒนาคุณภาพการศึกษา โรงเรียนเมืองพัทยา 10 (บ้านเกาะล้าน) และการสนทนากลุ่ม (Focus group) สถิติที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ ค่าความถี่ (f) ค่าร้อยละ (%) ค่าเฉลี่ย (mean) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) ผลการศึกษาพบว่า 1. ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง จำนวน 27 คน คิดเป็นร้อยละ 57.45 อายุระหว่าง 30-40 ปี จำนวน 16 คน คิดเป็นร้อยละ 34..04 ระดับการศึกษาปริญญาตรี จำนวน 29 คน คิดเป็นร้อยละ 61.70 ตำแหน่งงานที่ปฏิบัติ ครูผู้สอน จำนวน 22 คน คิดเป็นร้อยละ 46.18 ประสบการณ์ทำงาน 11-15 ปี คิดเป็นร้อยละ 29.79 2. การดำเนินงานพัฒนาคุณภาพการศึกษาโรงเรียนเมืองพัทยา 10 (บ้านเกาะล้าน) ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก ค่าเฉลี่ย 4.18 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.37 เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ทุกด้านอยู่ในระดับมาก อันดับแรกด้านการจัดระบบบริหารและสารสนเทศ รองลงมาการตรวจสอบและทบทวนคุณภาพการศึกษา และการพัฒนามาตรฐานการศึกษา ตามลำดับ โดยการผดุงระบบการประกันคุณภาพ มีค่าเฉลี่ยเป็นอันดับสุดท้าย 3. ปัญหาการดำเนินงานพัฒนาคุณภาพการศึกษาโรงเรียนเมืองพัทยา 10 (บ้านเกาะล้าน) สังกัดสำนักการศึกษาเมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี ในภาพรวม พบว่า อยู่ในระดับน้อย ค่าเฉลี่ย 2.36 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.17 เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ปัญหาอยู่ในระดับน้อย อันดับแรก การผดุงระบบการประกันคุณภาพ รองลงมาการตรวจสอบและทบทวนคุณภาพการศึกษา และการดําเนินงานตามแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษา ตามลำดับ โดยการพัฒนามาตรฐานการศึกษา มีค่าเฉลี่ยเป็นอันดับสุดท้าย 4. แนวทางการพัฒนาคุณภาพการศึกษาโรงเรียนเมืองพัทยา 10 (บ้านเกาะล้าน) 1. การจัดระบบบริหารและสารสนเทศ แนวทางการพัฒนา 1.1 บุคลากรผู้รับผิดชอบหมุนเวียนเข้ารับการอบรมเพิ่มเติมจากผู้เชี่ยวชาญ ผู้ทรงคุณวุฒิ เพื่อจะได้เรียนรู้สิ่งแปลกใหม่และทันสมัยอยู่เสมอ 1.2 ส่งตัวแทนและแกนนำไปอบรมยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และบันทึกเกี่ยวกับความรู้ที่ได้รับพร้อมนำความรู้ดังกล่าวมาถ่ายทอดให้กับเพื่อนร่วมงาน เพื่อประยุกต์ใช้ในการดำเนินงานต่อไป 1.3 ผู้บริหารเปิดโอกาสให้บุคลากรผู้รับผิดชอบได้ศึกษาดูงานจากสถานศึกษาอื่นที่ประสบผลสำเร็จในการดำเนินงานการจัดระบบบริหารและสารสนเทศ เพื่อให้บุคลากรมีโอกาสพบเห็นประสบการณ์ตรง อันจะนำมาเป็นแนวทางในการปฏิบัติงานต่อไป 2. การพัฒนามาตรฐานการศึกษา แนวทางการพัฒนา 2.1 กลุ่มผู้รับผิดชอบจะต้องประชุมปรึกษาหารือในการพัฒนามาตรฐานการศึกษาอยู่เสมอ โดยตั้งอยู่บนรูปแบบ 8 ประการ คือ เน้นเป้าหมาย เน้นปัจจัย เน้นกระบวนการ เน้นความพึงพอใจ เน้นชุมชน เน้นสิ่งที่สนใจ เน้นองค์กรแห่งการเรียนรู้ และเน้นบริหารคุณภาพแบบองค์รวม 2.2 ในการจัดการศึกษาของสถานศึกษา จะต้องมุ่งเน้นให้มีความสอดคล้องกับสภาพของสถานศึกษา ชุมชน และศักยภาพของสถานศึกษา 3. การจัดทำแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษา แนวทางการพัฒนา 3.1 จะต้องจัดทำแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษาให้มีความชัดเจน สอดคล้องกันอย่างสมเหตุสมผลและเป็นระบบ 3.2 จัดระบบสนับสนุนภายในบุคลากรทุกฝ่ายในสถานศึกษาและบุคลากรที่เกี่ยวข้อง ต้องเห็นชอบกับแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษาให้การสนับสนุนและร่วมมือกันอย่างจริงจัง 3.3 เป้าหมาย วัตถุประสงค์ และตัวบ่งชี้ ในแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษาต้องมีความชัดเจน สังเกตได้และวัดได้ในเชิงปริมาณ 3.4 ยุทธศาสตร์และกลวิธีที่ใช้ในกระบวนการเรียนการสอน การวัดผลประเมินผลและการบริหารจัดการ จะต้องตั้งอยู่บนรากฐานของหลักวิชาการมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล 3.5 แผนพัฒนาคุณภาพการศึกษาจะต้องมีรูปแบบวิธีการพัฒนาบุคลากรเพื่อให้ปฏิบัติภารกิจตามแผนได้เป็นอย่างดี 3.6 ผู้ปกครอง ชุมชน จะต้องมีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรมต่างๆ ตามแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษา 4. การดำเนินงานตามแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษา แนวทางในการพัฒนา 4.1 บุคลากรทุกคนจะต้องตระหนักและรับผิดชอบตามบทบาทหน้าที่เพื่อให้บรรลุตามเป้าหมายที่แผนกำหนดไว้ 4.2 ผู้บริหารบุคลากรในสถานศึกษาและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องต้องร่วมกันดำเนินการจัดการเรียนการสอนให้เป็นไปตามแผนอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมุ่งเน้นประโยชน์ให้เกิดกับผู้เรียนและสถานศึกษา 4.3 ต้องควบคุม กำกับ ติดตาม และนิเทศ การปฏิบัติงานอย่างต่อเนื่องและจริงจัง 5. การตรวจสอบและทบทวนคุณภาพการศึกษา แนวทางในการพัฒนา 5.1 ครูทุกคนที่ได้รับมอบหมายรับผิดชอบงานจะต้องตรวจสอบและทบทวนการดำเนินงานของตนเองตามภาระและความรับผิดชอบ 5.2 บุคลากรทุกคนที่ได้รับมอบหมายและรับผิดชอบจะต้องตรวจสอบ และทบทวนการดำเนินงาน โดยศึกษาวิเคราะห์ข้อมูล ตรวจสอบและทบทวนการปฏิบัติงาน หรือบางกรณีตรวจสอบและทบทวนข้อมูลเพิ่มเติมตามความจำเป็นเพื่อให้ได้ข้อมูลครบถ้วนตามที่กำหนด 5.3 คณะกรรมการสถานศึกษาจะต้องตรวจสอบทบทวนการดำเนินงานของทุกฝ่ายและภาพรวมของสถานศึกษา พร้อมทั้งทำการศึกษาวิเคราะห์ข้อมูล ปรับปรุงแก้ไขเพื่อให้ได้งานที่มีประสิทธิภาพอยู่เสมอ 6. การประเมินคุณภาพการศึกษา แนวทางในการพัฒนา 6.1 จัดทำหลักเกณฑ์และแนวปฏิบัติในการประเมินคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษา 6.2 ประเมินผลการเรียนรู้ของผู้เรียนจากการวัดผลและประเมินผลทั้งระดับชั้นเรียนและระดับสถานศึกษาอย่างสม่ำเสมอ โดยใช้วิธีที่หลากหลาย ให้สอดคล้องและเหมาะสมกับกระบวนการเรียนรู้ 7. การรายงานคุณภาพการศึกษาประจำปี แนวทางในการพัฒนา 7.1 จัดให้มีรายงานคุณภาพประจำปีของสถานศึกษา ซึ่งเป็นการแสดงผลการดำเนินงานพัฒนาคุณภาพของสถานศึกษาว่าแต่ละปีบรรลุความสำเร็จตามเป้าหมายหรือไม่อย่างไร 7.2 ผู้รับผิดชอบจะต้องนำข้อมูลผลการประเมินคุณภาพจากการตรวจสอบทบทวนมาเขียนเป็นรายงานเสนอให้ผู้ที่เกี่ยวข้องและสาธารณชนทราบ เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการวางแผนและพัฒนาคุณภาพของสถานศึกษาต่อไป 8. การผดุงระดับการประกันคุณภาพของสถานศึกษา แนวทางในการพัฒนา 8.1 ต้องให้มีการให้ข้อมูลย้อนกลับเป็นไปอย่างสม่ำเสมอ เพื่อจะได้เป็นการส่งเสริมพัฒนาและประเมินประสิทธิภาพในการดำเนินงาน 8.2 จะต้องมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และผู้รับผิดชอบควรมีการศึกษาค้นคว้าเทคนิค วิธีการส่งเสริมสนับสนุนให้ระบบการประกันคุณภาพการศึกษามีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น 8.3 ผู้บริหารจะต้องสร้างความรู้สึกของบุคลากรทุกคนที่เกี่ยวข้อง ให้มุ่งมั่นพัฒนาสู่คุณภาพที่ดียิ่ง 8.4 จะต้องมีการตรวจสอบ และทบทวนคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษาและรายงานผลให้สถานศึกษา และหน่วยงานต้นสังกัดทราบต่อไป
รายงานการใช้แผนการจัดประสบการณ์แบบโครงการเพื่อพัฒนาด้านสติปัญญาของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2 ปีการศึกษา 2553
[ โดย kruinfo ชม 228 ]
บทคัดย่อ การจัดการศึกษาระดับปฐมวัย อายุ 3-5 ปี ตั้งอยู่บนพื้นฐานการอบรมเลี้ยงดูและการส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้ที่สนองต่อธรรมชาติและพัฒนาการของเด็กแต่ละคนทั้งในด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคมและสติปัญญา เพื่อให้เด็กแต่ละคนได้มีพัฒนาการเต็มตามศักยภาพภายใต้บริบท สังคม-วัฒนธรรมที่เด็กอาศัยอยู่ ด้วยความรัก ความเอื้ออาทร และความเข้าใจของทุกคน เพื่อสร้างรากฐานคุณภาพชีวิตให้เด็กพัฒนาไปสู่ความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ เกิดคุณภาพต่อตนเองและสังคม การศึกษาครั้งนี้ มีความมุ่งหมายเพื่อศึกษาแผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ ที่ส่งเสริมการทั้ง 4 ด้าน ของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2 ตามแนวการสอนแบบโครงการที่มีประสิทธิภาพ เพื่อหาดัชนีประสิทธิผล ของแผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ที่ส่งเสริมพัฒนาการทั้ง 4 ด้าน ของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2 ตามแนวการสอนแบบโครงการ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา เป็นนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2553 โรงเรียนบ้านหนองไฮขามเปี้ย สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาขอนแก่น เขต 2 จำนวน 14 คน ซึ่งได้มาโดยวิธีการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา คือ แผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ที่ส่งเสริมพัฒนาการทั้ง 4 ด้าน โดยเน้นพัฒนาด้านสติปัญญาใน 4 ด้าน คือ ด้านการสังเกตและบอกสิ่งที่สังเกตเห็นจากกิจกรรมที่ทำ ด้านการจำแนกสิ่งของที่เหมือนกันหรือต่างกัน ด้านการเปรียบเทียบสิ่งของมากกว่า 2 สิ่ง และ ด้านการแก้ปัญหาได้ตรงกับสาเหตุและการวางแผน สาระการเรียนรู้ธรรมชาติรอบตัว ของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2 ตามแนวการสอนแบบโครงการ แบบวัดพัฒนาการทั้ง 4 ด้าน ที่ผู้ศึกษาได้สร้างขึ้นการวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติใช้ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และดัชนีประสิทธิผล ผลการศึกษาปรากฏดังนี้ 1. แผนการจัดประสบการณ์ตามแนวการสอนแบบโครงการ ของชั้นอนุบาลปีที่ 2 ที่มีประสิทธิภาพเท่ากับ 84.14/85.93 ตามเกณฑ์ 80/80 ที่ตั้งไว้ 2. ดัชนีประสิทธิผลของการแผนการจัดประสบการณ์ตามแนวการสอนแบบโครงการของชั้นอนุบาลปีที่ 2 มีค่าเท่ากับ 0.6774 แสดงว่า นักเรียนมีความก้าวหน้าในการเรียนร้อยละ67.74 3. หลังการจัดประสบการณ์โดยใช้แผนการจัดประสบการณ์ตามแนวการสอนแบบ โครงการเพื่อพัฒนาด้านสติปัญญาของนักเรียน ชั้นอนุบาลปีที่ 2 ปีการศึกษา 2553 มีการพัฒนาสูงขึ้นกว่าก่อนการจัดประสบการณ์ โดยสรุป การส่งเสริมพัฒนาการของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 1 ตามแนวการสอนแบบโครงการ เป็นการเปิดโอกาสให้เด็กลงมือปฏิบัติเอง วางแผนการดำเนินการ และกระตุ้นการคิด การทดลอง สืบเสาะ ค้นหาด้วยตนเองทำให้เกิดองค์ความรู้ที่แท้จริง และมีพัฒนาการด้านสังคมและพัฒนาการด้านสติปัญญาพัฒนาขึ้นอย่างเห็นได้ชัด การสอนแบบโครงการย่อมทำให้เกิดองค์ความรู้ที่ชัดเจนและสามารถนำไปใช้ในการจัดประสบการณ์ เพื่อพัฒนาเด็กปฐมวัยให้มีคุณภาพต่อไป
รายงานการประเมินโครงการส่งเสริมการทำวิจัยในชั้นเรียนของโรงเรียนผ่องพลอยอนุสรณ์ สำนักงานเขตบางนา
[ โดย kruinfo ชม 168 ]
บทคัดย่อ ชื่อเรื่อง รายงานการประเมินโครงการส่งเสริมการทำวิจัยในชั้นเรียนของโรงเรียนผ่องพลอยอนุสรณ์ สำนักงานเขตบางนา กรุงเทพมหานคร ผู้ประเมิน นางอนุรัตน์ อำพรวิชัย ปีการศึกษา 2551 รายงานการประเมินโครงการส่งเสริมการทำวิจัยในชั้นเรียนของโรงเรียนผ่องพลอยอนุสรณ์ สำนักงานเขตบางนา กรุงเทพมหานคร ประจำปีการศึกษา 2551 ครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ดังนี้ เพื่อประเมินความสอดคล้องระหว่างวัตถุประสงค์ ของโครงการกับนโยบายทางการศึกษา และความจำเป็นในการดำเนินโครงการ เพื่อประเมินปัจจัยเบื้องต้น ในการดำเนินโครงการส่งเสริมการทำวิจัยในชั้นเรียนของโรงเรียนผ่องพลอยอนุสรณ์ ได้แก่ การวางแผนดำเนินโครงการ อาคารสถานที่ วัสดุอุปกรณ์ บุคลากร และงบประมาณ เพื่อประเมินกระบวนการในการดำเนินโครงการส่งเสริมการทำวิจัยในชั้นเรียนของโรงเรียนผ่องพลอยอนุสรณ์ ได้แก่ การดำเนินงานตามแผน การปฏิบัติกิจกรรมของโครงการ ปัญหาและอุปสรรคในการปฏิบัติกิจกรรม เพื่อประเมินผลผลิตเมื่อสิ้นสุดโครงการ ของการดำเนินงานตามโครงการส่งเสริมการทำวิจัยในชั้นเรียนของโรงเรียน ผ่องพลอยอนุสรณ์ ได้แก่ ผลการดำเนินงานตามวัตถุประสงค์ของโครงการ ประชากร คือ ครูผู้สอน 49 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเครื่องมือ มีจำนวน 4 ฉบับ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการประเมินสรุปได้ดังนี้ 1. การประเมินด้านสภาพแวดล้อม พบว่า ในภาพรวมด้านสภาพแวดล้อมของโครงการ มีความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก 2. การประเมินด้านปัจจัยเบื้องต้น พบว่า พบว่าในภาพรวมด้านปัจจัยเบื้องต้นของโครงการ มีความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก 3. การประเมินด้านกระบวนการ พบว่า ในภาพรวมด้านกระบวนการของโครงการมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก 4. ผลการประเมินด้านผลผลิต 4.1 ผลการประเมินความรู้ความเข้าใจเรื่องการทำวิจัยในชั้นเรียน พบว่า ก่อนอบรมและหลังอบรม มีคะแนนเฉลี่ยเพิ่มขึ้นร้อยละ 14.65 4.2 ผลการนำวิจัยในชั้นเรียนมาใช้ในการแก้ปัญหาของครูผู้สอนเป็นรายบุคคล พบว่าในภาพรวมการนำผลการวิจัยในชั้นเรียนมาใช้ในการแก้ปัญหาและวางแผนในการจัดการเรียนการสอนที่ยึดนักเรียนเป็นสำคัญของครูผู้สอนมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก 4.3 ผลการเปรียบเทียบการส่งจำนวนรายงานวิจัยในชั้นเรียน ปีการศึกษา 2550 มีรายงานวิจัยในชั้นเรียน จำนวน 58 เล่ม คิดเป็นร้อยละ 59.18 และปีการศึกษา 2551 มีรายงานวิจัยในชั้นเรียน จำนวน 97 เล่ม คิดเป็นร้อยละ 98.98 4.4 ผลงานวิจัยในชั้นเรียนที่ครูจัดทำขึ้นจำนวน 49 เรื่อง เมื่อนำมาให้คะแนนตามเกณฑ์แล้วพบว่า คะแนนเฉลี่ย เท่ากับ 77.10 คะแนน ซึ่งถือว่าผ่านเกณฑ์การประเมินตามที่กำหนดไว้ คือร้อยละ 70 ขึ้นไป แต่เมื่อพิจารณารายคน พบว่า มีผู้ผ่านเกณฑ์ ร้อยละ 70 ขึ้นไป จำนวน 43 คน 4.5 การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 - 6 โรงเรียนผ่องพลอยอนุสรณ์ สำนักงานเขตบางนา กรุงเทพมหานคร ปีการศึกษา 2550 และปีการศึกษา 2551 สรุปได้ดังนี้ 4.5.1 ร้อยละของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนปีการศึกษา 2551 สูงกว่า ปีการศึกษา 2550 โดยมี ผลต่างในภาพรวม เพิ่มขึ้น 4.64 4.5.2 ร้อยละของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนปีการศึกษา 2551 สูงกว่า ปีการศึกษา 2550 โดยมี ผลต่างในภาพรวม เพิ่มขึ้น 7.79 4.5.3 ร้อยละของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนปีการศึกษา 2551 สูงกว่า ปีการศึกษา 2550 โดยมีผลต่างในภาพรวม เพิ่มขึ้น 3.46 4.5.4 ร้อยละของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนปีการศึกษา 2551 สูงกว่า ปีการศึกษา 2550 โดยมี ผลต่างในภาพรวม เพิ่มขึ้น 6.21 4.5.5 ร้อยละของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนปีการศึกษา 2551 สูงกว่า ปีการศึกษา 2550 โดยมี ผลต่างในภาพรวม เพิ่มขึ้น 9.03 4.5.6 ร้อยละของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนปีการศึกษา 2551 สูงกว่า ปีการศึกษา 2550 โดยมี ผลต่างในภาพรวม เพิ่มขึ้น 9.32
รายงานการศึกษาการดำเนินงานประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาโรงเรียนเทศบาลวัดโคกสะท้อน อำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช
[ โดย kruinfo ชม 221 ]
การศึกษาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาผลการดำเนินงานประกันคุณภาพการศึกษาภายในสถานศึกษาตามเกณฑ์มาตรฐานการศึกษาของโรงเรียนเทศบาลวัดโคกสะท้อน 2) เปรียบเทียบผลการประเมินการดำเนินงานประกันคุณภาพการศึกษาภายในสถานศึกษาตามเกณฑ์มาตรฐานการศึกษาของโรงเรียนเทศบาลวัดโคกสะท้อน ระหว่างปีการศึกษา 2551 และปีการศึกษา 2552 3) ศึกษาปัญหา/อุปสรรคและข้อเสนอแนะที่มีต่อการดำเนินงานประกันคุณภาพการศึกษาภายในสถานศึกษาของโรงเรียนเทศบาลวัดโคกสะท้อน รูปแบบการวิจัยครั้งนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน ทั้งการวิจัยเชิงปริมาณ และการวิจัยเชิงคุณภาพ ประชากรที่ใช้ในการศึกษาประกอบด้วย ผู้บริหารสถานศึกษา 3 คน ครู 35 คน และคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน 10 คน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาคือ ผู้ปกครอง 234 คน รวมทั้งสิ้น 282 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์ระดับลึกกับผู้ให้ข้อมูลหลัก จำนวน 8 คน การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณโดยใช้สถิติในการวิจัยได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการศึกษาพบว่า 1. การดำเนินการประกันคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนเทศบาลวัดโคกสะท้อนตามความคิดเห็นของผู้บริหาร ครู และคณะกรรมการสถานศึกษา ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก (μ = 4.13, σ = 0.73) สามารถเรียงลำดับได้ดังนี้ การประเมินคุณภาพการศึกษา การจัดทำแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษา การดำเนินงานตามแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษา การจัดระบบบริหารและสารสนเทศ การรายงานคุณภาพการศึกษาประจำปี การผดุงระบบการประกันคุณภาพการศึกษา การตรวจสอบทบทวนคุณภาพการศึกษา และการพัฒนามาตรฐานการศึกษา ตามลำดับ การดำเนินการประกันคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนเทศบาลวัดโคกสะท้อนตามความคิดเห็นของผู้ปกครอง ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก (x ̅ = 4.15, S. D. = 0 .76) สามารถเรียงลำดับได้ดังนี้ การดำเนินงานตามแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษา การรายงานคุณภาพการศึกษาประจำปี การผดุงระบบการประกันคุณภาพการศึกษา การประเมินคุณภาพการศึกษา การตรวจสอบทบทวนคุณภาพการศึกษา การจัดทำแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษา การจัดระบบบริหารและสารสนเทศ และการพัฒนามาตรฐานการศึกษา ตามลำดับ 2. ผลการเปรียบเทียบผลการประเมินคุณภาพภายในของโรงเรียนเทศบาลวัดโคกสะท้อน ระหว่างปีการศึกษา 2551 กับปีการศึกษา 2552 เมื่อรวมทั้ง 3 ด้าน จำนวน 24 มาตรฐาน พบว่า มีระดับคุณภาพเท่าเดิมในระดับดี จำนวน 19 มาตรฐาน คุณภาพเท่าเดิมในระดับดีมาก จำนวน 2 มาตรฐาน และคุณภาพลดลง จำนวน 2 มาตรฐาน 3. โรงเรียนเทศบาลวัดโคกสะท้อนมีปัญหา/อุปสรรคในการดำเนินงานประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา ข้อที่สูงที่สุด คือ บุคลากรขาดความรู้ ความเข้าใจในการจัดเก็บข้อมูลสารสนเทศ รองลงมา คือ ขาดการประสานงานให้บุคลากรทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องมีส่วนร่วมในการตรวจสอบและทบทวนคุณภาพการศึกษา ขาดการติดตาม กำกับ ดูแลการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาอย่างต่อเนื่อง ส่วนข้อต่ำที่สุด คือ มาตรฐานการศึกษาของโรงเรียนไม่ชัดเจนและไม่สอดคล้องกับมาตรฐานการศึกษาขั้นพื้นฐาน ข้อเสนอแนะในการดำเนินงานประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาของโรงเรียนเทศบาลวัดโคกสะท้อน ข้อที่สูงที่สุด คือ ควรมีคณะกรรมการที่ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางข้อมูลสารสนเทศทุกอย่างของโรงเรียน รองลงมา คือ ให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมในการจัดทำแผนพัฒนาการศึกษา ส่วนข้อต่ำที่สุด คือ ควรมีการวางแผนพัฒนาระบบสารสนเทศภายในสถานศึกษา กำกับ ติดตาม ประเมินผลและนิเทศเพื่อให้การทำงานเป็นไปตามกำหนด นำผลที่ได้จากการตรวจสอบ/ประเมินต่างๆ ไปใช้ในการพัฒนาคุณภาพการศึกษา และควรมีการจัดทำคู่มือแนวทางในการปฏิบัติงานตามมาตรฐานการศึกษา ท่านใดสนใจอ่านเล่มเต็ม สามารถดาวน์โหลดได้ที่ลิ้งค์ http://www.mediafire.com/?3l230c5h259bz52
การพัฒนารูปแบบการนิเทศภายในสถานศึกษา โดยใช้ระบบกัลยาณมิตรและระบบพี่เลี้ยง ที่ส่งผลต่อการจัดการเรียนการสอนของพนักงานครู
[ โดย kruinfo ชม 368 ]
การวิจัยเรื่อง การพัฒนารูปแบบการนิเทศภายในสถานศึกษา โดยใช้ระบบกัลยาณมิตรและระบบพี่เลี้ยง ที่ส่งผลต่อการจัดการเรียนการสอนของพนักงานครู โรงเรียนเทศบาลชุมชนวิมลวิทยา เทศบาลเมืองตราด จังหวัดตราด เป็นการวิจัยเชิงทดลอง เพื่อศึกษาความต้องการ การนิเทศภายในสถานศึกษาด้านการจัดการเรียนการสอน เพื่อสร้างรูปแบบการนิเทศภายในสถานศึกษา โดยใช้ระบบกัลยาณมิตรและระบบพี่เลี้ยง ที่ส่งผลต่อการจัดการเรียนการสอนของพนักงานครู เพื่อทดลองใช้รูปแบบการนิเทศภายในสถานศึกษา โดยใช้ระบบกัลยาณมิตรและระบบพี่เลี้ยง ที่ส่งผลต่อการจัดการเรียนการสอนของพนักงานครู และเพื่อประเมินรูปแบบการนิเทศภายในสถานศึกษา โดยใช้ระบบกัลยาณมิตรและระบบพี่เลี้ยง ที่ส่งผลต่อการจัดการเรียนการสอนของพนักงานครูโรงเรียนเทศบาลชุมชนวิมลวิทยา เทศบาลเมืองตราด จังหวัดตราด ประชากรที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ พนักงานครูเทศบาลโรงเรียนชุมชนวิมลวิทยา จำนวน 44 คน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย โดยการสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจงเป็นพนักงานครูเทศบาลโรงเรียนชุมชนวิมลวิทยา จำนวน 30 คน และผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการศึกษา จำนวน 15 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ แบบสอบถาม ความต้องการ การนิเทศภายในสถานศึกษาด้านการจัดการเรียนการสอน รูปแบบการนิเทศภายในสถานศึกษา โดยใช้ระบบกัลยาณมิตรและระบบพี่เลี้ยง ที่ส่งผลต่อการจัดการเรียนการสอนของพนักงานครู คู่มือการดำเนินงานตามรูปแบบการนิเทศภายในสถานศึกษา แบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง และแบบสอบถามการประเมินรูปแบบการนิเทศภายในสถานศึกษา โดยใช้ระบบกัลยาณมิตรและระบบพี่เลี้ยง ที่ส่งผลต่อการจัดการเรียนการสอนของพนักงานครูโรงเรียนเทศบาลชุมชนวิมลวิทยา เทศบาลเมืองตราด จังวัดตราด วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการหา ค่าเฉลี่ย (Mean) ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) ค่าระดับคุณภาพและสถิติบรรยายในการสร้างรูปแบบการนิเทศภายในสถานศึกษา โดยใช้ระบบกัลยาณมิตรและระบบพี่เลี้ยง ที่ส่งผลต่อการจัดการเรียนการสอนของพนักงานครู โรงเรียนเทศบาลชุมชนวิมลวิทยา เทศบาลเมืองตราด จังหวัดตราด สรุปผลการวิจัย จากผลการวิเคราะห์ข้อมูลนำมาสรุปผลการวิจัยตามวัตถุประสงค์ของการวิจัยได้ดังต่อไปนี้ 1. ความต้องการ การนิเทศภายในสถานศึกษาด้านการจัดการเรียนการสอนของพนักงานครูโรงเรียนเทศบาลชุมชนวิมลวิทยา เทศบาลเมืองตราด จังหวัดตราด พบว่า โดยรวมอยู่ในระดับ มากที่สุด และเมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ทุกด้านพนักงานครูมีความต้องการ การนิเทศภายในสถานศึกษา อยู่ในระดับมากถึงมากที่สุด โดยด้านที่มีความต้องการ การนิเทศภายในสถานศึกษาสูงสุด 3 อันดับแรกคือ ด้านวิธีการนิเทศ รองลงมาคือ ด้านลักษณะของผู้นิเทศ และด้านวัตถุประสงค์ของการนิเทศ ตามลำดับ 2. รูปแบบการนิเทศภายในสถานศึกษา โดยใช้ระบบกัลยาณมิตรและระบบพี่เลี้ยงที่ส่งผลต่อการจัดการเรียนการสอนของพนักงานครูโรงเรียนเทศบาลชุมชนวิมลวิทยา เทศบาลเมืองตราด จังหวัดตราด พบว่า ผลการสังเคราะห์การจัดสัมมนาผู้เชี่ยวชาญ สรุปได้ว่า รูปแบบการนิเทศภายในสถานศึกษา โดยใช้ระบบกัลยาณมิตรและระบบพี่เลี้ยง ที่ส่งผลต่อการจัดการเรียนการสอนของพนักงานครูโรงเรียนเทศบาลชุมชนวิมลวิทยา เทศบาลเมืองตราด จังหวัดตราด โดยรวมมีความเหมาะสม สามารถนำไปใช้ในการดำเนินการได้ ซึ่งรูปแบบการนิเทศภายในสถานศึกษา โดยใช้ระบบกัลยาณมิตรและระบบพี่เลี้ยงของพนักงานครู ประกอบด้วย ด้านวัตถุประสงค์ของ การนิเทศ ด้านกระบวนการนิเทศ ด้านเนื้อหาการนิเทศ ด้านลักษณะของผู้นิเทศ ด้านวิธีการนิเทศและด้านระยะเวลาการนิเทศ 3. การทดลองใช้รูปแบบการนิเทศภายในสถานศึกษา โดยใช้ระบบกัลยาณมิตรและระบบพี่เลี้ยง ที่ส่งผลต่อการจัดการเรียนการสอนของพนักงานครูโรงเรียนเทศบาลชุมชนวิมลวิทยา เทศบาลเมืองตราด จังหวัดตราด จากการสังเคราะห์ผลการสัมภาษณ์ สรุปได้ว่า โดยรวมรูปแบบการนิเทศภายในสถานศึกษา โดยใช้ระบบกัลยาณมิตรและระบบพี่เลี้ยง ที่ส่งผลต่อการจัดการเรียนการสอนของพนักงานครู โรงเรียนเทศบาลชุมชนวิมลวิทยา มีความเหมาะสม ทั้งประเด็นหลักและประเด็นย่อยของแต่ละด้าน และเมื่อสังเคราะห์ผลการสัมภาษณ์เป็นรายด้าน พบว่าทุกด้านของประเด็นหลักและประเด็นย่อยคือ ด้านวัตถุประสงค์ของการนิเทศ ด้านกระบวนการนิเทศด้านเนื้อหาการนิเทศ ด้านลักษณะของผู้นิเทศ ด้านวิธีการนิเทศ และด้านระยะเวลาการนิเทศล้วนมีความเหมาะสม ตามที่กำหนดไว้ในรูปแบบการนิเทศภายในสถานศึกษา โดยทั้งผู้บริหารและครูหัวหน้าสายชั้นเห็นตรงกันว่า สามารถนำไปใช้ในการนิเทศอย่างเป็นระบบ โดยมีการวางแผนการนิเทศร่วมกัน สร้างสัมพันธภาพของการเป็นมิตร มีการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ มีการกำกับและติดตาม เพื่อนำผลการนิเทศมาวิเคราะห์แล้วนำไปใช้ในการพัฒนาคุณภาพการจัดการเรียนการสอนของครูผู้สอนให้สอดคล้องกับมาตรฐานการศึกษา ในการพัฒนาคุณภาพของผู้เรียน จึงส่งผลดีต่อการจัดการเรียนการสอนตามที่พนักงานครูต้องการที่จะพัฒนาศักยภาพของผู้เรียนให้มีคุณภาพ 4. การประเมินรูปแบบการนิเทศภายในสถานศึกษา โดยใช้ระบบกัลยาณมิตรและระบบพี่เลี้ยง ที่ส่งผลต่อการจัดการเรียนการสอนของพนักงานครู โรงเรียนเทศบาลชุมชนวิมลวิทยา เทศบาลเมืองตราด จังหวัดตราด พบว่า ผลการประเมินรูปแบบการนิเทศภายในสถานศึกษา โดยใช้ระบบกัลยาณมิตรและระบบพี่เลี้ยง ที่ส่งผลต่อการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนของพนักงานครู โรงเรียนเทศบาลชุมชนวิมลวิทยา โดยรวมมีผลการประเมินอยู่ในระดับมากที่สุด และเมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ทุกด้านมีผลการประเมินอยู่ในระดับมากที่สุด โดยสูงสุดคือ ด้านความเหมาะสม รองลงมาคือด้านความถูกต้อง และด้านความเป็นประโยชน์ ตามลำดับและเมื่อพิจารณาเป็นรายด้านมีดังนี้ 4.1 ด้านความเป็นประโยชน์ พบว่า โดยรวมผลการประเมิน อยู่ในระดับมากที่สุด และเมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ทุกด้านมีผลการประเมินรูปแบบการนิเทศภายในสถานศึกษา โดยใช้ระบบกัลยาณมิตรและระบบพี่เลี้ยง อยู่ในระดับมากถึงมากที่สุด โดยสูงสุดคือด้านวัตถุประสงค์ของการนิเทศ รองลงมาคือ ด้านลักษณะของการนิเทศ และด้านกระบวนการนิเทศ กับด้านวิธีการนิเทศ ตามลำดับ 4.2 ด้านความเหมาะสม พบว่า โดยรวมผลการประเมิน อยู่ในระดับมากที่สุด และเมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ทุกด้านมีผลการประเมินรูปแบบการนิเทศภายในสถานศึกษา โดยใช้ระบบกัลยาณมิตรและระบบพี่เลี้ยง อยู่ในระดับมากถึงมากที่สุด โดยสูงสุดคือ ด้านลักษณะของการนิเทศ รองลงมาคือ ด้านวัตถุประสงค์ของการนิเทศ และด้านกระบวนการนิเทศ ตามลำดับ 4.3 ด้านความถูกต้อง พบว่า โดยรวมผลการประเมิน อยู่ในระดับมากที่สุด และเมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ทุกด้านมีผลการประเมินรูปแบบการนิเทศภายในสถานศึกษา โดยใช้ระบบกัลยาณมิตรและระบบพี่เลี้ยง อยู่ในระดับมากถึงมากที่สุด โดยสูงสุดคือ ด้านลักษณะของการนิเทศ รองลงมาคือด้านวิธีการนิเทศ และด้านวัตถุประสงค์ของการนิเทศ ตามลำดับ
การประเมินโครงการเศรษฐกิจพอเพียงภายในโรงเรียนเทศบาล 3 วัดสหมิตรมงคล ตั้งตรงจิตร 6 เทศบาลตำบลหนองแค อำเภอหนองแค จังหวัดสระบุรี
[ โดย kruinfo ชม 210 ]
การประเมินโครงการเศรษฐกิจพอเพียงภายในโรงเรียนเทศบาล 3 วัดสหมิตรมงคล ตั้งตรงจิตร 6 เทศบาลตำบลหนองแค อำเภอหนองแค จังหวัดสระบุรี มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินบริบทของโครงการ ประเมินปัจจัยของโครงการ ประเมินกระบวนการดำเนินโครงการ และประเมินผลผลิตของโครงการ ในด้านความรู้เรื่องเศรษฐกิจพอเพียง ความรู้ความเข้าใจของผู้ปกครองในเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง การผลิตปุ๋ยชีวภาพ และสารกำจัดแมลง และความพึงพอใจต่อโครงการของ ผู้อำนวยการโรงเรียน ครู นักเรียน ผู้ปกครอง และกรรมการสถานศึกษา การประเมินใช้รูปแบบการประเมินแบบซิปป์ (CIPP Model) กลุ่มผู้ให้ข้อมูลมีจำนวน 113 คน ประกอบด้วยผู้อำนวยการโรงเรียน ครูผู้สอนในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ผู้ปกครองนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 กรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน เครื่องมือที่ใช้ในการประเมินได้แก่ แบบสอบถามเกี่ยวกับบริบทของโครงการ แบบสอบถามเกี่ยวกับปัจจัยของโครงการ แบบสอบถามเกี่ยวกับกระบวนการของโครงการ แบบทดสอบเกี่ยวกับผลผลิตโครงการ ความรู้ความเข้าใจของนักเรียนใน เรื่องเศรษฐกิจพอเพียง แบบทดสอบความรู้ความเข้าใจผู้ปกครอง ในเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง การผลิตปุ๋ยชีวภาพและสารกำจัดแมลง แบบสอบถามเกี่ยวกับผลผลิตโครงการ ด้านความพึงพอใจของนักเรียน และ แบบสอบถามเกี่ยวกับผลผลิตโครงการด้าน ความพึงพอใจของผู้อำนวยการโรงเรียน ครู ผู้ปกครอง และกรรมการสถานศึกษา มีค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.939 , 0.826, 0.809, 0.914, 0.980, 0.713 และ 0.933 ตามลำดับ สถิติที่ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบค่าที (t-test) ผลการประเมิน 1. การประเมินบริบท (Context Evaluation) ของโครงการเศรษฐกิจพอเพียงภายในโรงเรียน ของโรงเรียนเทศบาล 3 วัดสหมิตรมงคล ตั้งตรงจิตร 6 มีความสอดคล้องหรือมีความเหมาะสมในระดับมาก มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.67 ซึ่งผ่านเกณฑ์การประเมิน 2. การประเมินปัจจัยนำเข้า (Input Evaluation) ด้านบุคลากร งบประมาณ วัสดุอุปกรณ์ สถานที่ดำเนินโครงการและ กิจกรรมต่างๆ ของโครงการเศรษฐกิจพอเพียงภายในโรงเรียน ของ- โรงเรียนเทศบาล 3 วัดสหมิตรมงคล ตั้งตรงจิตร 6 มีความสอดคล้องหรือความเหมาะสมในระดับมาก มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.07 ซึ่งผ่านเกณฑ์การประเมิน 3. การประเมินกระบวนการ (Process Evaluation) ของโรงเรียนเทศบาล 3 วัดสหมิตร-มงคล ตั้งตรงจิตร 6 มีความสอดคล้องหรือมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.87 ซึ่งผ่านเกณฑ์การประเมิน 4. ผลการประเมินด้านผลผลิต (Product) มีผลการประเมินดังนี้ 4.1 ผลการเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างค่าเฉลี่ยของคะแนนจากแบบทดสอบความรู้ความเข้าใจของนักเรียนเรื่อง เศรษฐกิจพอเพียง หลังดำเนินโครงการแตกต่างจากก่อนดำเนินโครงการอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.01 4.2 ผลการเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างค่าเฉลี่ยของคะแนนจากแบบทดสอบความรู้ความเข้าใจของผู้ปกครองเรื่อง เศรษฐกิจพอเพียง หลังดำเนินโครงการแตกต่างจากก่อนดำเนินโครงการอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.01 4.3 ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อโครงการเศรษฐกิจพอเพียงของโรงเรียน พบว่า ระดับความพึงพอใจของนักเรียนต่อโครงการเศรษฐกิจพอเพียงโดยรวมอยู่ในระดับมาก 4.4 ความพึงพอใจของผู้บริหารที่มีต่อโครงการเศรษฐกิจพอเพียงของโรงเรียน ระดับความพึงพอใจของผู้บริหารในภาพรวมมีระดับความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก 4.5 ความพึงพอใจของครูผู้สอนที่มีต่อโครงการเศรษฐกิจพอเพียงโดยรวมอยู่ในระดับมาก 4.6 ความพึงพอใจของผู้ปกครองที่มีต่อโครงการเศรษฐกิจพอเพียงโดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายข้อความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก 4.7 ความพึงพอใจของกรรมการมีต่อโครงการเศรษฐกิจพอเพียงโดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายข้อความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก
คำและความสัมพันธ์ของคำ
[ โดย kruinfo ชม 182 ]
แบบฝึกทักษะประกอบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือ เล่มนี้ ได้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นสื่อประกอบการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑ และยังเป็นคู่มือการศึกษาค้นคว้าด้วยตนเองของนักเรียน เพราะแบบฝึกทักษะประกอบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือ เป็นการสรุป เนื้อหา และวิธีการเรียนที่เรียนรู้จากง่ายไปหายาก ซึ่งส่งผลให้นักเรียนสามารถค้นพบองค์ความรู้ได้ด้วยตนเอง และเกิดทักษะการเรียนรู้ อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งสามารถนำทักษะไปใช้ในการสื่อสารต่อไป ในอนาคตได้ ข้าพเจ้าจึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่า แบบฝึกทักษะประกอบการจัดกิจกรรม การเรียนรู้แบบร่วมมือ เล่มนี้ คงจะเป็นประโยชน์ต่อการจัดการเรียนการสอน สาระหลักการใช้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑ และผู้สนใจได้พอสมควร นางสาววัชรี บุญชุมวงศ์ โรงเรียนท่าช้างราษฎร์บำรุง
รายงานการพัฒนาระบบประกันคุณภาพภายในโรงเรียนอนุบาลควนโดนฯ
[ โดย kruinfo ชม 300 ]
รายงานการพัฒนาระบบประกันคุณภาพภายในโรงเรียนอนุบาลควนโดน โดยใช้กระบวนการพัฒนาคุณภาพการศึกษาอย่างต่อเนื่อง ตามระบบ หลักเกณฑ์ และวิธีการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2546 ผู้รายงาน นายปรีชา ดุลยการัณย์ ตำแหน่ง ผู้อำนวยการโรงเรียน วิทยฐานะ ชำนาญการ ปีการศึกษา 2550 โรงเรียน อนุบาลควนโดน อำเภอควนโดน จังหวัดสตูล การศึกษาครั้งนี้ ได้กำหนดวัตถุประสงค์ของการศึกษา ไว้ว่า 1) เพื่อรายงานการพัฒนาระบบประกันคุณภาพภายในโรงเรียนอนุบาลควนโดน โดยใช้กระบวนการพัฒนาคุณภาพการศึกษาอย่างต่อเนื่อง ตามระบบ หลักเกณฑ์ และวิธีการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2546 2) เพื่อศึกษาระดับความคิดเห็นและความพึงพอใจของครูและบุคลากรทาง การศึกษา และกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ต่อการพัฒนาระบบประกันคุณภาพภายในโรงเรียนอนุบาลควนโดน โดยใช้กระบวนการพัฒนาคุณภาพการศึกษาอย่างต่อเนื่อง ตามระบบ หลักเกณฑ์ และวิธีการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2546 และ 3) เพื่อเปรียบเทียบความคิดเห็นและความพึงพอใจของครูและบุคลากรทาง การศึกษา และกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ต่อการพัฒนาระบบประกันคุณภาพภายในโรงเรียนอนุบาลควนโดน โดยใช้กระบวนการพัฒนาคุณภาพการศึกษาอย่างต่อเนื่อง ตามระบบ หลักเกณฑ์ และวิธีการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2546 โดยกำหนดขอบเขตด้านเนื้อหาเกี่ยวกับการพัฒนาระบบประกันคุณภาพภายใน ตามระบบ หลักเกณฑ์ และวิธีการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2546 ซึ่งประชากรและกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ เป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา กับคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ที่ได้จากการใช้ตารางอัตราส่วนของเครจซี่และมอร์แกน แล้วทำการสุ่มแบบเฉพาะเจาะจง มาจำนวน 32 คน รูปแบบของการวิจัยเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ที่ใช้แบบสอบถามเพื่อการศึกษาวิจัย เรื่องการพัฒนาระบบประกันคุณภาพภายในโรงเรียนอนุบาลควนโดน โดยใช้กระบวนการพัฒนาคุณภาพการศึกษาอย่างต่อเนื่อง ตามระบบ หลักเกณฑ์ และวิธีการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2546 ได้ค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามทั้งฉบับ เท่ากับ .93 ซึ่งทำการวิเคราะห์ผลการศึกษาด้วยการบรรยายข้อมูลเชิงคุณภาพตามสมมติฐานข้อที่ 1 และทำการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยโปรแกรมสำเร็จรูป SPSS เพื่อหาค่าเฉลี่ยและค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน รวมทั้งค่าสถิติที ที่ใช้ในการศึกษาเปรียบเทียบ ผลการศึกษา สรุปได้ว่า 1. ผลการพัฒนาระบบประกันคุณภาพภายในโรงเรียนอนุบาลควนโดน โดยใช้กระบวนการ พัฒนาคุณภาพการศึกษาอย่างต่อเนื่อง ตามระบบ หลักเกณฑ์ และวิธีการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ.2546 สัมฤทธิ์ผลตามการใช้กระบวนการพัฒนาคุณภาพการศึกษาอย่างต่อเนื่อง 2. ความคิดเห็นและความพึงพอใจของครูและบุคลากรทางการศึกษา และกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ต่อการพัฒนาระบบประกันคุณภาพภายในโรงเรียนอนุบาลควนโดน โดยใช้กระบวนการพัฒนาคุณภาพการศึกษาอย่างต่อเนื่อง ตามระบบ หลักเกณฑ์ และวิธีการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ.2546 โดยรวมอยู่ในระดับมาก 3. ความคิดเห็นและความพึงพอใจของครูและบุคลากรทางการศึกษา และกรรมการ สถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ต่อการพัฒนาระบบประกันคุณภาพภายในโรงเรียนอนุบาลควนโดน โดย ใช้กระบวนการพัฒนาคุณภาพการศึกษาอย่างต่อเนื่อง ตามระบบ หลักเกณฑ์ และวิธีการประกัน คุณภาพภายในสถานศึกษา ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2546 ไม่แตกต่างกัน อย่างมี นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนเทศบาลวัดทรงธรรม ที่เรียนรู้ด้วยหนังสืออ่านประกอบ เรื่อง ชนิดของคำในภาษาไทย
[ โดย kruinfo ชม 151 ]
รายงานฉบับนี้ มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนเทศบาลวัดทรงธรรม สังกัดเทศบาลเมืองพระประแดง ปีการศึกษา 2550 ที่เรียนรู้ด้วยหนังสืออ่านประกอบ เรื่อง ชนิดของคำในภาษาไทย (2) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนเทศบาลวัดทรงธรรม สังกัดเทศบาลเมืองพระประแดง ปีการศึกษา 2550 ที่มีต่อหนังสืออ่านประกอบ เรื่อง ชนิดของคำในภาษาไทย กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนเทศบาลวัดทรงธรรม สังกัดเทศบาลเมืองพระประแดง ปีการศึกษา 2550 ที่เรียนโดยใช้หนังสืออ่านประกอบ เรื่อง ชนิดของคำในภาษาไทย จำนวน 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ (1) หนังสืออ่านประกอบ เรื่อง ชนิดของคำในภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 (2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และ (2) แบบสอบถามความพึงพอใจ ผลการการศึกษา ปรากฏผลดังนี้ 1. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนเทศบาลวัดทรงธรรม สังกัดเทศบาลเมืองพระประแดง ปีการศึกษา 2550 ที่เรียนรู้ด้วยหนังสืออ่านประกอบ เรื่อง ชนิดของคำในภาษาไทย แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 2. ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนเทศบาลวัดทรงธรรม สังกัดเทศบาลเมืองพระประแดง ปีการศึกษา 2550 ที่มีต่อหนังสืออ่านประกอบ เรื่อง ชนิดของคำในภาษาไทย มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก เท่ากับ 4.21
รายงานการพัฒนาบทเรียนสำเร็จรูป เสริมทักษะการแต่งคำประพันธ์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2
[ โดย kruinfo ชม 588 ]
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนาบทเรียนสำเร็จรูป เสริมทักษะการแต่งคำประพันธ์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 70/70 และมีค่าดัชนีประสิทธิผล ไม่ต่ำกว่า .50 เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสาระการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่อง การแต่งคำประพันธ์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 และเพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่มีต่อบทเรียนสำเร็จรูป เสริมทักษะการแต่งคำประพันธ์ กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ เป็นนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 2/2 ที่กำลังเรียนอยู่ใน ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2553 โรงเรียนเทศบาล ท่าอิฐ อำเภอเมือง จังหวัดอุตรดิตถ์ จำนวน 45 คน ซึ่งได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้สำหรับการศึกษาครั้งนี้ ประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้ โดยใช้บทเรียนสำเร็จรูป เสริมทักษะการแต่งคำประพันธ์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 14 แผน บทเรียนสำเร็จรูป เสริมทักษะการแต่งคำประพันธ์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 7 เล่ม ประกอบด้วย เล่มที่ 1 เรียนรู้เรื่องร้อยกรอง เล่มที่ 2 คำคล้องจอง เล่มที่ 3 การแต่งกลอนหก เล่มที่ 4 การแต่งกลอนแปด เล่มที่ 5 การแต่งกลอนสักวา เล่มที่ 6 การแต่งกลอนดอกสร้อย เล่มที่ 7 การแต่งกาพย์ยานี 11 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ก่อนเรียนและหลังเรียน โดยใช้บทเรียนสำเร็จรูป เสริมทักษะการแต่งคำประพันธ์ แบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ และแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อบทเรียนสำเร็จรูป เสริมทักษะการแต่งคำประพันธ์เป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) แบ่งเป็น 5 ระดับ จำนวน 15 ข้อ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติ คือ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที (t
รายงานการพัฒนาทักษะการอ่านและการขียนสะกดคำ เรื่อง สระลดรูปและสระเปลี่ยนรูป
[ โดย kruinfo ชม 664 ]
การรายงานในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ1) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน 2) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อแบบฝึกเสริมทักษะการอ่านและการเขียนสะกดคำ เรื่อง สระลดรูปและสระเปลี่ยนรูป กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่1/2 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2551 จำนวน 36 คน เครื่องมือที่ใช้ในการรายงานประกอบด้วย1) แบบฝึกเสริมทักษะการอ่านและการเขียนสะกดคำ เรื่อง สระลดรูปและสระเปลี่ยนรูป จำนวน 6 ชุด 2) แผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 18 แผน 3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เป็นแบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 3 ตัวเลือก จำนวน 10 ข้อ 4) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อแบบฝึกเสริมทักษะการอ่านและการเขียนสะกดคำ เรื่อง สระลดรูปและสระเปลี่ยนรูป วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าเฉลี่ย( ) ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ค่าเฉลี่ยร้อยละ ค่าประสิทธิภาพ / และทดสอบสมมติฐานโดยใช้ t-test ปรากฏผลการทดลอง ดังนี้ 1. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน มีคะแนนเฉลี่ย ( ) เท่ากับ 6.67 และ 8.50 ตามลำดับ โดยมีคะแนนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติที่ระดับ .01 2. ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อแบบฝึกเสริมทักษะการอ่านและการเขียนสะกดคำ เรื่อง สระลดรูปและสระเปลี่ยนรูป หลังการเรียนอยู่ในระดับมาก ( = 2.78 )
การประเมินโครงการเสริมสร้างวินัยของนักเรียนโรงเรียนแดงเป้า(สิงสุขบูรณะ) สำนักงานเขตลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร ปีการศึกษา 2552
[ โดย kruinfo ชม 161 ]
ชื่อเรื่อง การประเมินโครงการเสริมสร้างวินัยของนักเรียนโรงเรียน แดงเป้าสิงสุขบูรณะ) สำนักงานเขตลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร ผู้ประเมิน นางมัณฑนา รัตนานนท์ ตำแหน่ง ผู้อำนวยการโรงเรียนแดงเป้า (สิงสุขบูรณะ) ปีการศึกษา 2552 บทคัดย่อ การประเมินโครงการเสริมสร้างวินัยของนักเรียนโรงเรียนแดงเป้า (สิงสุขบูรณะ) สำนักงานเขตลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร ปีการศึกษา 2552 โดยใช้รูปแบบการประเมินแบบ CIPP Model มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินบริบทของโครงการเสริมสร้างวินัยของนักเรียน ประเมินความเหมาะสมของปัจจัย ประเมินความเหมาะสมของกระบวนการ และประเมินผลผลิตของโครงการ การประเมินครั้งนี้ใช้กลุ่มตัวอย่างในการประเมินด้านบริบท และปัจจัย จำนวน 37 คน ได้แก่ ครู และบุคลากร ของโรงเรียน คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน และคณะกรรมการเครือข่ายผู้ปกครอง กลุ่มตัวอย่างในการประเมินด้านกระบวนการ จำนวน 124 คน ได้แก่ ครู และบุคลากร ของโรงเรียนคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน คณะกรรมการเครือข่ายผู้ปกครอง และผู้ปกครองนักเรียน กลุ่มตัวอย่างในการประเมินด้านผลผลิต จำนวน 210 คน ได้แก่ ครู และบุคลากรของโรงเรียน คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน คณะกรรมการเครือข่ายผู้ปกครอง ผู้ปกครองนักเรียน และนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1
เรื่อง บทร้อยกรองและกาพย์ยานี 11 สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6
[ โดย kruinfo ชม 299 ]
ชื่อ รายงานผลการพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ กลุ่มสระการเรียนภาษาไทย เรื่อง บทร้อยกรองและกาพย์ยานี 11 สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ผู้ศึกษาค้นคว้า นางพิชญา ทัพประดิษฐ์ ปีที่รายงาน ปีการศึกษา 2550 บทคัดย่อ การจัดการเรียนการสอนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนเป็นที่นิยมใช้กันมากเพราะบทเรียนคอมพิวเตอร์เป็นนวัตกรรมใหม่น่าสนใจ ดังนั้น ผู้ศึกษาค้นคว้าได้พัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ในครั้งนี้เพื่อความมุ่งหมาย 1) เพื่อพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่อง บทร้อยกรองและกาพย์ยานี 11 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ให้มีประสิทธิภาพ ตามเกณฑ์ 80/ 80 2) เพื่อศึกษาดัชนีประสิทธิผลของบทเรียนคอมพิวเตอร์ที่พัฒนาขึ้น 3) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ และ 4) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อบทเรียนคอมพิวเตอร์ที่พัฒนาขึ้น กลุ่มประชากรที่ใช้ในการค้นคว้าครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 24 คน ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2552 โรงเรียนเทศบาลรัตนวิทย์ สังกัดเทศบาลเมืองตาก จังหวัดตาก ซึ่งได้มาโดยการเลือกตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive Sampling Technique) ระยะเวลาในการทดลองคือ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2552 ใช้เวลาระหว่างวันที่ 3 – 26 พฤศจิกายน 2552 เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าประกอบด้วย 1) บทเรียนคอมพิวเตอร์ 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จำนวน 30 ข้อ ซึ่งมีค่าอำนาจจำแนกระหว่าง 0.36 ถึง 1 และค่าความยากอยู่ระหว่าง 0.58 ถึง 0.92 และค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบเท่ากับ 0.98 และ 3) แบบวัดความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อบทเรียนคอมพิวเตอร์ สถิติที่ใช้ คือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบสมมติฐานด้วย t-test (Dependent Samples) ผลการศึกษาค้นคว้าปรากฏดังนี้ 1. บทเรียนคอมพิวเตอร์กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ที่พัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพ 80.65/83.90 สูงกว่าเกณฑ์ 80/80 2. ค่าดัชนีประสิทธิผล (The Effectiveness Index) ของบทเรียนคอมพิวเตอร์ มีค่าเท่ากับ 0.22 ซึ่งหมายความว่า นักเรียนมีความรู้เพิ่มขึ้นกว่าเดิม ร้อยละ 22.00 3. นักเรียนที่เรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน และก่อนเรียนไม่แตกต่างกัน 4. นักเรียนมีความพึงพอใจต่อบทเรียนที่ได้พัฒนาขึ้นอยู่ในระดับมากที่สุด ดังนั้นบทเรียนคอมพิวเตอร์ เรื่อง บทร้อยกรองและกาพย์ยานี 11 สามารถนำไปใช้ในการเรียนการสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยให้นักเรียนมีความรู้เพิ่มขึ้น นักเรียนที่เรียน ด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์มีความพึงพอใจต่อบทเรียนที่พัฒนาขึ้นในระดับ มากที่สุด
การพัฒนาแผนการจัดประสบการณ์แบบบูรณาการ ที่ส่งเสริมความสามารถด้านการฟังและการพูดของเด็กปฐมวัย
[ โดย kruinfo ชม 222 ]
การศึกษาครั้งนี้มีจุดมุ่งหมาย เพื่อพัฒนาแผนการจัดประสบการณ์แบบบูรณาการที่ส่งเสริมความสามารถด้านการฟังและการพูดของเด็กปฐมวัย และศึกษาผลการจัดกิจกรรมโดยใช้แผนการจัดประสบการณ์แบบบูรณาการที่มีต่อความสามารถด้านการฟังและการพูดของเด็กปฐมวัยโดยรวมและรายด้าน ประชากรกลุ่มเป้าหมายในการศึกษา ครั้งนี้ เป็นเด็กนักเรียนชาย-หญิง อายุ ระหว่าง 4-5 ปี ชั้นอนุบาลปีที่ 2 ที่ศึกษาในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2553 ของโรงเรียนเทศบาล วัดป่าโค สังกัดเทศบาลนครพระนครศรีอยุธยา จำนวน 20 คน ใช้เวลาในการทดลอง 3 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 5 วัน วันละ 30 นาที รวมระยะเวลาทั้งสิ้น 15 ครั้ง เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาคือ แผนการจัดประสบการณ์แบบบูรณาการ และ แบบทดสอบวัดความสามารถด้านการฟังและการพูดของเด็กปฐมวัย ซึ่งมีค่าดัชนีความสอดคล้องของข้อคำถามกับจุดประสงค์ IOC อยู่ระหว่าง 0.60-1.00 และมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.64 การวิจัยครั้งนี้ใช้แบบแผนการทดลองแบบ One - Group Pretest - Posttest Design สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติทดสอบ ผลการวิจัยพบว่า 1.แผนการจัดประสบการณ์แบบบูรณาการที่ส่งเสริมความสามารถด้านการฟังและการพูดของเด็กปฐมวัยมีความเหมาะสม 2.ความสามารถด้านการฟังและการพูดโดยรวมก่อนการทดลองมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 8.35 และหลังการทดลองมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 24.05 ก่อนและหลังการทดลอง มีค่าเฉลี่ยแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 แสดงว่า ค่าเฉลี่ยความสามารถด้านการฟังและการพูดก่อนและหลังการทดลอง แตกต่างกันอย่างชัดเจน
การแก้ปัญหาการใช้วรรณยุกต์ผิด
[ โดย kruinfo ชม 243 ]
การแก้ปัญหาการใช้วรรณยุกต์ผิดของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๕ โรงเรียนวัดหนัง วิจัยในชั้นเรียน ชื่อเรื่อง การแก้ปัญหาการใช้วรรณยุกต์ผิดของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๕ โรงเรียนวัดหนัง ผู้รายงาน นายชนินทร์ มหาครุธ ใจอ่อน หน่วยงาน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย โรงเรียนวัดหนัง สังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากรุงเทพมหานคร เขต ๓ บทคัดย่อ การแก้ปัญหาการใช้วรรณยุกต์ผิดของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๕ โรงเรียนวัดหนัง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและแก้ไขการใช้วรรณยุกต์ผิดของนักเรียนชั้นประถม ศึกษาปีที่ ๕ การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลองแบบ One Group Pretest Posttest Design กลุ่มตัวอย่าง คือนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๕/๑ โรงเรียนวัดหนัง สพท.กทม.เขต๓ จำนวน ๘ คน ได้มาจากการเลือกแบบเฉพาะเจาะจง (นักเรียนที่มีปัญหาการใช้วรรณยุกต์) เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วย แบบฝึกการอ่าน แบบประเมินการอ่าน แบบทดสอบวัดผลเรื่องวรรณยุกต์ ใบงานการเขียนเรียงความ และแบบประเมินการเขียนเรียงความ การวิเคราะห์ข้อมูล โดยหาค่าสถิติพื้นฐานได้แก่ ค่าเฉลี่ย เพื่อดูพัฒนาการ และการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงบรรยาย ผลการวิจัยพบว่า การสอนซ่อมเสริม และการฝึกทักษะการอ่าน การเขียน สามารถพัฒนานักเรียนในเรื่องการใช้วรรณยุกต์ได้ โดยนักเรียนมีพัฒนาการของตนเองมากขึ้นเกินร้อยละ ๕๐ (งานชิ้นนี้เป็นวิจัยในชั้นเรียนสั้นๆหรือวิจัยหน้าเดียว ใช้แก้ปัญหาการใช้วรรณยุกต์ผิดครับ สามารถนำไปใช้ได้จริง สนใจขอข้อมูลได้นะครับที่เมลล์)
สภาพการบริหารเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในโรงเรียนวัดบางเตย
[ โดย kruinfo ชม 158 ]
ผลงานทางวิชาการ สภาพการบริหารเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ในโรงเรียนวัดบางเตย สำนักงานเขตบึงกุ่ม กรุงเทพมหานคร ผู้วิจัย นางสาวอ้อยใจ ทั่งสุวรรณ ตำแหน่ง รองผู้อำนวยการโรงเรียนวัดบางเตย โรงเรียนวัดบางเตย สำนักงานเขตบึงกุ่ม กรุงเทพมหานคร บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ 2 ประการ 1) ศึกษาสภาพการบริหารเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในโรงเรียนวัดบางเตย สำนักงานเขตบึงกุ่ม กรุงเทพมหานคร 2) เพื่อเปรียบเทียบสภาพการบริหารเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในโรงเรียนวัดบางเตย สำนักงานเขตบึงกุ่ม กรุงเทพมหานคร จำแนกตาม วุฒิการศึกษาประสบการณ์การทำงาน ประชากรที่ใช้ในการศึกษาได้แก่ ผู้บริหารและครูโรงเรียนวัดบางเตย สำนักงานเขตบึงกุ่ม กรุงเทพมหานคร ปีการศึกษา 2553 จำนวน 71 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบสอบถามมีลักษณะเป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ตามมาตรวัดของลิเคิร์ท (Likert
การพัฒนาการใช้ชุดฝึกทักษะเพื่อส่งเสริมการอ่านคิดวิเคราะห์ สาระการเรียนรู้ภาษาไทย ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนเสริมงามวิทยาคม อำเภอเสริมงาม จังหวัดลำปาง
[ โดย kruinfo ชม 154 ]
บทคัดย่อ การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของการจัดกิจกรรม การเรียนการสอนสาระการเรียนรู้ภาษาไทยโดยใช้ชุดฝึกทักษะเพื่อส่งเสริมการอ่านคิดวิเคราะห์ ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่4 ตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของ ผู้เรียนก่อนและหลังเรียน โดยการใช้ชุดฝึกทักษะเพื่อส่งเสริมการอ่านคิดวิเคราะห์ เพื่อศึกษา ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการใช้ชุดฝึกทักษะ ประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ได้แก่นักเรียนที่ศึกษาอยู่ในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่4 โรงเรียนเสริมงามวิทยาคม อำเภอเสริมงาม จังหวัดลำปาง ปีการศึกษา 2551 จำนวน 45 คน ดำเนินการศึกษาโดยการทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาคือชุดฝึกทักษะเพื่อส่งเสริมการอ่านคิดวิเคราะห์สาระการเรียนรู้ภาษาไทย แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แผนจัดการเรียนการสอน และแบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่เรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะเพื่อส่งเสริมการอ่านคิดวิเคราะห์ เก็บคะแนน มาวิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าเฉลี่ย และค่าร้อยละ ผลการศึกษาพบว่า 1. ชุดฝึกทักษะเพื่อส่งเสริมการอ่านคิดวิเคราะห์การเรียนรู้ภาษาไทยมีประสิทธิภาพเฉลี่ย 84.08/81.06 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ 2. ผู้เรียนมีผลสัมฤทธิ์หลังการเรียนสูงกว่าก่อนการเรียนด้วยชุดฝึกทักษะเพื่อส่งเสริมการอ่านคิดวิเคราะห์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.01 3. ผู้เรียนมีความพึงพอใจเกี่ยวกับการใช้ชุดฝึกทักษะเพื่อส่งเสริมการอ่านคิดวิเคราะห์สาระการเรียนรู้ภาษาไทยในระดับมาก โดยมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.36
การพัฒนาและศึกษาประสิทธิภาพของหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ เรื่อง อ่านเป็นนิจชีวิตสดใส กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2
[ โดย kruinfo ชม 235 ]
บทคัดย่อ การอ่านเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้การดำเนินชีวิตอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข เพราะถ้าสามารถอ่านได้ก็สามารถทำความเข้าใจร่วมกับผู้อื่นได้เป็นอย่างดี ตลอดจนสามารถแก้ปัญหาให้ผ่านไปได้อย่างราบรื่น การศึกษาครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อศึกษาประสิทธิภาพและหาค่าดัชนีประสิทธิ ผลหนังสือิเล็กทรอนิกส์ เรื่อง อ่านเป็นนิจชีวิตสดใส กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ตามเกณฑ์ 80/80 เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนที่ เรียนโดยใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ และเพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ เรื่อง อ่านเป็นนิจชีวิตสดใส กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่กำลังศึกษาในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2552โรงเรียนพลาญชัยพิทยาคม อำเภอเมืองร้อยเอ็ด จังหวัดร้อยเอ็ด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาร้อยเอ็ด เขต1 จำนวน 20 คน ซึ่งได้มาโดยการเลือกอย่างเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ เรื่อง อ่านเป็นนิจชีวิตสดใส จำนวน 10 เล่ม แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบ วัดความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ร้อยละ ดัชนีประสิทธิผล และ t – test (Dependent Samples) ผลการศึกษา ปรากฏดังนี้ 1. หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ เรื่อง อ่านเป็นนิจชีวิตสดใส กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 83.08 /83.89 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ที่ตั้งไว้ 2. ค่าดัชนีประสิทธิผลของหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ เรื่อง อ่านเป็นนิจชีวิตสดใส กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีค่าเท่ากับ 0.6847 แสดงว่านักเรียนมีความรู้หรือความก้าวหน้าทางการเรียนเพิ่มขึ้นร้อยละ 68.47 3. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนโดยใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ เรื่อง อ่านเป็นนิจชีวิตสดใส กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 หลังเรียนสูงขึ้น จากก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 4. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีความพึงพอใจต่อหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ เรื่อง อ่านเป็นนิจชีวิตสดใส กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย มีความพึงพอใจโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด โดยสรุป หนังสืออิเล็กทรอนิกส์เป็นสื่อการเรียนรู้ที่ช่วยให้นักเรียนได้พัฒนาทักษะ การอ่าน มีความคิดรวบยอดในเรื่องที่เรียนรู้ ปลูกฝังให้นักเรียนมีนิสัยรักการอ่าน แสวงหาความรู้ด้วยตนเอง และสามารถนำความรู้ไปใช้ในชีวิตประจำวันได้
การผันวรรณยุกต์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียน เทศบาล 1(เยี่ยมเกษสุวรรณ)
[ โดย kruinfo ชม 237 ]
แบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียนคำที่ประสมด้วยสระเปลี่ยนรูปและลดรูป กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ จัดทำขึ้นเพื่อแก้ปัญหาและพัฒนาทักษะการอ่านและการเขียนของนักเรียน นักเรียนส่วนใหญ่ยังขาดทักษะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการอ่าน และการเขียนคำที่ประสมด้วยสระเปลี่ยนรูปและลดรูป ผู้เรียบเรียงจึงได้นำคำในบทเรียนที่นักเรียนควรรู้ทุกบท ในหนังสือสาระการเรียนรู้พื้นฐาน ชุดภาษาเพื่อชีวิต ภาษาพาทีและวรรณคดีลำนำ ชั้นประถมศึกษา ปีที่ ๑ ของกรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ นำไปทำแบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียนคำด้วยสระเปลี่ยนรูปและลดรูป
รายงานผลการประเมินคุณภาพการบริหารงานโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน โรงเรียนบ้านบางกะปิ สำนักงานเขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร
[ โดย kruinfo ชม 146 ]
ชื่อเรื่อง รายงานผลการประเมินคุณภาพการบริหารงานโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน โรงเรียนบ้านบางกะปิ สำนักงานเขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร ผู้รายงาน นางสุนันท์ วชิรมนตรี ปีที่ศึกษา 2553 บทคัดย่อ การบริหารงานสถานศึกษาในยุคปฏิรูปการศึกษาตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545 เป็นไปเพื่อพัฒนาคนไทยให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ทั้งร่างกาย จิตใจ สติปัญญา ความรู้และคุณธรรม การบริหารจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาคนให้มีคุณภาพจึงเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง โรงเรียนบ้านบางกะปิ สำนักงานเขตบางกะปิ สังกัดกรุงเทพมหานคร จึงได้ปรับเปลี่ยนกระบวนการบริหารงานโดยยึดแนวทางการบริหารงานโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน ตามนโยบายการกระจายอำนาจการบริหารและการจัดการศึกษาตามมาตรา 39 ของพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ รายงานผลการประเมินคุณภาพการบริหารงานโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน โรงเรียนบ้านบางกะปิ สำนัก งานเขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร ฉบับนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ ประเมินคุณภาพการบริหารงานโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน 4 ด้าน คือ ด้านการบริหารงานวิชาการ ด้านการบริหารงานงบประมาณ ด้านการบริหารงานบุคคลและด้านการบริหารงานทั่วไป กลุ่มตัวอย่างเป็นครูผู้สอนโรงเรียนบ้านบางกะปิ จำนวน 138 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบประเมินคุณภาพการบริหารงานโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน แยกตามคุณภาพการบริหารงานหลักของโรงเรียนบ้านบางกะปิ 4 ด้าน เป็นแบบสอบถาม จำนวน 4 ฉบับ คือ ฉบับที่ 1 แบบประเมินคุณภาพการบริหารงานวิชาการ ฉบับที่ 2 แบบประเมินคุณภาพการบริหารงานงบประมาณ ฉบับที่ 3 แบบประเมินคุณภาพการบริหารงานบุคคล และฉบับที่4 แบบประเมินคุณภาพการบริหารงานทั่วไป ซึ่งแบบสอบถามทั้ง 4 ฉบับ เป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) สร้างตามแนวคิดของลิเคิร์ท (Likert) โดยจำแนกเป็น 5 ระดับ สอบถามความคิดเห็นครูผู้สอนเกี่ยวกับคุณภาพการบริหารงานของโรงเรียนบ้านบางกะปิ นำแบบสอบถามมาวิเคราะห์ข้อมูลด้วยคอมพิวเตอร์โดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป SPSS เพื่อหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิเคราะห์ข้อมูล พบว่า โดยภาพรวมคุณภาพการบริหารงานโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน โรงเรียน บ้านบางกะปิมีคุณภาพการบริหารงานอยู่ในระดับดีมาก ( = 4.50) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านการบริหารงานวิชาการมีค่าเฉลี่ยสูงสุดอยู่ในระดับดีมาก ( = 4.66) รองลงมาคือด้านการบริหารงานบุคคล มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับดีมาก ( = 4.51) ด้านการบริหารงานงบประมาณมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับดี ( = 4.46) และด้านการบริหารงานทั่วไปมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับดีมากที่สุด ( = 4.40) ตามลำดับ ดังนั้น การบริหารงานโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานของโรงเรียนบ้านบางกะปิ จึงมีคุณภาพในการบริหารงานทั้ง 4 ด้าน
รายงานการประเมินโครงการโรงเรียนสร้างสุขตามวิถีเศรษฐกิจพอเพียง ของโรงเรียนวัดทองสัมฤทธิ์ ปีการศึกษา 2553
[ โดย kruinfo ชม 268 ]
ชื่อผลงานทางวิชาการ รายงานการประเมินโครงการโรงเรียนสร้างสุขตามวิถีเศรษฐกิจพอเพียง ของโรงเรียนวัดทองสัมฤทธิ์ สำนักงานเขตมีนบุรี ปีการศึกษา 2553 ชื่อผู้เสนอผลงาน นางนารีนาถ ตั้นจัด บทคัดย่อ รายงานการประเมินโครงการโรงเรียนสร้างสุขตามวิถีเศรษฐกิจพอเพียง ของโรงเรียนวัดทองสัมฤทธิ์ สำนักงานเขตมีนบุรี ปีการศึกษา 2553 มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินผลการดำเนินงาน ในประเด็นต่าง ๆ โดยใช้รูปแบบซิป โมเดล (CIPP Model) ดังนี้ 1) เพื่อประเมินด้านสภาวะแวดล้อมเกี่ยวกับความเหมาะสมและสอดคล้องกับนโยบายและวัตถุประสงค์ของโครงการ 2) เพื่อประเมินด้านปัจจัยนำเข้าเกี่ยวกับการจัดบุคลากร ทรัพยากร อาคารสถานที่ และปัจจัยสนับสนุนอื่น ๆ ในการดำเนินโครงการ 3) เพื่อประเมินด้านกระบวนการเกี่ยวกับการดำเนินงาน ตามโครงการ 4) เพื่อประเมินด้านผลผลิตเกี่ยวกับผลการดำเนินงานโครงการ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการประเมิน ประกอบด้วย คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 15 คน ครูโรงเรียนวัดทองสัมฤทธิ์ จำนวน 29 คน ผู้ปกครองนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ถึง ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนวัดทองสัมฤทธิ์ จำนวน 130 คน นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ถึง ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนวัดทองสัมฤทธิ์ จำนวน 130 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถาม การวิเคราะห์ข้อมูล ใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูป วิเคราะห์ค่าสถิติ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าร้อยละ ผลการประเมินโครงการโรงเรียนสร้างสุขตามวิถีเศรษฐกิจพอเพียง ของโรงเรียน วัดทองสัมฤทธิ์ สำนักงานเขตมีนบุรี ปีการศึกษา 2553 สรุปได้ดังนี้ 1. ด้านสภาวะแวดล้อม ตามความคิดเห็นของคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน และครูผู้สอน ผลการประเมินโดยภาพรวม พบว่า มีความเหมาะสม สอดคล้อง อยู่ในระดับ มากที่สุด 2. ด้านปัจจัยนำเข้า ตามความคิดเห็นของคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน และครูผู้สอน ผลการประเมินความพร้อมในการเตรียมบุคลากร งบประมาณ วัสดุอุปกรณ์ อาคารสถานที่ และการได้รับความสนับสนุน โดยภาพรวม พบว่า มีความพร้อมอยู่ในระดับ มากที่สุด 3. ด้านกระบวนการ ตามความคิดเห็นของคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ครูผู้สอน และผู้ปกครอง ผลการประเมินโดยภาพรวม พบว่า มีกระบวนการดำเนินงานอยู่ในระดับ มากที่สุด 4. ด้านผลผลิต ตามความคิดเห็นของคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ครูผู้สอน ผู้ปกครอง และนักเรียน ผลการประเมินประสิทธิภาพการจัดกิจกรรมของครู พฤติกรรมการเรียนรู้ของนักเรียน หลังการดำเนินโครงการ โดยภาพรวม พบว่า ประสิทธิภาพการจัดกิจกรรมและพฤติกรรมการเรียนรู้ของนักเรียนอยู่ในระดับ มาก การประเมินความพึงพอใจที่มีต่อโครงการ หลังจากดำเนินงานสิ้นสุด โดยภาพรวม พบว่า มีระดับความพึงพอใจที่มีต่อโครงการ อยู่ในระดับ มากที่สุด ผลการประเมินการจัดกิจกรรมทั้ง 6 กิจกรรมตามโครงการ พบว่าอยู่ในระดับ มากที่สุด เมื่อพิจารณาเป็นรายกิจกรรม พบว่า มีผลสัมฤทธิ์อยู่ในระดับ มากที่สุด ทุกกิจกรรม
การพัฒนาแบบฝึกการเขียนเชิงสร้างสรรค์ ชั้นประถมศึกษาปีที่3
[ โดย kruinfo ชม 198 ]
ชื่อผลงาน : รายงานการพัฒนาแบบฝึกการเขียนเชิงสร้างสรรค์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชื่อผู้รายงาน : นางสุนิต สุตราม ตำแหน่ง : ครูชำนาญการ โรงเรียนพิณพลราษฎร์ ตั้งตรงจิตร 12 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิษณุโลก เขต 2 บทคัดย่อ รายงานการพัฒนาแบบฝึกการเขียนเชิงสร้างสรรค์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 กลุ่มสาระ การเรียนรู้ภาษาไทย มีจุดมุ่งหมายดังนี้ 1) เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของแบบฝึกการเขียน เชิงสร้างสรรค์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ตามเกณฑ์มาตรฐาน 80 /80 2) เพื่อเปรียบเทียบคะแนนทักษะการเขียนเชิงสร้างสรรค์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ระหว่างหลังเรียนกับก่อนเรียน 3) เพื่อประเมินความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่มีต่อ การเรียนโดยใช้แบบฝึกการเขียนเชิงสร้างสรรค์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย โดยทำการศึกษากับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3.4 โรงเรียนพิณพลราษฎร์ ตั้งตรงจิตร 12 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิษณุโลก เขต 2 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2553 จำนวน 34 คน โดยมีเครื่องมือ ได้แก่ 1) แบบฝึกการเขียนเชิงสร้างสรรค์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย จำนวน 6 ชุด มีแบบฝึกรวมทั้งสิ้น 33 แบบฝึก 2) แบบทดสอบวัดการเขียนเชิงสร้างสรรค์ ซึ่งเป็นแบบอัตนัยใช้วัดระหว่างเรียนจำนวน 6 ฉบับ ได้แก่ แบบทดสอบการเขียนเชิงสร้างสรรค์ ฉบับที่ 1
การพัฒนาแบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียนคำที่ประสมสระลดรูป-เปลี่ยนรูป
[ โดย kruinfo ชม 263 ]
บทคัดย่อ ชื่อเรื่อง : การพัฒนาแบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียนคำที่ประสมสระลดรูป - เปลี่ยนรูป กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ โรงเรียนบ้านต๋อมดง ชื่อผู้ศึกษา : พวงผกา จินโจ ปีการศึกษา : ๒๕๕๒ การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน ของแบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียนคำที่ประสมสระลดรูป - เปลี่ยนรูป กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านการอ่านและการเขียนคำที่ประสมสระลดรูป - เปลี่ยนรูป ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ หลังเรียนด้วย แบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียนคำที่ประสมสระลดรูป - เปลี่ยนรูปและศึกษาความพึงพอใจ ของนักเรียนที่มีต่อการเรียนด้วยแบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียนคำที่ประสมสระลดรูป - เปลี่ยนรูปประชากรได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ ภาคเรียนที่ ๒ ปีการศึกษา ๒๕๕๒ โรงเรียน บ้านต๋อมดง อำเภอเมือง จังหวัดพะเยา จำนวน ๑๓ คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาได้แก่ แบบฝึกทักษะ การอ่านและการเขียนคำที่ประสมสระลดรูป - เปลี่ยนรูป แบ่งเป็น ๖ เรื่อง ได้แก่ สระอะ สระเอะ สระโอะ สระเออ สระอัวและสระแอะ แต่ละเรื่องมี ๗ แบบฝึก รวมทั้ง ๖ เรื่องมีจำนวนแบบฝึกทั้งหมด ๔๒ แบบฝึก แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การอ่านและการเขียนคำที่ประสมสระลดรูป - เปลี่ยนรูป จำนวน ๒ ฉบับ แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนด้วยแบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียนคำที่ประสมสระลดรูป - เปลี่ยนรูปและแผนการจัด การเรียนรู้สำหรับการใช้แบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียนคำที่ประสมสระลดรูป - เปลี่ยนรูป ผลการศึกษาพบว่า ๑. สร้าง แบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียนคำที่ประสมสระลดรูป- เปลี่ยนรูป สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ โรงเรียนบ้านต๋อมดง ประกอบด้วยแบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียนคำที่ประสมสระลดรูป - เปลี่ยนรูป จำนวน ๖ เรื่อง จำนวนทั้งหมด ๔๒ แบบฝึก พบว่ามีค่าประสิทธิภาพเท่ากับ ๘๖.๔๐/๘๗.๒๒ ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนด ๘๐ / ๘๐ ๒. การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนด้านการอ่านและการเขียนคำที่ประสมสระลดรูป - เปลี่ยนรูป ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ ที่เรียนด้วยแบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียนคำ ที่ประสมสระลดรูป- เปลี่ยนรูป พบว่านักเรียนที่เรียนด้วยแบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียนคำ ที่ประสมสระลดรูป - เปลี่ยนรูป มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน คะแนนเฉลี่ยร้อยละหลังเรียนด้านทักษะ การอ่านและทักษะการเขียนคำที่ประสมสระลดรูป - เปลี่ยนรูป ของนักเรียนมีค่าเท่ากับ ๙๐.๐๐ ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานของโรงเรียนที่ตั้งไว้ร้อยละ ๗๕ ๓. ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนด้วยแบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียนคำ ที่ประสมสระลดรูป - เปลี่ยนรูป พบว่าในภาพรวมอยู่ในระดับพึงพอใจมาก มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ ๒.๙๙ โดยที่นักเรียนทุกคนเห็นว่าแบบฝึกทักษะมีเนื้อหาอ่านง่าย เข้าใจง่าย ไม่ยากจนเกินไป แบบฝึกทักษะ มีภาพประกอบ สีสันสวยงาม คำชี้แจงในแบบฝึกทักษะมีความชัดเจน เวลาที่กำหนดให้เรียนแบบฝึกทักษะมีความเหมาะสม รูปแบบของแบบฝึกทักษะแต่ละเรื่องน่าสนใจ จำนวนคำที่ใช้ฝึก ในแบบฝึกทักษะไม่มากจนเกินไป แบบฝึกทักษะทำให้นักเรียนอ่านและเขียนคำที่ประสมสระ ลดรูป - เปลี่ยนรูปได้ดีขึ้น นักเรียนได้ทราบผลคะแนนของผลงานที่ตนเองทำแบบฝึกทักษะ นักเรียนมีความสุข สนุกกับการทำกิจกรรมในแบบฝึกทักษะ ยกเว้นนักเรียนจำนวน ๑ คน ที่เห็นว่าแบบฝึกทักษะทำให้นักเรียนได้ศึกษา ค้นคว้าด้วยตนเองพึงพอใจระดับปานกลาง
รายงานการวิจัย การพัฒนาบุคลากรของโรงเรียนวัดนวลจันทร์ สำนักงานเขตบึงกุ่ม กรุงเทพมหานคร
[ โดย kruinfo ชม 344 ]
ผลงานทางวิชาการ เรื่อง การพัฒนาบุคลากรของโรงเรียนวัดนวลจันทร์ สำนักงานเขตบึงกุ่ม กรุงเทพมหานคร ผู้วิจัย ว่าที่ร้อยตรีสิทธิศักดิ์ เมฆพัฒน์ ตำแหน่ง รองผู้อำนวยการโรงเรียนวัดนวลจันทร์ สำนักงานเขตบึงกุ่ม กรุงเทพมหานคร บทคัดย่อ ในการศึกษาวิจัยเรื่องการพัฒนาบุคลากรของโรงเรียนวัดนวลจันทร์ สำนักงานเขตบึงกุ่ม กรุงเทพมหานคร ผู้วิจัยได้กำหนดวัตถุประสงค์ไว้ 2 ประการ คือ 1) เพื่อศึกษาการพัฒนาบุคลากรของโรงเรียนวัดนวลจันทร์ สำนักงานเขตบึงกุ่ม กรุงเทพมหานคร 2) เพื่อศึกษาปัญหาการพัฒนาบุคลากรของโรงเรียนวัดนวลจันทร์ สำนักงานเขตบึงกุ่ม กรุงเทพมหานคร ประชากรที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ ผู้บริหารและครูโรงเรียนวัดนวลจันทร์ สำนักงานเขตบึงกุ่ม กรุงเทพมหานคร ปีการศึกษา 2553 จำนวน 35 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถามมีลักษณะเป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ของลิเคิร์ท (Likert
รายงานการประเมินโครงการโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพ โรงเรียนวัดลาดบัวขาว สำนักงานเขตสะพานสูง สังกัดกรุงเทพมหานคร
[ โดย kruinfo ชม 286 ]
หัวข้อรายงาน รายงานการประเมินโครงการโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพ โรงเรียนวัดลาดบัวขาว สำนักงานเขตสะพานสูง สังกัดกรุงเทพมหานคร ผู้รายงาน นางกานต์กนิษฐ์ เฟื่องฟูพงศ์ ตำแหน่ง รองผู้อำนวยการ วิทยฐานะรองผู้อำนวยการชำนาญการ ปีที่รายงาน 2553 การประเมินโครงการโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพ โรงเรียนวัดลาดบัวขาว สำนักงานเขตสะพานสูง สังกัดกรุงเทพมหานคร มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินผลการดำเนินงานโครงการโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพโดยใช้รูปแบบการประเมินแบบ ซิปป์ (CIPP Model) 4 ด้าน คือ 1. เพื่อประเมินบริบท (Context) ด้านความสอดคล้อง ระหว่างวัตถุประสงค์ของโครงการกับนโยบายของโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพ 2. เพื่อประเมินความความเหมาะสมของปัจจัยเบื้องต้น(Input) ในการดำเนินงานได้แก่ ด้านบุคลากร ด้านงบประมาณ ด้านวัสดุ-อุปกรณ์ และด้านอื่นๆ 3. เพื่อประเมินความเหมาะสมด้านกระบวนการดำเนินงาน (Process) ด้านการดำเนินงานตามแผน การให้ความสำคัญผู้รับผิดชอบ และการติดตามผลการดำเนินงาน 4. เพื่อประเมินผลผลิต (Product)โดยเปรียบเทียบความรู้เรื่องสุขภาพอนามัยตามสุขบัญญัติแห่งชาติ 10 ประการ ของนักเรียนก่อนและหลังดำเนินโครงการโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพ และศึกษาความคิดเห็นของผู้ปกครอง และครูที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับพฤติกรรมตามสุขบัญญัติแห่งชาติ 10 ประการของนักเรียนก่อนและหลังดำเนินโครงการโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพ และได้ศึกษา ความพึงพอใจของคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานผู้ปกครอง และนักเรียนที่มีต่อโครงการโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารโครงการจำนวน 1 คน ครูที่เกี่ยวข้อง จำนวน 22 คนคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานจำนวน 13 คน นักเรียนจำนวน 196 คน และผู้ปกครองของนักเรียนที่เป็นกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 196 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลในครั้งนี้ มี 2 ประเภท ดังนี้ ประเภทที่ 1 เป็นแบบสอบถาม มีลักษณะเป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน 5 ฉบับ มีค่าความเชื่อมั่นทั้ง 5 ฉบับระหว่าง 0.82-0.89 ประเภทที่ 2 แบบทดสอบความรู้เกี่ยวกับสุขภาพอนามัยเรื่องสุขบัญญัติแห่งชาติ 10 ประการ เป็นแบบทดสอบชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ มีค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบทั้งฉบับเท่ากับ 0.87 ค่าความยากรายข้ออยู่ระหว่าง 0.40-0.67 และค่าอำนาจจำแนกรายข้ออยู่ระหว่าง 0.33-0.60 สถิติที่นำมาใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ( ) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และ t – test ผลการประเมิน พบว่า 1. ผลการประเมินบริบทของโครงการ พบว่า ความสอดคล้องระหว่างวัตถุประสงค์ของโครงการกับนโยบายของโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพ ตามความคิดเห็นของผู้บริหารโครงการ ครูที่เกี่ยวข้อง ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก ผ่านเกณฑ์การประเมิน และเมื่อพิจารณาตามรายข้อวัตถุประสงค์ของโครงการ มีความสอดคล้องกับนโยบายส่งเสริมสุขภาพอยู่ในระดับมากทุกข้อ 2. ผลการประเมินความเหมาะสมของปัจจัยเบื้องต้นของโครงการโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพโรงเรียนวัดลาดบัวขาว สังกัดกรุงเทพมหานคร พบว่า ผู้บริหารโครงการและครูที่เกี่ยวข้องมีความเห็นว่ามีความเหมาะสม โดยรวมอยู่ในระดับมาก ผ่านเกณฑ์การประเมิน และเมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ทุกด้านของปัจจัยเบื้องต้น มีความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก 3. ผลการประเมินความเหมาะสมด้านกระบวนการดำเนินโครงการโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพ โรงเรียนวัดลาดบัวขาว สังกัดกรุงเทพมหานคร พบว่า ผู้บริหารโครงการ ครูที่เกี่ยวข้องมีความคิดเห็นว่ากระบวนการในการดำเนินโครงการมีความเหมาะสม โดยรวมอยู่ในระดับมาก ผ่านเกณฑ์การประเมิน และเมื่อพิจารณาตามขั้นตอนพบว่า ทุกขั้นตอน มีความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก 4. ผลการประเมินด้านผลผลิตเกี่ยวกับความรู้และพฤติกรรมตามสุขบัญญัติแห่งชาติ 10 ประการของนักเรียน พบว่า ความรู้ของนักเรียนก่อนและหลังการดำเนินโครงการ มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และค่าเฉลี่ยความคิดเห็นของผู้ปกครองและครูที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับพฤติกรรมนักเรียนตามสุขบัญญัติแห่งชาติ 10 ประการหลังการดำเนินโครงการมีค่ามากกว่าค่าเฉลี่ยก่อนการดำเนินโครงการ ผ่านเกณฑ์การประเมิน 5. ผลการประเมินความพึงพอใจของคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ผู้ปกครอง และนักเรียนที่มีต่อโครงการโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพ โรงเรียนวัดลาดบัวขาว โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ผ่านเกณฑ์การประเมิน เมื่อพิจารณาตามกลุ่มผู้ประเมินพบว่า คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานมีความคิดเห็นอยู่ในระดับมากที่สุด ส่วนผู้ปกครองและนักเรียนมีความคิดเห็นอยู่ในระดับมาก 6. ผลการดำเนินงานตามกิจกรรม/โครงการโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพ โรงเรียนวัดลาดบัวขาว สังกัดกรุงเทพมหานคร ทำให้นักเรียนเป็นผู้ปฏิบัติตนตามหลักสุขบัญญัติแห่งชาติ 10 ประการ มีสุขภาพร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ มีผลการพัฒนา 5 ด้านดังนี้ 6.1ด้านภาวะโภชนาการ พบว่า เมื่อสิ้นสุดโครงการจำนวนนักเรียนที่มีภาวะโภชนาการเกินเกณฑ์(โรคอ้วน)และต่ำกว่าเกณฑ์(โรคผอม) ลดลง 6.2 ด้านสมรรถภาพทางกายของนักเรียนดีขึ้น 6.3 ด้านการเฝ้าระวังทันตสุขภาพ พบว่า เมื่อสิ้นสุดโครงการจำนวนนักเรียนที่มีปัญหาสุขภาพในช่องปากลดลง 6.4 ด้านการเจ็บป่วย พบว่า เมื่อสิ้นสุดโครงการ จำนวนนักเรียนที่มีปัญหาด้านการเจ็บป่วยในขณะที่อยู่โรงเรียนลดลง 6.5 ด้านผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน พบว่าเมื่อสิ้นสุดโครงการ ผลการเรียนเฉลี่ยของนักเรียนทุกระดับชั้นสูงกว่าเกณฑ์ของโรงเรียน (ร้อยละ 70) และสูงกว่าผลการเรียนเฉลี่ยของปีการศึกษา 2551
รายงานการใช้แบบฝึกทักษะ เรื่อง การอ่านและการเขียนคำในมาตราตัวสะกด
[ โดย kruinfo ชม 176 ]
บทคัดย่อ การพัฒนาแบบฝึกทักษะ เรื่อง การอ่านและเขียนคำในมาตราตัวสะกด กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2ครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) เพื่อพัฒนาแบบฝึกทักษะ เรื่อง การอ่านและเขียนคำในมาตราตัวสะกด กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 (2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยแบบฝึกทักษะ เรื่อง การอ่านและเขียนคำในมาตราตัวสะกด กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย (3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ที่มีต่อการเรียนรู้ด้วยแบบฝึกทักษะ เรื่อง การอ่านและเขียนคำในมาตราตัวสะกด กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ นักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2553 โรงเรียนบ้านหนองลาด(ราษฎร์ประสิทธิ์สุทธิสุวรรณ) อำเภอตาคลี สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครสวรรค์ เขต 3 จำนวนนักเรียน 9 คน ที่ได้มาโดยการสุ่มแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ แบบฝึกทักษะ เรื่อง การอ่านและเขียนคำในมาตราตัวสะกด กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 8 เล่ม แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การอ่านและการเขียนคำในมาตราตัวสะกด ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 เป็นแบบทดสอบชนิดเลือกตอบ 3 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ และแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะ เรื่อง การอ่านและเขียนคำในมาตราตัวสะกด กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 10 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าที (t) ผลการศึกษาค้นคว้าพบว่า 1.ประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะ เรื่อง การอ่านและเขียนคำในมาตรา ตัวสะกด กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถม ศึกษาปีที่ 2 มีประสิทธิภาพ 82.32/82.14 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ ประสิทธิภาพ 80/80 ที่ตั้งไว้ 2.นักเรียนที่เรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะ เรื่อง การอ่านและเขียนคำใน มาตราตัวสะกด กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 2 มีคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่า ก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 3.นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 มีความพึงพอใจต่อการเรียนโดยใช้ แบบฝึกทักษะ เรื่อง การอ่านและเขียนคำในมาตราตัวสะกด กลุ่ม สาระการเรียนรู้ภาษาไทย โดยรวมอยู่ในระดับมาก
การประเมินโครงการเสริมคุณธรรมนำความดีสู่ชีวิตของนักเรียนโรงเรียนวัดบำเพ็ญเหนือสำนักงานเขตมีนบุรี กรุงเทพมหานคร
[ โดย kruinfo ชม 212 ]
การประเมินโครงการเสริมคุณธรรมนำความดีสู่ชีวิตของนักเรียนโรงเรียนวัดบำเพ็ญเหนือสำนักงานเขตมีนบุรี กรุงเทพมหานคร ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2553 มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินความคิดเห็นของผู้บริหารและผู้ปฏิบัติการสอนเกี่ยวกับการดำเนินโครงการโดยนำรูปแบบการประเมิน ของดาเนียลแอลสตัฟเฟิลบีม (Danial L. Stufflebeam) หรือ แบบจำลองซิปป์(CIPP Model) โดยการประเมิน 4 ด้าน ได้แก่ ประเมิน บริบท (Context) ของโครงการเกี่ยวกับความสอดคล้องของวัตถุประสงค์ และเป้าหมายของโครงการ ประเมินปัจจัยเบื้องต้น (Input) ของโครงการเกี่ยวกับความเหมาะสมของงบประมาณ วัสดุอุปกรณ์ ประเมินกระบวนการ (Process) ที่ใช้ในการดำเนินงานตามโครงการ และประเมินผลผลิต (Product) ของโครงการเกี่ยวกับคุณธรรมนำความดีสู่ชีวิต กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้บริหารและผู้ปฏิบัติการสอนจำนวน 40 คน และนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4-6 จำนวน 200 คน รวมทั้งสิ้นจำนวน 240 คน ซึ่งได้จากการสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการประเมิน ประกอบด้วย แบบสอบถาม เป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน 2 ฉบับ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ สถิติแบบขยาย ได้แก่ ค่าร้อยละ (%) ค่าเฉลี่ย ( ) ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) สถิติอ้างอิง ได้แก่ t-test (Dependent Samples) สถิติหาคุณภาพของเครื่องมือ ได้แก่ ค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) และการหาค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถาม ด้วยค่าสัมประสิทธิ์แอลฟ่า( - Coefficient) โดยใช้โปรแกรม SPSS for windows ในการวิเคราะห์ข้อมูล ผลการประเมินสรุปได้ดังนี้ สรุปผลการประเมิน
การประเมินโครงการเสริมคุณธรรมนำความดีสู่ชีวิตของนักเรียนโรงเรียนวัดบำเพ็ญเหนือสำนักงานเขตมีนบุรี กรุงเทพมหานคร
[ โดย kruinfo ชม 176 ]
การประเมินโครงการเสริมคุณธรรมนำความดีสู่ชีวิตของนักเรียนโรงเรียนวัดบำเพ็ญเหนือสำนักงานเขตมีนบุรี กรุงเทพมหานคร ปีการศึกษา 2553 มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินความคิดเห็นของผู้บริหารและผู้ปฏิบัติการสอนเกี่ยวกับการดำเนินโครงการโดยนำรูปแบบการประเมิน ของดาเนียลแอลสตัฟเฟิลบีม (Danial L. Stufflebeam) หรือ แบบจำลองซิปป์(CIPP Model) โดยการประเมิน 4 ด้าน ได้แก่ ประเมิน บริบท (Context) ของโครงการเกี่ยวกับความสอดคล้องของวัตถุประสงค์ และเป้าหมายของโครงการ ประเมินปัจจัยเบื้องต้น (Input) ของโครงการเกี่ยวกับความเหมาะสมของงบประมาณ วัสดุอุปกรณ์ ประเมินกระบวนการ (Process) ที่ใช้ในการดำเนินงานตามโครงการ และประเมินผลผลิต (Product) ของโครงการเกี่ยวกับคุณธรรมนำความดีสู่ชีวิต กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้บริหารและผู้ปฏิบัติการสอนจำนวน 40 คน และนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4-6 จำนวน 200 คน รวมทั้งสิ้นจำนวน 240 คน ซึ่งได้จากการสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการประเมิน ประกอบด้วย แบบสอบถาม เป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน 2 ฉบับ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ สถิติแบบขยาย ได้แก่ ค่าร้อยละ (%) ค่าเฉลี่ย ( ) ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) สถิติอ้างอิง ได้แก่ t-test (Dependent Samples) สถิติหาคุณภาพของเครื่องมือ ได้แก่ ค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) และการหาค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถาม ด้วยค่าสัมประสิทธิ์แอลฟ่า( - Coefficient) โดยใช้โปรแกรม SPSS for windows ในการวิเคราะห์ข้อมูล ผลการประเมินสรุปได้ดังนี้ สรุปผลการประเมินโครงการ ผลการประเมินโครงการ พบว่าทั้ง 4 ด้านผ่านเกณฑ์การประเมิน โดยภาพรวมเฉลี่ยอยู่ในระดับมากที่สุด และตัวชี้วัดของประเด็นการประเมินทุกประเด็น ผ่านเกณฑ์ที่กำหนด ดังนี้ 1. บริบท (Context) ของโครงการเป็นการประเมิน ก่อนการดำเนินโครงการ ผ่านเกณฑ์การประเมินโดยรวมในระดับมากที่สุด 2. ปัจจัยเบื้องต้น (Input) ของโครงการเป็นการประเมิน ก่อนการดำเนินโครงการ ผ่านเกณฑ์การประเมินโดยรวมในระดับมากที่สุด 3. ด้านกระบวนการ (Process)ของโครงการเป็นการประเมิน ระหว่างการดำเนินโครงการ ผ่านเกณฑ์การประเมินโดยรวมในระดับมากที่สุด 4. ด้านผลผลิต (Product) ของโครงการเป็นการประเมิน ภายหลังการดำเนินโครงการ ผ่านเกณฑ์การประเมินโดยรวมในระดับมากที่สุด 4.1 ด้าน M : Model ผ่านเกณฑ์การประเมินโดยรวมในระดับมากที่สุด 4.2 ด้าน O : Open mind ผ่านเกณฑ์การประเมินโดยรวมในระดับมากที่สุด 4.3 ด้าน R : Responsibility ผ่านเกณฑ์การประเมินโดยรวมในระดับมากที่สุด 4.4 ด้าน A : Activity ผ่านเกณฑ์การประเมินโดยรวมในระดับมากที่สุด 4.5 ด้าน L : Lightness ผ่านเกณฑ์การประเมินโดยรวมในระดับมากที่สุด 4.6 ความพึงพอใจของนักเรียนที่เข้ารับการอบรมอยู่ในระดับมากที่สุด 4.7 ความพึงพอใจของผู้บริหารและผู้ปฏิบัติการสอนต่อการแสดงพฤติกรรมของนักเรียน โดยภาพรวม ในระดับมากที่สุด หลังการอบรม และอยู่ในระดับมาก ก่อนการอบรม เมื่อเปรียบเทียบ ความพึงพอใจต่อการแสดงพฤติกรรมของนักเรียน หลังการดำเนินโครงการมากกว่า ก่อนดำเนินโครงการอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 รวมถึงตัวชี้วัดทั้ง 9 ตัวชี้วัด ยกเว้น พฤติกรรมการออมตามแนวทางพระราชดำริ
รายงานการพัฒนาและการใช้ชุดฝึกทักษะพื้นฐานกีฬาเซปักตะกร้อกลุ่มสาระการเรียนรู้ สุขศึกษาและพลศึกษา สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6
[ โดย kruinfo ชม 243 ]
ชื่อเรื่อง รายงานการพัฒนาและการใช้ชุดฝึกทักษะพื้นฐานกีฬาเซปักตะกร้อกลุ่มสาระการเรียนรู้ สุขศึกษาและพลศึกษา สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ผู้รายงาน นายสัมฤทธิ์ ทองไทย สถานศึกษา โรงเรียนดงแสนแก้วดงสำราญ อำเภอชานุมาน จังหวัดอำนาจเจริญ ปีการศึกษา 2552 บทคัดย่อ การจัดการเรียนการสอนที่มีประสิทธิภาพ และบรรลุจุดประสงค์การเรียนรู้นั้น จำเป็นต้องใช้สื่อนวัตกรรมตลอดจนเทคนิค และวิธีการสอนในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อให้กิจกรรมการเรียนการสอนน่าสนใจ อีกทั้งยังเป็นการสร้างความเข้าใจในเนื้อหาให้กระจ่างชัดยิ่งขึ้น การศึกษาครั้งนี้มีความมุ่งหมาย (1) เพื่อพัฒนาชุดฝึกทักษะพื้นฐานกีฬาเซปักตะกร้อ กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 (2) เพื่อหาประสิทธิภาพของชุดฝึกทักษะพื้นฐานกีฬาเซปักตะกร้อ กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 (3) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้ชุดฝึกทักษะพื้นฐานกีฬาเซปักตะกร้อ กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน (4) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่เรียนด้วยชุดฝึกทักษะพื้นฐานกีฬาเซปักตะกร้อ กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและ พลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าครั้งนี้คือ ชุดฝึกทักษะพื้นฐานกีฬาเซปักตะกร้อ จำนวน 12 ชุด แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบสอบถามความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าร้อยละ และการทดสอบสมมติฐานใช้ t-test Dependent ผลการศึกษาปรากฏ ดังนี้ 1. การพัฒนาและหาประสิทธิภาพของชุดฝึกทักษะพื้นฐานกีฬาเซปักตะกร้อกลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 พบว่า ชุดฝึกทักษะพื้นฐานกีฬาเซปักตะกร้อ ที่ผู้รายงานสร้างขึ้นมีประสิทธิภาพ 84.17/87.02 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ที่ตั้งไว้ 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้ชุดฝึกทักษะพื้นฐานกีฬาเซปักตะกร้อ กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน โดยนักเรียนมีคะแนนเฉลี่ยของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และค่าดัชนีประสิทธิผลของการเรียนด้วยชุดฝึกทักษะมีค่าเท่ากับ 0.7628 แสดงว่าผู้เรียนที่เรียนโดยใช้ชุดฝึกทักษะ เซปักตะกร้อมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเพิ่มขึ้นร้อยละ 76.28 3. การศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนด้วยชุดฝึกทักษะพื้นฐานกีฬาเซปักตะกร้อ กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก ( = 4.47) และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) เท่ากับ 0.59 ซึ่งแสดงให้เห็นว่าระดับความพึงพอใจของนักเรียนมีความสอดคล้องกัน
รายงานผลการใช้และพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง หลักการใช้ภาษา กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6
[ โดย kruinfo ชม 161 ]
หัวข้อการศึกษา รายงานผลการใช้และพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง หลักการใช้ภาษา กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ผู้รายงาน รจนา นิยม โรงเรียน นาจะหลวย(กรป.กลางอุปถัมภ์) สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 5 ปีการศึกษา 2553 รายงานผลการศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ดังนี้คือ 1) เพื่อพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ ช่วยสอนเรื่อง หลักการใช้ภาษา กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนเรื่อง หลักการใช้ภาษา กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย และ 3) เพื่อประเมินความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนเรื่อง หลักการใช้ภาษา กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาคือนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/2 โรงเรียนนาจะหลวย(กรป.กลางอุปถัมภ์) สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 5 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2553 เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาคือบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนเรื่อง หลักการใช้ภาษา กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 แผนการจัดการเรียนรู้และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ สถิติพื้นฐานโดยการหาค่าเฉลี่ยและค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน การหาค่าความสอดคล้อง การหาค่าความยากง่ายและค่าอำนาจจำแนก การทดสอบ t-test ผลการศึกษาพบว่า 1. ผลการจัดการเรียนรู้โดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนเรื่อง หลักการใช้ภาษา กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 83.79/81.48 2. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่เรียนบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนเรื่อง หลักการใช้ภาษา กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังการเรียนสูงกว่า ก่อนการเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 (t = 30.177, p = .000) 3. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนเรื่อง หลักการใช้ภาษา กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย มีผลการประเมิน ความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด ( = 4.46, S.D. = 0.67)
รายงานการพัฒนาแบบฝึกทักษะการอ่านเพื่อฝึกการคิดวิเคราะห์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4
[ โดย kruinfo ชม 174 ]
ชื่อเรื่อง รายงานการพัฒนาแบบฝึกทักษะการอ่านเพื่อฝึกการคิดวิเคราะห์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ผู้ศึกษา นายสุเทพ ทรงประโคน ตำแหน่งครู วิทยฐานะครูชำนาญการ โรงเรียนวัดบ้านเสม็ด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 1 ปีที่ศึกษา ปีการศึกษา 2553 บทคัดย่อ การศึกษาครั้งนี้ มีความมุ่งหมายของการศึกษา 1) เพื่อพัฒนาแบบฝึกทักษะการอ่าน เพื่อฝึกการคิดวิเคราะห์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนระหว่างก่อนเรียนและ หลังเรียนที่เรียนด้วยแบบฝึกทักษะการอ่านเพื่อฝึกการคิดวิเคราะห์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนรู้ด้วยแบบฝึกทักษะการอ่านเพื่อฝึกการคิดวิเคราะห์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4กลุ่มเป้าหมาย ที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2553 โรงเรียนวัดบ้านเสม็ด ตำบลกลันทา อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จำนวน 11 คนเครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาประกอบด้วย 1) แบบฝึกทักษะการอ่านเพื่อฝึกการคิดวิเคราะห์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 10 ชุด 2) แผนการจัดการเรียนรู้ การอ่านเพื่อฝึกการคิดวิเคราะห์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 20 แผน แผนละ 1 ชั่วโมง 3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การอ่านเพื่อฝึก การคิดวิเคราะห์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 30 ข้อ 4) แบบวัดความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนรู้ด้วยแบบฝึกทักษะการอ่านเพื่อฝึกการคิดวิเคราะห์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 15 ข้อ สถิติที่ใช้ ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและทดสอบสมมติฐานโดยใช้ t-test (Dependent Sample) ผลการศึกษาพบว่า 1. แบบฝึกทักษะการอ่านเพื่อฝึกการคิดวิเคราะห์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่ผู้ศึกษาได้พัฒนาขึ้น มีประสิทธิภาพเท่ากับ 82.27/81.52 ซึ่งผ่านเกณฑ์ที่ตั้งไว้ 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่เรียนด้วยแบบฝึกทักษะการอ่านเพื่อฝึกการคิดวิเคราะห์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 3. ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนรู้ด้วยแบบฝึกทักษะการอ่านเพื่อฝึกการคิดวิเคราะห์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด
ผลของการเข้าค่ายพุทธบุตรและระดับชั้นเรียนที่มีต่อคุณลักษณะที่พึงประสงค์จากการวัดนักเรียน ผู้ปกครองและนักเรียนที่เป็นเครือข่าย: การวิจัยเชิงทดลองกับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น
[ โดย kruinfo ชม 243 ]
งานวิจัย เรื่อง ผลของการเข้าค่ายพุทธบุตรและระดับชั้นเรียนที่มีต่อคุณลักษณะที่พึงประสงค์จากการวัดนักเรียน ผู้ปกครองและนักเรียนที่เป็นเครือข่าย: การวิจัยเชิงทดลองกับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น ผู้วิจัย อาจารย์ศุภวัน ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา สังกัด โรงเรียนรัตนจีนะอุทิศ สำนักงานเขตราษฎร์บูรณะกรุงเทพมหานคร บทคัดย่อ วัตถุประสงค์ของงานวิจัยคือเพื่อศึกษาผลของการเข้าค่ายพุทธบุตรที่มีต่อคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของนักเรียนที่เข้าค่ายพุทธบุตรโดยใช้แบบแผนการวิจัยเชิงทดลองภาคสนาม และการถ่ายทอดคุณลักษณะที่พึงประสงค์ผ่านเครือข่ายนักเรียนพี่สอนน้องโดยใช้การวิจัยเชิงคุณภาพ กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น โรงเรียนรัตนจีนะอุทิศ ปีการศึกษา 2552 จำนวน 338 คนแบ่งเป็น 2 กลุ่มคือ กลุ่มทดลอง 162 คนและกลุ่มควบคุม 176 คน และกลุ่มตัวอย่างสมาชิกเครือข่ายผู้เรียนงานเป็นนักเรียนระดับประถมศึกษาชั้นปีที่ 1-6 จำนวน 201 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ประกอบด้วย แบบสอบถามคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของนักเรียน แบบสอบถามความคิดเห็นของผู้ปกครอง/ครูอาจารย์ที่มีต่อโครงการค่ายฯ และคู่มือกิจกรรมสอนน้องอ่านหนังสือนิทานฯ เก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับคุณลักษณะที่พึงประสงค์ฯจากนักเรียนกลุ่มทดลองก่อนการเข้าค่ายฯ หลังการเข้าค่ายฯทันที และหลังการเข้าค่ายฯ 5 เดือน และจากนักเรียนกลุ่มควบคุมก่อนการเข้าค่ายฯและเก็บรวบรวมข้อมูลความคิดเห็นของผู้ปกครอง/ครูอาจารย์ที่มีต่อโครงการค่ายฯ ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพเก็บรวบรวมข้อมูลจากสมาชิกเครือข่ายผู้เรียนงานในการปฏิบัติตามคู่มือกิจกรรมสอนน้องอ่านหนังสือนิทานฯ การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงทดลองภาคสนาม ใช้สถิติเชิงบรรยายและสถิติวิเคราะห์ เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยสำหรับการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยสรุปได้ ดังนี้ 1. การวิจัยเชิงทดลองภาคสนามพบว่า ผลการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียวแบบวัดซ้ำเพื่อ เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยคุณลักษณะที่พึงประสงค์ทั้ง 14 ด้านจากการวัด 3 ครั้งพบว่าแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 ทุกด้านยกเว้นด้านความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนที่แตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 2. ผลการวิเคราะห์ความแปรปรวนหลายตัวแปรเพื่อเปรียบเทียบความแตกต่างของค่าเฉลี่ย คุณลักษณะที่พึงประสงค์ระหว่างกลุ่มนักเรียนที่เข้าค่ายฯและยังไม่เข้าค่ายฯ พบว่า แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยกลุ่มที่เข้าค่ายพุทธบุตรมีค่าเฉลี่ยคุณลักษณะที่พึงประสงค์ทั้ง 14 ด้านสูงกว่ากลุ่มที่ยังไม่เข้าค่ายพุทธบุตร ยกเว้นด้านความเป็นสุขในสังคมที่กลุ่มเข้าค่ายพุทธบุตรมีค่าเฉลี่ยต่ำกว่ากลุ่มที่ยังไม่เข้าค่ายพุทธบุตร 3. ผลการวิเคราะห์ความคิดเห็นของผู้ปกครองและครูอาจารย์ที่มีต่อการเปลี่ยนแปลงของนักเรียนที่ เข้าค่ายฯ พบว่า เมื่อนักเรียนเข้าค่ายพุทธบุตรแล้วมีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในด้านกริยามารยาทสุภาพเรียบร้อย ความมีระเบียบวินัยต่อตนเองและส่วนรวม ความเคารพเชื่อฟัง มีความรับผิดชอบต่อหน้าที่ตามสถานภาพ และมีน้ำใจช่วยเหลืองาน สิ่งที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมนักเรียน ผู้ปกครองและครูอาจารย์มีความคิดเห็นว่า การประพฤติตนเป็นแบบอย่างที่ดี การคบ/สมาคมกับเพื่อน สื่อต่างๆ และสถานบันเทิงเป็นสิ่งที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมนักเรียน ด้านบทบาทของผู้ปกครอง/ครูอาจารย์ในการปลูกฝังคุณธรรมพบว่า การประพฤติตนเป็นแบบอย่างที่ดี การอบรมดูแลเอาใจใส่บุตร/หลาน/ศิษย์ เป็นที่พึ่งที่ปรึกษาให้คำแนะนำช่วยเหลือและให้ความร่วมมือในการปรับพฤติกรรมบุตร/ศิษย์จะเป็นการปลูกฝังคุณธรรมให้กับนักเรียนได้ 4. ผลของการถ่ายทอดคุณลักษณะที่พึงประสงค์ทางเครือข่ายนักเรียนพี่สอนน้อง พบว่า น้องผู้เรียน งานได้รับข้อคิด/คติสอนใจและการประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันดังนี้ 1) ประหยัดมัธยัสถ์และพอเพียง 2) เมตตา กตัญญูความมีน้ำใจและ เคารพ 3) ความสามัคคีและมิตรภาพ 4) ความขยันความพยายามและความมีวินัย 5) ความซื่อสัตย์ 6) ความดี 7) การอนุรักษ์ธรรมชาติวัฒนธรรมและประเพณี 8) ความรู้ และ 9) อื่นๆ
รายงานผลการใช้ยุทธศาสตร์บริหารจัดการศึกษาแบบมีส่วนร่วม
[ โดย kruinfo ชม 145 ]
บทคัดย่อ รายงานผลการใช้ยุทธศาสตร์บริหารจัดการศึกษา แบบมีส่วนร่วม พัฒนาคุณภาพนักเรียน โรงเรียนอนุบาลพิษณุโลก สู่ความเป็นเลิศ ประจำปีการศึกษา 2552 ครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาการพัฒนาคุณภาพที่พึงประสงค์ 3 ด้าน ของนักเรียนโรงเรียนอนุบาลพิษณุโลก อันได้แก่ เป็นเด็กดี มีผลการเรียนดี และมีสุขภาพแข็งแรง โดยใช้แบบสอบถามความคิดเห็น และความพึงพอใจของนักเรียน ครู คณะกรรมการบริหารจัดการศึกษา และผู้ปกครองนักเรียนที่มีต่อการการใช้ยุทธศาสตร์บริหารจัดการศึกษา แบบมีส่วนร่วม พัฒนานักเรียนโรงเรียนอนุบาลพิษณุโลก สู่ความเป็นเลิศ ซึ่ง ใช้ประชากรกลุ่มเป้าหมายที่ให้ข้อมูล จากการสุ่มแบบเจาะจง (Purposive sampling) เป็น 1) นักเรียน ระดับปฐมวัย 12 ห้องเรียนๆ ละ 6 คน รวม 72 คน และระดับประถมศึกษา 36 ห้องเรียนๆ ละ 7 คน รวม 252 คน รวมนักเรียน 324 คน 2) ครูผู้สอนระดับปฐมวัย 12 คน ระดับประถมศึกษา 36 คนและคณะกรรมการบริหารจัดการศึกษา 25 คน รวม 73 คน และ 3) ผู้ปกครองนักเรียนที่เป็นกลุ่มตัวอย่าง 324 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษามี 3 ชุด ได้แก่ 1) แบบสอบถามสภาพปัญหา และความต้องการ 2) แบบสอบถามความคิดเห็น และ 3) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียน ครู คณะกรรมการบริหารจัดการศึกษา และผู้ปกครองนักเรียนที่มีต่อการใช้ยุทธศาสตร์การบริหารจัดการศึกษาแบบมีส่วนร่วม พัฒนาคุณภาพนักเรียนโรงเรียนอนุบาลพิษณุโลก สู่ความเป็นเลิศ ประจำปีการศึกษา 2552 สรุปผลการศึกษา ดังนี้ 1. ผลการใช้ยุทธศาสตร์บริหารจัดการศึกษา แบบมีส่วนร่วม พัฒนาคุณภาพนักเรียน โรงเรียนอนุบาลพิษณุโลก สู่ความเป็นเลิศ พบว่า 1) ความคิดเห็นโดยรวมของนักเรียนอยู่ในระดับ

ยอดนิยม